คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8512/2553
#502429
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดพิพาทจำนวน 5 ห้อง ซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทและการออกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะจัดการและดำเนินการเพื่อความปลอดภัยดูแลกิจการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอาคารชุดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7 (1) (5) ก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิเพียงจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น และหามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่ แม้จะได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก หาใช่ออกระเบียบเพื่อบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายไม่ การออกระเบียบข้อบังคับที่จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคลเช่นนี้ จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำประตูนิรภัยปิดกั้นดังกล่าวและไม่ยอมมอบบัตรผ่านประตูนิรภัย จึงเป็นการรบกวนสิทธิและทำให้เสื่อมความสะดวกแห่งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมในอันที่จะเข้าไปใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล กรณีถือว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในผลแห่งละเมิดที่ตนทำขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายขาดประโยชน์คิดถึงวันฟ้อง 67,000 บาท กับค่าเสียหายขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 67,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 ของอาคารชุดซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5968 ถึง 5972 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2543) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการติดตั้งประตูนิรภัยในอาคารชุดบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดอาคาร แต่ไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง หรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย และให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดพิพาทจำนวน 5 ห้อง ซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ข้างต้น โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคล ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทและการออกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะจัดการและดำเนินการเพื่อความปลอดภัยดูแลกิจการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอาคารชุดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7 (1) (5) ก็ตาม แต่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า "นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเพียงจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น และหามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่ แม้จะได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก หาใช่ออกระเบียบเพื่อบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลย ที่ 1 กำหนดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายไม่ การออกระเบียบข้อบังคับที่จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคลเช่นนี้ จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ ทั้งในข้อนี้โจทก์ยังมีนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ก่อนฟ้องพยานกับนายชู เคยเข้าไปที่อาคารชุดพิพาทเพื่อจะไปยังห้องชุดของโจทก์ในการเตรียมห้องชุดดังกล่าวไว้ให้เช่า แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบบัตรผ่านเปิดประตูนิรภัยให้ และมีนายสมาน อดีตประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ประตูปิดกั้นบริเวณหน้าลิฟต์เป็นทางเข้าไปในลิฟต์และบันได ซึ่งอาคารชุดพิพาทดังกล่าวหากไม่ขึ้นไปทางที่จำเลยที่ 1 ทำประตูนิรภัยปิดกั้นก็ไม่มีทางอื่นที่จะสามารถขึ้นไปยังห้องชุดได้อีก ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำประตูนิรภัยปิดกั้นดังกล่าวและไม่ยอมมอบบัตรผ่านประตูนิรภัย จึงเป็นการรบกวนสิทธิและทำให้เสื่อมความสะดวกแห่งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมในอันที่จะเข้าไปใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล กรณีถือว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในผลแห่งละเมิดที่ตนทำขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 17 ม. 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียงทะเลพาเลซ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดซีไซด์เพลซ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายสุรชาญ พลูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8512/2553
#508228
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" ว่า ห้องชุดและหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง หรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย และให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" ว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดพิพาทซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคล โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอย จำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทและออกระเบียบข้อบังคับในอันที่จะจัดการและดำเนินการเพื่อความปลอดภัยดูแลกิจการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอาคารชุดก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า "นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้" จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเพียงจัดการ ดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น หามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่แม้จะได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก หาใช่ออกระเบียบเพื่อบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายไม่ การที่จำเลยที่ 1 ติดตั้งประตูนิรภัยบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดของอาคารชุด โดยกำหนดระเบียบว่าจะส่งมอบบัตรผ่านประตูให้แก่เจ้าของร่วมที่ได้ติดค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเท่านั้น การออกระเบียบข้อบังคับเช่นนี้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคล จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ทั้งเป็นการรบกวนสิทธิและทำให้เสื่อมความสะดวกแห่งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมในอันที่จะเข้าไปใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล กรณีถือว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในผลแห่งละเมิดที่ตนทำขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายขาดประโยชน์คิดถึงวันฟ้อง 67,000 บาท กับค่าเสียหายขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 67,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 ของอาคารชุดซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5968 ถึง 5972 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน

10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2543) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกา "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายชู เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 จำนวน 5 ห้อง ของอาคารชุดเคียงทะเลคอนโดเทล ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรพล ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นประธานกรรมการควบคุมการจัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลอาคารชุด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้จำเลยที่ 1 ติดตั้งประตูนิรภัยบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดของอาคารชุด จำเลยที่ 1 กำหนดระเบียบการใช้บัตรผ่านประตูนิรภัยว่าจะส่งมอบบัตรผ่านประตูให้แก่เจ้าของร่วมที่ไม่ติดค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเท่านั้น โดยได้แจ้งให้เจ้าของร่วมทราบแล้ว โจทก์เป็นเจ้าของร่วมที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและถูกงดให้บริการสาธารณูปโภคทุกอย่างภายในห้องชุดที่โจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 นายชูผู้แทนโจทก์กับนายสุรพลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปที่อาคารชุดเพื่อเข้าไปดูแลห้องชุดของโจทก์ปรากฏว่ามีการทำประตูนิรภัยปิดกั้นทางเข้าอาคารบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดของอาคารชุด โดยผู้ที่จะผ่านเข้าไปได้จะต้องใช้บัตรผ่านประตูนิรภัย นายชูกับนายสุรพลไปขอบัตรผ่านประตูนิรภัยจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 4 ปฏิเสธอ้างว่า โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดทั้งห้าห้องแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์เท่านั้น คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการติดตั้งประตูนิรภัยในอาคารชุดบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดอาคาร แต่ไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง หรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย และให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดพิพาทจำนวน 5 ห้อง ซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ข้างต้น โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคล ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทและการออกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะจัดการและดำเนินการเพื่อความปลอดภัยดูแลกิจการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอาคารชุดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.4 ข้อ 7 (1) (5) ก็ตาม แต่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า "นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเพียงจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น และหามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่ แม้จะได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก หาใช่ออกระเบียบเพื่อบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายไม่ การออกระเบียบข้อบังคับที่จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคลเช่นนี้ จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ ทั้งในข้อนี้โจทก์ยังมีนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ก่อนฟ้องพยานกับนายชูเคยเข้าไปที่อาคารชุดพิพาทเพื่อจะไปยังห้องชุดของโจทก์ในการเตรียมห้องชุดดังกล่าวไว้ให้เช่า แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบบัตรผ่านเปิดประตูนิรภัยให้ และมีนายสมานอดีตประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ประตูปิดกั้นบริเวณหน้าลิฟต์เป็นทางเข้าไปในลิฟต์และบันได ซึ่งอาคารชุดพิพาทดังกล่าวหากไม่ขึ้นไปทางที่จำเลยที่ 1 ทำประตูนิรภัยปิดกั้นก็ไม่มีทางอื่นที่จะสามารถขึ้นไปยังห้องชุดได้อีก ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำประตูนิรภัยปิดกั้นดังกล่าวและไม่ยอมมอบบัตรผ่านประตูนิรภัย จึงเป็นการรบกวนสิทธิและทำให้เสื่อมความสะดวกแห่งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมในอันที่จะเข้าไปใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล กรณีถือว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในผลแห่งละเมิดที่ตนทำขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์มีนายสุรพลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางศิริรัตน์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงว่า โจทก์ไม่สามารถเข้าห้องชุดของโจทก์ได้ทำให้ไม่มีรายได้จากการให้เช่าในอัตราวันละ 600 บาท หรือเดือนละ 7,000 บาท หรือวันละ 750 บาท หรือเดือนละ 11,000 บาท หรือวันละ 2,000 บาท หรือเดือนละ 35,000 บาท แล้วแต่ห้องชุด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้รับฟังว่า โจทก์สามารถนำห้องชุดของโจทก์ออกให้เช่าได้เป็นจำนวนเงินดังที่กล่าวอ้างจริง โดยเฉพาะในข้อนี้นางศิริรัตน์พยานโจทก์ยังเบิกความได้ความอีกว่า ในช่วงปี 2541 ถึงปี 2543 จะไม่มีผู้พักอาศัยเป็นประจำ แต่จะมาเป็นช่วงๆ ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยและไม่อาจฟังได้ว่า โจทก์สามารถนำห้องชุดของโจทก์ออกให้เช่าได้ค่าเช่าตามอัตราดังกล่าวและโจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนที่ฟ้อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งเหตุที่มีการติดตั้งประตูนิรภัยในอาคารชุดพิพาทที่สืบเนื่องมาจากวัตถุประสงค์ในการดูแลรักษาความปลอดภัยภายในอาคารชุดพิพาทให้เป็นไปโดยระเบียบเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ร่วมกันแห่งเจ้าของร่วม อันถือเป็นจัดการทรัพย์ส่วนกลาง ที่โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) การที่โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าว แต่กลับค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จะนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการส่วนรวมเพื่อประโยชน์ร่วมกันดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวด้วยเช่นกันเป็นการเอาเปรียบเจ้าของร่วมคนอื่น ดังนี้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์การกระทำของโจทก์และทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 ของอาคารชุดพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 5968 ถึง 5972 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 3,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียงทะเลพาเลซ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดซีไซด์เพลซ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8512/2553
#513385
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทแลการออกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอาคารชุดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7 (1) (5) แต่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิเพียงจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น ไม่มีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วม แม้โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก มิใช่ออกระเบียบเพื่อบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย การออกระเบียบข้อบังคับที่จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคล จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 ทำประตูนิรภัยปิดกั้นและไม่ยอมมอบบัตรผ่านประตูนิรภัย จึงเป็นการรบกวนสิทธิและทำให้เสื่อมความสะดวกแห่งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมในอันที่จะเข้าไปใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล ถือว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 ของอาคารชุดเคียงทะเลคอนโดเทล จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดรับผิดชอบในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นประธานกรรมการควบคุมการจัดการ และจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างดำเนินการแทน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 มีผู้ขอเช่าห้องชุดทั้งห้าห้องดังกล่าวจากโจทก์รวมค่าเช่าเดือนละ 67,000 บาท แต่จำเลยที่ 4 ปิดกั้นประตูทางเข้าอาคารชุดขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าใช้ประโยชน์จากห้องชุดนั้น ทั้งนี้ ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อันเป็นการร่วมกันรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ห้องชุดดังกล่าวซึ่งอาจให้เช่าได้เดือนละ 67,000 บาท ทั้งนี้ นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2543 แต่โจทก์ขอคิดเพียง 1 เดือน เป็นเงิน 67,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายขาดประโยชน์คิดถึงวันฟ้อง 67,000 บาท กับค่าเสียหายขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 67,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นเงิน 973,135.20 บาท ที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมจึงมีมติไม่ให้บัตรผ่านประตูนิรภัยทางเข้าอาคารชุดแก่โจทก์ จนกว่าโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางจำนวนดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ไม่เคยขัดขวางการเข้าไปใช้ประโยชน์ห้องชุดของโจทก์ การทำประตูกั้นทางเข้าด้านหน้าลิฟต์ของอาคารชุดเป็นการจัดการเพื่อดูแลและรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามมติของเจ้าของร่วม โดยไม่ได้เข้าไปรบกวนการครอบครองห้องชุดของโจทก์และไม่ปรากฏว่ามีผู้มาเช่าห้องชุดของโจทก์จริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 ของอาคารชุดซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5968 ถึง 5972 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2543) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายชูเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 จำนวน 5 ห้อง ของอาคารชุดเคียงทะเลคอนโดเทล ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรพล ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นประธานกรรมการควบคุมการจัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลอาคารชุด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้จำเลยที่ 1 ติดตั้งประตูนิรภัยบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดของอาคารชุด จำเลยที่ 1 กำหนดระเบียบการใช้บัตรผ่านประตูนิรภัยว่าจะส่งมอบบัตรผ่านประตูให้แก่เจ้าของร่วมที่ไม่ติดค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเท่านั้น โดยได้แจ้งให้เจ้าของร่วมทราบแล้ว โจทก์เป็นเจ้าของร่วมที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและถูกงดให้บริการสาธารณูปโภคทุกอย่างภายในห้องชุดที่โจทก์เป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 นายชูผู้แทนโจทก์กับนายสุรพลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปที่อาคารชุดเพื่อเข้าไปดูแลห้องชุดของโจทก์ ปรากฏว่ามีการทำประตูนิรภัยปิดกั้นทางเข้าอาคารบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดของอาคารชุด โดยผู้ที่จะผ่านเข้าไปได้จะต้องใช้บัตรผ่านประตูนิรภัย นายชูกับนายสุรพลไปขอบัตรผ่านประตูนิรภัยจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 4 ปฏิเสธอ้างว่า โจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดทั้งห้าห้องแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายจำนวน 10,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์เท่านั้น คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการติดตั้งประตูนิรภัยในอาคารชุดบริเวณด้านหน้าลิฟต์และบันไดอาคาร แต่ไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนบุคคล" หมายความว่า ห้องชุด และหมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้าง หรือที่ดินที่จัดไว้ให้เป็นของเจ้าของห้องชุดแต่ละราย และให้ความหมายของคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดพิพาทจำนวน 5 ห้อง ซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 ข้างต้นโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทและการออกระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในอันที่จะจัดการและดำเนินการเพื่อความปลอดภัยดูแลกิจการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอาคารชุดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.4 ข้อ 7 (1) (5) ก็ตาม แต่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า "นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเพียงจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น และหามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่ แม้จะได้ความว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีต่างหาก หาใช่ออกระเบียบเพื่อบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่จำเลยที่ 1 กำหนดโดยหลีกเลี่ยงการที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายไม่ การออกระเบียบข้อบังคับที่จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูนิรภัยให้แก่โจทก์ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคลเช่นนี้ จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่โจทก์ได้ ทั้งในข้อนี้โจทก์ยังมีนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ก่อนฟ้องพยานกับนายชูเคยเข้าไปที่อาคารชุดพิพาทเพื่อจะไปยังห้องชุดของโจทก์ในการเตรียมห้องชุดดังกล่าวไว้ให้เช่าแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบบัตรผ่านเปิดประตูนิรภัยให้และมีนายสมานอดีตประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ประตูปิดกั้นบริเวณหน้าลิฟต์เป็นทางเข้าไปในลิฟต์และบันได ซึ่งอาคารชุดพิพาทดังกล่าว หากไม่ขึ้นไปทางที่จำเลยที่ 1 ทำประตูนิรภัยปิดกั้นก็ไม่มีทางอื่นที่จะสามารถขึ้นไปยังห้องชุดได้อีก ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำประตูนิรภัยปิดกั้นดังกล่าวและไม่ยอมมอบบัตรผ่านประตูนิรภัย จึงเป็นการรบกวนสิทธิและทำให้เสื่อมความสะดวกแห่งสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมในอันที่จะเข้าไปใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล กรณีถือว่าเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในผลแห่งละเมิดที่ตนทำขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์มีนายสุรพลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางศิริรัตน์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงว่า โจทก์ไม่สามารถเข้าห้องชุดของโจทก์ได้ทำให้ไม่มีรายได้จากการให้เช่าในอัตราวันละ 600 บาท หรือเดือนละ 7,000 บาท หรือวันละ 750 บาท หรือเดือนละ 11,000 บาท หรือวันละ 2,000 บาท หรือเดือนละ 35,000 บาท แล้วแต่ห้องชุด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้รับฟังว่า โจทก์สามารถนำห้องชุดของโจทก์ออกให้เช่าได้เป็นจำนวนเงินดังที่กล่าวอ้างจริง โดยเฉพาะในข้อนี้นางศิริรัตน์พยานโจทก์ยังเบิกความได้ความอีกว่า ในช่วงปี 2541 ถึงปี 2543 จะไม่มีผู้พักอาศัยเป็นประจำ แต่จะมาเป็นช่วงๆ ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยและไม่อาจฟังได้ว่า โจทก์สามารถนำห้องชุดของโจทก์ออกให้เช่าได้ค่าเช่าตามอัตราดังกล่าวและโจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนที่ฟ้อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งเหตุที่มีการติดตั้งประตูนิรภัยในอาคารชุดพิพาทที่สืบเนื่องมาจากวัตถุประสงค์ในการดูแลรักษาความปลอดภัยภายในอาคารชุดพิพาทให้เป็นไปโดยระเบียบเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ร่วมกันแห่งเจ้าของร่วม อันถือเป็นจัดการทรัพย์ส่วนกลาง ที่โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันตามนัยแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) การที่โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าว แต่กลับค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จะนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการส่วนรวมเพื่อประโยชน์ร่วมกันดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวด้วยเช่นกันเป็นการเอาเปรียบเจ้าของร่วมคนอื่น ดังนี้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์การกระทำของโจทก์และทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดเลขที่ 358/33, 358/119, 358/192, 358/193 และ 358/194 ของอาคารชุดพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 5968 ถึง 5972 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 3,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์เปิดเข้าห้องชุดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 420 ม. 1336
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 18 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียงทะเลพาเลซ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดซีไซด์เพลซ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8510/2553
#501985
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องเคลือบคลุมและคดีขาดอายุความ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 6,159,938.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,945,723.25 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องเคลือบคลุมก็ดี คดีขาดอายุความก็ดี จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวรจักรอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัท ซี.บี.พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพะโณมล ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8492/2553
#510923
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกเคยยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ต่อศาลปกครองขอให้พิจารณาหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระ และศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า อธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้ลงนามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของเจ้าหน้าที่เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองเท่านั้น ในขณะฟ้องคดียังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบสิทธิของจำเลยกับพวก จำเลยกับพวกจึงยังไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือนร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา ดังนี้ จึงเป็นเพียงความเห็นของศาลปกครองชั้นต้นเกี่ยวกับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระว่ายังไม่เป็นคำสั่งทางปกครองเท่านั้น หาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่สาธารณประโยชน์โคกภูพระและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโคกภูพระตามแผนที่พิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระตั้งอยู่ที่บ้านหินโหง่น หมู่ที่ 10 ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ไว้ให้ประชาชนใช้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์เมื่อปี 2491 มีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจดป่าทั้งสี่ด้าน ยาวด้านละ 10 เส้น 10 เส้น 15 เส้น และ 15 เส้น โดยลำดับ เมื่อปี 2526 มีการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยสภาตำบลกุดแห่และคณะกรรมการหมู่บ้านกุดแห่นำชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระในบริเวณที่ดินซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหนองหญ้าข้าวนกให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดได้เนื้อที่ 233 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา แต่จำเลยและบุคคลอื่นรวม 4 คน คัดค้านว่านำชี้รังวัดรุกล้ำที่ดินของตนและไม่รับรองแนวเขต ที่ดินพิพาทคือที่ดินส่วนที่จำเลยคัดค้านมีเนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระกับที่ดินหนองหญ้าข้าวนกเป็นที่ดินแปลงเดียวกันหรือไม่ และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระกับที่ดินหนองหญ้าข้าวนกเป็นที่ดินคนละแปลงอยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ทั้งจำเลยกับพวกเคยเป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลกุดแห่ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงตามคำรับขององค์การบริหารส่วนตำบลกุดแห่ ผู้ถูกฟ้องคดีกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาเลิงนกทาแล้วว่าที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 155 และ 363 ของจำเลยผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในที่สาธารณประโยชน์โคกภูพระตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 467/2549 ที่แนบท้ายฎีกา ที่ดินพิพาทจึงมิได้อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระนั้น ในปัญหานี้โจทก์มีนายขาว นายก่าน นายพินันท์ นายเมฆ นายหนูกัน นายวิง นายอดิศร นายสมคิด นายธงชัย นายประมุข นายโดเวิ๊ต และนายเคน หรือพระภิกษุเคน เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า โคกภูพระหรือโคกภูถ้ำพระ เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านใช้เลี้ยงสัตว์และเก็บหาของป่า มีหนองน้ำอยู่กลางที่ดิน ชาวบ้านจึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าหนองหญ้าข้าวนก ซึ่งทางราชการได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ไว้เมื่อปี 2491 โดยใช้ชื่อว่า โคกภูพระ มีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ ทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์เป็นทางขึ้นภูถ้ำพระ ส่วนทิศอื่น ๆ เดิมจดป่าแต่ปัจจุบันทิศใต้จดที่ดินของนายเคน และนายวิง ทิศตะวันออกจดที่ดินของนายไกร และทิศตะวันตกจดที่ดินของจำเลยและนางบัวบาน ที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระหรือหนองหญ้าข้าวนกซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน นอกจากนี้พระภิกษุเคนซึ่งมีที่ดินด้านทิศเหนืออยู่ติดกับที่ดินของจำเลยยังเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยล้อมรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระ ซึ่งขณะพยานบวชเมื่อปี 2538 มีการรุกล้ำเข้าไปเพียงเล็กน้อยไม่เท่ากับปัจจุบันคาดว่ารุกล้ำเข้าไปประมาณ 30 ไร่ ลักษณะการรุกล้ำที่ดินคล้ายรูปสามเหลี่ยม เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเกิดและอาศัยอยู่ในตำบลกุดแห่ที่เกิดเหตุ บางคนเป็นกำนันเป็นผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ เป็นพระภิกษุ ต่างเคยนำสัตว์ไปเลี้ยงในที่เกิดเหตุย่อมรู้ความเป็นมาของที่ดินพิพาทได้เป็นอย่างดี ทั้งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่จำเลยก็นำสืบรับฟังไม่ได้แน่ชัดดังที่อ้าง ทั้งสภาพที่ดินพิพาทที่จำเลยอ้างว่าได้ทำประโยชน์โดยทำไร่ก็ขัดกับสภาพที่ดิน ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าโปร่งยังไม่มีการทำประโยชน์ดังที่อ้าง คำเบิกความของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ นายคำใส พยานจำเลยเองเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยทำกินอยู่บริเวณหนองหญ้าข้าวนก เดิมโคกภูถ้ำพระเป็นป่าสงวน ทางราชการต้องการประกาศเป็นที่ดินสาธารณะ แต่เนื่องจากมีชาวบ้านเข้าไปทำกินจนเป็นที่นาหมดแล้ว คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจึงประชุมกันให้เอาที่ดินหนองหญ้าข้าวนกประกาศเป็นที่ดินสาธารณะแทน แต่ยังคงใช้ชื่อว่าโคกภูถ้ำพระเจือสมพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระกับที่ดินหนองหญ้าข้าวนกเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงตามคำรับขององค์การบริหารส่วนตำบลกุดแห่ผู้ถูกฟ้องคดีกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาเลิงนกทาแล้วว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 155 และ 363 ของจำเลยผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในที่สาธารณประโยชน์โคกภูพระตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 467/2549 นั้น เห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดหาได้รับฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ เพราะศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยในปัญหานี้เพียงว่า คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาลว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่มีข้อคัดค้านคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นในเรื่องอำนาจศาล จึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์ ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 467/2549 จึงไม่มีผลต่อการรับฟังพยานหลักฐานในคดีนี้แต่ประการใด ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะศาลปกครองชั้นต้นในคดีดังกล่าวข้างต้นวินิจฉัยว่า การประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระยังไม่ใช่คำสั่งทางปกครองแสดงว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวผู้ฟ้องคดีทั้งสามขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระ และศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า อธิบดีกรมที่ดินยังไม่ได้ลงนามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของเจ้าหน้าที่เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองเท่านั้น ในขณะฟ้องคดียังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงยังไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตาม มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ดังนี้ จึงเป็นเพียงความเห็นของศาลปกครองชั้นต้นเกี่ยวกับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์โคกภูพระว่ายังไม่เป็นคำสั่งทางปกครองเท่านั้น หาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลนี้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน สรุปแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำเภอเลิงนกทา
จำเลย — นางถาวร ธนะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8491/2553
#502425
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการฟ้องคดีของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1910/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ จำเลยทั้งสองได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้ว แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จำเลยทั้งสองกลับมิได้อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ เท่ากับจำเลยทั้งสองไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์โต้แย้งปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ การที่จำเลยทั้งสองหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนแผงไม้ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์กับพวก

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนแผงไม้ยาวประมาณ 5 เมตร สูงประมาณ 1 เมตร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1910/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้ว แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จำเลยทั้งสองกลับมิได้อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้เท่ากับจำเลยทั้งสองไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์โต้แย้งปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมิได้วินิจฉัย การที่จำเลยทั้งสองหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาต่อมา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเอียด ทองราษฎร์
จำเลย — นางเก็บ โพธิ์อ้น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายพิจักษ์ พูลผลอำนวย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิรรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2553
#504688
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นธนาคารที่ก่อตั้งและจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีสาขาในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยได้ จึงเป็นธนาคารพาณิชย์ตามความหมายของมาตรา 4 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 และได้รับยกเว้นให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่จำนองไว้แก่ธนาคารสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลได้ ตามมาตรา 12 (4) ข แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทโดยการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีจึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เพราะการที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ธนาคารเจ้าหนี้สามารถซื้อทรัพย์ของลูกหนี้ได้ก็เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้ของลูกหนี้ มิให้เจ้าหนี้ไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือต่างด้าวต้องได้รับความเสียหายจากการที่ไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเช่นเจ้าหนี้ทั่วไป ทั้งยังเป็นหลักประกันสำหรับความเสมอภาคของเจ้าหนี้ทั้งหลายในการประกอบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรี แต่อย่างไรก็ตามโจทก์มีหน้าที่จะต้องจัดการกับที่ดินดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ในการเอาชำระหนี้ที่ค้างเท่านั้น ไม่อาจนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ เนื่องจากโจทก์ยังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้แก่บุคคลต่างด้าว การที่โจทก์จะสามารถถือกรรมสิทธิ์ต่อไปหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ซื้อมาดังกล่าวได้แค่ไหนเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องจะไปว่ากล่าวกันตามกฎหมายต่างหาก แต่สำหรับจำเลยทั้งสองในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่โดยสุจริตที่จะต้องชำระหนี้หรือถูกบังคับชำระหนี้ที่ก่อขึ้น ไม่อาจยกประมวลกฎหมายที่ดินขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธการชำระหนี้และการถูกบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและส่งมอบให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11537, 88205, 88206 ตำบลดุสิต (บางซื่อฝั่งใต้)และสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 132/14 บนที่ดินดังกล่าว และให้ส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปและส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับกรมบังคับคดีเป็นโมฆะหรือไม่ ในเรื่องนี้พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 12 (4) ข บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการดังต่อไปนี้...(4) ซื้อหรือมีไว้เป็นประจำซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่... (ข) เป็นการได้มาจากการชำระหนี้หรือจากการประกันการให้สินเชื่อหรือจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จำนองไว้แก่ธนาคารพาณิชย์นั้นจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" โดยมาตรา 4 วรรคสอง ให้คำนิยาม "ธนาคารพาณิชย์ หมายความว่าธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ และหมายความรวมถึงสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ด้วย" ดังนั้น แม้โจทก์จะเป็นธนาคารที่ก่อตั้งและจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีสาขาในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยได้ จึงเป็นธนาคารพาณิชย์ตามความหมายของมาตรา 4 วรรคสอง และได้รับยกเว้นให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่จำนองไว้แก่ธนาคารสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลได้ ตามมาตรา 12 (4) ข แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากกรมบังคับคดีจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เพราะการที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ธนาคารเจ้าหนี้สามารถซื้อทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ก็เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้ของลูกหนี้ มิให้เจ้าหนี้ไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือต่างด้าวต้องได้รับความเสียหายจากการที่ไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเช่นเจ้าหนี้ทั่วไปที่มีโอกาสปกป้องราคาทรัพย์มิให้ขายในราคาที่ต่ำเกินไป หรือไม่มีโอกาสที่จะบังคับคดีได้เพราะไม่มีคนเข้ามาประมูลซื้อก็แล้วแต่ ทั้งยังเป็นหลักประกันสำหรับความเสมอภาคของเจ้าหนี้ทั้งหลายในการประกอบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติต่างด้าวซื้อที่ดินได้โดยอาศัยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ แล้ว ก็มีหน้าที่จะต้องจัดการกับที่ดินดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ในการเอาชำระหนี้ที่ค้างเท่านั้น ไม่อาจนำที่ดินดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ เนื่องจากโจทก์ยังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้แก่บุคคลต่างด้าว การที่โจทก์จะสามารถถือกรรมสิทธิ์ต่อไปหรือสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้แค่ไหนเพียงใดย่อมต้องดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องจะว่ากล่าวบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายอีกส่วนหนึ่งต่างหาก แต่สำหรับจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่โดยสุจริตที่จะต้องชำระหนี้หรือถูกให้บังคับเอาชำระหนี้ที่ก่อขึ้นจากทรัพย์สินของตนโดยไม่อาจยกบทบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดินขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธการชำระหนี้และไม่ต้องถูกบังคับคดีแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวมเป็นเงิน 5,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 12 (4) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายเจษฎา จิราภรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสาโรจน์ เอี่ยมองค์
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศ์สาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8486/2553
#510219
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทซึ่งบริษัท ซ. ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ เป็นที่ดินของรัฐที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้รับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายมาก่อนตาม พ.ร.บ.แร่ฯ มาตรา 73 (3) ที่กำหนดมิให้ถือว่าการใช้ที่ดินของผู้ถือประทานบัตรในเขตเหมืองแร่เป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง คงมีผลให้บริษัท ซ. ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทยันต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สำหรับราษฎรด้วยกัน บริษัท ซ. ย่อมมีสิทธิปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองจากผู้สอดเข้าเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้จนกว่าจะสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป การครอบครองที่ดินพิพาทจึงสิ้นสุดลง ในระหว่างที่บริษัท ซ. ยังคงยึดถือครอบครองอยู่ จึงอาจโอนไปซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นได้ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1380 การโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมมีผล แม้ผู้โอนยังยึดถือทรัพย์สินอยู่ ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้รับโอน การที่บริษัท ซ. ตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หลังจากประทานบัตรทำเหมืองแร่สิ้นอายุลง ย่อมถือได้ว่า บริษัท ซ. ได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทโดยสละเจตนาครอบครองให้แก่โจทก์และยึดถือที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าต่อไป โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยการให้บริษัท ซ. ยึดถือครอบครองไว้แทน ต่อมาเมื่อบริษัท ฟ. ซื้อโรงงานแต่งแร่และเข้าครอบครองที่ดินพิพาท บริษัทดังกล่าวก็ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ต่อไป จำเลยเพิ่งเข้าครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากซื้อโรงงานแต่งแร่ต่อมาจากบริษัท ฟ. จำเลยย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ก่อน

หลังจากจำเลยซื้อโรงงานแต่งแร่จากบริษัท ฟ. แล้ว จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าที่ดินที่บริษัท ฟ. ทำไว้กับโจทก์หลังจากนั้นบริษัท ฟ. ยังคงชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ต่อมา การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการอาศัยสิทธิของบริษัท ฟ. ถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ด้วย จำเลยจะอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนได้ก็แต่โดยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองไปยังโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 แต่ตามคำให้การของจำเลยไม่ได้ให้การว่าได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยในเรื่องการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้โจทก์รื้อถอนเองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 124,084.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราปีละ 60,000 บาท หรือวันละ 164.35 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 124,084.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 30 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ในเขตสุขาภิบาลโจทก์ เดิมที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรทำเหมืองแร่ของบริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ใช้เป็นบริเวณโรงงานแต่งแร่ของบริษัท ต่อมาก่อนที่ประทานบัตรจะสิ้นอายุลงในวันที่ 28 กุมภาพัน์ 2530 บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ได้มีหนังสือขอเช่าที่ดินพิพาทจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนองเพื่อใช้โรงงานแต่งแร่ในที่ดินพิพาทสำหรับการแต่งแร่ของบริษัทต่อไป ตามสำเนาหนังสือขอเช่าที่ดินว่างเปล่าของรัฐเอกสารหมาย จ.15 แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระนองตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตสุขาภิบาลจึงให้บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ติดต่อเช่าจากโจทก์ โจทก์ให้บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2530 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 ค่าเช่าปีละ 60,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.16 และมีการทำสัญญาเช่าต่อปีอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2533 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2536 ค่าเช่าปีละ 60,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ในระหว่างการเช่า บริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ซื้อโรงงานแต่งแร่พร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์ของบริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด จากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น และทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ต่ออีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2536 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ค่าเช่าปีละ 60,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 หลังจากทำสัญญาเช่ากับโจทก์ บริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ขายโรงงานแต่งแร่พร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 8 ธันวาคม 2537 เอกสารหมาย ล.13 โจทก์และจำเลยต่างอ้างการครอบครองที่ดินพิพาท ขอออกโฉนดที่ดินและคัดค้านการขอออกโฉนดซึ่งกันและกัน หลังจากครบกำหนดสัญญาเช่ากับบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด โจทก์มีหนังสือแจ้งให้บริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด และจำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท แต่บริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด และจำเลยไม่ยอมรื้อถอนโดยจำเลยมีหนังสือโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายพงศ์เทพเป็นประธานกรรมการโจทก์ในขณะฟ้องคดีนี้หรือไม่ และนายพงศ์เทพแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่านายพงศ์เทพประธานกรรมการโจทก์เป็นผู้แต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดี โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่านายพงศ์เทพเป็นประธานกรรมการโจทก์และได้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความจริงเพียงแต่โจทก์มีพยานปากอื่นเบิกความว่า นายพงศ์เทพเป็นประธานกรรมการโจทก์และการที่ใบแต่งทนายความระบุว่านายพงศ์เทพเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความยังไม่พอให้รับฟังตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่านายพงศ์เทพมิได้เป็นประธานกรรมการโจทก์ในขณะฟ้องและลายมือชื่อในใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือชื่อของนายพงศ์เทพ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องตลอดจนความถูกต้องในการแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีตามใบแต่งทนายความแล้วคดีจึงไม่มีประเด็นที่โจทก์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังว่านายพงศ์เทพเป็นประธานกรรมการโจทก์และได้แต่งตั้งนายสัญญาพรเป็นทนายความฟ้องคดีนี้ ตามใบแต่งทนายความจึงชอบด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทในเขตปกครองท้องถิ่นของโจทก์ โดยการให้บริษัทเอกชนเช่าเป็นสถานประกอบการโรงงานแต่งแร่ โดยไม่ปรากฏตามฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งมีหนังสือสำคัญที่บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินอยู่ก่อน จำเลยก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งจำเลยได้จับจองโดยการเข้าครอบครองทำประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทกันในเรื่องการครอบครองที่ดินซึ่งยังไม่เคยมีผู้ใดได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมายมาก่อน ไม่มีประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งที่ดินของผู้อื่นซึ่งมีสิทธิตามกฎหมายอยู่ก่อนแล้วแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสิทธิของจำเลยโดยอ้างว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของบริษัทไซมีสทินซิดิเกต จำกัด มาก่อน ตามใบเหยียบย่ำที่ดินเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งออกตั้งแต่ปี 2450 ต่อมาบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ได้ซื้อโรงงานแต่งแร่ของบริษัทไซมีสทินซิดิเกต จำกัด และเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จนกระทั่งจำเลยได้ซื้อโรงงานแต่งแร่ต่อจากบริษัทแฟร์มอนท์สเตท จำกัด และจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อมานั้นขัดแย้งกับที่จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า เมื่อข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แม้โจทก์และจำเลยจะนำสืบโต้แย้งกันมาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่าที่ดินตามใบเหยียบย่ำที่ดินเอกสารหมาย ล.5 เป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทหรือไม่ ก็เป็นการนำสืบนอกประเด็น ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งบริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่นั้นเป็นที่ดินของรัฐ โดยเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้รับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายมาก่อนตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 73 (3) ที่กำหนดว่าเมื่อสิ้นอายุประทานบัตรมิให้ถือว่าการใช้ที่ดินของผู้ถือประทานบัตรในเขตเหมืองแร่เป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองนั้น คงมีผลให้บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทยันต่อรัฐได้เท่านั้นแต่สำหรับในระหว่างราษฎรด้วยกัน บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ย่อมมีสิทธิปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองจากผู้สอดเข้าเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้จนกว่าจะสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป การครอบครองที่ดินพิพาทจึงสิ้นสุดลง ในระหว่างที่บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ยังคงยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ จึงอาจโอนไปซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1380 การโอนไปซึ่งการครอบครองย่อมมีผล แม้ผู้โอนยังยึดถือทรัพย์สินอยู่ ถ้าผู้โอนแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้รับโอน ดังนั้น การที่บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หลังจากประทานบัตรทำเหมืองแร่สิ้นอายุลง ย่อมถือได้ว่า บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทโดยสละเจตนาครอบครองให้แก่โจทก์และยึดถือที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าต่อไป โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยการให้บริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ยึดถือครอบครองไว้แทนต่อมาเมื่อบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ซื้อโรงงานแต่งแร่จากการขายทอดตลาดและเข้าครอบครองที่ดินพิพาท บริษัทดังกล่าวก็ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ต่อไป จำเลยเพิ่งเข้าครอบครองที่ดินพิพาท หลังจากซื้อโรงงานแต่งแร่ต่อจากบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด จำเลยย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งยึดถือครอบครองที่ดินอยู่ก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นทบวงการเมืองตามประมวลกฎหมายที่ดินการนำที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองมาใช้ประโยชน์ในทางราชการของโจทก์ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 8 ทวิ โดยต้องจัดขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อโจทก์มิได้มีการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้รับมอบหมายให้จัดหาประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 11 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ให้เช่าที่ดินพิพาทได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องคำให้การ โจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่าเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทและได้สิทธิครอบครอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการได้ซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการวินิจฉัยว่าฝ่ายใดมิสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามข้อโต้แย้งของโจทก์และจำเลยจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายเรื่องทรัพย์สิน ลักษณะ 3 ครอบครอง ตามบรรพ 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อได้ความที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่าเปล่าบริษัทไซมีสทินซินดิเกต จำกัด ซึ่งได้ครอบครองที่ดินพิพาทในเขตประทานบัตรทำเหมือนแร่อยู่ก่อนได้เสนอขอทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เนื่องจากประทานบัตรสิ้นอายุ และคณะกรรมการโจทก์ประชุมมีมติให้บริษัทไซมีสทินซินติเกต จำกัดเช่าที่ดินพิพาทได้และมีการทำสัญญาเช่ากันตามมติของคณะกรรมการโจทก์แล้ว การสละการครอบครองของบริษัทดังกล่าวและการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมาย โจทก์ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองในอันที่จะหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองหรือแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 และมาตรา 1375 โจทก์ซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยซึ่งเข้ามายึดถือที่ดินพิพาทภายหลัง ส่วนการที่โจทก์จะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการให้เช่าที่ดินของรัฐหรือไม่ มิใช่ปัญหาที่จะต้องพิจารณาในคดีนี้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ว่าจำเลยแย่งการครอบครองจากโจทก์ โจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น เห็นว่า จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยซื้อโรงงานแต่งแร่จากบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด แล้งจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาซื้อขายโรงงานแต่งแร่จากบริษัทเฟร์มอนท์ สเตท จำกัด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 ตามเอกสารหมาย ล.13 ซึ่งอยู่ในระหว่างกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าที่ดินที่บริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ทำไว้กับโจทก์ หลังจากนั้นบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ยังคงชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ต่อมา ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.8 การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการอาศัยสิทธิของบริษัทแฟร์มอนท์ สเตท จำกัด ถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ด้วย จำเลยจะอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนได้ก็แต่โดยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองไปยังโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่ตามคำให้การของจำเลยเพียงแต่ให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2537 โดยไม่ได้ให้การว่าจำเลยได้มีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์แต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยในเรื่องการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยื มาตรา 1381 ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองดังจำเลยฎีกา เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374 ม. 1375 ม. 1380 ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สุขาภิบาลหงาว
จำเลย — บริษัทยนตรภัณฑ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8439/2553
#507408
เปิดฉบับเต็ม

คดีมโนสาเร่มีบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189 ถึงมาตรา 196 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ไว้โดยเฉพาะและถึงแม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีใหม่ในคดีมโนสาเร่ แต่มาตรา 195 ก็ให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วย จึงนำมาตรา 199 ตรี อันเป็นเรื่องของการพิจารณาใหม่และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอพิจารณาคดีใหม่มาใช้กับคดีมโนสาเร่ได้ อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ห้ามมิให้จำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีมโนสาเร่ที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ก่อนสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นถามจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแถลงไม่ประสงค์จะแต่งตั้งทนายความ ไม่ยื่นคำให้การและไม่ติดใจสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และจำเลยทั้งสามก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังลงลายมือชื่อรับทราบกระบวนพิจารณาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ บทบัญญัติแห่งกฎหมายในส่วนที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้ให้สิทธิจำเลยในการขอพิจารณาใหม่ จำเลยทั้งสามจึงขอพิจารณาใหม่ไม่ได้ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมโนสาเร่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189 ถึงมาตรา 196 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ไว้โดยเฉพาะและถึงแม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีใหม่ในคดีมโนสาเร่ แต่มาตรา 195 ก็ให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วย จึงนำมาตรา 199 ตรี อันเป็นเรื่องของการขอพิจารณาคดีใหม่และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอพิจารณาคดีใหม่มาใช้กับคดีมโนสาเร่ได้อีก ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้จำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีมโนสาเร่ที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนกรณีจะมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่นั้น เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยใหม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันสืบพยานจำเลยทั้งสามได้มาศาล ศาลก็ได้สอบถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ประสงค์ที่จะแต่งตั้งทนายความไม่ยื่นคำให้การและไม่ติดใจสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การจากพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยทั้งสามจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ อีกทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสามจะขอให้เพิกถอน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 195 ม. 199 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกพันธ์ ภัทรศาสตร์
จำเลย — นายเสาร์แก้ว วงศ์อ่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2553
#503227
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของ ป. กับที่ดินของ อ. อยู่ติดกันโดยที่ดินของ ป. ทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของ อ. ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่ ป. และระบุรูปแผนที่ที่ดินของ ป. ว่าทางด้านทิศตะวันตกติดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. และมีส่วนได้เสียในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินได้ แต่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบตำแหน่งที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี และโจทก์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์รับว่า โจทก์ยังไม่เคยไปยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งการขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินของนางสาวปทุมก็เป็นเรื่องการแบ่งแยกโฉนดที่ดินในที่ดินของ ป. เองโดยเฉพาะ แม้การระบุอาณาเขตที่ดินในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจะคลาดเคลื่อนไป ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อที่ดินของ อ. กล่าวคือมิได้ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของ อ. หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของ อ. สิทธิครอบครองที่ดินของ อ. (หากมี) จะมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของ อ. หากโจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดิน การออกโฉนดที่ดินให้ ป. ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแก้ตำแหน่งที่ดินระวาง 18 ต.3 อ. รายการบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 34466 (ที่ถูก 14466) ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นจดที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 หมู่ที่ 4 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ ก่อนตายนายอินทร์แจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 หมู่ที่ 4 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 20 ตารางวา ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 815 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ออกเป็นที่ดิน 2 แปลง ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกออกมาคือที่ดินโฉนดเลขที่ 14466 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นของนางสาวปทุม ตามสำเนาโฉนดที่ดิน แต่รูปแผนที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันตกระบุว่า จดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ โจทก์โต้แย้งว่า ที่ถูกแล้วจดที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ของนายอินทร์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ออกโดยทางราชการเมื่อปี 2498 ยังอยู่กับทางราชการ และยังมิได้ถูกเพิกถอน ส่วนหลักฐานที่จำเลยอ้างว่ามีการยกที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ไม่มีที่มา การนำที่ดินตามไปขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะจึงเป็นการมิชอบ และการลงรายการที่พิพาทเป็นบ่อน้ำสาธารณประโยชน์เป็นการรอนสิทธิของโจทก์โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของนางสาวปทุมกับที่ดินของนายอินทร์อยู่ติดกันโดยที่ดินของนางสาวปทุมทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของนายอินทร์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่นางสาวปทุมและระบุรูปแผนที่ที่ดินของนางสาวปทุมว่าทางด้านทิศตะวันตกติดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์และมีส่วนได้เสียในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินได้ แต่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบตำแหน่งที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี และโจทก์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์รับว่า โจทก์ยังไม่เคยไปยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งการขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินของนางสาวปทุมก็เป็นเรื่องการแบ่งแยกโฉนดที่ดินในที่ดินของนางสาวปทุมเองโดยเฉพาะ แม้การระบุอาณาเขตที่ดินในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจะคลาดเคลื่อนไป ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อที่ดินของนายอินทร์ กล่าวคือ มิได้ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของนายอินทร์หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของนายอินทร์ สิทธิครอบครองที่ดินของนายอินทร์ (หากมี) จะมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของนายอินทร์ หากโจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดิน การออกโฉนดที่ดินให้นางสาวปทุมตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรุณี ปวโรตม์หรือยอดที่รักษ์
จำเลย — กรมที่ดิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2553
#510166
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ฟ้องว่า ที่ดินยของ อ. อยู่ติดกันโดยที่ดินของ ป. ทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของ อ. ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่ ป. และระบุรูปแผนที่ดินของ ป. ว่าทางด้านทิศติวันตกติดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. และมีส่วนได้เสียในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินได้ แต่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ยังไม่เคยไปยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินทั้งการขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินของ ป. ก็เป็นเรื่องการแบ่งแยกโฉนดที่ดินในที่ดินของ ป. เองโดยเฉพาะ แม้การระบุอาณาเขตที่ดินในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจะคลาดเคลื่อนไป ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อที่ดินของ อ. กล่าวคือ มิได้ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของ อ. หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของ อ. สิทธิครอบครองที่ดินของ อ. จะมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิม และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของ อ. หากโจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ก็ต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดิน การออกโฉนดที่ดินไป ป. ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องกรมที่ดินจำเลยขอให้บังคับจำเลยแก้ตำแหน่งที่ดินทางทิศตะวันตกเป็นว่าจดที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนายอินทร์ ตามคำสั่งศาล นายอินทร์มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค..1)เลขที่ 94 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 20 ตารางวาที่ดินแปลงดังกล่าวมีแนวเขตด้านทิศตะวันออกจดที่ดินของนางสาวปทุม วรรณเลิศ เมื่อปี 2537 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 34466 (ที่ถูก 14466) ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่นางสาวปทุม โดยระบุแนวเขตที่ดินนางสาวปทุม ด้านทิศตะวันตกว่า บ่อน้ำสาธารณประโยชน์ ซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริง ความจริงที่ดินที่นางสาวปทุมระบุว่าเป็นบ่อน้ำสาธารณประโยชน์นั้น คือที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 อันเป็นที่ดินของเจ้ามรดก ครั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์และมีส่วนได้เสียในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยแก้ตำแหน่งที่ดินระวาง 18 ต.3 อ. รายการบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 34466 (ที่ถูก 14466)ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นจดที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 หมู่ที่ 4 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

จำเลยให้การว่า ที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี เป็นบ่อน้ำสาธารณะที่ราษฎรในเขตหมู่ที่ 4 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2450 และทางราชการได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะของอำเภอเขาย้อยไว้เมื่อปี 2506 แต่นายอินทร์ ยอดที่รัก นำเอาที่สาธารณะดังกล่าวไปแจ้งการครอบครอง ที่ดินดังกล่าวยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ นายอินทร์และทายาทย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ ก่อนตายนายอินทร์แจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 หมู่ที่ 4 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 20 ตารางวา ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 815 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ออกเป็นที่ดิน 2 แปลง ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกออกมาคือที่ดินโฉนดเลขที่ 14466 ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นของนางสาวปทุม ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 แต่รูปแผนที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันตกระบุว่า จดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ โจทก์โต้แย้งว่า ที่ถูกแล้วจดที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ของนายอินทร์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.7 ออกโดยทางราชการเมื่อปี 2498 ยังอยู่กับทางราชการ และยังมิได้ถูกเพิกถอน ส่วนหลักฐานที่จำเลยอ้างว่ามีการยกที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ไม่มีที่มา การนำที่ดินตามเอกสารหมาย จ.7 ไปขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะจึงเป็นการมิชอบ และการลงรายการที่พิพาทเป็นบ่อน้ำสาธารณประโยชน์เป็นการรอนสิทธิของโจทก์โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของนางสาวปทุมกับที่ดินของนายอินทร์อยู่ติดกันโดยที่ดินของนางสาวปทุมทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของนายอินทร์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่นางสาวปทุมและระบุรูปแผนที่ที่ดินของนางสาวปทุมว่าทางด้านทิศตะวันตกติดบ่อน้ำสาธารณประโยชน์ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์และมีส่วนได้เสียในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินได้ แต่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบตำแหน่งที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี และโจทก์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์รับว่า โจทก์ยังไม่เคยไปยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 94 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งการขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินของนางสาวปทุมก็เป็นเรื่องการแบ่งแยกโฉนดที่ดินในที่ดินของนางสาวปทุมเองโดยเฉพาะ แม้การระบุอาณาเขตที่ดินในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจะคลาดเคลื่อนไป ก็ไม่มีผลโดยตรงต่อที่ดินของนายอินทร์ กล่าวคือ มิได้ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่ดินของนายอินทร์หรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการรบกวนครอบครองหรือแย่งสิทธิครอบครองที่ดินของนายอินทร์ สิทธิครอบครองที่ดินของนายอินทร์ (หากมี) จะมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปพิสูจน์สิทธิครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการขอออกโฉนดที่ดินของนายอินทร์ หากโจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าพนักงานที่ดิน การออกโฉนดที่ดินให้นางสาวปทุมตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรุณี ปวโรตม์หรือยอดที่รักษ์
จำเลย — กรมที่ดิน
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8397/2553
#503231
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า แต่คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยอันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า เป็นเหตุให้เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยมีการสลับสายควบคุม ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าน้อยลงกว่าปกติ การที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกนั้น หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ 2 ปี เพราะมิใช่กรณีโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเรียกเอาค่ากระแสไฟฟ้าแต่ต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 511,240 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 506,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ตาม แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยอันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตรงกันข้ามตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า เป็นเหตุให้เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยมีการสลับสายควบคุม ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าน้อยลงกว่าปกติ รวมทั้งมีคำขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ พ.ศ.2535 ข้อ 36 วรรคสอง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยฎีกา แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1) ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายประสงค์ มานะกุลชัยกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวขวัญชนก สุขโข
ศาลอุทธรณ์ — นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ยงยุทธ สุเรนท์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8397/2553
#510147
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้านครหลวงโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยอันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ตรงกันข้ามตามฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า เป็นเหตุให้เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยมีการสลับสายควบคุมทำให้วัดกระแสไฟฟ้าน้อยลงกว่าปกติ รวมทั้งมีคำขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ พ.ศ.2535 ข้อ 36 วรรคสอง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีก 171,392 หน่วย เป็นเงิน 501,240 บาท ก็มิใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นแบบขอใช้ไฟฟ้าต่อโจทก์ โดยสัญญาว่าจำเลยจะชำระค่าธรรมเนียมในการใช้ไฟฟ้าให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์กำหนด โจทก์จึงติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าขนาด 30 (100) แอมป์ เครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 และจ่ายไฟฟ้าให้จำเลยใช้ตลอดมา ต่อมาโจทก์พบว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่จำเลยใช้วัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าได้จำนวนน้อยกว่าความเป็นจริง โจทก์จึงนำเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้ามาตรฐานขนาดเดียวกันกับเครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 ติดตั้งเปรียบเทียบ โดยจ่ายไฟฟ้าให้จำเลยใช้ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าทั้งสองเครื่อง ผลการเปรียบเทียบตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2544 ปรากฏว่าเครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 วัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าได้ 137.8 หน่วย ส่วนเครื่องวัดมาตรฐานวัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าได้ 445.5 หน่วย แสดงว่าเครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 วัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อนไป อันเป็นผลจากการกระทำโดยทุจริตของจำเลย เป็นเหตุให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าจำนวนที่ใช้จริง เป็นการผิดสัญญากับโจทก์ จำเลยซึ่งได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวโดยชำระค่าไฟฟ้าน้อยกว่าจำนวนที่ใช้จริง ต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงเป็นเงิน 10,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าลดลงผิดปกติตั้งแต่

เดือนธันวาคม 2536 ถึงวันที่ติดตั้งเครื่องวัดเปรียบเทียบ คือ วันที่ 27 สิงหาคม 2544 ทำให้โจทก์ได้รับชำระค่าไฟฟ้าจากจำเลยน้อยกว่าจำนวนที่ใช้ไฟฟ้าจริง โจทก์ขอคิดหน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 ถึงเดือนสิงหาคม 2544 รวม 248,535 หน่วย เป็นเงิน 708,802 บาท เมื่อนำค่าไฟฟ้าที่จำเลยชำระในช่วงดังกล่าว 77,143 หน่วย มาหักออก คงเหลือค่าไฟฟ้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่ม 171,392 หน่วย เป็นเงิน 501,240 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยปรับคิดเป็นเงิน 511,240 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 511,240 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้สลับสายของเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ WP - 5141 จำเลยใช้ไฟฟ้าและชำระค่าไฟฟ้าแก่โจทก์ตามกำหนดทุกเดือน โจทก์มีพนักงานจดจำนวนการใช้ไฟฟ้าที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า หากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุด แสดงค่าไม่ถูกต้องโจทก์ต้องทราบจากพนักงานของโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 506,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าหมายเลข WP - 5141 เป็นของโจทก์ การที่พนักงานของโจทก์ตรวจพบว่ามีการสลับสายเข้าและออกของเฟสที่ 3 น่าเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของพนักงานของโจทก์เอง รวมทั้งการติดตั้งเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าที่เรียกว่าแอมป์มิเตอร์ก็ไม่ได้มาตรฐานที่น่าเชื่อถือและขัดแย้งกับข้อบังคับของโจทก์ ยิ่งไปกว่านั้นที่นายดิเรกพยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์มีแผนกตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา หากผู้ขอใช้ไฟฟ้ารายใดมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงผิดปกติ โจทก์มีหน้าที่ส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ การที่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจำเลยลดน้อยลงจากเดิมถึงร้อยละ 69.07 ถือได้ว่าเป็นการลดลงผิดปกติ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ไปตรวจสอบ การที่โจทก์ละเว้นไม่ตรวจสอบเป็นความบกพร่องของโจทก์เองนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ให้การไว้เลย ฎีกาของจำเลยในข้อเหล่านี้ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในข้อนี้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ตาม แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยอันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตรงกันข้ามตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า เป็นเหตุให้เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าหมายเลข WP - 5141 ที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยมีการสลับสายควบคุม ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าน้อยลงกว่าปกติ รวมทั้งมีคำขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ พ.ศ.2535 ข้อ 36 วรรคสอง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีก 171,392 หน่วย เป็นเงิน 501,240 บาท ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยฎีกา แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 506,240 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายประสงค์ มานะกุลชัยกิจ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8397/2553
#510922
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยอันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตรงกันข้ามโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้าเป็นเหตุให้เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยมีการสลับสายควบคุม ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าน้อยลงกว่าปกติ รวมทั้งมีคำขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ ฯ ข้อ 36 วรรคสอง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเป็นเงิน 501,240 บาท ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นแบบขอใช้ไฟฟ้าต่อโจทก์ โดยสัญญาว่าจำเลยจะชำระค่าธรรมเนียมในการใช้ไฟฟ้าให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์กำหนด โจทก์จึงติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าขนาด 30 (100) แอมป์ เครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 และจ่ายไฟฟ้าให้จำเลยใช้ตลอดมา ต่อมาโจทก์พบว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่จำเลยใช้วัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าได้จำนวนน้อยกว่าความเป็นจริง โจทก์จึงนำเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้ามาตรฐานขนาดเดียวกันกับเครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 ติดตั้งเปรียบเทียบ โดยจ่ายไฟฟ้าให้จำเลยใช้ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าทั้งสองเครื่อง ผลการเปรียบเทียบตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2544 ปรากฏว่าเครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 วัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าได้ 137.8 หน่วย ส่วนเครื่องวัดมาตรฐานวัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าได้ 445.5 หน่วย แสดงว่าเครื่องวัดเลขที่ WP - 5141 วัดหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อนไป อันเป็นผลจากการกระทำโดยทุจริตของจำเลย เป็นเหตุให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าจำนวนที่ใช้จริง เป็นการผิดสัญญากับโจทก์ จำเลยซึ่งได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวโดยชำระค่าไฟฟ้าน้อยกว่าจำนวนที่ใช้จริง ต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงเป็นเงิน 10,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าลดลงผิดปกติตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 ถึงวันที่ติดตั้งเครื่องวัดเปรียบเทียบ คือ วันที่ 27 สิงหาคม 2544 ทำให้โจทก์ได้รับชำระค่าไฟฟ้าจากจำเลยน้อยกว่าจำนวนที่ใช้ไฟฟ้าจริง โจทก์ขอคิดหน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 ถึงเดือนสิงหาคม 2544 รวม 248,535 หน่วย เป็นเงิน 708,802 บาท เมื่อนำค่าไฟฟ้าที่จำเลยชำระในช่วงดังกล่าว 77,143 หน่วย มาหักออก คงเหลือค่าไฟฟ้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่ม 171,392 หน่วย เป็นเงิน 501,240 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยปรับคิดเป็นเงิน 511,240 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 511,240 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 506,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าก็ตาม แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยอันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตรงกันข้ามตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า เป็นเหตุให้เครื่องวัดกระแสไฟฟ้าหมายเลข WP - 5141 ที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยมีการสลับสายควบคุม ทำให้วัดกระแสไฟฟ้าน้อยลงกว่าปกติ รวมทั้งมีคำขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ พ.ศ.2535 ข้อ 36 วรรคสอง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีก 171,392 หน่วย เป็นเงิน 501,240 บาท ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยฎีกา แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 506,240 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายประสงค์ มานะกุลชัยกิจ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387 -ที่ 8391/2553
#510918
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจที่มอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำนวนแรกระบุข้อความไว้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. (โจทก์) โดย อ. หุ้นส่วนผู้จัดการ ขอมอบอำนาจให้ ธ. เป็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้อง ง. (จำเลยที่ 1) รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย ในการนี้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทนายความ รวมทั้ง... การรับเงินหรือเอกสารจากคู่ความหรือศาล และการดำเนินการในชั้นบังคับคดีเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินหรืออื่น ๆ ได้จนเสร็จการ การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตแห่งหนังสือฉบับนี้ ให้มีผลผูกพันโจทก์เสมือนกับโจทก์ได้ทำด้วยตนเองทุกประการ ส่วนหนังสือมอบอำนาจที่ให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ในสำนวนที่สาม จำเลยที่ 1 และที่ 5 ในสำนวนที่สี่ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ในสำนวนที่ห้านั้น ข้อความที่ว่าให้มีอำนาจฟ้องรวมถึงผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย รวมทั้งข้อความอื่นคงเป็นเช่นเดียวกันทุกประการ ดังนี้ การมอบอำนาจของโจทก์ในแต่ละสำนวนคดีเป็นการมอบอำนาจให้ ธ. ฟ้องร้องคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่มีข้อความจำกัดว่าเป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพียงคดีเดียว จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำมากกว่าครั้งเดียว ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของ ป.รัษฎากร กำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ธ. ทำการฟ้องคดีแพ่งและคดีอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจจึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานจึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ธ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ธ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวน แทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยรวมไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา และต้องฟังว่า ธ. ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ด้วยเหตุผลเดียวกัน การที่ ธ. ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ ผลจึงเท่ากับว่าไม่มีตัวโจทก์เข้ามาฟ้องคดี กรณีเช่นนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมตกไป เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นจะต้องมีตัวโจทก์เดิมที่เป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรก จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองถึงห้าและในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่ห้าว่าจำเลยที่ 6 แต่คดีสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีห้าสำนวนนี้

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำร้องให้หมายเรียกนายธนิต เข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,975,378 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,711,047 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ แก่โจทก์

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 3,241,554 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,953,585 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ แก่โจทก์

สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชำระเงินจำนวน 5,085,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,634,106 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนที่สี่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 270,987 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 252,315 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

สำนวนที่ห้าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 262,502 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 244,421 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ชดใช้เงินทุกสำนวนตามฟ้องแย้งดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ โดยโจทก์ร่วมแสดงตนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์เพื่อจูงใจจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญา โจทก์ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนของโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 826,000 บาท จำนวนเงิน 520,000 บาท จำนวนเงิน 227,000 บาท จำนวนเงิน 1,217,000 บาท จำนวนเงิน 1,884,875 บาท จำนวนเงิน 200,000 บาท และจำนวนเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ สองฉบับ วงเงินค้ำประกัน 325,000 บาท และ 1,035,000 บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งห้าสำนวนให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทุกสำนวน ทุนทรัพย์เฉพาะเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทุกสำนวน สำนวนละ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 1,721,912.20 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งห้าสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เนื่องจากยื่นฎีกาเกินกำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรหยิบยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ในแต่ละสำนวนคดีตามเอกสารหมาย จ.2 รวม 5 ฉบับ รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นการมอบอำนาจให้นายธนิต ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไม่จำกัดเฉพาะคดีนี้ แต่ให้ฟ้องคดีอื่น ๆ เช่น คดีอาญาและคดีล้มละลายได้ด้วย และยังให้มีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีที่ฟ้องได้อีก ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียว จึงต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เพียง 10 บาท ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากรและบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ข) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ที่มอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำนวนแรกระบุข้อความไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครีเอทีฟ ดีไซน์ (โจทก์) โดยนางอุทัยวรรณ หุ้นส่วนผู้จัดการ ขอมอบอำนาจให้นายธนิต เป็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้องนางงามนิจ (จำเลยที่ 1) รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย ในการนี้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทนายความ รวมทั้ง...การรับเงินหรือเอกสารจากคู่ความหรือศาล และการดำเนินการในชั้นบังคับคดีเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินหรืออื่น ๆ ได้จนเสร็จการ การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตแห่งหนังสือฉบับนี้ให้มีผลผูกพันโจทก์เสมือนกับโจทก์ได้ทำด้วยตนเองทุกประการ ส่วนหนังสือมอบอำนาจที่ให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ในสำนวนที่สาม จำเลยที่ 1 และที่ 5 ในสำนวนที่สี่ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ในสำนวนที่ห้านั้น ข้อความที่ว่าให้มีอำนาจฟ้องรวมถึงผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย รวมทั้งข้อความอื่นคงเป็นเช่นเดียวกันทุกประการ ดังนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์ในแต่ละสำนวนคดีเป็นการมอบอำนาจให้นายธนิตฟ้องร้องดำเนินคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพียงคดีเดียว จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำมากกว่าครั้งเดียว ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายธนิตทำการฟ้องคดีแพ่งและคดีอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเพียง 10 บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายธนิตฟ้องจำเลยที่ 1 นายธนิตจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยรวมไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาและต้องฟังว่านายธนิตไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ด้วยเหตุผลเดียวกัน การที่นายธนิตไม่มีอำนาจฟ้องคดีที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมตกไปเพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นจะต้องมีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ด้วย เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วมและฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อนึ่ง คดีสำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,241,554 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 81,040 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเกินมา 373 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทุกสำนวนให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมาในสำนวนที่สองจำนวน 373 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 177 วรรคสาม
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครีเอทีฟ ดีไซน์
โจทก์ร่วม — นายธนิต ไตรเดชานันท์
จำเลย — นางงามนิจ ไตรบัญญัติกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387 -ที่ 8391/2553
#555700
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจที่มอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำนวนแรก ระบุข้อความไว้ว่าโจทก์ โดย อ. หุ้นส่วนผู้จัดการ ขอมอบอำนาจให้ ธ. เป็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย ในการนี้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทนายความ รวมทั้ง...การรับเงินหรือเอกสารจากคู่ความหรือศาล และการดำเนินการในชั้นบังคับคดีเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินหรืออื่นๆ ได้จนเสร็จการ การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตแห่งหนังสือฉบับนี้ให้มีผลผูกพันโจทก์เสมือนกับโจทก์ได้ทำด้วยตนเองทุกประการ ส่วนหนังสือมอบอำนาจที่ให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ในสำนวนที่สาม จำเลยที่ 1 และที่ 5 ในสำนวนที่สี่ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ในสำนวนที่ห้า ข้อความที่ว่าให้มีอำนาจฟ้องรวมถึงผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย รวมทั้งข้อความอื่นคงเป็นเช่นเดียวกันทุกประการ ดังนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์ในแต่ละสำนวนคดีเป็นการมอบอำนาจให้ ธ. ฟ้องร้องดำเนินคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพียงคดีเดียว จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำมากกว่าครั้งเดียว ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของ ป.รัษฎากร กำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเพียง 10 บาท หนังสือมอบอำนาจจึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 118 กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ธ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ธ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยรวมไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา และต้องฟังว่า ธ. ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ด้วยเหตุผลเดียวกัน การที่ ธ. ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ ผลจึงเท่ากับว่าไม่มีตัวโจทก์เข้ามาฟ้องคดี กรณีเช่นนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมตกไป เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นจะต้องมีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรก จำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองถึงห้าและในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่ห้าว่าจำเลยที่ 6 แต่คดีสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3788/2546 ของศาลชั้นต้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีห้าสำนวนนี้

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นคำร้องให้หมายเรียกนายธนิต เข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,975,378 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,711,047 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพแก่โจทก์

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 3,241,554 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,953,585 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ แก่โจทก์

สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชำระเงินจำนวน 5,085,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,634,106 บาท นับถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนที่สี่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 270,987 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 252,315 บาท นับถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

สำนวนที่ห้าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 262,502 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 244,421 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ชดใช้เงินทุกสำนวนตามฟ้องแย้งดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จโดยโจทก์ร่วมแสดงตนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์เพื่อจูงใจจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาโจทก์ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนของโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 826,000 บาท จำนวนเงิน 520,000 บาท จำนวนเงิน 227,000 บาท จำนวนเงิน 1,217,000 บาท จำนวนเงิน 1,884,875 บาท จำนวนเงิน 200,000 บาท และจำนวนเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดวันฟ้อง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ สองฉบับ วงเงินค้ำประกัน 325,000 บาท และ 1,035,000 บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งห้าสำนวน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทุกสำนวน ทุนทรัพย์เฉพาะเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทุกสำนวน สำนวนละ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 1,721,912.20 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งห้าสำนวนให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาแต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เนื่องจากยื่นฎีกาเกินกำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรหยิบยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ในแต่ละสำนวนคดีรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเป็นการมอบอำนาจให้นายธนิต ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไม่จำกัดเฉพาะคดีนี้ แต่ให้ฟ้องคดีอื่นๆ เช่น คดีอาญาและคดีล้มละลายได้ด้วย และยังให้มีอำนาจดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับคดีที่ฟ้องได้อีก ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียว จึงต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเพียง 10 บาท ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากรและบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ข) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจที่มอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำนวนแรกระบุข้อความไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครีเอทีฟ ดีไซน์ (โจทก์) โดยนางอุทัยวรรณ หุ้นส่วนผู้จัดการ ขอมอบอำนาจให้นายธนิต เป็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้องนางงามนิจ (จำเลยที่ 1) รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย ในการนี้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนทนายความ รวมทั้ง...การรับเงินหรือเอกสารจากคู่ความหรือศาล และการดำเนินการในชั้นบังคับคดีเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินหรืออื่นๆ ได้จนเสร็จการ การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตแห่งหนังสือฉบับนี้ให้มีผลผูกพันโจทก์เสมือนกับโจทก์ได้ทำด้วยตนเองทุกประการส่วนหนังสือมอบอำนาจที่ให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ในสำนวนที่สาม จำเลยที่ 1 และที่ 5 ในสำนวนที่สี่ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ในสำนวนที่ห้านั้น ข้อความที่ว่าให้มีอำนาจฟ้องรวมถึงผู้เกี่ยวข้องเป็นคดีอาญา คดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย รวมทั้งข้อความอื่นคงเป็นเช่นเดี่ยวกันทุกประการ ดังนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์ในแต่ละสำนวนคดีเป็นการมอบอำนาจให้นายธนิตฟ้องร้องดำเนินคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่มีข้อจำกัดเป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพียงคดีเดียว จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำมากกว่าครั้งเดียว ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายธนิตทำการฟ้องคดีแพ่งและคดีอื่นๆ แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 30 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจนั้นเพียง 10 บาท จึงเป็นการปิดอากรแสตมป์ในเอกสารดังกล่าวไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจจึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายธนิตฟ้องจำเลยที่ 1 นายธนิตจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งห้าสำนวนคดีแทนโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยรวมไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาและต้องฟังว่านายธนิตไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ด้วยเหตุผลเดียวกัน การที่นายธนิตไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ ผลจึงเท่ากับว่าไม่มีตัวโจทก์เข้ามาฟ้องคดี กรณีเช่นนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมตกไปเพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นจะต้องมีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ด้วย เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วมและฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อนึ่ง คดีสำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,241,554 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 81,040 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเกินมา 373 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทุกสำนวนให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมาในสำนวนที่สองจำนวน 373 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสาม ม. 246 ม. 247
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครีเอทีฟ ดีไซน์
โจทก์ร่วม — นายธนิต ไตรเดชานันท์
จำเลย — นางงามนิจ ไตรบัญญัติกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบุญชู ทัศประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8377/2553
#507959
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 มิใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18, 227, 228 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเพียงประการเดียวหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ก็ตาม นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว หากอุทธรณ์คำสั่งนั้นมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเพียงประการเดียวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เช่นนี้เป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยตรง เพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็จะอนุญาตให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ย่อมทำให้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยศาลชั้นต้นต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วย เท่ากับเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเช่นนี้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 2 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันและจำนอง และจำเลยที่ 3 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันและจำนอง ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงิน 11,528,094.82 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,692,316.14 บาท หรือในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้โจทก์เรียกเก็บได้ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 สองฉบับ ฉบับแรกยื่นคำร้องว่า การที่โจทก์ฟ้องและบังคับคดีจำเลยที่ 2 ก็โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194, 204 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 271 ถึงมาตรา 290ซึ่งเป็นการฟ้องและบังคับคดีในยามปกติ แต่ในยามที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจและปัญหาดังกล่าวยังไม่จบสิ้น จำเลยย่อมได้รับความรับรองจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8, 150, 205, 219 และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 1, 3, 4, 6, 29, 30, 48 ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกัน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับฉบับที่สอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้อง ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติในมาตรา 31 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลตามกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 1 ถึง 4, 26 ถึง 30, 48, 55, 80 ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกันให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 โต้แย้งคำสั่งทั้งสองคำสั่งดังกล่าวไว้แล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 11,528,094.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 7,692,316.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งที่ไม่ส่งคำร้องทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 2 ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยจำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับ เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ชอบแล้วหรือไม่โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ได้โดยเพียงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ข) เดิม ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มิใช่อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตามมาตรา 226 (2),229 ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตามมาตรา 226 มิใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18, 227, 228 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเพียงประการเดียวหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ก็ตาม นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว หากอุทธรณ์คำสั่งนั้นมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 คดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเพียงประการเดียวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เช่นนี้เป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยตรง เพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็จะอนุญาตให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ย่อมทำให้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยศาลชั้นต้นต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วย เท่ากับเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเช่นนี้ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับ จึงชอบแล้วส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวในฎีกาว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้บังคับคดีนี้เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 30, 272 ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก่อนนั้น พิจารณาฎีกาส่วนนี้ตลอดแล้ว เห็นว่า มีลักษณะเลื่อนลอยไม่ชัดแจ้งว่าบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 30, 272อย่างไร หรือเป็นเพราะเหตุใด เป็นฎีกาที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก่อนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นายศรชัยหรือณัฐธวัช
จำเลย — วจนะโรดมสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8377/2553
#513383
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 มิใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18, 227, 228

การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเพียงประการเดียวหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ก็ตาม นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว หากอุทธรณ์คำสั่งนั้นมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นผู้อุทธรณ์ก็ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเพียงประการเดียวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยตรง เพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็จะอนุญาตให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ย่อมทำให้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วย เท่ากับเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้บังคับคดีนี้เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 30, 272 ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน มีลักษณะเลื่อนลอยไม่ชัดแจ้งว่าบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 30, 272 อย่างไรหรือเป็นเพราะเหตุใด เป็นฎีกาที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 2 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันและจำนอง และจำเลยที่ 3 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันและจำนอง ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงิน 11,528,094.82 บาท แก่โจทก์ โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อนเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโจทก์คิดทบต้น ส่วนหลังเลิกสัญญาคิดไม่ทบต้น เมื่อคิดถึงวันที่ 13 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้อง เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยตามจำนวนดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,692,316.14 บาท หรือในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้โจทก์เรียกเก็บได้ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ยังไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การที่กำหนดในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 การคิดดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นหลังจากวันนี้อีก แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมา จำนวนเงินตามฟ้องจึงไม่ถูกต้องข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดหลังเลิกสัญญาตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ล่วงหน้าชอบที่ศาลจะใช้ดุลพินิจลดลงได้ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำนองเกินวงเงินที่จดทะเบียนจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินเพียง 801,760.83 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหลายฉบับรวมทั้งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ตกเป็นโมฆะ ข้อตกลงที่ให้ยึดทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์สินที่จำนองได้เป็นโมฆะ ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปว่าปี 2539 และ 2540 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ จำเลยย่อมได้รับความรับรองจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8, 150, 205, 219 และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 1, 3, 4, 6, 29, 30, 48 ที่จะไม่ต้องชำระหนี้ ขณะที่โจทก์ฟ้อง (ปี 2544) ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจยังไม่จบสิ้น จำเลยและประชาชนทั้งประเทศยังมีความชอบธรรมที่จะไม่ต้องชำระหนี้ เพราะได้รับความรับรองและคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ต่อมารัฐบาลออกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2544 กำหนดหลักเกณฑ์ให้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้ในมาตรา 30 และ 31 โดยตามมาตรา 30 กำหนดให้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รัฐถือหุ้นเกินร้อยละห้าสิบแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ส่วนมาตรา 31 กำหนดหลักเกณฑ์การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้เข้มงวด เช่น ลูกหนี้ต้องเป็นนิติบุคคล ทำให้ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้เป็นนิติบุคคลไม่ได้รับการโอนสินทรัพย์แก่บรรษัทดังกล่าวด้วย มาตรา 31 จึงเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของบุคคล ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 สองฉบับ ฉบับแรกยื่นคำร้องว่า การที่โจทก์ฟ้องและบังคับคดีจำเลยที่ 2 ก็โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194, 204 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 271 ถึงมาตรา 290 ซึ่งเป็นการฟ้องและบังคับคดีในยามปกติ แต่ในยามที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจและปัญหาดังกล่าวยังไม่จบสิ้น จำเลยย่อมได้รับความรับรองจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8, 150, 205, 219 และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 1, 3, 4, 6, 29, 30, 48 ที่จะไม่ต้องชำระหนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การบังคับใช้บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194, 204 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 271 ถึงมาตรา 290 ในยามวิกฤติเศรษฐกิจ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 1, 3, 4, 27, 28, 29, 30, 48 ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกัน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ฉบับที่สอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ใช้บังคับ กำหนดหลักเกณฑ์ให้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้ในมาตรา 30 และ 31 โดยตามมาตรา 30 กำหนดให้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รัฐถือหุ้นเกินร้อยละห้าสิบแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ส่วนมาตรา 31 กำหนดหลักเกณฑ์การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้เข้มงวด เช่น ลูกหนี้ต้องเป็นนิติบุคคล ทำให้ลูกหนี้ที่ไม่เป็นนิติบุคคลเสียสิทธิไม่ได้รับการโอนสินทรัพย์แก่บรรษัทดังกล่าว ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติในมาตรา 31 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลตามกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 1 ถึง 4, 26 ถึง 30, 48, 55, 80 ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกันให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 โต้แย้งคำสั่งทั้งสองคำสั่งดังกล่าวไว้แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 11,528,094.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 7,692,316.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งที่ไม่ส่งคำร้องทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 2 ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยจำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับ เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ชอบแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ได้โดยเพียงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ข) เดิม ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มิใช่อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตามมาตรา 226 (2), 229 ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตามมาตรา 226 มิใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18, 227, 228 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเพียงประการเดียวหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ก็ตาม นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว หากอุทธรณ์คำสั่งนั้นมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 คดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเพียงประการเดียวโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เช่นนี้เป็นอุทธรณ์ที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยตรง เพราะหากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็จะอนุญาตให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ย่อมทำให้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยศาลชั้นต้นต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไปด้วย เท่ากับเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเช่นนี้ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับ จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวในฎีกาว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้บังคับคดีนี้เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 30, 27 ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก่อนนั้น พิจารณาฎีกาส่วนนี้ตลอดแล้ว เห็นว่า มีลักษณะเลื่อนลอยไม่ชัดแจ้งว่าบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 2, 30, 27 อย่างไร หรือเป็นเพราะเหตุใด เป็นฎีกาที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก่อนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 229
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 6 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศรชัยหรือณัฐธวัช วจนะวโรดมสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8371/2553
#503215
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทหนักตาม ป.อ. มาตรา 90 แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิด โดยให้จ่ายตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 6, 7, 8 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงแต่พิพากษาว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องการจ่ายรางวัลแก่พนักงานผู้จับนั้น จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 19, 24, 44, 49, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบบุหรี่ของกลางทั้งหมดเป็นของกรมสรรพสามิต จ่ายรางวัลแก่พนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 (ที่ถูก 19 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 49 และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ฐานมียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่าห้าร้อยกรัมและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ นั้น โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้าในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ลงโทษปรับ 30,480 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ปรับ 10,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ 40,480 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,240 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบบุหรี่ของกลางซึ่งรวมทั้งแสตมป์ยาสูบปลอมที่ปิดอยู่บนซองบุหรี่ จำนวน 300 ซอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานผู้จับตามกฎหมาย เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 6, 7, 8 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงแต่พิพากษาว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องการจ่ายรางวัลแก่พนักงานผู้จับนั้น จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากเงินค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 6, 7, 8 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 5 (2) ม. 6 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นางสาวสุกัญญา บำรุงแคว้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2553
#503212
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย ด้วยการนำตู้เพลงคาราโอเกะเพลงซึ่งบรรจุแผ่นเพลง แผลเป็นวันวาเลนไทน์ อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าที่มารับประทานอาหารในร้าน อันเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณะชนเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เมื่อจำเลยปฏิเสธว่า ตู้เพลงคาราโอเกะดังกล่าวเป็นของนาย ธ. บุคคลอื่นที่เช่าพื้นที่ในร้านอาหารจากจำเลยเพื่อประกอบกิจการโดยจำเลยได้ค่าเช่าเป็นรายเดือน และคดีได้ความเพียงว่ามีการเปิดเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมของผู้เสียหายจากตู้เพลงในร้านของจำเลยให้ลูกค้าฟังและร้องตาม โดยที่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงว่า นาย ธ. เป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะและเป็นผู้บรรจุเพลงที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงของผู้เสียหายหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการตู้เพลงคาราโอเกะที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15,27, 28, 29, 69, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการเปิดเพลงคาราโอเกะชื่อ แผลเป็นวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมและโสตทัศนวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทชัวร์ ออดิโอ จำกัด ผู้เสียหาย จากตู้เพลงคาราโอเกะในร้านจันทร์เพ็ญคาราโอเกะของจำเลยให้ลูกค้าฟังและร้องตาม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจยึดตู้เพลงคาราโอเกะและแผ่นวีดีโอซีดีคาราโอเกะเพลงชุด แผลเป็นวันวาเลนไทน์ เป็นของกลาง และแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำเลยให้การปฏิเสธว่า นายธีรพงษ์ เป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะโดยเช่าพื้นที่ในร้านอาหารจากจำเลยเพื่อประกอบกิจการในราคาค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานที่จำเลยนำมาอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะและไม่ใช่ผู้บรรจุเพลงต่างๆ ลงในตู้เพลงนั้นเลื่อนลอยและมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 ว่า ตู้เพลงคาราโอเกะเป็นสังหาริมทรัพย์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยย่อมเป็นของจำเลย เอกสารการเช่าพื้นที่ในร้านอาหารที่จำเลยนำมาอ้างนั้นเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเองในลักษณะสมยอมกันอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เห็นว่า ได้ความจากร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยให้การปฏิเสธว่า ตนไม่ใช่เจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะ นายธีรพงษ์ เป็นคนเช่าพื้นที่ในร้านอาหารเพื่อวางตู้เพลงคาราโอเกะสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อจะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ได้ความจากร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนตอบโจทก์ถามติงว่า โจทก์มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาที่สัญญาเช่าพื้นที่ในร้านอาหารระบุว่านายธีรพงษ์เป็นผู้เช่าพื้นที่เพื่อวางตู้เพลงคาราโอเกะ แต่นายธีรพงษ์ไม่มาพบร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ จึงไม่ได้สอบสวนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่านายธีรพงษ์เป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะและเป็นผู้บรรจุเพลง แผลเป็นวันวาเลนไทน์ ลงในตู้เพลงคาราโอเกะ แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงของผู้เสียหายจริงหรือไม่ เพื่อที่พนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงต่อไป อันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้กระทั่งการสอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงว่ามีการประกอบธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในร้านอาหารเพื่อวางตู้เพลงคาราโอเกะหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนกัน กลับได้ความจากนายนิรทัศน์เบิกความตอบโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุพบสติ๊กเกอร์มีข้อความว่า สมาคมสมาพันธ์พิทักษ์ธรรมอยู่ที่ตู้เพลงคาราโอเกะ จำเลยนำนายธีรพงษ์มาเบิกความยืนยันประกอบสัญญาเช่าพื้นที่ในร้านอาหารว่า นายธีรพงษ์เป็นผู้เช่าพื้นที่ในร้านอาหารของจำเลยเพื่อวางตู้เพลงคาราโอเกะในราคาค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท และเป็นผู้บรรจุวีดีโอซีดีเพลงเข้าไปในตู้เพลงเอง กับมีนายวิจิตร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทสหพันธ์รักษาธรรม จำกัด มาเบิกความประกอบสัญญาให้เช่าตู้เพลงคาราโอเกะว่า บริษัทดังกล่าวได้ให้นายธีรพงษ์เช่าตู้เพลงคาราโอเกะอีกทอดหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการตู้เพลงคาราโอเกะอันจะมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและโสตทัศนวัสดุเพลง แผลเป็นวันวาเลนไทน์ ของผู้เสียหายโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ ตามอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ส่วนของกลางให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 131
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายราเชษฐ แหล่พั่ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา