คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15442/2553
#512358
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะมีส่วนร่วมรู้เห็นที่จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนไปที่บ้าน ก. และเดินทางไปที่บ้าน ก. พร้อมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่มาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืน จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 91

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองกระทำความผิดขณะมีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร (ที่ถูก ไม่ต้องระบุโดยไม่มีเหตุสมควร) จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 15 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 86 ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามแล้ว จำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นเป็นจำคุก 6 ปี 20 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 21 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่วงกายนายเอกพงศ์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่า นายวรรณกร และนายสมเจตน์ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายกฤษดาทราบเรื่องจึงตามไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือนายเอกพงศ์แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 นายกฤษดาและนายเอกพงษ์ ติดตามไปพบจำเลยที่ 1 ที่สวนสาธารณะพระนารายณ์และร่วมกันทำร้ายจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ขวดเบียร์ตีจำเลยที่ 1 จนศีรษะแตก จากนั้นจึงพากันกลับไปที่บ้านนายกฤษดา ต่อมาในเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสอง นายชัยสิทธิ์ นายวชิระ นายสืบพงศ์ นางสาวอัมพิกา นางสาวบิวและนางสาวอุ๊ ไม่ทราบชื่อสกุลขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านนายกฤษดา ขณะนั้นมีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 นางนิศา ผู้เสียหายที่ 3 นายณรงศ์ศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 4 นายเอกพงศ์ นายกฤษดาและนางสาวจอยนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน จำเลยที่ 2 เดินเข้าไปต่อว่านายกฤษดาที่ทำร้ายจำเลยที่ 1 และเกิดชกต่อยกัน แล้วจำเลยที่ 2 วิ่งกลับไปหาพวกที่ยืนอยู่ที่ทางเท้าหน้าบ้าน จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหายทั้งสี่กับพวกหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณนิ้วซ้าย ถูกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณหน้าท้อง ถูกผู้เสียหายที่ 3 บริเวณต้นขาขวา และถูกผู้เสียหายที่ 4 บริเวณหน้าอกเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่มาตั้งแต่แรก แต่เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร้องบอกให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิง มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า หลังจากที่จำเลยที่ 2 ชกต่อยกับนายกฤษดาแล้วจำเลยที่ 2 วิ่งกลับมาร้องบอกให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 3 และนายกฤษดาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่าเอาปืนมายิงเลย ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าต๋องยิงเลย ผู้เสียหายที่ 4 นายเอกพงศ์และผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า เอาปืนมา เห็นว่าแม้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ 4 นายเอกพงศ์ นายกฤษดา และผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความสอดคล้องกับที่ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.6 จ.8 จ.9 จ.10 และ จ.12 แต่ถ้อยคำที่จำเลยที่ 2 ร้องบอกจำเลยที่ 1 คงมีแต่ผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้นที่เบิกความว่าจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่ายิงเลย แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 กลับไม่ได้ให้การถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ไว้เลย จึงยังเป็นที่น่าสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 1 จะได้ยินจำเลยที่ 2 พูดให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงตามที่เบิกความหรือไม่ ส่วนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 และนายกฤษดาที่เบิกความว่าจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า เอาปืนมายิงเลยก็ยังไม่แน่ชัดว่าหมายถึงให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงหรือให้จำเลยที่ 1 เอาอาวุธปืนมาให้จำเลยที่ 2 ตามที่ผู้เสียหายที่ 4 นายเอกพงศ์และผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่าจำเลยที่ 2 พูดว่า เอาปืนมาคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 4 นายเอกพงศ์และผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่นายสืบพงศ์ พี่ชายของจำเลยที่ 1 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในวันเกิดเหตุตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.21 ดังนั้น หากเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 1 เอาอาวุธปืนมาให้จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่เป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 เอาอาวุธปืนมาให้จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่เป็นการยุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร้องบอกให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงพวกผู้เสียหายหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีส่วนร่วมรู้เห็นที่จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนไปที่บ้านนายกฤษดา และเดินทางไปที่บ้านนายกฤษดาพร้อมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่มาตั้งแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง โทษฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดโทษไว้เป็น 3 ประการ คือโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปีโดยให้ศาลเลือกพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ในคดีนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาเลือกกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยคือโทษตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ฉะนั้นโทษสูงสุดของอัตราโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ 20 ปี ดังกล่าวที่สามารถจะลงโทษในข้อหาฐานพยายามได้ในกรณีนี้คือ 13 ปี 4 เดือน และศาลชั้นต้นลดมาตราส่วนโทษให้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำความผิดขณะมีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ไม่เกินยี่สิบปีลงหนึ่งในสาม จะลงโทษหลังจากลดมาตราส่วนโทษได้ 8 ปี 10 เดือน 20 วัน การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหลังลดมาตราส่วนโทษ 10 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงเป็นการลงโทษเกินกว่าโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สมควรแก้ไขโทษเสียให้เป็นการถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225”

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 11 เดือน 10 วัน และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายกมลหรือต๋อง ปรุงปลื้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15397/2553
#512787
เปิดฉบับเต็ม

ยาเสพติดให้โทษที่จำเลยนำมาเพื่อจำหน่าย 20 เม็ด เป็นจำนวนเดียวกันกับที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 141 เม็ด การที่จำเลยแบ่งแยกออกมาจากจำนวนเดียวกันเพื่อนำไปจำหน่ายโดยยังไม่มีการจำหน่ายนั้น เป็นเจตนาเดียวกับที่จำเลยมีอยู่เดิมแล้ว ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นการครอบครองยาเสพติดให้โทษเพื่อจำหน่ายอีกกรรมหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบยาเสพติดให้โทษที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 2 กระทงลงโทษจำคุกกระทงแรก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท กระทงที่ 2 จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท รวมจำคุก 14 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับ 2 ปี ริบยาเสพติดให้โทษที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกระทงเดียว จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยมี 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 20 เม็ด และอีก 121 เม็ด ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นความผิดต่างกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือไม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยมี 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 141 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาจำเลยได้รับการติดต่อจากนายสมศักดิ์ ขอซื้อยาเสพติดให้โทษดังกล่าวข้างต้นจำนวน 20 เม็ด ราคาเม็ดละ 600 บาท จำเลยจึงแบ่งยาเสพติดให้โทษจากจำนวน 141 เม็ด แล้วนำไปส่งมอบให้แก่นายสมศักดิ์ที่หน้าร้านขายเครื่องหนังแห่งหนึ่ง เมื่อจำเลยมาถึงจุดนัดพบ นายสมศักดิ์ เป็นผู้ชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและตรวจค้นตัวจำเลยพบ 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด อยู่ในกระเป๋าเสื้อที่จำเลยสวมอยู่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ายาเสพติดให้โทษที่จำเลยนำมาเพื่อจำหน่าย 20 เม็ด เป็นจำนวนเดียวกันกับที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 141 เม็ด การที่จำเลยแบ่งแยกออกมาจากจำนวนเดียวกันเพื่อนำไปจำหน่ายโดยยังไม่มีการจำหน่ายนั้น เป็นเจตนาเดียวกับที่จำเลยมีอยู่เดิมแล้ว ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นการครอบครองยาเสพติดให้โทษเพื่อจำหน่ายอีกกรรมหนึ่งต่างหาก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย)
จำเลย — นายไซม่อน ริชาร์ด คาร์ลัส
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ชีพ จุลมนต์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15309/2553
#508350
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเพื่อสนองความใคร่ของตนเองให้ผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกิน 13 ปี อมอวัยวะเพศของจำเลยเป็นการใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับช่องปากของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และการที่จำเลยให้ผู้เสียหายที่ 3 เลียอวัยวะเพศของจำเลยโดยที่อวัยวะเพศของจำเลยไม่ได้เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 3 จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับช่องปากของผู้เสียหายที่ 3 เพราะช่องปากเป็นที่ว่างในปาก ซึ่งมีปากเป็นทางเข้าออก โดยต้องผ่านปากเข้าไปก่อนจึงจะถึงช่องปาก เมื่ออวัยวะเพศของจำเลยไม่ได้เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 3 ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับช่องปากของผู้เสียหายที่ 3 ไม่เป็นการกระทำชำเราตามความหมายของกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี รวมเป็นจำคุก 34 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 ปี

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ก่อนรวมโทษ เมื่อลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทง กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 24 เดือน และจำคุกฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 14 ปี 36 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาประการแรกว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี หรือไม่ ปัญหานี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติความหมายของการกระทำชำเราไว้ว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น การที่จำเลยเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง โดยให้ผู้เสียหายที่ 1 อมอวัยวะเพศของจำเลยเป็นการใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับช่องปากของผู้เสียหายที่ 1 เป็นการกระทำชำเราตามความหมายของกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี

และปัญหาประการที่สองว่า การที่ผู้เสียหายที่ 3 เลียอวัยวะเพศของจำเลยโดยที่อวัยวะเพศของจำเลยไม่ได้เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 3 เป็นกรณีที่จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับช่องปากของผู้เสียหายที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ช่องปากเป็นที่ว่างในปาก ซึ่งมีปากเป็นทางเข้าออก โดยต้องผ่านปากเข้าไปก่อนจึงจะถึงช่องปาก เมื่ออวัยวะเพศของจำเลยไม่ได้เข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 3 ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับช่องปากของผู้เสียหายที่ 3 ไม่เป็นการกระทำชำเราตามความหมายของกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 3 ตามฟ้องข้อ ง. ไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว เป็นจำคุกจำเลย 11 ปี 33 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง ม. 277 วรรคสาม ม. 279 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายชาญชัย บุญฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายวีระพล เทียนขก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15274/2553
#506200
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้พนักงานสอบสวน แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบก็เพื่อที่ผู้ต้องหาจะได้ทราบว่าตนถูกกล่าวหาหรือแจ้งข้อหาว่ากระทำผิดในข้อหาอะไร จะได้สามารถให้การแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างถูกต้อง แต่การแจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่หากพนักงานสอบสวนปฏิบัติผิดพลาดหรือบกพร่องแล้วจะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามบันทึกคำให้การว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้ใช้ปืนยิงแมวของผู้กล่าวหาที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเข้าไปในบ้านจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและมีข้อความต่อไปที่แสดงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ได้

จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนพกขนาด .357 แม้เครื่องกระสุนปืนของกลางซึ่งมีขนาด .38 จะใช้กับอาวุธปืนพกขนาด .357 ได้แต่เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก็มิใช่เครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องระบุคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นการระบุ พ.ศ. ของคำสั่งดังกล่าวผิดพลาด มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 138, 358, 381 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ปรับ 2,000 บาท และฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 500 บาท รวมปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง เพื่อที่ผู้ต้องหาจะได้ทราบว่าตนถูกกล่าวหาหรือแจ้งข้อหาว่ากระทำผิดในข้อหาอะไร และพนักงานสอบสวนกล่าวหาโดยอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหาอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ต้องหาสามารถเข้าใจข้อหาได้ดี เพื่อที่จะได้สามารถให้การแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างถูกต้อง จึงมิใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่ว่าหากพนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิดพลาด บกพร่องไม่ครบถ้วนแล้วจะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันส่งผลต่ออำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คดีนี้แม้พันตำรวจโทสมปอง พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงแมวของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเข้าไปในบ้านของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมตัวจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 63/2 ถนน 25 มกรา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา วันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปที่แสดงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว การสอบสวนในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 ไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้" แปลความได้ว่า หากผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ก็ไม่จำต้องขออนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และไม่เป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า อาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 และกระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 แม้จะใช้กับอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 ได้ดังที่จำเลยฎีกา แต่เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก็มิใช่เครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและให้ใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องโดยระบุคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ซึ่งไม่มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดังกล่าวก็ตาม แต่กรณีเป็นการผิดพลาดไป ซึ่งข้อผิดพลาดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์อ้างกฎหมายผิด มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 192
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ม. 72 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายกนิษฐกันต์ ศรีสุวรรณภัทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวีรวัฒน์ ศรีหานาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศิริชัย รัตนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15274/2553
#512355
เปิดฉบับเต็ม

พันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดเพียงว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงแมวของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเข้าไปในบ้านของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมตัวจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 63/2 ถนน 25 มกรา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา วันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา แต่ก็มีข้อความต่อไปที่แสดงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานะที่ซึ่งเกิดการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว การสอบสวนในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้" แปลความได้ว่าหากผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ก็ไม่จำต้องขออนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และไม่เป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่ออาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 และกระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 แม้จะใช้กับอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 ได้ แต่เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก็มิใช่เครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและให้ใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้

แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องโดยระบุคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ซึ่งไม่มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดังกล่าว แต่กรณีเป็นการผิดพลาดไป ซึ่งข้อผิดพลาดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์อ้างกฎหมายผิด มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 138, 358, 381 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ปรับ 2,000 บาท และฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 500 บาท รวมปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาเรียกสำนวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลย กรณีจึงไม่จำเป็นต้องเรียกสำนวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณา คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยก่อนมีการแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่า การแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง เพื่อที่ผู้ต้องหาจะได้ทราบว่าตนถูกกล่าวหาหรือแจ้งข้อหาว่ากระทำผิดในข้อหาอะไร และพนักงานสอบสวนกล่าวหาโดยอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหาอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ต้องหาสามารถเข้าใจข้อหาได้ดี เพื่อที่จะได้สามารถให้การแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างถูกต้อง จึงมิใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่ว่าหากพนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิดพลาด บกพร่องไม่ครบถ้วนแล้วจะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันส่งผลต่ออำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คดีนี้แม้พันตำรวจโท สมปอง พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 เพียงว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงแมวของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเข้าไปในบ้านของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมตัวจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 63/2 ถนน 25 มกรา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา วันที่ 19 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ก็ตาม แต่ก็มีข้อความต่อไปที่แสดงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว การสอบสวนในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 ไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้" แปลความได้ว่า หากผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ก็ไม่จำต้องขออนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และไม่เป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า อาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 และกระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 แม้จะใช้กับอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 ได้ดังที่จำเลยฎีกา แต่เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก็มิใช่เครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและให้ใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องโดยอ้างคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ถือว่าโจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องโดยระบุคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ซึ่งไม่มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดังกล่าวก็ตาม แต่กรณีเป็นการผิดพลาดไป ซึ่งข้อผิดพลาดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์อ้างกฎหมายผิด มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 อันเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า และกรณีดังกล่าวไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 ม. 134 ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายกนิษฐานกันต์ ศรีสุวรรณภัทร
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15260/2553
#510238
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นไต่สวนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่ผู้ตายทำสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งเท่ากับวินิจฉัยแล้วว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้จริงนั่นเอง เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขอใหม่อ้างว่าพินัยกรรมปลอม แม้จะอ้างว่ามีการตรวจพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญในภายหลังก็ตาม แต่ข้ออ้างดังกล่าวของผู้ร้องสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์และนำสืบได้ตั้งแต่ในชั้นที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในครั้งแรกได้อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องโดยอ้างว่าพินัยกรรมปลอมอีก ดังนี้ประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกันคือให้วินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมหรือไม่ซ้ำอีก ซึ่งศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำร้องขอของผู้ร้องในชั้นนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสลับ ผู้ตาย อ้างว่าผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งสภากาชาดไทยเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งสภากาชาดไทยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพิสูจน์แล้วว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านอ้างไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย เอกสารดังกล่าวจึงเป็นพินัยกรรมปลอม มีผลให้สภากาชาดไทยไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ผู้ร้องเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามกฎหมาย ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งถอดถอนสภากาชาดไทยจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องพินัยกรรมแล้ว ในชั้นที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องอ้างเหตุเรื่องพินัยกรรมฉบับเดิมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนคำร้องขอที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนหนึ่งให้แก่สภากาชาดไทย และตั้งให้สภากาชาดไทยเป็นผู้จัดการมรดกโดยผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมแต่อย่างใด คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยด้วยว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้จริงหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ววินิจฉัยว่า พินัยกรรมที่ผู้ตายทำสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งเท่ากับวินิจฉัยแล้วว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้จริงนั่นเอง เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องขอใหม่อ้างว่าพินัยกรรมปลอม แม้จะอ้างว่ามีการตรวจพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญในภายหลังก็ตาม แต่ข้ออ้างดังกล่าวผู้ร้องสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์และนำสืบได้ตั้งแต่ในชั้นที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในครั้งแรกได้อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอนี้โดยอ้างว่าพินัยกรรมปลอมอีก ดังนี้ ประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกันคือให้วินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมหรือไม่ซ้ำอีก ซึ่งศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำร้องขอของผู้ร้องในชั้นนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่อาจยกเหตุผลตามคำร้องเพื่อขอให้ศาลถอดถอนสภากาชาดไทยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางบุหลัน อินทรฤทธิ์
ผู้คัดค้าน — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15238/2553
#509344
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายสินค้าประเภทอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นสัญญาซื้อขายระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางจะเกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีใบเสนอราคา แสดงว่าได้ทำคำเสนอไปยังจำเลยแล้วการที่จำเลยมีใบสั่งซื้อกลับไปยังโจทก์ โดยมีสาระสำคัญตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นชนิด รุ่น หรือราคาสินค้าที่โจทก์เสนอมา คงมีแต่รายละเอียดที่จำเลยกำหนดไว้ในใบสั่งซื้อว่าวางบิลได้ในเวลาใด ติดต่อพนักงานของจำเลยผู้ใดและที่อาคารชั้นไหนเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอันจะถือว่าเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่ ถือว่าเป็นคำสนองถูกต้องตรงกับคำเสนอของโจทก์ ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยและมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ใบสั่งซื้อของจำเลยส่งไปถึงโจทก์แล้ว ส่วนที่ต่อมามีพนักงานของโจทก์ติดต่อไปยังจำเลยขอให้ยืนยันการสั่งซื้อ ก็เป็นเพียงกลวิธีในการทำธุรกิจที่จะลดความเสี่ยงและเป็นการให้บริการแก่ลูกค้า โดยให้โอกาสแก่จำเลยว่าจะยังคงยืนยันการซื้อขายหรือไม่ หาใช่สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้าจากโจทก์และไม่ยอมชำระราคา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ตามคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลย ฉะนั้น โจทก์จะรับชำระค่าสินค้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยไม่ได้ เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามคำขอท้ายฟ้องให้แก่โจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้พิพากษาให้จำเลยรับมอบสินค้าจากโจทก์ด้วยจึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือจะต้องพิพากษาให้จำเลยรับมอบสินค้าจากโจทก์และชำระราคา ส่วนการจะบังคับคดีอย่างไรนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอศาลสั่งให้นำอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์จำนวน 12 เครื่อง ที่โจทก์ใช้สิทธิยึดหน่วงออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,592,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,488,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2545) ต้องไม่เกินจำนวน 13,147.25 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลล่างที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2545 โจทก์ทำใบเสนอราคาขายอุปกรณ์ต่อพ่วงเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น ULTRA TRAK SX 8000 จำนวน 12 เครื่อง ราคาเครื่องละ 124,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,488,000 บาท แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 จำเลยทำใบตกลงสั่งสินค้าจากโจทก์ทางโทรสาร พนักงานของโจทก์ติดต่อไปยังจำเลยเพื่อขอให้ยืนยันการสั่งซื้อ จำเลยส่งโทรสารยืนยันการสั่งซื้อกลับมาโดยไม่ได้ลงลายมือชื่อ โจทก์สั่งซื้อสินค้าตามที่จำเลยสั่งจากผู้ผลิตในต่างประเทศ แต่เมื่อได้สินค้ามาแล้วจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับมอบสินค้าและไม่ชำระราคา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์และจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายสินค้าประเภทอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น สัญญาซื้อขายระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางจะเกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีใบเสนอราคาแสดงว่าได้ทำคำเสนอไปยังจำเลยแล้ว การที่จำเลยมีใบสั่งซื้อกลับไปยังโจทก์ โดยมีสาระสำคัญตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นชนิด รุ่น หรือราคาสินค้าที่โจทก์เสนอมา คงมีแต่รายละเอียดที่จำเลยกำหนดไว้ในใบสั่งซื้อว่า วางบิลได้ในเวลาใด ติดต่อพนักงานของจำเลยผู้ใดและที่อาคารชั้นไหนเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญอันจะถือว่าเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่ ถือว่าเป็นคำสนองถูกต้องตรงกับคำเสนอของโจทก์ ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยและมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ใบสั่งซื้อของจำเลยส่งไปถึงโจทก์แล้ว ส่วนที่ต่อมามีพนักงานของโจทก์ติดต่อไปยังจำเลยขอให้ยืนยันการสั่งซื้อก็เป็นเพียงกลวิธีในการทำธุรกิจที่จะลดความเสี่ยงและเป็นการให้บริการแก่ลูกค้า โดยให้โอกาสแก่จำเลยว่าจะยังคงยืนยันการซื้อขายหรือไม่ หาใช่สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นไม่ เมื่อจำเลยได้รับการติดต่อจากพนักงานของโจทก์ดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ แต่กลับมีการส่งโทรสารยืนยันการสั่งซื้อไปยังโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเกิดขึ้นแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้าจากโจทก์และไม่ยอมชำระราคา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อคำฟ้องปรากฏชัดเจนว่าโจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลย ฉะนั้น โจทก์จะรับชำระค่าสินค้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยไม่ได้ เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ดังนั้น การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระราคาสินค้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 1,605,307.25 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาสินค้าจำนวน 1,488,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และมีคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ว่าหากจำเลยไม่ชำระแก่โจทก์ตามข้อ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์จำนวน 12 ตัว ที่โจทก์ได้ใช้สิทธิยึดหน่วงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วย แต่ศาลชั้นต้นยกคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีและพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ให้แก่โจทก์เท่านั้น โดยไม่ได้พิพากษาให้จำเลยรับมอบสินค้าจากโจทก์ด้วยจึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือจะต้องพิพากษาให้จำเลยรับมอบสินค้าจากโจทก์และชำระราคา ส่วนการจะบังคับคดีอย่างไรนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยรับมอบสินค้าที่สั่งซื้อจากโจทก์ และชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอเรียเน็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทอีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางดาราวรรณ ใจคำป้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15235/2553
#515036
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขนส่งสินค้าตามฟ้องผู้ขายหรือผู้เอาประกันภัยตกลงว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนส่งแบบสินค้าทั่วไป โดยมีเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าที่ขนส่งก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาสินค้าตามฟ้องอันเป็นการผิดวิสัยผู้ประกอบวิชาชีพขนส่งทำให้สินค้าตามฟ้องสูญหาย ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง สัญญาขนส่งทางอากาศตามฟ้องมีข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อการขนส่งสินค้าครั้งนี้ แต่สัญญาขนส่งทางอากาศเป็นลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 373 ดังนั้น ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งทางอากาศตามฟ้อง ย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ในกรณีที่ผู้ขนส่งกระทำการโดยฉ้อฉลหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ข้อจำกัดดังกล่าวจึงไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 279,401.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 269,010 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 269,010 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาขนส่งตามฟ้องใช้บังคับแก่จำเลยได้หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หากผู้เอาประกันภัยต้องการให้จำเลยรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายเพิ่มขึ้นจากข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาขนส่งหรือต้องการให้จำเลยรับผิดตามราคาสินค้าที่เสียหายหรือสูญหายทั้งหมด ผู้เอาประกันภัยก็ต้องจ่ายค่าระวางและค่าธรรมเนียมการขนส่งเพิ่มขึ้นจากอัตราปกติ และโจทก์มิได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือละเลยไม่ดูแลการขนส่งสินค้าอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าสินค้าตามฟ้องสูญหายเพราะเกิดจากการทุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย ความรับผิดของจำเลยจึงจำกัดเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,788 บาท นั้น เห็นว่า แม้การขนส่งสินค้าตามฟ้องผู้ขายหรือผู้เอาประกันภัยตกลงว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนส่งแบบสินค้าทั่วไป โดยมีเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าที่ขนส่งก็ตาม คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้ารายนี้ มีหน้าที่ดูแลระมัดระวังสินค้ามิให้สูญหายในระหว่างการขนส่งเพื่อไปส่งให้ถึงมือผู้ซื้อ แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ดูแลสินค้า ปล่อยปละละเลยเสียจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถติดตามหรือตรวจสอบได้ว่าสินค้าตามฟ้องไปอยู่ ณ ที่ใด และโจทก์มีนางสาวอนงค์ พนักงานโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า เมื่อจำเลยรับมอบสินค้าจากผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งให้ผู้ซื้อทราบแต่เมื่อผู้ซื้อติดต่อขอรับสินค้าจากจำเลย จำเลยกลับไม่มีสินค้ามอบให้ผู้ซื้อ ผู้ซื้อจึงแจ้งผู้เอาประกันภัยและปฏิเสธไม่ชำระค่าสินค้า ผู้เอาประกันภัยสอบถามจำเลยเพื่อให้ตรวจสอบจำเลยกลับแจ้งว่า ไม่ทราบว่าได้ขนส่งสินค้าไปยังที่ใดและจัดเก็บไว้ที่ใด แต่ต่อมากลับเสนอขอชดใช้ค่าสินค้า 3,788 บาท ซึ่งในคำให้การของจำเลย จำเลยก็มิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวตามสภาพของสินค้าและลักษณะของการว่าจ้างแล้ว ทั้งมิได้นำสืบให้เห็นว่าหลังจากจำเลยรับสินค้าจากผู้เอาประกันภัยเพื่อขนส่งไปยังผู้ซื้อที่สหรัฐอเมริกาแล้ว จำเลยได้ดำเนินการอย่างไร มีการขนส่งสินค้าตามฟ้องทางอากาศโดยสายการบินใด ตั้งแต่เมื่อใด เพื่อไปยังสหรัฐอเมริกา นายธวัช เจ้าหน้าที่ติดตามหนี้สินของจำเลย ซึ่งจำเลยอ้างเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความตอบคำถามของศาลว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นลูกค้าที่มีบัญชีอยู่กับจำเลย ซึ่งในทางปฏิบัติรวมทั้งกรณีพิพาทเป็นกรณีที่ลูกค้าติดต่อให้จำเลยไปรับสินค้าที่สำนักงานของลูกค้า เมื่อรับสินค้าแล้วโดยขั้นตอนปกติจำเลยจะนำไปส่งขึ้นเครื่องบินซึ่งจะต้องมีการชั่งน้ำหนักของสินค้าอีกครั้งหนึ่งหน้าที่ในส่วนนี้พยานไม่ได้รับผิดชอบ พยานไม่ทราบว่าสินค้าตามฟ้องได้สูญหายไปในขั้นตอนใด และเข้าใจว่าจำเลยก็ไม่ทราบเช่นเดียวกันว่าสูญหายในขั้นตอนใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาสินค้าตามฟ้องอันเป็นการผิดวิสัยผู้ประกอบวิชาชีพขนส่งทำให้สินค้าตามฟ้องสูญหาย ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้สัญญาขนส่งทางอากาศตามฟ้องจะมีข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่งสินค้าครั้งนี้ แต่สัญญาขนส่งทางอากาศเป็นลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ที่บัญญัติว่า ความตกลงทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน ท่านว่าเป็นโมฆะ ซึ่งหมายความว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งทางอากาศตามฟ้อง ย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ในกรณีที่ผู้ขนส่งกระทำการโดยฉ้อฉลหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น เมื่อจำเลยผู้ขนส่งกระทำการขนส่งโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาขนส่งทางอากาศตามฟ้องย่อมไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์
จำเลย — บริษัทยูพีเอส พาร์เซล ดีลิเวอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15233/2553
#509339
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาที่โจทก์ตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 ดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า "เอสโซ่" นั้น ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันเป็นสินค้าของโจทก์ แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้า "เอสโซ่" ก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์เอง มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาสินค้าเองแล้วนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด สัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า แม้จะไม่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนก็หาตกเป็นโมฆะไม่

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างสถานีบริการน้ำมัน โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อครบอายุสัญญาเช่าที่ดินแล้ว ยอมให้สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตกเป็นเจ้าของที่ดิน ดังนั้นเมื่อครบอายุสัญญาเช่าที่ดิน สถานีบริการน้ำมันรวมทั้งส่วนควบ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดิน เมื่อถังน้ำมัน 9 ถัง ฝังอยู่ใต้พื้นดินและป้ายโฆษณาใหญ่ที่ปักยึดติดลงไปในดินอย่างมั่นคง ซึ่งตามสภาพจึงเป็นสาระสำคัญของการประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมันไม่อาจแยกออกจากสถานีบริการน้ำมันได้ นอกจากการขุดทำลายพื้นผิวของสถานีบริการน้ำมัน จึงถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นส่วนควบของสถานีบริการน้ำมันย่อมตกเป็นของเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งคืนได้ ส่วนถังน้ำมันสำหรับใส่น้ำมันเสีย ฮ้อยท์ยกเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ปั๊มลม ถือไม่ได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสถานีบริการน้ำมันและตู้จ่ายน้ำมัน แม้จะเป็นส่วนสาระสำคัญในการให้บริการจำหน่ายน้ำมัน แต่มีลักษณะที่มิได้ยึดติดแน่นกับที่ดินหรือสถานีบริการน้ำมันเป็นการถาวร สามารถยกเคลื่อนย้ายโดยไม่ต้องทุบทำลาย จึงไม่ถือเป็นส่วนควบของสถานีบริการน้ำมัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งคืนแก่โจทก์ได้

ส่วนที่ศาลล่างพิพากษาว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้โจทก์เข้าไปรื้อถอนขนย้ายเครื่องบริภัณฑ์ซึ่งติดตั้งอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันนั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายให้อำนาจโจทก์เข้าไปดำเนินการบังคับคดีเองได้ คำพิพากษาส่วนนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันส่งคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ตามฟ้อง รวม 7 รายการ ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากจำเลยทั้งสองไม่คืน ให้โจทก์เข้าไปรื้อถอนขนย้ายเครื่องบริภัณฑ์ตามฟ้อง ซึ่งติดตั้งอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน เลขที่ 351/2 ถนนสุขุมวิท ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 278,677 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 900,000 บาท กับค่าเสียหายวันละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ ตามฟ้องให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันส่งคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ 7 รายการ ตามฟ้องคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เข้าไปรื้อถอนขนย้ายเครื่องบริภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งติดตั้งอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน เลขที่ 351/2 ดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 278,677 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันใช้ค่าเสียหายวันละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติการชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่าง ๆ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2513 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1423 ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 2 งาน มีกำหนด 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2513 เพื่อปลูกสร้างสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่แสตนดาร์ด และมีข้อตกลงว่า สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่าตกเป็นของผู้ให้เช่าเมื่อครบอายุสัญญาเช่าแล้วสัญญาเช่าดังกล่าวได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ได้ปลูกสร้างสถานีบริการน้ำมันติดตั้งตู้จ่ายน้ำมัน 7 ตู้ ถังน้ำมันใต้ดินขนาด 9,000 ลิตร 4 ถัง ขนาด 5,500 ลิตร 5 ถัง ถังน้ำมันสำหรับใส่น้ำมันเสีย 1 ถัง ฮ้อยท์ยกรถเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 1 ชุด ปั๊มลม 1 อัน และติดตั้งป้ายโฆษณาเอสโซ่ขนาดใหญ่ 1 ป้าย วันที่ 14 ตุลาคม 2531 นายทุ้ยและนางรัตนาได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1423 ให้แก่นายชาวัลย์ ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยนายชาวัลย์ หุ้นส่วนผู้จัดการ เข้าดำเนินกิจการที่สถานีบริการน้ำมันดังกล่าวมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ได้รับมอบการครอบครองและใช้สอยสถานีบริการน้ำมันพร้อมทั้งอุปกรณ์ดังกล่าวไปจากโจทก์แล้วตามสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการ และในวันที่ 13 มิถุนายน 2543 โจทก์ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยนายชาวัลย์ดำเนินกิจการที่สถานีบริการน้ำมันต่อไป ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 มีข้อตกลงว่า เมื่อสัญญาเลิกหรือสิ้นสุด จำเลยที่ 1 ต้องหยุดดำเนินงานสถานีบริการน้ำมัน งดใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อหรือข้อความทางการค้าของโจทก์ ต้องส่งมอบสมุดคู่มือ ข้อมูล เครื่องบริภัณฑ์คืนโจทก์ ถอดถอนป้ายหรือสิ่งโฆษณาที่มีเครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้า ข้อความทางการค้าคืนโจทก์ หรือลบออก พ่นสีทับและหยุดการใช้หรืออ้างอิงดังกล่าวในทางการค้าต่อไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 ยินยอมจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์วันละ 30,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติตามที่กล่าวมาเสร็จเรียบร้อย ตามหนังสือสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการ แต่หลังจากสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบตู้จ่ายน้ำมัน 7 ตู้ ราคาตู้ละ 39,811 บาท ถังน้ำมันใต้ดินรวม 9 ถัง ถังน้ำมันสำหรับใส่น้ำมันเสีย 1 ถัง ฮ้อยท์ยกรถเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 1 ชุด ปั๊มลม 1 อัน และป้ายโฆษณาใหญ่เอสโซ่ 1 ป้าย ให้โจทก์

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า สัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า "เอสโซ่" ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ข้อสัญญาตามสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "เอสโซ่" ของโจทก์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันก็เป็นสินค้าของโจทก์เอง แม้จะมีการใช้เครื่องหมายการค้าว่า "เอสโซ่" ก็เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยโจทก์เอง มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จัดหาสินค้ามาเอง แล้วนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด สัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันจึงมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า แม้จะไม่จดทะเบียนต่อนายทะเบียนก็หาตกเป็นโมฆะไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ตู้จ่ายน้ำมัน 7 ตู้ ถังน้ำมันใต้ดิน 9 ถัง ถังน้ำมันสำหรับใส่น้ำมันเสีย 1 ถัง ฮ้อยท์ยกรถเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 1 ชุด ปั๊มลม 1 อัน และป้ายโฆษณาใหญ่ 1 ป้าย ตามฟ้อง เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นายชาวัลย์เป็นผู้รับโอนที่ดินที่ตั้งสถานีบริการน้ำมัน ย่อมต้องรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด สิ่งปลูกสร้างคือสถานีบริการน้ำมันย่อมตกเป็นของนายชาวัลย์ ถังน้ำมันขนาด 9,000 ลิตร 4 ถัง และขนาด 5,500 ลิตร 5 ถัง ที่ฝังอยู่ใต้พื้นดิน และป้ายโฆษณาใหญ่ซึ่งมีลักษณะสร้างเป็นเสาเหล็ก 2 เสา สูงกว่าสิบเมตร ปักยึดติดลงไปในดินอย่างมั่นคงแข็งแรง สำหรับติดตั้งป้ายยี่ห้อของสถานีบริการน้ำมันซึ่งมีการลบอักษรคำว่า "เอสโซ่" ออกหมดแล้ว ถังน้ำมันใต้ดินก็ดี ป้ายโฆษณาใหญ่ก็ดี ตามสภาพของสถานีบริการน้ำมันถือเป็นส่วนสาระสำคัญของการประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมัน ไม่อาจแยกออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของสถานีบริการน้ำมันได้ นอกจากการขุดทำลายพื้นผิวของสถานีบริการน้ำมัน จึงถือได้ว่าถังน้ำมันใต้ดินและป้ายโฆษณาใหญ่เป็นส่วนควบของสถานีบริการน้ำมัน ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของสถานีบริการน้ำมันคือนายชาวัลย์ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งคืนแก่โจทก์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งคืนทรัพย์สินดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนทรัพย์สินอย่างอื่น คือ ถังน้ำมันสำหรับใส่น้ำมันเสีย 1 ถัง ฮ้อยท์ยกรถเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 1 ชุด และปั๊มลม 1 อัน ตามสภาพของสถานีบริการน้ำมันถือไม่ได้ว่าเป็นสาระสำคัญของสถานีบริการน้ำมัน เพราะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของรถยนต์และเติมลมยางรถยนต์ ซึ่งบางสถานีบริการน้ำมันอาจไม่ได้ให้บริการในส่วนนี้และตู้จ่ายน้ำมันรวม 7 ตู้ แม้จะเป็นส่วนสาระสำคัญในการให้บริการจำหน่ายน้ำมัน แต่โดยลักษณะเป็นทรัพย์ที่มิได้ยึดติดแน่นกับพื้นดินหรือสถานีบริการน้ำมันเป็นการถาวร เป็นเพียงเครื่องจักรที่นำไปติดตั้งบริเวณสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้บริการเติมน้ำมันเครื่องแก่ผู้นำรถเข้าไปเติมน้ำมัน ซึ่งสามารถยกเคลื่อนย้ายโดยไม่ต้องทุบทำลาย จึงไม่ถือเป็นส่วนควบของสถานีบริการน้ำมัน ไม่ตกเป็นของนายชาวัลย์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งคืนแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้โจทก์เข้าไปรื้อถอนขนย้ายเครื่องบริภัณฑ์ซึ่งติดตั้งอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันนั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายให้อำนาจโจทก์เข้าไปดำเนินการบังคับคดีเองได้ คำพิพากษาในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบตู้จ่ายน้ำมัน 7 ตู้ ถังน้ำมันสำหรับใส่น้ำมันเสีย 1 ถัง ฮ้อยท์ยกรถเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 1 ชุด และเครื่องปั๊มลม 1 อัน คืนโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งคืนตู้จ่ายน้ำมัน 7 ตู้ คืนโจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาตู้ละ 39,811 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2548 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวเสร็จสิ้น คำขอโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริยนต์บริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอากาศ บำรุงชีพ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2553
#510260
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 และนาง ป. เป็นจำเลยที่ 2 แต่ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้น เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่

บทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 176 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนั้น เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 จำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์และนางปรมาภรณ์ น้องจำเลย ต่อศาลชั้นต้นข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ให้การรับสารภาพมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดตามที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เห็นว่า เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพ ก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 175 แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนี้ เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 176
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัชรินทร์ พิมพ์ปรุ
จำเลย — นายตั้ง หัตถกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสัณพัชญ รัตนเมกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปัญญา ถนอมรอด
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2553
#515034
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหาย และความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพ ก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนมีร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่

ส่วน ป.อ. มาตรา 176 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 175 แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนี้ เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษา ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้นทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ให้การรับสารภาพมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดตามที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เห็นว่า เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพ ก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 175 แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนี้ เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 176
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพัชรินทร์ พิมพ์ปรุ
จำเลย — นายตั้ง หัตถกรรม
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15229/2553
#554902
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้นั้นจะต้องปรากฏว่า ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดไปแล้วก่อนวันที่กฎหมายใหม่จะประกาศใช้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 5) ซึ่งแก้ไขใหม่ตามที่จำเลยอ้างมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันก่อนที่คดีของจำเลยจะถึงที่สุด กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 และอ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2547 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสอง (เดิม) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 32 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงพลาสติก 25 ใบ ของกลาง ยกคำขอให้ริบเงิน 7,100 บาท ของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2648/2543 ของศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องว่า ฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 6,220 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องโจทก์บรรยายชัดเจนว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 12,220 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 217.954 กรัม ไม่ได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 6,220 เม็ด หลังหักออกจาก 6,000 เม็ด ที่จำเลยได้จำหน่ายไปแล้วตามที่จำเลยเข้าใจ ดังนั้น คดีนี้โจทก์จึงบรรยายฟ้องระบุสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้อย่างชัดเจน การที่ศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แล้ว ไม่มีเหตุที่จะปรับบทลงโทษและโทษที่ศาลฎีกาลงแก่จำเลยใหม่ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิด...กำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ...เมื่อผู้กระทำความผิดร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง..." บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วได้ต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย และคดีถึงที่สุดก่อนวันที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังใช้บังคับ เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 และคดีของจำเลยถึงที่สุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 โดยศาลฎีกาพิพากษาเมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายเถลิงศักดิ์ รักรอด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15227/2553
#555008
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1.36 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.339 กรัม ซึ่งมียาเสพติดจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แม้จำนวนหน่วยการใช้จะมีปริมาณตามที่กำหนดในมาตรา 15 วรรคสาม (2) ก็ตาม แต่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ก็มิได้กำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ กรณีจึงต้องลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 102 จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง นั้นไม่ถูกต้อง คดีนี้โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด น้ำหนังสุทธิ 1.36 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.339 กรัม ซึ่งมียาเสพติดจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แม้จำนวนหน่วยการใช้จะมีปริมาณตามที่กำหนดในมาตรา 15 วรรคสาม (2) ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ก็มิได้กำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีเมทแอมเฟตามีนจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปไว้ กรณีจึงต้องลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นางสาวภาคิณีหรือบัว สุวรรณมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายวีระเวช ลีฬะหบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14919 -ที่ 14978/2553
#508340
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหกสิบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทย สมาชิกมีมติเอกฉันท์ให้สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยฟ้องจำเลยคดีนี้ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกสหภาพแรงงานด้วย จึงเป็นการดำเนินการโดยถูกต้องตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 103 (2) และมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ทั้งหกสิบรวมทั้งลูกจ้างอื่นที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยซึ่งผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งหกสิบในคดีนี้ด้วย ดังนั้นสหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์ทั้งหกสิบและเป็นผู้ใช้สิทธิแทนโจทก์ทั้งหกสิบฟ้องคดี เมื่อโจทก์ทั้งหกสิบมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบเสียหาย ขอเรียกค่าเสียหายนับแต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลบังคับจนถึงวันฟ้อง อันเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันกับที่สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลฎีกา คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 60 และเรียกจำเลยทั้งหกสิบสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหกสิบฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งหกสิบ และจ่ายงานให้โจทก์ทั้งหกสิบตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายรายเดือนพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งหกสิบไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตาม

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งหกสิบอุทธรณ์ว่า สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยมีสิทธิฟ้องเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 เท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแทนโจทก์ทั้งหกสิบ การที่สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้สมาชิกที่เป็นลูกจ้างจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ สป.798/2552 ของ ศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการฟ้องโดยไม่มีอำนาจและไม่ถือเป็นคู่ความรายเดียวกันกับโจทก์ทั้งหกสิบในคดีนี้ โจทก์ทั้งหกสิบฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ สป.798/2552 ของศาลแรงงานกลางนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 36 บัญญัติให้นายจ้างหรือลูกจ้างจะมอบอำนาจให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ดำเนินคดีแทนก็ได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่จะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีเกี่ยวด้วยกฎหมายแรงงานแทนลูกจ้างดังกล่าวได้ หาได้หมายถึงการฟ้องร้องคดีในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสหภาพแรงงานโดยเฉพาะไม่ สหภาพแรงงานต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 86 วรรคสอง และตามมาตรา 98 (2) บัญญัติให้สหภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินการเพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสหภาพแรงงาน ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ทั้งหกสิบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทย สมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทย ฟ้องจำเลยคดีนี้ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเรียกค่าเสียหายแทนสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวด้วย จึงเป็นการดำเนินการโดยถูกต้องตามมาตรา 103 (2) และมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ทั้งหกสิบรวมทั้งลูกจ้างอื่นที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทย ซึ่งผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งหกสิบในคดีนี้ด้วย ดังนั้น สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์ทั้งหกสิบที่และเป็นผู้ใช้สิทธิแทนโจทก์ทั้งหกสิบฟ้องคดี เมื่อโจทก์ทั้งหกสิบมาฟ้องคดีนี้อีกโดยอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ทำให้โจทก์ทั้งหกสิบเสียหาย ขอเรียกค่าเสียหายนับแต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลบังคับจนถึงวันฟ้อง อันเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันกับที่สหภาพแรงงานขนส่งโตโยต้าประเทศไทยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้อง เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ สป.798/2552 และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลฎีกา คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ สป.798/2552 ของศาลแรงงานกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งหกสิบฟังไม่ขึ้น และเมื่อคำฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งหกสิบย่อมไม่อาจเรียกร้องอันใดต่อจำเลยในคดนี้ได้อีก จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของโจทก์ทั้งหกสิบอีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 103 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัชพิมุข เปรมบุญ กับพวก
จำเลย — บริษัท โตโยต้า ทรานสปอร์ต(ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14550 -ที่ 14707/2553
#509385
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานกับจำเลยตามวัน เดือน ปี ที่ระบุในคำฟ้องจนถึงวันสุดท้ายที่อ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้าง และเรียกค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยนับจากวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วคำนวณเป็นยอดเงินรวมของค่าจ้าง ค่าทำงานวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยค้างจ่ายเงินดังกล่าวในงวดใด วัน เดือน ปีใด และค้างจ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะวันหยุดนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีถึง 3 ประเภท คือวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งตามมาตรา 61 บัญญัติค่าทำงานในวันหยุดสำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดกับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไว้แตกต่างกัน แต่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมิได้บรรยายคำฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยค้างชำระค่าทำงานในวันหยุดประเภทใด อัตราค่าทำงานในวันหยุดเท่าไร คำฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม

การกำหนดประเด็นพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจาก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ

เดิมโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดซึ่งเป็นคนต่างด้าวพักอาศัยในโรงงานของจำเลย ต่อมาขอออกไปพักอาศัยนอกโรงงานโดยทำข้อตกลงร่วมกับจำเลยว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่มีใบอนุญาตทำงานจะไม่สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานเป็นการดำเนินการให้ต้องตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด หาใช่เกิดจากความประสงค์ของจำเลยแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 6 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 158 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 158 แต่ละคนตามจำนวนที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินของโจทก์แต่ละคนจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดในประการแรกที่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนใน ข้อ 3.2 ว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำหรับในส่วนของค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอ้างว่าจำเลยค้างจ่ายเคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ทำนองว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องถึงความเป็นนายจ้างลูกจ้าง สภาพการจ้าง การจ่ายค่าจ้างไว้ครบถ้วน จำเลยไม่หลงต่อสู้คดีอีกทั้งจำเลยได้ส่งเอกสารการจ่ายค่าจ้างเข้ามาในคดี เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเข้าทำงานกับจำเลยตามวัน เดือน ปี ที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนจนถึงวันสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้างคือวันที่ 29 ธันวาคม 2548 และบรรยายฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอ้างว่าจำเลยค้างจ่าย โดยนับจากวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วคำนวณเป็นยอดเงินรวมของค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยค้างจ่ายเงินดังกล่าวในงวดใด วัน เดือน ปีใด และค้างจ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะวันหยุดนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีถึง 3 ประเภท คือวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งตามมาตรา 61 กำหนดค่าทำงานในวันหยุดสำหรับลูกจ้าง ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดกับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไว้แตกต่างกัน แต่ทนายความของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดก็มิได้บรรยายคำฟ้องให้ชัดแจ้งว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างในวันหยุดประเภทใด อัตราค่าทำงานในวันหยุดเท่าไร ฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดฟังไม่ขึ้น

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ข้อ 3.1 ในทำนองว่า ศาลแรงงานภาค 6 กำหนดให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดนำสืบก่อนแล้วจึงให้จำเลยสืบแก้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเสียเปรียบ เนื่องจากจำเลยอ้างข้อเท็จจริงในคำให้การขึ้นใหม่ว่า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงต้องมีหน้าที่นำสืบก่อนนั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็นพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ว่าในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟังและให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังนั้นเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้าย ข้อ 3.3 ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหรือไม่ และจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าหลังจากมีการทำบันทึกข้อตกลงแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดก็ย้ายไปพักอาศัยอยู่นอกโรงงานของจำเลย และจะเข้าไปภายในโรงงานของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อมีชื่อปรากฏอยู่ในประกาศที่จำเลยปิดเอาไว้ ประกอบกับจำเลยไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด ทั้ง ๆ ที่เดิม หากโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดพักอาศัยอยู่ภายในโรงงานของจำเลย จำเลยก็จะดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้ โดยจำเลยจะหักค่าจ้างหรือค่าตอบแทนภายหลัง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงถูกจำเลยกลั่นแกล้งไม่ยอมให้กลับเข้าไปทำงาน ไม่จ่ายงานให้ทำและไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดและการที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่า ลูกจ้างที่อยู่ในโรงงานการจะหลบหนีย่อมทำได้ยาก ไม่เกี่ยวกับสภาพการจ้างและอำนาจการบังคับบัญชาไม่น่าจะเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลอันอาจเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงานที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมโจทก์ทั้งร้อยห้าสิบแปดพักอาศัยในโรงงานของจำเลย ต่อมาได้ขอออกไปพักอาศัยนอกโรงงานโดยทำข้อตกลงร่วมกันกับจำเลยตามบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง ต่อมาโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ได้นำพาต่อการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน และปล่อยปละละเลยให้ใบอนุญาตทำงานหมดอายุไปแล้ว จำเลยจึงไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเข้าทำงานอีก เพราะจำเลยเกรงจะมีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่มีใบอนุญาตทำงานก็จะไม่สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานก็เป็นการดำเนินการให้ต้องตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดที่ไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานนั่นเอง หาใช่เกิดจากความประสงค์ของจำเลยแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดประการสุดท้ายนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจ่อโซ ไม่มีชื่อสกุล กับพวก
จำเลย — บริษัทฟูโปนิตติ้ง 1999 (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายเดชวิบุล พนาเศรษฐเนตร
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14450 -ที่ 14482/2553
#515031
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง โดยสภาพการจ้างหมายความรวมถึงค่าจ้างด้วย คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ใช้อำนาจกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างที่ทำงานก่อนเกษียณอายุเกิน 15 ปี เท่ากับค่าจ้างที่ได้รับก่อนเกษียณอายุเป็นจำนวน 300 วัน ดังนั้น ค่าจ้างทุกประเภทไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรย่อมเป็นค่าจ้างที่จะนำมาใช้ในการคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณทั้งสิ้น การที่นายจ้างจัดทำบัญชีเงินเดือนแยกประเภทค่าจ้างเป็นหลายบัญชีและเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปไม่เป็นผลให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำค่าจ้างในบัญชีใดบัญชีหนึ่งมาคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงาน

สำหรับเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นมีลักษณะเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานปกติในวันทำงานของลูกจ้าง เงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำหนดให้ถือเอาอัตราค่าจ้างเป็นเกณฑ์ในการคำนวณจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุ ดังนั้น ในการจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานนายจ้างต้องจ่ายให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายซึ่งต้องรวมเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นมาเป็นฐานคำนวณด้วย การที่จำเลยกับสหภาพแรงงานทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมีเงื่อนไขมิให้นำเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นไปรวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงาน จึงเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสหภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง จำเลยจึงต้องนำเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นไปรวมคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสามสิบสาม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจโจทก์ทั้งสามสิบสามเคยเป็นลูกจ้างของจำเลยทำงานเป็นเวลาเกินกว่า 15 ปี ก่อนเกษียณอายุการทำงาน นอกจากเงินเดือนตามตำแหน่งแล้วโจทก์ทั้งสามสิบสามยังได้รับเงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าวิชาชีพ เงินพิเศษเต็มขั้น เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่ง เงินรางวัลพิเศษประจำปี เงินเพิ่มค่าใบอนุญาตพนักงานควบคุมจราจรทางอากาศ เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบสามเกษียณอายุ จำเลยจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานให้โดยนำเอาเฉพาะเงินเดือนตามตำแหน่งมาคำนวณ และวินิจฉัยว่า เงินประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 29 และที่ 30 เงินเพิ่มค่าวิชาชีพของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 22 โจทก์ที่ 24 ถึงที่ 27 และที่ 33 เงินเพิ่มค่าใบอนุญาตพนักงานควบคุมจราจรทางอากาศของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 16 และที่ 30 กับเงินรางวัลพิเศษประจำปีของโจทก์ทั้งสามสิบสามเป็นค่าจ้างที่จำเลยต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานด้วย ส่วนเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นของโจทก์ที่ 1 และที่ 7 แม้จะเป็นค่าจ้าง แต่เนื่องจากมีข้อตกลงในเอกสารหมาย ล.17 ว่า เงินตอบแทนพิเศษเต็มขั้นไม่ให้นำไปรวมเป็นฐานเงินเดือนหรือค่าตอบแทนในการทำงานกรณีอื่นๆ ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธินำไปใช้เป็นฐานคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานดังกล่าว ส่วนเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 3 ที่ 4 ไม่เป็นค่าจ้างที่จะมีสิทธินำมาคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงาน พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานส่วนที่ขาดแก่โจทก์ทั้งสาม สิบสาม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 29 ถึง 32 และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า เงินประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 29 ที่ 30 เงินเพิ่มค่าวิชาชีพของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 22 โจทก์ที่ 24 ถึงที่ 27 และที่ 33 เงินค่าใบอนุญาตพนักงานควบคุมจราจรทางอากาศของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 16 และที่ 33 เงินรางวัลพิเศษประจำปีของโจทก์ทั้งสามสิบสาม ตามที่จำเลยอุทธรณ์ และเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่ง ตามที่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 อุทธรณ์เป็นค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 (1) ประกอบประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจข้อ 4 และข้อ 61 หรือไม่... จะเห็นได้ว่าจำเลยได้จัดทำโครงสร้างบัญชีผลประโยชน์ค่าตอบแทนการทำงานโดยมีบัญชีเงินเดือนตามตำแหน่งเป็นพื้นฐานแล้ว พนักงานจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มในส่วนใดย่อมขึ้นกับคุณสมบัติตามความรู้ ความสามารถ ความชำนาญพิเศษ และความรับผิดชอบ ปัญหาว่า เงินเพิ่มอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือนตามบัญชีพื้นฐานจะถือว่าเป็นค่าจ้างด้วยหรือไม่ ย่อมพิจารณาตามความหมายแพ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นไปตามคำนิยามของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 ได้นำคำนิยามดังกล่ามาประกาศไว้ในประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดย "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุนประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนดคำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใดและไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ดังนั้น จึงเห็นว่า เงินเพิ่มค่าวิชาชีพ เงินค่าใบอนุญาตพนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ เงินเพิ่มประจำตำแหน่งผู้บริหาร เงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้น เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานโดยตรงในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้าง ส่วนค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์นั้น แม้จะมีวิธีการจ่ายเป็นเงินจำนวนคงที่แน่นอนทุกสิ้นเดือนพร้อมกับเงินเดือน แต่เงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสวัสดิการในด้านการคมนาคมให้แก่ลูกจ้างในระดับสูงเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่และเหมาะสมกับตำแหน่งมิได้มีวัตถุประสงค์จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง เหตุผลที่จำเลยเปลี่ยนจากการจัดหารถยนต์พร้อมคนขับและการดูแลซ่อมบำรุงรถมาเป็นการเหมาจ่ายเป็นเงินจำนวนที่แน่นอน ก็เป็นวิธีการบริหารจัดการงบประมาณหรือต้นทุนของจำเลยในส่วนนี้เพื่อให้สามารถกำหนดได้แน่นอนไม่ผันแปรในลักษณะที่ควบคุมได้ยาก เช่น ค่าล่วงเวลาคนขับรถ ค่าซ่อมบำรุงรักษารถ เป็นต้น และเพื่อลดปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดสืบเนื่อง โดยให้เป็นดุลพินิจและภาระของลูกจ้างที่จะใช้เงินดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ด้วยตนเองเท่านั้น เมื่อวัตถุประสงค์ในการจ่ายเงินค่ารถยังคงอยู่เช่นเดิม แม้จะเปลี่ยนจากวิธีการจัดรถยนต์พร้อมคนขับเป็นการจ่ายเงินแทนก็ไม่ทำให้การจัดสวัสดิการดังกล่าวกลายเป็นการจ่ายค่าจ้างเพิ่มไปได้ สำหรับเงินรางวัลพิเศษประจำหรือเงินโบนัสโดยปกติจะจ่ายต่อเมื่อนายจ้างมีกำไรเพียงพอที่จะสามารถนำมาจัดสรรได้ ในกรณีนี้ฟังได้ว่า จำเลยได้กำหนดเงินรางวัลพิเศษประจำปีไว้ล่วงหน้า แม้ไม่มีกำไรก็จ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยเรียกเก็บจากผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการลงทุนเพื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เห็นว่า เงินรางวัลพิเศษประจำปีนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ลูกจ้างที่จะได้รับเงินรางวัลเนื่องจากได้ทุ่มเทอุทิศเวลาทำงานให้แก่นายจ้างด้วยความขยันขันแย็งตลอดเวลาที่ผ่านมา การที่จำเลยตกลงจะจ่ายเงินรางวัลให้แม้ไม่มีกำไรก็เท่ากับเป็นการให้หลักประกันแก่ลูกจ้างล่วงหน้าว่าจะได้รางวัลแน่นอน หากขาดทุนนายจ้างยินยอมแบกรับเงินรางวัลเสียเอง ซึ่งก็เป็นไปตามข้อตกลงของจำเลยกับลูกจ้าง การจ่ายเงินรางวัลเช่นนี้จึงเป็นเรื่องของการวางแผนการเงินและการลงทุนของนายจ้างในระยะยาว จริงอยู่ในการบริหารกิจการเชิงธุรกิจผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนย่อมจะไม่ยินยอมจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้แก่ลูกจ้างหากไม่มีกำไรเพื่อรักษาดุลยภาพทางการเงินของกิจการไว้ให้มั่นคง และไม่เพิ่มความเสี่ยงให้แก่กิจการนั้นก็ตามแต่การที่ผู้บริหารยินยอมจ่ายเงินรางวัลแก่ลูกจ้างทั้งที่ไม่มีกำไรอาจมีเหตุผลอื่น เช่นกรณีของจำเลยตกลงจ่ายเงินรางวัลพิเศษของปี 2548 แก่ลูกจ้าง 3.75 เท่า โดยมีเงื่อนไขต่อรองกับลูกจ้างว่า ลูกจ้างจะไม่เรียกร้องปรับเพิ่มเงินเดือนตามการปรับเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการในระยะเวลา 2 ปี เท่ากับเอาเงินรางวัลพิเศษประจำปีแลกกับการไม่ขอปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งกรณีนี้ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเงินรางวัลพิเศษดังกล่าวจะกลายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ หรือเป็นค่าจ้างตามที่ศาลแรงงานกลางให้เหตุผล นอกจากนี้การจ่ายเงินรางวัลประจำปีโดยมีเหตุอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ลูกจ้าง ย่อมไม่ทำให้หลักการและเหตุผลของการจ่ายเงินส่วนนี้เปลี่ยนไปและทำให้กลายเป็นค่าจ้างไปได้ ส่วนผู้บริหารตัวแทนนายจ้างจะตกลงในการเจรจาต่อรองกับลูกจ้างที่ยินยอมจ่ายเงินรางวัลพิเศษทั้งที่ไม่มีกำไร จะมีเหตุผลอันสมควรและรับฟังได้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบต่อนายจ้างหรือต่อผู้ลงทุนอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนั้น เงินรางวัลพิเศษประจำปีจึงไม่เป็นค่าจ้าง

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าจ้างทุกประเภทที่กล่าวข้างต้น โจทก์ที่ได้รับค่าจ้างประเภทนั้นๆ มีสิทธินำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุหรือไม่ และหากนายจ้างตกลงยกเว้นไม่ให้นำว่าจ้างประเภทเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นมาเป็นฐานคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุ ข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่ ในเรื่องนี้ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 13 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง โดยสภาพการจ้างหมายความรวมถึงค่าจ้างด้วย คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ใช้อำนาจกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุสำหรับลูกจ้างที่ทำงานก่อนเกษียณอายุเกิน 15 ปี เท่ากับค่าจ้างที่ได้รับก่อนเกษียณอายุเป็นจำนวน 300 วัน ดังนั้น ในเบื้องต้นเห็นว่า ค่าจ้างทุกประเภทตามที่ได้วินิจฉัยแล้ว ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรย่อมเป็นค่าจ้างที่จะนำมาใช้ในการคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณทั้งสิ้น การที่นายจ้างจัดทำบัญชีเงินเดือนแยกประเภทค่าจ้างเป็นหลายบัญชีและเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปไม่เป็นผลให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำค่าจ้างในบัญชีใดบัญชีหนึ่งมาคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงาน อย่างไรก็ตามสำหรับเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้น แม้ได้ความว่ามีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกำหนดไม่ให้นำเอาเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นมาคิดคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุ แต่เนื่องจากเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นมีลักษณะเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานปกติในวันทำงานของลูกจ้าง เงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างซึ่งตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กำหนดให้ถือเอาอัตราค่าจ้างเป็นเกณฑ์ในการคำนวณจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเมื่อเกษียณอายุ ดังนั้น ในการจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงาน นายจ้างต้องจ่ายให้ถุกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายซึ่งต้องรวมเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นมาเป็นฐานคำนวณด้วย การที่จำเลยกับสหภาพแรงงานทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยมีเงื่อนไขมิให้นำเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นไปรวมกับค่าจ้าง เพื่อคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานจึงเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสหภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง จำเลยจึงต้องนำเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นไปรวมคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานด้วย

ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางให้นำเงินประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 29 ที่ 30 เงินเพิ่มค่าวิชาชีพของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 22 โจทก์ที่ 24 ถึงที่ 27 และที่ 33 เงินค่าใบอนุญาตพนักงานควบคุมจราจรทางอากาศของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 16 และที่ 33 และไม่ให้นำค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 3 ที่ 4 มาเป็นฐานคำนวณค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเพราะเกษียณอายุของโจทก์แต่ละคนตามตำแหน่งจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ศาลแรงงานกลางให้นำเงินรางวัลพิเศษประจำปีของโจทก์ทั้งสามสิบสามกับไม่ให้นำเงินเพิ่มพิเศษเต็มขั้นของโจทก์ที่ 1 และที่ 7 มาเป็นฐานคำนวณเงินค่าตอบแทนความชอบในการทำงานดังกล่าวด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 7 และที่ 3 ที่ 4 และอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาสุดท้ายมีว่า การคิดดอกเบี้ยค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเพราะเกณีษณอายุของโจทก์ที่ 29 ถึงที่ 32 ต้องคิดตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า โจทก์ที่ 29 ถึงที่ 32 เกษียณอายุในปี 2549 จึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนความชอบในการทำงานนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 พร้อมด้วยดอกเบี้ย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 29 ถึงที่ 32 ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนความชอบในการทำงานเพราะเกษียณอายุส่วนที่ขาดโดยคำนวณจากเงินประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 29 ที่ 30 เงินเพิ่มค่าวิชาชีพของโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 22 โจทก์ที่ 24 ถึงที่ 27 และที่ 33 เงินค่าใบอนุญาตพนักงานควบคุมจราจรทางอากาศของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 16 และที่ 33 และเงินที่เพิ่มพิเศษเต็มขั้นของโจทก์ที่ 1 และที่ 7 แต่ไม่ให้นำเงินรางวัลพิเศษประจำปีของโจทก์ทั้งสามสิบสาม และเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่งของโจทก์ที่ 3 ที่ 4 มาคำนวณด้วย สำหรับโจทก์ที่ 29 ถึงที่ 32 ให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินค่าตอบแทนความชอบที่ได้รับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิพนธ์ แสงสว่าง กับพวก
จำเลย — บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14420 -ที่ 14423/2553
#515030
เปิดฉบับเต็ม

กรณีจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 หรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ ว่ามีเหตุอันจำเป็นหรือสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อบริษัท น. และบริษัท ป. เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสั่งโอนย้ายโจทก์ทั้งสี่จากบริษัทจำเลยไปทำงานที่บริษัท น. และบริษัท ป. จึงเป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้างไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จึงต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสี่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยินยอมไปทำงานที่บริษัท น. และบริษัท ป. จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และให้เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมเงินเพิ่ม และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วันของค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าประกันภัยรถยนต์พร้อมดอกเบี้ย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสี่ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการเป็นพนักงานของโจทก์ทั้งสี่ให้แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 365,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 702,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 56,000 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 311,645.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยโอนย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปสังกัดบริษัทนำยุค จำกัด และบริษัทป้อมทิพย์ จำกัด เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างหรือไม่ และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า กลุ่มตลาดไทยเบฟได้เข้าซื้อหุ้นและเข้าบริหารกิจการของจำเลยในนามนิติบุคคลเดิม แต่เนื่องจากการให้สิทธิประโยชน์บางประการแก่ลูกจ้างของจำเลยแตกต่างจากกลุ่มตลาดไทยเบฟ กล่าวคือ จำเลยให้ค่าคอมมิชชั่นในการขายแก่ลูกจ้างโดยการเหมาจ่าย แต่กลุ่มตลาดไทยเบฟจ่ายค่าคอมมิชชั่นจากการขายตามผลงานจำเลยไม่มีทางแก้ไขอย่างอื่นจึงต้องโอนย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปสังกัดบริษัทนำยุค จำกัด และบริษัทป้อมทิพย์ จำกัด เพื่อให้โจทก์ทั้งสี่เข้าสู่ระบบการจ่ายสิทธิประโยชน์ตามแบบของกลุ่มไทยเบฟเท่านั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างไม่ใช่การเปลี่ยนตัวนายจ้าง เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอมและนายจ้างเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและการเลิกจ้างที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีผลบังคับเพียงนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่ทำให้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับกันนั้น เห็นว่า กรณีจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 หรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ ว่ามีเหตุอันจำเป็นหรือสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อบริษัทนำยุค จำกัด และบริษัทป้อมทิพย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสั่งโอนย้ายโจทก์ทั้งสี่จากบริษัทจำเลยไปทำงานที่บริษัทนำยุค จำกัด และบริษัทป้อมทิพย์ จำกัด จึงเป็นการเปลี่ยนตัวนายจ้างไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจึงต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ยินยอมไปทำงานที่บริษัทนำยุค จำกัด และบริษัทป้อมทิพย์ จำกัด จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่มีความผิด การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ธณัช วิชาพานิช กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ดิเรก อิงคนินันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14399 -ที่ 14401/2553
#509383
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นสมาคมที่มิได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ จึงนำค่าชดเชยมาตรา 118 ถึงมาตรา 122 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาบังคับใช้กับการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ได้ กฎกระทรวงดังกล่าวได้-บัญญัติยกเว้นเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้บัญญัติยกเว้นกรณีจำเลยหรือนายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับและเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 65,000 บาท 60,000 บาท และ 16,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 6,500 บาท 6,000 บาท และ 5,500 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 390,000 บาท 360,000 บาท และ 330,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 120,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่....นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง จะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออกกฏกระทรวง (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3) ว่า "มิให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ... หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 ... บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสมาคมที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงนำค่าชดเชยมาตรา 118 ถึงมาตรา 122 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาบังคับใช้กับการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ได้ กฎกระทรวงดังกล่าวได้บัญญัติยกเว้นเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเว้นกรณีจำเลยหรือนายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ทั้งการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการจ่ายค่าชดเชยเป็นคนละกรณีและบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติต่างหากจากกันเช่นนี้ ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่พิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และมาตรา 119 ส่วนการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามที่มีอยู่ตามกฎหมายและการแปลความกฎหมายให้เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามย่อมไม่ชอบ ดังนั้น กฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3) นำมาใช้บังคับกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ไม่ได้ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสอง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินตนา พร้อมไพบูลย์ กับพวก
สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์
จำเลย — แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14399 -ที่ 14401/2553
#514947
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่งจะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้" เมื่อปรากฏว่ากฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) บัญญัติว่า "มิให้ใช้บทบัญญัติมาตรา... หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122... บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงกำไรในทางเศรษฐกิจ" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังว่าจำเลยเป็นสมาคมที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงนำค่าชดเชยมาตรา 118 ถึงมาตรา 122 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาบังคับใช้กับการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ได้ กฎกระทรวงดังกล่าวได้บัญญัติยกเว้นเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเว้นกรณีจำเลยหรือนายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ทั้งการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการจ่ายค่าชดเชยเป็นคนละกรณีและบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติต่างหากจากกันเช่นนี้ ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่ พิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และมาตรา 119 ส่วนการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามที่มีอยู่ตามกฎหมายและการแปลความกฎหมายให้เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามย่อมไม่ชอบ ดังนั้น กฎกระทรวงดังกล่าวข้อ (3) จึงนำมาใช้บังคับกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ไม่ได้ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับและเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 65,000 บาท 60,000 บาท และ 16,500 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 6,500 บาท 6,000 บาท และ 5,500 บาท ค่าเสียหายจากกการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 390,000 บาท 360,000 บาท และ330,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 120,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2535 ตำแหน่งพนักงานธุรการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,500 บาท โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อเดือนมีนาคม 2525 ตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,000 บาท โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 ตำแหน่งพนักงานธุรการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยโจทก์ทั้งสามมิได้กระทำความผิดสมาคมจำเลยไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในเรื่องค่าชดเชยตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3) จำเลยมีหนังสือเลิกจ้าโจทก์ทั้งสามโดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม แต่ให้จำเลยค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3) นำมาใช้บังคับกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่...นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่งจะออกกฎกระทรวงมิให้ใช้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ได้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออกกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3) ว่า "มิให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ... หมวด 11 ค่าชดเชยตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 ... บังคับแก่นายจ้าง ซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสมาคมที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงนำค่าชดเชยมาตรา 118 ถึงมาตรา 122 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาบังคับใช้กับการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ได้ กฎกระทรวงดังกล่าวได้บัญญัติยกเว้นเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ยกเว้นกรณีจำเลยหรือนายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ทั้งการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการจ่ายค่าชดเชยเป็นคนละกรณีและบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติต่างหากจากกันเช่นนี้ ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่ พิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และมาตรา 119 ส่วนการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามที่มีอยู่ตามกฎหมายและการแปลความกฎหมายให้เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามย่อมไม่ชอบ ดังนั้น กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (3) นำมาใช้บังคับกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ไม่ได้ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 118 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินตนา พร้อมไพบูลย์ กับพวก
สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
จำเลย — ในพระบรมราชูปถัมภ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14383/2553
#512353
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายความถึงคดีแพ่งที่มีมูลมาจากการกระทำความผิดทางอาญา หรือความรับผิดในทางแพ่งเกิดขึ้นจากผลของการกระทำความผิดทางอาญาโดยตรง ซึ่งคดีอาญาที่จำเลยอ้าง แม้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกไม้เสาเข็มและไม้ฟืนอันเป็นทรัพย์รายเดียวกับทรัพย์ในคดีแพ่งคดีนี้และมีคำขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายแทนผู้เสียหายหรือโจทก์คดีนี้ก็ตาม แต่คดีแพ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ผิดสัญญา อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลจากการกระทำความผิดทางอาญาฐานยักยอกแต่อย่างใด คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาอันมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์จำเลยผู้เป็นคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2533 จำเลยทำสัญญากับโจทก์รับจ้างตัดทอน ตบแต่ง และลากขนรวมกองไม้ที่โค่นล้มเนื่องจากวาตภัยจากป่า สวนป่าทรายทอง ห้วยยาง เขาดิน โป่งคา สถานีทดลองปลูกพรรณไม้ทรายทอง โครงการเขาไชยราช คลองกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปรวมหมอน ณ ริมทางตรวจการสวนป่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตามสัญญาข้อ 13 จำเลยมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาไม้ที่ทำตามสัญญาหากเกิดการเสียหายหรือสูญหาย โจทก์มีสิทธิปรับจำเลยตามจำนวนไม้ที่เสียหายหรือสูญหาย จำเลยไม่ได้ขนไม้เสาเข็มและไม้ฟืนดังกล่าวไปยังที่รวมหมอน เนื่องจากไม้เสาเข็มและไม้ฟืนดังกล่าวสูญหายไปทั้งหมด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ค่าปรับเป็นเงิน 2,280,052.80 บาท โดยจำเลยสัญญาว่าจะนำเงิน 100,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ได้ชำระแก่โจทก์ โจทก์นำเงินประกันสัญญาจ้างที่อยู่ที่โจทก์เป็นเงิน 75,000 บาท หักออกจากยอดหนี้ดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 410,000 บาท โจทก์ได้นำไปหักดอกเบี้ยค้างชำระจนหมด จำเลยจึงยังค้างชำระต้นเงิน 2,205,052.80 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,885,092.28 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 4,090,145.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,090,145.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,205,052.80 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,090,145.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,205,052.80 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นต้นเงิน 1,506,837.58 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 23,255.36 บาท โดยเฉพาะเอกสารหมาย ป.จ.39 เป็นหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อนฟ้องเพียง 3 เดือน แต่โจทก์กลับฟ้องให้จำเลยรับผิดในต้นเงิน 2,205,052.80 บาท โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นยอดหนี้ที่แท้จริงมีจำนวนเท่าไร โจทก์ไม่มีอำนาจนำต้นเงิน 2,205,052.80 บาท มาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาหนังสือทวงถามเอกสารหมาย ป.จ.31 เป็นหนังสือลงวันที่ 21 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ 6 ปีเศษ ได้ระบุชัดเจนว่าได้นำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปชำระดอกเบี้ยค้างชำระได้ถึงวันที่ 4 มกราคม 2543 แล้วยังมีหนี้คงเหลือเป็นต้นเงิน 1,506,837.58 บาท และดอกเบี้ย 23,255.36 บาท โจทก์ยังทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ในต้นเงินและดอกเบี้ยที่เหลือดังกล่าวตลอดมาตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย ป.จ.33, ป.จ.35, ป.จ.37 และ ป.จ.39 โดยเฉพาะเอกสารหมาย ป.จ.39 ดังกล่าวเป็นหนังสือลงวันที่ 11 เมษายน 2544 ก่อนฟ้องเพียง 2 เดือนเศษ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย ป.จ.8 ดังกล่าว ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 2,280,052.80 บาท และโจทก์มีนายสมชัยหัวหน้าส่วนทำไม้บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มาเบิกความเกี่ยวกับที่มาของยอดหนี้ตามฟ้องว่า หลังจากจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ค่าปรับเป็นเงิน 2,280,052.80 บาทแล้ว โจทก์ได้นำเงินประกันสัญญาจ้างของจำเลยที่อยู่ที่โจทก์เป็นเงิน 75,000 บาท หักออกจากยอดหนี้ดังกล่าว คงเหลือต้นเงิน 2,205,052.80 บาท โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,205,052.80 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 7 ครั้ง เป็นเงิน 410,000 บาท ตามเอกสารหมาย ป.จ.8 ถึง ป.จ.19 ดังกล่าว โจทก์ได้นำไปหักดอกเบี้ยค้างชำระจนหมด จำเลยยังค้างชำระต้นเงิน 2,205,052.80 บาทและดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,885,092.28 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 4,090,145.08 บาท แต่หนังสือทวงถามเอกสารหมาย ป.จ.31, ป.จ.33, ป.จ.35, ป.จ.37 และ ป.จ.39 ดังกล่าว ทุกฉบับเป็นหนังสือของโจทก์และยังปรากฏข้อความที่แสดงยอดหนี้ของจำเลยน้อยกว่ายอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่สอดคล้องกับที่นายสมชัยอ้างว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 2,205,052.80 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,885,092.28 บาท โจทก์ไม่ได้นำสืบอธิบายให้เห็นว่าเพราะเหตุใดยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดจึงไม่ตรงกับเอกสารของโจทก์ แม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำให้การ แต่โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในวันที่ 4 มกราคม 2543 จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 1,506,837.58 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 23,255.36 บาท รวมเป็นเงิน 1,530,092.94 บาท ตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย ป.จ.31 ดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงิน 1,530,092.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,506,837.58 บาท นับถัดจากวันที่ 4 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แม้ปัญหานี้จะถือว่าจำเลยไม่ได้ยกว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่าง แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามฟ้องหรือไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 400/2549 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกไม้เสาเข็มและไม้ฟืนอันเป็นรายเดียวกันกับไม้คดีนี้และมีคำขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 2,280,052.80 บาท แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ถือว่าคำขอในส่วนแพ่งของพนักงานอัยการเป็นคำขอแทนผู้เสียหายและคดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของไม้ที่สูญหายและไม่ใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด จึงไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายหรือบุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงยกฟ้อง คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นั้น เห็นว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายความถึงคดีแพ่งที่มีมูลมาจากการกระทำความผิดทางอาญา หรือความรับผิดในทางแพ่งเกิดขึ้นจากผลของการกระทำความผิดทางอาญาโดยตรง ซึ่งคดีอาญาที่จำเลยอ้างแม้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกไม้เสาเข็มและไม้ฟืนอันเป็นทรัพย์รายเดียวกันกับทรัพย์ในคดีแพ่งคดีนี้และมีคำขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายแทนผู้เสียหายหรือโจทก์คดีนี้ก็ตาม แต่คดีแพ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ผิดสัญญาอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลจากการกระทำความผิดทางอาญาฐานยักยอกแต่อย่างใด คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังที่จำเลยอ้าง โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาอันมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์จำเลยผู้เป็นคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่งแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,530,092.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,506,837.58 บาท นับถัดจากวันที่ 4 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
จำเลย — นายสุขหรือสุทธี กลั่นเกลา
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ