คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8702/2553
#513531
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่อาคารมาจากบริษัท บ. โดยผู้โอนตกลงโอนและผู้รับโอนตกลงรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าระหว่างผู้โอนกับบริษัท อ. โจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิที่จะได้รับค่าเช่า ค่าบริการที่บริษัท บ. ได้รับจากผู้เช่า และมีหน้าที่ต้องให้เช่าพื้นที่และให้บริการส่วนกลางแก่ผู้เช่าพื้นที่แทนบริษัท บ. ตามที่ผู้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ต้องปฏิบัติกับผู้เช่าก่อนมีการโอนสิทธิการเช่า ดังนั้น เงินค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจึงมิใช่เป็นค่าตอบแทนจากการให้เช่าพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียวแต่เป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการส่วนกลางด้วย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อได้รับชำระค่าบริการส่วนกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่บางส่วนของอาคาร เอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ จากบริษัท บางกอกมาร์ท ช็อปปิ้ง อาเขต จำกัด ขณะโจทก์รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่ดังกล่าว บริษัทผู้โอนได้นำพื้นที่ออกให้ลูกค้าเช่า โดยโจทก์เรียกเก็บเงินค่าเช่าจากลูกค้าดังกล่าวได้เพียงอย่างเดียว โจทก์ไม่ได้ยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2545 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2546 เนื่องจากได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 10 เมษายน 2546 โจทก์ทำสัญญาเช่ากับลูกค้าที่เช่าพื้นที่ใหม่ โดยโจทก์เก็บค่าเช่าและค่าบริการจากลูกค้า วันที่ 27 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2545 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2546 รวม 11 ฉบับ เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 4,940,049 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินและได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,513,980.91 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้ว แต่ลดเบี้ยปรับลงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่เรียกเก็บตามกฎหมาย โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้เพิกถอนการประเมิน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,513,980.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิการเช่าจากบริษัท บางกอกมาร์ท ช็อปปิ้งอาเขต จำกัด หลังจากนั้นโจทก์ทำสัญญาเช่ากับบริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ได้รับสิทธิการให้บริการส่วนกลาง เช่น บริการไฟฟ้า โทรศัพท์ การบำรุงดูแลรักษา บริการเครื่องปรับอากาศ การรักษาความปลอดภัยจากบริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยเสียค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์นำพื้นที่ที่ได้รับโอนมานำไปให้ผู้เช่าเดิมเช่าต่อไป และให้ผู้เช่าใช้บริการส่วนกลางที่โจทก์ได้ทำไว้กับบริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการจากผู้เช่าอีก โดยถือว่าค่าบริการรวมอยู่ในค่าเช่าดังกล่าวแล้ว และถือเป็นต้นทุนของค่าเช่า เห็นได้ว่านอกจากโจทก์จะให้เช่าพื้นที่ดังกล่าวแก่ผู้เช่าแล้วยังมีการให้บริการส่วนกลางรวมอยู่ด้วยโจทก์จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายรับส่วนที่ให้บริการดังกล่าว เพราะไม่ใช่การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของการให้บริการส่วนกลางที่โจทก์มิได้แยกค่าบริการออกจากค่าเช่า โดยพิจารณาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ทำกับผู้เช่ารายใหม่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 ทุกฉบับ เปรียบเทียบกับพบว่าอัตราส่วนระหว่างสัญญาเช่าพื้นที่กับสัญญาให้บริการ คิดอัตราส่วนเท่ากับค่าเช่าร้อยละ 60 และค่าบริการร้อยละ 40 จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่เป็นค่าบริการส่วนกลางที่โจทก์ไม่นำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มช่วงเดือนภาษีพฤษภาคม 2545 ถึง มีนาคม 2546 ส่วนที่โจทก์ขอให้งดเบี้ยปรับนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์ร้อยละ 50 ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์รับโอนสิทธิการเช่ามาจากบริษัท บางกอกมาร์ท ช็อปปิ้ง อาเขต จำกัด โจทก์ต้องรับไปทั้งสิทธิที่จะได้รับค่าเช่า และค่าบริการที่บริษัทดังกล่าวได้รับจากผู้เช่า และมีหน้าที่ต้องให้เช่าพื้นที่และให้บริการส่วนกลางแก่ผู้เช่าพื้นที่แทนบริษัท บางกอกมาร์ทช็อปปิ้ง อาเขต จำกัด ด้วย ตามที่ผู้โอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ต้องปฏิบัติกับผู้เช่าก่อนมีการโอนสิทธิการเช่า ดังนั้น เงินค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจึงมิใช่เป็นค่าตอบแทนจากการให้เช่าพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการส่วนกลางด้วยโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อได้รับชำระค่าบริการส่วนกลาง

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า มีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าบริการให้ถูกต้องครบถ้วนจึงต้องเสียเบี้ยปรับตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงอัตราร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว กรณีไม่มีเหตุจะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 569 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 82/4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี แอนด์ เอ็นเซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8699/2553
#510248
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยมิได้ใช้อำนาจ ยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษี ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 115 วรรคสอง ก่อนที่โรงเรือนพิพาทจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์คบคิดกันฉ้อฉลหรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด และเมื่อโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เจ้าของคนใหม่แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ย่อมถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 806,496.81 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,385,848 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,171,625.19 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ,ที่ 2,ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ 20/2547 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลภาษีอากรกลาง ไม่ขอเข้าว่าคดีแทนและขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 806,496.81 จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 1,385,848 บาท และจำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 1,171,625.19 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามสัดส่วนของจำนวนทุนทรัพย์ที่ต้องรับผิด โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์คนละ 4,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 43/44 ถึงเลขที่ 43/909 ซึ่งเป็นตึกแถว 2 ชั้น และ 2 ชั้น รวม 570 ห้อง ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 2 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 832, 833 และ 834 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน ( ปัจจุบันเขตจอมทอง )กรุงเทพมหานคร ของนางพเยาว์ ตามสัญญาเช่าที่ดิน รวม 3 ฉบับ มีกำหนด 23 ปี สัญญาเช่าสิ้นสุดในวันที่ 4 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 832 พร้อมตึกแถวรวม 139 ห้อง บนที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 833 พร้อมตึกแถวรวม 238 ห้อง บนที่ดินดังกล่าว และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 834 พร้อมตึกแถวรวม 203 ห้อง บนที่ดินดังกล่าวจากนางพเยาว์ จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2536 ถึงปีภาษี 2541 สำหรับตึกแถวทั้ง 570 ห้องดังกล่าว ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โจทก์ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับตึกแถวในปีภาษี 2536 ถึงปีภาษี 2541 คิดเป็นค่ารายปี ปีละ 4,587,600 บาท และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปีละ 573,450 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งสิ้น 3,440,700 บาท โดยแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระตามการประเมิน ซึ่งต้องรับผิดในการชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วย คิดเป็นเงินเพิ่มปีภาษีละ 57,345 บาท รวมเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 3,440,700 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2536 ถึงปีภาษี 2539 ซึ่งมียอดภาษีค้างชำระจำนวน 2,293,800 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 229,380 บาท โดยขอแบ่งชำระเป็น 48 งวด งวดละหนึ่งเดือน เดือนละ 52,600 บาท และเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 50,980 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 เป็นต้นไป และทำสัญญายอมรับในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มตามจำนวนดังกล่าว และยินยอมผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนและยังคงมียอดหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มค้างชำระสำหรับปีภาษี 2536 ถึงปีภาษี 2539 อีกจำนวน 2,102,380 บาท ส่วนค่าภาษีและเงินเพิ่มสำหรับปีภาษี 2540 ถึงปีภาษี 2541 จำนวน 1,261,590 บาท ยังมิได้ชำระให้แก่โจทก์แต่อย่างใด รวมเป็นหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่มค้างชำระทั้งสิ้น 3,363,970 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 45 บัญญัติว่า " ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ท่านว่าเจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน " เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงเป็นภาษีค้างชำระ และต่อมาโรงเรือนพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงตกอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของคนใหม่ ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีค้างร่วมกันกับจำเลยที่ 1 เจ้าของคนเก่าตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยมิได้ใช้อำนาจ ยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษี ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 115 วรรคสอง ก่อนที่โรงเรือนพิพาทจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์คบคิดกันฉ้อฉลหรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด และได้ความว่า โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ย่อมถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเปลี่ยนแปลงไป ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 44 วรรคหนึ่ง ม. 45
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายชัยยุทธหรือชูกิจ รัตนโพธิ์ขจร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8698/2553
#504729
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ค) ระบุให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทการขายปุ๋ย โดยมิได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ปุ๋ย ไว้ แต่จากคำจำกัดความตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ปุ๋ย หมายความว่า สารอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับเป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ปุ๋ย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึงสิ่งที่ใส่ลงไปในดินหรือให้ธาตุอาหารพืชหนึ่งหรือหลายธาตุ ดังนั้น คำว่า ปุ๋ย จึงหมายถึงสารอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตามที่ใส่ลงไปในดินสำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีธาตุแคลเซี่ยมและแมกนีเซียม สามารถเป็นอาหารแก่พืชได้ เกษตรกรและส่วนราชการใช้ปูนมาร์ลเพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโต แสดงให้เห็นว่าปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์สำหรับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช โดยมีผู้ใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ย จึงถือว่าเป็นปุ๋ย โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าปูนมาร์ลย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 4120061/5/101476 ถึง 101540 ลงวันที่ 25 มกราคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.4 นบ./0052/2547 ถึงเลขที่ สภ.4 นบ./0116/2547 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2547

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ การขายปูนมาร์ลของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ค) ระบุให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทการขายปุ๋ย โดยมิได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ปุ๋ย ไว้ แต่จากคำจำกัดความตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ปุ๋ย หมายความว่า สารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ปุ๋ย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึงสิ่งที่ใส่ลงไปในดินหรือให้ธาตุอาหารพืชหนึ่งหรือหลายธาตุ ดังนั้น คำว่า ปุ๋ย จึงหมายถึงสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตามที่ใส่ลงไปในดินสำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ประกอบกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฟังยุติได้ ปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม สามารถเป็นอาหารแก่พืชได้ มีเกษตรกรและส่วนราชการใช้ปูนมาร์ลเพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช แสดงให้เห็นว่าปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์สำหรับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช โดยมีผู้ใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ย จึงถือว่าเป็นปุ๋ย และฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานให้เห็นชัดเจน โจทก์ขายสินค้าปูนมาร์ลเพื่อใช้ประโยชน์เป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะ ฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าปูนมาร์ลซึ่งเป็นปุ๋ยย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ม. 3
ป.รัษฎากร ม. 77/2 (1) ม. 81 (1) (ค)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮาร์เวสท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8698/2553
#513528
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ค) ระบุให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทการขายปุ๋ย โดยที่มิได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ปุ๋ย ไว้แต่เมื่อพิจารณาจากคำจำกัดความตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ปุ๋ย หมายความว่า สารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ปุ๋ยตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ หมายถึง สิ่งที่ใส่ลงไปในดินหรือให้ธาตุอาหารพืชหนึ่งหรือหลายธาตุ ดังนั้น คำว่า ปุ๋ย จึงหมายถึงสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตามที่ใส่ลงไปในดินสำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช

ปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม สามารถเป็นอาหารแก่พืชได้ ปูนมาร์ลจึงเป็นสารอนินทรีย์สำหรับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืชโดยมีผู้ใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยจึงถือว่าเป็นปุ๋ย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าปูนมาร์ลซึ่งเป็นปุ๋ยย่อมได้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการขายปูนมาร์ลซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีธาตุแคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) เป็นส่วนประกอบ ธาตุทั้งสองดังกล่าวเป็นธาตุอาหารรองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 3 สามารถใช้เป็นอาหารแก่พืชได้ ปูนมาร์ลมีคุณสมบัติทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช สามารถลดความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดิน กรมพัฒนาที่ดินได้นำปูนมาร์ลมาทดลองวิเคราะห์วิจัยหาประสิทธิภาพและความสามารถในการลดความเป็นกรดและเพิ่มธาตุอาหารแคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) ในดินเปรี้ยวเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ถึง 2 เท่าตัว กรมพัฒนาที่ดินและกรมวิชาการเกษตรถือว่าปูนมาร์ลเป็นปุ๋ยตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 3 ปูนมาร์ลจัดเป็นปูนเพื่อการเกษตรเช่นเดียวกับโดโลไมท์ คัลไซท์ ปูนขาว ปูนเผา หินปูนบด ปูนเปลือกหอยบดและเผา โดยเฉพาะโดโลไมท์มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับปรุงดิน เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ปรับสภาพกรดในดินในน้ำและดินในบ่อเลี้ยงสัตว์เช่นเดียวกันปูนมาร์ล นอกจากนี้โดโลไมท์ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมทำกระดาษและเซรามิก ซึ่งกรมสรรพากรเคยมีหนังสือตอบข้อหารือสรรพากรจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า โดโลไมท์เป็นปุ๋ยเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 โดยสรรพากรจังหวัดนนทบุรีเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) ให้โจทก์นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายปูนมาร์ลสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2540 รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 26,835,712 บาท โดยอ้างว่า ปูนมาร์ลไม่ใช่ปุ๋ยเคมี และไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์ จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของจำเลยที่ 1 จึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า ปูนมาร์ลเป็นสารใช้สำหรับปรับปรุงสภาพความเป็นกรดของดินและน้ำโดยตรง ไม่ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อมีวัตถุประสงค์ใช้ใส่ลงในดินสำหรับเป็นธาตุอาหารแก่พืชหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ปูนมาร์ลไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์และไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ปูนมาร์ลเป็นสารที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งพืชและสัตว์ ดังนั้น ปูนมาร์ลจึงมิใช่สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ จึงให้ลดเบี้ยปรับลง คงเหลือร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยอ้างสูตรโครงสร้างทางเคมีแต่ไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติของธาตุอาหารตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 3 จึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมิน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายปูนมาร์ล โดยมีเหมืองปูนมาร์ลตั้งอยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และอ้างว่าอยู่ระหว่างหารือกรมสรรพากรว่าปูนมาร์ลเป็นสินค้าได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ซึ่งสรรพากรอำเภอพระพุทธบาทเห็นว่า กรมสรรพากรได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าปูนมาร์ลไม่ใช่สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19, 23, 88/4, 91/21 (5) และ 123 แห่งประมวลรัษฎากร ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2539 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 โจทก์ได้นำบัญชีและหลักฐานให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบไต่สวน และแจ้งว่าได้ขอให้กรมสรรพากรทบทวนการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายปูนมาร์ล เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือสอบถามกรมสรรพากรเพื่อขอทราบถึงผลการพิจารณาทบทวนดังกล่าว ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือ แจ้งว่าปูนมาร์ลมิใช่สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 และ 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5 และ 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ คงเรียกเก็บเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย จำเลยเห็นว่าคำว่าปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 3 ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์หรือยิปซัม และตามหนังสือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปุ๋ยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตรประกอบมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แบ่งปุ๋ยออกเป็น 2 ประเภทคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นอินทรีย์สารที่ใส่ลงดินแล้วให้ธาตุอาหารแก่พืชหรือปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดิน ได้แก่มูลสัตว์ ซากสัตว์ ซากพืช ขยะจากเทศบาลฯลฯ อีกประเภทหนึ่ง คือปุ๋ยอนินทรีย์หรือปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยที่มีต้นกำเนิดจากสิ่งไม่มีชีวิตหรือปุ๋ยอยู่ในรูปแบบของอนินทรีย์สาร หรือแร่ธาตุเป็นสารประกอบทางเคมีและส่วนมากอยู่ในรูปแบบของเกลือ หาได้จากธรรมชาติโดยการขุดหรือผลิตจากโรงงานเพื่อนำมาใช้เป็นปุ๋ยโดยเฉพาะ หรือผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามเอกสารการขายปูนมาร์ลของโจทก์ได้ระบุคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ของการขายปูนมาร์ลไว้ว่า ปูนมาร์ลเป็นปูนธรรมชาติใช้ใส่ดินและน้ำเพื่อแก้ไขสภาพความเป็นกรดที่รุนแรงของดินและน้ำให้มีสภาพเหมาะสมแก่การเกษตรการเลี้ยงกุ้ง ดังนั้นปูนมาร์ลจึงเป็นสารใช้สำหรับปรับปรุงสภาพความเป็นกรดของดินและน้ำโดยตรง มิได้ผลิตขึ้นมาเพื่อมีวัตถุประสงค์ใช้ใส่ลงในดินสำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ปูนมาร์ลจึงไม่ใช่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทราบดีว่าการจำหน่ายปูนมาร์ลดังกล่าวเป็นการขายเพื่อใช้เป็นสารในการปรับสภาพความเป็นกรดของดินและน้ำตามที่ปรากฏในเอกสารโฆษณาการขายสินค้าของโจทก์ ปูนมาร์ลจึงไม่ใช่สินค้าที่ขายเพื่อเป็นปุ๋ยซึ่งเป็นธาตุอาหารบำรุงความเติบโตของพืชดังที่โจทก์อ้าง ปูนมาร์ลจึงไม่ใช่สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าปูนมาร์ลเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบทางเคมีกลุ่มเดียวกับโดโลไมท์ เมื่อกรมสรรพากรมีหนังสือตอบข้อหารือว่าโดโลไมท์เป็นปุ๋ยโดยอาศัยข้อมูลทางกรมวิชาการเกษตร ปูนมาร์ลซึ่งมีกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินถือว่าเป็นปุ๋ยก็ต้องเป็นสินค้าได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นกันนั้น จำเลยเห็นว่าโดโลไมท์และปูนมาร์ลมีสูตรทางเคมีต่างกัน และกรมวิชาการเกษตรไม่ได้รับรองว่าปูนมาร์ลเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมี ดังนั้นปูนมาร์ลจึงไม่ใช่สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า การขายปูนมาร์ลของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ค) ระบุให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทการขายปุ๋ย โดยที่ประมวลรัษฎากรมิได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ปุ๋ย ไว้ แต่เมื่อพิจารณาจากคำจำกัดความตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 3 ปุ๋ย หมายความว่า สารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ปุ๋ย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึงสิ่งที่ใส่ลงไปในดินหรือให้ธาตุอาหารพืชหนึ่งหรือหลายธาตุ ดังนั้น คำว่า ปุ๋ย จึงหมายถึงสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตามที่ใส่ลงไปในดินสำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช ประกอบกับข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า ปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม สามารถเป็นอาหารแก่พืชได้ ทั้งได้ความว่ามีเกษตรกรและส่วนราชการใช้ปูนมาร์ลเพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช แสดงให้เห็นว่าปูนมาร์ลเป็นสารอนินทรีย์สำหรับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช โดยมีผู้ใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ย จึงถือว่าเป็นปุ๋ย และฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานให้เห็นชัดเจนว่า โจทก์ขายสินค้าปูนมาร์ลเพื่อใช้ประโยชน์เป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะ จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าปูนมาร์ลซึ่งเป็นปุ๋ยย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ค)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮาร์เวสท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8691/2553
#508232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามีความเข้าใจตรงกันและมีเจตนาที่แท้จริงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกันว่า ถ้าการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นอันยกเลิก มิได้หมายความถึงว่าต้องให้การไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างกับบริษัท ย. ก่อน จึงจะถือว่าใบสั่งซื้อสินค้าเป็นอันยกเลิกดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด การที่ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีว่าหากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าที่เป็นสินค้าของโจทก์ให้ถือว่าใบสั่งสินค้าเป็นอันยกเลิกนั้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง เมื่อต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ นิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 23,654,400 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 19,712,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 และวันที่ 9 เมษายน 2542 การไฟฟ้านครหลวงทำสัญญาจ้างบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดนภาก่อสร้าง (ร่วมค้า) ก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินร่วมกับโครงการก่อสร้างทางลอดใต้ทางแยกบางพลัด (ถนนจรัญสนิทวงศ์ - ถนนราชวิถี) ของกรุงเทพมหานครและก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินร่วมกับโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแห่ง - พัฒนาการ (ผ่านซอยถาวรธวัช 1) ของกรุงเทพมหานคร จำเลยได้รับเหมาช่างงานมาจากบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดนภาก่อสร้าง (ร่วมค้า) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยสั่งซื้อท่อร้อยสายไฟฟ้าทำด้วยใยแก้วขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 5 นิ้ว ผนังท่อหนา 0.066 นิ้ว ความยาว 35,900 เมตร กับ 25,700 เมตร รวม 61,600 เมตร ราคาเมตรละ 320 บาท เป็นเงิน 19,712,000 บาท จากโจทก์ ต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ของโจทก์ในงานทั้งสองแห่ง เนื่องจากเป็นแบบขันเกลียวไม่สามารถนำมาใช้ติดตั้งและใช้ในการลากสายไฟฟ้าใต้ดินได้ต้องใช้แบบสวมอัดเท่านั้นโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับสินค้าที่สั่งซื้อไว้ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ...โจทก์ทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าการที่จะนำสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ในงานก่อสร้างของการไฟฟ้านครหลวงนั้น บริษัทเอกชนผู้ทำงานจะต้องนำสินค้าไปให้การไฟฟ้านครหลวงตรวจสอบจนเป็นที่พอใจและได้รับอนุมัติการใช้ก่อนทุกกรณีจึงจะสามารถนำสินค้านั้นไปใช้ทำงานได้ แม้สินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์จะได้รับการรับรองผ่านหลักเกณฑ์จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือการไฟฟ้านครหลวงอนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ได้ในงานก่อสร้างโครงการอื่นของการไฟฟ้านครหลวงมาแล้วก็ตามเนื่องจากลักษณะการทำงานในพื้นที่แต่ละโครงการของการไฟฟ้านครหลวงแตกต่างกันสินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 มีราคาสูงถึงเกือบ 20,000,000 บาท โจทก์ทราบดีว่าจำเลยสั่งซื้อจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในงานของการไฟฟ้านครหลวงที่แยกบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์และที่แยกถนนรามคำแหง - พัฒนาการโดยเฉพาะ เมื่อจำเลยไม่สามารถนำสินค้าโจทก์ไปใช้งานก่อสร้างโครงการอื่นได้ การที่การไฟฟ้านครหลวงจะอนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์หรือไม่จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญยิ่งแก่จำเลยไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมตกลงทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ว่า หากการไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างงานกับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่จำเลยรับเหมาช่วงงานก่อสร้างดังกล่าวมาทำแล้ว ให้ถือว่าการสั่งซื้อสินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 เป็นอันยกเลิกดังที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะจำทำให้จำเลยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าจำเลยไม่สามารถนำสินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์ไปใช้ประโยชน์อื่นใดได้ต้องสูญเสียเงินค้าสินค้าให้โจทก์เกือบ 20,000,000 บาท ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด ดังนั้น หากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าท่อร้อยสายไฟฟ้าของโจทก์ก็ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อให้จำเลยได้รับความเสียหายมากมายเช่นนี้ พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไปติดต่อขอร้องให้จำเลยออกใบสั่งซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์เพื่อโจทก์นำไปติดต่อกับการไฟฟ้านครหลวงเพื่อให้อนุมัติใช้สินค้าดังกล่าวในงานได้ โดยอ้างอาศัยความสัมพันธ์การเป็นนักศึกษารุ่นพี่รุ่นน้องกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระหว่างนายชัยวัฒน์กรรมการโจทก์และนายสุวิทย์กรรมการจำเลย โดยรับปากว่าจะไม่ทำให้นายสุวิทย์เดือดร้อน จำเลยจึงยอมตกลงสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าหากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าโจทก์ให้ถือว่าการซื้อขายสินค้าครั้งนี้เป็นอันยกเลิก ข้อความที่นางสาวพรภิมาจัดพิมพ์ขึ้นในใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 1 ด้านล่างตรงหมายเหตุข้อที่ 1 ที่ว่า หากการไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญาใบสั่งซื้อฉบับนี้ก็ยกเลิกด้วยนั้น เห็นได้ว่าโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญามีความเข้าใจตรงกันและมีเจตนาที่แท้จริงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างกันว่า ถ้าการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ ใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 เป็นอันยกเลิก มิได้หมายความถึงว่าต้องให้การไฟฟ้านครหลวงยกเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างกับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อน จึงจะถือว่าใบสั่งซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.3 เป็นอันยกเลิกดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ทั้งการนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบเรื่องการตีความหมายข้อความในสัญญาเพื่อทราบถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่กรณีขณะทำสัญญามิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 การที่ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างโจทก์นกับจำเลยมีว่า หากการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้ายสายไฟฟ้าที่เป็นสินค้าของโจทก์ให้ถือว่าใบสั่งสินค้าเป็นอันยกเลิกนั้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง เมื่อต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์ นิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,500 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 183 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
บริษัทพรูเด้นท์
โจทก์ — (ไทยแลนด์) จำกัด
บริษัทเอส พี ไทย
จำเลย — คอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8672/2553
#504726
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตแต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน ทั้งศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคสอง แล้ว

จำเลยทั้งสองยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่า มูลคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามูลคดีในการทำสัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานครและสัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดกระบี่ อีกทั้งในสัญญาไม่ได้ระบุว่าทำขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต คดีจึงอยู่นอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและพิพากษายกฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงสมประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน ๒๓๒,๕๓๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๗.๗๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ประเด็นที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่า มูลคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดภูเก็ต เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า มูลคดีในการทำสัญญาเช่าซื้อเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร และสัญญาค้ำประกันระบุว่าจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกระบี่ อีกทั้งในสัญญาไม่ได้ระบุว่าทำขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต คดีจึงอยู่นอกเขตอำนาจของศาลจังหวัดภูเก็ตและพิพากษายกฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นสมประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้อีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 223 ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบัณฑูร ภูมิภมร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอธิคม จำปา
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8642/2553
#510924
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความในตอนแรกระบุว่าคนร้ายคือจำเลยและ จ. ซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเพราะมีบ้านอยู่ใกล้กับบ้านพักของผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายชี้ยืนยันบุคคลตามภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจให้ดู แต่ต่อมากลับเบิกความว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายแล้วเบิกความต่อไปว่า ในกระต๊อบที่เกิดเหตุมืดจึงไม่เห็นหน้าและรูปพรรณของคนร้าย ตอนท้ายเบิกความในทำนองว่าคนร้ายชื่อ ก. แต่เป็นคนละคนกับจำเลย ผู้เสียหายไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้าจำเลย ที่อ้างว่าไม่เห็นหน้าคนร้ายเพราะในกระต๊อบมืดนั้นขัดแย้งกับที่ยืนยันว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายแต่เป็น ก. อีกคนหนึ่งที่มีชื่อซ้ำกัน ทั้งไม่สมเหตุสมผลเพราะคนร้ายเข้าประชิดตัวผู้เสียหายขณะกระทำชำเราอีกทั้งผู้เสียหายเบิกความว่าออกจากกระต๊อบมาทันได้เห็นคนร้ายเดินไปที่วงสุราข้างนอกกระต๊อบน่าจะมีแสงสว่างพอให้มองเห็นหน้าคนร้ายได้ ที่อ้างว่าคนร้ายเป็นคนละคนกับจำเลย เพียงแต่ชื่อเหมือนกันก็มีพิรุธ เพราะในชั้นสอบสวนผู้เสียหายระบุตัวจำเลยชัดเจนทั้งชื่อ รูปพรรณ ทั้งระบุว่าจำเลยพักอยู่บ้านใกล้ ๆ ห่างบ้านของผู้เสียหายเพียง 50 เมตร และรู้จักมารดาของจำเลยด้วย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน ฉ. บิดาจำเลยก็ตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้เสียหายระบุตัวจำเลยเป็นคนร้ายตั้งแต่แรก ไม่ใช่เรื่องผิดตัวที่ผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยเพราะไม่ติดใจเอาความแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงใช้ดุลพินิจวินิจฉัยรับฟังคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนเป็นความจริงมากกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีชายคนร้ายกระทำชำเราเด็กหญิงภรณ์ทิพย์ ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าควรรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาที่ว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า ในข้อที่ว่าผู้เสียหายจำได้หรือไม่ว่าคนร้ายเป็นใครนั้น ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความขัดแย้งกันไปมา ไม่อยู่กับร่องกับรอย ในตอนแรกเบิกความระบุว่าคนร้ายคือจำเลยและนายเจี๊ยบซึ่งเป็นคนรู้จักกันมาก่อนเพราะมีบ้านอยู่ใกล้บ้านพักของผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายชี้ยืนยันบุคคลตามภาพถ่ายที่เจ้าพนักงานตำรวจให้ดู แต่ต่อมากลับเบิกความว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายแล้วเบิกความต่อไปว่า ในกระต๊อบที่เกิดเหตุมืดจึงไม่เห็นหน้าและรูปพรรณของคนร้าย ตอนท้ายเบิกความในทำนองว่าคนร้ายชื่อนายโก๋ แต่เป็นคนละคนกับจำเลย ผู้เสียหายไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้าจำเลย ที่อ้างว่าไม่เห็นหน้าคนร้ายเพราะในกระต๊อบมืดนั้น ขัดแย้งกับที่ยืนยันว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายแต่เป็นนายโก๋ อีกคนหนึ่งที่มีชื่อซ้ำกัน ทั้งไม่สมเหตุสมผลเพราะคนร้ายเข้าประชิดตัวผู้เสียหายขณะกระทำชำเรา อีกทั้งผู้เสียหายเบิกความว่าออกจากกระต๊อบมาทันได้เห็นคนร้ายเดินไปที่วงสุรา ข้างนอกกระต๊อบน่าจะมีแสงสว่างพอให้มองเห็นหน้าคนร้ายได้ ที่อ้างว่าคนร้ายเป็นคนละคนกับจำเลย เพียงแต่ชื่อเหมือนกันก็มีพิรุธ เพราะในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การระบุตัวจำเลยชัดเจนทั้งชื่อ รูปพรรณ ทั้งระบุว่าจำเลยพักอยู่บ้านใกล้ ๆ ห่างบ้านของผู้เสียหายเพียง 50 เมตร และรู้จักมารดาของจำเลยด้วย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน นายฉลวย บิดาของจำเลยก็ตกลงชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายและนายสมศักดิ์ บิดาของผู้เสียหาย จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้เสียหายระบุตัวจำเลยเป็นคนร้ายตั้งแต่แรก ไม่ใช่เรื่องผิดตัวที่ผู้เสียหายเบิกความในชั้นพิจารณา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยเพราะไม่ติดใจเอาความแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยรับฟังคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนเป็นความจริงมากกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม แต่จำเลยกับพวกใช้อาวุธขู่บังคับจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้นั้น เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายในพฤติการณ์แห่งคดีมีพิรุธไม่สมเหตุสมผลหลายประการ ตั้งแต่การที่ผู้เสียหายกับเพื่อนไปที่กระต๊อบที่เกิดเหตุโดยไม่ปรากฏเหตุผลที่น่ารับฟังทั้ง ๆ ที่เห็นจำเลยกับพวกดื่มสุราอยู่ก่อนถึงกระต๊อบเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ แทนที่จะรีบกลับบ้านหรือนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ อยู่หน้ากระต๊อบ ผู้เสียหายกลับเข้าไปนอนในกระต๊อบเพียงคนเดียวที่อ้างว่าไม่กล้ากลับบ้านนี้ยิ่งไม่สมเหตุสมผล เพราะกระต๊อบที่เกิดเหตุอยู่ห่างบ้านพักของผู้เสียหายไม่เกิน 200 เมตร และมีเพื่อนร่วมเดินทางกลับหลายคน หลังเกิดเหตุผู้เสียหายออกจากกระต๊อบมาพบเพื่อนยังอยู่ เมื่อคนร้ายไปหมดแล้วผู้เสียหายก็น่าจะกลับบ้าน กลับพากันเข้าไปนอนในกระต๊อบอีกจนเช้า เป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัย ทั้งไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนสอบปากคำเพื่อนของผู้เสียหายที่รออยู่นอกกระต๊อบและน่าจะรู้เห็นเหตุการณ์ไว้เป็นพยานแม้แต่คนเดียว จึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนคำของผู้เสียหาย หากเป็นดังผู้เสียหายอ้างว่ามีการกอดปล้ำบังคับถอดกางเกงและผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้จริง ก็น่าจะมีรอยฟกช้ำตามร่างกายของผู้เสียหาย รวมทั้งร่องรอยที่อวัยวะเพศบ้างไม่มากก็น้อย กลับไม่มีเลย ผู้เสียหายอาจเกรงว่าบิดาจะดุด่าลงโทษหากเป็นเรื่องผู้เสียหายร่วมประเวณีกับจำเลยโดยสมัครใจ ที่ผู้เสียหายอ้างว่าไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราก็ดี จำเลยกับพวกใช้อาวุธขู่บังคับก็ดี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังว่าในขณะที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น จำเลยกับพวกใช้อาวุธขู่บังคับข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดและต้องใช้บังคับแก่คดี เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขในภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยรวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227 ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายอาทิตย์ เจริญจันทร์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8621/2553
#503263
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...จำเลย...ไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้านามของตนเองว่าคุณหญิง ได้บังอาจแสดงตัวอวดอ้าง... ว่าตนเองเป็นคุณหญิงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อ..." เป็นการบรรยายให้เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้าชื่อตนเองว่าคุณหญิงซึ่งเป็นสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีสิทธิ ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 146 แล้ว จำเลยแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตนไม่มีสิทธิแล้วถ่ายรูปไว้ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์กระทำเช่นนั้นแล้ว ส่วนเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิหรือไม่เป็นเจตนาภายในจิตใจของจำเลย การที่จำเลยถ่ายรูปขนาด 20 นิ้ว คูณ 24 นิ้ว ติดไว้ในห้องรับแขกซึ่งไม่ใช่ที่ลับ แสดงว่าประสงค์ให้ผู้อื่นมาเห็นและต้องการให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามรูปถ่ายดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามมาตรา 146

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146, 33 และริบภาพถ่ายของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกฎหมายบทเดียวแต่หลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน ปรับกระทงละ 1,500 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งการกระทำของจำเลยมิได้กระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของสังคมส่วนรวมสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146 อีกกระทงหนึ่งรวม 3 กระทง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ให้ยกโทษปรับ และไม่รอการลงโทษให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายว่า ".........................จำเลย...............ไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้านามของตนเองว่าคุณหญิงได้บังอาจแสดงตนอวดอ้าง..................ว่าตนเองเป็นคุณหญิงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อ............." นั้น เป็นการบรรยายให้เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้าชื่อตนเองว่าคุณหญิงซึ่งเป็นสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีสิทธิ ครบองค์ประกอบของความผิดตาม มาตรา 146 แล้ว การที่จำเลยแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตนไม่มีสิทธิใช้แล้วถ่ายภาพถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์กระทำการเช่นนั้น ส่วนการกระทำการเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิหรือไม่นั้นเป็นเจตนาภายในจิตใจของจำเลย การที่จำเลยถ่ายรูปตนเองประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นรูปขนาดใหญ่ขนาด 20 นิ้ว x 24 นิ้ว ติดไว้ในห้องรับแขกของจำเลย ซึ่งก็ปรากฏว่ามิใช่ที่ลับ แสดงว่าจำเลยประสงค์ให้ผู้อื่นมาเห็นภาพดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งกระทงละ 1,500 บาท รวมปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ระหว่าง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 146
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางอุบลพรรณหรือปารณีย์ ทวีบูรณ์ทองเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายจีรวงศ์ เชาวน์วรนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553
#508230
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137, 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสียชื่อเสียง จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 173, 174, 326, 90

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวลำพึงหรือรำพึง ประโมงมุขหรือประมงมุขผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, มาตรา 174 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 173, มาตรา 326 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 173 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มูลเหตุคดีนี้เกิดจากโจทก์ร่วมและจำเลยต่างมีปากเสียงทะเลาะวิวาทตบตีกันจนทั้งสองฝ่ายตกลงไปในคูน้ำครำข้างทางและทรัพย์สินทั้งสองฝ่ายสูญหายไป ทั้งสองฝ่ายต่างไปแจ้งความกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับทั้งสองฝ่ายในข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุเกิดอันตรายแก่กาย ส่วนทรัพย์สินที่สูญหายทั้งสองฝ่ายต่างจะไปฟ้องกันทางแพ่งต่อไป จำเลยมิได้แจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์แต่ประการใด หลังจากเกิดเหตุแล้วเป็นเวลาเดือนกว่า จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนอีกว่า เหตุทะเลาะวิวาทกันในครั้งนั้น จำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำของจำเลยแล้ววิ่งหนีไป จำเลยจึงได้ติดตามไปเอาสร้อยคอทองคำคืนจากโจทก์ร่วมที่บ้านของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมได้โยนสร้อยคอทองคำที่ขาดให้แก่จำเลยและจำเลยได้ไปตามหาสร้อยคอทองคำที่เหลือพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำในที่เกิดเหตุแต่ไม่พบ ข้อเท็จจริงที่จำเลยแจ้งเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ ทางฝ่ายโจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วม นายโสภณกับนางสาวจิรภัทร์ ผู้เห็นเหตุการณ์และร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมและจำเลยต่างหาทรัพย์สินของตนที่สูญหายไปในที่เกิดเหตุแต่ไม่มีฝ่ายใดหาทรัพย์สินพบและไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เกี่ยวกับโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำของจำเลยซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุไป โจทก์ร่วมมิได้ลักทรัพย์สร้อยคอทองคำและพระเครื่องเลี่ยมทองคำตามที่จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน อีกทั้งในครั้งแรก จำเลยไม่ได้แจ้งความว่าโจทก์ร่วมลักทรัพย์ดังกล่าวไป ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า โจทก์ร่วมหยิบเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปแล้ววิ่งหนีกลับไปที่บ้านจำเลยไปทวงคืน โจทก์ร่วมโยนสร้อยคอทองคำที่ขาดให้แก่จำเลย โดยจำเลยมีเด็กชายพินิจมาเบิกความสนับสนุนว่า เห็นโจทก์ร่วมกับจำเลยทะเลาะกันตกลงไปในคูน้ำครำข้างทาง โจทก์ร่วมขึ้นมาจากน้ำคนแรกและได้หยิบเศษสร้อยคอทองคำที่ตกอยู่แล้วกลับไปที่บ้านทันที จำเลยขึ้นจากน้ำวิ่งตามไปทันเพื่อทวงสร้อยคอทองคำคืนและจำเลยกลับมาในที่เกิดเหตุบอกว่า ผู้ใดหาสร้อยคอทองคำส่วนที่เหลือพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำได้แล้วจะให้รางวัล 1,000 บาท พยานโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีนี้คือนายโสภณ นางจิรภัทร์ และร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์ต่างก็เป็นพยานในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์นอกจากนี้ในคดีดังกล่าวยังมีนายสมพงษ์ผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความเป็นพยานด้วย โดยพยานทั้งหมดดังกล่าวต่างไม่ได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังที่จำเลยมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้ง ๆ ที่พยานโจทก์ดังกล่าวอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย และจำเลยมิได้ให้ข้อเท็จจริงนี้ในครั้งแรกแต่ประการใด แม้ในคดีนี้จำเลยจะมีเด็กชายพินิจมาเบิกความสนับสนุนจำเลย แต่เด็กชายพินิจไม่เคยไปให้การในชั้นสอบสวนในคดีนี้และคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้อง ทั้งไม่เคยไปเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้องด้วยคงมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนจำเลยในคดีนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นคำเบิกความของเด็กชายพินิจย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปจึงคงมีแต่คำของจำเลยเพียงผู้เดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน เหตุที่สร้อยคอทองคำพร้อมเครื่องพระเลี่ยมทองคำของจำเลยสูญหายไปเพราะเกิดจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมและตกไปในคูน้ำครำข้างทาง การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์จึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นเพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมอันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่น เกลียดชังและเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษกับให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 และมาตรา 326 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 174 วรรคสอง ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวลำพึงหรือรำพึงประโมงมุขหรือประมงมุข
จำเลย — นางสาวมณีรัตน์ ลาภบุญนำ
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553
#513401
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นแต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นเพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 จำเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมอันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่น เกลียดชังและเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าขณะจำเลยพักอยู่บ้านพักได้มีนางสาวรำพึงฯ (นางสาวลำพึง) มาที่บ้านจำเลยและมีปากเสียงกัน นางสาวรำพึงได้ผลักจำเลยล้มลงบริเวณทางเท้า จำเลยจึงลุกขึ้นมาเพื่อจะผลักนางสาวรำพึง แต่นางสาวรำพึงได้กระชากคอเสื้อจำเลย จำเลยได้ดึงผมของนางสาวรำพึงจนทั้งคู่ตกลงไปในคูน้ำครำ จากนั้นจำเลยได้ยินเสียงคนตะโกนมาทางจำเลยว่า นั้นสร้อยใคร เงินใครตกอยู่ จำเลยได้หันไปดูพบว่านางสาวรำพึงหยิบเอาสร้อยคอทองคำและเงิน 100 บาท ไปแล้ววิ่งหนีไปบ้านของนางสาวรำพึง จำเลยจึงติดตามเพื่อจะไปเอาสร้อยคืนจากนางสาวรำพึง เมื่อไปถึงบ้านนางสาวรำพึงเพื่อเอาสร้อยคอทองคำและเงินคืน นางสาวรำพึงจึงโยนสร้อยคอทองคำให้แก่จำเลย จำเลยหยิบสร้อยดู พร้อมพูดว่าสร้อยได้ขาดหายและพระเครื่องเลี่ยมทองคำ จำนวน 1 องค์ ซึ่งติดอยู่ที่สร้อยคอได้หายไป ต่อมาจำเลยไปติดตามหาสร้อยคอทองคำที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าไม่พบสร้อยคอทองคำที่เหลือ จำเลยจึงมาแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ซึ่งการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นการแจ้งแก่พนักงานสอบสวนและผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเพื่อจะแกล้งให้นางสาวลำพึงหรือรำพึงผู้เสียหายต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ความจริงมิได้เป็นดังที่จำเลยแจ้ง ผู้เสียหายมิได้ลักทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำ (ทราบต่อมาภายหลังว่าเป็นหลวงพ่อเกษม) ของจำเลยไป การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายและเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 173, 174, 326, 90

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวลำพึงหรือรำพึง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, มาตรา 174 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 173, มาตรา 326 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 173 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2542 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา โจทก์ร่วมและจำเลยต่างมีปากเสียงทะเลาะวิวาทตบตีกันจนทั้งสองฝ่ายตกลงไปในน้ำครำข้างทางและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายสูญหายไปกล่าวคือโจทก์ร่วมอ้างว่าตุ้มหูทองคำ 1 ข้างและแหวนเพชร 1 วง หายไป ส่วนจำเลยอ้างว่าสร้อยคอทองคำ 1 เส้น พร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำ 1 องค์ หายไปเช่นกัน หลังจากนั้นโจทก์ร่วมและจำเลยไปที่สถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญและแจ้งให้ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีและให้ชดใช้ราคาทรัพย์สินที่สูญหายไปของแต่ละฝ่าย ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์ พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นการสมัครใจทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จึงแจ้งข้อหาแก่โจทก์ร่วมและจำเลยว่าใช้กำลังประทุษร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมให้ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับคนละ 100 บาท และร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์แจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบว่า สำหรับทรัพย์สินที่สูญหายไปนั้นให้ไปฟ้องทางแพ่งต่อไป ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนอีกว่าในวันเกิดเหตุดังกล่าว หลังจากโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงไปในคูน้ำ จำเลยได้ยินเสียงคนตะโกนมาทางจำเลยว่า นั้นสร้อยใคร เงินใครตกอยู่ จำเลยหันไปดูพบว่าโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำและเงิน 100 บาท ไป แล้ววิ่งหนีไปที่บ้านของโจทก์ร่วม จำเลยติดตามไปเอาสร้อยคอทองคำคืนจากโจทก์ร่วม เมื่อถึงบ้านโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมโยนสร้อยคอทองคำให้แก่จำเลย จำเลยหยิบดูพร้อมพูดว่าสร้อยคำทองคำได้ขาดหายไปบางส่วนและพระเครื่องเลี่ยมทอง 1 องค์ ได้หายไปด้วย จำเลยไปหาสร้อยคอทองคำในที่เกิดเหตุแต่ไม่พบ จึงได้ไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดี ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.6 พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ โจทก์ร่วมให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ต่อศาลแขวงตลิ่งชัน ศาลพิจารณาพิพากษายกฟ้องเพราะพยานโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยและขัดต่อเหตุผล จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย (โจทก์ร่วมคดีนี้) ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4915/2543 เอกสารหมาย จ.14 โจทก์ร่วมจึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมมีว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทกับแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเสียหายต้องรับโทษตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุคดีนี้เกิดจากโจทก์ร่วมและจำเลยต่างมีปากเสียงทะเลาะวิวาทตบตีกันจนทั้งสองฝ่ายตกลงไปในคูน้ำครำข้างทางและทรัพย์สินทั้งสองฝ่ายสูญหายไป ทั้งสองฝ่ายต่างไปแจ้งความกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับทั้งสองฝ่ายในข้อหาใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุเกิดอันตรายแก่กาย ส่วนทรัพย์สินที่สูญหายทั้งสองฝ่ายต่างจะไปฟ้องกันทางแพ่งต่อไป จำเลยมิได้แจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์แต่ประการใด หลังจากเกิดเหตุแล้วเป็นเวลาเดือนกว่า จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนอีกว่า เหตุทะเลาะวิวาทกันในครั้งนั้น จำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำของจำเลยแล้ววิ่งหนีไป จำเลยจึงได้ติดตามไปเอาสร้อยคอทองคำคืนจากโจทก์ร่วมที่บ้านของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้โยนสร้อยคอทองคำที่ขาดให้แก่จำเลยและจำเลยได้ไปตามหาสร้อยคอทองคำที่เหลือพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำในที่เกิดเหตุ แต่ไม่พบ ข้อเท็จจริงที่จำเลยแจ้งเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ ทางฝ่ายโจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วม นายโสภณกับนางสาวจิรภัทร์ ผู้เห็นเหตุการณ์และร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมและจำเลยต่างหาทรัพย์สินของตนที่สูญหายไปในที่เกิดเหตุแต่ไม่มีฝ่ายใดหาทรัพย์สินพบและไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์เกี่ยวกับโจทก์ร่วมหยิบเอาสร้อยคอทองคำของจำเลยซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุไป โจทก์ร่วมมิได้ลักทรัพย์สร้อยคอทองคำและพระเครื่องเลี่ยมทองคำตามที่จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน อีกทั้งในครั้งแรก จำเลยไม่ได้แจ้งความว่าโจทก์ร่วมลักทรัพย์ดังกล่าวไป ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า โจทก์ร่วมหยิบเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปแล้ววิ่งหนีกลับไปที่บ้านจำเลยไปทวงคืน โจทก์ร่วมโยนสร้อยคอทองคำที่ขาดให้แก่จำเลย โดยจำเลยมีเด็กชายพินิจมาเบิกความสนับสนุนว่า เห็นโจทก์ร่วมกับจำเลยทะเลาะกันตกลงไปในคูน้ำครำข้างทาง โจทก์ร่วมขึ้นมาจากน้ำคนแรกและได้หยิบเศษสร้อยคอทองคำที่ตกอยู่แล้วกลับไปที่บ้านทันที จำเลยขึ้นจากน้ำวิ่งตามไปทันเพื่อทวงสร้อยคอทองคำคืนและจำเลยกลับมาในที่เกิดเหตุบอกว่า ผู้ใดหาสร้อยคอทองคำส่วนที่เหลือพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองคำได้แล้วจะให้รางวัล 1,000 บาท พยานโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีนี้คือนายโสภณ นางจิรภัทร์ และร้อยตำรวจโทรัชทพงศ์ ต่างก็เป็นพยานในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์นอกจากนี้ในคดีดังกล่าวยังมีนายสมพงษ์ ผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความเป็นพยานด้วย โดยพยานทั้งหมดดังกล่าวต่างไม่ได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังที่จำเลยมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งๆ ที่พยานโจทก์ดังกล่าวอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย และจำเลยมิได้ให้ข้อเท็จจริงนี้ในครั้งแรกแต่ประการใด แม้ในคดีนี้จำเลยจะมีเด็กชายพินิจมาเบิกความสนับสนุนจำเลย แต่เด็กชายพินิจไม่เคยไปให้การในชั้นสอบสวนในคดีนี้และคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้อง ทั้งไม่เคยไปเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมถูกฟ้องด้วยคงมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนจำเลยในคดีนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้น คำเบิกความของเด็กชายพินิจย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปจึงคงมีแต่คำของจำเลยเพียงผู้เดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน เหตุที่สร้อยคอทองคำพร้อมเครื่องพระเลี่ยมทองคำของจำเลยสูญหายไปเพราะเกิดจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมและตกไปในคูน้ำครำข้างทาง การที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยเห็นโจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคำของจำเลยไปและได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์จึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยจำเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทำผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์อันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นเพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จำเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมอันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่น เกลียดชังและเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษกับให้ปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วย"

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 และมาตรา 326 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 173 ม. 174 ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวลำพึงหรือรำพึง ประโมงมุขหรือประมงมุข
จำเลย — นางสาวมณีรัตน์ ลาภบุญนำ
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8595/2553
#501596
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายมิใช่ผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของจำเลย และคำว่า "ผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง" ตาม ป.อ. มาตรา 285 หมายถึง ความปกครองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ตามพฤตินัย การที่จำเลยและภริยารับผู้เสียหายมาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษา ผู้เสียหายมิได้อยู่ในความปกครองของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกเลี้ยง จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้อยู่ในความปกครองตาม ป.อ. มาตรา 285

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีผู้อยู่ในความปกครอง จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 18 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายมิได้เป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของจำเลยกับนางสำเนียง แต่อาศัยอยู่ด้วย โดยจำเลยและนางสำเนียงเลี้ยงดูให้การศึกษาตลอดมา ขณะเกิดเหตุครั้งแรกผู้เสียหายอายุ 9 ปีเศษ และในครั้งที่สองอายุ 10 ปีเศษ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ลักษณะการเบิกความของผู้เสียหายในช่วงเช้าและช่วงบ่ายของวันที่ 31 มีนาคม 2548 แล้ว การเบิกความในตอนเช้ามีลักษณะที่สมด้วยเหตุผลมากกว่า อีกทั้งมีคำให้การที่ผู้เสียหายเคยให้ถ้อยคำมาก่อนสนับสนุนซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นความจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ส่วนที่เบิกความแตกต่างตรงข้ามในช่วงบ่ายมีความเป็นไปได้มากว่าผู้เสียหายเกิดความสงสารจำเลยที่อาจต้องรับโทษเพราะคำเบิกความของตน เพราะถึงอย่างไรผู้เสียหายก็ได้รับการเลี้ยงดูจากจำเลยและนางสำเนียงตลอดมา แม้ปัจจุบันก็ยังทำงานอยู่กับนางปรางค์น้องสาวของจำเลยที่จังหวัดตรัง ที่เดินทางมาเบิกความจากจังหวัดตรังก็มาพักอาศัยอยู่กับจำเลย และผู้เสียหายเบิกความด้วยว่าไม่ต้องการให้จำเลยรับโทษจำคุก จึงน่าเชื่อว่าคำเบิกความของผู้เสียหายในตอนบ่ายมิได้เป็นไปตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายจริง จำเลยนำสืบโดยมีเพียงตัวจำเลยเบิกความว่าได้ตั้งใจเลี้ยงดูผู้เสียหายในฐานะลูกเป็นอย่างดีมาตลอด ไม่เคยกระทำผิดทางเพศใด ๆ แก่ผู้เสียหาย โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ที่ไม่มีน้ำหนักจะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ในประเด็นนี้ แต่มีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดสำเร็จหรือไม่ ประเด็นนี้ผู้เสียหายเป็นผู้เดียวที่รู้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จหรือไม่ ผู้เสียหายให้การไว้ว่าจำเลยกระทำความผิดสำเร็จโดยสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ทั้งสองครั้งแตกต่างจากที่เบิกความยืนยันว่าตั้งแต่จำเลยลวนลามทางเพศผู้เสียหายเมื่อปี 2538 จำเลยไม่เคยใส่อวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายได้เลย ในการกระทำความผิดตามฟ้องทั้งสองครั้ง จำเลยก็พยายามจะสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไป แต่ไม่อาจใส่เข้าไปได้ แม้โจทก์จะมีนายแพทย์วรากร แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายเบิกความประกอบผลการตรวจว่า พบรอยฉีกขาดเก่าที่มุมบนและมุมล่างของเยื่อบุพรหมจารี น่าจะเกิดจากการมีวัตถุของแข็งสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการร่วมประเวณี ซึ่งแม้หากเป็นข้อเท็จจริงว่าเกิดจากการร่วมประเวณี ก็มิได้หมายความว่าผู้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายต้องเป็นจำเลย เพราะตัวผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เคยมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายเมื่อตอนเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ซึ่งเป็นเวลาก่อนการตรวจของนายแพทย์วรากร การกระทำชำเราตามฟ้องก็เกิดก่อนการตรวจของนายแพทย์วรากรถึงเกือบ 2 ปี และ 3 ปี เวลาที่เนิ่นนานเช่นนี้ จะสันนิษฐานหรือถือว่าเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายที่มีรอยฉีกขาดเก่าเกิดจากการกระทำของจำเลยยังไม่สมด้วยเหตุผลและไม่เป็นธรรมแก่จำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้เสียหายเบิกความว่ามีบุคคลอื่นร่วมประเวณีกับผู้เสียหายมาก่อนตรวจด้วย ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยไม่เคยสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายได้สำเร็จ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบสำหรับประเด็นนี้ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายสำเร็จหรือไม่ จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นแก่จำเลย คดีคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเท่านั้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติในชั้นฎีกาว่า ผู้เสียหายมิใช่ผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของจำเลย และคำว่า "ผู้อยู่ในความปกครอง" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 หมายถึง ความปกครองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ตามพฤตินัย การที่จำเลยและภริยารับผู้เสียหายมาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษา ผู้เสียหายมิได้อยู่ในความปกครองของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกเลี้ยง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราแก่ผู้อยู่ในความปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม), 80 จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทงจำคุก 8 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายเจิด สุขประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธีระยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2553
#503232
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมปลอมทั้งฉบับ มิใช่ปลอมแค่เพียงบางส่วน ดังนั้น คำให้การที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 120,000 บาท เป็นเพียงเหตุผลประกอบการปฏิเสธเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมหรือไม่

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ปลอม ให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยนชั้นอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งถ้าฟังว่าปลอมจำเลยก็ไม่ต้องรับผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 120,000 บาท และชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจกท์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกประเด็นไปด้วย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีที่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้และรับเงินจากโจทก์เพียง 120,000 บาทโดยจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินซึ่งไม่มีการกรอกข้อความมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จำเลยขอผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 8,000 บาท เป็นเวลา 70 เดือนจำเลยทำงานเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มอบสมุดเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และมอบฉันทะให้โจทก์ไปรับเงินเดือนแทนจำเลยแต่ละเดือนเหลือจากหักต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วจึงคืนเงินส่วนที่เหลือแก่จำเลย จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 560,000 บาท ครบถ้วนแล้ว จำเลยขอลาออกจากงานได้รับเงินบำเหน็จตอบแทน 1,000,000 บาทเศษ จึงขอสมุดเงินฝากคืน โจทก์ไม่ยอมคืนแต่กลับร่วมกับนายล้อม ศรีสวัสดิ์ กรอกข้อความในสัญญากู้เงินย้อนหลังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 300,000 บาท โดยจำเลยมิได้ยินยอม สัญญากู้ที่โจทก์นำมาจึงเป็นสัญญาปลอม

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 เมษายน2546) ต้องไม่เกิน 223,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 13,000 บาทโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมปลอมทั้งฉบับมิใช่ปลอมแค่เพียงบางส่วน คำให้การที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 120,000 บาท เป็นเพียงเหตุผลประกอบการปฏิเสธเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ ซึ่งโจทก์นำสืบสรุปได้ความว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์รวม 2 ครั้ง ครั้งละ 300,000 บาทห่างกันประมาณ 2 เดือน การกู้ยืมเงินฉบับแรกคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 60 ต่อปี ส่วนฉบับหลังอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาฉบับแรกให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยหักออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง ส่วนฉบับที่โจทก์นำมาฟ้อง จำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลย ส่วนจำเลยนำสืบตามข้อต่อสู้ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ปลอมให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งถ้าฟังว่าปลอมจำเลยก็ไม่ต้องรับผิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 120,000 บาท และชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้นเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นอกประเด็นไปด้วย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีที่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 243 (1) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุรา บุญศรี
จำเลย — นายจรูญ นงค์นวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสมัย เฮงมีชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8584/2553
#508229
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวอย่างไรก็ตาม ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 234 จึงไม่รับวินิจฉัย ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อไปอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,727,006.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,889,876.73 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2545 และอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,952,819.71 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55577 และ 55578 ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินจากกองมรดกของนายปรีชาบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ทั้งนี้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับเรื่องการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองมีผลถึงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกหรือกลับตามคำขอของจำเลย จึงให้จำเลยทั้งสองวางค่าฤชาธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ภายใน 7 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง ครบกำหนดเวลาแล้วจำเลยทั้งสองไม่วางค่าฤชาธรรมเนียมแต่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์คำสั่ง) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองรับหมายแล้วไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาล และอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยจำเลยทั้งสองไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดมาวางศาลและนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือหาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบและเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามกฎหมายต่อไป ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบ ตามคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงไม่ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาใด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ทราบคำสั่ง แต่การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 นั้น จึงถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับศาลชั้นต้น ก็ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จึงเป็นการโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อาจกระทำได้ เพราะมิใช่กรณีศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อมาจุดมุ่งหมายในการอุทธรณ์ก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผลที่สุดก็คือให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณานั่นเอง จึงมีผลเป็นอย่างเดียวกับการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าววันที่ 25 สิงหาคม 2547 ซึ่งเกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับวินิจฉัย ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อไปอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน)
นางสุพร สุวัฒโนดม ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะทายาทของนายปรีชา
จำเลย — สุวัฒโนดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8584/2553
#513389
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบอย่างไรก็ตาม ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน ไม่ชอบด้วยมาตรา 234 จึงไม่รับวินิจฉัย ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,727,006.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,889,876.73 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2545 และอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,952,819.71 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55577 และ 55578 ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินจากกองมรดกของนายปรีชาบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ทั้งนี้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับเรื่องการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองมีผลถึงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกหรือกลับตามคำขอของจำเลย จึงให้จำเลยทั้งสองวางค่าฤชาธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ภายใน 7 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง ครบกำหนดเวลาแล้วจำเลยทั้งสองไม่วางค่าฤชาธรรมเนียมแต่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ที่ถูก ต้องทำเป็นอุทธรณ์คำสั่ง) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองรับหมายแล้วไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาล และอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยจำเลยทั้งสองไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดมาวางศาลและนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือหาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบและเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามกฎหมายต่อไป ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบ ตามคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงไม่ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาใด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ทราบคำสั่ง แต่การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 นั้น จึงถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับศาลชั้นต้น ก็ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จึงเป็นการโต้แย้งคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อาจกระทำได้ เพราะมิใช่กรณีศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อมาจุดมุ่งหมายในการอุทธรณ์ก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผลที่สุดก็คือให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณานั่นเอง จึงมีผลเป็นอย่างเดียวกับการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าววันที่ 25 สิงหาคม 2547 ซึ่งเกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่ รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับวินิจฉัย ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อไปอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
นางสุพร สุวัฒโนดม ในฐานะส่วนตัวและทายาทของ
จำเลย — นายปรี สุวัฒโนดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8579/2553
#503225
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างว่ากรรมการของบริษัท ศ. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับความเสียหายกรณีจึงไม่ใช่เป็นเรื่องมีตำแหน่งว่างลงในจำนวนผู้แทนนิติบุคคลและมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้น่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 73 หรือเป็นเรื่องที่นิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้อันเนื่องมาจากผู้แทนบางคนไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่อันจะนำ ป.พ.พ. มาบังคับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ประกอบมาตรา 73

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งตั้งนายเจมส์ซึ่งเป็นคนกลางและเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเป็นผู้แทนของบริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ชั่วคราวจนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2910/2547 ของศาลแพ่งซึ่งเป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการทั้งสองในคดีนี้จะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีเดิมที่ค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลแพ่ง ผู้ร้องชอบที่จะเสนอต่อศาลแพ่งมิใช่ร้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลชั้นต้น ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นอ้างว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า กรรมการชุดเดิมไม่เคยพ้นวาระก็ดี ไม่เคยจัดให้มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นก็ดี และไม่เคยพิจารณาการประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นก็ดี พฤติการณ์ดังกล่าวผู้ร้องสามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะที่ 22 ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทได้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามที่กล่าวอ้าง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างว่ากรรมการของบริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่ใช่เป็นเรื่องมีตำแหน่งว่างลงในจำนวนผู้แทนของนิติบุคคลและมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้น่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 หรือเป็นเรื่องที่นิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้อันเนื่องมาจากผู้แทนบางคนไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่อันจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 มาบังคับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 73 ตามที่ผู้ร้องอ้าง ที่ศาลล่างมีคำสั่งยกคำร้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททักราล อินเวสเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8579/2553
#513397
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอของผู้ร้องที่อ้างว่ากรรมการของบริษัทละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่มีตำแหน่งว่างลงในจำนวนผู้แทนของนิติบุคคลและมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้น่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 73 หรือเป็นเรื่องที่นิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้อันเนื่องมาจากผู้แทนบางคนไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่จึงไม่อาจนำมาตรา 73 มาบังคับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทั้งโดยการถือหุ้นโดยตรงและโดยทางอ้อมผ่านทางบริษัท จี ดับบลิว ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มีนายรายินเดอร์ปาล และนายนานักเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน กรรมการทั้งสองคนดังกล่าวปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับความเสียหาย และหากให้บุคคลทั้งสองทำหน้าที่เป็นกรรมการของบริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ต่อไป ก็รังแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งตั้งนายเจมส์ ซึ่งเป็นคนกลางและเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเป็นผู้แทนของบริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ชั่วคราวจนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2910/2547 ของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการทั้งสองในคดีนี้จะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีเดิมที่ค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลแพ่ง ผู้ร้องชอบที่จะเสนอต่อศาลแพ่ง มิใช่ร้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลชั้นต้น ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นอ้างว่า เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งใหม่ว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า กรรมการชุดเดิมไม่เคยพ้นวาระก็ดี ไม่เคยจัดให้มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นก็ดี และไม่เคยพิจารณาการประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นก็ดี พฤติการณ์ดังกล่าวผู้ร้องสามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะที่ 22 ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทได้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามที่กล่าวอ้าง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างว่ากรรมการของบริษัทศาลาแดง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่ใช่เป็นเรื่องมีตำแหน่งว่างลงในจำนวนผู้แทนของนิติบุคคลและมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้น่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 หรือเป็นเรื่องที่นิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้อันเนื่องมาจากผู้แทนบางคนไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่อันจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 มาบังคับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 73 ตามที่ผู้ร้องอ้าง สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938/2542 ที่ผู้ร้องอ้างนั้นข้อเท็จจริงแตกต่างกับคดีนี้ ที่ศาลล่างมีคำสั่งยกคำร้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททักราล อินเวสเม้นส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8561/2553
#506618
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 6 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 297 ประกอบมาตรา 83 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 297 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 9 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 9 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ยกคำขอให้เพิ่มโทษเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขบทลงโทษ โดยไม่ได้แก้ไขโทษและยกคำขอให้เพิ่มโทษ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 6 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฝ่ายหนึ่งและจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 อีกฝ่ายหนึ่งร่วมกันทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำบริเวณร่างกาย และจำเลยที่ 5 ได้รับบาดแผลถูกคมมีดฟันที่ข้อศอกซ้ายลึกถึงกระดูกแตกเป็นอันตรายสาหัสและไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกินกว่ายี่สิบวัน และเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกคมอาวุธมีดและคมขวดแตกฟันและแทงที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า หน้าท้อง และแขนซ้าย และจำเลยที่ 2 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกคมอาวุธมีดและคมขวดแตกฟันและแทงที่บริเวณศีรษะ หน้าผาก และบริเวณหน้าท้องเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ที่ 6 และที่ 7 ตามกฎหมายและบวกโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7194/2549 ของศาลแขวงนครราชสีมา เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 คดีนี้

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและเพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 ประกอบมาตรา 83 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 เดือน ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษจำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้กระทำความผิดอีก จึงให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 6 และที่ 7 คนละ 6 เดือน ให้นำโทษจำคุก 2 เดือน ของจำเลยที่ 4 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7194/2549 ของศาลแขวงนครราชสีมามาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 เดือน 15 วัน

จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 9 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน สำหรับจำเลยที่ 4 เมื่อบวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7194/2549 ของศาลแขวงนครราชสีมาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 6 เดือน 15 วัน ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 และที่ 7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 ประกอบมาตรา 83 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 9 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 เดือน 15 วัน ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขบทลงโทษจำเลยที่ 6 โดยไม่ได้แก้ไขโทษ และยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 6 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 6 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 297
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายรุ่งระวีหรือโอ๋ สายสมบัติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแพง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8552/2553
#501976
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจุดชนเกิดในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 และในชั้นฎีกาโจทก์ฎีการับว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 ทำให้รับฟังเป็นยุติว่า เหตุรถชนกันมิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 ดังนี้หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างขับรถอยู่ในช่องเดินรถของตน ก็จะต้องไม่มีเหตุคดีนี้เกิดขึ้น ดังนี้จึงจะนำข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเมาสุราและขับด้วยความเร็วสูงผ่านทางแยกตามฟ้องมาเป็นเหตุลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 หาได้ไม่ เพราะข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องนั้น การที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันมิได้เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง), 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส กับฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน จำคุก 2 เดือนรวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุ มีผู้ได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย และฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว สำหรับโทษจำคุกฐานหลบหนีไม่ช่วยเหลือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เปลี่ยนเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ตามที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องคือ จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกกระบะหมายเลขทะเบียน บร 4609 ขอนแก่น แล่นไปตามถนนสายคอนสาร - ห้วยยาง ซึ่งเป็นถนนสองช่องทางจราจร รถวิ่งสวนกันไปมาได้ โดยจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุราแล่นในช่องเดินรถด้านซ้ายจากทางตำบลห้วยยางมุ่งหน้าไปทางอำเภอคอนสาร และเมื่อถึงทางแยกตัดกับถนนระหว่างหมู่บ้าน จำเลยที่ 1 ยังคงขับรถผ่านทางแยกดังกล่าวด้วยความเร็วสูงจึงเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขยง ขอนแก่น 929 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับออกมาจากถนนสายไปบ้านนาบัวซึ่งตัดกับถนนสายคอนสาร - ห้วยยาง โดยเมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปถึงทางแยกดังกล่าว จำเลยที่ 2ได้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายคอนสาร - ห้วยยาง มุ่งหน้าไปทางตำบลห้วยยาง โดยไม่หยุดรถและไม่ตรวจดูว่ามีรถคันอื่นแล่นอยู่บนถนนสายคอนสาร - ห้วยยาง กำลังจะแล่นผ่านทางแยกนั้นหรือไม่ จึงเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจุดชนเกิดในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นฎีกาโจทก์ยังบรรยายฎีการับว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเสริมข้อเท็จจริงในคำบรรยายฟ้องให้รับฟังเป็นยุติว่า เหตุรถชนกันมิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 ซึ่งขับเลี้ยวซ้ายออกมาจากถนนสายไปบ้านนาบัวด้านขวาของจำเลยที่ 1 เข้าสู่ถนนสายคอนสาร - ห้วยยาง แต่มุ่งหน้าไปทางตำบลห้วยยาง ทิศทางตรงกันข้ามกับรถบรรทุกกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ เมื่อข้อเท็จจริงมีเพียงเท่านี้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างขับรถอยู่ในช่องเดินรถของตน ก็จะต้องไม่มีเหตุคดีนี้เกิดขึ้น ดังนี้ จึงจะนำข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเมาสุราและขับด้วยความเร็วสูงผ่านทางแยกตามฟ้อง มาเป็นเหตุลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 หาได้ไม่ เพราะจากข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น การที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันมิได้เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเมาสุราและขับด้วยความเร็วสูง ย่อมเป็นความผิดฐานขับรถด้วยความประมาทหรือน่าหวาดเสียวตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) ซึ่งโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 มาด้วย จำเลยที่ 1 จึงยังมีความผิดฐานนี้ตามที่ให้การรับสารภาพ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดทั้งสองฐานทั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 400 บาท เมื่อรวมกับโทษกักขัง 1 เดือน ฐานหลบหนีไม่ช่วยเหลือ ไม่แสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 กักขัง 1 เดือน และปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยหากต้องกักขังแทนค่าปรับก็ให้นับโทษต่อจากโทษกักขัง 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 185 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายบรรจง ดอนพันช้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายอุดม มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8537/2553
#502443
เปิดฉบับเต็ม

นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผู้ตายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 นาง ล. เป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตายและโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปด้วยความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้นชอบแล้ว เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์นั้นไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยและผู้ร้องที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ผู้ร้อง บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วพิพากษายกฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้นำสืบไว้ต่อไปตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ร้องและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายโกศล สามีชอบด้วยกฎหมายของนางละม้าย ผู้ตายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางละม้ายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 นางละม้ายเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้นชอบแล้ว เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์นั้นไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยและผู้ร้องที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฎีกาของผู้ร้องและจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 3 (2) ม. 5 (2) ม. 15 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกศล ทัศนภักดิ์
นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ทัศนภักดิ์
ผู้ร้อง — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายวัชรเทพ ทิพย์วิชิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายจงวัฒน์ โทวิชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8537/2553
#510204
เปิดฉบับเต็ม

นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผู้ตาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 291 นาง ล. จึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้จัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบแล้ว

โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป - 2607 มหาสารคาม วิ่งไปตามถนนสายร้อยเอ็ด - ธวัชบุรี มุ่งหน้าไปทางอำเภอธวัชบุรีด้วยความเร็วสูงและปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปถึงที่เกิดเหตุ นางละม้าย ภริยาโจทก์กำลังขับรถจักรยานยนต์เปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องเดินรถที่ 1 ไปช่องเดินรถที่ 3 เพื่อเลี้ยวกลับรถบริเวณเกาะกลางถนน จำเลยมองเห็นรถจักรยานยนต์ของนางละม้ายอยู่ข้างหน้า ต้องเว้นระยะพอสมควรเพื่อหยุดรถได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอไม่ จำเลยกลับขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงในลักษณะมึนเมา เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยชนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางละม้าย ทำให้นางละม้ายถึงแก่ความตายทันที และคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางละม้ายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ผู้ร้อง บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วพิพากษายกฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้นำสืบไว้ต่อไปตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ร้องและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า นายโกศล สามีชอบด้วยกฎหมายของนางละม้าย ผู้ตาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางละม้ายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 นางละม้ายจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์นั้นจึงไม่ชอบ ดังนี้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยและผู้ร้องที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฎีกาของผู้ร้องและจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกศล ทัศนภักดิ์
นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ทัศนภักดิ์
ผู้ร้อง — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายวัชรเทพ ทิพย์วิชิน
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา