คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11118/2553
#504743
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อโครงสร้างไม้ห้องแถวของผู้เสียหายมากองรวมกันไว้แล้วนำไปเผาทำลาย มิใช่เผาทำลายในขณะที่ทรัพย์ยังมีสภาพเป็นโครงสร้างไม้ห้องแถวอยู่ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 มีเพียงเจตนาทำให้ทรัพย์นั้นใช้การไม่ได้โดยการรื้อออกมา ส่วนการเผาเป็นเพียงแค่การทำลายชิ้นส่วนที่รื้อออกมาจนตัวทรัพย์ซึ่งใช้การไม่ได้ไปแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 จึงไม่มีเจตนาวางเพลิงเผาทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 เพียงบทเดียว หาใช่เป็นความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 217 ด้วยไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 217, 358

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายมนตรี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 358 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อโครงสร้างไม้ห้องแถวของผู้เสียหายมากองรวมกันไว้ แล้วนำไปเผาทำลาย มิใช่เผาทำลายในขณะที่ยังมีสภาพเป็นโครงสร้างไม้ห้องแถวอยู่ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 มีเพียงเจตนาทำให้ทรัพย์นั้นใช้การไม่ได้เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 เพียงบทเดียว หาใช่เป็นความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อพิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ทรัพย์สินที่ถูกรื้อและถูกจุดไฟเผาทำลาย คงมีสภาพตามภาพถ่ายเท่านั้น ส่วนมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยดังกล่าวกระทำนั้นมาจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโครงสร้างไม้ที่ถูกรื้อทำลาย จนเป็นกรณีความฟ้องร้องกันระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่ายซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ กับได้ความว่าภายหลังจำเลยทั้งหมดดังกล่าวก่อเหตุแล้ว ก็แยกย้ายกันไป โดยไม่มีเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ใด อีกทั้งทรัพย์ที่เสียหายก็มีมูลค่าไม่สูงนัก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงควรให้โอกาสจำเลยทั้งหมดโดยรอการลงโทษจำคุกเพื่อให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 อีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 และให้ลงโทษจำคุก คนละ 6 เดือน และปรับ 4, 000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 217 ม. 358
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายมนตรี สารกอง
จำเลย — นายหิน เพ็ญภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายยุทธนา ไสวสุวรรณวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11096/2553
#509394
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายจะอ้างว่ายอมลงชื่อในเอกสารเพราะถูกจำเลยรบเร้า แต่ก็มิใช่ลงชื่อเพราะถูกกลฉ้อฉล หลอกลวง หรือถูกข่มขู่ การลงชื่อในเอกสารจึงสมบูรณ์เมื่อเอกสารดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปทันทีที่ผู้เสียหายลงชื่อและเขียนข้อความในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) การที่ผู้เสียหายยืนยันต่อศาลในภายหลังว่าความจริงแล้วยังติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองและไม่ถอนคำร้องทุกข์นั้น หาทำให้สิทธินำคดีมาฟ้อง ซึ่งระงับไปแล้ว กลับเป็นไม่ระงับไปไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 80, 83

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากฎีกาของจำเลยทั้งสอง มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้เสียหายเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 ที่มีข้อความระบุว่า "หลังเกิดเหตุ ผู้บริหารนิตยสารจักรวาลตำรวจและจำเลยทั้งสองได้มาชี้แจงให้ผู้เสียหายทราบว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างอิง "ผู้การ" คือ "ผู้การเฉลียว" หรือพลตำรวจตรีเฉลียว อักษรดี ประธานนิตยสารจักรวาลตำรวจ ไม่ใช่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงครามแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองเกิดจากความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองแม้แต่น้อย และไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป" กับมีข้อความกำกับท้ายลายมือชื่อผู้เสียหายด้วยว่า "ขอยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ" ซึ่ง ข้อความข้อนี้ศาลฎีกาจึงจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2553 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเสียก่อนว่าผู้เสียหายประสงค์จะถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ว่า ผู้เสียหายแถลงรับว่าลายมือชื่อและข้อความที่ว่าขอยืนยันว่า ไม่ติดใจเอาความที่ปรากฏในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหาย ที่เขียนเอง เมื่อข้อความในหนังสือดังกล่าวมีถ้อยคำเป็นทำนองว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะยอมความกันโดยไม่ติดใจดำเนินคดีกันต่อไป ทั้งเหตุที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น ไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 ก็เพื่อให้ได้ความแน่ชัดว่าผู้เสียหายประสงค์ที่จะให้เกิดผลตามข้อความในหนังสือดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งผู้เสียหายก็มิได้โต้แย้งหรือแสดงความประสงค์ว่าไม่ต้องการให้เกิดผลดังข้อความในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าเหตุที่ผู้เสียหายยอมลงลายมือชื่อก็เพราะผู้เสียหายทนจำเลยทั้งสองรบเร้าไม่ไหวก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความประสงค์ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวเสียไป เมื่อไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยถูกกลฉ้อฉล หลอกลวงหรือข่มขู่ กรณีย่อมต้องถือว่าผู้เสียหายได้แสดงเจตนายอมความกับจำเลยทั้งสองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยทั้งสองแล้ว สิทธินำคดีอาญา มาฟ้องย่อมระงับไปทันทีที่ผู้เสียหายลงชื่อและเขียนข้อความลงในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังนั้น การที่ผู้เสียหายกลับมายืนยันต่อศาลชั้นต้นในภายหลังว่า ความจริงแล้วผู้เสียหายยังติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองและไม่ถอนคำร้องทุกข์นั้น หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับเป็นไม่ระงับไปไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางสาวณัฎฐา ตันหยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายธาดา กษิตินนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11076/2553
#504693
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของทนายโจทก์ที่ 2 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายโจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนเพื่อไม่ให้กระบวนพิจารณาเสียหายเท่านั้น หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือภริยาของโจทก์ที่ 2 ประสงค์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาโดยทนายโจทก์ที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาเช่นนี้ เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนับจนถึงเวลาที่ทนายโจทก์ที่ 2 ยื่นฎีกาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ทนายโจทก์ที่ 2 ย่อมหมดสภาพจากการเป็นทนายของโจทก์ที่ 2 และล่วงเลยเวลาที่ทนายโจทก์ที่ 2 จะจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่โจทก์ที่ 2 มอบหมายแก่ตน จนกว่าจะมีผู้เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แล้ว จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172,173, 83, 90

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย โดยไม่มีผู้ใดดำเนินคดีต่างผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 83 จำเลยที่ 1 ลงโทษปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอไว้มีกำหนด1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า การแจ้งความร้องทุกข์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 83 เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าฎีกาของโจทก์ที่ 2 เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่15 พฤศจิกายน 2545 ตามคำร้องของทนายโจทก์ที่ 2 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทนายโจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนเพื่อไม่ให้กระบวนพิจารณาเสียหายเท่านั้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือภริยาของโจทก์ที่ 2 ประสงค์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โจทก์ที่ 2 ฎีกาโดยทนายโจทก์ที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา เช่นนี้ เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนับจนถึงเวลาที่ทนายโจทก์ที่ 2 ยื่นฎีกาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ทนายโจทก์ที่ 2 ย่อมหมดสภาพจากการเป็นทนายของโจทก์ที่ 2 และล่วงเลยเวลาที่ทนายโจทก์ที่ 2 จะจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่โจทก์ที่ 2 มอบหมายแก่ตน จนกว่าจะมีผู้เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว จึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 2 อีกต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2 คงรับวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของโจทก์ที่1 และโจทก์ที่ 3 เท่านั้น...

พิพากษายืนและยกฎีกาของโจทก์ที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 826 ม. 828
ป.วิ.อ. ม. 29
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.ที.ซี.ทาวเวอร์เครน เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทอยุธยา ดีเวลลอปเม้นท์ ลีสซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสุชิต โต๊ะวิเศษกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11052/2553
#513569
เปิดฉบับเต็ม

ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปเพียงใด การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจากความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 โดยคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าของหรือมีครอบครองทรัพย์นั้น หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นตามความใน ป.อ. มาตรา 339 (2) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องขู่เข็ญให้ปรากฏว่าในทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ถูกจำเลยตบหน้าทันทีที่เปิดประตูห้องเมื่อ ช. ตามเข้าไปปิดประตูห้อง จำเลยก็ล้วงมีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหายขู่ขอเงินไปซื้อสุรา พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนั้นบ่งชี้ไปในทำนองว่าหากผู้เสียหายขัดขืนไม่ให้เงินก็จะถูกประทุษร้ายต่อเนื่องไปในทันใดนั้น แสดงให้เห็นว่ามุ่งหมายมาทำร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์มาแต่แรก ไม่ใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายยอมให้เงินบางส่วนโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 10 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนดังที่จำเลยฎีกา เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปเพียงใด การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจากความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 โดยคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นั้นหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 (2) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอนหรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องมีการขู่เข็ญให้ปรากฏว่าในทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าถูกจำเลยตบหน้าทันทีที่เปิดประตูห้อง เมื่อนายชาคริตตามเข้าไปปิดประตูห้อง จำเลยก็ล้วงมีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหายขู่ขอเงินไปซื้อสุรา พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนั้นบ่งชี้ไปในทำนองว่าหากผู้เสียขัดขืนไม่ให้เงินก็จะถูกประทุษร้ายต่อเนื่องไปในทันใดนั้นแสดงให้เห็นว่ามุ่งหมายมาทำร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์มาแต่แรกไม่ใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายยอมให้เงินบางส่วนโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จึงชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษเพียงสถานเบานั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี ตามอัตราขั้นต่ำของมาตรา 339 วรรคสอง นอกจากนั้นยังลดโทษให้อีกหนึ่งในสาม คงเหลือ 6 ปี 8 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำคุกจำเลยในสถานเบากว่านั้นได้ ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายสมโชค สุภาณาวรรณ หรือสุภณาวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
สมชาย สินเกษม
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553
#504725
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองแล้วมีการยื่นฟ้องอุทธรณ์ โดยระบุชื่อผู้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ระบุชื่อ จำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้อุทธรณ์ แต่เมื่อพิเคราะห์อุทธรณ์ฉบับดังกล่าวทั้งฉบับ จะใช้คำว่า จำเลย โดยมิได้ใช้คำว่า จำเลยที่ 1 และเนื้อหาก็เป็นการโต้แย้งประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความ และประเด็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้องแย้งเท่านั้นมิได้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ทั้งอุทธรณ์ฉบับดังกล่าว ทนายจำเลยทั้งสองก็เป็นผู้ลงชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 มาครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่า อุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มิใช่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างนำพยานเข้าสืบในประเด็นข้อนี้จนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาของกฎหมายแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยเสียก่อน

โจทก์มิได้ยกเหตุว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความจึงเป็นการไม่ชอบ

ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของพนักงานโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 มาด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าฟ้องแย้งขาดอายุความซึ่งไม่ถูกต้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 1,784,059 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,601,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 79,227 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองแล้วมีการยื่นฟ้องอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 โดยระบุชื่อผู้อุทธรณ์ว่า นายบาง จำเลยที่ 1 โดยมิได้ระบุชื่อ จำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้อุทธรณ์ แต่เมื่อพิเคราะห์อุทธรณ์ฉบับดังกล่าวทั้งฉบับแล้วจะใช้คำว่า จำเลย โดยมิได้ใช้คำว่า จำเลยที่ 1 และเนื้อหาก็เป็นการโต้แย้งประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความ และประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้องแย้งเท่านั้น มิได้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ทั้งอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวนายประสงค์ทนายจำเลยทั้งสองก็เป็นผู้ลงชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 มาครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่า อุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มิใช่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างนำพยานเข้าสืบในประเด็นข้อนี้จนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่ย้อนสำนวนไปใหศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยเสียก่อน

สำหรับประเด็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ยกเหตุว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การฟ้องแย้ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของพนักงานโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 มาด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่า ฟ้องแย้งขาดอายุความซึ่งไม่ถูกต้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 79,227 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 30 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 55 ม. 142 ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย ม. 243 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายบาง สุธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11039/2553
#503237
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกประเภทร้านค้าของโจทก์ โดยจำเลยยินยอมรับชำระค่าสินค้าและค่าบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรที่โจทก์ออกให้ แต่จำเลยรับชำระค่าสินค้าโดยผิดเงื่อนไขเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินคืนจากสมาชิกผู้ถือบัตร เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาในขั้นตอนก่อนการชำระเงิน แต่โจทก์กลับนำสืบว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ชี้แจงข้อร้องทุกข์และข้อสอบถามของสมาชิก ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากจำเลยได้รับชำระค่าสินค้าแล้ว แม้โจทก์จะแนบสัญญาซึ่งมีเงื่อนไขการรับชำระเงินจากบัตรเครดิตมาท้ายฟ้องอันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ตาม แต่ทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว กล่าวอ้างถึงการกระทำผิดสัญญาของจำเลยแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานอกเหนือไปจากคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,302,477.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,109,261.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเป็นสมาชิกร้านค้ากับโจทก์เพื่อรับชำระค่าสินค้าหรือบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยจะรับชำระค่าสินค้าหรือบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขในสัญญา ในกรณีจำเลยรับการใช้จ่ายค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบในสัญญาโดยเคร่งครัดครบทุกข้อจำเลยต้องชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ ต่อมาภายหลังปรากฏว่าจำเลยรับชำระค่าสินค้าโดยผิดเงื่อนไขทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระเงินคืนจากสมาชิกบัตร จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาในขั้นตอนก่อนการชำระเงิน ซึ่งเมื่อศาลตรวจดูสัญญาเอกสารหมาย จ.4 มีเงื่อนไขก่อนการรับชำระเงินจากบัตรเครดิตของโจทก์อยู่ 3 ประการ คือ 1. เรื่องการยอมรับค่าสินค้าและบริการ เป็นการกำหนดให้จำเลยตรวจสอบความถูกต้องของบัตรของลูกค้าที่นำมาใช้ซื้อสินค้า 2. วงเงินซึ่งต้องมีการขออนุมัติ เป็นการกำหนดให้จำเลยตรวจสอบวงเงิน และ 3. แบบฟอร์มบันทึกค่าสินค้าและบริการ เป็นการกำหนดแบบฟอร์มบันทึกค่าสินค้าและบริการจะต้องมีรายละเอียดตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขดังกล่าวอย่างไร แต่โจทก์กลับนำสืบว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ชี้แจงข้อร้องทุกข์และข้อสอบถามของสมาชิกบัตรซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากจำเลยได้รับชำระค่าสินค้าและบริการแล้ว แม้สัญญาจะเป็นเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างถึงการกระทำผิดข้อสัญญาของจำเลยซึ่งแตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานอกเหนือไปจากคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด
จำเลย — นายคเชนทร์ พงศ์วัฒนะเควิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11036/2553
#504721
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดวันชำระราคาและจดทะเบียนโอนว่าประมาณเดือนตุลาคม 2544 ไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใดซึ่งอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนตุลาคม จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้โดยกำหนดเวลาชำระหนี้พอสมควร และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ในวันกำหนดโดยที่โจทก์เตรียมพร้อมจะชำระหนี้ส่วนของตน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปและส่งมอบการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 44/426 หมู่ที่ 10 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบการครอบครองบ้านและที่ดินแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดวันชำระราคาและจดทะเบียนโอนว่าประมาณเดือนตุลาคม 2544 ไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใด ซึ่งอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนตุลาคม การกำหนดเวลาดังกล่าวภายหลังทำสัญญาประมาณ 4 เดือน เชื่อว่ามาจากต้องรอเงินกู้ที่ธนาคารจะอนุมัติให้จำเลยซึ่งในข้อนี้โจทก์ก็เบิกความรับว่าจำเลยได้ขอทาสีบ้านให้ดูได้ราคาสูงเพื่อที่ธนาคารจะได้อนุมัติเงินกู้แก่จำเลย เมื่อไม่อาจกำหนดวันแน่นอน สัญญาจะซื้อจะขายพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ และได้ความว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าที่ดินและจดทะเบียนโอนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โดยส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามที่ปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของจำเลยกับที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย และมีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เห็นว่า แม้กำหนดเวลาในสัญญาจะซื้อจะขายพิพาทจะไม่แน่นอน แต่ก็เป็นเวลาหลังจากวันทำสัญญาประมาณ 4 เดือน เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าต้องการจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นต่อกันไม่เกินกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนี้ที่โจทก์กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ต่อกันวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 ถือได้ว่าเป็นการกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้ว การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ในวันกำหนดโดยที่โจทก์เตรียมพร้อมจะชำระหนี้ส่วนของตน จึงเป็นการที่จำเลยผิดนัดผิดสัญญา ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยดำเนินการขอกู้เงินจากธนาคารไม่ทันเป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว ยังไม่อาจนำมาอ้างปฏิเสธการชำระหนี้ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ทราบเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้ เนื่องจากจำเลยไปพักอาศัยอยู่ที่อื่น เห็นว่า เมื่อหนังสือบอกกล่าวส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลย ก็ถือว่าส่งโดยชอบและบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าก่อนถึงกำหนดเวลาบอกกล่าวดังกล่าว โจทก์นำประกาศขอบอกเลิกสัญญาไปติดไว้ที่หน้าบ้านพิพาทเท่ากับว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องปฏิเสธคำถามคำบอกกล่าวอีก เห็นว่า แม้จะมีการปิดประกาศดังกล่าวแต่เห็นได้ว่าโจทก์กระทำเพียงเพื่อมิให้จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านอีกต่อไป โดยที่โจทก์ยังถือเอาว่ายังเป็นบ้านของโจทก์ จำเลยยังไม่มีสิทธิเข้าครอบครองซึ่งจำเลยก็เข้าใจเหตุการณ์ขณะนั้นเพราะจำเลยนำการกระทำของโจทก์ที่ไปแจ้งความว่าเป็นความผิดฐานบุกรุก จึงยังไม่พอฟังว่าเป็นการขอบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิขอบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทต่อมาหลังเลิกสัญญา เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย และค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่เดือนธันวาคม 2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1, 500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิรัญญา จันทิมา
จำเลย — ร้อยตรีอภิรมย์ สุริยะวิภาดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววิดาภา สุจรรยาทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11035/2553
#504720
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างเจ้ามรดกกับจำเลยทั้งสองระบุว่า จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเดือนละ 4,000 บาท กรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแต่การชำระเงินยังไม่ครบถ้วนเสร็จสิ้น เจ้ามรดกยอมตกลงว่าจำนวนเงินที่เจ้ามรดกได้รับไปแล้วไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใดให้ถือว่าเจ้ามรดกได้รับครบถ้วนตามสัญญา ข้อความตามข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้ข้อสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 134116 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 174/7 เพิกถอนสัญญาการชำระเงินค่าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในสภาพที่เรียบร้อยดังเดิมแก่โจทก์ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 134116 เลขที่ดิน 7935 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 174/7 (เดิม 107/592) ซึ่งทำวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ระหว่างนางกอบกุล กับนางสาวอัญชลี และนางสาวอัจฉรีย์ ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาโดยให้ทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางกอบกุล ผู้ตาย หากจำเลยทั้งสองไม่อาจเพิกถอนเพื่อคืนสู่กองมรดกได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่กองมรดกเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2544 (วันฟ้องคดี) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างเจ้ามรดกกับจำเลยทั้งสองมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า การโอนดังกล่าวเกิดจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ การจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน โดยไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกบกพร่องทางจิตอันจะทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับการทำสัญญาการชำระเงินค่าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่กระทำหลังจากจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว ทั้งข้อความในสัญญาดังกล่าวกระทำขึ้นตรงกับความเป็นจริงดังจะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าในการทำสัญญาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระเงินตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระให้เป็นรายเดือนเดือนละ 4,000 บาท กรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแต่การชำระเงินยังไม่ครบถ้วนเสร็จสิ้น เจ้ามรดกยอมตกลงว่าจำนวนเงินที่เจ้ามรดกได้รับไปแล้วไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใดให้ถือเป็นจำนวนเงินที่เจ้ามรดกได้รับไปแล้วครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการกระทำขึ้นตามความสมัครใจของเจ้ามรดกโดยไม่ปรากฏว่าขณะทำเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของเจ้ามรดกกับครอบครัวของจำเลยทั้งสองแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อนายละเอียดสามีของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย บิดามารดาของจำเลยทั้งสองก็เป็นผู้จัดหาทนายความให้ยื่นคำร้องขอให้เป็นผู้จัดการมรดก นอกจากนี้เจ้ามรดกยังมอบรูปถ่ายพร้อมทั้งมีข้อความในทำนองว่ามอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่มารดาของจำเลยทั้งสอง เมื่อเจ้ามรดกมีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินโดยสมัครใจ การกระทำย่อมมีผลสมบูรณ์ เช่นเดียวกับทำสัญญาการชำระเงินค่าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างก็มีผลบังคับโดยสมบูรณ์เช่นกัน ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวลนิตย์ โชคพงษ์อุดมชัย
จำเลย — นางสาวอัญชลี รัตนพาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11034/2553
#509371
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า พินัยกรรมปลอมหรือไม่โดยมิได้กำหนดประเด็นว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ปัญหาเรื่องแบบของพินัยกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และโจทก์ก็บรรยายฟ้องมาด้วยว่า พยานในพินัยกรรมไม่รู้เห็นขณะทำพินัยกรรมอันเป็นการยกเรื่องแบบพินัยกรรมมาเป็นข้อต่อสู้ด้วย เมื่อมีข้อเท็จจริงดังกล่าวในการดำเนินกระบวนการพิจารณา ศาลจึงมีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคแรก บัญญัติกำหนดแบบของพินัยกรรมแบบธรรมดาไว้ว่า ผู้ทำพินัยกรรมแบบที่เป็นหนังสือนั้นต้องมีพยานอย่างน้อยสองคนและพยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่พยานไม่ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ก็ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวและทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะไปในทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 แม้ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริง ก็ไม่มีผลทำให้พินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นพินัยกรรมที่มีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ของนางสายพิณ เป็นโมฆะ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า พินัยกรรมของนางสายพิณ ฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นโมฆะมาวินิจฉัยโดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมปลอมหรือไม่เท่านั้น เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นเดียวว่า พินัยกรรมตามฟ้องโจทก์ปลอมหรือไม่ก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์นอกจากจะอ้างว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอมแล้วโจทก์ยังบรรยายฟ้องมาด้วยว่า บุคคลที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมต่างมิได้รู้เห็นขณะที่นางสายพิณลงลายมือชื่อในพินัยกรรม พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับอีกด้วย ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวนี้ถือเป็นการยกเอาแบบของพินัยกรรมมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้พินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับด้วย และแม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทมาด้วย แต่ปัญหาข้อนี้ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเมื่อเกิดมีข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นโมฆะดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้นางสาวอุมาทิพย์ จะลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมพิพาทโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นางสายพิณ ทำพินัยกรรมก็ตาม แต่นางสาวอุมาทิพย์ก็มาเบิกความเป็นพยานว่า ต่อมาในวันรุ่งขึ้นนางสาวอุมาทิพย์ก็ได้สอบถามเรื่องนี้กับนางสายพิณ นางสายพิณบอกว่าทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลย ขณะที่พูดคุยนางสายพิณรู้สึกตัวดี และทำให้นางสาวอุมาทิพย์ทราบเจตนาที่แท้จริงของนางสายพิณว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลย เพราะจำเลยหมั่นมาเยี่ยมเยียนและดูแลช่วยเหลือในเรื่องการเงินในการรักษาอาการป่วยของนางสายพิณมาโดยตลอด จึงถือว่านางสาวอุมาทิพย์ได้รู้เห็นและทราบเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว นางสาวอุมาทิพย์ จึงเป็นพยานในพินัยกรรมโดยชอบ พินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคแรก บัญญัติว่า พินัยกรรมจะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมหมายความว่า ผู้ทำพินัยกรรมแบบที่เป็นหนังสือนั้นต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน และพยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ทั้งบทบัญญัติกฎหมายที่ว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานทั้งสองคน และพยานทั้งสองจะต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีความหมายชัดเจนจนกระทั่งไม่อาจจะตีความหรือแปลความหมายไปเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น การที่พยานไม่ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ก็ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวและทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 ไปในทันที แม้ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมจะมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริงก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ไม่ชอบหรือพินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นการลงลายมือชื่อที่ชอบทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1656 ม. 1705
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน เทพอินทร์
จำเลย — นายสวัสดิ์ ดีใส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11034/2553
#513571
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ประเด็นเดียวว่า พินัยกรรมตามฟ้องปลอมหรือไม่ แต่ในคำฟ้องนอกจากจะอ้างว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอมแล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องมาด้วยว่า บุคคลที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมต่างมิได้รู้เห็นขณะที่ ส. ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการยกเอาแบบของพินัยกรรมมาเป็นข้อต่อสู้ เพื่อให้พินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

พยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ย่อมไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคแรก และทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ไปในทันที แม้ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมจะมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริง ก็ไม่มีผลทำให้การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ไม่ชอบหรือพินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นการลงลายมือชื่อที่ชอบทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่ชายร่วมบิดาเดียวกันกับนางสายพิณ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2545 นางสายพิณถึงแก่กรรม และเนื่องจากบิดามารดาของนางสายพิณต่างถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของนางสายพิณ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2545 จำเลยไปติดต่อขอรับมรดกที่ดินของนางสายพิณต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสารภี โดยอ้างว่านางสายพิณได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 29180 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ของนางสายพิณให้แก่จำเลย โจทก์คัดค้านเนื่องจากพินัยกรรมฉบับดังกล่าวนางสายพิณทำขึ้นขณะถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำกลาง (หญิง) จังหวัดเชียงใหม่ และป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีอาการอยู่ในระยะสุดท้าย นางสายพิณไม่อยู่ในสภาวะที่จะมีสติสัมปชัญญะรับรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมได้ และนายชัยวัฒน์ กับนางสาวอุมาทิพย์ ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมต่างมิได้รู้เห็นขณะนางสายพิณลงลายมือชื่อในพินัยกรรม พินัยกรรมฉบับดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกของนางสายพิณย่อมตกได้แก่โจทก์กับทายาทโดยธรรม ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ของนางสายพิณเป็นโมฆะ

จำเลยให้การว่า พินัยกรรมของนางสายพิณเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ทำขึ้นตามความประสงค์ของนางสายพิณซึ่งเป็นเจ้ามรดก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า พินัยกรรมของนางสายพิณ ที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นโมฆะมาวินิจฉัยโดยคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าพินัยกรรมปลอมหรือไม่เท่านั้น เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นเดียวว่า พินัยกรรมตามฟ้องโจทก์ปลอมหรือไม่ ก็ตามแต่ในคำฟ้องของโจทก์นอกจากจะอ้างว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอมแล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องมาด้วยว่า บุคคลที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมต่างมิได้รู้เห็นขณะที่นางสายพิณลงลายมือชื่อในพินัยกรรม พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับอีกด้วย ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวนี้ถือเป็นการยกเอาแบบของพินัยกรรมมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้พินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับด้วย และแม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทมาด้วย แต่ปัญหาข้อนี้ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเมื่อเกิดมีข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นโมฆะดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้นางสาวอุมาทิพย์ ซึ่งทำงานอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่ ตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติ ระดับ 3 จะลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมพิพาทโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นางสายพิณ ทำพินัยกรรมก็ตาม แต่นางสาวอุมาทิพย์ก็มาเบิกความเป็นพยานว่า ต่อมาในวันรุ่งขึ้นนางสาวอุมาทิพย์ก็ได้สอบถามเรื่องนี้กับนางสายพิณ นางสายพิณบอกว่าทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลย ขณะที่พูดคุยนางสายพิณรู้สึกตัวดี และทำให้นางสาวอุมาทิพย์ทราบเจตนาที่แท้จริงของนางสายพิณว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลย เพราะจำเลยหมั่นมาเยี่ยมเยียนและดูแลช่วยเหลือในเรื่องการเงินในการรักษาอาการป่วยของนางสายพิณมาโดยตลอด จึงถือว่านางสาวอุมาทิพย์ได้รู้เห็นและทราบเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว นางสาวอุมาทิพย์จึงเป็นพยานในพินัยกรรมโดยชอบ พินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคแรก บัญญัติว่า พินัยกรรมจะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวย่อมหมายความว่า ผู้ทำพินัยกรรมแบบที่เป็นหนังสือนั้นต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน และพยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ทั้งบทบัญญัติกฎหมายที่ว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานทั้งสองคน และพยานทั้งสองจะต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีความหมายชัดเจนจนกระทั่งไม่อาจจะตีความหรือแปลความหมายไปเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น การที่พยานไม่ว่าคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนในพินัยกรรมลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่เห็นเหตุการณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ก็ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายมาตราดังกล่าวและทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 ไปในทันที แม้ต่อมาภายหลังพยานในพินัยกรรมจะมาสอบถามผู้ทำพินัยกรรมและได้ความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมจริงก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่ไม่ชอบหรือพินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับกลายเป็นการลงลายมือชื่อที่ชอบทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 ม. 1705
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน เทพอินทร์
จำเลย — นายสวัสดิ์ ดีใส
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11029/2553
#513550
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์โดยเพิ่มเติมจำนวนตัวเลขและตัวหนังสือในเช็คเงินสดที่เรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปเบิกถอนเงินมาจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 1 ใช้เช็คขอเบิกเงินสดถึง 15,558,406 บาท เป็นการใช้เช็คเบิกเงินสดที่มากผิดปกติ เช่นนี้ โดยหน้าที่ตามสัญญารับฝากเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม และตามระเบียบภายในของธนาคารจำเลยที่ 2 พนักงานผู้ทำหน้าที่ตรวจรับเช็คและอนุมัติจ่ายเงินควรที่จะต้องเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาด้วยความรอบคอบ และควรที่จะสงสัยถึงขนาดที่ควรจะสอบถามเรือนจำกลางชลบุรี ผู้สั่งจ่ายว่าได้ออกเช็คจ่ายเงินจำนวนมากดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 มาเบิกเงินสดไปจริงหรือไม่ การที่พนักงานของจำเลยที่ 2 ไม่ได้สอบถามผู้สั่งจ่าย และยอมจ่ายเงินตามที่ระบุในเช็คดังกล่าวไป ถือได้ว่าเป็นการละเว้นไม่กระทำการที่จะต้องกระทำเป็นการผิดสัญญารับฝากเงินและเป็นละเมิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับราชการตำแหน่งนักทัณฑวิทยา 5 ประจำเรือนจำกลางชลบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าการเงินและบัญชีมีหน้าที่ทำฎีกาวางฎีกาเบิกเงินจากคลังจังหวัด เขียนเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอำนาจสั่งจ่าย ลงนามเบิกถอนเงินตามเช็คจากธนาคาร รับและจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ของเรือนจำกลางชลบุรี จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประกอบบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตยักยอกเงินงบประมาณของโจทก์ที่คลังจังหวัดโอนเข้าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของจำเลยที่ 2 ตามที่เรือนจำกลางจังหวัดชลบุรีได้เปิดบัญชีไว้ โดยจำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมจำนวนตัวเลขและตัวหนังสือในเช็คเงินสดที่เรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปเบิกถอนเงินมาจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ของเรือนจำกลางชลบุรีเป็นค่าเงินเดือนค่าล่วงเวลา และค่าสวัสดิการหลายครั้ง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 9169453 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 270,200 เป็น 1,270,200 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินที่แก้ไขและยักยอกไป 1,000,000 บาท วันที่ 17 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 9169469 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 7,350 บาท เป็น 67,350 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรีเป็นเงินที่ยักยอกไป 60,000 บาท วันที่ 5 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 9169485 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 283,000 บาท เป็น 1,283,000 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินยักยอกไป 1,000,000 บาท วันที่ 25 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 9169488 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 75,968.10 บาท เป็น 475,968.10 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินที่ยักยอกไป 400,000 บาท วันที่ 28 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 9169496 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,440 บาท เป็น 605,440 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินยักยอกไป 600,000 บาท วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 1622706 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,333.45 บาท เป็น 1,003,333.45 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินที่ยักยอกไป 1,000,000 บาท วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 1622713 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 58,743 บาท เป็น 558,743 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินที่ยักยอกไป 500,000 บาท วันที่ 8 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินเงินในเช็คเลขที่ 1622722 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 237,600 บาท 1,237,600 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี เป็นจำนวนเงินที่ยักยอกไป 1,000,000 บาท และวันที่19 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเลขที่ 1622725 ซึ่งเรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 58,406 บาท เป็น 15,558,406 บาท เบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี แล้วจำเลยที่ 1 ได้ขาดหนีราชการไปโดยเบียดบังยักยอกเงิน 15,558,406 บาท ไปด้วย รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 แก้ไขยอดเงินในเช็คและยักยอกเอาไปจำนวน 21,118,406 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเรือนจำกลางชลบุรีได้รับคืนมาแล้วทั้งสิ้น 16,969,937.40 บาท จึงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเอาไปจำนวน 4,148,468.60 บาท การที่จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเอาเงินของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของตนหรือของผู้อื่นเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ทุจริตแก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินในเช็คเบิกถอนเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชลบุรี และเจ้าหน้าที่ประจำของธนาคารจำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินตามเช็คที่แก้ไขเพิ่มเติมให้จำเลยที่ 1 ไปเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้างหรือตามวัตถุประสงค์ของตัวการจำเลยที่ 2 โดยมิได้ใช้ความระมัดระวังป้องกันรักษาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของเรือนจำกลางชลบุรีซึ่งเป็นลูกค้า จากการไม่ระมัดระวังในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ธนาคาร จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของเจ้าหน้าที่ธนาคารดังกล่าว และในฐานะคู่สัญญาผู้รับฝากเงิน จะต้องรับผิดจ่ายเงินตามเช็คที่มีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คและถือได้ว่าการสั่งจ่ายเงินส่วนที่เกินไปกว่าการลงนามสั่งจ่ายจำนวนเงินดังกล่าว เรือนจำกลางชลบุรีผู้สั่งจ่ายไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,148,468.60 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 ขาดหนีราชการไปจนถึงวันฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงิน 4,545,698.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,148,468.60 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ล่วงรู้ถึงการกระทำทุจริตของจำเลยที่ 1 ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินในเช็คทั้งเก้าฉบับดังกล่าว ทุกครั้งที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของเรือนจำกลางชลบุรีที่สั่งจ่ายเป็นเงินสดในนามของจำเลยที่ 1 มาขึ้นเงินกับธนาคารจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รวมทั้งพนักงานก็ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ความรู้ความสามารถในการตรวจสอบเช็คทุกฉบับ จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 4,148,468.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยเมื่อเกิดคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มิถุนายน 2543) ให้ไม่เกิน 397,230.07 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ฎีกาโจทก์ในข้อเท็จจริงที่ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 60,000 บาท สำหรับเช็คเลขที่ 9169469 สั่งจ่ายเงินเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2541 นั้น จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และไม่ปรากฏเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่จะรับฎีกาโจทก์ไว้ได้ ฎีกาโจทก์ส่วนนี้จึงต้องห้ามฎีกา ที่ศาลชั้นต้นรับไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับเช็คฉบับอื่นๆ ที่ล้วนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินสองแสนบาท เพราะเหตุผิดสัญญาหรือละเมิดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยอ้างเหตุว่าพนักงานของจำเลยที่ 2 ผู้ตรวจรับเช็คประมาทเลินเล่อ ไม่ทำตามระเบียบภายในของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.31 ข้อ 2.1.7.7.ข. ที่ให้พนักงานผู้ตรวจรับเช็ค หากพบว่าการเขียนจำนวนเงินทั้งตัวอักษรและตัวเลขเบียดเสียดกันเกินไปหรือเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนมากผิดปกติ ก็ให้เพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาด้วยความรอบคอบ หากยังมีข้อสงสัยให้สอบถามผู้สั่งจ่าย เห็นว่า สำหรับข้ออ้างของโจทก์ส่วนที่ว่าตัวอักษรและตัวเลขแสดงจำนวนเงินในเช็คทุกฉบับดังกล่าวมีขนาดช่องไฟที่เบียดเสียดชิดกันสามารถสังเกตและตรวจสอบด้วยความรอบคอบเพียงเล็กน้อยก็จะพบเห็นข้อพิรุธได้ การที่พนักงานผู้ตรวจเช็คไม่สอบถามผู้สั่งจ่ายกลับจ่ายเงินตามเช็คให้จำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและเป็นละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบรับตรงกันก็คือ จำเลยที่ 1 ผู้เขียนรายการในเช็คทุกฉบับเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของเรือนจำกลางชลบุรี ในการเบิกเงินตามเช็คจำเลยที่ 1 มาเบิกเงินสดด้วยตนเองในลักษณะที่จะนำเอาเงินสดไปเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยงานคือเรือนจำกลางชลบุรี จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่มาก่อนเกิดเหตุหลายปี จนเป็นที่รู้จักของพนักงานในธนาคารของจำเลยที่ 2 เช่นนี้โดยพฤติการณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวมาขอเบิกเงินสดที่ธนาคารของจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปตามที่เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านั้นแล้วเป็นปกติ พนักงานของจำเลยที่ 2 ผู้มีหน้าที่รับตรวจเช็คไม่มีเหตุใดๆ ที่จะต้องระแวงสงสัยในตัวจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะกระทำผิดโดยการเขียนจำนวนเงินทั้งตัวอักษรและตัวเลขลงในเช็ค จำเลยที่ 1 ย่อมเตรียมการเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธจนอาจถูกตรวจจับได้ เช่น ต้องเว้นระยะห่างในการเขียนตัวอักษรและตัวเลขในขณะเขียนรายการจำนวนเงินที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบและลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้มากพอที่จะสามารถเขียนตัวอักษรและตัวเลขเพิ่มเติมได้โดยไม่เบียดเสียด หรือการเขียนตัวอักษรและตัวเลขให้มีน้ำหนักและลักษณะการเขียนที่เหมือนกันซึ่งเมื่อศาลฎีกาตรวจดูเช็คดังกล่าวทุกฉบับแล้ว เห็นว่า รายการจำนวนเงินในเช็คทุกฉบับ ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเป็นตัวเลขไม่เบียดเสียดเป็นพิรุธถึงขนาดที่จะทำให้พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่รู้จักจำเลยที่ 1 และทำธุรกรรมเช่นนี้กับจำเลยที่ 1 มานานแล้ว จะต้องระแวงสงสัยจนถึงกับต้องถามผู้สั่งจ่ายคือผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 การที่พนักงานของจำเลยที่ 2 จ่ายเงินตามเช็คให้จำเลยที่ 1 จึงไม่ถือการกระทำที่ผิดสัญญาหรือละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

แต่สำหรับฎีกาของโจทก์ส่วนที่ว่า เช็คหมาย จ. 17 สั่งจ่ายเงินจำนวนมากถึง 15,558,408 บาท พนักงานของจำเลยที่ 2 จ่ายเงินตามเช็คไปโดยไม่ระมัดระวังไม่รอบคอบ และไม่สอบถามผู้สั่งจ่ายจึงเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและเป็นละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เช็คเบิกเงินสดที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าการใช้เช็คเอกสารหมาย จ.17 ขอเบิกเงินสดจำนวนถึง 15,558,406 บาท เป็นการใช้เช็คเบิกเงินสดที่มากผิดปกติ เช่นนี้โดยหน้าที่ตามสัญญารับฝากเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม และตามระเบียบภายในของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วพนักงานผู้ทำหน้าที่ตรวจรับเช็คและอนุมัติจ่ายเงินควรที่จะต้องเพิ่มความระมัดระวัง และพิจารณาด้วยความรอบคอบและควรที่จะสงสัยถึงขนาดที่ควรจะสอบถามเรือนจำกลางชลบุรีผู้สั่งจ่ายว่าได้ออกเช็คจ่ายเงินจำนวนมากดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 มาเบิกเงินสดไปจริงหรือไม่ การที่พนักงานของจำเลยที่ 2 ไม่ได้สอบถามผู้สั่งจ่าย และยอมจ่ายเงินตามที่ระบุในเช็คดังกล่าวไป ถือได้ว่าเป็นการละเว้นไม่กระทำการที่จะต้องกระทำ เป็นการผิดสัญญารับฝากเงินและเป็นละเมิดด้วยในตัวเอง เมื่อจำเลยที่ 2 ยอมจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของเรือนจำกลางชลบุรี ผู้สั่งจ่ายไปจำนวน 15,558,406 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งผู้สั่งจ่าย 58,406 บาท จำเลยที่ 2 จึงจ่ายเงินเกินไปจำนวน 15,500,000 บาท เมื่อปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินจำนวน 15,000,000 บาท กลับคืนเข้าบัญชีของผู้สั่งจ่ายแล้ว จึงยังคงเหลือเงินที่ผู้สั่งจ่ายเสียหายตามเช็คฉบับนี้อยู่เพียง 500,000 บาท แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงยังปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปด้วยว่า ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนโจทก์แล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีเรือนจำกลางชลบุรีจำนวน 1,742,924.41 บาท และชำระเป็นเงินสดจำนวน 227,012,99 บาท จึงรวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 1,969,937.40 บาท เงินที่ชำระดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ระบุว่าเป็นการชำระค่าเสียหายตามเช็คฉบับไหนเป็นจำนวนเงินเท่าใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเป็นสมควรให้ถือว่าเป็นการชำระความเสียหายตามเช็คทุกฉบับตามส่วนกล่าวคือเมื่อหักเงินจำนวน 15,000,000 บาท ที่ผู้สั่งจ่ายได้รับคืนกลับเข้าบัญชีเงินฝาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการส่งเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.17 แล้วยังคงเหลือยอดเงินค่าเสียหายจำนวน 6,118,406 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนให้อีกรวม 1,969,937.40 บาท เช่นนี้เมื่อคิดคำนวณแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระความเสียหายที่มีอยู่จำนวน 500,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.17 แล้ว เป็นเงิน 160,984.53 บาท จึงยังคงเหลือความเสียหายตามเช็คเอกสารหมาย จ.17 ที่จำเลยที่ 2 มีส่วนต้องรับผิดอยู่เป็นเงินจำนวน 339,015.47 บาท ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดได้ โจทก์ก็เห็นว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้สั่งจ่ายเช็ค ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์เอง ปรากฏตามหนังสือทวงถามของโจทก์ให้ผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ครับผิดร้อยละ 60 ของความเสียหาย เอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำร้อง ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2549 ของนายนิกรผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ ดังนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าเสียหายร้อยละ 40 ของค่าเสียหายจำนวน 339,015,47 บาท ตามเช็คหมาย จ.17 ซึ่งคิดคำนวณได้เป็นเงิน 135,606.19 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 135,606.19 บาท แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนของจำเลยที่ 2 กับโจทก์เห็นสมควรให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 659
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมราชทัณฑ์
จำเลย — นายมณเทียร ผ่องอำไพวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11027/2553
#508327
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อสินค้าไฟฟ้าจากโจทก์รับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมแก่โจทก์ในกรณีที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าคลาดเคลื่อนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ข้อ 6 ซึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าคลาดเคลื่อน ผู้ซื้อยินยอมชำระค่าไฟฟ้าประจำเดือนไปก่อน โดยให้นำค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของ 3 เดือนหลังสุดที่ถือว่าปกติติดต่อกัน หรือค่าไฟฟ้าที่คำนวณพื้นฐานวิศวกรรมไฟฟ้า โดยอาศัยหลักฐานข้อมูล ซึ่งตรวจสอบได้ในช่วงเวลานั้น มาเป็นค่าไฟฟ้าประจำเดือนของเดือนที่เริ่มมีการผิดพลาดเป็นต้นไป หากภายหลังการตรวจสอบเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า มีผลแตกต่างจากที่เรียกเก็บไปแล้วนั้น คู่สัญญายินยอมให้เก็บเพิ่มหรือจ่ายคืน แล้วแต่กรณี" โจทก์มิได้อ้างในคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อเจตนากระทำหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์ระบบจ่ายไฟฟ้าและหรือเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ข้อ 9 ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้กระทำหรือใช้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามสัญญาข้อ 9 นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือในประเด็นที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สืบพยานหลักฐานมาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1)

ดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ปรากฏตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าว่าเป็นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าโดยกำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยอัตรานี้จึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากศาลเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมพิจารณาลดลงเป็นจำนวนพอสมควรไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบเห็นถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าว่าสูงถึงจำนวนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ศาลฎีกาเห็นว่า เบี้ยปรับที่เป็นดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสูงเกินไป จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับนั้นลงเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 369,903.88 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 135,618.41 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 352,025 บาท และในส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 129,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 260,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามวงเงินค้ำประกันจำนวน 129,600 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 260,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินในส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 129,600 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมเนื่องจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุดทำให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าที่ได้ใช้ไปแล้วน้อยกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น จำเลยที่ 1 ได้บริโภคไฟฟ้าในส่วนที่ยังวัดไม่ได้ในขณะนั้น เมื่อโจทก์สามารถตรวจสอบและคิดคำนวณค่าไฟฟ้าในส่วนที่ขาดหายไปได้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่ต้องชำระราคาในส่วนที่ขาดหายไปนั้นแก่โจทก์ ส่วนสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ ไม่ได้ขัดแย้งกับสัญญาซื้อขายฉบับเดิม ข้อความใดในสัญญาฉบับเดิมไม่ชัดแจ้ง สัญญาฉบับใหม่ก็ขยายความให้ชัดขึ้น กรณีที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าของโจทก์ชำรุด หากจะใช้สัญญาฉบับใหม่บังคับ ก็ต้องปรับด้วยข้อ 6 ไม่ใช่ข้อ 9 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย สัญญาฉบับใหม่ข้อ 6 เป็นกรณีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นกรณีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุดบกพร่องทำให้แสดงค่าคลาดเคลื่อน ส่วนสัญญาฉบับใหม่ข้อ 9 เป็นกรณีที่ผู้ซื้อเจตนากระทำหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์ระบบจ่ายไฟฟ้าและหรือเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์นำสัญญาข้อ 9 ดังกล่าวมาแปลความในทางกลับกันว่า หากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุดโดยมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นกระทำ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมย้อนหลังจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณามาปรับใช้กับสัญญาผิดข้อไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการชำรุดบกพร่องดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 หรือจากการกระทำของผู้อื่นโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้กระทำโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมย้อนหลังจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้กระทำหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามสัญญาข้อ 9 นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือในประเด็นที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และประกอบมาตรา 142 อันเป็นการที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สืบพยานหลักฐานมาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1)

จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเป็นเวลา 5 เดือน จำนวน 97,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 21 กรกฏาคม 2544 อันเป็นวันพ้นกำหนด 7 วัน นับจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้าเพิ่มตามหนังสือและใบไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งเป็นวันผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ดังกล่าวปรากฏตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ว่าเป็นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าโดยกำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยอัตรานี้จึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมพิจารณาลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าว่าสูงถึงจำนวนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ศาลฎีกาเห็นว่าเบี้ยปรับที่เป็นดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสูงเกินไป จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับนี้ลงเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าวก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ในวงเงินจำนวนไม่เกิน 129,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามหนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกันและเพิ่มวงเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 2 จำนวน 8 ฉบับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 97,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 243 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — บริษัทเอเชียคอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ ธรรมกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บูญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10959/2553
#503433
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้ซ่อมและเปลี่ยนเครื่องยนต์รถยนต์รวมทั้งให้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนหมายเลขเครื่องยนต์ จำเลยซื้อเครื่องยนต์จากบริษัท จ. โดยบริษัท จ. ออกเอกสารใบส่งของ/บิลเงินสด ใบกำกับภาษี กับหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ ระบุชื่อผู้เสียหายเป็นผู้ซื้อ จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปให้บริษัท จ. แก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ซื้อเป็น ส. โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายแม้ พ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท จ. และเป็นผู้ทำเอกสารจะเป็นผู้แก้ไข แต่เมื่อการแก้ไขเกิดจากการแจ้งของจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจ เป็นการปลอมเอกสารโดยถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนี้ด้วยการใช้ พ. เป็นเครื่องมือ

ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานแสดงว่าผู้ขายได้เรียกเก็บภาษีจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ซื้อเครื่องยนต์แล้ว บริษัท พ. ไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีจากผู้เสียหายอีกจึงเป็นหลักฐานแห่งการระงับไปซึ่งสิทธิ เป็นเอกสารสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265 และ 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับเอกสารซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265 (ที่ถูก ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง) ให้จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ซื้อเครื่องยนต์ในใบส่งของ/บิลเงินสด และใบกำกับภาษี กับหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์เป็นการปลอมเอกสารหรือไม่ และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า นายวสันต์ ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้ซ่อมและเปลี่ยนเครื่องยนต์รถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน จ - 2677 นนทบุรี รวมทั้งให้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนหมายเลขเครื่องยนต์ จำเลยซื้อเครื่องยนต์เลขที่ เอเอส 167122 เอ็กซ์ จากบริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มาเปลี่ยนให้ผู้เสียหาย โดยบริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำใบส่งของ/บิลเงินสด และใบกำกับภาษี กับหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ระบุชื่อผู้เสียหายเป็นผู้ซื้อเครื่องยนต์มอบให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยนำใบส่งของ/บิลเงินสด และใบกำกับภาษีกับหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นของผู้เสียหายไปให้บริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด แก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ซื้อเครื่องยนต์จากผู้เสียหายเป็นชื่อนายสามารถ โดยไม่มีอำนาจ แล้วมอบเอกสารให้นายพิสิษฐ์ นำไปใช้ประกอบในการจดทะเบียนเปลี่ยนเครื่องยนต์รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 6 ฐ - 7705 กรุงเทพมหานคร ของนายสามารถ ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนเครื่องยนต์รถยนต์เก๋งของผู้เสียหายได้ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า หนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์กับใบส่งของ/บิลเงินสด และใบกำกับภาษีที่ระบุชื่อผู้เสียหายเป็นผู้ซื้อเครื่องยนต์เป็นเอกสารของผู้เสียหายและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ซื้อเครื่องยนต์จากผู้เสียหายเป็นชื่อนายสามารถ ในเอกสารกระทำโดยไม่มีอำนาจ ดังนั้น แม้นายพิพัฒน์ จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และเป็นผู้ทำเอกสาร แต่เมื่อการแก้ไขเกิดจากการแจ้งของจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ซื้อเครื่องยนต์ในเอกสารของผู้เสียหายให้ผิดไปจากความจริงได้ การแก้ไขเอกสารของผู้อื่นให้ผิดไปจากความจริงโดยไม่มีอำนาจ เป็นการปลอมเอกสาร โดยถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนี้ด้วยการใช้นายพิพัฒน์เป็นเครื่องมือ ส่วนเอกสารที่ปลอมนั้นเป็นใบส่งของ/บิลเงินสด และใบกำกับภาษีที่บริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ออกให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นใบกำกับภาษีย่อมเป็นหลักฐานแสดงว่าบริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขายได้เรียกเก็บภาษีจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ซื้อเครื่องยนต์แล้ว บริษัทเจริญพรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีจากผู้เสียหายอีก ดังนั้น เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการระงับไปซึ่งสิทธิ เป็นเอกสารสิทธิ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์เป็นเอกสารสิทธิหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 188 ม. 264 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพรชัย ศักดิ์อูบลหรือศักดิ์อุบล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ศาลอุทธรณ์ — นายเชิดศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10953/2553
#509392
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้บทที่ลงโทษจำเลยจาก พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง เป็น ป.อ. มาตรา 371 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดและกำหนดโทษปรับ 100 บาท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ความผิดดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 309, 310, 318, 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี และฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปีรวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 309 วรรคสองและ 310 วรรคแรก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะปรับ 100 บาท รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกระทำชำเรานางสาวนุชนารถ ลิ่มเฉลิมวงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีสำหรับความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 นั้นเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ให้ยกฟ้องแล้วโจทก์มิได้ฎีกา ส่วนความผิดข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมืองและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้บทที่ลงโทษจากพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง เป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและกำหนดโทษปรับ100 บาท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย ฐานข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวพุ่มพวง บังเกิดจังหรีด ผู้เสียหายที่ 2ให้จำยอมไปกับจำเลยโดยมีอาวุธ ฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้เสียหายทั้งสองปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยมีและใช้อาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญ จงประวิงเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายทั้งสองและนางสาววันเพ็ญจะพร้อมใจกันให้การปรักปรำจำเลยในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญไม่เคยรู้จักจำเลยหรือพวกของจำเลยคนใดคนหนึ่งมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเกิดเหตุมีกเรียนอยู่ที่สนามกีฬาหลายคนที่น่าจะเห็นพฤติการณ์ของพวกจำเลยกับพวกผู้เสียหาย แต่เชื่อว่าไม่ประสงค์เข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น เช่นนี้ผู้เสียหายทั้งสองและนางสาววันเพ็ญย่อมไม่กล้าเสริมแต่งเรื่องราวว่ามีการขู่บังคับ หากไม่เป็นความจริง แม้โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความต่อศาล แต่คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาและศาลรับฟังได้ เนื่องจากศาลออกหมายจับแล้วยังจับตัวยังไม่ได้ กรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าว จึงเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญเพื่อลงโทษจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญเบิกความแตกต่างกันทั้งแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นพิรุธไม่น่ารับฟังนั้น เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์แต่ละคนอาจจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างละเอียดมากน้อยไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะเช่นผู้เสียหายทั้งสองและนางสาววันเพ็ญต้องประสบเช่นในคดีนี้ ถ้อยคำที่แตกต่างกันไปบ้างก็ไม่ใช่ในส่วนสาระสำคัญของคดี เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาววันเพ็ญกับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 มีน้ำหนักลดน้อยลงไป การที่ผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงเรียนวัดหนองหอยก็เพื่อไปดูการแข่งขันกีฬา ซึ่งยังไม่ถือว่าพ้นจากอำนาจปกครองของบิดามารดาเมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนขู่บังคับพาตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราด้านหลังอาคารเรียน แม้จะอยู่ในบริเวณโรงเรียน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยกระทบกระเทือนล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมารับฟังได้มั่นคงโดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมไปกับจำเลยโดยมีอาวุธปืน ฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยมีและใช้อาวุธปืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งความผิดเป็นเรื่องที่อุกอาจร้ายแรงและเป็นภัยต่อสังคม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกกระทงละ 6 ปีนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขและโทษจำคุกดังกล่าวไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายชาญณรงค์ นุ่นเหว่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรุณ ขาวแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุพจน์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10912/2553
#511635
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าการขายทอดตลาดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ในบังคับมาตรา 296 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อศาลภายในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวและเสนอบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน รายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2546 ว่า ได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินและจ่ายเงินให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีไปแล้ว การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงตามมาตรา 296 วรรคสี่ (2) การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 13 ธันวาคม 2550 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 187,009.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3578 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 54,000 บาท และจ่ายเงินให้แก่โจทก์แล้ว หลังจากนั้นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อีก

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันทราบเป็นการไม่ชอบ ทำให้จำเลยที่ 2 เสียหาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดอีก ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3578 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 1 และขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3578 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าการขายทอดตลาดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ในบังคับมาตรา 296 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ยื่นคำร้องต่อศาลภายในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวและเสนอบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน รายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2546 ว่า ได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับจ่าย - เงิน และจ่ายเงินให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีไปแล้ว การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงตามมาตรา 296 วรรคสี่ (2) การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 13 ธันวาคม 2550 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งประกาศวันขายทอดตลาดให้ทราบหรือไม่อีกต่อไป

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่อ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องของจำเลยที่ 2 และนัดไต่สวนให้เท่านั้น โดยไม่ได้ยกเหตุผลโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคสี่ (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ดาบตำรวจโสภณ ยศกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10909/2553
#504718
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่ดินพิพาทมีชื่อ ก. เป็นเจ้าของ แต่การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อ ก. เป็นการโอนให้ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ การโอนดังกล่าวจึงอาจเป็นการโอนโดยมีเจตนาให้ที่ดินพิพาทพ้นจากการบังคับคดีอันจะทำให้โจทก์เสียเปรียบได้ เมื่อยังไม่แจ้งชัดว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอย่างแน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปลดเปลื้องความรับผิดโดยไม่ได้รับฟังว่าโจทก์จะคัดค้านหรือไม่ หรือเรียกโจทก์มาไต่สวนให้ได้ความชัดเสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันกู้ (วันที่ 5 กรกฎาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่นับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540) ต้องไม่เกิน 10,575 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งมีชื่อบุตรของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดให้โดยทำหนังสือขอปลดเปลื้องความรับผิดต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งสำเนาคำขอปลดเปลื้องความรับผิดแก่โจทก์และนัดไต่สวนคำร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะที่โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1984 ตำบลชอนม่วง (ดอนดึง) อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษา และแม้ที่ดินพิพาทมีชื่อนางกนกวรรณ์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองก็ตาม แต่การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อนางกนกวรรณ์เป็นการโอนยกให้ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ การโอนดังกล่าวจึงอาจเป็นการโอนโดยมีเจตนาให้ที่ดินพิพาทพ้นจากการบังคับคดีอันจะทำให้โจทก์เสียเปรียบก็เป็นได้ เมื่อกรณียังไม่เป็นที่แจ้งชัดว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอให้ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอย่างแน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปลดเปลื้องความรับผิดโดยไม่ได้รับฟังว่าโจทก์จะคัดค้านหรือไม่ หรือเรียกโจทก์มาไต่สวนให้ได้ความชัดเสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนให้ได้ความชัดเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่แล้วมีคำสั่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (4) ม. 283
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตดา เย็นทรวง
จำเลย — นางสมจิตร์ สุขเศวต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายทวิช พงษ์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10907/2553
#508338
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิ์ของกรรมการลูกจ้าง เพื่อมิให้นายจ้างกระทำการใดๆ ที่บัญญัติไว้เป็นผลเสียหายแก่กรรมการลูกจ้าง แต่หากนายจ้างเห็นว่ามีกรณีจำเป็นก็สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ซึ่งศาลแรงงานจะพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นและความเหมาะสมเพียงพอที่จะอนุญาต เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างจึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาเหตุผลความจำเป็นของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและความเหมาะสมเพียงพอสำหรับกรณีที่จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ต่อมาจึงเป็นกรณีที่จำเลยดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ภายใต้ดุลยพินิจของศาลแรงงานกลางที่อนุญาต จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยได้ชำระค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่โจทก์แล้วรวมเป็นเงิน 98,216.50 บาท

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้ศาลฎีกาเห็นว่าคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์มีเหตุผลอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ได้ แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยยุบแผนกที่โจทก์ทำงานอยู่แล้วกลับรับพนักงานของบริษัทผู้รับเหมาช่วงที่มีประสบการณ์น้อยกว่าโจทก์เข้าทำงาน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของกรรมการลูกจ้าง เพื่อมิให้นายจ้างกระทำการใดๆ ที่บัญญัติไว้เป็นผลเสียหายแก่กรรมการลูกจ้าง แต่หากนายจ้างเห็นว่ามีกรณีจำเป็นก็สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ซึ่งศาลแรงงานจะพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นและความเหมาะสมเพียงพอที่จะอนุญาต เมื่อศาลแรงงานอนุญาตแล้วนายจ้างสามารถเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างดังกล่าว ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาเหตุผลความจำเป็นของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและความเหมาะสมเพียงพอสำหรับกรณีที่จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์แล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ต่อมาจึงเป็นกรณีที่จำเลยดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ภายใต้ดุลพินิจของศาลแรงงานกลางที่อนุญาต จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุธิลา ลืนคำ
จำเลย — บริษัทเอ็มเอ็มไอ พรีซิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจน์เนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ดิเรก อิงคนินันท์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10870/2553
#503223
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าบ้านซึ่งโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลยนั้น ไม่มีสภาพเป็นบ้านที่สามารถอยู่อาศัยได้ คงมีเพียงเสาบ้านเท่านั้นและจำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว จึงไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่เจ้าพนักงานศาลนำไปส่ง ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอ้างก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย กระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยและภายหลังแต่นั้นมาย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แม้จำเลยจะยื่นคำขอโดยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลและยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ก็ไม่ทำให้เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ได้ไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าเป็นไปตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามแบบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 212/45 หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และห้ามเข้าไปทำประโยชน์พร้อมทั้งทำที่ดินแปลงดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยกล่าวแสดงแต่เหตุที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้า แต่ไม่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล การบรรยายในคำร้องเพียงว่าทรัพย์สินที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลย หากคดีของจำเลยได้รับการพิจารณาจากศาล จำเลยมีทางชนะได้อย่างแน่นอน จึงไม่ใช่การแสดงเหตุผลอันเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลว่า หากมีการพิจารณาคดีใหม่จำเลยจะชนะคดีได้อย่างไร คำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคท้าย ไม่รับคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยอ้างว่า บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลยนั้น ไม่มีสภาพเป็นบ้านที่สามารถอยู่อาศัยได้ คงมีเพียงเสาบ้านเท่านั้น และจำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว จึงไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นนำไปส่ง ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอ้างก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยและภายหลังแต่นั้นมาย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แม้จำเลยจะยื่นคำขอโดยมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลและยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ก็ไม่ทำให้เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าเป็นไปตามที่จำเลยอ้างหรือไม่กลับไปวินิจฉัยคำร้องของจำเลยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 245 และ 247

พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้ไต่สวนและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 199 จัตวา ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ พรานเจริญ
จำเลย — นางน้อย วิเส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายประสิทธิ์ รวมสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10864/2553
#513565
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งระบบสัญญาป้องกันภัยที่สำนักงานของจำเลย เมื่อสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติการชำระหนี้ของตนในคราวเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 461 และ 486 เมื่อระบบสัญญาณป้องกันภัยที่โจทก์ติดตั้งยังมีความชำรุดบกพร่องบางส่วนอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ นอกจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 แล้ว ตามมาตรา 488 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระด้วยเช่นเดียวกับมาตรา 599 ที่กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ราคาที่ยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้นให้สิ้นไป หรือหาประกันที่สมควรให้แก่จำเลยได้ตามมาตรา 488 หรือจะให้ประกันแก่จำเลยผู้ว่าจ้างตามสมควรตามมาตรา 599 เสียก่อน แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์จำนวน 380,000 บาท แต่จำเลยยังอุทธรณ์อ้างสิทธิยึดหน่วงราคาโดยมีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ก็พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่มีหนี้ที่โจทก์อาจขอหักกลบจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ติดตั้งเครื่องแล้ว ระบบไม่สามารถทำงานได้ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ แม้ขณะนี้โจทก์ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงราคาสินค้าตามฟ้องไว้ และเมื่อจำเลยยังไม่ได้รับมอบสินค้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาที่ยังไม่ได้ชำระ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 36,305.50 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งวัสดุ อุปกรณ์ ส่วนประกอบของระบบสัญญาณป้องกันภัยที่สำนักงานของจำเลยในราคา 807,208 บาท โดยวางมัดจำไว้ 226,320 บาท ตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ. 4 พนักงานของโจทก์ใช้เวลาติดตั้งรวม 14 ครั้ง นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 จนถึงวันที่ 2 กันยายน ปีเดียวกันตามรายงานเอกสารหมาย จ. 5 แต่หลังจากยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระราคาสินค้าอีก 580,888 บาท เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 แล้วพนักงานของโจทก์ยังต้องเข้าไปตรวจสอบแก้ไขระบบสัญญาณป้องกันภัยที่บริษัทจำเลยอีก 7 ครั้ง นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2542 จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม ปีเดียวกันตามรายงานเอกสารหมาย จ. 10 โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ วันที่ 28 เมษายน และวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ว่า การทำงานของระบบสัญญาณป้องกันภัยมีปัญหาทางฝ่ายโจทก์เข้าไปดำเนินการแก้ไขแล้ว จึงถือได้ว่ามีความชำรุดบกพร่องบางส่วนที่โจทก์ยังต้องแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป ก่อนส่งมอบงานที่จำเลยสั่งซื้อและว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยซึ่งเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงราคารวมทั้งสินจ้างที่ยังไม่ได้ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488 และ 599 ได้หรือไม่ โดยโจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่า เมื่อจำเลยเป็นหนี้ราคาสินค้าและสินจ้างติดตั้งระบบสัญญาณป้องกันภัย ขณะที่โจทก์เป็นหนี้ค่าเสียหายที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 380,000 บาท โจทก์ย่อมมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับราคาสินค้าและสินจ้างตามฟ้องซึ่งเป็นหนี้เงินตามสัญญาต่างตอบแทน จำเลยจึงต้องชำระเงิน 380,000 บาท แก่โจทก์นั้น เห็นว่า นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 จะกำหนดว่า ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อแล้ว มาตรา 486 ยังกำหนดด้วยว่า ผู้ซื้อจำต้องรับมอบทรัพย์สินที่ตนได้รับซื้อและใช้ราคาตามข้อสัญญาซื้อขาย เมื่อสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติการชำระหนี้ของตนในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติดังเช่นกรณีตามฟ้องนั้น นอกจากมาตรา 472 จะกำหนดว่าผู้ขายต้องรับผิดแล้ว มาตรา 488 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ซื้อที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งตนได้รับซื้อไว้ว่าชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระด้วย เช่นเดียวกับมาตรา 599 ในลักษณะจ้างทำของที่กำหนดว่า ในกรณีที่ส่งมอบการที่ทำชำรุดบกพร่อง ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขายและรับจ้างติดตั้งให้แก่จำเลยดังกล่าวนั้นยังชำรุดบกพร่องเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติ ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดแก้ไขตามหน้าที่ของผู้ขายเช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ราคาที่ยังไม่ได้ชำระรวมทั้งสินจ้างอีก 580,888 บาท จนกว่าโจทก์จะแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้นให้สิ้นไปหรือหาประกันที่สมควรให้แก่จำเลยได้ตามมาตรา 488 หรือจะให้ประกันแก่จำเลยผู้ว่าจ้างตามสมควรตามความในมาตรา 599 เสียก่อน แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่โจทก์ แต่ก็อุทธรณ์อ้างสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระโดยมีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์ก็พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีหนี้ที่โจทก์อาจขอหักกลบจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 488 ม. 599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีเคียวริคอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10854/2553
#509423
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องของโรงแรมที่เกิดภัยพิบัติ เพื่อลักทรัพย์สินของโรงแรมและนักท่องเที่ยวที่เก็บรักษาไว้ในห้องพัก จำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะมีผู้พบเห็นและเข้าขัดขวางถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองพยายามลักเท่านั้นเพราะลักษณะของความผิดย่อมยังไม่อาจทราบได้ว่าเป็นทรัพย์อะไรมีมูลค่าเท่าใด แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักทรัพย์ของผู้อื่น ฟ้องโจทก์จึงระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งของพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีและต่อสู้คดีได้ หาจำต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองพยายามลักดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 80, 83

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (2) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ในคดีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ดังเช่นคดีนี้ตามลักษณะของความผิดย่อมไม่อาจทราบได้ว่าทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจะลักเป็นทรัพย์อะไรและมีมูลค่าเพียงใด เพราะจำเลยทั้งสองเพียงแต่ลงมือกระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังไม่ได้เอาทรัพย์ไป ดังนี้ โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์ไว้พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของโรงแรมที่เป็นที่เกิดภัยพิบัติดังกล่าว เพื่อลักทรัพย์สินของโรงแรมและนักท่องเที่ยวที่เก็บรักษาไว้ในห้องพักดังกล่าว จำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะมีผู้พบเห็นและเข้าขัดขวาง จึงไม่อาจลักทรัพย์สินของผู้อื่นไปได้สำเร็จฟ้องโจทก์ได้บรรยายครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองพยายามลักเท่านั้น แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักทรัพย์ของผู้อื่น ฟ้องโจทก์จึงระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งของพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีและต่อสู้คดีได้ หาจำต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองพยายามลักดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำผิดขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษสถานเบาด้วยการรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยคดีและการกำหนดโทษของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายพุทธชาติ พลายชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายปิยะวุฒิ เครือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมนูญ เฉลิมช่วง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา