คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2555
#521452
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรายใดและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว จะให้ผู้สมัครต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช่จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งให้ได้ความอย่างแน่ชัดว่าผู้สมัครนั้นกระทำการอันมีเหตุให้โจทก์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ย่อมไม่อาจเยียวยาความผิดพลาดอันเกิดจากการออกคำสั่งซึ่งย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้สมัคร หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้สมัครกระทำการดังกล่าวแล้ว คำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครย่อมไม่มีผลผูกพันให้ผู้สมัครนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง ได้

ข้อความการกล่าวปราศรัยของ อ. ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของจำเลยเข้ากับทีมงานการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินว่ามีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการของบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างไร หากจำเลยไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลงิ้ว ย่อมมีความหมายในทำนองให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยโดยนำเรื่องงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นมาเป็นข้อต่อรอง อันมีลักษณะเป็นการหลอกหลวงหรือจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 เมื่อจำเลยมีส่วนในการก่อ หรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวของ อ. จนโจทก์มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตาม มาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

การฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่หาจำต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2550 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 13,861 บาท รวมเป็นเงิน 225,990 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในต้นเงิน 212,129 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 225,990 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 212,129 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดให้มีการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การที่โจทก์พิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 96 โดยเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครนั้นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครนั้นก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว และโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและดำเนินการไปในกระบวนการเลือกตั้ง คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลเฉพาะในส่วนการจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ แต่การที่จะขอให้ศาลบังคับให้ผู้สมัครที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นการบังคับให้รับผิดในทางแพ่งที่อาศัยข้ออ้างที่โจทก์เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครนั้นกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ผู้สมัครก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือผู้สมัครกระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง หรือมีการฝ่าฝืนตามมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ดังกล่าว ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความว่าผู้สมัครนั้นกระทำการเช่นที่ว่านี้หรือไม่เสียก่อน ลำพังการที่โจทก์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรายใดและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว จะให้ผู้สมัครนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่โดยไม่ต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งให้ได้ความอย่างแน่ชัดว่าผู้สมัครนั้นกระทำการอันมีเหตุให้โจทก์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ย่อมไม่อาจเยียวยาความผิดพลาดอันเกิดจากการออกคำสั่งนั้น ซึ่งย่อมจะไม่เป็นธรรมแก่ผู้สมัคร หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้สมัครกระทำการดังกล่าวแล้ว คำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครย่อมไม่มีผลผูกพันให้ผู้สมัครนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เป็นกรณีที่จำเลยถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง คดีจึงยังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยให้ได้ความตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นบทบังคับเด็ดขาดให้ผู้สมัครที่ถูกโจทก์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับปัญหาว่าจำเลยกระทำการอันเป็นเหตุให้โจทก์เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน ในปัญหานี้ปรากฏจากสรุปสำนวนคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งในชั้นสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการ จำเลยและพยานให้การไปในทำนองเดียวกันว่าจำเลยและนายอุดมเป็นทีมงานเดียวกัน ร่วมปราศรัยหาเสียงด้วยกัน โดยต่างเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น การจะกระทำสิ่งใดให้เป็นที่เสียหายแก่การเลือกตั้งที่มีสมาชิกพรรคการเมืองเดียวกันลงสมัครรับเลือกตังในลักษณะเช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียหายต่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัด และอาจถูกตำหนิจากผู้บริหารพรรคการเมืองจนส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของตนได้ ไม่น่าเชื่อว่านายอุดมจะกลั่นแกล้งจำเลยด้วยการกล่าวปราศรัยที่ส่งผลร้ายต่อจำเลยดังที่กล่าวอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยก่อ หรือสนับสนุนให้นายอุดมกล่าวปราศรัยในวันดังกล่าวจริง ข้อความกล่าวปราศรัยของนายอุดมที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของจำเลยเข้ากับทีมงานการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหาราชการแผ่นดินว่ามีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการของบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างไร หากจำเลยไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลงิ้วแล้วจะส่งผลกระทบต่อการของบประมาณอย่างไร ย่อมมีความหมายในทำนองให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยโดยนำเรื่องงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นมาเป็นข้อต่อรอง อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 เมื่อจำเลยมีส่วนในการก่อ หรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวของนายอุดม จนโจทก์มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในมูลเดียวกันนี้จำเลยถูกดำเนินคดีทางอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้ และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า มูลคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครนั้นก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว และโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่หาจำต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา สิทธิเรียกร้องคดีนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาจำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นองค์กรพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 29 กันยายน 2549 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่กำหนดให้มีอายุความ 10 ปี หาใช่กรณีที่ต้องใช้บทกฎหมายใกล้เคียงมาปรับแก่คดีว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม หรือเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่น อันจะมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) (7) ประกอบมาตรา 4 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินคดี ซึ่งรวมถึงค่าแต่งทนายความ ค่ารับรองเอกสาร และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความกับคำบังคับด้วย ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบ จึงต้องสั่งคืนแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้ยืนค่าแต่งทนายความ ค่ารับรองเอกสาร และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความกับคำบังคับแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายชัยยงค์หรือชัยอนันต์ กรางชณีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย) — นายณัฐวุฒิ มังกรกิ่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1728/2555
#520441
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 116 วรรคสาม จะบัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่สมาชิกเป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ให้คณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ" อันมีลักษณะเป็นสภาพบังคับให้คณะกรรมการดำเนินการฯ ต้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกร้องขอก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่อำนาจของกรรมการดำเนินการคนหนึ่งคนใดหรือหลายคนที่จะเรียกประชุมได้โดยลำพัง เมื่อคณะกรรมการดำเนินการฯ ได้รับหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ชอบที่เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการฯ เพื่อพิจารณากันเสียก่อน และมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการฯ จะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการฯ นั้น ตามระเบียบสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยว่าด้วย การเลือกตั้ง การประชุม และการดำเนินกิจการของคณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2542 ข้อ 78

เมื่อผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 จำนวน 56 คน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกทั้งหมด 400 คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการดำเนินการฯ ให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 9 มกราคม 2544 การที่ ช. กรรมการดำเนินการกำหนดนัดประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกโจทก์ที่ 1 ร้องขอ โดยไม่ปรากฏว่ามีการเรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการฯ เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าวก่อนมีมติให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญแต่อย่างใด ดังนั้น การเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ การประชุมและการลงมติในที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมติที่กำหนดนัดวันประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2544 ในวันที่ 22 มกราคม 2544 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ถือว่าการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2544 เป็นการประชุมที่ไม่มีการเรียกนัดประชุมไว้ก่อน การประชุมและการมีมติในที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2544 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 9 มกราคม 2544 และวันที่ 22 มกราคม 2544 มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งเก้าเป็นคณะกรรมการดำเนินการฯ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใด ๆ ที่จัดประชุมโดยคณะกรรมการดำเนินการฯ เสียงข้างน้อยของนายเชื้อชาย นายสันติภาพ นายสมคิด และจำเลยทั้งเก้า รวมทั้งเพิกถอนคำสั่งใด ๆ ของบุคคลดังกล่าวที่สั่งไม่ชอบในกิจการของโจทก์ที่ 1 ทั้งสิ้น

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 4 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้าไม่มีสภาพเป็นกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุดที่ 19 ซึ่งได้เลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่วิสามัญสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 และให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2/2544 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 เสียทั้งสิ้น กับให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักรให้มีความเจริญก้าวหน้าอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกันการดำเนินงานของโจทก์ที่ 1 กระทำโดยคณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำนวนไม่เกิน 15 คน คณะกรรมการดำเนินการฯ ชุดที่ 18 ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 ประกอบด้วย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 นายบัว นายสันติภาพ นายอัคราดร นายสมคิด นายวัฒนศักดิ์ นายสุนทร นายเชื้อชาย นายอดุลย์ นายสุรัตน์ นายพิพัฒน์ นางสาวศศิมาศ และนายสวัสดิ์ เดิมมีนายบัวเป็นประธานกรรมการดำเนินการ โจทก์ที่ 2 นายเชื้อชายและนายอัคราดรเป็นรองประธานกรรมการดำเนินการ นายอัศนีย์ เป็นผู้อำนวยการและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการฯ ต่อมานายบัวถึงแก่ความตายและนายอัศนีย์ลาออกจากตำแหน่ง คณะกรรมการดำเนินการฯ ชุดที่ 18 จึงเลือกตั้งนายเชื้อชายเป็นประธานกรรมการดำเนินการ และให้นายอัคราดรรักษาการผู้อำนวยการและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการฯ ซึ่งต่อมานายอัคราดรมีหนังสือถึงผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกโจทก์ที่ 1 เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2543 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2544 แต่เมื่อถึงวันประชุมมีสมาชิกมาร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกโจทก์ที่ 1 จำนวน 56 คน จึงร่วมกันมีหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการดำเนินการฯ ให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 9 มกราคม 2544 ซึ่งต่อมาในวันที่ 9 มกราคม 2544 มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2544 ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการดำเนินการฯ ชุดที่ 18 ลาออกภายใน 3 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถอดถอนตั้งแต่วันที่ที่ประชุมมีมติเป็นต้นไป มติเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการฯ ชุดที่ 19 แทนชุดที่ 18 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการดำเนินการ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการดำเนินการ มติกำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2544 ในวันที่ 22 มกราคม 2544 และมติอื่น ๆ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2544 มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2544 ที่ประชุมมีมติให้รับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประเด็นแรกว่า การประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 และครั้งที่ 2/2544 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งเก้าฎีกาว่า เมื่อผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกจำนวนตั้งแต่หนึ่งในสิบของจำนวนผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกทั้งหมด ขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่และบทบังคับตามกฎหมายที่คณะกรรมการดำเนินการฯ ต้องเรียกประชุมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ แม้ไม่มีการประชุมของคณะกรรมการดำเนินการฯ ประธานคณะกรรมการดำเนินการย่อมมีหน้าที่และอำนาจที่จะเรียกประชุมได้โดยมอบให้ผู้อำนวยการในฐานะเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการฯ มีหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญได้นั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 116 วรรคสาม จะบัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่สมาชิกเป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ให้คณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ" อันมีลักษณะเป็นสภาพบังคับให้คณะกรรมการดำเนินการฯ ต้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกร้องขอก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่อำนาจของกรรมการดำเนินการคนหนึ่งคนใดหรือหลายคนที่จะเรียกประชุมได้โดยลำพัง เมื่อคณะกรรมการดำเนินการฯ ได้รับหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ชอบที่เรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการฯ เพื่อพิจารณากันเสียก่อน และมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการฯ จะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการฯ นั้น ตามระเบียบสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยว่าด้วย การเลือกตั้ง การประชุม และการดำเนินกิจการของคณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2542 ข้อ 78 เมื่อผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 จำนวน 56 คน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกทั้งหมด 400 คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการดำเนินการฯ ให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 9 มกราคม 2544 การที่นายอัคราดรในฐานะเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการฯ และรักษาการผู้อำนวยการมีหนังสือลงวันที่ 27 ธันวาคม 2543 เรียกประชุมใหญ่วิสามัญไปถึงผู้แทนของสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกโจทก์ที่ 1 นั้น จำเลยทั้งเก้ามีนายวิทย์ และนายอัคราดรเบิกความในส่วนนี้เพียงว่า เมื่อสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ทำหนังสือร้องขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2543 แล้วนายเชื้อชายจึงกำหนดนัดประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกโจทก์ที่ 1 ร้องขอ โดยไม่ปรากฏว่ามีการเรียกประชุมคณะกรรมการดำเนินการฯ เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าวก่อนมีมติให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญแต่อย่างใด ดังนั้นการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ การประชุมและการลงมติในที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมติที่กำหนดนัดวันประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2544 ในวันที่ 22 มกราคม 2544 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ถือว่าการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2544 เป็นการประชุมที่ไม่มีการเรียกนัดประชุมไว้ก่อน การประชุมและการมีมติในที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2544 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กับพวก
จำเลย — นายเฉลิม ปิ่นสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วรพจน์ วิไลชนม์
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2555
#520036
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2550 และร่วมกันปลอมใบส่งของ เล่มที่ 3/3 เลขที่ 18 ลงวันที่ 16 เมษายน 2550 อันเป็นเอกสารสิทธิของผู้เสียหาย แล้วนำใบส่งของที่ทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อ ส. กรรมการผู้จัดการของผู้เสียหายในวันเดียวกัน แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังจากจำเลยทั้งสองลักทรัพย์สำเร็จ แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะใช้เอกสารปลอมที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำของตนที่ได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ฎีกาในปัญหานี้แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1756/2550 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334, 335, 83, 91 และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 400,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าได้ยักยอกเงินของผู้เสียหายไป จำนวน 60,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 กับฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยทั้งสองเป็นทั้งผู้ปลอมและผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 203,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2 และคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีข้อพิรุธน่าสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.3 และ 1.4 ด้วยนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่มีการอนุญาตให้ฎีกาและฎีกานั้นไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2550 และร่วมกันปลอมใบส่งของ เล่มที่ 3/3 เลขที่ 18 ลงวันที่ 16 เมษายน 2550 อันเป็นเอกสารสิทธิของผู้เสียหาย แล้วนำใบส่งของที่ทำปลอมขึ้นนั้นไปแสดงต่อนางสุวรรณลา กรรมการผู้จัดการของผู้เสียหายในวันเดียวกัน แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังจากจำเลยทั้งสองลักทรัพย์สำเร็จ แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะใช้เอกสารปลอมที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อปกปิดการกระทำของตนที่ได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่แก้ไข เป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 9 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางฉัตรแก้ว ทีอุทิศหรือกาใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสำราญ ภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
มล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2555
#521414
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หลังจากครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

การที่โจทก์ร่วมและทนายโจทก์ร่วมทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วไม่มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเหตุตามคำร้องถือได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์ร่วมที่ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นย่อมอ่านคำพิพากษาไปได้และถือว่าโจทก์ร่วมได้ฟังคำพิพากษานั้นแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม และที่ทนายโจทก์ร่วมสอบถามผลคดีจากเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นโดยไม่ตรวจผลคดีจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยตนเอง เป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วม กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เหตุสุดวิสัยที่โจทก์ร่วมจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์และมีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม และพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 โดยอ่านให้คู่ความฟัง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์จำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ ต่อมา โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างว่า วันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทนายโจทก์ร่วมเดินทางไปสำนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรีและสำนักงานที่ดินอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เพื่อทำการสืบทรัพย์ของนายสุรสิทธิ์ จึงไม่ได้มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น วันรุ่งขึ้นทนายโจทก์ร่วมสอบถามผลคำพิพากษาจากเจ้าหน้าที่แผนกเก็บสำนวนคดีแดง ได้รับแจ้งว่าสำนวนยังไม่ลงมา ต่อมาทนายโจทก์ร่วมสอบถามเจ้าหน้าที่แผนกเก็บสำนวนคดีแดงอีกครั้ง ได้รับแจ้งว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน โทษจำคุกให้เปลี่ยนเป็นโทษกักขัง โจทก์ร่วมเข้าใจว่าโจทก์ร่วมชนะคดีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์ร่วมจะยื่นอุทธรณ์ และไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ต่อมาโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย ทนายโจทก์ร่วมจึงได้ยื่นคำร้องขอถ่ายคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลย กับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อใช้แก้อุทธรณ์ของจำเลย เมื่อทนายโจทก์ร่วมได้รับเอกสารจึงทราบว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เกินกำหนดตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์จำเลยให้โจทก์ร่วมแก้ โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งโดยผิดหลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า เห็นว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาและแจ้งวันนัดให้คู่ความทราบแล้ว เป็นหน้าที่อันสำคัญของคู่ความจะต้องมาฟังคำพิพากษาหรือติดตามฟังผลของคำพิพากษาด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาได้อย่างถูกต้องตามความประสงค์ หากมีเหตุทำให้ล่าช้าจนไม่อาจจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ก็จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในเงื่อนไขที่กำหนดเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่า โจทก์ร่วมสอบถามผลคำพิพากษาจากเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นโดยไม่ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวน ทำให้เข้าใจผิดโดยสุจริต จึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพราะยื่นเกินกำหนด และไม่รับอุทธรณ์มานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง โดยศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีคำสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

โจทก์ร่วมฎีกา ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม กับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หรือย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมและทนายโจทก์ร่วมทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วไม่มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเหตุตามคำร้องถือได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์ร่วมที่ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นย่อมอ่านคำพิพากษาไปได้และถือว่าโจทก์ร่วมได้ฟังคำพิพากษานั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 182 วรรคสาม และที่ทนายโจทก์ร่วมสอบถามผลคดีจากเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นโดยไม่ตรวจผลคดีจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วยตนเอง เป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วม ที่ทนายโจทก์ร่วมฎีกาว่า ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าสำนวนยังไม่ลงมา ทนายโจทก์ร่วมจึงขอรับคำร้องขอตรวจสำนวนกลับคืน เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เหตุสุดวิสัยที่โจทก์ร่วมจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกี่ยวกับการส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้โจทก์ร่วมด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์และมีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ โดยมิได้ให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ร่วม จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางอรอุมา ทรงศิลป์
จำเลย — นายบุญเชิด รักเกียรติดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวเด่นฟ้า เรืองฤทธิ์เดช
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1667/2555
#520042
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับอยู่ล้มลง ผู้เสียหายรับบาดเจ็บที่แขน ขาและตามร่างกาย แต่มิได้กล่าวว่าการที่ผู้เสียหายรับบาดเจ็บดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง คงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษเบากว่าในวรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองและปรับบทให้ถูกต้องได้ ทั้งมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 336, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนธนบัตรรัฐบาลไทย 400 บาท ธนบัตรสกุลยูโร 20 ยูโรที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลาง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 9 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนธนบัตรรัฐบาลไทย 400 บาท ธนบัตรสกุลยูโร 20 ยูโร ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน แต่ไม่ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 โดยให้คืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 และรถจักรยานยนต์ป้ายแดง 9 - 789 ของบริษัท เอส.ที.จำกัด แก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลาง เป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าในการวิ่งราวทรัพย์ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ป้ายแดง 9 - 789 ของบริษัท เอส.ที.จำกัด มีนายมนตรี นั่งซ้อนท้ายตัดหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลาง มีพวกอีก 1 คน นั่งซ้อนท้ายขนาบด้านข้าง จำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ประกบด้านหลัง โดยพวกซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับกระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกขับรถจักรยานยนต์แยกย้ายหลบหนี ตามพฤติการณ์เห็นได้ชัดว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกวิ่งราวทรัพย์ย่อมต้องอาศัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลาง ในการกระทำความผิดด้วย เพราะหากไม่มีรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกย่อมไม่สามารถติดตามผู้เสียหายได้ทันและวิ่งราวทรัพย์ได้สะดวก อันถือได้ว่ารถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกใช้ในการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยตรง จึงเป็นทรัพย์สินอันควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลางและคืนแก่เจ้าของ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่วิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับอยู่ล้มลง ผู้เสียหายรับบาดเจ็บที่แขน ขาและตามร่างกาย แต่มิได้กล่าวว่าการที่ผู้เสียหายรับบาดเจ็บดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำสืบโดยมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอีกด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง คงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษเบากว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองและปรับบทให้ถูกต้องได้ ทั้งมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยง ภูเก็ต 74 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายไกรลาสหรือไกรลาศ ป้อมสุวรรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชาญชัย ศิริพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2555
#520448
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 718 จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง และเมื่อบ้านพิพาทเป็นโรงเรือนซึ่งมีอยู่ในขณะที่จดทะเบียนจำนอง การจำนองย่อมครอบคลุมไปถึงบ้านพิพาทด้วย แม้จำเลยจะซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่สิทธิของจำเลยก็ได้มาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองบ้านพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในทรัพย์จำนองระงับสิ้นไปได้ การจำนองบ้านพิพาทจึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่บ้านพิพาทที่จำเลยซื้อได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง

จำเลยเป็นแต่เพียงผู้ซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล มิใช่เป็น ผู้จำนองหรือคู่สัญญากับโจทก์ผู้รับจำนอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนองต่อโจทก์ แต่การที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองซึ่งโจทก์มีสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดบ้านพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนตาม ป.พ.พ มาตรา 702 วรรคสอง จำเลยกลับรื้อบ้านพิพาทและขายให้กับบุคคลอื่นไป แม้กระทำการโดยสุจริต จำเลยต้องคืนเงินในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพิพาทให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าภาระจำนองสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 84 หมู่ 6 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ติดไปกับจำเลยผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 488,194.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ในต้นเงิน 262,250.99 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ศาลยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4551 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 84 หมู่ 6 ของนางราตรี ซึ่งติดจำนองกับโจทก์ ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 568/2538 ของศาลชั้นต้น และบันทึกการยึดทรัพย์ แต่ปรากฏว่าจำเลยได้ซื้อบ้านเลขที่ 84 หมู่ 6 ได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 291/2536 ของศาลชั้นต้น ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่หล่อตระกูล โจทก์ นายพงษ์ศักดิ์ กับพวก จำเลย และจำเลยได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลมีคำพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์บ้านเลขที่ 84 หมู่ 6 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิจำนองในบ้านพิพาทสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4551 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 84 หมู่ 6 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2536 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 718 จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง และเมื่อบ้านพิพาทเป็นโรงเรือนซึ่งมีอยู่ในขณะที่จดทะเบียนจำนอง การจำนองย่อมครอบคลุมไปถึงบ้านพิพาทด้วย แม้จำเลยจะซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่สิทธิของจำเลยก็ได้มาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองบ้านพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเหตุที่จะทำให้การจำนองระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 เท่านั้น การที่จำเลยได้รื้อถอนบ้านพิพาทไป จึงไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในทรัพย์จำนองระงับสิ้นไปได้ การจำนองบ้านพิพาทจึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่บ้านพิพาทที่จำเลยซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แต่ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิในบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้จำนองที่เหลือหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นแต่เพียงผู้ซื้อบ้านพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล มิใช่เป็นผู้จำนองหรือคู่สัญญากับโจทก์ผู้รับจำนอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนองต่อโจทก์ แต่การที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองซึ่งโจทก์มีสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดบ้านพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง จำเลยกลับรื้อบ้านพิพาทและขายให้กับบุคคลอื่นไป แม้กระทำการโดยสุจริต จำเลยต้องคืนเงินในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยขายบ้านพิพาทไปได้ในราคาเท่าใด แต่จำเลยซื้อบ้านพิพาทมาจากการขายทอดตลาดในราคา 300,000 บาท จึงถือได้ว่าเป็นราคาของบ้านพิพาทที่ถูกบังคับจำนองหากไม่มีการรื้อถอนบ้านพิพาทไป ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามราคาทรัพย์ที่จำนองที่ถูกรื้อถอนไปจำนวน 300,000 บาท และเมื่อเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่รื้อถอนบ้านพิพาทวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 วรรคสอง ม. 718 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชูวิทย์ จิตรสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวพูลศรี ประทุมมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2555
#521526
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างทนายความที่ระบุว่า จำเลยทั้งเก้าตกลงให้ค่าจ้างจำนวนร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าเสียหาย ดอกเบี้ย และผลประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากต้นเงินที่ซื้อขายที่ดิน... มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดีที่รับว่าความ จึงไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความถือว่าเป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้จะปรากฏว่าตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 27 (3) (จ) และมาตรา 51 มิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 และ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2508 ก็มีผลเพียงว่าการทำสัญญาระหว่างทนายความและลูกความทำนองนี้ไม่เป็นการผิดมรรยาททนายความอันเป็นมูลให้ลงโทษตามมาตรา 52 เท่านั้น หามีผลทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งเก้าดังกล่าวซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนกลับมีความสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ สัญญาว่าจ้างทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 กับจำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,259,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาว่าจ้างทนายความเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างทนายความดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดีที่รับว่าความ จึงไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความ ถือว่าเป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้จะปรากฏว่าตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 27 (3) (จ) และมาตรา 51 มิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2477 และพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2508 ก็มีผลเพียงว่าการทำสัญญาระหว่างทนายความและลูกความทำนองนี้ไม่เป็นการผิดมรรยาททนายความอันเป็นมูลให้ลงโทษตามมาตรา 52 เท่านั้น หามีผลทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งเก้าดังกล่าวซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนกลับมีความสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ สัญญาว่าจ้างทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าแม้สัญญาว่าจ้างทนายความเป็นโมฆะ แต่โจทก์ได้ดำเนินการฟ้องที่ศาลจังหวัดสมุทรสาครจนสำเร็จตามความประสงค์ของจำเลยทั้งเก้าแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามเนื้องานที่ได้ดำเนินการไปนั้น เห็นว่า เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระอันควรได้รับวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 27 ม. 51 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรีฑา บุญปัญญาชน
จำเลย — นายวินัย รัตนศิริวิไล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวัจน์ สาสนพิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายปกิต สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2555
#582388
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 นั้น ผู้กระทำต้องเป็นผู้นำงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ที่รับสัญญาณมาส่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนไปในทันทีโดยไม่มีการบันทึกรายการไว้ก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือบันทึกงานแพร่เสียงแพร่ภาพนั้นไว้แล้วนำไปแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำในภายหลัง หรือเมื่อรับสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพดังกล่าวแล้วได้แพร่เสียงแพร่ภาพนั้นให้ประชาชนรับฟังหรือรับชมโดยตรง ณ สถานที่รับสัญญาณนั้นในทันที โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ที่รับสัญญาณแพร่เสียงแพร่ภาพรายการ Living Asia Channel อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองจากการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมมาแล้วได้ส่งผ่านรายการของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวผ่านสายเคเบิลไปยังสมาชิกให้ได้รับชมคือ บริษัท ร. และบริษัท ด. มิใช่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้กระทำการดังกล่าวเพราะบริษัททั้งสองเป็นผู้นำงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการ Living Asia Channel ของโจทก์ทั้งสองไปเผยแพร่ต่อสมาชิกผู้ชมรายการในระบบเคเบิลทีวีโดยมีการเรียกเก็บค่าเช่าเป็นการตอบแทน ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือใช้บริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ทั้งสองอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพราะมาตราดังกล่าวมุ่งประสงค์เอาผิดแก่ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 โดยตรงเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 29, 31, 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ช่องรายการ Living Asia Channel ซึ่งแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านดาวเทียม โดยปัจจุบันยังไม่มีการเข้ารหัสสัญญาณหรือ Free To Air จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เป็นกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 4 มีจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 เป็นกรรมการ ในการประชุมคณะกรรมการสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยครั้งที่ 5/2547 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนบริษัทจำเลยที่ 4 ได้เสนอเอกสารทดลองรับข้อมูลลิขสิทธิ์รายการเคเบิลทีวีผ่านระบบ Satellite ต่อที่ประชุม ตามสำเนาเอกสารทดลองรับข้อมูลลิขสิทธิ์รายการเคเบิลทีวีผ่านระบบ Satellite ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 อนุญาตให้บริษัทราชธานีเคเบิ้ลทีวี จำกัด ตั้งอยู่จังหวัดอุบลราชธานี นำช่องรายการ 5 ช่องรายการ ซึ่งรวมทั้ง Living Asia Channel อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองไปเผยแพร่ต่อสมาชิกผู้ชมรายการในระบบเคเบิลทีวีได้ และต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ได้มีการทำสัญญากันขึ้นอีกโดยระบุว่าเป็นการนำเอางานลิขสิทธิ์มาเผยแพร่เฉพาะสมาชิกผู้รับชมในบ้านพักอาศัยในลักษณะ Real Time หรือเป็นเวลาเดียวกับที่มีการป้อนรายการส่งมาเท่านั้น ตามสำเนาหนังสืออนุญาตให้ใช้งานลิขสิทธิ์และสำเนาสัญญารับบริการงานลิขสิทธิ์รายการเคเบิลทีวี ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 ได้อนุญาตให้บริษัทดี ดี ที วี จำกัด ตั้งอยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ นำช่องรายการ 5 ช่องรายการซึ่งรวมทั้ง Living Asia Channel อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองไปเผยแพร่ต่อสมาชิกผู้ชมรายการในระบบเคเบิลทีวีได้ ตามสำเนาหนังสืออนุญาตให้ใช้งานลิขสิทธิ์ ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ทั้งสองจึงมอบอำนาจให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เทเลคลาสเน็ตเวิร์ค ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองให้เช่าใบอนุญาตช่องสัญญาณรายการ Living Asia Channel โดยผ่านบริษัทแปซิฟิก เซนจูรี่ แมทริกซ์ (ฮ่องกง) จำกัด เพื่อแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เคเบิลทีวี ดาวเทียม และภาพยนตร์ รายการ Living Asia Channel หรือนางวรกานต์ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เทเลคลาสเน็ตเวิร์ค ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 29 และ 31 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาจากลักษณะหรือวิธีการเผยแพร่รายการ Living Asia Channel ของโจทก์ทั้งสองแล้ว เห็นได้ว่าเป็นการใช้วิธีส่งสัญญาณรายการไปยังดาวเทียมหรือถ่ายทอดผ่านดาวเทียม และมีผู้รับสัญญาณที่ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมดังกล่าวเพื่อรับชมรายการ หรือเพื่อนำสัญญาณที่รับมาถ่ายทอดไปยังสาธารณชนอีกต่อหนึ่ง งานอันมีลิขสิทธิ์ที่พิพาทกันจึงได้แก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพ และไม่พิจารณาข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และมาตรา 28 โจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งข้อวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ยังคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเพียงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 และมาตรา 31 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 นั้น ผู้กระทำต้องเป็นผู้นำงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ที่รับสัญญาณมาส่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนไปในทันทีโดยไม่มีการบันทึกรายการไว้ก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือบันทึกงานแพร่เสียงแพร่ภาพนั้นไว้แล้วนำไปแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำในภายหลัง หรือเมื่อรับสัญญาณงานแพร่เสียงแพร่ภาพดังกล่าวแล้วได้แพร่เสียงแพร่ภาพนั้นให้ประชาชนรับฟังหรือรับชมโดยตรง ณ สถานที่รับสัญญาณนั้นในทันที โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตรงกันว่า ผู้ที่รับสัญญาณแพร่เสียงแพร่ภาพรายการ Living Asia Channel อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองจากการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมมาแล้วได้ส่งผ่านรายการของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวผ่านสายเคเบิลไปยังสมาชิกให้ได้รับชมคือ บริษัทราชธานีเคเบิ้ลทีวี จำกัด และบริษัทดี ดี ที วี จำกัด มิใช่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้กระทำการดังกล่าวเพราะบริษัททั้งสองเป็นผู้นำงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการ Living Asia Channel ของโจทก์ทั้งสองไปเผยแพร่ต่อสมาชิกผู้ชมรายการในระบบเคเบิลทีวีโดยมีการเรียกเก็บค่าเช่าเป็นการตอบแทน ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือใช้บริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ทั้งสองอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพราะมาตราดังกล่าวมุ่งประสงค์เอาผิดแก่ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 โดยตรงเท่านั้นและสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 นั้น ก็เป็นเรื่องที่ผู้กระทำรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้กระทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและได้ (1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้องานนั้น (2) เผยแพร่งานนั้นต่อสาธารณชน (3) แจกจ่ายงานนั้นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ (4) นำหรือสั่งงานนั้นเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อหากำไร ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าต้องมีงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอยู่ก่อน และผู้กระทำได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวต่องานอันละเมิดลิขสิทธิ์นั้น แต่ก็ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองว่า มีงานใดที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองอยู่ก่อน และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ได้กระทำด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ต่องานดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมิได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 อีกเช่นกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีซีไอ เอเชีย กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยเคเบิ้ล แชนแนลส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2555
#520430
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 5 ยังมิได้รับสำเนาคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้อง โดยผู้ร้องมิได้ส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 แต่เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้ร้องต้องนำส่งสำเนาคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่คู่ความ ทั้งศาลก็มิได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องมีหน้าที่นำส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งหก การที่ผู้ร้องมิได้ส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 5 ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตโดยมิได้ไต่สวนก่อนอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น จำเลยที่ 5 ต้องยกขึ้นคัดค้านหรือโต้แย้งภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 5 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 5 ได้รับสำเนาทราบคำสั่งและสำเนาคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยวิธีปิดหมายและสำเนาคำร้องเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 5 เพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2552 ล่วงเลยเวลามากว่า 7 ปีแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 5 และมิได้ไต่สวนคำร้องก่อนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบที่สมควรเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41 นั้น เห็นได้ว่า แม้การที่ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิดังกล่าวได้ จะต้องได้ความว่าผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันได้แก่สิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีต่อลูกหนี้แล้ว แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาคำร้องซึ่งประกอบด้วยสำเนาเอกสารแสดงการ โอนและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแนบมาท้ายคำร้อง ก็ถือว่าสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องไต่สวนพยานหลักฐานอื่นอีก เพียงแต่การที่ยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลยที่ 5 เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านก่อนเท่านั้นที่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาว่าเรื่องที่ผิดระเบียบนั้นทำให้คู่ความฝ่ายใดต้องเสียหายหรือไม่ประกอบด้วย หากไม่เป็นเหตุให้คู่ความฝ่ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม และการเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่เพิกถอนได้ตามที่เห็นสมควร คดีนี้ปรากฏว่า ทนายจำเลยที่ 5 ยื่นขอสำเนาคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2552 เจ้าหน้าที่ศาลถ่ายสำเนาให้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552 ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2552 ทนายจำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องวันที่ 23 กันยายน 2552 แล้ว จำเลยที่ 5 ก็ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อ วันที่ 22 ตุลาคม 2552 ตลอดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 5 มีโอกาสทราบเนื้อหาคำร้องของผู้ร้องและคำสั่งศาลแล้ว แต่ก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันได้แก่สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งยังปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 5 ร่วมชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 มีหน้าที่ชำระหนี้ดังกล่าว แม้ต่อมา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม และผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกต่อหนึ่งก็ตาม จำเลยที่ 5 ก็ยังมีหน้าที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาและอาจถูกบังคับคดีได้เช่นเดิม หากมีข้อโต้แย้งในการบังคับคดีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างใดก็ยังมีสิทธิอยู่เช่นเดิม ไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 5 ต้องเสียหายในอันที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และไม่มีเหตุอื่นใดอันสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้ ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังเป็นเหตุให้เกิดการล่าช้าเป็นประโยชน์ต่อการประวิงคดีสืบต่อไปอีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 5 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 185,699,698.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 117,755,574.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คดีถึงที่สุด และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2544

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัดยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต หมายแจ้งคำสั่งและส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยทั้งหกโดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นผู้นำส่ง ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 41โดยอ้างว่าผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยที่ 1 จากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า สำเนาให้จำเลยทั้งหก อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิตามคำขอ

วันที่ 21 กันยายน 2552 จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าที่จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมิได้นำส่งสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 5 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งศาลเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 5 ยังมิได้รับสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้อง โดยผู้ร้องมิได้นำส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 ก็ตาม แต่เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้ร้องต้องนำส่งสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่คู่ความ ทั้งศาลก็มิได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องมีหน้าที่นำส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งหก การที่ผู้ร้องมิได้นำส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 5 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา อันอาจเป็นเหตุให้คำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิตามคำพิพากษาถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนการที่จำเลยที่ 5 ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตโดยมิได้ไต่สวนคำร้องก่อน อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น จำเลยที่ 5 ต้องยกขึ้นคัดค้านหรือโต้แย้งภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 5ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 5 ได้รับสำเนาทราบคำสั่งและสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยวิธีปิดหมายและสำเนาคำร้องเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 5 เพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2552 ล่วงเลยเวลามากว่า 7 ปีแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องนี้ให้จำเลยที่ 5 และมิได้ทำการไต่สวนคำร้องก่อนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบที่ควรเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่สถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ฟ้องเป็นคดีต่อศาลเกี่ยวกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนมาตามพระราชกำหนดนี้ ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน และโดยเฉพาะตามวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามบทกฎหมายดังกล่าวนี้เห็นได้ว่า แม้การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ร้อง จะเข้าสวมสิทธิดังกล่าวได้ จะต้องได้ความว่าผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันได้แก่สิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีต่อลูกหนี้แล้ว อันเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดังกล่าวได้ก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาคำร้องซึ่งประกอบด้วยสำเนาเอกสารแสดงการโอนและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันได้แก่สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยในคดีนี้ แนบมาท้ายคำร้อง ก็ถือว่าสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องไต่สวนพยานหลักฐานอื่นอีก เพียงแต่การที่ยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลยที่ 5 เพื่อให้จำเลยที่ 5 ได้มีโอกาสคัดค้านก่อนเท่านั้นที่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) และมาตรา 27 แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาว่าเรื่องที่ผิดระเบียบนั้นทำให้คู่ความฝ่ายใดต้องเสียหายหรือไม่ประกอบด้วย หากเรื่องที่ผิดระเบียบนั้นไม่เป็นเหตุให้คู่ความฝ่ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม และการเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่เพิกถอนได้ตามที่เห็นสมควร สำหรับคดีนี้ปรากฏตามสำนวนว่า ทนายจำเลยที่ 5 มายื่นคำขอสำเนาคำร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2552 เจ้าหน้าที่ศาลถ่ายสำเนาคำร้องให้เมื่อวันที่ 17 กันยายน2552 ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2552 ทนายจำเลยที่ 5 ก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2552 แล้วจำเลยที่ 5 ก็ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2552 โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 5 ซึ่งมีโอกาสทราบเนื้อหาคำร้องของผู้ร้องและคำสั่งศาลแล้ว แต่จำเลยที่ 5 ก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันได้แก่สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยคดีนี้แต่อย่างใดจึงยังไม่มีเหตุให้เห็นว่าผู้ร้องไม่ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้ที่จะไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ทั้งยังปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 5ร่วมชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ดังกล่าว และหากไม่ชำระโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิบังคับคดีเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 5 ได้อยู่แล้ว แม้ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม และต่อมาผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนอีกต่อหนึ่งก็ตาม จำเลยที่ 5 ก็ยังมีหน้าที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาและอาจถูกบังคับคดีได้เช่นเดิม ทั้งหากมีข้อโต้แย้งในการบังคับคดีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างใดก็ยังมีสิทธิอยู่เช่นเดิม ไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 5 ต้องเสียหายในอันที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แต่อย่างใด จากเหตุผลดังวินิจฉัยมานี้จึงเห็นได้ว่า แม้การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 5 ก่อนจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 5 เสียหาย และไม่มีเหตุอื่นใดอันสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังเป็นเหตุให้เกิดการล่าช้าเป็นประโยชน์ต่อการประวิงคดีสืบต่อไปอีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 5 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด(มหาชน) โดย
บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.อินเตอร์เนชั่นแนล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1576/2555
#518471
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา จะมาโต้เถียงในชั้นบังคับคดีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดและศาลชั้นต้นลงโทษปรับหนักเกินไปหาได้ไม่ หากศาลฟังข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190

ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับอีกวันละ 500 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น หมายความว่า จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 21 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ" มาตรา 65 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21... ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และในวรรคสองบัญญัติว่า "นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21... ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 500 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 21 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือใบรับแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ แล้ว

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้การชำระค่าปรับรายวันสะดุดหยุดอยู่หรือให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจมีคำสั่งทุเลาหรืองดการบังคับชำระค่าปรับไว้ชั่วคราวในระหว่างที่จำเลยทั้งสองกำลังดำเนินคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารอันเป็นหลักฐานในการยื่นขอใบอนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ คงมีแต่เพียงบทบัญญัติที่ให้ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับโทษจำคุกไว้ก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 246 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 1,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 กับปรับอีกวันละ 500 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

โจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลบังคับคดีปรับจำเลยทั้งสองวันละ 500 บาท ตามคำพิพากษาจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว จึงขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนได้ความว่า ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาคดีนี้จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขออนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคารตามฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลบางไผ่ มีหนังสือตอบว่า การก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารนั้นมีเหตุขัดข้องไม่สามารถออกใบอนุญาตได้เนื่องจากเอกสารไม่ครบ ได้แก่ สำเนาโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารนั้นยังมีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งอยู่ระหว่างการฟ้องร้องเรื่องครอบครองปรปักษ์และคดียังไม่ถึงที่สุด โดยจำเลยทั้งสองแถลงว่า หากคดีดังกล่าวถึงที่สุดและจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ ก็จะนำคำพิพากษาไปเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเพื่อดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องต่อไป แต่หากผลคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสองยินดีจะรื้อถอนอาคารนั้นออกไปจากที่ดินดังกล่าว

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้องและศาลชั้นต้นลงโทษปรับ วันละ 500 บาท เป็นอัตราโทษที่หนักเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพากษาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา จะมาโต้เถียงในชั้นบังคับคดีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดและศาลชั้นต้นลงโทษปรับหนักเกินไปหาได้ไม่ หากศาลฟังข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในค่าปรับวันละ 500 บาท เป็นระยะเวลาเท่าใด เห็นว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับอีกวันละ 500 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น หมายความว่า จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 21 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ" มาตรา 65 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21...ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และในวรรคสองบัญญัติว่า "นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21...ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 500 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 21 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือใบรับแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองจึงยังคงต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไปจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า การที่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเพราะว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นฟ้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินซึ่งเป็นสถานที่ซ่อมแซมห้องน้ำและห้องครัวที่เป็นมูลเหตุให้จำเลยทั้งสองถูกฟ้องคดีนี้ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีตามศาลล่าง จำเลยทั้งสองสามารถที่จะนำคำพิพากษาไปเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ นำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อขอรับใบอนุญาตได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้การชำระค่าปรับรายวันสะดุดหยุดอยู่หรือให้อำนาจศาลในการใช้ดุลพินิจมีคำสั่งทุเลาหรืองดการบังคับชำระค่าปรับไว้ชั่วคราวในระหว่างที่จำเลยทั้งสองกำลังดำเนินคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารอันเป็นหลักฐานในการยื่นขอรับใบอนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ คงมีแต่เพียงบทบัญญัติที่ให้ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับโทษจำคุกไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางจริม ผ่องอ้น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราะห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2555
#538048
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดกัญชาแห้ง 5 ห่อ น้ำหนักสุทธิ 23.740 กรัม เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายกัญชาตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง จำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมิได้จำหน่ายกัญชา พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง แต่เพียงฐานเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้ไขมากแต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

การที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 76/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5303/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และริบกัญชาของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5303/2544 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน 15 วัน ริบกัญชาของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 1 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.5303/2544 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลย 2 เดือน 30 วัน (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ และยึดกัญชาแห้ง 5 ห่อ น้ำหนักสุทธิ 23.740 กรัม เป็นของกลาง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยตามศาลชั้นต้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายกัญชาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง จำคุกกระทงละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมิได้จำหน่ายกัญชา พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง แต่เพียงฐานเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ดังนั้น ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาโจทก์ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าว คงรับวินิจฉัยให้เพียงข้อเดียวว่าจำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายกัญชาหรือไม่ โจทก์มีผู้ร่วมจับกุมจำเลยมาเบิกความว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายกัญชาที่บริเวณชุมชนป้าย 7 จึงวางแผนจับกุมโดยการล่อซื้อ ร้อยตำรวจโทรุ่งสกุล นำธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 1 ฉบับ ไปลงรายงานประจำวันและถ่ายสำเนาไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นพยานทั้งสองและสายลับจึงเดินทางไปล่อซื้อกัญชาจากจำเลย โดยพยานทั้งสองไปซุ่มดูอยู่ห่างจากบ้านไม่มีเลขที่ที่เกิดเหตุในชุมชนซอย 7 ประมาณ 10 เมตร เห็นสายลับเข้าไปพูดคุยกับจำเลยแล้วมอบธนบัตรแก่จำเลย จำเลยเดินไปที่ถนนฝั่งตรงข้ามหยิบกระเป๋าแบบคาดเอวขึ้นมารูดซิบล้วงเอาสิ่งของข้างในส่งให้แก่สายลับ สายลับนำมามอบให้แก่ร้อยตำรวจโทรุ่งสกุล เมื่อตรวจดูเห็นว่าเป็นกัญชา จึงเข้าจับกุมจำเลย จากการตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อปะปนอยู่กับธนบัตรอื่นในกระเป๋ากางเกงของจำเลย และพบกัญชา 4 ห่อเล็ก ในกระเป๋าคาดเอว ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายกัญชา จำเลยให้การรับสารภาพ และมีร้อยตำรวจเอกวิรุทธิ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยเหมือนกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ในขณะที่สายลับล่อซื้อกัญชาจากจำเลย เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในเรื่องธนบัตรของกลางที่มอบให้สายลับใช้ล่อซื้อกัญชาจากจำเลย มีการถ่ายสำเนา และลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อนที่จะมอบให้สายลับไปดำเนินการ เมื่อสายลับล่อซื้อกัญชามาได้ พยานผู้ร่วมจับกุมได้เข้าจับกุมจำเลยทันที จากการตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในกระเป๋ากางเกงของจำเลย ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปในระยะกระชั้นชิดต่อเนื่องกัน แม้พยานทั้งสองจะเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับกระเป๋าคาดเอวที่พบกัญชาของกลางจำนวน 4 ห่อ โดยร้อยตำรวจโทรุ่งสกุลเบิกความว่า ค้นพบกระเป๋าคาดเอวอยู่ในตระกร้าผ้า ซึ่งวางอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านจำเลย ส่วนจ่าสิบตำรวจณิพัธพงษ์ เบิกความว่า ขณะที่เข้าจับกุมจำเลย จำเลยยังถือกระเป๋าคาดเอวอยู่ ก็ยังไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธถึงขนาดทำให้คำเบิกความของพยานทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด และเมื่อนำคำเบิกความของพยานทั้งสองมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนแล้ว แม้โจทก์จะไม่นำสายลับมาเบิกความเป็นพยาน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก็มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายกัญชาตามฟ้อง พยานจำเลยที่นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยมีกัญชาของกลางจำนวน 5 ห่อ ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และจำเลยลงชื่อในเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาให้ลงชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.5303/2544 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน 30 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชิตชัยหรือชิดชัย ศรีศักดิ์ดีหรือศักดิ์ศรีดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายชัยยุทธ กลับอำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1499/2555
#520497
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่โดยไม่เพิ่มโทษ อ้างว่ามี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยได้รับการล้างมลทินโดยถือว่าการกระทำความผิดในคดีก่อนถูกลบล้างไปแล้ว พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด การที่จำเลยมายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 30 ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 45 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 30 ปี ริบของกลาง คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2550

วันที่ 20 มกราคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว โดยถือว่าความผิดของจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2292/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้อีก ขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่โดยไม่มีการเพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยใหม่โดยไม่เพิ่มโทษ โดยอ้างว่ามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยจึงได้รับการล้างมลทินโดยถือว่าการกระทำความผิดในคดีก่อนถูกลบล้างไปแล้ว พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อนพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว และพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ใช่บทบัญญัติที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดและถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.พ. ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอุดมศักดิ์หรือดม ชวดตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายไพบูลย์ ทองน่วม
ศาลอุทธรณ์ — นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2555
#518462
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 ว่า ผู้ประกันทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาประกันเพราะไม่ได้รับหมายนัดให้ส่งตัวจำเลย ขอให้ไต่สวนคำร้องในการส่งหมายนัดและงดปรับผู้ประกันทั้งสองศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด การที่ผู้ประกันทั้งสองมายื่นคำร้องครั้งใหม่นี้อ้างว่า คำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะอ้างเหตุใหม่ก็ตามแต่ก็เป็นเหตุที่สามารถอ้างได้ตั้งแต่ยื่นคำร้องครั้งแรกและประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก็เป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และถึงที่สุดไปแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 เมื่อศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกันแล้ว ถ้าผู้ประกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ถือว่าผู้ประกันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน จึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญา แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติวิธีการบังคับผู้ประกันไว้ ทั้งไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติในลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 271 แห่ง ป.วิ.พ. ผู้ที่จะบังคับคดีชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง ไม่ใช่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่จำเลยถูกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ประกันทั้งสองชำระค่าปรับภายใน 30 วัน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2548 โดยแจ้งคำสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ผู้ประกันทั้งสองทราบแล้ว วันที่ 27 พฤษภาคม 2548 ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีผู้ประกันทั้งสอง ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2552 ป. ผู้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ประกันทั้งสอง ถือได้ว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีผู้ประกันทั้งสองตามคำสั่งศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาประกัน เป็นเงิน 250,000 บาท ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีผู้ประกันทั้งสอง ต่อมานางสาวปรียาภัทร ผู้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ประกันทั้งสอง

ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องและการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ประกันทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาประกัน เป็นเงิน 250,000 บาท ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีผู้ประกันทั้งสอง ต่อมานางสาวปรียาภัทร ผู้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ประกันทั้งสอง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันทั้งสองประการแรกว่า คำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องครั้งแรกว่า ผู้ประกันทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาประกันเพราะไม่ได้รับหมายนัดให้ส่งตัวจำเลย ขอให้ไต่สวนคำร้องในการส่งหมายนัดและงดปรับผู้ประกันทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด การที่ผู้ประกันทั้งสองมายื่นคำร้องครั้งใหม่นี้อ้างว่า คำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะอ้างเหตุใหม่ก็ตามแต่ก็เป็นเหตุที่สามารถอ้างได้ตั้งแต่ยื่นคำร้องครั้งแรกและประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก็เป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า คำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และถึงที่สุดไปแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษารับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันทั้งสองประการสุดท้ายว่า การบังคับคดีได้กระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 เมื่อศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกันแล้ว ถ้าผู้ประกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ถือว่าผู้ประกันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน จึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญา แต่จะบังคับผู้ประกันอย่างไร ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้ ทั้งไม่มีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติในลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 271 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ที่จะบังคับคดีชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง หาใช่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่จำเลยถูกฟ้องดังที่ผู้ประกันทั้งสองฎีกาไม่ เมื่อคดีได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ประกันทั้งสองชำระค่าปรับภายใน 30 วัน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2548 โดยแจ้งคำสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ผู้ประกันทั้งสองทราบ ผู้ประกันทั้งสองได้รับหมายแจ้งคำสั่งโดยผู้ประกันที่ 1 ได้รับหมายเอง ส่วนผู้ประกันที่ 2 มีนายสุรพลรับแทน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2548 ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีผู้ประกันทั้งสอง ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2552 นางสาวปรียาภัทร ผู้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ประกันทั้งสอง ถือได้ว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีผู้ประกันทั้งสองตามคำสั่งศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ประกันทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ประกันทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 119
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ประกัน — นางนารี เชื้อสิงห์ กับพวก
จำเลย — นายสายศิลป์ เชื้อสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายพรศักดิ์ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2555
#521474
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกติดต่อขอซื้อรถกระบะจากผู้เสียหายในราคา 430,000 บาท ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 150,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยจะทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุน จ. ในวันดังกล่าวจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ไม่ได้กรอกข้อความไว้พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการและสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่ผู้เสียหาย แล้วพนักงานของบริษัทเงินทุน จ. นำสัญญาเช่าซื้อที่ยังไม่ได้กรอกรายละเอียดให้จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้เช่าซื้อไว้ จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์มาตั้งแต่ต้น การที่บริษัทเงินทุน จ. ยกเลิกการเช่าซื้อในเวลาต่อมาเนื่องจากจำเลยไม่นำรถไปตรวจสภาพ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้เสียหายส่งมอบรถกระบะแล้ว มิได้เกิดจากการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ การที่จำเลยมิได้ชำระราคาเช่าซื้อส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ 9602 สงขลา หรือชดใช้ราคา 280,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ ๙๖๐๒ สงขลา หรือชดใช้ราคา 280,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ 9602 สงขลา ของนายสมชาย ผู้เสียหายในราคา 430,000 บาท โดยชำระเงินดาวน์แก่ผู้เสียหายในวันทำสัญญา 150,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันว่าจะนำรถกระบะคันดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด จำเลยขอรับรถในวันทำสัญญาซื้อขาย ต่อมาจำเลยไม่ยอมนำรถไปตรวจสภาพจึงไม่อาจทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงได้นั้น ผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายมาตั้งแต่แรก สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกติดต่อขอซื้อรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ 9602 สงขลา จากผู้เสียหายในราคา 430,000 บาท ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 150,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยจะทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด ในวันดังกล่าวจำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ไม่ได้กรอกข้อความไว้ พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการและสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่ผู้เสียหาย นายสุรเชษฐ์ พนักงานของบริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด นำสัญญาเช่าซื้อที่ยังไม่ได้กรอกรายละเอียดให้จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้เช่าซื้อไว้ จากพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยมิได้เจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์มาตั้งแต่ต้น การที่บริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด ยกเลิกการเช่าซื้อในเวลาต่อมาเนื่องจากจำเลยไม่นำรถไปตรวจสภาพเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลังจากที่ผู้เสียหายส่งมอบรถกระบะแล้ว มิได้เกิดจากจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแต่อย่างใด การที่จำเลยมิได้ชำระราคาค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายชัยวัฒน์หรือไชยวัฒน์ ขาวบริสุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2555
#538044
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องขอให้ริบรถของกลางตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 154 ซึ่งมาตราดังกล่าววรรคท้าย บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านผู้ขอคืนของกลาง ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าผู้คัดค้านไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินของกลางดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด อีกทั้งผู้คัดค้านได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ศาลจึงจะไม่ริบของกลาง แต่ทางนำสืบของผู้คัดค้านได้ความเพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางดังกล่าวและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่อันเป็นข้อนำสืบตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่ง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 154 วรรคท้าย มิให้นำมาใช้บังคับ เมื่อผู้คัดค้านไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามพระราชบัญญัติแร่ฯ ดังกล่าวได้ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่เพียงพอที่จะให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันเข้าไปทำลาย ทำให้สูญหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันทำอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน และร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ริบของกลางดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 154

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนของกลางแก่ผู้คัดค้านทั้งหก

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน81 - 4800 ราชบุรี 82 - 1906 ราชบุรี 70 - 4395 เพชรบุรี และ 86 - 0006 นครปฐม รถขุดไฮดรอลิค รุ่น พีซี 200 - 7 เอ หมายเลขเครื่องยนต์ 6 ดี 102 -26324452 และ 6 ดี 102 - 26338760 รถเจาะ เอชซีอาร์ 180 และแร่เฟต์สปาร์สะอาด ประมาณ 60 เมตริกตัน ของกลาง

ผู้คัดค้านทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ว่ามีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 1906 ราชบุรี ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 4800 ราชบุรี ให้ผู้คัดค้านที่ 4 และคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 4395 เพชรบุรี ให้ผู้คัดค้านที่ 5 หรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลริบรถของกลางตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 154 ซึ่งมาตราดังกล่าววรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดอ้างตัวเป็นเจ้าของก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือมีเจ้าของแต่เจ้าของไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดดังกล่าว อีกทั้งตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้น หรือไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวได้เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันแรกของวันประกาศในหนังสือพิมพ์รายวัน ตามวรรคสอง และในกรณีนี้มิให้นำมาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ขอคืนของกลาง ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินของกลางดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ศาลจึงจะไม่ริบของกลาง ซึ่งทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ได้ความเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางดังกล่าวและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ อันเป็นข้อนำสืบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 154 วรรคท้าย มิให้นำมาใช้บังคับ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามพระราชบัญญัติแร่ ฯ ได้ เช่นนี้ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ที่นำสืบมาจึงไม่เพียงพอที่จะให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 154
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
ผู้คัดค้าน — บริษัทไมโครลิซซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2555
#520032
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขใหม่โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 เป็นเพียงการขยายขอบเขตของการกระทำชำเราในส่วนของอวัยวะที่ถูกกระทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อวัยวะเพศ จะเป็นที่ทวารหนักหรือที่ช่องปากก็ได้ และสิ่งที่ใช้ในการกระทำไม่จำเป็นต้องเป็นอวัยวะเพศเท่านั้น จะเป็นสิ่งอื่นใดก็ได้ ดังนั้น การกระทำชำเราไม่ว่าเป็นการกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นจึงยังคงต้องมีการสอดใส่อวัยวะเพศหรือสิ่งอื่นใดให้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเพียงการสัมผัสภายนอกกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นไม่ว่าด้วยอวัยวะส่วนใดหรือด้วยวัตถุสิ่งใดก็จะเป็นการกระทำชำเราไปเสียทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 20 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 10 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยพาและพรากผู้เสียหายที่ 1 อายุ 5 ปีเศษไปเพื่อการอนาจาร แล้วใช้อวัยวะเพศของจำเลยเสียดสีถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การที่จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยเสียดสีถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หมายถึง การร่วมประเวณี กรณีจึงต้องมีการสอดใส่อวัยวะเพศของผู้กระทำเข้าในอวัยวะเพศของอีกฝ่าย แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" ก็เป็นเพียงการขยายขอบเขตของการกระทำชำเราในส่วนของอวัยวะที่ถูกกระทำในมาตรา 277 วรรคแรก ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อวัยวะเพศ จะเป็นที่ทวารหนักหรือที่ช่องปากก็ได้ และสิ่งที่ใช้ในการกระทำไม่จำเป็นต้องเป็นอวัยวะเพศเท่านั้น จะเป็นสิ่งอื่นใดก็ได้ ดังนั้น การกระทำชำเราไม่ว่าเป็นการกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นจึงยังคงต้องมีการสอดใส่อวัยวะเพศหรือสิ่งอื่นใดให้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเพียงการสัมผัสภายนอกกับอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่นไม่ว่าด้วยอวัยวะส่วนใดหรือด้วยวัตถุสิ่งใดก็จะเป็นการกระทำชำเราไปเสียทั้งหมด คดีนี้จำเลยเพียงใช้อวัยวะเพศของจำเลยเสียดสีถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แม้โดยมีเจตนาเพื่อสนองความใคร่ของจำเลย แต่เมื่อมิได้มีการสอดใส่เพื่อที่จะให้อวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จึงยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นการกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยคงเป็นเพียงกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายสวัสดิ์ เนยตะขบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายศรสิทธิ์ เหลืองคุณวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2555
#526781
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเบียดบังเงินค่าประกันสังคมจากลูกจ้างชั่วคราวเพื่อนำส่งประกันสังคม 1,558 บาท เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งสรรพากร 6,733.33 บาท เงินภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องนำฝาก 7,871 บาท เงินสดที่ต้องมีไว้ให้ตรวจนับ 13,321.30 บาท รวมเป็นเงิน 29,483.63 บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยก่อนนำส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเป็นของจำเลยหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ฟ้องโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงประเภทเงินกับจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไว้และยักยอกเอาไปพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่จำต้องกล่าวถึงรายละเอียดว่าจำเลยเบียดบังเงินค่าประกันสังคมลูกจ้างชั่วคราวคนใดเมื่อใด เงินภาษีบำรุงท้องที่เป็นเงินที่จำเลยได้รับมาจากบุคคลใด เมื่อใด และเงินสดที่ต้องมีไว้ให้ตรวจนับเป็นของผู้เสียหายหรือไม่ อย่างไร เพราะโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเบียดบังเงินค่าประกันสังคมจากลูกจ้างชั่วคราวเพื่อนำส่งประกันสังคมจำนวน 1,558 บาท เงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำส่งสรรพากร จำนวน 6,733.33 บาท เงินภาษีบำรุงท้องที่ที่จะต้องนำฝาก จำนวน 7,871 บาท เงินสดที่ต้องมีให้ตรวจนับ จำนวน 13,321.30 บาท รวมเป็นเงิน 29,483.63 บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยก่อนนำส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเป็นของจำเลยหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ฟ้องของโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงประเภทเงินกับจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไว้และยักยอกเอาไปพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงรายละเอียดดังที่จำเลยฎีกา เพราะโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางสาวรวิวรรณหรือบวรลักษณ์ เสียงสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายพรเทพ วิริยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1388/2555
#521545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ โดยอ้างว่าได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดโทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2522 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ขอให้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยชี้ขาดและถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวกับข้อหาร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษข้อหาร่วมกันผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 9 เดือน ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ และกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ด้วย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่โดยอ้างเหตุเดิม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำวินิจฉัยโดยละเอียดแล้วว่า โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงไม่อาจใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ โดยอ้างว่าได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ขอให้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดจำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องครั้งใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9ได้วินิจฉัยชี้ขาดและถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 19
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสุภัทร สุวรรณรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวกอบพร พัฒนอมร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2555
#518395
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและละเมิด แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นการฟ้องว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ตกแต่งและต่อเติมอาคารพิพาท แล้วจำเลยที่ 1 ทำงานบกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ อันต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยจ้างทำของ จำเลยทั้งสามทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจึงให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ทำงานที่ได้รับจ้างให้โจทก์เรียบร้อยและโจทก์มิได้เสียหายดังฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสามให้การต่อมาโดยตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยทั้งสามต้องกล่าวในคำให้การส่วนนี้ให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อใด และโจทก์พบความชำรุดบกพร่องของงานที่จ้างวันใด แต่จำเลยทั้งสามกลับให้การในส่วนนี้เพียงว่า โจทก์อ้างว่าได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ต่อเติมและตกแต่งอาคารพิพาท 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2538 และวันที่ 24 มีนาคม 2538 แล้วจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เช่นนี้ เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งว่าขาดอายุความในเรื่องใด และอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันใด ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความที่คู่ความจะต้องนำสืบ

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยขณะฟ้องมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด แม้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนภายหลังก็ต้องรับผิดในหนี้ใด ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1052 ประกอบมาตรา 1077 (2), 1080, 1087 ส่วนจำเลยที่ 3 แม้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนตามมาตรา 1051 ประกอบมาตรา 1077 (2), 1080, 1087

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 5,739,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,732,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นนี้

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใดและนับแต่วันใดถึงวันฟ้อง ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและละเมิด แต่ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นการฟ้องร้องว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ตกแต่งและต่อเติมอาคารบ้านพิพาท แล้วจำเลยที่ 1 ทำงานบกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ อันต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยจ้างทำของ จำเลยทั้งสามทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจึงได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ทำงานที่ได้รับจ้างให้โจทก์เรียบร้อย และโจทก์มิได้เสียหายดังฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสามให้การต่อมาโดยตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยทั้งสามจึงต้องกล่าวในคำให้การส่วนนี้ให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อใด และโจทก์พบความชำรุดบกพร่องของงานที่จ้างวันใด แต่จำเลยทั้งสามกลับให้การในส่วนนี้เพียงว่า โจทก์อ้างว่าได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ต่อเติมและตกแต่งอาคารบ้านพิพาท 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2538 และวันที่ 24 มีนาคม 2538 แล้วจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2541 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเรียกร้อง เช่นนี้ เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งว่าขาดอายุความในเรื่องใด และอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันใด ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความที่คู่ความจะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา

ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยขณะฟ้องมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด แม้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนภายหลังก็ต้องรับผิดในหนี้ใด ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1052 ประกอบมาตรา 1077 (2), 1080,1087 ส่วนจำเลยที่ 3 แม้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนตามมาตรา 1051 ประกอบมาตรา 1077 (2), 1080, 1087 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587 ม. 1051 ม. 1052 ม. 1077 (2) ม. 1080 ม. 1087
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ กังวาฬวัฒนา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยู่ฮุย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1365/2555
#521566
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีในส่วนแพ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้กระทำความผิด ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา ต้องรับฟังว่าจำเลยที่ 4 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้ยกคำขอดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายนิรันดร์ สุโสะ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นส่วนข้อหาพาอาวุธโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 500,000 บาท และค่าเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันกระทำผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ให้การในส่วนคดีแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับคนละ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 100 บาท (ที่ถูกต้องระบุว่า หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ด้วย) ริบขวดเบียร์กับเศษขวดเบียร์ของกลาง ปลอกมีดหรือเหล็กขูดชาฟท์ (ที่ถูก เฉพาะปลอกอาวุธมีด) ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้กระทำผิดโดยตรงจึงไม่ริบ และให้คืนแก่เจ้าของ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 140,000 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุดังฟ้อง โจทก์ร่วมกับพวกหลายคนและจำเลยที่ 1 กับพวกอีกหลายคนได้ไปดูการแข่งเรือที่บริเวณคลองบ้านท่าตากแดดโดยจำเลยที่ 1 พาอาวุธมีดติดตัวไปด้วยแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้ขวดเบียร์ตีและใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามรายงานผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ พนักงานสอบสวนยึดปลอกอาวุธเหล็กขูดชาฟท์ ขวดเบียร์ เศษขวดเบียร์และรองเท้าแตะฟองน้ำสีส้มในที่เกิดเหตุเป็นของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญา สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เนื่องจากไม่สามารถประกอบการงานของโจทก์ร่วมจำนวน 40,000 บาท และจำนวน 100,000 บาท ตามลำดับนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่สูงเกินความเป็นจริง เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้นต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 140,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกามาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ในชั้นนี้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยหรือไม่ เพื่อความสะดวกเห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียก่อนซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วม นายอนุสรณ์ และนายจักรพันธ์ เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายจักรพันธ์ ซึ่งเป็นน้องของโจทก์ร่วมมีเรื่องชกต่อยกับนายอาทิตย์ (ไม่ทราบชื่อสกุล) ซึ่งเป็นน้องภริยาของจำเลยที่ 1 นายจักรพันธ์ขอให้โจทก์ร่วมช่วยเจรจาปัญหาให้ซึ่งโจทก์ร่วมได้เจรจาปรับความเข้าใจกับนายอาทิตย์ที่งานแข่งเรือ โจทก์ร่วม นายจักรพันธ์ นายวีระยุทธ นายสุชาติ นายคณิต หลังได้ไปดูการแข่งเรือ ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวก 10 กว่าคนได้มาที่งานแข่งเรือโดยจำเลยที่ 1 เข้าชกต่อยนายจักรพันธ์ นายจักรพันธ์จึงวิ่งไปหลบอยู่หลังโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ใช้มีดแทงโจทก์ร่วมบริเวณไหปลาร้าด้านซ้ายจำเลยที่ 3 ใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะโจทก์ร่วมแล้วจำเลยที่ 3 ได้กอดรัดตัวโจทก์ร่วมจำเลยที่ 2 ใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงโจทก์ร่วมที่หลังหลายครั้งแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกก็พากันหลบหนีไป และโจทก์กับโจทก์ร่วมมีนายวีระยุทธ นายสุชาติ นายจักรพันธ์และนายคณิตเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ชกต่อยนายจักรพันธ์แล้วนายจักรพันธ์ได้ไปหลบอยู่หลังโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 กับพวกก็เข้าร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วม และร้อยตำรวจโทโอภาศ พนักงานสอบสวนเบิกความว่าได้สอบปากคำโจทก์ร่วมรวมทั้งพยานที่เกี่ยวข้อง แพทย์ผู้ตรวจรักษาบาดแผลของโจทก์ร่วมให้ความเห็นว่าหากรักษาไม่ทันอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้และได้ให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวนด้วย ตามรายงานการตรวจพิสูจน์บาดแผลของแพทย์ บันทึกคำให้การของแพทย์ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุยังไม่ค่ำมืดสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน เหตุเกิดก็ไม่ใช่เวลาประเดี๋ยวเดียว และพยานโจทก์และโจทก์ร่วมต่างเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือบางคนรู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน นอกจากนี้โจทก์ร่วม นายอนุสรณ์และนายจักรพันธ์ก็ให้การแต่แรกระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายในคดีนี้ จึงเชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นเหตุการณ์และจำคนร้ายได้ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าไม่ได้ร่วมทำร้ายนั้นก็ไม่มีพยานคนกลางมาเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมน่าเชื่อถือมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความแตกต่างกันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นเหตุการณ์ตอนใดก็ให้การและเบิกความไปตามนั้นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีพิรุธ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมเบิกความในคดีนี้ว่า ไม่ได้พาอาวุธมีดติดตัวไปด้วยซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของโจทก์ร่วมในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 199/2551 ของศาลจังหวัดตรังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวว่าโจทก์ร่วมมีอาวุธมีดติดตัวไปด้วยนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่าตอนแรกโจทก์ร่วมไม่ได้พาอาวุธมีดติดตัวไปด้วย แต่ขณะที่โจทก์ร่วมกับนายจักรพันธ์ถูกทำร้าย โจทก์ร่วมเหลือบไปเห็นอาวุธมีดที่โคนต้นมะพร้าวจึงเข้าไปหยิบอาวุธมีดดังกล่าวมาเพื่อใช้ป้องกันตัว และโจทก์ร่วมตอบโจทก์ถามติงว่าโจทก์ร่วมยังไม่ทันทำร้ายฝ่ายจำเลยกับพวกเนื่องจากฝ่ายจำเลยกับพวกเข้ามามัดมือโจทก์ร่วมไว้ก่อน คำเบิกความของโจทก์ร่วมในคดีนี้จึงไม่ขัดกับคำให้การในคดีดังกล่าว ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้นำวัตถุพยานของกลางที่ได้จากที่เกิดเหตุไปตรวจหาลายนิ้วมือแฝงทำให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีข้อสงสัยนั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานบุคคลซึ่งนำมาสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ ไม่ปรากฏข้อพิรุธในเรื่องบาดแผลและอาวุธที่ใช้ในการกระทำความผิด การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งวัตถุของกลางไปตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อพิรุธ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าที่เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายดูภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนจะมีการชี้ตัวนั้นทำให้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมีพิรุธ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจให้โจทก์ร่วมดูภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดในคดีนี้หรือไม่ ถ้าหากว่าใช่ก็จะได้ติดตามหาตัวมาดำเนินการต่อไปการกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อพิรุธ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนด้วย ซึ่งร้อยตำรวจโทโอภาศ พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไปแจ้งความในข้อหาถูกคนร้ายทำร้ายร่างกาย แต่ร้อยตำรวจโทโอภาศก็ไม่ได้เบิกความว่าที่มีการมาแจ้งความนั้นกล่าวหาว่าใครเป็นคนร้าย ซึ่งอาจเป็นการแจ้งความเพื่อแก้เกี้ยวก็ได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมหรือไม่ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีโจทก์ร่วมและนายจักรพันธ์เบิกความว่าจำเลยที่ 4 เข้าร่วมกระทำผิดในคดีนี้ด้วย แต่ปรากฏในคำให้การชั้นสอบสวนครั้งแรกของโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 โจทก์ร่วมไม่ได้ให้การถึงจำเลยที่ 4 เลย เพิ่งมาให้การเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ว่า จำเลยที่ 4 เข้าร่วมกระทำผิดคดีนี้ด้วย ส่วนนายจักรพันธ์ก็ไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกระทำคดีนี้ด้วยซึ่งหากโจทก์ร่วมและนายจักรพันธ์เห็นจำเลยที่ 4 เข้าร่วมกระทำความผิดด้วยก็น่าจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบ แต่หาได้กระทำไม่อีกทั้งพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมปากอื่นก็ไม่มีใครเบิกความหรือให้การว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมกระทำผิดคดีนี้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้จึงทำให้ชวนสงสัยว่า จำเลยที่ 4 ได้เข้าร่วมกระทำผิดคดีนี้หรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เข้าร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมและก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวพันกัน แม้ความผิดฐานนี้จะยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม แม้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้กระทำความผิด ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา ต้องรับฟังว่าจำเลยที่ 4 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ซึ่งไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้ยกคำขอดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยในส่วนจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นายนิรันดร์ สุโสะ
จำเลย — นายวิทรัตน์หรือต้อม ประพฤติดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ชัชวาล บุนนาค
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา