คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13849/2553
#514539
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5425/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันแล้ว แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเดียวกัน แต่เมื่อเป็นการฟ้องต่างคดีและโจทก์มีหน้าที่ต้องจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยดังกล่าวมา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 141 วรรคสี่ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้โดยไม่มีตัวจำเลยมาศาลและอ้างว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลในคดีนี้แล้วด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 73, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ให้แผ่นซีดีเพลงเอ็มพี 3 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องจำนวน 98 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ วางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ในคดีนี้ และบวกโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.1066/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และนับโทษจำเลยนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.4837/2552, อ.4844/2552, อ.4845/2552 และอ.4872/2552 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขดำที่ อ.5425/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งได้ยื่นฟ้องมาพร้อมกับคดีนี้ และคดีหมายเลขดำที่ 1274/2552 ของศาลจังหวัดนนทบุรี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องเพราะโจทก์ไม่นำตัวจำเลยมาส่งศาลพร้อมกับฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5425/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันแล้ว แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเดียวกัน แต่เมื่อเป็นการฟ้องต่างคดีและโจทก์มีหน้าที่ต้องจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยดังกล่าวมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคสี่ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้โดยไม่มีตัวจำเลยมาศาลและอ้างว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลในคดีนี้แล้วด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 141 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจักรกฤษณ์ พลายงาม
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13847/2553
#509352
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากนิติบุคคลซึ่งเป็นสถาบันการเงินซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยไม่ได้บรรยายฟ้องตั้งประเด็นพิพาทว่า ถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักสาขาธนาคารทั้งสองแห่งในสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นภูมิลำเนาของธนาคารทั้งสองแห่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 69 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือโจทก์ไม่สามารถยกปัญหาเช่นนี้ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ อันจะเข้าข้อยกเว้นให้โจทก์มีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2535 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับภาษีเดือนดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2545 จึงต้องถือว่าเป็นการประเมินเมื่อพ้นกำหนดสองปี แต่ยังไม่เกินสิบปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ค) จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษีหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏจากผลการตรวจสอบว่า โจทก์มียอดขายเพิ่มขึ้นและมียอดแตกต่างคิดเป็นร้อยละ 43.83 ของฐานภาษีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไว้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีให้โจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ค)

เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์บันทึกรายงานสินค้าและวัตถุดิบที่มีไว้ขายน้อยกว่าสินค้าตามการตรวจสอบมีมูลค่าเป็นเงิน 61,072,244.82 บาท ถือว่าเป็นการขายสินค้าในประเทศ สำหรับสินค้าตามมูลค่าที่ตรวจสอบนั้นไม่อาจระบุได้ว่าเป็นยอดขายของเดือนภาษีใด ซึ่งตามหลักการบัญชีจะต้องนำยอดขาดบัญชีนี้ไปปรับปรุงเป็นยอดสุดท้ายของงวดหรือรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และเป็นคุณแก่โจทก์ในการคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หาใช่ว่าใช้วิธีคำนวณจากฐานภาษีของแต่ละเดือนภาษีตั้งแต่เดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2535 มาคำนวนรวมกันไม่

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบแสดงรายการเป็นรายเดือนพร้อมกับชำระภาษีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 83 ดังนั้น ฐานภาษีที่จะนำมาพิจารณาคำนวณว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไว้ต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาเฉพาะฐานภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการประเมินเท่านั้น

โจทก์ได้รับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มมูลค่าแล้ว แต่โจทก์มีบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระตามงบการเงิน ย่อมมีนัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการลงบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระจำนวนดังกล่าวนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นการค้างชำระค่าหุ้นจริง แต่ถือเสมือนว่าโจทก์ปฏิบัติอย่างอื่นที่ก่อให้เกิดผลเช่นเดียวกับการที่โจทก์ยอมให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่เมื่อกรณีดังกล่าวเป็นเงินให้กู้ยืมอันเนื่องมาจากการเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 เพียงคราวเดียวเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5)

ก่อนถึงฤดูผลิตน้ำตาล โจทก์จะสั่งจ่ายเช็คให้ชาวไร่อ้อยนำไปขายลดให้แก่ธนาคารแล้วนำเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตอ้อยส่งโรงงานให้โจทก์ จากนั้นเมื่อชาวไร่อ้อยนำอ้อยมาขายแก่โจทก์ในแต่ละฤดูการผลิต โจทก์จะคิดราคาอ้อยหักกับจำนวนเงินตามเช็คที่จ่ายไป หากส่งอ้อยได้ไม่พอกับจำนวนเงินตามเช็คโจทก์ถือว่าชาวไร่อ้อยเป็นหนี้โจทก์ตามมูลค่าส่วนที่ขาดอยู่ เมื่อถึงฤดูการผลิตใหม่โจทก์ก็จะออกเช็คให้อีกแม้ยังชำระหนี้เดิมไม่หมด แต่จะจ่ายไม่เต็มจำนวนเงินที่ให้ไว้เดิมและแม้ชาวไร่อ้อยบางรายจะเป็นหนี้โจทก์เป็นเวลานานโจทก์ก็จะไม่ตัดสิทธิที่จะให้เงินช่วยเหลือและมิได้คิดดอกเบี้ย ทั้งจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแม้ยอดหนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะโจทก์เกรงว่าชาวไร่อ้อยรายอื่น ๆ จะไม่นำอ้อยมาส่งโรงงาน เช็คดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ่ายค่าซื้อสินค้าล่วงหน้า อัตราการจ่ายเงินตามเช็คนี้ไม่ได้หมายความว่าชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินเต็มจำนวนนั้น แต่หมายถึงวงเงินที่ชาวไร่อ้อยจะได้เงินช่วยเหลือเป็นเงินค่าปุ๋ยหรือค่ายาฆ่าศัตรูพืชเป็นต้น ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการตลาดไว้ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาว่า การที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าเพื่อช่วยให้ชาวไร่อ้อยนำเช็คไปแลกเงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยวิธีขายลดเช็ค ชาวไร่อ้อยต้องเสียส่วนต่างเป็นดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารพาณิชย์ผู้ซื้อเช็คโดยตรง ชาวไร่อ้อยไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับเพียงให้ชาวไร่อ้อยนำอ้อยที่ปลูกได้มาส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อโจทก์จะได้มีวัตถุดิบอ้อยป้อนเข้าโรงงานน้ำตาลของโจทก์ ข้อตกลงในเรื่องนี้หาได้มีวัตถุประสงค์เป็นการให้กู้ยืมไม่ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่บังคับกันได้ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโจทก์ ธุรกรรมดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่จำเป็นของโจทก์ในการแสวงหาวัตถุดิบคืออ้อยจากชาวไร่อ้อยมาเป็นปัจจัยในการผลิต จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2536 เลขที่ ตส.6/06710060/6/000001 ถึงเลขที่ ตส.6/06710060/6/000022 ลงวันที่ 15 มกราคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.7)/8/2546 ถึงเลขที่ ภญ. (อธ.7)/19/2546 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2546 เฉพาะในส่วนที่ประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยรับจากลูกหนี้ค้างชำระค่าหุ้น และจากลูกหนี้ชาวไร่อ้อยที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้า ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์และรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 จำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีแก่โจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 ถึง 31 ตุลาคม 2535 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 ถึง 31 ตุลาคม 2536 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายสำหรับปีภาษี 2535 และปีภาษี 2536 ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับปีภาษี 2535 และ 2536 ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับปีภาษี 2535 และ 2536 ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2535 ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2536 และมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 ถึง 31 ตุลาคม 2535 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 ถึง 31 ตุลาคม 2536 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยโดยในส่วนของการประเมินภาษีเฉพาะที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2535 และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2535 ถึงตุลาคม 2536

โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ธนาคารทั้งสองแห่งในสาธารณรัฐสิงคโปร์จะเป็นธนาคารสาขา แต่ธนาคารทั้งสองแห่งดังกล่าวก็ได้จดทะเบียนเป็นสถาบันการเงินซึ่งจัดตั้งและดำเนินธุรกิจทางการเงินและการธนาคารภายใต้กฎหมายสาธารณรัฐสิงคโปร์และมีถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาอยู่ในสาธารณรัฐสิงคโปร์ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินและอ้างว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 บัญญัติให้ถือว่า ถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานสาขาเป็นภูมิลำเนาของนิติบุคคลที่มีสำนักงานสาขาด้วย กรณีจึงต้องถือว่าธนาคารสาขาทั้งสองแห่งดังกล่าวมีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย ดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ข้อ 6.2.3 โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากนิติบุคคลซึ่งเป็นสถาบันการเงินซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งตามประกาศใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ฯลฯ ซึ่งประกาศใช้ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2519 ข้อ 11 ดอกเบี้ย 2 (ก) ได้กำหนดอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ส่งไปชำระยังสาธารณรัฐสิงคโปร์ไว้ ซึ่งโจทก์จะต้องนำเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราเพียงไม่เกินร้อยละ 10 ของดอกเบี้ยทั้งสิ้นเพื่อชำระให้จำเลย การที่เจ้าพนักงานประเมินภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ 15 จึงไม่ถูกต้องเท่านั้น โจทก์หาได้บรรยายฟ้องตั้งประเด็นพิพาทว่า ถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสำนักสาขาธนาคารทั้งสองแห่งในสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นภูมิลำเนาของธนาคารทั้งสองแห่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 ด้วย ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือโจทก์ไม่สามารถยกปัญหาเช่นนี้ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ อันจะเข้าข้อยกเว้นให้โจทก์มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

ข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาและโจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2535 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับภาษีเดือนดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2545 กรณีจึงต้องถือว่าเป็นการประเมินเมื่อพ้นกำหนดสองปี แต่ยังไม่เกินสิบปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ในข้อนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแสดงยอดขายเดือนภาษีตุลาคม 2535 เป็นจำนวน 78,016,445.40 บาท แต่ผลการตรวจสอบปรากฏว่าโจทก์มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 177,985,275.20 บาท จึงมียอดแตกต่างอยู่จำนวน 99,968,829.80 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 43.83 ของฐานภาษีที่โจทก์ยื่นแสดงรายการไว้ กรณีจึงเข้าเกณฑ์เป็นการประเมินในกรณีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ค)

เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าโจทก์บันทึกรายงานสินค้าและวัตถุดิบที่มีไว้ขายน้อยกว่าสินค้าตามการตรวจสอบมีมูลค่าเป็นเงิน 61,072,244.82 บาท จึงต้องถือว่าเป็นการขายสินค้าในประเทศสำหรับสินค้าตามมูลค่าที่ตรวจสอบนั้น แต่ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ายอดขายดังกล่าวเป็นยอดขายของเดือนภาษีใด ซึ่งตามหลักการทางบัญชีก็จะต้องนำยอดขาดบัญชีนี้ไปปรับปรุงเป็นยอดสุดท้ายของงวดหรือรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและเป็นคุณแก่โจทก์ในการคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วย หาใช่ว่าใช้วิธีคำนวณจากฐานภาษีของแต่ละเดือนภาษีตั้งแต่เดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2535 มาคำนวณรวมกันไม่

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบแสดงรายการเป็นรายเดือนพร้อมกับชำระภาษีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 83 ดังนั้น ฐานภาษีที่จะนำมาพิจารณาคำนวณว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไว้ต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของฐานภาษีที่แสดงรายการภาษีหรือไม่ จึงต้องพิจารณาเฉพาะฐานภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการประเมินเท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงจากหลักฐานการจดทะเบียนบริษัทจากกระทรวงพาณิชย์และหลักฐานตามงบดุลประกอบการลงบัญชีของบริษัทโจทก์ฟังได้เป็นยุติว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2532 โจทก์ได้จดทะเบียนเพิ่มทุนจำนวน 150,000,000 บาท และโจทก์ได้รับชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์กลับมีบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระตามงบการเงิน จำนวน 48,775,918.69 บาท ย่อมมีนัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การลงบัญชีลูกหนี้ค่าหุ้นค้างชำระจำนวนดังกล่าวนั้น แท้จริงแล้วมิใช่เป็นการค้างชำระค่าหุ้นจริง หากแต่ถือเสมือนว่าโจทก์ปฏิบัติอย่างอื่นที่ก่อให้เกิดผลเช่นเดียวกับการที่โจทก์ยอมให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่อย่างไรก็ดี เมื่อกรณีดังกล่าวเป็นเงินให้กู้ยืมอันเนื่องมาจากการเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 เพียงคราวเดียวเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่ชาวไร่อ้อย มีลักษณะเป็นการจ่ายค่าซื้อสินค้าล่วงหน้า โดยจะมีการคิดหักจากราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยนำมาขายให้แก่โจทก์ในแต่ละฤดูการผลิต หากชาวไร่อ้อยส่งอ้อยให้โจทก์ได้ไม่เพียงพอกับจำนวนเงินที่ได้รับไปโจทก์ก็มิได้คิดดอกเบี้ย กล่าวคือ ก่อนถึงฤดูการผลิต โจทก์จะออกเช็คให้ชาวไร่อ้อยเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตอ้อยส่งโรงงานให้โจทก์ โดยใช้บุคคลเป็นกลุ่มค้ำประกันการชำระหนี้ กลุ่มละ 3 ถึง 5 คน เช็คที่โจทก์ออกให้แก่ชาวไร่อ้อยนี้เรียกกันว่า "เช็คเกี้ยว" จำนวนเงินที่ให้สำหรับชาวไร่อ้อยรายใหม่ที่ยังไม่เคยส่งอ้อยเข้าโรงงานจะอยู่ในวงเงินไม่เกินไร่ละ 2,500 บาท แต่หากเป็นชาวไร่อ้อยรายเก่าที่เคยส่งอ้อยกันมาแล้วเงินช่วยเหลือจะคิดตามจำนวนผลผลิตที่เคยส่งให้แก่โจทก์ในอัตราตันละประมาณ 200 ถึง 500 บาท อัตราการจ่ายเงินเช็คเกี้ยวเช่นว่านี้ไม่ได้หมายความว่าชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินเต็มจำนวนนั้น แต่หมายถึงวงเงินที่ชาวไร่อ้อยจะได้เงินช่วยเหลือเป็นเงินค่าปุ๋ยหรือความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ เช่น ยาฆ่าศัตรูพืชด้วยเป็นต้น ซึ่งมูลค่าปุ๋ยหรือยาฆ่าศัตรูพืชที่โจทก์มอบให้แก่ชาวไร่อ้อยนั้น โจทก์ได้คิดค่าใช้จ่ายในการตลาดรวมไว้ด้วย ชาวไร่อ้อยจะนำเช็คเกี้ยวไปขายลดให้แก่ธนาคาร เมื่อชาวไร่อ้อยนำผลผลิตอ้อยออกมาส่งโรงงาน โจทก์ก็จะคำนวณหักค่าอ้อยกับยอดเงินตามเช็คเกี้ยวที่ชาวไร่อ้อยรับไป ซึ่งตามปกติจะไม่มีหนี้ค้างชำระ แต่อาจเกิดกรณีที่ชาวไร่อ้อยส่งผลผลิตไม่พอกับมูลค่าตามเช็คที่ได้รับไป ก็ต้องถือว่าชาวไร่อ้อยยังเป็นหนี้โจทก์ตามมูลค่าส่วนที่ขาดอยู่ เมื่อถึงฤดูการผลิตอ้อยปีต่อไปโจทก์ก็จะออกเช็คเกี้ยวให้อีก แม้ยังชำระหนี้เดิมไม่หมด แต่จะจ่ายไม่เต็มตามจำนวนเงินที่ให้ไว้เดิม แม้ชาวไร่อ้อยบางรายจะเป็นหนี้โจทก์ติดต่อกันเป็นเวลานานโจทก์ก็จะไม่ตัดสิทธิที่จะให้เงินช่วยเหลือ และก็จะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแม้ยอดหนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าชาวไร่อ้อยรายอื่น ๆ จะไม่นำอ้อยมาส่งโรงงานโจทก์ ดังนี้ การที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าให้ชาวไร่อ้อยนั้นก็เพื่อช่วยเหลือชาวไร่อ้อยให้นำเช็คไปแลกเงินจากธนาคารพาณิชย์โดยวิธีขายลดเช็ค ชาวไร่อ้อยต้องเสียส่วนต่างเป็นดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารพาณิชย์ผู้ซื้อเช็คโดยตรง ชาวไร่อ้อยไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับชาวไร่อ้อยมีผลบังคับเพียงให้ชาวไร่อ้อยนำอ้อยที่ปลูกได้มาส่งมอบให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะคิดราคาอ้อยตามที่โจทก์ได้ใช้เงินไปตามเช็ค ทั้งนี้เพื่อโจทก์จะได้มีวัตถุดิบอ้อยป้อนเข้าโรงงานน้ำตาลของโจทก์ ข้อตกลงและธุรกรรมระหว่างโจทก์กับชาวไร่อ้อยในเรื่องนี้หาได้มีวัตถุประสงค์เป็นการให้กู้ยืมไม่ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่บังคับกันได้ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโจทก์ ธุรกรรมการออกเช็คเกี้ยวดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่จำเป็นของโจทก์ในการแสวงหาวัตถุดิบคืออ้อยจากชาวไร่อ้อยมาเป็นปัจจัยในการผลิต และเป็นยุทธศาสตร์ที่โจทก์จำเป็นต้องใช้เพื่อจูงใจให้ชาวไร่อ้อยผลิตอ้อยมาส่งโรงงานให้โจทก์ และโจทก์ได้ใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการบริหารจัดการธุรกิจของโจทก์ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือได้ว่าธุรกรรมการออกเช็คเกี้ยวให้แก่ชาวไร่อ้อยที่โจทก์กระทำในการประกอบธุรกิจของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมานี้ ไม่เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามนัยแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 69
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 83 ม. 88/6 ม. 91/2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13846/2553
#506190
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้โจทก์ทั้งสองจะมิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรง หรือโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลานานแล้ว หรือการที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างถาวรในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นหลักฐาน ก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองได้ และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยภาระของจำเลย และห้ามไม่ให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการใช้ที่ดินเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายแล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวน้ำฝน ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายและสิ่งปลูกสร้างอื่นออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ามาเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายบ้านเรือนออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยพิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายจาบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 2 ไร่ 80 ตารางวา จำเลยอ้างว่านางฟุ้ง นางเกตุ และจำเลย เป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ที่ดินพร้อมบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยอยู่ในส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ครั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 จากนายจาบ จำเลยโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจังหวัดอ่างทอง ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 228/2531 ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนให้โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของร่วม เห็นว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรืออีกนัยหนึ่งที่ดินพิพาทเป็นของบุคคลอื่นหรือเป็นของจำเลยคดีนี้ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330

โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้โจทก์ทั้งสองจะมิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม หรือโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลานานมาแล้ว ก็มิได้เป็นการซื้อขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการสละสิทธิในส่วนที่ดินพิพาทดังกล่าวที่จำเลยฎีกาเพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดนำมาปรับแล้วทำให้เกิดผลเป็นเช่นนั้น หรือการที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างถาวรในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นหลักฐาน ก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสถียร เรืองรัตน์ กับพวก
นางสมบุญ อยู่สบาย
โดยนางสาวน้ำฝน อยู่สบาย
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายอุทัย ทวีโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชกด
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13846/2553
#514361
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. ผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้มิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม แม้โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และจำเลยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นหลักฐานจำเลยก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 1 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง และสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยภาระของจำเลย และห้ามไม่ให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้วเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวน้ำฝน ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 1 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง และสิ่งปลูกสร้างอื่นออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายบ้านเรือนออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เดิมนายจาบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 2 ไร่ 80 ตารางวา จำเลยอ้างว่านางฟุ้ง นางเกตุ และจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินพร้อมบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยอยู่ในส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ครั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 จากนายจาบ จำเลย โดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนให้โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของร่วม เห็นว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรืออีกนัยหนึ่งที่ดินพิพาทเป็นของบุคคลอื่นหรือเป็นของจำเลยคดีนี้ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้โจทก์ทั้งสองจะมิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม หรือโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลานานมาแล้ว ก็มิได้เป็นการซื้อขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการสละสิทธิในส่วนที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดนำมาปรับแล้วทำให้เกิดผลเป็นเช่นนั้น หรือการที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างถาวรในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นหลักฐาน ก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสถียร เรืองรัตน์ กับพวก
นางสมบุญ อยู่สบาย โดยนางสาวน้ำฝน อยู่สบาย
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13839/2553
#510244
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งให้เข้าใจได้แล้วว่า อุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากโจทก์ซึ่งมีความบกพร่องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขคือ อุปกรณ์ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ตรวจจับควัน และอุปกรณ์วาล์วผีเสื้อปิดเปิดน้ำ ซึ่งโจทก์ก็ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สินค้าอุปกรณ์ดังกล่าวที่ส่งให้จำเลยมิได้ชำรุดบกพร่อง แต่สามารถใช้การได้ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดจากระบบติดตั้งของจำเลยเอง แสดงว่าโจทก์เข้าใจข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งเป็นอย่างดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวที่จำเลยต้องว่าจ้างผู้ชำนาญรายใดมาดำเนินการแก้ไขเป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม

ภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งจากบริษัท ซ. ให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 เอกสารหมาย ล.9 และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงค่าใช้จ่ายนั้นแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขในระบบให้จำเลย แต่ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายแล้วว่าโจทก์ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่เวลาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) แม้จำเลยจะมิได้นำสืบให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นวันเวลาใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่บริษัท ซ. เจ้าของสินค้ามีหนังสือแจ้งจำเลยถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแม้จะนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง ก็ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 เช่นกัน ดังนั้น สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 474

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 313,580.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 350,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 9 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งให้เข้าใจได้แล้วว่าอุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากโจทก์ซึ่งมีความบกพร่องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขก็คืออุปกรณ์ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ตรวจจับควัน และอุปกรณ์วาล์วผีเสื้อปิดเปิดน้ำ ซึ่งโจทก์ก็ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สินค้าอุปกรณ์ดังกล่าวที่ส่งให้จำเลยมิได้ชำรุดบกพร่อง แต่สามารถใช้การได้ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดจากระบบติดตั้งของจำเลยเอง แสดงว่าโจทก์เข้าใจข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งเป็นอย่างดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวที่จำเลยต้องว่าจ้างผู้ชำนาญรายใดให้มาดำเนินการแก้ไขเป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังจากจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องดังกล่าว แต่โจทก์ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ แม้นายขจรศักดิ์หัวหน้าแผนกช่างบริษัทจำเลยในขณะนั้นเบิกความว่า เหตุที่จำเลยมิได้จ่ายค่าสินค้าให้โจทก์เนื่องจากจำเลยได้ติดต่อให้โจทก์มาดำเนินการแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่านายขจรศักดิ์เบิกความด้วยว่า โจทก์ได้พยายามทำการแก้ไข เหตุที่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากโจทก์ไม่มีพนักงานที่มีความรู้พอที่จะทำการแก้ไข ส่วนโจทก์คงมีเพียงนางลักษณา มาเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งจากบริษัทไซบ์เอ็นไวรอนเมนทอลคอนโทรลส์ จำกัดให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงค่าใช้จ่ายนั้นแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขในระบบให้จำเลย แต่ก็ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายแล้วว่าโจทก์ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่เวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) แม้จำเลยจะมิได้นำสืบให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นวันเวลาใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่บริษัทไซบ์เอ็นไวรอนเมนทอลคอนโทรลส์ จำกัด เจ้าของสินค้ามีหนังสือแจ้งจำเลยถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแม้จะนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง ก็ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 เช่นกัน ดังนั้น สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย โดยคงกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแทนจำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกาจำนวน 100 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 474
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยแอร์มูฟเมนต์ แอนด์ คอนโทรล จำกัด
จำเลย — บริษัทแชงกรี-ลา โฮเต็ล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประยุทธ ไชยพิณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันทมณี
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13825/2553
#514360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 และจำเลยได้รับเงินกู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยได้รับเงินไปจากโจทก์ จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันการทำสัญญานายหน้าจัดส่งคนงานไปทำงานที่ไต้หวัน เท่ากับจำเลยให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องซึ่งเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองไม่สมบูรณ์ เพราะไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 จำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

ที่จำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้หมดแล้วนั้น ก็เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้จำนอง หาใช่การนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ไม่ และการนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ต่างประเทศก็มิใช่การนำสืบถึงการใช้เงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 653 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 323,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 190,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยรับเงินไปจากโจทก์ แต่จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประกันการทำสัญญานายหน้าจัดส่งคนงานไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 323,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 190,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 2 ธันวาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล (ประทัดบุ) อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 โจทก์รับจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่จำนวน 22 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา หรือจำเลยทำสัญญาจำนองเป็นประกันค่านายหน้าในการที่โจทก์จัดส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา โจทก์ฎีกาเป็นข้อแรกว่า หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินทั้งแปลงแก่ผู้รับจำนองเพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินของตนที่ได้กู้ยืมเงินไปจากผู้รับจำนอง และคู่สัญญาตกลงให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย..." และในข้อ 3 ระบุว่า "ผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้ว" แต่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 เป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้หมดแล้ว เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 และจำเลยไม่อาจนำพยานบุคคลมาสืบว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วได้ เพราะการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 และจำเลยได้รับเงินกู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยได้รับเงินไปจากโจทก์ เท่ากับจำเลยให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องซึ่งเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 จำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่จำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 เป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้หมดแล้วนั้น ก็เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้จำนอง หาใช่การนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ไม่ และการนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ต่างประเทศก็มิใช่การนำสืบการใช้เงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 653 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่โจทก์ฎีกา

ที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ในคำฟ้องตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีหนังสือสัญญาจำนองที่ดินลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 เอกสารหมาย จ.1 ระบุข้อความว่า จำเลยจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลประทัดบุ (ไพล) อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยตกลงให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินและจำเลยผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้วกับมีนางสยุมพร เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เจ้าพนักงานที่ดินจะสอบสวนเกี่ยวกับที่มาของการที่คู่สัญญาจะมาทำนิติกรรม เช่น หากจะมาจำนองที่ดินเจ้าพนักงานก็จะสอบถามว่าจำนวนทุนทรัพย์เท่าใด ดอกเบี้ยเท่าใด มีสิ่งปลูกสร้างภายในที่ดินนั้นหรือไม่ และมีการรับเงินกันแล้วหรือไม่ หากยังไม่มีการรับเงินกันเจ้าพนักงานที่ดินก็จะไม่ทำการจดทะเบียนให้ก็ตาม แต่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 จำเลยมาขอกู้เงินจากโจทก์จำนวน 190,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจะชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี โดยจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา และโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่บ้านของนางเล็ก มารดาโจทก์ โดยนางเล็กรู้เห็นด้วย โจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยเป็นเงินสดโดยโจทก์เบิกเงินมาจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปราสาท แสดงว่าโจทก์มิได้ส่งมอบเงินสดจำนวน 190,000 บาท ให้แก่จำเลยที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ดังที่ปรากฏในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งหากโจทก์เบิกเงินจำนวน 190,000 บาท มาจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปราสาท ในวันนั้นจริง เมื่อยังไม่มีการทำหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือให้จำเลยลง

ลายมือชื่อเป็นผู้กู้ไว้และโจทก์ประสงค์ที่จะใช้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือดังที่ระบุในสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าว ก็ควรอย่างยิ่งที่โจทก์ต้องไม่มอบเงินสดจำนวน 190,000 บาท แก่จำเลยไปก่อนทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ต้องมอบเงินจำนวนนั้นให้จำเลยที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ขณะทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แต่โจทก์กลับหาได้ทำเช่นนั้นไม่ ปัญหาว่าโจทก์ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่บ้านของนางเล็กมารดาโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความจริงหรือไม่ โจทก์ก็มิได้นำนางเล็กมาเบิกความสนับสนุน ทั้งปรากฏว่าที่โจทก์เบิกความดังกล่าวก็ขัดแย้งกับที่นายสังวาลย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในการจดทะเบียนจำนองตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เบิกความว่า นายสังวาลย์เห็นจำเลยรับเงินที่บ้านของโจทก์โดยมีนางเล็กมารดาโจทก์อยู่ด้วย ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการส่งมอบเงินที่กู้ยืมเป็นสาระสำคัญของสัญญากู้ยืมเงิน เพราะสัญญากู้ยืมเงินจะสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบเงินที่ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 สถานที่ส่งมอบเงินที่กู้ยืมเงินจึงเป็นสาระสำคัญของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการส่งมอบเงินที่ยืมให้ผู้กู้หรือไม่ เมื่อคำเบิกความของโจทก์และนายสังวาลย์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญว่ามีการส่งมอบเงินที่ยืมจำนวน 190,000 บาท ให้แก่จำเลยที่บ้านของนางเล็กมารดาโจทก์หรือที่บ้านของโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่ได้นำนางเล็ก มาเบิกความสนับสนุนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างใดแน่ และจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จำนวน 190,000 บาท จากโจทก์โดยจำเลยได้รับเงินกู้จำนวนดังกล่าวแล้ว ส่วนจำเลยมีจำเลย นายสำราญ เจริญรัมย์ สามีจำเลยนางสาวขวัญชนก บุตรจำเลย นายวิทยา บุตรจำเลย นายทวด และนางจงดี ซึ่งเคยขอให้โจทก์นำบุตรนายทวดและบุตรนางจงดีไปทำงานในต่างประเทศมาเบิกความเป็นพยานจำเลยได้ความว่า จำเลยเคยไปติดต่อโจทก์เพื่อขอส่งบุตรจำเลยจำนวน 3 คน ได้แก่ นายวัชรินทร์ นายวิทยา และนางสาวขวัญชนก ไปทำงานในต่างประเทศที่ดินแดนไต้หวัน โดยมีบริษัทธาดาอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 354/14 หมู่ที่ 7 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์หมายเลข 538246 เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งคนงานเพื่อเดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันหรือสอบถามที่พี่เล็ก (หมายถึงนางเล็ก มารดาโจทก์) บ้านเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์หมายเลข 551137 และ 532369 โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-4709429 และ 01-4709430 จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นค่านายหน้าที่โจทก์ดำเนินการส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวัน โจทก์ไม่ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลย โจทก์ส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันโดยเป็นผู้ทำสัญญาประกันชีวิตให้แก่บุตรจำเลยทั้งสามคนตามสัญญาจ้างแรงงานลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 ที่บริษัทเชียงเย็นเท็กซ์ไทล จำกัด ที่ดินแดนไต้หวันว่าจ้างนางสาวขวัญชนกบุตรจำเลยมีกำหนด 2 ปี สัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2542 ที่บริษัทจัดหางานกรุงเทพสุ้นฮวดเทรดดิ้ง จำกัด ทำกับนางสาวขวัญชนกบุตรจำเลยซึ่งเป็นคนหางาน ใบคำขอเอาประกันชีวิตประเภทสามัญชนิดทั่วไปลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ที่โจทก์เป็นตัวแทนเอาประกันชีวิตให้แก่นายวิทยาบุตรจำเลยในการเดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวัน ตามกรมธรรม์เลขที่ 240599 กรมธรรม์เลขที่ 0240599 ใบคำขอเอาประกันชีวิตประเภทสามัญชนิดทั่วไปลงวันที่ 21 กันยายน 2542 ที่โจทก์เป็นตัวแทนเอาประกันชีวิตให้แก่นายวัชรินทร์บุตรจำเลยในการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันตามกรมธรรม์เลขที่ 259179 กรมธรรม์เลขที่ 0259179 สัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2542 ที่บริษัทธาดาอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำกับนายวัชรินทร์บุตรจำเลยซึ่งเป็นคนหางาน โดยโจทก์คิดค่านายหน้าเป็นเงินจำนวนคนละ 165,000 บาท จำเลยได้นำที่ดินไปจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ค่านายหน้าดังกล่าวรวมจำนวน 7 แปลง โดยเป็นที่ดินของจำเลย 1 แปลง ส่วนที่ดินแปลงที่เหลือเป็นของบุคคลอื่นตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองและโฉนดที่ดิน หลังจากบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันแล้ว บุตรจำเลยทั้งสามคนได้ส่งเงินที่ทำงานได้มาให้นายสำราญ สามีจำเลย นายสำราญและจำเลยได้นำเงินไปชำระให้แก่โจทก์โดยโจทก์หรือบุคคลอื่นจะลงบันทึกการรับเงินไว้ จำเลยชำระค่านายหน้าให้แก่โจทก์ในส่วนของนายวัชรินทร์และนายวิทยาครบถ้วนแล้ว ในส่วนของนางสาวขวัญชนกจำเลยได้ชำระตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2544 จำนวน 265,218 บาท การชำระเงินแก่โจทก์นายสำราญเป็นผู้นำไปชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ตามสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ สาขาปราสาท 462 เลขที่ 462 0362840 จากพยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวจำเลยนำสืบข้อเท็จจริงได้อย่างมีน้ำหนักและเหตุผลเชื่อมโยงสอดคล้องกันกล่าวคือ ใบปลิวโฆษณาการจัดส่งคนงานไปทำงานที่ดินแดนไต้หวัน ระบุไว้ชัดเจนให้ผู้สนใจไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันติดต่อสอบถามรายละเอียดได้จากบริษัทธาดาอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือที่นางเล็กมารดาโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานที่บริษัทเชียงเย็นเท็กซ์ไทล จำกัด ที่ดินแดนไต้หวันว่าจ้างนางสาวขวัญชนกบุตรจำเลยมีกำหนด 2 ปี และสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่บริษัทจัดหางานกรุงเทพสุ้นฮวดเทรดดิ้ง จำกัด ทำกับนางสาวขวัญชนกบุตรจำเลยซึ่งเป็นคนหางาน ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 22 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นช่วงวันเวลาที่ใกล้เคียงกับช่วงวันเวลาที่จำเลยทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ใบคำขอเอาประกันชีวิตลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 และวันที่ 21 กันยายน 2542 ซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนเอาประกันชีวิตให้แก่นายวิทยาและนายวัชรินทร์บุตรจำเลย ตามลำดับนั้น ระบุไว้ชัดเจนในลักษณะธุรกิจของนายวิทยาและนายวัชรินทร์ว่า "เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน" พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันโดยคิดค่านายหน้าเป็นเงินจำนวนคนละ 165,000 บาท และเมื่อพิจารณาประกอบกับบัญชีสรุปยอดรายการที่จำเลยชำระเงินค่านายหน้าแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2544 จำนวน 22 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 265,218 บาท และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาปราสาท 462 ของนายสำราญสามีจำเลย ที่นายสำราญนำเงินที่ได้รับจากบุตรจำเลยทั้งสามคนเนื่องจากการทำงานที่ดินแดนไต้หวันเข้าฝากและถอนหลายรายการไปชำระให้แก่โจทก์แล้ว เชื่อว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่านายหน้าในการที่โจทก์จัดส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันการชำระหนี้ในการที่โจทก์จัดส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้ดังกล่าวแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 653 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพจมาน เชื้อเพ็ง
จำเลย — นางคำเมาหรือคำเบา เจริญรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13813/2553
#508366
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลย ในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตามพ.ร.บ.จราจรทางบก แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตามพ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง), 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จำคุก 8 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน ริบของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 102 (3 ทวิ) ม. 127 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสุชิน รุ่งคณาวุฒิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายเรืองศักดิ์ ฮั่วจั่น
ศาลอุทธรณ์ — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13813/2553
#514359
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหยกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง), 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จำคุก 8 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน ริบของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก แต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 102 (3 ทวิ) ม. 127 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสุชิน รุ่งคณาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13803/2553
#507051
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี โดยมิได้แก้บทมาตราเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่า จ่าสิบตำรวจ ว. ผู้ร่วมจับกุมจำเลยไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองเคตามีน การแก้ไขบันทึกการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้กระทำขึ้นเองโดยจำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วย ทั้งบันทึกดังกล่าวมิได้ทำขึ้น ณ สถานที่จับกุมจึงรับฟังไม่ได้ และหากศาลฟังว่าจำเลยกระทำความผิด ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6 (7 ทวิ), 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบคีตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี โดยมิได้แก้บทมาตราด้วยเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่า จ่าสิบตำรวจวัชรพล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองคีตามีน การแก้ไขบันทึกการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้กระทำขึ้นเองโดยจำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วย ทั้งบันทึกดังกล่าวมิได้ทำขึ้น ณ สถานที่ที่จับกุมจึงรับฟังไม่ได้ และหากศาลฟังว่าจำเลยกระทำความผิด ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอดิศร ฉิมยินดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายภิญณชาตก์ คูหากาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13788/2553
#514358
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้ว ผู้ประกันได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งแก่ผู้ประกันและผู้ประกันยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงเป็นการยื่นไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย

ส่วนที่ผู้ประกันขอให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำสั่งกรณีของดหรือลดค่าปรับไปในคราวเดียวกันนี้ด้วยนั้น เนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ฉะนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะพิจารณาและมีคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งของผู้ประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อไป ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของผู้ประกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2545 มาตรา 120 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 360 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 5, 12, 50, 63 และริบรถขุดตัก (แบ็กโฮ) เรือดูดทรายและท่อเหล็กของกลาง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงให้แยกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 8 เดือน กับให้ริบรถขุดตัก (แบ็กโฮ) เรือดูดทรายและท่อเหล็ก ของกลาง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกัน ประกันตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในชั้นอุทธรณ์โดยผู้ประกันทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า ผู้ประกันจะส่งตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานหรือศาล มิฉะนั้น ผู้ประกันยอมรับผิดในกรณีไม่อาจส่งตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ เป็นเงินคนละ 100,000 บาท ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกัน โดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และปรับผู้ประกันเป็นเงิน 300,000 บาท กับนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ 1 วัน ผู้ประกันยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้ลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกัน ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้งดหรือลดค่าปรับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ประกัน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ประกันโดยอ้างว่า ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์คำสั่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้ว ผู้ประกันได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งแก่ผู้ประกันจนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2551 และผู้ประกันยื่นอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 28 มีนาคม 2551 นั้นเอง จึงเป็นการยื่นไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ประกันโดยเหตุว่าผู้ประกันยื่นอุทธรณ์คำสั่งล่วงเลยระยะเวลาที่จะอุทธรณ์ได้แล้วจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ประกันฟังขึ้น ส่วนที่ผู้ประกันขอให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำสั่งกรณีของดหรือลดค่าปรับไปในคราวเดียวกันนี้ด้วยนั้นเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ฉะนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะพิจารณาและมีคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งของผู้ประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อไป ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ของผู้ประกันได้

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ประกันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ประกัน — นางสมชิด เวศสุวรรณ์
จำเลย — นายสมิทธินันท์ กลั่นแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13745/2553
#508333
เปิดฉบับเต็ม

ตามเจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 1548 บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก โดยทั้งเด็กและมารดาเด็กจะต้องไปแสดงความยินยอมต่อนายทะเบียนด้วยนั้น มีความมุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิที่เด็กจะพึงได้รับจากผู้เป็นบิดาอันเป็นเรื่องประโยชน์ของเด็กและการให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่างไรก็ตามการที่กฎหมายบังคับให้ผู้ขอรับรองบุตรต้องได้รับความยินยอม ก็ต่อเมื่อเด็กและมารดาเด็กอยู่ในฐานะที่จะให้ความยินยอมได้เท่านั้น เมื่อโจทก์เคยไปติดต่อสำนักงานเขตดุสิตเพื่อจดทะเบียนว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอายุเพียง 7 ปี เป็นบุตรของตน แม้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือตามระเบียบ แต่เจ้าพนักงานแจ้งโจทก์ว่าต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองก่อน และโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 มารดาของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการ แต่จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบปฏิเสธและจำเลยที่ 2 อยู่ในวัยไร้เดียงสาไม่สามารถให้ความยินยอมได้จึงเป็นที่เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า การที่จะให้โจทก์ไปยื่นคำร้องจดทะเบียนเป็นหนังสือเพื่อให้นายทะเบียนมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองตามมาตรา 1548 วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอต่อศาลขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ด.ญ. ม.หรือ ณ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ จำเลยที่ 2 ต่อมาปี 2545 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แยกทางกัน แต่โจทก์ยังคงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ต้นเดือนพฤษภาคม 2551 โจทก์ไปติดต่อที่สำนักงานเขตดุสิตเพื่อจดทะเบียนรับรองบุตร โดยไม่ได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือ แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดุสิตปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าต้องนำตัวจำเลยทั้งสองมาให้ความยินยอม โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 เพื่อนำจำเลยที่ 2 ไปให้ความยินยอม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแล้วได้ให้ทนายความมีหนังสือตอบปฏิเสธไม่ให้ความยินยอมจดทะเบียนเป็นบุตร โจทก์จึงฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนเขตเป็นหนังสือแต่ประการใด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายในหกสิบวันนับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กหรือมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่า เด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กอยู่นอกประเทศไทย ให้ขยายเวลานั้นเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบวัน" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล" เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของบทกฎหมายบิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ทั้งเด็กและมารดาเด็กจะต้องไปแสดงความยินยอมต่อนายทะเบียนด้วย ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิที่เด็กจะพึงได้รับจากผู้เป็นบิดาเป็นเรื่องประโยชน์ของเด็กและการให้ความยินยอมเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจะให้ความยินยอมแทนไม่ได้ การที่กฎหมายบังคับให้ผู้ขอรับรองบุตรต้องได้รับความยินยอมก็ต่อเมื่อเด็กและมารดาเด็กอยู่ในฐานะที่จะให้ความยินยอมได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เคยไปติดต่อสำนักงานเขตดุสิตเพื่อจดทะเบียนว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งอายุเพียง 7 ปีเศษ เป็นบุตรของตนแม้จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือตามระเบียบ แต่เจ้าพนักงานแจ้งว่าต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองก่อน และโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 มารดาของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการ แต่จำเลยที่ 1 กลับให้ทนายความมีหนังสือตอบปฏิเสธดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 2 อายุเพียง 7 ปีเศษ ยังไร้เดียงสา ดังนั้น การที่โจทก์จะไปยื่นคำร้องจดทะเบียนเป็นหนังสืออีกเพื่อให้นายทะเบียนมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองตามมาตรา 1548 วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพราะเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ทั้งสิทธิของจำเลยที่ 2 อันจะพึงได้รับต้องเนิ่นนานออกไป พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จดทะเบียนว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะคัดค้านและจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในฐานะให้ความยินยอมได้ แต่การคัดค้านจะต้องคัดค้านว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่บุตรของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโจทก์เช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้จดทะเบียนว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์จดทะเบียนว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฟิลลิปโป บาสเซตติ
จำเลย — นางสาวโสภิณหรือกวินยาพร มีวัฒนานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายถาวร พงศ์ตระกูลนนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สิริรัตน์ จันทรา
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13740/2553
#555019
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้นและนำไปใช้เป็นหนังสือรับรองผลงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ห. ซึ่งตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควมคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมาย ดังนี้ ผู้ที่จะลงลายมือชื่อรับรองผลงานตามหนังสือดังกล่าวจึงเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ห. และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หนังสือรับรองผลงานจึงเป็นเอกสารที่ออกโดยเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จึงเป็นเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) แม้ผู้ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองผลงานดังกล่าวมิใช่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ห. ก็ไม่ทำให้เป็นเพียงเอกสารดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานปลอมหนังสือรับรองผลงานอันเป็นเอกสารราชการและใช้หนังสือรับรองผลงานอันเป็นเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา 265), 83 จำเลยทั้งสองปลอมเอกสารราชการเพื่อนำไปใช้เป็นเจตนาเดียว เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือรับรองผลงานไม่ใช่เอกสารราชการ โดยนายสมโชค ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่และไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จึงไม่มีหน้าที่ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ซึ่งหนังสือรับรองผลงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยที่ 2 มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า เอกสารที่จำเลยที่ 2 ทำปลอมขึ้นเป็นหนังสือรับรองผลงานขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมาย ดังนี้ ผู้ที่จะลงลายมือชื่อรับรองผลงานตามหนังสือดังกล่าวจึงเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หนังสือรับรองผลงานจึงเป็นเอกสารที่ออกโดยเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) ระบุว่า "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย ดังนั้น หนังสือรับรองผลงานจึงเป็นเอกสารราชการ แม้ผู้ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองผลงานปลอมมิใช่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ ก็ไม่ทำให้หนังสือรับรองผลงานซึ่งเป็นเอกสารราชการแล้วเป็นเพียงเอกสารดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารราชการดังกล่าวขึ้นทั้งฉบับและถ่ายสำเนาหนังสือรับรองผลงานซึ่งเป็นเอกสารราชการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมแล้วนำไปใช้อ้างแสดงต่อสำนักงานเทศบาลตำบลเชียงกลาง เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงและน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานปลอมหนังสือรับรองผลงานอันเป็นเอกสารราชการและฐานใช้หนังสือรับรองผลงานอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือรับรองผลงานแล้วนำไปใช้อ้างแสดงต่อสำนักงานเทศบาลตำบลเชียงกลาง เพื่อยื่นซองประกวดราคาโครงการปรับปรุงถนนลูกรัง ตามฟ้องโจทก์นับเป็นการกระทำที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน และเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของราชการหรือผู้อื่นที่เกี่ยวข้องพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 เข็ดหลาบและเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยที่ 2 สมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษ อีกทั้งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้มีระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ให้จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 264 ม. 265 ม. 268
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 60 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรชัยภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายพิทัฒ กองใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13725/2553
#508353
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบรรยายโดยสรุปได้ความว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารกับบริษัทผู้เสียหาย การก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จและอาคารดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้านจึงแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบริษัทผู้เสียหายก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่จำเลยกลับไม่ยอมชำระราคากับรับมอบที่ดินและอาคารจากบริษัทผู้เสียหาย เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จตามที่จำเลยแจ้งลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และต่อมาจำเลยใช้อ้างเอกสารราชการดังกล่าวต่อประธานศาลปกครองสูงสุดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย คำบรรยายฟ้องดังกล่าวนั้นได้อ้างถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิด ทั้งบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วด้วย อันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267 และ 268 โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่พาดพิงและเจาะจงว่ากล่าวถึงผู้เสียหายอันเป็นเหตุให้สิทธิของผู้เสียหายถูกกระทบกระเทือน ผู้เสียหายจึงได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์สืบพยานได้ 3 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการเขต 4 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการเขต 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายโดยสรุปได้ความว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารกับบริษัทผู้เสียหาย การก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จและอาคารดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้าน จึงแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบริษัทผู้เสียหายก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่จำเลยกลับไม่ยอมชำระราคากับรับมอบที่ดินและอาคารจากบริษัทผู้เสียหาย เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จตามที่จำเลยแจ้งลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และต่อมาจำเลยใช้อ้างเอกสารราชการดังกล่าวต่อประธานศาลปกครองสูงสุดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย เห็นว่า จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวนั้นได้อ้างถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดทั้งบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วด้วย อันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 268 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่พาดพิงและเจาะจงว่ากล่าวถึงผู้เสียหายอันเป็นเหตุให้สิทธิของผู้เสียหายถูกกระทบกระเทือน ดังนั้นผู้เสียหายจึงได้รับความเสียหายโดยตรงซึ่งย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบได้ 3 ปาก แล้วโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป จึงให้งดสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่สามารถพิจารณาเองได้ตามอำนาจศาลที่เห็นสมควรดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาก็ตาม เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานหากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย ต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาด้วยมิฉะนั้นศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็เป็นดุลพินิจในการพิจารณาคดีอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์นั้นเอง ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยอาจจะเป็นความผิดตามฟ้องของโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่สืบพยานตามที่โจทก์ร้องขอจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นคดีนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยอันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ได้นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยมาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานเพียงเท่าที่ปรากฏนั้นยังไม่เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติเพียงพอที่จะให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาวินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30 ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น
โจทก์ร่วม — บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด
จำเลย — นายประเสริฐ เหล่าโสภาพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13689/2553
#507750
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออาคารที่จำเลยครอบครองต่อจาก ส. ซึ่งถึงแก่ความตาย ปลูกสร้างห่างจากเขตที่ดินข้างเคียง 45 เซนติเมตร อันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงและเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองสวรรคโลก เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2500 และเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงชอบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 แม้ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดข้อยกเว้นให้สามารถก่อสร้างผนังของอาคารห่างเขตที่ดินน้อยกว่า 50 เซนติเมตรได้ หากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงในกรณีก่อสร้างชิดเขตที่ดิน และ ช. เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ทำหนังสือยินยอมเช่นว่าให้แก่ ส. ซึ่งเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว อันแตกต่างไปจากกฎหมายเดิมที่ใช้ขณะจำเลยกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกฎหมายยกเว้นความผิดของจำเลยที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกลับกลายเป็นไม่เป็นความผิด จำเลยจึงยังไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 แต่เมื่อจำเลยไม่ต้องรื้อถอนอาคารพิพาทโดยผลของกฎหมายดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษปรับจำเลยรายวันไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ คงลงโทษปรับจำเลยรายวันได้เพียงถึงวันก่อนวันที่กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษปรับรายวันนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป อันเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) มีผลใช้บังคับแล้วนั้นแม้เป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในข้อดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 40, 42, 66 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 40, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท กับให้ปรับรายวันอีกวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กรกฎาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารเสร็จ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อปี 2530 นายสมพร สามีของจำเลย ได้รับใบอนุญาตจากเทศบาลเมืองสวรรคโลก ให้ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 ชั้น จำนวน 3 คูหา บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4580 ถึง 4582 ซึ่งเป็นที่ดินของนายสมพรกับจำเลย รวมพื้นที่ 728 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อปี 2541 นางสาวชวนพิศ เจ้าของที่ดินข้างเคียงร้องเรียนต่อเทศบาลเมืองสวรรคโลกว่า นายสมพรก่อสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของนางสาวชวนพิศ ในปี 2542 นายสมพรถึงแก่ความตาย จำเลยจึงครอบครองอาคารดังกล่าวแทน ต่อมาในปี 2543 นางสาวชวนพิศร้องเรียนต่อเทศบาลเมืองสวรรคโลกอีก เทศบาลเมืองสวรรคโลกจึงไปตรวจสอบอาคารดังกล่าวอีกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2543 พบว่าการก่อสร้างอาคารไม่ถูกต้องโดยตัวอาคารจากผนังด้านนอกมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินข้างเคียง 45 เซนติเมตร ซึ่งต่ำกว่า 50 เซนติเมตร และมีส่วนที่ยื่น ได้แก่ กันสาด และท่อน้ำทิ้ง 2 แท่ง ผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนวิธีการและเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ในใบอนุญาต และฝ่าฝืนเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองสวรรคโลก เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2500 ข้อ 60 นายสมชาติ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสวรรคโลกในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยในฐานะเจ้าของและผู้ครอบครองรื้อถอนอาคารบางส่วนรวม 3 ครั้ง ตามคำสั่งลงวันที่ 13 มีนาคม 2543 วันที่ 25 เมษายน 2543 และวันที่ 5 มิถุนายน 2543 จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 และวันที่ 7 มิถุนายน 2543 ตามลำดับ แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่ยอมรื้อถอนภายในกำหนดและไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง ตามสำเนาคำสั่งและใบตอบรับในประเทศ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารพิพาทหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นางสาวชวนพิศไม่ได้ยินยอมให้นายสมพรปลูกสร้างอาคารชิดแนวเขตที่ดินโดยวิธีทำผนังร่วมกัน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะดำเนินการได้ เห็นว่า ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2498) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479 ข้อ 56 วรรคสอง และเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองสวรรคโลก เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2500 ข้อ 60 วรรคสอง บัญญัติว่า อาคารที่ปลูกชิดกับที่ดินของผู้อื่นนั้นจะมีระยะห่างจากเขตที่ดินต่ำกว่า 50 เซนติเมตรไม่ได้ เว้นแต่จะปลูกสร้างโดยวิธีตกลงทำผนังร่วมกัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เสียประโยชน์ในทางสถาปัตยกรรม เมื่ออาคารพิพาทอยู่ห่างจากเขตที่ดินของนางสาวชวนพิศ 45 เซนติเมตร อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าวและเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงชอบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งได้แก่นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสวรรคโลกจะมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่านางสาวชวนพิศได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ ประกอบกับปรากฏว่าก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ใช้บังคับ โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 แล้ว ซึ่งในข้อ 50 บัญญัติว่า ผนังของอาคารที่มีหน้าต่าง ประตูช่องระบายอากาศหรือช่องแสงหรือระเบียงของอาคารต้องมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินดังนี้

(1) อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร

(2) อาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 3 เมตร

ผนังของอาคารที่อยู่ห่างเขตที่ดินน้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน (1) หรือ (2) ต้องอยู่ห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เว้นแต่จะก่อสร้างชิดเขตที่ดินและอาคารดังกล่าวจะก่อสร้างได้สูงไม่เกิน 15 เมตร ผนังของอาคารที่อยู่ชิดเขตที่ดินหรือห่างจากเขตที่ดินน้อยกว่าที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ต้องก่อสร้างเป็นผนังทึบ และดาดฟ้าของอาคารด้านนั้นให้ทำผนังทึบสูงจากดาดฟ้าไม่น้อยกว่า 1.80 เมตร ในกรณีก่อสร้างชิดเขตที่ดินต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านนั้นด้วย

ดังนี้ แม้นางสาวชวนพิศได้ทำหนังสือให้ความยินยอมไว้ โดยยินยอมให้นายสมพรปลูกสร้างอาคารพิพาทชิดแนวเขตที่ดินได้ กับทั้งไม่ปรากฏว่าผนังของอาคารพิพาทไม่ใช่ผนังทึบและไม่ปรากฏว่าอาคารพิพาทมีดาดฟ้าที่ต้องทำผนังทึบสูงจากดาดฟ้าไม่น้อยกว่า 1.80 เมตร ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่ทำให้สามารถที่จะปลูกสร้างอาคารชิดแนวเขตที่ดินในระยะต่ำกว่า 50 เซนติเมตรได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) อันแตกต่างไปจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ยกเว้นความผิดของจำเลยที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารดังกล่าวซึ่งมีผลเป็นความผิดไปแล้วนั้นกลับกลายเป็นไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด จำเลยจึงยังไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 แต่อย่างไรก็ตาม โดยผลของกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) อาคารดังกล่าวสามารถปลูกสร้างห่างจากเขตที่ดินข้างเคียงในระยะที่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร ได้ อันเนื่องจากความยินยอมของนางสาวชวนพิศเจ้าของที่ดินข้างเคียงจำเลยจึงไม่ต้องรื้อถอนอาคารส่วนที่อยู่ห่างจากเขตที่ดินข้างเคียงในระยะที่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร อีก แต่ยังถือว่าจำเลยมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งมีผลสำเร็จไปแล้วจนถึงก่อนวันที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) มีผลใช้บังคับ กล่าวคือ นับถัดจากวันพ้นกำหนด 30 วัน หลังจากจำเลยทราบคำสั่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันก่อนวันที่กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เท่านั้น จึงสามารถลงโทษปรับจำเลยรายวันได้เพียงช่วงระยะเวลาดังกล่าว แต่ไม่อาจลงโทษปรับรายวันไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยการรื้อถอนอาคารพิพาทได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษปรับรายวันนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป อันเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543)มีผลใช้บังคับแล้วนั้น ก็เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับจำเลยรายวันในช่วงระยะเวลาก่อนวันฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่โทษปรับรายวันให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 42 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นางเสมอใจ นิติธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายอนุรุท กิ่งเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13669/2553
#514357
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. กำหนดให้การขอทุเลาการบังคับคดี อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้นๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับภายใต้บังคับเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดวิธีการไว้เป็นพิเศษ ไม่อยู่ในบังคับแห่งการอุทธรณ์และฎีกาอย่างเรื่องอื่นๆ จำเลยที่ 1 จึงฎีกาคำสั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต่อศาลฎีกาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พร้อมทั้งบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 87746 ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และงดใช้ทางเข้าออกผ่านที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 87748 และ 87751 ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินหรือบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และงดใช้ที่ดินของโจทก์เป็นทางเข้าออก กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 นี้มาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งแก้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ทุเลาการบังคับจำเลยที่ 1 ไว้ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือให้จำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายตามจำนวนที่ศาลฎีกาเห็นสมควรมาวางศาลเป็นประกันระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น เห็นว่า การขอทุเลาการบังคับกฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้นๆไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กฎหมายไม่ประสงค์จะให้ศาลฎีกาไปเกี่ยวข้องกับการขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับภายใต้บังคับเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสี่ และการขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดวิธีการไว้เป็นพิเศษ ไม่อยู่ในบังคับแห่งการอุทธรณ์และฎีกาอย่างเรื่องอื่นๆ จำเลยที่ 1 จะฎีกาคำสั่งเกี่ยวกับการขอทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส ดี แอล เทรดดิ้ง จำกัด
โจทก์ร่วม — นายอนุชา อังศุสิงห์ กับพวก
จำเลย — บริษัทชลกานต์ วอเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13627/2553
#510234
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า นายทะเบียนหมายความว่านายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนประจำจังหวัดแล้วแต่กรณี การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานดังกล่าวย่อมหมายถึงการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนประจำจังหวัด แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายดีวีดีคาราโอเกะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 54 มาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 47, 54, 81, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งให้ซีดีเพลงและดีวีดีคาราโอเกะรวม 63 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 54, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายในฟ้อง จำเลยนำดีวีดีคาราโอเกะอันเป็นวีดิทัศน์ออกให้เช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และจำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องมีเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและคำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือลงโทษในความผิดฐานดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) (8) การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเพียงพิพากษาว่าคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโดยมิได้มีเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งตามมาตรา 4 บัญญัติว่า "นายทะเบียน" หมายความว่า นายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนประจำจังหวัดแล้วแต่กรณี ดังนั้น การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานดังกล่าวย่อมหมายถึงการประกอบกิจการดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนกลางหรือนายทะเบียนประจำจังหวัด แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายดีวีดีคาราโอเกะ โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการขาย โดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้น ประกอบด้วยบุคคลตามมาตรา 16 และคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 18 มิใช่เป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ตามมาตรา 54 คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 54 มาด้วยก็ตาม ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานนำวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง, 81 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท ยกฟ้องฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายอิทธิพล ยังเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวจิระวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13619/2553
#514183
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องตามสัญญาจ้างทำของอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 601 นั้น ใช้บังคับแก่เฉพาะกรณีความรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 600 กล่าวคือ ในกรณีที่มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาและงานที่ทำปรากฏการชำรุดบกพร่องขึ้นภายหลัง 1 ปี นับแต่วันส่งมอบหรือที่ปรากฏขึ้นภายใน 5 ปี สำหรับสิ่งปลูกสร้างในพื้นดิน กรณีตามคำฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตามข้อสัญญาซึ่งกำหนดความรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องไว้เป็นอย่างอื่น กรณีดังกล่าวจึงไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 333,402.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 333,402.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียนสูง 7 ชั้น ของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี เป็นเงิน 33,773,110 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคารเรียนสูง 7 ชั้น ให้แก่โจทก์และส่งมอบงานแล้วเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2542 คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างของโจทก์ได้ทำการตรวจรับงานและออกหนังสือตรวจการจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2542 หลังจากนั้นอาคารเรียนที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นหลายรายการจำเลยที่ 1 ส่งช่างเข้าไปซ่อมแซมให้แก่โจทก์แล้วหลายครั้ง แต่ที่ชั้นดาดฟ้าและใต้คานผนังอาคารยังมีน้ำรั่วซึมอยู่โดยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์มิได้นำนางกษมา อธิบดีกรมสามัญศึกษามาเบิกความว่าได้มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดราชบุรี ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนจึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำสืบข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง ทำนองว่าไม่น่าเชื่อว่านางกษมาผู้มอบอำนาจได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจจริง และโจทก์เพียงแต่กะประมาณค่าซ่อมแซมอาคารพิพาทมา ทั้งๆ ที่โจทก์ยังมิได้ซ่อมแซมอาคารพิพาทเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่าโจทก์มิได้มอบให้ว่าที่ร้อยตรีมานิตย์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องคดีด้วยตนเอง ว่าที่ร้อยตรีมานิตย์จึงไม่มีสิทธิฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้น มีข้อความว่าโจทก์โดยนางกษมาอธิบดีขอมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดราชบุรีมีอำนาจในการเรียกชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองและแต่งตั้งทนายความฟ้องบังคับชำระหนี้จากบุคคลดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์นำสืบว่า ว่าที่ร้อยตรีมานิตย์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดราชบุรีในขณะนั้น ว่าที่ร้อยตรีมานิตย์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นางกษมา อธิบดีกรมสามัญศึกษามิได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงการกะประมาณการในเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งๆ ที่โจทก์ยังมิได้ซ่อมแซมอาคารพิพาทเลยนั้นเป็นข้อที่จำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำให้การ จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อมาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความโดยจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่าความชำรุดบกพรองได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2542 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 พ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ความชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้น คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 นั้น เห็นว่า การฟ้องร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดเพื่อการที่ทำชุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 นั้น ใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 กล่าวคือต้องเป็นกรณีที่มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาแล้วงานที่ทำเกิดการชำรุดบกพร่องขึ้นภายหลังส่งมอบกรณีตามคำฟ้องโจทก์หาใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความตามมาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องตามข้อสัญญาซึ่งกำหนดความรับผิดเมื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องไว้เป็นอย่างอื่น กรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของอาคารเรียนที่เกิดขึ้นหรือไม่เพียงใดนั้น โจทก์มีว่าที่ร้อยตรีมานิตย์ ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดราชบุรีและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า สาเหตุที่ฟ้องคดีนี้เนื่องจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ทำสัญญาจ้างให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียนสูง 7 ชั้น หลังจากสร้างเสร็จภายในอายุสัญญาประกันอาคารเรียนเกิดความชำรุดบกพร่อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่จัดการแก้ไขให้เรียบร้อย นายสงัด รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดราชบุรี พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับมอบงานแล้ว ต่อมาเกิดความชำรุดบกพร่องของอาคารเรียนที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างหลายรายการ ผู้อำนวยการโรงเรียนได้แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ให้มาแก้ไขถึง 5 ครั้ง จำเลยที่ 1 ส่งคนมาซ่อมแซมให้บ้างเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถแก้ไขการชำรุดบกพร่องได้ นายเสริม รองผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี พยานโจทก์เบิกความว่า ความชำรุดบกพร่องมีรายละเอียดตามบันทึกข้อความ ค่าเสียหายที่เกิดจากความชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 333,402.79 บาท นายเสน่ห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี พยานโจทก์เบิกความว่า มีการตรวจรับงานเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 หลังจากส่งมอบงานแล้วในเดือนกันยายน 2544 พบความชำรุดบกพร่องหลายรายการและโจทก์มีนายณรงค์ ช่างระดับ 7 สำนักอำนวยการกลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักงานคณะกรรมการศึกษาพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่สำรวจประมาณราคา ควบคุมและตรวจสอบการก่อสร้างเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับมอบหมายให้มาสำรวจความเสียหายที่เกิดจากความชำรุดบกพร่อง มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม เป็นเงิน 333,402.79 บาท พยานโจทก์ปากนี้เบิกความยืนยันด้วยว่าความชำรุดบกพร่องเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน พยานโจทก์ทุกปากล้วนแต่เป็นข้าราชการซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่มีเหตุใดที่พยานโจทก์เหล่านี้จะมาเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทั้งยังเป็นพยานที่รู้เห็นและเกี่ยวข้องกับอาคารเรียนที่เกิดการชำรุดบกพร่อง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือควรแก่การรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยน่าเชื่อว่าความชำรุดบกพร่องเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาชีพวิศวกรรมของจำเลยที่ 1 เมื่อความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 2 ปี ตามสัญญาจำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญา จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายซึ่งได้แก่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมนั้น ได้ความจากนายณรงค์พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสังกัดหน่วยงานของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบในการประมาณราคาควบคุมและตรวจสอบงานก่อสร้าง และสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมว่า ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง เป็นเงิน 333,402.79 บาท ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมดังกล่าวนับว่าชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 600 ม. 601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสามัญศึกษา
จำเลย — บริษัทซี.พี.ดี คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13612/2553
#508354
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การต่อศาล โดยคำให้การข้อ 1 ระบุว่า "จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธฟ้อง โดยขอให้การใหม่ว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง เพื่อประโยชน์และสะดวกในการพิจารณาของศาล" และข้อ 4 จำเลยให้รายละเอียดว่านาย ก. นำห่อกระดาษมาฝากจำเลยใส่กระเป๋ากางเกงของจำเลยไว้ โดยจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน ซึ่งหากเป็นความจริงดังที่ให้การก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิด แม้ข้อ 5 จะขอให้ศาลกำหนดโทษน้อยหรือขอให้รอการลงอาญาแก่จำเลย ก็ไม่ทำให้เห็นไปได้ว่าคำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อต่อสู้เลย เมื่อจำเลยให้การโดยระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้ ก็ต้องนำรายละเอียดต่างๆ มาพิจารณาประกอบด้วย จะพิจารณาเฉพาะข้อความที่ว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยยังคงให้การตามคำให้การที่ยื่นไว้ดังกล่าว คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ มิใช่คำให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อโจทก์แถลงไม่สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 100/1, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาให้การเป็นหนังสือ ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามคำให้การจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2551 เป็นคำให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์ เห็นว่า หลังจากจำเลยให้การปฏิเสธแล้ว ต่อมาวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 4 กันยายน 2551 จำเลยยื่นคำให้การโดยในคำให้การข้อ 1 ระบุว่า "จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธฟ้อง โดยขอให้การใหม่ว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง เพื่อประโยชน์และสะดวกในการพิจารณาของศาล" และในข้อ 4 จำเลยให้รายละเอียดว่านายโกวิทนำห่อกระดาษมาฝากจำเลยใส่กระเป๋ากางเกงของจำเลยไว้ โดยจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน หากเป็นความจริงดังที่ให้การก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง แม้ในข้อ 5 ของคำให้การจะขอให้ศาลกำหนดโทษน้อย หรือขอให้รอการลงอาญาแก่จำเลยก็ไม่ทำให้เห็นไปได้ว่า คำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อต่อสู้เลย เมื่อจำเลยให้การโดยระบุรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ก็ต้องนำรายละเอียดต่าง ๆ มาพิจารณาประกอบด้วย จะพิจารณาเฉพาะข้อความที่ว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ และเมื่อศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยยังคงให้การตามคำให้การที่ยื่นไว้ดังกล่าว คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ มิใช่คำให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น โจทก์จึงต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อโจทก์แถลงไม่สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชยพล น้อยดัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — สมมาตร ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — อนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13606/2553
#555016
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า จำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้เสียหายอายุเกินกว่าสิบสามปี แต่ไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215

แม้จะมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดอายุของผู้กระทำความผิดต้องอายุไม่เกิน 18 ปี ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดบังคับ ซึ่ง ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ที่ใช้บังคับแก่คดีนี้บัญญัติให้การกระทำที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แม้จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายมีอายุกว่าสิบสามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าภายหลังจำเลยและผู้เสียหายได้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 28 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 24 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง จ. ผู้เสียหายเป็นบุตรของนางกองแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 ขณะเกิดเหตุอายุ 12 ปีเศษ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกข้อเท็จจริงกรณีจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้เสียหายอายุเกินกว่า 13 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้องลง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลจังหวัดจันทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหาย จำเลยกับผู้เสียหายได้จดทะเบียนสมรสแล้วตามใบสำคัญการสมรสท้ายหนังสือ ศย 302.003 (อธ) /284 โจทก์รับว่า จำเลยกับผู้เสียหายได้สมรสกันจริง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลจังหวัดจันทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว อนุญาตให้จำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหายและจำเลยกับผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกัน เห็นว่า กรณีที่จำเลยไม่ต้องรับโทษถ้าศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงสมรสกันมีเพียงการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 เท่านั้น แม้จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดอายุของผู้กระทำความผิดต้องอายุไม่เกิน 18 ปี ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดบังคับซึ่งมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ที่ใช้บังคับแก่คดีนี้บัญญัติให้การกระทำที่จะให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน แม้จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายมีอายุกว่าสิบสามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าภายหลังจำเลยและผู้เสียหายได้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 182 ม. 215
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายจิรศักดิ์หรือศักดิ์ ประคองภักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายศรจิตร สอนศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13599/2553
#504741
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.484 กรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ แต่เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง โดยไม่ลงโทษปรับด้วย โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลางทั้งหมด และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2570/2548 ของศาลจังหวัดนนทบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2570/2548 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย ทั้งเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญของคดีตามลำดับและสมเหตุผล แม้คดีนี้จะไม่มีการนำธนบัตรไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันเพื่อนำไปล่อซื้อก็หาใช่สาระสำคัญของคดีถึงกับมีข้อสงสัยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เพราะได้ความจากพยานโจทก์ปากดาบตำรวจสมชาย ขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจชุดที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อกับสายลับส่งสัญญาณให้ทราบว่าจำเลยเป็นบุคคลที่นัดมาส่งเมทแอมเฟตามีนโดยเฉพาะพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในกำมือของจำเลย พยานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องจริง พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.484 กรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ แต่เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง โดยไม่ลงโทษปรับด้วย โจทก์ก็มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ส่วนโทษให้บังคับไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 100/1
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสมชาย รักไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา