คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2555
#554443
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีอันมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องฐานบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ แต่คำขอท้ายฟ้องได้ขอให้ลงโทษผู้ร้องตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, 108 ตรี โดยมาตรา 9 เป็นบทบัญญัติห้ามบุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ และมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 9 นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ใช้บังคับในวันที่ 4 มีนาคม 2515 โดยมีบทลงโทษหนักขึ้นในกรณีที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง และมีบทลงโทษหนักขึ้นในกรณีที่ได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสาม เมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของโจทก์ในคดีดังกล่าว ซึ่งมี ส. ผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ และ น. นายอำเภอหาดใหญ่เบิกความประกอบกับบันทึกการประชุมได้ความว่า ที่ดินเหมืองฉลุงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นที่ดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของผู้ร้องที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี อีกทั้งแม้จะฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ก็ย่อมถือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งต้องห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่มีสิทธิครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องเคยมีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ถึงผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ขอผ่อนผันอยู่ในที่ดินไปจนกว่าจะเก็บพืชผลที่ลงทุนไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียก่อน อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครอง เมื่อผู้ร้องบุกรุกครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองย่อมเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ร้องตามที่พิจารณาได้ความได้ เพราะการระบุในฟ้องว่าบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ว่าประเภทที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นเพียงรายละเอียด และเป็นเพียงบทลงโทษหนักขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ส่วนขององค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้น ได้กำหนดโทษจำคุกและปรับแก่ผู้ร้องภายในระวางโทษตามป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่จะแสดงว่าผู้ร้องซึ่งต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ ยื่นฟ้องนายแก่น ผู้ร้อง เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2536 ในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นเดินโดยเฉพาะ เป็นเนื้อที่ 55.41 ไร่ และขัดขวางไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ให้ออกจากที่ดินดังกล่าว คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ผู้ร้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสาม จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ผู้ร้องและบริวารออกจากพื้นที่ตามฟ้อง

ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2539 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามคดีหมายเลขแดงที่ ร.1/2540

ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบล้วนแต่มีอยู่ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้ร้อง มิใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ทั้งคดีอาญาผู้ร้องฟ้องพยานโจทก์ว่าเบิกความเท็จนั้น ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีของผู้ร้องจึงไม่มีเหตุจะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้เห็นควรยกคำร้องขอและได้ส่งสำนวนการไต่สวนรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่พร้อมทั้งบันทึกความเห็นให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 9 วรรคสาม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ประกาศกระทรวงหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2538 หนังสือจังหวัดสงขลา ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2537 และฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 กับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ขายที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณเหมืองฉลุง ตำบลฉลุง อำเภอหากใหญ่ จังหวัดสงขลา ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 และหนังสือกรมทรัพยากรธรณี ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2535 เป็นเพียงประกาศและเอกสารชี้แจ้งระหว่างหน่วยราชการด้วยกัน ซึ่งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) พยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องอ้างตามคำร้องจึงไม่พอถือว่ามีพยานหลักฐานอันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า พยานโจทก์แจ้งความและเบิกความเท็จนั้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนแล้ว กรณีไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่จึงให้ยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาอ้างเพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มิใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี กรณีจึงไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาและคำสั่งศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างถึงนั้น ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ให้ยกคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่าขอให้ศาลฎีกาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ครั้นวันที่ 3 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคดีนี้อีก (เป็นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีครั้งที่สองต่อจากครั้งแรกตามคดีหมายเลขแดงที่ ร.1/2540)

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

วันที่ 16 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 6 และมาตรา 247 หรือไม่ และให้รอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อโต้แย้งของผู้ร้องเป็นกรณีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 และไม่ปรากฏว่ามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว จึงเห็นสมควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 และมาตรา 247 หรือไม่ และให้รอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 6 มาตรา 28 มาตรา 39 และมาตรา 40 หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำวินิจฉัยที่ 10/2550 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550 ให้ยกคำร้อง

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งที่ 4/2550 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ไม่รับคำร้องเพิ่มเติมของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงข้อหารือที่กระทรวงมหาดไทยมีไปถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เอกสารดังกล่าวจึงถือเป็นข้อชี้แจงระหว่างหน่วยงาน นอกจากนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ฟังว่าที่ดินพิพาทเหมืองฉลุงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าก็สืบเนื่องมาจากคู่ความในคดีดังกล่าวมิได้โต้แย้งเป็นประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่เป็นประเด็นที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกัน ศาลฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติ และศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็มิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้โดยตรงพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาอ้างเพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ประกอบกับพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 18 บัญญัติว่า "คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องใช้สิทธิในการยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งเป็นที่สุดให้ยกคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้อีกได้ คดีของผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 เห็นควรยกคำร้อง และศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งบันทึกความเห็นให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณา

วันที่ 17 เมษายน 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 6 และมาตรา 247 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 6 มาตรา 28 มาตรา 39 และมาตรา 40 หรือไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มีเจตนารมณ์ที่จะให้ความยุติธรรมแก่บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ในภายหลังว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด ก็มีสิทธิขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ได้ ส่วนที่พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง และวรรคสองกำหนดว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่รับคำร้องหรือยกคำร้องให้เป็นที่สุด และมาตรา 18 กำหนดว่าผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว นั้น หมายความเพียงว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ไม่สามารถฎีกาต่อไปได้ และผู้ต้องรับโทษคนดังกล่าวจะยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอาศัยหลักฐานหรือเหตุที่เป็นข้ออ้างในคำร้องเดิมอีกไม่ได้เท่านั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ปิดกั้นผู้ต้องรับโทษที่จะยื่นคำร้องเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นเจตนารมณ์โดยแท้ของกฎหมายที่กล่าวข้างต้น สำหรับเรื่องนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องและนำสืบว่า ที่ดินตามฟ้องที่ผู้ร้องอ้างว่าภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องครั้งแรกแล้ว กรมธนารักษ์กับกรมที่ดินมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเหมืองฉลุง กระทรวงมหาดไทยได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 7 ได้วินิจฉัยเมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ว่า ที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ต่อมาในปี 2545 ปี 2546 และปี 2549 ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดสงขลา) ศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาตามลำดับ ได้มีคำพิพากษา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ปค.1/2540 หมายเลขแดงที่ ปค.1/2545 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง นายชุมพล โจทก์การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวก จำเลย โดยวินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินเหมืองฉลุง เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ดังนี้ เมื่อที่ดินตามฟ้องที่โจทก์อ้างว่าผู้ร้องบุกรุกนั้นอยู่ในบริเวณที่ดินเหมืองฉลุง จึงต้องถือว่าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าเช่นเดียวกัน เห็นว่า คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องครั้งนี้ได้อ้างบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและคำพิพากษาของศาลเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องในครั้งแรกแล้วบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมที่ดิน) ผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) และผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมทรัพยากรธรณีและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ซึ่งเป็นพนักงานของรัฐมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของที่ดินเหมืองฉลุง ย่อมมีนำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยในคดีดังกล่าวโดยฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินเหมืองฉลุงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) เช่นกัน ซึ่งแม้ศาลฎีกาจะฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมาและคู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวก็เป็นหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเหมืองฉลุงโดยตรง คงไม่แถลงรับข้อเท็จจริงอันเป็นการสมยอมต่อโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ ส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 6 และมาตรา 247 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 6 มาตรา 39 และมาตรา 40 หรือไม่นั้น เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องที่กล่าวข้างต้นไม่ได้ระบุเหตุผลมาด้วยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาคำร้องของผู้ร้องแล้วเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากผู้ร้องได้อ้างเป็นเหตุในการยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในครั้งที่สองนี้ โดยอ้างว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นที่สุด ดังนี้ คำร้องดังกล่าวจึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ถูกต้อง มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่จำต้องส่งความเห็นของผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่และสำคัญแก่คดี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเหมืองฉลุง จึงเป็นที่ดินรกร้างวางเปล่า เมื่อพนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่า ผู้ร้องกระทำความผิดฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะโดยมิได้ขอให้ลงโทษฐานบุกรุกที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาด้วย จึงเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการไม่ประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่อาจลงโทษผู้ร้องตามฟ้องได้ เห็นควรให้ยกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาว่าผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่จะแสดงว่าผู้ร้องซึ่งต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีอันมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องฐานบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ แต่คำขอท้ายฟ้องได้ขอให้ลงโทษผู้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, 108 ตรี โดยมาตรา 9 เป็นบทบัญญัติห้ามบุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ และมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 9 นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ใช้บังคับในวันที่ 4 มีนาคม 2515 โดยมีบทลงโทษหนักขึ้นในกรณีที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง และมีบทลงโทษหนักขึ้นในกรณีที่ได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสาม เมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของโจทก์ในคดีดังกล่าว ซึ่งมีนายสมพรผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมภายใต้ และนายนิวัฒน์ นายอำเภอหาดใหญ่เบิกความประกอบกับบันทึกการประชุมได้ความว่า ที่ดินเหมืองฉลุงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของผู้ร้องที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี อีกทั้งแม้จะฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ก็ย่อมถือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งต้องห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่มีสิทธิครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องเคยมีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึงผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ขอผ่อนผันอยู่ในที่ดินไปจนกว่าจะเก็บพืชผลที่ลงทุนไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียก่อน อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครอง เมื่อผู้ร้องบุกรุกครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ร้องตามที่พิจารณาได้ความได้ เพราะการระบุในฟ้องว่าบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ว่าประเภทที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นเพียงรายละเอียด และเป็นเพียงบทลงโทษหนักขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ส่วนขององค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้น ได้กำหนดโทษจำคุกและปรับแก่ผู้ร้องภายในระวางโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่จะแสดงว่าผู้ร้องซึ่งต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด

พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายแก่น แซ่อ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาววราภรณ์ คริศณุ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1344/2555
#521541
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่รับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีสิบตำรวจเอกหญิง ศ. เข้าไปในบ้าน จากนั้นจำเลยที่ 2 รีบนำเมทแอมเฟตามีนที่ได้รับไปโยนทิ้งลงในโถส้วม ทั้งยังตักน้ำเพื่อราดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวทิ้งลงไปในคอห่าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ที่มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 34 เม็ดดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ซึ่งปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 คืนธนบัตรล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ และริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋า และเงินสดของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือนยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คืนธนบัตรล่อซื้อให้แก่เจ้าของริบเมทแอมเฟตามีน และกระเป๋าของกลาง คืนธนบัตรจำนวน 5,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกหญิงศุทธิณีและร้อยตำรวจโทสุระพันธ์เบิกความเป็นพยาน โดยสิบตำรวจเอกหญิงศุทธิณีเบิกความว่า เมื่อวิ่งตามจำเลยที่ 1 เข้าทางประตูด้านหลังบ้าน จนโผล่พ้นประตูบ้านเห็นจำเลยที่ 1 ยื่นวัตถุสิ่งหนึ่งให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับมาแล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำ พยานตามไปเห็นจำเลยที่ 2 กำลังตักน้ำจะใช้ราดโถส้วมพยานเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะทิ้งวัตถุที่ได้รับมาลงโถส้วม จึงกระชากตัวจำเลยที่ 2 ออกมาทำให้ขันน้ำที่จำเลยที่ 2 ถือหลุดตกลงพื้น จำเลยที่ 1 วิ่งพรวดเข้ามาหยิบขันน้ำไปตักน้ำจะราดโถส้วม พยานจึงแย่งขันน้ำจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งล้มนั่งอยู่กับพื้นจะลุกขึ้นฉุดพยานไม่ให้เข้าไปแย่งขันน้ำจากจำเลยที่ 1 แต่พยานก็แย่งมาได้ พยานได้ตะโกนเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่มาด้วยกันให้เข้าไปช่วยเหลือ ร้อยตำรวจโทสุระพันธ์วิ่งเข้ามาสั่งให้จำเลยทั้งสองหยุด พยานเปิดฝาโถส้วมขึ้นมาพบก้อนดินน้ำมันสีส้มทรงกลม ลักษณะก้อนใหญ่กว่าที่ได้รับมาจากสายลับไม่มาก อยู่ในคอห่าน โดยร้อยตำรวจโทสุระพันธ์เบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของสิบตำรวจเอกหญิงศุทธิณีว่า เห็นสิบตำรวจเอกหญิงศุทธิณีกับจำเลยทั้งสองกำลังแย่งขันน้ำกันในห้องน้ำและเมื่อตรวจสอบก้อนดินน้ำมันดังกล่าวพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน จำนวน 34 เม็ด ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกระดาษตะกั่วซองในของซองบุหรี่ ลักษณะการห่อหุ้มเหมือนกับเมทแอมเฟตามีนที่ได้รับจากสายลับพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุที่จะเบิกความใส่ร้ายเพื่อให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษ พยานเบิกความเป็นลำดับเชื่อมโยงกัน เชื่อว่าเบิกความตามความจริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 รับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีสิบตำรวจเอกหญิงศุทธิณีเข้าไปในบ้าน จากนั้นจำเลยที่ 2 รีบนำเมทแอมเฟตามีนที่ได้รับไปโยนทิ้งลงในโถส้วม ทั้งยังตักน้ำเพื่อราดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวทิ้งลงไปในคอห่าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ที่มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 34 เม็ดดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ซึ่งปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษมาได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เสียให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง กระเป๋าและเงินสดที่เหลือ 2,400 บาท ของกลาง ไม่ได้ใช้สำหรับซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน และไม่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.252 มาตรา 102 และมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งริบกระเป๋าและเงินสด 2,400 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข จึงไม่ชอบ แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกา แต่ปัญหาเรื่องริบของกลางหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 คืนกระเป๋าและเงินสด 2,400 บาท ของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นางสมคิด ศรีวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายกฤช โคตรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2555
#540927
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติให้มีการประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เมื่อได้มีการประกาศโฆษณาดังกล่าวแล้วให้ถือว่าบุคคลภายนอกทุกคนต้องทราบคำพิพากษานั้นและมิได้ระบุถึงผลของการประกาศโฆษณาโดยแจ้งชัด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้พออนุมานได้ว่าประสงค์จะให้การประกาศโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า บุคคลภายนอกทราบคำพิพากษาให้ล้มละลายที่ประกาศโฆษณาแล้วหรือไม่เท่านั้น ดังนี้ ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบถึงคำพิพากษาให้ล้มละลายก็ได้

จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 ร่วมปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้วก่อนที่จะทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า จำเลยที่ 1 สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินและมีผลบังคับตามกฎหมายได้ จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและได้มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 แล้ว จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2686/2551 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,880,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม แล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2686/2551 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ และที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,880,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่ผู้เสียหาย 100,000 บาท แล้ว จึงให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,780,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายด้วย

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติให้มีการประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เมื่อได้มีการประกาศโฆษณาดังกล่าวแล้วให้ถือว่าบุคคลภายนอกทุกคนต้องทราบคำพิพากษานั้นและมิได้ระบุถึงผลของการประกาศโฆษณาโดยแจ้งชัด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้พออนุมานได้ว่าประสงค์จะให้การประกาศโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า บุคคลภายนอกทราบคำพิพากษาให้ล้มละลายที่ประกาศโฆษณาแล้วหรือไม่เท่านั้น ดังนี้ ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบถึงคำพิพากษาให้ล้มละลายก็ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงิน 2,000,000 บาท จากผู้เสียหาย และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 ร่วมปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้วก่อนที่จะทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า จำเลยที่ 1 สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินและมีผลบังคับตามกฎหมายได้ จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและได้มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป 1,880,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แล้ว จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 61 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางโสภา จันสวัสดิ์หรือแดงเดช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวจิราพร คกาทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2555
#520464
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศและข้อกำหนดคดีล้มละลาย เรื่องแบบพิมพ์ของศาลล้มละลายกลาง กำหนดแบบพิมพ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย สำหรับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (คดีสาขา) ซึ่งรวมถึงการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนังสือยืนยันหนี้ต่อศาลเพื่อให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เช่นกรณีของผู้ร้อง จะต้องใช้แบบพิมพ์ ล.27 ของศาลล้มละลายกลาง หรือเอกสารที่มีรูปแบบแห่งแบบพิมพ์อย่างเดียวกัน การที่ผู้ร้องใช้แบบพิมพ์ ล.8 อันเป็นแบบพิมพ์สำหรับคำร้องทั่วไป และมีรูปแบบแตกต่างจากแบบพิมพ์ ล.27 ผิดข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2549 เมื่อศาลล้มละลายกลางตรวจพบในชั้นตรวจคำคู่ความจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขมาใหม่ให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดได้ ผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลกำหนด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องคัดค้านของผู้ร้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2544 ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งยืนยันหนี้ให้ผู้ร้องชำระหนี้ตามสัญญาแต่งตั้งและหรือมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และเปิดบัญชีเดินสะพัดจำนวน 552,055.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 295,048.47 บาท นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

วันที่ 24 ตุลาคม 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ว่าให้ผู้ร้องทำเป็นคดีสาขาเข้ามาใหม่ภายใน 15 วัน ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนและสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ โดยใช้แบบพิมพ์ (ล.27) ซึ่งเป็นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (คดีสาขา) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ทำคำร้องแบบคดีสาขาเข้ามาภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลสั่ง จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยใช้แบบพิมพ์คำร้อง เป็นการผิดข้อกำหนดคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้บุคคลที่ได้รับหนังสือแจ้งความยืนยันหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถยื่นคำคัดค้านต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องภายในกำหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความยืนยัน อันเป็นบททั่วไป แต่เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 อันเป็นบทกฎหมายที่ตราขึ้นในภายหลังเพื่อใช้ในกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลายโดยเฉพาะ บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางในการออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานใช้บังคับในศาลล้มละลาย เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม และอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางโดยความเห็นชอบจากประธานศาลฎีกาได้ออกข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 เพื่อใช้บังคับในศาลล้มละลายและศาลอื่นที่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนศาลล้มละลาย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยมีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับแล้ว และในข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ข้อ 25 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอาจประกาศใช้แบบพิมพ์ใด ๆ สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายได้ ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางโดยอาศัยอำนาจตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ออกประกาศศาลล้มละลายกลาง ที่ 1/2542 เรื่อง แบบพิมพ์ของศาลล้มละลายกลาง กำหนดแบบพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายใช้แบบพิมพ์ท้ายประกาศ ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไป สำหรับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (คดีสาขา) ซึ่งรวมถึงการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในกรณีนี้ อันเป็นการขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนังสือยืนยันหนี้ ตามประกาศกำหนดให้ใช้แบบพิมพ์ ล.27 ซึ่งเป็นประกาศที่ใช้กับบุคคลทั่วไปมิใช่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ แม้ต่อมามีข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2549 ข้อ 3 ให้ยกเลิกข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ก็ตาม แต่ในข้อ 31 วรรคหนึ่ง ยังคงให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอาจประกาศใช้แบบพิมพ์ใดๆ สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายได้ ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางมิได้ประกาศใช้แบบพิมพ์เป็นอย่างอื่น ประกาศดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้เช่นเดิม ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีจึงต้องถือปฏิบัติตามข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าข้อกำหนดคดีล้มละลายยังเปิดกว้างว่า คู่ความอาจจัดทำเอกสารตามรูปแบบพิมพ์นั้นด้วยวิธีการใด ๆ โดยไม่จำต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์ตามที่ศาลจัดไว้ให้ก็ได้นั้น ก็เป็นการเปิดช่องให้ผู้ร้องสามารถจัดทำเอกสารขึ้นใช้เองได้โดยไม่จำต้องใช้แบบพิมพ์ที่ศาลจัดไว้ให้ แต่การจัดทำก็ต้องเป็นไปตามรูปแบบแห่งแบบพิมพ์ที่ศาลกำหนด ใช่ว่าจะทำแบบใด ๆ ที่มีรูปแบบแตกต่างออกไปเช่นไรก็ได้ตามที่ผู้ร้องต้องการหรือทำเป็นแบบพิมพ์อื่น ๆ ที่รูปแบบไม่ตรงกับที่ศาลกำหนดไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนังสือยืนยันหนี้ ผู้ร้องต้องใช้แบบพิมพ์ ล.27 หรือเอกสารที่มีรูปแบบแห่งแบบพิมพ์อย่างเดียวกัน ตามที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดไว้ การที่ผู้ร้องใช้แบบพิมพ์ ล.8 อันเป็นแบบพิมพ์สำหรับคำร้องทั่วไป และมีรูปแบบแตกต่างจากแบบพิมพ์ ล.27 จึงเป็นการผิดข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2549 เมื่อศาลล้มละลายกลางตรวจพบในชั้นตรวจคำคู่ความจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขมาใหม่ให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 119
ป.วิ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
นายชูศักดิ์ ทรงเงินดี ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด ล้มละลาย
ผู้ร้อง — นางสุมาลัย อารุณี สังฆมณี
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสถิตย์ สิทธิลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2555
#520023
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยการกระทำเดียว แต่ให้ศาลเลือกลงโทษในฐานใดฐานหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศาลชั้นต้นเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับของโจร แม้จะเป็นการแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ย่อมถือว่าโจทก์พอใจ โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ไม่ได้

การแก้ไขมากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นการแก้ไขทั้งบทลงโทษและจำนวนโทษที่ลง ซึ่งการแก้บทลงโทษมีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงบทลงโทษจากบทหนึ่งเป็นอีกบทหนึ่ง หรือเป็นการแก้วรรคในบทเดิม ซึ่งความผิดแต่ละวรรคมีโทษขั้นต่ำและสูงแตกต่างกันมาก และลักษณะความผิดในแต่ละวรรคนั้นแตกต่างกัน เช่น ความผิดในวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และอีกวรรคหนึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เป็นต้น

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก โดยไม่ได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา 336 ทวิ กำหนดไว้นั้น ลักษณะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคแรก และวรรคสองไม่แตกต่างกันและมีระวางโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ 1 ปี เหมือนกัน ต่างกันเฉพาะระวางโทษขั้นสูงซึ่งมาตรา 335 วรรคแรก ระวางโทษขั้นสูงจำคุก 5 ปี วรรคสอง ระวางโทษขั้นสูงจำคุก 7 ปี ส่วน ป.อ. มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้บทลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่แก้จำนวนโทษมิได้แก้บทลงโทษ จึงเป็นกรณีแก้ไขเล็กน้อย

คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขมากและมีคำสั่งรับฎีกานั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 310/2548 ของศาลนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องฐานรับของโจร ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 310/2548 ของศาลนี้นั้น คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ให้จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1ในความผิดฐานลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยการกระทำเดียว แต่ให้ศาลเลือกลงโทษในฐานใดฐานหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับของโจร แม้จะเป็นการแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ย่อมถือว่าโจทก์พอใจ โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ไม่ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ คงรับฎีกาได้เฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่การพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะถือเป็นการแก้ไขมากซึ่งกรณีที่จะถือว่าเป็นการแก้ไขมากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและจำนวนโทษที่ลง ซึ่งการแก้บทลงโทษนั้นมีความหมายถึงการเปลี่ยนบทลงโทษจากบทหนึ่งไปเป็นอีกบทหนึ่ง หรือเป็นการแก้วรรคในบทเดิม ซึ่งความผิดแต่ละวรรคมีโทษขั้นต่ำและขั้นสูงแตกต่างกันมาก และลักษณะความผิดในแต่ละวรรคนั้นแตกต่างกัน เช่น ความผิดในวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และอีกวรรคหนึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เป็นต้น และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก โดยไม่ได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา 336 ทวิ กำหนดไว้นั้น ลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก และวรรคสองไม่แตกต่างกัน และมีระวางโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ 1 ปี เหมือนกัน ต่างกันเฉพาะระวางโทษขั้นสูงซึ่ง มาตรา 335 วรรคแรก ระวางโทษขั้นสูงจำคุก 5 ปี ส่วนวรรคสอง ระวางโทษขั้นสูงจำคุก 7 ปี จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้บทลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่แก้จำนวนโทษ มิได้แก้บทลงโทษ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งสอง ฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีไม่ต้องห้ามจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขมาก และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และสั่งรับฎีกาโจทก์นั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 ว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาหรือไม่ แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งฎีกาของจำเลยที่ 2 ตามรูปคดีแล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป ชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 218 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายอานนท์ อยู่ดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายธีรวัฒน์ ปราบไกรสีห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2555
#518463
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ลักรถยนต์ของผู้เสียหาย โดยหลอกจำเลยที่ 1 ให้ขับรถยกมายกรถยนต์ของผู้เสียหายไป จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการในการลักรถยนต์โดยใช้จำเลยที่ 1 เป็นเครื่องมือ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยกมาจอดด้านหน้ารถยนต์ผู้เสียหายและยกรถยนต์ผู้เสียหายด้านหน้าขึ้นเกยบนคานรถยก ใช้โซ่คล้องรถทั้งสองคันไว้ในลักษณะรถยกพร้อมจะขับเคลื่อนพารถยนต์ของผู้เสียหายออกไปได้ โดยรถยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่จากจุดที่จอดอยู่เดิมจากการยกขึ้นไปเกยบนคานรถยก ถือว่าจำเลยที่ 2 เข้ายึดถือและแย่งสิทธิครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายไปได้โดยสมบูรณ์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่อยู่ในขั้นพยายาม เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) คงเป็นความผิดเฉพาะมาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ การลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามมาตรา 335 (7) จึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานครและหมายเลขทะเบียน 93 - 3231 กรุงเทพมหานคร

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง มาตรา 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80, 83 ลงโทษฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 4 ปี ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน 92 - 3231 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 93 - 3231 กรุงเทพมหานคร ไม่ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติ จำเลยที่ 1 ขับรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร มายกรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ท - 8798 กรุงเทพมหานคร ของนายณัฐพงศ์ ผู้เสียหาย ซึ่งจอดไว้ข้างถนนใกล้ทางเข้าสถานีตำรวจนครบาลหนองแขม ผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจทราบเหตุได้มายังที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถยกหมายเลขทะเบียน 93 - 3231 กรุงเทพมหานคร มาจอดที่บริเวณใกล้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน เพื่อคอยรับรถยนต์ของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 1 ฉบับ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ และริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 ใช้ยกรถยนต์ของผู้เสียหายได้หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การต่อผู้จับกุมว่า เฮียโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 ไปเอารถไปส่งมอบที่บริเวณอู่ซ่อมรถใกล้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน ซึ่งระยะทางจากจุดยกรถกับบริเวณอู่ซ่อมรถจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า ในตอนแรกที่ผู้ว่าจ้างโทรศัพท์มา ผู้ว่าจ้างบอกด้วยว่าจะรอรับรถและจ่ายค่าจ้างที่หน้าอู่ซ่อมรถ ด้วยเหตุนี้น่าจะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของจะนำรถไปซ่อมที่อู่นั้นและจำเลยที่ 1 จะรับค่าจ้างด้วย เมื่อผู้จับกุมนำตัวจำเลยที่ 1 ไปถึงหน้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน ก็พบจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่รู้จัก โดยจำเลยที่ 2 ใส่เสื้อแขนยาวสีส้มตรงกับที่จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้ว่าจ้างในระหว่างทางซึ่งผู้จับกุมก็เบิกความรับว่าได้ยินเช่นนั้นจริง หากจำเลยที่ 1 สมคบกับผู้ว่าจ้างในการลักรถผู้เสียหายแล้ว ผู้ว่าจ้างน่าที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้จำเลยที่ 1 ทราบตั้งแต่แรกที่โทรศัพท์มาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุผลที่จะปกปิดแผนการ และยังแสดงให้เห็นว่าในตอนแรกผู้ว่าจ้างได้บอกจำเลยที่ 1 ว่าจะมาคอยรับรถและจ่ายเงินค่ายกรถด้วยตนเองตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ ทั้งนี้เพื่อให้จำเลยที่ 1 เกิดความมั่นใจในตัวผู้ว่าจ้างว่าเป็นเจ้าของรถจริง เมื่อผู้จับกุมตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 ก็พบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 1 ฉบับ อยู่ในกำมือ ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเงินจะจ่ายเป็นค่ายกรถ ความข้อนี้ระบุไว้ในบันทึกการจับกุม เงินจำนวนนี้น้อยเกินไปสำหรับการว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ใช้รถยกลักเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งมอบให้คนร้ายซึ่งรออยู่อีกสถานที่หนึ่ง เพราะไม่คุ้มหากจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จึงฟังว่าเป็นเงินค่าจ้างยกรถตามปกติที่จำเลยที่ 2 เตรียมไว้จ่ายให้จำเลยที่ 1 แม้ก่อนจำเลยที่ 1 จะตกลงรับจ้างยกรถ จำเลยที่ 1 ไม่ได้สอบถามชื่อ ที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง รวมทั้งคู่มือจดทะเบียนรถที่จะต้องนำมาแสดงเมื่อส่งมอบรถ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสำหรับผู้ประกอบอาชีพยกรถพึงกระทำก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เท่าที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับผู้ว่าจ้างหรือจำเลยที่ 2 ในการลักรถยนต์ของผู้เสียหาย ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธมาตลอด พยานจำเลยที่ 1 หักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของคดีเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คนร้ายโทรศัพท์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำรถยกไปยกรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งที่บริเวณอู่ซ่อมรถใกล้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน โดยมีจำเลยที่ 2 จะรอรับรถยนต์และจ่ายค่าจ้าง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเครื่องมือของคนร้าย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดจึงริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 ใช้ยกรถยนต์ของผู้เสียหายไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ลักรถยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าไม่ได้สอบถามชื่อผู้ว่าจ้างและไม่ปรากฏว่าได้สอบถามที่อยู่ผู้ว่าจ้างด้วย คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงเลื่อนลอย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติของผู้มีอาชีพรับจ้างยกรถซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ จุดที่ผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 นำรถไปส่งที่ดาวคะนองนั้นก็ไม่ระบุว่าตรงไหน ส่งมอบให้ใคร จึงไม่อาจรับเงินค่าจ้างยกรถได้ด้วย การที่จำเลยที่ 2 รับงานจากผู้ว่าจ้างทางโทรศัพท์หาใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ หรือถูกหลอกเหมือนจำเลยที่ 1 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 สมรู้ร่วมคิดกับผู้ว่าจ้างในการลักรถ นอกจากนี้ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอกดำรง ผู้จับกุมนำตัวจำเลยที่ 1 ไปที่บริเวณธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน เพื่อจะหาตัวผู้ที่จะมารับรถจากจำเลยที่ 1 อีกทอดหนึ่งนั้น จำเลยที่ 1 ได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายว่าให้จำเลยที่ 1 นำรถไปส่งให้คนที่ใส่เสื้อสีส้มซึ่งจะรออยู่ที่หน้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน เมื่อจำเลยที่ 2 รับว่าในขณะเกิดเหตุใส่เสื้อส้ม จำเลยที่ 2 จึงมาที่เกิดเหตุเพื่อจะรับรถยนต์ของผู้เสียหายที่จำเลยที่ 1 ยกมาส่งให้นั่นเอง และมีเหตุผลให้เชื่อว่าธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 1 ฉบับ ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 นำมาจ่ายเป็นค่าจ้างยกรถให้จำเลยที่ 1 มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 จะไม่ได้รับค่าจ้างในการยกรถครั้งนี้ ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป พยานจำเลยที่ 2 ที่นำสืบมาไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 วางแผนกับพวกหลอกให้จำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของผู้เสียหายมาส่งให้จำเลยที่ 2 เพื่อจำเลยที่ 2 จะยกรถยนต์ต่อไปยังจุดหมาย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการในการลักรถยนต์โดยใช้จำเลยที่ 1 เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของตน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการลักทรัพย์สำเร็จหรือพยายามลักทรัพย์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายและร้อยตำรวจเอกดำรงว่า รถยนต์ของผู้เสียหายถูกยกส่วนหน้าขึ้นไปเกยบนคานและมีโซ่คล้องรถยนต์ของผู้เสียหายผูกยึดติดกับรถยกของจำเลยที่ 1 พร้อมที่จะขับเคลื่อนพารถยนต์ของผู้เสียหายออกไปได้ทันที โดยรถยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่จากจุดที่จอดอยู่เดิมจากการยกขึ้นไปเกยบนคานรถยก ถือว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ใช้เป็นเครื่องมือได้เข้ายึดถือครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายโดยสมบูรณ์พร้อมที่จะเอาไปได้แล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้เอาไปซึ่งรถยนต์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ แม้จำเลยที่ 1 จะยังไม่ทันขับรถยกลากจูงรถยนต์ของผู้เสียหายออกไปก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) คงเป็นความผิดเฉพาะมาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ แต่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามมาตรา 335 (7) ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรังสรรค์ จันทะเสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางสาวสุปราณี สุวรรณกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1268/2555
#540884
เปิดฉบับเต็ม

ค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันหาได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัวไม่ ผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สินเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อ พ. ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้อันสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่ พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ผู้กู้ยังไม่ผิดสัญญาหรือผิดนัดก็ตาม สัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของ พ. ไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ พ. ทำกับโจทก์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ 36,047.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 19,032.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เป็นหนี้โจทก์ตามต้นเงินตามฟ้องจริง ส่วนดอกเบี้ยนั้นเป็นจำนวนที่สูงเกินไป ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 27,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 19,032.41 บาท นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2551) ไม่เกิน 8,140.17 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้อุทธรณ์และฎีกาได้เฉพาะแต่ปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และมาตรา 247 ซึ่งได้ความว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีและจะผ่อนชำระคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี โดยงวดแรกชำระภายในวันที่ 1 มีนาคม 2537 เป็นเงิน 2,854.80 บาท และจะชำระงวดต่อไปภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เดือนละ 2,800 บาท จนกว่าจะครบถ้วนตามสัญญารวม 20 งวด งวดสุดท้ายจะชำระวันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นเงิน 3,115.52 บาท โดยมีระยะเวลาปลอดหนี้ 4 เดือนแรก หากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือกระทำผิดระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย พ.ศ.2525 ให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที และจำเลยที่ 1 จะต้องชำระต้นเงินทั้งหมดที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยคืนให้โจทก์ทันที โดยมิต้องรอให้การชำระหนี้รายนี้ถึงกำหนด และต้องใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น โดยมีจำเลยที่ 2 และดาบตำรวจพีระพล ทำสัญญาค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้และล่วงพ้นระยะ เวลาปลอดหนี้ 4 เดือนแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนเพียง 14 งวด รวมเป็นเงิน 49,594 บาท อันเป็นการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วน โดยชำระงวดที่ 14 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 ซึ่งมีจำนวนเงินไม่เพียงพอและไม่ตรงตามวันที่กำหนดในตารางกำหนดการชำระเงินท้ายสัญญากู้อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอผ่อนผันชำระหนี้ออกไปอีกเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ส่วนดาบตำรวจพีระพลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทของดาบตำรวจพีระพลผู้ค้ำประกันซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ปัญหานี้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองเดียวกันว่าขณะที่ดาบตำรวจพีระพลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดผิดสัญญา ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันของดาบตำรวจพีระพลจึงยังไม่เกิด สัญญาค้ำประกันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ค้ำประกันไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทนั้น เห็นว่า ค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันหาได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัวไม่ ผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สินเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อดาบตำรวจพีระพลทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้อันสมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคหนึ่ง แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังข้อเท็จจริงว่าขณะที่ดาบตำรวจพีระพลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ผู้กู้ยังไม่ผิดสัญญาหรือผิดนัดก็ตาม สัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของดาบตำรวจพีระพลไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ดาบตำรวจพีระพลทำกับโจทก์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของดาบตำรวจพีระพลผู้ตาย แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 27,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 19,032.41 บาท แก่โจทก์ด้วย ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 681 ม. 1599 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
จำเลย — นางชม้อย ทองอยู่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสวัสดิ์ สมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2555
#514254
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกล่าวในคำร้องว่า ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านเลขที่ 7/1 บนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยหลังจากจำเลยเสียชีวิตแล้ว แต่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมถึงบ้านเลขที่ 7/1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องด้วย จึงเป็นการนำยึดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1734 เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง บ้านเลขที่ 7/1 ย่อมเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของจำเลยหามีสิทธิบังคับชำระหนี้ไม่ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านหลังดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญายืม ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 348,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการขอให้ปล่อยบ้านเลขที่ 7/1 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องว่า ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านเลขที่ 7/1 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9551 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยหลังจากจำเลยเสียชีวิตแล้ว แต่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมถึงบ้านเลขที่ 7/1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องด้วย จึงเป็นการนำยึดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1734 เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง บ้านเลขที่ 7/1 ย่อมเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของจำเลยหามีสิทธิบังคับชำระหนี้ไม่ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านหลังดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องในส่วนนี้ ฎีกาของผู้ร้องในปัญหานี้ฟังขึ้น ปัญหาประการต่อมาที่ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ไม่คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้องเป็นการไม่ชอบจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับบ้านเลขที่ 7/1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1734
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพิ่ม ยอดโอวาท
ผู้ร้อง — นางนภาลัย นนทราช
จำเลย — นายประเสริฐ ยิ้มสถาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2555
#526798
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การชั้นสอบสวนของ จ. และ ก. ที่ว่า จำเลยมอบเงินให้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด แม้เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่มิได้เป็นการปัดความรับผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยเพียงผู้เดียว ทั้งศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษ จ. และ ก. แล้ว คำซัดทอดจึงเป็นการแจ้งเรื่องราวที่ตนได้ประสบมาจากการกระทำของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลย จ. และ ก. รู้จักจำเลยมาก่อน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ต่างเบิกความยืนยันการกระทำของจำเลยเช่นเดียวกับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดย จ. เบิกความถึงคำให้การในชั้นสอบสวนของตนว่าไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ ส่วน ก. อายุไม่เกิน 18 ปี ให้การต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยา และทนายความ ฉะนั้น คำซัดทอดของ จ. และ ก. จึงเป็นพยานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความจริง ประกอบกับจำเลยไปยืมรถจักรยานยนต์จาก ล. มาให้ จ. ขับไปซื้อเมทแอมเฟตามีน จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้ จ. ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน เมื่อ จ. และ ก. ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงเป็นผู้ก่อให้ จ. และ ก. ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 84 แต่ระหว่างทางที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลย จ. และ ก. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน จำเลยยังมิได้ร่วมกับ จ. และ ก. ครอบครองเมทแอมเฟตามีน จึงมิใช่ตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม ป.อ. มาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ จ. และ ก. กระทำความผิดไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. 192 วรรคสอง แต่การกระทำความผิดของจำเลยถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยเป็นระยะเวลา 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความ คำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1950/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 102/2548 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชร แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์จากนางสาวละมัยไปให้นายเจตนาดีใช้ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุนายเจตนาดีขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมีนายไกรสรนั่งซ้อนท้ายไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากชาวเขาเผ่าม้งจำนวน 1,000 เม็ด น้ำหนัก 89.14 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.963 กรัม ในราคา 40,000 บาท แต่ระหว่างทางที่นายเจตนาดีและนายไกรสรเดินทางกลับถูกสิบตำรวจเอกวิชาญกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอโกสัมพีนครจับกุมตัวพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ดังกล่าวที่นายเจตนาดีและนายไกรสรมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายเจตนาดีและนายไกรสรตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความในชั้นพิจารณาและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเจตนาดีและนายไกรสรแม้เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่นายเจตนาดีและนายไกรสรต่างรู้จักจำเลยมาก่อนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งนายเจตนาดีและนายไกรสรเบิกความยืนยันการกระทำของจำเลยเช่นเดียวกับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดยนายเจตนาดีเบิกความถึงคำให้การในชั้นสอบสวนของตนว่า ให้การโดยไม่ได้บังคับขู่เข็ญ ส่วนนายไกรสรซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี ได้ให้การต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยาและทนายความเช่นนี้ ฟังได้ว่า นายเจตนาดีและนายไกรสรให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ สำหรับคำเบิกความของนายเจตนาดีและนายไกรสรที่ว่านายเจตนาดีให้การว่า จำเลยให้เงินแก่นายเจตนาดีไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง เนื่องด้วยคิดว่าจำเลยเป็นสายลับแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจมาดักจับตนนั้น นายเจตนาดีก็ไม่ได้เบิกความว่า เมื่อตนเข้าใจเช่นนั้นจึงให้การด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้จำเลยได้รับโทษ เมื่อคำเบิกความและคำให้การของนายเจตนาดีมิได้เป็นการปัดความรับผิดของตนผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยเพียงผู้เดียวทั้งศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษนายเจตนาดีและนายไกรสรแล้ว คำซัดทอดของพยานโจทก์จึงเป็นการแจ้งเรื่องราวที่ตนได้ประสบมาจากการกระทำของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลย ทำให้เชื่อว่า นายเจตนาดีและนายไกรสรเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนตามความสัตย์จริง ฉะนั้น คำซัดทอดของนายเจตนาดีและนายไกรสรจึงเป็นพยานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความจริง ยิ่งไปกว่านั้นการที่จำเลยไปยืมรถจักรยานยนต์จากนางสาวละมัยมาให้นายเจตนาดีขับ จากนั้นนายเจตนาดีขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปซื้อเมทแอมเฟตามีนแทนที่จำเลยจะให้นายเจตนาดียืมรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับในวันเกิดเหตุ ทั้งที่ในวันนั้นจำเลยเบิกความว่า จำเลยและเพื่อนขับรถจักรยานยนต์ไปหานายเจตนาดีและนายไกรสรจึงเป็นพิรุธส่อแสดงว่าจำเลยยืมรถจักรยานยนต์จากนางสาวละมัยมาให้นายเจตนาดีเพื่อไปกระทำการที่ผิดกฎหมาย เมื่อนำการกระทำของจำเลยที่ยืมรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมารับฟังประกอบคำซัดทอดของนายเจตนาดีและนายไกรสรแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้นายเจตนาดีไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 1,000 เม็ด ในราคา 40,000 บาท อย่างไรก็ตามการที่จำเลยมอบเงินจำนวน 40,000 บาท ให้นายเจตนาดีไปซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงเป็นผู้ก่อให้นายเจตนาดีและนายไกรสรครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่ในระหว่างทางที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลย นายเจตนาดีและนายไกรสรได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อนยังไม่ทันได้มอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลย เช่นนี้จำเลยยังมิได้ร่วมกับนายเจตนาดีและนายไกรสรครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงมิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้นายเจตนาดีและนายไกรสรกระทำความผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ในกรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 3 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ตรี ม. 134/1 ม. 135 ม. 192 ม. 226 ม. 226/3 ม. 227/1
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายมารุตหรือโจ้ คงพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายธนเศรษฐ์ รุจิรโชติบัณฑิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2555
#520479
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด (หน่วยการใช้) ซึ่งจำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนเป็นหน่วยการใช้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครอง จึงถือได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 2 ปี คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมิได้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีข้อพิรุธน่าสงสัย ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลย เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด (หน่วยการใช้) ซึ่งจำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนเป็นหน่วยการใช้แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจึงถือได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า การครอบครองเมทแอมเฟตามีนของจำเลยเป็นการครอบครองเกิน 15 หน่วยการใช้ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสุเจตน์ ผิวพอใช้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายพิทักษ์ หลิมจานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2555
#520487
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยตลอดว่าจะทำอย่างไรต่อไปไม่ใช่เพียงแต่ร่วมทางไปโดยจำยอม แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ใช่ผู้ลงมือทำร้ายและฆ่าผู้ตายทั้งสอง แต่เป็นผู้ควบคุมตัวผู้ตายที่ 2 อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังและขับรถอีกคันหนึ่งติดตามไปตลอดทาง อันมีการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การกระทำความผิดทั้งหมดสำเร็จผล จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายที่ 2 และฆ่าผู้ตายที่ 2 โดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้วคงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษความผิดฐานอื่นมาลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อีกและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ข้อนี้นั้นไม่ถูกต้อง ขัดต่อ ป.อ. มาตรา 91 ที่บัญญัติว่า สำหรับความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ซึ่งจะกระทำไม่ได้เฉพาะโทษประหารชีวิตที่โดยสภาพแล้วไม่อาจกำหนดโทษอื่นได้อีกเท่านั้น กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วก็คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตลอดชีวิตตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษและเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 199, 217, 289, 310, 340, 340 ตรี และริบของกลาง ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงิน 8,800 บาท กับพระเลี่ยมทองคำแก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 30,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนางรองซึ่งรับคำฟ้องมีคำสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 217, 289 (4) (5), 310 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังและฐานร่วมกันฆ่า ผู้ตายที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้าย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ก็ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมาลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อีก ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ริบจอบเสียม กระสุนปืนลูกปรายและหมอนรองกระสุนปืนของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนางเศียร เป็นพยานเบิกความว่า เห็นเหตุการณ์ช่วงที่จำเลยที่ 1 ไปจอดรถหน้าร้านขายของชำของนางเศียรแล้วลงจากรถไปซื้อเครื่องดื่มในร้าน จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถออกไปแต่ไปจอดที่ริมถนนใกล้ศาลาที่พักสามแยกเข้าสวนสัตว์นครราชสีมาและจอดอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมง สอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในชั้นสอบสวนที่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รอผู้ตายที่ 1 อยู่ที่ศาลาที่พักดังกล่าวนานประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ตายที่ 1 ขับรถเลยไป จำเลยที่ 1 จึงขับรถตามไปประมาณ 1 กิโลเมตรก็ทันกันที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 122 เยื้องค่ายทหารอันเป็นที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ตีผู้ตายที่ 1 จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 เมื่อพาผู้ตายทั้งสองไปที่ป่าเต็งรังบ้านมาบพิมานแล้ว ไม่ได้ยิงตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุที่ริมถนนซึ่งอยู่ห่างร้านของนางเศียรเพียง 1 กิโลเมตร เพราะหากเป็นเช่นนั้น นางเศียรหรือบุคคลอื่นในละแวกนั้นต้องได้ยินเสียงปืน กลับไม่มีเลย ยิ่งมีเหตุผลให้เชื่อว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ตีผู้ตายที่ 1 แล้ว ผู้ตายที่ 1 ยังไม่ถึงแก่ความตาย เพราะหากถึงแก่ความตายแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงซ้ำ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะหลอกลวงให้ผู้ตายที่ 1 ไปพบโดยตั้งใจจะฆ่าผู้ตายที่ 1 ตั้งแต่แรกหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 นำตัวผู้ตายที่ 1 ซึ่งยังไม่ถึงแก่ความตายไปยังป่าเต็งรังบ้านมาบพิมานแล้วใช้อาวุธปืนยิงซ้ำที่ศีรษะย่อมเป็นการฆ่าผู้ตายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้ตายทั้งสองและจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในทุกข้อหาตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพต่อศาลว่าร่วมกระทำความผิดตามฟ้องทุกข้อหานั้น ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายทั้งสองกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านี้ ศาลต้องฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังจำเลยที่ 3 ซึ่งให้การปฏิเสธ เพียงแต่มีพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดจริงตามคำรับก็เป็นการเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 แล้ว แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะกระทำความผิด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ฎีกาว่าอยู่ร่วมในเหตุการณ์ แต่มิได้สมคบคิดเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ลงมือกระทำผิดโดยกะทันหันและจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนติดตัว จำเลยที่ 3 จึงเกรงกลัวจำยอมกระทำตามที่จำเลยที่ 1 สั่งนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 มีเจตนาสมคบคิดเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดหรือไม่ ศาลวินิจฉัยได้จากพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยที่ 3 ที่พิจารณาจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้ท่อนเหล็กตีผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 วิ่งจากรถจำเลยที่ 1 ไปคุมตัวผู้ตายที่ 2 ไว้โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่ง เมื่อขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุที่แรกพักหนึ่ง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จอดรถทั้งสองคันลงไปปรึกษากันว่าจะไปที่ใดดี แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มิใช่เพียงแต่กระทำไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ในป่าเต็งรังบ้านมาบพิมานซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำตัวผู้ตายที่ 1 ไปฆ่าและเผาศพ จำเลยที่ 3 ก็มีหน้าที่คุมตัวผู้ตายที่ 2 ไว้อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ช่วยกันหาวัสดุเชื้อเพลิงมีกล่องกระดาษพลาสติกและยางรถยนต์ไปกองไว้เพื่อจุดไฟเผาศพผู้ตายที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 3 ก็เป็นคนแนะนำให้นำรถผู้ตายที่ 1 ไปทิ้งลงในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนห้วยยาง ไม่ใช่เพียงแต่ติดตามร่วมทางไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น การนำร่างผู้ตายที่ 1 ที่หมดสติเข้าไปในป่าเต็งรังบ้านมาบพิมาน จำเลยที่ 3 ย่อมคาดคิดได้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องนำผู้ตายที่ 1 ไปฆ่า เมื่อฆ่าผู้ตายที่ 1 แล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้ตายที่ 2 รอดชีวิตไปเป็นพยาน หากจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมคบคิดกระทำความผิดด้วยเมื่อจำเลยที่ 3 ไปขับรถของจำเลยที่ 1 ตามลำพังตามรถผู้ตายที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 3 น่าจะอาศัยโอกาสนั้นขับรถหลบหนีปลีกตัวออกไปเสียจากเหตุการณ์ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่น่าจะยอมให้จำเลยที่ 3 ร่วมทางไปรู้เห็นเป็นพยานในการกระทำความผิดของตนหากไม่รู้กันอยู่ว่าจะร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จำเลยที่ 3 ยังเบิกความรับว่า เป็นตัวต้นคิดชวนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไปช่วยกันย้ายกระดูกศพผู้ตายทั้งสองไปฝังในอีกสถานที่หนึ่งอีกด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังที่วินิจฉัยมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยตลอดว่าจะทำอย่างไรต่อไปไม่ใช่เพียงแต่ร่วมทางไปโดยจำยอม แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ใช่ผู้ลงมือทำร้ายและฆ่าผู้ตายทั้งสอง แต่เป็นผู้ควบคุมตัวผู้ตายที่ 2 อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังและขับรถอีกคันหนึ่งติดตามไปตลอดทาง อันมีการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การกระทำความผิดทั้งหมดสำเร็จผล จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกระทำความผิดฐานร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพผู้ตายทั้งสองเพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานเช่นเดียวกัน แต่มีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ถ้อยคำรับว่าจำเลยที่ 3 ชวนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไปขุดหลุมย้ายกระดูกศพผู้ตายทั้งสองที่เหลือจากการเผาไหม้ไปฝังในหลุมที่ห่างออกไปจากที่เผาศพ แม้คำให้การดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็มิได้ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 พ้นผิดหรือได้ประโยชน์อื่นใด จึงมีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริง โจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 เป็นหลักฐานแสดงว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 พนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลยที่ 4 ก่อนจะจับจำเลยอื่น ๆ จำเลยที่ 4 รับขึ้นมาเองว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 3 ชวนจำเลยที่ 4 ไปขุดสมุนไพรในป่าพบรอยเผาวัสดุบางอย่าง ตอนท้ายก็รับว่าไปส่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไปขุดหลุมย้ายกระดูกศพผู้ตายทั้งสองไปฝัง อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจพบกระดูกศพผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นหลักฐานว่าผู้ตายทั้งสองถูกฆ่าและนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 แม้จำเลยที่ 4 จะอ้างว่ารออยู่ที่รถซึ่งจอดอยู่ปากทาง ไม่ได้เข้าไปในป่ากับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ด้วย แต่ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะไม่อาจอ้างเหตุผลอื่นใดได้ จำเลยที่ 4 เป็นน้องร่วมบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นพี่ร่วมบิดามารดาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมบอกเล่าเรื่องฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไว้วางใจได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะช่วยปิดบังไว้ การเข้าป่าหาสมุนไพรเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล หากจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่รู้เรื่องการฆ่าผู้ตายทั้งสองยิ่งไม่สมเหตุสมผลที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะชวนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไปด้วยให้มีพยานรู้เรื่องความผิดเพิ่มขึ้นเพราะต้องย้ายกระดูกศพผู้ตายในสถานที่สองแห่งห่างจากกันย่อมยากจะปิดบังการกระทำของตนจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้เรื่องความผิดและร่วมลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพผู้ตายทั้งสองเพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า มีเหตุควรลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 โดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายและลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ในความผิดฐานลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพในสถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 289 (5) ต้องระวางโทษสถานเดียวให้ประหารชีวิต จึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสถานเบาไปกว่านี้ได้ ส่วนความผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั้น เห็นว่า เป็นการกระทำต่อศพทั้งสองศพ เพื่อปิดบังความผิดอุกฉกรรจ์ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายจึงเป็นความผิดร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุก 1 ปี จึงเหมาะสมแก่สภาพแห่งความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งห้า ในเรื่องนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายที่ 2 และฆ่าผู้ตายที่ 2 โดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้วคงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษความผิดฐานอื่นมาลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อีกและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ข้อนี้นั้น ไม่ถูกต้อง ขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่บัญญัติว่า สำหรับความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ซึ่งจะกระทำไม่ได้เฉพาะโทษประหารชีวิตที่โดยสภาพแล้วไม่อาจกำหนดโทษอื่นได้อีกเท่านั้น กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วก็คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษและเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้ตายทั้งสองในเวลากลางคืนเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขนั้น ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 217, 289 (4) (5), 310 วรรคแรก, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 217, 289 (4) (5), 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 199 ม. 217 ม. 289 ม. 310
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายปัญญาหรือต๋อง สำรวมรัมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสบาย นิลแท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2555
#520002
เปิดฉบับเต็ม

แม้มูลแห่งหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานของผู้ร้องเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและมิได้กำหนดไว้ในแผน ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขออนุญาตฟ้องลูกหนี้ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ แต่เมื่อปรากฏต่อมาว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้พื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ย่อมมีผลให้การถูกจำกัดสิทธิในการที่ผู้ร้องจะฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) สิ้นไป ตามมาตรา 90/12 วรรคแรก ตอนต้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทแอ็ดวานซ์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เพื่อให้รับผิดจ่ายเงินต่อศาลแรงงานกลาง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า หนี้ของผู้ร้องมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ จึงไม่อนุญาตให้ฟ้องคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า แม้มูลหนี้แห่งหนี้ของผู้ร้องเกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และมิได้กำหนดไว้ในแผนตามที่ผู้ร้องอุทธรณ์ ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระได้ และไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการก็ตาม แต่เมื่อปรากฏต่อมาว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ย่อมมีผลให้การถูกจำกัดสิทธิในการที่ผู้ร้องจะฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) นั้นสิ้นไป ตามมาตรา 90/12 วรรคแรกตอนต้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลาง กรณีไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องอีกต่อไป

ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4) ม. 90/13
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทนิว ฮาร์เบอร์วิลล์ จำกัด
ผู้ร้อง — นายหรรษา ทรรทรานนท์
ลูกหนี้ — บริษัทดาต้าแมท จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142 -ที่ 1143/2555
#525471
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 49 วรรคสอง และหากคู่ความประสงค์ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคจำต้องทำเป็นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกาและยื่นมาพร้อมกับฎีกาต่อศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับฎีกาด้วย เป็นการขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ อีกทั้งบทบัญญัติอันว่าด้วยการฎีกาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ต้องยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 24035 ตำบลป่าซาง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 1,123,195.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลย หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยจนครบ

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2552) ย้อนหลังไปไม่เกิน 5 ปี กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24035 ตำบลป่าซาง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลย หากไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยจนครบ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 24035 ตำบลป่าซาง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ยกฟ้องจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 49 วรรคสอง และหากคู่ความประสงค์ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคก็จำต้องทำเป็นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกาและยื่นมาพร้อมกับฎีกาต่อศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมกับฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับฎีกาด้วย เป็นการขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการไม่ชอบ อีกทั้งบทบัญญัติอันว่าด้วยการฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกา และเห็นสมควรมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องไปเสียทีเดียว

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลย และไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 49 วรรคสอง ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุภาวดี บำรุงเวช
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เอกชัย ชินณพงศ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2555
#520449
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามหมายบังคับคดีโดยทำการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 25,500,000 บาท ไว้เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เป็นการกระทำไปในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 ถือได้ว่าเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย เป็นเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินตามคำพิพากษาถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันขายทอดตลาดเท่านั้น หามีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิถึงที่สุดไม่ เพราะความล่าช้าจนถึงกำหนดวันดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้คดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้อง โดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,546,252.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,332,156.61 บาทนับถัดไปจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก้โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ได้เงิน 25,500,000 บาท ครั้นวันที่ 20 ธันวาคม 2544 นายโกศลยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยและขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิ 2,010,780 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ 819,475 บาท จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยก่อนเจ้าหนี้รายอื่น คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุดวันที่ 7 เมษายน 2546

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณดอกเบี้ยตามคำพิพากษาให้โจทก์นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย เป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกจะต้องให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่คดีที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยลูกหนี้เสร็จสิ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดและรับเงินไว้แทนโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่คิดถึงวันขายทอดตลาดชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่คำนวณดอกเบี้ยให้โจทก์ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 และให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้เงินมา 25,500,000 บาท ถือได้ว่าในวันนี้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงถึงวันดังกล่าวเท่านั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามหมายบังคับคดีโดยทำการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 25,500,000 บาท ไว้เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เป็นการกระทำไปในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 ถือได้ว่าเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยเป็นเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินตามตำพิพากษาถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันขายทอดตลาดเท่านั้น หามีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิถึงที่สุดไม่ เพราะความล่าช้าจนถึงกำหนดวันดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้คดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้องโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการให้จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยจนถึงวันดังกล่าวย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มซีเท็กซ์ไทล์ จำกัด
ผู้ร้อง — นายโกศล แก้วบุญส่ง
จำเลย — บริษัทไทยทรีคอท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศิริพันธ์ ชมพูวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1091/2555
#521448
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 883 และมาตรา 885 ชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้วิธีการเฉพาะการประกันภัยในการรับขนคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจจะเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับของไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงได้กำหนดความคุ้มครองไว้ชัดแจ้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เอาประกันภัยและบังคับให้ผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะส่งผลก่อเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรณีมีวินาศภัยเกิดขึ้น

เมื่อมีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดวิธีการเฉพาะการประกันภัยในการรับขนให้คุ้มถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับขนไปจนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงไม่อาจนำวิธีการประกันภัยซึ่งมีกำหนดเวลาในกรณีทั่วไปมาปรับใช้ เว้นแต่จะได้ระบุไว้ในสัญญาเป็นอย่างอื่น ดังนี้ สัญญาประกันภัยในการรับขนที่มีกำหนดเวลาย่อมคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งตั้งแต่เวลาที่รับของไปในกำหนดเวลาประกันภัย จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง หาได้มีความหมายว่าสัญญาประกันภัยสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดเวลาประกันภัยทันทีดังเช่นสัญญาประกันวินาศภัยในกรณีทั่วไปที่มิได้มุ่งคุ้มถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งจนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง โจทก์รับประกันภัยรถแทรกเตอร์ที่ขนส่งตั้งแต่โกดังของผู้เอาประกันภัยจนถึงโกดังของลูกค้าของผู้เอาประกันภัย ถึงแม้สัญญาประกันภัยพ้นกำหนดระหว่างเดินทางก็คุ้มครองของที่ขนส่งจนถึงปลายทาง ถือว่าการประกันภัยยังไม่สิ้นสุดจนได้ส่งมอบรถแทรกเตอร์นั้นแก่ผู้รับตราส่ง และกำหนดเวลาประกันภัยหาสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาขนส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 886 (4) ไม่ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงแต่กำหนดให้ต้องเริ่มทำการขนส่งภายในกำหนดที่ระบุไว้เท่านั้น หาได้มีความหมายว่าการประกันภัยสิ้นสุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขนส่งไม่ เมื่อรถแทรกเตอร์ได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่ง และโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในการทางที่จ้างของจำเลยที่ 2 ได้

ใบเสนอราคาค่าขนส่งเอกสารหมาย ป.ล. 1 จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาเสนอราคาค่าขนส่งแก่บริษัท ส. โดยระบุเพิ่มเติมว่า ราคาที่เสนอมานี้ไม่รวมค่าความเสียหายและสูญหายในระหว่างการขนส่ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำประกันภัยการขนส่งไว้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และจำเลยที่ 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะมีโอกาสได้รับใช้ท่านเหมือนเช่นเคยนั้น เป็นเพียงข้อเสนอค่าขนส่งที่ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัย ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าบริษัท ส. แสดงความตกลงเรื่องข้อยกเว้นความรับผิดโดยชัดแจ้ง ส่วนใบรับรถเอกสารหมาย ป.ล. 2 นั้น มีหลายใบแต่ไม่ปรากฏว่ามีใบรับในการขนส่งรถแทรกเตอร์ไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ลูกค้าของบริษัท ส. ดังนี้ ใบเสนอราคาและใบรับตามเอกสารหมาย ป.ล. 1 และ ป.ล. 2 ดังกล่าว ไม่เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 836,394.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 806,563 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 806,563 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 มิถุนายน 2543) ต้องไม่เกิน 29,381.78 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้เฉพาะจำเลยที่ 1 รวม 25,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า วินาศภัยในคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้ขนส่งจะส่งมอบรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุที่โจทก์รับประกันภัยไว้ให้แก่ผู้รับตราส่ง สัญญาประกันภัยจึงย่อมมีผลบังคับอยู่ ดังนั้น เมื่อโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 883 บัญญัติว่า "อันสัญญาประกันภัยในการรับขนนั้น ย่อมคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่ง ในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับของไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง และจำนวนค่าสินไหมทดแทนนั้น ย่อมกำหนดตามที่ของซึ่งขนส่งนั้นจะได้มีราคาเมื่อถึงตำบลอันกำหนดให้ส่ง" กับมาตรา 885 บัญญัติว่า "อันสัญญาประกันภัยในการรับขนนั้น ถึงแม้การขนส่งจะต้องสะดุดหยุดลงชั่วขณะหรือจะต้องเปลี่ยนทางหรือเปลี่ยนวิธีขนส่งอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเหตุจำเป็นในระหว่างเดินทางก็ดี ท่านว่าสัญญานั้นก็ย่อมคงเป็นอันสมบูรณ์อยู่ เว้นแต่จะได้ระบุไว้ในสัญญาเป็นอย่างอื่น" บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้วิธีการเฉพาะการประกันในการรับขนคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจจะเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับของไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงได้กำหนดความคุ้มครองไว้ชัดแจ้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เอาประกันภัยและบังคับให้ผู้รับประกันภัยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะส่งผลก่อเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรณีมีวินาศภัยเกิดขึ้น เมื่อมีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดวิธีการเฉพาะการประกันภัยในการรับขนให้คุ้มถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งในระหว่างเวลาตั้งแต่ผู้ขนส่งได้รับขนไป จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง จึงไม่อาจนำวิธีการประกันภัยซึ่งมีกำหนดเวลาในกรณีทั่วไปมาปรับใช้ เว้นแต่จะได้ระบุไว้ในสัญญาเป็นอย่างอื่น ดังนี้ สัญญาประกันภัยในการรับขนที่มีกำหนดเวลาย่อมคุ้มถึงความวินาศภัยทุกอย่างซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งตั้งแต่เวลาที่รับของไปในกำหนดเวลาประกันภัย จนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง หาได้มีความหมายว่าสัญญาประกันภัยสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดเวลาประกันภัยทันทีดังเช่นสัญญาประกันวินาศภัยในกรณีทั่วไปที่มิได้มุ่งคุ้มถึงความวินาศภัยซึ่งอาจเกิดแก่ของที่ขนส่งจนได้ส่งมอบของนั้นแก่ผู้รับตราส่ง และทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์รับประกันภัยของที่ขนส่งตั้งแต่โกดังของผู้เอาประกันภัยจนถึงโกดังของลูกค้าของผู้เอาประกันภัย ถึงแม้สัญญาประกันภัยพ้นกำหนดระหว่างเดินทางก็คุ้มครองของที่ขนส่งจนถึงปลายทาง โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย แสดงว่าจำเลยที่ 1 รับของที่ขนส่งอันได้แก่รถแทรกเตอร์ไปภายในกำหนดเวลาประกันภัยและกรมธรรม์ประกันภัยมิได้ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการรับประกันภัยไว้เป็นอย่างอื่น การปรับใช้กฎหมายพึงต้องอนุวัตให้ต้องตามเจตนารมณ์ที่บัญญัติกฎหมายนั้นตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วในเบื้องต้น จึงต้องถือว่าการประกันภัยยังไม่สิ้นสุดจนได้ส่งมอบรถแทรกเตอร์นั้นแก่ผู้รับตราส่ง และกำหนดเวลาประกันภัยหาสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 886 (4) ไม่ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงแต่กำหนดให้ต้องเริ่มทำการขนส่งภายในกำหนดที่ระบุไว้เท่านั้น หาได้มีความหมายว่าการประกันภัยสิ้นสุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขนส่งไม่ เมื่อรถแทรกเตอร์ได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่ง และโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในการทางที่จ้างของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดระยะเวลาขนส่งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 และให้กรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เมื่อเหตุเกิดในวันที่ 12 มิถุนายน 2542 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาประกันภัย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัด ผู้ส่ง มีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชั่น แมชีเนอรี จำกัด โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องได้ เห็นว่า ใบเสนอราคาค่าขนส่งฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาเสนอราคาค่าขนส่งแก่บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัด โดยระบุเพิ่มเติมว่า ราคาที่เสนอมานี้ ไม่รวมค่าเสียหายและสูญหายในระหว่างการขนส่ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำประกันภัยการขนส่งไว้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และจำเลยที่ 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะมีโอกาสได้รับใช้ท่านเหมือนเช่นเคย จึงเป็นเพียงข้อเสนอค่าขนส่งที่ไม่รวมค่าประกันภัยซึ่งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัด แสดงความตกลงเรื่องข้อยกเว้นความรับผิดโดยชัดแจ้ง ส่วนใบรับรถนั้น มีหลายใบแต่ไม่ปรากฏว่ามีใบรับในการขนส่งรถแทรกเตอร์ตามฟ้องไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัด เปรมประชา เอ็นจิเนียริ่ง ลูกค้าของบริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัด ดังนี้ ใบเสนอราคาและใบรับรถดังกล่าวไม่เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 คำแก้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 883 ม. 885 ม. 886 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท บี. ซี .ที. มอเตอร์เซลล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายกิจจา สมะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2555
#521407
เปิดฉบับเต็ม

การพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่ เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่ เอส.ที.แมนชั่น เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนและเมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 140, 141 และ 142 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายถนอม บิดาของนางสาว ป. ผู้เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาว ป. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมกับนางประไพ ขณะเกิดเหตุอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมโดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 547/2 หมู่ที่ 18 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ผู้เยาว์หนีออกจากบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยนั่งรถไฟไปพบจำเลยที่สถานีรถไฟดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปพักที่เอส.ที.แมนชั่น ห้องที่ 112 ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โจทก์ร่วมทราบว่าผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่สถานที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2543 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2543 โจทก์ร่วมและนางประไพได้พาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางไปจับกุมจำเลยได้ขณะอยู่ในห้องพักดังกล่าวกับผู้เยาว์และแจ้งข้อหาว่าพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีมีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่เอส.ที.แมนชั่น ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวน ส่วนอำนาจสรุปสำนวนและสั่งฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140, 141 และ 142 ได้ ที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีไม่มีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องนั้น จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ นั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาก็ยังไม่สมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากแต่เห็นสมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามลำดับชั้นของศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 วรรคหนึ่ง (1) ม. 19 (3) ม. 19 วรรคสอง ม. 19 วรรคสาม ม. 140 ม. 141 ม. 142
ป.อ. ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายถนอม มิ่งวงศ์หรือมิ่งวงษ์
จำเลย — นายชาคร กุลพรุก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายพิมุข เพชรชัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1052/2555
#520481
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพูดทวงเงินที่ ถ. ค้างชำระแล้วจำเลยกับ ถ. มีปากเสียงด่าว่ากัน และจำเลยได้ด่าว่า โคตรของมึงยืมเงินกูไปเป็นประจำ ไอ้หรัด อีต้อย ก็ไปยืมเงินกู เหตุเกิดขณะ ถ. กับจำเลยต่างทะเลาะโต้เถียงกันต่างอยู่ในอารมณ์โกรธ ข้อความที่ว่าไอ้หรัดซึ่งหมายถึงผู้เสียหายเป็นเพียงคำเรียกหาที่ไม่สุภาพ ส่วนที่ว่าผู้เสียหายเคยยืมเงินจำเลยก็กล่าวตามข้อเท็จจริงซึ่งผู้เสียหายรับว่าเคยกู้ยืมเงินจากจำเลยจริง ทั้งการกู้ยืมเงินกันก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีข้อความกล่าวถึงกับว่าผู้เสียหายคดโกง ดังนี้ ตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไปจึงไม่เป็นถ้อยคำที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงขนาดความเชื่อถือไว้วางใจ หรือความคดโกงชั่วร้าย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังแต่ประการใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 9 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ปรับจำเลย 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นางถวิลและนายวิบูลย์ พยานโจทก์ที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยว่ากล่าวข้อความดังกล่าวจะเป็นญาติกับผู้เสียหาย ซึ่งญาติย่อมเบิกความช่วยกันแต่ก็ได้ความจากจำเลยเองว่า หลังเกิดเหตุมีการแจ้งความกล่าวหากัน จำเลยมีโอกาสพบผู้เสียหายที่สถานีตำรวจโดยจำเลยยอมรับว่า จำเลยได้กล่าวพาดพิงถึงผู้เสียหายจริงและกล่าวขอโทษผู้เสียหาย คดีนี้แม้จำเลยจะอ้างว่าได้กล่าวพาดพิงผู้เสียหายในทางอื่น แต่ก็เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ ประกอบกับขณะนั้นทั้งนางถวิลกับจำเลยต่างทะเลาะด่าว่ากันด้วยเรื่องเงินกู้ยืม จึงมีเหตุน่าเชื่อว่าจำเลยได้ว่ากล่าวกับนางถวิลถึงข้อความดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตามเหตุเกิดขณะนางถวิลกับจำเลยต่างทะเลาะโต้เถียงกัน ต่างอยู่ในอารมณ์โกรธ ข้อความที่ว่าไอ้หรัดซึ่งหมายถึงผู้เสียหายเป็นเพียงคำเรียกหาที่ไม่สุภาพ ส่วนที่ว่าผู้เสียหายเคยยืมเงินจำเลยก็กล่าวตามข้อเท็จจริงซึ่งผู้เสียหายรับว่าเคยกู้ยืมเงินจากจำเลยจริง ทั้งการกู้ยืมเงินกันก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีข้อความกล่าวถึงกับว่าผู้เสียหายคดโกง ดังนี้ ตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่ว ๆ ไป จึงไม่เป็นถ้อยคำที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงขนาดความเชื่อถือไว้วางใจ หรือความคดโกงชั่วร้าย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังแต่ประการใด การกระทำของจำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นางสุนันทนาถ จารีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายจงจิต เพชรจันทร์กัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
โสภณ โรจน์อนนท์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2555
#520494
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายกับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ เป็นความผิดหลายกรรม และจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ซึ่งศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดหลายกรรมโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานในข้อหาพยายามฆ่าแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 4 แล้วทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ทันที ซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องในคราวเดียวกันอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 90 มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตามที่พิจารณาได้ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 80, 83, 91, 288, 295, 364, 365, 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ บวกโทษจำคุกและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ เว้นแต่ข้อหาพยายามฆ่า ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 72 วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 7 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5576/2550 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน 15 วัน นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2231/2553 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 252/2552 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงและบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5576/2550 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 27 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกมีและพาอาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับติดตัวไปที่เกิดเหตุซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ แล้วบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 4 ทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ และทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะอ้างว่าสามารถแก้ไขปรับปรุงตัวหลังเกิดเหตุโดยมีความประพฤติไม่เสียหายหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย กับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ มาเป็นความผิดหลายกรรม และจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ซึ่งศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดหลายกรรมโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานในข้อหาพยายามฆ่าแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 4 แล้วทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ทันที ซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องในคราวเดียวกันอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตามที่พิจารณาได้ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย กับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 15 เดือน 15 วันบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5576/2550 ของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 21 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 295 ม. 364 ม. 365 (1) ม. 365 (2) ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายแก่นศักดิ์หรือต้อม วรวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวอินทนิน เนื่องเนาวรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2555
#518445
เปิดฉบับเต็ม

การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในคดีมโนสาเร่ ศาลมีอำนาจออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190 ตรี เมื่อโจทก์ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีปิดหมาย โดยแนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรซึ่งมีเจ้าหน้าที่รับรองไม่เกิน 1 เดือน นับถึงวันฟ้อง ศาลชั้นต้นได้สั่งย่นระยะเวลาการส่งหมายด้วยการปิดหมายโดยให้มีผลทันที จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบวันนัดพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันปิดหมายแล้ว ไม่ต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลา 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 213,347.16 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท (ที่ถูกต้องมีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกด้วย)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตั้งแต่การส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งหมายนัดให้จำเลยที่ 3 แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ศาลมีอำนาจออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 ตรี เมื่อโจทก์ได้ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีปิดหมาย โดยแนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรซึ่งมีเจ้าหน้าที่รับรองไม่เกิน 1 เดือน นับถึงวันฟ้อง ศาลชั้นต้นได้สั่งย่นระยะเวลาการส่งหมายด้วยการปิดหมายโดยให้มีผลทันที จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบวันนัดพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันปิดหมายแล้ว ไม่ต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลา 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายก่อนวันนัดพิจารณาเพียง 9 วัน การปิดหมายเรียกไม่มีผลนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคสอง ม. 190 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวายุ สมหวัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นายประจักษ์ ฤทธิธาดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2555
#518461
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ความผิดในข้อหาเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,200 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

ความผิดในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทยแล้วกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง แล้ว ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองในความผิดข้อหาเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18, 62 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่เข้าหรือออกตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับคนละ 1,800 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่เข้าหรือออกตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับคนละ 1,200 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 860 เม็ด น้ำหนัก 100.77 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 18.636 กรัม เป็นของกลาง ตามรายงานการตรวจพิสูจน์และบัญชีของกลางคดีอาญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ สำหรับความผิดในข้อหาเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,200 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนความผิดในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยทั้งสองเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยและเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตรงบริเวณบ้านลิเซ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากประเทศพม่าเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย โจทก์มีแต่เพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ซึ่งคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่า อีกทั้งจำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาแล้วว่า จำเลยทั้งสองไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณสามแยกป่ากล้วย ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่ได้เดินทาง ออกนอกราชอาณาจักรไทยตรงบริเวณหมู่บ้านลิเซ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ไปยังประเทศพม่าเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรในช่องทางดังกล่าวเพื่อนำไปจำหน่ายแต่อย่างใด ดังนั้น คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักน้อย หากข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยทั้งสองได้ตรงบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า หรือห่างจากชายแดนเข้ามาในประเทศไทยเพียงเล็กน้อย และนำข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไปพิจารณาประกอบกับคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ก็อาจจะเป็นการส่อแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากประเทศพม่าเข้ามาในราชอาณาจักร แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางขณะที่จำเลยทั้งสองจะเดินผ่านด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจบนถนนสายห้วยน้ำขุ่น - ดอยผาช้างมูบ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งด่านตรวจดังกล่าวนี้อยู่ห่างไกลจากชายแดนประเทศพม่าประมาณ 5 กิโลเมตร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ และโจทก์ก็ไม่มีพยานแวดล้อมกรณีอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสองเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทยตรงบริเวณหมู่บ้านลิเซ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เข้าไปยังหมู่บ้านผาขาว ประเทศพม่า แล้วนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากหมู่บ้านผาขาว ประเทศพม่า เข้ามาในราชอาณาจักรตรงบริเวณหมู่บ้านดังกล่าวหรือไม่ การที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้นั้น โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงให้ศาลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวจริง ลำพังคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการรับฟัง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทยแล้วกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองในความผิดข้อหาเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดดังกล่าวเกี่ยวโยงกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศชาติโดยตรง เป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เป็นความผิดร้ายแรง จึงสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 12 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังเกินกว่า 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายอาโก๋ เมอแล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายกฤษณพล ณ ถลาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา