คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11723/2553
#508316
เปิดฉบับเต็ม

การคิดคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาตามที่โจทก์แถลงขอออกคำบังคับและตามที่ศาลชั้นต้นให้เจ้าหน้าที่การเงินของศาลคำนวณแตกต่างกัน ซึ่งศาลชั้นต้นควรจะไต่สวนให้สิ้นกระแสความเสียก่อนว่า ยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกามีจำนวนเท่าใดแน่ ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นคำนวณยอดหนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน 51,198,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท วันที่ 30 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 73,786,347.20 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา และโจทก์มาขอรับเงินดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังขาดอยู่เป็นเงิน 2,083,334.26 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับตามขอ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำบังคับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า การคิดคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาตามที่โจทก์แถลงขอออกคำบังคับและตามที่ศาลชั้นต้นให้เจ้าหน้าที่การเงินของศาลคำนวณจึงแตกต่างกัน ซึ่งศาลชั้นต้นควรจะไต่สวนให้สิ้นกระแสความเสียก่อนว่า ยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกามีจำนวนเท่าใดแน่ และเมื่อหักจากเงินที่จำเลยทั้งสองวางต่อศาลจำนวน 74,037,897.20 บาทแล้ว คงเหลือเงินที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกเท่าใด จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นคิดคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่แล้วบังคับคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อศาลชั้นต้นยังต้องคิดคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นคำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่โดยในการคำนวณดอกเบี้ยให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำ (ซึ่งไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี) ของธนาคารออมสินที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามประกาศของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10.5 ต่อปี แล้วดำเนินการบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2553
#513616
เปิดฉบับเต็ม

ค. เริ่มครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2500 ภายหลังวันที่ ป. ที่ดิน ใช้บังคับ ค. และจำเลยจึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 4 แห่ง ป.ที่ดิน แม้ ค. จะได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 621ฯ แต่สิทธิในที่ดินพิพาทที่ ค. มีอยู่นั้นมิใช่สิทธิตาม ป.ที่ดิน โดยที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินของรัฐอยู่ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ค. ก็มีแต่เพียงสิทธิในการยื่นคำร้องต่อนายอำเภอเมืองภูเก็ตเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติพิจารณากำหนดค่าทดแทนให้ตามความในมาตรา 12 และมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เท่านั้น และเมื่อ ค. โดยจำเลยผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาตามกฎหมายจึงมีผลให้ถือว่าจำเลยสละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดตามกฎหมาย ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิดอันเป็นที่ดินของรัฐซึ่งโจทก์มีอำนาจปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมโดยไม่ต้องจัดซื้อหรือเวนคืนจากจำเลยตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518

บทนิยามตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 เกษตรกร หมายความว่าผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักประเภทหนึ่ง กับบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกร ซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอีกประเภทหนึ่งทั้ง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลเชิงทะเล ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ตำบลกมลา ตำบลกะทู้ ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ และตำบลเกาะแก้ว ตำบลรัษฎา ตำบลวิชิต ตำบลกะรน ตำบลฉลอง ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินฯ และระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มุ่งหมายให้เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ หรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรม เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ในขณะที่จำเลยยื่นคำขอและคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยมีที่ดินเป็นของตนรวม 12 แปลง มีเนื้อที่รวม 314 ไร่เศษ จำเลยจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เพราะมิใช่ผู้ไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ หรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ในการตราและประกาศใช้ พ.ร.ฎ.และระเบียบฉบับดังกล่าว

คดีไม่มีทุนทรัพย์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 2,000 บาท แทนโจทก์ จึงเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงไม่เกิน 1,500 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 53 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 53 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายคาว บิดาของจำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์สวนยางพาราในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่ 21 ธันวาคม 2516 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 621 (พ.ศ. 2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กำหนดให้ป่าเทือกเขานาคเกิด ในท้องที่ตำบลป่าตอง และตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ และตำบลวิชิต ตำบลฉลอง ตำบลกะรน และตำบลราไว อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ภายในแนวเขตตามแผนที่แนบท้ายเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามสำเนากฎกระทรวงเอกสารหมาย จ. 1 อันเป็นผลให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด นายคาวจึงมอบอำนาจให้จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านและขอพิสูจน์สิทธิต่อนายอำเภอเมืองภูเก็ตว่า นายคาวมีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปรังวัดและสอบสวนพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาท จำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามสำเนาคำร้องของผู้อ้างว่ามีสิทธิหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และสำเนาบันทึกการรังวัดสอบสวนพิสูจน์สิทธิหรือประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่ดินสงวนหวงห้ามตามโครงการเร่งรัดจัดที่ดินให้ราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินและที่บุกรุกเข้าไปทำกินในที่สงวนหวงห้ามเอกสารหมาย ล. 6 นายคาวถึงแก่ความตายเมื่อปี 2520 หลังจากนั้นจำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยทำสวนยางพาราต่อไป เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลเชิงทะเล ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ตำบลกมลา ตำบลกะทู้ ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ และตำบลเกาะแก้ว ตำบลรัษฎา ตำบลวิชิต ตำบลกะรน ตำบลฉลอง ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2537 ตามสำเนาพระราชกฤษฎีกาฯเอกสารหมาย จ. 4 อันเป็นผลให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว จำเลยได้ยื่นคำขอและคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสำเนาคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินและสำเนาคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเกินจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎหมายปฏิรูปที่ดินเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตมีมติคัดเลือกจำเลยให้เป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทพร้อมออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 53 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้แก่จำเลยตามสำเนาประกาศคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตและสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเอกสารหมาย จ. 9 และ จ. 10 ขณะที่จำเลยยื่นคำขอและคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยมีที่ดินเป็นของตนอยู่แล้วรวม 12 แปลง โดยเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน 8 แปลง มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) 3 แปลง และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) 1 แปลง เนื้อที่รวม 314 ไร่เศษ ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินฯเอกสารหมาย จ. 24

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจปฏิรูปที่ดินพิพาทเพื่อเกษตรกรรมโดยไม่จำต้องจัดซื้อ หรือเวนคืนจากจำเลยหรือไม่ จำเลยอ้างนายคนึง บุตรของจำเลยเป็นพยานเบิกความสรุปว่า นายคาวได้ครอบครองและทำประโยชน์สวนยางพาราในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2500 ซึ่งคำเบิกความของนายคนึงนี้ตรงกับถ้อยคำของจำเลยที่ได้ให้ไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รังวัดสอบสวนพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทตามสำเนาบันทึกการรังวัดสอบสวนพิสูจน์สิทธิหรือประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่ดินสงวนหวงห้ามตามโครงการเร่งรัดจัดที่ดินให้ราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินและที่บุกรุกเข้าไปทำกินในที่สงวนหวงห้ามเอกสารหมาย ล. 6 ข้อ 7.3 ส่วนที่นายคนึงเบิกความว่า นายคาวเริ่มครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก่อนปี 2500 แต่เริ่มเก็บใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ตั้งแต่ปี 2500 นั้น เป็นคำเบิกความลอยๆโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแจ้งชัดว่า นายคาวเริ่มครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปีใด ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เมื่อปี 2492 ปลัดกระทรวงมหาดไทยออกหนังสือแสดงว่านายคาวได้รับการคัดเลือกให้เป็นคนขยันในการสร้างตนเองเป็นหลักฐานประจำอำเภอเมืองภูเก็ตตามสำเนาบัตรประจำตัวคนขยันเอกสารหมาย ล. 5 นั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่เชื่อมโยงให้เห็นได้ว่านายคาวได้รับการคัดเลือกเพราะเหตุได้ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราในที่ดินพิพาท และที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อปี 2522 ปี 2524 ปี 2526 และปี 2527 จำเลยได้รับการสงเคราะห์ด้วยยางพันธุ์ดีจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ตามหนังสือและสำเนาหนังสือประจำตัวผู้ได้รับการสงเคราะห์เอกสารหมาย ล. 7 ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นสวนยางอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเพราะตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 บัญญัติว่า "ผู้จะได้รับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นเจ้าของสวนยางที่มีต้นยางอายุกว่ายี่สิบห้าปีขึ้นไป หรือต้นยางทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางที่ได้ผลน้อย" นั้น เมื่อพิจารณาหนังสือและสำเนาหนังสือประจำตัวผู้ได้รับการสงเคราะห์เอกสารหมาย ล. 7 แล้วก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งแสดงให้เห็นได้โดยแจ้งชัดว่า จำเลยได้รับการสงเคราะห์เพราะเหตุว่าเป็นเจ้าของสวนยางที่มีต้นยางอายุกว่ายี่สิบห้าปีขึ้นไป พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้เพียงว่า นายคาวเริ่มครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2500 ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ นายคาวและจำเลยจึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" แม้นายคาวจะได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 621 (พ.ศ. 2516) แต่สิทธิในที่ดินพิพาทที่นายคาวมีอยู่นั้นมิใช่สิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินของรัฐอยู่ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว นายคาวก็มีแต่เพียงสิทธิในการยื่นคำร้องต่อนายอำเภอเมืองภูเก็ตเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติพิจารณากำหนดค่าทดแทนให้ตามความในมาตรา 12 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เท่านั้น และเมื่อนายคาวโดยจำเลยผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาตามกฎหมายจึงมีผลให้ถือว่าจำเลยสละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดตามกฎหมาย นอกจากนี้ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าคณะอนุกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติมีความเห็นสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาทมีอาสินเต็มเนื้อที่ ควรเพิกถอนออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติหรืออนุญาตให้นายคาวเช่าเพื่อทำประโยชน์ต่อไปตามสำเนาบันทึกการรังวัดสอบสวนพิสูจน์สิทธิหรือประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่ดินสงวนหวงห้ามตามโครงการเร่งรัดจัดที่ดินให้ราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินและที่บุกรุกเข้าไปทำกินในที่สงวนหวงห้ามเอกสารหมาย ล. 6 ข้อ 11 นั้น เมื่อพิจารณาสำเนาบันทึกฉบับดังกล่าวแล้วข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ข้อความที่จำเลยอ้างว่าเป็นความเห็นของคณะอนุกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาตินั้นแท้จริงแล้วเป็นถ้อยคำของจำเลยซึ่งได้ให้ไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ออกไปรังวัดสอบสวนพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทตามคำร้องของนายคาวมิใช่ความเห็นของคณะอนุกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติดังที่จำเลยฎีกา ประกอบทั้งไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องของนายคาวให้เพิกถอนที่ดินพิพาทออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคดีรับฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า สิทธิในที่ดินพิพาทที่นายคาวมีอยู่มิใช่สิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิดอันเป็นที่ดินของรัฐซึ่งโจทก์มีอำนาจปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมโดยไม่ต้องจัดซื้อหรือเวนคืนจากจำเลย ฎีกาของจำเลยในประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่โจทก์ปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 "เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจน หรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกร บรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย ตามบทนิยามดังกล่าวเกษตรกรจึงหมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักประเภทหนึ่ง กับบุคคลผู้ยากจน หรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็นบุตรของเกษตรกร ซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอีกประเภทหนึ่ง นอกจากนี้เกษตรกรทั้งสองประเภทนี้ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย ซึ่งพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลเชิงทะเล ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ตำบลกมลา ตำบลกะทู้ ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ และตำบลเกาะแก้ว ตำบลรัษฎา ตำบลวิชิต ตำบลกะรน ตำบลฉลอง ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มีเกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพหรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก สมควรกำหนดเขตที่ดินในท้องที่ดังกล่าวให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการตราและประกาศใช้ว่า มุ่งหมายจะให้ผู้ไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ หรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรม เป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ในขณะที่จำเลยยื่นคำขอและคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจำเลยมีที่ดินเป็นของตนรวม 12 แปลง มีเนื้อที่รวม 314 ไร่เศษ ทั้งคำขอและคำร้องขอตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 นั้น จำเลยยื่นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่ภายหลังจากที่ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2535 โดยระเบียบดังกล่าวนี้ข้อ 6 (6) กำหนดเกษตรกรผู้ซึ่งมีคุณสมบัติว่า "ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยแต่ไม่เพียงพอแก่การประกอบเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ" นอกจากนี้คำสั่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ที่ 3/2538 เรื่อง สั่งให้สิ้นสิทธิและให้เกษตรกรพร้อมด้วยบริวารออกจากที่ดินตามเอกสารหมาย จ. 16 ข้อ 1 ที่สั่งให้จำเลยสิ้นสิทธิเนื่องจากขาดคุณสมบัตินั้น ได้อ้างเหตุที่ถูกสั่งว่าเป็นไปตามระเบียบคณะกรรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 มิได้อ้างมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตตามเอกสารหมาย จ. 12 และ จ. 13 มาวินิจฉัยย้อนหลัง เพื่อเพิกถอนสิทธิของจำเลยดังที่ฎีกาอ้างมาแต่ประการใด ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เพราะมิใช่ผู้ไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ หรือต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ในการตราและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาและระเบียบฉบับดังกล่าว ฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 2,000 บาท แทนโจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ไว้เพียง 1,500 บาท จึงเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ป.ที่ดิน ม. 4
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 12 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายสมนึก ไกรทัศน์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11714/2553
#518187
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 ส่วนตามสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับ ม. นั้น ม. จะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายและจำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายโดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามกำหนดเวลาซึ่งจำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากจำเลย 1,249,000 บาท นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 และคดีที่จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย ศาลมีวินิจฉัยถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปโดยสุจริตและปราศจากความประมาทเลินเล่อจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ ม. รับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันสำหรับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 2 ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ การที่จำเลยที่ 2 ละเลยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นย่อมเป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เอง จะยกเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดที่จะต้องคืนเงินให้แก่ ม. หรือแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. มิได้ เมื่อ ม. หรือโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ชำระจะเรียกร้องเอาได้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานละเมิด แต่มิได้ยื่นฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ ม. รู้ถึงการละเมิด คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ โดยมิได้กล่าวในอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ไม่ถูกต้องอย่างไรบ้างจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้วและถือว่าประเด็นเรื่องอายุความตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมอุปกรณ์และส่วนควบครบชุดในราคา 12,490,000 บาท จากจำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมผูกพันตนต่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เป็นเงินไม่เกิน 1,249,000 บาท ในเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 และมีนางมาลี ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมผูกพันตนต่อจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายและจำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอาเงินในบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำของนางมาลีซึ่งได้ฝากจำเลยที่ 2 ไว้ ตามบัญชีเลขที่ 658-2-03335-0 เป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันอ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายโดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามกำหนดเวลา จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบเสียก่อนว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายจริงหรือไม่ ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 กำลังมีข้อพิพาทเป็นคดีความกับจำเลยที่ 3 และในเวลาต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย โดยจำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 จำนวน 1,249,000 บาท นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นางมาลีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามจำนวนที่ได้รับชำระจากจำเลยที่ 2 คืนให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มีหน้าที่ชำระเงินตามจำนวนที่หักจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 คืนแก่กองมรดกของนางมาลีแต่กลับไม่ชำระ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,030,480.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,249,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่คืนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 แต่มีหน้าที่คืนเงินให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันโดยสุจริตและปราศจากความประมาทเลินเล่อ นางมาลีและจำเลยที่ 3 ไม่เคยแจ้งต่อจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายและไม่เคยสั่งห้ามจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 หากนางมาลีได้รับความเสียหาย โจทก์ก็ชอบที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 3 ไม่จำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,249,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2528 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อเครื่องส่งโทรทัศน์สีขนาด 10 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์และส่วนควบครบชุดในราคา 12,490,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 3 เสนอหนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ 0615/575 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2528 ของจำเลยที่ 2 ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งมีใจความว่า จำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนต่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เป็นเงินไม่เกิน 1,249,000 บาท ในเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 ตามสำเนาสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 วันที่ 2 พฤษภาคม 2533 นางมาลี ทำหนังสือค้ำประกันโดยยอมผูกพันตนต่อจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายและจำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอาเงินในบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำของนางมาลีซึ่งได้ฝากจำเลยที่ 2 ไว้ ตามบัญชีเลขที่ 658-2-03335-0 เป็นประกันตามสำเนาหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย ระหว่างคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายเพราะไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามกำหนดเวลาตามหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2535 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เอกสารหมาย ล.12 และ ล.13 วันที่ 27 สิงหาคม 2535 จำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 จำนวน 1,249,000 บาท นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาเช็คและสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.14 รวมทั้งหักเป็นค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันอีก 3,122.50 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวต่อนางมาลีตามหนังสือลงวันที่ 2 กันยายน 2535 เอกสารหมาย จ.22 แผ่นแรก วันที่ 17 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 กลับเป็นฝ่ายฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย สำหรับคดีที่จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดเพราะเหตุลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้แล้ว ไม่รับชำระหนี้โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ ส่วนคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2541 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับได้ ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามจำนวนที่ได้รับชำระจากจำเลยที่ 2 คืนให้แก่จำเลยที่ 3 ตามสำเนาเช็คและสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.24 และ จ.25 นางมาลีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.34

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามจำนวนที่หักจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 ของนางมาลีคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีใจความว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยที่ 3 ส่วนข้อตกลงในหนังสือค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับนางมาลีมีใจความว่า นางมาลีจะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดในสัญญาซื้อขายและจำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายโดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามกำหนดเวลาซึ่งจำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 จำนวน 1,249,000 บาท นำไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 และคดีที่จำเลยที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย ศาลฎีกาวินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 3 ซึ่งมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปโดยสุจริตและปราศจากความประมาทเลินเล่อจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้นางมาลีรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน สำหรับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วนั้น จำเลยที่ 2 ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ การที่จำเลยที่ 2 ละเลยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นย่อมเป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เอง จะยกเอาเหตุดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดในอันที่จะต้องคืนเงินให้แก่นางมาลีหรือแก่โจทก์มิได้ ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นางมาลีมีสิทธิเรียกร้องเงินคืนจากจำเลยที่ 3 โดยตรงเพราะจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามจำนวนที่ได้รับชำระจากจำเลยที่ 2 คืนให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 รับชำระไว้โดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวผู้ที่อาจมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยที่ 3 ได้ก็คือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนนางมาลีซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิเช่นจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามจำนวนที่หักจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 658-2-03335-0 พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมาลีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ไม่เป็นสัญญาค้ำประกัน แต่เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่บังคับกันได้ระหว่างคู่กรณี ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 2 ว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นเรื่องอายุความได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความไว้ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ยังมีสิทธิฟ้องเรียกร้องและติดตามเอาคืนทรัพย์ดังกล่าวจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ตลอดเวลา จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในประเด็นนี้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานละเมิด แต่มิได้ยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นางมาลีรู้ถึงการละเมิด คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ โดยมิได้กล่าวในอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ไม่ถูกต้องอย่างไรบ้างจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว และถือว่าประเด็นเรื่องอายุความตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าคดีขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
นายประสิทธิ์ มหัทธนกุล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมาลี
โจทก์ — มหัทธนกุล
กรมประชาสัมพันธ์ กับพวก จำเลย
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11713/2553
#554899
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1246 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนบริษัทร้างยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา บริษัทโจทก์จึงเป็นอันเลิกกัน ความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยโจทก์ ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ของโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อโจทก์ให้คืนเข้าสู่สถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่สามารถมอบอำนาจให้ ย. อดีตกรรมการของโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้มาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชี และการแก้ต่างว่าต่างในนามของโจทก์ย่อมเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1259 (1) เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,131,652 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 223,802,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก 6,576,525 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 5,527,425 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2542 เป็นต้นไป กับของต้นเงิน 1,049,100 บาท นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ กำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 980, 982, 7151, 7152 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา, 1 ไร่ 3 งาน 86.50 ตารางวา, 10 ไร่ 50 ตารางวา และ 10 ไร่ 1 งาน 17 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านตัวอย่างและบ้านพักอาศัยหลายหลังในโครงการบ้านจัดสรรชื่อ "บ้านคัทรียา" ต่อมาที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วน อันเนื่องจากการดำเนินการของจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 121 สายทางเลี่ยงเมืองเชียงใหม่รอบนอก พ.ศ.2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 980 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 85 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 17,845 บาท คิดเป็นเงิน 8,654,900 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 982 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 54.90 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 18,572 บาท คิดเป็นเงิน 14,020,002 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 7151 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ไร่ 64.30 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 18,572 บาท คิดเป็นเงิน 38,338,179 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7152 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 7.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 17,500 บาท คิดเป็นเงิน 33,376,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 94,391,525 บาท โจทก์ไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อมารัฐมนตรีฯ วินิจฉัยว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 980, 982 และ 7151 เหมาะสมแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7152 รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี เมื่อปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้กลับจดชื่อโจทก์คืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินและค่าทดแทนสำหรับสาธารณูปโภคบางส่วนให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,576,525 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนบริษัทร้างยังมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ดังนั้น บริษัทโจทก์จึงเป็นอันเลิกกัน และความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1246 (5) เมื่อปรากฏว่า ขณะที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น บริษัทโจทก์ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อบริษัทโจทก์ให้คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อคืนสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) บริษัทโจทก์ย่อมไม่สามารถมอบอำนาจให้นางยุพา อดีตกรรมการของโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้ตามมาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีและการแก้ต่างว่าต่างในนามของบริษัทโจทก์ย่อมเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาคณะคดีปกครอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยในประเด็นข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 (5) ม. 1246 (6) เดิม ม. 1249 ม. 1259 (1)
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชียงใหม่ คอลเล็คชั่นเฮ้าส์ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11712/2553
#508315
เปิดฉบับเต็ม

ในคำขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 มีตรายางประทับข้อความว่าถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุกๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยทนายผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายข้อความดังกล่าว จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว การที่ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ยื่นฎีกาและคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อล่วงเลยระยะเวลาฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาฎีกา และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ยื่นฎีกาภายหลังสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย เป็นการไม่ชอบฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้งหมดตามบัญชีทรัพย์สินท้ายคำร้อง พร้อมดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 8 ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 6 ถึงที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ในคำขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ดังกล่าวมีตรายางประทับข้อความว่าถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้วโดยทนายผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8ได้ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายข้อความดังกล่าว จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว และข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 หาใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจยื่นฎีกาได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ขยายให้ฎีกาแต่อย่างใดไม่ แต่ทนายผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ก็หาได้ตรวจสอบวันที่มีสิทธิยื่นฎีกาให้แน่นอนเสียก่อนไม่ อันเป็นความบกพร่องของทนายผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 เอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ยื่นฎีกาภายหลังสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา โดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6ถึงที่ 8 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมานั้นเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดอายุฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาคณะคดีปกครองมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ยื่นฎีกาและให้ยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ธนาคารยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมบัติ พฤฒิพงศภัค
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11683 -ที่ 11703/2553
#602142
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 บัญญัติให้นายจ้าง ลูกจ้าง ซึ่งไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ตามมาตรา 124 นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง หาได้บัญญัติให้ลูกจ้างต้องรอจนกว่าคำสั่งเป็นที่สุดแล้วจึงจะฟ้องเรียกเงินตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานได้

เมื่อตามบัญชีค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 2 น้อยกว่าคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่อาจได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยเกินกว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จึงเห็นควรกำหนดจำนวนค่าจ้างและค่าชดเชยที่โจทก์แต่ละสำนวนมีสิทธิได้รับตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้ชัดเจน

แม้โจทก์แต่ละสำนวนมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดร่วมกัน แต่ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน เพื่อความเป็นธรรมจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดร่วมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ทั้งหมดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8

คดีทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสามทุกสำนวนว่า จำเลยทั้งสาม

โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้าง และค่าชดเชยตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยทั้งสามทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแถลงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 8 อนุญาตให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความและโจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลแรงงานภาค 8 อนุญาต

ก่อนสืบพยาน โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวัน นับแต่ทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งนั้นเป็นที่สุด คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานภาค 8 ภายในสามสิบวัน พร้อมทั้งขอขยายระยะเวลาวางเงินตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน แต่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและจำหน่ายคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งว่าคำสั่งของศาลแรงงานภาค 8 ชอบแล้ว ศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่า คดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้วางเงินตามกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนทั้งสองประการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธินำคดีขึ้นมาสู่ศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน เป็นผลให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า ศาลรับฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ไว้ แม้ศาลแรงงานภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 บัญญัติให้นายจ้าง ลูกจ้าง ซึ่งไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ตามมาตรา 124 นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง หาได้บัญญัติให้ลูกจ้างต้องรอจนกว่าคำสั่งเป็นที่สุดแล้วจึงจะฟ้องเรียกเงินตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานได้ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายที่ศาลแรงงานภาค 8 จะรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา อุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานโดยไม่ระบุจำนวนเงินว่าเต็มตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์หรือไม่ เมื่อปรากฏตามบัญชีค่าจ้างและค่าชดเชย ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 2 น้อยกว่าคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่อาจได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยเกินกว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จึงเห็นควรกำหนดจำนวนค่าจ้างและค่าชดเชยที่โจทก์แต่ละสำนวนมีสิทธิได้รับตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้ชัดเจน นอกจากนี้ แม้โจทก์แต่ละสำนวนมิได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดร่วมกัน แต่ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน เพื่อความเป็นธรรมจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดร่วมกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 42,930 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 64,800 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 33,660 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 48,420 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 58,800 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 44,100 บาท โจทก์ที่ 18 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 19 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 20 จำนวน 88,200 บาท โจทก์ที่ 21 จำนวน 42,120 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำพันธุ์ เศษบุปผา กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.พี. พาราวู้ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11612/2553
#510934
เปิดฉบับเต็ม

การตรวจพบธนบัตรของกลางที่ใช้ล่าซื้อ แม้จะขาดหายไปไม่ครบจำนวนก็ไม่ใช่ข้อสำคัญ ข้อสำคัญคือธนบัตรของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้อยู่ที่ตัวจำเลย พยานมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองใดๆ กับจำเลยขณะเกิดเหตุเป็นเยาวชนได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์พนักงานอัยการและทนายความ ข้อความที่พยานได้ให้การนั้นไม่ได้เป็นคำซัดทอดเพื่อทำให้ตนเองพ้นผิด พยานจึงมิได้ประโยชน์ใดๆ จากการให้การเช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์มิได้มีแต่เพียงพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของพยาน แต่มีทั้งสิบตำรวจเอก ป. และสิบตำรวจโท ส. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่ร่วมจับกุมเห็น ล. ส่งมอบธนบัตรที่ล่อซื้อให้แก่จำเลย และตรวจค้นพบธนบัตรของกลางได้ที่ตัวจำเลย เมื่อนำมาประกอบกันทำให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดมาจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางสาวลูกน้ำ ขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ดในราคา 160 บาท ให้แก่สายลับที่ล่อซื้อ สิบตำรวจเอกประสาน สิบตำรวจโทสุพรรณกับพวกร่วมกันจับกุมนางสาวลูกน้ำและจำเลยโดยตรวจพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อได้ที่จำเลย และยังตรวจพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 15 เม็ด ที่ตัวนางสาวลูกน้ำ รวมเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 17 เม็ด น้ำหนัก 1.570 กรัม จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวนางสาวลูกน้ำและจำเลยพร้อมของกลาง ได้แก่เมทแอมเฟตามีนและธนบัตรดังกล่าวส่งพันตำรวจโทอนุวรรตน์ พนักงานสอบสวนดำเนินคดี คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกประสานและสิบตำรวจโทสุพรรณ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวย เป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นางสาวลูกน้ำรับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อมาจากสายลับ แล้วนำธนบัตรดังกล่าวมอบให้จำเลยซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ในร้านห่างจากจุดล่อซื้อประมาณ 2 เมตร เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองเข้าจับกุมนางสาวลูกน้ำและจำเลยแล้ว ได้ทำการตรวจค้นพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อที่ตัวจำเลย จำเลยนำสืบรับในข้อนี้ว่าพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อที่ตัวจำเลยจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงอ้างว่า ไม่แน่ใจว่าได้รับธนบัตรที่ล่อซื้อดังกล่าวมาจากนางสาวลูกน้ำที่นำมาชำระค่าก๋วยเตี๋ยวที่ค้างชำระไว้ตั้งแต่ตอนเช้า หรือได้มาจากพ่อค้าหาบของขายที่นำมาขอแลกธนบัตรย่อยไปจากจำเลย คนใดคนหนึ่ง เรื่องนี้จำเลยเคยให้การในชั้นจับกุมอ้างว่า นางสาวลูกน้ำส่งเงินให้จำเลยเก็บรักษาไว้ให้แก่คนชื่อไหม ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซึ่งจะมารับตอนเย็นทุกวันตามบันทึกการจับกุมในชั้นสอบสวนจำเลยอ้างว่า ธนบัตรดังกล่าวนางสาวลูกน้ำนำมาแลกธนบัตรย่อยไปจากจำเลยตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเห็นได้ว่าจำเลยให้การในเรื่องนี้แต่ละครั้งแตกต่างกัน จะรับฟังเป็นจริงอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ สิบตำรวจเอกประสานและสิบตำรวจโทสุพรรณพยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันในข้อนี้ว่า พยานทั้งสองได้ทำการตรวจค้นตัวนางสาวลูกน้ำและจำเลยแทบจะทันทีทันใด หลังจากที่นางสาวลูกน้ำได้ส่งธนบัตรของกลางให้แก่จำเลย และยึดได้ธนบัตรของกลางรวมอยู่กับธนบัตรฉบับอื่น ๆ ที่ตัวจำเลย จึงเชื่อได้ว่าธนบัตรของกลางนั้น จำเลยได้รับมาจากนางสาวลูกน้ำ หลังจากที่นางสาวลูกน้ำขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับไปแล้วนำมามอบให้แก่จำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนบัตรของกลางดังกล่าวอันเป็นวัตถุพยานที่สำคัญตรวจค้นได้ที่ตัวจำเลยทันทีที่นางสาวลูกน้ำนำมามอบให้ภายหลังจากที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า การตรวจค้นพบธนบัตรที่ล่อซื้อพบแต่เพียงบางส่วนไม่พบทั้งหมด กล่าวคือ ตามบัญชีของกลางคดีอาญามีธนบัตรฉบับละ 20 บาท อยู่เพียง 2 ฉบับ ไม่ครบตามจำนวนที่สายลับได้จ่ายไปในการล่อซื้อเป็นจำนวน 160 บาท ทั้งที่อ้างว่าตรวจค้นในทันทีนั้น เห็นว่า การตรวจพบธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อ ฉบับที่สำคัญคือ ฉบับละ 100 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนที่จะนำมาใช้ล่อซื้อตามสำเนาธนบัตรและรายงานประจำวัน เมื่อตรวจพบธนบัตรที่จำเลย แม้จะพบธนบัตรฉบับละ 20 บาท เพียง 2 ฉบับ ขาดหายไป 1 ฉบับ ไม่ครบจำนวน 60 บาทที่เหลือ ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะนางสาวลูกน้ำอาจจะได้รับเงินมาไม่ครบจำนวนหรือส่งมอบเงินให้แก่จำเลยไม่ครบหรือมีเหตุอื่นก็เป็นได้ ข้อสำคัญคือธนบัตรของกลางฉบับละ 100 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้อยู่ที่ตัวจำเลย ข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นางสาวลูกน้ำมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ คำให้การจึงไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรแก่การรับฟังนั้น เห็นว่า นางสาวลูกน้ำมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับจำเลย ขณะเกิดเหตุเป็นเยาวชนมีอายุเพียง 17 ปี ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามคำให้การว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนของกลางในวันเกิดเหตุมาจากจำเลยจำนวน 17 เม็ด เพื่อนำมาจำหน่าย และจำหน่ายให้สายลับไปจำนวน 2 เม็ด คำให้การของนางสาวลูกน้ำนั้นได้กระทำต่อหน้าพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการและทนายความ ข้อความที่นางสาวลูกน้ำได้ให้การนั้นไม่ได้เป็นคำซัดทอดเพื่อทำให้ตนเองพ้นผิด นางสาวลูกน้ำจึงมิได้ประโยชน์ใด ๆ จากการให้การเช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์มิได้มีแต่เพียงพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของนางสาวลูกน้ำดังที่จำเลยฎีกามาเท่านั้น แต่มีทั้งสิบตำรวจเอกประสาน สิบตำรวจโทสุพรรณ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่ร่วมจับกุมเห็นนางสาวลูกน้ำส่งมอบธนบัตรที่ล่อซื้อให้แก่จำเลย และตรวจค้นพบธนบัตรของกลางได้ที่ตัวจำเลย เมื่อนำมาประกอบกันทำให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นางอาภาหรือต๋อย ศรีอำไพ
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11605/2553
#509425
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มอบบัตรจอดรถซึ่งด้านหน้าระบุว่าต้องเสียค่าจอดรถชั่วโมงละ 10 บาท และหากทำบัตรจอดรถหายจะต้องถูกปรับ 200 บาท โดยต้องนำหลักฐานการเป็นเจ้าของรถมาแสดงให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์นำรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของห้างฯ จำเลยที่ 2 เมื่อคนร้ายลักรถยนต์โดยขับรถฝ่าพนักงานรักษาความปลอดภัยออกไปด้วยความเร็วและไม่คืนบัตรจอดรถให้แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อแจ้งเหตุหรือสกัดจับ กลับรอกระทั่งโจทก์กลับมาจึงแจ้งให้ทราบ การกระทำของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นละเมิด และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าทรัพย์สินที่อยู่ภายในรถยนต์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อ

แม้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์เก๋งที่ถูกคนร้ายลักไปโดยครอบครองรถยนต์เก๋งในฐานะเป็นเพียงหลักประกันการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์ก็มีสิทธิใช้และมีหน้าที่บำรุงรักษารถยนต์เก๋งเพื่อส่งมอบคืนให้แก่เจ้าของ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งถูกคนร้ายโจรกรรมไปในระหว่างที่โจทก์ครอบครองใช้สอยอยู่โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 586,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 422,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 โจทก์ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า แบบซีวิค สีแดง หมายเลขทะเบียน วต 8504 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายสมพงษ์ เช่าซื้อมาจากบริษัทจีอีแคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) และส่งมอบให้นางสิริวิภาเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ไปจอดในบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าเฉลิมไทยช๊อปปิ้งมอลล์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาปรากฏว่ารถยนต์เก๋งคันดังกล่าวถูกคนร้ายโจรกรรมไปและทรัพย์สินที่อยู่ภายในรถสูญหายไปด้วย โจทก์ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนของรถยนต์เก๋งหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์และนางสิริวิภาไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกันจริงและนางสิริวิภาไม่ได้ส่งมอบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนางสิริวิภา เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 นางสิริวิภากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท โดยนำรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า แบบซีวิค สีแดง หมายเลขทะเบียน วต 8504 กรุงเทพมหานคร มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน กำหนดใช้เงินคืนภายใน 1 ปี คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญากู้เงิน รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวเป็นของนายสมพงษ์ จงงามวิไล ซึ่งเช่าซื้อมาจากบริษัทจีอีแคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) ซึ่งนายสมพงษ์กู้ยืมเงินนางสิริวิภาโดยมอบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวแก่นางสิริวิภาเป็นประกัน แล้วนางสิริวิภามอบให้โจทก์เป็นประกันอีกทอดหนึ่ง โดยได้รับความยินยอมจากนายสมพงษ์แล้ว เห็นว่า โจทก์และนางสิริวิภาต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันถึงการกู้ยืมเงินและส่งมอบรถยนต์เก๋งให้เป็นประกันโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือสัญญากู้เงินมาแสดง แม้โจทก์ไม่นำหลักฐานการได้มาของเงินให้กู้ยืมและหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคารมาแสดง กับไม่ได้นำนายสมพงษ์มาเบิกความยืนยันก็ตาม ย่อมเป็นดุลพินิจของโจทก์ที่จะนำพยานหลักฐานใดมาสืบ ส่วนที่ไม่มีการแจ้งให้บริษัทจีอีแคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อทราบว่ารถยนต์เก๋งคันดังกล่าวถูกคนร้ายโจรกรรมไปนั้น เห็นว่า ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ส่งชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้ออยู่แล้ว หากแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบว่ารถยนต์เก๋งที่เช่าซื้อสูญหาย ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดคืนรถยนต์เก๋งที่เช่าซื้อหรือใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมกับค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญา การที่โจทก์ นางสิริวิภาหรือนายสมพงษ์ไม่ได้แจ้งให้บริษัทจีอีแคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน)ผู้ให้เช่าซื้อทราบ น่าจะเป็นเพียงไม่ต้องการให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบเรื่องที่รถยนต์เก๋งที่เช่าซื้อถูกโจรกรรมไปเท่านั้น หาได้เป็นพิรุธตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใดไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นางสิริวิภากู้ยืมเงินโจทก์โดยส่งมอบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวให้ยึดถือเป็นประกัน และแม้โจทก์จะไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธิใช้และมีหน้าที่บำรุงรักษารถยนต์เก๋งคันดังกล่าวเพื่อส่งมอบคืนให้แก่นางสิริวิภา เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวถูกคนร้ายโจรกรรมไปในระหว่างที่โจทก์ครอบครองใช้สอยอยู่ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนของสิ่งของภายในรถยนต์เก๋ง ได้แก่ รองเท้าคัชชูหนังแก้วขอบหนา ราคา 1,900 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ ราคา 17,900 บาท และรองเท้ากีฬา ราคา 2,300 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 22,100 บาท ต่อโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ขณะที่รถยนต์เก๋งถูกโจรกรรม มีทรัพย์สินเป็นเงินสด 4,200 บาท และกล้องถ่ายภาพดิจิตอล ราคา 29,900 บาท เพียงสองรายการเท่านั้นอยู่ภายในรถยนต์เก๋ง ซึ่งหลังกระทำละเมิดโจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีโดยระบุว่ามีทรัพย์สินสองรายการดังกล่าวสูญหายไป โดยไม่ระบุว่ามีรองเท้าคัชชูหนังแก้วขอบหนา โทรศัพท์เคลื่อนที่และรองเท้ากีฬาแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีใบเสร็จรับเงินของทรัพย์สินทั้งสามรายการดังกล่าวมาแสดง แต่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีอยู่ภายในรถยนต์เก๋งขณะถูกโจรกรรม พยานหลักฐานโจทก์คงรับฟังได้เพียงว่าขณะกระทำละเมิดมีเงินสด 4,200 บาท และกล้องถ่ายภาพดิจิตอลอยู่ภายในรถยนต์เก๋งเท่านั้น ซึ่งการที่ทรัพย์สินดังกล่าวสูญหายไปเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งให้ชำระทรัพย์สินในส่วนนี้ และกรณีมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าทรัพย์สินเป็นเงินจำนวน 22,100 บาท ในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นเป็นประเด็นปลีกย่อยและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยเอกวรวิทย์ ศรีศักดิ์
จำเลย — บริษัทพรศิริ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสบาย นิลแท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาติชาย กริชชาญชัย
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11603/2553
#504681
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในสัญญาจำนองมีข้อความต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาหรือที่จะเกิดขึ้นใหม่ในภายหน้า แต่ก็ได้ความว่าการกู้ยืมจดทะเบียนจำนองในคดีนี้เป็นการกู้ยืมในเรื่องเงินทุน ส่วนการผู้ยืมในเรื่องหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนดไว้ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน โจทก์จำเลยทำสัญญาจำนองคู่สัญญาตั้งใจให้ผูกพันเป็นประกันเฉพาะการกู้ยืมในเรื่องเงินทุนจำนวน 7,000,000 บาท เท่านั้น คู่สัญญาไม่มีเจตนาให้ผูกพันเลยไปถึงเป็นประกันการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นด้วย นอกจากนี้ยังไม่มีข้อความเขียนให้ชัดว่าเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมซื้อหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นทั้งที่มีโอกาสเขียนให้ชัดได้ ข้อต่อสู้จำเลยว่าการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นด้วยนั้น เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์อันแท้จริงของคู่สัญญาแต่แรกให้ผิดไปจากความประสงค์เดิม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้เงินทุนเพียงอย่างเดียวและหนี้เงินทุนระงับแล้ว จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับไปด้วย จำเลยจะอ้างไม่ส่งโฉนดเพราะมีหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์ค้างชำระอยู่ด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดตราจองใหม่ให้โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโฉนดตราจองให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 และมาตรา 25

ศาลชั้นต้นพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว เลขที่ 5095 เลขที่ดิน 22 หน้าสำรวจ 1170 ตำบลหนองแกอำเภอหัวหิน (ปราณบุรี) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโฉนดตราจองดังกล่าวให้โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่จัดการจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาจำนองทำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 มีข้อความต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาหรือที่จะเกิดขึ้นใหม่ในภายหน้า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่าคู่สัญญาตกลงให้การจำนองเป็นประกันหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นของนายจตุพรซึ่งทำในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 ต่อมามีการเปลี่ยนสัญญาในวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ด้วยนั้นก็ได้ความว่าการกู้ยืมจดทะเบียนจำนองในคดีนี้เป็นการกู้ยืมในเรื่องเงินทุน ส่วนการกู้ยืมในเรื่องหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนดไว้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน กล่าวคือ ไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการให้นำที่ดินจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการซื้อขายแบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นได้ แต่ให้นำหลักทรัพย์จดทะเบียน พันธบัตร สลากออมสิน มาวางเป็นประกัน และผู้ให้กู้ยืมจะได้เงินกู้ยืมคืนเมื่อขายหลักทรัพย์ได้แล้วเท่านั้น ในระหว่างยังมิได้ขายหลักทรัพย์ ผู้ให้กู้ยืมจะเรียกให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้เงินกู้ยืมไม่ได้ มิฉะนั้นการซื้อขายหลักทรัพย์จะปั่นป่วน คงมีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ยืมชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเท่านั้น การกู้ยืมชนิดนี้เป็นการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ประเภทไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการขาย ลักทรัพย์ และไม่ใช่การกู้ยืมชนิดกำหนดเวลาชำระหนี้เงินคืนภายใน 30 วัน ดังนั้น ที่โจทก์จำเลยทำสัญญาจำนอง คู่สัญญาตั้งใจให้ผูกพันเป็นประกันเฉพาะการกู้ยืมในเรื่องเงินทุนจำนวน 7,000,000 บาท เท่านั้น คู่สัญญาไม่มีเจตนาให้ผูกพันเลยไปถึงเป็นประกันการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นด้วย เพราะคู่สัญญาทราบดีว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ให้ทำได้ นอกจากนี้ยังไม่มีข้อความเขียนให้ชัดว่าเป็นการประกันหนี้เงินกู้ยืมซื้อหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้น ทั้งที่มีโอกาสเขียนให้ชัดได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อต่อสู้จำเลยว่าการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นด้วยนั้น เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์อันแท้จริงของคู่สัญญาแต่แรกให้ผิดไปจากความประสงค์เดิม โดยอาศัยข้อความต่อท้ายสัญญาจำนองที่มีมาดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้เงินทุนเพียงอย่างเดียว และหนี้เงินทุนระงับแล้ว จำนองซึ่งเป็นหนี้ปกรณ์ย่อมระงับตามไปด้วย จำเลยจะอ้างไม่ส่งโฉนดเพราะมีหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์ค้างชำระอยู่ด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายสวรรค์ วัฒนพานิช
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จี เอฟ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าดำเนินคดีแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวหฤทัย ไทรฟัก
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11603/2553
#513582
เปิดฉบับเต็ม

จ. ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยเมื่อปี 2534 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ จ. โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันการกู้ยืมเงินและหนี้สินอื่นๆ ของโจทก์ และหรือของ จ. ที่มีอยู่แล้วขณะที่ทำสัญญาและที่จะมีขึ้นในภายหน้าต่อจำเลย เป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้การกู้ยืมในเรื่องเงินทุน แต่ไม่ใช่เป็นประกันหนี้การกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นของ จ. ซึ่งทำในปี 2531 เนื่องจากการกู้ยืมในเรื่องหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนดไว้ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เพราะไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการให้นำที่ดินจดทะเบียนจำนองประกันการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวได้ แต่ให้นำหลักทรัพย์จดทะเบียน พันธบัตร สลากออมสิน มาวางเป็นประกัน และผู้ให้ยืมจะได้เงินกู้ยืมในกรณีนี้คืนเมื่อขายหลักทรัพย์ได้แล้วเท่านั้น ในระหว่างยังมิได้ขายหลักทรัพย์ผู้ให้กู้ยืมจะเรียกให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้เงินกู้ยืมไม่ได้ มิฉะนั้นการซื้อขายหลักทรัพย์จะปั่นป่วน คงมีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ยืมชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเท่านั้น คู่สัญญาไม่มีเจตนาให้ผูกพันเลยไปถึงเป็นประกันการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวด้วย เมื่อหนี้เงินทุนระงับแล้วจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับตามไปด้วย และจำเลยต้องส่งมอบหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินให้แก่โจทก์และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดตราจองใหม่ให้โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโฉนดตราจองให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 และมาตรา 25

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้วเลขที่ 5095 เลขที่ดิน 22 หน้าสำรวจ 1170 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน (ปราณบุรี) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโฉนดตราจองดังกล่าวให้โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่จัดการจดทะเบียดไถ่ถอนการจำนองให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าสัญญาจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 5095 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นของนายจตุพรด้วยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจำนองทำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 มีข้อความต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้อื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาหรือที่จะเกิดขึ้นใหม่ในภายหน้า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่าคู่สัญญาตกลงให้การจำนองเป็นประกันหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นของนายจตุพรซึ่งทำในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 ต่อมามีการเปลี่ยนสัญญาในวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ด้วยนั้น ก็ได้ความว่าการกู้ยืมจดทะเบียนจำนองในคดีนี้เป็นการกู้ยืมในเรื่องเงินทุนส่วนการกู้ยืมในเรื่องหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นมีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนดไว้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน กล่าวคือ ไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการให้นำที่ดินจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการซื้อขายแบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นได้แต่ให้นำหลักทรัพย์จดทะเบียน พันธบัตร สลากออมสิน มาวางเป็นประกัน และผู้ให้กู้ยืมจะได้เงินกู้ยืมคืนเมื่อขายหลักทรัพย์ได้แล้วเท่านั้น ในระหว่างยังมิได้ขายหลักทรัพย์ผู้ให้กู้ยืมจะเรียกให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้เงินกู้ยืมไม่ได้ มิฉะนั้นการซื้อขายหลักทรัพย์จะปั่นป่วนคงมีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ยืมชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเท่านั้น สอดคล้องกับนางชุลีพรพยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.14 ว่า การกู้ยืมชนิดนี้เป็นการกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ประเภทไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการขายหลักทรัพย์และไม่ใช่การกู้ยืมชนิดกำหนดเวลาชำระหนี้เงินคืนภายใน 30 วัน ดังนั้น ที่โจทก์จำเลยทำสัญญาจำนอง คู่สัญญาตั้งใจให้ผูกพันเป็นประกันเฉพาะการกู้ยืมในเรื่องเงินทุนจำนวน 7,000,000 บาท เท่านั้น คู่สัญญาไม่มีเจตนาให้ผูกพันเลยไปถึงเป็นประกันการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นด้วย เพราะคู่สัญญาทราบดีว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ให้ทำได้นอกจากนี้ยังไม่มีข้อความเขียนให้ชัดว่าเป็นการประกันหนี้เงินกู้ยืมซื้อหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้น ทั้งที่มีโอกาสเขียนให้ชัดได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อต่อสู้จำเลยว่าการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์แบบเมนเทแนนส์มาร์จิ้นด้วยนั้นเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์อันแท้จริงของคู่สัญญาแต่แรกให้ผิดไปจากความประสงค์เดิมโดยอาศัยข้อความต่อท้ายสัญญาจำนองที่มีมาดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้เงินทุนเพียงอย่างเดียว และหนี้เงินทุนระงับแล้วจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับตามไปด้วย จำเลยจะอ้างไม่ส่งโฉนดเพราะมีหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์ค้างชำระอยู่ด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 709 ม. 715 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายสวรรค์ วัฒนพานิช
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าดำเนินคดีแทน
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11602/2553
#508322
เปิดฉบับเต็ม

ไม้ของกลางที่ตรวจยึดในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นผู้รับซื้อทั้งสิ้น แต่มติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดตัวบุคคลที่มีสิทธิจะซื้อไม้ของกลางในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ รวมทั้งราคาขายที่กำหนดในอัตราสามเท่า ของค่าภาคหลวงของไม้ของกลางตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าภาคหลวงไม้หวงห้ามและบัญชีอัตราค่าภาคหลวง ซึ่งทำให้ราคาไม้ของกลางที่โจทก์จะขายให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มีราคาต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด ราคาดังกล่าวจึงมิใช่ราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้น ที่จะกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง แต่ต้องถือเอาตามราคาปกติในท้องตลาดของราคาไม้ของกลางในขณะเกิดเหตุละเมิดที่แท้จริง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าคำเสียหายดังกล่าวที่แท้จริงมีเพียงใด ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้เองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 120,040.30 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,392,690.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 66,288 บาท และ 838,728 บาท ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 7,221.60 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 96,237 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ราคาค่าเสียหายที่แท้จริงของไม้ของกลางที่เสียหายต้องคิดตามราคาท้องตลาด ส่วนราคาที่โจทก์จำหน่ายให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นระเบียบปฏิบัติที่ใช้บังคับระหว่างส่วนราชการภายในด้วยกันมิใช่หลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าเสียหายที่แท้จริง เห็นว่า ถึงแม้ไม้ของกลางที่ตรวจยึดในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ จะมีมติคณะรัฐมนตรีให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นผู้รับซื้อทั้งสิ้น แต่มติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดตัวบุคคลที่มีสิทธิจะซื้อไม้ของกลางในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ รวมทั้งราคาขายที่กำหนดในอัตราสามเท่าของค่าภาคหลวงของไม้ของกลาง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าภาคหลวงไม้หวงห้ามและบัญชีอัตราค่าภาคหลวง ซึ่งทำให้ราคาไม้ของกลางที่โจทก์จะขายให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มีราคาต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด ราคาดังกล่าวจึงมิใช่ราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง แต่ราคาไม้ของกลางต้องถือเอาตามราคาปกติในท้องตลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามอัตราที่โจทก์จะจำหน่ายไม้ของกลางให้แก่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นราคาตลาดไม้ของกลาง เป็นเงิน 66,288 บาท จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นเงิน 838,728 บาท ซึ่งเป็นราคาตามที่ป่าไม้เขตนครราชสีมารายงานให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์มีนายศรีชาติ ป่าไม้เขตนครราชสีมา เบิกความว่า ราคาไม้ของกลางคิดตามราคาท้องตลาดที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และทางโรงเลื่อยตีราคามาเท่านั้น โจทก์ไม่มีเอกสารหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาซื้อขายตามปกติในท้องตลาด และไม่ได้นำเจ้าหน้าที่ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือทางโรงเลื่อยดังกล่าวมาเบิกความยืนยันว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตามท้องตลาดของไม้ของกลางที่แท้จริงในขณะเกิดเหตุละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2529 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2531 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาไม้ของกลางตามท้องตลาดในขณะเกิดเหตุละเมิดที่แท้จริง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าค่าเสียหายที่แท้จริงมีเพียงใด ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้เองได้ โดยเห็นสมควรกำหนดราคาไม้ของกลางให้ในราคาสองในสามส่วนของราคาไม้ของกลางที่โจทก์นำสืบมาเป็นเงิน 44,192 บาท และ 559,152 บาท ตามลำดับ...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2529 และวันที่ 11 สิงหาคม 2531 ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายเชาวลิต เลิศชยันตี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11600/2553
#518088
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าประกันผลงานซึ่งหักจากค่าสินค้าไว้คืนแก่โจทก์ย่อมเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จึงยังไม่ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ระบบสื่อสารไปจากโจทก์หลายรายการรวมเป็นเงิน 21,114,134.12 บาท โดยจำเลยหักค่าสินค้าไว้เพื่อเป็นประกันผลงานและความชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 821,590 บาท และตกลงคืนให้แก่โจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้า โจทก์ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 จำเลยต้องคืนเงินค่าประกันผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2543 แต่จำเลยไม่ชำระคืน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 37,646.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 859,236.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 821,590 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ส่งมอบสินค้าแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 821,590 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2544) ต้องไม่เกิน 37,646.82 บาท ตามที่โจทก์ขอมา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์นำสืบโดยมีนายกิติศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และกรรมการของโจทก์ กับนายปัญญากรรมการของโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ระบบสื่อสารจากโจทก์หลายรายการและหลายครั้งรวมเป็นเงิน 21,114,134.12 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าติดตั้ง ค่าขนย้ายและภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตามสำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของและใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 7 การซื้อขายครั้งนี้มิได้มีการทำสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปขายต่อให้แก่กรุงเทพมหานครในโครงการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานครซึ่งจำเลยเป็นผู้ประมูลงานได้ ตามสัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ. 9 จำเลยชำระค่าสินค้าแก่โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 20,292,944.43 บาท คงค้างชำระงวดสุดท้ายตามฟ้องเป็นเงิน 821,590 บาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่จำเลยตกลงรับประกันสินค้าและงานที่ทำต่อกรุงเทพมหานครไว้เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันส่งมอบงานงวดสุดท้าย โดยกรุงเทพมหานครจะหักเงินที่จะจ่ายแก่จำเลยไว้ร้อยละ 5 ในงวดที่ 2 และที่ 3 จำเลยจึงให้โจทก์รับประกันสินค้าและงานที่ทำต่อจำเลยด้วยในเงื่อนไขเดียวกัน โจทก์ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 ปรากฏว่าสินค้าทั้งหมดไม่มีความชำรุดบกพร่อง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งจำเลยได้รับเงินจำนวนนี้คืนจากกรุงเทพมหานครแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2543 ตามสำเนาฎีกาเบิกเงินรายจ่ายตามงบประมาณพร้อมใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ. 10 (เอกสารรวมอยู่ในสำนวน) โจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ. 4 ทวงถามไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ. 5 แล้ว แต่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ฝ่ายจำเลยนำสืบโดยมีนายประทิต ที่ปรึกษาของจำเลย ซึ่งเป็นกรรมการและหุ้นส่วนของจำเลยในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และนายวิชิตกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์และจำเลยมีผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัททั้งสองประมาณสองในสามเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน ต้นปี 2541 นายปัญญากรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนทั้งโจทก์และจำเลยในขณะนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับกรุงเทพมหานครในโครงการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานคร นายปัญญาให้จำเลยเป็นผู้เข้าประมูลงานเนื่องจากมีคุณสมบัติในเรื่องทุนจดทะเบียนครบถ้วนตามข้อกำหนดของกรุงเทพมหานคร ส่วนโจทก์มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่าที่กรุงเทพมหานครกำหนด แต่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติงานโดยจำเลยจะได้ค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 5 ของวงเงินที่มีการทำสัญญา จำเลยเป็นผู้ประมูลงานได้ในราคา 21,500,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย ล.1 จำเลยจึงมีสิทธิได้เงินจากโจทก์จำนวน 1,075,000 บาท เป็นค่าตอบแทนตามที่ตกลงกัน ส่วนโจทก์จะได้ค่าสิ่งของรวมทั้งการดำเนินงานติดตั้งจำนวน 20,425,000 บาท ระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีการตกลงเรียกค่าประกันผลงาน โจทก์ดำเนินการติดตั้งและได้ส่งมอบระบบงานโดยเรียกเก็บเงินจากจำเลยเป็นระยะ จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงินประมาณ 20,290,000 บาท ยังคงค้างชำระอีกประมาณ 130,000 บาท เท่านั้น ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้เรียกเก็บเงินจำนวนนี้จากจำเลย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ตั้งแต่ปลายปี 2541 เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปีแล้ว จำเลยส่งมอบงานให้แก่กรุงเทพมหานครเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 และรับเงินมาจำนวน 20,532,500 บาท โดยกรุงเทพมหานครหักเงินไว้เป็นค่าประกันผลงานในอัตราร้อยละ 5 ของงวดการชำระเงินงวดที่ 2 และที่ 3 รวมเป็นเงิน 967,500 บาท เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่จำเลยสั่งซื้อไปจากโจทก์เป็นเงินรวม 21,114,134.12 บาท โดยยังค้างชำระอยู่อีก 821,590 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเคยสั่งซื้อสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การสื่อสารจากโจทก์ แต่มิได้ซื้อกันในราคาทั้งสิ้น 20,855,000 บาท ตามฟ้อง และไม่เคยเป็นหนี้ใดๆ ต่อโจทก์ ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีจึงมีเพียงว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์จำนวนเท่าใดและยังค้างชำระราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด แต่จำเลยกลับนำสืบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยคือจำเลยเข้าประมูลงานจากกรุงเทพมหานครได้เป็นเงิน 21,500,000 บาท แล้วให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยจะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 5 ของวงเงินที่มีการทำสัญญาเป็นเงิน 1,075,000 บาท เหตุเพราะโจทก์มีคุณสมบัติในเรื่องทุนจดทะเบียนไม่ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏในคำให้การของจำเลย และจำเลยมิได้นำสืบถึงเรื่องการซื้อขายสินค้าตามฟ้องว่า แท้จริงซื้อขายกันจำนวนเท่าใดตามที่ให้การต่อสู้เป็นข้อพิพาทไว้ จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทที่ไม่มีประเด็นให้นำสืบ ไม่อาจรับฟังได้ และจำเลยยังนำสืบยอมรับว่า ตามความเป็นจริงยังค้างชำระเงินแก่โจทก์อีกประมาณ 130,000 บาท ในขณะที่ให้การว่า ไม่เคยเป็นหนี้ใดๆ ต่อโจทก์ จึงเป็นการขัดแย้งกันเอง เป็นข้อพิรุธอยู่ในตัวว่ามิได้ให้การตามความเป็นจริง เมื่อโจทก์นำสืบโดยมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารรับฟังได้ตามฟ้องดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์ฟ้องและนำสืบในทำนองเดียวกันว่า เงินตามฟ้องจำนวน 821,590 บาท เป็นเงินค่าสินค้าที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นงวดสุดท้ายนั้น เป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าสินค้าไว้เป็นค่าประกันผลงาน ซึ่งจำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้าย เพราะจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากับกรุงเทพมหานครถูกกรุงเทพมหานครหักเงินไว้เป็นค่าประกันผลงานในลักษณะเดียวกันนั้น จำเลยให้การและนำสืบว่า ไม่เคยมีการตกลงระหว่างโจทก์จำเลยให้หักเงินเป็นค่าประกันผลงานดังกล่าวไว้ แต่จำเลยนำสืบรับว่า จำเลยกับกรุงเทพมหานครตกลงกันตามสัญญาว่าให้กรุงเทพมหานครหักเงินไว้เป็นค่าประกันผลงานจากงวดชำระเงินครั้งที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 967,500 บาท ซึ่งจำเลยจะได้รับเงินจำนวนนี้คืนเมื่อการส่งมอบงานทั้งหมดไม่มีข้อชำรุดบกพร่อง กรุงเทพมหานครได้คืนเงินกรณีนี้แก่จำเลยแล้วจำนวน 941,113.63 บาท จำเลยได้รับคืนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ. 10 แผ่นที่ 2 เห็นว่า การซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยมิได้มีการทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพราะขณะเกิดเหตุเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน แต่ก็นำสืบรับกันว่า มีการบริหารการเงินการบัญชีและบุคลากรแยกจากกันต่างหาก ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นคู่สัญญากับกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายประทิตกรรมการและหุ้นส่วนของจำเลยในขณะเกิดเหตุเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ในกรณีที่หากมีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นในงานที่ส่งมอบ ผู้ที่ต้องรับผิดต่อกรุงเทพมหานครคือจำเลย ซึ่งกรุงเทพมหานครก็ได้หักเงินเป็นค่าประกันผลงานไว้ 967,500 บาท เมื่อจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินงานจึงเป็นธรรมดาที่จำเลยต้องให้โจทก์รับผิดชอบต่อจำเลยเช่นเดียวกับที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อกรุงเทพมหานคร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่า รับฟังได้ว่า ระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อตกลงหักเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ไว้เป็นค่าประกันผลงานจริงและจำเลยได้หักเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ไว้เป็นค่าประกันผลงานตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง โดยจะคืนให้แก่โจทก์เมื่อครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายแก่จำเลย ซึ่งโจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าและการดำเนินงานงวดสุดท้ายแก่จำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าประกันผลงานดังกล่าวคืนแก่โจทก์ย่อมเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโปรโฟล์ อินฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเมอร์ลินส์ โซลูชั่นส์ อินเตอร์แนชั่นนัล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11584/2553
#510933
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดระบุว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 แล้ว ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ที่ได้รับอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นอันสิ้นสุดลงก็ตาม แต่เมื่อโรงงานที่จำเลยทั้งสองใช้ประกอบกิจการนั้นเป็นโรงงานแห่งเดียวกันและมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการอย่างเดียวกันแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการโรงงานจากจำพวกที่ 2 เป็นจำพวกที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพิ่มกำลังแรงม้าเครื่องจักรในการประกอบกิจการมากขึ้นก็เพื่อให้สามารถผลิดผลงานได้มากขึ้นเป็นการเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสองย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ที่อนุญาตให้ใช้เครื่องจักรแรงม้าต่ำในการประกอบกิจการอีกต่อไปแล้ว ทั้งยังเป็นการประกอบกิจการในโรงงานแห่งเดียวกันและในกิจการประเภทเดียวกันด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ว่าโรงงานแห่งเดียวกันจะมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหลายจำพวกหลายฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 50 วรรคหนึ่ง ปรับคนละ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการโรงงานพิมพ์สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เดิมจำเลยที่ 1 ได้แจ้งขอประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ใช้กำลังเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า แต่ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1 ได้ขอเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการโรงงานเป็นจำพวกที่ 3 ที่ใช้กำลังเครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า และได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกร้องเรียนว่า โรงงานของจำเลยที่ 1 ปล่อยน้ำเสียและส่งกลิ่นเหม็น ก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต จำเลยทั้งสองจึงถูกกรมโรงงานอุตสาหกรรมเปรียบเทียบปรับและสั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองยังคงประกอบกิจการต่อไปเช่นเดิม กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงมีคำสั่งปิดโรงงานจำเลยที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2543 และวันที่ 11 มกราคม 2544 เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบว่าจำเลยทั้งสองยังคงประกอบกิจการโรงงานอยู่ จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ให้จำเลยทั้งสองมาพบนิติกรของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเปรียบเทียบปรับ จำเลยทั้งสองไปพบและให้การรับสารภาพกับยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ แต่ต่อมาเมื่อกองนิติการส่งเรื่องให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีเปรียบเทียบปรับพิจารณาแล้ว มีมติไม่พิจารณาเปรียบเทียบปรับจำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีประวัติถูกดำเนินคดีมาแล้วหลายครั้ง เป็นการกระทำความผิดซ้ำซากจึงไม่ควรเปรียบเทียบปรับ แต่ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งเป็นทำนองว่า แม้ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ขอเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 เป็นจำพวกที่ 3 และได้รับอนุญาตแล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงชำระค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ต่อเนื่องกันมาทุกปี และขณะเกิดเหตุโรงงานจำเลยที่ 1 ก็ใช้กำลังเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 เมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 แล้ว ให้ถือว่าใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ของจำเลยที่ 1 เป็นอันสิ้นสุดลงแต่อย่างใด ประกอบกับจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าธรรมเนียมรายปีมาตลอด จึงถือได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ไม่ใช่ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ที่ถูกสั่งปิด ฉะนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดระบุว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 แล้ว ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ที่ได้รับอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นอันสิ้นสุดลงก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โรงงานที่จำเลยทั้งสองใช้ประกอบกิจการนั้นเป็นโรงงานแห่งเดียวกันและมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการอย่างเดียวกันแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการโรงงานจากจำพวกที่ 2 เป็นจำพวกที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพิ่มกำลังแรงม้าเครื่องจักรในการประกอบกิจการมากขึ้นก็เพื่อให้สามารถผลิตผลงานได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ที่อนุญาตให้ใช้เครื่องจักรแรงม้าต่ำในการประกอบกิจการอีกต่อไปแล้ว ทั้งยังเป็นการประกอบกิจการในโรงงานแห่งเดียวกันและในกิจการประเภทเดียวกันด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ว่าโรงงานแห่งเดียวกันจะมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหลายจำพวกหลายฉบับ ดังนั้นแม้จะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 แล้ว ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอยู่แล้วเป็นอันสิ้นสุดลง ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างก็ตาม แต่โดยข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวแล้วถือได้ว่าใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ของจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาเลิกใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 แล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ต่อเนื่องกันมานั้นก็เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองยอมทำบันทึกคำให้การรับสารภาพและยินยอมให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปรียบเทียบปรับนั้น จำเลยทั้งสองเพียงแต่ต้องการให้ข้อพิพาทจบลงโดยเร็วนั้น ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองจะไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ม. 12 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทพี เจ ดีไซน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11572/2553
#508311
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น การที่จำเลยให้การในตอนต้นว่า จำเลยไม่เคยรับขนส่งสินค้าที่พิพาท และชื่อผู้ขนส่งตามที่ระบุไว้ในใบรับขนของทางอากาศก็ไม่ใช่ชื่อของจำเลย ส่วนตอนท้ายจำเลยให้การว่า หากศาลฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าแล้ว จำเลยสามารถจำกัดความรับผิดได้ไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม คำให้การดังกล่าวเมื่ออ่านโดยรวมแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ และยังให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่จำต้องรับผิดตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมา คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่ชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงที่ให้การนั้นเป็นไปในทางหนึ่งทางใด อันจะถือเป็นคำให้การที่ขัดกันดังที่โจทก์อุทธรณ์ คำให้การของจำเลยชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสองแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 133,630.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 126,514.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 136 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2550) ต้องไม่เกิน 7,116.42 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า บริษัทเม็กเท็ค แมนูแฟคเจอริ่ง คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สั่งซื้อสินค้าตัวเชื่อมสัญญาณไฟฟ้า และแผงวงจรไฟฟ้า จำนวน 36 กล่อง ราคา 22,840 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทอินเท็ค แมนูแฟคเจอริ่ง (เอเชีย) พีทีอี จำกัด ผู้ขาย โดยผู้ขายว่าจ้างบริษัทโปร-โลจิสติกส์ (เอส) พีทีอี จำกัด ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยเครื่องบินจากประเทศสิงคโปร์มาส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร ตามใบรับขนของทางอากาศ โจทก์รับประกันภัยสินค้ารายนี้จากผู้ซื้อในวงเงิน 25,124 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาบริษัทโปร-โลจิสติกส์ (เอส) พีทีอี จำกัด ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวแทน ตามใบรับขนของทางอากาศ ครั้นวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เครื่องบินที่จำเลยใช้ขนส่งสินค้ามาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ต่อมาผู้ซื้อตรวจพบว่าสินค้าตัวเชื่อมสัญญาณไฟฟ้าเปียกน้ำได้รับความเสียหาย 2 กล่อง น้ำหนัก 6.84 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 3,586 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 126,514.08 บาท โดยความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลย โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายและให้จำเลยนำพยานเข้าสืบในประเด็นนี้ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น การที่จำเลยให้การในตอนต้นว่า จำเลยไม่เคยรับขนส่งสินค้าที่พิพาท และชื่อผู้ขนส่งตามที่ระบุไว้ในใบรับขนของทางอากาศก็ไม่ใช่ชื่อของจำเลย ส่วนตอนท้ายจำเลยให้การว่า หากศาลฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าแล้ว จำเลยสามารถจำกัดความรับผิดได้ไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม คำให้การดังกล่าวเมื่ออ่านโดยรวมแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ และยังให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่จำต้องรับผิดตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมา คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่ชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงที่ให้การนั้นเป็นไปในทางหนึ่งทางใด อันจะถือเป็นคำให้การที่ขัดกันดังที่โจทก์อุทธรณ์ คำให้การของจำเลยชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายและจำเลยก็มีสิทธินำพยานเข้าสืบแก้ในประเด็นข้อนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายและมีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้โดยรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 625 ม. 627
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเค-ไมล์ แอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11570/2553
#508345
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4 บัญญัติว่า "วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า "วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค..." การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สั่งจ่ายยารักษาให้แก่สายลับหลังจากจำเลยที่ 1 ตรวจและวินิจฉัยโรคให้แก่สายลับแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดยาให้ตามใบสั่งแพทย์ของจำเลยที่ 1 และเก็บเงิน ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 อีกกระทงหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5, 6, 62, 106 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12, 101 ริบของกลางและคืนธนบัตรจำนวน 220 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาปลอมเอกสารและข้อหาประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 และประเภท 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43 พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 12, 101 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสาร ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เฉพาะฐานปลอมเอกสารและฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และ 3 เดือน ตามลำดับ รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12, 101 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ลงโทษจำคุก 8 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน และฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน คืนธนบัตร 220 บาท ที่ใช้ล่อซื้อและยาของกลางแก่เจ้าของข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเสียด้วย และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4 บัญญัติว่า "วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่าวิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การผดุงครรภ์ การปรับสายตาด้วยเลนซ์สัมผัส การแทงเข็ม หรือการฝังเข็มเพื่อบำบัดโรคหรือเพื่อระงับความรู้สึก และหมายความรวมถึงการกระทำทางศัลยกรรม การใช้รังสี การฉีดยาหรือสสาร หรือการสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้ เพื่อการคุมกำเนิด การเสริมสวย หรือการบำรุงร่างกายด้วย การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สั่งจ่ายยารักษาให้แก่สายลับหลังจากจำเลยที่ 1 ตรวจและวินิจฉัยโรคให้แก่สายลับแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดยาให้ตามใบสั่งแพทย์ของจำเลยที่ 1 และเก็บเงิน ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43 จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12, 101 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท ความผิดฐานปลอมเอกสารและความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท และจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,500 บาท ตามลำดับ รวมจำคุก 1 ปี 9 เดือน ปรับ 7,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 86 จำคุก 8 เดือน ปรับ 2,000 บาท มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 เดือน ปรับ 3,000 บาท และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12, 101 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษ กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรจำนวน 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 4 ม. 26 ม. 43 ม. 12 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายกิติพงษ์ ศรีผุดผ่อง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวราวุธ ถาวรศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11558/2553
#517435
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ริบถุงพลาสติกเปล่าขนาดเล็กและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ฎีกาของโจทก์หาได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนนี้ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง ยกเว้นธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสองและวรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 อายุไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 1,200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 1,800,000 บาท กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 4 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 450,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามทุกกระทงความผิด ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 22 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับคนละ 800,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 300,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 24 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 4 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ห้ามมิให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และปรับ 600,000 บาท คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี และปรับ 400,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คืนถุงพลาสติกเปล่าขนาดเล็กและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังคงพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับโจทก์มิได้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 4 คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงยุติถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกาเพียงขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น

ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 500 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสี่ดำเนินคดีนี้โดยมีของกลางคือ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 86 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.908 กรัม เมทแอมเฟตามีนจำนวน 500 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 10.149 กรัม ธนบัตรจำนวน 24,200 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง รถจักรยานยนต์ 1 คัน และถุงพลาสติกจำนวน 50 ถุง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 500 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 86 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 500 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 86 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 6 เม็ด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้อง ซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวม 22.057 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 6 เม็ด ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายทำนองว่า ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาริบถุงพลาสติกเปล่าขนาดเล็กและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น แต่ฎีกาของโจทก์หาได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนนี้ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสองและวรรคสาม, 100/1, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 อายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามแล้ว ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 1,200,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 33 ปี ปรับ 900,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 6 ปี และปรับ 450,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ปรับคนละ 800,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี ปรับ 600,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน ปรับคนละ 200,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 300,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 24 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 26 ปี และปรับ 900,000 บาท บังคับค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายภูวดลหรือขวัญ สาครินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอานันท์ หมาดเท่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11531/2553
#506203
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ และแม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 92, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์บรรทุกชนิดที่ 2 ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ) 127 ทวิ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 102 ม. 127 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นายครรชิต สมศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นางสาวณัฐธยาน์ จรรยาชัยเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11519/2553
#510926
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ไม่ใช่กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้

นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังจนถึงวันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 2 เดือน คดีของโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน หากโจทก์ให้ความสำคัญต่อคดีของตนระยะเวลาดังกล่าวก็เพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาและยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนดอีกทั้งในชั้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์ ศาลชั้นต้นก็ได้กำชับในคำร้องแล้วว่า เป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเพียงครั้งเดียวดังนั้น จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่ควรเร่งจัดทำฎีกามายื่นต่อศาลให้ทันภายในกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีกนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกัน ชำระเงินแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เมื่อถึงวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) ออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้ฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 2) คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง นั้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิฎีกาหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ไม่ใช่กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฎีกาได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์ออกไปอีกหรือไม่ เห็นว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) แก่โจทก์เป็นเวลานานถึง 2 เดือน คดีของโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน หากโจทก์ให้ความสำคัญต่อคดีของตน ระยะเวลาดังกล่าวก็เพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาและยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนด อีกทั้งในชั้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา (ครั้งที่ 1) ของโจทก์ศาลชั้นต้นก็ได้กำชับในคำร้องแล้วว่า เป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเพียงครั้งเดียว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่โจทก์ที่ควรเร่งจัดทำฎีกามายื่นต่อศาลให้ทันภายในกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
บริษัท ซี.ดับบลิว.พี.
จำเลย — แอสโซซิเอทส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11515/2553
#504722
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความ กับลงลายมือชื่อรับรองสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน มอบให้แก่ ท. ไปพร้อมกับโฉนดที่ดิน เมื่อ ท. นำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความว่าจำเลยมอบอำนาจให้ ท. จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนยกให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ ท. จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จำเลยจะยกความประมาทเลินเล่อของตนเองดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริตหาได้ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821

จำเลยมีหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ เพราะโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริต การขายฝากที่ดินพิพาทระหว่าง ท. กับโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์ เมื่อ ท. ไม่ไถ่ที่ดินคืนภายในกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21225 ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท แก่โจทก์ กับค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และเพิกถอนนิติกรรมในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนางทองน้อม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเข้ามาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นเรื่องราวขอทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ได้ความจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานที่ดินว่า หากเจ้าของที่ดินไม่ได้มาด้วยตนเอง เอกสารที่จะต้องนำมายื่นประกอบเรื่องราวได้แก่หนังสือมอบอำนาจ โฉนดที่ดินฉบับผู้ถือ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนสมรสถ้ามีคู่สมรส โดยเอกสารสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เจ้าของบัตรต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาด้วย ซึ่งนางสาวปริศนา หลานสาวจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า นอกจากโฉนดที่ดิน จำเลยได้มอบสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้แก่นางทองน้อมไปพร้อมกับโฉนดที่ดินด้วย จึงน่าเชื่อว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารดังกล่าวให้แก่นางทองน้อมไปพร้อมกันด้วย การที่จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยมิได้กรอกข้อความ มอบโฉนดที่ดิน กับสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่มีการรับรองสำเนาให้แก่นางทองน้อม เมื่อนางทองน้อมนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความว่าจำเลยมอบอำนาจให้นางทองน้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนยกให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางทองน้อม จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยจึงต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จำเลยจะยกความประมาทเลินเล่อของตนเองดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริตหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ดังกล่าว เพราะโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต แต่จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร นางทองน้อมพยานจำเลยที่เบิกความในทำนองว่าถูกนางบัวริม หลอกลวงนั้น ก็ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าโจทก์ร่วมกับนางบัวริมหลอกลวงนางทองน้อมด้วย ข้อความตามจดหมายที่นางทองน้อมเขียนถึงจำเลย ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่านางทองน้อมถูกโจทก์หลอกลวงแต่อย่างใด นางทองน้อมเบิกความด้วยว่าในวันจดทะเบียนเห็นโจทก์ส่งมอบเงินสดให้แก่นางบัวริม โดยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ความจริงโจทก์มอบเงินค่าขายฝากให้แก่ตนเอง แต่นางบัวริมขอเอาเงินไปก่อนเพื่อใช้หนี้รายอื่น ซึ่งเจือสมกับที่โจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้มอบเงินค่าขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่นางทองน้อมเป็นเงิน 550,000 บาท และการที่นางทองน้อม เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในครั้งแรกที่ไม่สามารถทำสัญญาขายฝากได้ โจทก์บอกให้นางบัวริมไปนำตัวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมาทำสัญญาขายฝาก มิฉะนั้นจะไม่ทำสัญญา แต่นางบัวริมบอกว่าพี่สาวป่วยอยู่กรุงเทพมหานคร มาไม่ได้ คำเบิกความของนางทองน้อมดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินบอกว่าทำสัญญาขายฝากเจ้าของที่ดินจะต้องมาด้วยตนเอง โจทก์จึงบอกให้นางทองน้อมไปตามเจ้าของที่ดินมา เป็นการแสดงให้เห็นว่าเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไม่ทำนิติกรรมตามหนังสือมอบอำนาจให้ โจทก์ได้แสดงความสุจริตโดยการแสดงเจตนาให้พาจำเลยมาทำนิติกรรมด้วยตนเอง โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการปลอมหนังสือมอบอำนาจ และการที่จำเลยไม่ได้มาทำนิติกรรมด้วยตนเองแต่โจทก์ยังยินยอมทำนิติกรรมขายฝากนั้นก็เป็นเพราะหลงเชื่อว่าจำเลยป่วยจริง ตามข้อความที่เขียนรับรองด้านหลังในหนังสือมอบอำนาจที่ระบุว่านายแพทย์ศักดิ์ชัย ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ขอรับรองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริต การขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างนางทองน้อมกับโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์ เมื่อนางทองน้อมไม่ไถ่ที่ดินคืนภายในกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21225 ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท กับต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันที่ 8 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 821 ม. 822
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาติ หรรษาวงศ์
จำเลย — นางสาวพุ่ม ชายฉิมพลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวุฒิ เอกกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11481/2553
#513580
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นระบุว่า ศาลชั้นต้นได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบ จำเลยไม่คัดค้านและลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติทั้งในส่วนที่เป็นผลดีและผลร้ายให้จำเลยทราบแล้ว และต้องถือว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติถูกต้องตรงกับความจริง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีอำนาจที่จะหยิบยกเอาข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยได้ เพราะถือได้ว่าศาลได้แจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่คัดค้านตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตาม ป.อ. พ.ศ.2522 มาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 39,936 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) ประกอบมาตรา 336 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83) จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 15,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 39,936 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติส่วนที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 มาประกอบดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้หยิบยกเอาข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 ระบุว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่คัดค้านและลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติทั้งในส่วนที่เป็นผลดีและผลร้ายให้จำเลยที่ 1ทราบแล้ว และต้องถือว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติถูกต้องตรงกับความจริงแล้ว ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลยให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้านพนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้" ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่หยิบยกเอาข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ หาเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกลักทรัพย์รวมราคา 39,936 บาท ของผู้เสียหาย โดยใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2551 ว่า จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้คืนแก่ผู้เสียหาย นับว่าจำเลยที่ 1 รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึง 3 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายคมกริช พรหมเรืองเดช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ