คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2553
#507403
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่งไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง การกำหนดและจ่ายเงินทดแทนตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือวันใช้บังคับ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แพ่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งจำเลยได้ประกาศ เรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลวัตต์ จากโรงไฟฟ้าราชบุรีไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าสายนี้ คือวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มอีก 11,459,991.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสื่อมราคาที่ดิน 23,500,423.12 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 16,408,029.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2542) เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินรวม 13 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2438 ถึง 2445, 13444 ถึง 13445 และ 39070 ถึง 39072 ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีแนวเขตที่ดินติดต่อกันรวมเนื้อที่ 68 ไร่ 32 ตารางวา ทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนนเพชรเกษม (สายเก่า) นครปฐม - ราชบุรี และทิศตะวันตกติดทางรถไฟสายใต้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 มีประกาศการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากโรงไฟฟ้าราชบุรีไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแนวเขตสายส่งไฟฟ้าดังกล่าวพาดผ่านที่ดินของโจทก์บางส่วนด้วย โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 2438 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 98.80 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2439 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 90.30 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 39071 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 2 งาน 93.90 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 39072 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 93.80 ตารางวา รวมเนื้อที่ดินถูกสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านทั้งสิ้น 13 ไร่ 43.30 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ โดยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2539 ถึงปี 2542 ของสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีและเพิ่มให้อีกอัตราร้อยละ 50 แต่ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 245,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ที่ดินติดถนนเพชรเกษม (สายเก่า) ระยะ 40 เมตร ราคาไร่ละ 1,200.000 บาท ส่วนที่ 2 ที่ดินแปลงเดียวกันต่อจากส่วนที่ 1 ระยะ 40 เมตร ราคาไร่ละ 600,000 บาท และส่วนที่ 3 ที่ดินนอกเขตทางหลวง ราคาไร่ละ 245,000 บาท แต่เนื่องจากมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินสวนที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านจึงไม่จ่ายค่าทดแทนที่ดินให้เต็มราคาประเมินที่ดิน แต่ถือจ่ายให้เป็นอัตราร้อยละของราคาประเมินที่ดินที่กำหนดไว้ 4 ประการคือ

1. ที่ตั้งเสาไฟฟ้า จ่ายให้เต็มร้อยละ 100 ของราคาประเมินที่ดิน

2. ที่บ้าน จ่ายให้ร้อยละ 90 ของราคาประเมินที่ดิน

3. ที่สวน จ่ายให้ร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ดิน

4. ที่นา จ่ายให้ร้อยละ 50 ของราคาประเมินที่ดิน

สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2438 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 98.80 ตารางวา จ่ายประเภทที่นาไร่ละ 245,000 บาท เป็นเงิน 489,632.50 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 2439 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 90.30 ตารางวา แบ่งจ่ายเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ประเภทที่ดินติดเขตทางหลวงระยะ 40 เมตร เนื้อที่ 37.40 ตารางวา ราคาไร่ละ 1,200,000 บาท จ่ายร้อยละ 90 ส่วนที่ 2 จ่ายประเภทที่นาเนื้อที่ 2 งาน 88.80 ตารางวา ราคาไร่ละ 600,000 บาท และส่วนที่ 3 จ่ายประเภทที่นาเนื้อที่ 3 ไร่ 64.10 ตารางวา ราคาไร่ละ 245,000 บาท รวมเป็นเงิน 554,598.75 บาท (คำนวณผิดที่ถูกคือ 704,710.63 บาท) ที่ดินโฉนดเลขที่ 39070 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 4 ไร่ 66.50 ตารางวา แบ่งจ่ายเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จ่ายประเภทที่ติดเขตกทางหลวงระยะ 40 เมตร เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 47.50 ตารางวา ราคาไร่ละ 1,200,000 บาท จ่ายร้อยละ 90 ส่วนที่ 2 จ่ายประเภทที่นา เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 37.30 ราตางวา ราคาไร่ละ 600,000 บาท และส่วนที่ 3 จ่ายประเภทที่น่าเนื้อที่ 3 งาน 81.70 ตารางวา ราคาไร่ละ 245,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,343,120.63 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 39071 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 2 งาน 93.90 ตารางวา แบ่งจ่ายเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จ่ายประเภทที่ดินติดเขตทางหลวงระยะ 40 เมตร เนื้อที่ 2 งาน 67.40 ตารางวา ราคาไร่ละ 1,200,000 บาท จ่ายร้อยละ 90 และส่วนที่ 2 จ่ายประเภทที่นา เนื้อที่ 26.50 ตารางวา ราคาไร่ละ 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 741,855 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 39072 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 93.80 ตารางวา จ่ายประเภทที่นา ราคาไร่ละ 245,000 บาท เป็นเงิน 28,726.25 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน 4,157,933.13 บาท และเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินส่วนที่ตั้งเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินโฉนดเลขที่ 29070 จำนวน 111,975 บาท รวมกับเงินค่าทดแทนต้นไม้คิดเป็นเงิน 4,673,283.14 บาท โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลย จำเลยจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินโดยจำเลยได้ฝากเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินส่วนที่คำนวณผิดเพิ่มเติมรวมเป็นเงินที่จำเลยฝากชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 4,878,066.02 บาท ซึ่งโจทก์ได้เบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว แต่ยังไม่พอใจจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทรวม 13 แปลง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้ที่ดินพิพาททั้งหมดสร้างโรงงานผลิตแผ่นพื้นคอนกรีต ถือว่าโจทก์มีเจตนาครอบครองที่ดินทั้งสิบสามแปลงอย่างที่ดินแปลงเดียวกัน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาที่ดินติดถนนเพชรเกษมทั้งแปลงในราคาไร่ละ 1,200,000 บาท เนื้อที่ 13 ไร่ 43.30 ตารางา เป็นเงิน 15,729,900 บาท นอกจากนี้ยังกำหนดค่าเสื่อมราคาที่ดินส่วนที่อยู่นอกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 54 ไร่ 3 งาน 88.70 ตารางวา ในราคาไร่ละ 100,000 บาท เป็นเงิน 5,497,175 บาท ให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งห้าแปลงที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเป็นอัตราเดียวกันไร่ละ 1,200,000 บาท หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ครอบครองที่ดินทั้งสิบสามแปลงติดต่อกันอย่างที่ดินแปลงเดียวกัน การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินก็ยังใช้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ กำหนดให้เป็น 3 ส่วนอยู่ดี จึงเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังว่าโจทก์ครอบครองที่ดินทั้งสิบสามแปลงอย่างที่ดินแปลงเดียว การคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์จึงควรใช้ราคาเดียวกันตลอดทั้งแปลง ฉะนั้นเมื่อด้านหน้าที่ดินพิพาททั้งแปลงของโจทก์อยู่ติดถนนเพชรเกษม (สายเก่า) จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาททั้งสิบสามแปลงของโจทก์อยู่ติดถนนเพชรเกษม (สายเก่า) ด้วย การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์จึงควรกำหนดอัตราเดียวกันไร่ละ 1,200,000 บาท ตลอดทั้งสิบสามแปลงนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งเสาเพื่อเดินสายส่งไฟฟ้าหรือสายจำหน่ายไฟฟ้า

(2) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยหรืออุปกรณ์อื่น

(3) การใช้ที่ดินที่ประกาศกำหนดเป็นเขตเดินสายไฟฟ้า

(4) การกระทำตามมาตรา 29 (3)

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติไว้กว้างๆ ว่าให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง การกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับเมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศ เรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากโรงไฟฟ้าราชบุรีไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าสายนี้ คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537..."

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 28 (2) (ข) ม. 30 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ บังแสงจันทร์
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7953/2553
#503235
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทำหนังสือแจ้งผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งภริยาโจทก์ไปร้องเรียนไว้ว่าจะซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ของโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ซึ่งขณะที่จำเลยทำหนังสือทั้งสองฉบับนั้นยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เกิดเหตุละเมิดเมื่อกลางปี 2541 อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความและให้เริ่มนับอายุความใหม่ แต่จะนับอายุความใหม่ก็ต่อเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดก็ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 เมื่อเอกสารหมาย จ.7 มีข้อความว่า จำเลยจะเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮาส์เวลาใดจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อน 30 วัน แสดงว่าการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะชำระหนี้โดยเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮาส์เมื่อใด จำเลยจะแจ้งล่วงหน้าให้โจทก์ทราบอย่างน้อย 30 วัน ดังนั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แจ้งกำหนดวันเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ให้โจทก์ทราบ ก็ถือว่าจำเลยยังคงยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวสืบต่อเนื่องตลอดมา แต่เมื่อจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 แจ้งทนายความของโจทก์ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่เข้าดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ของโจทก์ เป็นกรณีจำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 อายุความตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2548 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซม ตกแต่งปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ภายในซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการทรุดตัวทั้งหมดโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์หรือชดใช้ค่าเสียหายเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 7,500 บาทแก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกา ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายชำรุดบกพร่องหรือให้รับผิดในมูลละเมิดตามฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติ ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์แตกร้าวเกิดจากการที่จำเลยทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ข้างเคียง ต่อมาโจทก์ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแล้วร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลจนได้มีการเจรจากัน ต่อมาจำเลยมีหนังสือยอมรับว่าเหตุทาวน์เฮ้าส์ทรุดตัวเนื่องมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร และจำเลยยินดีที่จะแก้ไขอาคารที่ทรุดให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง ส่วนกำหนดเวลาที่จะเริ่มดำเนินการจะแจ้งให้ทราบในภายหน้า เนื่องจากจำเลยกำลังประสบปัญหาการเงิน จำเลยได้มีหนังสือยืนยันว่าจะดำเนินการซ่อมแซมให้แต่เหตุที่ล่าช้าเพราะอยู่ในขั้นตอนการออกแบบและต่อรองหาผู้รับเหมาที่มีความชำนาญโดยเฉพาะ ถ้างานออกแบบและสอบราคาจ้างเหมาเรียบร้อยระยะเวลาเริ่มซ่อมที่แน่นอน จำเลยจะแจ้งให้ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน ก่อนที่จะดำเนินการซ่อมแซมอาคารให้กลับสู่ภาวะปกติ การที่จำเลยทำหนังสือแจ้งผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลจะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ถือว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ซึ่งขณะที่จำเลยทำหนังสือทั้งสองฉบับ ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามสิทธิเรียกร้องที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นในกลางปี 2541 อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความและให้เริ่มนับอายุความใหม่ แต่จะนับอายุความใหม่ก็ต่อเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดก็ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 เมื่อเอกสารหมาย จ.7 มีข้อความว่าจำเลยจะเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์เวลาใด จำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน แสดงว่าการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะชำระหนี้โดยเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์เมื่อใด จำเลยจะแจ้งล่วงหน้าให้โจทก์ทราบอย่างน้อย 30 วัน ดังนั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แจ้งกำหนดวันเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ให้โจทก์ทราบ ก็ถือว่าจำเลยยังคงยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องสืบต่อเนื่องตลอดมา แต่เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งทนายความของโจทก์ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่เข้าดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นกรณีจำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 อายุความตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2548 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษม ฤทธิมาน
จำเลย — บริษัทร่มรื่นวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุวัตร์ สุขเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7953/2553
#507919
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทำหนังสือว่าจะซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ของโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ซึ่งขณะที่จำเลยทำหนังสือทั้งสองฉบับนั้นยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามสิทธิเรียกร้องที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นในกลางปี 2541 อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความและให้เริ่มนับอายุความใหม่ แต่จะนับอายุความใหม่ก็ต่อเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดก็ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซม ตกแต่งปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ภายในซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการทรุดตัวทั้งหมดโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์หรือชดใช้ค่าเสียหายเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 7,500 บาท แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 79468 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้นเลขที่ 33/35 ซึ่งเป็นที่ดินและทาวน์เฮ้าส์ในโครงการหมู่บ้านร่มรื่นวิลล์ของจำเลยในราคา 836,000 บาท และโจทก์ได้ต่อเติมที่ระเบียงคอนกรีตเสริมเหล็กด้านหน้าใช้เป็นที่จอดรถกับลานซักล้างด้านหลังของทาวน์เฮ้าส์เป็นห้องครัว เมื่อประมาณกลางปี 2541 ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์เกิดการทรุดตัว ผนังและเพดานแตกร้าวทั้งหลัง นางพจนารถภริยาโจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง และร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่มีหนังสือถึงนางพจนารถว่าได้ประสานงานกับจำเลยเพื่อนัดเจรจากับโจทก์ และองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ได้แจ้งนางพจนารถว่า ตามที่นางพจนารถได้เจรจากับตัวแทนของจำเลยนั้น จำเลยได้ส่งผลการเจรจามาให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่เพื่อประสานงานกับนางพจนารถให้ทราบว่าจำเลยได้ชี้แจ้งว่าทาวน์เฮ้าส์ทรุดตัวมีสาเหตุมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร จำเลยยอมรับผิดและยินดีซ่อมแซมแก้ไขอาคารซึ่งรวมถึงทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ที่ทรุดตัวให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง ตามหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2541 กับวันที่ 23 เมษายน 2542 กับหนังสือของจำเลยลงวันที่ 3 มิถุนายน เหตุที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ทรุดตัวจึงมีสาเหตุจากการทรุดตัวของฐานรากอาคารนั่นเอง แต่หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อโจทก์มอบหมายให้นายทวีซึ่งเป็นวิศวกรเข้าไปตรวจสอบทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ในเดือนธันวาคม 2548 โจทก์และครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในบ้านตามปกติ และตอนนางพจนารถภริยาของโจทก์มาเบิกความต่อศาล นางพจนารถก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงฐานความผิดที่จะให้จำเลยรับผิด ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า เมื่อประมาณกลางปี 2541 จำเลยได้เข้าดำเนินการทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ซึ่งสร้างอยู่ในแถวเดียวกันและใกล้เคียงกับทาวน์เฮ้าส์โจทก์ ส่งผลให้ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์เกิดการทรุดตัว ผนังและเพดานร้าว นางพจนารถภริยาโจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง และร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่นัดโจทก์และจำเลยมาเจรจากัน ผลการเจรจาปรากฏว่า บริษัทจำเลยยอมรับว่าเหตุที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์และของผู้เสียหายรายอื่นเกิดการทรุดตัวเนื่องมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร และจำเลยยอมรับที่จะซ่อมแซมแก้ไขอาคารที่ทรุดตัวรวมถึงทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการซ่อมแซมแต่อย่างใด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์มีความประสงค์ที่จะให้บริษัทจำเลยซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้เสร็จตามที่จำเลยได้ทำหนังสือยินยอมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยอีกครั้ง จำเลย ได้มีหนังสือตอบปฏิเสธความรับผิดอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย และความเสียหายที่เกิดขึ้นล่วงระยะเวลาความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 800,000 บาท ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้แจกแจงรายละเอียดของค่าเสียหายไว้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ เนื่องจากจำเลยยังสามารถให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ได้ว่าค่าเสียหายของโจทก์หากมีก็ไม่เกิน 50,000 บาท กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงหาเคลือบคลุมไม่ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าไม่ว่าโจทก์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายชำรุดบกพร่องหรือให้รับผิดในมูลละเมิดตามฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เหตุการณ์ที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์แตกร้าวเกิดจากการที่จำเลยทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ข้างเคียงเมื่อกลางปี 2541 ต่อมาโจทก์จึงได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง แล้วร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่จนได้มีการเจรจากัน ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2541 จำเลยมีหนังสือยอมรับว่าเหตุทาวน์เฮ้าส์ทรุดตัวเนื่องมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร และจำเลยยินดีที่จะแก้ไขอาคารที่ทรุดให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง ส่วนกำหนดเวลาที่จะเริ่มดำเนินการจะแจ้งให้ทราบในภายหน้า เนื่องจากจำเลยกำลังประสบปัญหาการเงินและวันที่ 5 เมษายน 2542 จำเลยได้มีหนังสือยืนยันว่าจะดำเนินการซ่อมแซมให้แต่เหตุที่ล่าช้าเพราะอยู่ในขั้นตอนการออกแบบและต่อรองหาผู้รับเหมาที่มีความชำนาญโดยเฉพาะถ้างานออกแบบและสอบราคาจ้างเหมาเรียบร้อยระยะเวลาเริ่มซ่อมที่แน่นอน จำเลยจะแจ้งให้ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน ก่อนที่จะดำเนินการซ่อมแซมอาคารให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่นนี้ การที่จำเลยทำหนังสือแจ้งผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลตำบลบางรักใหญ่ว่า จะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ถือว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ซึ่งขณะที่จำเลยทำหนังสือทั้งสองฉบับนั้น ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามสิทธิเรียกร้องที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นในกลางปี 2541 อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความและให้เริ่มนับอายุความใหม่ แต่จะนับอายุความใหม่ก็ต่อเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดก็ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 เมื่อมีข้อความว่าจำเลยจะเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์เวลาใด จำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน แสดงว่าการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะชำระหนี้โดยเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์เมื่อใด จำเลยจะแจ้งล่วงหน้าให้โจทก์ทราบอย่างน้อย 30 วัน ดังนั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แจ้งกำหนดวันเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ให้โจทก์ทราบ ก็ถือว่าจำเลยยังคงยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวสืบต่อเนื่องตลอดมา แต่เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งทนายความของโจทก์ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่เข้าดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นกรณีจำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 อายุความตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2548 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า เป็นค่าเสียหายที่มากเกินไป ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท สำหรับที่จำเลยอ้างว่าหนังสือเสนอราคาเพิ่งทำขึ้นในภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า เอกสารใดจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาในแง่ว่ามีคุณค่าต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามประเด็นในคดีหรือไม่ มิใช่พิจารณาจากวันเวลาที่ทำเอกสาร และแม้โจทก์ไม่อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน นายทวีผู้ทำเอกสารดังกล่าวก็คงจะเบิกความได้ความตามเอกสารอยู่ดี การทำเอกสารดังกล่าวขึ้นมาก็เป็นพยานเอกสารประกอบคำเบิกความของนายทวีเท่านั้น ดังนั้นแม้เอกสารหมาย จ.2 จะทำขึ้นในภายหลัง แต่เมื่อเป็นเอกสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ โจทก์ก็ย่อมอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้างได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสุดท้ายว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ไปทีเดียวโดยมิได้ให้จำเลยดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยเข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท เป็นคำขอที่ให้ศาลบังคับจำเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์และให้ยกคำขออื่น โดยมิได้พิพากษาให้จำเลยเข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรงด้วย ถือเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจบังคับจำเลยและตามคำขอของโจทก์เพียงอย่างเดียว คดีไม่จำเป็นที่ศาลต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทุกข้อ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษม ฤทธิมาน
จำเลย — บริษัทร่มรื่นวิลล์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7953/2553
#512990
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ แม้โจทก์มิได้แจกแจงรายละเอียดของค่าเสียหายไว้ ก็ไม่ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ เนื่องจากจำเลยยังสามารถให้การต่อสู้คดีได้ว่าค่าเสียหายของโจทก์หากมีก็ไม่เกิน 50,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยทำหนังสือแจ้งผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลว่าจะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถือว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1)

ขณะที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นในกลางปี 2541 อายุความย่อมสะดุดหยุดลง แต่จะนับอายุความใหม่ก็ต่อเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 เมื่อเอกสารดังกล่าว มีข้อความว่า จำเลยจะเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮาส์เวลาใดจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน แสดงว่าการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยมีเงื่อนไข ดังนั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แจ้งกำหนดวันเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ให้โจทก์ทราบ ก็ถือว่าจำเลยยังคงยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวสืบเนื่องตลอดมา แต่เมื่อจำเลยมีหนังสือ แจ้งทนายความของโจทก์ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่เข้าดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นกรณีจำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 อายุความจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2548 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

เอกสารใดจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาในแง่ว่ามีคุณค่าต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามประเด็นในคดีหรือไม่มิใช่พิจารณาจากวันเวลาที่ทำเอกสาร และแม้โจทก์ไม่อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ท. ผู้ทำเอกสารดังกล่าวก็คงจะเบิกความได้ความตามเอกสารอยู่ดี การทำเอกสารดังกล่าวขึ้นมาเป็นพียงพยานเอกสารประกอบคำเบิกความของ ท. เท่านั้น ดังนั้นแม้จะทำเอกสารขึ้นในภายหลัง โจทก์ก็ย่อมอ้างเอกสารนั้นเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้างได้

โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้จำเลยเข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท เป็นคำขอที่ให้ศาลบังคับจำเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์และให้ยกคำขออื่น โดยมิได้พิพากษาให้จำเลยเข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรงด้วย ถือเป็นกรณีที่ศาลต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทุกข้อ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 79468 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เลขที่ 33/35 หมู่ที่ 10 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นที่ดินและทาวน์เฮ้าส์ในโครงการหมู่บ้านร่มรื่นวิลล์ของจำเลยในราคาประมาณ 900,000 บาท ต่อมาเมื่อประมาณกลางปี 2541 จำเลยทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ ทำให้ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ทรุดตัว ผนังและเพดานแตกร้าวทั้งหลัง นางพจนารถ ภริยาโจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง และร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่จึงนัดจำเลยเจรจากับโจทก์ โดยจำเลยยอมรับว่า เหตุที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์และของผู้เสียหายรายอื่นเกิดการทรุดตัว เนื่องมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร จำเลยยอมรับผิดและยินดีซ่อมแซมแก้ไขอาคารที่ทรุดตัวรวมถึงทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง โดยจำเลยระบุว่าหากจะเริ่มเข้าซ่อมแซมเมื่อใดจะแจ้งให้ผู้เสียหายทุกรายรวมทั้งโจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ และพยายามบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา โจทก์มีความประสงค์ให้จำเลยซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้เสร็จสิ้นตามที่จำเลยทำหนังสือยอมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยให้ดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามที่จำเลยได้ทำหนังสือยินยอมรับผิดต่อโจทก์ โดยกำหนดเวลาที่แน่นอนให้จำเลยเข้าซ่อมแซมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2548 ต่อมาจำเลยมีหนังสือตอบปฏิเสธความรับผิดอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย และเกิดขึ้นล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว จึงไม่อาจเข้าซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ได้ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือเตือนให้จำเลยดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ภายใน 7 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย การที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ทรุดตัว แตกร้าวทั้งหลังสาเหตุมาจากจำเลยก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ฐานรากไม่แข็งแรง และเกิดจากการที่จำเลยทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ข้างเคียง หลังจากฟ้องคดีแล้ว โจทก์จำเป็นต้องย้ายไปพักอาศัยที่อื่นเนื่องจากสภาพของทาวน์เฮ้าส์เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซม ตกแต่ง ปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ภายในซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการทรุดตัวทั้งหมดโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์หรือชดใช้ค่าเสียหายเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าประสงค์ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขายบ้านหรือจะซื้อจะขายบ้านหรือโจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงให้ซื้อบ้านตามคำพรรณา แต่ก็ไม่บรรยายว่าจำเลยเคยพรรณาอย่างไร และไม่ได้ตั้งข้อหาว่าจำเลยละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องจำนวน 800,000 บาท จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องตั้งแต่กลางปี 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนมกราคม 2548 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่พบเห็นความชำรุดบกพร่อง หรือหากจะนับอายุความตามหนังสือรับสภาพความรับผิดฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2542 ที่พนักงานของจำเลยทำไว้ตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์ก็ฟ้องคดีเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยรับสภาพความรับผิด หรือหากจะฟังว่าเป็นการเรียกให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดเนื่องจากจำเลยไปรื้อทาวน์เฮ้าส์ข้างเคียงเมื่อกลางปี 2541 ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน เหตุที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ทรุดตัวไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน แต่เกิดจากการที่โจทก์ต่อเติมทาวน์เฮ้าส์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วยความประมาทของโจทก์เอง ส่งผลให้ฐานรากเกิดการกระทบกระเทือนและไม่สามารถรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ ที่โจทก์อ้างว่าสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยได้เข้าตรวจสอบทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์แล้วมีความเห็นว่าสภาพทาวน์เฮ้าส์เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย โดยระบุว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากฐานรากของอาคาร ซึ่งอาจมีปัญหาการหนีศูนย์หรือเสาเข็มรับน้ำหนักไม่ได้นั้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และเป็นเรื่องไกลกว่าเหตุ นอกจากนี้หมู่บ้านของโจทก์ยังปล่อยปละละเลยให้รถยนต์บรรทุกที่มีน้ำหนักมากเกินควรผ่านเข้าออก ทำให้บ้านภายในหมู่บ้านรวมทั้งบ้านของโจทก์และหลังอื่นได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป ความเสียหายหากมีไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องก็สูงเกินส่วน ค่าเสียหายไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 7,500 บาท แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 79468 ตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เลขที่ 33/35 ซึ่งเป็นที่ดินและทาวน์เฮ้าส์ในโครงการหมู่บ้านร่มรื่นวิลล์ของจำเลยในราคา 836,000 บาท และโจทก์ได้ต่อเติมที่ระเบียงคอนกรีตเสริมเหล็กด้านหน้าใช้เป็นที่จอดรถกับลานซักล้าง ด้านหลังของทาวน์เฮ้าส์เป็นห้องครัว เมื่อประมาณกลางปี 2541 ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์เกิดการทรุดตัว ผนังและเพดานแตกร้าวทั้งหลัง นางพจนารถภริยาโจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง และร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่มีหนังสือถึงนางพจนารถว่าได้ประสานงานกับจำเลยเพื่อนัดเจรจากับโจทก์ และองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ได้แจ้งนางพจนารถว่า ตามที่นางพจนารถได้เจรจากับตัวแทนของจำเลยนั้น จำเลยได้ส่งผลการเจรจามาให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่เพื่อประสานงานกับนางพจนารถให้ทราบว่าจำเลยได้ชี้แจ้งว่าทาวน์เฮ้าส์ทรุดตัวมีสาเหตุมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร จำเลยยอมรับผิดและยินดีซ่อมแซมแก้ไขอาคารซึ่งรวมถึงทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ที่ทรุดตัวให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง ตามหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2541 กับวันที่ 23 เมษายน 2542 กับหนังสือของจำเลยลงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 เอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 เหตุที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ทรุดตัวจึงมีสาเหตุจากการทรุดตัวของฐานรากอาคารนั่นเอง แต่หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อโจทก์มอบหมายให้นายทวีซึ่งเป็นวิศวกรเข้าไปตรวจสอบทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ในเดือนธันวาคม 2548 โจทก์และครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในบ้านตามปกติ และตอนนางพจนารถภริยาของโจทก์มาเบิกความต่อศาล นางพจนารถก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงฐานความผิดที่จะให้จำเลยรับผิด ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า เมื่อประมาณกลางปี 2541 จำเลยได้เข้าดำเนินการทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ซึ่งสร้างอยู่ในแถวเดียวกันและใกล้เคียงกับทาวน์เฮ้าส์โจทก์ ส่งผลให้ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์เกิดการทรุดตัว ผนังและเพดานร้าว นางพจนารถภริยาโจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง และร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่นัดโจทก์และจำเลยมาเจรจากัน ผลการเจรจาปรากฏว่า บริษัทจำเลยยอมรับว่าเหตุที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์และของผู้เสียหายรายอื่นเกิดการทรุดตัวเนื่องมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร และจำเลยยอมรับที่จะซ่อมแซมแก้ไขอาคารที่ทรุดตัวรวมถึงทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการซ่อมแซมแต่อย่างใด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์มีความประสงค์ที่จะให้บริษัทจำเลยซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้เสร็จตามที่จำเลยได้ทำหนังสือยินยอมรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยอีกครั้ง จำเลยได้มีหนังสือตอบปฏิเสธความรับผิดอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย และความเสียหายที่เกิดขึ้นล่วงระยะเวลาความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 800,000 บาท ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้แจกแจงรายละเอียดของค่าเสียหายไว้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ เนื่องจากจำเลยยังสามารถให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ได้ว่าค่าเสียหายของโจทก์หากมีก็ไม่เกิน 50,000 บาท กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงหาเคลือบคลุมไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายชำรุดบกพร่องหรือให้รับผิดในมูลละเมิดตามฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เหตุการณ์ที่ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์แตกร้าวเกิดจากการที่จำเลยทุบรื้อถอนทาวน์เฮ้าส์ข้างเคียงเมื่อกลางปี 2541 ต่อมา โจทก์จึงได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง ตามเอกสารหมาย จ.9 แล้วร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่จนได้มีการเจรจากัน ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2541 จำเลยมีหนังสือยอมรับว่าเหตุทาวน์เฮ้าส์ทรุดตัวเนื่องมาจากการทรุดตัวของฐานรากอาคาร และจำเลยยินดีที่จะแก้ไขอาคารที่ทรุดให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง ส่วนกำหนดเวลาที่จะเริ่มดำเนินการจะแจ้งให้ทราบในภายหน้า เนื่องจากจำเลยกำลังประสบปัญหาการเงิน ตามเอกสารหมาย จ.6 และวันที่ 5 เมษายน 2542 จำเลยได้มีหนังสือยืนยันว่าจะดำเนินการซ่อมแซมให้ แต่เหตุที่ล่าช้าเพราะอยู่ในขั้นตอนการออกแบบและต่อรองหาผู้รับเหมาที่มีความชำนาญโดยเฉพาะ ถ้างานออกแบบและสอบราคาจ้างเหมาเรียบร้อยระยะเวลาเริ่มซ่อมที่แน่นอน จำเลยจะแจ้งให้ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน ก่อนที่จะดำเนินการซ่อมแซมอาคารให้กลับสู่ภาวะปกติตามเอกสารหมาย จ.7 เช่นนี้ การที่จำเลยทำหนังสือแจ้งผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลตำบลบางรักใหญ่ว่า จะซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ถือว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ซึ่งขณะที่จำเลยทำหนังสือทั้งสองฉบับนั้นยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามสิทธิเรียกร้องที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นในกลางปี 2541 อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความและให้เริ่มนับอายุความใหม่ แต่จะนับอายุความใหม่ก็ต่อเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดก็ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 เมื่อเอกสารหมาย จ.7 มีข้อความว่าจำเลยจะเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์เวลาใด จำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนอย่างน้อย 30 วัน แสดงว่าการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะชำระหนี้โดยเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์เมื่อใด จำเลยจะแจ้งล่วงหน้าให้โจทก์ทราบอย่างน้อย 30 วัน ดังนั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้แจ้งกำหนดวันเริ่มซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ให้โจทก์ทราบ ก็ถือว่าจำเลยยังคงยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวสืบต่อเนื่องตลอดมา แต่เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งทนายความของโจทก์ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่เข้าดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เอกสารหมาย จ.12 เป็นกรณีจำเลยปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดลงในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 อายุความตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2548 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์นำมานำสืบประกอบคำเบิกความของนายทวีก็เป็นเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังจากวันฟ้องแล้ว จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับโจทก์เป็นผู้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า จำนวนเงิน 836,000 บาท ที่ปรากฏในสัญญาขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นั้น ประกอบด้วยค่าที่ดิน 380,000 บาท และค่าสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 456,000 บาท ดังนั้นค่าเสียหายที่โจทก์จะได้รับ จึงไม่น่าเกินไปกว่าราคาทาวน์เฮ้าส์ในขณะที่โจทก์ซื้อมาจากจำเลยจำนวน 456,000 บาท โจทก์มีนางพจนารถ

และนายทวีเบิกความเป็นพยาน นายทวีเบิกความว่า พยานเป็นสามัญวิศวกรได้รับใบอนุญาต เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2548 นางพจนารถติดต่อพยานให้ตรวจสอบสภาพอาคารเพื่อซ่อมแซม พยานตรวจพบว่าอาคารทรุดเอียง ตัวบ้านทรุดเอียงไปทางด้านหน้าค่อนข้างมาก สันนิษฐานว่าตัวบ้านหมายถึงเสาของบ้านอยู่ไม่ตรงกับตัวเข็ม พื้นบ้านมีลักษณะเอียง ผนังและคานมีอาการแตกร้าวโดยทั่วไปตามภาพถ่ายหมาย จ.1 โดยภาพที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นภาพถ่ายนอกอาคาร ภาพที่ 5 เป็นรั้วด้านหน้าของทาวน์เฮ้าส์ ภาพที่ 6 เป็นส่วนที่ต่อเติมด้านหน้า ภาพที่ 7 และที่ 8 เป็นภาพถ่ายภายในอาคาร ภาพที่ 9 เป็นส่วนที่ต่อเติมด้านหลังของทาวน์เฮ้าส์ พยานเห็นว่าในการซ่อมแซมต้องตรวจสอบสภาพชั้นดินในบริเวณนั้น เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการรับน้ำหนักของดินเพื่อปักเสาเข็มว่าจะใช้เสาเข็มเท่าใดเพื่อจะได้รับน้ำหนักอาคารทั้งหลัง ประการต่อไปต้องสำรวจสภาพของเสาเข็ม โดยขุดลึกลงไปประมาณ 1 เมตร บริเวณรอบฐานราก เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเดิม และสำรวจดูว่าจะต้องซ่อมฐานรากใหม่หรือไม่ จากนั้นต้องคำนวณน้ำหนักของอาคารที่กระทำต่อฐานราก เมื่อดูจากภายนอกเห็นฐานรากมีอยู่ประมาณ 6 ฐาน เมื่อคำนวณออกแบบเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องทำการตอกเข็มเหล็ก แล้วกดด้วยแม่แรงน้ำมัน เพื่อให้เสาเข็มเหล็กลงไปในดิน เพื่อให้ได้ความลึกที่ต้องการมีความมั่นคงแข็งแรง จะต้องตรวจสอบในเบื้องต้นว่าเสาเข็ม 6 ต้น มีความสมบูรณ์อยู่กี่ต้น เสาเข็มบางต้นเกิดการหนีศูนย์ ซึ่งเสาเข็มเดิมเป็นเสาเข็มเดี่ยว หากเกิดการชำรุดจะต้องใช้เสาเข็มเสริมเป็น 2 ต้น เพื่อให้ศูนย์กลางของฐานรากอยู่ตรงกัน เมื่อแก้ไขข้อบกพร่องข้อแรกเสร็จ ก็ต้องแก้ไขเรื่องปรับระดับพื้นอาคาร โดยจะต้องรื้อในส่วนที่เป็นปาร์เก้ออกแล้วทำการปรับระดับใหม่และซ่อมแซมส่วนที่แตกร้าวซึ่งอาจเป็นฝาผนังหรือโครงสร้างอื่น ๆ ต้องใช้กาวพิเศษสำหรับเชื่อมโครงสร้างโดยเฉพาะ พยานได้เสนอราคาซ่อมแซมแก่โจทก์จำนวน 800,000 บาท โดยค่าซ่อมฐานรากแพงที่สุดตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเอกสารนี้นายทวีได้กล่าวด้วยว่า บ้านของโจทก์มีสภาพทรุดตัวเอียงลงมาทางด้านหน้า พื้นอาคารลาดเอียงมาก เสาและคานของอาคารเกิดความเสียหาย โครงสร้างหลักและผนังโดยทั่วไปแตกร้าวทั้งอาคาร ส่วนที่ต่อเติมทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาคารไม่มีผลกับการที่บ้านทรุด ส่วนนางพจนารถเบิกความว่า เคยขอให้สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยตรวจสอบทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ ซึ่งได้มีการสำรวจดูสภาพภายนอก และสมาคมได้มีหนังสือถึงพยานตามหนังสือของอนุกรรมการสาขาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.15 โดยเอกสารดังกล่าวลงวันที่ 2 ธันวาคม 2547 นายสมจิตร์เลขานุการคณะอนุกรรมการแจ้งว่า คณะอนุกรรมการได้เข้าไปตรวจสอบอาคารของโจทก์ พบว่าอาคารมีความเสียหายแตกร้าวทั้งอาคาร พบความเสียหายทั้งส่วนของโครงสร้างหลัก เช่น คานและเสา เมื่อตรวจสอบจากสภาพของอาคารและอาคารข้างเคียงที่เคยเข้าไปสำรวจแล้ว ปัญหาน่าจะเกิดจากฐานรากของอาคาร ซึ่งอาจจะมีปัญหาการหนีศูนย์หรือเสาเข็มรับน้ำหนักอาคารไม่ได้ ควรให้มีการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาทางแก้ไขและปรับปรุงโดยเร็ว เนื่องจากสภาพในปัจจุบันเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ฝ่ายจำเลยมีนายธนกรซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายตรวจสอบการก่อสร้างของจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า ภาพที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 เป็นส่วนที่โจทก์ต่อเติมที่ระเบียงด้านหน้า โดยภาพที่ 6 เป็นคานบนของส่วนที่ต่อเติม ภาพที่ 8 เป็นการแยกส่วนระหว่างพื้นของอาคารเดิมกับพื้นของส่วนที่ต่อเติม จะเห็นได้ว่า ส่วนที่ทรุดและแยกตัวด้านนอกอาคาร ภาพที่ 9 เป็นด้านหลังของอาคารที่เดิมเว้นไว้เป็นส่วนซักล้าง ก่ออิฐสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ข้างบนจะโล่ง แต่ตามภาพถ่ายมีการก่ออิฐฉาบปูนต่อขึ้นมาจากส่วนที่จำเลยทำไว้ ด้านบนทำเป็นหลังคา รอยแยกที่เห็นเป็นส่วนนอกอาคาร ที่โจทก์ต่อเติมขึ้นมา ภาพที่ 10 เป็นภายในห้องน้ำ ส่วนที่ชำรุดทั้งด้านหน้าและด้านหลังเกิดจากการกระทำของโจทก์ ค่าเสียหายของโจทก์มีไม่เกิน 50,000 บาท เห็นว่า คำเบิกความของนางพจนารถและนายทวีและเอกสารสารหมาย จ.2 และ จ.15 เป็นการนำสืบในลักษณะว่าทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.1 ประกอบแล้ว กลับปรากฏว่าสภาพของทาวน์เฮ้าส์ตามภาพถ่าย 11 ภาพ มีความเสียหายเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่มีสภาพที่แสดงให้เห็นถึงความทรุดเอียงของอาคารไปทางข้างหน้าอย่างที่นายทวีเบิกความ ไม่มีสภาพที่แสดงให้เห็นว่าคาน เสา และผนังภายในอาคารเดิมมีการแตกร้าวอย่างมากมาย อย่างที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.15 เช่นกัน กับโจทก์ไม่นำนายสมจิตร์มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.15 ทั้งปรากฏว่าโจทก์และครอบครัวพักอาศัยอยู่ในทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตลอดมา อย่างน้อยถึงวันที่ 28 มกราคม 2549 ที่นางพจนารถมาเบิกความต่อศาล แสดงว่านับจากกลางปี 2541 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเข้ารื้อถอนทาวน์เฮ้าส์หลังอื่น ทำให้ทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ทรุดตัวจนถึงเดือนมกราคม 2549 โจทก์และครอบครัวพักอยู่ในทาวน์เฮ้าส์ดังกล่าวมานานถึงประมาณ 8 ปี หากทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นอันตรายอย่างมากจริงแล้ว โจทก์และครอบครัวก็คงไม่อาจที่จะพักอาศัยต่อเนื่องกันมาดังกล่าวได้ ดังนั้นที่โจทก์นำสืบว่า โครงสร้างหลักและผนังโดยทั่วไปแตกร้าวทั้งอาคารนั้น จึงยังมีข้อน่าสงสัยอยู่ แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมา เชื่อได้ว่าน่าที่จะได้รับความเสียหายพอสมควรจากการกระทำของจำเลย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าความเสียหายของโจทก์เป็นความผิดของโจทก์ที่ต่อเติมอาคารทั้งด้านหน้าและด้านหลังอาคารเดิมนั้น จำเลยก็นำนายธนกรมาเบิกความลอย ๆ เท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ข้ออ้างข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับการกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์นั้น โจทก์นำสืบค่าเสียหายตามที่นายทวีเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.2 แต่เมื่อคดีฟังไม่ได้ชัดแจ้งว่าทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์มีความทรุดเอียงของอาคารไปทางข้างหน้า กับคาน เสา และผนังภายในอาคารมีการแตกร้าวอย่างมากมายดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเจาะสำรวจชั้นดิน ค่างานทุบพื้นขุดเจาะดินรอบฐานรากเดิม ค่าตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ค่าวิชาชีพวิศวกรในการสำรวจตรวจสอบโครงสร้างอาคาร ค่างานติดตั้งเสาเข็มเหล็ก รูปตัว H ตามที่นายทวีเสนอราคาต่อนางพจนารถในข้อ 1 ถึงข้อ 5 ในเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นค่าเสียหายที่จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยคงต้องรับผิดค่าใช้จ่ายเฉพาะในข้อ 6 ถึงข้อ 8 เท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายที่นายทวีเสนอราคาเป็นเงิน 350,000 บาทนั้น เห็นว่า เป็นค่าเสียหายที่มากเกินไป ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท สำหรับที่จำเลยอ้างว่าหนังสือเสนอราคาเอกสารหมาย จ.2 เพิ่งทำขึ้นในภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า เอกสารใดจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาในแง่ว่ามีคุณค่าต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามประเด็นในคดีหรือไม่ มิใช่พิจารณาจากวันเวลาที่ทำเอกสาร และแม้โจทก์ไม่อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน นายทวีผู้ทำเอกสารดังกล่าวก็คงจะเบิกความได้ความตามเอกสารอยู่ดี การทำเอกสารดังกล่าวขึ้นมาก็เป็นพยานเอกสารประกอบคำเบิกความของนายทวีเท่านั้น ดังนั้นแม้เอกสารหมาย จ.2 จะทำขึ้นในภายหลัง แต่เมื่อเป็นเอกสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ โจทก์ก็ย่อมอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้างได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสุดท้ายว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ไปทีเดียวโดยมิได้ให้จำเลยดำเนินการซ่อมแซมทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ตามที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยเข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรง หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท เป็นคำขอที่ให้ศาลบังคับจำเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์และให้ยกคำขออื่น โดยมิได้พิพากษาให้จำเลยเข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรงด้วย ถือเป็นกรณีที่ศาลต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทุกข้อ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษม ฤทธิมาน
จำเลย — บริษัทร่มรื่นวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7919/2553
#502431
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ต่อมาระหว่างที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเจรจาทำความตกลงเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ทนายจำเลยทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามตกลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องทุกประการ และคู่ความต่างไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป เพียงแต่ให้โจทก์ส่งเอกสารประกอบการแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลย หลังจากนั้นคดียังตกลงกันไม่ได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งคู่ความก็ยังคงไม่ติดใจสืบพยานและไม่ได้โต้แย้งการนัดฟังคำพิพากษา ครั้นถึงวันนัดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงพิพากษาคดีไปตามวันเวลาที่กำหนดไว้ เช่นนี้ ไม่เพียงแต่มีผลเท่ากับจำเลยทั้งสามยอมสละประเด็นข้อต่อสู้ต่าง ๆ ตามที่ยื่นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เท่านั้น หากแต่ยังเท่ากับยอมรับรองด้วยว่าฟ้องของโจทก์ถูกต้องเป็นจริงทุกประการ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามยอมรับจึงเป็นอันยุติไปตามนั้น ไม่หลงเหลือข้อเท็จจริงใดเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมล้วนแต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยซึ่งโจทก์คิดตามเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามที่ตกลงกันไว้เป็น 214,489,801.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 210,943,952 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 214,489,853.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี จากต้นเงิน 210,943,952 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ร่วมกันรับผิดใช้เงินต้นจำนวนเดียวกันแก่โจทก์ แต่เมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกินผลรวมของเงิน 1,989,445.73 ดอลลาร์สหรัฐ 162,190 ยูโร และ 16,824,400 เยน ตามสัญญาค้ำประกันและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราประเภทราคาขายธนบัตรตามที่ธนาคารโจทก์ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2548 รวมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2548 และร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2548 นั้นจนถึงวันฟ้องกับร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เดิมจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ต่อมาระหว่างที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเจรจาทำความตกลงเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในข้อพิพาทนั้น ทนายจำเลยทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามตกลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องทุกประการ และคู่ความต่างไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป เพียงแต่ให้โจทก์ส่งเอกสารประกอบการแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลย 10 ฉบับ หลังจากนั้นคดียังตกลงกันไม่ได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งคู่ความก็ยังคงไม่ติดใจสืบพยานและไม่ได้โต้แย้งการนัดฟังคำพิพากษา ครั้นถึงวันนัดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงพิพากษาคดีไปตามวันเวลาที่กำหนดไว้ เห็นว่า กรณีเช่นนี้ ไม่เพียงแต่มีผลเท่ากับจำเลยทั้งสามยอมสละประเด็นข้อต่อสู้ต่าง ๆ ตามที่ยื่นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เท่านั้น หากแต่ยังเท่ากับยอมรับรองด้วยว่าฟ้องของโจทก์ถูกต้องเป็นจริงทุกประการ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามยอมรับจึงเป็นอันยุติไปตามนั้น ไม่หลงเหลือข้อเท็จจริงใดเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่โจทก์คำนวณไว้ในฟ้องไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกลงกันในเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้แน่นอนชัดเจน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น และการติดต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินทดรองไปก่อนไม่ใช่สัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิดและทรัสต์รีซีท ย่อมล้วนแต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแม็กซอน ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7919/2553
#510197
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ต่อมาระหว่างที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเจรจาทำความตกลงเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ทนายจำเลยทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามตกลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องทุกประการ และคู่ความต่างไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป เพียงแต่ให้โจทก์ส่งเอกสารประกอบการแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลย หลังจากนั้นคดียังตกลงกันไม่ได้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าประหว่างประเทศกลางจึงนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งคู่ความก็ยังคงไม่ติดใจสืบพยานและไม่ได้โต้แย้งการนัดฟังคำพิพากษา ครั้งถึงวันนัด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงพิพากษาคดีไปตามวันเวลาที่กำหนดไว้ กรณีเช่นนี้ ไม่เพียงแต่มีผลเท่ากับจำเลยทั้งสามยอมสละประเด็นข้อต่อสู้ต่าง ๆ ตามที่ยื่นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เท่านั้น ยังเท่ากับยอมรับรองด้วยว่าฟ้องของโจทก์ถูกต้องเป็นจริงทุกประการ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามยอมรับจึงเป็นอันยุติไปตามนั้น ไม่หลงเหลือข้อเท็จจริงใดเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่โจทก์คำนวณไว้ในฟ้องไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกลงกันในเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้แน่นอนชัดเจน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น และการติดต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินทดรองไปก่อนไม่ใช่สัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท ย่อมล้วนแต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม ปีเดียวกัน จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารโจทก์ สาขาซอยอารี เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากประเทศต่าง ๆ รวม 130 ฉบับ โดยตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดนับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าสินค้าแทน รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าสินค้าที่ผู้ขายส่งมาให้ได้จึงขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้แก่ธนาคารโจทก์ สาขาราชวัตร 182 ฉบับ เพื่อรับสินค้าไปจำหน่ายโดยสัญญาว่าจะชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารโจทก์และตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ะละฉบับ ท้ายที่สุดจำเลยที่ 1 ผิดนัด คงชำระหนี้เพียงบางส่วน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่างเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยซึ่งโจทก์คิดตามเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามที่ตกลงกันไว้เป็น 214,489,801.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 210,943,952 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารโจทก์ จึงไม่มีเหตุต้องทำสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อที่ปรากฏมิใช่ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่โจทก์ใช้คำนวณหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทมิใช่อัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ และในส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้นมิได้ตกลงกำหนดอัตราที่ชัดแจ้ง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนการติดต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเพียงข้อตกลงฝ่ายเดียว เพื่อสำรองการจ่ายเงินให้แก่กัน จึงไม่ใช่สัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด 1 ปี ย่อมขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า นอกจากไม่เคยทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือสัญญาทรัสต์รีซีทตามฟ้องแล้ว จำเลยที่ 3 ยังไม่เคยลงชื่อและประทับตราจำเลยที่ 1 ในเอกสารเหล่านั้น จึงเป็นลายมือปลอม จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 3 นั้นเป็นของปลอม ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ไม่มีการตกลงกันให้ชัดแจ้งว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี การติดต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นข้อตกลงฝ่ายเดียวเพื่อการทดรองจ่าย เมื่อโจทก์มิได้ยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลา 1 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 214,489,853.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี จากต้นเงิน 210,943,952 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ร่วมกันรับผิดใช้เงินต้นจำนวนเดียวกันแก่โจทก์ แต่เมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกินผลรวมของเงิน 1,989,445.73 ดอลลาร์สหรัฐ 162,190 ยูโร และ 16,824,400 เยน ตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.12 และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราประเภทราคาขายธนบัตรตามที่ธนาคารโจทก์ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2548 รวมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2548 และร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2548 นั้นจนถึงวันฟ้องกับร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้ เดิมจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น ต่อมา ระหว่างที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเจรจาทำความตกลงเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในข้อพิพาทนั้น ทนายจำเลยทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 ว่า จำเลยทั้งสามตกลงรับข้อเท็จจริงตามฟ้องทุกประการ และคู่ความต่างไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป เพียงแต่ให้โจทก์ส่งเอกสารประกอบการแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลย 10 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 หลังจากนั้นคดียังตกลงกันไม่ได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งคู่ความก็ยังคงไม่ติดใจสืบพยานและไม่ได้โต้แย้งการนัดฟังคำพิพากษา ครั้นถึงวันนัด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงพิพากษาคดีไปตามวันเวลาที่กำหนดไว้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีเช่นนี้ ไม่เพียงแต่มีผลเท่ากับจำเลยทั้งสามยอมสละประเด็นข้อต่อสู้ต่าง ๆ ตามที่ยื่นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เท่านั้น หากแต่ยังเท่ากับยอมรับรองด้วยว่าฟ้องของโจทก์ถูกต้องเป็นจริงทุกประการ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามยอมรับจึงเป็นอันยุติไปตามนั้น ไม่หลงเหลือข้อเท็จจริงใดเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่โจทก์คำนวณไว้ในฟ้องไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกลงกันในเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้แน่นอนชัดเจน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น และการติดต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินทดรองไปก่อนไม่ใช่สัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิดและทรัสต์รีซีท ย่อมล้วนแต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ข้อต่าง ๆ ดังกล่าวของจำเลยทั้งสามไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแม็กซอน ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
อร่าม เสนามนตรี
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7912/2553
#507402
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคาร ก. ในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้าย ในวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคาร ก. แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคาร ก. อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคาร ก.ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคาร ก. บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา ปรากฏว่าหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคาร ก. หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคาร ก. และโจทก์ได้ และต้องเริ่มนับอายุความจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 642,352.07 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 2.75 ต่อปี ของต้นเงิน 96,074.79 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินบัญชีสินเชื่อธนวัฎ 233,432.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยให้โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ (ที่ถูก เป็นไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่) ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 121,334.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 96,074.79 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้หากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศอัตราดอกเบี้ยสูงสุดลดลงต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ลดลงตามนั้นและต้องไม่เกินอัตราที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะเรียกได้ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2535 จำเลยทำสัญญาใช้บัตรเครดิตกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และจำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการ ต่อมาปี 2545 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์...

จำเลยอ้างเป็นข้อต่อมาว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการขาดอายุความ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายนภดลพยานโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา และตามเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏว่าหลังจากที่อายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ และต้องเริ่มนับอายุความใหม่จากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการ 121,344.56 บาทพร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 96,074.79 บาท ให้แก่โจทก์..."

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางพรพรรณ เพรียวพาณิช
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7910/2553
#503226
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาล โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยที่ 1 ผู้ลงนามในสัญญา และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยที่ 1 ผู้ลงนามขยายอายุสัญญา ทำสัญญาซื้อขายฉลากสินค้าประเภทนมเปรี้ยว ซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องซื้อฉลากสินค้าจำนวน 57,600,000 ชิ้น ภายในกำหนดเวลา 7 ปี ปีละไม่น้อยกว่า 400,000 ชิ้น เป็นการทำสัญญาผูกพันซื้อสินค้าจากโจทก์ยาวนานต่อเนื่องถึง 7 ปี โดยไม่ใช้วิธีการพิเศษอันเป็นการไม่ดำเนินการตามข้อบังคับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ทำให้เกิดความขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างเอกชนอื่นกับจำเลยที่ 1 และทำให้ไม่มีการเสนอราคาแข่งขัน ทั้งจำนวนฉลากที่สั่งซื้อก็มากกว่าจำนวนสินค้านมเปรี้ยวที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายได้อยู่มาก ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตประสงค์อามิสสินจ้างในการทำสัญญา ย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อปฏิบัติตามสัญญาค่าจัดพิมพ์ฉลากไว้ล่วงหน้า ค่าขาดกำไร และค่าเสียหาย จำนวน 22,987,916.15 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,999,370.58 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,588,287 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาลจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ทำสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์มจากโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 57,600,000 ชิ้น โดยผู้ซื้อจะต้องสั่งซื้อเดือนและไม่น้อยกว่า 400,000 ชิ้น จริงอยู่ทรัพย์ที่ทำการซื้อขายกันเป็นเพียงวัสดุสำหรับห่อหุ้มขวดนมเปรี้ยวซึ่งหากเป็นสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกันซึ่งมีเงินทุนของตนเองทำธุรกิจจะทำสัญญาผูกพันกันนานเท่าใดก็ได้แต่จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในการบริหารกิจการ การที่จำเลยที่ 2 เพียงแต่ลงชื่อในสัญญาแล้ว พนักงานนำไปให้โจทก์ลงชื่อที่สำนักงานโจทก์เช่นนี้โจทก์ก็ตกลงยินยอมทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลย่อมต้องมีระเบียบข้อบังคับในการดำเนินการ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาผูกพันจะต้องซื้อวัสดุจากโจทก์ยาวนานต่อเนื่องไม่ขาดสายทุกเดือนเป็นเวลาถึง 7 ปี เป็นการเอื้อประโยชน์แก่โจทก์ โดยเชิงธุรกิจก็ย่อมต้องก่อให้เกิดความขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างเอกชนอื่นกับองค์การของจำเลยที่ 1 กล่าวคือทำให้เอกชนรายอื่นที่อาจจะเสนอราคาแข่งขันกับโจทก์ตกเป็นผู้เสียเปรียบโจทก์เนื่องจากการใช้วิธีการพิเศษในการจัดซื้อนอกจากนี้ความจำเป็นในการนำไปใช้งานของวัสดุที่สั่งซื้อส่อแสดงว่าประสงค์ได้อามิสสินจ้างในการทำสัญญาครั้งนี้จึงมีเจตนาทุจริตดังที่โจทก์ฎีกามา ซึ่งย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อวัสดุในราคาที่ขาดการแข่งขันตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพวัสดุนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์การของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารในองค์การของรัฐ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัอต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาร์เก็ตติ่งอินโนเวชั่น จำกัด
องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
จำเลย — (อ.ส.ค.) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุญเลิศ เย็นทรวง
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกภัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7910/2553
#510117
เปิดฉบับเต็ม

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการทำสัญญาสั่งซื้อฉลากโอพีพีฟิล์มจากโจทก์เป็นจำนวนมากเกินจำนวนที่จะต้องใช้อย่างเห็นได้ชัดโดยจำเลยที่ 2 ไม่คำนึงถึงว่าจำเลยที่ 1 จะสามารถใช้วัสดุได้คุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายไปหรือไม่ ส่อแสดงว่าประสงค์ได้อามิสสินจ้างในการทำสัญญาครั้งนี้จึงมีเจตนาทุจริต ซึ่งย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อวัสดุในราคาที่ขาดการแข่งขันตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพวัสดุนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยชัดแจ้งอีกโสดหนึ่ง และถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์การของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารในองค์การของรัฐจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการมีอำนาจกระทำการและจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว ตกลงทำสัญญาซื้อขายฉลาก โอพีพีฟิล์ม กับโจทก์ ราคาชิ้นละ 0.22 บาท ทุกเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 400,000 ชิ้น รวมแล้ว 57,600,000 ชิ้น ภายในระยะเวลา 6 ปี นับแต่วันที่ส่งมอบฉลากครั้งแรก เพื่อเป็นการตอบแทนโจทก์ได้มอบเครื่องปิดฉลากอัตโนมัติ POLY CLAD ซึ่งใช้เฉพาะปิดฉลากของจำเลย ไม่อาจนำไปใช้กับฉลากขนาดอื่นได้ ราคา 4,800,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืมใช้ตลอดระยะเวลาสัญญา และจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญฝึกสอนพนักงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งซ่อมบำรุง ตลอดจนติดตั้งโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมอบเครื่องปิดฉลากกึ่งอัตโนมัติ (เครื่องอบฟิล์มหด) ไว้สำรองกรณีเครื่องปิดฉลากอัตโนมัติใช้การไม่ได้ หากผิดสัญญายอมให้โจทก์เลิกสัญญาคิดค่าเสียหาย 4,800,000 บาท หลังทำสัญญาโจทก์ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติตามสัญญาแล้วเสียค่าใช้จ่ายไป 5,501,499.59 บาท ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานผู้อำนวยการมีอำนาจกระทำการ และจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวตกลงทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาเดิมเพื่อขยายระยะเวลาสัญญาออกไปอีกไม่เกิน 1 ปี เพื่อซื้อฉลากในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบจำนวน 57,000,000 ชิ้น และมีการเพิ่มราคาฉลากขึ้น หลังทำสัญญาทั้งสองครั้งแล้วโจทก์มอบฉลากให้ครั้งแรกวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 แล้วมีการสั่งซื้อและส่งมอบตามที่จำเลยทั้งสามสั่งซื้ออีกหลายครั้ง จนกระทั่งกลางเดือนธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ขอแก้ไขแบบพิมพ์ฉลากและทำให้ราคาฉลากเพิ่มเป็นชิ้นละ 0.28 บาท ใช้ราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 จากนั้นมีการสั่งซื้ออีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายจำเลยทั้งสามสั่งซื้อวันที่ 13 มิถุนายน 2539 รวมทั้งสิ้น 10,509,443 ชิ้น คงเหลือฉลากที่ต้องซื้อตามสัญญาอีก 47,090,557 ชิ้น จึงมีหนังสือแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญาใน 60 วัน มิฉะนั้น ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้สั่งซื้อฉลากจากโจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อปฏิบัติตามสัญญาค่าจัดพิมพ์ฉลากไว้ล่วงหน้า ค่าขาดกำไร และค่าเสียหาย จำนวน 22,987,916.15 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า สัญญาฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2534 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการกระทำไปนอกขอบอำนาจและไม่สุจริต ตกเป็นโมฆะ ทั้งบันทึกฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยที่ 3 กระทำไปในฐานะส่วนตัวไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ทำสัญญาในฐานะกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ทำบันทึกแก้ไขสัญญาในฐานะผู้อำนวยการซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในฐานะส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,999,370.58 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,588,287 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาลตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเอกสารหมาย ล.15 และ จ.2 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก มีผู้อำนวยการเป็นผู้กระทำการแทน และในการทำนิติกรรมต่าง ๆ ผู้อำนวยการจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2533 ตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งกำหนดวิธีการซื้อการจ้างไว้ 5 วิธี คือ วิธีตกลงราคา วิธีสอบราคา วิธีประกวดราคา วิธีพิเศษ และวิธีกรณีพิเศษ การซื้อแบบวิธีพิเศษเป็นการซื้อในกรณีตามข้อ 14 และกำหนดอำนาจผู้อำนวยการในการซื้อแบบวิธีพิเศษไว้ไม่เกิน 4,000,000 บาท ตามข้อ 45 ทั้งในการทำสัญญาจะต้องมีหลักประกันตามข้อ 47 และการทำสัญญาจะต้องทำตามแบบที่แนบท้ายข้อบังคับดังกล่าว สำหรับการทำสัญญาที่มีผลผูกพันงบประมาณข้ามปี จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ทำสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์มจากโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 57,600,000 ชิ้น โดยผู้ซื้อจะต้องสั่งซื้อเดือนละไม่น้อยกว่า 400,000 ชิ้น ภายในเวลา 6 ปี และโจทก์มอบเครื่องปิดฉลากอัตโนมัติ POLY CLAD และเครื่องปิดฉลากกึ่งอัตโนมัติให้ผู้ซื้อยืมใช้ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์ม เอกสารหมาย จ.3 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.20) ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2536 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นทำบันทึกข้อความตกลงขยายเวลาตามหนังสือสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์มเอกสารหมาย จ.3 ออกไปอีก 1 ปี ในนามของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์ม เอกสารหมาย จ.4 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.21)

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์มเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้กระทำการปราศจากอำนาจนอกเหนืออำนาจโดยทราบดีว่าตนมีอำนาจดำเนินการได้เพียงใด แต่ยังฝ่าฝืนกระทำการไป ยังผลให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์มดังกล่าว ดังนั้นทั้งสัญญาซื้อขายและบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายฉลากโอพีพีฟิล์มจึงเป็นนิติกรรมที่เกิดขึ้นจากความไม่สุจริตเป็นโมฆะไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์มีนายปกภพ ทนายโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การของจำเลยที่ 1 มาตรา 22 กำหนดว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกผู้อำนวยการเป็นผู้กระทำการในนามของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้กระทำการแทนและตามมาตรา 21 กำหนดว่าผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามข้อบังคับและนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดและมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 และนายเผ่ากรรมการบริษัทโจทก์เบิกความว่าสัญญาพิพาทเอกสารหมาย จ.3 มาลงชื่อที่บริษัทโจทก์ นายไพศาลหัวหน้าแผนกนิติการมีหน้าที่ตรวจสอบสัญญาพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานเป็นผู้ร่วมร่างสัญญาพิพาท ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในสัญญา โดยมิได้ไปลงนามด้วยตนเอง ตามข้อบังคับว่าด้วยพัสดุ พ.ศ.2533 เอกสารหมาย ล.1 ระบุวิธีการจัดซื้อจัดจ้างไว้ แต่สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 มิได้ทำตามรูปแบบดังกล่าว มิได้ส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ แต่สัญญานี้ทำตามระเบียบเดิมซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่ก่อนมีเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งใช้บังคับเมื่อปี 2534 แต่ตามเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความว่าให้ใช้ข้อบังคับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2533 เป็นต้นไป แต่เป็นการกรอกข้อความภายหลัง และสัญญาพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ระบุทำวันที่ 1 มิถุนายน 2534 แต่วันทำสัญญาพิพาทยังไม่มีการกรอกข้อความวันที่มีผลบังคับใช้ในข้อ 3 เป็นทำนองว่าขณะทำสัญญาพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ระเบียบตามเอกสารหมาย ล.1 ยังไม่มีผลบังคับใช้นายสมศักดิ์ นิติกรแผนกกฎหมายของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ได้ตรวจสอบสัญญาเอกสารหมาย จ.3 เนื่องจากได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบเอกสารหมาย จ.4 ว่ามีผลใช้บังคับได้หรือไม่ แต่ตรวจสอบเพียงว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดว่าได้กระทำการไปตามข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และเบิกความตอบคำถามค้าน

ทนายจำเลยที่ 1 ว่า มีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้มีการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแต่มิได้ตรวจรายละเอียดว่าสัญญาได้ปฏิบัติเป็นไปตามข้อบังคับตามเอกสารหมาย ล.1 หรือไม่ รวมทั้งเอกสารหมาย จ.4 พยานก็มิได้ตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามข้อบังคับ ตามเอกสารหมาย ล.1 หรือไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 มีนางศิริพร หัวหน้ากองการบัญชีฝ่ายการบัญชีและการเงินซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีการทำสัญญาซื้อขายฉลากรายพิพาทเบิกความว่า ผลการประชุมของคณะกรรมการฯได้ผลสรุปตามเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งตามเอกสารนี้ ได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจในการสั่งซื้อสิ่งของดังกล่าวตามข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2533 ข้อ 45 (3) และได้ดำเนินการทำสัญญาผูกพันข้ามปีงบประมาณเป็นระยะเวลา 7 ปี (รวมบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาที่ขยายเวลาต่อไปอีก 1 ปี) และเป็นสัญญาที่ผิดไปจากรูปแบบตัวอย่างสัญญาท้ายข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2533 โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีหลักประกันสัญญาอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2533 ข้อ 47 และ 48 นายมาโนช พนักงานจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหัวหน้าแผนกกฎหมายเบิกความว่า การทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจำเลยที่ 1 มีระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2533 ตามเอกสารหมาย ล.4 ระบุวิธีจัดซื้อจัดจ้างไว้โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างที่มีผลผูกพันหลายปี จะต้องคำนึงถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ด้วย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 3 บัญญัติว่า เมื่อรัฐบาลเห็นเป็นการสมควรจะจัดตั้งองค์การเพื่อดำเนินการอันเป็นสาธารณประโยชน์หรือเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือในการครองชีพ หรืออำนวยบริการแก่ประชาชน โดยใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินก็ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บทบัญญัตินี้จึงเป็นแม่บทของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ที่จัดตั้งองค์การจำเลยที่ 1 ขึ้น จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวและอยู่ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติว่ารัฐวิสาหกิจ หมายความว่า (ก) องค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ ได้มีระเบียบข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2533 ตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังยุติโดยโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้งว่าเป็นข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญาพิพาทเอกสารหมาย จ.3 และข้อบังคับดังกล่าวข้อ 14 ระบุว่า "การซื้อโดยวิธีพิเศษได้แก่การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 40,000 บาท ให้กระทำได้เฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(1)...ฯลฯ

(2)...ฯลฯ

(3) เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ อ.ส.ค.

ข้อ 17 ระบุว่า ก่อนดำเนินการซื้อหรือจ้างทุกวิธี นอกจากการซื้อที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างตามข้อ 18 ให้เจ้าหน้าที่พัสดุทำรายงานเสนอผู้อำนวยการ ดังนี้

(1) เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องซื้อหรือจ้าง

(2) รายละเอียดของพัสดุที่จะซื้อหรืองานที่จะจ้าง

(3) ราคาพัสดุหรือค่าจ้างในท้องตลาดขณะนั้นที่สืบทราบหรือประมาณได้ และราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดประมาณ 3 ราย (ถ้ามี)

(4) วงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง

(5) ประมาณเวลาที่ต้องการใช้พัสดุนั้นหรือให้งานนั้นแล้วเสร็จ

(6) วิธีที่จะซื้อหรือจ้างและเหตุผลที่ต้องซื้อหรือจ้างโดยวิธีนั้น

(7) ข้อเสนออื่น ๆ (ถ้ามี)

ในกรณีจะต้องดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีพิเศษตามข้อ 14 (3) หรือ 15 (3) ซึ่งไม่อาจทราบงานตามปกติได้ เจ้าหน้าที่พัสดุหรือผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติงาน นั้น จะทำรายงานเฉพาะรายการที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้

ข้อ 19 ระบุว่า เมื่อผู้อำนวยการให้ความเห็นชอบตามรายงานที่เสนอตามข้อ 17 หรือข้อ 18 แล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการตามวิธีการซื้อหรือวิธีการจ้างนั้น ๆ ต่อไปได้

เมื่อตามข้อเท็จจริงได้ความข้างต้นปรากฏว่าการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษกรณีนี้มิได้มีหลักฐานว่าได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้ทำรายงานเสนอจำเลยที่ 2 ผู้มีอำนาจสั่งซื้อถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องซื้อรายละเอียดของพัสดุ ราคามาตรฐานหรือราคากลางของทางราชการหรือราคาเคยซื้อครั้งหลังสุดประมาณ 3 ราย วงเงินที่จะซื้อ กำหนดเวลาที่ต้องการใช้พัสดุนั้น วิธีที่จะซื้อและเหตุผลที่ต้องซื้อโดยวิธีนั้นรวมทั้งการขออนุมัติแต่งตั้ง

คณะกรรมการต่าง ๆ ที่จำเป็นในการซื้อเพื่อให้ผู้อำนวยการเห็นชอบตามข้อ 19 จริงอยู่ทรัพย์ที่ทำการซื้อขายกันเป็นเพียงวัสดุสำหรับห่อหุ้มขวดนมเปรี้ยวซึ่งหากเป็นสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกันซึ่งมีเงินทุนของตนเองทำธุรกิจจะทำสัญญาผูกพันกันนานเท่าใดก็ได้ แต่จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในการบริหารกิจการ การที่จำเลยที่ 2 เพียงแต่ลงชื่อในสัญญาเอกสารหมาย จ.3 แล้ว พนักงานนำไปให้โจทก์ลงชื่อที่สำนักงานโจทก์เช่นนี้โจทก์ก็ตกลงยินยอมทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เป็นองค์การของรัฐบาลย่อมต้องมีระเบียบข้อบังคับในการดำเนินการ การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาผูกพันจะต้องซื้อวัสดุจากโจทก์ยาวนานต่อเนื่องไม่ขาดสายทุกเดือนเป็นเวลาถึง 7 ปี เป็นการเอื้อประโยชน์แก่โจทก์ โดยเชิงธุรกิจก็ย่อมต้องก่อให้เกิดความขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างเอกชนอื่นกับองค์การของจำเลยที่ 1 กล่าวคือทำให้เอกชนรายอื่นที่อาจจะเสนอราคาแเข่งขันกับโจทก์ตกเป็นผู้เสียเปรียบโจทก์เนื่องจากการใช้วิธีการพิเศษในการจัดซื้อนี้ นอกจากนี้ความจำเป็นในการนำไปใช้งานของวัสดุที่สั่งซื้อก็ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อความลงวันที่ 28 กันยายน 2543 ท้ายเอกสารหมาย ล.8 ข้อ 3 ที่จำเลยที่ 1 รายงานว่า ...เนื่องจากได้พิจารณาปริมาณการสั่งซื้อตามสัญญา 57 ล้านชิ้น ในกำหนดระยะเวลา 6 ปี จะเฉลี่ยประมาณ 7 - 8 แสนชิ้นต่อเดือน ซึ่งขณะนั้นยอดขายนมเปรี้ยวอยู่ประมาณ 3 - 4 แสนขวดต่อเดือน จึงเป็นความชัดเจนว่า อ.ส.ค. ไม่สามารถซื้อฉลากได้ถึง 57 ล้านชิ้น ในกำหนดสัญญาได้... ซึ่งนายสมพร พนักงานจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหัวหน้าแผนกพัสดุและบริการเบิกความว่า ได้ทำบันทึกแจ้งเกี่ยวกับเรื่องฉลากโอพีพีฟิล์มที่ยังเหลือใช้เนื่องจากเครื่องปิดฉลากเสียตามเอกสารหมาย ล.12 ระบุว่า มีของค้างในแผนกพัสดุบริการรสสับปะรดจำนวน 694,450 ชิ้น รสส้มจำนวน 1,319,455 ชิ้น รสสตรอเบอรี่จำนวน 555,560 ชิ้น รสมะนาวจำนวน 1,666,680 ชิ้น ของที่เหลืออยู่นี้คาดว่าคงไม่ได้ใช้อีกแล้ว... การทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุเป็นจำนวนมากเกินจำนวนที่จะต้องใช้อย่างเห็นได้ชัดดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่คำนึงถึงว่าจำเลยที่ 1 จะสามารถใช้วัสดุได้คุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายไปหรือไม่ ส่อแสดงว่าประสงค์ได้อามิสสินจ้าง ในการทำสัญญาครั้งนี้จึงมีเจตนาทุจริตดังที่โจทก์ฎีกามา ซึ่งย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อวัสดุในราคาที่ขาดการแข่งขันตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพวัสดุนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยชัดแจ้งอีกโสดหนึ่ง และถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์การของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารในองค์การของรัฐ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แม้บางส่วนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาร์เก็ตติ้ง อินโนเวชั่น จำกัด
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7894/2553
#507917
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด 20 ปี โดยจำเลยที่ 2 ต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาท ซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จให้ อ. จำนวน 900,000 บาท ย่อมเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งที่ซ้อนรวมอยู่ในสัญญาเช่าโดยถือเป็นข้อตกลงที่ อ. จะต้องให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด 20 ปี สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทระหว่าง อ. และจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าตามธรรมดาซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิมีผลผูกพันเฉพาะ อ. กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น หามีผลผูกพันไปถึงโจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทจาก อ. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาด้วยไม่ ถึงแม้โจทก์จะรู้เห็นถึงการเช่าดังกล่าวและรับโอนตึกแถวพิพาทมา เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมผูกพันตนที่จะปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวแทน อ. ที่จะให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทก์ตกลงชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทที่เช่าต่อไปข้อตกลงระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันธ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 283/6 - 7 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 30361 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 225,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวดังกล่าวเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวสองชั้นเลขที่ 238/6 - 7 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 7,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและตึกแถวดังกล่าวจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาเช่าระหว่างนางอรียากับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าและมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมตึกแถวพิพาทเลขที่ 238/6 - 7 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรียาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2537 นางอรียาได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด 20 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยจำเลยที่ 2 ได้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาท ซึ่งขณะนั้นยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จจำนวน 900,000 บาท ตามสัญญาเพื่อรับสิทธิการเช่าและสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย ป.ล.1 และ ป.ล.2 ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2545 นางอรียาได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30361 ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท พร้อมตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์หลังจากที่จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมาแล้วเกินสามปี โจทก์จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากตึกแถวพิพาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย เห็นว่า การที่นางอรียาให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด 20 ปี โดยจำเลยที่ 2 ต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวพิพาทซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จให้นางอรียาจำนวน 900,000 บาท ย่อมเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งที่ซ้อนรวมอยู่ในสัญญาเช่าโดยถือเป็นข้อตกลงที่นางอรียาจะต้องให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด 20 ปี สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างนางอรียาและจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าตามธรรมดาซึ่งเป็นบุคคลนอกสัญญาด้วยไม่ ถึงแม้โจทก์จะรู้เห็นถึงการเช่าดังกล่าวและรับโอนตึกแถวพิพาทมา เมื่อข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมผูกพันตนที่จะปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวแทนนางอรียาที่จะให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทก์ตกลงชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทที่เช่าต่อไปข้อตกลงระหว่างนางอรียากับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนงค์ สารคุณ
จำเลย — นายภวินท์ ประเสริฐสูง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7892/2553
#510195
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์ให้ ช. ใช้ประโยชน์ ช. ย่อมเป็นผู้ครอบครองรถยนต์แทนจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 จะบอกเลิกสัญญาโดยการส่งมอบรถยนต์คืน ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573

จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 เป็น ช. หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจึงระงับ หรือมิฉะนั้นก็เป็นกรณีตัวการไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อเปิดเผยชื่อตัวการโดยจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบ ช. ตัวการต้องเข้ามาผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ลพ 9720 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 475,783.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 10,606 บาท รวม 48 งวด ชำระงวดแรกภายในวันที่ 13 มกราคม 2543 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 13 ของเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 5 งวด โดยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 6 ประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2543 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้จะต้องใช้ราคาแทนเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 426,222.45 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 20,000 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่งวดที่ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจำนวน 3,469.25 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 449,691.70 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 426,222.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาเสร็จสิ้น ชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท และในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาเสร็จสิ้น และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 3,469.25 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า ค่าเสียหายสูงเกินกว่าความเป็นจริง จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ถ้าไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 350,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 18,000 บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 20 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ลพ 9720 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 475,783.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือนงวดละ 10,606 บาท รวม 48 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมายจ. 5 และ จ. 6 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 5 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยทั้งสอง ตามหนังสือเรื่องขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ. 7 ถึง จ. 9

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 นำสืบว่าทำสัญญาเช่าซื้อแทนนายชิงชัย เจริญสุข ก็เป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาท เพราะไม่ได้ให้การต่อสู้ในคำให้การไว้ การที่จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้นายชิงชัยใช้ประโยชน์ นายชิงชัยจึงเป็นผู้ครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ หากจำเลยที่ 1 จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่า ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า พฤติการณ์แห่งคดีถือว่ามีการตกลงแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นนายชิงชัย หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 จึงระงับหรือมิฉะนั้นก็เป็นกรณีตัวการไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อเปิดเผยชื่อตัวการโดยจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบ นายชิงชัยตัวการต้องเข้ามาผูกพันรับผิดต่อโจทก์ในสัญญาเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพรมัส ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทภูไทย คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7891/2553
#501981
เปิดฉบับเต็ม

ค่านายหน้าในการยึดรถเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยคำนวณจากจำนวนรถที่ลูกจ้างยึดได้ในอัตราแน่นอนคันละ 10,000 บาท นอกเหนือจากค่าจ้างรายเดือนอัตราเดือนละ 9,500 บาท ที่กำหนดจ่ายให้ทุกวันที่ 25 ของเดือน จึงเป็นการจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนในการทำงานคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาปกติของวันทำงาน ถือเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,460 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในส่วนของค่านายหน้าย้อนหลัง 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 57,300 บาท และค่านายหน้าย้อนหลัง 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 708,208 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของจำเลยอีก 49,078 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์สละประเด็นในส่วนที่ฟ้องเรียกเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากจำเลย จำเลยสละคำให้การที่ต่อสู้ไว้ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และในส่วนที่กล่าวอ้างว่าโจทก์ลาออกเอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่านายหน้าในการยึดรถให้แก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินค่านายหน้าในการยึดรถจำนวน 100,000 บาท และให้เสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 เป็นต้นไปชอบหรือไม่ เห็นว่า ค่านายหน้าในการยึดรถเป็นเงินที่จำเลยตกลงจ่ายให้แก่โจทก์ โดยคำนวณจากจำนวนรถที่โจทก์ยึดได้ในอัตราแน่นอนคันละ 10,000 บาท นอกเหนือจากค่าจ้างรายเดือนอัตราเดือนละ 9,500 บาท ที่กำหนดจ่ายให้ทุกวันที่ 25 ของเดือน จึงเป็นการจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนในการทำงานคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ในเวลาปกติของวันทำงาน ถือเป็นค่าจ้างอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามระยะเวลาการทำงานปกติตามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความไว้ เมื่อจำเลยยังไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2542 โดยอ้างว่าโจทก์ทำเรื่องขอเบิกเงินในวันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงดังที่อ้าง ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปตามคำขอของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยของเงินค่านายหน้าในการยึดรถ ให้จำเลยชำระให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฐ์ วิชาสี
จำเลย — บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ดิเรก อิงคนินันท์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2553
#510194
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานจะอุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ทั้งการอุทธรณ์นั้นจะต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 54 วรรคสองอีกด้วย โจทก์นำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลฎีกาโดยตรง มิได้ยื่นต่อศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลแรงงานที่มีคำสั่งจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,460 บาท และค่านายหน้าจากการยึดรถย้อนหลังขึ้นไป 36 วัน เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชย 57,300 บาท และค่านายหน้าจากการยึดรถย้อนหลังขึ้นไป 180 วัน เป็นเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 709,208 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องและเงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของจำเลย 49,078 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการยึดรถ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์เฉพาะข้อ 2.1, 2.2 และข้อ 3 ส่วนอุทธรณ์โจทก์ข้ออื่น ๆ ไม่รับ

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วทำคำสั่งคำร้องส่งไปให้ศาลแรงงานกลางนัดคู่ความมาฟังคำสั่ง

ศาลแรงงานกลางนัดคู่ความมาฟังคำสั่งคำร้องวันที่ 10 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ขอให้ศาลแรงงานกลางงดหรือเลื่อนการอ่านคำสั่งคำร้องไปก่อนเนื่องจากโจทก์ประสงค์จะอ้างคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนของคดีอาญาต่อศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัย เมื่อถึงวันนัดเสมียนทนายจำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งคำร้องขอเลื่อนการอ่านคำสั่งคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า กรณียังไม่มีเหตุจะเลื่อนการอ่านให้ยกคำร้อง และได้อ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาให้คู่ความที่มาศาลฟังโดยให้ถือว่าคู่ความที่ไม่มาฟังได้ทราบผลคำสั่งคำร้องแล้ว

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดหรือเลื่อนการอ่านคำสั่งคำร้อง โดยนำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลฎีกาวันที่ 7 กรกฎาคม 2551

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานจะอุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ทั้งการอุทธรณ์นั้นจะต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 54 วรรคสองอีกด้วย โจทก์นำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลฎีกาโดยตรงมิได้ยื่นต่อศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลแรงงานที่มีคำสั่ง ทั้งยื่นอุทธรณ์หลังจากที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งแล้วถึงเกือบ 4 เดือน เกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฐ์ วิชาสี
จำเลย — บริษัทสยาม-ฮิตาชิคอนสตรัคชัน แมชีเนอรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ดิเรก อิงคนินันท์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7884/2553
#502440
เปิดฉบับเต็ม

โรงงานที่เสียหายเป็นของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการที่ไม่ได้แสวงหากำไร เพียงแต่อนุญาตให้สหกรณ์ซึ่งมีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประธานเป็นผู้ดูแลเท่านั้น ประชาชนมีสิทธิเป็นสมาชิกและเข้าใช้ประโยชน์ได้ จึงเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ จึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 360

ความเสียหายที่จำเลยก่อกับทรัพย์ไม่ถึงกับทำให้ทรัพย์ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป ทั้งจำเลยกระทำระหว่างสมาชิกหยุดใช้งานโรงรมยางพาราเพราะอยู่ในช่วงยางพาราผลัดใบ ประกอบกับจำเลยกระทำเพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากที่ยินยอมให้สร้างโรงรมยางพาราในที่ดินของจำเลย จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้ ตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายงัดประตูเหล็กโรงรมยางพารา 2 บาน ตัดฟันท่อประปา ขุดดินถมในบ่อบำบัดน้ำใส กับงัดท่อบำบัดน้ำเสีย ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางพารา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ผู้เสียหายที่ 1 และอยู่ในความควบคุมดูแลรักษาของนายเสนอผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางตำบลเพหลา จำกัด ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้โรงรมยางพาราจากผู้เสียหายที่ 1 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายพิสัยและนายประพันธ์ซึ่งรู้เห็นขณะจำเลยกระทำความผิดเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เฉพาะนายประพันธ์ก็เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่แกล้งสร้างเรื่องมาปรักปรำจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความจริง ส่วนที่พยานสองปากนี้เบิกความขัดกับผู้เสียหายที่ 2 พยานโจทก์อีกปากไปบ้าง ก็ยังไม่พอทำให้น้ำหนักคำเบิกความของนายพิสัยและนายประพันธ์เสียไป เชื่อได้ว่าจำเลยคือคนร้ายทำลายทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 อันสืบเนื่องจากเหตุที่จำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่จำเลยยินยอมให้สร้างโรงรมยางพาราในที่ดินของตนตามที่จำเลยกล่าวอ้างในหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการ เมื่อโรงงานที่เสียหายเป็นของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการที่ไม่ได้แสวงหากำไร เพียงแต่อนุญาตให้สหกรณ์ซึ่งมีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประธานเป็นผู้ดูแลเท่านั้น ประชาชนมีสิทธิเป็นสมาชิกและเข้าใช้ประโยชน์ได้ จึงเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นว่า ความเสียหายที่จำเลยก่อกับทรัพย์ไม่ถึงกับทำให้ทรัพย์ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป ทั้งจำเลยกระทำระหว่างสมาชิกหยุดใช้งานโรงรมยางพาราเพราะอยู่ในช่วงยางพาราผลัดใบ ประกอบกับจำเลยกระทำเพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากที่ยินยอมให้สร้างโรงรมยางพาราในที่ดินของจำเลย จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำให้ลงโทษปรับจำเลยด้วย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30 ม. 360
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายบุญโรจน์ สิริภาคโยทัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายจิรพจน์ ไทยเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7883/2553
#510715
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุในใบคำขอท้ายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 4 ทวิ มาด้วย แต่โจทก์ก็ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้วว่า จำเลยทั้งสองบังอาจลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล อันเป็นการพนันนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ทั้งนี้มิใช่การพนันที่ระบุชื่อไว้ในกฎกระทรวงและไม่อนุญาตให้เล่น ได้เล่นพนันทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศหลายทีมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย อันเป็นการบรรยายความผิดของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบของมาตรา 4 ทวิแล้ว ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตราดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 , 5 , 6 , 10 , 12 , 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 , 83 , 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสิบบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 รักษาการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 ทวิ , 5 , 10 , 12 (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 , 83 , 90 ให้จำคุกคนละ 4 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลมิได้สั่งปรับจำเลยทั้งสองจึงจ่ายสินบนตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ไม่ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...แม้ในโพยไม่ระบุชื่อผู้แทงแต่ก็ได้ระบุจำนวนเงินที่แทงไว้ แสดงว่ามีผู้แทงซึ่งเป็นผู้ร่วมเล่นแล้ว แม้โพยบางฉบับจะไม่มีจำนวนเงินที่แทงก็ตาม การที่จำเลยทั้งสองมีโพยการแข่งขันฟุตบอลที่มีคนแทงพนันและยังไม่มีคนแทงพนัน พฤติการณ์เช่นนี้ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศตามโพยที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาตามฟ้อง แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุในใบคำขอท้ายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 4 ทวิ มาด้วย แต่โจทก์ก็ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องแล้วว่า จำเลยทั้งสองบังอาจลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล อันเป็นการพนันนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ทั้งนี้มิใช่การพนันที่ระบุชื่อไว้ในกฎกระทรวงและไม่อนุญาตให้เล่น ได้เล่นพนันทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศหลายทีม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายความผิดของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบของมาตรา 4 ทวิ แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6)
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสันต์ชัย ชฎาเพชรประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7880/2553
#507401
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องแต่ยังมิได้มีการดำเนินการ ระหว่างนั้นโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในอีกคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ถือว่าผู้ร้องมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทอันจะขอให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นของตนได้ก่อนบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แม้จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจบังคับคดีให้กระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

คดีที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว ไม่ต้องมีการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอีก เมื่อจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องภายในเวลาที่ระบุไว้ในคำพิพากษาตามยอมและผู้ร้องได้ไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ขอให้ดำเนินการให้แต่ขัดข้องเพราะบุคคลภายนอกยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้ถือว่าผู้ร้องได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เมื่อการบังคับคดียังมีข้อติดขัด ผู้ร้องก็ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนเสร็จสิ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาได้นำ เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7810 และ 7811 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7810 และ 7811 ที่โจทก์นำยึดให้แก่ผู้ร้องภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่จำเลยยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด จึงทราบว่าโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัด (ที่ถูก เจ้าพนักงานบังคับคดี) ที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์ยึดที่ดินดังกล่าวภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การใช้สิทธิของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องโดยเจตนาไม่สุจริต เพื่อให้ทรัพย์สินพ้นจากการบังคับคดี และทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบและเป็นการร่วมกันฉ้อฉล ผู้ร้องไม่เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน เนื่องจากผู้ร้องยังไม่ได้ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วน ขณะโจทก์ยึดที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบ อีกทั้งผู้ร้องก็ไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7810 และ 7811 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เดิมผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7810 และ 7811 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 โดยโจทก์ยอมชำระเงิน 1,073,600 บาท ให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลมีคำพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1844/2540 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ทั้งสองในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3857/2540 ของศาลชั้นต้น นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทของจำเลยตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ บัญชียึดทรัพย์ และรายงานการยึดทรัพย์และรายการยึดที่ดินเอกสารหมาย ร.2 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทของจำเลย โจทก์ทั้งสองฎีกาในประการแรกว่า ผู้ร้องและจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันจริง มูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหนี้ที่ทำขึ้นเพื่อให้ที่ดินพิพาทพ้นจากการบังคับคดีและทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบ เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเป็นเงิน 1,342,000 บาท ผู้ร้องผ่อนชำระค่าที่ดินแล้วเป็นเงิน 268,400 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องโดยมีสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฟ้องในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1844/2540 มาประกอบคำเบิกความ แสดงว่ามีการชำระราคาที่ดินกันจริง หากไม่เป็นความจริงโจทก์ทั้งสองน่าจะขอหมายเรียกสมุดบัญชีของจำเลยมายืนยันต่อศาล แต่โจทก์ทั้งสองหาได้กระทำไม่ ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตามบัญชีรายชื่อลูกค้าของจำเลยตามสำเนาเสนอกสารหมาย ร.ค.2 ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย และในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทก็ไม่ปรากฏเลขที่สัญญานั้นโจทก์ทั้งสองไม่นำจำเลยหรือผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวมาเบิกความว่าบัญชีรายชื่อลูกค้าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงหรือไม่ และเหตุใดไม่ระบุเลขที่สัญญาจึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยได้ความจากหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขเองที่ 1844/2540 ว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาล แต่ขัดข้องเพราะไม่ได้โฉนดที่ดินพิพาทมาดำเนินการ เนื่องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ยึดโฉนดที่ดินพิพาทไว้ กล่าวคือ จำเลยได้กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 69,000,000 บาท เพื่อใช้พัฒนาและก่อสร้างบ้านจัดสรร โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันซึ่งต่อมาจดทะเบียนรวมและแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยหลายแปลง แต่จำเลยต้องการขอใบอนุญาตจัดสรร จึงขออนุญาตบริษัทฯ เพื่อขอปลอดจำนองที่ดินโดยยังไม่ชำระหนี้และมีข้อตกลงให้บริษัทฯ ยึดถือโฉนดที่ดินที่ได้รับอนุญาตจัดสรร โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะนำไปขายให้กับผู้ซื้อตามราคาที่บริษัทฯ เป็นผู้กำหนดและในเงื่อนไขที่ว่า จำเลยจะนำเงินค่าขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ขายได้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ก่อนแล้วจึงรับมอบโฉนดที่ดินจากบริษัทฯ ไปทำสัญญาซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จะเห็นว่าการที่จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องนั้นทำตามอำเภอใจไม่ได้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้กำหนดราคาเอง ส่วนเงินที่ขายได้จำเลยจะต้องนำมาชำระหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระบริษัทฯ อยู่ แล้วรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนจากบริษัทฯ ไปจดทะเบียนโอนให้ผู้ร้องเช่นนี้ การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องจึงเป็นไปตามปกติในธุรกิจ มิได้กระทำโดยมีเจตนาลวงหรือเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองหรือเจ้าหนี้ของจำเลยรายอื่นแต่อย่างใด มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า ผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องแต่ยังมิได้มีการดำเนินการ ระหว่างนั้นโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในอีกคดีหนึ่งนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ถือได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทอันจะขอให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นของตนได้ก่อนบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใด โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจบังคับคดีให้กระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ประการสุดท้ายโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าผู้ร้องสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแล้ว ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่างท้งสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้ไม่ต้องมีการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ตามคำพิพากษาตามยอมผู้ร้องได้ไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอให้ดำเนินการให้ ต่อขัดข้องเพราะบุคคลภายนอกยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้ ปรากฏตามหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1844/2540 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด ได้แจ้งศาลชั้นต้นมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 ถือว่าผู้ร้องได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันแรกที่จะบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา เมื่อการบังคับคดียังมีข้อติดขัดผู้ร้องก็ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนเสร็จสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภกิจ เจริญพาณิชสันติ กับพวก
ผู้ร้อง — นางกัญญาทิพย์ รื่นถวิล
จำเลย — บริษัทลัดดาวัลย์ธุรกิจพัฒนา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7878/2553
#502049
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่า โจทก์ไม่สามารถส่งมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ เนื่องจากที่ดินดังกล่าวได้ออกทับโฉนดที่ดินแปลงอื่นโดยไม่มีเนื้อที่เหลืออยู่เลย เท่ากับอ้างว่าโจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแต่ไม่สามารถส่งมอบทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ ถือได้แล้วว่าเป็นการอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสองแล้ว เมื่อได้ความว่า มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทับซ้อนกันและยังมิได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับใดฉบับหนึ่ง ย่อมมีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีให้ลุล่วงไป กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้ได้ ส่วนเรื่องเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับใดฉบับหนึ่งหรือไม่อย่างไรเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องไปว่ากล่าวกันต่างหากหลังจากเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ 469,979.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ในต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับยอมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน และค่าทนายความแทนโจทก์อีกต่างหากเป็นเงิน 2,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะนำไปชำระให้ที่ธนาคารโจทก์ สาขาลำปาง ภายในวันและเวลาทำการของโจทก์ จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ หากผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาดังกล่าวยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยการยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1903 เลขที่ดิน 130 ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตามฟ้อง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดลำปางยึดทรัพย์จำนองดังกล่าว ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2546 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 360,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาครบแล้วและรับหนังสือแจ้งการโอนสิทธิครอบครองพร้อมต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1903 ไปขอจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาห้างฉัตร ไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้ ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคืนเงินที่ผู้ซื้อทรัพย์ชำระไว้พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ซื้อทรัพย์

สำนักงานบังคับคดีจังหวัดลำปางมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อไป

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์มิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าผืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า การที่คำร้องของผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถส่งมอบทรัพย์ที่ดินที่ขายทอดตลาดแก่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ เนื่องจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ออกทับโฉนดที่ดินแปลงอื่นโดยไม่มีเนื้อที่เหลืออยู่เลย เท่ากับอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถส่งมอบทรัพย์ที่ขายทอดตลาดแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ซึ่งผิดไปจากปกติธรรมดาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งมอบทรัพย์ที่ขายทอดตลาดแก่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ การที่อ้างว่าโจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์สินมาขายทอดตลาดแต่ไม่สามารถส่งมอบแก่ผู้ซื้อทรัพย์เช่นนี้ ถือได้แล้วว่าเป็นการอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารที่ทางสำนักงานที่ดินส่งมายังศาลชั้นต้น ปรากฏเบื้องต้นว่าโฉนดที่ดิน 8 ฉบับ ออกมาภายหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงเป็นการออกทับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มิใช่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกทับโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดยังไม่ถูกเพิกถอนต้องถือว่ายังชอบด้วยกฎหมายอยู่ เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ซื้อได้จากการขายทอดตลาด ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอากับผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน 8 ฉบับ ต่อไปนั้น เห็นว่า ในชั้นนี้เป็นการพิจารณาเพียงว่าสมควรเพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่เท่านั้น เมื่อได้ความว่ามีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทับซ้อนกัน และยังมิได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับใดฉบับหนึ่ง ย่อมมีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีให้ลุล่วงไป คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ถอนการบังคับคดี การเพิกถอนการขายทอดตลาดมีผลเพียงเท่ากับยังมิได้ขายทอดตลาด ต่อไปภายหน้าหากเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินยุติลงก็อาจนำออกขายทอดตลาดใหม่ได้ และผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยทั่วไปย่อมคาดหวังที่จะได้รับโอนทางทะเบียนทันทีที่จ่ายเงินครบถ้วน หากไม่สามารถโอนได้ทันทีหรือต้องไปว่ากล่าวเอากับผู้เกี่ยวข้องในที่ดินที่ซื้ออีกก็คงจะไม่ซื้อหรือซื้อในราคาถูกลง การที่จะให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปว่ากล่าวเอากับผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ย่อมไม่เป็นการยุติธรรมแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ส่วนเรื่องเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับใดฉบับหนึ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องอาจว่ากล่าวกันต่อไปต่างหากหลังจากเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นนอกจากที่ศาลชั้นต้นได้สั่งไปแล้ว และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางวารุณี จัดดี
จำเลย — นายสุรพงษ์ ศรีสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7873/2553
#502057
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ระบุว่า เจ้าหนี้ได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองไปแล้วเป็นเงิน 819,840 บาท เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำห้องชุดที่จะซื้อขายออกขายทอดตลาดโดยมีผู้อื่นซื้อไปแล้ว การชำระหนี้ของลูกหนี้ทั้งสองจึงตกเป็นพ้นวิสัยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย จึงขอรับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ทั้งสอง เป็นการประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้ในหนี้เงินอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่มีเจตนาที่จะขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ซึ่งครบกำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแล้ว แม้เจ้าหนี้จะอ้างว่าเพิ่งทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาตามมาตรา 91 ออกไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำได้ ที่เจ้าหนี้อ้างว่ามีสิทธิขอรับชำระหนี้กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 92 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อน จึงไม่ต้องด้วยกรณีเจ้าหนี้ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายตามมาตรา 122 เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าเงินมัดจำและราคาบางส่วนจากการซื้อกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวมเป็นเงิน 819,840 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ระบุว่า เจ้าหนี้ได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ทั้งสองไปแล้วเป็นเงิน 819,840 บาท เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการนำห้องชุดที่จะซื้อขายออกขายทอดตลาดโดยมีผู้อื่นซื้อไปแล้ว การชำระหนี้ของลูกหนี้ทั้งสองจึงตกเป็นพ้นวิสัยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย จึงขอรับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ทั้งสอง เป็นการประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้ในหนี้เงินอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่มีเจตนาที่จะขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ซึ่งครบกำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 จึงล่วงเลยกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะอ้างว่าเพิ่งทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดแล้วมาขอรับชำระหนี้ในภายหลังก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาตามมาตรา 91 ออกไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำได้ อีกทั้งที่เจ้าหนี้อ้างว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 92 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อนแต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยกรณีเจ้าหนี้ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายตามมาตรา 122 เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันที ในเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 92 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรุ่งฟ้าเสริมคอร์ปอเรชั่น จำกัด
เจ้าหนี้ — นางสมพร แซ่ลิ้ม
จำเลย — บริษัทสาธรแลนด์แอนด์บริดจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
สมศักดิ์ จันทรา
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7873/2553
#510047
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระบุว่า เจ้าหนี้ได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ไปแล้วเป็นเงิน 819,840 บาท เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการนำห้องชุดที่จะซื้อขายออกขายทอดตลาดโดยมีผู้ซื้อไปแล้วการชำระหนี้ของลูกหนี้จึงตกเป็นพ้นวิสัยทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายจึงขอรับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ เป็นการขอรับชำระหนี้ในหนี้เงินโดยไม่มีเจตนาที่จะขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2883 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 เมื่อเจ้าหนี้มิได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพยืปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อน จึงไม่ต้องด้วยกรณีเจ้าหนี้ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายตามมาตรา 122 เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันทีในเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)ทั้งสอง เด็ดขาด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าเงินมัดจำและราคาบางส่วนจากการซื้อกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวมเป็นเงิน 819,840 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า สิทธิเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีนี้ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 23 กันยายน 2551 เมื่อพ้นกำหนดเวลาจึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2535 เจ้าหนี้ทำสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดโครงการสาธรบริดจทาวเวอร์ ห้องเลขที่ 1708 ชั้นที่ 17 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20315 ตำบลบางลำภูล่าง (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอธนบุรี (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 850 ตำบลคลองต้นไทร (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภู) กรุงเทพมหานคร จากลูกหนี้ทั้งสอง โดยเจ้าหนี้ได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนให้แก่ลูกหนี้ทั้งสองแล้วเป็นเงิน 819,840 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งลูกหนี้ทั้งสองจะแจ้งให้ทราบ และลูกหนี้ทั้งสองตกลงจะจัดหาสถาบันการเงินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้แก่เจ้าหนี้แต่ยังไม่สามารถจัดหาได้ สัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไป เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 เจ้าหนี้เพิ่งทราบว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาธนบุรี ไม่พบโฉนดห้องชุดเลขที่ 1708 แต่อย่างใด เพราะสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวทำขึ้นก่อนที่มีการรังวัดแบ่งแยก แต่จากการตรวจสอบตรงกับโฉนดห้องชุดเลขที่ 190/88 ในปัจจุบัน ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการขายทอดตลาดไปแล้ว ทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวตกเป็นพ้นวิสัยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ เจ้าหนี้จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่างวดตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงิน 819,840 บาท เจ้าหนี้จึงตกอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกว่าระยะเวลาตามกฎหมาย เจ้าหนี้จึงหามีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ไม่ และการที่ผู้ร้องทราบว่าลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายในภายหลังก็หาใช่พฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ได้ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ชอบแล้วยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 19 สิงหาคม 2546 ซึ่งครบกำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ วันที่ 20 ตุลาคม 2546

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์อ้างว่า สิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ทั้งสองตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยลูกหนี้ทั้งสองมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่เจ้าหนี้และเจ้าหนี้มีหน้าที่รับโอนและชำระเงินค่าห้องชุดตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เจ้าหนี้อยู่ในฐานะบังคับให้ลูกหนี้ทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเท่านั้น มิได้อยู่ในฐานะเรียกให้ลูกหนี้ทั้งสองชำระหนี้เงินให้แก่เจ้าหนี้โดยตรง เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับราคาห้องชุดที่ชำระให้แก่ลูกหนี้ทั้งสองไปแล้วและค่าเสียหายที่ได้รับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 92 เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันทีตามมาตรา 91 ไม่ได้ เห็นว่า ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 27 ระบุว่า เจ้าหนี้ได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ทั้งสองไปแล้วเป็นเงิน819,840 บาท เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการนำห้องชุดที่จะซื้อขายออกขายทอดตลาดโดยมีผู้อื่นซื้อไปแล้ว การชำระหนี้ของลูกหนี้ทั้งสองจึงตกเป็นพ้นวิสัยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย จึงขอรับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ทั้งสอง เป็นการประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้ในหนี้เงินอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่มีเจตนาที่จะขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ซึ่งครบกำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 จึงล่วงเลยกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะอ้างว่าเพิ่งทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดแล้วมาขอรับชำระหนี้ในภายหลังก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาตามมาตรา 91 ออกไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำได้ อีกทั้งที่เจ้าหนี้อ้างว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 92 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อนแต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยกรณีเจ้าหนี้ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายตามมาตรา 122 เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันที ในเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 92 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรุ่งฟ้าเสริมคอร์ปอเรชั่น จำกัด
เจ้าหนี้ — นางสมพร แซ่ลิ้ม
จำเลย — บริษัทสาธรแลนด์แอนด์บริดจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
สมศักดิ์ จันทรา
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7848/2553
#510657
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องจากการที่จำเลยทั้งสามซื้อสินค้าจากโจทก์ เพื่อส่งขายให้แก่ลูกค้าอันมิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) มิใช่อายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

การที่จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ขอผ่อนชำระหนี้งวดแรกภายในเดือนมกราคม 2543 ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยระยะเวลาที่ล่วงไปนั้นไม่นับเข้าในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินงวดแรกแก่โจทก์ตามที่รับสภาพหนี้ไว้ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2543 และเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏว่ายอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทน กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 3 ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2537 ถึง 2538 จำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งซื้อผ้าขนหนู 74,160 ผืน จากโจทก์ รวมเป็นเงิน 607,036.68 บาท โจทก์ส่งสินค้าให้จำเลยทั้งสามครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสามสั่งจ่ายเช็ครวม 6 ฉบับ เพื่อชำระค่าสินค้า เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม และบอกเลิกสัญญาซื้อขายไปยังจำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบผ้าขนหนู ขนาด 28 คูณ 46 เซนติเมตร 74,160 ผืน แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 625,995.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 607,036.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระค่าสินค้าภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันส่งมอบสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 แถลงขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การเรื่องอำนาจฟ้อง ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2548

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาประการแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งซื้อผ้าขนหนูไปจากโจทก์ โดยโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามแล้ว และจำเลยทั้งสามสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คและไม่เคยได้รับชำระหนี้อีก และข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสามซื้อสินค้าจากโจทก์ครั้งละมากๆ ก็เพื่อส่งขายให้แก่ลูกค้า อันมิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสามสั่งซื้อผ้าขนหนูจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสามอันเป็นกิจการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยทั้งสาม สิทธิเรียกร้องในคดีนี้จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) ศาลอุทธรณ์พิพากษาประเด็นนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.16 วันที่ 8 ธันวาคม 2542 ถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวคือตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2542 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 30 ธันวาคม 2547 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.16 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ขอผ่อนชำระเงินแก่โจทก์ งวดแรกจำนวน 20,000 บาท ภายในเดือนมกราคม 2543 การรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยระยะเวลาที่ล่วงไปนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้ยอดหนี้ตามเช็ค 6 ฉบับ เป็นเงิน 600,966 บาท ที่จ่ายเป็นค่าสินค้าให้โจทก์ตามที่รับสภาพหนี้ในเอกสารดังกล่าวจะไม่ตรงกับค่าสินค้าที่ฟ้องจำนวน 607,036.68 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ฎีกาก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดเจนว่าลูกหนี้ประสงค์จะผ่อนชำระยอดหนี้ตามเช็คอันสืบเนื่องมาจากการสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าสินค้า กรณีจึงฟังได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระนั้นเอง เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินงวดแรกให้แก่โจทก์ภายในเดือนมกราคม 2543 ตามที่รับสภาพหนี้ไว้ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2543 และเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 ธันวาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.16 โดยจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่ายอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 3 ได้รับสภาพหนี้ต่อโจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ แต่ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องให้รับผิดหลังจากมีการสั่งซื้อสินค้าและเกิดสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าแล้วเป็นเวลา 9 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำลยที่ 3 จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย...

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและไม่เคลือบคลุม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้วแม้ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย แต่เมื่อสำนวนความขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยศาลชั้นต้นได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้วโดยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ ทั้งทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงินเกินกว่า 200,000 บาท ซึ่งไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างวินิจฉัยก่อน เห็นว่า... พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อว่าฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายรับฟังได้ว่า จำเลยค้างชำระค่าสินค้าที่สั่งซื้อจากโจทก์ ส่วนค่าสินค้าโจทก์อ้างว่าเป็นเงินจำนวน 607,036.68 บาท แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสภาพหนี้ต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 600,966 บาท ตามเอกสารหมาย จ.16 โดยโจทก์มิได้อิดเอื้อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงรับผิดต่อโจทก์เพียงจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัดงวดแรกคือตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 600,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/33 (5) ม. 193/34 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงงานส่งเสริมไทย อุตสาหกรรม จำกัด
บริษัท 8 ไดมอนด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ