คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2553
#499237
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง ได้บัญญัติในกรณีที่การละเมิดที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าก็ให้เอาอายุความที่ยาวกว่าใช้บังคับ ซึ่งหมายความว่า หากความเสียหายในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นมีความผิดที่มีโทษตาม ป.อ. ที่เกิดขึ้นด้วย ก็ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่า แต่ก็หมายความถึงการเรียกร้องจากผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดโดยเฉพาะ ไม่หมายความรวมถึงผู้อื่นที่มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 724,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 527,000 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 13 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 13 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับในส่วนของค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสองได้รับการยกเว้นให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองแจ้งความให้ดำเนินคดีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจอำเภอกบินทร์บุรีซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ที่ 14 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติเรื่องอายุความในมูลละเมิดไว้ว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ส่วนวรรคสองได้บัญญัติในกรณีที่การละเมิดที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่า ก็ให้เอาอายุความที่ยาวกว่าใช้บังคับ ซึ่งหมายความว่าหากความเสียหายในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นมีความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกิดขึ้นด้วยก็ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่า แต่ก็หมายความถึงการเรียกร้องจากผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำความผิดโดยเฉพาะ ไม่หมายความรวมถึงผู้อื่นที่มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย คดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง แต่ต้องถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดโดยผลของกฎหมาย จึงต้องใช้อายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หาใช่นับตั้งแต่คดีอาญาของนายอุดมถึงที่สุดดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดให้นับอายุความไว้เช่นนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 ต่อสู้ว่าคดีของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่นำสืบว่า คดีของโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความ แต่โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบว่า นับจากวันที่โจทก์ทั้งสองรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจนถึงวันฟ้องคดี คดีของโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด กลับปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 26 และ 23 กันยายน 2540 ว่า เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงเด็กชายฉัตรชัย จนถึงแก่ความตาย ทั้งฎีกาของโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่า วันที่โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน คือวันที่ 24 กันยายน 2540 อันเป็นวันเกิดการละเมิดนั้นไม่ถูกต้องอย่างไรเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีในวันที่ 2 มกราคม 2546 ข้อเท็จจริงจึงยังฟังมิได้ว่า โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เกินหนึ่งปีนับถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดี ฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ นวลสนิท กับพวก
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2553
#498975
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ต่อศาลฎีกากระทำได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) - (5) เท่านั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 มิใช่กรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานมาเสร็จสิ้น พยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,871,443.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ถนนพลดำริ ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลย เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดนั้นเป็นของผู้ร้องมิใช่ของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา45 บัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งศาลฎีกาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาโดยวินิจฉัยว่ากรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ที่ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกานั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการต่อศาลฎีกานั้นกระทำได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 45 (1) - (5) เท่านั้น แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 มิใช่กรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานมาเสร็จสิ้น พยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องไม่มีหลักฐานใดมาแสดงว่าทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ทั้งตามรายงานการยึดทรัพย์และรายงานการยึดทรัพย์ครั้งที่ 1 นายสมจิตได้ร่วมกับผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจทรัพย์สินและนำชี้ยึด และทรัพย์สินที่ถูกยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบให้นายสมจิตเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ ที่ทำการยึด โดยนายสมจิตไม่ได้โต้แย้งว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งที่นายสมจิตเป็นกรรมการผู้ร้องและเบิกความอ้างว่านายสมจิตเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินที่ถูกยึดโดยใช้เงินส่วนตัวพยานหลักฐานผู้ร้องจึงฟังไม่ได้ว่าทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 247 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ซี.การโยธา
ผู้ร้อง — บริษัทไดนาสตี้ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทไดนาสตี้กอล์ฟแอนด์คันทรี่คลับ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายเกียรติศักดิ์ พุ่มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2118/2553
#504785
เปิดฉบับเต็ม

ข้อมูลเปรียบเทียบศักยภาพของจำเลยในใบแผ่นพับโฆษณา จำเลยแสดงผลการเปรียบเทียบให้เห็นว่าโรงพยาบาลของจำเลยดีกว่า น่าใช้บริการมากกว่า เพราะมีผู้ประกันตนที่รับได้จำนวนมากที่สุด สะดวกสบายกว่า มีจำนวนเครือข่ายหลายแห่งกว่ามีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยมากกว่าเพราะมีผู้เข้าร่วมโครงการประกันสังคมเป็นจำนวนมากกว่าใคร โรงพยาบาลของจำเลยใหญ่กว่าเพราะมีเตียงจำนวนมากกว่ามีความมั่นคงกว่าเพราะมีประกันอุบัติเหตุให้ด้วย การโฆษณาแผ่นพับของจำเลยดังกล่าวเป็นการจูงใจให้บุคคลมาใช้บริการของจำเลย ซึ่งตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการ โฆษณา หรือประกาศหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้งหรือกิจการของสถานพยาบาลหรือคุณวุฒิหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพสถานพยาบาลเพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาลของตน โดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล" ดังนั้น การที่จำเลยระบุในแผ่นพับในช่องผู้ประกันตนที่รับได้ว่า โจทก์รับได้ 25,000 คน ช่องระยะเวลาเข้าร่วมโครงการประกันสังคมว่า โจทก์เพิ่งเริ่มเข้า ช่องขนาดโรงพยาบาลว่า โจทก์มี 150 เตียง ช่องประสบการณ์การบริหารงานโรงพยาบาลด้านโครงการประกันสังคมว่าโจทก์ไม่มีประสบการณ์เลย ซึ่งความเป็นจริงทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า โจทก์มีจำนวนผู้ประกันตนที่รับได้ 50,000 คน โจทก์มีเตียง 400 เตียง และโจทก์เข้าร่วมโครงการประกันสังคมตั้งแต่ปี 2535 โจทก์จึงมีประสบการณ์ตั้งแต่ปีที่เข้าร่วมโครงการเป็นต้นมา จึงเป็นการที่จำเลยเผยแพร่แผ่นพับโฆษณาไม่ตรงกับความจริงโดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โรงพยาบาลจำเลยมีศักยภาพดีกว่าโรงพยาบาลโจทก์เป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่ามีประสบการณ์มากกว่า จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริงเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 และเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ คำว่า สิทธิ หมายความถึงประโยชน์ของโจทก์ที่มีอยู่ และจำเลยหรือบุคคลอื่นต้องเคารพหรือได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่สิทธิเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 423

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 150,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันที่จำเลยหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายด้านชื่อเสียงการทำมาหาได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541) จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยได้ออกแผ่นพับโฆษณาโรงพยาบาลของจำเลยโดยมีข้อความพาดพิงถึงโรงพยาบาลของโจทก์ตามใบโฆษณาแผ่นพับเอกสารหมาย จ.20 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงความเสียหายที่ได้รับสภาพกิจการ รายรับรายจ่ายในการประกอบกิจการ คำฟ้องในส่วนค่าเสียหายจึงไม่แจ้งชัดและไม่แสดงถึงการคิดค่าเสียหาย จึงไม่ทราบว่าโจทก์เสียหายอย่างไร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดว่า จำเลยโฆษณาโรงพยาบาลของจำเลยโดยเสนอแผ่นพับต่อประชาชนและใบแผ่นพับดังกล่าวมีข้อมูลเปรียบเทียบศักยภาพโรงพยาบาลของจำเลยกับโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลของโจทก์ด้วยและข้อมูลในแผ่นพับชี้ในทำนองว่าศักยภาพของโรงพยาบาลโจทก์ด้อยกว่าโรงพยาบาลของจำเลย ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และล่วงละเมิดต่อสิทธิประโยชน์ซึ่งโจทก์มีอยู่ซึ่งคำบรรยายฟ้องของโจทก์สามารถทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์เสียหายอย่างใด ส่วนการคิดค่าเสียหายโจทก์คิดค่าเสียหายจากการที่โจทก์มีคนไข้ลดลงซึ่งทำให้รายได้ของโจทก์น้อยลงส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การทำแผ่นพับโฆษณาของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดหรือทำให้โจทก์เสียหาย เห็นว่า ข้อมูลเปรียบเทียบศักยภาพของจำเลยในใบแผ่นพับโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.20 จำเลยแสดงผลการเปรียบเทียบให้เห็นว่าโรงพยาบาลของจำเลยดีกว่า น่าใช้บริการมากกว่า เพราะมีผู้ประกันตนที่รับได้จำนวนมากที่สุด สะดวกสบายกว่า มีจำนวนเครื่อข่ายหลายแห่งกว่า มีประสบการณ์ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยมากกว่าเพราะมีผู้เข้าร่วมโครงการประกันสังคมเป็นจำนวนมากกว่าใครโรงพยาบาลของจำเลยใหญ่กว่าเพราะมีเตียงจำนวนมากกว่า มีความมั่นคงกว่าเพราะมีประกันอุบัติเหตุให้ด้วย การโฆษณาแผ่นพับของจำเลยดังกล่าวเป็นการจูงใจให้บุคคลมาใช้บริการของจำเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการ โฆษณา หรือประกาศ หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้งหรือกิจการของสถานพยาบาลหรือคุณวุฒิหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพสถานพยาบาลเพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาลของตน โดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริงหรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล" ดังนั้น จากการที่จำเลยระบุในแผ่นพับตามเอกสารหมาย จ.20 ในช่องจำนวนผู้ประกันตนที่รับได้ว่า โจทก์รับได้ 25,000 คน ระบุในช่องระยะเวลาเข้าร่วมโครงการประกันสังคมว่า โจทก์เพิ่งเริ่มเข้า ระบุในช่องขนาดโรงพยาบาลว่าโจทก์มี 150 เตียง และระบุในช่องประสบการณ์การบริหารงานโรงพยาบาลด้านโครงการประกันสังคมว่า โจทก์ไม่มีประสบการณ์เลย ซึ่งความเป็นจริงทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์มีจำนวนผู้ประกันตนที่รับได้ 50,000 คน โจทก์มีเตียง 400 เตียง และโจทก์เข้าร่วมโครงการประกันสังคมตั้งแต่ปี 2535 โจทก์จึงมีประสบการณ์ตั้งแต่ปีที่เข้าร่วมโครงการเป็นต้นมา จึงเป็นการที่จำเลยเผยแพร่แผ่นพับโฆษณาไม่ตรงกับความจริงโดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โรงพยาบาลจำเลยมีศักยภาพดีกว่าโรงพยาบาลโจทก์เป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่ามีประสบการณ์มากกว่า การโฆษณาของจำเลยดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริงเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 ดังกล่าวแล้ว และเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ คำว่า สิทธิ หมายความถึงประโยชน์ของโจทก์ที่มีอยู่ และจำเลยหรือบุคคลอื่นต้องเคารพหรือได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่สิทธิเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 423 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เสียหายเป็นเงิน 3,000,000 บาท ส่วนจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้กระทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ดังนั้น จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แต่การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้วินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ซึ่งในข้อนี้ปรากฏว่านายแพทย์สุดชาย กรรมการโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์เรียกเก็บจากคนไข้ของโจทก์สูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ และในช่วงเวลานั้นมีผู้ป่วยใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐมากขึ้น จึงน่าเชื่อว่า การที่มีผู้ใช้บริการของโจทก์ลดลงน่าจะมีผลกระทบมาจากการที่เศรษฐกิจตกต่ำด้วย โดยโจทก์ไม่อาจนำสืบถึงค่าเสียหายได้ชัดเจน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท จึงเหมาะสมแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 423
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลกรุงธน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลบางมด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2553
#498547
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยทั้งสองยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยนำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติมาขายให้จำเลยทั้งสอง ระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายให้โจทก์และศาลมีคำสั่งห้ามธนาคารผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินวันที่ 27 กรกฎาคม 2535 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2540 และมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับ โจทก์จึงมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะรู้ตัวว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำละเมิด แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะระหว่างนั้นศาลชั้นต้นอาจเพิกถอนคำสั่งที่ให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ได้ จึงถือว่าวันที่โจทก์รู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด (คือวันที่ 25 กันยายน 2535 และวันที่ 25 มีนาคม 2536 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,960,956.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยทั้งสองยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยนำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติมาขายให้จำเลยทั้งสอง ระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายให้โจทก์และให้ศาลมีคำสั่งห้ามธนาคารผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินให้แก่โจทก์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2535 ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับ

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หากศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 ดังนั้น แม้โจทก์จะรู้ตัวว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำละเมิด แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะระหว่างนั้นศาลชั้นต้นอาจเพิกถอนคำสั่งที่ให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ได้ จึงถือว่าวันที่โจทก์รู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดคือวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 อย่างไรก็ตามนับแต่วันดังกล่าวข้างต้นจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ ลิมปานนท์
จำเลย — บริษัทเค 89 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอนุสิทธิ์ ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2553
#504783
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นต่อโจทก์ มิได้เกิดขึ้นเมื่อศาลใดศาลหนึ่งมีคำพิพากษา หรือเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยแกล้งนำข้อกล่าวหาที่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญามาฟ้องคดีเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น โจทก์ย่อมรู้ดีแล้วว่าการที่จำเลยทั้งสองยื่นฟ้องเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อโจทก์ เพราะเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงความเป็นจริง ส่วนศาลจะพิพากษาอย่างไรเป็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นฝ่ายชนะคดีก็มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์รู้อยู่แล้วว่าโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหาว่าโจทก์ผิดสัญญา ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชั่วคราวก่อนพิพากษาห้ามธนาคารผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินให้แก่โจทก์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินไว้ชั่วคราวก่อนย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองด้วย แต่ผลของการกระทำละเมิดเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นผลทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับลงวันที่ต่างกันหากศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 ดังนั้น แม้โจทก์จะรู้ตัวว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำละเมิด แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะระหว่างนั้นศาลชั้นต้นอาจเพิกถอนคำสั่งที่ให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ได้ จึงถือว่าวันที่โจทก์รู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดคือวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 อย่างไรก็ตาม นับแต่วันดังกล่าวข้างต้นจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,960,956.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยทั้งสองยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยนำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติมาขายให้จำเลยทั้งสองระหว่างการพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้ศาลมีคำสั่งยึดหรือายัดตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายให้โจทก์และให้ศาลมีคำสั่งห้ามธนาคารผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินให้แก่โจทก์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้ระงับการจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 จำนวนเงิน 16,870,000 บาท และ 13,074,870 บาท ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับ โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินวันที่ 28 ตุลาคม 2540 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 วันที่ 5 เมษายน 2542

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวและศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองได้ในขณะนั้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า เหตุที่จำเลยทั้งสองฟ้องและอ้างเป็นเหตุขอคุ้มครองชั่วคราวไม่มีมูลความจริง และรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นต่อโจทก์ มิได้เกิดขึ้นเมื่อศาลใดศาลหนึ่งมีคำพิพากษา หรือเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยแกล้งนำข้อกล่าวหาที่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญามาฟ้องคดีเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นโจทก์ย่อมรู้ดีแล้วว่าการที่จำเลยทั้งสองยื่นฟ้องเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อโจทก์ เพราะเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงความเป็นจริง ส่วนศาลจะพิพากษาอย่างไรเป็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นฝ่ายชนะคดีก็มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองจะมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์รู้อยู่แล้วว่าโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างหาว่าโจทก์ผิดสัญญา ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชั่วคราวก่อนคำพิพากษาห้ามธนาคารผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินให้แก่โจทก์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินไว้ชั่วคราวก่อนย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองด้วย แต่ผลของการกระทำละเมิดเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นผลทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับลงวันที่ต่างกัน หากศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 ดังนั้น แม้โจทก์จะรู้ตัวว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำละเมิด แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะระหว่างนั้นศาลชั้นต้นอาจเพิกถอนคำสั่งที่ให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ได้ จึงถือว่าวันที่โจทก์รู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดคือวันที่ 25 กันยายน 2535 และ 25 มีนาคม 2536 อย่างไรก็ตามนับแต่วันดังกล่าวข้างต้นจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์กล่าวอ้างมานั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ ลิมปานนท์
จำเลย — บริษัทเค 89 จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2553
#498985
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด ซึ่งจะต้องดำเนินการก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคของโครงการรวมทั้งจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามประกาศโฆษณาขายอาคารชุดดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบุคคลอื่นติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคารชุด จำเลยที่ 1 ต้องดูแลให้ระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าวใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ หากระบบป้องกันอัคคีภัยไม่สามารถใช้งานได้หรือใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการแก้ไขให้สามารถใช้งานได้ตามที่โฆษณาไว้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างเหมาจากจำเลยที่ 1 ให้ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยให้แก่อาคารชุด จึงเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 เชื่อมสายไฟเข้าระบบผิดทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดความเสียหายแก่ระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนก่อให้เกิดขึ้นดังกล่าวด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้รับความเสียหายให้เสร็จสิ้นภายในเวลาอันควร โจทก์ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเข้าจัดการในทรัพย์สินของตนและเรียกค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งสองได้ โดยถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213, 215.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,520,558 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรก จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายของระบบป้องกันอัคคีภัยอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น จะต้องดำเนินการก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคของโครงการรวมทั้งจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่ประกาศโฆษณาขายอาคารชุด การที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบุคคลอื่นติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคารชุด จำเลยที่ 1 ต้องดูแลให้ระบบป้องกันอัคคีภัยใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ หากระบบป้องกันอัคคีภัยไม่สามารถใช้งานได้หรือใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการแก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยให้แก่อาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น ซึ่งเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 เชื่อมต่อสายไฟฟ้าเข้าระบบผิด ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดความเสียหายแก่ระบบป้องกันอัคคีภัย จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และจำเลยที่ 1 เป็นตัวการต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนก่อให้เกิดขึ้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยที่ได้รับความเสียหายให้เสร็จสิ้นภายในเวลาอันสมควร โจทก์ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเข้าจัดการในทรัพย์สินของตนและเรียกค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งสองได้ โดยถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213, 215 เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ควรเป็นจำนวนเท่าใด เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แก่โจทก์ตามสมควรที่โจทก์จำต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนระบบอุปกรณ์ต่างยี่ห้อกับอุปกรณ์เดิมเฉพาะในส่วนอุปกรณ์ที่บกพร่องจากการติดตั้งและเสียหายจากการกระทำละเมิดของพนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ 660,649.06 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 660,649.06 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลเป็นเงิน 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 215 ม. 420 ม. 425 ม. 427 ม. 797 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น
จำเลย — บริษัทสยามสินธร จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสากล สมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2553
#508262
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด ซึ่งจะต้องดำเนินการก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคของโครงการรวมทั้งจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่ประกาศโฆษณาขายอาคารชุด การที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบุคคลอื่นติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคารชุด จำเลยที่ 1 ต้องดูแลให้ระบบป้องกันอัคคีภัยใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ในการมีระบบป้องกันอัคคีภัย หากระบบป้องกันอัคคีภัยไม่สามารถใช้งานได้หรือใช้งานได้ไม่สมบูรณ์จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการแก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยจนสามารถใช้งานได้ ตามที่โฆษณาไว้ เมื่อต่อมาโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 และปรากฏแก่โจทก์ว่า ระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบุคคลอื่นมาติดตั้งไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ จำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ต้องรับผิดแก้ไขปรับปรุงให้การติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยใช้งานได้สมบูรณ์

ระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาจำเลยที่ 2 ติดตั้งแก่อาคารชุด ไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดดำเนินการแก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยให้สามารถใช้งานได้ การที่จำเลยที่ 2 มอบหมายให้พนักงานของตนตรวจสอบแก้ไขระบบดังกล่าวจึงเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 เชื่อมต่อสายไฟฟ้าเข้าระบบผิด ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร เกิดความเสียหายแก่ระบบป้องกันอัคคีภัย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนก่อให้เกิดขึ้นดังกล่วด้วยตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยที่ได้รับความเสียหายให้เสร็จสิ้นภายในเวลาอันสมควร โจทก์ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเข้าจัดการในทรัพย์สินของตน โดยจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการและเรียกค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งสองได้ หากต้องรอจนจำเลยทั้งสองแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยซึ่งไม่อาจคาดหมายกำหนดเวลาเสร็จสิ้นได้ ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213, 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น โดยโฆษณาว่าโครงการอาคารชุดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีอุปกรณ์ระบบป้องกันอัคคีภัย จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยในอาคารชุดดังกล่าว แต่ระบบป้องกันอัคคีภัยที่ติดตั้งชำรุดบกพร่องตลอดมาจนโจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการแก้ไข แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจทำให้ระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าวใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2539 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในระบบป้องกันอัคคีภัย จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการดำเนินการตรวจสอบแก้ไข แต่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ต่อสายไฟผิด โดยต่อสายไฟสลับ 220 โวลต์เข้ากับวงจรอิเล็กทรอนิกส์และไมโครโปรเซสเซอร์ของระบบ เป็นเหตุให้เกิดการซ็อตและอุปกรณ์ต่างๆ ได้รับความเสียหายเกินกว่าที่จะทำการแก้ไข โจทก์ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์รวม 6 รายการ เป็นเงิน 2,520,558 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,520,558 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จำหน่ายอาคารชุดให้แก่เจ้าของห้องชุดพร้อมส่งมอบอุปกรณ์สาธารณูปโภครวมทั้งระบบป้องกันอัคคีภัยในสภาพเรียบร้อยให้โจทก์ในฐานะตัวแทนของเจ้าของรวมรับมอบไว้ตั้งแต่ปี 2536 แล้ว ความชำรุดบกพร่องของระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 หรือตัวแทน หรือความไม่มีประสิทธิภาพของระบบ แต่เกิดจากการเสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติตลอดจนการกระทำของโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์เองทั้งสิ้นและนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงนับแต่พ้นระยะเวลารับประกันในปี 2537 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กันอย่างตัวการตัวแทน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ความเสียหายของอุปกรณ์เตือนภัยไม่ถึงขนาดไม่สามารถแก้ไขได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในความชำรุดบกพร่องของอุปกรณ์ระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย จำเลยที่ 2 เข้าไปดำเนินการวางสายไฟและลูกจ้างมีหน้าที่วางสายไฟได้ทำการนอกเหนือที่ว่าจ้างโดยต่อสายไฟผิด ซึ่งโจทก์มีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วยที่ไม่จัดผู้ดูแลการดำเนินงานของลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับผิดในส่วนที่เกิดความเสียหายจากการต่อสายไฟผิด โดยจัดการซ่อมแซมให้กลับดีดังเดิมแล้ว หากโจทก์ยังเสียหายอยู่ค่าเสียหายก็ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าต้องเปลี่ยนอุปกรณ์หลายอย่างตามฟ้องไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่เป็นความต้องการเปลี่ยนแปลงในระบบป้องกันอัคคีภัยใหม่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น จำเลยที่ 1 จ้างจำเลยที่ 2 ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยในอาคารชุดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 จัดซื้ออุปกรณ์ระบบป้องกันอัคคีภัยจากบริษัทเซ็คคอม เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และหลังจากติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยแล้ว จำเลยที่ 1 รับมอบงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยที่ยังมีข้อบกพร่อง ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง วันที่ 16 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าได้ติดต่อบริษัทเซ็คคอม เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ให้ส่งวิศวกรไปแก้ไขระบบดังกล่าว และจำเลยที่ 2 มอบหมายให้นายวีระธรรม เป็นผู้ดูแลประสานงาน หลังจากนั้นวันที่ 26 กันยายน 2539 พนักงานของจำเลยที่ 2 เชื่อมต่อสายไฟฟ้าเข้าระบบผิด ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดความเสียหายแก่ระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าว โจทก์ว่าจ้างให้บริษัทสมิทธิ์ อินเตอร์เนชั่นแนลมาเก็ตติ้ง จำกัด ดำเนินการเปลี่ยนและติดตั้งอุปกรณ์ระบบป้องกันอัคคีภัยจนใช้การได้ดีแล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายของระบบป้องกันอัคคีภัยอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น ซึ่งจะต้องดำเนินการก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคของโครงการรวมทั้งจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่ประกาศโฆษณาขายอาคารชุดดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบุคคลอื่นติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคารชุดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องดูแลให้ระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าวใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ในการมีระบบป้องกันอัคคีภัย หากระบบป้องกันอัคคีภัยไม่สามารถใช้งานได้หรือใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการแก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าวจนสามารถใช้งานได้ ตามที่โฆษณาไว้ เมื่อต่อมาโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 และปรากฏแก่โจทก์ว่า ระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบุคคลอื่นมาติดตั้งดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ จำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ต้องรับผิดแก้ไขปรับปรุงให้การติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าวใช้งานได้สมบูรณ์ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบทดลองระบบป้องกันอัคคีภัยที่ติดตั้งในอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น โดยนายเสรี พยานจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า ในตอนแรกระบบเตือนอัคคีภัยทำงานไม่ปกติ เมื่อระบบเตือนอัคคีภัยทำงานผิดพลาดฝ่ายอาคารจะติดต่อกับบริษัทเซ็คคอม เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับเหมามาดำเนินการแก้ไข แต่พนักงานของบริษัทดังกล่าวมาช้าบ้างไม่มาบ้าง จำเลยที่ 1 จึงช่วยติดตามบริษัทดังกล่าวให้มาดำเนินการ ซึ่งเห็นได้ว่า ระบบป้องกันอัคคีภัยยังใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ จึงต้องมีการติดตามผู้รับจ้างให้ตรวจแก้ไขมาโดยตลอด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเลยที่ 1 จ้างเหมาจำเลยที่ 2 ติดตั้งแก่อาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น ไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์จริง จำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดดำเนินการแก้ไขระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าวให้สามารถใช้งานได้ การที่จำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างมอบหมายให้พนักงานของตนตรวจสอบแก้ไขระบบดังกล่าว จึงเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 เชื่อมต่อสายไฟฟ้าเข้าระบบผิด ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดความเสียหายแก่ระบบป้องกันอัคคีภัยดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนก่อให้เกิดขึ้นดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โจทก์นำสืบว่า โจทก์ซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเอกสารหมาย จ.14 เป็นเงิน 2,520,558 บาท ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกับอุปกรณ์เดิม ถ้าติดตั้งทั้งระบบมีราคาประมาณ 4,000,000 บาท ราคาอุปกรณ์ที่โจทก์เปลี่ยนใหม่ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.14 มีตู้ควบคุมระบบสัญญาณเตือนภัย ตู้แยกแจ้งเหตุเตือนอัคคีภัยชุดควบคุมโซนแจ้งเหตุอัคคีภัย อุปกรณ์รับส่งสัญญาณและอุปกรณ์ตรวจจับควัน และตามรายงานการประชุมใหญ่เจ้าของร่วม "วิสามัญ" ครั้งที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ระบุว่า โจทก์จะทำการเปลี่ยนระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยของอาคารทั้งหมดใหม่ตามที่บริษัทสมิทธิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เกตติ้ง จำกัด เสนอราคาเป็นเงิน 4,000,000 บาท ต่อรองราคาได้เหลือราคา 3,600,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าอุปกรณ์เป็นเงิน 2,502,558 บาท น้อยกว่าราคาที่บริษัทสมิทธิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เกตติ้ง จำกัด เสนอในการเปลี่ยนสัญญาณเตือนอัคคีภัยทั้งระบบประมาณ 1,000,000 บาท เชื่อว่า โจทก์ว่าจ้างให้บริษัทสมิทธิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เกตติ้ง จำกัด เปลี่ยนอุปกรณ์ของระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยเพียงบางส่วนมิได้เปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของจำเลยทั้งสองในความเสียหายของโจทก์ในชั้นต้นคงมีอยู่เพียงในส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมิได้ดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยเดิมเท่านั้น ซึ่งฝ่ายจำเลยที่ 2 นำสืบว่าหลังจากที่พนักงานของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 สั่งอะไหล่จากบริษัทเซ็คคอม เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และดำเนินการเปลี่ยนอะไหล่แล้ว แต่เครื่องตรวจสอบพบอะไหล่เสียเพิ่มเติมจากที่ไม่สามารถตรวจพบด้วยสายตาในครั้งก่อนต้องเปลี่ยนอะไหล่เพิ่มเติมอีก 2 รายการ คือ ชุดควบคุมโซนแจ้งเหตุอัคคีภัยตัวลูก (Zam Monitor) จำนวน 27 ชุด และชุดควบคุมโซนแจ้งเหตุอัคคีภัยตัวกระดิ่ง (Zam Signal) จำนวน 13 ชุด เป็นเงิน 160,649.06 บาท ตามหนังสือสั่งอะไหล่เพิ่มเติมของผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.8 และใบเสนอราคาค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเอกสาร ล.9 ซึ่งโจทก์ทราบดีถึงการซ่อมแซมแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยของจำเลยที่ 2 แต่มิได้โต้แย้งว่าการเปลี่ยนอะไหล่ดังกล่าวไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนเพียงพอที่จะซ่อมแซมแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยอย่างไร จึงรับฟังได้ว่า วิธีการซ่อมแซมแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยของจำเลยที่ 2 สามารถกระทำได้โดยการเปลี่ยนอะไหล่ตามที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการอยู่หรือหากมีอุปกรณ์อื่นที่ต้องเปลี่ยนเพิ่มเติมก็เพิ่มไม่มาก การที่โจทก์เปลี่ยนอุปกรณ์ตามเอกสารหมาย จ.14 เป็นเงินถึง 2,520,558 บาท ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ต่างยี่ห้องกับของเดิมย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าใช้อุปกรณ์ยี่ห้อเดิมมาก ทั้งยังเปลี่ยนอุปกรณ์นอกเหนือจากที่เสียหายอีกด้วย ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์ แต่การที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยที่ได้รับความเสียหายให้เสร็จสิ้นภายในเวลาอันสมควร โจทก์ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเข้าจัดการในทรัพย์สินของตน โดยจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการและเรียกค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งสองได้ หากต้องรอจนจำเลยทั้งสองแก้ไขระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยซึ่งไม่อาจคาดหมายกำหนดเวลาเสร็จสิ้นได้ ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213, 215 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ควรเป็นจำนวนเท่าใด เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แก่โจทก์ตามสมควรที่โจทก์จำต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนระบบอุปกรณ์ต่างยี่ห้อกับอุปกรณ์เดิมเฉพาะในส่วนอุปกรณ์ที่บกพร่องจากการติดตั้งและเสียหายจากการกระทำละเมิดของพนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ 660,649.06 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 660,649.06 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 เมษายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลเป็นเงิน 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 215 ม. 427
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดรัตนโกสินทร์วิว แมนชั่น
จำเลย — บริษัทสยามสินธร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2553
#498551
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 จำเลยเข้ายึดถือที่ดินสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน ตามคำฟ้อง จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่พิพาทก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ใช้บังคับ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2510 ตลอดมาเป็นการครอบครองสืบเนื่องมาจากการเข้ายึดครอบครองในครั้งแรก เมื่อ ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับผู้กระทำการฝ่าฝืน มาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุก ฯลฯ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ได้

ส่วนความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 นั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า วันที่ 27 ธันวาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทภายใน 90 วัน จำเลยซึ่งรับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ตามฎีกาของโจทก์กลับไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นอ้างเพื่อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกฟ้องโจทก์ว่าไม่ชอบอย่างไร ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษตามฟ้อง อันหมายถึงขอให้ลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108, 108 ทวิ และให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 วรรคหนึ่ง และ 108 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท และให้จำเลยกับบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยมีการประกาศเป็นเขตหวงห้ามเพื่อใช้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2468 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 กรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นว่ามีรูปลักษณะอย่างไร เนื้อที่ที่ตั้งเป็นอย่างไรและใช้เพื่อประโยชน์อะไร ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและรูปแผนที่แสดงเขตด้านหลังหนังสือสำคัญนั้น ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายเที่ยง นายช่างรังวัด 6 ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ได้ทำการรังวัดที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยปรากฏว่าจำเลยทำนาล้ำเข้าไปในเขตที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา ตามรูปแผนที่ ส่วนจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินที่นางเกือน มารดาของจำเลยแจ้งการครอบครองไว้ ซึ่งได้ทำนาในที่ดินดังกล่าวตลอดมาและจำเลยได้รับมรดกตกทอดมาจากนางเกือน เมื่อการประกาศให้ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยเป็นเขตหวงห้ามได้กระทำมาตั้งแต่ปี 2468 ก่อนที่มารดาของจำเลยจะยื่นแบบแจ้งการครอบครองที่ดินประมาณ 30 ปี ซึ่งต่อมาได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและทำรูปแผนที่ไว้ การดำเนินการดังกล่าวล้วนเป็นการจัดทำโดยทางราชการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐทำไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นเพียงเอกสารที่ผู้ครอบครองที่ดินทำยื่นต่อเจ้าพนักงาน เพื่อแสดงที่ดินที่อยู่ในความครอบครองโดยประมาณเท่านั้น ทั้งจำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยหรือไม่ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทำนาตามรูปแผนที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยจริง อย่างไรก็ตาม แม้ที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจะเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้นตามคำฟ้อง จำเลยจึงเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ใช้บังคับ ทั้งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2510 ตลอดมาก็เป็นการครอบครองสืบเนื่องมาจากการเข้ายึดถือครอบครองในครั้งแรก เมื่อมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฎิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุก ฯลฯ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ที่โจทก์ขอให้ลงโทษได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยรู้หรือไม่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื่องด้วยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาในความผิดฐานนี้ได้ สำหรับความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 นั้น แม้โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าวันที่ 27 ธันวาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลา 90 วัน จำเลยซึ่งรับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์ แต่ตามฎีกาของโจทก์กลับไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นอ้างอิงเพื่อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกฟ้องโจทก์ว่าไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องอันหมายถึงขอให้ลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดส่วนนี้และเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 225 ม. 216
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายประยงค์หรือยงค์ ประสานงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายสัณพัชญ รัตนเมกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2553
#504776
เปิดฉบับเต็ม

ที่พิพาทที่จำเลยทำนาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่สาธารณประโยชน์ อย่างไรก็ตามแม้ที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจะเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ปรากฏว่า จำเลยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึง 15 กรกฎาคม 2545 จึงเป็นการเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ป. ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ใช้บังคับ ทั้งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2510 ตลอดมาก็เป็นการครอบครองสืบเนื่องมาจากการเข้ายึดถือครอบครองในครั้งแรก เมื่อมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุก ฯลฯ เช่นนี้การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108, 108 ทวิ และให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 วรรคหนึ่ง และ 108 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท และให้จำเลยกับบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งโครอย ตำบลสมุด (ทุ่งมน) อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ประมาณ 576 ไร่ 4 ตารางวา เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐซึ่งได้ประกาศเป็นเขตหวงห้ามตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2468 ตามทะเบียนที่ดินรกร้างว่างเปล่า และทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 43743 ไว้ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2533 ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยมีแนวเขตที่ดินตามรูปแผนที่ด้านหลังหนังสือสำคัญดังกล่าว จำเลยครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 161 โดยจำเลยทำนาในที่ดินนั้นตลอดมาและครอบครองต่อจากนางเกือน มารดาของจำเลย ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2544 นางคำเบา ทำหนังสือถึงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลสมุดกล่าวหาจำเลยกับผู้มีชื่อรวม 8 คน บุกรุกถือครองที่ดินที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยองค์การบริหารส่วนตำบลสมุดได้ประสานงานให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ทำการตรวจสอบรังวัดแล้ว อ้างว่าที่ดินที่จำเลยทำนาเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา อยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอย จากนั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสมุดมีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลา 90 วัน ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วตามหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยมีการประกาศเป็นเขตหวงห้ามเพื่อใช้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2468 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 กรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นว่ามีรูปลักษณะอย่างไร เนื้อที่ที่ตั้งเป็นอย่างไรและใช้เพื่อประโยชน์อะไร ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและรูปแผนที่แสดงเขตด้านหลังหนังสือสำคัญนั้น ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายเที่ยง นายช่างรังวัด 6 ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ได้ทำการรังวัดที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยปรากฏว่า จำเลยทำนาล้ำเข้าไปในเขตที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา ส่วนจำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินที่นางเกือนมารดาของจำเลยแจ้งการครอบครองไว้ ซึ่งได้ทำนาในที่ดินดังกล่าวตลอดมาและจำเลยได้รับมรดกตกทอดมาจากนางเกือน เมื่อการประกาศให้ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยเป็นเขตหวงห้ามได้กระทำมาตั้งแต่ปี 2468 ก่อนที่มารดาของจำเลยจะยื่นแบบแจ้งการครอบครองที่ดินประมาณ 30 ปี ซึ่งต่อมาได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและทำรูปแผนที่ไว้ การดำเนินการดังกล่าวล้วนเป็นการจัดทำโดยทางราชการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐทำไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นเพียงเอกสารที่ผู้ครอบครองที่ดินทำยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อแสดงที่ดินที่อยู่ในครอบครองโดยประมาณเท่านั้นทั้งจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยหรือไม่ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยทำนาตามรูปแผนที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยจริง อย่างไรก็ตามแม้ที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจะเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้นตามคำฟ้อง จำเลยจึงเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ใช้บังคับ ทั้งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2510 ตลอดมาก็เป็นการครอบครองสืบเนื่องมาจากการเข้ายึดถือครอบครองในครั้งแรก เมื่อมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุก ฯลฯ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ที่โจทก์ขอให้ลงโทษได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื่องด้วยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาในความผิดฐานนี้ได้ สำหรับความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 นั้น แม้โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าวันที่ 27 ธันวาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลา 90 วัน จำเลยซึ่งรับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์แต่ตามฎีกาของโจทก์กลับไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นอ้างอิงเพื่อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกฟ้องโจทก์ว่าไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องอันหมายถึงขอให้ลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดส่วนนี้และเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายประยงค์หรือยงค์ ประสานงาม
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2553
#508246
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้นตามคำฟ้องจำเลยจึงเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ใช้บังคับทั้งการครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2510 ตลอดมาก็เป็นการครอบครองสืบเนื่องจากการเข้ายึดถือครอบครองในครั้งแรกเมื่อมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุก ฯลฯ เช่นนี้ จำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ที่โจทก์ขอให้ลงโทษได้

โจทก์ฟ้องว่าวันที่ 27 ธันวาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลา 90 วัน จำเลยซึ่งรับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ตามฎีกาของโจทก์กลับไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นอ้างอิงเพื่อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกฟ้องโจทก์ว่าไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องอันหมายถึงขอให้ลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมาจำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งโครอย ในท้องที่ตำบลสมุด อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ โดยทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 43743 ไว้แล้ว รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา โดยจำเลยเข้าไปก่อสร้างทำเป็นที่นา เพาะปลูกข้าวในที่ดินดังกล่าว ทั้งนี้โดยจำแลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นภายในระยะเวลา 90 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108, 108 ทวิ และให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 วรรคหนึ่ง และ 108 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท และให้จำเลยกับบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งโครอย ตำบลสมุด (ทุ่งมน) อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ประมาณ 576 ไร่ 4 ตารางวา เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐซึ่งได้ประกาศเป็นเขตหวงห้ามตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2468 ตามทะเบียนที่ดินรกร้างว่างเปล่า และทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 43743 ไว้ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2533 ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยมีแนวเขตที่ดินตามรูปแผนที่ด้านหลังหนังสือสำคัญดังกล่าว จำเลยครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 161 โดยจำเลยทำนาในที่ดินนั้นตลอดมาและครอบครองต่อจากนางเกือน มารดาของจำเลย ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2544 นางคำเบา ทำหนังสือถึงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลสมุดกล่าวหาจำเลยกับผู้มีชื่อรวม 8 คน บุกรุกถือครองที่ดินที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยองค์การบริหารส่วนตำบลสมุดได้ประสานงานให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ทำการตรวจสอบรังวัดแล้ว อ้างว่าที่ดินที่จำเลยทำนาเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา อยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอย จากนั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสมุดมีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลา 90 วัน ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วตามหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยมีการประกาศเป็นเขตหวงห้ามเพื่อใช้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2468 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 กรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นว่ามีรูปลักษณะอย่างไร เนื้อที่ที่ตั้งเป็นอย่างไรและใช้เพื่อประโยชน์อะไร ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและรูปแผนที่แสดงเขตด้านหลังหนังสือสำคัญนั้น ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายเที่ยง นายช่างรังวัด 6 ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ได้ทำการรังวัดที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยปรากฏว่า จำเลยทำนาล้ำเข้าไปในเขตที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา ส่วนจำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินที่นางเกือนมารดาของจำเลยแจ้งการครอบครองไว้ ซึ่งได้ทำนาในที่ดินดังกล่าวตลอดมาและจำเลยได้รับมรดกตกทอดมาจากนางเกือน เมื่อการประกาศให้ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยเป็นเขตหวงห้ามได้กระทำมาตั้งแต่ปี 2468 ก่อนที่มารดาของจำเลยจะยื่นแบบแจ้งการครอบครองที่ดินประมาณ 30 ปี ซึ่งต่อมาได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและทำรูปแผนที่ไว้ การดำเนินการดังกล่าวล้วนเป็นการจัดทำโดยทางราชการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐทำไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ส่วนแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นเพียงเอกสารที่ผู้ครอบครองที่ดินทำยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อแสดงที่ดินที่อยู่ในครอบครองโดยประมาณเท่านั้นทั้งจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยหรือไม่ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยทำนาตามรูปแผนที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่สาธารณประโยชน์ทุ่งโครอยจริง อย่างไรก็ตามแม้ที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองจะเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2510 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้นตามคำฟ้อง จำเลยจึงเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 อันเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ใช้บังคับ ทั้งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2510 ตลอดมาก็เป็นการครอบครองสืบเนื่องมาจากการเข้ายึดถือครอบครองในครั้งแรก เมื่อมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุก ฯลฯ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ที่โจทก์ขอให้ลงโทษได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื่องด้วยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาในความผิดฐานนี้ได้ สำหรับความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 นั้น แม้โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าวันที่ 27 ธันวาคม 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลา 90 วัน จำเลยซึ่งรับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์แต่ตามฎีกาของโจทก์กลับไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ขึ้นอ้างอิงเพื่อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกฟ้องโจทก์ว่าไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องอันหมายถึงขอให้ลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดส่วนนี้และเห็นพ้องด้วยในผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายประยงค์หรือยงค์ ประสานงาม
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2100/2553
#506175
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้ถอนฟ้องย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 และ 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 176 เท่ากับว่าจำเลยมิได้ใช้สิทธิโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่ง ป.รัษฎากร หนี้ภาษีอากรค้างตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นอันยุติ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องหรือให้การต่อสู้ในศาลเพื่อขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามการประเมินได้ คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับแก่จำเลยหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณางดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึง 4 ในฐานะทายาทของพันเอกบุญทวีร่วมกันชำระค่าภาษีอากรค้างจำนวน 724,874.26 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับพันเอกบุญทวีจัดตั้งสำนักงานพีซีซีและเพื่อน แต่นางสาวสุภาพรกับนายพินิจร่วมหุ้นกันเป็นผู้จัดตั้ง โดยมีนางสาวสุภาพรเป็นผู้จัดการรับผิดชอบการบริหารและดำเนินการ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานแทนสำนักงานพีซีซีและเพื่อนในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับหน่วยราชการ สำนักงานพีซีซีและเพื่อนว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นรายปี จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536 จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับเงินได้ในปีภาษี 2536 และจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้ว ในปีดังกล่าว สำนักงานพีซีซีและเพื่อนมีเงินได้เพียง 210,480 บาท และชำระภาษีไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การว่า สำนักงานพีซีซีและเพื่อนประกอบธุรกิจการค้าตั้งแต่ปี 2533 โดยพันเอกบุญทวีมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเข้าเป็นหุ้นส่วนคณะบุคคลดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในนามสำนักงานพีซีซีและเพื่อนได้ว่าจ้างให้ตรวจสอบและรับรองบัญชีงบดุลและงบกำไรขาดทุนของห้างร้านบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั่วไป โดยได้รับค่าจ้างเป็นราย ๆ ไป มิใช่รับเงินจากส่วนแบ่งกำไรในฐานะเป็นหุ้นส่วน พันเอกบุญทวีจึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและรับผิดชอบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์ไม่เคยแจ้งการประเมินภาษีแก่พันเอกบุญทวี ทำให้พันเอกบุญทวีไม่มีโอกาสใช้สิทธิตามกฎหมายในการอุทธรณ์และใช้สิทธิฟ้องร้องคดีต่อศาลพันเอกบุญทวีจึงไม่เป็นผู้มีค่าภาษีอากรค้าง และไม่ถือเป็นผู้ผิดนัดชำระค่าภาษีอากรตามฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายแก่พันเอกบุญทวี ดังนั้นหากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ ก็ต้องรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 247,137 บาท เท่านั้น

ก่อนสืบพยานศาลภาษีอากรกลางได้ไกล่เกลี่ยตามคำขอของคู่คสวาม ฝ่ายจำเลยได้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มตามกฎหมายแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วคงเหลือเฉพาะเบี้ยปรับตามการประเมินเท่านั้น คู่ความได้สละประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การคงเหลือเพียงประเด็นว่า มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับแก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เดิมจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลเคยอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางโดยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การที่ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ถอนฟ้องย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และ 29 เท่ากับว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร หนี้ภาษีอากรค้างตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นอันยุติ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลดังกล่าวและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิในกองมรดกของพันเอกบุญทวีย่อมไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องหรือให้การต่อสู้ในศาลเพื่อขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามการประเมินได้ คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับแก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณางดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบ"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทของพันเอกบุญทวี ร่วมกันชำระเบี้ยปรับจำนวน 247,137 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 176
ป.รัษฎากร ม. 30 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายประวิทย์ วณิชชานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2553
#498994
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้วว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลยเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มรวมทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินด้วย แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยตามการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากการจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตาม พ.ร.บ.จัดสรรเงินภาษีสรรพาสามิต พ.ศ.2527 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ.เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 10 ของภาษี และมาตรา 139 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ มิใช่คำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยจากภาษีสรรพสามิตแล้วเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยจากต้นเงินภาษีเพื่อมหาดไทยที่คำนวณได้ดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และ 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มนับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 135,041.94 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่ไม่เกินเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลย นอกนั้นให้เป็นไปตามแบบแจ้งการประเมินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวนเท่าใด เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตแก่จำเลยเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม รวมทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตตามการประเมินด้วย แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยตามการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากในการจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 นั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดย มาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 10 ของภาษี และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ มิใช่คำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยจากภาษีสรรพสามิตแล้วเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเพื่อมหาดไทยจากต้นเงินภาษีเพื่อมหาดไทยที่คำนวณได้ดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และ 29

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิต 54,199 บาท เบี้ยปรับ 10,840 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,173 บาท และเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่เงินเพิ่มดังกล่าวมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ กับให้จำเลยชำระภาษีเพื่อมหาดไทยอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 139
พ.ร.ฎ.เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเคเค คอลเลคชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2553
#505587
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการฯ สำหรับปีภาษีที่พิพาทในคดีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินมายังโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่โดยแจ้งว่าการประเมินภาษีถูกต้องแล้ว เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการฯ ที่พิพาทคดีนี้โดยระบุว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2546 ทั้งที่เป็นประจำปีภาษี 2547 แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจดีว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2547 ดังที่จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินฯ เท้าความถึงแบบแจ้งรายการฯ ที่โจทก์ยื่นดังกล่าวว่าเป็นแบบแจ้งรายการฯ ประจำปีภาษี 2547 และต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 2 ก็รับพิจารณาและชี้ขาดยืนตามการประเมินโดยระบุว่าเป็นการชี้ขาดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าการมอบอำนาจและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547

คำให้การของจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินฯ และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ไม่จำต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เพราะเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ นย.71901/542 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และคำวินิจฉัยคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ นย.7192/314 (ที่ถูกคือ นย.71902/314) ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 529,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 จนถึงชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากภาษีที่พิพาทในคดีนี้คือภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ ดำเนินคดีแทนโจทก์เกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมิน เล่มที่ 1 เลขที่ 27 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2547 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ นย.71902/314 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 ให้จำเลยที่ 1 คืนค่าภาษีแก่โจทก์จำนวน 529,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2546 แต่ภาษีที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้เป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2547 โดยภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกัน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีเจตนามุ่งฟ้องคดีสำหรับปีภาษี 2547 ไม่ถูกต้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2546 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังโจทก์ ภาษีดังกล่าวจึงเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 มิใช่ภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 อย่างไรก็ดีแม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จะระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ ฟ้องคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 แต่ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษีที่พิพาทในคดีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินมายังโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 ต่อมาจำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยแจ้งว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีถูกต้องแล้วตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่พิพาทคดีนี้โดยระบุว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ทั้งที่เป็นภาษีประจำปีภาษี 2547 แต่จำเลยที่ 1 ก็เข้าใจดีว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 ดังที่จำเลยที่ 4 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5 เท้าความถึงแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นดังกล่าวว่าเป็นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 และต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยที่ 2 ก็รับพิจารณาและชี้ขาดยืนตามการประเมิน โดยระบุในหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 ว่าเป็นการชี้ขาดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 หลังจากนั้นโจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 โดยในวันเดียวกันนั้นได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายอารักษ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนทั้งจำเลยทั้งเจ็ดก็ให้การว่า ก่อนหน้านี้โจทก์และฝ่ายจำเลยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 202/2546 หมายเลขแดงที่ 212/2547 ของศาลภาษีอากรกลาง จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์โดยชัดแจ้งว่าการมอบอำนาจและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 หากแต่เป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ที่คิดว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จัดเก็บจากทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2546 เรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 จึงได้ระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีในเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2546 เมื่อประมวลข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องแล้วเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์มอบอำนาจให้นายอารักษ์ดำเนินคดีแทนโจทก์ในเรื่องเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2547 นั่นเอง นายอารักษ์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดประการต่อไปมีว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2549 หรือไม่... เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง เนื่องจากไม่ปรากฏรายละเอียดและเหตุผลว่าโจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้ในปัญหานี้เพียงว่าหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ดังกล่าวมีรายการทรัพย์สินและคำชี้แจงประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและข้อกฎหมายที่อ้างอิงชัดแจ้งตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดไว้แล้วโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดมาตรฐานในการทำคำสั่งไว้สูงกว่าที่กำหนดตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยทั้งเจ็ดมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า หนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่จำต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เพราะเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดในประเด็นนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาอื่นที่จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/2553
#498993
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต้องระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ด้วย และในวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยมิได้ระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ ให้ขยายระยะเวลาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่ผู้รับประเมิน โดยขยายระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้นแม้โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ก็หาทำให้การประเมินนั้นไม่ชอบ เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จำนวนภาษีที่ประเมินไว้จึงเป็นจำนวนเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีและค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 301,950 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 301,950 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต้องระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ด้วย และในวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยมิได้ระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ ให้ขยายระยะเวลาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่ผู้รับประเมิน โดยขยายระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น แม้โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ก็หาทำให้การประเมินนั้นไม่ชอบ และที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดโดยชัดเจนว่าในการโต้แย้ง คัดค้าน ต้องทำเป็นหนังสือ จึงสามารถตีความได้ว่า สามารถโต้แย้งได้ด้วยวาจาและเป็นหนังสือนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 กำหนดว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในการประเมิน อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ และตามมาตรา 26 กำหนดไว้ว่า คำร้องให้เขียนในแบบพิมพ์ ซึ่งกรมการอำเภอจ่ายและผู้รับการประเมินต้องลงนาม แบบพิมพ์ดังกล่าวเป็นแบบของทางราชการทำขึ้น คือแบบ ภ.ร.ด.9 ดังนั้นการโต้แย้งคัดค้านจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามแบบ ภ.ร.ด.9 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จำนวนภาษีที่ประเมินไว้จึงเป็นจำนวนเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 27 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 25 ม. 26 ม. 27
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — นางสาวนงนุช เอี่ยมสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/2553
#506173
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 40 วรรคแรก ไม่มีผลทำให้การประเมินไม่ชอบเนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้สิทธิแก่ผู้รับประเมินในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยขยายระยะเวลาเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

การโต้แย้งคัดค้านการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องทำเป็นหนังสือโดยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แบบ ภ.ร.ด.9 ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 25 และมาตรา 26 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จำนวนภาษีที่ประเมินจึงเป็นจำนวนเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนประกอบกิจการโรงเรียนนานาชาติและได้แบ่งการใช้ประโยชน์ในอาคารแต่ละหลังของโรงเรือนดังกล่าว คือ อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 10 เมตร ยาว 10 เมตร ใช้เป็นสำนักงาน อาคารตึก 2 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 6 เมตร ยาว 40 เมตร ใช้เป็นห้องเรียน ห้องสมุด และห้องวีดีโอ อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 6 เมตร ยาว 24 เมตร ใช้เป็นห้องเรียน 3 ห้อง อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร ใช้เป็นห้องเรียนนักเรียนฟิลิปปินส์ อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 7 เมตร ยาว 40 เมตร ใช้เป็นห้องเรียน 4 ห้อง และอาคารโครงการเหล็ก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร ใช้เป็นโรงอาหาร จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงได้ทำการประเมินภาษีทั้ง 6 ปีภาษี

พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 ให้จำเลยรับทราบแล้ว จำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้วมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แต่อย่างใด จำนวนเงินค่าภาษีจึงถือเป็นจำนวนเด็ดขาด นอกจากนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินจำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระแก่โจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 43 และจำเลยมิได้นำเงินไปชำระจนเกินระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยจึงต้องชำระค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 แห่งค่าภาษีที่ค้างชำระตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 43 (4) คิดเป็นค่าเพิ่มจำนวน 27,450 บาท รวมกับค่าภาษีที่ค้างชำระ จำนวน 275,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 301,950 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีและค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายใน 15 วัน เพราะว่าโรงเรือนและที่ดินของจำเลยในคดีนี้เป็นสถานศึกษา ในแต่ละวันมีเอกสารที่นำส่งเข้ามาในโรงเรียนเป็นจำนวนมาก พนักงานของจำเลยอาจนำไปรวมกับเอกสารอื่นที่มีมากดังกล่าว และหรือพนักงานผู้รับจดหมายหรือแบบแจ้งรายการประประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) หลงลืมไม่นำส่งให้จำเลยในทันที จำเลยได้รับแบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) เมื่อพ้นกำหนดยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้ทันเวลา จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ทั้งวิธีการประเมินและจำนวนภาษีที่สูงเกินไป แม้จะพ้นเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้ว จำเลยได้พยายามไปติดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลายครั้งเพื่อสอบถามว่าทำไมจำนวนภาษีตามประเมินจึงสูงผิดปกติและสูงกว่าของโรงเรียนอื่นจำนวนหลายโรงเรียนที่อยู่ในแถบเมืองพัทยาและใกล้เคียงเป็นอย่างมาก พร้อมสอบถามถึงหลักเกณฑ์วิธีการประเมินว่ามีหลักหรือวิธีการอย่างไร จำเลยติดต่อทั้งด้วยวาจาและเป็นลายลักษณ์อักษร แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์บ่ายเบี่ยงตลอดเรื่อยมา จนถึงปีภาษี 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยลดลงเหลือเพียงปีละประมาณหนึ่งหมื่นบาทเศษ ทั้งจำเลยใช้พื้นที่หรือใช้ประโยชน์จากอาคารเรียนหรือห้องเรียนเหมือนกับปีภาษี 2540 ทุกประการ โจทก์ประเมินภาษีต่อห้องเรียนของโรงเรียนอื่นในเขตเมืองพัทยาตั้งแต่ปีภาษี 2535 ถึงปีภาษีปัจจุบัน ประเมินภาษีเพียงห้องเรียนละ 300 บาท จนถึง 450 บาทต่อปี ก็เช่นเดียวกับกรณีของจำเลย จำเลยถูกประเมินภาษีของปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2545 เพียงห้องเรียนละ 300 บาท เท่านั้น ส่วนการประเมินภาษีโรงอาหารปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 ปีละ 4,500 บาท เปรียบเทียบกับการประเมินภาษีโรงอาหารปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2545 เพียงปีละ 450 บาท ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นอัตราที่สมควรและเป็นธรรม จึงได้ชำระภาษีของปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2545 ตลอดมา นอกจากนี้ตามแบบแจ้งรายการประเมิน ภ.ร.ด.8 จะต้องมีข้อความแจ้งถึงสิทธิของผู้ถูกประเมินภาษีว่า "หากผู้รับประเมินไม่พอใจการประเมินภาษี ให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง" แต่เมื่อพิจารณาแบบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ทุกฉบับจะเห็นได้ว่า ไม่มีข้อความดังกล่าวแจ้งถึงสิทธิของจำเลย ดังนี้จะถือว่าจำเลยทราบถึงสิทธิดังกล่าวแล้วหาได้ไม่ การแจ้งการประเมินภาษีตามฟ้องของปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 ไม่ชอบและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 301,950 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการขอให้มีการพิจารณาการประเมินใหม่ภายในกำหนดระยะเวลา จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคแรก โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยว่าการประเมินชอบหรือไม่ และสามารถยกฟ้องโจทก์ได้เลย เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต้องระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ด้วย และในวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยมิได้ระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ ให้ขยายระยะเวลาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่ผู้รับประเมิน โดยขยายระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น แม้โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ก็หาทำให้การประเมินนั้นไม่ชอบ และที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดโดยชัดเจนว่าในการโต้แย้ง คัดค้านต้องทำเป็นหนังสือ จึงสามารถตีความได้ว่า สามารถโต้แย้งได้ด้วยวาจาและเป็นหนังสือนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 กำหนดว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในการประเมิน อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ และตามมาตรา 26 กำหนดไว้ว่า คำร้องให้เขียนในแบบพิมพ์ ซึ่งกรมการอำเภอจ่ายและผู้รับการประเมินต้องลงนาม แบบพิมพ์ดังกล่าวเป็นแบบของทางราชการทำขึ้น คือแบบ ภ.ร.ด.9 ดังนั้น การโต้แย้งคัดค้านจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามแบบ ภ.ร.ด.9 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ภายในระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จำนวนภาษีที่ประเมินไว้จึงเป็นจำนวนเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 27 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม. 25 ม. 26 ม. 27
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — นางสาวนงนุช เอี่ยมสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2090/2553
#508261
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต้องระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ด้วยและในวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยมิได้ระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ ให้ขยายระยะเวลาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่ผู้รับประเมิน โดยขยายระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น แม้โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ก็ไม่ทำให้การประเมินนั้นไม่ชอบ

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 กำหนดว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในการประเมิน อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ และตามมาตรา 26 กำหนดไว้ว่า คำร้องให้เขียนในแบบพิมพ์ซึ่งกรมการอำเภอจ่ายและผู้รับการประเมินต้องลงนาม แบบพิมพ์ดังกล่าวเป็นแบบของทางราชการทำขึ้น คือแบบ ภ.ร.ด.9 ดังนั้น การโต้แย้งคัดค้านจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามแบบ ภ.ร.ด.9 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินจำนวนภาษีที่ประเมินไว้จึงเป็นจำนวนเด็ดขาดตามมาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ภายในเขตเมืองพัทยา จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 382 หมู่ที่ 6 ถนนสุขุมวิท ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยจำเลยประกอบกิจการโรงเรียนนานาชาติและได้แบ่งการใช้ประโยชน์ในอาคารแต่ละหลังของโรงเรือนดังกล่าว คือ อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 10 เมตร ยาว 10 เมตร ใช้เป็นสำนักงาน อาคารตึก 2 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 6 เมตร ยาว 40 เมตร ใช้เป็นห้องเรียน ห้องสมุด และห้องวีดีโอ อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 6 เมตร ยาว 24 เมตร ใช้เป็นห้องเรียน 3 ห้อง อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร ใช้เป็นห้องนักเรียนฟิลิปปินส์ อาคารตึก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 7 เมตร ยาว 40 เมตร ใช้เป็นห้องเรียน 4 ห้อง และอาคารโครงเหล็ก 1 ชั้น มีขนาดพื้นที่กว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร ใช้เป็นโรงอาหาร การใช้ประโยชน์ในที่ดินและโรงเรือนดังกล่าวจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2538 ถึงปีภาษี 2540 ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กำหนดค่ารายปีและคำนวณค่าภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงได้ทำการประเมินภาษีทั้ง 6 ปีภาษี คิดเป็นค่ารายปีและค่าภาษีดังนี้

1. ปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2538

(1) อาคารตึก 1 ชั้น ใช้เป็นอาคารสำนักงาน มีพื้นที่ 100 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี 45,000 บาท ค่าภาษี 5,625 บาท

(2) อาคารตึก 2 ชั้น ใช้เป็นห้องเรียน ห้องสมุดและห้องวีดีโอ มีพื้นที่ 240 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี 96,000 บาท ค่าภาษี 12,000 บาท

(3) อาคารตึก 1 ชั้น ใช้เป็นห้องเรียน 3 ห้อง มีพื้นที่ 144 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี 54,000 บาท ค่าภาษี 6,750 บาท

(4) อาคารตึก 1 ชั้น ใช้เป็นห้องเรียนนักเรียนฟิลิปปินส์ มีพื้นที่ 72 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี 27,000 บาท ค่าภาษี 3,375 บาท

(5) อาคารตึก 1 ชั้น ใช้เป็นห้องเรียน 4 ห้อง มีพื้นที่ 280 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี 60,000 บาท ค่าภาษี 7,500 บาท

(6) อาคารโครงเหล็ก 1 ชั้น ใช้เป็นโรงอาหาร มีพื้นที่ 300 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี 36,000 บาท ค่าภาษี 45,000 บาท

รวมค่ารายปีภาษีปี 2535 ถึงปีภาษี 2534 ปีละ 318,000 บาท ค่าภาษีปีละ 39,750 บาท

2. ปีภาษี 2539

ปรากฏว่า อาคารตึก 2 ชั้น ที่ใช้เป็นห้องเรียน ห้องสมุด และห้องวีดีโอมีการเปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มห้องเรียนอีกชั้นละ 4 ห้อง รวม 8 ห้อง จึงคำนวณค่ารายปีเพิ่มขึ้นเป็น 192,000 บาท ส่วนอาคารนอกนั้นคงคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 192,000 บาท ส่วนอาคารนอกนั้นคงคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีตามอัตราเดิม รวมค่ารายปีของอาคารทั้ง 6 หลัง เป็นเงิน 414,000 บาท ค่าภาษี 51,750 บาท

3. ปีภาษี 2540

อาคารตึก 2 ชั้น ซึ่งใช้เป็นห้องเรียน ห้องสมุดและห้องวีดีโอได้มีการเพิ่มห้องเรียนอีก 5 ห้อง และเพิ่มห้องพักครูอีก 6 หลัง จึงคำนวณค่ารายปี เป็น 288,000 บาท ส่วนอาคารนอกนั้นอีก 5 หลัง คำนวณค่ารายปีและค่าภาษีตามอัตราเดิม รวมค่ารายปีอาคารทั้ง 6 หลัง เป็นเงิน 510,000 บาท ค่าภาษี 63,750 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 ให้จำเลยรับทราบแล้ว และภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แต่อย่างใด จำนวนเงินค่าภาษีจึงถือเป็นจำนวนเด็ดขาด นอกจากนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินจำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีไปชำระแก่โจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 43 และจำเลยมิได้นำเงินไปชำระจนเกินระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยจึงต้องชำระค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 แห่งค่าภาษีที่ค้างชำระตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 43 (4) คิดเป็นค่าเพิ่ม จำนวน 27,450 บาท รวมกับค่าภาษีที่ค้างชำระ จำนวน 275,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 301,950 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีและค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายใน 15 วัน เพราะว่าโรงเรือนและที่ดินของจำเลยในคดีนี้เป็นสถานศึกษา "โรงเรียนวุฒิโชติ" ตั้งอยู่ในเขตเมืองพัทยา ดังนั้น ในแต่ละวันมีเอกสารที่นำส่งเข้ามาในโรงเรียนเป็นจำนวนมาก พนักงานของจำเลยอาจนำไปรวมกับเอกสารอื่นที่มีมากดังกล่าว และหรือพนักงานผู้รับจดหมายหรือแบบแจ้งรายการประประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) หลงลืมไม่นำส่งให้จำเลยในทันที จำเลยได้รับแบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) เมื่อพ้นกำหนดยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว คือ ได้รับประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2540 จึงทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้ทันเวลา จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ทั้งวิธีการประเมินและจำนวนภาษีที่สูงเกินไป แม้จะพ้นเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้ว จำเลยได้พยายามไปติดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลายครั้ง เพื่อสอบถามว่าทำไมจำนวนภาษีตามประเมินจึงสูงผิดปกติและสูงกว่าของโรงเรียนอื่นจำนวนหลายโรงเรียนที่อยู่ในแถบเมืองพัทยาและใกล้เคียงเป็นอย่างมาก พร้อมสอบถามถึงหลักเกณฑ์วิธีการประเมินว่ามีหลักหรือวิธีการอย่างไร จำเลยติดต่อทั้งด้วยวาจาและเป็นลายลักษณ์อักษร แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์บ่ายเบี่ยงตลอดเรื่อยมา จนถึงปีภาษี 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยลดลงเหลือเพียงปีละประมาณหนึ่งหมื่นบาทเศษ ทั้งจำเลยใช้พื้นที่หรือใช้ประโยชน์จากอาคารเรียน หรือห้องเรียนเหมือนกับปีภาษี 2540 ทุกประการ เมื่อพิจารณาจากเอกสารแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาษีเฉลี่ยห้องเรียนและประมาณ 1,500 บาทขึ้นไปจนถึงเกือบ 2,000 บาท ซึ่งจากข้อมูลที่จำเลยได้รับ โจทก์ประเมินภาษีต่อห้องเรียนของโรงเรียนอื่นในเขตเมืองพัทยาตั้งแต่ปีภาษี 2535 ถึงปีภาษีปัจจุบัน ประเมินภาษีเพียงห้องเรียนละ 300 บาท จนถึง 450 บาทต่อปี ก็เช่นเดียวกับกรณีของจำเลย จำเลยถูกประเมินภาษีของปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2545 เพียงห้องเรียนละ 300 บาท เท่านั้น ส่วนการประเมินภาษีโรงอาหารปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 ปีละ 4,500 บาท เปรียบเทียบกับการประเมินภาษีโรงอาหารปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2545 เพียงปีละ 450 บาท ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นอัตราที่สมควรและเป็นธรรม จึงได้ชำระภาษีของปีภาษี 2541 ถึงปีภาษี 2545 ตลอดมา นอกจากนี้ตามแบบแจ้งรายการประเมิน ภ.ร.ด.8 โดยปกติทั้วไป จะต้องมีข้อความแจ้งถึงสิทธิของผู้ถูกประเมินภาษีว่า "หากผู้รับประเมินไม่พอใจการประเมินภาษี ให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง" แต่เมื่อพิจารณาแบบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ตามเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ทุกฉบับจะเห็นได้ว่า ไม่มีข้อความดังกล่าวแจ้งถึงสิทธิของจำเลย ดังนี้จะถือว่าจำเลยทราบถึงสิทธิดังกล่าวแล้วหาได้ไม่ และจำเลยจึงเห็นต่อไปว่า การแจ้งการประเมินภาษีตามฟ้องของปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 ไม่ชอบตามแบบของทางราชการและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 301,950 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเขตเมืองพัทยา จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 382 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยจำเลยใช้ประกอบกิจการเป็นโรงเรียนชื่อ "โรงเรียนวุฒิโชติ" ซึ่งเป็นโรงเรียนทั่วไป และส่วนหนึ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติ ปรากฏตามภาพถ่ายโรงเรียน แผนที่ตั้งโรงเรียน โฉนดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนและทะเบียนทรัพย์สินเทศบางเมืองพัทยา เอกสารหมาย จ.1 ถึงแผ่นที่ 59 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2535 ถึงปีภาษี 2540 รวม 6 ปีภาษี โดยมีอาคารที่ใช้ประโยชน์ในกิจการโรงเรียนตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ถึงแผ่นที่ 19 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ทำการประเมินโดยกำหนดเป็นค่ารายปีและค่าภาษี รายละเอียดปรากฏในแบบแจ้งรายการดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบในวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 ปรากฏตามแบบแจ้งรายการประเมินและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 20 ถึงแผ่นที่ 26 จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินและมิได้ชำระค่าภาษีตามการประเมิน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการขอให้มีการพิจารณาการประเมินใหม่ภายในกำหนดระยะเวลา จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคแรก โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัย่วาการประเมินชอบหรือไม่ และสามารถยกฟ้องโจทก์ได้เลย นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หนังสือแจ้งการประเมินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองต้องระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ด้วย และในวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยมิได้ระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ ให้ขยายระยะเวลาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง บทบัญญัติดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่ผู้รับประเมิน โดยขยายระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น แม้โจทก์มิได้แจ้งสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ก็หาทำให้การประเมินนั้นไม่ชอบ และที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดโดยชัดเจนว่าในการโต้แย้ง คัดค้านต้องทำเป็นหนังสือ จึงสามารถตีความได้ว่า สามารถโต้แย้งได้ด้วยวาจาและเป็นหนังสือนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 กำหนดว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในการประเมิน อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ และตามมาตรา 26 กำหนดไว้ว่า คำร้องให้เขียนในแบบพิมพ์ ซึ่งกรมการอำเภอจ่ายและผู้รับการประเมินต้องลงนาม แบบพิมพ์ดังกล่าวเป็นแบบของทางราชการทำขึ้น คือแบบ ภ.ร.ด.9 ดังนั้นการโต้แย้งคัดค้านจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามแบบ ภ.ร.ด.9 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จำนวนภาษีที่ประเมินไว้จึงเป็นจำนวนเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 27 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 25 ม. 26 ม. 27
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — นางสาวนงนุช เอี่ยมสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2553
#505582
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 2 ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับ บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" เมื่อมีการประกาศใช้วันที่ 4 มีนาคม 2551 การเริ่มต้นนับระยะเวลาจึงต้องเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น คือ 5 มีนาคม 2551 เป็นวันที่หนึ่ง ซึ่งจะครบ 90 วัน ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ยังคงมีผลใช้บังคับ เพียงแต่ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาคดีนี้อยู่นั้น กฎหมายฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วโดยมาตรา 3 (4) แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 โดยยังให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ยกเลิกความผิดฐานนี้ แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาคดี อันเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อระวางโทษในความผิดฐานดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณมากกว่า ต้องใช้โทษตามกฎหมายดังกล่าวในส่วนที่ไม่มีโทษจำคุกมาบังคับแก่คดี สำหรับในส่วนของโทษปรับ เมื่อโทษปรับตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ลงโทษปรับได้เพียงไม่เกินสองหมื่นบาทแต่โทษตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งยังให้ปรับต่อไปรายวันอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท จึงต้องใช้โทษปรับตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาบังคับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76, และ 78 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6 และ 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ (ดีวีดีภาพยนตร์) ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 52 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง ปรับ 54,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 27,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 52 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 และ 34

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์โจทก์ว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ทั้งฉบับ มีผลใช้บังคับเมื่อใด เห็นว่า ตามมาตรา 2 ของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 42 ก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 ดังนั้น เมื่อมาตรา 2 ของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ไม่ได้บัญญัติให้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มีผลบังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป แต่ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป อันต้องมีการคำนวณนับกำหนดเก้าสิบวัน การคำนวณนับจึงต้องเป็นไปตามหลักการคำนวณนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองตอนต้น ที่บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน... มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน" การเริ่มต้นนับระยะเวลาเก้าสิบวันจึงไม่นับวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ต้องเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น คือ 5 มีนาคม 2551 เป็นวันที่หนึ่ง ซึ่งจะครบ 90 วัน ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 5470/2538 การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 โดยอ้างว่าจำเลยกระทำผิดและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 อันเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับและให้เป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 โดยเห็นว่าโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำผิดและขอให้ลงโทษตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 และ 34 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวีดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และขณะจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ยังคงมีผลใช้บังคับ เพียงแต่ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาคดีนี้อยู่นั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ยกเลิกไปแล้วโดยมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ที่บัญญัติว่า ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 แต่ตามมาตรา 38 และ 79 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ก็ยังบัญญัติให้การประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดอยู่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 ยกเลิกความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาคดี อันเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่จะต้องปรับใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด..." ซึ่งปรากฏว่าความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 นั้น มีระวางโทษตามมาตรา 79 คือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ โดยไม่มีโทษจำคุก อันต่างจากความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 34 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น โทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณมากกว่าโทษ ตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ที่มีโทษจำคุกด้วยจึงต้องใช้โทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ในส่วนที่ไม่มีโทษจำคุกซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าบังคับแก่คดี สำหรับในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษนั้น เมื่อโทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ลงโทษปรับได้เพียงไม่เกินสองหมื่นบาท แต่โทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 นั้นกำหนดให้ลงโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งยังให้ปรับต่อไปรายวันอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท โทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 จึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาบังคับแก่คดี อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โทษปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยมานั้น ยังสูงเกินไปกว่าสภาพความผิด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีซีดีภาพยนตร์และแผ่นดิจิตอลวิดีโอดิสก์ภาพยนตร์ (ดีวีดีภาพยนตร์) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และ 34 ปรับ 10,000 บาท ฐานขายเสนอขาย มีไว้เพื่อขายงานซึ่งมีผู้อื่นทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ปรับ 50,000 บาท รวมปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 2 ม. 3 (4) ม. 38 ม. 79
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประเสริฐ เลี่ยนเล็ก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079 -ที่ 2084/2553
#506162
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.นี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. หรือ ป.วิ.อ. หรือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลมและกรณีไต่สวนมูลฟ้องนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.และข้อกำหนดดังกล่าวจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ภาค 3 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น ลักษณะ 1 ฟ้องคดีอาญาและไต่สวนมูลฟ้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น กรอบการพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องพิจารณาและวินิจฉัยจึงมีว่าคดีมีมูลหรือไม่ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้พิจารณาและวินิจฉัยว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสองย่อมมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้พอมีมูลให้รับฟังได้ว่ามีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 เป็นผู้กระทำความผิดตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาในฟ้องโดยวินิจฉัยปัญหาว่ามีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรตามฟ้องหรือไม่ และในเบื้องต้นมีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่อันเป็นการพิจารณาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าคดีมีมูลหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 167 นั้นเอง มิใช่เป็นการตั้งประเด็นเพื่อวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่

อนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ของโจทก์ทั้งสอง ระบุข้อถือสิทธิว่า "กรรมวิธีในการเตรียมส่วนผสมที่ใช้ได้อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ประกอบด้วยการทำให้ส่วนผสมต่อไปนี้ผสมเข้าด้วยกันโดยการใช้เครื่องสูบผสมเวียนน้ำมันพืชเหลือใช้ที่ผ่านการทำให้สะอาด น้ำมันดีเซลและน้ำมันละหุ่ง (หรือแอลกอฮอล์) ในอัตราส่วน 10:10:1 โดยมีปริมาตรตามลำดับ ก่อนปรับความหนืดเป็น 6 ถึง 8 เซนติสโตกส์ ด้วยน้ำมันดีเซล" ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงเพียงมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำมาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเท่านั้นบุคคลอื่นย่อมมีสิทธิที่จะผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำมาใน ราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีอื่นๆ นอกจากกรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ที่ 1 เบิกความเพียงว่า จำเลยทั้งหมดผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้น้ำมันพืชใช้แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลหรือไม่ แม้โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยทั้งหมดใช้กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น (Transesterification) หรือกระบวนการกำจัดไขมันและสิ่งสกปรกที่เจือปนในน้ำมันในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลอันเป็นกรรมวิธีเดียวกันกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่า กระบวนการดังกล่าวคล้ายคลึงกับกรรมวิธีในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง แต่มีจุดแตกต่างกันคือวิธีการดังกล่าวใช้เมทานอล ส่วนของโจทก์ทั้งสองใช้น้ำมันดีเซลโดยอาจมีส่วนผสมที่ใช้แอลกอฮอล์หรือไม่ใช้เลยก็ได้ ประกอบกับทางไต่สวนไม่ได้ความว่ากระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นที่จำเลยทั้งหมดใช้ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้กรรมวิธีมีลักษณะตรงกับกรรมวิธีในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองในสาระสำคัญหรือไม่อย่างไร คดีของโจทก์ทั้งสองไม่มีมูล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ระหว่างพิจารณา ก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีอื่นๆ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีสำนวนที่ 5 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่ 5 ออกเสียจากสารบบความ

คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาโดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ในสำนวนที่ 5 ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่ 2 ว่าจำเลยที่ 9 เรียกจำเลยในสำนวนที่ 3 ว่าจำเลยที่ 10 เรียกจำเลยในสำนวนที่ 4 ว่าจำเลยที่ 11 เรียกจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ในสำนวนที่ 5 ว่าจำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 ตามลำดับและให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนที่ 6 ว่าจำเลยที่ 15 ถึงที่ 23 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องทั้งหกสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสามตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36, 63, 65, 65 ทศ, 77, 77 ทวิ, 77 ตรี, 77 จัตวา, 85, 86, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90 91 ริบหรือทำลายน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ริบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของจำเลยที่ 15 ถึงที่ 23

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งหกสำนวนต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการแรกมีว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นเพื่อพิจารณาว่า "มีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 500 ของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ ในเบื้องต้นหมายถึงว่ามีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่" เป็นการไม่ชอบเพราะประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณามิใช่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม และกรณีไต่สวนมูลฟ้องนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น ลักษณะ 1 ฟ้องคดีอาญาและไต่สวนมูลฟ้องมาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 บัญญัติว่า ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้วให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้ (1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง และมาตรา 167 บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้องกรอบการพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องพิจารณาและวินิจฉัยจึงมีว่าคดีมีมูลหรือไม่ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้พิจารณาและวินิจฉัยว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสองย่อมมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้พอมีมูลให้รับฟังได้ว่ามีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 เป็นผู้กระทำความผิดตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาในฟ้อง โดยวินิจฉัยปัญหาว่ามีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 500 ของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ และในเบื้องต้นมีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ อันเป็นการพิจารณาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าคดีมีมูลหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 นั้นเองมิใช่เป็นการตั้งประเด็นเพื่อวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ การพิจารณาและวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟ้องไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า คดีของโจทก์ทั้งสองทั้งหกสำนวนมีมูลหรือไม่ เห็นว่า อนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ชื่อว่า "กรรมวิธีทำน้ำมันพืชเหลือใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล" ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองระบุข้อถือสิทธิว่า "กรรมวิธีในการเตรียมส่วนผสมที่ใช้ได้อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ประกอบด้วยการทำให้ส่วนผสมต่อไปนี้ผสมเข้าด้วยกันโดยการใช้เครื่องสูบผสมเวียนน้ำมันพืชเหลือใช้ที่ผ่านการทำให้สะอาด น้ำมันดีเซลและน้ำมันละหุ่ง (หรือแอลกอฮอล์) ในอัตราส่วน 10:10:1 โดยปริมาตรตามลำดับ ก่อนปรับความหนืดเป็น 6 ถึง 8 เซนติสโตกส์ ด้วยน้ำมันดีเซล" ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล แต่โจทก์ทั้งสองเพียงมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 (2) ประกอบมาตรา 65 ทศ บุคคลอื่นย่อมมีสิทธิที่จะผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีอื่นๆ นอกจากกรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง หากบุคคลอื่นใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง แต่ทางไต่สวนได้ความเพียงว่าโจทก์ที่ 1 เคยแสดงกรรมวิธีขั้นตอนการผลิตตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปชม โดยมีจำเลยที่ 7 เข้าชมด้วย ต่อมาจำเลยที่ 15 ประกาศนโยบายจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิต จำหน่าย รวมทั้งรับรองมาตรฐานปลอดมลพิษเกี่ยวกับน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งกรรมวิธีในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของโจทก์ทั้งสองนั้นต้องนำน้ำมันพืชเหลือใช้มาทำให้สะอาดโดยใช้กระบวนการทางเคมี คือใช้น้ำร้อนกับก๊าชโอโซนฟอกดับกลิ่นเหม็นหืนแล้วใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ปรับค่ากรด-ด่าง ให้มีค่า 5-7 หลังจากนั้นใช้แป้องฟอกน้ำมันพืชแล้วนำไปต้มทิ้งไว้ให้เย็นได้น้ำมันพืชสะอาดลอยอยู่ด้านบน ส่วนสารแขวนลอยและเม็ดสีจะตกตะกอนสู่ก้นถัง แล้วกรองน้ำมันพืชสะอาดมาผสมกับน้ำมันดีเซล น้ำมันละหุ่งหรือแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 10:10:1 สุดท้ายปรับค่าความหนืดด้วยน้ำมันดีเซล แต่โจทก์ที่ 1 เบิกความเพียงว่ามีการดำเนินการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของจำเลยทั้งหมดโดยใช้น้ำมันพืชใช้แล้วโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจริงหรือไม่ ที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าจำเลยทั้งหมดใช้กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น (Transesterification) หรือกระบวนการกำจัดไขมันและสิ่งสกปรกที่เจือปนในน้ำมันในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลอันเป็นกรรมวิธีเดียวกันกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ถามค้านว่า กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น เป็นกรรมวิธีคล้ายคลึงกับกรรมวิธีในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง แต่มีจุดแตกต่างกันคือวิธีการดังกล่าวใช้เมทานอล ส่วนของโจทก์ทั้งสองใช้น้ำมันดีเซลโดยอาจมีส่วนผสมที่ใช้แอลกอฮอล์ เช่น เมทิลแอลกอฮอล์หรือเอทิลแอลกอฮอล์หรือไม่ใช้เลยก็ได้ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ถามค้านว่า พยานเข้าใจว่ากระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นเป็นขั้นตอนการทำความสะอาดน้ำมันพืชในกรรมวิธีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของโจทก์ทั้งสองก็ใช้กระบวนการทำความสะอาดน้ำมันพืชเช่นเดียวกัน ส่วนจะเรียกว่าทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นหรือไม่ พยานไม่ทราบ รวมทั้งเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 20 ถึงที่ 23 ถามค้านเกี่ยวกับปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นตามปริญญานิพนธ์เรื่องการปรับปรุงคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของน้ำมันพืชที่ใช้แล้วโดยวิธีทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นเพื่อนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมวิธีเดียวกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองประกอบกับปรากฏตามหนังสือพิมพ์รายวันเชียงใหม่นิวส์ฉบับล้านนาธุรกิจประจำวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 ลงข่าวว่า จำเลยที่ 11 หัวหน้าโครงการวิจัยสาธิตไบโอดีเซลกล่าวว่ากระบวนการผลิตไบโอดีเซลที่ได้คุณสมบัติมาตรฐานสากลต้องเป็นการผลิตโดยใช้ปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น หลังจากทำปฏิกิริยาแล้วต้องมีการกำจัดสารเร่งปฏิกิริยากำจัดกลีเซอรีน แอลกอฮอล์และกรดไขมันอิสระออก จึงจะได้ใช้ไบโอดีเซลที่ไม่เกิดผลเสียต่อเครื่องยนต์ที่ใช้ สำหรับขั้นตอนการผลิต (จากวัตถุดิบที่ใช้ 1,000 ลิตร + เมทิลแอลกอฮอล์ 100 ลิตร จะได้ไบโอดีเซล 1,000 ลิตร + กลีเซอรีน 100 ลิตร โดยประมาณ) อันเป็นการใช้เมทิลแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมโดยไม่มีน้ำมันละหุ่งเป็นส่วนผสมเช่นเดียวกับกรรมวิธีในการผลิตตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองทั้งทางไต่สวนยังไม่ได้ความว่า ที่จำเลยทั้งหมดใช้กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลนั้น ใช้กรรมวิธีมีลักษณะตรงกับกรรมวิธีในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวในสาระสำคัญของโจทก์ทั้งสองหรือไม่อย่างไร ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ทั้งสองทั้งหกสำนวนไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 162 ม. 167
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 (2) ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชค ศิริรัตนานุภาพ กับพวก
จำเลย — กองทัพเรือ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079 -ที่ 2084/2553
#508260
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ชื่อว่า "กรรมวิธีทำน้ำมันพืชเหลือใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล" ระบุข้อถือสิทธิว่า "กรรมวิธีในการเตรียมส่วนผสมที่ใช้ได้อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ประกอบด้วยการทำให้ส่วนต่อไปนี้ผสมเข้าด้วยกันโดยการใช้เครื่องสูบผสมเวียนน้ำมันพืชเหลือใช้ที่ผ่านการทำให้สะอาด น้ำมันดีเซลและน้ำมันละหุ่ง (หรือแอลกอฮอล์) ในอัตราส่วน 10 : 10 : 1 โดยปริมาตรตามลำดับ ก่อนปรับความหนืดเป็น 6 ถึง 8 เซนติสโตกส์ ด้วยน้ำมันดีเซล" ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล แต่โจทก์ทั้งสองเพียงมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์โดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 (2) ประกอบมาตรา 65 ทศ บุคคอื่นย่อมมีสิทธิที่จะผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีอื่นๆ นอกจากกรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ระหว่างพิจารณา ก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีอื่นๆ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีสำนวนที่ 5 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่ 5 ออกเสียจากสารบบความ

คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษา โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ในสำนวนที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่ 2 ว่า จำเลยที่ 9 เรียกจำเลยในสำนวนที่ 3 ว่า จำเลยที่ 10 เรียกจำเลยในสำนวนที่ 4 ว่า จำเลยที่ 11 เรียกจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ในสำนวนที่ 5 ว่า จำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนที่ 6 ว่า จำเลยที่ 15 ถึงที่ 23 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องทั้งหกสำนวนใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 500 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "กรรมวิธีทำน้ำมันพืชเหลือใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล" มีข้อถือสิทธิโดยนำน้ำมันพืชเหลือใช้หรือน้ำมันพืชทอดซ้ำหรือน้ำมันพืชที่ผ่านการใช้งานแล้วมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดก่อนแล้ว นำมาผสมกับน้ำมันดีเซลและน้ำมันละหุ่งหรือแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลทุกชนิด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 7 รับราชการอยู่ในสังกัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 8 และที่ 11 รับราชการในสังกัดจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 19 รับราชการในสังกัดจำเลยที่ 18 จำเลยที่ 21 ถึงที่ 23 รับราชการในสังกัดจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 15 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจำเลยที่ 17 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2547 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันผลิตน้ำมันไบโอดีเซลในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 2 สั่งการให้จำเลยที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า น้ำมันไบโอดีเซล บี 2 (B2) โดยน้ำมันพืชเหลือใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลและหรือแอลกอฮอล์ เรียกว่า น้ำมันไบโอดีเซลและน้ำมันไบโอดีเซลร้อยละ 2 ผสมกับน้ำมันดีเซลร้อยละ 98 เรียกว่า สูตร บี 2 (B2) อันเป็นการผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย และเมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2547 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันนำน้ำมันไบโอดีเซล บี 2 (B2) ที่ร่วมกันผลิตดังกล่าว ออกขายแก่ประชาชนทั่วไปในลักษณะแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อประมาณต้นปี 2547 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 9 ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยน้ำมันพืชเหลือใช้ผสมกับน้ำมันดีเซล เรียกว่า น้ำมันไบโอดีเซล อันเป็นการผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคม 2547 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันถึงวันที่ 9 มกราคม 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 10 ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยนำน้ำมันพืชใช้ผสมกับน้ำมันดีเซล เรียกว่าน้ำมันไบโอดีเซล อันเป็นการผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 10 นำน้ำมันไบโอดีเซบที่ผลิตขึ้นดังกล่าวออกขายแก่ประชาชนทั่วไปในลักษณะแสวงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2547 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 11 ร่วมกับบุคคลอื่นผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า น้ำมันไบโอดีเซล บี 2 (B2) โดยน้ำมันพืชเหลือใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลและหรือน้ำมันละหุ่งและหรือแอลกอฮอล์ เรียกว่า น้ำมันไบโอดีเซล และน้ำมันไบโอดีเซลร้อยละ 2 ผสมกับน้ำมันดีเซลร้อยละ 98 เรียกว่าสูตร บี 2 (B2) อันเป็นการผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย และจำเลยที่ 11 กับพวกร่วมกันนำเอาน้ำมันไบโอดีเซล บี 2 (B2) ที่ร่วมกันผลิตดังกล่าวออกขายแก่ประชาชนทั่วไปในลักษณะแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2548 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 12 ถึงที่ 14 ร่วมกันผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยนำน้ำมันพืชเหลือใช้มาผ่านกระบวนการทางเคมีแล้วนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลและหรือแอลกอฮอล์และหรือน้ำมันละหุ่ง อันเป็นการผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2548 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 12 ถึงที่ 14 ร่วมกันจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลแก่ประชาชนทั่วไปในลักษณะแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 15 ถึงที่ 23 ร่วมกันผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยน้ำมันพืชใช้แล้วมาฟอกทำความสะอาด และผ่านกระบวนการทางเคมีและนำมาผสมกับเอทานอลแล้วนำมาผสมกับน้ำมันดีเซล อันเป็นการผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2548 เวลากลางวันจำเลยที่ 15 ถึงที่ 23 ร่วมกันนำน้ำมันไบโอดีเซลที่ร่วมกันผลิตดังกล่าวเติมเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์หมายเลขทะเบียน นศ 4166 เชียงใหม่ และ 40-0333 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลอันเป็นการใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองและไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36, 63, 65, 65 ทศ, 77, 77 ทวิ, 77 ตรี, 77 จัตวา, 85, 86, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91 ริบหรือทำลายน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 ริบเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของจำเลยที่ 15 ถึงที่ 23

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งหกสำนวนต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการแรกมีว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นเพื่อพิจารณาว่า "มีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 500 ของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ ในเบื้องต้นหมายถึงว่ามีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่" เป็นการไม่ชอบ เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณามิใช่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม และกรณีไต่สวนมูลฟ้องนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นลักษณะ 1 ฟ้องคดีอาญาและไต่สวนมูลฟ้องมาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 บัญญัติว่า ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้วให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้ (1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง และมาตรา 167 บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง กรอบการพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องพิจารณาและวินิจฉัยจึงมีว่าคดีมีมูลหรือไม่ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้พิจารณาและวินิจฉัยว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองย่อมมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้พอมีมูลให้รับฟังได้ว่า มีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 23 เป็นผู้กระทำความผิดตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาในฟ้อง โดยวินิจฉัยปัญหาว่ามีการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 500 ของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ และในเบื้องต้นมีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้กรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ อันเป็นการพิจารณาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าคดีมีมูลหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 นั้นเอง มิใช่เป็นการตั้งประเด็นเพื่อวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ การพิจารณาและวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟ้องไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่าคดีของโจทก์ทั้งสองทั้งหกสำนวนมีมูลหรือไม่ เห็นว่า อนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ชื่อว่า "กรรมวิธีทำน้ำมันพืชเหลือใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล" ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองระบุข้อถือสิทธิว่า "กรรมวิธีในการเตรียมส่วนผสมที่ใช้ได้อย่างน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ประกอบด้วยการทำให้ส่วนผสมต่อไปนี้ผสมเข้าด้วยกันโดยการใช้เครื่องสูบผสมเวียนน้ำมันพืชเหลือใช้ที่ผ่านการทำให้สะอาด น้ำมันดีเซลและน้ำมันละหุ่ง (หรือแอลกอฮอล์) ในอัตราส่วน 10:10:1 โดยปริมาตรตามลำดับ ก่อนปรับความหนืดเป็น 6 ถึง 8 เซนติสโตกส์ ด้วยน้ำมันดีเซล" ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล แต่โจทก์ทั้งสองเพียงมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าว ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 (2) ประกอบมาตรา 65 ทศ บุคคลอื่นย่อมมีสิทธิที่จะผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีอื่นๆ นอกจากกรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง หากบุคคลอื่นใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง แต่ทางไต่สวนได้ความเพียงว่าโจทก์ที่ 1 เคยแสดงกรรมวิธีขั้นตอนการผลิตตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปชม โดยมีจำเลยที่ 7 เข้าชมด้วย ต่อมาจำเลยที่ 15 ประกาศนโยบายจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิต จำหน่าย รวมทั้งรับรองมาตรฐานปลอดมลพิษเกี่ยวกับน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งกรรมวิธีในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของโจทก์ทั้งสองนั้นต้องนำน้ำมันพืชเหลือใช้มาทำให้สะอาดโดยใช้กระบวนการทางเคมี คือใช้น้ำร้อนกับก๊าชโอโซนฟอกดับกลิ่นเหม็นหืนแล้วใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ปรับค่ากรด-ด่าง ให้มีค่า 5-7 หลังจากนั้นใช้แป้งฟอกน้ำมันพืชแล้วนำไปต้มทิ้งไว้ให้เย็นได้น้ำมันพืชสะอาดลอยอยู่ด้านบน ส่วนสารแขวนลอยและเม็ดสีจะตกตะกอนสู่ก้นถัง แล้วกรองน้ำมันพืชสะอาดมาผสมกับน้ำมันดีเซล น้ำมันละหุ่งหรือแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 10:10:1 สุดท้ายปรับค่าความหนืดด้วยน้ำมันดีเซลตามสำเนาคำขอรับอนุสิทธิบัตรโจทก์ทั้งสองเอกสารหมาย ล.25 แต่โจทก์ที่ 1 เบิกความเพียงว่า แต่โจทก์ที่ 1 เบิกความเพียงว่ามีการดำเนินการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของจำเลยทั้งหมดโดยใช้น้ำมันพืชใช้แล้วโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งหมดใช้กรรมวิธีตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจริงหรือไม่ ที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าจำเลยทั้งหมดใช้กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น (Transesterification) หรือกระบวนการกำจัดไขมันและสิ่งสกปรกที่เจือปนในน้ำมันในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลอันเป็นกรรมวิธีเดียวกันกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ถามค้านว่า กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นเป็นกรรมวิธีคล้ายคลึงกับกรรมวิธีในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง แต่มีจุดแตกต่างกันคือวิธีการดังกล่าวใช้เมทานอล ส่วนของโจทก์ทั้งสองใช้น้ำมันดีเซลโดยอาจมีส่วนผสมที่ใช้แอลกอฮอล์ เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทิลแอลกอฮอล์หรือไม่ใช้เลยก็ได้ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 ถามค้านว่า พยานเข้าใจว่ากระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นเป็นขั้นตอนการทำความสะอาดน้ำมันพืชในกรรมวิธีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลของโจทก์ทั้งสองก็ใช้กระบวนการทำความสะอาดน้ำมันพืชเช่นเดียวกัน ส่วนจะเรียกว่าทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นหรือไม่ พยานไม่ทราบ รวมทั้งเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 20 ถึงที่ 23 ถามค้านเกี่ยวกับปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นตามปริญญานิพนธ์เรื่องการปรับปรุงคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของน้ำมันพืชที่ใช้แล้วโดยวิธีทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น เพื่อนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมวิธีเดียวกับกรรมวิธีตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง ประกอบกับปรากฏตามหนังสือพิมพ์รายวันเชียงใหม่นิวส์ฉบับล้านนาธุรกิจประจำวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 เอกสารหมาย จ.8 ลงข่าวว่า จำเลยที่ 11 หัวหน้าโครงการวิจัยสาธิตไบโอดีเซลกล่าวว่า กระบวนการผลิตไบโอดีเซลที่ได้คุณสมบัติมาตรฐานสากลต้องเป็นการผลิตโดยใช้ปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น หลังจากทำปฏิกิริยาแล้วต้องมีการกำจัดสารเร่งปฏิกิริยากำจัดกลีเซอรีน แอลกอฮอล์และกรดไขมันอิสระออก จึงจะได้ไบโอดีเซลที่ไม่เกิดผลเสียต่อเครื่องยนต์ที่ใช้ สำหรับขั้นตอนการผลิต (จากวัตถุดิบที่ใช้ 1,000 ลิตร + เมทิลแอลกอฮอล์ 100 ลิตร จะได้ไบโอดีเซล 1,000 ลิตร + กลีเซอรีน 100 ลิตร โดยประมาณ) อันเป็นการใช้เมทิล-แอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมโดยไม่มีน้ำมันละหุ่งเป็นส่วนผสมเช่นเดียวกับกรรมวิธีในการผลิตตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองทั้งทางไต่สวนยังไม่ได้ความว่า ที่จำเลยทั้งหมดใช้กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลนั้น ใช้กรรมวิธีมีลักษณะตรงกับกรรมวิธีในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวในสาระสำคัญของโจทก์ทั้งสองหรือไม่อย่างไร ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ทั้งสองทั้งหกสำนวนไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชค ศิริรัตนานุภาพ
จำเลย — กองทัพเรือ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2553
#508240
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขาของธนาคารผู้เสียหายกรอกข้อความลงในหนังสือสัญญากู้เงินโดยใช้เงินฝากเป็นประกันและหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินกู้และหรือเป็นหลักประกันการออกหนังสือค้ำประกันที่มีลายมือชื่อปลอมของ ห. และ ต. แล้วจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ตรวจเอกสารดังกล่าวโดย ส. ผู้จัดการสาขาเป็นผู้อนุมัติเงินกู้ นำไปให้พนักงานการเงินผู้จ่ายเงินตรวจจ่ายเงินให้จำเลยรับเงินไปด้วยตนเอง และนำเงินไปมอบให้ ส. แล้วมีการเก็บเอกสารต่างๆ ไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร โดยไม่มีสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ห. และ ต. อยู่ด้วยตามขั้นตอนและข้อบังคับของธนาคาร แสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นกับ ส. เป็นการวางแผนกันมาก่อนและมีการแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการสมคบร่วมกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 และ ป.อ. มาตรา 268, 352, 354 กับ ส. มาตั้งแต่ต้น มิใช่ผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1081/2547 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากาษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรผู้เสียหายที่ 1 เป็นองค์การและหน่วยงานของรัฐ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาเซกา เป็นสาขาหนึ่งของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีนายเสรีชัย เป็นผู้จัดการสาขา และจำเลยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขา นายเสรีชัยและจำเลยมีหน้าที่จัดการและรักษาเงิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเสรีชัยร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินโดยใช้เงินฝากเป็นประกันและหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินกู้และหรือเป็นหลักประกันออกหนังสือค้ำประกันของนายไหล และนางตัน อันเป็นเอกสารสิทธิโดยร่วมกันลงลายมือชื่อนายไหลและนางตัน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อว่าเป็นหนังสือสัญญากู้เงินที่นายไหลและนางตันเป็นผู้กู้ และเป็นหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินกู้ที่นายไหลและนางตันยินยอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 นายไหล นางตัน และประชาชน จำเลยกับนายเสรีชัยร่วมกันใช้และอ้างหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือยินยอมดังกล่าวแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับเงินกู้ตามเอกสารดังกล่าวไปจากผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยกับนายเสรีชัยปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบเบียดบังยักยอกเงินจำนวน 800,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ไปเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 352, 354, 91, 83 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 700,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 นายไหลและนางตัน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265), 354 ประกอบมาตรา 352, 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานเป็นพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 700,000 บาท แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 มีคนปลอมลายมือชื่อของนายไหล และนางตัน ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินโดยใช้เงินฝากเป็นประกันในช่องผู้กู้ และในแบบพิมพ์หนังสือยินยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินกู้และหรือเป็นหลักประกันการออกหนังสือค้ำประกันในช่องผู้ยินยอม จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้กู้ จำนวนเงินกู้ 800,000 บาท และรายละเอียดการยอมมอบเงินฝากตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เป็นหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ แล้วจำเลยลงลายมือชื่อในช่องพยานและผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือและผู้เขียน และลงลายมือชื่อในช่องผู้ตรวจในเอกสารดังกล่าว ส่วนนายเสรีชัยลงลายมือชื่อเป็นผู้อนุมัติเงินกู้ในหนังสือสัญญากู้เงิน ต่อมาภายหลังจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปให้นางสาวรินทร์ภรณ์ พนักงานการเงิน ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยซึ่งลาหยุดในวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ลงลายมือชื่อในช่องพยานและผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือแล้วจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปให้พนักงานการเงินผู้จ่ายเงินตรวจสอบจ่ายเงินและลงลายมือชื่อว่าได้จ่ายเงินแล้วในหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยรับเงินกู้ 800,000 บาท นำไปให้นายเสรีชัย หลังจากนั้นมีการเก็บเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินโดยใช้เงินฝากเป็นประกัน หนังสือยินยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ และเอกสารประจำตัวบุคคลของนายไหลและนางตันไว้ในตู้นิรภัยภายในห้องมั่นคงของธนาคารโดยไม่มีสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนายไหลและนางตันรวมอยู่ด้วย จำเลยและนายเสรีชัยเป็นผู้เก็บกุญแจตู้นิรภัยและห้องมั่นคง เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่กรอกข้อความลงในหนังสือสัญญากู้เงินโดยใช้เงินฝากเป็นประกันและหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินกู้และหรือเป็นหลักประกันการออกหนังสือค้ำประกันที่มีเพียงลายมือชื่อของนายไหลและนางตันลงลายมือชื่อเป็นผู้ตรวจเอกสารดังกล่าว โดยนายเสรีชัยเป็นผู้อนุมัติเงินกู้ แล้วนำไปให้พนักงานการเงินผู้จ่ายเงินตรวจจ่ายเงินให้โดยจำเลยรับเงิน 800,000 บาท ไปด้วยตนเอง จากนั้นนำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้นายเสรีชัย แล้วมีการเก็บเอกสารต่างๆ ไว้ในตู้นิรภัยภายในห้องมั่นคงของธนาคาร โดยไม่มีสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนายไหลและนางตันอยู่ด้วยตามขั้นตอนและข้อบังคับของธนาคาร แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นกับนายเสรีชัยเป็นการวางแผนกันมาก่อนและมีการแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการสมคบร่วมกระทำความผิดกับนายเสรีชัยมาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นายปรีชา คุนาเนตร
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา