คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366/2553
#503210
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิที่จะนำลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ไปผลิตเป็นเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียง และแผ่นซีดีเพลงทุกขนาดเท่านั้น โจทก์ไม่ได้มีสิทธิที่จะนำเพลงพิพาทไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงไว้ รวมถึงการทำวีซีดีคาราโอเกะ เพราะการทำวีซีดีคาราโอเกะไม่ใช่การทำซีดีเพลง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามความผิดที่อ้างเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 29, 31, 69, 70, 74, 75, 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยทั้งสองได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบแผ่นวีซีดีคาราโอเกะที่ได้บันทึกเสียงเพลงและบรรยายคำร้องอันละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมตลับใส่แผ่นวีซีดีคาราโอเกะให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ โจทก์ไม่ได้มีสิทธิในคำร้องและทำนองเพลงพิพาทที่จะดำเนินการใด ๆ ก็ได้ โจทก์เพียงมีสิทธิที่จะนำลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ขับร้องโดยทูล ทองใจ ไปผลิตเป็นเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียงและแผ่นซีดีเพลงทุกขนาดเท่านั้น โจทก์ไม่ได้มีสิทธิที่จะนำเพลงพิพาทไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงไว้ รวมถึงการทำวีซีดีคาราโอเกะด้วย เพราะการทำวีซีดีคาราโอเกะไม่ใช่การทำซีดีเพลง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามความผิดที่อ้าง แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการทำคาราโอเกะ แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำแผ่นวีซีดีคาราโอเกะซึ่งมีเพลงพิพาทออกจำหน่ายไม่ถือว่าเป็นการทำซ้ำดัดแปลงงานของโจทก์เพราะตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้นิยามศัพท์คำว่า "ทำซ้ำ" ว่า หมายความรวมถึงคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใดๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และคำว่า "ดัดแปลง" หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ผลิตวีซีดีคาราโอเกะเพลงพิพาท จึงไม่มีงานซึ่งเกิดจากการที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นต้นแบบที่จำเลยทั้งสองจะคัดลอก เลียนแบบ หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ จำเลยทั้งสองทำซ้ำหรือดัดแปลงงานลิขสิทธิ์อันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกคาสเสท จำกัด
จำเลย — บริษัทกรุงไทยออดีโอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366/2553
#513381
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิที่จะนำลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ขับร้องโดยทูล ทองใจ ไปผลิตเป็นเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียงและแผ่นซีดีเพลงทุกขนาด โจทก์ไม่ได้มีสิทธิที่จะนำเพลงพิพาทไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงไว้ รวมถึงการทำวีซีดีคาราโอเกะด้วย เพราะการทำวีซีดีคาราโอเกะไม่ใช่การทำซีดีเพลงโจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการทำคาราโอเกะ แต่โจทก์ยังไม่ได้ผลิตวีซีดีคาราโอเกะเพลงพิพาท จึงไม่มีงานซึ่งเกิดจากการที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นต้นแบบที่จำเลยจะคัดลอก เลียนแบบ หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยจึงมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานลิขสิทธิ์อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ได้รับอนุญาตจากบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด ให้ใช้ลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงต้นฉบับเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ขับร้องโดย ทูล บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 2500 และปี 2501 โดยให้นำไปผลิตเป็นเทปคาสเซ็ทแผ่นเสียง และแผ่นซีดีทุกขนาด ภายใต้เครื่องหมายการค้าแผ่นเสียงและเทปตรามงกุฎได้แต่เพียงผู้เดียว และยังได้รับอนุญาตจากนางสาวอาริยา ทายาทโดยธรรมของนายคนชมหรือนายตุ้มทองหรือครูเบญจมินทร์ผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองเพลงทั้งสามเพลงดังกล่าวให้โจทก์มีสิทธินำคำร้องและทำนองเพลงทั้งสามเพลงดังกล่าวในสิ่งบันทึกเสียงต้นฉบับเพลงที่บันทึกไว้ก่อนปี 2508 ไปทำซ้ำ ดัดแปลง ผลิตเป็นสิ่งบันทึกเสียง คาราโอเกะ และโสตทัศนวัสดุทุกชนิดได้แต่เพียงผู้เดียว ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เมื่อกลางปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ดังกล่าวไปทำซ้ำดัดแปลง บันทึกเสียงนักร้อง ทำนองเพลงจากสิ่งบันทึกเสียงต้นฉบับ และทำให้ปรากฏภาพและบรรยายคำร้องลงในแผ่นวีซีดีคาราโอเกะเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยการเสนอขาย เพื่อหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังกระทำละเมิดลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวต่อไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 29, 31, 69, 70, 74, 75, 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยทั้งสองได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบแผ่นวีซีดีคาราโอเกะที่ได้บันทึกเสียงเพลงและบรรยายคำร้องอันละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมตลับใส่แผ่นวีซีดีคาราโอเกะให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า " พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทำสัญญากับบริษัทห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ (1968) จำกัด โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้นำลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ขับร้องโดยทูล ไปผลิตเป็นเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียง และแผ่นซีดีเพลงทุกขนาด ภายใต้เครื่องหมายการค้าแผ่นเสียงและเทปตรามงกุฎ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 และได้ทำสัญญากับนางสาวอาริยา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้นำคำร้องและทำนองเพลงพิพาทดังกล่าวไปทำซ้ำ ดัดแปลง ผลิตเป็นสิ่งบันทึกเสียงคาราโอเกะและโสตทัศนวัสดุทุกชนิดแต่เพียงผู้เดียว ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำแผ่นวีซีดีคาราโอเกะซึ่งมีเพลงพิพาทดังกล่าวออกจำหน่าย ปรากฏตามวัตถุพยานหมาย วจ.7 และ วจ.8 โจทก์ไม่เคยนำเพลงพิพาทดังกล่าวไปทำในลักษณะที่เป็นวีซีดีคาราโอเกะ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.8 ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ไม่ได้มีสิทธิในคำร้องและทำนองเพลงพิพาทดังกล่าวที่จะดำเนินการใด ๆ ก็ได้ โจทก์เพียงมีสิทธิที่จะนำลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียงเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" "ปรารถนา" และ "ในฝัน" ขับร้องโดยทูลไปผลิตเป็นเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียงและแผ่นซีดีเพลงทุกขนาดเท่านั้น โจทก์ไม่ได้มีสิทธิที่จะนำเพลงพิพาทดังกล่าวไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงไว้ รวมถึงการทำวีซีดีคาราโอเกะด้วย เพราะการทำวีซีดีคาราโอเกะไม่ใช่การทำซีดีเพลงดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามความผิดที่อ้างเป็นคดีนี้ สำหรับเอกสารหมาย จ.8 นั้น แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการทำคาราโอเกะ แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำแผ่นวีซีดีคาราโอเกะซึ่งมีเพลงพิพาทดังกล่าวออกจำหน่ายก็ไม่ถือว่าเป็นการทำซ้ำดัดแปลงงานของโจทก์เพราะตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ให้นิยามศัพท์คำว่า "ทำซ้ำ" ว่า หมายความรวมถึงคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใดๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และคำว่า "ดัดแปลง" หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ผลิตวีซีดีคาราโอเกะเพลงพิพาทดังกล่าว จึงไม่มีงานซึ่งเกิดจากการที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นต้นแบบที่จำเลยทั้งสองจะคัดลอก เลียนแบบ หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองทำซ้ำหรือดัดแปลงงานลิขสิทธิ์อันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกคาสเสท จำกัด
จำเลย — บริษัทกรุงไทยออดีโอ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8362/2553
#501970
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่ง พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานขององค์การโทรศัพท์และมาตรา 17 บัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ และพนักงานเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายลักษณะอาญา แสดงว่าจำเลยทั้งสองย่อมเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่พนักงานตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาใช้บังคับลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้

ตามฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 และ 11 โดยมุ่งประสงค์ให้ลงโทษตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเพียงประการเดียวหาได้ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เป็นเจ้าพนักงานซึ่งจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ศาลก็ต้องยกฟ้อง จะยกบทบัญญัติแห่ง ป.อ. ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับและไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขึ้นมาพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้ขอไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษและโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดหรือเป็นเพียงรายละเอียดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 829 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 3 ปี 9 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ให้บทวิเคราะห์ศัพท์คำว่าพนักงานไว้ โดยบัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ โดยได้รับเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานนั้น ๆ ทั้งนี้นอกจากผู้เป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย ดังนั้น พนักงานตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจึงมิใช่เจ้าพนักงานที่เป็นไปตามกฎหมายอื่นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานขององค์การโทรศัพท์และมาตรา 17 บัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ และพนักงานเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายลักษณะอาญา แสดงว่าจำเลยทั้งสองย่อมเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่พนักงานตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาใช้บังคับลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่งกับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง โดยศาลจะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดในฟ้องด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) ตามลำดับ เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 352 ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้วเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 โดยมุ่งประสงค์ให้ลงโทษตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเพียงประการเดียว หาได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เป็นเจ้าพนักงานซึ่งจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ศาลก็ต้องยกฟ้อง จะยกบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับและไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขึ้นมาพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้ขอไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษและโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดหรือเป็นเพียงรายละเอียดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคห้า
ป.อ. ม. 147 ม. 157
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ม. 4 ม. 17
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรินทร์ จ้างประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8362/2553
#507958
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานตามความหมายใน พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประการไทยฯ มาตรา 4 จำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย และไม่เป็น "พนักงาน" ตามความหมายใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ อีก จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ มาใช้บังคับลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 และนำสืบสมตามฟ้อง ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ โดยมิได้มีคำขอให้ลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 ศาลจะยกบทบัญญัติแห่ง ป.อ. ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับและไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขึ้นมาเพื่อพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้ขอไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษและโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดหรือเป็นเพียงรายละเอียดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 829 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ

จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 3 ปี 9 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ให้บทวิเคราะห์ศัพท์คำว่าพนักงานไว้ โดยบัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ โดยได้รับเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานนั้น ๆ ทั้งนี้นอกจากผู้เป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย ดังนั้นพนักงานตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจึงมิใช่เจ้าพนักงานที่เป็นไปตามกฎหมายอื่นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานขององค์การโทรศัพท์และมาตรา 17 บัญญัติว่า ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ และพนักงานเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายลักษณะอาญา แสดงว่าจำเลยทั้งสองย่อมเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่พนักงานตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาใช้บังคับลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาสรุปว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 และ 11 กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 แต่ที่คำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้อ้างมาตรา 147 และ 157 ด้วย เพราะได้อ้างกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดและอัตราโทษเหมือนกับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว ทั้งโจทก์สืบสมตามฟ้องซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ได้และหากเห็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้เป็นเจ้าพนักงานยังสามารถปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 192 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า กรณีไม่ใช่เรื่องโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด การที่โจทก์อ้างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาเพียงฉบับเดียวจึงไม่ใช่เรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาหรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่งกับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง โดยศาลจะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดในฟ้องด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) ตามลำดับ ดังนั้น เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 352 ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้วเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 โดยมุ่งประสงค์ให้ลงโทษตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเพียงประการเดียวหาได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เป็นเจ้าพนักงานซึ่งจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ศาลก็ต้องยกฟ้อง จะยกบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับและไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขึ้นมาพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์มิได้ขอไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษและโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดหรือเป็นเพียงรายละเอียดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรินทร์ จ้างประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8325/2553
#503243
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ระบุจำนวนเงินพร้อมอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอน สามารถคำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องได้ หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนการที่โจทก์อาจได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ อ. ในภายหลังนั้น หาเป็นเหตุให้หนี้ตามฟ้องกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่

ความปรากฏเพียงว่าในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 ได้มอบบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำไว้ให้แก่โจทก์เป็นประกันเท่านั้น แต่มิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์นำเงินฝากดังกล่าวมาหักชำระหนี้ไว้อย่างไร สิทธิเรียกร้องในเงินฝากจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้โจทก์มิได้นำเงินฝากในบัญชีที่วางประกันไว้มาหักจากยอดหนี้ดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามมียอดหนี้ค้างชำระอยู่ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 คงมีสิทธิเพียงขอให้โจทก์นำเงินฝากมาหักกลบลบหนี้ได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน โจทก์จึงไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยทั้งสาม และโจทก์ไม่ได้นำสืบโดยตรงว่าได้รับเงินชำระหนี้ในคดีดังกล่าวและนำมาหักจากยอดหนี้คดีนี้แล้วหรือไม่ก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนและคำนวณดอกเบี้ยในต้นเงินที่ค้างชำระถึงวันฟ้อง โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาและนำมาหักออกจากยอดหนี้ ย่อมแสดงโดยปริยายว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว หากจำเลยทั้งสามเห็นว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมแล้วเพียงใด จำเลยทั้งสามก็ชอบที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างขึ้น แต่จำเลยทั้งสามมิได้ให้การในข้อนี้แต่อย่างใด ทั้งมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณา โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ระบุจำนวนเงินพร้อมอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอน สามารถคำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องได้ตามฟ้อง หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนการที่โจทก์อาจได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาในภายหลังนั้น หาเป็นเหตุให้หนี้ตามฟ้องกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าหนี้ตามฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปว่า ในการฟ้องคดีโจทก์จะต้องนำเงินฝากที่มอบไว้แก่โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมาหักจากยอดหนี้ตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เมื่อศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาสืบพยานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปยังศาลล้มละลายกลาง สำหรับปัญหาประการแรกว่า โจทก์จะต้องนำเงินฝากที่มอบไว้แก่โจทก์มาหักจากยอดหนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า การทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งที่ 3 และที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้มอบบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำจำนวนเงินบัญชีละ 1,000,000 บาท ไว้ให้แก่โจทก์เป็นประกันเท่านั้น แต่มิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์นำเงินฝากดังกล่าวมาหักชำระหนี้ไว้อย่างไร สิทธิเรียกร้องในเงินฝากจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้โจทก์มิได้นำเงินฝากในบัญชีที่วางประกันไว้มาหักจากยอดหนี้ดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามมียอดหนี้ค้างชำระอยู่ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 คงมีสิทธิเพียงขอให้โจทก์นำเงินฝากมาหักกลบลบหนี้ได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือมีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ โจทก์จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในอันที่จะต้องนำเงินในบัญชีเงินฝากที่จำเลยที่ 1 มอบให้ไว้มาหักจากยอดหนี้ก่อน และเมื่อเงินยังขาดอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงจะฟ้องจำเลยทั้งสามได้ เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามมีจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดตามมาตรา 9 โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลายได้...

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3) ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยพาณิชย์กลการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายบัว แก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ จันทรา
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8325/2553
#513380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ อ. โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ระบุจำนวนเงินพร้อมอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอน สามารถคำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องได้หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน การที่โจทก์อาจได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ อ. ในภายหลังไม่เป็นเหตุให้หนี้ตามฟ้องกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์โดยมอบบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำไว้ให้แก่โจทก์เป็นประกันแต่มิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์นำเงินฝากดังกล่าวมาหักชำระหนี้ไว้ สิทธิเรียกร้องในเงินฝากจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์มิได้นำเงินฝากในบัญชีที่วางประกันไว้มาหักจากยอดหนี้ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามมียอดหนี้ค้างชำระอยู่ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 คงมีสิทธิเพียงขอให้โจทก์นำเงินฝากมาหักกลบลบหนี้ได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือมีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ โจทก์จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยมีจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดตามมาตรา 9 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อระหว่างวันที่ 31 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้ทำคำขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์จำนวน 15 ฉบับ เพื่อสั่งซื้อสินค้า ต่อมาเมื่อผู้ขายในต่างประเทศได้ส่งสินค้าตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตลงเรือ โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ไป และเมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระให้แก่โจทก์ จึงได้ขอรับเอกสารการออกสินค้าตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญาทรัสต์รีซีท ให้ไว้แก่โจทก์จำนวน 15 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับครบกำหนดเวลาชำระเงิน จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินมาชำระตามสัญญา ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และมีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้อีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเพียงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เป็นต้นเงิน 8,140,599.28 บาท และดอกเบี้ย 7,177,559.88 บาท โดยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 เป็นเงิน 40,000 บาท คำนวณหนี้ถึงวันฟ้อง จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 16,674,799 บาท นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2511 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท และมีการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมกับโจทก์อีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2527 วงเงิน 1,500,000 บาท ครบกำหนดชำระเงินวันที่ 19 มีนาคม 2528 เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2527 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ได้ขอต่ออายุสัญญาออกไปอีกหลายครั้งและเมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ต่อมาและไม่ชำระหนี้แก่โจทก์จนกระทั่งมีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์และมีการทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์อีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเพียงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นต้นเงิน 2,320,327.43 บาท และดอกเบี้ย 946,761.21 บาท โดยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 จำนวน 10,000 บาท คำนวณหนี้ส่วนนี้ถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,679,198.63 บาท รวมหนี้ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ถึงวันฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 20,353,997.63 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 3,679,198.63 บาท จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์มิได้นำยอดเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่ 1120061385 จำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2524 และนำยอดเงินฝากประจำ 12 เดือน บัญชีเลขที่ 1122106378 จำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2527 พร้อมดอกเบี้ยไปหักจากยอดเงินที่เป็นหนี้ก่อน จำเลยทั้งสามมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้โจทก์ ไม่ได้เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และนางอังคณาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเอกสารหมาย จ.2 เดิมจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 15 ฉบับ กับเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเพียงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 8,140,599.28 บาท และดอกเบี้ย 7,177,559.88 บาท และค้างชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 2,320,327.43 บาท และดอกเบี้ย 946,761.21 บาท โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอกสารหมาย จ.46 จำเลยที่ 2 และนางอังคณาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในส่วนของหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทโดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 เอกสารหมาย จ.43 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนางอังคณาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในส่วนของหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ถึงครั้งที่ 5 สัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชี และหนังสือต่ออายุสัญญาเอกสารหมาย จ.51 ถึง จ.55 หลังจากทำสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งสุดท้าย จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ยอดหนี้ค้างชำระคำนวณถึงวันฟ้อง ตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 16,694,799 บาท ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีรวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,679,198.63 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้นางอังคณาได้ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องคดีล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 154/2546 ของศาลล้มละลายกลาง โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่นางอังคณาเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ในคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 อนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาจำนวน 15,954,861.76 บาท ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยคดีนี้ว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 154/2526 แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากนางอังคณาซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมจำนวนเท่าใด และได้นำมาหักกับยอดหนี้ในคดีนี้เพียงใด หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน และพิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยทั้งสาม และโจทก์ไม่ได้นำสืบโดยตรงว่าได้รับเงินชำระหนี้ในคดีดังกล่าวและนำมาหักจากยอดหนี้คดีนี้แล้วหรือไม่ก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนและคำนวณดอกเบี้ยในต้นเงินที่ค้างชำระถึงวันฟ้อง โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาและนำมาหักออกจากยอดหนี้ ย่อมแสดงโดยปริยายว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว หากจำเลยทั้งสามเห็นว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมแล้วเพียงใด จำเลยทั้งสามก็ชอบที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างขึ้น แต่จำเลยทั้งสามมิได้ให้การในข้อนี้แต่อย่างใด ทั้งมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณา โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ระบุจำนวนเงินพร้อมอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอน สามารถคำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องได้ตามฟ้อง หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนการที่โจทก์อาจได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางอังคณาในภายหลังนั้น หาเป็นเหตุให้หนี้ตามฟ้องกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าหนี้ตามฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า ในการฟ้องคดีโจทก์จะต้องนำเงินฝากที่มอบไว้แก่โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมครั้งที่ 3 และครั้งที่ 5 เอกสารหมาย จ.51 และ จ.53 มาหักจากยอดหนี้ตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ซึ่งศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เมื่อศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาสืบพยานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปยังศาลล้มละลายกลาง สำหรับปัญหาประการแรกว่า โจทก์จะต้องนำเงินฝากที่มอบไว้แก่โจทก์มาหักจากยอดหนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.51 และ จ.53 ปรากฏเพียงว่าในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งที่ 3 และที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้มอบบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำจำนวนเงินบัญชีละ 1,000,000 บาท ไว้ให้แก่โจทก์เป็นประกันเท่านั้น แต่มิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์นำเงินฝากดังกล่าวมาหักชำระหนี้ไว้อย่างไร สิทธิเรียกร้องในเงินฝากจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้โจทก์มิได้นำเงินฝากในบัญชีที่วางประกันไว้มาหักจากยอดหนี้ดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสามมียอดหนี้ค้างชำระอยู่ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 คงมีสิทธิเพียงขอให้โจทก์นำเงินฝากมาหักกลบลบหนี้ได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือมีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ โจทก์จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในอันที่จะต้องนำเงินในบัญชีเงินฝากที่จำเลยที่ 1 มอบให้ไว้มาหักจากยอดหนี้ก่อน และเมื่อเงินยังขาดอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงจะฟ้องจำเลยทั้งสามได้ เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามมีจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดตามมาตรา 9 โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลายได้ ส่วนปัญหาประการต่อไปว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่นั้น เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.10 จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำพยานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามแถลงไม่ติดใจสืบพยาน แม้จะฟังตามคำให้การของจำเลยทั้งสามว่า มีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำบัญชีละ 1,000,000 บาท รวม 2,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ยังมิได้นำมาหักจากยอดหนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 10,113,570.83 บาท ดอกเบี้ย 10,240,426.80 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในเงินที่ฝากยังไม่พอชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบว่ามีทรัพย์สินอื่นใดอีก จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ คดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยพาณิชย์กลการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ จันทรา
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2553
#507407
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันจะพึงต้องริบหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาล และมีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้นๆ โดยตรง กล่าวคือ ทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย ซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางแล่นประกบขนาบข้างรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การที่จำเลยวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายย่อมต้องอาศัยรถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิด อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยตรง เป็นทรัพย์สินที่ควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 336, 336, ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำส่วนหนึ่งของเส้นที่ผู้เสียหายยังไม่ได้คืนราคา 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 4 ปี 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 7 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้คืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำส่วนที่ยังไม่ได้คืนราคา 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท แล้ว คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ให้จำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถ เป็นจำคุก 3 ปี 8 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน และไม่ริบรถจักรยายนต์ของกลาง แต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปัญหาที่จำเลยฎีกามีความผิดฐานจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถจักรยานยนต์รวมอยู่ด้วยอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานนี้ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจะฎีกาได้ต้องทำเป็นคำร้องยื่นขออนุญาตต่อศาลฎีกา ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์มีเหตุสมควรจะรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ราคา 24,000 บาท พร้อมพระเลี่ยมทองคำหนัก 2 สลึง ราคา 5,000 บาท ของผู้เสียหาย โดยฉกฉวยเอาไปซึ่งหน้า โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่นำพาต่อกฎหมายบ้านเมือง และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2551 ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย นับว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลยถึง 3 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันจะพึงต้องริบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ซึ่งการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลและมีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้นๆ โดยตรง กล่าวคือ ทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย ซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางแล่นประกบขนาบข้างรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบงชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การที่จำเลยวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหายย่อมต้องอาศัยรถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิด อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยตรง และเป็นทรัพย์สินที่ควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถแล้ว เป็นจำคุก 13 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสายใต้ สบายใจ
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8272/2553
#501971
เปิดฉบับเต็ม

แม้พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ จ.ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 แต่เมื่อพิจารณาตามคำให้การและคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับและจำหน่ายให้แก่ จ.ไปในวันเวลาเดียวต่อเนื่องกัน ณ สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน ดังนี้เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมิได้ระบุว่าจำหน่ายให้แก่ผู้ใดให้จำเลยทราบแล้ว ต้องถือว่าก่อนสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นาย จ. รวมมาด้วย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 4 ปี 16 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายจเด็จหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหานี้แก่จำเลยก่อนสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หน้าแรกมีข้อความว่า เจ้าพนักงานได้แจ้งแก่จำเลยว่า จำเลยต้องหาว่าจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมายในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุโดยมิได้ระบุว่าจำหน่ายให้แก่ผู้ใด และในรายละเอียดของคำให้การ จำเลยได้กล่าวถึงการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งแก่สายลับและนายจเด็จ ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับและจำหน่ายให้แก่นายจเด็จไปในวันเวลาเดียวต่อเนื่องกัน ณ สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน ต้องถือว่าก่อนสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายจเด็จรวมกับข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับให้จำเลยทราบแล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายจเด็จ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
จำเลย — นายบุญชูหรือติ๊ก ชวนพิณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางอรวรรณ อินทวดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2553
#502043
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มานิต แพทย์รักษ์
จำเลย — นาย ทวี สนธิโพธิ์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ -
ชื่อองค์คณะ
นายพิสิฐ ฐิติภัค (พ.อาวุโส)
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2553
#507941
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์บางส่วน และเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ตามคำขอดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์ คดีของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์

เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาเพียง 9,200 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 20,000 บาท ทั้งที่มีคดีมีทุนทรัพย์เพียง 9,200 บาท จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 509 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 92 ตารางวา และเพิกถอนการจดทะเบียนการยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 240 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 509 ที่ออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 240 ของโจทก์บางส่วนและเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ตามคำขอดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 509 กลับมาเป็นของโจทก์ คดีของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้นที่อุทธรณ์ว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 509 ออกทับที่ดินของโจทก์และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้นั้น จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เช่นกัน เมื่อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 509 มีราคาเพียง 9,200 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้วินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นมีเพียง 9,200 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 20,000 บาท จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ชำระค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมานิต แพทย์รักษ์
จำเลย — นายทวี สนธิโพธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8269/2553
#513375
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์บางส่วนและเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ตามคำขอดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินมีราคาเพียง 9,200 บาท ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา โดยมีสิทธิร่วมกับนางเป้า นางถนัด นายมนัสและนายมานพ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 92 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินดังกล่าว ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้นเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2538 โจทก์ประสงค์จะออกโฉนดที่ดินจึงได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดหลักเขตที่ดินด้านทิศเหนือที่ติดทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 คัดค้านไม่ให้รังวัดโดยอ้างว่า เฉพาะที่ดินด้านทิศเหนือนั้นเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ที่จำเลยที่ 1 ได้ยกให้จำเลยที่ 2 ไปแล้ว ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจรังวัดต่อไปได้ เมื่อโจทก์ติดต่อขอตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาตาคลี จึงทราบว่าได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2520 ทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สารบบเลขที่ 240 ของโจทก์ และทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอให้ออก การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 จึงเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนยกให้ผู้ใด จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับที่ดินมาโดยไม่มีค่าตอบแทนย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวตามไปด้วย โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพื่อเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวและเพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ต่อกันแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 92 ตารางวา และเพิกถอนการจดทะเบียนการยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 ของโจทก์ เป็นคนละแปลงกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 และจดทะเบียนยกให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนที่โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินของโจทก์โดยนางเป้า จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่โจทก์กับผู้มีชื่อเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องและการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ โดยมีทางสาธารณประโยชน์กั้นกลาง ส่วนด้านทิศเหนือของที่ดินของจำเลยที่ 1 ยังมีทางสาธารณประโยชน์อีกสายหนึ่ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรังวัดทับที่ดินของโจทก์และผู้มีชื่อ รูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 เดิมมีนายพานและนางละอองครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองตลอดมาจนกระทั่งเมื่อประมาณปี 2495 นายพานและนางละอองได้สละสิทธิครอบครองและยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเพื่อตนเองติดต่อกันมาโดยตลอด ครั้นเมื่อปี 2520 จำเลยที่ 1 ยื่นเรื่องราวขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตาคลี เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2520นับแต่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แล้ว จำเลยที่ 1 ทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาจนถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2535 จึงได้ยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินอีกเลย จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปขัดขวางการรังวัดที่ดินโจทก์แต่อย่างใด ในช่วงระหว่างปี 2529 ถึง 2530 นางเป้าซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 ในขณะนั้นได้ขอรังวัดตรวจสอบที่ดินเพื่อเปลี่ยน น.ส.3 เป็น น.ส.3 ก. ต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตาคลี ขณะเดียวกันนางเป้ายังได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ของจำเลยที่ 1 มีเนื้อที่บางส่วนรุกล้ำทับที่ดินของตน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนทำการรังวัดตรวจสอบว่าที่ดินทั้งสองแปลงทับกันหรือไม่ ในขณะเริ่มทำการรังวัดนางเป้ากับจำเลยที่ 1 โต้เถียงกันในการนำชี้จึงไม่อาจรังวัดตรวจสอบได้ ต่อมานางเป้ายื่นคำขอถอนการรังวัดที่ดินทำให้การรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลงเป็นอันยกเลิกไป การที่นางเป้าอ้างว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 บางส่วนทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 นั้น ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งสิทธิครอบครองต่อนางเป้าแล้ว แต่นางเป้าไม่ได้ฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 เฉพาะส่วนที่ทับกันภายใน 1 ปี จำเลยที่ 1 จึงได้สิทธิครอบครองแล้ว การที่โจทก์ นางถนัด นายมนัส และนายมานพ ซึ่งเป็นบุตรของนางเป้า ได้รับการยกให้ที่ดินดังกล่าวจากนางเป้าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 โดยเสน่หา โจทก์และผู้มีชื่อดังกล่าวย่อมจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนางเป้าที่มีต่อจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุม เพราะมิได้แสดงว่าจำเลยที่ 2 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใด อย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ของจำเลยที่ 1 ออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนการยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ที่ออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเลขที่ 240 ของโจทก์บางส่วนและเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน ตามคำขอดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 กลับมาเป็นของโจทก์ คดีของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้นที่อุทธรณ์ว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 ออกทับที่ดินของโจทก์และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้นั้น จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เช่นกัน เมื่อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 509 มีราคาเพียง 9,200 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้วินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นมีเพียง 9,200 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 20,000 บาท จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ชำระค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 1,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมานิต แพทย์รักษ์
จำเลย — นายทวี สนธิโพธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8268/2553
#501383
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เสียง โหสกุล
จำเลย — นาย พีรพล คุณปสุต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร -
ชื่อองค์คณะ
นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8268/2553
#507930
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยย่อมไม่มีอำนาจกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยอำนาจดังกล่าวตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในทันทีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 และมาตรา 24 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ ทั้งจำเลยก็ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาต่อมาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,106,917.21 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8172 ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นในฐานะผู้รับจำนองที่ดินซึ่งโจทก์นำยึด

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการและดำเนินการชำระบัญชี ซึ่งต่อมาผู้ชำระบัญชีได้ร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางให้มีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิอื่น ๆ ของบริษัทดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินและสิทธิอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) รวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้จำนองของจำเลยก่อนเจ้าหนี้อื่นในคดีนี้ ผู้ร้องแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนบริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน)

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยและไม่ติดใจคัดค้านคำร้องขอเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลย และมีคำสั่งว่าเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน) ได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยย่อมไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยอำนาจดังกล่าวตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในทันทีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ ทั้งจำเลยก็ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาต่อมาด้วย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสียง โหสกุล
บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด (มหาชน)
โดยกองทุนรวมธนชาติ
พร็อพเพอร์ตี้ฟันต์ 6
ผู้ร้อง — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายพีรพล คุณปสุต
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8222/2553
#501594
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯ มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าวระบุเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า ปัจจุบันเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประสบปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน รัฐจึงต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุด จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) นั้นจะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การที่ ส. ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นย่อมก่อให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีการทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ส่งมอบที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้โจทก์เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 192,000 บาท หากไม่ชำระให้โจทก์เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือน หากไม่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,000 บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือนเลขที่ 2543 นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 2543 หรือไม่ ที่ด้านหลังของ ส.ป.ก. 4 - 01 ระบุเป็นตัวอักษรสีแดงว่าห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น และด้านล่างมีข้อความว่าเกษตรกรผู้ได้รับเอกสาร ส.ป.ก. 4 - 01 มีหน้าที่ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเนื้อที่ที่ได้รับจาก สปก. ต่อจากนั้นมีข้อความเพิ่มเติมอีกว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งข้อความดังกล่าวนั้นเป็นข้อความจากพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 นอกจากนี้ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวยังมีเจตนารมณ์ตามหมายเหตุระบุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในการเกษตร ที่ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นรากฐานเบื้องต้นของการผลิตทางเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเกษตรกรกำลังประสบความเดือดร้อนเนื่องจากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินและกลายเป็นผู้เช่าที่ดินต้องเสียค่าเช่าที่ดินในอัตราสูงเกินสมควรที่ดินขาดการบำรุงรักษาจึงทำให้อัตราผลิตผลเกษตรกรรมอยู่ในระดับต่ำ เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียเปรียบจากระบบการเช่าที่ดินและการจำหน่ายผลิตผลตลอดมา ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะความยุ่งยากทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การปกครองและการเมืองของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วนที่สุดเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุด พร้อมกับการจัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนองแนวนโยบายแห่งรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจและสังคมตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น จากบทบัญญัติตามมาตรา 39 และหมายเหตุดังกล่าวจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 นั้นจะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 จึงต้องถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นย่อมก่อให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีการทำกินต่างดอกเบี้ย ศาลจึงมิอาจพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ เนาว์ประโคน
จำเลย — นายเทือน อินทร์แป้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายวิรัตน์ ชำนาญการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8222/2553
#507406
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 39 และเจตนารมณ์ตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า ที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 จะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ต้องถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นย่อมก่อให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายโดยวิธีการทำกินต่างดอกเบี้ย จึงมิอาจพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 192,000 บาท หากไม่ชำระให้โจทก์เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือน หากไม่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,000 บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือน เลขที่ 2543 นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า จำเลยเป็นทายาทผู้รับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกของนางเสือน นางเสือนได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 เลขที่ 2543 เล่ม 26 หน้า 43 อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะมีชิวิตนางเสือนทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 2 ครั้ง เป็นเงิน 192,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย โดยให้โจทก์เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เมื่อนางเสือนถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์เรื่องที่ให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก 4-01 ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิทำกินในที่ดินดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 เลขที่ 2543 หรือไม่ ตรวจดูเอกสารดังกล่าวที่ด้านหลังของ ส.ป.ก. 4-01 ระบุเป็นตัวอักษรสีแดงว่าห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น และด้านล่างมีข้อความว่าเกษตรกรผู้ได้รับเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 มีหน้าที่ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเนื้อที่ที่ได้รับจาก ส.ป.ก. ต่อจากนั้นมีข้อความเพิ่มเติมอีกว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งข้อความดังกล่าวนั้นเป็นข้อความจากพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 นอกจากนี้ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวยังมีเจตนารมณ์ตามหมายเหตุระบุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในการเกษตรที่ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นรากฐานเบื้องต้นของการผลิตทางเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเกษตรกรกำลังประสบความเดือดร้อนเนื่องจากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินและกลายเป็นผู้เช่าที่ดินต้องเสียค่าเช่าที่ดินในอัตราสูงเกินสมควร ที่ดินขาดการบำรุงรักษาจึงทำให้อัตราผลิตผลเกษตรกรรมอยู่ในระดับต่ำ เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียเปรียบจากระบบการเช่าที่ดินและการจำหน่ายผลิตผลตลอดมา ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะความยุ่งยากทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การปกครองและการเมืองของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วนที่สุดเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุดพร้อมกับการจัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนองแนวนโยบายแห่งรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจและสังคมตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น จากบทบัญญัติตามมาตรา 39 และหมายเหตุดังกล่าวจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 นั้นจะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 จึงต้องถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นย่อมก่อให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีการทำกินต่างดอกเบี้ย ศาลจึงมิอาจพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ได้ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ เนาว์ประโคน
จำเลย — นายเทือน อินทร์แป้น
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8222/2553
#510202
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 แสดงให้เห็นว่าที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 จะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 จึงต้องถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นย่อมก่อให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีการทำกินต่างดอกเบี้ย ศาลจึงมิอาจพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543 นางเสือน กู้ยืมเงินจำนวน 42,000 บาท จากโจทก์ กับส่งมอบที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 2543 ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ทำกินต่างดอกเบี้ย วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 นางเสือนกู้ยืมเงินเพิ่มอีกจำนวน 150,000 บาท กับให้สิทธิโจทก์เข้าทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมานางเสือนถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 192,000 บาท หากไม่ชำระให้โจทก์เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือน หากไม่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เช่าที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือน และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว นางเสือนไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ทั้งสองฉบับเป็นเอกสารปลอม เดือนกุมภาพันธ์ 2545 นางเสือนเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลรวมแพทย์สุรินทร์ โจทก์เป็นผู้ออกเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 6,000 บาท แล้วนำสัญญากู้ให้นางเสือนลงลายมือชื่อกับยึดหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือนไว้ เมื่อนางเสือนถึงแก่ความตาย จำเลยขอชำระหนี้จำนวน 6,000 บาท แต่โจทก์ไม่ตกลง จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์ไม่พอใจ โจทก์จึงกรอกข้อความลงในสัญญากู้แล้วนำมาฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 192,000 บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินของนางเสือนเลขที่ 2543 นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า จำเลยเป็นทายาทผู้รับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกของนางเสือนตามเอกสารหมาย ล.2 นางเสือนได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 2543 เล่ม 26 หน้า 43 อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะมีชีวิตนางเสือนทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 2 ครั้ง เป็นเงิน 192,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย โดยให้โจทก์เข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว เมื่อนางเสือนถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์เรื่องที่ให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิทำกินในที่ดินดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 2543 ตามเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ ตรวจดูเอกสารหมาย จ.2 ที่ด้านหลังของ ส.ป.ก. 4 - 01 ระบุเป็นตัวอักษรสีแดงว่าห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น และด้านล่างมีข้อความว่าเกษตรกรผู้ได้รับเอกสาร ส.ป.ก. 4 - 01 มีหน้าที่ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเนื้อที่ที่ได้รับจาก สปก. ต่อจากนั้นมีข้อความเพิ่มเติมอีกว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งข้อความดังกล่าวนั้นเป็นข้อความจากพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 นอกจากนี้ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวยังมีเจตนารมณ์ตามหมายเหตุระบุว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในการเกษตร ที่ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นรากฐานเบื้องต้นของการผลิตทางเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเกษตรกรกำลังประสบความเดือดร้อนเนื่องจากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินและกลายเป็นผู้เช่าดินต้องเสียค่าเช่าที่ดินในอัตราสูงเกินสมควรที่ดินขาดการบำรุงรักษาจึงทำให้อัตราผลิตผลเกษตรกรรมอยู่ในระดับต่ำ เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียเปรียบจากระบบการเช่าที่ดินและการจำหน่ายผลิตผลตลอดมา ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะความยุ่งยากทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การปกครองและการเมืองของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วนที่สุดเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุด พร้อมกับการจัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนองแนวนโยบายแห่งรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจและสังคมตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น จากบทบัญญัติตามมาตรา 39 และหมายเหตุดังกล่าวจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 นั้นจะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 จึงต้องถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นย่อมก่อให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีการทำกินต่างดอกเบี้ย ศาลจึงมิอาจพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเข้าทำกินต่างดอกเบี้ยในที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ เนาว์ประโคน
จำเลย — นายเทือน อินทร์แป้น
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553
#503211
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง "กำลังใจที่เธอไม่รู้" อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฎว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าฟังเพลงโดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 30, 31, 69, 70, 75, 76 ริบโทรทัศน์สี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี และให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 19 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน..." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการเผยแพร่งานนั้นต่อสาธารณชน "เพื่อหากำไร" ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง "กำลังใจที่เธอไม่รู้" อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลง หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางสุรินทร์ คำพวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553
#510917
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ต้องเป็นการเผยแพร่งานนั้นต่อสาธารณชน "เพื่อหากำไร" ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่มจำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง "กำลังใจที่เธอไม่รู้" อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยได้ฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงดังกล่าวเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลงโดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าว หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 30, 31, 69, 70, 75, 76 ริบโทรทัศน์สี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี และให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 19 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน..." ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการเผยแพร่งานนั้นต่อสาธารณชน "เพื่อหากำไร" ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง "กำลังใจที่เธอไม่รู้" อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยได้ฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงดังกล่าวเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลงดังกล่าว หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางสุรินทร์ คำพวง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8207/2553
#510916
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงยกบ้านที่เกิดเหตุให้แก่บุตร และให้บุตรอยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ร่วม อีกทั้งยังได้มีการย้ายชื่อจำเลยออกจากบ้านเกิดเหตุไปแล้วภายหลังจากจดทะเบียนหย่า 8 วัน ย่อมแสดงว่าบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านที่โจทก์ร่วมกับบุตรพักอาศัยอยู่ด้วยกันภายหลังจากที่โจทก์ร่วมกับจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะมาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุอีก มิฉะนั้นการหย่าและข้อตกลงเรื่องจดทะเบียนหย่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยจะไม่มีผลแต่ประการใด เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุช่วงเวลาดึกประมาณเที่ยงคืนถึงหนึ่งนาฬิกาเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางรัชนีวรรณ ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร และจำเลยทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า และทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ โดยใช้เท้าเหยียบเก้าอี้ไม้มะค่า 1 ตัว จนหักเสียหาย ใช้วัตถุของแข็งงัดประตูบ้านจนกลอนประตู 1 อัน คดงอเสียหาย และใช้มือกดเปิดถังแก๊ส 1 ถัง ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,850 บาท เหตุเกิดที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 358, 364, 365 (3)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางรัชนีวรรณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 364, 365 (3) (ที่ถูก 365 (3) ประกอบมาตรา 364) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันมาก่อนเกิดเหตุ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 โจทก์ร่วมกับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยมีข้อตกลงตามใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ. 3 ว่าบ้านที่เกิดเหตุยกให้แก่เด็กชายไตรนิกร์ บุตรของโจทก์ร่วมกับจำเลย และให้บุตรอยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ร่วม ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมกับบุตรนอนหลับอยู่ภายในบ้านเกิดเหตุ จำเลยมาร้องเรียกให้เปิดประตู มิฉะนั้นจำเลยจะปีนเข้าไปในบ้าน โจทก์ร่วมจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ ร้อยตำรวจเอกประวิทย์ พยานโจทก์เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืน ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรป้องกันปราบปรามได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่ามีคนร้ายปีนเข้ามาในบ้านเกิดเหตุ พยานกับพวกจึงเดินทางไปยังบ้านที่ได้รับแจ้งเหตุ พบจำเลยอยู่ในบริเวณบ้าน จำเลยบอกกับพยานว่าไม่มีอะไร พยานจึงกลับไป ต่อมาอีกประมาณ 10 นาที พยานได้รับแจ้งทางวิทยุให้กลับไปยังบ้านที่เกิดเหตุอีก เนื่องจากมีเหตุทะเลาะวิวาท พยานจึงย้อนกลับไปพบโจทก์ร่วมกับจำเลยโต้เถียงกันอยู่ในบ้าน จำเลยแจ้งต่อพยานว่าเป็นเรื่องผัวเมียทะเลาะกัน พยานเกรงว่าโจทก์ร่วมจะได้รับอันตรายจึงได้พาโจทก์ร่วมกับบุตรไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพนมสารคาม จำเลยนำสืบรับว่า ไปที่บ้านเกิดเหตุ ภายหลังจากรับประทานอาหารกับสิบตำรวจโทสุระชา เมื่อเวลาประมาณ 24 นาฬิกา และได้ใช้เก้าอี้ปีนขึ้นไปทางระเบียงบ้านเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุจริง เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามบันทึกข้อตกลงในทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งระบุว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงยกบ้านที่เกิดเหตุให้แก่บุตร และให้บุตรอยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ร่วม อีกทั้งยังได้มีการย้ายชื่อจำเลยออกจากบ้านเกิดเหตุไปแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว 8 วัน ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล. 2 ย่อมแสดงว่า บ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านที่โจทก์ร่วมกับบุตรพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ภายหลังจากที่โจทก์ร่วมกับจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะมาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุอีก มิฉะนั้นการหย่าและข้อตกลงเรื่องจดทะเบียนหย่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยจะไม่มีผลแต่ประการใด เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุกระทำของจำเลยที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุในช่วงเวลาดึกประมาณเที่ยงคืนถึงหนึ่งนาฬิกาเช่นนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยจะมาเปลี่ยนเสื้อผ้าและเอาวิทยุสื่อสารนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางรัชนีวรรณ วรรณพิรุณ
จำเลย — ดาบตำรวจประดิษฐ์ บินะเล
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2553
#503244
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมาทวงหนี้จากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหนี้ค่าอาหารบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอาเงินของผู้เสียหายไป แม้เงินที่เอาไปจะมีจำนวนเท่าที่ผู้เสียหายเป็นหนี้บิดาจำเลยแต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิ์ใดๆ โดยชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เมื่อพิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลแล้ว ถือว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 310, 339 ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 550 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 339 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 5 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน จำเลยให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 440 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือไม่ พยานโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความ วันเกิดเหตุจำเลยถือไม้ยาวประมาณ 1 วา มาทวงหนี้ผู้เสียหายที่เป็นหนี้ค่าอาหารที่กินกับบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยเอาไม้ตีหัวจ่ายน้ำมันจนไม้หักแล้วหันมาพูดกับผู้เสียหายให้ใช้หนี้ที่กินอาหารกับบิดา ผู้เสียหายไม่ยอมให้อีก จำเลยเข้าจับคอเสื้อผู้เสียหายดึงขึ้นมาแล้วตบหน้าหลายครั้ง กระชากผู้เสียหายไปทางหน้าสำนักงานตบหน้าอีกหลายครั้ง แล้วลากผู้เสียหายไปในห้องน้ำตบหน้าอีกหลายครั้งพูดขู่เอาเงินและขังผู้เสียหายไว้ในห้องน้ำ ต่อมาจำเลยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วมาที่ห้องน้ำอีก เอามีดปลอกผลไม้จี้คอผู้เสียหาย พูดขู่ทวงหนี้ค่าอาหารอีก แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยล้วงในกระเป๋ากางเกงเอาเงิน 550 บาท และพูดว่าเงินนี้เป็นเงินใช้หนี้ที่กินอาหารกับบิดาจำเลย แล้วจำเลยตบหน้าผู้เสียหายและขังผู้เสียหายไว้ในห้องน้ำ เห็นว่า ผู้เสียหายได้เบิกความยืนยันถึงการที่ถูกจำเลยใช้กำลังทำร้ายแล้วล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป ซึ่งจำเลยก็ให้การในชั้นเข้ามอบตัวและชั้นสอบสวนยอมรับว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และได้เงินจำนวน 440 บาท จากผู้เสียหายไป ตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาโดยมีพันตำรวจโทพศุตม์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความยืนยันคำให้การของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนที่ได้ความจากผู้เสียหาย จำเลยมาทวงหนี้จากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหนี้ค่าอาหารบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ ดังนั้นแม้กรณีน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยต้องการเงินคืนให้บิดาจำเลย เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอาเงินของผู้เสียหายไปในขณะนั้นเท่านั้น แต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเอาเงินสดของผู้เสียหายซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นเงินจำนวน 440 บาท ไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตอยากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายและจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากเกิดเหตุไม่พบอาวุธมีดปลายแหลมที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ได้ความจากผู้เสียหาย จำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่บริเวณลานปั๊มน้ำมัน โดยตบหน้าหลายครั้งและในห้องน้ำอีกหลายครั้ง เมื่อได้พิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แล้วปรากฏว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลที่มุมปากด้านในขนาดครึ่งเซนติเมตร และแผลที่คอเป็นรอยแดงยาวประมาณ 2 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 7 วัน ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และกำหนดโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นของจำเลยอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานชิงทรัพย์จำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี 1 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 295 ม. 339 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายยศเส ทรัพย์สมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพรพิชิต จันปุ่ม
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา