คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8970/2553
#503720
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอให้ถอนการบังคับคดีโดยชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้ว โจทก์รับว่าได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยแล้วทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งตามคำขอของจำเลยซึ่งเท่ากับโจทก์ก็ประสงค์ให้ถอนการบังคับคดีเช่นกัน กรณีย่อมไม่มีเหตุบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด ศาลฎีกาให้ถอนการบังคับคดีจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39946 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นศาลชั้นต้นอนุญาต และหากโจทก์สละสิทธิบังคับคดีให้ผู้ร้องที่ 2 บังคับคดีแทน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดี และขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ทราบว่าต้องถอนการยึด จึงไม่คัดค้านคำร้องของจำเลย และขอให้มีคำสั่งตามที่จำเลยขอ

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 สวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 สวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติ จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและจำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีวางศาลแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลย มีเหตุถอนการบังคับคดีจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้ (1) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล แล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี หรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับจำนวนเงินเช่นว่านั้น (2).... ดังนั้น เมื่อจำเลยขอให้ถอนการบังคับคดี จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์รับว่าได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยแล้ว ทั้งขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลย ซึ่งเท่ากับโจทก์ก็ประสงค์ให้ถอนการบังคับคดี ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำร้องของจำเลยแล้ว ไม่ได้คัดค้านว่าจำเลยยังชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีไม่ครบถ้วนต้องฟังว่าจำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้วเช่นกัน กรณีย่อมไม่มีเหตุบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 มีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปด ศาลล่างวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้ถอนการบังคับคดีจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวี โอจรัสพร
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นางพูนพัฒนา อุทธิเสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจิรพจน์ ไทยเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8970/2553
#510963
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 295 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้ (1) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล แล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี หรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับจำนวนเงินเช่นว่านั้น..." ดังนั้น เมื่อจำเลยอ้างในคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดีว่า จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ยื่นคำร้องว่าได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยแล้วจริง ทั้งขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยซึ่งเท่ากับโจทก์ก็ประสงค์ให้ถอนการบังคับคดี ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำร้องของจำเลยแล้ว ไม่ได้คัดค้านว่าจำเลยยังชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีไม่ครบถ้วนต้องฟังว่าจำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้วเช่นกัน กรณีไม่มีเหตุบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 มีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39946 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต และหากโจทก์สละสิทธิบังคับคดีให้ผู้ร้องที่ 2 บังคับคดีแทน

จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ถอนการบังคับคดีให้ ทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึงวางเงินค่าธรรมเนียมการบังคับคดีในวันนี้แล้ว ขอให้ถอนการบังคับคดีและเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดในวันที่ 31 สิงหาคม 2549 ขอให้งดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ทราบว่าต้องถอนการยึด จึงไม่คัดค้านคำร้องของจำเลย และขอให้มีคำสั่งตามที่จำเลยขอ

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 1 ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลย ขอให้ยกคำร้อง และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 สวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า พฤติการณ์ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยแล้ว แต่หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยจริงเมื่อโจทก์ไม่ถอนการบังคับคดี ผู้ร้องที่ 2 ย่อมบังคับคดีได้ต่อไป ขอให้ยกคำร้องและอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 สวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วและจำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีวางศาลแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลย มีเหตุถอนการบังคับคดีจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้ (1) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล แล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี หรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับจำนวนเงินเช่นว่านั้น (2)... ดังนั้น เมื่อจำเลยขอให้ถอนการบังคับคดีว่า จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ยื่นคำร้องรับว่าได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยแล้ว ทั้งขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลย ซึ่งเท่ากับโจทก์ก็ประสงค์ให้ถอนการบังคับคดี ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบคำร้องของจำเลยแล้ว ไม่ได้คัดค้านว่าจำเลยยังชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีไม่ครบถ้วน ต้องฟังว่าจำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีครบถ้วนแล้วเช่นกัน กรณีย่อมไม่มีเหตุบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 มีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปด ที่ศาลล่างวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ถอนการบังคับคดีจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวี โอจรัสพร
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นางพูนพัฒนา อุทธิเสน
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8963/2553
#503240
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ท. ในนามของจำเลย ธนาคาร ท. ผู้รับฝากเงินต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ฝาก ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญากับธนาคาร ท. ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินฝากที่รับฝากไว้จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 และ 672 ผู้ร้องเพียงแต่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามหน้าที่ที่จำเลยมีต่อผู้ร้องเท่านั้น หากจำเลยไม่รับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าตามที่ผู้ร้องอนุมัติเงินไป ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยคืนได้เอง ผู้ร้องมิใช่เจ้าของเงินฝากตามบัญชีธนาคารของจำเลยที่ถูกอายัดไว้ และไม่มีสิทธิขอให้ถอนอายัดเงินฝากดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 392,524.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 274,355.82 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารโจทก์ สาขามาบตาพุด บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 644 - 2 - 60272 - 3 ชื่อบัญชีนายชินโชติ จำนวนเงิน 351,880.35 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนการอายัดและคืนเงินให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการอายัดเงิน 351,880.35 บาท ตามบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขามาบตาพุด บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 644 - 2 - 60272 - 3 ชื่อนายชินโชติ ให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 20 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง (ที่ถูกคืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน 20 บาท ให้แก่ผู้ร้อง และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้อง เงินฝากตามบัญชีธนาคารที่ถูกอายัดไว้เป็นของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น... บัญชีเงินฝากชื่อบัญชีเป็นการฝากในนามของจำเลยโดยไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากแทนผู้ร้อง ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากให้แก่จำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น จำเลยแต่เพียงผู้เดียวที่จะมีสิทธิเบิกถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารได้ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ ผู้ร้องได้นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อให้จำเลยรับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าทั่วไปแทนผู้ร้อง แต่เงินที่ผู้ร้องนำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยจึงเป็นกรณีการฝากเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ ฉะนั้นเงินที่ฝากจึงตกเป็นของธนาคาร เมื่อจำเลยใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินที่ฝากจากธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก ธนาคารคงมีแต่หน้าที่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารในนามของจำเลย ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ฝาก ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญากับธนาคารด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่รับฝากไว้จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 และมาตรา 672 ผู้ร้องเพียงแต่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามหน้าที่ที่จำเลยมีต่อผู้ร้องเท่านั้น หากจำเลยไม่รับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าตามที่ผู้ร้องอนุมัติเงินไป ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยคืนได้เอง ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าของเงินฝากตามบัญชีธนาคารของจำเลยที่ถูกอายัดไว้ และไม่มีสิทธิขอให้ถอนอายัดเงินฝากดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาในประการอื่นของผู้ร้องไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 665 ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
บริษัทบริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ผู้ร้อง — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพล สุทธิวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวศิริมา ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8963/2553
#510949
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น... บัญชีเงินฝากชื่อบัญชีเป็นการฝากในนามของจำเลยโดยไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวแทนผู้ร้อง ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากให้แก่จำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมาย แม้ผู้ร้องนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อให้จำเลยรับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าทั่วไปแทนผู้ร้อง แต่เงินที่ผู้ร้องนำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยจึงเป็นกรณีการฝากเงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึ่งต้องส่งคืนเป็นเงินตราอันเดียวกันกับที่ฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิเอาเงินนั้นออกใช้ได้ ฉะนั้นเงินที่ฝากจึงตกเป็นของธนาคาร เมื่อจำเลยใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินที่ฝากจากธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก ธนาคารคงมีแต่หน้าที่จะต้องคืนเงินให้ครบถ้วนเท่านั้น จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารในนามของจำเลย ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ฝาก ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญากับธนาคารด้วย จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่รับฝากไว้จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 665 และมาตรา 672 ผู้ร้องเพียงแต่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามหน้าที่ที่จำเลยมีต่อผู้ร้องเท่านั้น หากจำเลยไม่รับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าตามที่ผู้ร้องอนุมัติเงินไป ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยคืนได้เอง ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าของเงินฝากตามบัญชีธนาคารของจำเลยที่ถูกอายัดไว้ และไม่มีสิทธิขอให้ถอนอายัดเงินฝากดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 392,524.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 274,355.82 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารโจทก์ บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 644 - 2 - 602xx - x จำนวนเงิน 351,880.35 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องโอนเงินของผู้ร้องเข้าบัญชีเงินฝากที่จำเลยเปิดไว้กับธนาคารโจทก์ เพื่อให้จำเลยนำไปซื้อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วแทนผู้ร้อง จำเลยเพียงแต่มีชื่อแทนผู้ร้องเท่านั้น ขอให้ศาลสั่งถอนการอายัดและคืนเงินให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินกับโจทก์เงินในบัญชีเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการอายัดเงิน 351,880.35 บาท ตามบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขามาบตาพุด บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 644 - 2 - 602xx - x ให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 20 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้อง (ที่ถูกคืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน 20 บาท ให้แก่ผู้ร้อง และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าเงินฝากตามบัญชีธนาคารที่ถูกอายัดไว้เป็นของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น... บัญชีเงินฝากดังกล่าวชื่อบัญชีเป็นการฝากในนามของจำเลยโดยไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวแทนผู้ร้อง ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากให้แก่จำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น จำเลยแต่เพียงผู้เดียวที่จะมีสิทธิเบิกถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารดังกล่าวได้ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องได้นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อให้จำเลยรับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าทั่วไปแทนผู้ร้อง แต่เงินที่ผู้ร้องนำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยจึงเป็นกรณีการฝากเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิเอาเงินนั้นออกใช้ก็ได้ ฉะนั้นเงินที่ฝากจึงตกเป็นของธนาคาร เมื่อจำเลยใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินที่ฝากจากธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก ธนาคารคงมีแต่หน้าที่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารในนามของจำเลย ธนาคารผู้รับฝากจึงต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ฝาก ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญากับธนาคารด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินที่รับฝากไว้จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 และมาตรา 672 ผู้ร้องเพียงแต่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามหน้าที่ที่จำเลยมีต่อผู้ร้องเท่านั้น หากจำเลยไม่รับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากลูกค้าตามที่ผู้ร้องอนุมัติเงินไป ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยคืนได้เอง ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าของเงินฝากตามบัญชีธนาคารของจำเลยที่ถูกอายัดไว้ และไม่มีสิทธิขอให้ถอนอายัดเงินฝากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาในประการอื่นของผู้ร้องไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 665 ม. 672
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
บริษัทบริหารและพัฒนาเพื่อการ
ผู้ร้อง — อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพล สุทธิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2553
#513538
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วไล่ติดตามชนรถจักรยานยนต์ 3 คัน ของฝ่ายผู้เสียหายโดยขับไล่ชนทีละคัน คันแรก ฟ. หลบหนีลงข้างทางได้ทัน จึงหันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ของ ส. เมื่อ ส. ขับหนีเข้าซอยไปได้ ก็หันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งหนีไม่ทันถูกชนท้ายรถจนผู้เสียหายกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ส่วนรถจักรยานยนต์กระเด็นกระแทกจนถังน้ำมันรั่วมีรอยน้ำมันหกไปตามทางที่รถจักรยานยนต์ไถลไป ส่วนผู้เสียหายตกจากรถแล้วกระเด็นข้ามไปอยู่ในช่องเดินรถสวนอย่างเร็วจนรถแท็กซี่ที่สวนมาห้ามล้อไม่ทันเฉี่ยวชนซ้ำอีก พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถติดตามรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายมาอย่างกระชั้นชิดด้วยความเร็วและไล่ชนทีละคันเมื่อไล่ทันรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายก็พุ่งชนอย่างแรง ซึ่งรถจำเลยมีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้เมื่อชนแล้วจำเลยยังลงจากรถพร้อมถือมีดเหวี่ยงไปมาทำท่าไล่ฟันผู้เสียหายจนต้องรีบพยุงกันหนีขึ้นรถแท็กซี่ไปทันที แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 295 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ไล่ตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง แล้วรถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง จนผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์แผนที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทศรีระนอง พนักงานสอบสวนออกมาตรวจที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุเพียง 15 นาที ก็พบร่องรอยห้ามล้อยาวประมาณ 35 เมตร สุดรอยห้ามล้อต่อเนื่องเป็นร่องรอยคราบน้ำมันจากรถจักรยานยนต์ สุดรอยคราบน้ำมันเป็นรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปยค กรุงเทพมหานคร 133 ของผู้เสียหายทั้งสองล้มตะแคงติดอยู่กับกำแพงหมู่บ้านนารารมย์ ซึ่งในแผนที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนไม่ได้ระบุจุดชนว่า จุดชนอยู่ก่อนรอยห้ามล้อตามที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างหรืออยู่หลังรอยห้ามล้อตามที่จำเลยอ้างทั้งไม่มีเศษวัสดุแตกหักตกหล่นบนถนนอันจะบอกจุดชนได้ แต่ปรากฏว่าความเสียหายของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ปยค กรุงเทพมหานคร 133 ของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งพบในที่เกิดเหตุพนักงานสอบสวนบันทึกไว้ว่า "รถจักรยานยนต์ทะเบียน ปยค 133 กทม ถูกชนทางด้านท้ายแล้วกระเด็นออกขวาไปติดกำแพงหมู่บ้านนารารมย์" แสดงว่ารถจักรยานยนต์มีร่องรอยถูกชนทางด้านท้ายรถจริง ดังนั้นหากเป็นดังที่จำเลยเบิกความว่ารถจักรยานยนต์ล้มลงไปเอง จำเลยห้ามล้อไม่อยู่จึงชน ร่องรอยการชนย่อมไม่ปรากฏที่ด้านท้ายรถ การที่มีรอยถูกชนด้านท้ายรถแสดงว่าจำเลยชนเข้าที่ท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสองขณะที่รถกำลังแล่นอยู่ และไม่ใช่จำเลยห้ามล้อแล้วจึงชน แต่เป็นเรื่องที่จำเลยชนอย่างแรงเป็นเหตุให้รถของตนเสียหลัก จำเลยจึงได้ห้ามล้อแล้วเบี่ยงหลบไปคนละทางกับวัตถุที่ตนชน เมื่อรถจักรยานยนต์กระเด็นไปทางขวา จำเลยจึงหลบไปทางซ้ายแล้วจึงปะทะเข้ากับรถกระบะที่จอดอยู่ทางซ้าย 2 คัน ตามสภาพที่พนักงานสอบสวนระบุในแผนที่เกิดเหตุว่า "รถยนต์เก๋งนิสสันซึ่งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์แล้วออกซ้ายไปชนกับรถกระบะนิสสันสีน้ำเงิน บค 1376 อำนาจเจริญ และกระเด็นไปติดอยู่ที่ด้านท้ายรถยนต์กระบะนิสสันสีบรอนเงินทะเบียน ยน 8384 กทม ได้รับความเสียหายติดอยู่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้" สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงสอดคล้องกับคำพยานโจทก์ และขัดกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วไล่ติดตามชนรถจักรยานยนต์ 3 คัน ของฝ่ายผู้เสียหายทั้งสอง โดยขับไล่ชนทีละคัน คันแรกนายเฟยหลบหนีลงข้างทางได้ทัน จึงหันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์นายสุรัตน์ เมื่อนายสุรัตน์ขับหนีเข้าซอยไปได้ ก็หันมาไล่ชนรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งหนีไม่ทันถูกชนท้ายรถจนผู้เสียหายทั้งสองกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ ส่วนรถจักรยานยนต์กระเด็นตกกระแทกจนถังน้ำมันรั่วมีรอยน้ำมันหกไปตามทางที่รถจักรยานยนต์ไถลไป ส่วนผู้เสียหายทั้งสองตกจากรถแล้วกระเด็นข้ามไปอยู่ในช่องเดินรถสวนอย่างเร็วจนรถแท็กซี่ที่สวนทางมาห้ามล้อไม่ทันเฉี่ยวชนซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งพบหลักฐานเป็นกระจังหน้าบางส่วนหลุดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ที่จำเลยขับรถติดตามรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสองมาอย่างกระชั้นชิดด้วยความเร็วและไล่ชนทีละคัน เมื่อไล่ทันรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายทั้งสองก็พุ่งชนอย่างแรง ซึ่งรถจำเลยมีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้ เมื่อชนแล้วจำเลยยังลงจากรถพร้อมถือมีดเหวี่ยงไปมาทำท่าไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองจนต้องรีบพยุงกันหนีขึ้นรถแท็กซี่ไปทันที แม้จำเลยจะปฏิเสธว่าจำเลยถือวิทยุสื่อสาร ไม่ใช่มีด แต่พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายทั้งสองรีบหนีขึ้นรถแท็กซี่ในลักษณะรีบร้อน ฉุกละหุก ผิดวิสัยที่จะเป็นเรื่องรถชนกันธรรมดา น่าเชื่อว่าจำเลยถือมีดมาแล้ววิ่งไล่ฟันผู้เสียหายทั้งสองจริง ทำให้ฟังหนักแน่นขึ้นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยห้ามล้อรถก่อนเพื่อไม่ให้ชนอย่างรุนแรง เพราะมีเพียงเจตนาทำร้าย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายพงศ์สัณห์ วิทยศักดิ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8928/2553
#502441
เปิดฉบับเต็ม

แม้ซองกระสุนปืนของกลาง สามารถบรรจุกระสุนได้ 15 นัด ซึ่งเกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 12 (2) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ให้ยกเลิก กฎกระทรวงฉบับที่ 3 ข้อ 12 (2) โดยให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน "ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัดฯ" ดังนั้น ถือได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎกระทรวงที่บัญญัติในภายหลังการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 140, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 55, 56, 72 ทวิ, 78 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืน ถุงพลาสติกและสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนของกลางอื่น ๆ โจทก์ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธปืนและคำให้การชั้นสอบสวนสำหรับความผิดกระทงอื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธปืนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และความผิดกระทงอื่นลดโทษ ให้กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 450,000 บาท รวมจำคุก 7 ปี 9 เดือน และปรับ 450,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ซองกระสุนปืน ถุงพลาสติก และสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหามีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุกจำเลยในความผิดกระทงอื่นมีกำหนด 6 ปี 3 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ริบซองกระสุนปืนและถุงพลาสติกของกลาง ให้คืนอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืน และถุงพลาสติกของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ซองกระสุนของกลางเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (12) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้องโจทก์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยกำหนดไว้ในข้อ 1 ว่า ให้ยกเลิกความใน (12) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2512) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัด เว้นแต่ซองกระสุนที่ใช้กับปืนลูกกรดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 5.6 มม." ดังนี้ ถือได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ที่บัญญัติในภายหลังการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมี อาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองหรือไม่อีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสุพจน์ ม่วงศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8913/2553
#510947
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตามฟ้องของจำเลยในแต่ละฐานความผิดนั้นเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกและโทษปรับ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำคุกหรือลงโทษปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะลงโทษทั้งโทษจำคุกและโทษปรับทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้ ถึงแม้ในคดีนี้จำเลยจะได้ชำระค่าปรับครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำคุกจำเลยอีกได้ และการที่จำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมความประพฤติ ทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่เงื่อนไขการคุมความประพฤติดังกล่าวนั้นก็มิใช่การลงโทษ เป็นแต่เพียงมาตรการทางกฎหมายที่ศาลให้โอกาสผู้กระทำความผิดในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการลงโทษจำเลยซ้ำซ้อนจากการกระทำความผิดแต่เพียงครั้งเดียวดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา

จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกดินมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 22,410 กิโลกรัม โดยไม่นำพาว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสภาพทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวมและมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน การกระทำของจำเลยย่อมทำให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาต้องเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากสภาพของยานพาหนะที่บรรทุกน้ำหนักเป็นจำนวนมากจนเกินกว่าที่ผู้ขับจะควบคุมให้แล่นไปได้อย่างปลอดภัยพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างฎีกาว่าจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและจำต้องกระทำความผิดในคดีนี้เพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดคำสั่งของนายจ้าง ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น บุคคลทั่ว ๆ ไปในสถานะเช่นเดียวกับจำเลยก็มีภาระที่ไม่แตกต่างไปจากจำเลย จำเลยไม่อาจอ้างภาระความจำเป็นส่วนตัวเพื่อก่อภาระให้แก่สังคมโดยรวมได้ เหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุก โดยไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติ และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 23 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติ ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยตามกำหนดเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยชำระค่าปรับและปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมความประพฤติครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือได้รับโทษจนครบถ้วนเสร็จสิ้นแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โทษมานั้นเป็นการไม่ชอบ ทำให้จำเลยต้องรับโทษซ้ำซ้อนจากการกระทำความผิดแต่เพียงครั้งเดียวกันนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดตามฟ้องของจำเลยในแต่ละฐานความผิดนั้นเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกและโทษปรับ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำคุก หรือลงโทษปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะลงโทษทั้งโทษจำคุกและโทษปรับทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้ ถึงแม้ในคดีนี้จำเลยจะได้ชำระค่าปรับครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำคุกจำเลยอีกได้ และการที่จำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมความประพฤติ ทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่เงื่อนไขการคุมความประพฤติดังกล่าวนั้นก็มิใช่การลงโทษ เป็นแต่เพียงมาตรการทางกฎหมายที่ศาลให้โอกาสผู้กระทำความผิดในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการลงโทษจำเลยซ้ำซ้อนจากการกระทำความผิดแต่เพียงครั้งเดียวดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกดินมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 22,410 กิโลกรัม โดยไม่นำพาว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสภาพทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวมและมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน การกระทำของจำเลยย่อมทำให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาต้องเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากสภาพของยานพาหนะที่บรรทุกน้ำหนักเป็นจำนวนมากจนเกินกว่าที่ผู้ขับจะควบคุมให้แล่นไปได้อย่างปลอดภัย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยยกขึ้นอ้างฎีกาว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและจำต้องกระทำความผิดในคดีนี้เพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดคำสั่งของนายจ้าง ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น บุคคลทั่ว ๆ ไปในสถานะเช่นเดียวกับจำเลยก็มีภาระที่ไม่แตกต่างไปจากจำเลย จำเลยไม่อาจอ้างภาระความจำเป็นส่วนตัวเพื่อก่อภาระให้แก่สังคมโดยรวมได้ เหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติ และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 23 ม. 56
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสว่าง สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8903/2553
#510945
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2522 มาตรา 3 มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในเรื่องการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2522 มาตรา 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลมโจทก์เพียงแต่ยื่นอุทธรณ์โดยหาได้ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้อนุญาตอุทธรณ์ไม่ ทั้งผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า รับเป็นอุทธรณ์โจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้หาได้มีข้อความใดแสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ กรณีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลย และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่... เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่ามีการก่อสร้างเสริมบ่อพักท่อระบายน้ำ คสล. (ฝารางวี) เมื่อโจทก์เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานด้านกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการก่อสร้างเสริมบ่อพักท่อระบายน้ำดังกล่าว จึงทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ การที่จำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์เป็นไปโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับจำเลยในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีตามคลองธรรม จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยรู้ว่ามีการก่อสร้างเสริมบ่อพักท่อระบายน้ำและจำเลยเจตนาใส่ความโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้วว่าเข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้องหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์เป็นการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2522 มาตรา 3 มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในเรื่องการยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2522 มาตรา 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น ...คดีนี้โจทก์เพียงแต่ยื่นอุทธรณ์โดยหาได้ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้อนุญาตอุทธรณ์ไม่ ทั้งผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า รับเป็นอุทธรณ์โจทก์สำเนาให้จำเลยแก้ หาได้มีข้อความใดแสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ กรณีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2522 มาตรา 3 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2522 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรลภัส ศรีผ่าน
จำเลย — นายวิรัช จินดากวี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8875/2553
#510938
เปิดฉบับเต็ม

การจะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและศาลได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับ ม. หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและศาลชั้นต้นก็ไม่ได้วินิจฉัยไว้ ทั้งจำเลยไม่ได้ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับ ม. จำเลยจึงไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญา คดีนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาเงินของโจทก์คืนจากจำเลยเนื่องจาก ม. ปลอมลายมือชื่อถอนเงินจากบัญชีลูกค้าของโจทก์แล้วฝากเข้าบัญชีของจำเลย จึงเป็นการฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืนมาจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ มิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,020,342.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางมลฤดีปลอมลายมือชื่อถอนเงินจากบัญชีลูกค้าของโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งละ 1,500,000 บาท เป็นเงิน 3,000,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 019 - 2 - 20682 - 9 ของจำเลย ที่ธนาคารโจทก์ สาขาพรานนก พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางมลฤดีในข้อหาลักทรัพย์และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8943/2542 ของศาลอาญา จำเลยฎีกาประการแรกทำนองว่า โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่านางมลฤดีและจำเลยร่วมกันลักทรัพย์โจทก์ แต่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยคงมีคำสั่งฟ้องเพียงนางมลฤดี ดังนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาลเป็นจำเลยร่วมกับนางมลฤดีในคดีดังกล่าวแต่จำเลยก็ผ่านขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและขั้นตอนการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ของพนักงานอัยการอันเป็นการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยแล้ว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่ศาลคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับนางมลฤดีตามที่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า การจะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและศาลได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำผิดกับนางมลฤดีหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8943/2542 ของศาลอาญา และศาลอาญาก็ไม่ได้วินิจฉัยไว้ และจำเลยไม่ได้ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนางมลฤดี จำเลยจึงไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว คดีนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามที่จำเลยฎีกา ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ระบุว่า จำเลยกับนางมลฤดีร่วมกันโดยทุจริตลักเงินของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและนางมลฤดีในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีอาญา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางแพ่ง โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2542 โจทก์เพิ่งฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2545 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ทั้งหมดแล้ว เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาเงินของโจทก์คืนจากจำเลยเนื่องจากนางมลฤดีปลอมลายมือชื่อถอนเงินจากบัญชีลูกค้าของโจทก์แล้วฝากเข้าบัญชีของจำเลย จึงเป็นการฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ มิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ตามที่จำเลยต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับนางมลฤดี การที่มีผู้โอนเงินมาให้จำเลยจึงเป็นการรับโอนโดยสุจริต จำเลยจึงเป็นเจ้าของเงินจำนวน 3,000,000 บาท โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วว่า เงินจำนวน 3,000,000 บาท ที่อยู่ในบัญชีของจำเลยนั้นเป็นเงินที่นางมลฤดีปลอมลายมือชื่อถอนเงินจากบัญชีลูกค้าของโจทก์แล้วฝากเข้าบัญชีของจำเลย มิใช่เงินที่พันตำรวจโทสมบัติโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามที่จำเลยให้การต่อสู้ โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยึดถือไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1336
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนุศักดิ์ ไกรกิตติวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8872/2553
#510932
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์ฎีกาแต่ระหว่างนั้นศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟัง ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ดังนี้ นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังโจทก์ยังมีสิทธิยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 217 และ 221 ภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เช่นนี้จะถือว่าคดีของจำเลยถึงที่สุดย้อนหลังไปวันที่ 24 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังย่อมไม่ได้ เพราะขัดกับ ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาและศาลชั้นต้นให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิฎีกาสิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 29 ธันวาคม 2550 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371, 376, 83 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้โจทก์ฟัง ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2551 ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 17 ธันวาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขอขยายฎีกาศาลอนุญาตให้ถึงวันที่ 29 มกราคม 2551 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลชั้นต้นอนุญาต ภายหลังศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยระบุคดีถึงที่สุดวันที่ 29 ธันวาคม 2550

จำเลยยื่นคำร้องว่า ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยใหม่เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่ได้ฎีกา คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 24 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ส่วนโจทก์ยังไม่ได้ฟังคำพิพากษาดังกล่าว ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงยังไม่มีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ต่อมาโจทก์ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 คำพิพากษาดังกล่าวจึงมีผลตามกฎหมาย แต่ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากโจทก์ยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ภายในระยะเวลา 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ซึ่งเมื่อครบกำหนดฎีกาในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 โจทก์ไม่ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว ดังนั้น หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป" และในวรรคสองบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง..." คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 แม้ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์ฎีกา แต่ระหว่างนั้นศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้โจทก์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้โจทก์ฟังในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ดังนี้ นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้โจทก์ฟัง โจทก์ยังมีสิทธิยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 217 และ 221 ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เช่นนี้ จะถือว่าคดีของจำเลยถึงที่สุดย้อนหลังไปวันที่ 24 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังย่อมไม่ได้เพราะขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ไม่ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิฎีกาสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยระบุคดีถึงที่สุดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายสมศักดิ์หรือเบิ้ม ศรีโสภา
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8870/2553
#510931
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่าในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน" การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อนำเงินมาให้จำเลยทั้งสองกู้ยืม ก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ทั้งการกระทำดังกล่าวโดยสภาพเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคนจึงอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้ การกระทำที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากองค์ประกอบความผิดที่ต้องกระทำต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสิบเจ็ด ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 14 คนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกัน โดยเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้งถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 4,600,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2,300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 260,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 436,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 308,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 80,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 15 จำนวน 424,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 16 จำนวน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 17 จำนวน 350,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 18 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 19 จำนวน 80,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 19 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยเรียกผู้เสียหายดังกล่าวเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 17 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5 วรรคหนึ่ง (1) (ง) (จ) (2) (ก), 9, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสองกระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 1 รวม 19 กระทง รวมจำคุก 95 ปี จำเลยที่ 2 รวม 14 กระทง รวมจำคุก 70 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นไม่เกินยี่สิบปี คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 4,600,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 2,300,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 200,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 120,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 5 จำนวน 100,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 260,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 7 จำนวน 400,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 8 จำนวน 436,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 9 จำนวน 308,500 บาท โจทก์ร่วมที่ 10 จำนวน 80,000 บาท ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 130,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 11 จำนวน 20,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 12 จำนวน 120,000 บาท ผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 82,100 บาท โจทก์ร่วมที่ 13 จำนวน 400,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 14 จำนวน 150,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 15 จำนวน 350,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 16 จำนวน 67,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 17 จำนวน 80,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 6 ถึงที่ 10 ผู้เสียหายที่ 11 โจทก์ร่วมที่ 11 โจทก์ร่วมที่ 12 และโจทก์ร่วมที่ 13 ถึงที่ 17 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 5 (1) (ข) (จ) (2) (ก) และการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเป็นความผิดมานั้น เป็นความผิดกรรมเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสิบเจ็ด ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 14 โดยอ้างว่าจะนำเงินที่กู้ยืมไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมอีกต่อหนึ่งและจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน โดยโจทก์ร่วมทั้งสิบเจ็ด ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 14 แต่ละคนให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินต่างวันต่างเวลากัน เห็นว่า พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่าในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไปผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน" ดังนี้ การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ทั้งการกระทำดังกล่าวโดยสภาพเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคนจึงอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้การกระทำที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากองค์ประกอบความผิดที่ต้องกระทำต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสิบเจ็ด ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 14 คนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกัน โดยเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้งถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวง คือ 19 กรรม และ 14 กรรมตามลำดับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 1 รวม 19 กระทง เป็นจำคุก 95 ปี จำเลยที่ 2 รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 70 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ร่วม — นางสาวจิตติมา เมฆอำนวย กับพวก
จำเลย — นางแสงทิพย์ คุยม่วงพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8815/2553
#510929
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบและไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืน กระสุนปืนและซองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชาบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืน กระสุนปืน และซองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ แต่ตามสำเนาคำสั่งคดีร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางของศาลชั้นต้นที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกาและโจทก์รับสำเนาฎีกาแล้วไม่ทำแก้ฎีกาฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเลขหมายทะเบียน กท. 39139148 เลขหมายประจำปืน 02777-96 ตรงกับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของสิบตำรวจตรีสัมฤทธิ์ จึงถือว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับในอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทลงโทษสำหรับกรณีที่เป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนที่ผู้อื่นได้รับใบอนุญาต อันเป็นผลร้ายแก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสาม ซึ่งเป็นเพียงการมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และมีบทกำหนดโทษเบากว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพและศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ก็ฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนโดยไม่ได้ความว่าเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนที่ผู้อื่นได้รับใบอนุญาต เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยรับโทษน้อยลง และข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เพราะองค์ประกอบความผิดนี้อยู่ที่ว่าจำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่หรือไม่ ซึ่งจำเลยรับแล้วว่ามีโดยมิได้รับใบอนุญาตจริง ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 นอกจากนี้เมื่อเป็นอาวุธปืนที่มีเลขหมายทะเบียนอยู่แล้ว แต่จำเลยพาติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีและพาติดตัว ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ประกอบกับศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของในคดีดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องยกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลางด้วย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนที่จำเลยมีและพาไป เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นผลร้ายน้อยกว่า การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษก็ควรจะเปลี่ยนไปในทางที่ลดลงและตามพฤติการณ์ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด หลังถูกจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีกเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง สำหรับความผิดฐานนี้ปรับ 6,000 บาท และความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 4,000 บาท รวมปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 12 ชั่วโมง ไม่ริบเครื่องกระสุนปืนที่เหลือจากการทดลองยิงและซองกระสุนปืนของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเอกรินทร์ วงษ์ไล
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8758/2553
#504685
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิเคราะห์ถึงความสุจริต อำนาจต่อรอง ความรู้ ความเข้าใจ ความสันทัดจัดเจนความคาดหมายและทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์ จำเลยในคดีนี้ตามสภาพที่เป็นจริงแล้ว ข้อสัญญา ข้อ 7 ที่ห้ามจำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและหากจำเลยขายทรัพย์สินก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจะต้องจ่ายค่าบำเหน็จตัวแทนแก่โจทก์เสมือนหนึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ติดต่อจัดหาผู้ซื้อได้สำเร็จนั้น เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่ถือได้ว่าทำให้โจทก์ผู้กำหนดข้อความในสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบจำเลยเกินสมควรจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 4วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,750 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2546 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนติดต่อและจัดหาผู้ซื้อบ้านเดี่ยว เลขที่ 72 หมู่บ้านศานตินิเวศน์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 42405 ให้แก่จำเลยทั้งสอง ในราคา 7,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์ที่ขายได้ สัญญามีกำหนด 10 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์และจำเลยจะไม่บอกเลิกสัญญานี้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ และหากจำเลยมีการจะขายหรือขายหรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ หรือเหตุใดก็ตาม จำเลยยินยอมจ่ายค่าบำเหน็จตัวแทนให้แก่โจทก์โดยพลันตามราคาทรัพย์สินและอัตราค่าบำเหน็จตัวแทนในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์สินที่ขายได้ คดีนี้โจทก์เพียงแต่ลงโฆษณาขายบ้านเเละที่ดินของจำเลยทั้งสองตาม เท่านั้น แล้วไม่ได้ดำเนินการใด ๆ อีก รอแต่เพียงว่าจำเลยผิดสัญญาโจทก์ก็จะเรียกร้องเอาค่าเสียหาย เป็นการเอาเปรียบจำเลยนั้น ปัญหาว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสองจะเสียเปรียบโจทก์ แต่ข้อตกลงตามสัญญานั้นเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของจำเลยเอง ผลของสัญญากระทบต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรียลตี้ เวิลด์ อัลไลแอนซ์ จำกัด
จำเลย — นายพิพัฒน์ พร้อมมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายชวพันธุ์ สิทธิวัจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2553
#501616
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทผู้ร้องกับจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกันและจำเลยจำนองเฉพาะส่วนของตนไว้แก่โจทก์ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าของใครอยู่ส่วนใด โจทก์จึงนำยึดทั้งแปลง ในชั้นยื่นคำคัดค้านโจทก์ก็ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่คัดค้านว่า การขอกันส่วนเป็นที่ดินตามเนื้อที่ในคำร้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ชอบที่ผู้ร้องจะต้องไปขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินในภายหลัง แต่ในชั้นไต่สวนโจทก์กลับสละสิทธิตามคำคัดค้าน โดยแถลงต่อศาลว่าโจทก์ได้เจรจากับจำเลยแล้ว ไม่ติดใจที่จะคัดค้านการขอกันส่วนของผู้ร้อง แสดงว่าโจทก์ยอมให้ผู้ร้องกันส่วนที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองเป็นส่วนสัดตามคำร้องออกไปจากการบังคับคดีได้ โดยไม่ต้องรอรับเงินกันส่วนหลังจากการขายทอดตลาด ต่อมาเมื่อผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน โดยผู้ร้องตกลงเอาส่วนด้านตะวันออก จำเลยตกลงเอาส่วนด้านตะวันตก โจทก์ก็แถลงรับต่อศาลว่าตรงตามที่พิพาทกัน อันแสดงถึงการยอมรับในความถูกต้องของการแบ่ง อีกทั้งเมื่อผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาขอให้กันส่วนที่ดินตามคำร้อง โจทก์ก็ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกา ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับที่จะให้มีการบังคับคดีเฉพาะที่ดินส่วนที่ตกลงให้เป็นของจำเลย โดยกันส่วนที่ดินที่ตกลงให้เป็นของผู้ร้องออกจากการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,996,061.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 4,291,896.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 55,000 บาท ทุกวันที่ 13 ของเดือน นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไป และชำระให้เสร็จภายใน 1 ปี หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2151 และ 2214 ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกันส่วนของผู้ร้องจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน โจทก์แถลงไม่ติดใจคัดค้านการขอกันส่วนของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์ยึดไว้ให้แก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา นายสนิท ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นายสมบุญ ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องจะขอกันส่วนที่ดินด้านทิศตะวันออกที่ตกลงให้เป็นของผู้ร้องออกจากการบังคับคดีได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำแถลงและสำเนาคำขอยึดทรัพย์ของผู้แทนโจทก์ลงวันที่ 9 มกราคม 2547 โจทก์ทราบแล้วว่า ที่พิพาททั้งสองแปลงมีผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมและจำเลยจำนองเฉพาะส่วนของตน แต่เนื่องจากไม่สามารถบอกได้ว่าของใครอยู่ส่วนใด โจทก์จึงขอยึดทั้งแปลง ในชั้นยื่นคำคัดค้านโจทก์ก็ยอมรับในข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่คัดค้านว่าการจะขอกันส่วนเป็นที่ดินตามเนื้อที่ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตชอบที่ผู้ร้องจะต้องไปขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงในภายหลังแต่ต่อมาในชั้นไต่สวนโจทก์กลับสละสิทธิตามคำคัดค้านโดยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ได้เจรจากับฝ่ายจำเลยแล้ว ไม่ติดใจที่จะคัดค้านการขอกันส่วนของผู้ร้อง แสดงว่าโจทก์ยอมให้ผู้ร้องกันส่วนที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองเป็นส่วนสัดตามคำร้องออกไปจากการบังคับคดีได้ โดยไม่ต้องรอรับเงินกันส่วนหลังจากมีการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาเมื่อมีการทำแผนที่พิพาทแบ่งส่วนที่ผู้ร้องและจำเลยจะได้รับแล้ว ทนายโจทก์ก็แถลงรับตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าตรงตามที่พิพาทกัน อันแสดงถึงการยอมรับในความถูกต้องของการแบ่งครั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นกันส่วนที่ดินในส่วนที่ตกลงให้เป็นของผู้ร้องตามแผนที่พิพาท โจทก์ก็ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ ในชั้นฎีกาผู้ร้องฎีกาขอให้บังคับตามคำร้องเหมือนเดิม โจทก์ก็ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาอีก จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ยอมรับที่จะให้มีการบังคับคดีขายทอดตลาดเฉพาะที่ดินส่วนที่ตกลงให้เป็นของจำเลยตามแผนที่พิพาท โดยกันส่วนที่ดินที่ตกลงให้เป็นของผู้ร้องออกไปซึ่งไม่เป็นการเสียหายแก่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงสมควรให้ผู้ร้องกันส่วนที่ดินที่เป็นของผู้ร้องตามแผนที่ออกจากการบังคับคดีตามขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอกันส่วนที่ดินของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้กันส่วนที่ดินที่เป็นของผู้ร้องตามแผนที่พิพาทก่อนนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
นายสนิท สัตย์จีบ โดยนายสมบุญ สัตย์จีบ
ผู้ร้อง — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวิรัตน์ สุภาวิตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายทวีศักดิ์ ไกรยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8737/2553
#502442
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวาย โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเกิดการชุลมุนหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 92, 295, 297, 299, 391 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3210/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)), 299 วรรคแรก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 299 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุกคนละ 1 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 4 เดือน จำเลยที่ 1 กระทำความผิดอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 5 เป็นโทษกักขังมีกำหนดคนละ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3210/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 เดือน

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะจำเลยที่ 3 และที่ 4 รอจำเลยที่ 2 และที่ 5 ที่ศาลาหน้าสถานีอนามัยตำบลหนองม่วงไข่ จำเลยที่ 1 กับพวกนั่งรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 3 และที่ 4 กวักมือเรียกจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีสาเหตุกันมาก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 จอดรถ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชกต่อยจำเลยที่ 1 มีผู้มาห้ามปรามให้ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งได้สมัครใจวิวาทเข้าต่อสู้ทำร้ายกัน โดยจำเลยที่ 1 มีมีดพร้าเป็นอาวุธ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีท่อนไม้เป็นอาวุธคนละท่อน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 วรรคแรก และเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ท่ามกลางความชุลมุนหรือสับสนวุ่นวาย โดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ทำร้าย คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเกิดการชุลมุนหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาท การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งห้าในความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 297 ม. 299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — พลทหารสมบูรณ์ ไชยเพียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายพิสิฐ นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2553
#508332
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือสำแดงเท็จ แต่ได้สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าหรือใบขนสินค้าขาออกเป็นเหตุให้จำนวนเงินอากรขาดไป เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จดังที่โจทก์อ้างในฟ้อง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี (3) เนื่องจากมีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา

ปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้นให้มีอายุความ 10 ปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" เมื่อการชำระอากรขาดเกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้อง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้ ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เมื่อนับถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 4,117,658.18 บาท และเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ของค่าอากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องนำมาชำระจำนวน 1,933,443 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า การประเมินอากรขาเข้าของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือสำแดงเท็จ แต่ได้สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าหรือใบขนสินค้าขาออกเป็นเหตุให้จำนวนเงินอากรขาดไป เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จดังที่โจทก์อ้างในฟ้อง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เนื่องจากมีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้นให้มีอายุความ 10 ปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" เมื่อการชำระอากรขาดเกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้อง มิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้อง แต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้ ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เมื่อนับถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 1,933,443 บาท แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ ม. 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ม. 102 ตรี (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเอ็งจิ้นแซเชียง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8708/2553
#513535
เปิดฉบับเต็ม

ผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์การประเมินต้องถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมินอากรขาเข้าและอากรพิเศษตามการประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้นำของเข้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้ว มิได้อุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิเสธว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยุติตามการประเมินแล้วเป็นหนี้ที่ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จึงต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1025

กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือสำแดงเท็จแต่ได้สำแดงรายการในใบขนส่งสินค้าขาเข้าหรือใบขนสิ่งสินค้าขาออกเป็นเหตุให้จำนวนเงินอากรขาดไป เมื่อจำเลยที่ 1 และผู้นำเข้ารายอื่นเคยนำเข้าสินค้ารายการเดียวกับที่เป็นกรณีพิพาทในคดีนี้มานานหลายครั้ง โดยสำแดงประเภทพิกัด 1211.902 ต่อมาสำนักตรวจสอบอากรของโจทก์ได้ตรวจสอบแล้วทักท้วงว่าควรจัดสินค้าพิพาทอยู่ในประเภทพิกัด 1211.909 ซึ่งก่อนมีการแจ้งการประเมินจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งมาตลอดว่าสินค้าพิพาทมีคุณลักษณะที่จัดอยู่ในประเภทพิกัด 1211.902 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทพิกัดดังกล่าวกรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงเท็จจริงในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่ม เนื่องจากมีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง

เมื่อการชำระอากรขาดเกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้อง มิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้อง แต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 4,117,658.18 บาท และเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ของค่าอากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องนำมาชำระจำนวน 1,933,443 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 นำสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 10 ฉบับ สำแดงว่าสินค้าที่นำเข้าคือ ยาพรรณไม้เก็กฮวยมิใช่ผง (CHINESE RAW MEDICINES) ประเภทพิกัด 1211.902 อัตราอากรขาเข้า 4.20 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ตามเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 22, 28, 35, 40, 45, 50, 56, 62, 68 และ 74 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยที่ 1 รับไปเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2540 วันที่ 18 มีนาคม 2540 วันที่ 18 เมษายน 2540 วันที่ 18 เมษายน 2540 วันที่ 11 ธันวาคม 2540 วันที่ 16 มีนาคม 2541 วันที่ 13 มีนาคม 2541 วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 วันที่ 3 มิถุนายน 2541 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ในฐานะเป็นพรรณไม้และส่วนอื่น ๆ ของพรรณไม้ ซึ่งต้องชำระอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 40 ของราคาสินค้า เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ ขาดไปเป็นเงินอากรขาเข้า 177,791 บาท 178,027 บาท 183,215 บาท 368,046 บาท 224,128 บาท 151,249 บาท 114,295 บาท 96,701 บาท 232,871 บาท และ 111,430 บาท ตามลำดับ กับต้องชำระอากรพิเศษสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 5 ถึงฉบับที่ 10 เป็นเงิน 25,037 บาท 15,124 บาท 11,429 บาท 9,670 บาท 23,287 บาท และ 11,143 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่ม 1,933,443 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 79 ถึง 83 และ 89 ถึง 93 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 1 ถึงที่ 5 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 6 ถึงที่ 10 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 ตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 84 ถึง 88 และ 94 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าอากรตามการประเมิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 สำหรับใบขนสินค้าฉบับที่ 1 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 5 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 และฉบับที่ 6 ถึงที่ 10 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 ตามเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 79 ถึง 83 และ 89 ถึง 93 แต่ตามคำอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ระบุว่ายื่นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ซึ่งในขณะนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ยังมิได้ดำเนินการประเมินการนำเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีเนื้อความระบุว่าเป็นการโต้แย้งการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 0109 - 0044501462 ซึ่งมิใช่ใบขนสินค้าที่เป็นกรณีพิพาทในคดีนี้ คำอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล. 7 แผ่นที่ 204 ถึง 211 จึงมิใช่คำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินในคดีนี้ แม้ปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามใบขนสินค้าที่ระบุจะเป็นเช่นเดียวกับปัญหาที่โต้แย้งกันในคดีนี้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์คัดค้านการประเมินในคดีนี้ด้วยดังที่จำเลยทั้งเก้าอ้างในคำแก้อุทธรณ์ และเมื่อพิจารณาประกอบกับที่จำเลยที่ 9 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินตามใบแจ้งการประเมินที่พิพาททั้งสิบฉบับ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสิบฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งเก้าต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรให้โจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมิน อากรขาเข้าและอากรพิเศษตามการประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำของเข้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้ว มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภทพิกัด เป็นผลให้รับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าและอากรพิเศษรวมเป็นเงิน 1,933,443 บาท แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 นั้นตามมาตรา 1025 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จึงไม่อาจปฏิเสธว่าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งยุติตามการประเมินแล้วเป็นหนี้ที่ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3" ซึ่งมาตรา 102 ตรี บัญญัติว่า "ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งจ่ายเงินสินบนและรางวัลตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี ในกรณีต่อไปนี้

1. ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร หรือของต้องห้ามต้องจำกัดในการนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ 55 จากเงินค่าขายของกลาง แต่ในกรณีที่มิได้ริบของกลาง หรือของกลางไม่อาจจำหน่ายได้ ให้หักจ่ายจากเงินค่าปรับ ส่วนรายที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ 30

2. ความผิดฐานสำแดงเท็จ ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ 55 จากเงินค่าปรับ แต่ในรายที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ 30

3. กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ เป็นผลให้เรียกอากรเพิ่มเติมได้ ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละ 10 ของเงินอากรที่กรมศุลกากรเรียกเก็บเพิ่มเติมได้"

เมื่อพิจารณาความในมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 แล้ว เห็นว่า กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือสำแดงเท็จ แต่ได้สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าหรือใบขนสินค้าขาออกเป็นเหตุให้จำนวนเงินอากรขาดไป กรณีของจำเลยที่ 1 ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และผู้นำเข้ารายอื่นเคยนำเข้าสินค้ารายการเดียวกับที่เป็นกรณีพิพาทในคดีนี้มานานหลายครั้งแล้ว โดยสำแดงประเภทพิกัด 1211.902 ต่อมาภายหลังสำนักตรวจสอบอากรของโจทก์ได้ตรวจสอบแล้วทักท้วงว่าควรจัดสินค้าพิพาทอยู่ในประเภทพิกัด 1211.909 ซึ่งก่อนมีการแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 ก็ได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าสินค้าพิพาทมีคุณลักษณะที่จัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.902 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้าพิพาทจัดอยู่ในประเภทพิกัดดังกล่าว เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จดังที่โจทก์อ้างในฟ้อง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เนื่องจากมีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้ามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักหรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้นให้มีอายุความ 10 ปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" ในข้อนี้นอกจากจำเลยทั้งเก้าจะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียให้แก่โจทก์แล้ว ตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำของเข้าโดยมิได้มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร เมื่อการชำระอากรขาดเกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้อง มิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้อง แต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้ ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เมื่อนับถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า กรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 1,933,443 บาท แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม ม. 112 จัตวา วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเอ็งจิ้นแซเชียง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8704/2553
#504728
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ในสินค้ารายการที่ 5 ที่จำเลยนำเข้า ตามที่โจทก์ประเมินและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมิน จำนวนเงินภาษีย่อมยุติตามการประเมินแม้จะปรากฏว่าจำเลยชำระภาษีอากรในสินค้ารายการที่ 4 ที่นำเข้าพร้อมกันเกินไว้ เมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ไว้และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยก็ขาดนัดยื่นคำให้การ ฟ้องโจทก์จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการหักกลบลบหนี้ ทั้งในเรื่องของจำนวนภาษีที่จะได้คืน จำเลยต้องขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และ ป.รัษฎากร การที่จำเลยเพียงโต้แย้งพิกัดอัตราศุลกากรตอนนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร มิใช่การขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด ศาลไม่อาจพิพากษาให้นำเงินค่าภาษีอากรที่จำเลยชำระไว้เกินมาหักกลบลบหนี้กับค่าภาษีอากรที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระได้ เพราะเป็นการพิพากษานอกคำฟ้องโจทก์ อันเป็นการต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 47,339.81 บาท แก่โจทก์ทั้งสองและให้ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าชำระขาดจำนวน 20,493 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 17,048.31 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 อัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในอากรขาเข้า 15,933 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานอกคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา จำเลยชำระอากรสำหรับสินค้ารายการที่ 4 เกินไปจำนวน 4,560 บาท และชำระอากรสำหรับสินค้ารายการที่ 5 ขาดไป จำนวน 24,093 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยจึงต้องชำระค่าอากรแก่โจทก์เพียง 15,933 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,115.31 บาท รวมเป็นภาษีอากรที่ต้องรับผิด 17,048.31 บาท เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องและนอกข้อหาของโจทก์ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์แสดงถึงสภาพแห่งข้อหาของโจทก์เพียงข้อหาเดียว เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งให้จำเลยนำเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ให้ครบถ้วน จำเลยรับแล้วไม่โต้แย้งคัดค้านหรืออุทธรณ์การประเมิน จำเลยต้องรับผิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรชำระขาด คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินเพิ่มอากรขาเข้า 23,976.81 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ชำระขาด แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ คำนวณถึงวันฟ้องเกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระแล้ว จำเลยต้องรับผิดเท่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระจำนวน 1,435 บาท เมื่อรวมอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 47,339.81 บาท เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมิน จำนวนภาษีย่อมยุติตามการประเมิน ฟ้องของโจทก์ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการหักกลบลบหนี้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยก็ขาดนัดยื่นคำให้การ ทั้งในเรื่องของจำนวนภาษีที่จะได้คืน จำเลยต้องขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยโต้แย้งพิกัดอัตราศุลกากรตอนนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรจนเจ้าหน้าที่มาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรต้องนำไปพิจารณาใหม่ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยต้องการขอคืนอากรที่ชำระไว้เกิน มิฉะนั้นแล้วจะโต้แย้งพิกัดอัตราศุลกากรเพื่อประโยชน์อันใด การโต้แย้งของจำเลยมีผลเท่ากับแจ้งยื่นคำเรียกร้องขอคืนภาษีอากรที่ชำระไว้เกิน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กรณีดังกล่าวมิใช่การขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และประมวลรัษฎากร คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเป็นการพิพากษานอกคำฟ้องของโจทก์ อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มตามฟ้องจำนวน 47,339.81 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าชำระขาดจำนวน 20,493 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ที.อี (1991) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอภิศักดิ์ พรวชิราภา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8703/2553
#508705
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร โจทก์ตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้าง เมื่อในการชำระบัญชีมีเงินสดคงเหลือ 1,400,000 บาท และมีการแบ่งคืนทรัพย์สินไปแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 3 จะแบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269 การที่จำเลยที่ 3 แบ่งเงินคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยไม่นำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้แก่โจทก์จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 961,681.80 บาท ซึ่งไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือจำนวน 1,400,000 ที่จำเลยที่ 3 แบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมิถุนายนและกรกฎาคม 2540 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษี เมษายน พฤษภาคม 2540 เดือนภาษีมกราคม มีนาคมและมิถุนายน 2541 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นการยื่นแบบเกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีแก่โจทก์เพียงบางส่วน โดยยังคงค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม 2540 และเดือนภาษีมีนาคมและมิถุนายน 2541 รวมเป็นเงิน 849,701.65 บาท เมื่อรวมเงินเพิ่มถึงวันฟ้องแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 961,681.80 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยไม่จำกัดจำนวน และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการใช้หนี้เงินของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ก่อนเสร็จการชำระบัญชีต้องร่วมรับผิดในยอดหนี้ภาษีอากรค้างต่อโจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่สามร่วมกันชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์คิดมูลหนี้ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยชอบแล้ว และจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่จำต้องร่วมรับผิดในมูลหนี้ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 โดยมีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีเมษายนถึงกรกฎาคม 2540 และเดือนภาษีมกราคม มีนาคมและมิถุนายน 2541 เกินกำหนดเวลาตามกฎหมายและชำระภาษีอากรให้โจทก์ไว้ไม่ครบถ้วน ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรบางส่วนตามแบบคำขอชำระภาษีอากรค้างเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 122, 133, 153, 157, 158, 161, 166, 176, 180, 208, 222 ถึง 225, 244, 263 และ 290 โดยจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม 2540 และเดือนภาษีมีนาคม มิถุนายน 2541 รวมเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นจำนวนทั้งสิ้น 961,681.80 บาท ตามบันทึกรายละเอียดการชำระหนี้ภาษีอากรค้างเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 32 ถึง 38

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ภาษีอากรแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องจัดการชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี แต่จำเลยที่ 3 กลับแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,400,000 บท ให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนไป เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จึงมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1250 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ความว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการเคยผ่อนชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ตามแบบขอชำระภาษีอากรคงค้างสำหรับเดือนภาษีเมษายน 2540 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 166, 176, 180 และ 263 เดือนภาษีพฤษภาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 158 และ 224 เดือนภาษีกรกฎาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 208, 222 และ 290 เดือนภาษีมีนาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 161 และเดือนมิถุนายน 2541 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 157 โดยการผ่อนชำระค่าภาษีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2546 จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องต่อโจทก์ตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้าง เมื่อปรากฏตามงบดุลหมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 และรายงานการชำระบัญชี ตามเอกสารหมาย จ.1 แผนที่ 15, 16 และ 19 ตามลำดับ ว่า ในการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นเงินสดคงเหลือ 1,400,000 บาท และมีการแบ่งคืนทรัพย์สินไปแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 3 จะแบ่งคืนเงินจำนวนนี้ให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ตามมาตรา 1269 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่จำเลยที่ 3 แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยไม่นำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้แก่โจทก์จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 961,681.80 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือจำนวน 1,400,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 แบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1250 ม. 1269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สวัสดิ์เดินรถ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8703/2553
#513532
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 เมื่อปรากฏตามงบดุล หมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 และรายงานการชำระบัญชี จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นเงินสดคงเหลือ 1,400,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 จะแบ่งคืนเงินจำนวนนี้ให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269 การที่จำเลยที่ 3 แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนโดยไม่นำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้แก่โจทก์โดยที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องต่อโจทก์ตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 961,681.80 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือจำนวน 1,400,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 แบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 โดยมีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีเมษายนถึงกรกฎาคม 2540 และเดือนภาษีมกราคม มีนาคมและมิถุนายน 2541 เกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย และชำระภาษีอากรให้โจทก์ไว้ไม่ครบถ้วน ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรบางส่วนตามแบบขอชำระภาษีอากร โดยจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม 2540 และเดือนภาษีมีนาคม มิถุนายน 2541 รวมเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นจำนวนทั้งสิ้น 961,681.80 บาท ตามบันทึกรายละเอียดการชำระหนี้ภาษีอากรค้างเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 32 ถึง 38

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ภาษีอากรแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องจัดการชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี แต่จำเลยที่ 3 กลับแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,400,000 บาท ให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนไป เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จึงมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1250 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ความว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการเคยผ่อนชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ตามแบบขอชำระภาษีอากรคงค้างสำหรับเดือนภาษีเมษายน 2540 เดือนภาษีพฤษภาคม 2540 เดือนภาษีกรกฎาคม 2540 เดือนภาษีมีนาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 161 และเดือนภาษีมิถุนายน 2541 โดยการผ่อนชำระค่าภาษีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2546 จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องต่อโจทก์ตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกห้าง เมื่อปรากฏตามงบดุล หมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 และรายงานการชำระบัญชีว่า ในการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นเงินสดคงเหลือ 1,400,000 บาท และมีการแบ่งคืนทรัพย์สินไปแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 3 จะแบ่งคืนเงินจำนวนนี้ให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ตามมาตรา 1269 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่จำเลยที่ 3 แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยไม่นำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้แก่โจทก์จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์จำนวน 961,681.80 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือจำนวน 1,400,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 แบ่งคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างจำนวน 961,681.80 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1250 ม. 1269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดจันทร์สวัสดิ์เดินรถ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ