คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2408/2553
#505581
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส เป็นความผิดหลายกรรมและเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทอันเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและก่อให้เกิดผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ที่จำเลยขับไปชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุราจนรถยนต์ที่จำเลยขับชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับแล่นอยู่ทางด้านหน้าเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้อื่นในการใช้เส้นทางจราจร และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายก็เป็นแต่เพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ลงโทษเพียงกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยพอสมควรแล้ว ส่วนที่จำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนกันมาว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส เป็นความผิดหลายกรรมและเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาท อันเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน และก่อให้เกิดผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์ที่จำเลยขับไปชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 10 และมาตรา 11 ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา 160 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และใช้ข้อความใหม่แทน และเพิ่มมาตรา 160 ตรี ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษของความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราตามมาตรา 43 (2) แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 1 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 ม. 43 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายสุรชัย ชาวดอน
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2553
#499705
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างที่คนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะที่เป็นการโทรมหญิง แม้จะไม่ได้ความว่าจำเลยได้ร่วมลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่การที่จำเลยเปลือยกายคุกเข่าข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะพร้อมที่จะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น ถือได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรคสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะเป็นการโทรมหญิงโดยจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ต่อมาจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายออกจากที่เกิดเหตุและจะพาไปส่งบ้าน แต่ระหว่างทางจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย 1 ครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่เบิกความยืนยันว่า ระหว่างที่นายพงษ์อมรข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายหมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวนายหลอดกำลังข่มขืนกระทำชำเรา มีนายพงษ์อมร นายเกมส์ นายหมู นายกอล์ฟ และจำเลยยืนถอดเสื้อออกเปลือยกายรายล้อมผู้เสียหายอยู่ ต่อมามีชายขับรถจักรยานยนต์เข้ามาแล้วเกิดมีเรื่องชกต่อยกับนายกอล์ฟ จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไป และผู้เสียหายได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าขณะที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเรา จำเลยแก้ผ้านั่งคุกเข่าอยู่ข้างตัวผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะไม่ได้ความว่าจำเลยได้ร่วมลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยยืนถอดเสื้อออกเปลือยกายล้อมรอบผู้เสียหายและนั่งคุกเข่าข้างตัวผู้เสียหาย ซึ่งหากจำเลยไม่ใช่พวกคนร้ายและไม่มีเจตนาจะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นแล้ว จำเลยไม่น่าจะเข้าไปเปลือยกายอยู่ข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะที่พร้อมจะกระทำความผิดได้ การที่จำเลยเปลือยกายอยู่ข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะที่พร้อมที่จะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น ถือได้ว่าจำเลยได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับพวกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงด้วยแล้ว ตามที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษา พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดีตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา หาใช่เป็นความผิดตาม มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ไม่ คดีจึงไม่ใช่คดีเป็นความผิดอันยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าได้มีการยอมความกันอันทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่อีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายพิมาน พลโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายบัณฑิตเกียรติ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2553
#504645
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ได้ความว่าจำเลยร่วมลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยยืนถอดเสื้อออกเปลือยกายล้อมรอบผู้เสียหายและนั่งคุกเข่าข้างตัวผู้เสียหาย ซึ่งหากจำเลยไม่ใช่พวกคนร้ายและไม่มีเจตนาจะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นแล้ว จำเลยไม่น่าจะเข้าไปเปลือยกายอยู่ข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะที่พร้อมจะกระทำความผิดได้ การที่จำเลยเปลือยกายอยู่ข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะที่พร้อมที่จะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น ถือได้ว่าจำเลยได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับพวกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงด้วยแล้วตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ต่อมาจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายออกจากที่เกิดเหตุและจะพาไปส่งบ้าน แต่ระหว่างทางจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย 1 ครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่เบิกความยืนยันว่า ระหว่างที่นายพงษ์อมรข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายหมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวนายหลอดกำลังข่มขืนกระทำชำเรา มีนายพงษ์อมร นายเกมส์ นายกอล์ฟ และจำเลยยืนถอดเสื้อออกเปลือยกายรายล้อมผู้เสียหายอยู่ ต่อมามีชายขับรถจักรยานยนต์เข้ามาแล้วเกิดมีเรื่องชกต่อยกับนายกอล์ฟ จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไป และผู้เสียได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าขณะที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเรา จำเลยแก้ผ้านั่งคุกเข่าอยู่ข้างตัวผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะไม่ได้ความว่าจำเลยได้ร่วมลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยยืนถอดเสื้อออกเปลือยกายล้อมรอบผู้เสียหายและนั่งคุกเข่าข้างตัวผู้เสียหาย ซึ่งหากจำเลยไม่ใช่พวกคนร้ายและไม่มีเจตนาจะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นแล้ว จำเลยไม่น่าจะเข้าไปเปลือยการอยู่ข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะที่พร้อมจะกระทำความผิดได้ การที่จำเลยเปลือยกายอยู่ข้างตัวผู้เสียหายในลักษณะที่พร้อมที่จะร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น ถือได้ว่าจำเลยได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับพวกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงด้วยแล้วตามที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดีตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา หาใช่เป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ไม่ คดีจึงไม่ใช่คดีเป็นความผิดอันยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าได้มีการยอมความกันอันทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ อีก"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 83 ม. 276 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายพิมาน พลโชติ
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ณรงค์พล ทองจีน
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2553
#506540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องข้อหาฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ด้วย จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 โจทก์จึงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 289 อีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์คงฎีกาได้เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288

โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกอยู่ในที่เกิดเหตุร่วมกันใช้ไม้หน้าสามตีผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบดวยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 83, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 20 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 โจทก์จึงฎีกาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 289 อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้โจทก์คงฎีกาได้เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อความผิดดังกล่าวโดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกอยู่ในที่เกิดเหตุร่วมกันใช้ไม้หน้าสามตีผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่านั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8

ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายวิชัยหรือแบน อุตสาหะ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2389/2553
#501945
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยที่ 1 มีภาระหนี้สินกับโจทก์ตามสัญญากู้และตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการเปลี่ยนแปลงการชำระหนี้เท่านั้น ไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ต้องการระงับข้อพิพาทเดิมโดยต่างยอมผ่อนผันแก่กันและกำหนดหนี้ขึ้นใหม่ ตามความหมายของคำว่าประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ระงับไป ดังนั้นสัญญาจำนองที่ ว. ทำไว้กับโจทก์เป็นประกันการชำระเงินตามสัญญากู้เงินของจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันอยู่ จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,267,887.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,895,412.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14706 ตำบลบางเชือกหนัง (บางพรม) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์มรดกของนางวิรพรรณ และที่ดินโฉนดเลขที่ 4719 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,078,020.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี ของต้นเงิน 1,489,707.65 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แล้วเสร็จ กับของต้นเงิน 359,341.27 บาท นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แล้วเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4719 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางวิรพรรณ รับผิดตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14706 ตำบลบางเชือกหนัง (บางพรม) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ในหนี้ต้นเงินจำนอง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2531 และในหนี้ต้นเงินจำนอง 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 บาท นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จะบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปีขึ้นไปไม่ได้ (ที่ถูกย้อนหลังนับแต่วันฟ้องขึ้นไปเกิน 5 ปี ไม่ได้) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำให้หนี้เงินกู้ระงับไปและสัญญาจำนองที่นางวิรพรรณทำไว้ระงับไปด้วยดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีสาระสำคัญเพียงว่าข้อ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ตกลงยอมรับว่ามีภาระหนี้สินกับธนาคารโจทก์ตามสัญญากู้รวม 3 ลำดับ ข้อ 2 ระบุว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดย 2.1 การเปลี่ยนแปลงการชำระหนี้ เท่านั้น ไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ต้องการระงับข้อพิพาทเดิมโดยต่างยอมผ่อนผันแก่กันและกำหนดหนี้ขึ้นมาใหม่ตามความหมายของคำว่าประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่อย่างไร จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ระงับไป ดังนั้น สัญญาจำนองที่นางวิรพรรณทำไว้กับโจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินของจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันอยู่ จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางวิรพรรณต้องรับผิดต่อโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโกมล พรหมดวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2553
#498988
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ต้องส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถให้แก่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครเมื่อได้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือผลิตหรือประกอบรถขึ้นใหม่เพื่อจำหน่าย โดยต้องจัดส่งเอกสารประกอบหนังสือแจ้ง คือ บัญชีรับและจำหน่ายรถใบเสร็จรับเงินอากรขาเข้า ใบรับรองการนำเข้า สำเนาใบขนสินค้าขาเข้า บัญชีแสดงรายการสินค้าหรืออินวอยซ์ ทั้งต้องจัดส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถของแต่ละเดือนให้นายทะเบียนกรุงเทพมหานครทราบ แสดงว่าหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวมีอยู่ที่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครครบถ้วนแล้ว เมื่อมีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่จึงสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าหลักฐานของผู้ยื่นคำขอตรงกับที่บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์แจ้งมาหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนรวมทั้งจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนมิได้ตรวจสอบทั้งที่ปรากฏข้อพิรุธของเอกสารอย่างชัดเจน จึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อมีการออกใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 5 ทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อเอกสารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยถูกต้องจึงตกลงซื้อรถยนต์คันพิพาท เมื่อมีการตรวจพบในภายหลังว่าเอกสารที่จำเลยที่ 5 นำไปยื่นต่อนายทะเบียนเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงมีประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทและแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ส่งใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนแก่นายทะเบียน จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาททั้งที่ชำระเงินค่ารถไปครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินค่ารถยนต์จำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ ต้องเสียค่าเช่ารถเดือนละ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินค่ารถจำนวน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น เท่ากับโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจในส่วนของค่าเสียหายที่ต้องเสียค่าเช่ารถมาใช้แทนรถยนต์คันพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในความเสียหายส่วนนี้จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ มาตรา 246 แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยมาก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในการรับจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่เป็นเอกสารปลอม ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย แต่โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลหนี้ละเมิดอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แม้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดียวกันแต่ก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองเต็มจำนวนได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่าเป็นความประมาทเลินเล่อซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในหน่วยงานของรัฐ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในเอกสารต่างๆที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับจากวันฟ้องและร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาทที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในราคา 1,350,000 บาท ได้จดทะเบียนโอนจากจำเลยที่ 5 เป็นชื่อโจทก์ที่ 2 ต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่ารถให้แก่จำเลยที่ 4 และได้รับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทตาม ต่อมาจำเลยที่ 2 ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทและมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 เนื่องจากตรวจพบว่าเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่ที่จำเลยที่ 5 ยื่นต่อจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม โดยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นำรถยนต์คันพิพาทที่ได้รับการจดทะเบียนโดยมิชอบไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ทั้งสองและนายรุ่งโรจน์ พยานโจทก์ว่า ก่อนที่จะทำการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 5 เป็นชื่อโจทก์ที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 1 ได้ตรวจดูใบคู่มือจดทะเบียน และได้ให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วได้รับคำยืนยันว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้อง สามารถจดทะเบียนโอนกันได้โดยชอบ จึงได้ทำการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทกันและโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินค่ารถให้แก่จำเลยที่ 4 ไปครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนนั้นเอง แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท และมีหนังสือเรียกให้โจทก์ที่ 2 ส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนเนื่องจากตรวจสอบพบว่าเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนรถใหม่เป็นเอกสารปลอมซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ออกเอกสารของรถยนต์คันพิพาทมิได้ตรวจสอบเอกสารให้รอบคอบ จึงออกใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 5 โดยประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราะได้ชำระราคารถยนต์คันพิพาทไปครบถ้วนแล้ว เมื่อถูกเพิกถอนการจดทะเบียนโจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจใช้รถยนต์คันพิพาทได้ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้ นายวีระเดช เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ จำเลยที่ 3 ได้ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ตามขั้นตอนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานครบถ้วน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ถูกต้อง จึงจดทะเบียนรถให้แก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่เพราะในแต่ละวันต้องรับจดทะเบียนรถประมาณ 800 ราย ทำให้ไม่มีเวลาที่จะตรวจสอบความถูกต้องได้ ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่สำหรับรถยนต์คันพิพาทที่จำเลยที่ 5 ยื่นต่อจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งนายทะเบียนซึ่งมีหน้าที่รับจดทะเบียนรถใหม่และรถย้ายเข้าจากต่างจังหวัด จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนรถในแต่ละขั้นตอนตามสายงานที่กำหนดไว้ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยเพราะจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องลงนามในฐานะนายทะเบียน ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ จำเลยที่ 3 เบิกความว่ากรณีที่มีผู้นำรถใหม่มายื่นขอจดทะเบียน จะต้องใช้แบบคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 ที่ได้จัดทำไว้พร้อมด้วยหลักฐานต่าง ๆ คือ หนังสือรับรองการส่งบัญชีและแจ้งจำหน่ายบัญชีรถ หนังสือแจ้งจำหน่าย หลักฐานการได้มา เช่น ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี หลักฐานบัตรประจำตัวของเจ้าของรถ ผู้ยื่นคำขอต้องนำรถมาตรวจสภาพกับนายช่างของจำเลยที่ 1 ก่อน จากนั้นจึงไปขอออกทะเบียนรถที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไปแล้วไปขอหมายเลขทะเบียนรถและใบรับรองหลักฐานการส่งบัญชีที่ฝ่ายควบคุมรถและเครื่องยนต์ จากนั้นให้ฝ่ายทะเบียนทำการตรวจสอบและคิดค่าภาษีให้ผู้ยื่นคำขอเสียภาษี เสร็จแล้วจึงดำเนินการจดทะเบียนให้ ศาลฎีกาตรวจดูเอกสารแบบคำขอจดทะเบียนรถใหม่ของรถยนต์คันพิพาทพร้อมด้วยเอกสารประกอบคำขอดังกล่าว เห็นว่า มีพิรุธหลายประการซึ่งสามารถเห็นได้โดยง่ายและสามารถตรวจสอบได้ทันที กล่าวคือ ตามแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้ นายวีระเดชทำการจดทะเบียนรถใหม่กลับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ตามหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งระบุว่าเป็นของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ระบุว่าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ได้จำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 แต่ตามใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีกลับระบุว่าได้รับเงินจากจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2540 และตามเอกสารดังกล่าวยังระบุในหมายเหตุว่าได้ส่งบัญชีรับและจำหน่ายแล้วเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 ลำดับที่ 00009 ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ได้ส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครตามที่ระบุไว้ดังกล่าวแล้วจริงหรือไม่ ซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ในการแจ้งขอออกทะเบียนรถใหม่ของรถยนต์คันพิพาท เจ้าของเดิมแจ้งว่าซื้อมาจากบริษัทธนบุรีพาณิชย์ลิสซิ่งประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะนำรถยนต์เข้ามากี่คันหรือจะประกอบรถยนต์ใหม่ได้กี่คันก็จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และต้องมีการตัดยอดจำหน่ายบัญชีรถด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสาร ก็จะเห็นได้ว่าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ต้องส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถให้แก่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครเมื่อได้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือผลิตหรือประกอบรถขึ้นใหม่เพื่อจำหน่าย โดยต้องจัดส่งเอกสารประกอบหนังสือแจ้งคือ บัญชีรับและจำหน่ายรถ ใบเสร็จรับเงินอากรขาเข้า ใบรับรองการนำเข้า สำเนาใบขนสินค้าขาเข้า บัญชีแสดงรายการสินค้าหรืออินวอยซ์ ทั้งต้องจัดส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถของแต่ละเดือนให้นายทะเบียนกรุงเทพมหานครทราบด้วย แสดงว่าหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวมีอยู่ที่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครครบถ้วนแล้ว เมื่อมีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่จึงสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าหลักฐานของผู้ยื่นคำขอตรงกับที่บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด แจ้งมาหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนรวมทั้งจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนมิได้ตรวจสอบทั้งที่ปรากฏข้อพิรุธดังกล่าวอย่างชัดเจนจึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อมีการออกใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 5 ทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อเอกสารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยถูกต้องจึงตกลงซื้อรถยนต์คันพิพาท เมื่อมีการตรวจพบในภายหลังว่าเอกสารที่จำเลยที่ 5 นำไปยื่นต่อนายทะเบียนเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงมีประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทและแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ส่งใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนแก่นายทะเบียน จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาททั้งที่ชำระเงินค่ารถไปครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น แต่ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาทเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน รวมเป็นเงิน 60,000 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินค่ารถยนต์จำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ ต้องเสียค่าเช่ารถเดือนละ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินค่ารถจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น เท่ากับโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจในส่วนของค่าเสียหายที่ต้องเสียค่าเช่ารถมาใช้แทนรถยนต์คันพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในความเสียหายส่วนนี้จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยมาก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในการรับจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่เป็นเอกสารปลอมตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย แต่โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลหนี้ละเมิดอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองเต็มจำนวนได้ ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเพียงใดนั้น เป็นกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เป็นความประมาทเลินเล่อซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในหน่วยงานของรัฐ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นว่าเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายนั้นมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องประการใดหรือไม่ อาจถูกสั่งเพิกถอนในภายหลังหรือไม่ และทำให้ประชาชนซึ่งทำนิติกรรมเพราะเชื่อถือต่อหลักฐานที่หน่วยงานของรัฐออกให้ได้รับความเสียหาย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นจำนวนหนึ่งในสามของราคารถยนต์คันพิพาท คิดเป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ชำระ ให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกาต่อจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 457
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฐ์ ตันติวาณิชกิจ กับพวก
จำเลย — กรมการขนส่งทางบก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2553
#501569
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำฟ้องจะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าในชั้นยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การรับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ว-3766 กรุงเทพมหานคร ไว้จริง เพียงแต่ปฏิเสธว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้รวมถึงการอ้างเหตุสุดวิสัย ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าจำเลยที่ 3 จะเสนอกรมธรรม์ประกันภัยในชั้นพิจารณา แสดงว่าจำเลยที่ 3 ครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ว-3766 กรุงเทพมหานคร ไว้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับสำเนาคำฟ้องจากโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบ และสามารถทราบได้ทันทีว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในความเสียหายที่นาย ก. ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวก่อขึ้น กรณีจึงหาทำให้จำเลยที่ 3 หลงข้อต่อสู้ไม่ ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่เคลือบคลุม

ข้อที่ว่านาย ก. ขับรถยนต์ในขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้หรือไม่ จำเลยที่ 3 มีภาระการพิสูจน์ ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 มีเพียงผลการตรวจเลือดนาย ก. ว่า ตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือด 0.183 กรัมเปอร์เซ็นต์ และมีนาย อ. ผู้จัดการศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 3 เบิกความสนับสนุนว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ใหม่ กรมการประกันภัยกำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่จะไม่ต้องรับผิดไว้จำนวน 0.150 กรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุนาย ก. อยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดไม่สามารถควบคุมรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัย จำเลยที่ 3 จึงหาอาจยกข้อดังกล่าวขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังเกิดเหตุบริษัท ก. ซึ่งรับประกันภัยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางด่วนขั้นที่ 2 ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 464,893 บาท และต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 3 โดยมีการตั้งอนุญาโตตุลาการและร้องขอต่อศาลให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ชำระให้แก่บริษัทดังกล่าวไปตามคำพิพากษาในคดีอนุญาโตตุลาการแล้วจำนวน 691,190 บาท โดยเป็นต้นเงินจำนวน 499,958 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งรับประกันภัยในความเสียหายต่อทรัพย์สินต่อหนึ่งครั้งเป็นเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินเพียง 500,042 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเท่านั้น ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจให้การต่อสู้ในคำให้การได้เนื่องจากศาลชั้นต้นในคดีที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวก่อนที่จะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ แต่ปัญหาเรื่องที่คำพิพากษาสองสำนวนในเหตุละเมิดครั้งเดียวกันจะบังคับให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 3 มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,075,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,075,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายโกศลและจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 75,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ และความผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมนั้น ต้องไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ด้วย โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ว - 3766 กรุงเทพมหานคร และตกลงว่าจะรับผิดชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดจากรถยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ได้รับความเสียหาย โดยมิได้บรรยายรายละเอียดพอที่ให้จำเลยที่ 3 ทราบได้ว่า จำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องอย่างไรกับนายโกศล หรือจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไรบ้าง คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องจะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าในชั้นยื่นคำให้การจำเลยที่ 3 ให้การรับว่า ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ว - 3766 กรุงเทพมหานคร ไว้จริง เพียงแต่ปฏิเสธว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้ รวมถึงการอ้างเหตุสุดวิสัย ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าจำเลยที่ 3 จะเสนอกรมธรรม์ประกันภัยในชั้นพิจารณา แสดงว่าจำเลยที่ 3 ครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ว - 3766 กรุงเทพมหานคร ไว้ เมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับสำเนาคำฟ้องจากโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบและสามารถทราบได้ทันทีว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในความเสียหายที่นายโกศลซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวก่อขึ้น กรณีจึงหาทำให้จำเลยที่ 3 หลงข้อต่อสู้ไม่ ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า นายโกศลขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้ในขณะเมาสุราจนไม่อาจควบคุมรถยนต์ได้ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และหากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดความรับผิดของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เกินกว่าความรับผิดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยหักด้วยจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ให้แก่บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว เห็นว่า ในข้อที่ว่านายโกศลขับรถยนต์ในขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้หรือไม่นั้น จำเลยที่ 3 มีภาระการพิสูจน์ แต่ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีเพียงผลการตรวจเลือดนายโกศลที่ระบุว่าตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือด 0.183 กรัมเปอร์เซ็นต์ และมีผู้จัดการศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 3 มาเบิกความสนับสนุนว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ใหม่ทางกรมการประกันภัยกำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่จะไม่ต้องรับผิดไว้จำนวน 0.150 กรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุนายโกศลอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรายาเมาถึงขนาดที่ไม่สามารถควบคุมรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้ได้ จำเลยที่ 3 จึงหาอาจยกข้อดังกล่าวขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ สำหรับจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังเกิดเหตุในคดีนี้บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับประกันภัยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางด่วนขั้นที่ 2 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ไปจำนวน 464,893 บาท และต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 3 โดยได้มีการตั้งอนุญาโตตุลาการและร้องขอต่อศาลให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจำเลยที่ 3 ก็ได้ชำระเงินให้แก่บริษัทดังกล่าวไปตามคำพิพากษาในคดีอนุญาโตตุลาการแล้วจำนวน 691,190 บาท โดยเป็นต้นเงินจำนวน 499,958 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งรับประกันภัยในความเสียหายต่อทรัพย์สินต่อหนึ่งครั้งเป็นเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินเพียง 500,042 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเท่านั้น ซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจให้การต่อสู้ในคำให้การได้เนื่องจากศาลชั้นต้นในคดีที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวก่อนที่จะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ แต่ปัญหาเรื่องที่คำพิพากษาสองสำนวนในเหตุละเมิดครั้งเดียวกันจะบังคับให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 3 จึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 500,042 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมเพ็ชร พินิจวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2553
#498546
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยคนเดียวกับจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 291/2529 ของศาลชั้นต้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และประเด็นพิพาทเป็นประเด็นเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิในที่ดินพิพาทมาจาก ส. โจทก์ในคดีก่อน แต่เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของคนก่อนซึ่งได้ขายที่พิพาทให้แก่ ส. กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้สืบสิทธิในที่พิพาทต่อจาก ส. โจทก์ในคดีก่อน โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเดียวกันกับคดีก่อน มีสิทธิฟ้องเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองไปเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 323 ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม และพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาทส่วนที่เป็นสีแดงตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นคู่ความในคดีที่นายสงวนเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลย คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ ประกอบกับการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทของจำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ในฐานะบุคคลภายนอกย่อมมีสิทธินำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยคนเดียวกันกับจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 291/2529 ของศาลชั้นต้น ที่ดินที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และประเด็นพิพาทเป็นประเด็นเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิในที่พิพาทมาจากนายสงวนโจทก์ในคดีก่อน แต่เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของคนก่อนซึ่งได้ขายที่พิพาทให้แก่นายสงวน กรณีจึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นผู้สืบสิทธิในที่พิพาทต่อจากนายสงวนโจทก์ในคดีก่อน โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเดียวกันกับคดีก่อน มีสิทธิฟ้องเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารมย์ จูวัฒนสำราญ
จำเลย — สุขาภิบาลอำเภอบรบือ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2346/2553
#504644
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกมีใจความสำคัญว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ 2 ครอบครองเดิมเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ส. บิดาภริยาของจำเลยที่ 2 ได้หักล้างถางพงเข้าครอบครองอย่างเป็นเจ้าของโดยปลูกบ้านอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2450 จนกระทั่งปี 2502 ส. จึงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ครอบครองต่อมา คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจาก ส. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนก่อน โดย ส. เป็นผู้แผ้วถางที่ดินพิพาทซึ่งในขณะนั้นยังเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า แล้วเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2450 ก่อนที่ทางการจะออกโฉนดที่ดินในปี 2464 การที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่าที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยการครอบครองปรปักษ์จึงขัดกับคำให้การและฟ้องแย้งในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ทั้งสามฟ้องและจำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะรับวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 17/1 และบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 2 ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ตลอดจนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามตามโฉนดเลขที่ 2343 ตำบลสมัค อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กับส่งมอบการครอบครองคืนในสภาพปกติ ทั้งมิให้จำเลยทั้งสามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รื้อถอนและทำการขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดิน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย ค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะ ค่าฤชาธรรมเนียมในการรังวัดที่ดินพิพาทเป็นเงิน 24,385 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 17,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 37,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2343 ตำบลบางสมัค อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามแผนที่วิวาทของสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2539 ด้านทิศเหนือบริเวณที่ระบายด้วยเส้นสีน้ำเงินเนื้อที่ 1 งาน 50 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และบริเวณที่ระบายด้วยเส้นสีแดง เนื้อที่ 3 งาน 16 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้โจทก์ทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2343 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อนำไปจดทะเบียนสิทธิการได้มาต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้พนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง จัดการแก้ทะเบียนและรูปแผนที่ในโฉนดแล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงในโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเนื้อที่ตามแผนที่วิวาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง จัดทำฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2539

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสาววนิดา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวาร รื้อถอนบ้านเลขที่ 17/1 และบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 2 ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามโฉนดที่ดินเลขที่ 2343 ตำบลบางสมัค อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา สภาพปกติทั้งมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 3,000 บาท และเดือนละ 5,000 บาท ตามลำดับนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามกับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่านายความให้ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสามจำนวน 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2343 ตำบลบางสมัค อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 85 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 งาน 16 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดดังกล่าวตามแผนที่วิวาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ 2343 และให้จำเลยทั้งสามเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ทั้งสามไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสามและบริวารอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป จึงขอบังคับให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกมีใจความสำคัญว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง เดิมเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า นายสุข บิดาภริยาของจำเลยที่ 2 ได้หักล้างถางพงเข้าครอบครองอย่างเป็นเจ้าของโดยปลูกบ้านอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2450 จนกระทั่งปี 2502 นายสุขจึงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ครอบครองต่อมา คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายสุขซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนก่อน โดยนายสุขเป็นผู้แผ้วถางที่ดินพิพาทซึ่งในขณะนั้นยังเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า แล้วเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2450 ก่อนที่ทางราชการจะออกโฉนดที่ดินเลขที่ 2343 ในปี 2464 การที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยการครอบครองปรปักษ์จึงขัดกับคำให้การและฟ้องแย้งในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ทั้งสามฟ้องและจำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1328 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะรับวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนพรัตน์ วงศ์พานิช กับพวก
จำเลย — นายสมาน นาเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2329/2553
#498981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเพิ่มจำนวนเงินค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางที่เรียกร้องให้จำเลยชำระ จากฟ้องเดิมตามใบเรียกเก็บเงิน 178 ฉบับ จำนวน 87,038.03 ดอลลาร์สหรัฐ ขอเพิ่มเติมอีก 102 ฉบับนั้น โจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่ามีหนี้จำนวนนั้นที่จำเลยค้างชำระอยู่ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องคดี ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถาน

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวาง ซึ่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้คำนิยามของอุปกรณ์แห่งค่าระวางโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวาง ดังนั้น ค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางจึงมีอายุความเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้กำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าระวางไว้ จึงต้องใช้อายุความตามที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (3) กำหนดไว้ว่าสิทธิเรียกร้องค่าระวางมีกำหนด 2 ปี โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 และหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 178 ฉบับ ล้วนเป็นใบแจ้งหนี้ที่ครบกำหนดชำระหลังวันที่ 25 ตุลาคม 2543 เมื่อนับถึงวันฟ้อง จึงยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์สำหรับหนี้ตามใบแจ้งหนี้ในส่วนนี้ จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 208,020.17 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 170,763.26 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 172,641.75 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 143,794.26 ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยชำระเป็นเงินบาทไทย ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้น ก่อนวันที่มีการใช้เงิน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ประการแรก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหลังวันชี้สองสถาน โดยเพิ่มจำนวนเงินค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางที่เรียกร้องให้จำเลยชำระ จากฟ้องเดิมตามใบเรียกเก็บเงิน 178 ฉบับ จำนวน 87,038.03 ดอลลาร์สหรัฐ ขอเพิ่มเติมอีก 102 ฉบับ จำนวน 82,600.23 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 169,638.26 ดอลลาร์สหรัฐ ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามใบเรียกเก็บเงินจำนวน 102 ฉบับ ที่ขอเพิ่มเติมฟ้อง เป็นหนี้ที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นในช่วงปี 2542 ถึงปี 2544 ก่อนสรุปยอดหนี้ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2544 เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยโดยฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 และเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหนี้ตามใบเรียกเก็บเงิน 178 ฉบับ ที่โจทก์อ้างในฟ้องเดิมด้วย เมื่อคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2546 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 จึงเป็นการยื่นคำร้องหลังวันชี้สองสถานเป็นเวลาเกือบ 5 เดือน และไม่ใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 เพราะโจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่ามีหนี้ที่จำเลยค้างชำระจำนวนนี้อยู่ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถาน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ซึ่งเมื่อคำร้องขออนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ในส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 102 ฉบับ เป็นการไม่ชอบด้วยเหตุดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดในหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 178 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 87,038.03 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องเดิมขาดอายุความหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวาง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ให้คำจำกัดความของคำว่า "อุปกรณ์แห่งค่าระวาง" ว่า "ค่าใช้จ่ายอย่างใดที่ผู้ขนส่งได้เสียไปโดยควรในระหว่างขนส่ง ซึ่งตามประเพณีในการขนส่งทางทะเลถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวาง..." ดังนั้น ค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวางจึงมีอายุความเป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีนี้พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มิได้กำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าระวางไว้ แต่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) บัญญัติไว้ว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี...(3)...ค่าระวาง..." อายุความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องค่าระวางจึงมีกำหนด 2 ปี ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 โดยก่อนเพิ่มเติมฟ้องโจทก์ฟ้องเรียกค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางซึ่งถึงกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้รวม 178 ฉบับ ล้วนเป็นใบแจ้งหนี้ที่ครบกำหนดชำระหลังวันที่ 25 ตุลาคม 2543 เมื่อนับถึงวันฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางภายในกำหนด 2 ปี นับแต่มูลหนี้ตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับครบกำหนดชำระเงิน ดังนั้น สำหรับมูลหนี้ตามใบแจ้งหนี้ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 106,149.78 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 88,163.03 ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (3)
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัลค์ฮอล จำกัด
จำเลย — บริษัทอินโด - รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2329/2553
#509556
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้คำจำกัดความของคำว่า "อุปกรณ์แห่งค่าระวาง" ว่า "ค่าใช้จ่ายอย่างใดที่ผู้ขนส่งได้เสียไปโดยควรในระหว่างขนส่ง ซึ่งตามประเพณีในการขนส่งทางทะเลถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวาง..." ดังนั้น ค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวางจึงมีอายุความเป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีนี้ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้กำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าระวางไว้ แต่ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (3) บัญญัติไว้ว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี...(3)...ค่าระวาง..." อายุความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องค่าระวางจึงมีกำหนด 2 ปี ตามบทมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางทะเล จำเลยประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออกสินค้ากรดและเคมีภัณฑ์ซึ่งรวมถึงเฟอฟูรีล แอลกอฮอล์ ตั้งแต่ปี 2540 ถึงเดือนมกราคม 2544 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าเฟอฟูรีล แอลกอฮอล์ ทางทะเลจากท่าเรือกรุงเทพไปยังประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป โจทก์เป็นผู้จัดหาภาชนะบรรจุสินค้าขนาด 20 ฟุต เพื่อให้จำเลยนำไปบรรจุสินค้า ณ โรงงานของจำเลย จำเลยตกลงชำระค่าระวาง อุปกรณ์แห่งค่าระวางโดยอุปกรณ์แห่งค่าระวางได้แก่ ค่าใช้ถังสินค้าและค่าใช้สถานที่เก็บรักษาถังสินค้า คิดราคาเป็นรายวันนับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ยินยอมให้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำเลยตกลงชำระเงินค่าระวางให้โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับจากวันที่ระบุในใบเรียกเก็บเงิน สำหรับการชำระค่าอุปกรณ์แห่งค่าระวาง โจทก์จะออกใบเรียกเก็บเงินจากจำเลยต่อเมื่อมีค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว และจำเลยตกลงจะชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับจากวันที่ระบุในใบเรียกเก็บเงินเช่นกัน ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา จำเลยได้ชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางให้กับโจทก์มาโดยตลอด ต่อมาในปี 2542 ถึงปี 2544 จำเลยผิดนัดชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางโดย ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จำเลยค้างชำระเงินแก่โจทก์ตามใบแจ้งหนี้ 280 ฉบับ เป็นเงินทั้งสิ้น 169,638.26 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ จำเลยยังค้างชำระค่าระวางในการขนส่งสินค้าจำนวน 5 ถังสินค้า ในช่วงเดือนธันวาคม 2543 ถึงเดือนมกราคม 2544 เป็นเงินจำนวน 1,125 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 170,763.26 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 208,020.17 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 170,763.26 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวาง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 หนี้ค้างชำระที่อ้างว่าเกิดขึ้นระหว่างปี 2542 ถึงปี 2543 จึงขาดอายุความ ค่าใช้ถังสินค้าและค่าใช้สถานที่เก็บไม่ใช่อุปกรณ์แห่งค่าระวาง เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้เสียไปโดยควรในระหว่างขนส่ง โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินเกินความเป็นจริง มีการส่งใบเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อน ทั้งที่จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์เกือบหมดสิ้นแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังส่งใบเรียกเก็บเงินที่ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินจากจำเลยอีกจำนวน 17,300 ดอลลาร์สหรัฐ อันเนื่องมาจากสินค้าที่โจทก์รับขนจากจำเลยได้รับความเสียหายเพราะสินค้าในถังปลอมปน ซึ่งเกิดเหตุเพราะความบกพร่องของโจทก์เองในฐานะผู้ขนส่งที่จัดเตรียมภาชนะที่ใช้ขนส่งไม่เหมาะสมและสะอาดพอ หากจำเลยจะมีเงินค้างชำระแก่โจทก์ก็ไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ยึดหน่วงและนำสินค้าของจำเลยออกขายโดยพลการในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนั้น จึงยังมีเงินส่วนหนึ่งที่โจทก์ยังต้องคืนแก่จำเลยด้วย จำเลยได้ฟ้องเรียกร้องเอาเงินส่วนนี้จากโจทก์เป็นคดีหมายเลขดำที่ กค. 509/2544 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ฉะนั้นจึงไม่มีเงินค้างจ่ายที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์อีกต่อไป และที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยนำเงินจำนวน 82,600.23 ดอลลาร์สหรัฐ มาเพิ่มรวมเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ด้วยนั้นมิชอบ หนี้ดังกล่าวขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 172,641.75 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 143,794.26 ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยชำระเป็นเงินบาทไทย ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้น ก่อนวันที่มีการใช้เงิน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าประเภทของเหลวไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยจัดถังสินค้าเปล่าของโจทก์ไปให้ลูกค้าเพื่อบรรจุสินค้า ณ สถานที่ทำการของลูกค้าตามภาพถ่ายถังสินค้าหมาย จ. 1 หลังจากนั้นโจทก์จะจัดส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางตามที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า และลูกค้าชำระค่าระวางให้แก่โจทก์ จำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการผลิตสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ "เฟอฟูรีล แอลกอฮอล์" เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ ตามเอกสารหมาย จ. 2 โดยเป็นลูกค้าของโจทก์นับแต่ปี 2540 โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงในเรื่องการเก็บค่าระวางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขนส่งสินค้า โดยอัตราค่าระวางในการขนส่งสินค้ารวมถึงค่าภาระท่าเรือที่ท่าเรือต้นทางและท่าเรือปลายทาง ค่าระวางในการขนส่งทางทะเล ค่าธรรมเนียมใบตราส่ง ค่าทำความสะอาดถังสินค้า ค่าใช้ถังสินค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 21 วัน หากมีการใช้ถังสินค้าเกินกว่าระยะเวลา 21 วัน โจทก์จะเรียกเก็บค่าใช้ถังสินค้าจากจำเลยนับแต่วันที่พ้นกำหนดเป็นต้นไป และค่าใช้สถานที่เก็บรักษาถังสินค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 วัน ในเส้นทางทวีปยุโรป และเป็นเวลา 5 วัน ในเส้นทางทวีปอเมริกาเหนือ หากมีการใช้สถานที่เก็บถังสินค้าเกินกว่า 3 วัน หรือ 5 วัน ดังกล่าวโจทก์จะเรียกเก็บค่าใช้สถานที่นับจากวันพ้นกำหนด 3 วัน หรือ 5 วัน เป็นต้นไป ตามเอกสารหมาย จ. 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหลังวันชี้สองสถาน โดยเพิ่มจำนวนเงินค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางที่เรียกร้องให้จำเลยชำระ จากฟ้องเดิมตามใบเรียกเก็บเงิน 178 ฉบับ จำนวน 87,038.03 ดอลลาร์สหรัฐ ขอเพิ่มเติมอีก 102 ฉบับ จำนวน 82,600.23 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 169,638.26 ดอลลาร์สหรัฐ ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามใบเรียกเก็บเงินจำนวน 102 ฉบับ ที่ขอเพิ่มเติมฟ้อง เป็นหนี้ที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นในช่วงปี 2542 ถึงปี 2544 ก่อนสรุปยอดหนี้ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2544 เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยโดยฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 และเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหนี้ตามใบเรียกเก็บเงิน 178 ฉบับ ที่โจทก์อ้างในฟ้องเดิมด้วย เมื่อคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2546 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 จึงเป็นการยื่นคำร้องหลังวันชี้สองสถานเป็นเวลาเกือบ 5 เดือน และไม่ใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 เพราะโจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่ามีหนี้ที่จำเลยค้างชำระจำนวนนี้อยู่ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ข้อที่โจทก์อ้างในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า โจทก์ได้ถูกจำเลยฟ้องไว้ก่อนคดีนี้ในมูลที่อ้างว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งยึดหน่วงสินค้าของจำเลยที่รับขนส่งให้ไว้โดยไม่ชอบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 ว่าโจทก์ยึดหน่วงสินค้าไว้โดยไม่ชอบ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย ทำให้โจทก์ไม่อาจนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ที่ยึดหน่วงเอามาหักชำระหนี้ค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางจำนวน 102 ฉบับ ดังกล่าวได้และโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวไว้ ซึ่งหากโจทก์จะรอฟังผลคดีของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอาจทำให้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าระวางตามใบแจ้งหนี้จำนวน 102 ฉบับ ดังกล่าวขาดอายุความจึงจำต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้นได้ความว่า คดีดังกล่าวนั้นบัดนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2890/2549 ที่ได้ให้นำสำเนาคำพิพากษามาผูกรวมเข้าไว้กับคดีนี้แล้ว ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวจำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ชำระค่าระวางตามใบแจ้งหนี้จำนวน 102 ฉบับ ดังกล่าวด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งคดีถึงที่สุดว่าไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาว่าโจทก์ยึดหน่วงสินค้าของจำเลยเพื่อเอาชำระหนี้ค่าระวางโดยไม่ชอบดังนี้ จึงเท่ากับว่าหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 102 ฉบับ นั้น โจทก์เลือกวิธีการที่จะให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการยึดหน่วงทรัพย์ของจำเลยที่อยู่ในครอบครองของโจทก์และนำออกขายด้วยตนเองเพื่อเอาชำระหนี้ดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โดยไม่ใช้สิทธิด้วยการฟ้องบังคับชำระหนี้ ครั้นเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วง แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่ามีหนี้ค่าระวางตามใบแจ้งหนี้จำนวน 102 ฉบับ กันจริง หรือไม่ เพราะไม่มีประเด็นในคดีดังกล่าว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในคดีนี้ เมื่อโจทก์เลือกดำเนินการโดยไม่ชอบดังกล่าวแทนการที่จะฟ้องรวมกันมาในคดีนี้ตั้งแต่แรก ทั้งโจทก์ยังเลือกที่จะฟ้องแย้งในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2890/2549 ที่จำเลยฟ้องโจทก์ในมูลยึดหน่วงสินค้าโดยไม่ชอบ ซึ่งต่างมูลกันกับคดีนี้ ล้วนเป็นความผิดพลาดของโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถาน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ซึ่งเมื่อคำร้องขออนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ในส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 102 ฉบับ เป็นการไม่ชอบด้วยเหตุดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดในหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน จึงยังคงเหลือจำนวนหนี้ที่พิพาทกันในคดีนี้คือหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 178 ฉบับ ตามฟ้องเดิมก่อนมีการขอแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 178 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 87,038.03 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องเดิมขาดอายุความหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวาง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้คำจำกัดความของคำว่า "อุปกรณ์แห่งค่าระวาง" ว่า "ค่าใช้จ่ายอย่างใดที่ผู้ขนส่งได้เสียไปโดยควรในระหว่างขนส่ง ซึ่งตามประเพณีในการขนส่งทางทะเลถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวาง..." ดังนั้น ค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวางจึงมีอายุความเป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีนี้พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้กำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าระวางไว้ แต่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) บัญญัติไว้ว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี...(3)...ค่าระวาง..." อายุความเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องค่าระวางจึงมีกำหนด 2 ปี ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2545 โดยก่อนเพิ่มเติมฟ้องโจทก์ฟ้องเรียกค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางซึ่งถึงกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้รวม 178 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ. 115 ถึง จ. 292 ล้วนเป็นใบแจ้งหนี้ที่ครบกำหนดชำระหลังวันที่ 25 ตุลาคม 2543 เมื่อนับถึงวันฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางภายในกำหนด 2 ปี นับแต่มูลหนี้ตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับครบกำหนดชำระเงิน ดังนั้น สำหรับมูลหนี้ตามใบแจ้งหนี้ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าระวางและอุปกรณ์แห่งค่าระวางสำหรับหนี้ตามใบแจ้งหนี้จำนวน 178 ฉบับ ตามฟ้องเดิมเพียงใด โดยจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกหนี้ส่วนนี้ด้วยสาเหตุสามประการ ประการแรกคือมูลหนี้ที่จำเลยขอให้โจทก์ตรวจสอบเป็นเงิน 22,804.50 ดอลลาร์สหรัฐ ในเอกสารหมาย จ. 7 ไม่ถูกต้อง ประการที่สองคือ ค่าใช้ถัง และค่าใช้สถานที่เก็บที่เรียกเก็บสูงเกินไป และประการที่สาม ใบแจ้งเรียกเก็บเงินจำนวน 40,104.50 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ส่งคืนโจทก์ไปตามเอกสารหมาย ล. 11 ไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อโต้แย้งดังกล่าวจะได้วินิจฉัยรวมกันไป เห็นว่า ใบแจ้งหนี้ที่โจทก์อ้างส่งตามเอกสารหมาย จ. 115 ถึง จ. 292 ส่วนใหญ่เป็นชุดเอกสาร มีการแนบใบตราส่งสำหรับการที่โจทก์จัดการขนส่งให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งด้วย ในเอกสารใบแจ้งหนี้และใบตราส่งดังกล่าว มีรายละเอียดชื่อผู้ส่งคือจำเลย สินค้าที่ขนส่งคือเฟอฟูรีล แอลกอฮอล์ ของจำเลย ราคาสินค้า วันเวลาที่ขนส่ง ท่าเรือต้นทาง ท่าเรือปลายทาง เรือที่ใช้ขนส่ง สถานที่ที่ต้องนำสินค้าไปส่งและรายละเอียดอื่น ๆ อีกมาก ที่สมเหตุสมผลและยากที่จะเป็นเอกสารที่ทำขึ้นมาเองโดยมีเนื้อความเป็นเท็จ โจทก์ยังมีนายริชาร์ด ผู้จัดการทั่วไปของสาขาโจทก์ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการติดต่อลูกค้ารายจำเลยและเรียกเก็บเงินตามใบแจ้งหนี้มาเบิกความถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ โจทก์ยังมีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โต้ตอบระหว่างโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย จ. 7 ซึ่งจำเลยโดยนายโอ.พี. ได้ตอบการทวงหนี้ค่าระวางของโจทก์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 ว่าจะชำระให้โจทก์ถ้าหากโจทก์ยอมลดราคาลง ครั้นโจทก์ไม่ตกลงด้วยโดยยืนยันเรียกเก็บเงิน จำเลยโดยนายโอ.พี. ได้มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ไปถึงโจทก์อีกครั้งเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ตามเอกสารหมาย จ. 8 ในทำนองขอความเห็นใจว่า วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งธุรกิจทั่วไปและธุรกิจที่เกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ การส่งสินค้าของจำเลยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกามีความซบเซา เมื่อคำนึงถึงภาวะขาดทุนที่เกิดขึ้นจากสภาวะของตลาดที่ไม่ดี จำเลยขอให้โจทก์ได้ช่วยเหลือในการผ่อนปรนเพื่อที่จะให้จำเลยสามารถชำระเงินที่ค้างอยู่ได้ จึงขอส่วนลดจำนวนลงโดยไม่ได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินที่เรียกร้องเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกเก็บไม่ถูกต้องตามสัญญา ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยนั้น ตามเอกสารหมาย ล. 11 ที่เป็นหนังสือที่จำเลยส่งถึงโจทก์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2544 ขอคืนใบเรียกเก็บเงินจำนวน 24 ฉบับ มูลค่า 40,104.50 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น ก็ไม่ปรากฏชัดจากพยานหลักฐานดังกล่าวว่าเป็นใบเรียกเก็บเงินช่วงใด อยู่ในใบเรียกเก็บเงิน 102 ฉบับแรก หรืออยู่ในใบเรียกเก็บเงินจำนวน 178 ฉบับ และโจทก์เรียกเก็บเงินไม่ถูกต้องอย่างไร นางพรแข ปะสัน พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งออกของจำเลยที่อ้างว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ก็ให้ถ้อยคำและเบิกความว่า เงินจำนวน 22,804.50 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยโต้แย้งนั้น ปรากฏหลักฐานตามใบเรียกเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ. 16 จ. 32 และ จ. 34 ซึ่งใบเรียกเก็บเงินหมาย จ. 16 จ. 32 และ จ. 34 นั้น ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของใบเรียกเก็บเงิน 102 ฉบับแรก จึงไม่เกี่ยวกับใบเรียกเก็บเงินจำนวน 178 ฉบับ ที่เป็นใบเรียกเก็บเงินส่วนที่เป็นปัญหาให้ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ นอกจากนี้นางพรแขก็ไม่ได้เบิกความอธิบายถึงใบเรียกเก็บเงินที่จำเลยส่งคืนโจทก์จำนวน 24 ฉบับ ตามเอกสารหมาย ล. 11 จำนวนเงิน 40,104.50 ดอลลาร์สหรัฐ ว่าเป็นใบเรียกเก็บเงินที่ไม่ถูกต้องเพราะอะไร ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์คิดค่าเช่าถังสินค้าเกินกว่าที่ตกลงกันไว้นั้น พยานก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เชื่อว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามใบเรียกเก็บเงินจำนวน 178 ฉบับ ตามจำนวนและวันเวลาที่โจทก์ฟ้องจริง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 106,149.78 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 88,163.03 ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัลค์ฮอล จำกัด
จำเลย — บริษัทอินโด-รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2553
#505271
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 (เดิม) คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้สิ้นสุดลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ตามลำดับจำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 15 ธันวาคม 2540 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 16 ธันวาคม 2540 โจทก์แถลงขอให้บังคับยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 จึงยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่คดีนี้ถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 บริษัท เค.เอ.สยาม แอสเซ็ทส์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

วันที่ 19 ตุลาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 48639 ตำบลคูคต อำเภอคูดต จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการยึดทรัพย์ดังกล่าวไว้ โดยเห็นว่าพ้นระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งว่าการบังคับคดีของโจทก์ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดนับแต่วันถัดจากวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 โจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 28 กันยายน 2550 พ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุดเมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้สิ้นสุดลง ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 15 ธันวาคม 2540 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 16 ธันวาคม 2540 โจทก์แถลงขอให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 จึงยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 207 (เดิม) ม. 208 (เดิม) ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด
โดยบริษัท เค.เอ.สยาม แอสเซ็ทส์ จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางเกษร ทองยิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2319/2553
#505578
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้งมิได้พิจารณาจากการที่จำเลยกับพวกจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตต่อเนื่องกันหรือไม่ซึ่งเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่ง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างช่วงเดือนสิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2546 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนว่าจำเลยกับพวกได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศ ม. ได้ จนผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อ ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากผู้เสียหายทั้งสาม เหตุเกิดที่ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส่วนคดีก่อนโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนเมษายน 2545 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบแปดว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งสิบแปดไปทำงานที่ประเทศ ม. ได้ จนผู้เสียหายทั้งสิบแปดหลงเชื่อ ยอมให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบแปด เหตุเกิดที่ตำบลจรัส ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้กับคดีก่อนจึงมีวันกระทำความผิดต่างกันในเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม 2545 และเดือนมกราคม 2546 และความผิดดังกล่าวจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกัน มีการดำเนินการและจ่ายเงินให้แก่จำเลยกับพวกเหมือนกัน แต่จำเลยกับพวกหลอกลวงต่อบุคคลต่างราย เกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างช่วงเดือนสิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2546 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกอีกหลายคน ร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่นายเว็ด ผู้เสียหายที่ 1 นายลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 นายเสือน ผู้เสียหายที่ 3 และประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นคนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในประเทศมาเลเซียและประเทศอื่นให้แก่นายจ้างในต่างประเทศดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกร่วมกันเรียกและรับค่าบริการตอบแทนในการจัดหางานจากคนหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และร่วมกันหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนทั่วไปโดยการโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปว่า จำเลยกับพวกได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศมาเลเซีย โดยจะได้รับค่าตอบแทนจากนายจ้างในต่างประเทศแต่คนหางานต้องเสียเงินเป็นค่าสมัคร ค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการจัดหางานให้แก่จำเลยกับพวกอันเป็นความเท็จ โดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนและผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้สมัครงานกับจำเลยและพวก ทำให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 66,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 65,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 197,000 บาท เหตุเกิดที่ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เกี่ยวพันกัน จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1388/2551 และ 1389/2551 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 66,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 65,000 บาท และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1388/2551 และ 1389/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1388/2551 และ 1389/2551 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากทั้งสองคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้และยกฟ้องในข้อหาร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 66,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 65,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 วรรคแรก, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุในคดีนี้อยู่ในช่วงเวลาเกิดเหตุในคดีก่อน แม้ผู้เสียหายทั้งสามและสถานที่เกิดเหตุในคดีนี้ต่างกับคดีก่อน แต่การหลอกลวงของจำเลยเป็นการกระทำตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะครบองค์ประกอบความผิดเมื่อผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อและเดินทางไปสมัครงานกับดำเนินการต่าง ๆ ตามที่บริษัทแสนเลิศหลวง จำกัด กำหนด แล้วรอวันเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ แต่ไม่สามารถเดินทางไปทำงานในต่างประเทศได้ ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองคดีได้รับการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ดังนี้ จึงมิใช่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แล้วบริษัทแสนเลิศหลวง จำกัด และจำเลยหยุดดำเนินการประกอบการธุรกิจจัดหางาน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองคดีได้กระทำในช่วงเวลาติดต่อกันเรื่อยมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาประกอบธุรกิจจัดหางานต่อเนื่องติดต่อในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว เห็นว่า การกระทำความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากการที่จำเลยกับพวกจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตต่อเนื่องกันหรือไม่ซึ่งเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อระหว่างช่วงเดือนสิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2546 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงประชาชนว่าจำเลยกับพวกได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและสามารถจัดหางานและส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศมาเลเซียได้ จนผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อ ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากผู้เสียหายทั้งสาม เหตุเกิดที่ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชดและตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนเมษายน 2545 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบแปดว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งสิบแปดไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียได้ จนผู้เสียหายทั้งสิบแปดหลงเชื่อ ยอมให้จำเลยกับพวกได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบแปด เหตุเกิดที่ตำบลจรัส ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ และตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้กับคดีก่อนจึงมีวันกระทำความผิดต่างกันในเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม 2545 และเดือนมกราคม 2546 และความผิดดังกล่าวจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะเป็นการหลอกลวงด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกัน มีการดำเนินการและจ่ายเงินให้แก่จำเลยกับพวกเหมือนกัน แต่จำเลยกับพวกหลอกลวงต่อบุคคลต่างรายเกิดขึ้นคนละสถานที่และต่างวันเวลากัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายศักดิ์กรินทร์ สีคำภา
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2553
#500129
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6 (1) (2), 17 ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์หรือเป็นนายวงแชร์ที่แท้จริง ดังนี้ แม้ตามคำฟ้องตอนต้นระบุว่า จำเลยเป็นนายวงแชร์ 7 วง อันเป็นการจัดให้มีการเล่นแชร์มากกว่าสามวงและมีสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน และกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งเกี่ยวกับการจัดตั้งวงแชร์ของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 และประชาชนทั่วไป แต่ในคำฟ้องต่อไปได้อธิบายถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ความจริงจำเลยไม่มีสมาชิกครบตามจำนวนวงแชร์ดังที่จำเลยแจ้งต่อผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่น แต่จำเลยอ้างหรือจัดตั้งชื่อผู้มีชื่อขึ้นมาเป็นสมาชิกเพื่อให้ครบตามจำนวนสมาชิกวงแชร์ อันเป็นความเท็จ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่นหลงเชื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกวงแชร์เพื่อให้จำเลยได้เงินค่างวดแชร์จากผู้เสียหายแต่ละคน แสดงว่าจำเลยเพียงแต่อ้างการจัดให้มีการเล่นแชร์มาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่างวดแชร์ จำเลยมิได้มีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามที่โจทก์ระบุในตอนต้นของคำฟ้อง ทั้งตามฟ้องโจทก์มิได้บรรยายชัดแจ้งว่าบุคคลที่เข้าร่วมเล่นแชร์กับจำเลยและผู้เสียหายทั้งเจ็ดในแต่ละวงที่แท้จริงมีจำนวนเท่าใด จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์อันจะเป็นการเล่นแชร์ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4 ดังนี้ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องไม่อาจถือเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินรวมทั้งสิ้น 105,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคน และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 318/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2), 17 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวงและมีสมาชิกรวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน จำคุก 3 เดือน และฐานฉ้อโกงประชาชน จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน รวมจำคุก 45 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 เดือน 15 วัน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นภัยร้ายแรงก่อความเสียหายต่อประชาชนมุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น หลังเกิดเหตุจำเลยตกลงเจรจาชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเพียงบางคน และได้ชดใช้เป็นเงินจำนวนเล็กน้อย กรณีไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำเลย ให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 318/2547 หมายเลขแดงที่ 1171/2549 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินส่วนที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 16,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 16,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 16,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 15,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 15,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 15,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 12,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ส่วนกำหนดโทษในความผิดฐานนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้ว คงจำคุก 21 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนรวมกันมากกว่าสามวงและจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคนตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2), 17 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6 (1) (2), 17 การกระทำความผิดดังกล่าวผู้กระทำจะต้องมีเจตนาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนรวมกันมากกว่าสามวงหรือมีสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคนโดยผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์หรือเป็นนายวงแชร์ที่แท้จริง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้อธิบายถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยว่า ความจริงจำเลยไม่มีสมาชิกครบตามจำนวนวงแชร์ที่จำเลยจัดตั้งดังที่จำเลยได้แจ้งต่อผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่น แต่จำเลยอ้างหรือจัดตั้งชื่อผู้มีชื่อขึ้นมาเป็นสมาชิกเพื่อให้ครบตามจำนวนสมาชิกวงแชร์ตามที่ได้กล่าวอ้างกับผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่น อันเป็นข้อความเท็จ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดและผู้อื่นหลงเชื่อข้อความเท็จดังกล่าวเข้าร่วมเป็นสมาชิกวงแชร์และเพื่อให้จำเลยได้เงินค่างวดแชร์จากผู้เสียหายแต่ละคนใจความตามคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดให้มีการเล่นแชร์มาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่างวดแชร์จากผู้เสียหายทั้งเจ็ดหรือผู้อื่น จำเลยมิได้มีเจตนาจัดให้มีการเล่นแชร์ตามข้อกล่าวอ้างอันเป็นองค์ประกอบความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2) ตามที่โจทก์ได้ระบุเกริ่นไว้ในตอนต้นของคำบรรยายฟ้อง ทั้งตามฟ้องโจทก์มิได้บรรยายชัดแจ้งว่าบุคคลที่เข้าร่วมเล่นแชร์กับจำเลยและผู้เสียหายทั้งเจ็ดในแต่ละวงที่แท้จริงมีจำนวนเท่าใด จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์อันจะเป็นการเล่นแชร์ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ดังนี้ แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยในส่วนของความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องไม่อาจถือเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 343 วรรคแรก
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 6 (1) ม. 6 (2) ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นางพิกุล ศรีธงชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายณเทพ วิจิตรทัศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิรุฬท์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2303/2553
#506536
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมรับว่าเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบเสนอราคา เงินค้ำประกันการทำสัญญาและเงินค่าเช่าภายหลังสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วม กับมิได้ปฏิเสธถึงเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินของจำเลยร่วม จึงต้องฟังว่าเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยชำระให้โจทก์เป็นเงินของจำเลยร่วม ส่วนหนังสือขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่านั้นโจทก์นำสืบสนับสนุนว่า จำเลยร่วมมีหนังสือถึงโจทก์ขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าอ้างว่ามอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์จึงแจ้งจำเลยร่วมว่าได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว โดย ก. กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมเบิกความรับว่าได้รับเอกสารที่โจทก์แจ้งจริง ทั้งมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของหนังสือขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าการที่จำเลยร่วมนำสืบว่าไม่เคยมีหนังสือขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าถึงโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ที่จำเลยร่วมนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยร่วมทำท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าและออกเงินค้ำประกันการทำสัญญาเช่าให้จำเลย กับยินยอมให้จำเลยกู้เงินโดยไม่ทำหลักฐานการกู้เพื่อชำระค่าประมูล ค่าเช่าภายหลังสัญญา เพราะจำเลยร่วมได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยเป็นค่าจ้างให้ขนทรายในอัตรา 100 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร โดยวันหนึ่งขนทรายไม่ต่ำกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากบริษัทของจำเลยทำสัญญาขายทรายให้บริษัท ว. ดังนี้ แม้หากจะฟังว่าจำเลยร่วมรับจ้างขนทรายให้บริษัทของจำเลยก็ตาม แต่จำเลยผู้ว่าจ้างเพียงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้จำเลยร่วมผู้รับจ้างเท่านั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยร่วมต้องทำท่าขึ้นทรายเพื่อขนทรายให้บริษัทจำเลยตามที่รับจ้าง เมื่อการเช่าที่ดินตามฟ้อง เป็นการเช่าเพื่อทำท่าขึ้นทรายและจำเลยร่วมเข้าใช้ประโยชน์โดยการทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ในที่ดินที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วมเพื่อขนทรายไปส่งตามที่ว่าจ้าง และเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ตามสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วมทั้งสิ้นข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งยิ่งกลับทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์แทนจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ

เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ จึงเป็นเพียงนำสืบความจริงว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการเพื่อให้จำเลยร่วมเข้ามารับผิดตามสัญญาแทนจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์เนื้อที่ 4,164 ตารางเมตร เพื่อทำท่าขึ้นทราย มีกำหนดระยะเวลาเช่า 1 ปี ค่าเช่า 4,212,000 บาท ชำระค่าเช่าแล้วในวันทำสัญญาเป็นเงิน 1,263,600 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 12 เดือน เดือนละ 245,700 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่ารวม 9 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 2,211,300 บาท นอกจากนี้จำเลยยังทำให้สันทำนบเขื่อนรั้วเหล็กและถนนที่อยู่ในพื้นที่ที่เช่าชำรุดเสียหายคิดเป็นเงิน 975,170 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,186,470 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามสัญญา ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 421,200 บาท ให้แก่โจทก์ คงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาอีกจำนวน 2,765,270 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,765,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามฟ้องจริงโดยกระทำในฐานะตัวแทนเชิดของบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด ซึ่งเป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ แต่ได้กลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ และบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด ประกอบกิจการท่าขึ้นทรายเพียงผู้เดียว จำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งโจทก์ก็ทราบ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สันทำนบเขื่อนรั้วเหล็กและถนนตามฟ้องไม่ได้ชำรุดเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่เคยแต่งตั้งหรือเชิดให้จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์ และไม่มีความจำเป็นใช้พื้นที่ที่เช่าเพื่อทำท่าขึ้นทราย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,290,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ในส่วนของจำเลยให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,765,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยร่วมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท และใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นายกฤชและนางชูศรี หรือนางชุติกานต์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 จำเลยโดยนายกฤชได้ยื่นแบบใบเสนอราคาเช่นที่ดินตามฟ้องเพื่อทำท่าขึ้นทรายต่อโจทก์วางหลักประกันซองเป็นเงิน 50,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.16 จำเลยประมูลการเช่าได้ วันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์มีกำหนดเวลาการเช่า 1 ปี ตามเอกสารหมาย จ.3 ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงิน 1,263,600 บาท และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิค้ำประกันการเช่าของจำเลยต่อโจทก์วงเงิน 421,200 บาท โดยเงินประกันการเช่าเพื่อยื่นใบเสนอราคาค่าเช่าที่ดินและเงินค้ำประกันเป็นเงินของจำเลยร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยร่วมนำตู้คอนเทนเนอร์ รถแบ็กโฮ รถบรรทุกเข้าไปในที่ดินที่เช่า และทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วม จากนั้นบรรทุกทรายจากท่าขึ้นทรายดังกล่าวไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ จำเลยชำระเงินค่าเช่าให้โจทก์ 2 เดือน ซึ่งเป็นเงินของจำเลยร่วมแล้วจำเลยผิดนัดค้างชำระค่าเช่าโจทก์ 9 เดือน เป็นเงิน 2,211,300 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยจำเลยมิได้เปิดเผยให้โจทก์ทราบว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า จำเลยร่วมประสงค์สจะสร้างท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าจึงเชิดให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยกระทำในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วม และจำเลยร่วมออกเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบใบเสนอราคา เงินค่าเช่าล่วงหน้า เงินที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ออกหนังสือค้ำประกันการเช่าให้จำเลยและเงินค่าเช่าภายหลังทำสัญญา นอกจากนี้จำเลยร่วมให้จำเลยนทำหนังสือลงวันที่ย้อนหลังตามเอกสารหมาย จ.13 หรือ ล.20 มีข้อความระบุว่า จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมในการทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์และเงินค่าใช้จ่ายในการยื่นซองประมูลเพื่อเช่าที่ดิน เงินค่าเช่าล่วงหน้า เงินค้ำประกันในวันทำสัญญา เป็นเงินของจำเลยร่วมซึ่งจำเลยนำไปชำระแก่โจทก์กับมอบอำนาจให้จำเลยร่วมดำเนินการต่างๆ แทนจำเลย ภายหลังโจทก์มอบพื้นที่ที่เช่าให้จำเลย จำเลยร่วมเข้าทำประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ต่อมาจำเลยร่วมมีหนังสือยืนยันต่อโจทก์ว่าจำเลยร่วมมอบอำนาจให้จำเลยเป็นตัวแทนเข้าดำเนินการยื่นซองประกวดราคาและทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ จำเลยร่วมในฐานะตัวการขอให้โจทก์เปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่าจากจำเลยเป็นจำเลยร่วมและยินดีชำระเงินที่ค้างชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยร่วมอ้างเอกสารหมาย จ.13 ต่อโจทก์ด้วย ตามเอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า จำเลยร่วมรับว่าเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบเสนอราคา เงินค้ำประกันการทำสัญญาและเงินค่าเช่าภายหลังสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วม กับมิได้ปฏิเสธถึงเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินของจำเลยร่วม จึงต้องฟังว่าเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยชำระให้โจทก์เป็นเงินของจำเลยร่วม ส่วนหนังสือขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่านั้นโจทก์นำสืบสนับสนุนว่า จำเลยร่วมมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.12 ถึงโจทก์ขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าอ้างว่ามอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์จึงแจ้งจำเลยร่วมว่าได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 โดยนายกฤชกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมเบิกความรับว่าได้รับเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 จริง ทั้งมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหมาย จ.12 การที่จำเลยร่วมนำสืบว่าไม่เคยมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.12 ถึงโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ที่จำเลยร่วมนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยร่วมทำท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าและออกเงินค้ำประกันการทำสัญญาเช่าให้จำเลย กับยินยอมให้จำเลยกู้เงินโดยไม่ทำหลักฐานการกู้เพื่อชำระค่าประมูล ค่าเช่าภายหลังสัญญา เพราะจำเลยร่วมได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยเป็นค่าจ้างให้ขนทรายในอัตรา 100 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร โดยวันหนึ่งขนทรายไม่ต่ำกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากบริษัทของจำเลยทำสัญญาขายทรายให้บริษัท วี.เอส.เค ร่วมค้า จำกัด เห็นว่า แม้หากจะฟ้องว่าจำเลยร่วมรับจ้างขนทรายให้บริษัทของจำเลยก็ตาม แต่จำเลยผู้ว่าจ้างเพียงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้จำเลยร่วมผู้รับจ้างเท่านั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยร่วมต้องทำท่าขึ้นทรายเพื่อขนทรายให้บริษัทของจำเลยตามที่รับจ้าง เมื่อการเช่าที่ดินตามฟ้องเป็นการเช่าเพื่อทำท่าขึ้นทรายและจำเลยร่วมเข้าใช้ประโยชน์โดยการทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ในที่ดินที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วมเพื่อขนทรายไปส่งตามที่ว่าจ้าง และเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ตามสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วมทั้งสิ้น ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังทั้งยิ่งกลับทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 แทนจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า โจทก์พิจารณาเอกสารเรื่องขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่าจากจำเลยเป็นจำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ.12 และมีความเห็นตามเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 3.2 ว่า จำเลยร่วมเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 แต่โจทก์กลับปฏิเสธการเป็นตัวการของจำเลยร่วม โดยให้ความเห็นว่าควรให้จำเลยร่วมเช่าช่วงตามเอกสารหมาย จ.15 เป็นการที่โจทก์ประสงค์จะผูกพันกับจำเลยโดยตรง เห็นว่า เหตุที่โจทก์ไม่พิจารณาเปลี่ยนชื่อผู้เช่าเป็นเพราะจำเลยไม่เคยเปิดเผยต่อโจทก์ว่าทำสัญญากับโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยร่วมประกอบกับชื่อนางชูศรีกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลที่จำเลยร่วมอ้างต่อโจทก์ไม่ตรงกับชื่อตัวและสกุลที่ลงนามในหนังสือขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าตามเอกสารหมาย จ.12 เพราะใช้ชื่อ "นางชุติการต์ ทั้งแม้โจทก์จะเพิ่งทราบว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการในการทำสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ก็เป็นสิทธิของโจทก์จะเลือกฟ้องตัวการหรือตัวแทนให้รับผิดตามสัญญาได้ เพราะถึงอย่างไรจำเลยในฐานะตัวแทนไม่จำต้องรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์อยู่แล้ว

จำเลยร่วมฎีกาปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วม เป็นการนำสืบแก้ไขเอกสารที่ได้ทำสัญญากับโจทก์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า แม้จำเลยร่วมจะมิได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยร่วมจึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ จึงเป็นเพียงนำสืบความจริงว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการเพื่อให้จำเลยร่วมเข้ามารับผิดตามสัญญาแทนจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.3 แต่อย่างใดไม่

ที่จำเลยร่วมฎีกาประการสุดท้ายว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายใดๆ แก่โจทก์ เห็นว่า ปัญหาคำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เมื่อจำเลยร่วมมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยร่วมจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง โจทก์มีนายปรัชญา และนายประเสริฐ พนักงานของโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่าภายหลังโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย นายปรัชญาได้รับคำสั่งให้สำรวจความเสียหายในที่ดินที่เช่า จึงให้นายประเสริฐตรวจสอบและประเมินค่าเสียหาย พบว่ารั้วเหล็กและสันทำนบบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียหายเพราะมีการถอดรั้วเหล็กของโจทก์ออกและทำแนวรั้วเหล็กใหม่เพื่อทำท่าขึ้นทรายจึงทำให้เกิดความเสียหายแก่สันทำนบเขื่อน และถนนที่อยู่ในที่เช่าได้รับความเสียหายจากรถบรรทุกขนทรายวิ่งผ่านค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 975,170 บาท ตามรายละเอียดและแผนผังเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 เห็นว่า แนวรั้วเหล็กตาข่ายและสันทำนบตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 เสียหายจริงจากการที่จำเลยร่วมทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ซึ่งโจทก์จำเป็นต้องก่อสร้างรั้วเหล็กตาข่ายขึ้นใหม่และสร้างสันทำนบเสริมแทนของเดิมที่เสียหายซึ่งโจทก์มีรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการสร้างรั้วเหล็กและสันทำนบดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน จำเลยร่วมไม่มีพยานหลักฐานนำสืบหักล้างเกี่ยวกับค่าเสียหายทั้ง 2 ส่วนนี้ ที่จำเลยร่วมฎีกาอ้างว่านายนิทัศน์เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า มีแต่ความเสียหายต่อแนวอิฐเสริมเขื่อน 2 บล็อกความเสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ตามภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ภาพที่ 9 และ 10 เป็นเพียงคำถามที่ทนายจำเลยร่วมถามนายนิทัศน์ ซึ่งนายนิทัศน์ตอบว่าไม่มั่นใจ แสดงว่านายนิทัศน์มิได้เบิกความยืนยันว่าความเสียหายทั้งหมดมีเพียงเท่าที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ทั้งสัญญาเช่าที่ดินข้อ 5 ระบุว่า "...เมื่อสัญญาสิ้นสุด หากปรากฏว่าพื้นที่บริเวณที่เช่า...ชำรุดเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี โดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าทั้งสิ้น" ซึ่งรายละเอียดค่าสร้างสันทำนบ 94,880 บาท และค่ารั้วเหล็กตาข่าย 228,219 บาท ตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นจำนวนพอสมควรจึงกำหนดให้ตามขอ แต่ที่โจทก์เรียกร้องค่าสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก 514,895 บาท นั้น แม้จะปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ว่า ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินที่เช่าเสียหายจากการใช้งานของจำเลยร่วม แต่โจทก์มีส่วนทำให้ถนนชำรุดเสียหายด้วยเพราะนายประเสริฐเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านรับว่ารถบรรทุกไม้ซุงของโจทก์ใช้ถนนดังกล่าว จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ 350,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องค่าประตูเป็นเงิน 10,000 บาท นายประเสริฐเบิกความยืนยันว่าประตูตามภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ภาพที่ 1 เป็นประตูใหม่ที่ทำทดแทนประตูเก่าซึ่งเสียหาย ศาลฎีกาพิจารณาภาพดังกล่าวแล้วเป็นประตูเหล็กตาข่ายซึ่งกว้างและสูงพอที่รถบรรทุกวิ่งเข้าออกได้ จึงกำหนดให้ 10,000 บาท ตามโจทก์ขอ สำหรับค่าควบคุมดำเนินการ 15% ของค่าใช้จ่ายที่โจทก์ขอมา แม้โจทก์จะมีพนักงานของโจทก์ควบคุมดูแลการซ่อมแซมความเสียหายของรั้วเหล็กตาข่าย สันทำนบและถนนดังจำเลยร่วมอ้างโจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยร่วมได้ เพราะถ้าจำเลยร่วมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในที่ดินที่เช่า โจทก์ย่อมใช้พนักงานของโจทก์ไปทำประโยชน์อย่างอื่น แต่โจทก์ไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงกำหนดค่าควบคุมดำเนินการในอัตราดังกล่าวจึงสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเงินค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดทั้งสิ้น 733,200 บาท ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิชำระแก่โจทก์ออก คงเหลือเงินที่จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ 2,523,199 บาท ฎีกาของจำเลยร่วมฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,523,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
จำเลย — นางนิตยา ชวนสมบูรณ์
จำเลยร่วม — บริษัทเจนกฤชศรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2303/2553
#508238
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์แทนจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ การที่โจทก์ไม่พิจารณาเปลี่ยนชื่อผู้เช่าที่ดินจากจำเลยเป็นจำเลยร่วมตามที่จำเลยร่วมร้องขอ ก็เพราะจำเลยไม่เคยเปิดเผยต่อโจทก์ว่าทำสัญญากับโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยร่วม แม้โจทก์จะเพิ่งทราบว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการในการทำสัญญาเช่าที่ดิน ก็เป็นสิทธิของโจทก์จะเลือกฟ้องตัวการหรือตัวแทนให้รับผิดตามสัญญาได้ เพราะถึงอย่างไรจำเลยในฐานะตัวแทนก็ไม่จำต้องรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์อยู่แล้ว จึงมิใช่โจทก์ประสงค์ที่จะผูกพันกับจำเลยโดยตรงเท่านั้น จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามสัญญาเช่าต่อโจทก์

ปัญหาว่า จำเลยนำสืบแก้ไขเอกสารเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยร่วมมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในคำฟ้องอุทธรณ์ จำเลยร่วมก็ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ จึงเป็นเพียงนำสืบความจริงว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการเพื่อให้จำเลยร่วมเข้ามารับผิดตามสัญญาแทนจำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

ปัญหาว่าคำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เมื่อจำเลยร่วมมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยร่วมจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณโรงงานผลิตภัณฑ์บ้าน ฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาค 1 จากโจทก์เนื้อที่ 4,164 ตารางเมตร เพื่อทำท่าขึ้นทราย มีกำหนดระยะเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2542 ค่าเช่า 4,212,000 บาท ชำระค่าเช่าแล้วในวันทำสัญญาเป็นเงิน 1,263,600 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 12 เดือน เดือนละ 245,700 บาท มีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงิน 421,200 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่ารวม 9 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 2,211,300 บาท นอกจากนี้จำเลยยังทำให้สันทำนบเขื่อนรั้วเหล็กและถนนที่อยู่ในพื้นที่ที่เช่าชำรุดเสียหายคิดเป็นเงิน 975,170 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,186,470 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามสัญญา ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 421,200 บาท ให้แก่โจทก์ คงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาอีกจำนวน 2,765,270 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,765,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามฟ้องจริงโดยกระทำในฐานะตัวแทนเชิดของบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด ซึ่งเป็นตัวการมิได้เปิดเผยชื่อ แต่ได้กลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ และบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด ประกอบกิจการท่าขึ้นทรายเพียงผู้เดียว จำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งโจทก์ก็ทราบ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเจนกฤชศรี จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่เคยแต่งตั้งหรือเชิดให้จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์ และไม่มีความจำเป็นใช้พื้นที่ที่เช่าเพื่อทำท่าขึ้นทราย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,290,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ในส่วนของจำเลยให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,765,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท และใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นายกฤชและนางชูศรี หรือนางชุติกานต์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 จำเลยโดยนายกฤชได้ยื่นแบบใบเสนอราคาเช่นที่ดินตามฟ้องเพื่อทำท่าขึ้นทรายต่อโจทก์ วางหลักประกันซองเป็นเงิน 50,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.16 จำเลยประมูลการเช่าได้ วันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์มีกำหนดเวลาการเช่า 1 ปี ตามเอกสารหมาย จ.3 ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงิน 1,263,600 บาท และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ค้ำประกันการเช่าของจำเลยต่อโจทก์วงเงิน 421,200 บาท โดยเงินประกันการเช่าเพื่อยื่นใบเสนอราคาค่าเช่าที่ดินและเงินค้ำประกันเป็นเงินของจำเลยร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยร่วมนำตู้คอนเทนเนอร์ รถแบ็กโฮ รถบรรทุกเข้าไปในที่ดินที่เช่า และทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วม จากนั้นบรรทุกทรายจากท่าขึ้นทรายดังกล่าวไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ จำเลยชำระเงินค่าเช่าให้โจทก์ 2 เดือน ซึ่งเป็นเงินของจำเลยร่วมแล้วจำเลยผิดนัดค้างชำระค่าเช่าโจทก์ 9 เดือน เป็นเงิน 2,211,300 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยร่วมประการแรกว่า จำเลยร่วมให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยจำเลยมิได้เปิดเผยให้โจทก์ทราบว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า จำเลยร่วมประสงค์จะสร้างท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าจึงเชิดให้จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยกระทำในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วม และจำเลยร่วมออกเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบใบเสนอราคา เงินค่าเช่าล่วงหน้า เงินที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ออกหนังสือค้ำประกันการเช่าให้จำเลยและเงินค่าเช่าภายหลังทำสัญญา นอกจากนี้จำเลยร่วมให้จำเลยนทำหนังสือลงวันที่ย้อนหลังตามเอกสารหมาย จ.13 หรือ ล.20 มีข้อความระบุว่า จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมในการทำสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องกับโจทก์และเงินค่าใช้จ่ายในการยื่นซองประมูลเพื่อเช่าที่ดิน เงินค่าเช่าล่วงหน้า เงินค้ำประกันในวันทำสัญญา เป็นเงินของจำเลยร่วมซึ่งจำเลยนำไปชำระแก่โจทก์ กับมอบอำนาจให้จำเลยร่วมดำเนินการต่างๆ แทนจำเลย ภายหลังโจทก์มอบพื้นที่ที่เช่าให้จำเลย จำเลยร่วมเข้าทำประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ต่อมาจำเลยร่วมมีหนังสือยืนยันต่อโจทก์ว่าจำเลยร่วมมอบอำนาจให้จำเลยเป็นตัวแทนเข้าดำเนินการยื่นซองประกวดราคาและทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ จำเลยร่วมในฐานะตัวการขอให้โจทก์เปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่าจากจำเลยเป็นจำเลยร่วมและยินดีชำระเงินที่ค้างชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยร่วมอ้างเอกสารหมาย จ.13 ต่อโจทก์ด้วย ตามเอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า จำเลยร่วมรับว่าเงินประกันการเช่าในวันยื่นแบบเสนอราคา เงินค้ำประกันการทำสัญญาและเงินค่าเช่าภายหลังสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วม กับมิได้ปฏิเสธถึงเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินของจำเลยร่วม จึงต้องฟังว่าเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่จำเลยชำระให้โจทก์เป็นเงินของจำเลยร่วม ส่วนหนังสือขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่านั้น โจทก์นำสืบสนับสนุนว่า จำเลยร่วมมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.12 ถึงโจทก์ขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าอ้างว่ามอบอำนาจให้จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์จึงแจ้งจำเลยร่วมว่าได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 โดยนายกฤช กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมเบิกความรับว่าได้รับเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 จริง ทั้งมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหมาย จ.12 ถึงโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยร่วมนำสืบและฎีกาอ้างว่าจำเลยร่วมทำท่าขึ้นทรายในที่ดินที่เช่าและออกเงินค้ำประกันการทำสัญญาเช่าให้จำเลย กับยินยอมให้จำเลยกู้เงินโดยไม่มีหลักฐานการกู้เพื่อชำระค่าประมูล ค่าเช่าภายหลังสัญญา เพราะจำเลยร่วมได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยเป็นค่าจ้างให้ขนทรายในอัตรา 100 บาท ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร โดยวันหนึ่งขนทรายไม่ต่ำกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากบริษัทของจำเลยทำสัญญาขายทรายให้บริษัท วี.เอส.เค ร่วมค้า จำกัด เห็นว่า แม้หากจะฟ้องว่าจำเลยร่วมรับจ้างขนทรายให้บริษัทของจำเลยก็ตาม แต่จำเลยผู้ว่าจ้างเพียงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้จำเลยร่วมผู้รับจ้างเท่านั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยร่วมต้องทำท่าขึ้นทรายเพื่อขนทรายให้บริษัทของจำเลยตามที่รับจ้าง เมื่อการเช่าที่ดินตามฟ้องเป็นการเช่าเพื่อทำท่าขึ้นทรายและจำเลยร่วมเข้าใช้ประโยชน์โดยการทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ในที่ดินที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยร่วมเพื่อขนทรายไปส่งตามที่ว่าจ้าง และเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์ตามสัญญาเป็นเงินของจำเลยร่วมทั้งสิ้น ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งยิ่งกลับทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 แทนจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า โจทก์พิจารณาเอกสารเรื่องขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่าจากจำเลยเป็นจำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ.12 และมีความเห็นตามเอกสารหมาย จ.16 ข้อ 3.2 ว่า จำเลยร่วมเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 แต่โจทก์กลับปฏิเสธการเป็นตัวการของจำเลยร่วม โดยให้ความเห็นว่าควรให้จำเลยร่วมเช่าช่วงตามเอกสารหมาย จ.15 เป็นการที่โจทก์ประสงค์จะผูกพันกับจำเลยโดยตรง เห็นว่า เหตุที่โจทก์ไม่พิจารณาเปลี่ยนชื่อผู้เช่าเป็นเพราะจำเลยไม่เคยเปิดเผยต่อโจทก์ว่าทำสัญญากับโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยร่วม ประกอบกับชื่อนางชูศรีกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลที่จำเลยร่วมอ้างต่อโจทก์ไม่ตรงกับชื่อตัวและสกุลที่ลงนามในหนังสือขอเปลี่ยนชื่อผู้เช่าตามเอกสารหมาย จ.12 เพราะใช้ชื่อ "นางชุติกานต์ ทั้งแม้โจทก์จะเพิ่งทราบว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการในการทำสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ก็เป็นสิทธิของโจทก์จะเลือกฟ้องตัวการหรือตัวแทนให้รับผิดตามสัญญาได้ เพราะถึงอย่างไรจำเลยในฐานะตัวแทนไม่จำต้องรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์อยู่แล้ว

จำเลยร่วมฎีกาปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วม เป็นการนำสืบแก้ไขเอกสารที่ได้ทำสัญญากับโจทก์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า แม้จำเลยร่วมจะมิได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยร่วมจึงยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมซึ่งเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ จึงเป็นเพียงนำสืบความจริงว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการเพื่อให้จำเลยร่วมเข้ามารับผิดตามสัญญาแทนจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.3 แต่อย่างใดไม่

ที่จำเลยร่วมฎีกาประการสุดท้ายว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายใดๆ แก่โจทก์ เห็นว่า ปัญหาคำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เมื่อจำเลยร่วมมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยร่วมจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง โจทก์มีนายปรัชญา และนายประเสริฐ พนักงานของโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่าภายหลังโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย นายปรัชญาได้รับคำสั่งให้สำรวจความเสียหายในที่ดินที่เช่า จึงให้นายประเสริฐตรวจสอบและประเมินค่าเสียหาย พบว่ารั้วเหล็กและสันทำนบบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียหายเพราะมีการถอดรั้วเหล็กของโจทก์ออกและทำแนวรั้วเหล็กใหม่เพื่อทำท่าขึ้นทรายจึงทำให้เกิดความเสียหายแก่สันทำนบเขื่อน และถนนที่อยู่ในที่เช่าได้รับความเสียหายจากรถบรรทุกขนทรายวิ่งผ่าน ค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 975,170 บาท ตามรายละเอียดและแผนผังเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 เห็นว่า แนวรั้วเหล็กตาข่ายและสันทำนบตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 เสียหายจริงจากการที่จำเลยร่วมทำท่าขึ้นทราย 3 ท่า ซึ่งโจทก์จำเป็นต้องก่อสร้างรั้วเหล็กตาข่ายขึ้นใหม่และสร้างสันทำนบเสริมแทนของเดิมที่เสียหายซึ่งโจทก์มีรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการสร้างรั้วเหล็กและสันทำนบดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน จำเลยร่วมไม่มีพยานหลักฐานนำสืบหักล้างเกี่ยวกับค่าเสียหายทั้ง 2 ส่วนนี้ ที่จำเลยร่วมฎีกาอ้างว่านายนิทัศน์ เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า มีแต่ความเสียหายต่อแนวอิฐเสริมเขื่อน 2 บล็อก ความเสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ตามภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ภาพที่ 9 และ 10 เป็นเพียงคำถามที่ทนายจำเลยร่วมถามนายนิทัศน์ ซึ่งนายนิทัศน์ตอบว่าไม่มั่นใจ แสดงว่านายนิทัศน์มิได้เบิกความยืนยันว่าความเสียหายทั้งหมดมีเพียงเท่าที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ทั้งสัญญาเช่าที่ดินข้อ 5 ระบุว่า "...เมื่อสัญญาสิ้นสุด หากปรากฏว่าพื้นที่บริเวณที่เช่า...ชำรุดเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี โดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าทั้งสิ้น" ซึ่งรายละเอียดค่าสร้างสันทำนบ 94,880 บาท และค่ารั้วเหล็กตาข่าย 228,219 บาท ตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นจำนวนพอสมควรจึงกำหนดให้ตามขอ แต่ที่โจทก์เรียกร้องค่าสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก 514,895 บาท นั้น แม้จะปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ว่า ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินที่เช่าเสียหายจากการใช้งานของจำเลยร่วม แต่โจทก์มีส่วนทำให้ถนนชำรุดเสียหายด้วยเพราะนายประเสริฐเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านรับว่า รถบรรทุกไม้ซุงของโจทก์ใช้ถนนดังกล่าว จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ 350,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องค่าประตูเป็นเงิน 10,000 บาท นายประเสริฐเบิกความยืนยันว่า ประตูตามภาพถ่ายหมาย ล.ร.1 ภาพที่ 1 เป็นประตูใหม่ที่ทำทดแทนประตูเก่าซึ่งเสียหาย ศาลฎีกาพิจารณาภาพดังกล่าวแล้วเป็นประตูเหล็กตาข่ายซึ่งกว้างและสูงพอที่รถบรรทุกวิ่งเข้าออกได้ จึงกำหนดให้ 10,000 บาท ตามโจทก์ขอ สำหรับค่าควบคุมดำเนินการ 15% ของค่าใช้จ่ายที่โจทก์ขอมา แม้โจทก์จะมีพนักงานของโจทก์ควบคุมดูแลการซ่อมแซมความเสียหายของรั้วเหล็กตาข่าย สันทำนบและถนนดังจำเลยร่วมอ้าง โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยร่วมได้ เพราะถ้าจำเลยร่วมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในที่ดินที่เช่า โจทก์ย่อมใช้พนักงานของโจทก์ไปทำประโยชน์อย่างอื่น แต่โจทก์ไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงกำหนดค่าควบคุมดำเนินการในอัตราดังกล่าว จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเงินค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดทั้งสิ้น 733,200 บาท กับค่าเช่าที่ค้างอีก 2,211,300 บาท ซึ่งเมื่อหักเงินค้ำประกัน 421,200 บาท ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ชำระแก่โจทก์ออก คงเหลือเงินที่จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ 2,523,199 บาท ฎีกาของจำเลยร่วมฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 2,523,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
จำเลย — นางนิตยา ชวนสมบูรณ์
จำเลยร่วม — บริษัทเจนกฤชศรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2553
#499239
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปใดๆ อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หากปรากฏว่าข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ทั้งนี้โดยคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูปไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ

แบบพิมพ์สัญญาเช่าที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นล่วงหน้าและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าทุกคนจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูป เมื่อไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของจำเลยว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 เป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไร เพราะเหตุใด ลำพังเพียงการตกลงให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าที่จะบอกเลิกสัญญาได้แม้สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วันนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

ตามสัญญาเช่าข้อ 8 ไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้สัญญาเช่าเป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตตาม ป.พ.พ. มาตรา 182 แต่เป็นเรื่องของการตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนที่อายุสัญญาตามที่ตกลงกันไว้จะสิ้นสุด โดยคู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงไม่ใช่เงื่อนไขของสัญญาเช่า

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างเหตุว่า จำเลยกับ พ. หลอกลวงโจทก์จนหลงเชื่อเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยขอให้เพิกถอนสัญญาเช่า ประการหนึ่ง กับโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลง อีกประการหนึ่ง สิทธิของโจทก์ทั้งสองประการแยกจากกันได้ไม่เป็นการขัดกัน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ในการทำสัญญาเช่าก็หาเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะใช้สิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 เพื่อเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่

ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้นต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์หรือคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดแก่โจทก์ก่อนมีการทำสัญญาเช่า เพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยมาจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดในห้องพิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดๆ ในห้องพิพาทดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และคืนเงินค่าเช่าเฉพาะในส่วนอาคารที่พิพาทในคดีนี้ที่โจทก์ได้รับไปทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ได้รับไปแต่ละเดือน นับแต่วันที่ได้รับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยก่อนว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ที่ระบุว่า "ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานที่เช่าคืน ในระหว่างที่ยังไม่สิ้นสัญญาด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน และผู้เช่ายอมออกจากสถานที่เช่านั้นภายในกำหนดของผู้ให้เช่า โดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงในวันที่ผู้ให้เช่ากำหนดนั้นแทนวันสิ้นสุดสัญญาเช่าในข้อ 1 และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า" เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่โจทก์ผู้ให้เช่าเป็นผู้จัดทำขึ้นและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าตึกแถวของโจทก์ทุกคน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝาก ที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น

...

(3) ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ

..."

ส่วนคำว่า สัญญาสำเร็จรูป ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน

ตามมาตรา 3 และ 4 นี้ ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปใดๆ อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หากปรากฏว่าข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ทั้งนี้โดยคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูปไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นล่วงหน้าและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าทุกคนอันเป็นการนำมาใช้ในการที่โจทก์นำตึกแถวไปให้บุคคลทั่วไปเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามนัยแห่งบทบัญญัติในมาตรา 3 ดังกล่าว ข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ย่อมเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปซึ่งจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปคือโจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเกินสมควรหรือไม่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 4 (3) นั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่ถือว่าทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นยังไม่ถึงขนาดว่าหากเป็นไปตามลักษณะนี้จะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงตามสัญญาข้อ 8 เป็นข้อตกลงที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรหรือไม่นั้น ทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าโจทก์ใช้แบบฟอร์มสัญญาเช่ากับผู้เช่าทุกคนโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของจำเลยว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 นั้นเป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไร เพราะเหตุใดอันจะเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยถึง ลำพังเพียงการตกลงให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าที่จะบอกเลิกสัญญาได้แม้สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วันนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า สัญญาข้อ 8 ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าข้อ 8 ดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้สัญญาเช่าเป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 แต่เป็นเรื่องของการตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนที่อายุสัญญาตามที่ตกลงกันไว้จะสิ้นสุดลง โดยคู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง สัญญาเช่าข้อ 8 ย่อมไม่ใช่เงื่อนไขของสัญญาเช่า

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้อง ทั้งจำเลยได้ชำระค่าเช่าตลอดมา มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญาเช่าโดยอาศัยสัญญาข้อ 8 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างเหตุ 2 ประการ คือ จำเลยกับนายไพโรจน์หลอกลวงโจทก์จนหลงเชื่อเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยขอให้เพิกถอนสัญญาเช่านั้นประการหนึ่ง กับโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 ทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงไปแล้วอีกประการหนึ่ง ซึ่งสิทธิของโจทก์ทั้งสองประการดังกล่าวแยกจากกันได้ไม่เป็นการขัดกันแต่ประการใด ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ในการทำสัญญาเช่าก็หาเป็นการตัดสิทธิของโจทก์ที่จะใช้สิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 ดังกล่าวข้างต้น เพื่อเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 8 นี้ ซึ่งไม่ใช่ข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว สัญญาเช่าย่อมสิ้นสุดลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์หรือคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาทแก่โจทก์ ก่อนมีการทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามมาตรา 87

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปแก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4
ป.พ.พ. ม. 182
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดสะแก
จำเลย — นายประสิทธิ์ นาทประยุทธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายบัณฑิตเกียรติ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2553
#506535
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าเป็นสัญญาแบบพิมพ์ที่โจทก์กำหนดขึ้นล่วงหน้าและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าทุกคน อันเป็นการนำมาใช้ในการที่โจทก์นำตึกแถวไปให้บุคคลทั่วไปเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 3

ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 4 ได้ หากปรากฏว่าข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร โดยคู่สัญญาไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพแต่อย่างใด

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 4 (3) ที่บัญญัติว่าข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญนั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่ถือว่าทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดว่าหากเป็นไปตามลักษณะนี้ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

สัญญาเช่าข้อ 8 ระบุว่า ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานที่เช่าคืนในระหว่างที่ยังไม่สิ้นสัญญาด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน และผู้เช่ายอมออกจากสถานที่เช่านั้นภายในกำหนดของผู้ให้เช่า โดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงในวันที่ผู้ให้เช่ากำหนดนั้นแทนวันสิ้นสุดสัญญาเช่าในข้อ 1 และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปราฏว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไรเพราะเหตุใด อันจะเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยถึง ลำพังเพียงการตกลงตามข้อ 8 ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ ทั้งไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้สัญญาเช่าเป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตตาม ป.พ.พ. มาตรา 182 แต่เป็นเรื่องของการตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนที่อายุสัญญาตามที่ตกลงกันไว้จะสิ้นสุดลง โดยคู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงไม่ใช่เงื่อนไขของสัญญาเช่าแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์จึงต้องคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แต่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้จากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องหรือคำให้การว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ก่อนมีการทำสัญญาเพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานหลักฐานนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามมาตรา 87

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยมาจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดในห้องพิพาท

จำเลยให้การว่า ข้อกำหนดตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2545 ข้อ 8 เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่าฝืน ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่เป็นสาระสำคัญในการที่ผู้ให้เช่าจะอ้างขึ้นเพื่อบอกเลิกสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดๆ ในห้องพิพาทดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และคืนเงินค่าเช่าเฉพาะในส่วนอาคารที่พิพาทในคดีนี้ที่โจทก์ได้รับไปทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ได้รับไปแต่ละเดือน นับแต่วันที่ได้รับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยก่อนว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.11 ข้อ 8 ที่ระบุว่า "ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานที่เช่าคืน ในระหว่างที่ยังไม่สิ้นสัญญาด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน และผู้เช่ายอมออกจากสถานที่เช่านั้นภายในกำหนดของผู้ให้เช่า โดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงในวันที่ผู้ให้เช่ากำหนดนั้นแทนวันสิ้นสุดสัญญาเช่าในข้อ 1 และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า" เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่โจทก์ผู้ให้เช่าเป็นผู้จัดทำขึ้นและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าตึกแถวของโจทก์ทุกคน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝาก ที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น

...

(3) ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ

..."

ส่วนคำว่า สัญญาสำเร็จรูป ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน

ตามมาตรา 3 และ 4 นี้ ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปใดๆ อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หากปรากฏว่าข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ทั้งนี้โดยคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูปไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นล่วงหน้าและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าทุกคนอันเป็นการนำมาใช้ในการที่โจทก์นำตึกแถวไปให้บุคคลทั่วไปเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามนัยแห่งบทบัญญัติในมาตรา 3 ดังกล่าว ข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ย่อมเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปซึ่งจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปคือโจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเกินสมควรหรือไม่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 4 (3) นั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่ถือว่าทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นยังไม่ถึงขนาดว่าหากเป็นไปตามลักษณะนี้จะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงตามสัญญาข้อ 8 เป็นข้อตกลงที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรหรือไม่นั้น ทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าโจทก์ใช้แบบฟอร์มสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 กับผู้เช่าทุกคนโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของจำเลยว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 นั้นเป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไร เพราะเหตุใดอันจะเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยถึง ลำพังเพียงการตกลงให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าที่จะบอกเลิกสัญญาได้แม้สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วันนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นและเมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้วฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า สัญญาข้อ 8 ตามเอกสารหมาย จ.11 ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าข้อ 8 ดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 แต่เป็นเรื่องของการตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนที่อายุสัญญาตามที่ตกลงกันไว้จะสิ้นสุดลง โดยคู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง สัญญาเช่าข้อ 8 ย่อมไม่ใช่เงื่อนไขของสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.11 แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้อง ทั้งจำเลยได้ชำระค่าเช่าตลอดมา มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญาเช่าโดยอาศัยสัญญาข้อ 8 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างเหตุ 2 ประการ คือจำเลยกับนายไพโรจน์หลอกลวงโจทก์จนหลงเชื่อเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยขอให้เพิกถอนสัญญาเช่านั้นประการหนึ่ง กับโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 ทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงไปแล้วอีกประการหนึ่ง ซึ่งสิทธิของโจทก์ทั้งสองประการดังกล่าวแยกจากกันได้ไม่เป็นการขัดกันแต่ประการใด ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ในการทำสัญญาเช่าก็หาเป็นการตัดสิทธิของโจทก์ที่จะใช้สิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 ดังกล่าวข้างต้น เพื่อเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 8 นี้ ซึ่งไม่ใช่ข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้วสัญญาเช่าย่อมสิ้นสุดลง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปให้แก่จำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับดังกล่าวให้แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์หรือคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ก่อนมีการทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามมาตรา 87 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาให้โจทก์คืนเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปแก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 วรรค(5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรค(3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดสะแก
จำเลย — นายประสิทธิ์ นาทประยุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2553
#508679
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปใดๆ อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หากปรากฏว่าข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ทั้งนี้โดยคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูปไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ

สัญญาเช่าใช้แบบพิมพ์ที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นล่วงหน้าและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าทุกคนอันเป็นการนำมาใช้ในการที่โจทก์นำตึกแถวไปให้บุคคลทั่วไปเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 ข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ย่อมเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปซึ่งจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปคือโจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเกินสมควรหรือไม่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 4 (3) เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่ถือว่าทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นยังไม่ถึงขนาดว่าหากเป็นไปตามลักษณะนี้จะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

โจทก์ใช้แบบฟอร์มสัญญาเช่ากับผู้เช่าทุกคน ข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ที่ตกลงให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าที่จะบอกเลิกสัญญาได้แม้สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

ตามสัญญาเช่าข้อ 8 ที่ตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนที่อายุสัญญา ตามที่ตกลงกันไว้จะสิ้นสุดลง โดยคู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้สัญญาเช่าเป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตจึงมิใช่เงื่อนไข ตามป.พ.พ. มาตรา 182

ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์หรือคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ก่อนมีการทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามป.วิ.พ. มาตรา 87

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณกลางปี 2545 จำเลยและนายไพโรจน์ ไวยาวัจกรวัดโจทก์ มาพบพระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์เจ้าอาวาสวัดโจทก์แจ้งความประสงค์ว่า จะขอเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เพิ่มเติม ซึ่งอาคารเลขที่ดังกล่าวมีผนังติดกับอาคารห้องเลขที่ 2 นายไพโรจน์แจ้งต่อเจ้าอาวาสวัดโจทก์ว่า ผู้เช่าเดิมไม่ประสงค์จะเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ของโจทก์อีกต่อไป จำเลยจึงมาขอทำสัญญาเช่าแทนซึ่งไม่เป็นความจริงใจ โจทก์หลงเชื่อจึงทำหนังสือมอบอำนาจให้นายไพโรจน์ไปจดทะเบียนการเช่าห้องเลขที่ 4 นั้น ให้แก่จำเลย เมื่อประมาณต้นปี 2546 โจทก์ทราบว่าผู้เช่าเดิมแจ้งความประสงค์ว่าจะเช่าห้องเลขที่ดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งผู้เช่าเดิมและบริวารยังคงอาศัยอยู่ในอาคารห้องเลขที่ 4 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยผู้เช่าเดิมจ่ายเงินอนุโมทนาและชำระค่าเช่าไว้ต่อโจทก์แล้ว หากโจทก์ทราบความจริงดังกล่าว โจทก์ก็จะไม่มอบอำนาจให้นายไพโรจน์ไปกระทำการแทนโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงขอให้จำเลยยกเลิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่จำเลยบ่ายเบี่ยง โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา โดยอาศัยข้อสัญญาข้อ 8 แห่งสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2545 ซึ่งระบุว่า "ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานที่เช่าคืนในระหว่างที่ยังไม่สิ้นสัญญาด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน และผู้เช่ายอมออกจากสถานที่เช่านั้นภายในกำหนดของผู้ให้เช่า โดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงในวันที่ผู้ให้เช่ากำหนดนั้นแทนวันสิ้นสุดสัญญาเช่า และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า" แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยมาจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดในห้องพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายไพโรจน์ ของวัดทำการแทนโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยความสมัครใจ โจทก์โดยเจ้าอาวาสวัดทราบดีตลอดมาว่าอาคารที่โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าต่อนั้น เดิมนางทัศนาภรณ์เป็นผู้เช่าอยู่ก่อน แต่นางทัศนาภรณ์ผู้เช่าเดิมหมดสิทธิการเช่าจากโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 และผู้เช่าเดิมมิได้ขอเช่าสถานที่ดังกล่าวกับโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่สัญญาเดิมสิ้นสุด สิทธิการเช่าของผู้เช่าเดิมสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2535 (ที่ถูกฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2534) ข้อ 12 ผู้เช่าเดิมอยู่ในสถานที่เช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ในฐานะผู้ละเมิดสิทธิโจทก์ตลอดมา จำเลยจึงติดต่อขอเช่ากับโจทก์ ประกอบกับผู้เช่าเดิมมิได้ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ผู้เช่าเดิมอยู่อาศัยในอาคารห้องเลขที่ 4 อีกต่อไป โจทก์จึงอนุญาตให้จำเลยเช่า จำเลยมิได้กระทำผิดสัญญาอันเป็นสาระสำคัญต่อโจทก์ ข้อกำหนดตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2545 ข้อ 8 เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่าฝืนขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่เป็นสาระสำคัญในการที่ผู้ให้เช่าจะอ้างขึ้นเพื่อบอกเลิกสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 4 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดๆ ในห้องพิพาทดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และคืนเงินค่าเช่าเฉพาะในส่วนอาคารที่พิพาทในคดีนี้ที่โจทก์ได้รับไปทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ได้รับไปแต่ละเดือน นับแต่วันที่ได้รับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยก่อนว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.11 ข้อ 8 ที่ระบุว่า "ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานที่เช่าคืน ในระหว่างที่ยังไม่สิ้นสัญญาด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน และผู้เช่ายอมออกจากสถานที่เช่านั้นภายในกำหนดของผู้ให้เช่า โดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงในวันที่ผู้ให้เช่ากำหนดนั้นแทนวันสิ้นสุดสัญญาเช่าในข้อ 1 และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า" เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่โจทก์ผู้ให้เช่าเป็นผู้จัดทำขึ้นและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าตึกแถวของโจทก์ทุกคน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝาก ที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปหรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น

...

(3) ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ

..."

ส่วนคำว่า สัญญาสำเร็จรูป ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน

ตามมาตรา 3 และ 4 นี้ ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปใดๆ อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หากปรากฏว่าข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ทั้งนี้โดยคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูปไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่โจทก์เป็นผู้กำหนดขึ้นล่วงหน้าและโจทก์นำมาใช้กับผู้เช่าทุกคนอันเป็นการนำมาใช้ในการที่โจทก์นำตึกแถวไปให้บุคคลทั่วไปเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามนัยแห่งบทบัญญัติในมาตรา 3 ดังกล่าว ข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 ย่อมเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปซึ่งจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปคือโจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเกินสมควรหรือไม่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 4 (3) นั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่ถือว่าทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดว่าหากเป็นไปตามลักษณะนี้จะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงตามสัญญาข้อ 8 เป็นข้อตกลงที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรหรือไม่นั้น ทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าโจทก์ใช้แบบฟอร์มสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 กับผู้เช่าทุกคนโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของจำเลยว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่า ข้อ 8 นั้นเป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไร เพราะเหตุใด อันจะเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยถึง ลำพังเพียงการตกลงให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าที่จะบอกเลิกสัญญาได้แม้สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุดแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วันนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นและเมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้วฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า สัญญาข้อ 8 ตามเอกสารหมาย จ.11 ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าข้อ 8 ดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 แต่เป็นเรื่องของการตกลงให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก่อนที่อายุสัญญาตามที่ตกลงกันไว้จะสิ้นสุดลง โดยคู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าชั่วระยะเวลาหน่ง สัญญาเช่าข้อ 8 ย่อมไม่ใช่เงื่อนไขของสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ. 11 แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้อง ทั้งจำเลยได้ชำระค่าเช่าตลอดมา มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญาเช่าโดยอาศัยสัญญาข้อ 8 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างเหตุ 2 ประการ คือ จำเลยกับนายไพโรจน์หลอกลวงโจทก์จนหลงเชื่อเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลย ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่านั้น ประการหนึ่ง กับโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 ทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงไปแล้วอีกประการหนึ่ง ซึ่งสิทธิของโจทก์ทั้งสองประการดังกล่าวแยกจากกันได้ ไม่เป็นการขัดกันแต่ประการใด ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ในการทำสัญญาเช่าก็หาเป็นการตัดสิทธิของโจทก์ที่จะใช้สิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8 ดังกล่าวข้างต้น เพื่อเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 8 นี้ ซึ่งไม่ใช่ข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว สัญญาเช่าย่อมสิ้นสุดลง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปให้แก่จำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับดังกล่าวให้แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกา เห็นว่า ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์หรือคำให้การของจำเลยว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาทแก่โจทก์ ก่อนมีการทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นการตอบแทนการที่โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลย ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามมาตรา 87 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาให้โจทก์คืนเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปแก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดสะแก
จำเลย — นายประสิทธิ์ นาทประยุทธ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2291/2553
#498986
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความแถลงขอท้ากันโดยให้ถือเอาคำเบิกความของ ก. เป็นยุติ โดยหาก ก. เบิกความได้ข้อเท็จจริงว่า ก. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสองจำนวน 1,000,000 บาท โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองออกฝ่ายละครึ่ง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวในส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองสำรองจ่ายและให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์ยอมแพ้คดี แต่หาก ก. เบิกความได้ข้อเท็จจริงไม่ตรงคำท้า จำเลยทั้งสองยอมแพ้ ปรากฏว่า ก. แถลงว่า ก. เป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้รับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 จริง แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงกันออกเงินจำนวนดังกล่าวฝ่ายละครึ่ง และไม่ได้ตกลงเรื่องจำเลยทั้งสองทดรองจ่ายในส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ ดังนี้ คำเบิกความของ ก. ได้นัยข้อเท็จจริงตามคำท้าแล้วและไม่เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามข้อโต้เถียง จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามที่ท้ากันไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 659,375 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่า ให้ถือเอาคำเบิกความของนายเกรียงไกรเป็นยุติ โดยหากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริง เป็นไปตามคำท้า โจทก์ยอมแพ้ แต่หากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามคำท้า จำเลยทั้งสองยอมแพ้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 659,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2546 ซึ่งศาลชั้นต้นบันทึกไว้มีข้อความว่า คู่ความร่วมกันแถลงขอท้ากันโดยให้ถือเอาคำเบิกความของนายเกรียงไกร เป็นยุติ โดยหากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริงว่า นายเกรียงไกรซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามไทยการโยธา ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสองจำนวน 1,000,000 บาท โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองออกฝ่ายละครึ่ง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวในส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองสำรองจ่ายและให้หักจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์ยอมแพ้คดี แต่หากนายเกรียงไกรเบิกความได้ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามคำท้า จำเลยทั้งสองยอมแพ้ หลังจากนั้นปรากฏข้อความจริงตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ว่า คู่ความทั้งสองฝ่าย และนายเกรียงไกร มาศาล นายเกรียงไกรได้สาบานว่าจะให้การด้วยความสัตย์จริง ศาลสอบถามนายเกรียงไกรตามคำท้าแล้ว นายเกรียงไกรแถลงว่า นายเกรียงไกรเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามการโยธาได้รับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 จริง แต่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงกันออกเงินจำนวนดังกล่าวฝ่ายละครึ่ง และไม่ได้ตกลงเรื่องจำเลยทั้งสองทดรองจ่ายในส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามที่ท้ากันไว้ ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาถูกต้องแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า คำเบิกความของนายเกรียงไกรไม่เป็นไปตามคำท้า เพราะไม่ครบถ้วนในข้อที่ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงออกเงินจำนวนดังกล่าว (1,000,000 บาท) ฝ่ายละครึ่ง และในส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองทดรองจ่ายและให้หักออกจากเงินค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์ ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีไม่ได้ ต้องให้คู่ความสืบพยานกันต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเกรียงไกรหาใช่ไม่เป็นไปตามคำท้าซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องแพ้คดีตามที่ท้ากัน ตรงกันข้ามมีนัยเป็นบริบทดังกล่าวทีเดียว ทั้งไม่เป็นไปตามข้อเถียงในคดีที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวีณา สุรางค์วัฒนากุล
จำเลย — นายชื่นชัย ศรีสว่างวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — ประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา