คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4121/2555
#520476
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 700,000 บาท เป็นการพิพากษาแก้ทั้งบทและโทษ จึงเป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 ร่วมอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 2 ในการรับเงินค่าเมทเอมเฟตามีนภายหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบเมทแอมฟาตามีนบางส่วนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปลอมตัวไปล่อซื้อถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยที่ 3 จึงกระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์หมายเลขตัวถังรถ NF 110 MT 0009981 จำนวน 1 คัน หมายเลขเครื่องยนต์ NF 110 MT 0009481 รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บง 6859 ตาก กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย จำนวน 2 เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ด้วย) 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนฐานเดียว จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุกห้าสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53, 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้มีกำหนดคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 2 เครื่อง ของกลาง หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากมีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ด้วย) 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 700,000 บาท ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับคนละ 2 ปี โทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่โต้แย้งในชั้นฎีกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยของกลางคือ เมทแอมเฟตามีน 1,976 เม็ด น้ำหนัก 194.67 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 43.018 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 8310 หมายเลข 0 1973 0764 จำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3310 หมายเลข 0 7197 2051 จำนวน 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน รถยนต์กระบะยี่ห้อโต้โยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บง 6859 ตาก จำนวน 1 คัน และรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็ม หมายเลขทะเบียน บง 7296 อ่างทอง จำนวน 1 คัน ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามฟ้องหรือเป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 สิบตำรวจเอกสมเกียรติเบิกความยืนยันว่า ในขณะพยานกับจำเลยที่ 1 เดินทางไปที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ตามที่นัดหมายกันไว้ จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า ขอเปลี่ยนสถานที่รับเงินเป็นร้านวีช้อป โดยจำเลยที่ 2 บอกว่าจะรอ ณ ที่นัดหมายพร้อมกับเจ้าของเมทแอมเฟตามีน นอกจากนี้สิบตำรวจเอกสมเกียรติและสิบตำรวจเอกสมคิดต่างเบิกความยืนยันว่า เมื่อรถแล่นผ่านร้านวีช้อปครั้งแรก พยานทั้งสองเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงจากรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าไปยืนอยู่ข้างรถ ซึ่งสอดคล้องกับข้อความในบันทึกการจับกุม ซึ่งระบุว่าสิบตำรวจเอกสมเกียรติเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงจากรถยืนรอเพื่อจะรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนบริเวณหน้าร้านวีช้อป จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าไปถึงบริเวณหน้าร้านวีช้อปด้วยกัน มิใช่เพิ่งไปพบกันโดยบังเอิญตามทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากพยานโจทก์ดังกล่าวว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมซึ่งไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจ จำเลยที่ 2 ก็วิ่งหนีขึ้นรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 3 จอดรอติดเครื่องอยู่ และจำเลยที่ 3 ขับรถกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว อันเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 ขับรถออกไปเพื่อหนีการจับกุม ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ก็ดี หรือจำเลยที่ 3 มีอาการเมาสุราและไม่ได้รู้ถึงการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 2 ก็ดี ล้วนไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งแม้จะได้ความจากร้อยตำรวจเอกธีรภาพเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ในการสืบสวนไม่มีข้อมูลว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษคดีนี้มาก่อน และตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจะไม่ได้ความว่า ในการเจรจาติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนก่อนเกิดเหตุทั้งสองครั้งที่มีการยกเลิกไปและการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนครั้งเกิดเหตุนี้ สิบตำรวจเอกสมเกียรติและสิบตำรวจเอกสมคิดได้เคยติดต่อกับจำเลยที่ 3 ด้วย แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 ร่วมอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 2 ในการรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบเมทแอมเฟตามีนบางส่วนให้แก่สิบตำรวจเอกสมเกียรติและสิบตำรวจเอกสมคิดแล้ว ถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยที่ 3 จึงกระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามฟ้อง หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับรถจักรยานยนต์และรถยนต์กระบะของกลางนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองสั่งไม่ริบ ก็ชอบที่จะสั่งคืนแก่เจ้าของเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 3 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนฐานเดียว จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปีได้แต่ไม่เกิน 2 ปี ให้คืนรถจักรยานยนต์และรถยนต์กระบะของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นางสาวจารุณีหรือบุ๋ม ขันทะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางพนิดา อรรคเศรษฐัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4114/2555
#525528
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหนังสือที่ทำให้ผู้ส่งออกที่เป็นเจ้าของสินค้าสิ่งทอดังกล่าวสามารถมีสิทธิส่งสินค้าของตนไปขาย จำหน่ายในต่างประเทศได้ หากไม่ได้หนังสือรับรองการส่งออกดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะส่งสินค้าสิ่งทอของตนออกไปได้ การทำปลอมสำเนาหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอ จึงเป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิ แม้สำเนาหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอ เป็นใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกเป็นผู้จัดทำขึ้นเอง มิใช่เป็นเอกสารที่จัดทำโดยกรมการค้าต่างประเทศ แต่เมื่อเป็นเอกสารที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยและลงตราประทับพร้อมลายมือชื่อของพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ได้สิทธิในการส่งออกสินค้าสิ่งทอไปต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ การทำปลอมสำเนาหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอ จึงเป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ

แม้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ก่อให้เกิดความเสียหายอันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ แต่ในส่วนพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ยังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยที่ 3 เป็นหญิง ป่วยเป็นเนื้องอกสมอง อยู่ระหว่างการรักษา ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 3 แต่เพื่อให้จำเลยที่ 3 ได้รู้สำนึกในการกระทำของตนและไม่หวนกลับมากระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1911/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251, 252, 264, 265, 266, 268, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251 และมาตรา 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 266 (1) เป็นผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกและยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.5 ถึง 2.7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการออกหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอ มาเบิกความสอดคล้องยืนยันว่า หนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอเป็นเอกสารปลอม โดยมีพันตำรวจตรีพิษณุยืนยันว่า แม้เป็นเพียงสำเนาเอกสารก็สามารถตรวจพิสูจน์ได้ เมื่อเอกสารซึ่งเป็นสำเนานั้นมีความคมและลักษณะของเส้นไม่แตกต่างจากต้นฉบับ ขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าเป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ไม่ใช่เอกสารสิทธิและไม่เป็นเอกสารราชการนั้น เห็นว่าเป็นเอกสารปลอมที่ทำขึ้นเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอที่แท้จริงของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อันเป็นหนังสือที่ทำให้ผู้ส่งออกที่เป็นเจ้าของสินค้าสิ่งทอดังกล่าวสามารถมีสิทธิส่งสินค้าของตนไปขายจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หากไม่ได้หนังสือรับรองการส่งออกดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะส่งสินค้าสิ่งทอของตนออกไปได้ การทำปลอมสำเนา จึงเป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิ และแม้สำเนา เป็นใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกเป็นผู้จัดทำขึ้นเอง มิใช่เป็นเอกสารที่จัดทำโดยกรมการค้าต่างประเทศ แต่เมื่อเป็นเอกสารที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยและลงตราประทับพร้อมลายมือชื่อของพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ได้สิทธิในการส่งออกสินค้าสิ่งทอไปต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ จึงเป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี.เค. การ์เมนท์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนของห้างฯ ตั้งแต่ปี 2524 แม้จำเลยที่ 2 เป็นเพียงหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 แม้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่ก็เป็นระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2524 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2530 ตามสำเนาหนังสือรับรองอันเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นหุ้นส่วนของห้างฯ ตลอดมา โดยไม่ขาดสาย รวมทั้งในช่วงเวลาเกิดเหตุ และนับแต่ปี 2531 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ ให้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงิน เบิกถอนเงินตลอดจนมีอำนาจในการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีกระแสรายวันของห้างฯ ดังรายละเอียดตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดของการมอบอำนาจไว้ นั่นหมายถึงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สามารถกระทำการแทนห้างฯ แทบทุกกรณี โดยเฉพาะในกรณีจำเป็นและสำคัญคือการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของห้างฯ ได้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเจือสมกับที่นายกฤตปุณย์ และนางสาวสุธีรา พนักงานของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อกับธนาคารในนามของห้างฯ และเป็นผู้ตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ แต่เพียงผู้เดียว เมื่อได้ความว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี.เค. การ์เมนท์ ขอสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขอสินเชื่อ และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อของห้างฯ ในนามส่วนตัว ทั้งจำเลยที่ 2 ยังนำหลักทรัพย์เป็นเงินฝากในบัญชีของตนจำนวน 3,000,000 บาท มาค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน เช่นนี้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันบริหารจัดการในกิจการต่าง ๆ ของห้างฯ เพียงสองคนเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามสำเนา เฉพาะในส่วนของใบกำกับสินค้าหมายเลข บี.อี.เอ็น. 010/93, 011/93 และ 015/93 ตามฟ้องข้อ 2.5 ถึง 2.7 อันเป็นการใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อให้เกิดความเสียหายอันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ แต่ในส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ยังไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยที่ 3 เป็นหญิง และได้ความว่าจำเลยที่ 3 ป่วยเป็นเนื้องอกสมอง อยู่ระหว่างการรักษาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้นแต่เพื่อให้จำเลยที่ 3 ได้รู้สำนึกในการกระทำของตนและไม่หวนกลับมากระทำความผิดอีกจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 3 อีกสถานหนึ่ง โดยปรับกระทงละ 20,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 3 เป็นจำคุก 3 ปี และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 3 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 266 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิวัฒน์ เกียรติเทพขจร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2555
#528520
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 จำเลยที่ 2 จึงมียาคลายเครียดไว้ในครอบครองเพื่อขายได้ การที่จำเลยที่ 1 ขายยาคลายเครียดให้สายลับผู้ล่อซื้อในขณะที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านขายยาเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว และการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง และมาตรา 108 ได้ เพราะมาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้เภสัชกรขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 แก่ผู้ที่ไม่มีใบสั่งยา ส่วนมาตรา 108 กำหนดโทษแก่เภสัชกรผู้ฝ่าฝืน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเภสัชกรจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตราดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 คงเป็นความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ในระหว่างที่เภสัชกรมิได้อยู่ประจำควบคุมกิจการตามมาตรา 26 วรรคสอง และมาตรา 94 เท่านั้น

ตามมาตรา 116 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543 มาตรา 4 ให้ริบวัตถุออกฤทธิ์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ให้ริบตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเมื่อริบแล้วกระทรวงสาธารณสุขจะให้ทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 116 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 26, 34, 62, 67, 68, 89, 93, 94, 97, 106, 108 และ 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 ริบเฟนิลโพรพาโนลามีนให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข ริบไดอาซีแพมของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 200 บาท แก่เจ้าของ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย. 1189/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้บ้างแล้วจำเลยที่ 1กลับให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง), 62, 67 (ที่ถูก มาตรา 67 วรรคหนึ่ง), 89, 106 และ 108 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ, 62, 89 และ 106 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เฟนิลโพรพาโนลามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 5 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 (ไดอาซีแพม) ให้แก่ผู้ที่ไม่มีใบสั่งยา ปรับคนละ 10,000 บาท กระทงหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 26 วรรคสอง,94 ฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 (ไดอาซีแพม) ในระหว่างที่เภสัชกรมิได้อยู่ประจำควบคุมกิจการ จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท กระทงหนึ่ง ปรับ 5,000 บาท กระทงหนึ่ง กับจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน และปรับ 57,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อน สมควรให้โอกาสได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในกรณีจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ ย. 1189/2545 (ที่ถูก คดีหมายเลขดำที่ ย. 1189/2545 คดีหมายเลขแดงที่ ย. 10602/2545) ของศาลชั้นต้น ริบไดอาซีแพมของกลางและริบเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข คืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 200 บาท แก่เจ้าของ ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นเภสัชกร ได้รับใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน โดยเป็นผู้ดำเนินกิจการ สถานที่ขายยาชื่อร้านยาสวน เวลาทำการ 6 ถึง 24 นาฬิกา มีจำเลยที่ 2 เป็นเภสัชกรผู้ปฏิบัติหน้าที่ และจำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือประเภท 4 ที่ร้านยาสวนสน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อยู่ที่ร้านยาสวนสน เจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับไปล่อซื้อยาที่ร้านยาสวนสน โดยมอบธนบัตรฉบับ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ ให้แก่สายลับ จากนั้นสายลับไปพบจำเลยที่ 1 ซื้อยาเฟนเซียซึ่งเป็นยาลดความอ้วนจำนวน 10 แคปซูล ในราคาแคปซูลละ 15 บาท และซื้อยาคลายเครียดจำนวน 20 เม็ด ในราคาเม็ดละ 1 บาท ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านยาสวนสน แล้วสายลับนำยาที่ซื้อมาไปมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นไปตรวจค้นร้านยาสวนสน พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 2 ฉบับ ในลิ้นชักสำหรับเก็บเงิน พบยาเฟนเซียจำนวน 125 แคปซูล บรรจุอยู่ในขวดพลาสติกสีขาววางอยู่ในตู้ยาชั้นล่าง พบยาคลายเครียดจำนวน 1,000 เม็ด บรรจุอยู่ในขวดพลาสติกสีเทาปิดผนึกวางอยู่บนชั้นเก็บของ และอีกจำนวนหนึ่งบรรจุอยู่ในขวดวางอยู่บนเคาน์เตอร์บันทึกการจับกุมระบุว่ามีจำนวน 824 เม็ด แต่ผู้ตรวจพิสูจน์นับได้จำนวน 946 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำชี้สถานที่พบยาดังกล่าว พนักงานสอบสวนยึดยาที่ได้จากสายลับกับยาที่ค้นพบที่ร้านยาสวนสนไว้เป็นของกลาง และส่งไปตรวจพิสูจน์ นางสาวบงกช เภสัชกร 4 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจพิสูจน์ยาเฟนเซียจำนวน 135 แคปซูลของกลาง ตรวจพบปริมาณเฟนิลโพรพาโนลามีนไฮโดรคลอไรด์ 10.371 กรัม เฟนิลโพรพาโนลามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และตรวจพิสูจน์ยาคลายเครียดจำนวน 1,946 เม็ด ของกลาง ตรวจพบปริมาณไดอาซีแพม 20.657 กรัม ไดอาซีแพมเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วย เหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านยาสวนสนที่เกิดเหตุในขณะที่จำเลยที่ 1 ขายยาให้แก่สายลับ และยาเฟนเซียที่จำเลยที่ 1 ขายไปนั้น เป็นยาที่จำเลยที่ 2 เก็บไว้เพื่อรอส่งคืน เห็นว่า ยาซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในคดีนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือยาเฟนเซียซึ่งเป็นยาลดความอ้วนตรวจพบเฟนิลโพรพาโนลามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และยาคลายเครียดซึ่งตรวจพบไดอาซีแพม อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 จึงต้องแยกวินิจฉัยแต่ละชนิดไป

ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ขายยาเฟนเซียไปจำนวน 10 แคปซูล นั้นปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบยาเฟนเซียอีก 125 แคปซูล บรรจุอยู่ในขวดพลาสติกสีขาว วางอยู่ในตู้ยาชั้นล่าง เช่นนี้จึงนับว่ายาเฟนเซียจำนวน 10 แคปซูล ที่ขายไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของยาเฟนเซียจำนวน 135 แคปซูล ปัญหามีต่อไปว่ายาเฟนเซียจำนวน 135 แคปซูล ดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อขาย หรือเก็บไว้เพื่อส่งคืน เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 เก็บไว้เพื่อส่งคืน จำเลยที่ 2 น่าที่จะแยกเก็บไว้เป็นสัดส่วนไม่ปะปนกับยาอื่น ๆ ที่มีไว้ขาย แต่ปรากฏว่าเก็บไว้ภายในตู้เดียวกัน จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างได้ว่าสถานที่คับแคบเพราะยาเพียงขวดเดียวสามารถแยกเก็บไว้ได้โดยง่าย หรือหากมีความจำเป็นต้องเก็บไว้ภายในตู้ยาเดียวกันรวมกับยาอื่น ๆ จำเลยที่ 2 ก็น่าที่จะมีการห่อไว้เป็นอย่างดี และมีป้ายติดไว้ว่าห้ามขาย การที่จำเลยที่ 1 สามารถขายยาเฟนเซียไปได้โดยง่าย โดยมีขวดยาปะปนอยู่กับยาอื่น ๆ เช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มียาเฟนเซียไว้ในครอบครองเพื่อขาย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มียาเฟนเซียซึ่งตรวจพบเฟนิลโพรพาโนลามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 135 แคปซูลไว้ในครอบครองเพื่อขาย จึงเป็นความผิดฐานขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ เนื่องจาก "ขาย" หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบหรือมีไว้เพื่อขาย ตามความในมาตรา 4 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 1 ขายยาเฟนเซียจำนวน 10 แคปซูลดังกล่าวก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 พ้นผิดไปได้ เพราะจำเลยที่ 2 มีไว้เพื่อขายมาตั้งแต่แรกแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้มาชอบแล้ว

กรณีที่จำเลยที่ 1 ขายยาคลายเครียดซึ่งตรวจพบไดอาซีแพมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 จำนวน 20 เม็ด นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ได้ จำเลยที่ 2 จึงมียาคลายเครียดจำนวน 1,946 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขายได้ การที่จำเลยที่ 1 ขายยาคลายเครียดดังกล่าวจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในขณะที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านยาสวนสนนั้น เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง และ 108 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยสำหรับการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้น ก็ไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง และ 108 ได้ เพราะมาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้เภสัชกรขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 แก่ผู้ที่ไม่มีใบสั่งยา ส่วนมาตรา 108 กำหนดโทษแก่เภสัชกรผู้ฝ่าฝืน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเภสัชกร จำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับของบทมาตราดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง และ 108 จึงไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 คงมีความผิดเฉพาะฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 (ไดอาซีแพม) ในระหว่างที่เภสัชกรมิได้อยู่ประจำควบคุมกิจการตามมาตรา 26 วรรคสอง และ 94 เท่านั้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นการรับสารภาพในข้อเท็จจริงว่าได้กระทำความผิดจริงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อนี้มา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลางให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543 มาตรา 4 กฎหมายให้ริบวัตถุออกฤทธิ์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ให้ริบตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเมื่อริบแล้วกระทรวงสาธารณสุขจะให้ทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา 116 ทวิ อีกชั้นหนึ่ง ไม่ชอบที่จะสั่งริบให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขในชั้นนี้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้เช่นเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 (ไดอาซีแพม) ให้แก่ผู้ที่ไม่มีใบสั่งยา ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง และ 108 ด้วย รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน และปรับ 52,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบเฟนิลโพรพาโนลามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 26 วรรคสอง ม. 67 วรรคหนึ่ง ม. 94 ม. 108 ม. 116 ม. 116 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวเกตุดาว ต้องประสงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชาตรี แตงเลี่ยน
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4093/2555
#526782
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น แผ่นวีซีดีภาพยนต์ แผ่นดีวีดีภาพยนต์ และแผ่นวีดิทัศน์ (วีซีดีคาราโอเกะ) ของกลางดังกล่าว จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33 และให้คืนแก่เจ้าของ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 47, 54, 78, 79, 81, 92 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 47 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 78, 79, 81, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ฐานนำแผ่นภาพยนตร์ออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ฐานนำแผ่นวีดิทัศน์ออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 50,000 บาท ฐานนำแผ่นภาพยนตร์ออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ฐานนำแผ่นวีดิทัศน์ออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 260,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ และแผ่นวีดิทัศน์ (วีซีดีคาราโอเกะ) ของกลางดังกล่าว จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด อันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 และให้คืนแก่เจ้าของ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงปรับ 100,000 บาท ให้คืนแผ่นวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลาง 223 แผ่น และแผ่นวีดิทัศน์ (วีซีดีคาราโอเกะ) ของกลาง 37 แผ่น แก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 79 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายธวัชชัย โพธิ์อิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายมนต์ชัย โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2555
#528560
เปิดฉบับเต็ม

รูปเครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอของโจทก์ กับรูปเครื่องหมายการค้า "" ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างประกอบด้วยภาพหมีที่วาดเป็นลายเส้นลักษณะภาพการ์ตูนในท่านั่งหน้าตรง ขาหน้าและขาหลังกางออกทำนองเดียวกัน มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้างเพียงรายละเอียด โดยภาพหมีในเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีส่วนที่เป็นตา จมูกและปาก ส่วนภาพหมีในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว มีรายละเอียดในส่วนตา จมูกและปาก กับรายละเอียดในส่วนหู ในส่วนลายเส้นประที่ข้อเท้าทั้งสี่เท้า ทำให้เป็นลักษณะหมีที่ใส่เสื้อผ้า และมีเลขอาระบิก "86" อยู่ที่บริเวณกลางลำตัวด้านหน้า กับมีข้อความว่า "THE BEARS PROJECT" อยู่ด้านล่างภาพหมี แต่โดยภาพรวมต่างมีสาระสำคัญอยู่ที่ภาพหมีที่เป็นลายเส้นรอบรูปในท่านั่งหน้าตรงกางขาทั้งสี่ออกด้วยกัน โดยเป็นส่วนประกอบของภาพที่มีลักษณะเด่นกว่ารายละเอียดประกอบต่าง ๆ ในภาพหมีและตัวเลขกับข้อความดังกล่าว ทั้งจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนเป็นสินค้าในจำพวกที่ 25 และรายการสินค้าทำนองเดียวกัน โดยล้วนเป็นสินค้าที่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปซื้อใช้ ไม่ใช่สินค้าเฉพาะกลุ่มผู้มีความรู้เฉพาะทาง จึงมีเหตุอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ถือได้ว่าไม่มีลักษณะอันพึงได้รับการจดทะเบียน

การใช้เครื่องหมายการค้าอันจะถือว่าต่างเจ้าของต่างได้ใช้กันมาแล้วโดยสุจริตที่จะถือว่าเป็นเหตุให้ควรรับจดทะเบียนได้ตามนัยแห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 ต้องเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตโดยมีการขายหรือโฆษณาสินค้าภายในดินแดนประเทศไทย ตามหลักการที่กฎหมายย่อมใช้บังคับเฉพาะในเขตดินแดนแห่งรัฐที่ออกกฎหมายเท่านั้น แต่เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนโดยสุจริตในประเทศไทยซึ่งถือไม่ได้ว่าโจทก์กับผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนมาแล้วด้วยกันโดยสุจริต และไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นที่รู้จักกันในประเทศไทย ดังนี้ แม้โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าในต่างประเทศมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่โจทก์เพิ่งคิดจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้หรือขอรับการคุ้มครองโดยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในประเทศไทย ภายหลังจากที่ผู้อื่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว หากรับจดทะเบียนให้แก่โจทก์ นอกจากจะเป็นเหตุให้เสื่อมเสียต่อสิทธิของผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน ยังเป็นเหตุทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในการซื้อสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าเช่นนี้ได้ และไม่มีเหตุผลอันสมควรอื่นใดถึงขนาดให้ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษเพื่อให้มีผลยกเว้นต่อสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 27 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 626098 มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 619/2550 โดยมีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้ารูปหมีประดิษฐ์ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 626098 มีลักษณะอันพึงจะรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่พณ 0704/2450 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2549 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 619/2550 ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า (1) กางเกงยกเว้นกางเกงชั้นในและกางเกงกีฬา (2) กางเกงขาสั้น (3) กางเกงซับเหงื่อ (4) ชุดกันเปื้อน (5) เสื้อยกเว้นเสื้อชั้นในและเสื้อกีฬา(6) เสื้อยืดทีเชิ้ต (7) เสื้อใส่ซับเหงื่อ (8) เสื้อครึ่งตัวของสตรี (9) เสื้อแจกเกต (10) เสื้อกั๊ก (11) เสื้อโค้ต (12) ชุดกันฝน (13) รองเท้าหุ้มส้น (14) ชุดชั้นในสตรี (15) ชุดใส่นอน (16) ชุดชั้นใน (underwear) (17) ชุดใส่ว่ายน้ำ (18) ถุงมือ (19) ถุงเท้า (20) ชุดเสื้อกางเกงชั้นใน (21) เข็มขัด (22) ผ้าพันคอ (Scarves) (23) หมวก (24) เนกไท (25) รองเท้าแตะ ตามคำขอเลขที่ 626098 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ทะเบียนเลขที่ ค. 226650 ที่จดทะเบียนไว้แล้ว โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปหมีในลักษณะประดิษฐ์ที่มีลักษณะคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วดังกล่าว แม้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วนั้น มีคำว่า "THE BEARS PROJECT" และเลขอาระบิก 86 ประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่คำดังกล่าวมีขนาดเล็กประกอบกับเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้เลขอาระบิก 86 เลขอาระบิกนี้จึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า ตราหมี ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเรียกขานได้ว่า ตราหมี - เดอะ - แบร์ -โปร - เจ็ก - แปด - หก หรือ ตราหมี นับว่าใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน รายการสินค้าลักษณะอย่างเดียวกัน ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนหลักฐานแสดงการได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศของโจทก์ ไม่อาจแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้มาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายทั่วไปแล้วในประเทศไทย จึงยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 626098 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้า "" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค. 226650 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า รูปเครื่องหมายการค้า "" ตามคำขอของโจทก์ กับรูปเครื่องหมายการค้า "" ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างประกอบด้วยภาพหมีที่วาดเป็นลายเส้นลักษณะภาพการ์ตูนในท่านั่งหน้าตรง ขาหน้าและขาหลังกางออกทำนองเดียวกัน มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้างเพียงรายละเอียด โดยภาพหมีในเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเฉพาะส่วนที่เป็นตา จมูกและปาก ส่วนภาพหมีในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว มีรายละเอียดในส่วนตาจมูกและปากกับรายละเอียดในส่วนหูในส่วนลายเส้นประที่ข้อเท้าทั้งสี่เท้าทำให้เห็นเป็นลักษณะหมีที่ใส่เสื้อผ้า และมีเลขอาระบิก "86" อยู่ที่บริเวณกลางลำตัวด้านหน้า กับมีข้อความว่า "THE BEARS PROJECT" อยู่ด้านล่างภาพหมี แต่โดยภาพรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง ต่างมีสาระสำคัญอยู่ที่ภาพหมีที่เป็นลายเส้นรอบรูปในท่านั่งหน้าตรงกางขาทั้งสี่ออกด้วยกัน โดยเป็นส่วนประกอบของภาพที่มีลักษณะเด่นกว่ารายละเอียดประกอบต่าง ๆ ในภาพหมีและตัวเลขกับข้อความดังกล่าว ทั้งจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนก็เป็นสินค้าในจำพวกที่ 25 และรายการสินค้าเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าแต่งกายที่ไม่รวมถึงเสื้อชั้นในและเสื้อกีฬาทำนองเดียวกัน โดยล้วนเป็นสินค้าที่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปซื้อใช้ ไม่ใช่สินค้าสำหรับเฉพาะกลุ่มผู้มีความรู้เฉพาะทาง ดังนี้ หากนำเครื่องหมายการค้าที่มีภาพหมีเป็นจุดเด่นเป็นสาระสำคัญไปใช้กับสินค้าเช่นว่านั้นในขนาดภาพเครื่องหมายการค้าปกติดังเช่นที่ปรากฏในภาพตัวอย่างสินค้าของโจทก์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เครื่องหมายที่มีขนาดไม่ใหญ่มากแล้วย่อมเป็นการยากที่สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าจะสังเกตเห็นส่วนรายละเอียดที่แตกต่างของเครื่องหมายการค้าทั้งสองนี้ และเมื่อเห็นส่วนเด่นเป็นภาพหมีซึ่งเป็นสาระสำคัญที่มีลักษณะคล้ายกันมากดังกล่าวแล้ว จึงมีเหตุอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนมาแล้วโดยสุจริต หรือมีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเหตุสมควรให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางสาวสุนิสาเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำพยานและเบิกความประกอบเอกสารเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ไว้ในหลายประเทศทั่วโลก ตามรายชื่อประเทศและรายละเอียดการจดทะเบียนกับสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าตามรายการที่ได้ขอจดทะเบียนตลอดมา ตามพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว ในส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้ในต่างประเทศ จำเลยไม่ได้โต้แย้งจึงพอฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์นำสืบมา แต่ในส่วนการใช้เครื่องหมายการค้าขอจดทะเบียนในประเทศไทย ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลเบิกความตรงกันว่า ในชั้นอุทธรณ์และพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่ได้ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายหรือโฆษณาสินค้าในประเทศไทยเลย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้เชื่อได้ว่า โจทก์จำหน่ายหรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปหมีประดิษฐ์ที่ขอจดทะเบียนในประเทศไทย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้ในประเทศไทยมาก่อนการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งนี้โดยการใช้เครื่องหมายการค้าอันจะถือว่าต่างเจ้าของต่างได้ใช้กันมาแล้วโดยสุจริตที่จะถือว่าเป็นเหตุให้ควรรับจดทะเบียนได้ตามนัยแห่งมาตรา 27 ต้องเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตโดยมีการขายหรือโฆษณาสินค้าภายในดินแดนประเทศไทย ตามหลักการที่กฎหมายย่อมใช้บังคับเฉพาะในเขตดินแดนแห่งรัฐที่ออกกฎหมายเท่านั้น แต่เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนโดยสุจริตในประเทศไทย ซึ่งถือไม่ได้ว่าโจทก์กับผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนมาข้างต้นนั้นต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนมาแล้วด้วยกันโดยสุจริต ตามความหมายแห่งมาตรา 27 ดังกล่าว และไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นที่รู้จักกันในประเทศไทย ดังนี้ แม้โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าในต่างประเทศมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็เพิ่งคิดจะจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้ หรือขอรับการคุ้มครองโดยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในประเทศไทย ภายหลังจากที่มีผู้อื่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว ซึ่งหากรับจดทะเบียนให้แก่โจทก์ในพฤติการณ์เช่นนี้แล้ว นอกจากจะเป็นเหตุให้เสื่อมเสียต่อสิทธิของผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน ยังเป็นเหตุที่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในการซื้อสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าเช่นนี้ได้ และไม่มีเหตุผลอันสมควรอื่นใดถึงขนาดให้ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษ อันสมควรที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพื่อให้มีผลยกเว้นต่อสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วตามมาตรา 44 ประกอบมาตรา 27 ดังนั้น คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์จึงชอบแล้ว คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13 ม. 27 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แก๊พ (ไอทีเอ็ม) อิ้งค์.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4050/2555
#521499
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าซึ่งผู้ขายขอเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้อง การประกันภัยคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่งจากโรงงานของผู้ขายจนถึงโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี โดยยังไม่ได้อ้างถึงกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิด จำเลยให้การต่อสู้ว่าผู้ขายเอาประกันภัยสินค้าไว้เฉพาะช่วงที่ขนส่งจากประเทศอินโดนีเซียมาถึงเกาะสีชังเท่านั้น ไม่ได้ขยายความคุ้มครองไปถึงช่วงที่ขนส่งจากเกาะสีชังไปยังโรงงานของผู้ซื้อตามที่โจทก์อ้าง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อและไม่อาจรับช่วงสิทธิจากผู้ซื้อ ข้ออ้างของจำเลยส่วนนี้เป็นไปตามข้อความตามที่ปรากฏในเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยท้ายฟ้อง ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบและอ้างส่งกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดอีกฉบับ โดยอ้างว่ากรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารท้ายฟ้องระบุให้เงื่อนไขการประกันภัยเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดดังกล่าวที่โจทก์ไม่ได้อ้างถึงและมิได้ส่งมาท้ายคำฟ้องเพื่อให้จำเลยได้ตรวจสอบก่อนทำคำให้การ ทั้งที่เอกสารดังกล่าวโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นและเป็นเอกสารที่อยู่ในครอบครองของโจทก์ จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงเป็นรายละเอียดที่เพิ่งปรากฏขึ้นในชั้นพิจารณา ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธความคุ้มครองของการประกันภัยสินค้ารายนี้อย่างชัดแจ้งไว้แล้ว และก็ได้ถามค้านเอกสารทั้งสองฉบับในประเด็นนี้ไว้แล้ว อุทธรณ์ส่วนนี้จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยชอบที่จะยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้

แม้การประกันภัยสินค้าตามฟ้องจะมีหลักฐานเป็นหนังสือตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งระบุว่า บริษัท บ. ผู้ขาย เป็นผู้เอาประกันภัย ระบุชื่อยานพาหนะว่าเรือ อ. ระบุการเดินทางของเรือว่าจากท่าเรือประเทศอินโดนีเซียไปเกาะสีชัง ประเทศไทย และในช่องข้อกำหนดหรือเงื่อนไขพิเศษระบุข้อความว่าเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดซึ่งหมายถึงกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยทางทะเลแบบเปิด (MARINE CARGO OPEN POLICY) ระหว่างบริษัท ป. ผู้เอาประกันภัย กับโจทก์ผู้รับประกันภัย เห็นได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ คู่สัญญาในส่วนของผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคลต่างรายกันแต่คู่สัญญาในส่วนของผู้รับประกันภัยเป็นนิติบุคคลเดียวกันคือโจทก์ เมื่อสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัย บริษัท บ. ได้ทำขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายสินค้าถ่านหินระหว่างบริษัท บ. ผู้ขายกับผู้ซื้อ ซึ่งกำหนดให้ผู้ขายมีหน้าที่ทำประกันภัยให้มีผลคุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าระหว่างการขนส่งตั้งแต่ท่าเรือต้นทางที่บรรทุกสินค้าไปจนถึงโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี การที่โจทก์ผู้รับประกันภัยยอมรับเงื่อนไขพิเศษตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิด ซึ่งโจทก์ก็เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับประกันภัยด้วยมาเป็นข้อกำหนดหรือเงื่อนไขพิเศษของสัญญาประกันภัยที่โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยสินค้าตามฟ้องกับบริษัท บ. ผู้ขาย ตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้บริษัท บ. จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากบริษัท ป. แต่ก็เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทั้งข้อกำหนดและเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์ผู้รับประกันภัย โดยมีผลให้การคุ้มครองสินค้าตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นการให้ความคุ้มครองตั้งแต่ท่าเรือต้นทางไปจนส่งมอบถึงโรงงานผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรีเมื่อผู้ขายมีหน้าที่ทำประกันภัยความเสียหายของสินค้าตามสัญญาระหว่างการขนส่ง ผู้ขายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าตามฟ้องตลอดการขนส่งจนกว่าสินค้าจะเดินทางถึงโรงงานของผู้ซื้อ การประกันภัยสินค้าจึงครอบคลุมถึงความเสียหายหรือสูญหายของสินค้า

ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าคลื่นและลมในท้องทะเลช่วงที่เกิดเหตุก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวเรือที่เดินเรือในท้องทะเลบริเวณเกิดเหตุแต่อย่างใด คงเกิดความเสียหายแก่เรือทั้งสองลำดังกล่าวเท่านั้น การที่เรือไทยขนส่ง 46 และเรือไทยขนส่ง 45 มีความสามารถบรรทุกสินค้าได้อย่างปลอดภัยเพียง 590 เมตริกตัน แต่จำเลยจัดสินค้าถ่านหินบรรทุกถึงลำละ 1,300 เมตริกตัน เกินกว่าความสามารถบรรทุกตามที่ได้จดทะเบียนไว้กว่า 2 เท่า ความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย จำเลยเป็นผู้ขนส่งซึ่งได้รับมอบหมายสินค้าตามฟ้องไว้ในความครอบครองดูแลเพื่อการขนส่ง จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 616

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,457,110.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,269,664.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซื้อถ่านหินจากบริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขายที่ประเทศสิงคโปร์ ในเงื่อนไขราคา CIF เกาะสีชัง โจทก์รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้ในวงเงิน 1,854,954.11 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ขายได้ว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเรืออนาโตลิจากท่าเรือต้นทางประเทศอินโดนีเซียมายังท่าเรือปลายทางเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เมื่อสินค้ามาถึงเกาะสีชัง ผู้ซื้อได้ชำระราคาสินค้าและรับมอบเอกสารสิทธิสินค้าจากธนาคาร จากนั้นได้ว่าจ้างให้จำเลยขนสินค้าจากเกาะสีชังเพื่อไปยังโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี จำเลยนำเรือลำเลียง 42 ลำ ไปขนถ่ายสินค้าโดยบรรทุกสินค้าลงเรือไทยขนส่ง 45 และเรือไทยขนส่ง 46 ลำละ 1,300 เมตริกตัน แล้วนำเรือยนต์มาลากจูงเรือทั้งสองลำ พ่วงกับเรือลำเลียงอื่นออกเดินทางจากเกาะสีชัง เมื่อมาถึงบริเวณเขาสามชุก จังหวัดชลบุรี เรือไทยขนส่ง 45 และเรือไทยขนส่ง 46 จมลงทะเลพร้อมกับสินค้า ต่อมาจำเลยกู้เรือลำเลียงทั้งสองลำและกู้ซากสินค้าได้บางส่วน ซึ่งผู้ซื้อตกลงรับซื้อกลับไปในราคาร้อยละ 30 ของราคาเดิมและเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงได้เรียกร้องเอาจากโจทก์ โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 เป็นเงิน 3,563,882.53 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประกันภัยสินค้าตามฟ้องครอบคลุมถึงความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าช่วงการขนส่งจากเกาะสีชังไปยังโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าซึ่งบริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขายขอเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย การประกันภัยคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่งจากโรงงานของผู้ขายจนถึงโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี โดยยังไม่ได้อ้างถึงกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิด จำเลยให้การต่อสู้ว่า ผู้ขายเอาประกันภัยสินค้าไว้เฉพาะช่วงที่ขนส่งจากประเทศอินโดนีเซียมาถึงเกาะสีชังเท่านั้น ไม่ได้ขยายความคุ้มครองไปถึงช่วงที่ขนส่งจากเกาะสีชังไปยังโรงงานของผู้ซื้อตามที่โจทก์อ้าง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อและไม่อาจรับช่วงสิทธิจากผู้ซื้อ ข้ออ้างของจำเลยส่วนนี้เป็นไปตามข้อความตามที่ปรากฏในเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยท้ายฟ้อง ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบและอ้างส่งกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดอีกฉบับ โดยอ้างว่ากรมธรรม์ประกันภัยระบุให้เงื่อนไขการประกันภัยเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดเลขที่ โอพี 164/05 ที่โจทก์ไม่ได้อ้างถึงและมิได้ส่งมาท้ายคำฟ้องเพื่อให้จำเลยได้ตรวจสอบก่อนทำคำให้การทั้งที่เอกสารดังกล่าวโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นและเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงเป็นรายละเอียดที่เพิ่งปรากฏขึ้นในชั้นพิจารณา ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธความคุ้มครองของการประกันภัยสินค้ารายนี้อย่างชัดแจ้งไว้แล้วและก็ได้ถามค้านเอกสารทั้งสองฉบับในประเด็นนี้ไว้แล้ว อุทธรณ์ส่วนนี้จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จำเลยชอบที่จะยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เห็นว่า แม้การประกันภัยสินค้าตามฟ้องจะมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งระบุว่าบริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขายเป็นผู้เอาประกันภัย ระบุชื่อยานพาหนะว่าเรืออนาโตลิ ระบุการเดินทางของเรือว่าจากท่าเรือประเทศอินโดนีเซียไปเกาะสีชัง ประเทศไทย และในช่องข้อกำหนดหรือเงื่อนไขพิเศษระบุข้อความว่า เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดเลขที่ โอพี 164/05 ซึ่งหมายถึงกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดซึ่งเป็นสัญญาประกันภัยทางทะเลแบบเปิด (MARINE CARGO OPEN POLICY) ระหว่างบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้เอาประกันภัย กับโจทก์ผู้รับประกันภัย เห็นได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ คู่สัญญาในส่วนของผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคลต่างรายกันแต่คู่สัญญาในส่วนของผู้รับประกันภัยเป็นนิติบุคคลเดียวกันคือโจทก์ เมื่อสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ได้ทำขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายสินค้าถ่านหินระหว่างบริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขาย กับบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อ ซึ่งในแผ่นที่ 2 ข้อ (ดี) กำหนดให้ผู้ขายมีหน้าที่ทำประกันภัยให้มีผลคุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าระหว่างการขนส่งตั้งแต่ท่าเรือต้นทางที่บรรทุกสินค้าไปจนส่งมอบถึงโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี การที่โจทก์ผู้รับประกันภัยยอมรับเงื่อนไขพิเศษตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิด ซึ่งโจทก์ก็เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้รับประกันภัยด้วยมาเป็นข้อกำหนดหรือเงื่อนไขพิเศษของสัญญาประกันภัยที่โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยสินค้าตามฟ้องกับบริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขาย ตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้บริษัทบ้านปู สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) แต่ก็เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทั้งข้อกำหนดและเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์ผู้รับประกันภัย โดยมีผลให้การคุ้มครองสินค้าตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นการให้ความคุ้มครองตั้งแต่ท่าเรือต้นทางที่บรรทุกสินค้าไปจนส่งมอบถึงโรงงานผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี เมื่อผู้ขายมีหน้าที่ทำประกันภัยความเสียหายของสินค้าตามสัญญาระหว่างการขนส่ง ผู้ขายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าตามฟ้องตลอดการขนส่งจนกว่าสินค้าจะเดินทางถึงโรงงานของผู้ซื้อ การประกันภัยสินค้าตามฟ้องจึงครอบคลุมถึงความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าช่วงการขนส่งจากเกาะสีชังไปยังโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าตามฟ้องต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ซื้อได้ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าถ่านหินจำนวน 46,751.37 เมตริกตัน จากเรืออนาโตลิที่บริเวณเกาะสีชังไปยังโรงงานของผู้ซื้อที่จังหวัดสระบุรี จำเลยได้นำเรือลำเลียง จำนวน 42 ลำ ไปขนถ่ายสินค้าจากเรืออนาโตลิไปยังท่าเรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 13 กันยายน 2548 เรือลำเลียงชื่อไทยขนส่ง 45 ไทยขนส่ง 46 และไทยขนส่ง 49 ซึ่งมีขนาดและความสามารถบรรทุกที่ได้จดทะเบียนไว้ในขณะนั้น ลำละ 590 เมตริกตัน ได้ทำการขนถ่ายสินค้าถ่านหินจากเรืออนาโตลิลงบรรทุกในเรือลำเลียงทั้งสามลำดังกล่าว ลำละ 1,300 เมตริกตัน เวลาประมาณ 23 นาฬิกา เรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 9 ของจำเลยได้ลากจูงเรือลำเลียงไทยขนส่ง 46 ไทยขนส่ง 45 ไทยขนส่ง 49 และเรือลำเลียง ส.แสงเทียน กับโชคอำนวย รวม 5 ลำ ตามลำดับ ออกจากเกาะสีชังมุ่งหน้าไปยังอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ วันที่ 14 กันยายน 2548 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขบวนเรือลำเลียงบรรทุกสินค้าตามฟ้องได้เดินทางถึงช่วงบริเวณเขาสามมุก จังหวัดชลบุรี กับตำบลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากฝั่งประมาณ 10 ไมล์ ปรากฏว่าทะเลเกิดคลื่นลมแรงและคลื่นสูง เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เรือไทยลากจูง 46 ที่ถูกคลื่นและลมซัดทำให้โครงผ้าใบคลุมระวางยุบและฉีกขาด มีน้ำทะเลเข้าไปในตัวเรือจึงมีการตัดเชือกพ่วงเรือไทยขนส่ง 46 ออกจากเรือยนต์ลากจูงและเรือลำเลียงไทยขนส่ง 45 ต่อมาเรือไทยขนส่ง 46 ก็จมลง ต่อมามีเรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 8 มาลากเรือไทยขนส่ง 45 และเรือไทยขนส่ง 49 และมีเรือยนต์ทีเคเอส 22 เข้ามาช่วยลากเรือ ส.แสงเทียนและเรือโชคอำนวยเพื่อกลับไปยังเกาะสีชัง ส่วนเรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 9 แล่นกลับกรุงเทพมหานคร แต่ขณะเรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 8 ลากเรือไทยขนส่ง 45 และเรือไทยขนส่ง 49 ออกไปห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 ไมล์ เรือไทยขนส่ง 45 ก็ถูกคลื่นและลมซัด ทำให้โครงผ้าใบที่คลุมระวางเรือยุบ ผ้าใบฉีกขาดมีน้ำทะเลเข้าไปในตัวเรือ เรือมีอาการ ค่อย ๆ จมลง จึงมีการตัดเชือกพ่วงเรือออก เรือไทยขนส่ง 45 จมลงในเวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากนั้นเรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 8 จึงลากจูงเรือไทยขนส่ง 49 แล่นกลับเข้าฝั่งที่อำเภอบางปะกง ปัญหาว่าเหตุที่ทำให้เรือลำเลียงไทยขนส่ง 46 และเรือไทยขนส่ง 45 จมลงสินค้าเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยหรือไม่ จากข้อมูลสภาพอากาศที่สถานีนำร่องของสำนักอุตุนิยมวิทยานำร่องซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลห่างจากฝั่งจังหวัดสมุทรปราการ ประมาณ 12 ถึง 13 กิโลเมตร รายงานข้อมูลของลมและสภาพอากาศในช่วงวันเวลาที่เกิดเหตุสรุปได้ว่ามีลมแรง เพราะได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นที่เข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ไม่แรงถึงขั้นเรียกว่าพายุ มีคลื่นปานกลางถึงคลื่นใหญ่ ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าคลื่นและลมในท้องทะเลช่วงที่เกิดเหตุได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวเรือที่เดินเรือในท้องทะเลบริเวณเกิดเหตุแต่อย่างใด คงเกิดความเสียหายแก่เรือไทยขนส่ง 46 และเรือไทยขนส่ง 45 เพียง 2 ลำ เท่านั้น การที่เรือไทยขนส่ง 46 และเรือไทยขนส่ง 45 มีความสามารถบรรทุกสินค้าได้อย่างปลอดภัยเพียง 590 เมตริกตัน แต่จำเลยจัดสินค้าถ่านหินบรรทุกถึงลำละ 1,300 เมตริกตัน เกินกว่าความสามารถบรรทุกตามที่ได้จดทะเบียนไว้กว่า 2 เท่า แม้จำเลยจะนำสืบว่าเรือลำเลียงทั้งสองลำเคยบรรทุกสินค้าหนักถึง 1,300 เมตริกตัน มาแล้ว และยังไม่เคยเกิดเหตุจมลง ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าเรือลำเลียงไทยขนส่ง 46 และเรือไทยขนส่ง 45 สามารถบรรทุกได้อย่างปลอดภัยในน้ำหนักบรรทุกขนาดดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตอนแรกเรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 9 ลากจูงเรือลำเลียงไทยขนส่ง 46 เป็นเรือต้นขบวน เรือไทยขนส่ง 46 ย่อมเป็นเรือที่ปะทะกับคลื่นโดยตรงบริเวณหัวเรือ ขณะเดียวกันก็มีคลื่นลมเข้าซัดด้านข้างของเรือด้วย สภาพบรรทุกหนักทำให้เรือปริ่มน้ำด้านข้างเรือสูงกว่าผิวน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร ตัวเรือไม่สามารถโยนตัวไปตามคลื่นได้เพราะน้ำหนักบรรทุกที่มาก ขณะเดียวกันเมื่อมีคลื่นสูง 4 ถึง 5 เมตร ซัดเข้ามาด้านข้างของเรือ ย่อมทำให้น้ำทะเลซัดพ้นกราบเรือขึ้นมากระแทกกับผ้าใบที่คลุมระวางเรือ ประกอบกับลมที่รุนแรงทำให้ผ้าใบฉีกขาดและโครงที่ใช้ค้ำยันผ้าใบยุบทำให้ไม่สามารถป้องกันน้ำทะเลไม่ให้เข้าไปในระวางเรือได้ เมื่อน้ำทะเลเข้าไปในระวางเรือจำนวนมากก็ย่อมทำให้เรือไทยขนส่ง 46 จมลงเช่นเดียวกับเรือไทยขนส่ง 45 ที่ถูกเรือยนต์ ท.ไทยลากจูง 8 ลากจูงเป็นลำแรก หลังจากเรือไทยขนส่ง 46 จมลงแล้ว หากเรือทั้งสองลำบรรทุกสินค้าไม่เกินความสามารถบรรทุก คือ 590 เมตริกตัน จะทำให้กราบเรือสูงจากพื้นผิวน้ำมากขึ้น เรือสามารถโยนตัวตามคลื่นได้มากกว่า ไม่ต้องปะทะกับคลื่นตรง ๆ เรือลำเลียงทั้งสองลำก็จะไม่จมลง เห็นได้ว่า เหตุความเสียหายของเรือทั้งสองลำที่จมลง จำเลยสามารถป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้โดยบรรทุกสินค้าให้มีน้ำหนักไม่เกินความสามารถบรรทุกของเรือทั้งสองลำที่ได้จดทะเบียนไว้ ความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย จำเลยเป็นผู้ขนส่งซึ่งได้รับมอบหมายสินค้าตามฟ้องไว้ในความครอบครองดูแลเพื่อการขนส่ง จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าตามฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามฟ้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ซื้อ เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ตนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดแก่โจทก์และกำหนดค่าเสียหายมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ จำนวน 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยขนส่งทางน้ำ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจรูญลัขณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4049/2555
#528559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการปฏิบัติผิดสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า และรูปดาวประดิษฐ์คือเครื่องหมายการค้า เพื่อค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ดังกล่าวโดยไม่ได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง ย่อมตกเป็นโมฆะ คดีนี้จึงเป็นที่ชัดเจนว่ามีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวว่า สัญญาให้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้ย่อมเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 7 (3)

ตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ในการเข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ปิโตเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยโจทก์เองแล้วโจทก์ขายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า ให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเองแล้วจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อนุญาตอันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของโจทก์กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 1 สัญญาให้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วอันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นแบบนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 ดังนั้น แม้หนังสือสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นจะไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน สัญญาดังกล่าวก็หาตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 ไม่

เดิมจำเลยทั้งสองได้เคยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในเรื่องนี้ไว้ แต่ต่อมาได้ถอนคำร้องนั้นไป ทั้งคดีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองไปจนเสร็จสิ้นและได้มีคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาล ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่เสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยจึงชอบด้วยมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกไปจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งมอบอุปกรณ์คืนโจทก์และยุติการใช้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 68,520.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และชำระค่าเสียหายจำนวน 1,250,000 บาท และจำนวนวันละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการถอดผ้าคลุมป้ายสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ทั้งหมดที่ติดตั้งในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและทำให้คืนกลับสู่สภาพที่ดีและใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ 1 วางประกันจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินที่จำเลยที่ 1 สูญเสียไปในการลงทุนจำนวน 6,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องแย้ง จึงไม่รับฟ้องแย้งไว้พิจารณา (ที่ถูก ให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจากสารบบความ)

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง "CALTEX" และส่งมอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 59/51 หมู่ที่ 7 ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสิทธิและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงินจำนวน 68,520.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2545 จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการปฏิบัติผิดสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง "CALTEX" จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "CALTEX" และรูปดาวประดิษฐ์คือเครื่องหมายการค้า เพื่อค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง "CALTEX" ดังกล่าวโดยไม่ได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง ย่อมตกเป็นโมฆะ คดีนี้จึงเป็นที่ชัดเจนว่ามีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวว่า สัญญาให้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง "CALTEX" เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้ย่อมเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 7 (3) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง "CALTEX" โจทก์เพียงตกลงให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ในการเข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า "CALTEX" ของโจทก์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 ต้องซื้อจากโจทก์มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "CALTEX" ก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยโจทก์เองแล้วโจทก์ขายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "CALTEX" ให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไปเท่านั้น มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามาเองแล้วจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "CALTEX" ของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อนุญาต อันจะถือเป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "CALTEX" ของโจทก์กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 1 สัญญาให้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วอันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นแบบนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 ดังนั้น แม้หนังสือสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน สัญญาดังกล่าวก็หาตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสัญญานี้ไม่ตกเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เดิมจำเลยทั้งสองได้เคยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในเรื่องนี้ไว้ แต่ต่อมาได้ถอนคำร้องนั้นไป ทั้งคดีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองไปจนเสร็จสิ้นและได้มีคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่เสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยจึงชอบด้วยมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (3) ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภิตติกร เจริญกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3895/2555
#519998
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 112 เท่านั้น การที่จำเลยโอนจากการเป็นข้าราชการพลเรือนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ การโอนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจำเลยยังคงนับอายุราชการต่อเนื่อง จำเลยไม่อาจขอสละสิทธิที่จะไม่นับอายุราชการต่อเนื่องเพื่อขอรับเงินบำเหน็จได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ออกจากราชการ แม้ตาม พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 44 จะบัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญสิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการ และมาตรา 45 จะบัญญัติให้สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ฯ เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง และตามมาตรา 3 (เดิม) จะมิได้บัญญัติให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในบทนิยามของคำว่า "ข้าราชการ" อันจะเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวคงมีผลเพียงทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 37 เท่านั้น หาได้มีผลทำให้สถานะความเป็นข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะทำให้มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จที่จะต้องจ่ายจากเงินงบประมาณด้วยไม่ แม้โจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 318,317.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 298,364.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยคืนเงิน 298,364.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินบำเหน็จเพียงผู้เดียว โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 1 จะเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินบำเหน็จ แต่เงินดังกล่าวมิใช่เป็นของโจทก์ที่ 1 หากแต่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่โจทก์ที่ 2 ในฐานะส่วนราชการต้นสังกัดของจำเลยมีหน้าที่ต้องดูแลร่วมกับโจทก์ที่ 1 ให้ส่วนราชการของตนเบิกจ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ เมื่อโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่าการจ่ายเงินบำเหน็จให้จำเลยไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจร่วมกันที่จะติดตามเรียกเงินบำเหน็จคืนจากจำเลยแทนแผ่นดินหรือรัฐได้ โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องคืนเงินบำเหน็จแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือน สิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติให้จ่ายบำเหน็จหรือบำนาญเมื่อข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการ และการที่จะถือว่าเป็นการออกจากราชการต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 112 ซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อ (1) ตาย (2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (3) ลาออก (4) ถูกสั่งให้ออก หรือ (5) ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก เท่านั้น การที่จำเลยโอนจากการเป็นข้าราชการพลเรือนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500 มาตรา 30 วรรคห้า ยังบัญญัติให้การโอนข้าราชการไปรับราชการส่วนท้องถิ่นให้นับเวลาราชการของข้าราชการผู้นั้นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญติดต่อกัน ดังนั้น การโอนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจำเลยจึงยังคงนับอายุราชการต่อเนื่อง จำเลยไม่อาจขอสละสิทธิที่จะไม่นับอายุราชการต่อเนื่องเพื่อขอรับเงินบำเหน็จได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ออกจากราชการอันจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ แม้ตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2534 มาตรา 44 จะบัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญสิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการ และมาตรา 45 จะบัญญัติให้สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวเมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง และตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 3 (เดิม) จะมิได้บัญญัติให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในบทนิยามของคำว่า "ข้าราชการ" อันจะเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวคงมีผลเพียงทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 37 เท่านั้น หาได้มีผลทำให้สถานะความเป็นข้าราชการของจำเลยสิ้นสุดลงอันจะทำให้มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จที่จะต้องจ่ายจากเงินงบประมาณด้วยไม่ แม้โจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การเพียงว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความที่ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่วินิจฉัยให้ชอบแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นนั้นล้วนไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยมิได้ระบุว่าดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 19,953.10บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอนั้น อาจทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับดอกเบี้ยเกินไปกว่าคำขอ จึงเห็นสมควรระบุข้อความดังกล่าวไว้ด้วย และเนื่องจากคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา 318,317.39 บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 7,957.50 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมา 10,150 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา 2,192.50 บาท เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547) ต้องไม่เกิน 19,953.10 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 2,192.50 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500 ม. 30 วรรคห้า
พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ม. 44 ม. 45 ม. 3 (เดิม) ม. 37
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมบัญชีกลาง กับพวก
จำเลย — นายโผน ทองเฟื้อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายประชานาถ ทาบรรหาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2555
#520429
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.14 นั้น โจทก์เป็นผู้อ้างสำเนาใบตราส่งดังกล่าวเป็นพยานของตน และไม่มีคู่ความโต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาเอกสารดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย จ.14 เป็นเพียงสำเนาศาลไม่ควรรับฟัง

ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 จัดการขนส่งสินค้าทั้ง 5 กล่อง ที่ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อจากบริษัท ด. ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง จำเลยที่ 1 มอบหมายจำเลยที่ 2 ติดต่อขอรับสินค้าทั้ง 5 กล่อง จากผู้ขาย โดยจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.12 ระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 3 รับขนส่งและออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.13 ให้จำเลยที่ 2 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง แต่จำเลยที่ 3 ไม่มีเรือจึงว่าจ้างให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งเงื่อนไขการส่งแบบ FCL/FCL โดยจำเลยที่ 3 รับตู้คอนเทนเนอร์ไปบรรจุสินค้าตามฟ้องรวมทั้งสินค้าอื่นเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ปิดผนึกตู้และนำตู้ดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.14 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงอยู่ในสถานะเป็นผู้ขนส่งอื่น การที่ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 และ จ.14 ระบุหมายเหตุว่า FREIGHT COLLECT ย่อมหมายความว่า ค่าระวางขนส่งให้เรียกเก็บที่ท่าปลายทางและใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 ที่จำเลยที่ 2 ออกให้แก่ผู้ซื้อระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่ง แต่ก็มีข้อความด้านล่างระบุว่า เฉพาะการติดต่อขอรับสินค้าให้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 และตามข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ขนส่งสินค้าตามฟ้องมาถึงท่าเรือกรุงเทพแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งการมาถึงของสินค้าให้ผู้เอาประกันภัยทราบ ให้ผู้เอาประกันภัยมาติดต่อกับจำเลยที่ 1 และจ่ายค่าระวางเรือให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 4 ให้ออกใบปล่อยสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับบำเหน็จค่าระวางเรืออันเนื่องมาจากตกลงรับจ้างจัดการขนส่งสินค้าตามฟ้องรวมการขนส่งด้วย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอันมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งประเภทไม่มีเรือเป็นของตนเองทั้งในการตกลงรับสินค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ก็มิได้แสดงให้ผู้เอาประกันภัยได้ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือผู้ขนส่งรายใด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมเป็นผู้ขนส่งด้วย

จำเลยที่ 3 รับสินค้าทั้ง 5 กล่อง มาจากจำเลยที่ 2 แล้ว ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.13 และจำเลยที่ 3 มีหน้าที่นำสินค้าทั้ง 5 กล่อง บรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ปิดตู้ผนึกซีลกำกับด้วยหมายเลข นำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 4 บรรทุกขึ้นเรือเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพท่าปลายทาง ไม่ปรากฏมีร่องรอยการเปิดตู้คอนเทนเนอร์มาก่อนหน้านี้ เมื่อเปิดตู้คอนเทนเนอร์พบว่า สินค้าตามฟ้องมีเพียง 3 กล่อง แสดงว่าสินค้า 2 กล่อง ที่สูญหายไปนั้น มิได้ถูกบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งแต่แรก แสดงว่าสินค้า 2 กล่อง สูญหายไปในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ก็ไม่ได้พยานมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดในลักษณะละเลยหรือไม่เอาใจใส่ อาจมีคนร้ายมาลักเอาสินค้า 2 กล่อง ไปก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์ โดยจำเลยที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ทราบก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า ความสูญหายของสินค้าตามฟ้องเกิดขึ้นเพราะความละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของจำเลยที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ทั้งที่รู้ว่าความสูญหายของสินค้าอาจเกิดขึ้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งมาบังคับแก่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 154,473.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,271 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าประเภทแถบพลาสติกเสริมหัวไหล่และซิปพลาสติก จำนวน 5 กล่อง จากบริษัทไทยศิลป์ เอเชียอาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ที่สั่งซื้อจากบริษัทดองยิง (ฮ่องกง) ลาเบล จำกัด ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งตกลงซื้อขายภายใต้เงื่อนไข FOB HONGKONG ในราคา 14,850.69 ดอลลาร์สหรัฐ ในวงเงินประกันภัย 666,498.97 บาท ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวมายังประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อไปยังจำเลยที่ 2 ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงให้ดำเนินการรับสินค้าจากผู้ขายและขนส่งทางทะเลมามอบให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 รับสินค้าและออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ. 12 ให้แก่บริษัทดองยิง (ฮ่องกง) ลาเบล จำกัด ผู้ขายโดยระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบสินค้าทั้ง 5 กล่อง ให้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อให้ทำการขนส่งมายังประเทศไทย โดยจำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.13 ต่อจากนั้นจำเลยที่ 3 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ขนส่งสินค้าทั้ง 5 กล่อง โดยจำเลยที่ 3 ติดต่อนำตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 4 มาบรรจุสินค้าทั้ง 5 กล่อง ตามฟ้องรวมกับสินค้ารายอื่นจนเต็มตู้ ปิดผนึกแล้วนำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 4 บรรทุกลงเรือวันไฮ 222 เที่ยว เอส 134 โดยจำเลยที่ 4 ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.14 เรือวันไฮ 222 เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 4 มีหน้าที่เปิดตู้คอนเทนเนอร์นำสินค้าออกจากตู้เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 4 ได้มอบหมายให้บริษัทคอนบัลซ์ เซอร์วิส จำกัด ดำเนินการเปิดตู้สินค้า ปรากฏว่าสินค้าของผู้เอาประกันภัยจำนวน 5 กล่อง ได้สูญหายไป 2 กล่อง โจทก์ได้พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของสินค้าทั้ง 2 กล่อง เป็นเงิน 147,271 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า ความสูญหายของสินค้า 2 กล่อง เกิดในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการขนส่งของจำเลยที่ 4 เป็นการขนส่งในเงื่อนไขแบบ CFS/CFS ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือต้นทางนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้คู่ความยกขึ้นอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ส่วนใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.14 ที่จำเลยที่ 4 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 นั้น โจทก์เป็นผู้อ้างสำเนาใบตราส่งดังกล่าวเป็นพยานของตน และไม่มีคู่ความโต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาเอกสารดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย จ.14 เป็นเพียงสำเนา ศาลไม่ควรรับฟัง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 จัดการขนส่งสินค้าจำนวน 5 กล่อง ที่ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อจากบริษัท ดองยิง (ฮ่องกง) ลาเบล จำกัด ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายจำเลยที่ 2 ติดต่อขอรับสินค้าทั้ง 5 กล่อง จากผู้ขาย โดยจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.12 อันเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล โดยระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งสินค้าทั้ง 5 กล่อง ดังกล่าว จำเลยที่ 3 รับขนส่งและได้ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.13 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง แต่จำเลยที่ 3 ไม่มีเรือจึงว่าจ้างให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่ง เงื่อนไขการขนส่งแบบ FCL/FCL โดยจำเลยที่ 3 รับตู้คอนเทนเนอร์ไปบรรจุสินค้าตามฟ้องรวมทั้งสินค้าอื่นเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ปิดผนึกตู้และนำตู้ดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.14 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงอยู่ในสถานะเป็นผู้ขนส่งอื่น การที่ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 และ จ. 14 ระบุหมายเหตุว่า FREIGHT COLLECT ย่อมหมายความว่า ค่าระวางขนส่งให้เรียกเก็บที่ท่าปลายทางและใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.12 ที่จำเลยที่ 2 ออกให้แก่ผู้ซื้อระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่ง แต่ก็มีข้อความด้านล่างระบุว่า เฉพาะการติดต่อขอรับสินค้าให้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 และตามข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ขนส่งสินค้าตามฟ้องมาถึงท่าเรือกรุงเทพแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งการมาถึงของสินค้าให้ผู้เอาประกันภัยทราบ ให้ผู้เอาประกันภัยมาติดต่อกับจำเลยที่ 1 และจ่ายค่าระวางเรือให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อกับจำเลยที่ 4 ให้ออกใบปล่อยสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับบำเหน็จค่าระวางเรืออันเนื่องมาจากตกลงรับจ้างจัดการขนส่งสินค้าตามฟ้องซึ่งรวมการขนส่งด้วย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอันมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งประเภทไม่มีเรือเป็นของตนเอง ทั้งในการตกลงรับจ้างจัดการขนส่งสินค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ก็มิได้แสดงให้ผู้เอาประกันภัยได้ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือผู้ขนส่งรายใด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมเป็นผู้ขนส่งด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อสุดท้ายว่า ความสูญหายของสินค้าตามฟ้องเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 รับสินค้าจำนวน 5 กล่อง ตามฟ้องมาจากจำเลยที่ 2 แล้วตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.13 และจำเลยที่ 3 มีหน้าที่นำสินค้าทั้ง 5 กล่อง บรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ปิดตู้ผนึกซีลกำกับด้วยหมายเลข นำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 4 บรรทุกขึ้นเรือเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพท่าปลายทาง ไม่ปรากฏมีร่องรอยการเปิดตู้คอนเทนเนอร์มาก่อนหน้านี้ เมื่อเปิดตู้คอนเทนเนอร์พบว่า สินค้าตามฟ้องมีเพียง 3 กล่อง แสดงว่าสินค้า 2 กล่อง ที่สูญหายไปนั้นมิได้ถูกบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งแต่แรก แสดงว่าสินค้า 2 กล่อง ได้สูญหายไปในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ก็ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดในลักษณะละเลยหรือไม่เอาใจใส่ อาจมีคนร้ายมาลักเอาสินค้า 2 กล่อง ไปก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์ โดยจำเลยที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ทราบก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า ความสูญหายของสินค้าตามฟ้องเกิดขึ้นเพราะความละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของจำเลยที่ 3 หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ทั้งที่รู้ว่าความสูญหายของสินค้าอาจเกิดขึ้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งมาบังคับแก่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเวิลด์ ทรานสปอร์ต ซิสเท็มส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2555
#519996
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณี ข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงยังไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า ซึ่งเมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไป ถือว่าคำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญาเช่าจึงไม่เกิดขึ้น กรณีถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งรับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่าให้ยกเสีย ตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์ ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องไว้ก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยต่ออายุสัญญาเช่าหรือทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์เป็นระยะเวลา 7 ปี อัตราค่าเช่าที่เป็นธรรมตามข้อตกลงเดือนละ 49,300 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ หากจำเลยต่อสัญญาเช่าไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอันศาลชั้นต้นต้องรับไว้พิจารณาหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์จากจำเลย ต่อมาเมื่อจำเลยแจ้งข้อกำหนดในสัญญาเกี่ยวกับเงื่อนไขการปรับเปลี่ยนค่าเช่าใหม่ให้แก่ผู้เช่า โจทก์จำยอมมีหนังสือถึงจำเลยเพื่อขยายอายุสัญญาเช่าใหม่ โดยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแสดงเจตจำนงในการต่อสัญญาขยายระยะเวลาเช่ากับจำเลย โดยกำหนดระยะเวลาการเช่าอีก 5 ปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปในอัตราค่าเช่าใหม่ที่เป็นธรรม โดยปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีก ร้อยละ 40 ของค่าเช่าเดิม รวมเป็นค่าเช่าเดือนละ 49,300 บาท โดยขอให้จำเลยต่อสัญญาเช่าฉบับใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉย เห็นว่า โจทก์อ้างว่าสัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรมดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณี ข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าที่แน่นอน อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า จึงยังไม่เข้าลักษณะคำมั่นจะให้เช่า ซึ่งเมื่อจำเลยเพิกเฉยไม่สนองรับคำเสนอที่โจทก์แจ้งไป ถือว่าคำเสนอของโจทก์ตกไป สัญญาเช่าจึงไม่เกิดขึ้น กรณีถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งรับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 " คำว่า ให้ยกเสีย ตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์ ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องไว้ก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชอบที่จะยกฟ้องโจทก์เสีย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 172 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรังสรรค์ แอนด์ พรรษิษฐ์ สถาปัตย์ จำกัด
จำเลย — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3792/2555
#521390
เปิดฉบับเต็ม

ตารางกรมธรรม์และสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในส่วนที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดสำหรับความผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับ ซึ่งขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเองด้วยนั้น เป็นเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยทั่วไปซึ่งกรมการประกันภัยพิจารณาให้บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันภัยเช่นนั้น หากกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ 3 มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นแตกต่างจากแบบของกรมการประกันภัย จำเลยที่ 3 ก็น่าที่จะนำสืบเข้ามาเพราะตามปกติกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ย่อมมีอยู่ที่จำเลยที่ 3 ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่คุ้มครองความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขับ จำเลยที่ 3 น่าจะนำสืบเข้ามาเพราะนำสืบได้ง่ายและเป็นประโยชน์อย่างมากต่อจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้อ้างส่งต่อศาล กลับอ้างตามคำแก้ฎีกาว่าเป็นหน้าที่โจทก์ที่จะนำสืบ เมื่อตามคำฟ้อง คำให้การจำเลยที่ 3 และพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ดังวินิจฉัยมาเป็นเช่นนี้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดสำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 นั้น ชอบด้วยความเป็นธรรมตามรูปคดีนี้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหาย 254,700 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 242,573 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 254,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 242,573 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 เป็นการยอมรับแล้วว่าจำเลยที่ 3 รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยหมวดที่ 2 การคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกข้อ 2.8 (ที่ถูก ข้อ 2.6) ของโจทก์ ซึ่งย่อมเหมือนกันกับของจำเลยที่ 3 เพราะออกโดยกรมการประกันภัยและเป็นเงื่อนไขที่ใช้โดยทั่วไป มีว่า การคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับรถยนต์ ผู้รับประกันภัยจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัย โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ย่อมถือเสมือนหนึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเอง จำเลยที่ 1 จึงได้รับความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เพื่อปฏิบัติหน้าที่ไปในทางการที่ว่าจ้างหรือที่ได้รับมอบหมาย สั่งการ จ้าง วาน ใช้ จากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ยังเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครอง ควบคุมดูแลรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังเป็นนายจ้าง สั่งการ จ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จนกระทั่งเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและยินยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ 500 บาทนั้น เห็นได้ว่า นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับ ซึ่งขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเองด้วย ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 ก็ยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อนี้จำเลยที่ 3 ให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีความเกี่ยวข้องกันในฐานะนายจ้างหรือตัวการหรือลูกจ้างหรือตัวแทน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย และให้การว่าจำเลยที่ 3 จำกัดความรับผิดตามกรมธรรม์ข้อ 2.3 ความรับผิดต่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไม่เกิน 250,000 บาท เท่านั้น ไม่ได้ให้การว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดสำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ยืมรถยนต์จำเลยที่ 2 ไปขับ จำเลยที่ 3 ก็มิได้โต้แย้ง ทั้งตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ยืมรถยนต์จำเลยที่ 2 ไปขับ การยืมไปขับเป็นการขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 นั่นเอง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นฝ่ายจำเลยทั้งสามยังเสนอค่าเสียหายแก่โจทก์ถึง 200,000 บาท สำหรับตารางกรมธรรม์และสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในส่วนที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดสำหรับความผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยที่ 1 ผู้ขับ ซึ่งขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยด้วยนั้นเป็นเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยทั่วไป ซึ่งกรมการประกันภัยพิจารณาให้บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันภัยเช่นนั้น หากกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ 3 มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นแตกต่างจากแบบของกรมการประกันภัย จำเลยที่ 3 ก็น่าที่จะนำสืบเข้ามา เพราะตามปกติกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ย่อมมีอยู่ที่จำเลยที่ 3 ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่คุ้มครองความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขับ จำเลยที่ 3 น่าจะนำสืบเข้ามาเพราะนำสืบได้ง่ายและเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ จำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้อ้างส่งต่อศาลกลับอ้างตามคำแก้ฎีกาว่าเป็นหน้าที่โจทก์ที่จะนำสืบ เมื่อตามคำฟ้อง คำให้การจำเลยที่ 3 และพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ดังวินิจฉัยมาเป็นเช่นนี้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดสำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งขับโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 นั้น ชอบด้วยความเป็นธรรมตามรูปคดีนี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิพนธ์ วัฒนดิเรก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายนพปฎล เมืองรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3790/2555
#520689
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลสวนอาหารสีน้ำ ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ในงานดนตรีกรรม คำร้องทำนองของผู้แต่ง ผู้ประพันธ์งานดนตรีกรรม คำร้องทำนอง โดยแพร่เสียงแพร่ภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งผลงานเพลงผู้ชนะสิบทิศอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 คำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น ซึ่งเห็นได้ว่าการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนี้อาจมีการกระทำประการใดประการหนึ่งในหลายประการตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเพียงว่า โดยแพร่เสียงแพร่ภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่บรรยายถึงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยกระทำการใดโดยแน่ชัด ก็ย่อมไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการอย่างไรในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 การบรรยายฟ้องในส่วนนี้จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ที่ 1 เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องต่อมาว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ในงานผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุ งานภาพพิมพ์ (ปก) โดยได้ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งผลงานเพลงอกหักไม่ว่า อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวได้มีการบันทึกภาพการขับร้องหรือบรรเลงเพลงอกหักไม่ว่า ลงในแผ่นเสียง เทปคาสเซต ซีดี วิดีโอเทป วิดีโอซีดี หรือบันทึกลงในวัสดุใด และจำเลยกระทำการเผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณชนด้วยการทำให้ปรากฏด้วยเสียงหรือภาพโดยวิธีใดเช่นเดียวกัน ส่วนงานภาพพิมพ์ (ปก) นั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของงานลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์นี้และจำเลยได้นำงานดังกล่าวออกแสดงต่อสาธารณชนโดยวิธีใดอีกเช่นกัน ทั้งภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุท้ายคำฟ้อง ก็ไม่ได้สื่อความหมายให้เข้าใจตามคำฟ้องได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด คำฟ้องในส่วนนี้ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองบรรยายให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุและภาพพิมพ์ของโจทก์ที่ 2 เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเช่นกัน การบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวทั้งสองส่วนจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15, 28, 29, 31, 69, 70, 75, 76

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องคดีนี้ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 คือการทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลสวนอาหารสีน้ำ ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ในงานดนตรีกรรม คำร้องทำนองของผู้แต่ง ผู้ประพันธ์งานดนตรีกรรม คำร้องทำนอง โดยแพร่เสียงแพร่ภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งผลงานเพลงผู้ชนะสิบทิศ อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เห็นได้ว่า ไม่ใช่กรณีละเมิดด้วยการทำซ้ำ หรือดัดแปลง ส่วนกรณีละเมิดด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 คำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนโดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น ซึ่งเห็นได้ว่าการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนี้อาจมีการกระทำประการใดประการหนึ่งในหลายประการตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องเพียงว่าโดยแพร่เสียงแพร่ภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่บรรยายถึงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าจำเลยกระทำการใดโดยแน่ชัดก็ย่อมไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำการอย่างไรในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองและภาพถ่ายในสำนวน ถือได้ว่าเป็นการนำแสดงออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงหรือภาพทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน โดยทำให้ปรากฏด้วยเสียงหรือภาพหรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งจัดทำขึ้นแล้ว เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิด นั้น เป็นอุทธรณ์ที่อ้างถึงความหมายของคำว่า "งานแพร่เสียงแพร่ภาพ" ตามมาตรา 4 ดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ตามมาตรา 29 อันเป็นคนละกรณีกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม จึงเห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ที่ 1 ตามคำฟ้องดังกล่าวไม่อาจเข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำการอย่างใดอันถือได้ว่าเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 การบรรยายฟ้องในส่วนนี้จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของโจทก์ที่ 1 เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ส่วนที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียงงานโสตทัศนวัสดุ และงานภาพพิมพ์ ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 และ 27 นั้น โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องในส่วนนี้ว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ในงานผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุงานภาพพิมพ์ (ปก) โดยได้ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งผลงานเพลงอกหักไม่ว่า อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวได้มีการบันทึกภาพการขับร้องหรือบรรเลงเพลงอกหักไม่ว่า ลงในแผ่นเสียง เทปคาสเซต ซีดี วิดีโอเทป วิดีโอซีดี หรือบันทึกลงในวัสดุใด และจำเลยกระทำการเผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณชนด้วยการทำให้ปรากฏด้วยเสียงหรือภาพโดยวิธีใดเช่นเดียวกัน ส่วนงานภาพพิมพ์ (ปก) นั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของงานลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์นี้ และจำเลยได้นำงานดังกล่าวออกแสดงต่อสาธารณชนโดยวิธีใดอีกเช่นกัน ทั้งภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุท้ายคำฟ้องก็ไม่ได้สื่อความหมายให้เข้าใจตามคำฟ้องได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด คำฟ้องในส่วนนี้ย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองบรรยายให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุและภาพพิมพ์ของโจทก์ที่ 2 เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเช่นกัน การบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวทั้งสองส่วนจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 27 ม. 28
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมโทรแผ่นเสียง-เทป (1981) จำกัด กับพวก
จำเลย — นายภาณุมาส ตันติพันธุ์วดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3787/2555
#520434
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง ต้องเป็นผู้ที่เสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้นโดยตรง

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบกับมาตรา 36 (2) บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรในกรณีอนุสิทธิบัตรกรรมวิธีโดยให้ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพ ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของจำเลย ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งหนังสือโฟมที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยโดยตรงแต่อย่างใด อนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่มีผลกระทบต่อการประกอบการเพื่อแสวงหาประโยชน์ในกิจการตามปกติของโจทก์ การซื้อหนังสือโฟมมาใช้เป็นของแถมแจกควบคู่ไปกับสินค้าอาหารเสริมของโจทก์ แม้จะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการขายสินค้าของโจทก์ แต่การแถมหรือแจกมิใช่การขายหนังสือโฟม และโจทก์ก็ไม่ได้ประกอบกิจการขายหนังสือโฟม การคงมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรของจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทบต่อสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ในกิจการตามปกติของโจทก์โดยตรงอันจะถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าอนุสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 794 เป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ และออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเสีย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 794 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า วันที่ 23 เมษายน 2544 จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรวิธีการเข้าเล่มหนังสือชนิด EVA FOAM ด้วยการร้อยเชือก และได้รับอนุสิทธิบัตรตามคำขอเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 โจทก์เป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพ โจทก์ว่าจ้างบริษัทเอ. บี. ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตสินค้าอาหารเสริมสำหรับเด็กและทารกเป็นข้าวธัญพืชผสมผักรวม ผลไม้รวม กล้วย ไก่ และปลา นำออกขายภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้งนี้โดยโจทก์ได้ซื้อหนังสือโฟมสำหรับเด็กเพื่อเป็นของแถมแจกควบคู่กับสินค้าของโจทก์ ต่อมาจำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบริษัทเอ. บี. ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ระงับการแจกของแถมดังกล่าวอันเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง บัญญัติว่า ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่ง บุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการจะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้ ซึ่งเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติถึงกรณีการกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรไว้โดยให้สิทธิบุคคลใดก็ได้มีสิทธิกล่าวอ้างได้ แต่กรณีถึงขนาดที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น กฎหมายบัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนี้ในกรณีผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเช่นว่านี้ได้ย่อมต้องเป็นผู้ที่เสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้นโดยตรง

เมื่อพิจารณาในด้านสิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรซึ่งตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบกับมาตรา 36 (2) บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรในกรณีอนุสิทธิบัตรกรรมวิธี โดยให้ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ย่อมเห็นได้ว่า เมื่อบทกฎหมายดังกล่าวให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรผู้เดียวในการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์จากอนุสิทธิบัตรจำกัดเพียงการกระทำดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 (2) ดังกล่าวเท่านั้น บุคคลอื่นที่ต้องเสื่อมเสียสิทธิในที่นี้ก็คือบุคคลที่จำเป็นต้องกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นปกติ สำหรับกรณีของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุขภาพเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของจำเลย ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งหนังสือโฟมที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยโดยตรงแต่อย่างใด อนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่มีผลกระทบต่อการประกอบการเพื่อแสวงหาประโยชน์ในกิจการตามปกติของโจทก์ ส่วนกรณีที่โจทก์ซื้อหนังสือโฟมสำหรับเด็กมาใช้เป็นของแถมแจกควบคู่ไปกับสินค้าอาหารเสริมของโจทก์นั้น แม้จะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการขายสินค้าของโจทก์ก็ตาม แต่การแถมหรือแจกหนังสือโฟมนี้ก็มิใช่การขายหนังสือโฟม และโจทก์ก็ไม่ได้ประกอบกิจการขายหนังสือโฟมแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยหากจำเลยโต้แย้งการที่โจทก์แถมหรือแจกหนังสือโฟมโดยอ้างความเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง โจทก์ก็มีสิทธิต่อสู้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดสิทธิตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 (2) ดังกล่าวได้อยู่แล้ว และโจทก์ก็ยังอยู่ในฐานะบุคคลใด ๆ ที่จะกล่าวอ้างว่าอนุสิทธิบัตรของจำเลยไม่สมบูรณ์ได้อีกด้วย ดังนี้การคงมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรของจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทบต่อสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ในกิจการตามปกติของโจทก์โดยตรงอันจะถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลย ตามมาตรา 65 นว วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยโดยเห็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 (2) ม. 65 นว ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายคริสเตียน โนแอล กีย์ เลอกรองด์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2555
#520590
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์รับประกันภัยสินค้าจากผู้เอาประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยไว้สูงกว่าราคาสินค้าโดยรวมเอาค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มเข้าไปอีกร้อยละ 10 รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น แม้จะเป็นการชอบด้วยหลักการรับประกันภัยทางทะเลซึ่งมีผลให้การคิดค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่ผู้เอาประกันภัยจะคิดจากจำนวนเงินทุนประกันภัยที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แต่กรณีดังกล่าวเป็นการรับประกันภัยและการคิดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น จำเลยมิใช่คู่สัญญาจึงไม่มีความผูกพันหรือความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว จำเลยเป็นเพียงผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งหากสินค้าที่ขนส่งเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่งที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาขนส่งหรือผู้รับตราส่งหรือผู้ที่มีสิทธิรับสินค้าตามใบตราส่ง อันเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งต่างหาก คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยต้องรับผิดต่อบริษัท ก. ผู้ซื้อสินค้าและรับสินค้าจากจำเลยผู้ขนส่งเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่ง และบริษัท ก. ได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ก. ผู้เอาประกันภัยนั้นไป โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของบริษัท ก. มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขนส่ง โดยจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของหรือสินค้าที่จำเลยได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหายตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นกรณีที่ถือว่าสินค้าตามฟ้องเสียหายโดยสิ้นเชิงทั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยสินค้าทั้งหมดมีราคาซีเอฟอาร์ โดยผู้ขายได้คิดค่าขนส่งมายังท่าเรือกรุงเทพรวมเข้าเป็นราคาดังกล่าวไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าความเสียหายของสินค้ามีจำนวนมากที่สุดเพียงเท่านั้น เมื่อหักราคาขายซากสินค้า จึงคงเหลือค่าเสียหายของสินค้าที่แท้จริง ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,244,708.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,242,554.09 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,164,974.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยทางทะเลซึ่งสามารถรับประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยจากราคาสินค้ารวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้า ซึ่งโจทก์รับประกันภัยในคดีนี้ตามวิธีการดังกล่าว ดังนั้นในการคิดค่าเสียหายจะนำจำนวนเงินตามจำนวนทุนประกันภัยมาลบด้วยราคาที่มีผู้เสนอซื้อซากสินค้าสูงสุด และหักออกด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองในอัตราร้อยละ 1 คิดเป็นเงิน 503,965.19 บาท จึงเป็นค่าเสียหายจำนวน 5,242,554.09 บาท เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว เพราะความเสียหายที่แท้จริงที่คิดโดยการทำความสะอาดเอาสนิมออกจากสินค้าจะต้องใช้จ่ายเป็นเงินสูงถึง 6,626,296 บาท มากกว่าจำนวนเงินที่โจทก์คิดค่าสินไหมทดแทนและชดใช้แก่ผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5,242,554.09 บาท ตามฟ้อง เห็นว่า การที่โจทก์รับประกันภัยสินค้าจากผู้เอาประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยไว้สูงกว่าราคาสินค้าโดยรวมเอาค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มเข้าไปอีกร้อยละ 10 รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น แม้จะเป็นการชอบด้วยหลักการรับประกันภัยทางทะเลซึ่งมีผลให้การคิดค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่ผู้เอาประกันภัยจะคิดจากจำนวนเงินทุนประกันภัยที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ตามวิธีการที่โจทก์คิดคำนวณไว้ตามฟ้องดังที่โจทก์อุทธรณ์มาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีการรับประกันภัยและการคิดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น โดยจำเลยมิใช่คู่สัญญานี้จึงไม่ได้มีความผูกพันหรือความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่จำเลยเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งหากสินค้าที่ขนส่งเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่งที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาขนส่งหรือผู้รับตราส่งหรือผู้ที่มีสิทธิรับสินค้าตามใบตราส่งอันเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งต่างหาก และคดีนี้โจทก์ก็กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยต้องรับผิดต่อบริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด ผู้ซื้อสินค้าและรับสินค้าจากจำเลยผู้ขนส่ง เพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่ง ซึ่งเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งเพียงแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้เพราะบริษัทผู้ซื้อที่มีสิทธิรับสินค้านั้นได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทผู้เอาประกันภัยนั้นไป จึงรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวนั้นมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย ดังนี้สิทธิที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาดังกล่าวก็ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขนส่งตามที่บริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด มีต่อจำเลย โดยจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของหรือสินค้าที่จำเลยได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นกรณีที่ถือว่าสินค้าตามฟ้องเสียหายโดยสิ้นเชิงทั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยสินค้าทั้งหมดมีราคาซีเอฟอาร์โดยผู้ขายได้คิดค่าขนส่งมายังท่าเรือกรุงเทพรวมเข้าเป็นราคาดังกล่าวไว้แล้ว ตามรายละเอียดในใบกำกับสินค้าทั้งสามฉบับรวมเป็นเงิน 1,103,443.51 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 45,814,974.50 บาท ย่อมถือได้ว่าความเสียหายของสินค้ามีจำนวนมากที่สุดเพียงจำนวนเงินดังกล่าวนี้เท่านั้น แต่เมื่อมีการขายซากสินค้าได้ 44,650,000 บาท จึงคงเหลือค่าเสียหายของสินค้าที่แท้จริงเพียง 1,164,974.50 บาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้เป็นเงินจำนวนดังกล่าวตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจากบริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด ดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,164,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฮเบอิ ชิปปิ้ง จำกัด หรือบริษัทเฮเบอิ
จำเลย — ซันไลท์ ชิปปิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีชัย เจริญบัณฑิต
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3723/2555
#519698
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีมูลเหตุจากการที่บริษัท ย. ในประเทศไทย สั่งซื้อเครื่องอัดฉีดพลาสติกจากประเทศญี่ปุ่น สินค้าถูกขนส่งทางทะเลจากท่าเรือเมืองโยโกฮาม่าถึงท่าเรือกรุงเทพ และผู้ซื้อได้เอาประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งจากโรงงานของผู้ขายจนถึงโรงงานของผู้ซื้อไว้กับโจทก์ เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ ผู้ซื้อว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้ซื้อรวมทั้งติดตั้งเครื่องจักรดังกล่าว กระบวนการขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้ซื้อจึงเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิประกอบกิจการประกันภัยในราชอาณาจักรไทย จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยทางทะเลโดยรับประกันภัยสินค้าตลอดเส้นทางการขนส่งตั้งแต่โรงงานของผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นจนกว่าสินค้าจะถึงโรงงานของผู้ซื้อในประเทศไทยหรือไม่ เมื่อความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางบกก่อนสินค้าจะถูกส่งถึงมือผู้ซื้อ โจทก์จึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าดังกล่าวตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ และโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยไป โจทก์จะเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากผู้ที่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวได้หรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะร่วมกันขนส่งสินค้าแล้วทำให้สินค้าเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีข้อสงสัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับพิจารณาพิพากษาคดีชอบแล้ว

จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างจากผู้เอาประกันภัยจัดการนำสินค้าออกจากท่าเรือกรุงเทพ ผ่านพิธีศุลกากรและขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้เอาประกันภัยรวมทั้งการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรดังกล่าวไปติดตั้งในโรงงานของผู้เอาประกันภัยโดยจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เอาประกันภัย การที่จำเลยที่ 1 ไปติดต่อเช่ารถฟอร์คลิฟท์จากจำเลยที่ 2 มาดำเนินการในส่วนของการเคลื่อนย้ายและติดตั้งเครื่องจักร จำเลยที่ 2 มิได้ทำการขนส่งเครื่องจักรแม้เพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอื่น แต่ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการขนย้ายและติดตั้งเครื่องจักร จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,364,802.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,241,373.37 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,218,585.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2547 โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าของบริษัทยูเนี่ยน นิฟโก้ จำกัด ผู้เอาประกันภัย ที่สั่งซื้อสินค้าเครื่องอัดฉีดพลาสติกจากบริษัทในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 เครื่อง เป็นเงิน 17,745,000 เยน โจทก์ได้รับประกันภัยในภัยพิบัติทั้งปวงของสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัยในวงเงิน 19,520,000 เยน ตามกรมธรรม์ สินค้าบริษัทยูเนี่ยน นิฟโก้ จำกัด ที่โจทก์รับประกันภัยได้ขนส่งทางทะเลโดยเรือซัสสุกิ จากเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ถึงท่าเรือกรุงเทพในสภาพเรียบร้อย บริษัทยูเนี่ยน นิฟโก้ จำกัด ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าของผู้เอาประกันภัยจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้เอาประกันภัยรวมทั้งการยกสินค้าเครื่องอัดฉีดพลาสติกเข้าติดตั้งในโรงงาน วันที่ 18 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 ได้ทำการขนสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากท่าเรือกรุงเทพถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัย และในการยกสินค้าจากรถยนต์บรรทุกเข้าติดตั้งในโรงงาน จำเลยที่ 1 ได้ตกลงเช่ารถยนต์ฟอร์คลิฟท์ของจำเลยที่ 2 พร้อมพนักงานขับรถ และขณะกำลังยกสินค้าลงจากรถยนต์บรรทุกเพื่อยกเข้าติดตั้งในโรงงานด้วยความประมาทของพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ผู้ขับรถฟอร์คลิฟท์ทำให้สินค้าตกลงสู่พื้นได้รับความเสียหายจำนวน 1 เครื่อง ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้ให้บริษัทเทคนิคัล อินดิเพนเด้นท์ เซอร์เวย์ จำกัด เข้าทำการสำรวจความเสียหายของสินค้าทั้งหมด ต่อมาบริษัทเทคนิคัล อินดิเนเด้นท์ เซอร์เวย์ จำกัด ได้รายงานว่าสินค้าได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้อุปกรณ์ภายในและภายนอกได้รับความเสียหายและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ถือว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด วันที่ 16 พฤศจิกายน2547 โจทก์จึงได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของสินค้าแก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 2,531,093 บาท หลังจากนั้น โจทก์ได้นำซากสินค้าที่เสียหายออกประมูลขาย ได้เงินสุทธิ 289,719.63 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีมูลเหตุมาจากการที่บริษัทยูเนี่ยน นิฟโก้ จำกัด ประเทศไทย สั่งซื้อเครื่องอัดฉีดพลาสติกจากประเทศญี่ปุ่น สินค้าถูกขนส่งทางทะเลโดยเรือซัสสุกิจากท่าเรือเมืองโยโกฮาม่าถึงท่าเรือกรุงเทพ และผู้ซื้อได้เอาประกันภัยเป็นสัญญาเดียวครอบคลุมความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งจากโรงงานของผู้ขายจนถึงโรงงานของผู้ซื้อไว้กับโจทก์ เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพผู้ซื้อได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้ซื้อรวมทั้งติดตั้งเครื่องจักรดังกล่าว กระบวนการขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้ซื้อจึงเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิประกอบกิจการประกันภัยในราชอาณาจักรไทย จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยทางทะเลโดยรับประกันภัยสินค้าตลอดเส้นทางการขนส่งตั้งแต่โรงงานของผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นจนกว่าสินค้าจะถูกส่งถึงมือผู้ซื้อที่โรงงานของผู้ซื้อในประเทศไทย หรือไม่ เมื่อความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางบกก่อนสินค้าจะถูกส่งถึงมือผู้ซื้อ โจทก์จึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าดังกล่าวตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ และโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยไป โจทก์จะเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากผู้ที่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวได้หรือไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะร่วมกันขนส่งสินค้าแล้วทำให้สินค้าเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีข้อสงสัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับพิจารณาพิพากษาคดีนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าหรือไม่ โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสินค้าเสียหายจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาดังกล่าว ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัทรถเครนและจำเลยที่ 2 เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์เข้าไปติดตั้งในโรงงานของผู้เอาประกันภัย แต่บริษัทรถเครนและจำเลยที่ 2 เดินทางไปถึงจุดที่ตั้งของสินค้าก่อนกำหนดที่นัดหมายไว้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยังเดินทางไปไม่ถึง จำเลยที่ 2 ดำเนินการใช้รถฟอร์คลิฟท์ ยกสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็น การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยพลการนอกเหนือจากการว่าจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างจากผู้เอาประกันภัยจัดการนำสินค้าออกจากท่าเรือกรุงเทพ ผ่านพิธีศุลกากรและขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของผู้เอาประกันภัยรวมทั้งการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรดังกล่าวไปติดตั้งในโรงงานของผู้เอาประกันภัย โดยจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เอาประกันภัยจำนวน 53,594.50 บาท ตามใบแจ้งหนี้ แม้ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวจะระบุรายละเอียดของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการว่ามีจำนวนเท่าใด เช่น ค่าขนส่ง 5,000 บาท ค่าดำเนินพิธีศุลกากร 7,000 บาท ค่ารถฟอร์คลิฟท์ 8,000 บาท ค่ารถเครน 8,000 บาท ค่าบริการ 1,000 บาท เป็นต้น ก็เป็นเรื่องของจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างแสดงให้ผู้ว่าจ้างทราบว่าจำนวนเงินค่าว่าจ้างที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากผู้ว่าจ้างมีความสอดคล้องเหมาะสมกับงานที่ว่าจ้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 รับผิดชอบดำเนินการให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาว่าจ้าง การที่จำเลยที่ 1 ไปติดต่อเช่ารถฟอร์คลิฟท์จากจำเลยที่ 2 มาดำเนินการในส่วนของการเคลื่อนย้ายและติดตั้งเครื่องจักร จำเลยที่ 2 มิได้ทำการขนส่งเครื่องจักรแม้เพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอื่นดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการขนย้ายและติดตั้งเครื่องจักร เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวด้วยความประมาท เป็นเหตุให้เครื่องจักร 1 เครื่อง ตกกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อสุดท้ายว่า ความเสียหายของสินค้ามีเพียงใด โจทก์มีนายขจร ผู้สำรวจความเสียหายของบริษัทเทคนิคัล อินดิเพนเด้นท์ เซอร์เวย์ จำกัด เป็นพยานเบิกความประกอบรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้าเครื่องอัดฉีดพลาสติกว่า พยานและทีมงานได้ตรวจสอบสินค้าที่เสียหายจากการตกกระแทกต่อหน้าตัวแทนของจำเลยที่ 1 และเจ้าหน้าที่สำรวจภัยของบริษัทพีแอนด์เอ แอดจัสเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจภัยของจำเลยที่ 1 พร้อมวิศวกรของบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักร และตัวแทนของผู้เอาประกันภัย พบว่าลังบรรจุเครื่องจักรมีรอยถูกกระแทกอย่างหนัก โครงลังซึ่งเป็นเหล็กโปร่งเสียรูปทรงและบุบมาก ฝาเหล็กด้านข้างฉีกขาดมีรอยครูด เป็นรอยย่น บุบงอ แผ่นพลาสติกและแผ่นฟอยล์คลุมเครื่องจักรฉีกขาด เฮ้าซิ่งบุบ บิดเบี้ยว บางแห่งแตก รางสายพานโซ่บิดงอ หลุดออกจากตำแหน่ง ฝาชุดควบคุมบิดงอ แตกบุบ หลอดไฟและเลนส์ ชุดควบคุมแตก ปุ่มควบคุมยุบตัว แตก จอภาพบนแผงควบคุมแตกร้าว ได้มีการปรึกษากับบริษัทผู้ผลิตแล้ว เห็นว่า เครื่องอัดฉีดพลาสติกนี้มีความละเอียดมาก หากส่งเครื่องกลับไปซ่อมที่บริษัทผู้ผลิตต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และบริษัทผู้ผลิตไม่รับรองว่าเมื่อซ่อมแล้วจะใช้การได้ดีเหมือนเครื่องจักรใหม่ ทุกฝ่ายจึงมีความเห็นว่า ต้องถือว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด และนายสาโรจน์ เจ้าหน้าที่จัดซื้อของผู้เอาประกันภัยเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากที่บริษัทเทคนิคัล อินดิเพนเด้นท์ เซอร์เวย์ จำกัด ตรวจสอบความเสียหายแล้ว ผู้เอาประกันภัยยังแจ้งไปยังบริษัทฟานัค จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนที่ขายสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยให้มาตรวจสอบสินค้านี้ด้วย ซึ่งบริษัทฟานัค จำกัด ได้ส่งวิศวกรมาทำการตรวจสอบเครื่องจักร และรายงานไว้ว่า เครื่องอัดฉีดพลาสติกที่เสียหายเป็นเครื่องจักรที่มีมาตรฐานสูง และความเที่ยงตรง แม่นยำสูง เครื่องจักรได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงมากในส่วนที่เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญส่วนใหญ่ของเครื่องจักร เนื่องจากการตกกระแทกพื้นกะทันหัน จึงไม่มีทางซ่อมเครื่องจักรให้ความเที่ยงตรง ถูกต้อง แม่นยำ กลับคืนเหมือนเดิมได้แม้จะเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายก็ตามเนื่องจากโครงสร้างของระบบและเครื่องกลไก ต่อมาบริษัทเทคนิคัล อินดิเพนเด้นท์ เซอร์เวย์ จำกัด ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ขายซากเครื่องจักรที่เสียหายโดยวิธีการประมูล ปรากฏว่ามีผู้ให้ราคาสูงสุด 310,000 บาท หักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเหลือเงินสุทธิ 289,719.63 บาท เมื่อนำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากราคาเครื่องจักรที่เสียหายแล้วคงเหลือค่าเสียหายเป็นเงิน 2,218,585.63 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าค่าเสียหายสูงเกินไป การประมูลขายซากสินค้าได้ราคาต่ำเกินไปโดยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้างหรือโต้แย้งพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งการประมูลดังกล่าวได้แจ้งวันประมูลให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ไปเข้าร่วมการประมูลแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังว่า สินค้าหลังจากหักค่าซากแล้วคงเสียหายเป็นเงิน 2,218,585.63 บาท และโจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความ 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุยสุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโปรแอคทีฟ โลจิสติกส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจรูญลัขณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2555
#519702
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 ของศาลชั้นต้น โจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน เท่ากับอ้างว่าไม่มีการซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง โจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองได้ เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทมีผลสมบูรณ์บังคับได้ กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกเป็นของ ส. แล้ว และอ้างว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของโจทก์เท่านั้น อันแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15654 ตำบล (เมืองยาง) โนนอุดม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับนางสาวสมนึกหรือกรวรรณ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นางสาวสมนึกแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 607/2549 ของศาลชั้นต้น และคำสั่งศาลดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งภายหลังจากโจทก์ขายที่ดินและส่งมอบที่ดินให้แก่นางสาวสมนึกแล้ว นางสาวสมนึกไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาซื้อขาย จนถึงประมาณกลางปี 2534 โจทก์เริ่มครอบครองที่ดินเพื่อตนโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2534 จนถึงปี 2550 โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยเข้าทำประโยชน์และไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินเพราะโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำนาทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา หลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นของตนแล้ว จำเลยที่ 1 นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ของนายสุบิน สามีจำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่แท้จริง จึงไม่มีสิทธินำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 สัญญาจำนองไม่มีผลผูกพันและไม่สามารถบังคับตามสัญญาจำนองได้ จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและผิดระเบียบของจำเลยที่ 2 ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15654 ตำบล (เมืองยาง) โนนอุดม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เพิกถอนคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 607/2549 เพิกถอนคำขอออกใบแทนฉบับที่ 4882/2549 เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 15654 ตำบล (เมืองยาง) โนนอุดม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15654 ตำบล (เมืองยาง) โนนอุดม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เป็นชื่อของโจทก์ และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามราคารับจดทะเบียนจำนองจำนวน 840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองเป็นต้นไป

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินแทนนางสาวสมนึกหรือกรวรรณ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโดยสุจริต ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 อ้างว่าโจทก์ขายที่ดินให้แก่นางสาวสมนึกหรือกรวรรณ เพื่ออำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน โดยโจทก์ยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา กลับอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 145 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับจำนองไว้โดยสุจริต ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ คำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 ผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 ของศาลชั้นต้น และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เคยฟ้องนางสาวสมนึกหรือกรวรรณ และจำเลยทั้งสองคดีนี้ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 ของศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อกลางปี 2533 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนางสาวสมนึกเพื่อเป็นการอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน ไม่มีเจตนาซื้อขายกันจริง และไม่มีการส่งมอบที่ดิน โจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินตลอดมา ต่อมาจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวได้จดทะเบียนการได้ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แล้วจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าว โดยในคดีดังกล่าวโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนทั้งหมดตั้งแต่การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนางสาวสมนึกและการจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีดังกล่าวนั้นให้การต่อสู้คดี ส่วนนางสาวสมนึกขาดนัดยื่นคำให้การ คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดียังฟังไม่ได้ว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนางสาวสมนึกเป็นนิติกรรมอำพราง คดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสองใหม่เป็นคดีนี้ โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนางสาวสมนึก และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่นางสาวสมนึก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนางสาวสมนึก ต่อมากลางปี 2534 โจทก์กลับเข้าครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนถึงปี 2550 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแล้ว

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 ของศาลชั้นต้น โจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงิน เท่ากับอ้างว่าไม่มีการซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง โจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ดังนี้โจทก์จึงไม่อาจครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองได้ เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์กลับอ้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทมีผลสมบูรณ์บังคับได้ กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกเป็นของนางสาวสมนึกแล้ว และอ้างว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องเดิม ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของโจทก์เท่านั้น อันแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1905/2550 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเลิศ พึ่งน้ำ
จำเลย — นางชม ชนะค้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสริโยธิน พูนมั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3712/2555
#520452
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด แม้โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้สิทธิทางศาลโดยการฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่อยู่ในทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยละเมิด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับตามมาตรา 309 ตรี และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7758, 7765 ถึง 7767 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับภายใน 30 วัน ให้โจทก์นำส่ง การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องของโจทก์พอแปลได้ว่าเป็นการขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและบริวารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี จึงออกคำบังคับภายใน 30 วัน และให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จะสามารถดำเนินการบังคับขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลได้โดยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี แต่บทบัญญัติมาตราดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้สิทธิทางศาลโดยการฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จากผู้ที่อยู่ในทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยละเมิด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับตามมาตรา 309 ตรี และให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาติชาย เกียรติสมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมจิตร มากบัว
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3665/2555
#525535
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการฟ้องคดีด้วยวาจาของโจทก์เป็นเพียงหลักฐานการฟ้องคดีด้วยวาจาเพื่อความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น หาใช่การฟ้องคดีด้วยวาจาไม่ การฟ้องด้วยวาจาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดและอื่น ๆ อีกหลายประการ การที่บันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพและคำพิพากษาในคดีนี้ระบุว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจัดตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ ถือว่าโจทก์แจ้งต่อศาลถึงฐานความผิดและการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดแล้ว โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นความพลั้งเผลอของเจ้าหน้าที่ศาล เมื่อบันทึกของศาลระบุว่าจำเลยกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต แสดงว่าโจทก์ประสงค์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเพียงสถานเดียว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ได้กล่าวในบันทึกคำฟ้องของศาลได้ แม้ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยในฐานความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยฝ่าฝืนกฎหมายอีกฐานหนึ่งก็เป็นการพิพากษาเกินจากที่โจทก์ได้กล่าวในบันทึกคำฟ้องของศาลต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 มิใช่ศาลชั้นต้นปรับบทผิดตามที่โจทก์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26, 27

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (5), 4, 26, 27 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานตั้งสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาทฐานตั้งสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำเลยฐานตั้งสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ได้ฟ้องจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลย 2 กระทง แต่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษผิด และการที่บันทึกคำฟ้องของศาลชั้นต้นระบุว่า จำเลยกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงฐานเดียว เห็นได้ชัดว่า เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นบันทึกคำฟ้องไม่ครบถ้วนตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเป็นความพลั้งเผลอของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงฐานเดียวนั้น เห็นว่า แม้บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2553 ระบุว่าจำเลยกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม แต่บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น หาใช่ฟ้องด้วยวาจาตามกฎหมายไม่ การฟ้องด้วยวาจาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์แจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดและอื่น ๆ อีกหลายประการ การที่บันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 20 ฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2553 ระบุว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจัดตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ ถือว่าโจทก์แจ้งต่อศาลถึงฐานความผิดและการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดแล้ว โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นความพลั้งเผลอของเจ้าหน้าที่ศาล เมื่อบันทึกคำฟ้องของศาลระบุว่าจำเลยกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต แสดงว่าโจทก์ประสงค์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเพียงสถานเดียว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ได้กล่าวไว้ในบันทึกคำฟ้องของศาลได้ แม้ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอีกฐานหนึ่งก็เป็นการพิพากษาเกินจากที่โจทก์ได้กล่าวในบันทึกคำฟ้องของศาลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4กรณีมิใช่ศาลชั้นต้นปรับบทผิดดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 19
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 3 (5) ม. 4 ม. 26 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายเจษฎา จิตต์ดำรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวอรณี ชาญศักดิ์วานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2555
#518460
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์แล้ว และปรากฏว่าการชิงทรัพย์ของจำเลยมีเหตุฉกรรจ์ทำให้ต้องได้รับโทษหนักขึ้น และเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ทั้งวรรคสองและวรรคสาม ในการระบุบทมาตราแห่งความผิดก็ระบุเฉพาะวรรคที่มีบทหนักที่สุดเพียงวรรคเดียว หาจำต้องระบุให้ครบทุกวรรคไม่ เพราะแต่ละวรรคต่างมีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับวรรคแรก แตกต่างกันเฉพาะเหตุที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 339 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทหนักกว่าวรรคสองแล้ว ก็ไม่ต้องระบุวรรคสองซึ่งเป็นอัตราโทษเบากว่าอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนมาไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก แล้ว และปรากฏว่าการชิงทรัพย์ของจำเลยดังกล่าวมีเหตุฉกรรจ์ อันทำให้จำเลยต้องได้รับโทษหนักขึ้นก็ต้องพิจารณาว่าเป็นเหตุฉกรรจ์ตามวรรคใดอันมีโทษหนักที่สุดเพียงวรรคเดียว หาจำต้องระบุให้ครบทุกวรรคไม่ เพราะแต่ละวรรคมีองค์ประกอบความผิดชิงทรัพย์เช่นเดียวกันกับวรรคแรก เพียงแต่ต่างกันในเหตุฉกรรจ์เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าการชิงทรัพย์ของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 339 วรรคสาม ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์มีโทษหนักกว่าวรรคสองแล้ว ก็ไม่ต้องระบุว่าจำเลยกระทำความผิดตามวรรคสองซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าด้วย เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายชำนาญ ร่มกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายยุทธพงศ์ ภูรีเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสงค์ จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648/2555
#525516
เปิดฉบับเต็ม

ไม้ประดู่แปรรูปของกลางตัดมาจากต้นประดู่ในที่ดินของจำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะมีไม้ประดู่แปรรูปซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไว้ในครอบครองก็ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 73 วรรคหนึ่ง, 74, 74 จัตวา ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปปริมาตรเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ประดู่ของกลาง ของกลางคืนเจ้าของและให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของเงินค่าปรับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งกำลังร่วมกันแปรรูปไม้สนและไม้กระถินเทพาซึ่งไม่ใช่ไม้ประดู่ตามฟ้อง และภายหลังได้มีการคืนไม้อื่นให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของไม้ไปแล้ว และมิใช่ไม้หวงห้าม จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่ผู้กระทำความผิดฐานแปรรูปไม้ประดู่ตามฟ้อง ซึ่งคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นายนิพร เจ้าพนักงานป่าไม้ระดับ 5 เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงวันได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปตรวจสอบไม้แปรรูปของกลาง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบเห็นไม้ท่อนและไม้แปรรูปของกลางอยู่บริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นไม้สนและไม้กระถินเทพา ส่วนไม้ประดู่แปรรูปมีการเก็บไว้ที่ใต้ถุนที่อาคารสถานีอนามัยกิ่งอำเภอแคนดง และเมื่อสังเกตสีของเนื้อไม้ประดู่เชื่อว่าทำการแปรรูปมาแล้วไม่เกิน 1 ปี นับจำนวนไม้ได้จำนวน 121 แผ่น ปริมาตร 0.25 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังพบไม้จิกท่อนหรือไม้เต็งซึ่งยังไม่มีการแปรรูป ขณะนั้นมีจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้นำสำเนาโฉนดที่ดินมาให้พยานดูและแจ้งว่าไม้ของกลางตัดมาจากที่ดินที่จำเลยที่ 4 ที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมามีจำเลยที่ 3 มารับว่าเป็นเจ้าของไม้ของกลางและรับว่าเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำการแปรรูปไม้ของกลาง แต่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านว่าไม้กระถินเทพาไม่ได้เป็นไม้หวงห้ามตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดไม้หวงห้าม ดังนั้น การแปรรูปไม้กระถินเทพาจึงไม่จำต้องขออนุญาต ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2548 นายสุชาติ ผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ไม้ของศาลเบิกความว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ให้ทำการตรวจพิสูจน์ไม้ของกลาง และเมื่อไปถึงสถานีอนามัยบ้านโคกสว่าง กิ่งอำเภอแคนดง พบไม้เต็งของกลางจำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 2.59 ลูกบาศก์เมตร โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำตรวจว่าไม้ของกลางดังกล่าวเปรียบเทียบกับตอไม้ซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่าได้ตัดไม้เต็งมาจากที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งอยู่ที่ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ พบตอไม้ 2 ตอ ซึ่งเป็นตอไม้เต็ง ตอหนึ่งสามารถต่อเข้ากับท่อนไม้ของกลางซึ่งเป็นท่อนโคนได้ ส่วนอีกตอหนึ่งถูกไฟไหม้จึงไม่สามารถต่อกับท่อนโคนไม้ของกลางได้ โดยนายสุชาติมีความเห็นว่าไม้เต็งท่อนของกลางจำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 2.59 ลูกบาศก์เมตร เป็นไม้ที่ตัดออกจากตอไม้ในที่ดินตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างจริง และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแคนดงให้ไปตรวจไม้ของกลาง ไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 121 แผ่น ซึ่งผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าเป็นไม้ที่ตัดมาจากที่ดินมีโฉนด เมื่อพยานตรวจตอไม้ในที่ดินที่มีโฉนดดังกล่าวโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำชี้ตอไม้ประดู่ที่เบิกความถึง ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามีการขุดตอแล้วลากขึ้นมาจากที่เดิม ตอไม้ดังกล่าวเป็นตอไม้ประดู่ซึ่งเป็นตอเก่ามีร่องรอยผุพังเสียหายจนไม่สามารถจะตรวจวิธีต่อโคนได้ ประกอบกับไม้ของกลางมีการแปรรูปเป็นแผ่นแล้ว แต่จากการตรวจสภาพทั่ว ๆ ไป ตอไม้ประดู่และไม้ประดู่ของกลางเป็นไม้ชนิดเดียวกัน จำนวนปริมาณของไม้ประดู่แปรรูปสอดคล้องกับตอไม้ที่ตรวจพบ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม้ประดู่ที่แปรรูปเป็นไม้ที่ตัดจากตอไม้ประดู่ในที่ดินที่นำชี้หรือไม่ ปรากฏตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ และพยานเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านว่า นอกจากไม้ประดู่แล้วยังมีไม้สนซึ่งเป็นไม้สนปฏิพัทธ์ซึ่งไม่ใช่ไม้หวงห้าม และพันตำรวจโทวิญญู พนักงานสอบสวนเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งห้าถามค้านว่า ไม้ของกลางประเภทไม้สน ไม้กระถินเทพาและไม้จิกท่อนหรือไม้เต็ง พนักงานอัยการมีหนังสือแจ้งให้คืนของกลางแก่จำเลยแล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับไม้ของกลางที่ได้รับคืนไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 นำสืบว่าไม้ประดู่ของกลางจำเลยที่ 3 ตัดมาจากที่นาของนายกมล สามีของจำเลยที่ 3 โดยที่ดินดังกล่าวมีโฉนดที่ดิน โดยตัดและเลื่อยแปรรูปมาตั้งแต่ปี 2540 โดยใช้แรงงานคนใช้เลื่อยมือทำการแปรรูปโดยมีตอไม้ และเมื่อตัดแล้วจำเลยที่ 3 ไม่มีที่เก็บรักษาไม้เนื่องจากที่บ้านคับแคบอยู่ในที่ชุมชนจึงนำไปเก็บไว้ที่ใต้ถุนบ้านพักสถานีอนามัยบ้านโคกสว่าง โดยจำเลยที่ 4 บุตรชาย จำเลยที่ 5 บุตรสะใภ้พักอยู่ที่สถานีอนามัยดังกล่าว ส่วนไม้จิกหรือไม้เต็งท่อนมีลักษณะเป็นโพรงไม่สามารถเลื่อยได้ และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยังมีนายช่วย ผู้ใหญ่บ้านดอนมนต์ หมู่ที่ 1 อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ มาเบิกความเป็นพยานว่า หมู่บ้านดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งที่ดินของจำเลยที่ 3 อยู่ในเขตพื้นที่และเคยมีต้นประดู่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 3 ด้วย และเคยเห็นจำเลยที่ 3 กับสามีตัดฟันต้นประดู่ในที่ดินดังกล่าวเมื่อประมาณปี 2540 และยังเป็นผู้พานายสุชาติผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ไม้ไปตรวจตอไม้ในที่ดินของจำเลยที่ 3 ยืนยันว่าไม้ประดู่ของกลางตัดมาจากในที่ดินของจำเลยที่ 3 จริง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 นำสืบมาจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าไม้ประดู่แปรรูปของกลางเป็นไม้ที่ตัดมาจากต้นประดู่ซึ่งขึ้นอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะไม่มีหลักฐานว่าได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้มาทำการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไม้ซึ่งเกิดขึ้นและอยู่ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ตามที่นายนิพร เจ้าพนักงานป่าไม้เบิกความก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าไม้ประดู่แปรรูปของกลางตัดมาจากไม้ประดู่ในที่ดินของจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 แม้มีไม้ประดู่แปรรูปซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไว้ในความครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามระราชบัญญัติป่าไม้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 คืนไม้ประดู่ของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 ม. 73 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายฉลอง ชารัมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายนพดล บุญไพศาลบันดาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา