คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12435/2553
#513662
เปิดฉบับเต็ม

การปิดประกาศสำเนาคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 วรรคสอง เจ้าพนักงานสามารถกระทำได้โดยปิดประกาศสำเนาคำสั่งหรือหนังสือแจ้งไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่ตั้งอาคารที่ทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน และให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารได้ทราบคำสั่งหรือหนังสือแจ้งนั้นเมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว หาได้กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการส่วนกลาง เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่เป็นพยานด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 41, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 70 กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ระงับการดัดแปลงอาคารให้ปรับเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2544 รวม 42 วัน ไม่รวมวันเสาร์วันอาทิตย์ กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่ดัดแปลงให้ปรับเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2544 ถึงวันฟ้องและต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงให้ปรับเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2545 ถึงวันฟ้อง และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ, 70 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้ขออนุญาต ปรับ 30,000 บาท ความผิดดังกล่าวมีโทษปรับรายวันตามมาตรา 65 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงเพื่อการพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 30,000 บาท และปรับรายวัน วันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง รวมปรับ 60,000 บาท และปรับรายวันวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2545 จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย เจ้าพนักงานท้องถิ่นปิดคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างดัดแปลงรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคาร คำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณอาคาร และคำสั่งให้รื้อถอนอาคารเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 ก่อนวันที่ปิดคำสั่งดังกล่าว เท่ากับจำเลยยังไม่ทราบคำสั่ง ทั้งตามคำสั่งดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความเกี่ยวกับอาคารพาณิชย์หรือเพื่อใช้ในการพาณิชยกรรม หนังสือร้องทุกข์ระบุเพียงจำเลยดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ขนาด 6 x 13.40 เมตร ขัดกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) หมวด 3 ข้อ 33 (1) ซึ่งกล่าวถึงอาคารอยู่อาศัยและอาคารที่อยู่อาศัยรวมต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่า 30 ใน 100 ส่วนของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งที่มากที่สุดของอาคาร โดยไม่ได้ร้องทุกข์ถึงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยฐานนี้ การแจ้งความร้องทุกข์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจ เป็นการขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นเรื่องให้ดำเนินคดีในข้อหาดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 21 อันเป็นความผิดสำเร็จในทันทีที่ลงมือดัดแปลงอาคาร ทั้งกฎหมายมิได้ให้สิทธิจำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เช่นเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง จำเลยดัดแปลงอาคารพิพาทเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 จึงมีผลตามกฎหมาย ทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า การปิดคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ปรากฏว่ามีพยานในการปิดคำสั่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การปิดประกาศสำเนาคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 วรรคสอง เจ้าพนักงานสามารถกระทำได้โดยปิดประกาศสำเนาคำสั่งหรือหนังสือแจ้งไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่ตั้งอาคารที่ทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน และให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารได้ทราบคำสั่งหรือหนังสือแจ้งนั้นเมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว หาได้กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจ ข้าราชการส่วนกลาง เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เป็นพยานด้วยไม่ เมื่อพิจารณาสำเนาคำสั่งระบุชื่อนายมานะ เป็นผู้ปิดคำสั่ง มีนายสมโภช และนายปัญญา นายช่างโยธา 4 ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตพญาไท ลงลายมือชื่อเป็นพยาน อีกทั้งการปิดประกาศสำเนาคำสั่งได้กระทำโดยเปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารที่ก่อสร้างแล้ว ดังนั้น การปิดประกาศสำเนาคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดค่าปรับและการลงโทษปรับรายวันย่อมลงโทษปรับได้เฉพาะเวลาที่ฝ่าฝืนคำสั่งนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับและค่าปรับรายวันเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษปรับให้น้อยลงอีก ส่วนค่าปรับรายวันฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารนับตั้งแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่ง (วันที่ 23 ธันวาคม 2545) จนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง หาใช่เป็นการลงโทษปรับฐานดัดแปลงอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมโดยไม่ได้ขออนุญาต อันจะลงโทษปรับรายวันได้เฉพาะในช่วงที่ก่อสร้างอาคารดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 47 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบุญทนุ ศุภพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12239 -ที่ 12405/2553
#504730
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับว่ามอบให้ ธ. ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทจำเลยที่จังหวัดสงขลาเป็นตัวแทนของจำเลยในการประชุมแจ้งเรื่องให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดไปทำงานที่บริษัท ซ. ธ. จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย จึงเป็นตัวแทนและนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และจำเลยซึ่งเป็นตัวการจะต้องผูกพันต่อลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดในการกระทำของ ธ. ที่ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 ดังนั้น การที่ ธ. แจ้งต่อที่ประชุมว่าขอให้ลูกจ้างทั้งหมดไปทำงานที่บริษัท ซ. หากไม่ไปจะไม่จ่ายค่าจ้าง แม้การทำงานของโจทก์ทั้งหมดในบริษัทใหม่จะเป็นการทำงานเช่นเดิม แต่โจทก์ทั้งหมดไม่ยอมทำตามจะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้ เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งหมดที่จะไปทำงานกับบริษัทใหม่หรือไม่ก็ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดแล้วตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวน ศาลแรงงานภาค 9 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย นางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167 ได้หรือไม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามว่า นายจ้างหมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลด้วย เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคล นางสาวธิติมาเป็นผู้จัดการบริษัทจำเลยที่จังหวัดสงขลา และจำเลยรับว่า มอบให้นางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยในการประชุมแจ้งเรื่องให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์โฟรเซ่นท์ ฟู้ด จำกัด นางสาวธิติมาจึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยจึงเป็นตัวแทนและเป็นนายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 บัญญัติว่า "ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทน หรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน" ซึ่งมีความหมายว่า กิจการใดอันตัวแทนได้กระทำไปในขอบอำนาจของตัวแทน เป็นการกระทำของตัวการ จำเลยผู้เป็นตัวการจึงต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกคือลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดในการกระทำของนางสาวธิติมาที่ได้กระทำไปภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย ดังนั้น การที่นางสาวธิติมาแจ้งต่อที่ประชุมตามที่ศาลแรงงานภาค 9 ฟังมาว่า ขอให้ลูกจ้างทั้งหมดไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์ โฟรเซ่น ฟู้ด จำกัด แต่ลูกจ้างทั้งหมดไม่ยอมไปนางสาวธิติมาบอกว่า ทางจำเลยไม่มีเงินจ่าย หากพนักงานไม่ไปตัวนางสาวธิติมาเองก็ไม่มีเงินจ่ายเหมือนกัน ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" จากบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง การที่นายจ้างกระทำการใด ๆ ต่อลูกจ้างที่เป็นการแสดงว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง และหมายรวมถึงกรณีที่นายจ้างไม่มีงานให้ลูกจ้างทำหรือไม่อาจประกอบกิจการต่อไปได้ ถือเป็นการเลิกจ้าง ดังนั้น การที่นางสาวธิติมาซึ่งเป็นตัวแทนนายจ้างแจ้งต่อลูกจ้างและโจทก์ทั้งหมดว่าให้ทุกคนไปทำงานที่บริษัทซีเวลท์ โฟร์เซ่น ฟู้ด จำกัด หากไม่ไปจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้ แม้การทำงานของโจทก์ทั้งหมดในบริษัทใหม่จะเป็นการทำงานเช่นเดิมแต่โจทก์ทั้งหมดไม่ยอมทำตามจะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์ทั้งหมดไม่ได้ เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งหมดที่จะไปทำงานกับบริษัทใหม่หรือไม่ก็ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ทั้งมาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การเลิกจ้างต้องกระทำเป็นหนังสือจึงบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยวาจาได้ และถือว่านางสาวธิติมาเป็นตัวแทนของจำเลยมีอำนาจบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 167 ได้ ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยในประเด็นนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ วันระยานนท์ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยอินเตอร์เนชั่นแนลซีฟูดส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ดิเรก อิงคนินันท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12224 -ที่ 12238/2553
#504732
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และ 53 เป็นบทบัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิเศษ คือ การบัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิพากษาเกินคำขอและให้มีผลผูกพันผู้ที่มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดีด้วยได้ เพราะคดีแรงงานเป็นคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและผู้มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี ซึ่งบางครั้งก็มีจำนวนมาก การต้องฟ้องร้องทุกเรื่องย่อมเกิดความล่าช้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพื่อประโยชน์ในการที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมและไม่ให้เกิดข้อพิพาทตามมา แต่จะต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษาให้ชัดเจน การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติกับสมาชิกอื่นของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และ 53

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบห้าสำนวนศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 15 และเรียกจำเลยทั้งสิบห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบห้าสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินผลประโยชน์ของเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสมทบเพิ่มอีกจำนวน 26,641.76 บาท 35,701.64 บาท 44,618.57 บาท 22,642.33 บาท 21,813.88 บาท 19,615.29 บาท 21,650.27 บาท 14,510.05 บาท 22,454.03 บาท 21,438.28 บาท 31,010.54 บาท 24,223.84 บาท 13,402.50 บาท 22,995.10 บาท และ 23,638.05 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบห้า

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบห้า

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายผลประโยชน์ของเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสมทบเพิ่มให้โจทก์ทั้งสิบห้าดังนี้ จ่ายให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 26,641.76 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 35,701.64 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 44,618.57 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 22,642.33 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 21,813.88 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 19,615.29 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 21,650.27 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 14,510.05 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 22,454.03 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 21,438.28 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 31,010.54 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 24,223.84 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 13,402.50 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 22,995.10 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 23,638.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินทั้งสิบห้าจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบห้าและให้คำพิพากษานี้มีผลบังคับแก่สมาชิกของจำเลยที่ 1 คนอื่นๆ ทุกคนด้วย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรก การคิดเงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสมทบของสมาชิกคิดถึงวันสิ้นสมาชิกภาพ คือวันที่ 31 ธันวาคม 2550 หรือวันที่ 11 มกราคม 2551 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่ายรวมทั้งหมดครั้งเดียว ภายในเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ" และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 32 ระบุว่า สมาชิกจะมีสิทธิในเงินสะสมส่วนของสมาชิกผู้นั้น รวมทั้งผลประโยชน์สุทธิที่จัดสรรให้อันเป็นส่วนที่เกิดจากเงินสะสมของสมาชิกตามยอดเงินในบัญชีเต็มจำนวนเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ และข้อ 33 ระบุว่า สมาชิกที่สิ้นสุดสมาชิกภาพในกรณีอื่นนอกเหนือจากกรณีตามข้อ 34 มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ พร้อมทั้งเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่สมาชิกมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับดังนี้เต็มตามจำนวน และข้อ 39 ระบุว่า เมื่อสมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิกหรือเหตุตามข้อ 36 ให้คณะกรรมการกองทุนแจ้งเป็นหนังสือให้บริษัทจัดการจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสะสมและเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์จากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ในส่วนของสมาชิกผู้นั้นให้แก่สมาชิกหรือผู้รับประโยชน์ โดยจ่ายทั้งหมดครั้งเดียวภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพ เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุโดยชัดแจ้งถึงวิธีคิดเงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสมทบถึงวันใดเป็นวันสุดท้าย เมื่อโจทก์ทั้งสิบห้าเกษียณอายุตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ถือว่าบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบห้าในวันดังกล่าว เป็นผลให้โจทก์ทั้งสิบห้าสิ้นสมาชิกภาพในวันที่ 31 ธันวาคม 2550 โจทก์ทั้งสิบห้าซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเงินจากจำเลยที่ 1 ในวันสิ้นสมาชิกภาพเพราะหลังวันสิ้นสมาชิกภาพ โจทก์ทั้งสิบห้าพ้นจากการเป็นสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะนำเงินไปลงทุนเพื่อหากำไรอีก ดังนั้นการคิดเงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสมทบคืนให้โจทก์ทั้งสิบห้าจึงต้องคิดถึงวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสมาชิกภาพคือวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ส่วนที่พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 36 ที่ระบุว่า โดยให้จ่ายรวมทั้งหมดครั้งเดียว ภายในเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ หมายความว่า บทบัญญัติและข้อบังคับกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมดคราวเดียวโดยเร็วอย่างช้าไม่เกิน 30 วัน ซึ่งต้องคำนวณถึงวันสิ้นสมาชิกภาพวันที่ 31 ธันวาคม 2550 โดยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปไม่เกินสามสิบวันเพื่อนำไปเลี้ยงดูชีวิตตนเองและครอบครัว ส่วนที่จำเลยที่ 2 คิดผลประโยชน์ของเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้โจทก์ทั้งสิบห้าโดยคิดคำนวณถึงวันที่ 11 มกราคม 2551 จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ศาลแรงงานกลางพิพากษาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติกับสมาชิกอื่นตามแนววินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควร หรือเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" และมาตรา 53 บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันเฉพาะคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง แต่ศาลแรงงานจะกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งผูกพันนายจ้างของลูกจ้างอื่นซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วยกันก็ได้" บทบัญญัติสองมาตราบัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิเศษ คือ การบัญญัติให้ศาลแรงงานพิพากษาเกินคำขอและให้มีผลผูกพันผู้ที่มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดีได้ เพราะคดีแรงงานเป็นคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและผู้มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดีซึ่งบางครั้งก็มีจำนวนมาก การต้องฟ้องร้องกันทุกเรื่องย่อมเกิดความล่าช้าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพื่อประโยชน์ในการที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมและไม่ให้เกิดข้อพิพาทติดตามมาแต่จะต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษาให้ชัดเจน ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติกับสมาชิกอื่นของจำเลยที่ 1 ตามแนววินิจฉัยนี้โดยระบุไว้ชัดเจน คำพิพากษาจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และมาตรา 53 ศาลแรงงานกลางพิพากษาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในข้อสุดท้าย ศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองจะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ จำเลยทั้งสองจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ตามบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยได้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว จำเลยทั้งสองเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกศล ทองอุฬาร กับพวก
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน
บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ
บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ดิเรก อิงคนินันท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12199 -ที่ 12223/2553
#555000
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 13 เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในวันที่ 31 ธันวาคม 2547 อันมีผลให้สัญญาจ้างแรงงานเดิมสิ้นสุดลงและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อเกษียณอายุ การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 13 ในวันที่ครบกำหนดเกษียณอายุ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยถือว่าสัญญาจ้างแรงงานเดิมสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยตกลงจ้างโจทก์ที่ 13 ทำงานต่อไปอีก 1 ปี หลังจากครบเกษียณอายุจึงเป็นการทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่ มิใช่กรณีที่โจทก์ที่ 13 ทำงานกับจำเลยต่อเนื่องไม่ขาดตอนดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ภายหลังเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 13 โจทก์ที่ 13 จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทิน สุวรรณประทีป กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ดิเรก อิงคนินันท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12194 -ที่ 12198/2553
#508339
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้ทำงานล่วงเวลา เมื่อทำงานล่วงเวลาเสร็จแต่มิได้ตอกบัตรเพื่อลงเวลาเลิกงานด้วยตนเอง ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย เรื่อง การตอกบัตรแทนกัน หากฝ่าฝืน จำเลยจะลงโทษสูงสุดโดยการปลดจากการเป็นพนักงานทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาทำงานนอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างของจำเลยแต่ละคนปฏิบัติงานในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยได้ประกาศเตือนลูกจ้างแล้ว หากมีการทุจริตเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาจำเลยจะเลิกจ้างทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการตอกบัตรเวลาทำงานมีความสำคัญที่จำเลยยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การปกครองและระเบียบการทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจำเลยที่มีลูกจ้างจำนวนมาก แม้โจทก์ยังมิได้เบิกค่าล่วงเวลา แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวส่อไปในทางทุจริต และถือได้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้และถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 5352/2550 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และโจทก์คดีหมายเลขแดงที่ 5352/2552 ว่าโจทก์ที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย สำหรับโจทก์ที่ 5 คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งหกตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 23,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6

โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้รับคำสั่งให้ทำงานล่วงเวลาเมื่อทำงานล่วงเวลาเสร็จเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ดังกล่าวมิได้ตอกบัตรเพื่อลงเวลาเลิกงานจากนั้นพากันออกไปจากบริเวณที่ทำงานและไม่กลับมาที่ทำงานอีก ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเรื่อง การตอกบัตรแทนกัน หากฝ่าฝืน จำเลยจะลงโทษสูงสุดโดยการปลดจากการเป็นพนักงานทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่เกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาทำงาน ตามประกาศและข้อบังคับ นอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างของจำเลยแต่ละคนปฏิบัติงานในแต่ละวัน ยังเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้าง และค่าทำงานล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยได้ประกาศเตือนลูกจ้างแล้ว หากมีการทุจริตเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาจำเลยจะเลิกจ้างทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการตอกบัตรเวลาทำงานมีความสำคัญที่จำเลยยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การปกครองและระเบียบการทำงานเป็นนไปด้วยความเรียบร้อยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจำเลยมีลูกจ้างจำนวนมาก หากไม่เคร่งครัดในเรื่องการตอกบัตรลงเวลาทำงานของลูกจ้างย่อมจะเกิดความยุ่งยากในการปกครองและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างมากมายในกรณีมีการเบิกค่าจ้างและค่าล่วงเวลาเกินความเป็นจริงทำให้จำเลยต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างจำนวนมากโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการทำงานอาจเป็นผลกระทบกระเทือนฐานะของจำเลยได้ แม้โจทก์ดังกล่าวจะยังมิได้เบิกค่าล่วงเวลาเพราะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2549 ก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวส่อไปในทางทุจริตและถือได้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้ และถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรินทร์ ชื่นไสว กับพวก
จำเลย — บริษัทบางนา ซี.ดี. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12184/2553
#509384
เปิดฉบับเต็ม

การสืบพยานในคดีแรงงาน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เฉพาะศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น ตามมาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้าน การสืบพยานดังกล่าวจึงแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไป

การที่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับพยานโจทก์จึงหาจำต้องซักถามหรือถามค้านพยานดังกล่าวไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังไม่ ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังคำเบิกความของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างเป็นเงิน 10,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเบิกความในลักษณะว่านายอภิวุฒิ ทองคำ กรรมการโจทก์ใช้ให้จำเลยไปติดต่อรับจ้างนางศิริชัยให้ทวงหนี้จากนายจอห์น เฮนรี่ มอร์แกน โดยนายอภิวุฒิได้ปรึกษากับนายบัณฑูร ชุณหสวัสดิกุล กรรมการโจทก์อีกคนหนึ่งก่อนแล้วนั้นจำเลยไม่ได้ถามค้านไว้ในชั้นที่นายอภิวุฒิและนายบัณฑูรได้เบิกความไว้ล่วงหน้าเพื่อให้พยานโจทก์ทั้งสองปากได้อธิบายข้อเท็จจริง เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำพยานมาสืบภายหลังถามค้านพยานฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังเพื่อหักล้างคำพยานของฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายที่พยานฝ่ายที่นำสืบก่อนเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำซึ่งพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนได้กระทำนั้น และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31จะได้กำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานด้วยก็ตาม แต่ให้นำมาใช้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งในการสืบพยานในคดีแรงงานพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ซึ่งศาลแรงงานไม่อนุญาตให้ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยซักถามพยานแล้ว การซักถามพยานโดยฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยต่อพยานที่ตนอ้างมาหรือต่อพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น มาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้านดังจำเลยอ้าง และการสืบพยานดังกล่าวแตก ต่างจากการสืบ พยานในคดีแพ่งทั่วไปที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 117 กำหนดให้ฝ่ายที่อ้างพยานต้องซักถามพยานที่ตนอ้างก่อนเสมอแล้วจึงให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งถามค้านพยาน และเป็นสิทธิของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะซักถามและถามค้านตามลำดับได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน การสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวกับการซักถามพยานจึงขัดหรือแย้งกับการสืบพยานในคดีแรงงาน ไม่อาจจะนำบทบัญญัติตามประมวกลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 มาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานในศาลแรงงานได้และคู่ความที่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานให้ซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนอ้างมาก็หาจำต้องซักถามหรือถามค้านพยานดังกล่าวไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังดังจำเลยอ้างไม่ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าคำเบิกความจำเลยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในสำนวนคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 89 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิร์สท บางกอก ลอว์ แอนด์ แพรคทิส จำกัด
จำเลย — นายชิติพัทธ์หรือนิธิ เสริมหิรัญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12174/2553
#511240
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้องและศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์เองว่าอาวุธปืนของกลางมีรอยขูดลบเครื่องหมายทะเบียนและขูดลบแก้ไขเลขหมายประจำปืน แต่ไม่อาจยืนยันว่าเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนเดิมเป็นเลขหมายใด ศาลอุทธรณ์ย่อมนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมารับฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่น และลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากข้อเท็จจริงในสำนวนดังที่โจทก์ฎีกา และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 แม้โจทก์มิได้มีคำขอให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจสั่งคืนของกลางให้แก่เจ้าของได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49, 195 วรรคสอง, 215 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูกต้องระบุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 16 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2907/2551 ของศาลอาญา ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน ซองปืน กระเป๋าหนังสีดำ ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 14 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี 12 เดือน 40 วัน คืนอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และซองปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และคืนอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และซองปืนของกลางแก่เจ้าของชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากข้อเท็จจริงในสำนวนที่ศาลชั้นต้นฟังยุติแล้ว เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบอาวุธปืนของกลางโดยไม่ได้ขอให้คืนแก่เจ้าของ จึงต้องริบอาวุธปืนของกลางที่ศาลอุทธรณ์ให้คืนของกลางแก่เจ้าของจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้องและศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์เองว่าอาวุธปืนของกลางมีรอยขูดลบเครื่องหมายทะเบียนและขูดลบแก้ไขเลขหมายประจำปืนแต่ไม่อาจยืนยันว่าเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนเดิมเป็นเลขหมายใดศาลอุทธรณ์ย่อมนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมารับฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่น และลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากข้อเท็จจริงในสำนวนดังที่โจทก์ฎีกา และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางไม่ไช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 แม้โจทก์มิได้มีคำขอให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจสั่งคืนของกลางให้แก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49, 195 วรรคสอง, 215 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 176 ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 186 (9) ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 215
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอื้อพันธุ์หรือวิทย์ เดชจิรทีปต์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12170/2553
#518386
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารพาณิชย์โจทก์มีประกาศเรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกจากจำเลยได้ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยเกินไปกว่าอัตราที่ปรากฏในประกาศดังกล่าว จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 อันจะทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ

ข้อตกลงที่ให้ธนาคารโจทก์คิดค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดซึ่งจะคิดต่อเมื่อมีการเบิกถอนเงินสด และค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกซึ่งจะคิดเป็นรายปี มิใช่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยในฐานะผู้บริโภคปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2546 จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ประเภทบัตรวีซ่าของโจทก์ ซึ่งบัตรเครดิตดังกล่าวสามารถนำไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าและสถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ ตลอดจนใช้เบิกเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติหรือจากสำนักงานของโจทก์ โจทก์อนุมัติให้จำเลยเป็นสมาชิก โดยจำเลยตกลงยินยอมผูกพันตามระเบียบและเงื่อนไขในการใช้บัตรเครดิตประเภทบัตรวีซ่าทุกประการ และจำเลยตกลงจะชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตคืนให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินและภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดใช้จ่าย หากจำเลยไม่สามารถชำระเงินได้ครบถ้วนในคราวเดียว ให้ถือว่าจำเลยขอผ่อนชำระหนี้ส่วนที่เหลือในเดือนต่อๆ ไป โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยของยอดเงินคงค้าง นับแต่วันถัดจากวันที่ออกใบแจ้งยอดใช้จ่ายจนกว่าจะชำระหนี้ที่เหลือครบถ้วน และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ต่อมาจำเลยได้นำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการใช้เบิกเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติและจากสำนักงานของโจทก์เรื่อยมา โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยให้แก่สถานประกอบกิจการค้าต่าง ๆ ไปแล้ว และได้จัดส่งใบแจ้งยอดใช้จ่ายให้จำเลย จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน คำนวณถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2550 จำเลยค้างชำระต้นเงินจำนวน 40,060.85 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 6,248.96 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 46,309.81 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 51,281.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 40,060.85 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ การคิดผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยซ้ำซ้อนกับการคิดค่าบริการเป็นการ

เอาเปรียบจำเลย การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะและคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 51,281.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 40,060.85 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สัญญาบัตรเครดิตที่จำเลยทำกับโจทก์ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์คิดผลประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยในหลายรูปแบบทั้งในรูปของดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีอัตราค่อนข้างสูง ถือเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 สัญญาบัตรเครดิตที่จำเลยทำกับโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ สำหรับข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยนั้นโจทก์มีประกาศเรื่อง กำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเอกสารหมาย จ.12 จ.13 มานำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกจากจำเลยได้ตามที่ตกลงกันไว้ ตามข้อเท็จจริงในสำนวนก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินไปกว่าอัตราที่ปรากฏในประกาศดังกล่าวของโจทก์ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงหาขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 อันจะทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะตามที่จำเลยอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นอกจากข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยแล้ว ยังมีข้อตกลงให้คิดค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อีก อันถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนได้ความแต่เพียงว่า นอกจากดอกเบี้ยแล้วโจทก์คงคิดเฉพาะค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสด ซึ่งจะคิดต่อเมื่อมีการเบิกถอนเงินสด และค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกซึ่งจะคิดเป็นรายปีเท่านั้น ข้อตกลงเหล่านี้จึงหาใช่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยในฐานะผู้บริโภคปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นสูงกว่าอัตราขั้นสูงตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ก็ตาม"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นางสาวชนิดดา ผาจันทา
จำเลย — หรือนางสาวธนาวดี พุทธาเดชานนท์
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12168/2553
#513869
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพราะโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วจำนวน 17,000,000 บาท โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่าๆ กัน จำนวน 8,500,000 บาท ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) และมาตรา 296เนื่องจากบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตราทั้งสองดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) มีโจทก์และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ธนาคารยื่นฟ้องโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนธนาคาร ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัทดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 1 เจรจาประนอมหนี้กับบริษัทดังกล่าวตกลงกันว่า บริษัทดังกล่าวยอมรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ 17,000,000 บาท และจะยอมปลดหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องรับผิดให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 โจทก์ชำระเงิน 5,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 โจทก์ชำระเงินอีก 12,000,000 บาท ให้แก่บริษัทดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 และรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวที่มีต่อจำเลยที่ 2 เรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 17,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 คืนให้แก่โจทก์ได้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 17,062,876 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มิถุนายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มิถุนายน 2550) ต้องไม่เกิน 62,876 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 13,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่งชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า ความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแตกต่างจากความรับผิดของลูกหนี้ร่วม โจทก์คงไล่เบี้ยได้จากจำเลยที่ 1 เต็มจำนวน ส่วนจำเลยที่ 2 หาต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่นั้น เห็นว่า ความรับผิดของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งค้ำประกันหนี้รายเดียวกันนั้นเป็นความรับผิดต่อเจ้าหนี้อย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้รับผิดต่อบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้แล้วตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1382/2548 ของศาลชั้นต้นและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 การที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา 17,000,000 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 จึงเป็นการฟ้องผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดร่วมกันด้วยตนเอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 และ 296 ดังนั้น โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่าๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) และมาตรา 296 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่งนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 13,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่ง ย่อมหมายถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่โจทก์ชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไป เมื่อโจทก์ชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว 17,000,000 บาท โจทก์ย่อมไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ได้ 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 13,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของเงินต้นจำนวนใด ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ในวงเงิน 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 296 ม. 682
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนีย์ ปิ่นทองคำ
จำเลย — บริษัทตลาดใหม่อ่างศิลา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12162/2553
#509374
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทมิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 1 ใช้หนังสือมอบอำนาจบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทตามหลักกฎหมายที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

การที่ บ. และจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันพิพาทของโจทก์มาจัดไฟแนนซ์กับบริษัท ด. จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การซื้อขายในท้องตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะสุจริตหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว

แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะมิได้ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีคำขอให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับของโจทก์มีผลใช้บังคับดังเดิม ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทนั้นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น ให้มีคำสั่งให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับใบแทนสูญหายของรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น เป็นโมฆะ และให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับของโจทก์มีผลใช้บังคับได้ตามเดิม ให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แก้ไขชื่อให้โจทก์กลับเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 205,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 205,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น ที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่น ออกให้แทนฉบับเดิมที่สูญหายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 รับซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทนำรถยนต์คันพิพาทไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยใช้บัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุว่าเป็นของโจทก์ปลอมไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเข้าหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับโอนรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาท ทั้งการที่นางสาวเบญจวรรณ มีวงศ์ และจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันพิพาทของโจทก์มาจัดไฟแนนซ์กับบริษัทดีดี กาฬสินธุ์ มอเตอร์เซลล์ จำกัด จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่เป็นการซื้อขายในท้องตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะสุจริตหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท เป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์จะขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในรถยนต์คันพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม เมื่อปรากฏว่าใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่น ออกให้แทนฉบับเดิมเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ก็เป็นการดำเนินการของนายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่นตามที่ได้รับแจ้งข้อความเท็จจากจำเลยที่ 2 ถือว่าใบแทนคู่มือการจดทะเบียนเป็นการออกโดยไม่ชอบกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอน แต่โจทก์ก็มีคำขอให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับของโจทก์มีผลใช้บังคับได้ตามเดิม ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 420 ม. 1332
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย เหล่าสายเชื้อ
จำเลย — นายสุวรรณ ลาภบุญเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12162/2553
#511239
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 รับซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทนำรถยนต์คันพิพาทไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเข้าหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาท ทั้งการที่ บ. และจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันพิพาทของโจทก์มาจัดไฟแนนซ์กับบริษัท ด. ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่เป็นการซื้อขายในท้องตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะสุจริตหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมาย

แม้ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์จะขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในรถยนต์คันพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม เมื่อปรากฏว่าใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่นออกให้แทนฉบับเดิม ก็เป็นการดำเนินการของนายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่นตามที่ได้รับแจ้งข้อความเท็จจากจำเลยที่ 2 ถือว่าใบแทนคู่มือการจดทะเบียนเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอนแต่โจทก์ก็มีคำขอให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับของโจทก์มีผลใช้บังคับได้ตามเดิมศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่เกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น ให้มีคำสั่งให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับใบแทนสูญหายของรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น เป็นโมฆะ และให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับของโจทก์มีผลใช้บังคับได้ตามเดิม ให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แก้ไขชื่อให้โจทก์กลับเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 205,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 205,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บบ 8096 ขอนแก่น ที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่น ออกให้แทนฉบับเดิมที่สูญหายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาหรือโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดีเลิศธุรกิจ จำกัด ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าวแต่ถูกไล่ออกเนื่องจากทุจริต เดิมรถยนต์คันพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามรายการจดทะเบียนในใบคู่มือจดทะเบียนรถเอกสารหมาย จ. 4 ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 นำความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทหายไป ตามรายงานประจำวันเอกสารหมาย จ.15 จากนั้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันที่ไปแจ้งเท็จดังกล่าว พร้อมหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.16 และสำเนาทะเบียนบ้านกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์เอกสารหมาย จ.17 ที่จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของโจทก์นำไปเป็นหลักฐานแสดงต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดขอนแก่นเพื่อขอให้ออกใบคู่มือจดทะเบียนสำหรับรถยนต์คันพิพาทให้ใหม่ อ้างว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับเดิมสูญหาย เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดขอนแก่นหลงเชื่อจึงออกใบคู่มือจดทะเบียนฉบับใหม่ให้ แล้ววันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ใช้ใบคู่มือจดทะเบียนฉบับใหม่ที่ได้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามแบบคำขอโอนและรับโอนเอกสารหมาย จ.19 โดยจำเลยที่ 1 ใช้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.21 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกับสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์เอกสารหมาย จ.23 ที่จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของโจทก์เป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนโอนดังกล่าว ภายหลังเมื่อโจทก์ทราบเหตุได้มอบอำนาจให้นางสาวนาถนภา ร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาปลอมเอกสารหนังสือมอบอำนาจและปลอมลายมือชื่อโจทก์ในเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.29 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท มิได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 รับซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทนำรถยนต์คันพิพาทไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยใช้บัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุว่าเป็นของโจทก์ปลอมไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเข้าหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับโอนรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาท ทั้งการที่นางสาวเบญจวรรณและจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันพิพาทของโจทก์มาจัดไฟแนนซ์กับบริษัทดีดี กาฬสินธุ์ มอเตอร์เซลล์ จำกัด จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ใช่เป็นการซื้อขายในท้องตลาดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะสุจริตหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท เป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์จะขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในรถยนต์คันพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม เมื่อปรากฏว่าใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทที่นายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่น ออกให้แทนฉบับเดิมเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ก็เป็นการดำเนินการของนายทะเบียนขนส่งจังหวัดขอนแก่นตามที่ได้รับแจ้งข้อความเท็จจากจำเลยที่ 2 ถือว่าใบแทนคู่มือการจดทะเบียนเป็นการออกโดยไม่ชอบกฎหมาย แม้โจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอน แต่โจทก์ก็มีคำขอให้ใบคู่มือจดทะเบียนรถฉบับของโจทก์มีผลใช้บังคับได้ตามเดิม ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนใบคู่มือจดทะเบียนรถสำหรับรถยนต์คันพิพาทที่ออกโดยไม่ชอบนั้นได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1332 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย เหล่าสายเชื้อ
จำเลย — นายสุวรรณ ลาภบุญเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12124/2553
#511237
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า โจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกันทั้งในคดีของศาลแพ่งและศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และอยู่ในชั้นบังคับคดี คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ทั้งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้ออ้างของโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยทั้งสองคดีได้ ประกอบกับตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างไร การฟ้องคดีของจำเลยเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้หาใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ กรณีจึงไม่ได้เกิดข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยเห็นว่าการที่จำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยเห็นว่าการที่จำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ เป็นการใช้สิทธิทางศาลที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้โดยชอบ จึงหาเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ และหากโจทก์เห็นว่ามูลหนี้ที่จำเลยนำมาฟ้องมีข้อบกพร่องประการใดหรือไม่มีมูลหนี้อยู่จริง หรือโจทก์มีข้ออ้างข้อเถียงประการใดที่จะทำให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อจำเลยแล้ว โจทก์ก็สามารถยกขึ้นต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่จำต้องมาฟ้องเป็นคดีใหม่ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ หรือโจทก์มีความจำเป็นประการใดที่จำต้องใช้สิทธิทางศาล โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสัญญาขายสิทธิเรียกร้องพิพาทเพิกถอนนิติกรรมการรับโอนในที่ดินพิพาทและมีคำสั่งห้ามจำเลยมิให้นำสัญญาดังกล่าวไปใช้บังคับคดีหรือฟ้องโจทก์หรือบุคคลอื่น กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกันทั้งในคดีของศาลแพ่งและศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และอยู่ในชั้นบังคับคดี คำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ทั้งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้ออ้างของโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยทั้งสองคดีได้ ประกอบกับตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างไร การฟ้องคดีของจำเลยเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ หาใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ กรณีจึงไม่ได้เกิดข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ เป็นการใช้สิทธิทางศาลที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้โดยชอบ จึงหาเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ และหากโจทก์เห็นว่ามูลหนี้ที่จำเลยนำมาฟ้องมีข้อบกพร่องประการใด หรือไม่มีมูลหนี้อยู่จริง หรือโจทก์มีข้ออ้างข้อเถียงประการใดที่จะทำให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อจำเลยแล้ว โจทก์ก็สามารถยกขึ้นต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่จำต้องมาฟ้องเป็นคดีใหม่ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ หรือโจทก์มีความจำเป็นประการใดที่จำต้องใช้สิทธิทางศาล พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกมณี ตั้งใจ
จำเลย — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12122/2553
#511235
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อมาปรากฎว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงวางทะเบียนในเอกสารสิทธิดังกล่าวไปเป็นของจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ยื่นเรื่องขอออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวพร้อมนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดิน ตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์แสดงว่า โจทก์อ้างความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า แต่ต่อมาปรากฏว่ามีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองในทะเบียนที่ดิน แล้วจำเลยทั้งสองยังยื่นเรื่องขอออกโฉนดและนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสองการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน และกำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์โดยตรงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าถูกจำเลยทั้งสองกระทำการโต้แย้งสิทธิในที่ดินอย่างไร โจทก์จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เนื่องจากคดีนี้ยังมิได้มีการสืบพยานจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 765 และ 949 ตำบลมะเกลือเก่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดิน บังคับจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ตามคำฟ้องแล้วได้ความว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ซื้อจากนายแสวงและนางประกอบ หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองที่ดินมาโดยตลอด ส่วนจำเลยไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองบุกรุก หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ตนได้ จึงมีคำสั่งยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ สำหรับกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่ได้กระทำมาแล้วให้เพิกถอนเสีย จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองยื่นเรื่องขอออกโฉนดในที่ดินพิพาทพร้อมนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดิน และโจทก์ได้คัดค้านไว้แล้ว ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการโต้แย้งหรือรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ต่อมาปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในเอกสารสิทธิดังกล่าวไปเป็นของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองได้ยื่นเรื่องขอออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวพร้อมนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดิน ตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์แสดงว่า โจทก์อ้างความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า แต่ต่อมาปรากฏว่ามีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองในทะเบียนที่ดิน แล้วจำเลยทั้งสองยังยื่นเรื่องขอออกโฉนดและนำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน และกำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์โดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แม้โจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันมาก่อน แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นเสียได้ ส่วนคำขอบังคับของโจทก์ข้อใดบังคับได้หรือไม่ เพียงใด เป็นกรณีที่ศาลจะพิพากษาเมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าถูกจำเลยทั้งสองกระทำการโต้แย้งสิทธิในที่ดินอย่างไร โจทก์จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้ยังมิได้มีการสืบพยาน จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบ มาตรา 247"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันโทวีระ วิริยะโกศล
จำเลย — นายอนันต์ ศรีเสรีนุวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12116/2553
#509346
เปิดฉบับเต็ม

ก. ยกที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่กระทรวงการคลังเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการกรมตำรวจ ที่ดินส่วนนี้จำเลยที่ 1 ใช้จัดตั้งสถานีวิทยุตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระเจ้าตากนับแต่ได้รับการยกให้ในปี 2528 มีการกันที่ดินไว้เป็นทางสาธารณประโยชน์เพื่อเชื่อมจากที่ดินจำเลยที่ 1 สู่ทางหลวงแผ่นดินสายตาก - เถิน (พหลโยธิน) ซึ่งเป็นทางสาธารณะไว้ก่อนตั้งแต่ ก. แสดงเจตนายกที่ดินให้แก่กระทรวงการคลัง จึงไม่ใช่กรณีที่ดินจำเลยที่ 1 มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจผ่านที่ดินโจทก์ซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ได้ แม้ทางเข้าที่ดินจำเลยที่ 1 ผ่านทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนพหลโยธินมีความสูงชันกว่ากันมาก ก็เป็นความสูงชันแตกต่างระหว่างทางสาธารณะด้วยกัน มิใช่ความสูงชันของที่ดินจำเลยที่ 1 กับทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองจึงมิอาจถือประโยชน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง ได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีโดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น หากจำเลยทั้งสองยังติดใจในประเด็นเรื่องทางภาระจำยอมอยู่ แม้จำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางภาระจำยอมไว้ จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 20707 ตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก และปรับสภาพพื้นที่พิพาทให้ดีดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการก็ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเอง โดยให้จำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 212,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและปรับสภาพพื้นที่พิพาทให้ดีดังเดิม

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิใช้ถนนบนทางพิพาทซึ่งผ่านบนที่ดินโจทก์ผ่านจากสถานีวิทยุตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระเจ้าตากเข้าออกสู่ทางสาธารณะหรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1665 ซึ่งนายโกชัยยกที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่กระทรวงการคลังเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการกรมตำรวจนั้น มีการบันทึกรายละเอียดไว้ในสารบัญจดทะเบียนด้วย ที่ดินส่วนที่ได้รับยกให้นี้จำเลยที่ 1 จึงใช้จัดตั้งสถานีวิทยุตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระเจ้าตากนับแต่ได้รับการยกให้ในปี 2528 เป็นต้นมา รูปที่ดินและเขตติดต่อดังระบุไว้ด้านหน้าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุว่า ที่ดินแปลงซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุนั้นเป็นแปลงคงเหลือ ส่วนที่ดินแปลงอื่น ๆ นายโกชัยแบ่งแยกไปเป็นแปลงย่อยอีก 6 แปลงด้วยกัน แม้ที่ดินแปลงซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับยกให้และเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุอยู่ด้านในมีที่ดินแปลงอื่นกั้นขวางอยู่ก็มีการขีดเส้นเสมือนเป็นถนนเชื่อมระหว่างที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อกับทางหลวงแผ่นดินสายตาก - เถิน (พหลโยธิน) ทางด้านทิศเหนือของรูปที่ดินทั้งเจ็ดแปลงตามที่นายโกชัยเจ้าของเดิมแบ่งแยกไว้ ด้านทิศใต้ของรูปที่ดินยังปรากฏเป็นแนวเส้นเสมือนเป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงแผ่นดินสายตาก - เถิน (พหลโยธิน) กับทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศตะวันตก ครั้นย้อนไปพิจารณาสารบัญจดทะเบียนก็ปรากฏรายการจดทะเบียนในเดือนมิถุนายน 2529 ว่า นายโกชัยเจ้าของเดิมแบ่งหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ 2 รายการ คือที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา คงเหลือที่ดิน 5 ไร่ 97 ตารางวา รายการหนึ่ง กับหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ดิน 5 ไร่ 97 ตารางวา คงเหลือที่ดิน 5 ไร่ อีกรายการหนึ่ง ข้อเท็จจริงเช่นนี้บ่งชี้ชัดว่าที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้เป็นที่ตั้งสถานีวิทยุตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระเจ้าตากซึ่งมีเนื้อที่ 5 ไร่ มีการกันที่ดินไว้เป็นทางสาธารณประโยชน์เนื้อที่ 97 ตารางวา เพื่อเชื่อมจากที่ดินของจำเลยที่ 1 สู่ทางหลวงแผ่นดินสายตาก - เถิน (พหลโยธิน) เป็นทางสาธารณะไว้ก่อนแล้วตั้งแต่นายโกชัยแสดงเจตนายกที่ดินให้แก่กระทรวงการคลัง สอดคล้องกับเอกสารผังบริเวณสถานีวิทยุซึ่งมีการวาดเส้นขนานเป็นแนวถนนเชื่อมจากที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุสู่ถนนพหลโยธินด้วยเช่นกัน จึงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระเจ้าตากมีทางออกสู่ถนนสาธารณะและถนนสาธารณะนั้นก็เชื่อมต่อกับถนนพหลโยธินซึ่งเป็นทางสาธารณะด้วย จึงไม่ใช่กรณีที่ดินของจำเลยที่ 1 มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจผ่านที่ดินโจทก์ซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ได้ การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า การใช้ถนนผ่านที่ดินของโจทก์เป็นทางจำเป็น แต่มิได้นำสืบว่าหากจะออกจากที่ดินแปลงซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุของจำเลยที่ 1 จะต้องข้ามที่ชันอันเป็นระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก โดยเส้นทางด้านทิศเหนือซึ่งหมายถึงทางสาธารณะกว้างประมาณ 4 เมตร รถยนต์สามารถแล่นได้ หลังจากขยายถนนพหลโยธินไม่สามารถนำรถยนต์ขึ้นได้เนื่องจากสูงชัน แสดงให้เห็นว่าการขยายถนนพหลโยธินโดยเพิ่มช่องเดินรถ น่าจะมีการปาดไหล่ทางออกด้วย ซึ่งทำให้ทางเข้าออกจากสถานีวิทยุสู่ถนนพหลโยธินมีความชันเพิ่มขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้ทางผ่านที่ดินโจทก์เข้าออกสู่สถานีวิทยุแทน เช่นนี้แม้แสดงให้เห็นความสูงชันของจุดบรรจบระหว่างทางสาธารณะออกจากที่ดินซึ่งใช้เป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกับถนนพหลโยธินก็ตาม ไม่ถือว่าทางสาธารณะออกจากที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุมีความสูงชันกว่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุของจำเลยที่ 1 อยู่มาก ดังนั้น แม้ทางเข้าที่ดินจำเลยที่ 1 ผ่านทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนพหลโยธินมีความสูงชันกว่ากันมาก ก็เป็นความสูงชันแตกต่างระหว่างทางสาธารณะด้วยกัน มิใช่ความสูงชันของที่ดินของจำเลยที่ 1 กับทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองจึงมิอาจถือประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง ได้เช่นกัน เมื่อทางพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองใช้ถนนผ่านที่ดินของโจทก์ไม่อาจเป็นทางจำเป็นตามกฎหมายไปได้ จำเลยทั้งสองอาจได้สิทธิใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินโจทก์เพียงเป็นทางภาระจำยอมเท่านั้น ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีโดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น หากจำเลยทั้งสองยังติดใจในประเด็นเรื่องทางภาระจำยอมอยู่ แม้จำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางภาระจำยอมไว้จึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 20707 ตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก และปรับพื้นที่พิพาทซึ่งใช้ก่อสร้างถนนให้เป็นดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย 39,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าที่โจทก์ขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและปรับสภาพพื้นที่พิพาทให้เป็นดังเดิม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไลพรรณ วิสมิตะนันทน์หรือวิสมิตนันทน์
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายจำนงค์ ไกลพาล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12104/2553
#504714
เปิดฉบับเต็ม

ค่าทนายความเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นหลักเกณฑ์เคร่งครัดที่โจทก์ผู้ยื่นฎีกาจะต้องปฏิบัติตาม เพราะมิใช่หนี้ตามคำพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดี ที่โจทก์จะพึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคหนึ่ง

โจทก์ยื่นฎีกาโดยจงใจนำเพียงค่าขึ้นศาลตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกา เป็นการฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ที่บทบัญญัติมาตรา 229 กำหนดไว้ จึงเป็นการยื่นฎีกาโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที เพราะมิใช่กรณีโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไม่ครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์ชำระให้ครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้แล้วก็ไม่ถือว่าเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน จำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ร่วมกันหรือแทนกันโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ รายวันเป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมดและขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 3 ถึงที่ 23 ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์และบริหารงานหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสดและหนังสือพิมพ์รายวันมติชนมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (13 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใจความสำคัญในหนังสือพิมพ์มีกำหนดฉบับละ 2 วัน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดเป็นค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 23 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 23 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 150,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับสำหรับค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาพร้อมกับชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 25,000 บาท กับนำเงินจำนวน 25,000 บาท ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่สำหรับค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ชำระทั้งๆที่พนักงานรับฟ้องได้สอบถามเสมียนทนายความโจทก์ซึ่งได้รับมอบฉันทะจากทนายความโจทก์ไปยื่นฎีกา ทนายความโจทก์คงยืนยันไม่วางเงินค่าทนายความจำเลย 150,000 บาท ดังกล่าว ในวันเดียวกันกับที่ยื่นฎีกาคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 วันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ ต่อมาจำเลยยื่นคัดค้านการขอทุเลาการบังคับของโจทก์ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 คู่ความฝ่ายที่ยื่นฎีกาจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกานั้นด้วยและตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ความรับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเว้นแต่ศาลจะใช้อำนาจมีดุลพินิจเป็นประการอื่นกับตามมาตรา 161 วรรคสอง กฏหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีนี้บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งหมายความทั้งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งตามมาตรา 229 ด้วย ดังนี้ ค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์สำหรับความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม อีกทั้งเป็นหลักเกณฑ์เคร่งครัดที่โจทก์ผู้ยื่นฎีกาจะต้องปฎิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 229 เพราะหาใช่หนี้ตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดีอันโจทก์จะพึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคหนึ่งได้ไม่ การที่โจทก์ยื่นฎีกาโดยจงใจนำเพียงค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมกับฎีกา อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ที่บทบัญญัติมาตรา 229 กำหนดไว้จึงเป็นการยื่นฎีกาโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องใช้อำนาจมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันทีเพราะมิใช่กรณีโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไม่ครบถ้วน ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์ชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ฉะนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้แล้วก็ไม่ถือว่าเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำร้องขอทุเลาการบังคับ ค่าคำร้องให้เป็นพับ และยกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 161 ม. 229 ม. 231 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — พันตำรวจโทชัยรัตน์ แย้มศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12104/2553
#511093
เปิดฉบับเต็ม

ค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 เป็นความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 หาใช่หนี้ตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี อันโจทก์จะพึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคหนึ่ง ได้ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฎีกาโดยจงใจนำเพียงค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมกับฎีกาโดยมิได้วางค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการยื่นฎีกาโดยมิชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที เพราะมิใช่กรณีที่โจทก์ชำระให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่เห็นสมควรเสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน จำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ร่วมกันหรือแทนกันโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ รายวัน ไทยโพสต์, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, มติชน, ข่าวสด โดยใช้ขนาดตัวอักษรสูง 2 มิลลิเมตร ความกว้างของตัวอักษร 1.50 มิลลิเมตร เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด และขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 3 ถึงที่ 23 ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์และบริหารงานหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสดและหนังสือพิมพ์รายวันมติชน มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (13 มีนาคม 2543) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใจความสำคัญในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, แนวหน้า, มติชน และข่าวสด ด้วยตัวอักษรขนาดปกติตามที่หนังสือพิมพ์รายวันดังกล่าวแต่ละฉบับปฏิบัติมาเป็นปกติในการลงโฆษณาข้อความทั่วไปมีกำหนดฉบับละ 2 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดเป็นค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 23 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 23 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 150,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับสำหรับค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้โจทก์ชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 150,000 บาท โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา พร้อมกับชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 25,000 บาท กับนำเงินจำนวน 25,000 บาท ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่สำหรับค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ชำระทั้ง ๆ ที่พนักงานรับฟ้องได้สอบถามนางสาวนันทนีย์ เสมียนทนายความโจทก์ ซึ่งได้รับมอบฉันทะจากทนายความโจทก์ไปยื่นฎีกา แต่นางสาวนันทนีย์แจ้งว่าได้สอบถามไปยังทนายความโจทก์แล้ว คงยืนยันไม่วางเงินค่าทนายความจำเลย 150,000 บาท ดังกล่าว ปรากฏตามบันทึกท้ายฎีกาโจทก์ซึ่งนางสาวนันทนีย์ลงลายมือชื่อไว้ และนางสาวนันทนีย์ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับสำหรับค่าทนายความ ในวันเดียวกันกับที่ยื่นฎีกาคือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 วันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ ต่อมาจำเลยยื่นคัดค้านการขอทุเลาการบังคับของโจทก์ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 คู่ความฝ่ายที่ยื่นฎีกาจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกานั้นด้วย และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ความรับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี เว้นแต่ศาลจะใช้อำนาจมีดุลพินิจเป็นประการอื่น กับตามมาตรา 161 วรรคสอง กฏหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีนี้บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งหมายความทั้งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งตามมาตรา 229 ด้วย ดังนี้ ค่าทนายความจำนวน 150,000 บาท ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์สำหรับความรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม อีกทั้งเป็นหลักเกณฑ์เคร่งครัดที่โจทก์ผู้ยื่นฎีกาจะต้องปฎิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 229 เพราะหาใช่หนี้ตามคำพิพากษาในเนื้อหาคดี อันโจทก์จะพึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคหนึ่ง ได้ไม่ การที่โจทก์ยื่นฎีกาโดยจงใจนำเพียงค่าธรรมเนียม (ค่าขึ้นศาล) ตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมกับฎีกา อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ที่บทบัญญัติมาตรา 229 กำหนดไว้ จึงเป็นการยื่นฎีกาโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องใช้อำนาจมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที เพราะมิใช่กรณีโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไม่ครบถ้วนที่ ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์ชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ฉะนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้แล้วก็ไม่ถือว่าเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำร้องขอทุเลาการบังคับ ค่าคำร้องให้เป็นพับ และยกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 167 ม. 229 ม. 231 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — พันตำรวจโทชัยรัตน์ แย้มศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12102/2553
#508331
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิ ป.ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทอันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจำยอม หลังจากจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทางพิพาท โจทก์ทั้งสามมิได้มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าใช้ทางพิพาทโดยมีเจตนาเพื่อให้ได้ทางภาระจำยอม โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทในลักษณะเป็นปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองกว่าสิบปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องบรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบ ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลยกฟ้องโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามจะฟ้องใหม่ในเรื่องทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาท และจดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางกว้าง 4 เมตร ภายในเส้นสีน้ำเงินตามแผนที่พิพาทลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 109 ตำบลหน้าเมือง (ดงพระราม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยทั้งสองตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกจากทางดังกล่าวให้คงมีความกว้างตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำบังคับ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสุนันท์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทกว้าง 4 เมตรตามแผนที่พิพาท และแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 109 หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าเมือง (ดงพระราม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งสามและบริวารในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 หมู่ที่ 1 ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรีมีสิทธิใช้ ให้จำเลยทั้งสองรื้อสิ่งกีดขวางออก ห้ามขัดขวาง แต่โจทก์ทั้งสามต้องร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 30,000 บาท คำขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้นให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสาม 250 บาท และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง 250 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ขณะที่นางเป๊ะและนายลาวยังมีชีวิตบุคคลทั้งสองและโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านทางภาระจำยอมในที่ดินของนางปุ้ยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว หลังจากโจทก์ที่ 1 แบ่งแยกที่ดินของนางเป๊ะให้จำเลยที่ 1 ส่งผลให้ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองแต่โจทก์ทั้งสามยังคงใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตลอดมา เห็นว่า ขณะที่นางเป๊ะยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธินางเป๊ะซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทอันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจำยอม หลังจากจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยมิได้ทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงทางพิพาทแต่อย่างใด ทางพิพาทยังคงอยู่ในสภาพเดิมจนกระทั่งเมื่อปี 2540 จำเลยทั้งสองทำประตูเหล็กและรั้วในทางพิพาท โจทก์ทั้งสามมิได้มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าใช้ทางพิพาทโดยมีเจตนาเพื่อให้ได้ภาระจำยอม โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองเป็นญาติที่ใกล้ชิดกัน จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติเป็นประการสำคัญ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองมากว่าสิบปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วยทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นมิชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง แต่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามจะฟ้องใหม่ในเรื่องทางจำเป็น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401 ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเรือน กลสรร กับพวก
นางขันธ์หรือขันธุ์ บุญแทน
จำเลย — โดยนางสุนันท์ บุญแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12084/2553
#507269
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วเห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพซึ่งแขนขวาของรูปชูอักษรโรมันคำว่า SUNSHIRO อยู่ในรูปพระอาทิตย์ และรูปเทพีเสรีภาพซึ่งแขนขวาของรูปชูอักษรโรมันคำว่า RICHBERTY อยู่ในรูปดาว ไว้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันกับตน และคณะกรรมการได้มีคำวินิจฉัยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลยทั้งสองนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพที่โจทก์จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว โดยเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองมีส่วนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตั้งแต่จำเลยทั้งสองไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกรณีนี้ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามมาตรา 38 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยไม่จำต้องฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามาด้วย ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพที่ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้หรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่ง และเป็นคนละเรื่องกับการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1225/2549 ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 435194 และเลขที่ 441011 ของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองใช้หรือยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพของโจทก์ และขัดขวางการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า LIBERTY อยู่ในรูปวงรี สำหรับสินค้าจำพวก 8 คีมจับอ๊อก กับจำพวก 11 หัวเติมลม และรูปเทพีเสรีภาพ มีอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า LIBERTY อยู่ในรูปวงรี สำหรับสินค้าจำพวก 8 กระบอกอัดจาระบี จำพวก 3 กระดาษทราย ผ้าทราย จำพวก 6 กุญแจ จำพวก 9 หน้ากากช่างเชื่อม และจำพวก 7 แผ่นตัด ซึ่งใช้เป็นส่วนของเครื่องจักร ตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 25997 ค 270205 ค 175365 ค 212121 ค 247610 ค 247611 และ ค 247612 ตามลำดับ วันที่ 12 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพยืนชูรูปวงกลมประดิษฐ์คล้ายพระอาทิตย์ มีอักษรโรมันคำว่า SUNSHIRO ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางซ้อนทับอยู่บนรูปวงกลมประดิษฐ์ และวันที่ 13 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพยืนชูรูปประดิษฐ์คล้ายดวงดาว 8 แฉก มีอักษรโรมันคำว่า RICHBERTY อยู่ตรงกลางดวงดาว และมีอักษรโรมันคำว่า Around the World อยู่ใต้รูปเทพีเสรีภาพเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 8 คีมจับอ๊อก ตามคำขอเลขที่ 435194 และ 441011 ตามลำดับ และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพ มีอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า LIBERTY อยู่ในรูปวงรี ทั้งหมดอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 8 คีมจับอ๊อก ตามคำขอเลขที่ 439407 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 435194 และ 441011 ของจำเลยที่ 1 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำความตกลงกันเองว่า ผู้ใดมีสิทธิเป็นผู้ขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียว และให้มีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในกำหนด 90 วัน มิฉะนั้นภายในกำหนด นายทะเบียนจึงประกาศโฆษณาคำขอเลขที่ 435194 ของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ใช้สิทธิคัดค้านภายใน 90 วัน โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนพิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน โจทก์ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องการหมายการค้า ที่ 1225/2549

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1225/2549 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว การที่จำเลยทั้งสองไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพซึ่งแขนขวาของรูปชูอักษรโรมันคำว่า SUNSHIRO อยู่ในรูปพระอาทิตย์และรูปเทพีเสรีภาพซึ่งแขนขวาของรูปชูอักษรโรมัน คำว่า RICHBERTY อยู่ในรูปดาว ไว้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันกับตน และคณะกรรมการได้มีคำวินิจฉัยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลยทั้งสองนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพที่โจทก์จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว โดยเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองมีส่วนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตั้งแต่จำเลยทั้งสองไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกรณีนี้ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามมาตรา 38 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้ารูปเทพีเสรีภาพที่ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้หรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่ง และเป็นคนละเรื่องกับการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 38 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรรถพล เลิศบัญชาดี
จำเลย — บริษัทเสริมไพศาล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12082/2553
#508312
เปิดฉบับเต็ม

การละเมิดลิขสิทธิ์งานของผู้อื่น ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31, 70 ต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องนั้น ไม่ปรากฏกว่าแผ่นวีซีดีและซีดีเอ็มพี 3 ตามฟ้องที่จำเลยซื้อไว้เพื่อขายต่อนั้นเป็นแผ่นวีซีดีและซีดีเอ็มพี 3 ที่ได้มีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์แต่อย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าว แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาฯ มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 31, 70

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษจำคุก1 ปี ปรับ 280,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 140,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้แผ่นวีซีดีและซีดีเอ็มพี 3 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง จำนวน 3,092 แผ่นตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไรให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์..." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการกระทำแก่ "งานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น" เท่านั้น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น ไม่ปรากฏว่าแผ่นวีซีดีและซีดีเอ็มพี 3 นั้น 3,096 แผ่น เป็นแผ่นวีซีดีและซีดีเอ็มพี 3 ที่ได้มีการทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสามแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่อาจจะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ได้เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายภูษิตหรือเอก ธรรมคัมภีร์หรือธรรมคำภีร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพิชยุตม์ คูณทอง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12048/2553
#513865
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่จำเลยเช่าบางส่วนถูกเวนคืนตาม พ.ร.ฎ. เวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนวงแหวนอุตสาหกรรม โจทก์จึงถูกบังคับตาม พ.ร.ฎ. ดังกล่าว การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนกับกรมโยธาธิการผู้ซื้อ ก็เพื่อที่จะได้รับค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 กำหนดไว้ มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์จะไปทำสัญญาหรือไม่ก็ได้ ทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาเช่าของโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่ากลายเป็นพ้นวิสัยบางส่วน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าเมื่อจำเลยประสงค์จะเช่าที่ดินส่วนที่เหลือต่อไป แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าส่วนที่ถูกเวนคืนแล้วโจทก์ย่อมขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าได้ และโจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับค่าทดแทน ถึงแม้ว่ากรมโยธาธิการจะได้นำไปวางทรัพย์ไว้ที่ธนาคารออมสินโดยมีดอกเบี้ยเงินฝากด้วยก็ตาม แต่ค่าทดแทนจะจ่ายให้โจทก์ได้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ขายจะได้รับเงินค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากที่โจทก์จะได้รับจากธนาคารออมสินจึงเป็นคนละส่วนกับค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในขณะนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6025 แขวงช่องนนทรี (บางโพงพาง) เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 53 ตารางวา กับโจทก์มีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี ต่อมาในปี 2541 รัฐบาลมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตบางนา เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร และอำเภอพระประแดง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขยายพื้นที่ก่อสร้างถนนวงแหวนอุตสาหกรรม แนวเวนคืนดังกล่าวตัดผ่านที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 77 ตารางวา โจทก์ได้รับค่าทดแทนจากการเวนคืนบางส่วน แต่เจ้าหน้าที่เวนคืนไม่อาจจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ครบถ้วน ยังค้างอีกจำนวน 6,201,250 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่เวนคืนจะจ่ายให้โจทก์เมื่อได้จดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6025 เฉพาะส่วนที่ถูกเวนคืนดังกล่าว และทำการจดทะเบียนแบ่งหักเวนคืนตามระเบียบของทางราชการให้แล้วเสร็จ โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6025 ส่วนที่ถูกเวนคืน และให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉยอีก ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6025 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร (บางส่วน) ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่ประมาณ 3 งาน 77 ตารางวา ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี จากต้นเงิน 6,201,250 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดิน

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่อยู่ในแนวเขตเวนคืน โดยอ้างว่าที่ดินที่จำเลยเช่าบางส่วนได้สิ้นสภาพการเช่าเนื่องจากถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา โจทก์จะตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินบางส่วนที่อยู่ในแนวเวนคืนกับอธิบดีกรมโยธาธิการหรือไม่ก็ได้ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยเสียหายเพราะโจทก์นำที่ดินไปทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืนทั้งที่รู้ว่ามีภาระการเช่าของจำเลย การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือ โจทก์ยังมีสิทธิรับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่เวนคืนค้างชำระแก่โจทก์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 120 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6025 ตำบลช่องนนทรี (บางโพงพาง) อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร บางส่วนที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 3 งาน 77 ตารางวา ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปี จากต้นเงิน 6,201,250 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะไปทำการจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6025 แขวงช่องนนทรี (บางโพงพาง) เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 53 ตารางวา ของโจทก์ มีกำหนด 30 ปี โดยจดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามเอกสารหมาย จ. 4 ถึง จ. 6 ต่อมาที่ดินที่จำเลยเช่าบางส่วนเนื้อที่ 3 งาน 77 ตารางวา ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตบางนา เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานครและอำเภอพระประแดง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2541 ตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 10 วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนกับกรมโยธาธิการตามเอกสารหมาย ล. 1 โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนบางส่วน ยังขาดอีก 6,201,250 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนเพื่อโจทก์จะจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนและรับเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือ แต่จำเลยเพิกเฉยตามเอกสารหมาย จ. 14 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนตามเอกสารหมาย จ. 20

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยเป็นดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่ดินที่จำเลยเช่าบางส่วนเนื้อที่ 3 งาน 77 ตารางวา ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืน ฯลฯ พ.ศ. 2541 โจทก์จึงถูกบังคับตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว การที่โจทก์ไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนกับกรมโยธาธิการผู้ซื้อ ก็เพื่อที่จะได้รับค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามราคาที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดไว้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเอกสารหมาย ล. 1 มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์จะไปทำสัญญาหรือไม่ก็ได้ เมื่อที่ดินที่จำเลยเช่าบางส่วนถูกเวนคืนทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาเช่าของโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่ากลายเป็นพ้นวิสัยบางส่วน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า และเมื่อจำเลยประสงค์จะเช่าที่ดินส่วนที่เหลือต่อไป เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนแบ่งขายที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจำเลยในฐานะผู้เช่าเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนแล้ว โจทก์ย่อมขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกการเช่าได้ การเพิกเฉยของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับค่าทดแทนส่วนที่เหลือ จำนวน 6,201,250 บาท ซึ่งเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ ถึงแม้ว่ากรมโยธาธิการจะได้นำไปวางทรัพย์ไว้ที่ธนาคารออมสินโดยมีดอกเบี้ยเงินฝากด้วยก็ตาม ก็เป็นเรื่องของกรมโยธาธิการในฐานะผู้ซื้อจะดำเนินการ โดยมีเงื่อนไขตามที่นายเสถียร นิติกรกรมโยธาธิการเบิกความว่า ค่าทดแทนส่วนนี้จะจ่ายได้ต่อเมื่อได้มีการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ขายจะได้รับเงินค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากที่โจทก์จะได้รับจากธนาคารออมสินจึงเป็นคนละส่วนกับค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในขณะนั้นคือร้อยละ 3.25 ต่อปี ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิรามฤทธิไกร-มานะจิตต์
จำเลย — บริษัทโชคชัยจงจำเริญ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ