คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2553
#507904
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนไถ่ถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท พร้อมกับส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนโจทก์ต่อมาจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 6 ต่อศาลแพ่งธนบุรี ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลย ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าจำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. และพิพากษาให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 6 ในคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกันมาว่า โจทก์ได้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้จริงหรือไม่ เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยแล้วฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีของศาลแพ่งธนบุรีก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1707, 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่แปลงละ 1 งาน เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2540 โจทก์ไปติดต่อจำเลยสาขาเล่งเน่ยยี่จึงทราบว่ามีการนำที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้นไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ไม่เคยนำที่ดินทั้งสองแปลงไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของห้างหุ้นส่วน จำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ และไม่เคยลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันใด ๆ ไว้แก่จำเลยอีกทั้งไม่เคยกู้ยืมเงินจากจำเลย และไม่เคยไปติดต่อจำเลยที่สาขาเล่งเน่ยยี่ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 โจทก์ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนบุรี สาขาบางใหญ่ แลไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจำนองหรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มิได้มอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญาจำนองและเอกสารอื่นๆ เป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1707, 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี และให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวทั้งสองแปลงและให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้นคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน กล่าวคือ โจทก์เป็นค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยสาขาเล่งเน่ยยี่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2536 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับจำเลย หลังจากนั้นได้เดินสะพัดทางบัญชีต่อกันเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 6 กันยายน 2537 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ก็ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยในวงเงิน 800,000 บาท โจทก์ได้ยินยอมเข้าผูกพันตนเองเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวในวงเงิน 800,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2 แปลงตามฟ้อง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวไว้แก่จำเลยอีกด้วย การทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันนั้นโจทก์ได้มาติดต่อกันจำเลยและลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองด้วยตนเองต่อหน้าพยานและเจ้าพนักงานที่ดิน ครั้นต่อมาห้างหุ้นส่วนจำเลย วี.พี. คาร์แลนด์ ได้เบิกเงินเกินบัญชีและไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดชำระหนี้จำเลย จำเลยจึงได้ส่งเรื่องไปให้ฝ่ายพัฒนาหนี้ดำเนินการเร่งรัดหนี้สินและเตรียมดำเนินคดีและแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์เข้าทำสัญญาจำนองที่ดินตามฟ้องโดยมีเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายกับจำเลย สัญญาจำนองที่ดินจึงมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1707, 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1132/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี ระหว่าง ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ที่ 1 นายวีรพลที่ 2 นางกุลฐิติรัตน์หรือกาญจนีที่ 3 นายกรุงที่ 4 นางกมลวรรณที่ 5 นายวิโรจน์ (โจทก์ในคดีนี้) ที่ 6 จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ปัญหานี้แม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้และไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เมื่อเห็นสมควร เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 247 ได้ตรวจดูสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1132/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี เอกสารหมาย ล.6 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ในคดีนี้ถูกจำเลยในคดีนี้ฟ้องเป็นจำเลยที่ 6 ในคดีดังกล่าวโดยฟ้องให้โจทก์ในคดีนี้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำนองที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้ไว้แก่จำเลยคดีนี้ ศาลแพ่งธนบุรีได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วว่าจำเลยที่ 6 (โจทก์ในคดีนี้) ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองที่ดินแปลงพิพาทคดีนี้เป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วน่จำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ศาลแพ่งธนบุรี ได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 พิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดจำนวน 2,646,209.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองโฉนดเลขที่ 1707 และ 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ถ้าไม่พบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบและให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 6 ในคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยอยู่ในประเด็นเดียวกันในข้อที่ว่า โจทก์ได้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้จริงหรือไม่ เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยแล้วตามคำพิพากษาดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีของศาลแพ่งธนบุรีก็ตาม แต่เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ แก้วแฝก
จำเลย — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2553
#510186
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 6 ในคดีของศาลแพ่งธนบุรีมีประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้จริงหรือไม่ เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยแล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีของศาลแพ่งธนบุรีแต่เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1707, 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่แปลงละ 1 งาน เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2540 โจทก์ได้รับหนังสือจากจำเลยแจ้งว่าบัญชีของโจทก์ขาดการชำระหนี้ โจทก์ไปติดต่อจำเลยสาขาเล่งเน่ยยี่จึงทราบว่ามีการนำที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้นไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท ซึ่งความจริงแล้ว โจทก์ไม่เคยนำที่ดินทั้งสองแปลงไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ และไม่เคยลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันใด ๆ ไว้แก่จำเลย อีกทั้งไม่เคยกู้ยืมเงินจากจำเลย และไม่เคยไปติดต่อจำเลยที่สาขาเล่งเน่ยยี่ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 โจทก์ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางใหญ่ และไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจำนองหรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มิได้มอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญาจำนองและเอกสารอื่น ๆ เป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาจำนองตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1707, 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี และให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าวทั้งสองแปลงและให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้นคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน กล่าวคือ โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยสาขาเล่งเน่ยยี่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2536 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับจำเลย หลังจากนั้นได้เดินสะพัดทางบัญชีต่อกันเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 6 กันยายน 2537 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ก็ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยในวงเงิน 800,000 บาท โจทก์ได้ยินยอมเข้าผูกพันตนเองเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวในวงเงิน 800,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2 แปลง ตามฟ้อง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ดังกล่าวไว้แก่จำเลยอีกด้วย การทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันนั้น โจทก์ได้มาติดต่อกับจำเลยและลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองด้วยตนเองต่อหน้าพยานและเจ้าพนักงานที่ดิน ครั้นต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ได้เบิกเงินเกินบัญชีและไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดชำระหนี้จำเลย จำเลยจึงได้ส่งเรื่องไปให้ฝ่ายพัฒนาหนี้ดำเนินการเร่งรัดหนี้สินและเตรียมดำเนินคดีและแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์เข้าทำสัญญาจำนองที่ดินตามฟ้องโดยมีเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายกับจำเลย สัญญาจำนองที่ดินจึงมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหาได้ตกเป็นโมฆะไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1707, 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1132/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี ระหว่าง ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ที่ 1 นายวีรพล ที่ 2 นางกุลฐิติรัตน์หรือ กาญจนี ที่ 3 นายกรุง ที่ 4 นางกมลวรรณ ที่ 5 นายวิโรจน์ (โจทก์ในคดีนี้) ที่ 6 จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ปัญหานี้แม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้และไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เมื่อเห็นสมควรเพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ได้ตรวจดูสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1132/2543 ของศาลแพ่งธนบุรี เอกสารหมาย ล.6 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ในคดีนี้ถูกจำเลยในคดีนี้ฟ้องเป็นจำเลยที่ 6 ในคดีดังกล่าวโดยฟ้องให้โจทก์ในคดีนี้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำนองที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้ไว้แก่จำเลยคดีนี้ ศาลแพ่งธนบุรีได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วว่าจำเลยที่ 6 (โจทก์ในคดีนี้) ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองที่ดินแปลงพิพาทคดีนี้เป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.คาร์แลนด์ ศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 พิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดจำนวน 2,646,209.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองโฉนดเลขที่ 1707 และ 1708 ตำบลปลายบาง (ศีศะคุ) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 6 ในคดีดังกล่าว มีประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยอยู่ในประเด็นเดียวกันในข้อที่ว่า โจทก์ได้ค้ำประกันและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้จริงหรือไม่ เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยแล้วตามคำพิพากษาดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีของศาลแพ่งธนบุรีก็ตาม แต่เมื่อศาลแพ่งธนบุรีได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิโรจน์ แก้วแฝก
จำเลย — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7829/2553
#501935
เปิดฉบับเต็ม

องค์การบริหารส่วนตำบล บ. จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุ วันเกิดเหตุ ส. ปลัดของจำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปส่ง ส. ที่บ้าน จากนั้น ระหว่างทางกลับจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาททำให้รถยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้าของโจทก์หักเสียหาย โดยขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ ส. เป็นผู้มีหน้าที่ควบคุม บำรุงรักษา และรับผิดชอบรถยนต์ของจำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 อนุญาตให้ ส. ใช้รถยนต์คันเกิดเหตุได้ตลอดเวลา ฉะนั้นวันเกิดเหตุที่ ส. ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปส่งตน แม้จะนอกเวลาราชการและเป็นไปเพื่อความประสงค์ของ ส. เอง แต่ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 โดย ส. ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ให้ทำเช่นนั้นได้ การขับรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล บ. และตามคำสั่งของ ส. จึงถือว่ากระทำไปในระหว่างปฏิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว หาได้เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์

สิทธิของโจทก์ในการฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐให้รับผิดทางละเมิดนั้นต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 71,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำนวน 71,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 5,338 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่านายสุทิน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้าเป็นผู้มีอำนาจใช้รถยนต์ของจำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ดังกล่าวไปส่งนายสุทิน การขับรถทั้งขาไปและขากลับจึงอยู่ในหน้าที่ของนิติบุคคลจำเลยที่ 2 กรณีไม่ว่าจะเป็นประการใดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมาว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน บจ 3359 ตรัง วันเกิดเหตุนายสุทินปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้าใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันนี้ของจำเลยที่ 2 ไปส่งนายสุทินที่บ้านในอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถไปส่งนายสุทินเสร็จแล้วได้ขับรถกลับมาที่ตำบลบางเป้า อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ในระหว่างทางจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยความเร็วสูงทำให้รถยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้าของโจทก์ข้างถนนทำให้เสาไฟฟ้าหัก หม้อแปลงตกลงมาที่พื้นได้รับความเสียหายเป็นเงิน 71,178 บาท แต่ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังมาดังกล่าวข้างต้นนี้ยังไม่พอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ไม่โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าขณะเกิดเหตุผู้มีอำนาจใช้รถยนต์ของจำเลยที่ 2 มีอยู่ 3 คน คือนายวีระ ขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้า นายจำลอง ขณะนั้นเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้าและนายสุทินขณะนั้นเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้าและจำเลยที่ 2 ยังมีคำสั่งให้นายสุทินเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุม บำรุงรักษาและรับผิดชอบรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้าแล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าการที่นายสุทินมีอำนาจใช้รถยนต์ของจำเลยที่ 2 และได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 ให้มีหน้าที่ควบคุม บำรุงรักษาและรับผิดชอบรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ด้วยแสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้นายสุทินใช้รถยนต์คันเกิดเหตุได้ตลอดเวลา ฉะนั้นวันเกิดเหตุที่นายสุทินใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ดังกล่าวไปส่งตนแล้วนำรถกลับมาแม้จะนอกเวลาราชการและเป็นไปเพื่อความประสงค์ของนายสุทินเองแต่ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 โดยนายสุทินได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ให้ทำเช่นนั้นได้ การขับรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางเป้าและตามคำสั่งของนายสุทินจึงถือว่ากระทำไปในระหว่างปฏิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว หาได้เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อโจทก์ อย่างไรก็ดีสิทธิของโจทก์ในการฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดนั้นต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฎิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ดังกล่าว เช่นนี้ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 71,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องไม่เกิน 5,338 บาท) ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายอณุชิต ฤทธิสาคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7824/2553
#510185
เปิดฉบับเต็ม

การทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์เรือระหว่างจำเลยทั้งสองต้องจดทะเบียนต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานดำเนินการรับจดทะเบียนได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่โจทก์แจ้งสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคขอให้ระงับการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์เรือก่อนจดทะเบียน ต้องถือว่าขณะทำนิติกรรมจำเลยที่ 2 รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์จึงใช้สิทธิขอเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เรือระหว่างจำเลยทั้งสองได้

ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เรือระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของเรือ ตามเดิมโดยไม่ต้องให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อีก ศาลจึงไม่จำเป็นต้องพิพากษาให้บังคับตามคำขอในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ต่อเรือซีเมค 1 จำนวน 1 ลำ โจทก์ต่อเรือเสร็จและส่งมอบเรือซีเมค 1 ให้จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าจ้างต่อเรือ 1,662,933 บาท ครั้นวันที่ 11 มีนาคม 2542 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อเรียกร้องค่าจ้างต่อเรือ ภายหลังยื่นฟ้อง ทนายความโจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ พร้อมแนบสำเนาคำฟ้องคดีของศาลจังหวัดภูเก็ตไปเพื่อแจ้งเรื่องที่โจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ขอให้ระงับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับเรือซีเมค 1 ไว้ก่อน ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ให้จำเลยที่ 2 และทำหนังสือสัญญาโอนกรรมสิทธิ์เรือในวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ซึ่งเจ้าพนักงานผู้ทำนิติกรรมแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่า จำเลยที่ 1 ถูกโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ต แต่จำเลยทั้งสองยืนยันให้เจ้าพนักงานทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ให้จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์และทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอที่จะนำมาชำระหนี้ค่าจ้างต่อเรือให้โจทก์ได้นอกจากเรือซีเมค 1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 เลขทะเบียนที่ 39 - 81 - 0114 - 4 ขนาด 144.67 ตันกรอสส์ จดทะเบียนเรือไทย ณ เมืองท่ากระบี่ ซึ่งได้ทำนิติกรรมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและศาลไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อเรือซีเมค 1 จากจำเลยที่ 1 ด้วยความสุจริตใจโดยจำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ 2 ซื้อเรือโดยสุจริตเปิดเผยและชำระเงินค่าเรือให้จำเลยที่ 1 เรียบร้อย การซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการต่อนายทะเบียนเรือสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ ถูกต้องตามระเบียบ ขณะจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ให้จำเลยที่ 2 นายทะเบียนเรือไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์และไม่เคยมีใครแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 เลขทะเบียนที่ 39 - 81 - 0114 - 4 ขนาด 144.67 ตันกรอสส์ ซึ่งจดทะเบียนเรือไทย ณ เมืองท่ากระบี่ระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำนิติกรรมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์จะขอเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ระหว่างจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปได้ว่าการที่ทนายความโจทก์มีหนังสือแจ้งสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ ขอให้ระงับการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ตามเอกสารหมาย จ.9 จะนำมาเป็นเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองมิได้ เพราะจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อและเข้าครอบครองเรือ ก่อนทราบเรื่องตามเอกสารหมาย จ.9 เห็นว่า การทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ระหว่างจำเลยทั้งสองต้องจดทะเบียนต่อสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการรับจดทะเบียนได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องตามเอกสารหมาย จ.9 ก่อนจดทะเบียน ก็ต้องถือว่าขณะทำนิติกรรมจำเลยที่ 2 รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์จึงใช้สิทธิขอเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ส่วนปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาไม่เป็นสาระที่จะพิจารณา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 ระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของเรือซีเมค 1 ตามเดิมโดยไม่ต้องให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อีก จึงไม่จำเป็นต้องพิพากษาให้บังคับตามคำขอดังกล่าวของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรือซีเมค 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของจำเลยทั้งสองนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเล้ง พุ่มจันทร์
จำเลย — บริษัทซีเมคเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7773 -ที่ 7776/2553
#501587
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุไว้แต่เพียงว่าให้จำเลยจัดหอพักให้แก่พนักงานที่อยู่ต่างจังหวัด มิได้ระบุไว้ว่าต้องจัดให้พักเฉพาะที่หอพักจุด 8 เท่านั้น แม้หอพักจุด 10 จะเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสะดวกสบายเท่านั้นโดยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมิได้ระบุรายละเอียดไว้ จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง

เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระบุเรื่องสวัสดิการหอพักไว้ ดังนั้นการจัดให้มีหอพักจึงเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การฝ่าฝืนคำสั่งเกี่ยวกับหอพักจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือและการลงโทษพักงาน

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 7, ที่ 8, ที่ 21 และที่ 22 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระบุไว้แต่เพียงว่าบริษัทยินดีจะจัดหอพักให้แก่พนักงานที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดและทำงานเพียงคนเดียวให้ตามจำนวนห้องว่างที่มีอยู่ในขณะนั้นโดยยึดถือตำแหน่งงาน อายุงานและอัตราเงินเดือนเป็นหลักในการพิจารณาตามลำดับก่อนหลังบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้โดยเฉพาะว่า จำเลยจะต้องจัดหอพักให้พนักงานเฉพาะจุด 8 เท่านั้น ที่จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่และพนักงานอื่นไปอยู่ที่หอพักจุด 10 ก็เป็นไปตามข้อตกลงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามที่โจทก์ทั้งสี่อ้างเมื่อสภาพห้องพักจุด 10 ดีกว่าจุด 8 การย้ายหอพักจึงมีลักษณะที่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสี่และพนักง่านอื่น อีกทั้งการย้ายหอพักเนื่องจากจำเลยต้องการใช้พื้นที่บริเวณหอพักจุด 8 ก่อสร้างอาคารโรงงาน จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสี่และพนักงานอื่นให้ย้ายหอพักล่วงหน้าแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่โจทก์ทั้งสี่กลับเพิกเฉยจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ว่า หอพักจุด 8 มีห้องน้ำ ห้องครัว และมีขนาดใหญ่กว่าหอพักจุด 10 จำเลยให้โจทก์ทั้งสี่ไปอยู่ในห้องพักที่มีสภาพด้อยกว่าห้องเดิม ย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสี่ จึงใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุไว้แต่เพียงให้จำเลยจัดหอพักให้แก่พนักงานที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด มิได้ระบุไว้ว่าต้องจัดให้พักเฉพาะที่หอพักจุด 8 เท่านั้น แม้ว่าหอพักจุด 10 จะเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น โดยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมิได้ระบุรายละเอียดไว้จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จำเลยสามารถให้โจทก์ทั้งสี่ย้ายไปอยู่หอพักจุด 10 ได้ เมื่อมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่

ที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ประการต่อไปว่า การฝ่าฝืนคำสั่งย้ายหอพักไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพราะการย้ายหอพักไม่เกี่ยวกับการทำงานนั้น เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อบังคับอยู่ในหมวดที่ 1 ส่วนเรื่องสวัสดิการหอพักกำหนดไว้ในหมวดที่ 2 ดังนั้นการจัดให้มีหอพักจึงเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การฝ่าฝืนคำสั่งเกี่ยวกับหอพักจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยสามารถออกคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสี่ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายฝน บุญยขันธ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายสมควร ศิริวุทธ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7740 -ที่ 7747/2553
#509561
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องและศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 ถอนคำฟ้องแล้ว การถอนคำฟ้องดังกล่าวย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตามป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 3 ไม่อยู่ในฐานะคู่ความและมิได้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าขณะทำบันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์แต่ละคนไม่ติดใจเรียกร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับนายจ้างอีก โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้าง ซึ่งโจทก์แต่ละคนย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจโดยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป การที่โจทก์ทุกคนลงลายมือชื่อในใบรับเงินจึงต้องผูกพันตามข้อความในหนังสือดังกล่าวดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลาง เพื่อให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงเป็นว่า ขณะโจทก์แต่ละคนลงชื่อในบันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ โจทก์แต่ละคนไม่มีอิสระในการตัดสินใจและยังอยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

บันทึกการรับเงินที่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ทำกับจำเลยเกิดจากการที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งร่วมถึงโจทก์บางคนและเกิดจากการที่โจทก์บางคนลาออกจารการเป็นลูกจ้างของจำเลยจำเลยจึงตกลงกับโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 เพื่อระงับสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน การเลิกจ้าง และการลาออก โดยในขณะที่ทำบันทึกโจทก์ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้าง การที่โจทก์ทุกคนลงลายมือชื่อในบันทึกรับเงินย่อมผูกพันตามข้อความในหนังสือนั้นดังนั้น คำว่า ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับนายจ้างอีกตามบันทึกการรับเงินค่าชดเชย ย่อมหมายความรวมถึงค่าครองชีพด้วย จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าครองชีพจำนวน 700 บาท ไปรวมคำนวณจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียกตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 13 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสิบสามสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทุกคนเป็นพนักงานของจำเลย ค่าจ้างกำหนดจ่ายทุกวันที่ 15 และ 30 ของทุกเดือน ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสามโดยจ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 1 เดือน โดยคิดจากอัตราค่าจ้างสุดท้ายของโจทก์ทั้งสิบสามตามลำดับดังนี้ 6,099 บาท 6,231 บาท 12,540 บาท 9779 บาท 13,948 บาท 20,931 บาท 10,755 บาท 17,745 บาท 9,897 บาท 9,824 บาท 7,709 บาท และ 20,432 บาท ซึ่งในค่าจ้างสุดท้ายดังกล่าวนั้นรวมเงินค่าครองชีพคนละ 700 บาท อยู่ด้วย จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยไม่รวมค่าครองชีพคนละ 700 บาท ให้โจทก์แต่ละคน จึงเป็นการจ่ายโดยไม่ถูกต้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามคนละเท่า ๆ กันคืนให้จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย (ที่ถูกต้องคือค่าชดเชยในส่วนที่ยังขาดอยู่) เป็นเงินคนละ 5,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ยังขาดอยู่คนละ 700 บาท รวมเป็นเงินคนละ 6,300 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินดังกล่าวทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่เลิกจ้าง

จำเลยทั้งสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสิบสามไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากใบมอบอำนาจไม่ถูกต้อง ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจของโจทก์ทั้งสิบสามเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนดังกล่าวอีกเนื่องจากโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 13 ได้ลาออกด้วยความสมัครใจ ส่วนโจทก์ที่เหลือซึ่งจำเลยเลิกจ้างก็แสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นจากจำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตเหลือโจทก์รวม 8 คน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 และที่ 13 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ตั้งประเด็นมาว่า โจทก์ที่ 3 มีอำนาจอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องและศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ที่ 3 ถอนคำฟ้องแล้ว การถอนคำฟ้องดังกล่วย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นอันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตราร 31 โจทก์ที่ 3 ไม่อยู่ในฐานะคู่ความและมิได้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 3 ไม่มีอำนาจอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 จึงไม่ชอบ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 เสีย

ที่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 อุทธรณ์ว่า บันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยโอกาสที่มีการเลิกจ้างโจทก์ โจทก์กำลังเดือดร้อนเพราะถูกเลิกจ้าง จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ลงชื่อในบันทึกการรับเงินค่าชดเชยเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตเอาเปรียบลูกจ้าง โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ไม่สามารถทักท้วงในขณะนั้นได้และจากคำเบิกความของนายวิศาลก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชี้แจงรายละเอียดการจ่ายเงินในการปรับลดพนักงานอย่างไร และการปรับลดพนักงานของจำเลยก็มิใช่เหตุที่จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ การที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าขณะทำบันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์แต่ละคนไม่ติดใจเรียกร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับนายจ้างอีก โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้าง ซึ่งโจทก์แต่ละคนย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจโดยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป การที่โจทก์ดังกล่าวทุกคนลงลายมือชื่อในใบรับเงินดังกล่าสวจึงย่อมผูกพันตามข้อความในหนังสือดังกล่าว ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 จึงเป็นกรโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลาง เพื่อให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงเป็นว่า ขณะโจทก์แต่ละคนลงชื่อในบันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ โจทก์แต่ละคนไม่มีอิสระในการตัดสินใจและยังอยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ประการต่อไปว่า จำเลยจะต้องนำเงินค่าครองชีพจำนวน 700 บาท ไปรวมคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 หรือไม่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 อุทธรณ์ว่า บันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ ตามเอกสารหมาย จ.3 จ.5 จ.7 (ล.6) จ.9 (ล.8) จ.12 จ.14 และ จ.19 ตามลำดับ มีข้อความว่า ไม่ติดใจเรียกร้องเงินใดๆ อีก มิได้หมายความรวมถึงเงินค่าครองชีพที่เป็นค่าจ้างที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ดังกล่าวเป็นอดีตพนักงานของจำเลย ได้รับค่าจ้างสุดท้าย กำหนดการจ่ายค่าจ้างและการเลิกจ้างรวมทั้งการจ่ายเงินค่าชดเชขและสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้าเป็นไปตามคำฟ้องสำหรับค่าจ้างสุดท้ายของโจทก์ร่วมค่าครองชีพคนละ700 บาทด้วย ซึ่งการจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินอื่น ๆ โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ได้ทำบันทึกการรับเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ ไว้ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.5 จ.19 จ.9 (ล.8) จ.7 (ล.6) จ.12 จ.3 และ จ.14 ตามลำดับแต่การจ่ายเงินดังกล่าวจำเลยไม่ได้จ่ายในส่วนของค่าครองชีพจำนวน 700 บาท ให้แก่โจทก์ด้วย สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์นั้น เห็นว่าบันทึกการรับเงินดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งรวมถึงโจทก์บางคน และเกิดจากการที่โจทก์บางคนลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยจึงตกลงกับโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 เพื่อระงับสิทธิเรียกร้องต่างๆ ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน การเลิกจ้าง และการลาออกโดยในขณะที่ทำบันทึกดังกล่าวโจทก์ทุกคุนทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้าง การที่โจทก์ทุกคนลงลายมือชื่อในบันทึกรับเงินย่อมผูกพันตามข้อความในหนังสือนั้น ดังนั้น คำว่า ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับนายจ้างอีกตามบันทึกการรับเงินค่าชดเชย เอกสารหมาย จ.3 จ.5 จ.7 (ล.6) จ.9 (ล.8) จ.12 จ.14 และ จ.19 ย่อมหมายความรวมถึงค่าครองชีพด้วย จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าครองชีพจำนวน 700 บาท ไปรวมคำนวณจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 13 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 176 ม. 223
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย ศฤงคาร กับพวก
จำเลย — บริษัทยูโรเปียน โอโตโมบิลส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7734 -ที่ 7739/2553
#501598
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยประกาศเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งหกกับพวก ซึ่งเป็นพนักงานขับรถฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา จำเลยจึงต้องประกาศเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งติดตามมา เมื่อสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ทั้งหกได้รับยังคงมีอยู่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และจำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหก จำเลยย่อมมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตนเองได้ตามเหตุผลที่จำเป็นและสมควร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของสภาพการจ้างเดิม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกสำนวนปฏิบัติตามสภาพการจ้างเดิมโดยยกเลิกประกาศเรื่องเก็บค่าขนส่งผู้โดยสารเกินเวลาจากบริษัทนำเที่ยวและลูกค้าทั่วไป

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งหกรับเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากผู้ว่าจ้างแล้วนำส่งจำเลยเพื่อให้จำเลยคำนวณแล้วจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและถือไม่ได้ว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าหรือไม่ โดยปกติทั่วไปการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหรือสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา เงินเบี้ยเลี้ยง หรือเงินสวัสดิการต่าง ๆ แก่ลูกจ้างนั้น นายจ้างหรือจำเลยจะต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้าง การที่จำเลยยินยอมให้บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างจ่ายให้ลูกจ้างหรือโจทก์ทั้งหกโดยตรงก็เพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะได้รับเงินเร็วขึ้น เมื่อจำเลยเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีจ่ายใหม่โดยปรากฏว่า เงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาที่ลูกจ้างหรือพนักงานขับรถได้รับยังคงมีจำนวนเท่าเดิมไม่ได้ลดจำนวนลงอย่างใด เพียงแต่ลูกจ้างได้รับเงินล่าช้าไปจากที่ได้รับทันทีเป็นได้รับเมื่อลูกจ้างนำเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องส่งในช่วงเช้าจะได้รับเงินในช่วงบ่าย หากส่งในช่วงบ่ายจะได้รับในช่วงเช้าของวันทำงานถัดไป ประกอบทั้งเหตุที่จำเลยประกาศเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งหกกับพวกซึ่งเป็นพนักงานขับรถฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา จำเลยจึงต้องประกาศเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งติดตามมา เมื่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับจากการทำงานยังคงมีอยู่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกหรือพนักงานขับรถคนอื่น จำเลยย่อมมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตนเองได้ตามเหตุผลที่จำเป็นและสมควร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของสภาพการจ้างเดิม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ เทียบรัตน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอส. ซี. สมชัยบริการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7734 -ที่ 7739/2553
#507902
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหรือสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา เงินเบี้ยเลี้ยงหรือเงินสวัสดิการต่าง ๆ แก่ลูกจ้างนั้น นายจ้างหรือจำเลยจะต้องเป็นผู้จ่ายไม่ใช่บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้าง การที่จำเลยยินยอมให้บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างจ่ายให้ลูกจ้างหรือโจทก์ทั้งหกโดยตรงก็เพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะได้รับเงินเร็วขึ้น เมื่อจำเลยเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายใหม่จากเดิมบริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างเป็นผู้จ่ายผ่านมัคคุเทศก์ให้แก่พนักงานขับรถแทนจำเลยผู้รับจ้างเปลี่ยนใหม่เป็นจำเลยผู้รับจ้างเป็นผู้จ่ายให้แก่พนักงานขับรถด้วยตนเอง โดยปรากฏว่าเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาที่ลูกจ้างหรือพนักงานขับรถได้รับยังคงมีจำนวนเท่าเดิมไม่ได้ลดจำนวนลงอย่างใดเพียงแต่ลูกจ้างได้รับเงินล่าช้าไปจากที่ได้รับทันทีเป็นได้รับเมื่อลูกจ้างนำเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องส่งในช่วงเช้าจะได้รับเงินในช่วงบ่าย หากส่งในช่วงบ่ายจะได้รับเงินในช่วงเช้าของวันทำงานถัดไป ประกอบทั้งเหตุที่จำเลยประกาศเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยง หรือค่าล่วงเวลาก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งหกกับพวกซึ่งเป็นพนักงานขับรถฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา จำเลยจึงต้องประกาศเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งติดตามมา เมื่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับจากการทำงานยังคงมีอยู่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกหรือพนักงานขับรถอื่น จำเลยย่อมมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตนเองได้ตามเหตุผลที่จำเป็นและสมควร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของสภาพการจ้างงานเดิม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามสภาพการจ้างเดิมโดยยกเลิกประกาศเรื่องเก็บค่าขนส่งผู้โดยสารเกินเวลาจากบริษัทนำเที่ยวและลูกค้าทั่วไป จำเลยทั้งหกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่ง รับขนส่งให้แก่บริษัทนำเที่ยว บริษัทเฟิสท์ ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัทโกลเด้นไทยแทรเวล จำกัด และจำเลยเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานพนักงานขนส่งและการท่องเที่ยว สหภาพแรงงานโกลเด้นไทย และสหภาพแรงงานเอสซีสมชัยบริการ โจทก์ทั้งหกทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถ มีเวลาเริ่มทำงานและอัตราค่าจ้างตามที่ระบุไว้ในคำฟ้อง กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนนอกจากโจทก์ทั้งหกจะได้รับเงินเดือนแล้ว ยังได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าโชว์ ค่าบิลทัวร์ สำหรับกรุ๊ปทัวร์จากจีนไต้หวัน และได้ค่าดูแลรักษารถ รวมทั้งค่าอยู่เวรในบางกรณี เมื่อเดือนมีนาคม 2547 โจทก์ทั้งหกกับลูกจ้างอื่นเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเรียกค่าล่วงเวลา ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกกับพวกอุทธรณ์คำพิพากษา วันที่ 8 ตุลาคม 2547 จำเลยออกประกาศเกี่ยวกับเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าล่วงเวลา หลังจากจำเลยออกประกาศ สหภาพแรงงานทั้ง 3 แห่งได้ทำหนังสือโต้แย้งคัดค้านและยื่นคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ช่วยเจรจาข้อขัดแย้ง สำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องไปพบและมีการเจรจา ในที่สุด

มีการทำบันทึกไว้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 วันที่ 27 ธันวาคม 2547 และวันที่ 23 ธันวาคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยว่า กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อ้างว่า จำเลยกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องไม่มอบงานให้ทำ ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2547 จำเลยจัดประชุมร่วมกับผู้ว่าจ้างซึ่งประกอบกิจการนำเที่ยวที่โรงแรมรามาการ์เด้น ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายค่าล่วงเวลา จากเดิมบริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างเป็นผู้จ่ายผ่านมัคคุเทศก์ให้แก่พนักงานขับรถแทนจำเลยผู้รับจ้าง เปลี่ยนใหม่เป็นจำเลยผู้รับจ้างเป็นผู้จ่ายให้แก่พนักงานขับรถด้วยตนเอง โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาแบบใหม่แตกต่างจากเดิมแต่เพียงว่าแต่เดิมบริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาแก่พนักงานขับรถแทนจำเลย แต่วิธีใหม่เมื่อพนักงานขับรถได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงจะต้องนำส่งมอบให้จำเลยพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้จำเลยคำนวณและแจกแจงรายละเอียดแล้วจำเลยจึงจ่ายให้แก่พนักงานขับรถสำหรับจำนวนเงินเบี้ยเลี้ยงที่พนักงานขับรถได้รับยังคงมีจำนวนเท่าเดิม ไม่ได้มีจำนวนลดลงแต่อย่างใด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่า การที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งหกรับเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากผู้ว่าจ้างแล้วนำส่งจำเลยเพื่อให้จำเลยคำนวณแล้วจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและถือไม่ได้ว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่าโจทก์ทั้งหกยอมรับว่าที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งหกรับเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากผู้ว่าจ้างแล้วนำส่งจำเลยเพื่อให้จำเลยคำนวณแล้วจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแล้ว แต่โจทก์ทั้งหกเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่านั้น โดยปกติทั่วไป การจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหรือสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา เงินเบี้ยเลี้ยง หรือเงินสวัสดิการต่าง ๆ แก่ลูกจ้างนั้น นายจ้างหรือจำเลยจะต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้าง การที่จำเลยยินยอมให้บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างจ่ายให้ลูกจ้างหรือโจทก์ทั้งหกโดยตรงก็เพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะได้รับเงินเร็วขึ้น เมื่อจำเลยเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีจ่ายใหม่โดยปรากฏว่า เงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาที่ลูกจ้างหรือพนักงานขับรถได้รับยังคงมีจำนวนเท่าเดิมไม่ได้ลดจำนวนลงอย่างใด เพียงแต่ลูกจ้างได้รับเงินล่าช้าไปจากที่ได้รับทันทีเป็นได้รับเมื่อลูกจ้างนำเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องส่งในช่วงเช้าจะได้รับเงินในช่วงบ่าย หากส่งในช่วงบ่ายจะได้รับในช่วงเช้าของวันทำงานถัดไป ประกอบทั้งเหตุที่จำเลยประกาศเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งหกกับพวกซึ่งเป็นพนักงานขับรถฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา จำเลยจึงต้องประกาศเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งติดตามมา เมื่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับจากการทำงานยังคงมีอยู่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกหรือพนักงานขับรถคนอื่น จำเลยย่อมมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตนเองได้ตามเหตุผลที่จำเป็นและสมควรการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของสภาพการจ้างเดิม ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2551 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ เทียบรัตน์ กับพวก
บริษัท เอส.ซี
จำเลย — สมชัยบริการ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7734 -ที่ 7739/2553
#512795
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหรือสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา เงินเบี้ยเลี้ยง หรือเงินสวัสดิการต่างๆ แก่ลูกจ้างเป็นหน้าที่ของนายจ้างหรือจำเลยไม่ใช่ของบริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างจำเลยขนส่งนักท่องเที่ยว การที่จำเลยยินยอมให้บริษัทนำเที่ยวจ่ายเงินให้ลูกจ้างหรือโจทก์ทั้งหกโดยตรงก็เพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะได้รับเงินเร็วขึ้น โดยเงินที่ได้รับยังเท่าเดิม และเพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งติดตามมา ทั้งจำเลยมิได้กระทำไปโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้ง จำเลยย่อมมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตนเองได้ตามเหตุผลที่จำเป็นและสมควร จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของสภาพการจ้างเดิม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่พนักงานขับรถ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 จำเลยเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างแรงงาน จากเดิมบริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ทั้งหกซึ่งทำงานขับรถนำเที่ยว มิได้จ่ายเป็นค่าล่วงเวลาหรือเงินเบี้ยเลี้ยงแทนจำเลย จำเลยออกประกาศเรื่องค่าล่วงเวลา ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2547 ให้พนักงานขับรถทุกคนส่งมอบเอกสารการใช้รถระบุรายละเอียดวัน เวลา และสถานที่ใช้รถ เวลาพัก และเวลาเลิกงานประจำวัน ตลอดจนรายการอื่น ๆ เท่าที่จำเป็นต่อการคำนวณค่าล่วงเวลาและเงินเบี้ยเลี้ยง โดยให้นำส่งที่แผนกรถของจำเลยภายในกำหนดเวลา และออกประกาศเรื่องเก็บค่าขนส่งผู้โดยสารเกินเวลาจากบริษัทนำเที่ยวและลูกค้าทั่วไป โดยกำหนดให้พนักงานขับรถที่รับใบงานไปทำทัวร์มีหน้าที่รับเงินค่าขนส่งโดยสารเกินเวลาจากบริษัทนำเที่ยวและหรือลูกค้าทั่วไปซึ่งเป็นลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างของจำเลย ซึ่งทางบริษัทนำเที่ยวได้มอบหมายให้มัคคุเทศก์เป็นผู้จ่ายฝากกลับมายังบริษัทจำเลย เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งหก เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินเบี้ยเลี้ยงจากบริษัทนำเที่ยวจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหก ซึ่งทำหน้าที่ขับรถนำเที่ยว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามสภาพการจ้างเดิมโดยยกเลิกประกาศเรื่องเก็บค่าขนส่งผู้โดยสารเกินเวลาจากบริษัทนำเที่ยวและลูกค้าทั่วไป

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การว่า จำเลยและบริษัทในเครือประกอบธุรกิจงานขนส่ง รับจ้างขนส่งนักท่องเที่ยว ก่อนวันที่ 16 ตุลาคม 2547 จำเลยทำสัญญารับจ้างขนส่งกับบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ มีข้อตกลงให้บริษัทนำเที่ยวเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินค่าล่วงเวลา รวมทั้งเงินเบี้ยเลี้ยงในลักษณะเหมาจ่ายต่อวันให้แก่พนักงานขับรถแทนจำเลย กรรมการลูกจ้างและพนักงานขับรถจำเลยบางส่วนฟ้องจำเลยและบริษัทในเครือในเรื่องค่าล่วงเวลา ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2547 จำเลยเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารงานภายในเกี่ยวกับค่าล่วงเวลาของพนักงานขับรถทั้งหมด จากเดิมกำหนดและมอบหมายให้บริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายแทนจำเลย จำเลยกำหนดใหม่ให้บริษัทนำเที่ยวส่งเงินค่าขนส่งผู้โดยสารเกินเวลาส่งมอบผ่านพนักงานขับรถเพื่อนำส่งให้แก่จำเลย และจำเลยจ่ายเงินค่าล่วงเวลาตามเวลาที่ปฏิบัติงานจริง ตามเอกสารรายการใช้รถแต่ละครั้ง พนักงานส่วนใหญ่เข้าใจและปฏิบัติตามระเบียบใหม่ คำสั่งเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารเรื่องการเก็บค่าขนส่งเกินเวลาเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยกับบริษัทนำเที่ยว โจทก์มิใช่คู่สัญญาไม่ได้รับสิทธิหรือกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พนักงานขับรถส่วนมากของจำเลยปฏิบัติตามระเบียบ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 สหภาพแรงงานของจำเลยและบริษัทในเครือยื่นข้อเรียกร้อง แต่ไม่มีประเด็นเรื่องค่าล่วงเวลา ข้ออ้างของโจทก์ทั้งหกที่ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งหกจึงยุติ ที่โจทก์ทั้งหกขอให้จำเลยปฏิบัติตามสภาพการจ้างเดิมโดยยกเลิกประกาศเรื่องเก็บเงินค่าขนส่งโดยสารเกินเวลาเป็นการบังคับให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งในทางการบริหารของจำเลย โจทก์ทั้งหกต้องเรียกร้องต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานมีคำสั่งเกี่ยวกับประเด็นพิพาทก่อนจึงจะนำคำสั่งมาสู่ศาลแรงงานได้ คำแนะนำของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานให้มาฟ้องคดีมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งหกใช้สิทธิโดยไม่สุจริตใช้สิทธิซ้ำซ้อน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เนื่องจากไม่นำเงินที่มัคคุเทศก์ของบริษัทนำเที่ยวมาส่งมอบให้แก่จำเลยตามประกาศ โจทก์ดังกล่าวได้นำเรื่องไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งเรื่องอยู่ในระหว่างเจ้าหน้าที่แรงงานมีหนังสือเชิญตัวแทนนายจ้างไปพบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง การนำคดีมาฟ้องและใช้สิทธิทางเจ้าหน้าที่แรงงานต่างวันเวลากัน แม้จะเป็นคนละข้อกล่าวหาก็เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน โดยมีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหรือเรียกร้องจึงหมดไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่ง รับขนส่งให้แก่บริษัทนำเที่ยว บริษัทเฟิสท์ ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัทโกลเด้นไทยแทรเวล จำกัด และจำเลยเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานพนักงานขนส่งและการท่องเที่ยว สหภาพแรงงานโกลเด้นไทย และสหภาพแรงงานเอสซีสมชัยบริการ โจทก์ทั้งหกทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถ มีเวลาเริ่มทำงานและอัตราค่าจ้างตามที่ระบุไว้ในคำฟ้อง กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนนอกจากโจทก์ทั้งหกจะได้รับเงินเดือนแล้ว ยังได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าโชว์ ค่าบิลทัวร์ สำหรับกรุ๊ปทัวร์จากจีนไต้หวัน และได้ค่าดูแลรักษารถ รวมทั้งค่าอยู่เวรในบางกรณี เมื่อเดือนมีนาคม 2547 โจทก์ทั้งหกกับลูกจ้างอื่นเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเรียกค่าล่วงเวลา ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ทั้งหกกับพวกอุทธรณ์คำพิพากษาตามเอกสารหมาย จ.11 วันที่ 8 ตุลาคม 2547 จำเลยออกประกาศเกี่ยวกับเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าล่วงเวลาตามเอกสารหมาย จล.2 ถึง จล.4 หลังจากจำเลยออกประกาศ สหภาพแรงงานทั้ง 3 แห่งได้ทำหนังสือโต้แย้งคัดค้านตามเอกสารหมาย จล. 5 และยื่นคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ช่วยเจรจาข้อขัดแย้ง สำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องไปพบและมีการเจรจา ในที่สุดมีการทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จล. 6 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 วันที่ 27 ธันวาคม 2547 และวันที่ 23 ธันวาคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยว่า กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อ้างว่า จำเลยกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องไม่มอบงานให้ทำ ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลยมีข้อตกลงกับบริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างให้ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาในลักษณะเหมาจ่ายต่อวันให้แก่พนักงานขับรถแทนจำเลย หลังจากโจทก์ทั้งหกและพนักงานขับรถฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินค่าล่วงเวลาเมื่อเดือนมีนาคม 2547 แล้ว ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2547 จำเลยจัดประชุมร่วมกับผู้ว่าจ้างซึ่งประกอบกิจการนำเที่ยวที่โรงแรมรามาการ์เด้น ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายค่าล่วงเวลา จากเดิมบริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างเป็นผู้จ่ายผ่านมัคคุเทศก์ให้แก่พนักงานขับรถแทนจำเลยผู้รับจ้างเปลี่ยนใหม่เป็นจำเลยผู้รับจ้างเป็นผู้จ่ายให้แก่พนักงานขับรถด้วยตนเอง โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป วิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาตามคำสั่งใหม่ ให้พนักงานขับรถที่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงจากมัคคุเทศก์จะต้องลงลายมือชื่อรับเงินไว้ในตอนล่างของใบประเมินผลงานและจัดทำใบส่งเงินโดยลงลายมือชื่อไว้ในตอนท้ายตามเอกสารหมาย ล.12 แผ่นแรก จากนั้นจึงส่งมอบให้แก่ฝ่ายการเงินของจำเลย เมื่อฝ่ายการเงินได้รับใบประเมินผลงาน ใบส่งเงิน และใบรายการใช้รถแล้วจะจัดทำใบเบิกเงินสดย่อยตามเอกสารหมาย ล.12 แผ่นแรกตอนบน ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อของพนักงานขับรถ รถคันที่ขับ ผู้ว่าจ้าง ระยะเวลาการทำงาน และแจกแจงรายได้ที่พนักงานขับรถมีสิทธิได้รับ ซึ่งโดยทั่วไปจำนวนเงินที่พนักงานขับรถนำส่งให้แก่จำเลยและเงินได้ที่ได้รับจากจำเลยตามใบเบิกเงินสดย่อยจะตรงกัน ยกเว้นกรณีมีค่าขนส่งนอกเส้นทางซึ่งเป็นเงินที่บริษัทนำเที่ยวจ่ายให้แก่จำเลย สำหรับระยะเวลาการได้รับเงินโดยทั่วไปพนักงานขับรถที่นำเงินมาส่งในช่วงเช้าจะได้รับเงินในช่วงบ่าย ๆ หากส่งในช่วงบ่ายจะได้รับในช่วงเช้าของวันทำงานถัดไป หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาแบบใหม่แตกต่างจากเดิมแต่เพียงว่าแต่เดิมบริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาแก่พนักงานขับรถแทนจำเลย แต่วิธีใหม่เมื่อพนักงานขับรถได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงจะต้องนำส่งมอบให้จำเลยพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้จำเลยคำนวณและแจกแจงรายละเอียดแล้วจำเลยจึงจ่ายให้แก่พนักงานขับรถ สำหรับจำนวนเงินเบี้ยเลี้ยงที่พนักงานขับรถได้รับยังคงมีจำนวนเท่าเดิม ไม่ได้มีจำนวนลดลงแต่อย่างใด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่า การที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งหกรับเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากผู้ว่าจ้างแล้วนำส่งจำเลยเพื่อให้จำเลยคำนวณแล้วจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและถือไม่ได้ว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่าโจทก์ทั้งหกยอมรับว่าที่จำเลยประกาศให้โจทก์ทั้งหกรับเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาจากผู้ว่าจ้างแล้วนำส่งจำเลยเพื่อให้จำเลยคำนวณแล้วจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหก เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแล้ว แต่โจทก์ทั้งหกเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่านั้น โดยปกติทั่วไป การจ่ายค่าตอบแทนการทำงานหรือสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา เงินเบี้ยเลี้ยง หรือเงินสวัสดิการต่าง ๆ แก่ลูกจ้างนั้น นายจ้างหรือจำเลยจะต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้าง การที่จำเลยยินยอมให้บริษัทนำเที่ยวผู้ว่าจ้างจ่ายให้ลูกจ้างหรือโจทก์ทั้งหกโดยตรงก็เพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะได้รับเงินเร็วขึ้น เมื่อจำเลยเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีจ่ายใหม่โดยปรากฏว่า เงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาที่ลูกจ้างหรือพนักงานขับรถได้รับยังคงมีจำนวนเท่าเดิมไม่ได้ลดจำนวนลงอย่างใด เพียงแต่ลูกจ้างได้รับเงินล่าช้าไปจากที่ได้รับทันทีเป็นได้รับเมื่อลูกจ้างนำเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องส่งในช่วงเช้าจะได้รับเงินในช่วงบ่าย หากส่งในช่วงบ่ายจะได้รับในช่วงเช้าของวันทำงานถัดไป ประกอบทั้งเหตุที่จำเลยประกาศเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งหกกับพวกซึ่งเป็นพนักงานขับรถฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา จำเลยจึงต้องประกาศเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงหรือค่าล่วงเวลาใหม่เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งติดตามมา เมื่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งหกจะได้รับจากการทำงานยังคงมีอยู่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งหกหรือพนักงานขับรถคนอื่น จำเลยย่อมมีอำนาจในการบริหารจัดการงานของตนเองได้ตามเหตุผลที่จำเป็นและสมควร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของสภาพการจ้างเดิม ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ เทียบรัตน์ กับพวก
จำเลย — บริษัท เอส.ซี.สมชัยบริการ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7707/2553
#501612
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าค้อนปอนด์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เนื่องจากการลักทรัพย์สำเร็จตั้งแต่การย้ายเสาปูน ส่วนการใช้ค้อนปอนด์ทุบเสาปูนเกิดขึ้นภายหลังเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

การที่ศาลจะอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) นั้น มีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้นๆ กล่าวคือ ทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดนั้นๆ ซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องว่าค้อนปอนด์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการทุบเสาปูนของผู้เสียหาย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเสาปูนของผู้เสียหายย่อมต้องอาศัยค้อนปอนด์ของกลางในการกระทำความผิด อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเสาปูนหรือใช้ราคา 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืน ริบรถเข็นและค้อนปอนด์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (10) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถเข็นและค้อนปอนด์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถเข็นของกลางแต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าค้อนปอนด์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เนื่องจากการลักทรัพย์ได้ทำการสำเร็จแล้วตั้งแต่การย้ายเสาปูน ส่วนการใช้ค้อนปอนด์ทุบเสาปูนนั้นเกิดขึ้นภายหลัง ค้อนปอนด์ของกลางมิได้เป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงเกี่ยวกับการลักทรัพย์ เป็นเพียงเพื่อความสะดวกในการทำลายทรัพย์ที่จะทำการขนย้ายและเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ภายหลังจากที่มีการลักทรัพย์สำเร็จแล้วเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีค้อนปอนด์ของกลางก็สามารถลักทรัพย์ได้ ดังนั้น ค้อนปอนด์ของกลางจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

การที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น มีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้นๆ โดยตรง กล่าวคือ ทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วยซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า ค้อนปอนด์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการทุบเสาปูนของผู้เสียหาย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเสาปูนของผู้เสียหายย่อมต้องอาศัยค้อนปอนด์ของกลางในการกระทำความผิด อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ควรริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบค้อนปอนด์ของกลางนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายณรงค์ สุขการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสบาย นิลแท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2553
#507400
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย โดยมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้โจทก์ร่วมทั้งสองแก้อุทธรณ์แต่ประการใด ซึ่งบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 200 บัญญัติว่า "ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์" เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ ดังนั้น พนักงานอัยการและผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จึงต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้เฉพาะแก่พนักงานอัยการโจทก์ โดยมิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองแก้ ย่อมเป็นการทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองเสียสิทธิในการทำคำแก้อุทธรณ์ตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91, 92 เพิ่มโทษจำคุกจำเลยหนึ่งในสามและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2535/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายครรชิต ผู้เสียหายที่ 2 และนางสำรวย ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคแรก วรรคท้าย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันควร จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2535/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย โดยมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้โจทก์ร่วมทั้งสองแก้อุทธรณ์แต่ประการใด ซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 บัญญัติว่า "ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์" เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ ดังนั้น พนักงานอัยการและผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จึงต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้เฉพาะแก่พนักงานอัยการโจทก์ โดยมิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองแก้ย่อมเป็นการทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองเสียสิทธิในการทำคำแก้อุทธรณ์ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาคดีมานั้น จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้โจทก์ร่วมทั้งสองแก้แล้วส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 200 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายครรชิต สุทธินาค กับพวก
จำเลย — นายปราโมทย์ เปี่ยมใจ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7687/2553
#503256
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับมอบเงินที่ได้จากการขายน้ำมันของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเงินนั้นบางส่วนเป็นเงิน 6,451,435.43 บาท ไปเป็นของจำเลยทำให้งบดุลประจำปีไม่ลงตัว ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2541 กรรมการโจทก์ร่วมการนำงบดุลของโจทก์ร่วมให้จำเลยดู จำเลยยอมรับว่าได้เอาเงินของโจทก์ร่วมไปและเขียนบันทึกยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ร่วมในจำนวนเงินดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ร่วมเพิ่งทราบแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้เอาเงินไปในวันดังกล่าว กรณีจึงถือว่าโจทก์ร่วมได้รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 และโจทก์ร่วมมาร้องทุกข์ในวันที่ 1 กันยายน 2541 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 6,451,435.43 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัททีปพิพัฒน์ ที.พี.พี. จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 12 ปี ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 6,451,435.43 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมด้วย

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับมอบเงินที่ได้จากการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นบางส่วนเป็นจำนวน 6,451,435.43 บาท ไปเป็นของจำเลย จำเลยยอมรับว่าได้เอาเงินที่สถานีบริการน้ำมันของโจทก์ร่วมไปใช้ทำธุรกิจส่วนตัวของจำเลย จำเลยทำบันทึกให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยเป็นผู้เขียนด้วยตนเองต่อหน้านายประทีป นอกจากนี้จำเลยยังทำบันทึกรายละเอียดการเอาเงินไปแต่ละครั้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2540 ไว้ด้วย จึงเป็นวันที่จำเลยยอมรับผิดต่อโจทก์ร่วม และรู้ตัวผู้กระทำความผิด โจทก์ร่วมทราบแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้เอาเงินไปในวันที่ทวงถามเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 โดยจำเลยเป็นผู้ทำบันทึก ให้ไว้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 และเมื่อโจทก์ร่วมร้องทุกข์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัททีปพิพัฒน์ ที.พี.พี. จำกัด
จำเลย — นายอารมณ์ เช่นขาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7685/2553
#510183
เปิดฉบับเต็ม

คำพูดและการกระทำของจำเลยทั้งสามที่เป็นเพียงการอวดเบ่งท้าทายชวนทะเลาะวิวาท ไม่เป็นการขู่เข็ญทำให้ผู้เสียหายกับพวกเกิดความกลัวหรือความตกใจอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 392

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยที่ 3 มีอาวุธปืนสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปที่ถนนสายบุรี และร้านอาหารครัวคุณพ่อ ตำบลตะลุบัน อันเป็นเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก หมายเลข บี เอส วาย 4929 หมายเลขโล่ 3717078 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมอบให้จำเลยที่ 2 ไว้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ติดตัวไปตามถนนสายบุรี และร้านอาหารครัวคุณพ่อ ตำบลตะลุบัน อันเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุสมควร และจำเลยทั้งสามร่วมกันขู่เข็ญนายสืบพงษ์ ผู้เสียหายกับพวก โดยการพูดในทำนองว่าจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวก พร้อมกับเปิดชายเสื้อให้เห็นอาวุธปืนที่พาติดตัวมา และจับด้ามอาวุธปืนดึงขึ้นดึงลง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายกับพวกเกิดความกลัวหรือความตกใจเดินออกจากร้านอาหารที่เกิดเหตุไป ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 371, 392

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม อีกบทหนึ่ง (ที่ถูกอีกกระทงหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 3 เดือน จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่จำเลยที่ 2 กลับพาอาวุธปืนติดตัวไปนอกเวลาราชการภายในร้านอาหารที่เกิดเหตุด้วยโดยแต่งกายนอกเครื่องแบบในเวลากลางคืนแล้วพูดจาข่มขู่หาเรื่องทะเลาะวิวาทและใช้กำลังประทุษร้ายกระชากคอผู้เสียหายลงจากเบาะรถจักรยานยนต์ ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกลับมาก่อความเดือดร้อนเป็นภัยต่อสุจริตชนโดยตรงอันเป็นการไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเอง ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ในเหตุการณ์กับจำเลยที่ 2 มาแต่ต้นไม่เข้าห้ามปราม กลับแสดงอาวุธที่พาติดตัวและใช้คำพูดแสดงอำนาจบาตรใหญ่หลังจากจำเลยที่ 2 ข่มขู่ผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีไม่สมควรให้เจ้าพนักงานอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 1 อยู่ในเหตุการณ์แต่ต้น แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 พูดจาขู่เข็ญให้ผู้เสียหายตกใจกลัวแล้ว จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อเหตุร้ายแก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดไม่ร้ายแรง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ความผิดฐานมีอาวุธปืนในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ลงโทษปรับ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่งรวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยกและยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นางสาวประยงค์ นายกำธร และนางเกษร เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 2 นาฬิกา ผู้เสียหายและนางสาวประยงค์กับลูกน้องของผู้เสียหายอีก 6 ถึง 7 คน ไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารครัวคุณพ่อ จำเลยที่ 1 นั่งดื่มสุราอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามานั่งที่โต๊ะม้าหินส่วนใกล้โต๊ะผู้เสียหาย ผู้เสียหายกับพวกเข้าไปนั่งในร้านอาหารได้ประมาณ 30 นาที ขณะกำลังรับประทานอาหารจำเลยที่ 1 ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะของผู้เสียหายและชี้ไปที่ผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "ใครใหญ่ออกมากูจะยิงหัวให้" ผู้เสียหายสังเกตเห็นจำเลยที่ 1 มีอาการมึนเมาสุรา ผู้เสียหายกับพวกไม่ได้สนใจ จำเลยที่ 1 จึงกลับไปที่โต๊ะของจำเลยที่ 1 สักครู่จำเลยที่ 1 เดินไปที่โต๊ะผู้เสียหายและชี้ไปที่ผู้เสียหายอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า "ใครใหญ่ออกมากูจะยิงหัว" แต่ผู้เสียหายกับพวกก็ไม่ได้ตกใจ จำเลยที่ 1 จึงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของจำเลยที่ 1 สักครู่จำเลยที่ 1 เดินกลับไปที่โต๊ะของผู้เสียหายพร้อมกับชี้ไปที่ผู้เสียหายและพูดเช่นเดิม จำเลยที่ 1 ทำเช่นนี้ประมาณ 3 ครั้ง แต่ผู้เสียหายกับพวกไม่ได้สนใจจำเลยที่ 1 จึงกลับไปนั่งที่โต๊ะของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปนั่งที่โต๊ะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่ง สักครู่หนึ่งได้โต้เถียงกัน จำเลยที่ 3 ชักอาวุธปืนสั้นออกมา จำเลยที่ 2 ห้ามปราม ผู้เสียหายจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจชักอาวุธปืนในร้านอาหารที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายรู้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพราะผู้เสียหายรู้จักกับภรรยาของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 มีคนรักอยู่ที่ร้านอาหารของผู้เสียหายประมาณ 5 นาที มีเจ้าพนักงานตำรวจ 4 คน ขับรถจักรยานยนต์มาพูดคุยกับจำเลยทั้งสามแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไป จำเลยทั้งสามเดินไปนั่งที่โต๊ะของจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายจึงโทรศัพท์เรียกนายกำธรพี่ชายของผู้เสียหายไปที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุเพราะกลัวว่าจะมีเรื่องภายในร้านอาหาร จำเลยที่ 1 ยังคงพูดที่โต๊ะของจำเลยที่ 1 ว่า "ใครใหญ่ออกมากูจะยิงหัว" หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที นายกำธรและนางเกษรกับเพื่อนอีก 1 คน ไปที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุแล้วเข้าไปนั่งที่โต๊ะผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 พูดว่า "โต๊ะนี้ใครใหญ่กูจะยิงให้หมด" นายกำธรจึงพูดขึ้นว่า "น้องใจเย็นๆ มีเรื่องอะไรจะเคลียร์ให้" หลังจากนั้นสักครู่จำเลยที่ 1 พูดอีกว่า โต๊ะนี้ใครใหญ่จะยิงให้หมด" นายกำธรจึงให้นางเกษรไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรสายบุรี แต่ไม่พบเจ้าพนักงานตำรวจจึงกลับไปนั่งที่โต๊ะผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "ให้จำเลยที่ 1 เรียกนางเกษรไปนั่งที่โต๊ะของจำเลยที่ 1" จำเลยที่ 1 เรียกนางเกษรว่า "น้องๆ มานั่งโต๊ะพี่" นายกำธรหันไปถามจำเลยที่ 1 กับพวกว่า "มึงพูดอะไร" จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะผู้เสียหาย นายกำธรและผู้เสียหายลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะไปยังโต๊ะจำเลยที่ 1 และยืนประจันหน้ากันอยู่ระหว่างโต๊ะผู้เสียหายกับโต๊ะจำเลยที่ 1 ขณะที่ยืนประจันหน้ากันผู้เสียหายใช้มือจับที่เอวของจำเลยที่ 2 เพื่อรู้ว่าจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนหรือไม่ จำเลยที่ 3 ซึ่งนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งเพียงคนเดียวพูดว่า "ใครทำเพื่อนกู กูยิง" ขณะที่พูดจำเลยที่ 3 ชักอาวุธปืนที่เหน็บที่เอวเข้าออก ผู้เสียหายกับนายกำธร และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ต่างเดินกลับไปที่โต๊ะของตน ส่วนจำเลยที่ 3 ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะของตน สักครู่จำเลยที่ 2 พูดว่าจะเอาปืนสั้นหรือปืนยาวเอามาได้ทั้งนั้น นายกำธรให้นางเกษรไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรสายบุรี แต่ไม่พบเจ้าพนักงานตำรวจจึงกลับไปที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ ระหว่างทางพบกับนายธีรศักดิ์ นายธีรศักดิ์ได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ของรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรสายบุรี นางเกษรโทรศัพท์พูดกับรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรสายบุรีว่าจำเลยทั้งสามจะยิงนางเกษรกับพวก รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรสายบุรีบอกว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่แต่จะให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจ 191 ไปจัดการให้ จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านไปสักครู่หนึ่งแล้วขับรถจักรยานยนต์กลับมา จำเลยที่ 2 เดินเข้าไปในร้านอาหารที่เกิดเหตุโดยเหน็บอาวุธปืนสั้นที่เอวด้านหน้าใช้ชายเสื้อปิดอาวุธปืน สักครู่หนึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจ 191 ไปที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุเรียกจำเลยทั้งสามไปพูดคุยแล้วกลับไป จำเลยที่ 2 กลับไปนั่งที่โต๊ะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม จำเลยที่ 2 พูดว่า "คนบ้านเดียวกับกูทำอะไรกูไม่ได้" ส่วนจำเลยที่ 1 พูดซ้ำๆ เช่นเดิม สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 2 พูดว่า "กูจะยิงคนแล้วกลับไปนอนบ้านสบาย กูจะออกจากราชการแล้ว" ผู้เสียหายกับพวกนั่งอยู่เฉยๆ สักครู่นายธีรศักดิ์เดินมาที่โต๊ะผู้เสียหายแล้วพูดว่า "กลับได้แล้วใจเย็นๆ ไม่ต้องกลัว" ผู้เสียหายจึงให้พนักงานเก็บเงิน ขณะที่ผู้เสียหายกำลังติดเครื่องรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 2 เดินเข้ามากระชากคอเสื้อ ผู้เสียหายหันกลับไปล็อกตัวจำเลยที่ 2 นายธีรศักดิ์เข้าไปห้ามผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 พูดว่า "ใครใหญ่ออกมากูจะยิงหัว" จำเลยที่ 1 มีอาการเมาสุราโดยพูดซ้ำหลายครั้ง ผู้เสียหายกับพวกไม่ได้เกิดความกลัวหรือความตกใจเพราะไม่ได้สนใจการกระทำของจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายยังโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจชักอาวุธปืนในร้านอาหารที่เกิดเหตุ หลังจากที่ได้ยินจำเลยทั้งสามโต้เถียงกันและจำเลยที่ 3 ชักอาวุธปืนสั้นออกมา และผู้เสียหายยังโทรศัพท์เรียกนายกำธรพี่ชายผู้เสียหายมาที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ ทั้งผู้เสียหายกับนายกำธรลุกขึ้นจากโต๊ะเดินไปที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 พูดกับนางเกษรภรรยานายกำธรว่า "น้องๆ มานั่งโต๊ะพี่" และเมื่อยืนประจันหน้ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายยังใช้มือจับที่เอว จำเลยที่ 2 เพื่อตรวจสอบว่ามีอาวุธปืนหรือไม่ อันเป็นการแสดงว่าผู้เสียหายและนายกำธรไม่ได้เกิดความตกใจหรือความกลัวจำเลยทั้งสามดังที่ผู้เสียหายเบิกความว่าผู้เสียหายและนายกำธรลุกขึ้นเดินไปที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเป็นคนพื้นที่มิได้เกรงกลัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด และขณะนั้นผู้เสียหายก็ทราบว่าจำเลยที่ 3 มีอาวุธปืนและนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งต่างหาก เมื่อผู้เสียหายกับนายกำธรและจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ต่างกลับไปนั่งที่โต๊ะของตน ผู้เสียหายกับพวกและนายกำธรก็ยังไม่ได้ออกไปจากร้านอาหารที่เกิดเหตุ แต่นายกำธรกลับให้นางเกษรไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรสายบุรี และนางเกษรยังโทรศัพท์แจ้งรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรสายบุรี ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 เดินเข้ามากระชากคอเสื้อผู้เสียหาย ผู้เสียหายก็หันกลับไปล็อกตัวจำเลยที่ 2 และกอดรัดตัวจำเลยที่ 2 จนกระทั่งมีผู้เข้ามาห้าม พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายกับนายกำธรไม่ได้เกิดความกลัวจำเลยทั้งสาม คำพูดและการกระทำของจำเลยทั้งสามดังที่พยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความเป็นเพียงการอวดเบ่งท้าทายชวนทะเลาะวิวาทไม่เป็นการขู่เข็ญทำให้ผู้เสียหายกับพวกเกิดความกลัวหรือความตกใจ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — จ่าสิบตำรวจบุญธรรม ทองบุญยัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7680/2553
#503269
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองมีต่อลูกค้ารวม 23 ราย ให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกค้าบางรายชำระค่าสินค้าแก่จำเลยทั้งสอง แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิใช่วัตถุมีรูปร่างที่สามารถเคลื่อนที่ได้ อันอาจจะมีการเอาไปได้ตามความหมายของคำว่า ทรัพย์ ในความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไปขอรับเงินหรือเช็คค่าสินค้าจากลูกค้านั้น ก็ไม่ได้เป็นการกระทำแทนโจทก์ ดังนั้น เงินและเช็คดังกล่าวจึงยังมิใช่ทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ของโจทก์ แต่เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอันเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเกษตร ยูนิเวอร์แซล จำกัด
จำเลย — บริษัทกรีนมาร์ช คอมเมอร์เชียล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7680/2553
#509560
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองมีต่อลูกค้ารวม 23 รายให้แก่โจทก์ภายหลังจากนั้นจำเลยกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกค้าบางรายชำระค่าสินค้าแก่จำเลย แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิใช่วัตถุมีรูปร่างที่สามารถเคลื่อนที่ได้อันอาจจะมีการเอาไปได้ตามความหมายของคำว่า ทรัพย์ ในความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไปขอรับเงินหรือเช็คค่าสินค้าจากลูกค้านั้น ก็ไม่ได้เป็นการกระทำแทนโจทก์ เงินและเช็คดังกล่าวจึงยังมิใช่ทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ แต่เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอันเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทกับโจทก์ โดยตกลงโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยทั้งสองมีต่อลูกค้ารวม 23 ราย ให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองค้างชำระโจทก์อยู่ ต่อมาระหว่างวันดังกล่าวถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันไปขอรับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าที่โอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์แล้ว และร่วมกันลักทรัพย์โดยรับเงินสดหรือเช็คในการชำระค่าสินค้าดังกล่าวจากลูกค้ารวม 19 ราย เป็นเงินรวม 16,189,619.87 บาท ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่หลายท้องที่ในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะฟังว่า ภายหลังจากจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองมีต่อลูกค้ารวม 23 รายให้แก่โจทก์และต่อมาจำเลยทั้งสองกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกค้าบางรายชำระค่าสินค้าแก่จำเลยทั้งสอง แต่สิทธิเรียกร้องมิใช่วัตถุมีรูปร่างที่เคลื่อนที่ได้อันอาจจะมีการเอาไปได้ตามความหมายของคำว่า ทรัพย์ ในความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองไปขอรับเงินหรือเช็คค่าสินค้าจากลูกค้าตามฟ้องก็ไม่ได้เป็นการกระทำแทนโจทก์ เงินและเช็คดังกล่าวยังมิใช่ทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องจึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามบทกฎหมายที่โจทก์ขอให้ลงโทษ แต่เป็นเพียงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอันเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเกษตร ยูนิเวอร์แซล จำกัด
จำเลย — บริษัทกรีนมาร์ช คอมเมอร์เชียล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฏิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7650/2553
#510180
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะไม่ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยกระทำโดยป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จำเลยขึงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้บริเวณหน้าต่างห้องพักของจำเลยเพื่อป้องกันขโมยเข้ามาลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย จึงเป็นเหตุให้เด็กชาย ก. บุตรเลี้ยงของจำเลยซึ่งลักลอบปีนหน้าต่างเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลยถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย แม้การกระทำของผู้ตายจะถือเป็นการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง 220 โวลต์ ไปตามเส้นลวดที่ไม่มีฉนวนหุ้มนั้นย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพที่สามารถทำให้ผู้อื่นที่ไปสัมผัสถูกถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น แม้จะเป็นการป้องกันคนร้ายที่จะเข้ามาลักทรัพย์สินในห้องพักของจำเลยและทำร้ายจำเลยกับภรรยาได้ แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตาม ป.อ. มาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2543 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเจตนาฆ่าเด็กชายกองสินธิ์ (ที่ถูก กองสินธ์) สนม โดยใช้เส้นลวด 1 เส้น ต่อปลายด้านหนึ่งของเส้นลวดเข้ากับสายไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านเลขที่ 73 หมู่ที่ 5 ซึ่งสายไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านดังกล่าวมีแรงดันของกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์ได้ และจำเลยใช้ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งของเส้นลวดดังกล่าว ซึ่งไม่มีฉนวนห่อหุ้มจี้ไปที่เนื้อตัวร่างกายของเด็กชายกองสินธ์ เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าแล่นเข้าร่างกายของเด็กชายกองสินธ์ ทำให้เด็กชายกองสินธ์ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้วจำเลยนำศพของเด็กชายกองสินธ์บรรจุใส่ไว้ในกระสอบ 1 ใบ แล้วนำกระสอบบรรจุศพเด็กชายกองสินธ์ไปทิ้งไว้ภายในถังเก็บสิ่งปฏิกูลซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตบ้านเลขที่ดังกล่าว แล้วจำเลยปิดฝาถังสำหรับเก็บสิ่งปฏิกูลนั้นไว้อันเป็นการลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย ทำลายศพ ส่วนของศพเพื่อปิดบังการตาย เหตุแห่งการตายของเด็กชายกองสินธ์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 199, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี ฐานซ่อนเร้น ทำลายศพ จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน (ที่ถูก ต้องระบุว่า คำขอนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยในข้อ 3 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยได้ขึงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้บริเวณหน้าต่างห้องพักของจำเลยเพื่อป้องกันขโมยเข้ามาลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย จึงเป็นเหตุให้เด็กชายกองสินธ์ บุตรเลี้ยงของจำเลยซึ่งลักลอบปีนหน้าต่างเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลยถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย และหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำศพของเด็กชายกองสินธ์ใส่ไว้ในกระสอบป่านแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ในบ่อสิ่งปฏิกูล (ถังส้วม) หลังบ้าน เห็นว่า แม้การกระทำของผู้ตายจะถือเป็นการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง 220 โวลต์ ไปตามเส้นลวดที่ไม่มีฉนวนหุ้มนั้นย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพที่สามารถทำให้ผู้อื่นที่ไปสัมผัสถูกถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการป้องกันคนร้ายที่จะเข้ามาลักทรัพย์สินในห้องพักของจำเลยและทำร้ายจำเลยกับภรรยาได้ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยก็เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ฎีกาของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดฐานซ่อนเร้นทำลายศพแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายวิชาญ หุรุวัลย์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2553
#502430
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นกรณีคู่ความมรณะระหว่างพิจารณาจะต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยเสียก่อน

คู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งในชั้นขอกันส่วน คู่ความคือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไป จนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 183,333.33 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นนี้จะต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลซึ่งในชั้นร้องขอกันส่วน คู่ความ คือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 42 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรวรรรณ พลอยชาติตระกูล
ผู้ร้อง — นายกองวี ศิริสว่าง กับพวก
จำเลย — นางจันทรอน ศิริสว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายโมท ชูประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2553
#507399
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1(11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลซึ่งในชั้นร้องขอกันส่วน คู่ความ คือผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 183,333.33 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5345 , 27171, 27172 และ 27173 ที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง โดยผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินส่วนของผู้ร้องทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องและจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงร่วมกัน ไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นส่วนสัด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดขอเข้าเป็นคู่ความแทน ขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้อง ในคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วน จำเลยทั้งสองมิได้เป็นบุคคลยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องเรียกคู่ความมาแทนที่ ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นนี้จะต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คู่ความประมวลกฎหมายวิธิจารณาความแพ่งมาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลซึ่งในชั้นร้องขอกันส่วน คู่ความคือ ผู้ร้อง ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษา ก็มิใช่กรณีที่จะขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรวรรณ พลอยชาติตระกูล
ผู้ร้อง — นายกองวี ศิริสว่าง กับพวก
จำเลย — นางจันทรอน ศิริสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2553
#509558
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งในชั้นขอกันส่วน คู่ความคือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไป จนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 183,333.33 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลยทั้งสอง โดยผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินส่วนของผู้ร้องทั้งสองนำออกขายทอดตลาด ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงร่วมกัน ไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นส่วนสัด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คู่ความตามป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้อง ในคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วน จำเลยทั้งสองมิได้เป็นบุคคลยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องเรียกคู่ความมาแทนที่ ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นนี้จะต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลซึ่งในชั้นร้องขอกันส่วน คู่ความ คือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรวรรณ พลอยชาติตระกูล
ผู้ร้อง — นายกองวี ศิริสว่าง กับพวก
จำเลย — นางจันทรอน ศิริสว่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2553
#501593
เปิดฉบับเต็ม

การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในหุ้นโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้มาใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของหุ้นพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้น หมายเลข 36 ถึง 40 หุ้นละ 10,000 บาท ของบริษัทอิสาณสหะพัฒนาเดินรถ จำกัด และเป็นเจ้าของสิทธิการเดินรถประจำทางหมายเลข 296/24 โดยการครอบครอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลจะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้อง การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในหุ้นโดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องมาใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องอีกต่อไป

พิพากษายกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางดวงแข ธนาอนันประเสริฐ
ผู้คัดค้าน — นางสาวดวงทิพย์ ราชกิจจำนงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา