คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2553
#510913
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ซึ่งเป็นคนละมาตรากัน และแต่ละฐานความผิดอาจแยกการกระทำออกจากกันได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมที่ศาลต้องเรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ส่วนความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้นั้น แม้รูป "hp ทั้ง 3 รูป" กับ "canon" ตามเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองจะเป็นรูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายทั้งสองด้วยก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายทั้งสองได้นำรูป รอยประดิษฐ์ดังกล่าวไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนมีสภาพเป็นเครื่องหมายการที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร อันมีผลทำให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่หากผู้อื่นปลอมเครื่องหมายการค้าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 โดยเฉพาะแล้วจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 272 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ลงโทษฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 4 เดือน และปรับ 60,000 บาท ฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ จำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 62,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 31,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คำฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรม ความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ซึ่งเป็นคนละมาตรากัน และแต่ละฐานความผิดอาจแยกการกระทำออกจากกันได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมที่ศาลต้องเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้นั้น เห็นว่า แม้รูป "hp ทั้ง 3 รูป" กับ "canon" ตามเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองจะเป็นรูป รอยประดิษฐ์ ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายทั้งสองด้วยก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายทั้งสองได้นำรูป รอยประดิษฐ์ดังกล่าวไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร อันมีผลทำให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่หากผู้อื่นปลอมเครื่องหมายการค้าจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อีก ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ให้จำคุก 4 เดือน และปรับ 60,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 30,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 60,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
บริษัทนิวเวิลด์ คอมพิวเตอร์
ซับพลาย จำกัด หรือบริษัท
นิวเวิลด์ คอมพิวเตอร์
จำเลย — ซัพพลาย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8131/2553
#507929
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันที่ทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไป เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียวแทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดไว้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมากทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่วๆ ไป เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบแก่กิจการของนายจ้างมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์สั่งให้ลูกจ้างคือ ป. กับพวกรวม 73 คน หยุดทำงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะๆ การหยุดทำงานชั่วคราวดังกล่าวโจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น และสาเหตุที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานเนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าลดลง ลักษณะการสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยุดงานเป็นบางวันเป็นระยะๆ ตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงซึ่งไม่มีความแน่นอน แม้โจทก์จะอ้างว่าลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าเป็นรายสัปดาห์ โจทก์จะทราบการสั่งซื้อล่วงหน้าเพียง 3 วัน ถึง 5 วันก็ตามก็เป็นเรื่องปกติของการค้าที่อาจจะมีความไม่แน่นอนบ้าง โจทก์ควรจะต้องวางแผนการบริหารกิจการของโจทก์ล่วงหน้า มิใช่นำสาเหตุดังกล่าวมาสั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะๆ เช่นนี้ ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างนั้นยังมิใช่เหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดอยู่ร้อยละห้าสิบแก่ลูกจ้างชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเบาะรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์หนังเพื่อส่งออกจำหน่ายต่างประเทศตามคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศ ในลักษณะของคำสั่งการผลิตเป็นรายสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ช่วงระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2547 โจทก์ประสบปัญหาเนื่องจากลูกค้าบางรายส่วนใหญ่สั่งหยุดการผลิตกะทันหัน ทั้งโจทก์ไม่มีวัตถุดิบที่จะสามารถผลิตส่งลูกค้าอื่นได้ ด้วยเหตุจำเป็นดังกล่าวเพื่อให้การประกอบกิจการของโจทก์และการทำงานของลูกจ้างคงมีอยู่ต่อไป จึงแจ้งให้ลูกจ้างทราบและหยุดทำงานชั่วคราวในบางแผนกเฉพาะสายการผลิตที่ไม่มีคำสั่งการผลิตแล้วจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราร้อยละห้าสิบ ต่อมาลูกจ้างที่โจทก์สั่งให้หยุดทำงานชั่วคราวไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 20/2548 ลงวันที่ 27 เมษายน 2548 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแก่นางสาวประกอบ พลอยกลาง กับพวกรวม 73 คน เป็นค่าจ้างในวันที่สั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวส่วนที่ขาดอยู่ร้อยละห้าสิบเป็นเงิน 69,237.50 บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 20/2548

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ทราบคำสั่งจำเลยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 แต่นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ซึ่งเลยกำหนดเวลาสามสิบวัน คดีจึงถึงที่สุด คำสั่งของจำเลยชอบแล้วกล่าวคือ การที่โจทก์ให้นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างหยุดทำงานเฉพาะบางวันเดือนมีนาคม 2547 หยุดทำงานในวันที่ 15, 20, 22, 23 เดือนเมษายน 2547 หยุดทำงานในวันที่ 19 เดือนพฤษภาคม 2547 หยุดทำงานในวันที่ 14, 15, 17, 18, 22, และ 24 และเดือนมิถุนายน 2547 หยุดทำงานในวันที่ 1, 5, 7, 8, 11, 14, 15, 19 และ 21 การสั่งหยุดทำงานดังกล่าวมิใช่เป็นการหยุดชั่วคราว การที่โจทก์แจ้งการหยุดทำงานให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันหรือสองวัน เป็นการแจ้งโดยกะทันหัน เพราะโจทก์ทราบการสั่งสินค้าจากลูกค้าล่วงหน้าอยู่แล้ว และการที่โจทก์ไม่ได้แจ้งคำสั่งการหยุดงานให้จำเลยหรือพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้า คำสั่งของโจทก์ที่ให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยแถลงสละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ยื่นคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 แล้ว ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือไม่

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 20/2548 ลงวันที่ 27 เมษายน 2548 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่นางสาวประกอบ พลอยกลาง กับพวกรวม 73 คน เป็นเงิน 69,237.50 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเบาะรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์หนังส่งออกจำหน่ายต่างประเทศตามคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นรายสัปดาห์โดยจะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าประมาณ 3 วัน ถึง 5 วัน เมื่อปี 2547 โจทก์สั่งให้นางสาวประกอบ พลอยกลาง กับพวกรวม 73 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวในเดือนมีนาคม รวม 4 วัน คือวันที่ 15, 20, 22, และ 23 เดือนเมษายน หยุดทำงาน 1 วัน คือวันที่ 19 เดือนพฤษภาคมหยุดทำงาน 6 วัน คือวันที่ 14, 15, 17, 18, 22 และ 24 เดือนมิถุนายนหยุดทำงาน 9 วัน คือวันที่ 1, 5, 7, 8, 11, 14, 15, 19 และ 21 การหยุดทำงานดังกล่าวโจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งหรือสองวัน และโจทก์ไม่ได้แจ้งคำสั่งหยุดงานให้พนักงานตรวจแรงงานทราบ สาเหตุที่โจทก์ให้ลูกจ้างดังกล่าวหยุดงานเนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าลดลง การหยุดงานจะให้หยุดเฉพาะแผนกที่มีคำสั่งซื้อสินค้าลดลงและจะผลัดหมุนเวียนกันไป โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่โจทก์ให้หยุดงานชั่วคราวในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างปกติ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์หยุดงานชั่วคราวเป็นบางวันในเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2547 โดยจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราร้อยละห้าสิบนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือ บางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" บทบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวแต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไปเพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียวแทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อนสำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติ

ดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่ว ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบแก่กิจการของนายจ้างมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าในระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์สั่งให้ลูกจ้างคือนางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน หยุดทำงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะ ๆ โดยเดือนมีนาคม 2547 หยุดทำงานรวม 4 วัน คือวันที่ 15, 20, 22, และ 23 เดือนเมษายน 2547 หยุดทำงาน 1 วัน คือวันที่ 19 เดือนพฤษภาคม 2547 หยุดทำงานรวม 6 วัน คือวันที่ 14, 15, 17, 18, 22 และ 24 เดือนมิถุนายน 2547 หยุดทำงานรวม 9 วัน คือวันที่ 1, 5, 7, 8, 11, 14, 15, 19, และ 21 การหยุดทำงานชั่วคราวดังกล่าวโจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น และสาเหตุที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานเนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าลดลงลักษณะการสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยุดงานเป็นบางวันเป็นระยะ ๆ ตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงซึ่งไม่มีความแน่นอน แม้โจทก์จะอ้างว่าลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าเป็นรายสัปดาห์ โจทก์จะทราบการสั่งซื้อล่วงหน้าเพียง 3 วัน ถึง 5 วันก็ตาม ก็เป็นเรื่องปกติของการค้าที่อาจจะมีความไม่แน่นอนบ้าง โจทก์ควรจะต้องวางแผนการบริหารกิจการของโจทก์ล่วงหน้ามิใช่นำสาเหตุดังกล่าวมาสั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะ ๆ เช่นนี้ ตามข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์อ้างนั้นยังมิใช่เหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง ส่วนที่ขาดอยู่ร้อยละห้าสิบแก่ลูกจ้างชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททริม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี กฤษณะ รามาตย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ดิเรก อิงคนินันท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8131/2553
#513374
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์สั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะๆ อ้างว่าโจทก์ประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงซึ่งไม่มีความแน่นอน แม้โจทก์จะอ้างว่าลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าเป็นรายสัปดาห์โจทก์จะทราบการสั่งซื้อล่วงหน้าเพียง 3 วัน ถึง 5 วัน ก็เป็นเรื่องปกติของการค้าที่อาจจะมีความไม่แน่นอนบ้าง โจทก์ควรจะต้องวางแผนการบริหารกิจการของโจทก์ล่วงหน้า มิใช่นำสาเหตุดังกล่าวมาสั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราว จึงยังมิใช่เหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเบาะรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์หนังเพื่อส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศ ในลักษณะของคำสั่งการผลิตเป็นรายสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ช่วงระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2547 โจทก์ประสบปัญหาเนื่องจากลูกค้าบางรายส่วนใหญ่สั่งหยุดการผลิตกะทันหัน ทั้งโจทก์ไม่มีวัตถุดิบที่จะสามารถผลิตส่งลูกค้าอื่นได้ ด้วยเหตุจำเป็นดังกล่าวเพื่อให้การประกอบกิจการของโจทก์และการทำงานของลูกจ้างคงมีอยู่ต่อไป จึงแจ้งให้ลูกจ้างทราบและหยุดทำงานชั่วคราวในบางแผนกเฉพาะสายการผลิตที่ไม่มีคำสั่งการผลิตแล้วจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราร้อยละห้าสิบ ต่อมาลูกจ้างที่โจทก์สั่งให้หยุดทำงานชั่วคราวไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 20/2548 ลงวันที่ 27 เมษายน 2548 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแก่นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน เป็นค่าจ้างในวันที่สั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวส่วนที่ขาดอยู่ร้อยละห้าสิบเป็นเงิน 69,237.50 บาท ตามบัญชีแนบท้ายคำสั่ง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 20/2548

จำเลยให้การว่าคำสั่งของจำเลยชอบแล้วกล่าวคือ การที่โจทก์ให้นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างหยุดทำงานเฉพาะบางวันเดือนมีนาคม 2547 หยุดทำงานในวันที่ 15, 20, 22, 23 เดือนเมษายน 2547 หยุดทำงานในวันที่ 19 เดือนพฤษภาคม 2547 หยุดทำงานในวันที่ 14, 15, 17, 18, 22, และ 24 และเดือนมิถุนายน 2547 หยุดทำงานในวันที่ 1, 5, 7, 8, 11, 14, 15, 19 และ 21 การสั่งหยุดทำงานดังกล่าวมิใช่เป็นการหยุดชั่วคราว การที่โจทก์แจ้งการหยุดทำงานให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันหรือสองวัน เป็นการแจ้งโดยกระทันหัน เพราะโจทก์ทราบการสั่งสินค้าจากลูกค้าล่วงหน้าอยู่แล้ว และการที่โจทก์ไม่ได้แจ้งคำสั่งการหยุดงานให้จำเลยหรือพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้า คำสั่งของโจทก์ที่ให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยแถลงสละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ยื่นคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 แล้ว ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือไม่

ศาลแรงงานกลางพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 20/2548 ลงวันที่ 27 เมษายน 2548 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน เป็นเงิน 69,237.50 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตเบาะรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์หนังส่งออกจำหน่ายต่างประเทศตามคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศ ลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นรายสัปดาห์โดยจะแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าประมาณ 3 วัน ถึง 5 วัน เมื่อปี 2547 โจทก์สั่งให้นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวในเดือนมีนาคม รวม 4 วัน คือวันที่ 15, 20, 22, และ 23 เดือนเมษายน หยุดทำงาน 1 วัน คือวันที่ 19 เดือนพฤษภาคมหยุดทำงาน 6 วัน คือวันที่ 14, 15, 17, 18, 22 และ 24 เดือนมิถุนายนหยุดทำงาน 9 วัน คือวันที่ 1, 5, 7, 8, 11, 14, 15, 19 และ 21 การหยุดทำงานดังกล่าวโจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งหรือสองวัน และโจทก์ไม่ได้แจ้งคำสั่งหยุดงานให้พนักงานตรวจแรงงานทราบ สาเหตุที่โจทก์ให้ลูกจ้างดังกล่าวหยุดงานเนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าลดลง การหยุดงานจะให้หยุดเฉพาะแผนกที่มีคำสั่งซื้อสินค้าลดลงและจะผลัดหมุนเวียนกันไป โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่โจทก์ให้หยุดงานชั่วคราวในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างปกติ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้นางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์หยุดงานชั่วคราวเป็นบางวันในเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2547 โดยจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราร้อยละห้าสิบนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" บทบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไปเพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงครึ่งเดียวแทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ มิใช่เป็นแต่เพียงความจำเป็นทั่ว ๆ ไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบแก่กิจการของนายจ้างมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการแก้ไขเหตุแห่งความจำเป็นดังกล่าวจะต้องมีกำหนดเวลาที่แน่นอนติดต่อกันอย่างพอสมควร ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าในระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์สั่งให้ลูกจ้างคือนางสาวประกอบกับพวกรวม 73 คน หยุดทำงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะ ๆ โดยเดือนมีนาคม 2547 หยุดทำงานรวม 4 วัน คือวันที่ 15, 20, 22, และ 23 เดือนเมษายน 2547 หยุดทำงาน 1 วัน คือวันที่ 19 เดือนพฤษภาคม 2547 หยุดทำงานรวม 6 วัน คือวันที่ 14, 15, 17, 18, 22 และ 24 เดือนมิถุนายน 2547 หยุดทำงานรวม 9 วัน คือวันที่ 1, 5, 7, 8, 11, 14, 15, 19, และ 21 การหยุดทำงานชั่วคราวดังกล่าวโจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียงหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น และสาเหตุที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานเนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าลดลงลักษณะการสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยุดงานเป็นบางวันเป็นระยะ ๆ ตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงซึ่งไม่มีความแน่นอน แม้โจทก์จะอ้างว่าลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าเป็นรายสัปดาห์ โจทก์จะทราบการสั่งซื้อล่วงหน้าเพียง 3 วัน ถึง 5 วันก็ตาม ก็เป็นเรื่องปกติของการค้าที่อาจจะมีความไม่แน่นอนบ้าง โจทก์ควรจะต้องวางแผนการบริหารกิจการของโจทก์ล่วงหน้ามิใช่นำสาเหตุดังกล่าวมาสั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานชั่วคราวเป็นบางวันเป็นระยะๆ เช่นนี้ ตามข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์อ้างนั้นยังมิใช่เหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดอยู่ร้อยละห้าสิบแก่ลูกจ้างชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททริม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีกฤษณะรามาตย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อดิเรก อิงคนินันท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8129/2553
#510910
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ มีผลเพียงให้ถือว่าจำเลยไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติของจำเลยที่เป็นเหตุให้ต้องรับโทษจำคุกนั้นถูกล้างไปด้วย

แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีเดิมเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ แต่เมื่อจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 34, 91, 144 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุม จำคุก 6 เดือน ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ระบุว่าในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่คัดค้านแต่อย่างใดพร้อมทั้งลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วยจึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติทั้งในส่วนที่เป็นผลดีและผลร้ายให้จำเลยทราบแล้ว และต้องถือว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติถูกต้องตรงกับความจริง ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้" ดังนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกเอาข้อความเกี่ยวกับประวัติการกระทำความผิดของจำเลยตามรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาเป็นเหตุผลประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยได้ แม้จำเลยจะอ้างว่ามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 25550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลเพียงให้ถือว่า จำเลยไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติของจำเลยที่เป็นเหตุให้ต้องรับโทษจำคุกนั้นถูกลบล้างไปด้วย เมื่อจำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก นับว่าจำเลยมีลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ไม่สำนึกหรือเกรงกลัวต่อโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลังหรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 แล้ว จำเลยไม่คัดค้านเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2853/2550 ของศาลจังหวัดพระโขนง และโทษจำคุก 3 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1685/2550 ของศาลจังหวัดสระแก้ว บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเหลือ ชื่นอุรา
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8127/2553
#507927
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วย ซึ่งค่าอากรดังกล่าวหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้นไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยโดยนำภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,370 บาท มารวมกับเงินค่าอากร 21,000 บาท เป็นเงิน 27,370 บาท ตามใบประเมินราคาของกลางมาคำนวณลงโทษปรับจำเลยด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ

ที่ศาลล่างทั้งสองให้จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมายโดยไม่ระบุให้ชัดแจ้งกับเป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งริบของกลาง และไม่ปรากฏว่าของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ มาตรา 8 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ปรับ 109,480 บาท ริบของกลาง และจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 และมีอำนาจจับกุมจำเลยตามมาตรา 20 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องร้อยตำรวจโทสุภารัตน์กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 2 จับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เสื้อกันฝนยี่ห้อ PHUONG TIEN จำนวน 14,000 ตัว ราคา 70,000 ที่จะต้องเสียค่าอากร 21,000 บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรแล้วเป็นเงิน 91,000 บาท ที่บริเวณถนนกรุงเกษม แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยมีความผิดฐานช่วยพาเอาไปเสียช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 บัญญัติว่า "คำว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความและกินความรวมไปถึงพนักงานใดๆ ซึ่งได้แต่งตั้งให้มีหน้าที่เฉพาะการ หรือพนักงานใดซึ่งกระทำหน้าที่โดยเฉพาะในกิจการตามหน้าที่ของตนนโดยปกติ" ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีความหมายถึงพนักงานใดๆ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เฉพาะการ และพนักงานใดซึ่งได้กระทำหน้าที่โดยเฉพาะในกิจการตามหน้าที่ของตนโดยปกติ ร้อยตำรวจโทสุภารัตน์กับพวกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไทย 2 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (16) ร้อยตำรวจโทสุภารัตน์กับพวกมีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ เมื่อร้อยตำรวจโทสุภารัตน์กับพวกตรวจค้นจับกุมจำเลยบริเวณถนนกรุงเกษม แขวงป้อมปราม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ที่ร้อยตำรวจโทสุภารัตน์กับพวกประจำการอยู่ ดังนี้ ร้อยตำรวจโทสุภารัตน์จึงเป็นพนักงานซึ่งกระทำหน้าที่โดยเฉพาะในกิจการตามหน้าที่ของตนโดยปกติ ร้อยตำรวจโทสุภารัตน์จึงเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าวและมีอำนาจจับกุมจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 20 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วย ซึ่งค่าอากรดังกล่าวหมายถึงค่าอากรในทางศาลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยโดยนำภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,370 บาท มารวมกับเงินค่าอากร 21,000 บาท เป็นเงิน 27,370 บาท ตามใบประเมินราคาของกลางมาคำนวณลงโทษปรับจำเลยด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ และการที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำราคาของมาคำนวณลงโทษปรับจำเลยก็ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์จึงไม่อาจนำราคาของมาคำนวณเพื่อกำหนดลงโทษปรับจำเลยใหม่ได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบ มาตรา 225 นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองให้จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมายโดยไม่ระบุให้ชัดแจ้งกับคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งริบของกลาง และไม่ปรากฏว่าของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ จึงต้องจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 84,000 บาท กรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี และให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบของราคาของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชัยณรงค์ บุญมั่น
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8123/2553
#503259
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 จำคุก 2 ปี ปรับ 5,855,878.84 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน ตลอดจนข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 3,903,919.23 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรก จำเลยมีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลโดยนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียค่าภาษีหรือไม่ จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล เพราะจำเลยซื้ออะไหล่และนำชิ้นส่วนของรถยนต์ประกอบเข้ากันขึ้นเป็นรถยนต์คันพิพาททั้งคัน และยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการก่อนที่จะมีการเสียภาษี เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยว่าได้ซื้อชิ้นส่วนก็ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อขายชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ของรถ หรือหลักฐานอื่นที่จำเลยควรมีไว้เพื่อตระเตรียมพร้อมจะดำเนินการทางภาษีและทะเบียนให้เสร็จสิ้นต่อไป ลำพังคำเบิกความลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุนของจำเลย ไม่อาจรับฟังได้ตามที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยครอบครองรถยนต์ของกลางที่ผลิตนอกราชอาณาจักร โดยไม่ปรากฏว่ามีการนำรถยนต์ของกลางผ่านศุลกากรและเสียภาษีโดยถูกต้อง จำเลยมีเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล อันเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ปัญหาพิจารณาข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องถูกปรับเพียงใด โดยจำเลยอ้างว่ารถยนต์ของกลางมีราคาไม่มาก ไม่ควรนำราคาที่โจทก์ตั้งมาเป็นฐานในการคิดค่าปรับจากจำเลย เห็นว่า โจทก์มีนางปริญดา เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรซึ่งประเมินอากรของกลาง มาเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ว่า รถยนต์ของกลางผลิตตั้งแต่ ค.ศ.1997 (หรือ พ.ศ.2540) มีการใช้งานมาจนถึงวันที่ประเมินราคาในปี 2545 เป็นเวลา 4 ปีเศษ คิดหักค่าเสื่อมราคาร้อยละ 50 ของราคา ซี. ไอ. เอฟ. รถใหม่รวมอุปกรณ์คิดเป็นราคา 467,465.60 บาท เมื่อรวมค่าภาษีต่าง ๆ เข้าแล้วมีราคารวม 1,463,969.71 บาท จำเลยคงเบิกความลอย ๆ ว่ารถยนต์ของกลางมีราคาตลาดเพียง 700,000 บาท ไม่อาจหักล้างทางนำสืบของโจทก์ที่มีกระบวนการคิดราคาและข้อมูลอ้างอิงอันควรเชื่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้คิดราคาและกำหนดโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2 และมาตรา 27 แล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า "ค่าอากร" ตามมาตรา 27 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบค่าอากรเป็นเงิน 996,504.11 บาท ปรากฏตามใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 95,773.72 บาท ภาษีสรรพสามิต 478,870.83 บาท และภาษีมหาดไทย 47,887.08 บาท เข้าด้วยกัน คดีนี้รถยนต์ของกลางมีราคา 467,465.60 บาท ต้องเสียค่าอากรขาเข้าเป็นเงิน 373,972.48 บาท รวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันเป็นเงินเพียง 841,438.08 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นจำนวน 1,463,969.71 บาท ตามที่โจทก์อ้าง เมื่อลงโทษปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 3,365,752.32 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนโทษปรับให้ลงโทษปรับ 3,365,752.32 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 2,243,834.88 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอนุพงษ์หรืออู๊ด บุญเจริญสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายธนา วิริยะวินิจเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8123/2553
#510907
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ค่าอากร" ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 จำคุก 2 ปี ปรับ 5,855,878.84 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน ตลอดจนข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 3,903,919.23 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คำว่า "ค่าอากร" ตามมาตรา 27 ดังกล่าว หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าค่าอากรเป็นเงิน 996,504.11 บาท นั้น ปรากฏตามใบประเมินราคาและอากรรถยนต์ว่าได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 95,773.72 บาท ภาษีสรรพสามิต 478,870.83 บาท และภาษีมหาดไทย 47,887.08 บาท เข้าด้วยกัน คดีนี้รถยนต์ของกลางมีราคา 467,465.60 บาท ต้องเสียค่าอากรขาเข้าเป็นเงิน 373,972.48 บาท รวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันเป็นเงินเพียง 841,438.08 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นจำนวน 1,463,969.71 บาท ตามที่โจทก์อ้าง เมื่อลงโทษปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 3,365,752.32 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยสำหรับรถยนต์ของกลางมารวมเป็นค่าอากรอีกจำนวนหนึ่งนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนโทษปรับให้ลงโทษปรับ 3,365,752.32 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 2,243,834.88 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอนุพงษ์หรืออู๊ด บุญเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2553
#513594
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับของโจรเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อค้ากำไรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยรับซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกลางโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อขายหรือแลกเปลี่ยนอันเป็นการแสวงหาผลกำไรเป็นปกติธุระ การกระทำของจำเลยจึงคงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง และสั่งคืนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกลางแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 6 ปี คืนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกลางแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่องของบริษัทนำแสงจักรกล จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทซีโร่ - จี จำกัด ไป ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 จำเลยซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวจากดาบตำรวจสุโกมลในราคา 360,000 บาท

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยรับซื้อไว้โดยสุจริตไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมาตามที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริษัทซีโร่ - จี จำกัด เช่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องจากผู้เสียหายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุเพียง 1 เดือนเศษ โดยประเมินราคาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องไว้รวมกันเป็นมูลค่า 900,000 บาท ทั้งจำเลยเองก็เบิกความรับว่า ในวันที่จำเลยไปตรวจสอบสภาพเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าว ดาบตำรวจสุโกมลเสนอขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องแก่จำเลยในราคา 700,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับที่ผู้เสียหายประเมินราคาไว้ นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายพิสิฐว่า ก่อนเกิดเหตุพยานกับจำเลยเคยเดินทางผ่านบริษัทซีโร่ - จี จำกัด จำเลยชี้ให้พยานดูเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกลางและบอกว่า หากพยานลักมาทาสีใหม่แล้วขายให้จำเลย จำเลยจะรับซื้อในราคาไม่ต่ำกว่า 300,000 บาทเศษ หลังจากที่พยานลักเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องได้แล้ว พยานได้ทาสีใหม่ทับสีเดิมและบอกขายให้จำเลย จำเลยตรวจดูเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวแล้วจำได้ว่าเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่จำเลยเคยเห็นอยู่ที่บริษัทซีโร่ - จี จำกัด และรู้ดีว่าพยานลักเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องมาจากบริษัทนั้น จำเลยจึงรับซื้อไว้ในราคาถูกกว่าปกติ คำให้การในชั้นสอบสวนของนายพิสิฐเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยรับซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อเท็จจริงตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนายพิสิฐมาคำนึงประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกลางในราคาถูกกว่าที่ควรแล้วเชื่อว่าจำเลยซื้อไว้โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยรับซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกลางโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อขายหรือแลกเปลี่ยนอันเป็นการแสวงหาผลกำไรเป็นปกติธุระ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง คงเป็นความผิดตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมรวย เลปสัมพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางกนกวรรณ ดลนิมิตสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077/2553
#502427
เปิดฉบับเต็ม

การประมูลแชร์เป็นวิธีการหารายได้อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนในการประกอบธุรกิจหรือการอื่นใดที่ต้องใช้เงิน เป็นกิจทั่วไปที่ดำเนินการได้เพื่อให้กิจการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุในหนังสือรับรองดำเนินไปได้ จึงมิใช่เรื่องนอกเหนือวัตถุประสงค์ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ ฉบับแรกนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 และฉบับที่สองนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยสำหรับเช็คฉบับแรกจำนวน 15,000 บาท และฉบับที่สองจำนวน 10,000 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ถึงวันฟ้องทั้งสิ้น 425,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามเช็คตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การประมูลแชร์เป็นวิธีการหารายได้อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนในการประกอบธุรกิจหรือการอื่นใดที่ต้องใช้เงิน เป็นกิจทั่วไปที่ดำเนินการได้เพื่อให้กิจการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุในหนังสือรับรองดำเนินไปได้ จึงมิใช่เรื่องนอกเหนือวัตถุประสงค์ของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 150 ม. 900
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต กู้อารยะเกียรติ
จำเลย — บริษัทกงเจิ้งไทย ไต้หวัน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2553
#506614
เปิดฉบับเต็ม

ในการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น หามีกฎหมายบัญญัติว่า ผู้ครอบครองจะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นเป็นของผู้อื่นหรือไม่ใช่ทรัพย์สินของตนแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยเชื่อว่าเป็นที่ดินของตนเองที่รับโอนมรดกมา แม้จำเลยเพิ่งจะทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลย เมื่อปี 2547 ก็ตามแต่เมื่อจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันมาเกินกว่าสิบปีโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านจำเลยก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว โดยหาจำต้องเป็นการครอบครองโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนต้นไม้และสิ่งปลูสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา โดยการครอบครองห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องและให้โจทก์รังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีเขียวอ่อนตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.4 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งานเศษ (ที่ถูก เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา) ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3025 ตำบลบ้านไร่ (ชาวเหนือ) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายใบ นายสมหวัง นางสาวสัมแป้น และนางสาวอุดม ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3024 โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางแรม และนางริม ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือโดยมีแนวคันดินกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลย ต่อมาปี 2547 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดิน เพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จำเลยได้โต้แย้งคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีเขียวอ่อนตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.4 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ข้อแรกในปัญหาข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยไปให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า นายโตเจ้าของที่ดินเดิมของโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายฮวบเจ้าของที่ดินเดิมของจำเลย แต่ไม่ได้รังวัดแบ่งแยกและยกให้ครอบครอง โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานใดๆ มานำสืบแสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ทั้งในโฉนดที่ดินของจำเลยยังปรากฏว่า นายฮวบเคยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองไว้แก่บุคคลอื่น จึงไม่น่าเชื่อว่านายฮวบจะมีเงินซื้อที่ดินพิพาทจากนายโต ส่วนบันทึกถ้อยคำของนางสาวส้มแป้นเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างว่านางสาวส้มแป้นได้ร่วมไปชี้แนวเขตที่ดินพิพาทและให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าได้สอบถามญาติพี่น้องแล้วยืนยันว่า เดิมเคยมีการซื้อขายที่ดินพิพาทกัน แต่ไม่ได้รังวัดแบ่งแยก เพียงแต่ยกการครอบครองให้ทำประโยชน์จนถึงปัจจุบันนั้นไม่เป็นความจริงความจริงนางสาวส้มแป้นไม่เคยไปชี้ระวังแนวเขตให้แก่จำเลยและไม่เคยให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานที่ดิน ลายมือชื่อผู้ให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำดังกล่าวก็ไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสาวส้มแป้น เป็นลายมือชื่อปลอม พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงยังเป็นที่สงสัย เอกสารหมาย ล.1 ไม่น่ารับฟังและจะนำมาใช้เป็นหลักฐานเพื่ออ้างว่าจำเลยได้ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ของจำเลยสรุปได้ความว่าจำเลยกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมได้รับโอนมรดกที่ดินโฉนดดังกล่าวสืบทอดต่อจากเจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2534 ครั้นต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2535 จำเลยกับพวกได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าว โดยระบุนายใบ เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงเลขที่ดิน 105/75 ตามเอกสารหมายเลข 1 ที่แนบท้ายคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ซึ่งสอดคล้องกับข้อความในบันทึกถ้อยคำของนายใบเอกสารหมาย ล.4 ที่อ่านได้ความว่านายใบได้ให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2535 ว่า ได้ร่วมออกไปชี้ระวังรับรองแนวเขตที่ดินของตนโดยถือเอาแนวคันดินเป็นแนวเขต และรับรองการรังวัดว่าไม่ได้รุกล้ำแนวเขตของตนแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่านายใบไม่เคยให้ถ้อยคำดังกล่าว และลายมือชื่อผู้ให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนายใบแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีบันทึกถ้อยคำที่นางสาวส้มแป้นได้ลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงเลขที่ 105/75 ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2541 รับรองแนวเขตที่ดินของจำเลยถูกต้องโดยมีแนวคันนากั้นเป็นเขตแน่นอนอยู่แล้วตามเอกสารแนบท้ายหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 ซึ่งโจทก์และนางสาวส้มแป้นก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งบันทึกถ้อยคำดังกล่าวว่า นางสาวส้มแป้น ไม่เคยให้การหรือลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำดังกล่าวแต่อย่างใดเช่นกัน ฉะนั้น ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงฟังได้ว่า ทั้งนายใบและนางสาวส้มแป้นเคยออกไปนำชี้ระวังแนวเขตของตนในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงและรับรองแนวเขตที่ดินของจำเลยโดยยึดแนวคันดินตามภาพถ่ายหมาย จ.3 เป็นแนวเขตในขณะที่จำเลยขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลยเมื่อปี 2535 มาก่อนจริง ทั้งยังได้ลงนามรับรองว่าการรังวัดครั้นนั้นถูกต้องไม่ได้รุกล้ำที่ดินของตนแต่อย่างใด ฉะนั้น แม้โจทก์และนางสาวส้มแป้นจะนำสืบภายหลังปฏิเสธว่าลายมือชื่อของนางสาวส้มแป้นที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.1 เป็นลายมือชื่อปลอม รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจฟังหักล้างข้อเท็จจริงตามบันทึกถ้อยคำที่นายใบกับนางสาวส้มแป้นว่าเคยไปให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินและลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินของจำเลยไว้ก่อนหน้านั้นตามที่กล่าวมาแล้วพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังว่า จำเลยสืบทอดการครอบครองที่ดินทั้งแปลงร่วมทั้งที่ดินพิพาทจากเจ้าของเดิมตั้งแต่วันรับโอนมรดก (วันที่ 17 พฤษภาคม 2534) จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 16 มิถุนายน 2547) นับเป็นเวลานานกว่าสิบปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่น ฉะนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทได้นั้น เห็นว่า ในการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นหามีกฎหมายบัญญัติว่า ผู้ครอบครองจะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นเป็นของผู้อื่นหรือไม่ใช่ทรัพย์สินของตนแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยเชื่อว่าเป็นที่ดินของตนเองที่รับโอนมรดกมา แม้จำเลยจะเพิ่งทราบภายหลังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลย เมื่อปี 2547 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันมาเกินกว่าสิบปีโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว โดยหาจำต้องเป็นการครอบครองโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นที่ดินของผู้อื่นตามที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุกัญญา เชื้อจันทึก หรือกล่ำรุ่ง
จำเลย — นายเริ่ม ฮกจือ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8058/2553
#507925
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงประกาศขายทอดตลาดในคดีนี้ จึงเป็นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ปฏิบัติให้ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 306 มิได้พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่เป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามตั๋วเงินจำนวน 772,574.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 740,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 3,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9524 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ก่อนการขายทอดตลาด ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จำนวน 4,326,223.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,800,000 บาท นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด และให้มีการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทราบการขายทอดตลาดในวันที่ 23 กันยายน 2546 โดยชอบแล้ว ผู้ร้องไม่มาดูแลการขายทอดตลาดเอง และหากเห็นว่าราคาประเมินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดเป็นราคาต่ำไป ผู้ร้องก็ชอบที่จะคัดค้านราคาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ คำร้องของผู้ร้องไม่ได้กล่าวอ้างว่าการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปในราคาที่ต่ำเกินควรเกิดจากการคบคิดกับฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ ขอศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายตลาดทรัพย์จำนองและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องและผู้ซื้อทรัพย์ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ภายหลังโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9524 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 งาน 35 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยแล้ว มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2540 มีผู้เสนอราคาสูงสุดจำนวน 1,200,000 บาท ตามรายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ร.4 ต่อมามีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอีกในวันที่ 23 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงขายทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 860,000 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่ามีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยแก่ผู้ซื้อทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จำนองไว้แก่ผู้ร้องให้ทราบถึงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิได้ดูแลการขายทอดตลาดในวันที่ 23 กันยายน 2546 เนื่องจากผู้ร้องมิได้รับประกาศขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี ผู้รับไปรษณีย์ตอบรับคือนายนพดล ใจกลาง ซึ่งมิได้เป็นพนักงานธนาคารผู้ร้องและผู้ร้องไม่รู้จักนายนพดล พนักงานไปรษณีย์มิได้ระบุความเกี่ยวพันระหว่างนายนพดลกับผู้รับในใบตอบรับ ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 แต่ในใบลงทะเบียนตอบรับกลับลงว่าผู้ร้องได้รับหมายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง ทำให้ผู้ร้องมิได้รับประกาศขายทอดตลาด แต่ผู้ร้องมีนายวสันต์ วงยามาลย์ ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องมาเบิกความเป็นพยานลอย ๆ เพียงปากเดียวว่า คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์ของจำเลยให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 ในราคา 860,000 บาท ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี รายงานเจ้าหน้าที่ และหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.3 ผู้ร้องไม่ได้มาดูแลการขายทอดตลาดเนื่องจากไม่ได้รับประกาศแจ้งการขายทอดตลาดในครั้งนี้จากเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยผู้ร้องมิได้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าว ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามที่นายวสันต์เบิกความตอบทนายผู้ซื้อทรัพย์ถามค้านว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดในคดีนี้เป็นไปตามรายงานข้อเท็จจริงของสำนักงานบังคับคดีลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เอกสารหมาย ค.1 ประกาศขายทอดตลาดในครั้งที่ขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศไปยังสำนักงานใหญ่ของธนาคารผู้ร้อง ซึ่งปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปทุมธานีถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานีลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ในเอกสารหมาย ค.1 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีนี้ให้ผู้ร้องโดยทางไปรษณีย์ตอบรับและผู้รับประกาศดังกล่าวเป็นพนักงานธนาคารผู้ร้องเอง จึงถือเป็นการส่งประกาศนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ แล้ว อีกทั้งในการขายทอดตลาดทั้งห้าครั้ง ผู้ร้องไม่เคยมาดูแลการขายเลย เห็นว่า เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงตามหนังสือเอกสารหมาย ค.1 ดังกล่าวประกอบกับคำเบิกความของนายวสันต์พยานผู้ร้องที่รับว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีนี้ไปยังสำนักงานใหญ่ของธนาคารผู้ร้องแล้ว มีเหตุผลให้เชื่อว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบถึงประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จำนองไว้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 แล้ว การปฏิบัติของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 เมื่อตามคำร้องของผู้ร้องมิได้อ้างว่าการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ 3 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จำนองไว้แก่ผู้ร้องและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดใหม่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาได้ ที่ผู้ร้องแก้ฎีกาว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ผู้ซื้อทรัพย์ไม่อาจฎีกาได้นั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงประกาศขายทอดตลาดในคดีนี้ จึงเป็นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ปฏิบัติให้ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่เป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ (เดิม) ดังที่ผู้ร้องแก้ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 73 ทวิ ม. 289 ม. 306 ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสี่ (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณะ ยานพานิชย์
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวสุวรรณี คุณาวิชชา
จำเลย — นางหรือนายสาวอำนวย นิ่มเดช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8053/2553
#504705
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษฐานร่วมกันสมคบกันกระทำอันเป็นซ่องโจร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ซึ่งเมื่อหักโทษความผิดฐานเป็นซ่องโจรออกจากโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดคงจำคุก 4 ปี เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 210 วรรคแรก ม. 335 วรรคแรก (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายมูลหรือมนตรี อินต๊ะหรือทวีทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมบูรณ์ รู้กิจการพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8053/2553
#510217
เปิดฉบับเต็ม

คดีศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 210, 335 (6) (7) วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันสมคบกันกระทำอันเป็นซ่องโจร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อหักโทษความผิดฐานเป็นซ่องโจรออกจากโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงจำคุก 4 ปี เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 141,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 ( ที่ถูก มาตรา 210 วรรคแรก), 335 (6) (7) วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 335 (7) วรรคแรก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันสมคบกันกระทำอันเป็นซ่องโจร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 141,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งเมื่อหักโทษความผิดฐานเป็นซ่องโจรออกจากโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 335 (6) (7) วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันสมคบกันกระทำอันเป็นซ่องโจร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งเมื่อหักโทษความผิดฐานเป็นซ่องโจรออกจากโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงจำคุก 4 ปี เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 210 ม. 335 (6) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายมูลหรือมนตรี อินต๊ะ หรือทวีทอง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033/2553
#506613
เปิดฉบับเต็ม

นายอำเภอท่ายางออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่ ม. และ ย. ในปี 2520 ในที่ดินพิพาทมีโรงสีและบ้านของ ม. ปลูกสร้างอยู่โดยไม่มีชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นสาธารณะมานานแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่า ม. และ ย. มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนเป็นเงินถึง 120,000 บาท ในการซื้อที่ดินพิพาทจาก ม. และ ย. ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ถึงแม้ต่อมาจำเลยจะได้ทราบจากหนังสือของนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็เป็นเพียงหลักฐานที่ยังยันกันอยู่กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่เป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยก็มิได้ออกจากที่ดินที่พิพาทและกลับเข้าไปยึดถือครอบครองใหม่ แต่ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเดียวกันตลอดมาโดยจำเลยเข้าใจมาแต่ต้นว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาท การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาด้วยเจตนาเดิมและด้วยการกระทำที่ไม่เป็นความผิดมาตั้งแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเกิดเจตนาบุกรุกขึ้นมาใหม่หลังจากทราบจากนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 1, 9, 108 ทวิ และให้จำเลยคนงานและบริวารของจำเลยออกจากที่ดินของรัฐ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ที่ถูกประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง จำคุก 3 เดือนและปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 20 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันชื่อ "ศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์" อยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ทั้งสิ้น 2 ไร่เศษ เดิมเป็นที่ดินของนายมาก นายมากก่อสร้างศาลาที่พักอาศัย ขุดสระน้ำไว้แล้วยกให้เป็นสาธารณประโยชน์ ต่อมามีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านหนองขานางในที่ดินดังกล่าวจนปี 2511 มีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านหนองขานางหลังใหม่ในที่ดินแปลงอื่นและรื้อโรงเรียนหลังเก่าไป ในปี 2512 มีการขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณประโยชน์ตามทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และอยู่ในความดูแลของครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองขานาง มีผู้ขอเช่าที่ดินดังกล่าวส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทปลูกสร้างโรงสีและบ้านพักอาศัยข้างโรงสี ในปี 2520 นางเมียน ผู้เช่าที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทร่วมกันนางเยื้อ ซึ่งเป็นบุตร ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) นายอำเภอท่ายางออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 เอกสารหมาย จ.7 ให้ในปี 2526 นางเมียนและนางเยื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยให้จำเลยผ่อนชำระราคาเรื่อยมา ในปี 2529 อธิบดีกรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 30796 เอกสารหมาย จ.2 ให้แก่ศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ นางเมียนเลิกทำกิจการโรงสีแต่นางเมียนกับนางเยื้อยังพักอาศัยอยู่ในบ้านข้างๆโรงสี ปี 2541 จำเลยชำระราคาที่ดินครบถ้วน นางเมียนและนางเยื้อจึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วออกจากที่ดินพิพาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จำเลยรื้อบ้านหลังเดิมในที่ดินพิพาทถมที่ดินแล้วปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ มีชาวบ้านไปร้องเรียนต่อนายอำเภอท่ายางว่าจำเลยบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ นายชูศักดิ์ ปลัดอำเภอท่ายาง ไปตรวจดูพบจำเลยกำลังเริ่มก่อสร้างปักเสาบ้าน นายชูศักดิ์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์และให้จำเลยหยุดก่อสร้าง จำเลยโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอท่ายางรังวัดตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามแผนผังรังวัดเอกสารหมาย จ.3 จำเลยยังคงปลูกสร้างบ้านต่อไปจนเสร็จ นายอำเภอท่ายางมีหนังสือเอกสารหมาย จ.8 แจ้งให้จำเลยทราบว่าจำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยไม่รื้อ นายอำเภอท่ายางจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หลังจากนายอำเภอท่ายางแจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา ถือได้ว่ามีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้แต่นายอำเภอท่ายางยังออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 เอกสารหมาย จ.7 สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นางเมียนและนางเยื้อในปี 2520 ในที่ดินพิพาทก็มีโรงสีและบ้านของนางเมียนปลูกสร้างอยู่ โดยไม่มีชาวบ้านเข้าไปในใช้ประโยชน์ใดๆ ในที่ดินพิพาทในลักษณะที่เป็นที่สาธารณะมานานแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านางเมียนและนางเยื้อมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนเป็นเงินถึง 120,000 บาท ในการซื้อที่ดินพิพาทจากนางเมียนและนางเยื้อ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ถึงแม้ต่อมาจำเลยจะได้ทราบจากหนังสือของนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของศาลาสระน้ำหนองขานางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็เป็นเพียงหลักฐานที่ยังยันกันอยู่กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่เป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยก็มิได้ออกจากที่ดินพิพาทและกลับเข้าไปยึดถือครอบครองใหม่ แต่ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเดียวกันตลอดมาโดยจำเลยเข้าใจมาแต่ต้นว่าตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาท การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาด้วยเจตนาเดิมและด้วยการกระทำที่ไม่เป็นความผิดมาแต่แรก จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเกิดเจตนาบุกรุกขึ้นมาใหม่หลังจากทราบจากนายอำเภอท่ายางว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายสังวาลย์ เพชรแย้ม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2553
#507405
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และบรรยายในคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความว่า ก่อนมีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อพร้อมทั้งส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยร่วมแล้ว โดยโจทก์ให้ความยินยอมเป็นหนังสือและทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่กับจำเลยร่วม อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 มาเป็นจำเลยร่วม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ย่อมมีผลเป็นการยกฟ้องจำเลยร่วม จำเลยทั้งสามยังคงอุทธรณ์ว่า จำเลยร่วมเป็นผู้ต้องรับผิดต่อโจทก์ มิใช่จำเลยทั้งสาม จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งโจทก์และเป็นอุทธรณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยร่วมด้วยเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยร่วมยังเป็นคู่ความในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามโดยสั่งให้ส่งสำเนาแก่โจทก์ แต่ไม่ได้ส่งสำเนาแก่จำเลยร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 235 และการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไปโดยมิได้มีคำสั่งให้แก้ไขเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาดังกล่าวเสียก่อนกับการที่ศาลชั้นต้นไม่นัดจำเลยร่วมมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยมิชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วย้อนสำนวนกลับไปดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนจำนวน 438,500 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าใช้ทรัพย์จำนวน 185,000 บาท และค่าใช้ทรัพย์อัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 623,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายเกียรติโรจน์ เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากหากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 263,250 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ จำนวน 166,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 429,750 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 4,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคา 670,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 130,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 11,250 บาทต่อเดือน รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มิถุนายน 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และหนังสือสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 9 งวด และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 10 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 25 มีนาคม 2541 ตามตารางการเช่าซื้อ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และบรรยายในคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยรวมเข้าเข้ามาเป็นคู่ความว่า ก่อนมีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อพร้อมทั้งส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยร่วมแล้ว โดยโจทก์ให้ความยินยอมเป็นหนังสือและทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่กับจำเลยร่วมอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ย่อมมีผลเป็นการยกฟ้องจำเลยร่วม จำเลยทั้งสามยังคงอุทธรณ์ว่า จำเลยร่วมเป็นผู้ต้องรับผิดต่อโจทก์มิใช่จำเลยทั้งสาม จึงเป็นการโต้แย้งโจทก์และเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยร่วมด้วยเช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยร่วมยังเป็นคู่ความในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามโดยสั่งให้ส่งสำเนาแก่โจทก์แต่ไม่ได้ส่งสำเนาแก่จำเลยร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 235 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาไปโดยมิได้มีคำสั่งให้แก้ไขเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาดังกล่าวเสียก่อน กับการที่ศาลชั้นต้นไม่นัดจำเลยร่วมมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยมิชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้วย้อนสำนวนกลับไปดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้แก่จำเลยร่วม แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ยกฎีกาของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 235 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโค้วยู่ฮะเมืองพล จำกัด
จำเลย — นายวีรวัฒน์ เพชรเพ็ง กับพวก
จำเลยร่วม — นายเกียรติโรจน์ เมฆรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8000/2553
#510905
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคาร ธ. ระบุดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญา โดยในขณะดังกล่าวนั้นลูกหนี้ยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาแต่อย่างใด จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคาร ธ. อันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ มาตรา 14 ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มาตรา 3 (ก) ถือเป็นโมฆะ แม้ว่าตามความจริงแล้วจะยังไม่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในขณะที่ลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะกลับกลายไปเป็นชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ จึงเท่ากับว่าตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับไม่อาจมีการคิดดอกเบี้ยกันได้

การที่ธนาคาร ธ. เป็นเจ้าหนี้สถาบันการเงินย่อมต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์รวมถึงอัตราในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนลูกหนี้นั้นโดยสภาพและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจะทราบถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าวแต่อย่างใด การดำเนินการของสถาบันการเงินซึ่งประกอบกิจการอันเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุให้ลูกหนี้เข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่ามีการคิดดอกเบี้ยโดยถูกต้องแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าการชำระดอกเบี้ยเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระและเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 และมาตรา 411 กรณีจึงต้องนำเงินดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมดไปหักชำระออกจากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และบุตรทายาทโดยธรรมของนายสุขคำ ผู้ตาย จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสและทายาทโดยธรรมของนายสุขคำ จำเลยที่ 3 ในฐานะบิดาทายาทโดยธรรมของนายสุขคำรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับแรกลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับที่สองวันที่ 20 มกราคม 2540 รวมเป็นเงิน 1,797,953 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 782,302.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จำนองและค้ำประกันกับจำเลยที่ 5 ในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินตามสัญญากู้ฉบับแรกลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 1,113,400.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปีของต้นเงิน 482,302.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 และ 2900 ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ที่ดินโฉนดเลขที่ 34590 ตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวทุกแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 และทรัพย์กองมรดกของนายสุขคำ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม กรณีเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่ต่อไปได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 625,910.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 และ 2900 ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง และโฉนดเลขที่ 34590 ตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับทรัพย์มรดกของนายสุขคำ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 นั้นเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์อ้างว่า แม้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จะระบุอัตราดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดในสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับก็ตาม แต่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (ดอกเบี้ยผิดนัด) ที่สามารถคิดได้ในขณะนั้นเป็นจำนวนเท่าใด หาได้มีเจตนาที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวกับลูกหนี้ปกติแต่อย่างใด เห็นว่า แม้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จะเป็นธนาคารพาณิชย์อันเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งการคิดดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ก็ตาม แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด โดยตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลดเอกสารหมาย จ. 56 อันเป็นประกาศที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับได้ประกาศเป็นสองอัตรา คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อทั่วไปสูงสุดและอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญา ดังนั้น การที่ระบุดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญา โดยในขณะดังกล่าวนั้นลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาแต่อย่างใดเลย จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) อันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จึงเป็นโมฆะ แม้ว่าตามความเป็นจริงแล้วจะยังไม่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในขณะที่ลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ข้อกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะกลับกลายไปเป็นชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 เป็นโมฆะ จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่สองมีว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ของสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 นั้น เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์อ้างว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดให้มีสิทธิคิดได้ จึงมิใช่เบี้ยปรับ เห็นว่า ในข้อ 3 ของสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับระบุไว้ว่าหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงตามข้อ 2 ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับที่กล่าวมาในข้อ 2 ซึ่งเมื่อได้พิจารณาวินิจฉัยแล้วว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่กำหนดไว้ในข้อ 2 นั้นตกเป็นโมฆะ จึงเท่ากับว่าตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับไม่อาจมีการคิดดอกเบี้ยกันได้ ดังนั้นข้อตกลงในข้อ 3 ที่กำหนดไว้ว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับที่กล่าวมาในข้อ 2 กล่าวคือ อัตราร้อยละ19 ต่อปี จึงเป็นข้อตกลงที่ให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นหลังจากผิดนัดไม่ชำระหนี้ ข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ล่วงหน้า ถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยอันเป็นเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็ปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในข้อ 3 ของสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 นั้น เป็นเบี้ยปรับและเห็นสมควรลดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่สามมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับที่ 20 มกราคม 2640 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 ได้ตั้งแต่วันใด โดยโจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับได้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2539 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดแก่ลูกหนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการชำระดอกเบี้ยให้ตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 ทั้งตามรายการคำนวณภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างรับตามเอกสารหมาย จ. 39 และ จ. 40 ของสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 ตามลำดับ ปรากฏว่าในภายหลังจากวันที่ 6 กันยายน 2535 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่มีการเริ่มคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดแก่ลูกหนี้นั้น ก็ยังคงมีการชำระดอกเบี้ยให้ตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับเป็นครั้งเป็นคราวมาโดยตลอดจนถึงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 และการคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดก็มิใช่อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับเป็นอัตราเดียวต่อเนื่องกัน แต่ยังได้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในบางช่วงบางเวลาเกินกว่าอัตราร้อยละ 19 ต่อปี อีกด้วย นอกจากนี้ก็ได้มีการนำเอาดอกเบี้ยที่ได้ชำระไว้ดังกล่าวไปหักทอนกับดอกเบี้ยที่คงยังค้างชำระอยู่อีกแล้วด้วย ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอาจถือได้ว่าคู่กรณียังคงมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามให้เป็นไปตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับอยู่ต่อไป และในข้อ 2 ตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับก็กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสุดท้ายของทุกเดือน เมื่อมีการชำระดอกเบี้ยให้ครั้งสุดท้ายในวันที่ 1 มีนาคม 2547 และหลังจากนั้นต่อมาก็ไม่เคยมีการชำระดอกเบี้ยให้อีกเลย จนกระทั่งโจทก์ต้องมีหนังสือทวงถามและฟ้องร้องเป็นคดีนี้ กรณีย่อมถือได้ว่ามีการผิดนัดชำระดอกเบี้ยแล้วตั้งแต่งวดวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดตามสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ. 16 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อสุดท้ายมีว่า ดอกเบี้ยที่ได้ชำระให้ไปตามสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 และฉบับวันที่ 20 มกราคม 2540 เป็นเงิน 125,892.05 บาท และ 30,500 บาท จะนำไปหักชำระออกจากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระเป็นเงิน 482,302.81 บาท และ 300,000 บาท ตามรายการคำนวณภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างรับเอกสารหมาย จ. 39 และ จ. 40 ได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์อ้างว่า การชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับเป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าไม่มีภาระผูกพันต้องชำระและเป็นการขัดต่อกฎหมาย จึงไม่อาจนำมาหักชำระได้อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 เห็นว่า ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงินย่อมต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์รวมถึงอัตราในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นอย่างดี ส่วนลูกหนี้นั้นโดยสภาพและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจะทราบถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าวแต่อย่างใด การดำเนินการของสถาบันการเงินซึ่งประกอบกิจการอันเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุให้ลูกหนี้เข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่ามีการคิดดอกเบี้ยโดยถูกต้องแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าการชำระดอกเบี้ยเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระและเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 ดังนั้น เมื่อข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับตกเป็นโมฆะอันเป็นเหตุให้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดได้ กรณีจึงต้องนำเงินดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้วทั้งหมดไปหักชำระออกจากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระตามสัญญาเงินกู้พิพาททั้งสองฉบับ ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยให้นำเงินดอกเบี้ยที่ชำระทั้งหมดรวม 156,392.05 บาท ไปหักชำระออกจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดรวม 782,302.81 บาท จึงคงเหลือต้นเงินที่ค้างชำระตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับรวม 625,910.76 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้เมื่อได้พิจารณาวินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดชำระต้นเงินที่ค้างชำระตามสัญญากู้เงินฉบับแรกลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 356,410.76 บาท และตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองลงวันที่ 20 มกราคม 2540 เป็นเงิน 269,500 บาท แต่ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองกับจำเลยที่ 5 ในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในหนี้เงินพร้อมทั้งดอกเบี้ยเฉพาะตามสัญญากู้เงินฉบับแรกลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 เท่านั้น หาได้รวมถึงสัญญากู้เงินฉบับที่สองลงวันที่ 20 มกราคม 2540 ด้วยไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดในหนี้เงินพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับ รวมเป็นเงิน 625,910.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 356,410.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 411
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายจำลอง มะลิวัลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2553
#501977
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2548 เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ได้นำหนังสือดังกล่าวไปส่งให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 5/619 อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย แต่ไม่พบจำเลยและไม่มีผู้ใดรับไว้ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จึงมีหนังสือให้จำเลยไปรับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยไม่ไปรับหนังสือภายในกำหนด เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จึงส่งหนังสือคืนแก่โจทก์ หลังจากนั้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งโดยส่งให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาดังกล่าว ปรากฏว่ามี อ. ซึ่งระบุว่าเป็นย่าของจำเลยเป็นผู้รับไว้แทน ดังนั้นจากพฤติการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรอันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เหตุที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่สามารถส่งหนังสือทวงถามให้แก่จำเลยได้ในครั้งแรกเกิดจากการที่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่ไปรับหนังสือดังกล่าวภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งแรกด้วยแล้ว เมื่อในการส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งที่ 2 มีผู้รับไว้แทน จึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจาณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2548 เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ได้นำหนังสือดังกล่าวไปส่งให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 5/619 หมู่ที่ 9 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยแต่ไม่พบจำเลยและไม่มีผู้ใดรับไว้ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จึงมีหนังสือให้จำเลยไปรับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยไม่ไปรับหนังสือภายในกำหนด เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จึงส่งหนังสือคืนแก่โจทก์ หลังจากนั้น ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยส่งให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาดังกล่าวปรากฏว่ามีนางอนงค์ ซึ่งระบุว่าเป็นย่าของจำเลยเป็นผู้รับไว้แทน ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามแบบรับรองรายการทะบียนราษฎรอันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เหตุที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่สามารถส่งหนังสือทวงถามให้แก่จำเลยได้ในครั้งแรกเกิดจากการที่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่ไปรับหนังสือดังกล่าวภายในกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งแรกด้วยแล้ว เมื่อในการส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งที่ 2 มีผู้รับไว้แทน กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งในทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินแต่อย่างใด ฟังได้ว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และหลังจากที่จำเลยตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิม จนกระทั่งโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมา จำเลยก็ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนระยะเวลาล่วงเลยแล้วหลายปีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้มิได้ขวนขวายในการชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (9)
ป.พ.พ. ม. 169
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมธนชาติพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 6
จำเลย — สิบเอกธีระพลหรือนายธีระพล เทียนประภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอุษณีย์ วิลาศชัยยันต์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
รัตน กองแก้ว
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2553
#510120
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรอันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เหตุที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่สามารถส่งหนังสือทวงถามให้แก่จำเลยได้ในครั้งแรกเกิดจากการที่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่ไปรับหนังสือดังกล่าวภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งแรกด้วยแล้ว เมื่อในการส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งที่ 2 มีผู้รับไว้แทน จำเลยจึงได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ย.1832/2542 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยและจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมยศ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,932,249.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 6,929,328.77 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่เจ้าหนี้เดิม หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิม จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวมทั้งมูลหนี้คดีดังกล่าวด้วย ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 330 ตำบลคูตัน อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 7186, 8570, 12129 ตำบลบ่อเงิน (คูตัน) อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้เป็นเงิน 7,672,800 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์ 21,873,593.63 บาท จำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า ในคำพิพากษามิได้พิพากษาให้บังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษามาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลย และโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เพียงครั้งเดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งในคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ย.1832/2542 โจทก์ก็มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานอกจากนี้ทรัพย์จำนองยังไม่ได้มีการขายทอดตลาด จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยมีทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทั้งหมด จำเลยมิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจาณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ย.1832/2542 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยและจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมยศ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,932,249.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 6,929,328.77 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่เจ้าหนี้เดิมจนครบถ้วน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 330 ตำบลคูตัน อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 7186, 8570, 12129 ตำบลบ่อเงิน (คูตัน) อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิม หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์มรดกของนายสมยศและทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิมจนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้เดิม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นของนายสมยศ ออกขายทอดตลาด และระหว่างพิจารณาคดีล้มละลาย ปรากฏว่าสามารถขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เป็นเงิน 4,210,000 บาท คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องคดีล้มละลายจำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 21,873,593.63 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีล้มละลายโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ตามเอกสารหมาย จ.14 เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ได้นำหนังสือดังกล่าวไปส่งให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 5/619 หมู่ที่ 9 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยแต่ไม่พบจำเลยและไม่มีผู้ใดรับไว้ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จึงมีหนังสือให้จำเลยไปรับหนังสือดังกล่าว แต่จำเลยไม่ไปรับหนังสือภายในกำหนด เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จึงส่งหนังสือคืนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.15 หลังจากนั้น ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งตามเอกสารหมาย จ.17 โดยส่งให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาดังกล่าวปรากฏว่ามีนางอนงค์ ซึ่งระบุว่าเป็นย่าของจำเลยเป็นผู้รับไว้แทนตามเอกสารหมาย จ.18 ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามแบบรับรองรายการทะบียนราษฎรอันเป็นการส่งอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เหตุที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่สามารถส่งหนังสือทวงถามให้แก่จำเลยได้ในครั้งแรกเกิดจากการที่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่ไปรับหนังสือดังกล่าวภายในกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งแรกตามเอกสารหมาย จ.14 ด้วยแล้ว เมื่อในการส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ครั้งที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.17 มีผู้รับไว้แทน กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งในทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินแต่อย่างใด ฟังได้ว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และหลังจากที่จำเลยตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิม จนกระทั่งโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมา จำเลยก็ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนระยะเวลาล่วงเลยแล้วหลายปี พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้มิได้ขวนขวายในการชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมธนชาติพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 6
จำเลย — สิบเอกธีระพล หรือนายธีระพล เทียนประภา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
รัตน กองแก้ว
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7988/2553
#507921
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ซึ่งอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกยกเลิกเพิกถอนไปต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเป็นอุทธรณ์คำสั่งกรณีขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยก็ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าว เพราะหากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไปทันที อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทน ดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งนั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนเสียก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งศาลต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนหรือต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินคืนให้แก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อปลดจำนองให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 1,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเพราะจำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านตามฟ้อง จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์และจำเลยในฐานะผู้รับจำนองยังไม่ได้รับชำระหนี้จากโจทก์ โจทก์มีหนี้ค้างชำระจำเลยอยู่อีก 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ขอให้ไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยประสงค์เพียงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เพื่อจำเลยจะได้มีโอกาสยื่นคำให้การและต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จำเลยมิได้มีเจตนาอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น อันมีความหมายว่า ในกรณีนี้จำเลยไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ และหากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าจำเลยจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็น่าจะแจ้งให้จำเลยทราบก่อนนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ดังนั้น ในกรณีขาดนัดยื่นคำให้การ หากปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ที่กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องใช้ค่าธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งนั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจ คำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนเสียก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนได้เสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ และการวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนดังกล่าว หาใช่ต้องดูเจตนาของผู้อุทธรณ์ว่าประสงค์จะอุทธรณ์เฉพาะเรื่องจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ เพราะหากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าจำเลยมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย ก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไปทันที อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัวนั่นเอง คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยขึ้นมาแต่อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายใด ๆ ที่จะต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนหรือต้องแจ้งให้จำเลยผู้อุทธรณ์ทราบก่อนเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแตงอ่อน ได้พร
จำเลย — นางศิวาพร ศรีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7978 -ที่ 7979/2553
#507404
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสี่เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยทั้งสี่สถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยทั้งสี่ต่อไปเท่านั้น มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่เป็นอย่างไร ทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น แม้ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตาม ป.อ.ฯ มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่เป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยทั้งสี่เท่านั้น มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่จำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งห้าโดยรวม ไม่ได้แยกว่าใครเป็นใคร อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวกัน เป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหลายกรรมต่างกันซึ่งความผิดทั้งห้าฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับสารภาพตามฟ้องถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งห้าแยกออกจากกัน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กาย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นคนละ 5 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 26 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 19 เดือน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีอาวุธปืน จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียว จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 4 เดือน รวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนแล้ว จำคุกคนละ 16 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์บรรยายแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งห้า โดยแยกการกระทำของจำเลยทั้งสี่กับพวกว่าร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายแต่ละรายอย่างไร การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติที่ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายทั้งห้ามาพิจารณาประกอบคำวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งห้าโดยรวมไม่ได้แยกว่าใครเป็นใคร อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว จึงเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนและจะนำข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะและพินิจมารับฟังในฐานะพยานหลักฐานเพื่อประกอบการวินิจฉัยการกระทำที่จำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันชกต่อยและเตะผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ถูกที่ใบหน้าและลำตัว และใช้ด้ามปืนเป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรง 2 ครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันชกต่อย เตะ และกระทืบผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง ถูกที่บริเวณใบหน้าและลำตัว จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันชกต่อยและเตะผู้เสียหายที่ 3 หลายครั้ง ถูกที่ใบหน้า ลำตัวและใช้ด้ามอาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 อย่างแรงหลายครั้ง ถูกที่ใบหน้า จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันชกต่อยและเตะผู้เสียหายที่ 4 หลายครั้ง ถูกที่ใบหน้าและลำตัว จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันชกต่อยและเตะผู้เสียหายที่ 5 หลายครั้ง ถูกที่ใบหน้าและลำตัว จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 5 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์จำเลยทั้งสี่แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสี่ก่อนพิพากษา ซึ่งจำเลยทั้งสี่ทราบรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ค้านศาลชั้นต้นจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แล้วลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพินิจจำเลยทั้งสี่เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยทั้งสี่สถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยทั้งสี่ต่อไปเท่านั้น มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่เป็นอย่างไรทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยทั้งสี่เท่านั้น มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่จำเลยทั้งสี่ถูกฟ้องด้วย จึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาเป็นเหตุวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวไม่ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติที่ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายทั้งห้าแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำผิดของจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งห้าโดยรวม ไม่ได้แยกว่าใครเป็นใคร อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวซึ่งต้องลงโทษเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 5 ข้อ ซึ่งความผิดทั้งห้าฐานเป็นคนละขั้นตอนอีกทั้งจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งห้าแยกออกจากกัน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติแล้วลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละกระทงละ 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุกคนละ 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเสกสรรหรือต้อ เทียมกระโทก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อนัน ชุมวิสูตร
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ