คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6700/2553
#510176
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรมของวิทยาลัยการปกครองมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ งานบริหารการฝึกอบรมของวิทยาลัยการปกครองและเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุ อันเป็นการบริหารงานภายในของวิทยาลัยการปกครองมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ ที่หากจำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 วินิจฉัยสั่งการ จะต้องทำเป็นหนังสือตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุโดยชอบแล้ว แม้การมอบหมายจะกระทำด้วยวาจาก็ตาม

จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรม แม้จะมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องควบคุมการปฎิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 กลับปล่อยปละละเลยหน้าที่ควบคุมของตน ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์รถยนต์คันพิพาท โดยไม่จัดให้มีสมุดบันทึกการใช้และรายการซ่อมบำรุงรถยนต์คันพิพาทตามระเบียบของราชทัณฑ์ขับรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์ออกจากวิทยาลัยการปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชนรถยนต์ของบุคคลอื่นได้รับความเสียหายที่หน้าวิทยาลัยการปกครองกรมการปกครองโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไม่ใช่ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในกรณีเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์แล้ว

จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างประจำของวิทยาลัยการปกครอง ตำแหน่งคนงานมีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดบริเวณวิทยาลัย จำเลยที่ 4 ไม่ได้อนุญาตให้ อ. ขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกจากวิทยาลัยแต่ อ. ขอให้จำเลยที่ 4 นั่งไปในรถยนต์เพื่อขับรถยนต์กลับ การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างคนต่างทำละเมิดต่อโจทก์ มิได้ร่วมกันทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 432 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนทำอันก่อให้เกิดการละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวและความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดคนละส่วนเท่า ๆ กัน

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ 10 ปี ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยไว้ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นส่วนราชการซึ่งเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 มีอธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน วิทยาลัยการปกครองเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ และโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ปล่อยปละละเลยไม่จัดให้มีการควบคุมการใช้รถยนต์ ไม่กำหนดหน้าที่ผู้ที่เก็บกุญแจรถยนต์ ปล่อยให้รถยนต์คันดังกล่าวชำรุดทรุดโทรมไม่ดำเนินการจัดซ่อมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีตามระเบียบราชการ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำมีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดในบริเวณวิทยาลัยการปกครองจัดรถยนต์คันดังกล่าวมอบให้นายอุทิศ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกขับรถยนต์คันดังกล่าวนำนักโทษซึ่งมาทำความสะอาดวิทยาลัยการปกครองกลับสถานกักขังกลางธัญบุรี นายอุทิศได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปทำความเสียหายแก่ผู้มีชื่อและในที่สุดศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์และนายอุทิศร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้มีชื่อ โจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 292,071.35 บาท จำเลยทั้งสี่ได้ปล่อยปละละเลยการปฏิบัติการตามหน้าที่และจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 146,035.67 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวน 146,035.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2542 จนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2543 เป็นเงิน 10,952.68 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 156,988.35 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 146,035.67 บาท นับจากวันที่ 9 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานบริหารการฝึกอบรมวิทยาลัยการปกครอง ไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในการควบคุมดูแลการใช้และการรักษารถยนต์ของโจทก์ที่ให้วิทยาลัยการปกครองไว้ใช้ในราชการ และไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร การที่นายอุทิศ ขับรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าวไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกจนกระทั่งโจทก์ถูกฟ้องและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945/2542 ให้นายอุทิศและโจทก์ร่วมกันรับผิดนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 เพราะนายอุทิศขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้ประมาท ทั้งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 กำหนดให้เจ้าหน้าที่รับผิดเฉพาะกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า กรณีเกิดการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่หลายคนมิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่น และคดีโจทก์ก็ขาดอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 10 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร อยู่ในการควบคุมดูแลของหมวดยานพาหนะ ไม่ได้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมวดงานอาคารและสถานที่ เพราะมิได้มีการมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายเนื่องจากนายอุทิศ เจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์นำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้โดยพลการจำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวการหรือตัวแทนของนายอุทิศ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายอุทิศเอง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิด ทั้งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 จำเลยที่ 2 จะรับผิดเฉพาะกรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 10 แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ทราบความมีอยู่ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร เนื่องจากจำเลยที่ 3 เพิ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้มาอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ 5 ของวิทยาลัยการปกครองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 และไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ด้านธุรการเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพราะมิได้มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นเพียงลูกจ้างประจำในสังกัดของโจทก์ มีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดในบริเวณวิทยาลัยการปกครองเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์หรือดูแลรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานครและไม่ได้อนุญาตหรือทำการใด ๆ ให้นายอุทิศ ขับรถยนต์คันดังกล่าวจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ในกิจการอันเกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานครจะมีส่วนประมาทเลินเล่อในกิจการอันเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าว แต่ความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลภายนอกมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ แต่เกิดจากผลโดยตรงที่นายอุทิศ ประมาทเลินเล่อ โจทก์จึงใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 ไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เงิน 146,035.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร เป็นรถยนต์ส่วนกลางของโจทก์ที่มอบให้วิทยาลัยการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์เป็นผู้ใช้ประโยชน์ โดยอยู่ในความควบคุมดูแลและรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรม อันเป็นหน่วยงานหน่วยหนึ่งในสามหน่วยงานหลักของวิทยาลัยการปกครอง จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายด้วยวาจาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ งานบริหารการฝึกอบรม วิทยาลัยการปกครองให้ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันดังกล่าว มีจำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดูแลรถยนต์คันดังกล่าวด้วย แต่ไม่ได้ทำสมุดบันทึกการใช้และรายการซ่อมบำรุงตามระเบียบของทางราชการ รวมทั้งไม่มีการมอบหมายให้บุคคลใดเป็นคนขับ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 นายอุทิศ เจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ซึ่งนำผู้ต้องขังจากเรือนจำธัญบุรีมาช่วยพัฒนาสถานที่ของวิทยาลัยการปกครอง ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์ออกจากวิทยาลัยการปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาผู้ต้องขังกลับเรือนจำโดยมีจำเลยที่ 4 นั่งคู่ไปเพื่อขับรถยนต์กลับ แต่นายอุทิศขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของบุคคลอื่นได้รับความเสียหายที่หน้าวิทยาลัยการปกครอง ต่อมาบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของผู้เสียหายฟ้องโจทก์และนายอุทิศให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์และนายอุทิศร่วมกันชดใช้เงิน 220,638 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง โจทก์ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาเต็มจำนวนแล้วเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าวกึ่งหนึ่งจำนวน 146,035.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันชำระเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

ในปัญหาที่โต้แย้งกัน โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประมาทเลินเล่อทำให้นายอุทิศขับรถยนต์คันดังกล่าวออกไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นจนศาลพิพากษาให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ได้นั่งรถยนต์ไปกับนายอุทิศเพื่อนำรถยนต์กลับหลังจากส่งผู้ต้องขังแล้ว ถือว่าเป็นการอนุญาตให้นายอุทิศนำรถยนต์ออกไปแล้วก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย

จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า นายอุทิศขับรถยนต์คันดังกล่าวออกจากวิทยาลัยการปกครอง โดยมีจำเลยที่ 4 ซึ่งไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์นั่งไปด้วยโดยไม่ได้รับอนุญาตการมอบหมายให้หมวดอาคารและสถานที่ควบคุมดูแลรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า การมอบหมายรถยนต์คันเกิดเหตุให้จำเลยที่ 2 ดูแลและใช้ประโยชน์ ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสาม เห็นว่า มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 บัญญัติอยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยการปฏิบัติราชการแทน ในส่วนที่ 1 ว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง และเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือดำเนินการอื่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด และกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งนั้น หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจเพื่อกระจายอำนาจบริหารให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดินอันจะเป็นประโยชน์มหาชน และกำหนดวิธีการมอบอำนาจโดยให้ทำเป็นหนังสือตามมาตรา 38 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ แม้ว่าตามหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองอันเป็นหลักทั่วไปของกฎหมายปกครองที่กำหนดให้ฝ่ายปกครองจะกระทำใด ๆ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจและภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้นก็ตาม แต่คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรมของวิทยาลัยการปกครองมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ งานบริหารการฝึกอบรมของวิทยาลัยการปกครองและเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุ อันเป็นการบริหารงานภายในของวิทยาลัยการปกครอง หาใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ ที่หากจำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 วินิจฉัยสั่งการ จะต้องทำเป็นหนังสือตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ เมื่อได้ความตามบันทึกสอบสวนข้อเท็จจริงเอกสารหมาย จ. 18 ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้ปากคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ว่า จำเลยที่ 1 มอบให้หมวดอาคารและสถานที่ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุโดยชอบแล้ว แม้การมอบหมายจะกระทำด้วยวาจาก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ แต่เกิดจากการกระทำของนายอุทิศซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรม แม้จะมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุแล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 กลับปล่อยปละละเลยหน้าที่การควบคุมของตน ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์รถยนต์คันพิพาท โดยไม่จัดให้มีสมุดบันทึกการใช้และรายการซ่อมบำรุงรถยนต์คันพิพาทตามระเบียบของทางราชการอันเป็นการประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายอุทิศเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ขับรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์ออกจากวิทยาลัยการปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชนรถยนต์ของบุคคลอื่นได้รับความเสียหายที่หน้าวิทยาลัยการปกครอง เป็นการละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยทั้งสี่จะไม่ใช่ผู้ขับรถยนต์คันพิพาทในขณะเกิดเหตุก็ตาม การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในกรณีเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ได้ความจากรายงานการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดลงวันที่ 15 ธันวาคม 2542 เอกสารหมาย จ. 11 ของโจทก์ว่า เหตุที่นายอุทิศไม่ได้ขออนุญาตใช้รถยนต์คันเกิดเหตุ น่าจะเป็นเพราะความคุ้นเคยที่นายอุทิศเคยควบคุมผู้ต้องขังมาช่วยพัฒนาวิทยาลัยการปกครองอยู่บ่อยครั้ง เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่วิทยาลัยการปกครองอยู่เสมอ ๆ จึงได้อะลุ่มอล่วยซึ่งกันและกัน เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างประจำของวิทยาลัยการปกครองตำแหน่งคนงาน มีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดบริเวณวิทยาลัย จำเลยที่ 4 ไม่ได้อนุญาตให้นายอุทิศขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกจากวิทยาลัย แต่นายอุทิศขอให้จำเลยที่ 4 นั่งไปในรถยนต์เพื่อขับรถยนต์กลับ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 4 ต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย จ. 20 การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิด จึงเหลือปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร กรณีนี้ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างคนต่างทำละเมิดต่อโจทก์ มิได้ร่วมกันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนทำอันก่อให้เกิดการละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวและความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 วรรคหนึ่งแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดคนละส่วนเท่า ๆ กัน คือคนละ 48,678.55 บาท พร้อมดอกเบี้ย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ 10 ปี ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยไว้ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินคนละ 48,678.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนจะต้องชำระนับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการปกครอง
จำเลย — นายนคร สุสัณฐิตพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6648/2553
#507259
เปิดฉบับเต็ม

หลังจาก พ.ร.ฎ. ปี 2537 สิ้นสุดลง รัฐได้ออก พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่ในปี 2542 ซึ่งฝ่ายจำเลยดำเนินการเวนคืนที่ดินและกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอาศัย พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่ การคำนวณดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองจึงต้องพิจารณาตาม พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่ ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2542 ซึ่งตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินของเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันสุดท้ายที่ฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 73,640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงินดังกล่าว และร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากต้นเงินค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้น 591,000 บาท จากต้นเงินค่าทดแทนที่ดิน 31,160,000 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,028,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 143130 และ 143127 ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 งาน 30 ตารางวา และเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 1 ตารางวา ตามลำดับ ถูกเวนคืนบางส่วนอันเนื่องจากการดำเนินการของจำเลยทั้งสี่ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์ - เพชรเกษม - รัตนาธิเบศร์ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2537 แต่การเวนคืนไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด 4 ปี ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงมีการตราพระราชกฤษฎีกาฯ ปี 2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2542 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 143130 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 2 งาน 40 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 143127 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 4 ไร่ 76 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143130 ให้แก่โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 60,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 143127 ตารางวาละ 10,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้น 591,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวแล้วแต่ไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสองเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143127 อีกตารางวาละ 3,000 บาท เป็นตารางวาละ 13,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 143130 ไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกประการหนึ่งว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่เมื่อใด โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาสรุปได้ว่าจำเลยทั้งสี่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า หลังจากพระราชกฤษฎีกาฯ ปี 2537 สิ้นสุดลง รัฐได้ออกพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับใหม่ในปี 2542 ซึ่งฝ่ายจำเลยดำเนินการเวนคืนที่ดินและกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ การคำนวณดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองจึงต้องพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2542 ซึ่งตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันสุดท้ายที่ฝ่ายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นต้นไป ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในปัญหาข้อนี้ไว้ถูกต้องแล้วไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในประเด็นข้อนี้อีก ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่รับฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143127 เพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดไว้อีกจำนวน 25,140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและนับตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้เป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 11 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสวาท แสงดาว กับพวก
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6638/2553
#501615
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่าในวันเกิดเหตุเพื่อนของจำเลยให้จำเลยดื่มยาชูกำลังโดยไม่ทราบว่ามียาเสพติดให้โทษผสมอยู่ เป็นฎีกาในทำนองว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องเป็นการขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 และให้ใช้มาตรา 157/1 แทนแต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่แตกต่างกับกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดลงโทษจำเลย

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง มีบทบัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย อันเป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของจำเลย และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้ โดยไม่จำต้องมีคำขอของโจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้องแต่อย่างใด แต่ต้องปรากฏว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ด้วย คดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ แต่ได้ความตามฎีกาของจำเลยและรายงานการสืบเสาะและพินิจของเจ้าพนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ ศาลจึงมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 92, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นบทกฎหมายที่โทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูกความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายในเวลา 2 ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนด 1 ปี (ที่ถูก คำขออื่นให้ยก)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่คุมความประพฤติและไม่รอการลงโทษ ยกคำขอให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าวันเกิดเหตุเพื่อนของจำเลยให้จำเลยดื่มยาชูกำลังโดยจำเลยไม่ทราบว่ามียาเสพติดให้โทษผสมอยู่ อันเป็นฎีกาในทำนองว่า จำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ยกคำขอให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่นั้น เห็นว่า แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 และให้ใช้ มาตรา 157/1 แทนแต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่แตกต่างกับกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดลงโทษจำเลยซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ที่ใช้ขณะกระทำความผิดมีบทบัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย อันเป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของจำเลย และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้ โดยไม่จำต้องมีคำขอของโจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้องแต่อย่างใด แต่ต้องปรากฏว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ด้วย คดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ แต่ได้ความตามฎีกาของจำเลยและรายงานการสืบเสาะและพินิจของเจ้าพนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ ศาลจึงมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157 ทวิ (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายสุวิทย์ คุณแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบวร กุลทนันทน์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2553
#503268
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ก็เป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษที่ศาลสามารลดโทษให้ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยซัดทอดว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้การในรายละเอียดของคดีเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ก็เป็นคดีเดียวกันกับที่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ซึ่งโจทก์มีพยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อยู่แล้ว การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น หรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่ง โดยไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางคดีนี้ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ กรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

การใช้ดุลพินิจลดโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 52 (2) นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นการเฉพาะ เนื่องจากข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่เหมือนกัน แม้เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเช่นเดียวกันก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอื่นไม่อาจนำมาใช้แก่คดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 138, 289, 371 และริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (เดิม) ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 80 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้รับหนังสือจากเรือนจำกลางบางขวางแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2552 โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า มีเหตุให้ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ก็เป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษที่ศาลสามารถจะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งคดีนี้ศาลล่างทั้งสองก็ได้ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยซัดทอดว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และต่อมาภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้การในรายละเอียดของคดีเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้เป็นการจับกุมในคดีเดียวกันกับที่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดซึ่งโจทก์มีพยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อยู่แล้ว การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้นั้นจะต้องเป็นเรื่องที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นหรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่ง โดยไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางคดีนี้ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ กรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงให้จำคุกตลอดชีวิตเหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยในข้อนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างคดีอื่นและขอให้ลดโทษเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี เห็นว่า การใช้ดุลพินิจลดโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) นั้น ศาลจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นการเฉพาะเนื่องจากข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่เหมือนกัน แม้เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเช่นเดียวกันก็ตาม สำหรับคดีที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกานั้นมีการลดโทษให้จริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดง อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงในคดีอื่นไม่อาจนำมาใช้แก่คดีนี้ได้ ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวนมากถึง 40,000 เม็ด สามารถแพร่กระจายไปในวงกว้างย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจและสังคมของชาติเป็นอย่างมาก พฤติการณ์การกระทำความผิดจึงร้ายแรง ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษด้วยเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาแก้ไขเปลี่ยนแปลงอีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายจำรัส เลาย้างหรือเจริญกุลธิวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรินทร์ สุทธิธรรมดำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2553
#509542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน โดยซัดทอดว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับ อ. หรือจำเลยที่ 2 และต่อมาภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้การในรายละเอียดของคดีเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ เป็นการจับกุมในคดีเดียวกันกับที่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ซึ่งโจทก์มีพยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อยู่แล้ว การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น หรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางคดีนี้ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 40,000 เม็ด น้ำหนัก 3,675.34 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 915.083 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเงิน 1,000,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิด ขนาดและยี่ห้อ ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก กับกระสุนปืนไม่ทราบขนาดจำนวน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและไม่มีเหตุได้รับยกเว้นโทษ ร่วมกันพาอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการกระทำการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเจ้าพนักงานตำรวจจำนวน 2 นัด โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยทั้งสองกับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจไหวตัวและหลบหลีกได้ทัน กระสุนปืนจึงไม่ถูกผู้ใด เหตุเกิดที่ตำบลเขื่อนผาก อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 138, 289, 371 และริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (เดิม) ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 80 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้รับหนังสือจากเรือนจำกลางบางขวางแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2552 ปรากฏตามสำเนามรณบัตรท้ายหนังสือของเรือนจำกลางบางขวาง โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อแรกว่า มีเหตุให้ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ โดยในข้อนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 สำนึกผิดลุแก่โทษ ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา และจำเลยที่ 1 ยังให้การเป็นประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนอันเป็นข้อมูลที่สำคัญในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ก็เป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษที่ศาลสามารถจะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งคดีนี้ศาลล่างทั้งสองก็ได้ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.20 โดยซัดทอดว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับนายเอ็ดหรือจำเลยที่ 2 และต่อมาภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้การในรายละเอียดของคดีเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ เป็นการจับกุมในคดีเดียวกันกับที่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ซึ่งโจทก์มีพยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อยู่แล้ว การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น หรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่ง โดยไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางคดีนี้ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ กรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงให้จำคุกตลอดชีวิตเหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยในข้อนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างคดีอื่นและขอให้ลดโทษเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี เห็นว่า การใช้ดุลพินิจลดโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) นั้น ศาลจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นการเฉพาะ เนื่องจากข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่เหมือนกัน แม้เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเช่นเดียวกันก็ตาม สำหรับคดีที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกานั้น มีการลดโทษให้จริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดง อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงในคดีอื่นไม่อาจนำมาใช้แก่คดีนี้ได้ ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวนมากถึง 40,000 เม็ด สามารถแพร่กระจายไปในวงกว้าง ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจและสังคมของชาติเป็นอย่างมาก พฤติการณ์การกระทำความผิดจึงร้ายแรง ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษด้วยเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาแก้ไขเปลี่ยนแปลงอีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายจำรัส เลาย้างหรือเจริญ กุลธิวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6634 -ที่ 6635/2553
#501583
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับพวกตกลงขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด ในราคา 500,000 บาท ให้แก่ร้อยตำรวจเอก จ. กับพวก ซึ่งร้อยตำรวจเอก จ. นำเงินจำนวน 500,000 บาท ไปให้จำเลยทั้งสองกับพวกตรวจนับและรอรับเมทแอมเฟตามีน แม้ต่อมาจำเลยทั้งสองกับพวกจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ร้อยตำรวจเอก จ. กับพวกเพียงจำนวน 19,800 เม็ด ขาดไปจำนวน 200 เม็ด ซึ่งภายหลังได้ตรวจพบและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด จากภายในรถยนต์ของพวกจำเลยทั้งสองก็ถือเป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของบกพร่องขาดจำนวนไปเท่านั้น หาทำให้กลับกลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันเพียง 19,800 เม็ดแต่อย่างใดไม่ โดยยังคงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 20,000 เม็ด ให้แก่ร้อยตำรวจเอก จ. กับพวกไปทั้งหมดในคราวเดียวกัน ไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ที่จำเลยทั้งสองกับพวกอีก การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม)), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามมาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 33 ปี 4 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ร้อยตำรวจเอกจุมพลกับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จับกุมจำเลยที่ 2 ได้ โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย เมื่อส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยของกลางรายการแรกจำนวน 19,800 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 361.013 กรัม ของกลางรายการที่ 2 จำนวน 200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.733 กรัม มีปัญหาข้อกฎหมายที่สมควรวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกในตอนแรกว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งในทางพิจารณาของโจทก์ก็ได้ความว่า เมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกได้เจรจากับดาบตำรวจไพศาลศิลป์และจ่าสิบตำรวจปัญญาแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกก็ตกลงที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้จำนวน 20,000 เม็ด ในราคา 500,000 บาท หรือเม็ดละ 25 บาท ต่อมาร้อยตำรวจเอกจุมพลก็ได้เตรียมเงินที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 500,000 บาท ไปให้จำเลยทั้งสองกับพวกตรวจนับและรอรับเมทแอมเฟตามีนต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองกับพวกฝ่ายหนึ่งกับพยานโจทก์ทั้งสามอีกฝ่ายหนึ่งมีเจตนาหรือคำเสนอและคำสนองตรงกันที่จะจำหน่ายและรับซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด ในราคา 500,000 บาท แล้ว ต่อมาเมื่อมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองกับพวกจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เพียงจำนวน 19,800 เม็ด ขาดไป 200 เม็ด ต่อมาได้ตรวจพบและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด จากภายในรถยนต์ของพวกจำเลยทั้งสองในภายหลังก็ตาม ก็ถือเป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของบกพร่องขาดจำนวนไปเท่านั้น หาทำให้กลับกลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันเพียง 19,800 เม็ด ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนหลังว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแต่อย่างใดไม่ ยังคงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 20,000 เม็ด ให้แก่พยานโจทก์ผู้ล่อซื้อไปทั้งหมดสำเร็จแล้ว เมื่อเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับเมทแอมเฟตามีนที่ได้จำหน่ายไปเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเท่ากับจำเลยทั้งสองกับพวกจำหน่ายหมดไปในคราวเดียวกันโดยไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ที่จำเลยทั้งสองกับพวกอีก การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง และมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้เป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรมนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเลาป่าหรือล่อป่า เยี่ยเปียกู่หรือสิทธิศักดิ์ศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายพิเชษฐ์ วังศานุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชนินทร์ ใช้ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6615/2553
#507258
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลย คู่สัญญาจึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือและจำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องแก่โจทก์ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้โอนขายห้องชุดทั้งสองห้องแก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา ดังนี้ การชำระหนี้ของจำเลยในการที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์จึงกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยอาจซื้อห้องชุดคืนมาโอนให้โจทก์ได้หรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 389 โดยหาจำต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา 387 ก่อน การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันเพราะโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยจำต้องคืนราคาห้องชุดที่โจทก์ชำระแล้วแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดจากจำเลย แล้วจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,207,088.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,374,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยเสนอที่จะให้ลดจำนวนห้องที่โจทก์จะซื้อลงเหลือเพียง 1 ห้อง แต่จำเลยไม่ได้ตกลงด้วย ต่อมาเมื่อจำเลยก่อสร้างห้องชุดเสร็จ จำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์มารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้อง แต่โจทก์เพิกเฉยไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินงวดสุดท้ายตามที่กำหนดในสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด จำเลยมีสิทธิโดยชอบที่จะนำห้องชุดออกขายแก่บุคคลภายนอกได้ หลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้ว หากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเฉพาะเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วเท่านั้น โดยจำเลยไม่จำต้องเสียดอกเบี้ยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดจากจำเลย 2 ห้อง คือห้องหมายเลขที่ 1807 บี ทำสัญญาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2537 ในราคา 2,936,330 บาท โจทก์ได้ชำระราคาส่วนหนึ่งแล้วเป็นเงิน 1,174,400 บาท และห้องเลขที่ 2009 บี ทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 ในราคา 2,999,480 บาท โจทก์ได้ชำระราคาส่วนหนึ่งแล้วเป็นเงิน 1,199,700 บาท ส่วนที่เหลือของทั้งสองสัญญาจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและฟ้องเรียกเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยแล้วคืนพร้อมดอกเบี้ย ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาเดิมตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเหลือห้องเดียว แต่ยังคงถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมทั้งสองฉบับทุกประการ หลังจากจำเลยก่อสร้างห้องชุดเสร็จ จำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ แต่โจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำแก้อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อน ในปัญหาว่าสัญญาเลิกกันเพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาหรือไม่ นางสาวนิตยา ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกบริการลูกค้าของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยก่อสร้างอาคารชุดเสร็จเมื่อประมาณกลางปี 2540 ได้ติดต่อลูกค้ามารับโอนห้องชุด ลูกค้าหลายรายได้รับโอนห้องชุดไปแล้ว จำเลยแจ้งให้โจทก์มาตรวจและรับโอนห้องชุดกับชำระราคาส่วนที่เหลือ โจทก์มาดูห้องชุดแต่ยังไม่ประสงค์จะรับโอนในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับโอนห้องชุดทั้งสองห้องและชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยแล้วตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ต่อมาโจทก์ติดต่อสอบถามว่า หากลดห้องชุดเหลือเพียงห้องเดียวและโอนเงินที่ชำระไว้แล้ว สำหรับอีกห้องหนึ่งที่ต้องการยกเลิกมารวมเป็นค่าห้องชุดที่เหลือห้องเดียว ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นอย่างไร พยานได้แจ้งโจทก์ด้วยว่าให้โจทก์ทำเป็นหนังสือเข้ามาเพื่อพยานจะได้เสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจทำสัญญาอนุมัติ หากมีการอนุมัติก็ต้องทำสัญญาฉบับใหม่กันต่อไป แต่โจทก์ไม่ได้ติดต่อกลับมาแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยได้ส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดทั้งสองห้องและชำระราคาส่วนที่เหลือในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 หากโจทก์ไม่มารับโอนถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและจำเลยขอให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 แต่โจทก์ไม่มารับโอน โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยนัดให้โจทก์ไปดูห้องชุดเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2540 โจทก์ไปดูแล้วขณะนั้นยังไม่ทาสีห้อง ลิฟต์ยังไม่เสร็จ ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2541 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปตรวจดูห้องชุดอีกครั้งหนึ่ง โจทก์ไปดูแล้วเห็นว่ายังไม่เสร็จ โจทก์แจ้งให้จำเลยแก้ไขปรับปรุงงาน โจทก์ได้เตรียมเงินไว้เพื่อจะรับโอนห้องชุด แต่ขณะนั้นเศรษฐกิจไม่ดีจึงได้นำเงินไปใช้ในกิจการของโจทก์ก่อน โจทก์ได้ติดต่อจำเลยขอรับโอนห้องชุดห้องเดียวคือห้องเลขที่ 2009 บี ติดต่อกันทางโทรสาร จำเลยตกลงตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 โจทก์ไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ของจำเลย ต่อมาเมื่อจำลเยนำห้องชุดออกขายแก่บุคคลภายนอกเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงให้ทนายความบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 ปัญหาว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดทั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 โดยตกลงซื้อขายกันเหลือเพียงห้องเดียวดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ หากโจทก์จำเลยมีการตกลงแก้ไขจริงน่าจะต้องทำสัญญากันเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่เพียงแต่มีโทรสาร 2 แผ่นที่ระบุว่าเป็นรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ โดยไม่มีรายละเอียดของข้อตกลง ทั้งไม่มีการลงชื่อของคู่สัญญาฝ่ายใดเลย พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงแก้ไขสัญญากันโดยเหลือห้องชุดเพียงห้องเดียวดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ปัญหาว่า สัญญาเลิกกันเพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาหรือไม่นั้น ตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับกำหนดเรื่องวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในสัญญาข้อ 4 ว่า หลังจากจำเลยได้ดำเนินการก่อสร้างห้องชุดแล้วเสร็จ จำเลยจะมีหนังสือแจ้งกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน สำหรับหนังสือแจ้งวันนัดโอนกรรมสิทธิ์และบอกเลิกสัญญาของจำเลยลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.3 นั้น ปรากฏว่าส่งให้โจทก์ได้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.4 แม้ในหนังสือตามเอกสารหมาย ล.3 จะระบุว่าหากโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่จำเลยแจ้งคือวันที่ 11 สิงหาคม 2540 จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาก็ตาม แต่การบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่ชอบด้วยสัญญาข้อ 4 เนื่องจากแจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ทราบล่วงหน้าน้อยกว่า 7 วัน ส่วนหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งระบุว่าจำเลยนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการส่งหนังสือดังกล่าวแก่โจทก์ แม้จำเลยมีเอกสารหมาย ล.6 มาส่งศาลว่าจำเลยได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้ว่า จำเลยได้ส่งเอกสารหมาย ล.6 ให้โจทก์แล้ว แต่ไปรษณีย์ตอบรับหายไปก็ตาม แต่ตามเอกสารหมาย ล.6 ก็ปรากฏว่ามีการแจ้งความหลังจากถูกโจทก์ฟ้องแล้ว ทั้งตามเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งวันนัดโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยในวันใด การแจ้งวันนัดชอบด้วยสัญญาข้อ 4 หรือไม่ก็ไม่ปรากฏ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ก็ยังนำสืบต่อสู้อยู่ว่าโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจากจำเลย ดังนี้ แม้เอกสารหมาย ล.5 จะมีข้อความว่าหากโจทก์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยขอให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยข้อสัญญา สัญญาจึงหาได้เลิกกันเพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาดังที่จำเลยแก้ฎีกาไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลย คู่สัญญาจึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือ และจำเลยมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องแก่โจทก์ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้โอนขายห้องชุดทั้งสองห้องแก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา ดังนี้ การชำระหนี้ของจำเลยในการที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์จึงกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยอาจซื้อห้องชุดคืนมาโอนให้โจทก์ได้หรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 389 โดยหาจำต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา 387 ก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2542 ระหว่างนายกุน โจทก์ นางผิว จำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันเพราะโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยต้องคืนราคาห้องชุดที่โจทก์ชำระแล้วแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 7 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าหากจำเลยผิดสัญญาจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเฉพาะเงินที่โจทก์ชำระแล้ว โดยจำเลยไม่จำต้องเสียดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 15.2 จะกำหนดว่าในกรณีจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยจำเลยจะคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด โดยไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีข้อห้ามไม่ให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา จะเห็นได้จากสัญญาข้อ 14 วรรคท้าย ที่กำหนดว่าในกรณีที่โครงกานไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เพราะเหตุที่กล่าวในวรรคแรก (เช่น การก่อจลาจล สงครามกลางเมือง การนัดหยุดงาน ข้อพิพาทแรงงาน การขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง) จำเลยยินยอมคืนเงินที่ได้รับมาจากโจทก์ทั้งหมด โดยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ดังนี้ หากคู่สัญญาประสงค์จะห้ามโจทก์เรียกดอกเบี้ยในกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาก็น่าจะระบุไว้เช่นนั้นด้ว แต่ก็หาได้ระบุไว้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ตามกฎหมาย สำหรับจำนวนเงินดอกเบี้ยที่โจทก์คิดตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 จากต้นเงินในแต่ละงวดที่โจทก์จ่ายไปก่อนวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 โจทก์คิดตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2538 และหลังจากเดือนกรกฎาคม 2538 คิดตั้งแต่วันที่จำเลยรับเงินไป รวมกันทั้งหมดเป็นจำนวนเงินดอกเบี้ยตามที่โจทก์ขอในฟ้องนั้นไม่เกินไปกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ด้วย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,207,088.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยะละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,374,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 387 ม. 389 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร ทวีโชติกิจเจริญ
จำเลย — บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6615/2553
#510175
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้โอนขายห้องชุดแก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา การชำระหนี้ของจำเลยในการที่จะต้องโอนกรรมสิทธิห้องชุดแก่โจทก์จึงกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยอาจซื้อห้องชุดคืนมาโอนให้โจทก์ได้หรือไม่ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 389 โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา 387 ก่อน

สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดว่าในกรณีจำเลยผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยจำเลยจะคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด โดยไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ แต่สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีข้อห้ามไม่ให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดในโครงการสี่พระยาริเวอร์วิวจากจำเลย 1 ห้อง คือ ห้องเลขที่ 1807 บี เนื้อที่ประมาณ 64 ตารางเมตร ในราคา 2,936,330 บาท ชำระราคาในวันจองเป็นเงิน 20,000 บาท และชำระเงินดาวน์อีก 30 งวด งวดที่ 1 จำนวน 38,720 บาท งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 10 ชำระงวดละ 58,720 บาท งวดที่ 11 ถึงงวดที่ 30 ชำระงวดละ 29,360 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในเดือนมิถุนายน 2540 โจทก์ชำระเงินจองและเงินดาวน์ครบถ้วนแล้วรวมเป็นเงิน 1,174,400 บาท ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดอีก 1 ห้อง ในโครงการเดียวกัน ห้องเลขที่ 2009 บี เนื้อที่ประมาณ 64 ตารางเมตร ในราคา 2,999,480 บาท ชำระราคาในวันจอง 20,000 บาท และชำระเงินดาวน์อีก 30 งวด งวดที่ 1 จำนวน 39,990 บาท งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 10 ชำระงวดละ 59,990 บาท งวดที่ 11 ถึงงวดที่ 30 ชำระงวดละ 29,990 บาท ส่วนที่เหลือชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในเดือนมิถุนายน 2540 โจทก์ชำระเงินจองและเงินดาวน์ครบถ้วนแล้วรวมเป็นเงิน 1,199,700 บาท ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2541 โจทก์และจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จากเดิมสองห้องเป็นห้องเดียว คือห้องเลขที่ 2009 บี ในราคาเดิม โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์โอนเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 1807 บี มารวมเป็นค่าห้องชุดตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 2009 บี จึงเหลือยอดเงินที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยในการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเงิน 625,314 บาท ตามสำเนาหนังสือค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 แต่จำเลยผิดสัญญาโดยนำห้องชุดดังกล่าวไปโอนขายแก่บุคคลภายนอก ในระหว่างที่โจทก์ดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระค่างวดครั้งสุดท้ายแก่จำเลย โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,374,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป รวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 832,988.31 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,207,088.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 2,374,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยเสนอที่จะให้ลดจำนวนห้องที่โจทก์จะซื้อลงเหลือเพียง 1 ห้อง แต่จำเลยไม่ได้ตกลงด้วยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 เป็นเพียงใบแสดงรายการที่จำเลยเขียนขึ้นอย่างคร่าวๆ ในการประเมินค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากโจทก์สอบถามถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าเป็นจำนวนเท่าไร จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น เมื่อโจทก์เพิกเฉยเสีย สัญญาฉบับใหม่จึงยังไม่เกิดขึ้นต้องถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมทุกประการ โจทก์ผ่อนชำระค่างวดล่าช้ากว่าที่กำหนดในสัญญาเรื่อยมา ต่อมาเมื่อจำเลยก่อสร้างห้องชุดเสร็จ จำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์มารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้อง แต่โจทก์เพิกเฉยไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินงวดสุดท้ายตามที่กำหนดในสัญญา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด จำเลยมีสิทธิโดยชอบที่จะนำห้องชุดออกขายแก่บุคคลภายนอกได้ หลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้ว หากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเฉพาะเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วเท่านั้น โดยจำเลยไม่จำต้องเสียดอกเบี้ยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดจากจำเลย 2 ห้อง คือห้องเลขที่ 1807 บี ทำสัญญาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2537 ในราคา 2,936,330 บาท โจทก์ได้ชำระราคาส่วนหนึ่งแล้วเป็นเงิน 1,174,400 บาท และห้องเลขที่ 2009 บี ทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 ในราคา 2,999,480 บาท โจทก์ได้ชำระราคาส่วนหนึ่งแล้วเป็นเงิน 1,199,700 บาท ส่วนที่เหลือของทั้งสองสัญญาจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและฟ้องเรียกเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยแล้วคืนพร้อมดอกเบี้ยศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาเดิมตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเหลือห้องเดียว แต่ยังคงถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมทั้งสองฉบับทุกประการ หลังจากจำเลยก่อสร้างห้องชุดเสร็จ จำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือ แต่โจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาโดยจำเลยนำสืบว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ปัญหาดังกล่าวจำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำแก้อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อน ในปัญหาว่าสัญญาเลิกกันเพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาหรือไม่ นางสาวนิตยา ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกบริการลูกค้าของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยก่อสร้างอาคารชุดเสร็จเมื่อประมาณกลางปี 2540 ได้ติดต่อลูกค้ามารับโอนห้องชุด ลูกค้าหลายรายได้รับโอนห้องชุดไปแล้วตามเอกสารหมาย ล. 2 จำเลยแจ้งให้โจทก์มาตรวจและรับโอนห้องชุดกับชำระราคาส่วนที่เหลือ โจทก์มาดูห้องชุดแต่ยังไม่ประสงค์จะรับโอนในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับโอนห้องชุดทั้งสองห้องและชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ได้รับหนังสือของจำเลยแล้วตามเอกสารหมาย ล. 3 และ ล. 4 ต่อมาโจทก์ติดต่อสอบถามว่า หากลดห้องชุดเหลือห้องเดียวและโอนเงินที่ชำระไว้แล้วสำหรับอีกห้องหนึ่งที่ต้องการยกเลิกมารวมเป็นค่าห้องชุดที่เหลือห้องเดียว ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นอย่างไร พยานได้คำนวณตัวเลขคร่าวๆ ส่งไปให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 พยานได้แจ้งโจทก์ด้วยว่าให้โจทก์ทำเป็นหนังสือเข้ามาเพื่อพยานจะได้เสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจทำสัญญาอนุมัติ หากมีการอนุมัติก็ต้องทำสัญญาฉบับใหม่กันต่อไป แต่โจทก์ไม่ได้ติดต่อกลับมาแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยได้ส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดทั้งสองห้องและชำระราคาส่วนที่เหลือในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 หากโจทก์ไม่มารับโอนถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและจำเลยขอให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ตามเอกสารหมาย ล. 5 และ ล. 6 แต่โจทก์ไม่มารับโอน โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยนัดให้โจทก์ไปดูห้องชุดเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2540 โจทก์ไปดูแล้วขณะนั้นยังไม่ทาสีห้อง ลิฟต์ยังไม่เสร็จ ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2541 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปตรวจดูห้องชุดอีกครั้งหนึ่ง โจทก์ไปดูแล้วเห็นว่ายังไม่เสร็จ โจทก์แจ้งให้จำเลยแก้ไขปรับปรุงงาน โจทก์ได้เตรียมเงินไว้เพื่อจะรับโอนห้องชุด แต่ขณะนั้นเศรษฐกิจไม่ดีจึงได้นำเงินไปใช้ในกิจการของโจทก์ก่อน โจทก์ได้ติดต่อจำเลยขอรับโอนห้องชุดห้องเดียวคือห้องเลขที่ 2009 บี ติดต่อกันทางโทรสาร จำเลยตกลงตามเอกสารหมาย จ. 8 และ จ.9 โจทก์ไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ของจำเลย ต่อมาเมื่อจำเลยนำห้องชุดออกขายแก่บุคคลภายนอกเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงให้ทนายความบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ. 14 และ จ.15 ปัญหาว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดทั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ. 4 และ จ. 6 โดยตกลงซื้อขายกันเหลือเพียงห้องเดียวดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ หากโจทก์จำเลยมีการตกลงแก้ไขจริงน่าจะต้องทำสัญญากันเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่เพียงแต่มีโทรสาร 2 แผ่น ที่ระบุว่าเป็นรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ โดยไม่มีรายละเอียดของข้อตกลงทั้งไม่มีการลงชื่อของคู่สัญญาฝ่ายใดเลย พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงแก้ไขสัญญากันโดยเหลือห้องชุดเพียงห้องเดียวดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ปัญหาว่า สัญญาเลิกกันเพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาหรือไม่นั้น ตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสองฉบับกำหนดเรื่องวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในสัญญาข้อ 4 ว่า หลังจากจำเลยได้ดำเนินการก่อสร้างห้องชุดแล้วเสร็จ จำเลยจะมีหนังสือแจ้งกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน สำหรับหนังสือแจ้งวันนัดโอนกรรมสิทธิ์และบอกเลิกสัญญาของจำเลยลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล. 3 นั้น ปรากฏว่าส่งให้โจทก์ได้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล. 4 แม้ในหนังสือตามเอกสารหมาย ล. 3 จะระบุว่าหากโจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่จำเลยแจ้งคือวันที่ 11 สิงหาคม 2540 จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาก็ตาม แต่การบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่ชอบด้วยสัญญาข้อ 4 เนื่องจากแจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ทราบล่วงหน้าน้อยกว่า 7 วัน ส่วนหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งระบุว่า จำเลยนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการส่งหนังสือดังกล่าวแก่โจทก์ แม้จำเลยจะมีเอกสารหมาย ล.6 มาส่งศาลว่าจำเลยได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันไว้ว่าจำเลยได้ส่งเอกสารหมาย ล.5 ให้โจทก์แล้ว แต่ไปรษณีย์ตอบรับหายไปก็ตาม แต่ตามเอกสารหมาย ล. 6 ก็ปรากฏว่ามีการแจ้งความหลังจากถูกโจทก์ฟ้องแล้ว ทั้งตามเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งวันนัดโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยในวันใด การแจ้งวันนัดชอบด้วยสัญญาข้อ 4 หรือไม่ก็ไม่ปรากฏ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ก็ยังนำสืบต่อสู้อยู่ว่าโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจากจำเลย ดังนี้ แม้เอกสารหมาย ล.5 จะมีข้อความว่าหากโจทก์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยขอให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยข้อสัญญา สัญญาจึงหาได้เลิกกันเพราะจำเลยบอกเลิกสัญญาดังที่จำเลยแก้ฎีกาไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันเพราะการบอกเลิกสัญญาของจำเลย คู่สัญญาจึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือ และจำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องแก่โจทก์ แต่ได้ความตามคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้โอนขายห้องชุดทั้งสองห้องแก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญา ดังนี้ การชำระหนี้ของจำเลยในการที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์จึงกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยอาจซื้อห้องชุดคืนมาโอนให้โจทก์ได้หรือไม่ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 389 โดยหาจำต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา 387 ก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1504/2542 ระหว่างนายกุน โจทก์ นางผิว จำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันเพราะโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ จำเลยจำต้องคืนราคาห้องชุดที่โจทก์ชำระแล้วแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 7 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าหากจำเลยผิดสัญญาจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเฉพาะเงินที่โจทก์ชำระแล้ว โดยจำเลยไม่จำต้องเสียดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 15.2 จะกำหนดว่าในกรณีจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยจำเลยจะคืนเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด โดยไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีข้อห้ามไม่ให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา จะเห็นได้จากสัญญาข้อ 14 วรรคท้าย ที่กำหนดว่าในกรณีที่โครงการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เพราะเหตุที่กล่าวในวรรคแรก (เช่น การก่อจลาจล สงครามกลางเมือง การนัดหยุดงาน ข้อพิพาทแรงงาน การขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง) จำเลยยินยอมคืนเงินที่ได้รับมาจากโจทก์ทั้งหมด โดยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ดังนี้ หากคู่สัญญาประสงค์จะห้ามโจทก์เรียกดอกเบี้ยในกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาก็น่าจะระบุไว้เช่นนั้นด้วย แต่ก็หาได้ระบุไว้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ตามกฎหมาย สำหรับจำนวนเงินดอกเบี้ยที่โจทก์คิดตามเอกสารหมาย จ. 16 และ จ. 17 จากต้นเงินในแต่ละงวดที่โจทก์จ่ายไปก่อนวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 โจทก์คิดตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2538 และหลังจากเดือนกรกฎาคม 2538 คิดตั้งแต่วันที่จำเลยรับเงินไป รวมกันทั้งหมดเป็นจำนวนเงินดอกเบี้ยตามที่โจทก์ขอในฟ้องนั้นไม่เกินไปกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ด้วย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,207,088.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,374,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 389 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร ทวีโชติกิจเจริญ
จำเลย — บริษัท แอล.พีเอ็น.ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6589/2553
#501597
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับจำเลย 12,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย จึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ถือได้ว่าเป็นฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยอยู่ในตัว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็น จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (ที่ถูก 15 วรรคหนึ่ง), 67 จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเดือนละครั้งเป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้น ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านนายมานิตย์ พบจำเลยเล่นการพนันอยู่ในบ้านเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 4 ฉบับ เป็นของกลาง จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการจับกุมจำเลยเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แต่ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับกับจำเลย สายลับไปล่อซื้อโดยลำพังเพียงคนเดียว ส่วนสิบตำรวจเอกอภิชาติและจ่าสิบตำรวจชัยเดชกับพวกซุ่มอยู่ปากทางเข้าบ้านนายมานิตย์ห่างประมาณ 100 ถึง 120 เมตร ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจเอกอภิชาติตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานและชุดจับกุมไม่เห็นในขณะที่สายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จ่าสิบตำรวจชัยเดชก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานและสิบตำรวจเอกอภิชาติไม่เห็นการล่อซื้อและเมื่อจ่าสิบตำรวจชัยเดชมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้สายลับไปสักพักหนึ่ง สายลับกลับมาพร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้จ่าสิบตำรวจชัยเดชโดยบอกว่าซื้อมาจากจำเลย พยานโจทก์จึงไม่มีผู้ใดรู้เห็นการล่อซื้อ จะมีการล่อซื้อจริงหรือไม่ ไม่มีพยานหลักฐานโจทก์ยืนยันในเรื่องนี้ ส่วนสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่อ้างว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย 2 เม็ด นั้น โจทก์ไม่นำมาเบิกความยืนยัน จ่าสิบตำรวจชัยเดชเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังเกิดเหตุไม่มีการนำสายลับมาชี้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย สิบตำรวจเอกอภิชาติก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจับกุมจำเลยไม่ได้นำสายลับมาชี้ตัวจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานให้รับฟังว่าสายลับจะได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยหรือไม่ ทั้งจำเลยเองก็ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา และเมทแอมเฟตามีนของกลางที่สายลับมอบให้พยานผู้ร่วมจัมกุมก็ไม่เป็นการแน่นอนว่าจะเป็นเมทแอมเฟตามีนที่สายลับซื้อมาจากจำเลย ขณะที่พยานโจทก์เข้าตรวจค้นบ้านนายมานิตย์ปรากฏว่ามีการเล่นการพนันกันอยู่ นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นอีกประมาณ 4 ถึง 5 คน ที่เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าพบธนบัตรที่มอบให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในกระเป๋าเสื้อที่จำเลยสวมใส่อาจเป็นธนบัตรที่จำเลยได้มาจากการเล่นการพนันก็เป็นได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง สำหรับข้อหาฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ได้ความจากผู้ร่วมจับกุมพยานโจทก์ทั้งสอง เมื่อพยานกับพวกเข้าตรวจค้นบ้านนายมานิตย์ เห็นจำเลยวิ่งเข้าห้องน้ำ พยานโจทก์วิ่งตามเข้าไป เห็นจำเลยนั่งยอง ๆ ตรงซอกในห้องน้ำ ทำท่าเหมือนนำสิ่งของยัดใส่ในท่อระบายน้ำ พยานโจทก์ราดน้ำเข้าไปในท่อระบายน้ำ จากนั้นสิบตำรวจเอกอภิชาติกับพวกพาจำเลย ไปดูบริเวณปลายท่อระบายน้ำพบหลอดกาแฟปิดหัวท้ายภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5 เม็ด ส่วนที่เปียกน้ำอีก 3 เม็ด สอบถามจำเลยรับว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลย เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์แล้ว พยานโจทก์ทั้งสองต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความจริง ทั้งจำเลยก็เบิกความยอมรับ มีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นในบ้าน จำเลยวิ่งหนีหลบเข้าไปในห้องน้ำ และเจ้าพนักงานตำรวจค้นภายในห้องน้ำพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในท่อระบายน้ำ ซึ่งหากพยานโจทก์ไม่เห็นการกระทำของจำเลย ขณะอยู่ในห้องน้ำแล้วก็คงไม่สามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ปลายท่อระบายน้ำได้ ประกอบกับบันทึกการจับกุมระบุว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปที่บ้านนายมานิตย์เห็นจำเลยวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ และทิ้งสิ่งของลงในท่อระบายน้ำ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีสมเดช พนักงานสอบสวนเบิกความ พยานได้สอบปากคำจ่าสิบตำรวจชัยเดชและสิบตำรวจเอกอภิชาติไว้ และพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งบันทึกระบุว่าจำเลยทิ้งสิ่งของลงในท่อระบายน้ำ ที่จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะกลัวเจ้าพนักงานตำรวจจะทำร้ายนั้น มีแต่จำเลยเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองต่างเบิกความเพียงว่า เห็นจำเลยทิ้งสิ่งของลงในท่อระบายน้ำและพบเมทแอมเฟตามีนที่ปลายท่อระบายน้ำโดยมิได้เบิกความเลยว่า นอกจากจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว จำเลยกระทำการอย่างใด อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ใคร ที่ไหน และอย่างไร แต่ได้ความจากพยานโจทก์ปากจ่าสิบตำรวจชัยเดชเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ลักษณะหลอดกาแฟของกลางปิดหัวท้ายซึ่งต้องตัดปลายที่ปิดออกถึงจะนำเมทแอมเฟตามีนมาได้ และพันตำรวจตรีสมเดชเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดกาแฟปิดผนึกหัวท้าย ไม่มีร่องรอยการแกะหรือเปิดออก เมื่อพิจารณาถึงเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุในหลอดกาแฟปิดหัวท้ายจำนวน 8 เม็ด โดยไม่ได้แบ่งบรรจุทีละเม็ดเพื่อสะดวกในการขาย ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางเพียง 8 เม็ด ถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด ฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ฟังได้เพียง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษปรับจำเลย 12,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย จึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ถือได้ว่าเป็นฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยอยู่ในตัว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 21,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 คงปรับ 14,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายชาติชายหรือเจี๊ยบ ผิวงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6584/2553
#504677
เปิดฉบับเต็ม

แม้ค่าทนายความจะเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสาม จะบัญญัติว่า ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชำระแทนฝ่ายผู้บริโภคที่ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดีโดยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความ คดีจึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยชำระแทนโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน จำนวน 1,441,473.96 บาท แก่นายโสฬส พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 905,807 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่นายทวีศักดิ์ จำนวน 1,080,298.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 673,112 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่นางสาวอ้อย จำนวน 845,091.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 546,355 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ แก่นายกำพล จำนวน 811,436.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 560,008 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางอารีรัตน์ จำนวน 918,716.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 580,008 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายดำรงค์ จำนวน 892,445.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 580,008 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,441,473.96 บาท แก่นายโสฬส พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 905,807 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่นายทวีศักดิ์ จำนวน 1,080,298.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 673,112 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่นางสาวอ้อย จำนวน 845,091.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 546,355 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายกำพล จำนวน 811,436.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 560,008 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่นางอารีรัตน์ จำนวน 918,716.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 580,008 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายดำรงค์ จำนวน 892,445.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 580,008 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า แม้ค่าทนายความจะเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง (มาตรา 161 วรรคสอง เดิม) และตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคสาม จะบัญญัติว่า ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชำระแทนฝ่ายผู้บริโภคที่ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี โดยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความ คดีจึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนค่าทนายความ ที่ศาลอุทธรณ์จะใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยชำระแทนโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 30,000 บาท มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 18 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมจิตร มากบัว
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปรัญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6582/2553
#507432
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จะต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันทราบคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แต่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือนไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่วงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเกิน 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลเท่ากับไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์นี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาและแก้ไขคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 30,155,791.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 26,200,566.15 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์เป็นเงิน 2,024,888.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 130488, 157971, 41143, 157970, 144921 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ หากไม่พอให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามส่วนความรับผิดของจำเลยแต่ละคนแก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ในส่วนค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 และในส่วนของค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายขอขยายถึงภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ว่า จำเลยที่ 2 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่ตนมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ตามที่ศาลกำหนด และตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ จึงไม่อาจขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

วันที่ 24 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งเกิน 1 เดือน ที่จำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์คำสั่งได้ จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 เกินกว่า 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วย ชอบที่จำเลยที่ 2 จะต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันทราบคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แต่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน ไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 เกินกว่า 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลเท่ากับไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์นี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
โดยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทฟิวเจอร์ไฮเทค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2553
#501608
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ก็ตาม เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสอง เป็นเงินคนละ 15,000 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 ปรากฏตามใบมรณะบัตรท้ายคำแถลง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
นาง พ. ในฐานะส่วนตัวและ
โจทก์ร่วม — ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ก.
จำเลย — พระสุชิน คำสอนหรือนายสุชิน คำสอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายชัยศักดิ์ คงฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6491/2553
#501973
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ว่า ไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันออกสำรวจที่ดินในนามของสมาคมเกษตรก้าวหน้า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียหายร้องทุกข์ไว้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น มีความหมายทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกตามคำฟ้องไม่เป็นความผิดทางอาญาที่ศาลจะมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกได้ แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไม่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 56 แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความโดยตรงว่า จำเลยทั้งหกได้ดำเนินกิจการในนามของสมาคมเกษตรกรก้าวหน้า แต่เมื่ออ่านคำฟ้องทั้งหมดแล้วก็สามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งหกดำเนินกิจการดังกล่าวในนามของสมาคมเกษตรกรก้าวหน้านั้นเอง เมื่อสมาคมเกษตรกรก้าวหน้าไม่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นกรรมการสมาคมเกษตรกรก้าวหน้า ย่อมเป็นการดำเนินกิจการอันผิดวัตถุประสงค์ของสมาคม คำฟ้องของโจทก์ครบถ้วนในองค์ประกอบความผิดส่วนแรกแล้ว นอกจากนี้ โจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า หากรัฐบาลมีโครงการซื้อที่ดินตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างแล้ว จะทำให้รัฐบาลต้องซื้อที่ดินราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยทั้งหกได้รับเงินส่วนที่เกินจากราคาที่ประชาชนเสนอขาย และหากรัฐบาลไม่มีโครงการรับซื้อที่ดินจากประชาชนตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างแล้ว จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลกับเข้าใจว่ารัฐบาลและราชการหลอกลวงประชาชน นำไปสู่ความไม่สงบสุขกับเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของรัฐได้ คำฟ้องของโจทก์ย่อมครบถ้วนในองค์ประกอบความผิดส่วนหลังแล้ว โดยโจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่ามีผู้ร้องทุกข์ไว้ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติให้ต้องมีในคำฟ้อง

ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยอ้างว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 แล้ว ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยการรอการลงโทษเช่นกัน จำเลยทั้งหกไม่เคยกระทำความผิดอาญาอื่นใดมาก่อน และตามประวัติส่วนตัวมีเหตุที่จะรอการลงโทษได้ ทั้งการกำหนดโทษให้แก่จำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิด ไม่สามารถแบ่งแยกได้ เห็นว่า ตาม ป.อ. มาตรา 56 ศาลมีอำนาจกำหนดโทษของจำเลย โดยพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคล หาใช่ต้องยกประโยชน์หรือต้องกำหนดโทษให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วยแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 56 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งหกขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 56 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งหกคนละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 คนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยทั้งหกคนละ 6 เดือนและปรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 คนละ 10,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เห็นสมควร มีกำหนดคนละ 30 ชั่วโมง ภายในเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาในข้อแรก ไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งหกร่วมกันออกสำรวจที่ดินในนามของสมาคมเกษตรกรก้าวหน้า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียหายร้องทุกข์ไว้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความหมายทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกตามคำฟ้องไม่เป็นความผิดทางอาญาที่ศาลจะมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกได้ แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไม่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกตามคำฟ้องของโจทก์เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 56 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "กรรมการของสมาคมผู้ใดดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์ของสมาคม และการดำเนินกิจการนั้นเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ ต้องระวางโทษ...." แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่มีข้อความโดยตรงว่า จำเลยทั้งหกได้ดำเนินกิจการในนามของสมาคมเกษตรกรก้าวหน้า แต่เมื่ออ่านคำฟ้องทั้งหมดแล้ว ก็สามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งหกดำเนินกิจการในนามของสมาคมเกษตรกรก้าวหน้า สมาคมเกษตรกรก้าวหน้าไม่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการ การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นกรรมการสมาคมเกษตรกรก้าวหน้า ย่อมเป็นการดำเนินกิจการอันผิดวัตถุประสงค์ของสมาคม คำฟ้องของโจทก์ครบถ้วนในองค์ประกอบความผิดส่วนแรกแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า หากรัฐบาลมีโครงการซื้อที่ดินตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างแล้ว จะทำให้รัฐบาลต้องซื้อที่ดินในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยทั้งหกได้รับเงินส่วนที่เกินจากราคาที่ประชาชนเสนอขาย และหากรัฐบาลไม่มีโครงการรับซื้อที่ดินจากประชาชนตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างแล้ว จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาล กับเข้าใจว่ารัฐบาลและราชการหลอกลวงประชาชน นำไปสู่ความไม่สงบสุขกับเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของรัฐได้ คำฟ้องของโจทก์ย่อมครบถ้วนในองค์ประกอบความผิดส่วนหลังแล้ว โดยโจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่ามีผู้ร้องทุกข์ไว้ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติให้ต้องมีในคำฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งหกตามคำฟ้องของโจทก์เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 56 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยอ้างว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 แล้ว ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยการรอการลงโทษเช่นกัน จำเลยทั้งหกไม่เคยกระทำความผิดอาญาอื่นใดมาก่อน และตามประวัติส่วนตัวมีเหตุที่จะรอการลงโทษได้ ทั้งการกำหนดโทษให้แก่จำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิด ไม่สามารถที่จะแบ่งแยกได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดโทษของจำเลย โดยพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคล หาใช่ต้องยกประโยชน์หรือต้องกำหนดโทษให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วยดังที่ฎีกาไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยวินิจฉัยไว้อย่างละเอียดและชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายชัยรัตน์ คำสะสม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายพรพิชิต จันปุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6479/2553
#501589
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 1,074,692 บาท โดยเป็นค่าซ่อมรถยนต์บรรทุกของโจทก์และค่าจ้างรถยนต์บรรทุกมาใช้งานแทนรวมจำนวนเงิน 309,800 บาท กับค่ารักษาพยาบาลและจัดงานศพของลูกจ้างทั้งสี่คนของโจทก์ที่เสียชีวิตจากเหตุคดีนี้รวมเป็นเงิน 764,892 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลและจัดงานศพของลูกจ้างทั้งสี่และพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มาแต่ต้น ดังนี้แม้ตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจกำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับทุนทรัพย์เกิน 25,000 บาท ร้อยละ 5 ก็ตาม แต่สำหรับคดีนี้เมื่อโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เฉพาะโจทก์เท่านั้น ทุนทรัพย์ที่จะนำมาเป็นหลักในการใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จึงต้องใช้ฐานจากทุนทรัพย์ที่โจทก์มีอำนาจฟ้องคือ 309,800 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 217,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 35,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 1,074,692 บาท โดยเป็นค่าซ่อมรถยนต์บรรทุกของโจทก์และค่าจ้างรถยนต์บรรทุกมาใช้งานแทนรวมจำนวนเงิน 309,800 บาท กับค่ารักษาพยาบาลและจัดงานศพของลูกจ้างทั้งสี่คนของโจทก์ที่เสียชีวิตจากเหตุคดีนี้รวมเป็นเงิน 764,892 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลและจัดงานศพของลูกจ้างทั้งสี่และพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มาแต่ต้น ดังนี้ แม้ตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจกำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับทุนทรัพย์เกิน 25,000 บาท ร้อยละ 5 ก็ตาม แต่สำหรับคดีนี้เมื่อโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เฉพาะโจทก์เท่านั้น ทุนทรัพย์ที่จะนำมาเป็นหลักในการใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จึงต้องใช้ฐานจากทุนทรัพย์ที่โจทก์มีอำนาจฟ้องคือ 309,800 บาท เป็นสำคัญ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ 35,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขและกำหนดให้เสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น จำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัมพร ทรัพย์ตันติกุล
จำเลย — นายไตรรัตน์ สิงโหพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรณชัย ชูสุวรรณประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6473/2553
#506595
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าในวันที่ 28 กันยายน 2544 จำเลยที่ 1 มียอดหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้ค้างชำระเป็นยอดหนี้ตามบัญชี 2,719,380 บาท และดอกเบี้ยนอกบัญชี 1,408,325.13 บาท ตกลงให้มีการเปลี่ยนแปลงการชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนกับเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนด โดยให้ถือหลักประกันตามสัญญาเดิมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้เช่นนี้ แม้สัญญาระบุว่า "โดยมีเงื่อนไขการชำระคืนดังนี้..." ก็ไม่อยู่ในความหมายของการเพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขที่จะทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 349 เพราะเป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ใหม่เท่านั้นกรณีจึงไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมระงับ

จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้โจทก์ไปทำสัญญาประกันภัยทรัพย์สินที่จำนองแทนเมื่อโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทนย่อมฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระแทนได้ เป็นกรณีที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปจากตัวการซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 3,656,148.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,237,162.72 บาท นับแต่วัดถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย 94,884.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,233.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 12083, 12084, 12092, 12425 และ 12434 ตำบลหลักสอง, บางแค อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้เดิมระงับไปโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในหนี้เดิมตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 3,751,033.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,237,162.72 บาท และในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,233.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12083, 12084, 12092, 12425 และ 12434 ตำบลหลักสอง, บางแค อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบและให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 2,500 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันพร้อมกับทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์วงเงิน 1,500,000 บาท และทำสัญญากู้เงินโจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็มอาร์อาร์บวก 2 ต่อปี และจะชำระหนี้ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2538 ตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันพร้อมการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อ หนังสือสัญญากู้เบิกเงินบัญชี สัญญากู้เงิน และบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.8 และ จ.9 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 5 แปลง เป็นประกันกับทำสัญญาค้ำประกันยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมอบอำนาจให้โจทก์ทำสัญญาประกันภัยทรัพย์จำนองตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง สัญญาค้ำประกัน และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.16 ภายหลังทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาโดยนำเงินเข้าฝากในบัญชีกับออกเช็คสั่งจ่ายหลายครั้งตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.7 ส่วนสัญญากู้เงินนั้นจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนตามสำเนาการ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ.10 และโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ โดยยอมรับว่าในวันที่ 28 กันยายน 2544 จำเลยที่ 1 มียอดหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้ค้างชำระเป็นยอดหนี้ตามบัญชี 2,719,380 บาท และดอกเบี้ยนอกบัญชี 1,408,325.13 บาท ตกลงชำระหนี้โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอกสารหมาย จ.21 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสองตามหนังสือให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 โจทก์ทำสัญญาประกันอัคคีภัยกับบริษัทภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) และจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 2 รวมเป็นเงิน 74,233.45 บาท ตามตารางกรมธรรม์ประเภทอัคคีภัยและหนังสือรับรองการชำระค่าเบี้ยประกันเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า สัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินระงับหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์สัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอกสารหมาย จ.21 แล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าในวันที่ 28 กันยายน 2544 จำเลยที่ 1 มียอดหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและเงินกู้ค้างชำระเป็นยอดหนี้ตามบัญชี 2,719,380 บาท และดอกเบี้ยนอกบัญชี 1,408,325.13 บาท ตกลงให้มีการเปลี่ยนแปลงการชำระหนี้โดยมีเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้คืนกับเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนด โดยให้ถือหลักประกันตามสัญญาเดิมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้เช่นนี้ แม้สัญญาระบุว่า "โดยมีเงื่อนไขการชำระคืนดังนี้..." ก็ไม่อยู่ในความหมายของการเพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขที่จะทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงการกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ใหม่เท่านั้น ดังนั้น กรณีจึงไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมระงับฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราลูกหนี้ผิดนัดตามที่โจทก์ประกาศได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.5 และสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.8 กับโจทก์แล้ว ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 กับโจทก์ด้วย โดยตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ข้อ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือผิดสัญญา ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้ากู้เงินในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งขณะทำบันทึกข้อตกลงคืออัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัดหรือผิดสัญญาเช่นนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราที่โจทก์ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งแล้วแต่โจทก์จะประกาศเป็นคราวๆ ไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ฟ้องขอให้ใช้ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ออกเงินทดรองไปขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.16 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้โจทก์ไปทำสัญญาประกันภัยทรัพย์สินที่จำนองแทน เมื่อโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทนย่อมฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระแทนได้ เป็นกรณีที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปจากตัวการซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,237,162.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.11 โจทก์ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเป็นระยะๆ ดังนั้นหากนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมในกรณีลูกหนี้ผิดนัดที่ต่ำกว่าร้อยละ 13.5 ต่อปี จะทำให้การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ดังกล่าวเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าประกาศของโจทก์ในช่วงนั้นได้ จึงเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในช่วงหลังวันฟ้องเป็นอัตราลอยตัวในอัตราลูกหนี้ผิดนัด แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 13.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2504 ปัญหาตามที่กล่าวมาแล้ว เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,656,148.97 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงิน 2,237,162.72 บาท ในอัตราเงินให้กู้ยืมกรณีลูกหนี้ผิดนัดตามประกาศของโจทก์ในเอกสารหมาย จ.11 กับประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้กู้ยืมที่โจทก์จะประกาศต่อๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกช่วงระยะเวลาต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 13.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยเริ่มคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 94,884.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,233.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6413/2553
#506623
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอออกหนังสือเดินทาง เจ้าพนักงานหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงและได้ออกหนังสือเดินทางให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2545 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อร้อยตำรวจเอก ส. ว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อตามบัตรประจำตัวประชาชนปลอม อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม 2 ครั้ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมตามวันและเวลาทั้งเจตนาในการใช้จึงเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาข้อที่ว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สำหรับบัตรประจำตัวประชาชนปลอม หนังสือเดินทางปลอม และแผ่นฟิล์มของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม แต่ให้ยกฟ้องฐานปลอมบัตรประจำตัวปลอมและปลอมหนังสือเดินทาง ศาลล่างทั้งสองก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่โจทก์ขอให้ริบด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) และมาตรา 215 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบัตรประจำตัวประชาชนของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด สำหรับหนังสือเดินทางปลอมและแผ่นฟิล์มเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามลำดับ จึงให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันมาและไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกสุเทพ รองสารวัตรงาน 4 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 กับพวก ร่วมกันจับจำเลยที่บริเวณปากซอย 95 ถนนเจริญกรุง แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และยึดหนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เลขที่ 0177739 จำนวน 1 เล่ม สำเนาหนังสือเดินทางของประเทศสหภาพพม่า 1 ชุด และฟิมล์สำหรับทำวีซ่า 1 แผ่น ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าปลอมเอกสาร ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2530 ศาลจังหวัดระนองพิพากษา จำคุกจำเลย 3 เดือน และปรับ 400 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ฐานหลบหนีเข้าเมือง โดยจำเลยใช้ชื่อว่า "นายชาม" ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 446/2530 เอกสารหมาย จ.26 (แผ่นที่ 2) จำเลยแจ้งเกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 และมีบัตรประจำตัวประชาชน วันออกบัตรคือวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 วันหมดอายุคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ตามสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลขณะขอมีบัตรและส่วนบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย ป.จ.3 และ จ.23 ตามลำดับ วันหมดอายุถูกแก้เป็นวันที่ 20 มีนาคม 2548 ตามบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย ป.จ.1 วันที่ 8 มกราคม 2544 นายประสิทธิ์ เดชรวิทย์ ปลัดอำเภอ ผู้ลงนามอนุมัติรับแจ้งเกิดถูกปลดออกจากราชการฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามบันทึกคำให้การของนายวินัย เอกสารหมาย จ.17 วันที่ 22 เมษายน 2545 บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยถูกยกเลิกเนื่องจากมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ ตามสำเนาส่วนบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย จ.24 สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ (บัตรประจำตัวประชาชน) และความผิดฐานปลอมเอกสาร (หนังสือเดินทางของประเทศสหราชอาณาจักร) นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้จึงยุติไป คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่... สำหรับที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 แต่โจทก์กลับนำสืบในประเด็นที่จำเลยอ้างเป็นบุตรคนไทยและขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยไม่ชอบ จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการนำสืบของโจทก์ประกอบด้วยพยานบุคคลและพยานเอกสารจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีอันจะนำไปสู่ข้อเท็จจริงให้ฟังเป็นยุติและบ่งชี้การกระทำความผิดของจำเลยได้ การนำสืบของโจทก์จึงไม่นอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวมาข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอออกหนังสือเดินทาง เจ้าพนักงานหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงและได้ออกหนังสือเดินทางให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2545 จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อร้อยตำรวจเอกสุภาพ บุญเวช ว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อตามบัตรประจำตัวประชาชนปลอม อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยใช้บัตรประจำตัวปลอม 2 ครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมต่างวันและเวลา ทั้งต่างเจตนาในการใช้จึงเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาข้อที่ว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับบัตรประจำตัวประชาชนปลอม หนังสือเดินทางปลอมและแผ่นฟิล์มของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม แต่ให้ยกฟ้องฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและปลอมหนังสือเดินทาง ศาลล่างทั้งสองก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่โจทก์ขอให้ริบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) และมาตรา 215 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบัตรประจำตัวประชาชนของกลางที่จำเลยใช้เป็นเอกสารราชการปลอม จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด สำหรับหนังสือเดินทางปลอมและแผ่นฟิล์มเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามลำดับ จึงให้ริบเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความ 2 กระทง และให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 91 ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายสมควรหรือชามหรือฉ่ำหรือทินท์
รวินเอ หมื่นอินทร์หรือเซ็ดอับดุลพิมพ์หรือสตานัย
จำเลย — หรือชาริต
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2553
#506620
เปิดฉบับเต็ม

นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่านิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศนั้นต้องมีภูมิลำเนาหรือประกอบกิจการในประเทศไทย เมื่อโจทก์เป็นผู้ขนส่งและเป็นเจ้าของตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากผู้ขายที่สาธารณรัฐเกาหลีมายังประเทศไทย โดยใบตราส่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่ง และเงื่อนไขการขนส่งเป็นแบบซีวาย/ซีวาย ซึ่งหมายความว่า เมื่อสินค้าถึงท่าปลายทางจำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งมีหน้าที่รับตู้สินค้าไปเปิดตรวจรับสินค้าที่สถานที่ของตนแล้วนำตู้สินค้ามาคืนแก่ผู้ขนส่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อรับสินค้าแล้ว แต่ไม่นำต้นฉบับใบตราส่งไปเวนคืนหรือให้ประกันเพื่อรับมอบสินค้า ทำให้ตัวแทนโจทก์ไม่สามารถออกใบปล่อยสินค้าได้ เป็นเหตุให้ตู้สินค้าของโจทก์คงค้างที่ท่าเรือ โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในตู้สินค้าดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี โจทก์ประกอบกิจการรับขนของทางทะเล โดยมีบริษัทฮวง เอ ชิพปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนในประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 โจทก์รับจองระวางเรือจากบริษัทเซกิ เทรดดิ้ง จำกัด ขนส่งสินค้าหลอดภาพโทรทัศน์จากท่าเรือเมืองอินชอนมาส่งให้จำเลยที่ท่าเรือกรุงเทพในเงื่อนไขการขนส่งแบบซีวาย/ซีวาย โจทก์จัดส่งตู้สินค้าให้บริษัทเซกิ เทรดดิ้ง จำกัด บรรจุสินค้าเข้าตู้และออกใบตราส่งให้ผู้ส่งของเพื่อให้ส่งมอบแก่จำเลยเพื่อนำมาเวนคืนแก่โจทก์และรับมอบสินค้าที่ท่าเรือปลายทาง โดยใบตราส่งดังกล่าวระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า ค่าระวางขนส่งเก็บที่ปลายทางกรณีคืนตู้สินค้าล่าช้า โจทก์มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมการคืนตู้ล่าช้า โจทก์ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพวันที่ 30 มิถุนายน 2548 และแจ้งให้จำเลยนำต้นฉบับใบตราส่งมาแลกใบปล่อยสินค้าและชำระค่าระวาง จำเลยไม่ยอมชำระค่าระวางขนส่งและค่าบริการ แต่กลับนำสำเนาใบตราส่งที่ตัวแทนโจทก์ออกให้ไปดำเนินพิธีการศุลกากร ทำให้โจทก์ไม่สามารถออกใบปล่อยสินค้าและเป็นเหตุให้ตู้สินค้าของโจทก์ที่บรรจุสินค้าของจำเลยตกค้างอยู่ที่ท่าเรือ โจทก์ได้แจ้งให้สำนักงานศุลกากรนำเข้าที่ท่าเรือกรุงเทพพิจารณายึดและขายทอดตลาดสินค้าของจำเลย แต่ได้รับแจ้งว่าจำเลยได้ดำเนินพิธีการศุลกากรแล้ว สินค้าดังกล่าวจึงมิใช่สินค้าตกค้างตามกฎหมายที่จะดำเนินการตามที่โจทก์ร้องขอได้ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยนำต้นฉบับใบตราส่งมารับสินค้า แต่จำเลยยังคงเพิกเฉย ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในตู้สินค้าได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 486,039.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 422,720 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าเพื่อส่งมอบตู้สินค้าหมายเลข เอชเอแอลยู 5000365 คืนแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้จำเลยชำระเงินในอัตราวันละ 540 บาท จนกว่าจำเลยจะส่งมอบตู้สินค้าคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในต่างประเทศ โจทก์ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย จึงไม่อาจเป็นโจทก์ดำเนินคดีในศาลไทย บริษัทฮวง เอ ชิพปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในประเทศไทย มีหน้าที่รับเงินค่าจองตู้และค่าระวาง รวมถึงรับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งมอบสินค้าแก่จำเลย บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่โจทก์ จำเลยได้ชำระค่าระวางขนส่ง ค่าภาษีนำเข้า ค่าขนถ่ายและค่าใบปล่อยสินค้าให้แก่บริษัทพาราชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ด้วยเช็คแล้ว แต่บริษัทฮวง เอ ชิพปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ระงับการออกใบปล่อยสินค้าและโจทก์ก็ยังไม่ได้ดำเนินการส่งต้นฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลย จำเลยจึงอายัดเช็คดังกล่าว โจทก์ฟ้องเรียกค่าระว่าง ค่าขนส่ง และค่าเสียหายจากการรับขนของทางทะเลและไม่มีการส่งมอบสินค้านับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2548 ถึงวันฟ้องเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 40,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยดำเนินการส่งมอบตู้สินค้าหมายเลข เอชเอแอลยู 5000365 คืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 200 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันก่อนวันที่จำเลยส่งมอบตู้สินค้าดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่ค่าเสียหายรายวันนี้ให้มีกำหนดเวลาไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2548 และถ้าจำเลยไม่คืนหรือไม่สามารถคืนตู้พิพาทแก่โจทก์จนครบกำหนด 5 ปีแล้ว ก็ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากผลรวมสุทธิ 5 ปี ของค่าเสียหายเป็นรายวันดังกล่าว (โดยไม่คิดดอกเบี้ยทบต้น) คำนวณนับแต่วันที่ครบกำหนด 5 ปี เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ส่วนนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสำนักงานสาขาในประเทศไทย โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินคดีในศาลยุติธรรมไทยได้ เห็นว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีได้จะต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) คำว่า "คู่ความ" หมายความว่าบุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ และคำว่า "บุคคล" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้จำกัดสิทธิว่านิติบุคคลตามกฎหมายของไทยเท่านั้นที่จะฟ้องคดีได้ นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศก็ฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่านิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศนั้นต้องมีภูมิลำเนาหรือประกอบกิจการในประเทศไทย เมื่อโจทก์เป็นผู้ขนส่งและเป็นเจ้าของตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากผู้ขายที่สาธารณรัฐเกาหลีมายังประเทศไทย โดยใบตราส่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่ง และเงื่อนไขการขนส่งเป็นแบบซีวาย/ซีวาย ซึ่งหมายความว่าเมื่อสินค้าถึงท่าปลายทางจำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งมีหน้าที่รับตู้สินค้าไปเปิดตรวจรับสินค้าที่สถานที่ของตนแล้วนำตู้สินค้ามาคืนแก่ผู้ขนส่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อรับสินค้าแล้ว แต่ไม่นำต้นฉบับใบตราส่งไปเวนคืนหรือให้ประกันเพื่อรับมอบสินค้า ทำให้ตัวแทนโจทก์ไม่สามารถออกใบปล่อยสินค้าได้เป็นเหตุให้ตู้สินค้าของโจทก์คงค้างอยู่ที่ท่าเรือ โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในตู้สินค้าดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮวง เอ ชิพปิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทโซน่าร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2553
#501570
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 ต้องเป็นการกระทำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพ ซึ่งหมายถึงงานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน ตามบทนิยามในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก็ตาม แต่การกระทำ "เพื่อการค้า" กับการกระทำ "เพื่อหากำไร" มีความหมายแตกต่างกันได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติให้การละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 เพื่อการค้า ต้องระวางโทษหนักกว่าการกระทำเพื่อหากำไรตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง ทั้งตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะหากำไรโดยตรงจากการนำเพลงดังกล่าวออกแพร่เสียง จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ไม่ครบถ้วนไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 5, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 31, 69, 75, 76 ริบของกลาง และให้จ่ายค่าปรับตามคำพิพากษาแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติ นายสงวนศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหาย นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้านเมมโมรี่คอมพิวเตอร์ ซึ่งเปิดให้ลูกค้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตและเกม โดยมีจำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแล พบข้อมูลเพลงเอ็มพี 3 ซึ่งมีงานเพลงที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ บันทึกอยู่ในหน่วยประมวลผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ 9 เครื่อง ภายในร้าน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า และยึดหน่วยประมวลผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ 9 เครื่อง จอมอนิเตอร์ 1 จอ แผงแป้นอักขระ 1 แผง และเม้าส์ 1 อัน เป็นของกลาง นำส่งเจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกแพร่เสียงซ้ำ และจัดให้ประชาชนฟัง โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อื่นทางการค้าจากบุคคลทั่วไป การกระทำที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ต้องเป็นการกระทำแก่งานลิขสิทธิ์ประเภทงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ซึ่งหมายความถึงงานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกันตามบทนิยามในมาตรา 4 แต่คำฟ้องโจทก์กล่าวเพียงว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมกับสิ่งบันทึกเสียงเท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวว่าเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเป็นงานแพร่เสียงแพร่ภาพ การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องในส่วนนี้ ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ส่วนที่โจทก์ฟ้อง จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 บัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์..." นั้นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้น แม้โจทก์บรรยายในฟ้องว่า จำเลยนำเพลงซึ่งบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก็ตาม แต่การกระทำ "เพื่อการค้า" กับการกระทำ "เพื่อหากำไร" มีความหมายแตกต่างกันได้ ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 เพื่อการค้า ต้องระวางโทษหนักกว่าการกระทำเพื่อหากำไรตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง ทั้งตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะหากำไรโดยตรงจากการนำเพลงออกแพร่เสียง เป็นคำฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ไม่ครบถ้วน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไป จำเลยกระทำความผิดฐานทำซ้ำดัดแปลงงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และ 28 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีนายสงวนศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหาย กับสิบตำรวจเอกอนุสรณ์เดินทางไปตรวจสอบที่ร้านพร้อมกับนายสงวนศักดิ์มาเบิกความ ผลการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้านพบว่ามีเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานเพลง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบยืนยัน จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงข้อมูลเพลงของผู้เสียหายโดยนำสิ่งบันทึกเสียงแผ่นซีดีรอมเอ็มพี 3 ซึ่งบันทึกเพลงอันเป็นงานลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง แต่ปรากฏว่าร้านเป็นของนายวุฒินันท์ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำดัดแปลงงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจริงตามฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 29 ม. 31 ม. 70 วรรคหนึ่ง ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายจิรวัฒน์ สนิทมาก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอภิชาติ เทพหนู
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2553
#509540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกแพร่เสียงซ้ำ และจัดให้ประชาชนฟัง โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อื่นทางการค้าจากบุคคลทั่วไปซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดดังกล่าว ต้องเป็นการกระทำแก่งานลิขสิทธิ์ประเภทงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ซึ่งหมายความถึงงานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทาทงวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกันตามบทนิยามในพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวเพียงว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมกับสิ่งบันทึกเสียงเท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวว่าเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเป็นงานแพร่เสียงแพร่ภาพ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29

ความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า แต่การกระทำ "เพื่อการค้า" กับการกระทำ "เพื่อหากำไร" มีความหมายแตกต่างกันได้ คำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะหากำไรโดยตรงจากการนำเพลงดังกล่าวออกแพร่เสียง จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ไม่ครบถ้วนไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยและมีภูมิลำเนาในประเทศไทยโดยนำสิ่งบันทึกเสียงแผ่นซีดีรอมเอ็มพี 3 ซึ่งบันทึกเพลงตามรายชื่อเพลงท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด มาทำซ้ำ ดัดแปลงเพลงดังกล่าว แล้วบันทึกลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้านเมมโมรี่คอมพิวเตอร์ของนายวุฒินันท์ สนิทมาก แล้วนำออกแพร่เสียงซ้ำทั้งหมดหรือบางส่วน และจัดให้ประชาชนฟัง อันเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อื่นจากบุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดจอมอนิเตอร์ (Monitor) 1 จอ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) 9 เครื่อง แผงแป้น -อักขระ 1 แผง เม้าส์ 1 อัน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเลยใช้กระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 5, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 31, 69, 75, 76 ริบของกลาง และให้จ่ายค่าปรับตามคำพิพากษาแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุนายสงวนศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหาย นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้านเมมโมรี่คอมพิวเตอร์ ซึ่งเปิดให้ลูกค้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตและเกม โดยมีจำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแล พบข้อมูลเพลงเอ็มพี 3 ซึ่งมีงานเพลงที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามสำเนาหนังสือยืนยันลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.3 บันทึกอยู่ในหน่วยประมวลผลกลาง ของเครื่องคอมพิวเตอร์ 9 เครื่อง ภายในร้านดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยพร้อมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า และยึดหน่วยประมวลผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ 9 เครื่อง จอมอนิเตอร์ 1 จอ แผงแป้นอักขระ 1 แผง และเม้าส์ 1 อัน เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางและบันทึกการจับกุม เอกสารหมายจ.6 และ จ.7 นำส่งเจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกแพร่เสียงซ้ำ และจัดให้ประชาชนฟัง โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อื่นทางการค้าจากบุคคลทั่วไป ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ต้องเป็นการกระทำแก่งานลิขสิทธิ์ประเภทงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ซึ่งหมายความถึงงานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกันตามบทนิยามในมาตรา 4 แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวเพียงว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมกับสิ่งบันทึกเสียงเท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวว่าเพลงที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเป็นงานแพร่เสียงแพร่ภาพ การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องในส่วนนี้ จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์..." นั้นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น "เพื่อหากำไร" เท่านั้น แม้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยนำเพลงซึ่งบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก็ตาม แต่การกระทำ "เพื่อการค้า" กับการกระทำ "เพื่อหากำไร" มีความหมายแตกต่างกันได้ ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรา 70 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 เพื่อการค้า ต้องระวางโทษหนักกว่าการกระทำเพื่อหากำไรตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งทั้งตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะหากำไรโดยตรงจากการนำเพลงดังกล่าวออกแพร่เสียง คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ไม่ครบถ้วน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในข้อนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง สำหรับปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำซ้ำดัดแปลงงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และ 28 หรือไม่นั้น โจทก์นำสืบว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา นายสงวนศักดิ์เข้าไปใช้บริการในร้านเมมโมรี่-คอมพิวเตอร์ซึ่งเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยคิดค่าบริการ 20 ถึง 40 บาท ต่อชั่วโมงพบเด็กหลายคนเข้ามาเล่นเกมและเปิดเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์ฟังไปพร้อมกัน เด็กบางคนยังบันทึกข้อมูลเพลงเอ็มพี 3 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ลงในแฮนดีไดรฟ์ (Handy Drive) โดยมีเพลงที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามสำเนาหนังสือยืนยันลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.3 ถูกบันทึกด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายนายสงวนศักดิ์จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชรและนำสิบตำรวจเอกอนุสรณ์ กุลนันทคุณ ไปตรวจค้นที่ร้านดังกล่าว เมื่อตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ 9 เครื่อง พบว่ามีการบันทึกงานเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นข้อมูลเอ็มพี 3 อยู่ในหน่วยประมวลผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเก้าเครื่องโดยใช้การกระจายข้อมูลในระบบแลน (LAN) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ควบคุมระบบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหลัก ส่วนจำเลยนำสืบว่า ร้านดังกล่าวเป็นของนายวุฒินันท์พี่ชายจำเลย โดยจำเลยมีหน้าที่ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ ลูกค้าของร้านส่วนมากจะใช้บริการเล่นเกมออนไลน์โดยไม่ได้บันทึกข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเปิดเพลงฟังนายวุฒินันท์เป็นผู้บันทึกข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จำเลยไม่ทราบว่าข้อมูลเพลงดังกล่าวเข้ามาอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร เห็นว่า แม้โจทก์มีนายสงวนศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหาย กับสิบตำรวจเอกอนุสรณ์ซึ่งเดินทางไปตรวจสอบที่ร้านพร้อมกับนายสงวนศักดิ์มาเบิกความว่า ผลการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในร้านพบว่ามีเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายบันทึกอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามภาพถ่ายหมายจ.4 โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานเพลงดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงข้อมูลเพลงของผู้เสียหายโดยนำสิ่งบันทึกเสียงแผ่นซีดีรอมเอ็มพี 3 ซึ่งบันทึกเพลงอันเป็นงานลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลาง แต่ปรากฏว่าร้านดังกล่าวเป็นของนายวุฒินันท์ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 10 กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำดัดแปลงงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจริงตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายจิรวัฒน์ สนิทมาก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6371/2553
#507431
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 ความผิดทั้งสองฐานมีอายุความหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 เวลา 18.30 นาฬิกา จำเลยมีอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณวัดเซิตสำราญ อันเป็นเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวตบนายบัณฑิต จานแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และใช้ท่อนไม้ยาวประมาณ 2 ศอก ทุบตีนายสุภัทรชัย สุริยา ผู้เสียหายที่ 2 และนายอนุวัฒน์ ด้วงตัน ผู้เสียหายที่ 3 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เหตุเกิดที่ตำบลบ้านเซิต อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ขอให้ลงโทษตามพราะราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 371, 391

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ปรับ 1,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดย ไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 4 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 2 เดือน และปรับ 7,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ปรับ 2,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 1,500 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานพาอาวุธ ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท และความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดทั้งสองฐาน จึงมีอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 17 ตุลาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ และเป็นปัญหาข้อกฏหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วางโทษจำคุก 1 ปี และลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน เป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยในอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ไม่อาจลงโทษในสถานเบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางปราศจากกระสุนปืนที่จะพึงใช้ก่อเหตุร้าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยมีเจตนาเพียงเพื่อข่มขู่มิให้ผู้เสียหายมารบกวนหลานจำเลย ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในการกระทำความผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือนหรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 12,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 6,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 1,000 บาท ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วเป็นปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังและคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และมาตรา 391 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 371 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสำเนียง กุลใส
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ