คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2553
#499692
เปิดฉบับเต็ม

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิใช่ว่าจะเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 จึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์และ ส. ได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาแล้วขายให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะถือว่าเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และ ส. สมรสกันและอยู่กินกันฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และ ส. ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์และจดจำนองไว้กับธนาคาร ระหว่างนั้นโจทก์และ ส. มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2536 ส. ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ จากนั้นโจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกัน และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และ ส. ขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไป การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และ ส. ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 โดยให้โจทก์รับผิดในค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 171,600 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยปลดภาษีสำหรับนายสมชายจะเป็นผลให้โจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่นายสมชายได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่งตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." ซึ่งในขณะที่โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ ฯลฯ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่..." แสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์และนายสมชายได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาแล้วขายให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายสมชายทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชายซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์มาและจดจำนองไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างนั้นโจทก์และนายสมชายมีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2536 นายสมชายได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาท และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ดังนั้น การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และนายสมชายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญมา เจริญศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2553
#507268
เปิดฉบับเต็ม

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิใช่ว่าจะเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) จึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี

วันที่ 1 มีนาคม 2534 โจทก์และ ส. ทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และ ส. ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท ระหว่างนั้นโจทก์และ ส. มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2536 ส. ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาท วันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และ ส. จดทะเบียนสมรสกัน วันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และ ส. ได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไป การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และ ส. ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 โดยให้โจทก์รับผิดในค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 171,600 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชาย ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 209464 และ 209465 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 1653 และ 1655 ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน และวันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้นายสมบูรณ์และนางยุนีย์ ผดุงวัฒนธรรม ในราคา 5,200,000 บาท โจทก์และนายสมชายไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงได้ประเมินให้เสียภาษีโดยให้นายสมชายในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 156,000 บาท เงินเพิ่ม 156,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 31,200 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 343,200 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นายสมชายผู้จัดการคณะบุคคลได้อุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า นายสมชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอาคารพาณิชย์ เกิน 1 ปี ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงวินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชาย และวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์สำหรับโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นเงิน 343,200 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยปลดภาษีสำหรับนายสมชายจะเป็นผลให้โจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่นายสมชายได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่งตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า คณะบุคคลเป็นหน่วยภาษีต่างหากจากบุคคลธรรมดาที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ เมื่อคณะบุคคลมีเงินได้พึงประเมินจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีในฐานะคณะบุคคล และบุคคลในคณะบุคคลไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชายไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ แต่มีผลเพียงให้นายสมชายไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะต่อไปเท่านั้น แต่โจทก์ยังคงต้องรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยเต็มจำนวนโดยไม่มีการแบ่งแยก นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." ซึ่งในขณะที่โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือ

หากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ ฯลฯ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่..." แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์และนายสมชายได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาแล้วขายให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายสมชายทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ตามภาพถ่ายงานมงคลสมรส เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชายซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์มาและจดจำนองไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างนั้นโจทก์และนายสมชายมีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2536 นายสมชายได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้าน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 2) และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน ตามสำเนาภาพถ่ายใบสำคัญการสมรส เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 1) ต่อมาโจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ดังนั้น การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และนายสมชายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นอุทธรณ์มีเพียง 171,600 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 4,290 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 4,290 บาท แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญมา เจริญศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2553
#508678
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ส. ทำพิธีสมรสกันและอยู่กินกันฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และ ส. ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์และจดจำนองไว้กับธนาคาร ระหว่างนั้นโจทก์และ ส. มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2536 ส. ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์ และวันที่ 22 เมษายน 2537 ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์และ ส. ได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และ ส. ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนายสมชาย ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 209464 และ 209465 ต่อมาโจทก์และนายสมชายได้จดทะเบียนสมรสกัน และได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไป เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์และนายสมชายในฐานะคณะบุคคลชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 343,200 บาท จากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โจทก์และนายสมชายจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ปลดหนี้ภาษีให้แก่นายสมชาย แต่ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า เป็นการขายโดยมีระยะเวลาถือครองที่ดินไม่ถึง 5 ปี และไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ขายที่ดินโดยขาดทุนทั้งดอกเบี้ยและค่าตกแต่งต่าง ๆ มากมาย เหตุที่จำเป็นต้องขายเนื่องจากธุรกิจของโจทก์ขาดเงินทุนหมุนเวียน ไม่มีเงินส่งธนาคาร มีดอกเบี้ยทบต้นทำให้ธนาคารผู้รับจำนองฟ้องร้องบังคับจำนอง จึงจำเป็นต้องขายในราคาถูกและขาดทุน หากโจทก์มีเจตนาขายที่ดินเพื่อการค้า โจทก์คงรอให้ครบกำหนดการถือครองให้เกิน 5 ปี ซึ่งขาดระยะเวลาไม่กี่เดือน โจทก์และนายสมชายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่คณะบุคคลหรือหุ้นส่วน จึงขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้รับข้อมูลการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์และนายสมชาย จากการโอนที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์สี่ชั้นสองคูหาเลขที่ 1653 และ 1655 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 209464 และ 209465 ตามฟ้องในราคา 5,200,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 โดยโจทก์และนายสมชายได้ซื้อมาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ซึ่งเป็นการขายภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับ

อสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งค้าหากำไร ตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้นำสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างโจทก์กับนายสมชาย และสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 1653 และ 1655 มามอบให้เจ้าพนักงานของจำเลย จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ก่อนจดทะเบียนสมรส จึงถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลและได้ทำการประเมินให้โจทก์และนายสมชายในฐานะคณะบุคคลชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเงินเพิ่มจากรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยได้งดเบี้ยปรับให้ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า นายสมชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จึงได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนโจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลเช่นเดิม การที่โจทก์ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาแล้วยอมเสียค่าตกแต่งเป็นการเก็งกำไรให้ทรัพย์สินที่ขายมีกำไรสูงขึ้น และกรณีของโจทก์เป็นการขายโดยคณะบุคคล จึงไม่อาจตรวจสอบได้ว่ามีผลขาดทุนตามที่โจทก์อ้าง การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกประเมินมิใช่เป็นการขายสินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามคำสั่งของจำเลยที่ ป.82/2542 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 ที่โจทก์จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่เป็นกรณีที่โจทก์และนายสมชายถือกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์ที่ขาย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคล การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 02009090-25461007-006-00013 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/8/25/47 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 โดยให้โจทก์รับผิดในค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 171,600 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชายร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 209464 และ 209465 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 คูหา เลขที่ 1653 และ 1655 ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน และวันที่ 10 มีนาคม 2540 โจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้นายสมบูรณ์และนางยุนีย์ ในราคา5,200,000 บาท โจทก์และนายสมชายไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงได้ประเมินให้เสียภาษีโดยให้นายสมชายในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 156,000 บาท เงินเพิ่ม 156,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 31,200 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 343,200 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นายสมชายผู้จัดการคณะบุคคลได้อุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า นายสมชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอาคารพาณิชย์เกิน 1 ปี ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงวินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชายและวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์สำหรับโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นเงิน 343,200 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยปลดภาษีสำหรับนายสมชายจะเป็นผลให้โจทก์ได้รับประโยชน์เท่ากับส่วนที่นายสมชายได้รับการปลดภาษีกึ่งหนึ่งตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า คณะบุคคลเป็นหน่วยภาษีต่างหากจากบุคคลธรรมดาที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ เมื่อคณะบุคคลมีเงินได้พึงประเมินจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีในฐานะคณะบุคคล และบุคคลในคณะบุคคลไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับนายสมชายไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ แต่มีผลเพียงให้นายสมชายไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะต่อไปเท่านั้น แต่โจทก์ยังคงต้องรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานะคณะบุคคลต่อจำเลยเต็มจำนวนโดยไม่มีการแบ่งแยก นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." ซึ่งในขณะที่โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้ ฯลฯ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่..." แสดงว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา มิได้เป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี การที่โจทก์และนายสมชายได้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาแล้วขายให้แก่บุคคลอื่นไป แม้จะถือว่าเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายสมชายทำพิธีสมรสและอยู่กินฉันท์สามีภริยามาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2534 ตามภาพถ่ายงานมงคลสมรส เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 โจทก์และนายสมชายซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์มาและจดจำนองไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างนั้นโจทก์และนายสมชายมีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2536 นายสมชายได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้าน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 2) และเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2537 โจทก์และนายสมชายจดทะเบียนสมรสกัน ตามสำเนาภาพถ่ายใบสำคัญการสมรส เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 (แผ่นที่ 1) ต่อมาโจทก์และนายสมชายได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ดังนั้น การขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และนายสมชายใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ และผู้ขายเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่กินด้วยกันมาตลอดโดยฝ่ายหนึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นอุทธรณ์มีเพียง 171,600 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 4,290 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 4,290 บาท แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญมา เจริญศิริโจทก์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2246/2553
#501952
เปิดฉบับเต็ม

การอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา 22 ทวิ นั้น ไม่จำต้องใช้ถ้อยคำเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมาย แต่ต้องแปลความไปในทางที่ให้เป็นผลมากกว่าไร้ผลและต้องถือตามเจตนารมณ์ของผู้พิพากษาที่อนุญาตให้อุทธรณ์ด้วย เมื่อมีคำสั่งว่า "อุทธรณ์ของโจทก์มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ จึงรับรองให้อุทธรณ์" และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในวันเดียวกัน ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้พิพากษาที่รับรองได้อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงต้องรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 22 ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวง พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" เห็นว่า การแปลความบทบัญญัติดังกล่าวต้องแปลความไปในทางที่ให้เป็นผลมากกว่าไร้ผล ประกอบกับกรณีเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถึงเจตนารมณ์ของผู้อนุญาตด้วย ดังนี้ การอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่จำต้องใช้ถ้อยคำเคร่งตามตัวบทกฎหมาย สำหรับคดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า "อุทธรณ์ของโจทก์มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ จึงรับรองให้อุทธรณ์" และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในวันเดียวกัน เป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้รับรองได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงมีคำสั่งรับอุทธรณ์ แสดงให้เห็นว่าเป็นการอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอคมี เคม เทค จำกัด
จำเลย — นายวีรวัฒน์หรือธนภิวัฒน์ มาเขียวหรือสกุลมาเขียวนนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวเมลานี โล่ห์พัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2553
#506207
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ 1 เดือนเศษ โจทก์แถลงขอส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.9 ต่อศาลและให้ฝ่ายจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาแล้ว ต่อมาโจทก์สืบพยานและอ้างส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวต่อศาล แล้วแถลงหมดพยานถือว่าโจทก์สืบพยานเอกสารเสร็จแล้ว แต่จำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันตน มิได้คัดค้านว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอม ก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ ทั้งมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวก่อนศาลชั้นตั้นพิพากษา ถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านความแท้จริงหรือความถูกต้องของเอกสารฉบับนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสองจึงต้องห้ามมิให้คัดค้านความแท้จริงหรือความถูกต้องของเอกสารนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคสาม

ตามรายการประจำนวนเกี่ยวกับคดีระบุข้อความว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้กู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 จำนวน 260,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์แล้ว 50,000 บาท เป็นต้นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ย 10,000 บาท ส่วนเงินที่ค้างชำระ 225,000 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระให้โจทก์หลังจากนำที่ดินไปจำนองกับธนาคารแล้ว ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ มิใช่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จะระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่เป็นการประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินให้โจทก์แล้วจำนวน 40,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่... ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าลงลายมือชื่อและเขียนตัวเลขจำนวน 5,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินโจทก์เพิ่มเพื่อเป็นค่าโอนที่ดินลงใน ต่อมาโจทก์เขียนตัวเลข 51 เพิ่มขึ้นมาข้างหน้าตัวเลข 5,000 บาท จึงเป็นเอกสารปลอมนั้น เห็นว่า ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ 1 เดือนเศษ โจทก์แถลงขอส่งสำเนาต่อศาลและให้ฝ่ายจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสองรับสำเนาไปแล้ว ต่อมาวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์สืบพยานและส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวต่อศาลแล้ว โจทก์แถลงหมดพยานถือได้ว่าโจทก์สืบพยานเอกสารหมาย จ.9 เสร็จแล้ว แต่จำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันตนก็มิได้คัดค้านว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารปลอมก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านความแท้จริงหรือความถูกต้องของเอกสารฉบับนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้ฝ่ายจำเลยคัดค้านความแท้จริงหรือความถูกต้องของเอกสารนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสาม อีกทั้งจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ว่ามีการเพิ่มตัวเลขลงในจริงหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่จำเลยเพิ่งเบิกความอ้างขึ้นมาภายหลังในชั้นสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ดังนั้น เอกสารดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์เพียง 260,000 บาท จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ...เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วตามบันทึก มูลหนี้เดิมตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับย่อมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีระบุข้อความมีใจความว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้กู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 จำนวน 260,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์แล้วจำนวน 50,000 บาท เป็นต้นเงินจำนวน 40,000 บาท และเป็นดอกเบี้ยจำนวน 10,000 บาท ส่วนเงินที่ค้างชำระจำนวน 225,000 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระให้โจทก์หลังจากนำที่ดินไปจำนองกับธนาคารแล้ว ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน มิใช่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จะระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่เป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 680 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิกร คำหา
จำเลย — นายเส็ง ทีฆะสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2231 -ที่ 2233/2553
#501955
เปิดฉบับเต็ม

ความเป็นกลางและเป็นอิสระของอนุญาโตตุลาการถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่จะเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้แก่คู่พิพาท หากอนุญาโตตุลาการปราศจากเสียซึ่งความเป็นกลางและเป็นอิสระแล้ว คู่พิพาทก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมและกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็จะไม่ได้รับการยอมรับ บทบัญญัตินี้จึงเป็นบทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระของผู้คัดค้านที่ 1 ในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสามสำนวนอุทธรณ์คัดค้านว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานอนุญาโตตุลาการขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ จึงเป็นการกล่าวอ้างคัดค้านว่าคำสั่งศาลชั้นต้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 45 (2) แห่งพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อโอนหุ้นให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมต้องรู้อยู่ก่อนแล้วว่าหุ้นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ออกในนามของตนเอง แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะเห็นว่าตนไม่มีส่วนได้เสียในการซื้อหุ้นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนให้คู่พิพาททราบ การที่ผู้คัดค้านไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการขัดต่อหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการรวมทั้งเป็นประธานอนุญาโตตุลาการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านทั้งสามสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกคู่กรณีทั้งสามในสำนวนที่ 1 ที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับและเรียกคู่กรณีในสำนวนที่ 3 ว่าผู้คัดค้านที่ 5

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสามขอให้ศาลมีคำสั่งยอมรับคำคัดค้านของผู้ร้องโดยให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวของคณะอนุญาโตตุลาการกับให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 57/2543 ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2553 และข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 34/2543

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านทั้งสามสำนวนเป็นทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ได้มีหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในกิจการของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับหนังสือชี้ชวนดังกล่าวด้วย แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องการซื้อหุ้นจึงมอบใบจองซื้อหุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไป ต่อมาจึงทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้คัดค้านที่ 1 ได้ซื้อหุ้นในกิจการของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ในนามของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ดีผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้คัดค้านที่ 1 ได้ขายหุ้นดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2538 อันเป็นเวลามากกว่า 5 ปี ก่อนหน้าที่จะมีการแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นอนุญาโตตุลาการและประธานอนุญาโตตุลาการ ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 1 เพิ่งทราบในภายหลัง ไม่อยู่ในสถานะที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้คัดค้านที่ 1 ทำหน้าที่ในฐานะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทต่างๆ รวมทั้งข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 30/2543 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 36/2544 ด้วยความซื้อสัตย์ สุจริต เป็นกลาง และเป็นอิสระ ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดมาโดยตลอด เหตุที่คณะอนุญาโตตุลาการร่วมกันวินิจฉัยยกคำคัดค้านของผู้ร้องเนื่องจาก ผู้ร้องไม่ได้แสดงรายละเอียดและหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาชี้ขาดคำคัดค้านภายในระยะเวลาที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนด ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามสำนวนให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 สำนวนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,000 บาท ค่าทนายความสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 1 และที่ 2 รวมกันสำนวนละ 7,500 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท และค่าทนายความสำหรับผู้คัดค้านที่ 5 ในสำนวนที่ 3 เป็นเงิน 3,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เปิดเผยการถือหุ้นหรือการมอบสิทธิการจองซื้อหุ้นให้แก่ผู้ใกล้ชิดแสดงถึงความไม่สุจริตของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการไม่ชอบและเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระของผู้ทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการ ซึ่งการเปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นคุณสมบัติและหน้าที่สำคัญของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 ข้อบังคับกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2533 ข้อ 14 ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2546 ข้อ 15 และประมวลจริยธรรมอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 12 และข้อ 14 และโดยที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 19 บัญญัติว่าอนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระและต้องมีคุณสมบัติตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกัน ดังนั้น คุณสมบัติเรื่องความเป็นกลางและความเป็นอิสระนี้จึงเป็นคุณสมบัติที่กฎหมายกำหนดให้เป็นคุณสมบัติของอนุญาโตตุลาการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหรือได้รับการแต่งตั้งจากผู้ใด นอกจากนี้ คู่พิพาทยังไม่สามารถที่จะทำความตกลงยกเว้นคุณสมบัติเรื่องความเป็นกลางและเป็นอิสระด้วย ทั้งนี้เพราะเมื่ออนุญาโตตุลาการทำหน้าที่ชี้ขาดข้อพิพาทให้แก่คู่พิพาทแล้ว คู่พิพาทจะต้องผูกพันตามคำชี้ขาดนั้น ตามบทบัญญัติ มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 คุณสมบัติของอนุญาโตตุลาการในเรื่องความเป็นกลางและเป็นอิสระจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่จะเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้แก่คู่พิพาท หากอนุญาโตตุลาการปราศจากเสียซึ่งความเป็นกลางและเป็นอิสระแล้ว คู่พิพาทก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมและกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็จะไม่ได้รับการยอมรับ บทบัญญัตินี้จึงเป็นบทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ผู้ร้องทั้งสามสำนวนอุทธรณ์คัดค้านว่าผู้คัดค้านซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานอนุญาโตตุลาการขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ จึงเป็นการกล่าวอ้างคัดค้านว่าคำสั่งศาลชั้นต้นขัดต่อหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมในการที่บุคคลจะทำหน้าที่วินิจฉัยและตัดสินข้อพิพาท อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามมาตรา 45 (2) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามสำนวนจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ประการต่อมามีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะประธานอนุญาโตตุลาการขาดคุณสมบัติเรื่องความเป็นกลางและเป็นอิสระหรือไม่ ได้ความจากผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับใบจองซื้อหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เข้าจองซื้อหุ้นเพราะเล่นหุ้นไม่เป็นจึงมอบใบจองซื้อหุ้นให้แก่นางสาวจิตรสุดาซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา โดยได้ลงลายมือชื่อในใบจองซื้อหุ้นด้วย และตอบคำถามผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า ภายหลังจากที่พยานมอบใบจองซื้อหุ้นให้แก่นางสาวจิตรสุดาแก้ว ไม่ทราบว่ามีการออกใบหุ้นในชื่อของพยาน พยานไม่เคยเซ็นรับทราบเกี่ยวกับเรื่องการออกใบหุ้นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 นางสาวจิตรสุดาพยานผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า พยานเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้คัดค้านที่ 1 มานานกว่า 14 ปี ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยเล่นหุ้นและไม่สนใจเล่นหุ้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับใบจองซื้อหุ้นบริษัทผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเสนอมาให้แก่พนักงานอัยการตามตำแหน่งนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สนใจแต่พยานสนใจจะซื้อ จึงขอใบจองซื้อหุ้นจากผู้คัดค้านที่ 1 และพยานทราบจากเจ้าหน้าที่ที่นำใบจองซื้อหุ้นมาเสนอว่าเป็นการเสนอใบจองซื้อหุ้นให้ตามตำแหน่ง ในการซื้อหุ้นจึงต้องซื้อในนามผู้คัดค้านที่ 1 โดยพยานชำระค่าหุ้นเป็นเช็ค 2 ฉบับ เอกสารหมาย ค.38 และตอบคำถามค้านผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า พยานเคยเห็นใบหุ้นบริษัทผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ที่ออกในนามผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งหลังจากออกใบหุ้นแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 เซ็นโอนหุ้นให้พยาน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ทราบว่าพยานซื้อหุ้นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ตั้งแต่ที่พยานไปขอใบจองซื้อหุ้นแล้ว เข้าใจว่าผู้คัดค้านที่ 1 ทราบว่าหุ้นออกในชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อได้รับใบหุ้นแล้ว เห็นว่า เช็คเอกสารหมาย ค.38 ฉบับหนึ่งระบุจำนวนเงิน 795,000 บาท และอีกฉบับหนึ่งระบุจำนวนเงิน 410,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบว่านางสาวจิตรสุดามีความสนใจซื้อหุ้นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 เพราะเป็นผู้มอบใบจองซื้อหุ้นให้เอง ต่อมาเมื่อมีการซื้อหุ้นแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ทราบดีเพราะนางสาวจิตรสุดาเป็นผู้มาขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 เซ็นชื่อโอนหุ้นให้ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าหุ้นบริษัทผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 5 ที่นางสาวจิตรสุดาจองซื้อมานั้นได้ออกในนามของผู้คัดค้านที่ 1 หาใช่เพิ่งจะรู้ภายหลัง ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้างไม่แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะเห็นว่าตนไม่มีส่วนได้เสียในการซื้อหุ้นของนางสาวจิตรสุดา แต่ผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตนให้คู่พิพาททราบ การที่ผู้คัดค้านไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการขัดต่อหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ข้อคัดค้านของผู้ร้องทั้งสามสำนวนจึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ขาดคุณสมบัติของอนุญาโตตุลาการในเรื่องความเป็นอิสระย่อมไม่อาจทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการรวมทั้งเป็นประธานอนุญาโตตุลาการได้แม้ผู้ร้องทั้งสามสำนวนจะมีคำขอท้ายคำร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นประธานอนุญาโตตุลาการ แต่ก็หมายถึงว่าผู้ร้องทั้งสามสำนวนต้องการให้ผู้คัดค้านที่ 1 พ้นจากการเป็นอนุญาโตตุลาการนั่นเอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามสำนวนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ความเป็นอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 57/2543 ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2543 และข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 34/2543 สิ้นสุดลง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
คู่กรณี — บิลฟิงเกอร์ เบอร์เกอร์ เอจี กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายวัลลภ ตันติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2553
#506177
เปิดฉบับเต็ม

ใบรับเงินมีข้อความว่า "จำเลยตกลงจะขายที่ดินให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา 2 ปี และในวันนี้โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท ด้วยเช็ค ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขายที่ทั้งสองฝ่ายจัดทำขึ้นภายใน 30 วัน" เห็นได้ว่า ใบรับเงินเป็นเพียงหลักฐานการรับเงินมัดจำที่โจทก์ชำระแก่จำเลยเท่านั้น หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายหลังภายใน 30 วัน ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน แสดงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือกันอีก กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ" ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปรากศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำจึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,034,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,457,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2546 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนพลเป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการพัฒนาที่ดิน จัดสรรที่ดิน ส่วนจำเลยเคยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 608 ตำบลบึงคำพร้อย ( คลองซอยที่ 7 ฝั่งตะวันตก ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยได้เสนอจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ และโจทก์ ได้วางเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 วันที่ 15 ธันวาคม 2545 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์จัดทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด มิฉะนั้นถือเป็นการบอกเลิกสัญญาและจะใช้สิทธิริบเงินมัดจำ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 21 ธันวาคม 2545 ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 แจ้งให้จำเลยมาทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในเวลาที่กำหนด ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยทั้งสองฝ่ายได้มาเจรจาเกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระค่าที่ดินกันเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2546 แต่ไม่อาจตกลงเงื่อนไขระหว่างกันได้ ภายหลังจำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าว ให้แก่นายปัญญาชัย มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันจะต้องอยู่ภายในกรอบของข้อตกลงที่ระบุในใบรับเงิน ซึ่งมี 3 ประการคือ ประการแรกโจทก์จะต้องชำระเงินค่าที่ดินภายในกำหนด 2 ปี ประการที่สองโจทก์จะต้องชำระเงินค่าที่ดินให้ครบถ้วนภายในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และประการที่สามโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินด้วยเงินสดเท่านั้น เห็นว่า ใบรับเงิน มีข้อความว่า "จำเลยตกลงจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 603 ( ที่ถูก เลขที่ 608 ) เลขที่ดิน 15 ตำบลคลองชลที่ 7 ( ฝั่งตะวันตก ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 50 ไร่ ให้โจทก์ในราคาไร่ละ 1,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 60,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา 2 ปี และในวันนี้โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท โดยเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขารามอินทรา ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใน 30 วัน" เห็นได้ว่า ใบรับเงินเป็นเพียงหลักฐานการรับเงินมัดจำที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยเท่านั้น หลังจากนั้น โจทก์กับจำเลยจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายหลังภายใน 30 วัน ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยทั่วไปก็ต้องมีสาระสำคัญเรื่องการชำระเงิน การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน อันเป็นการจำเป็นในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน โดยเฉพาะเงินที่ต้องชำระเป็นค่าที่ดินจำนวนมากถึง 60,000,000 บาท ซึ่งโจทก์มีนางสาวอนงค์นาฎ หุ้นส่วนของโจทก์เบิกความว่า จำเลยให้โจทก์สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินได้ภายใน 2 ปี และเมื่อชำระค่าที่ดินครบ 10,000,000 บาท สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ก่อนได้ ส่วนค่าที่ดินที่เหลือสามารถผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขที่ผู้จะซื้อกำหนด โจทก์จึงตกลงจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จะชำระค่าที่ดินให้ก่อนได้เมื่อธนาคารอนุมัติเงินกู้ให้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่าง 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน โดยจะชำระเป็นเช็คฉบับละ 1,000,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ กับชำระเป็นเช็คฉบับละ 1,500,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ และหลังจากวันโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วอีก 12 เดือน จะชำระให้อีก 20,000,000 บาท โดยเช็คทั้งหมดเป็นการสั่งจ่ายไว้ล่วงหน้าและมอบให้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด หากตกลงกันไม่ได้ โจทก์ก็จะทำสัญญากู้ให้จำเลยไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 นางสาวอนงค์นาฎได้ไปพบจำเลยที่บ้าน แจ้งว่าโจทก์พร้อมที่จะทำสัญญาจะซื้อจะขายและรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว แต่จำเลยขอขยายเวลาจะแจ้งกลับมาให้ทราบภายหลัง ซึ่งจำเลยก็นำสืบรับว่า จำเลยได้ไปคุยตกลงเงื่อนไขการชำระค่าที่ดินกับโจทก์ และโจทก์ได้เสนอชำระค่าที่ดินด้วยเช็คดังกล่าวจริง แต่จำเลยเกรงว่าเช็คไม่อาจขึ้นเงินได้ จึงแจ้งให้ตัวแทนของโจทก์ทราบว่าหากโจทก์ต้องการจะผ่อนชำระค่าที่ดินก็สามารถผ่อนชำระได้ แต่ต้องผ่อนชำระค่าที่ดินให้ครบถ้วนก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ หลังจากนั้นจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์จัดทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด มิฉะนั้นจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ ต่อมาจำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์แจ้งให้มาจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในเวลาที่กำหนด แต่เมื่อได้มาเจรจากันแล้วไม่อาจตกลงกันได้ ตามพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือกันอีก อันสอดคล้องกับที่ระบุไว้ใน ใบรับเงินว่า "ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใน 30 วัน "ซึ่งก็คือร่างสัญญานั่นเอง กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ" ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำจึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนารายณ์ประทาน จำกัด
จำเลย — นางบุญเสริม ประทุมเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2553
#508237
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยมีเจตนาจะทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือกันอีก กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำ จึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตาม มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 จำเลยเสนอขายที่ดินเนื้อที่ 50 ไร่ ให้แก่โจทก์ในราคา 60,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ 500,000 บาท สำหรับราคาที่ดินส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขที่จะได้ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่จัดทำขึ้นภายหลัง โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์พัฒนาที่ดินและขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไปก่อน หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยได้เจรจากำหนดรายละเอียดเงื่อนไขและข้อตกลงเพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายหลายครั้ง แต่ไม่อาจตกลงกันได้ โดยจำเลยมีเหตุขัดข้องไม่สามารถทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ทั้งจำเลยได้เสนอขายที่ดินแปลงเดียวกันนี้ให้แก่ผู้อื่นไปก่อนแล้วภายหลังโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าวและกำหนดให้จำเลยมาทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในกำหนด แต่จำเลยเพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องคืนเงินมัดจำ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 38,630 บาท รวมเป็นเงิน 538,630 บาท และต้องชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียไป อันได้แก่ ค่าจ้างออกแบบผัง ค่าจ้างที่คงค้างตามสัญญา ค่าจ้างประเมินราคาที่ดิน และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดินและในการติดต่อเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,496,190 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,457,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ได้รับเงินมัดจำ 500,000 บาท จากโจทก์จริง แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในกำหนด 30 วัน จำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์มาทำสัญญาภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา ข้อตกลงและจะใช้สิทธิริบมัดจำ ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ต่อมาโจทก์ได้นัดวันทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยแต่โจทก์ได้แจ้งเงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระค่าที่ดินซึ่งผิดหลักการซื้อขายที่ดินทั่วๆ ไป ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ จำเลยมิใช่ฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2546 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนพล เป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการพัฒนาที่ดิน จัดสรรที่ดิน ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ส่วนจำเลยเคยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 608 ตำบลบึงคำพร้อย (คลองซอยที่ 7 ฝั่งตะวันตก) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยจำเลยได้เสนอจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้วางเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 ตามใบรับเงินและใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 วันที่ 15 ธันวาคม 2545 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์จัดทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด มิฉะนั้นถือเป็นการบอกเลิกสัญญาและจะใช้สิทธิริบเงินมัดจำ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 21 ธันวาคม 2545 ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 แจ้งให้จำเลยมาทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในเวลาที่กำหนด ณ ที่ทำการของโจทก์ ตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 โดยทั้งสองฝ่ายได้มาเจรจาเกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระค่าที่ดินกันเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2546 แต่ไม่อาจตกลงเงื่อนไขระหว่างกันได้ ภายหลังจำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายปัญญาชัย มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบันทึกต่อท้ายและสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.13

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันจะต้องอยู่ภายในกรอบของข้อตกลงที่ระบุในใบรับเงินเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งมี 3 ประการคือ ประการแรกโจทก์จะต้องชำระเงินค่าที่ดินภายในกำหนด 2 ปี ประการที่สองโจทก์จะต้องชำระเงินค่าที่ดินให้ครบถ้วนภายในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และประการที่สามโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินด้วยเงินสดเท่านั้น เห็นว่า ใบรับเงินเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า "จำเลยตกลงจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 603 (ที่ถูก เลขที่ 608) เลขที่ดิน 15 ตำบลคลองชลที่ 7 (ฝั่งตะวันตก) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 50 ไร่ ให้โจทก์ในราคาไร่ละ 1,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 60,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา 2 ปี และในวันนี้โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาท โดยเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขารามอินทรา ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใน 30 วัน" เห็นได้ว่า ใบรับเงินตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นเพียงหลักฐานการรับเงินมัดจำที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยเท่านั้น หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งจะได้จัดทำขึ้นภายหลังภายใน 30 วัน ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยทั่วไปก็ต้องมีสาระสำคัญเรื่องการชำระเงิน การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน อันเป็นการจำเป็นในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน โดยเฉพาะเงินที่ต้องชำระเป็นค่าที่ดินจำนวนมากถึง 60,000,000 บาท ซึ่งโจทก์มีนางสาวอนงค์นาฎ หุ้นส่วนของโจทก์เบิกความว่า จำเลยให้โจทก์สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินได้ภายใน 2 ปี และเมื่อชำระค่าที่ดินครบ 10,000,000 บาท สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ก่อนได้ ส่วนค่าที่ดินที่เหลือสามารถผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขที่ผู้จะซื้อกำหนด โจทก์จึงตกลงจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จะชำระค่าที่ดินให้ก่อนได้เมื่อธนาคารอนุมัติเงินกู้ให้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่าง 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน โดยจะชำระเป็นเช็คฉบับละ 1,000,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ กับชำระเป็นเช็คฉบับละ 1,500,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ และหลังจากวันโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วอีก 12 เดือน จะชำระให้อีก 20,000,000 บาท โดยเช็คทั้งหมดเป็นการสั่งจ่ายไว้ล่วงหน้าและมอบให้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด หากตกลงกันไม่ได้ โจทก์ก็จะทำสัญญากู้ให้จำเลยไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 นางสาวอนงค์นาฎได้ไปพบจำเลยที่บ้าน แจ้งว่าโจทก์พร้อมที่จะทำสัญญาจะซื้อจะขายและรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว จำเลยได้ไปคุยตกลงเงื่อนไขการชำระค่าที่ดินกับโจทก์ และโจทก์ได้เสนอชำระค่าที่ดินด้วยเช็คดังกล่าวจริง แต่จำเลยเกรงว่าเช็คไม่อาจขึ้นเงินได้ จึงแจ้งให้ตัวแทนของโจทก์ทราบว่าหากโจทก์ต้องการจะผ่อนชำระค่าที่ดินก็สามารถผ่อนชำระได้ แต่ต้องผ่อนชำระค่าที่ดินให้ครบถ้วนก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ หลังจากนั้นจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์จัดทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด มิฉะนั้นจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ ต่อมาจำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์แจ้งให้มาจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในเวลาที่กำหนด แต่เมื่อได้มาเจรจากันแล้วไม่อาจตกลงกันได้ ตามพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือกันอีก อันสอดคล้องกับที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ว่า "ส่วนที่เหลือจะชำระตามเงื่อนไขสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดทำขึ้นภายใน 30 วัน "ซึ่งก็คือร่างสัญญาตามเอกสารหมาย ล.1 นั่นเอง กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ" ดังนั้นเมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น เงินมัดจำที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำ จึงต้องคืนให้โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนารายณ์ประทาน จำกัด
จำเลย — นางบุญเสริม ประทุมเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2553
#504975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าไฟฟ้า เพราะเหตุเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเสียหายหรือแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริง จึงเป็นการฟ้องให้ชำระหนี้ให้ถูกต้องหาใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนอันมีลักษณะเป็นกิจการสาธารณูปโภค โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าไฟฟ้าส่วนที่ขาดเพราะเหตุเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าบกพร่องซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีจึงไม่อยู่ภายใต้กำหนดอายุความฐานลาภมิควรได้

การที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเสียหายหรือแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริงเนื่องจากมีการตัดสายควบคุมกระแสไฟฟ้าเส้นสีเขียวที่คอสายในกล่องหม้อแปลงกระแสไฟฟ้า แต่ไม่ได้ความว่าเป็นการกระทำของผู้ใด ทำให้การชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าและได้ประโยชน์ในการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มแรกใช้ไฟฟ้าตลอดมา แม้โจทก์จะมิได้ตรวจสอบเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าในเวลาอันสมควรก็ตาม แต่จำเลยได้ให้สัญญาในแบบขอใช้ไฟฟ้าว่า จำเลยยินยอมชำระเงินค่าไฟฟ้า ค่าเสียหาย เบี้ยปรับตามที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บในกรณีที่มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเสียหายหรือแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริงตามแบบขอใช้ไฟฟ้า จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าให้ถูกต้องตามข้อสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,243,457 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,144,089 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยผิดสัญญาและจำเลยไม่เคยติดค้างชำระค่าใช้ไฟฟ้าโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความฐานลาภมิควรได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 181,450.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,144,089 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2537 จำเลยยื่นความจำนงขอใช้ไฟฟ้าต่อโจทก์เพื่อใช้ที่โรงงานของจำเลยที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โจทก์อนุมัติและติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่พิเศษ/ท-6359 และจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยใช้ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2537 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 พนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่า เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่พิเศษ/ท-6359 วัดกระแสไฟฟ้าที่สายควบคุมเส้นสีเขียวไม่ขึ้น ครั้นวันที่ 16 มิถุนายน 2542 โจทก์ตรวจหาสาเหตุพบว่ามีการทุจริตตัดสายควบคุมกระแสไฟฟ้าเส้นสีเขียวที่คอสายในกล่องหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าตามอัตราส่วนเฟสบี มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์บางส่วนขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพราะเหตุเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเสียหายหรือแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริง จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้เฉพาะว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความฐานลาภมิควรได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องให้ชำระหนี้ให้ถูกต้อง หาใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนอันมีลักษณะเป็นกิจการสาธารณูปโภค โจทก์จึงไม่ใช่เป็นผู้ประกอบการค้าที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าไฟฟ้าส่วนที่ขาดเพราะเหตุเครื่องวัดหน่ายไฟฟ้าบกพร่องซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้นคดีจึงไม่อยู่ภายใต้กำหนดอายุความฐานลาภมิควรได้ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับกันว่า เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเสียหายหรือแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากมีการตัดสายควบคุมกระแสไฟฟ้าเส้นสีเขียวที่คอสายในกล่องหม้อแปลงกระแสไฟฟ้า แต่ไม่ได้ความว่าเป็นการกระทำของผู้ใดทำให้การชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยไม่ถูกต้อง เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าและได้ประโยชน์ในการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มแรกใช้ไฟฟ้าตลอดมา แม้โจทก์จะมิได้ตรวจสอบเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าในเวลาอันสมควรก็ตาม แต่จำเลยได้ให้สัญญาในแบบขอใช้ไฟฟ้าว่าจำเลยยินยอมชำระเงินค่าไฟฟ้า ค่าเสียหาย เบี้ยปรับตามที่การไฟฟ้านครหลวงเรียกเก็บในกรณีที่มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเสียหายหรือแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริงตามแบบขอใช้ไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.7 ดังนี้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าให้ถูกต้องตามข้อสัญญาดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่าการคิดคำนวณค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมไม่ถูกต้องนั้น โจทก์มีนายลิขิต พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จากการติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ผลปรากฏว่า เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่พิเศษ/ท-6359 แสดงค่าความต้องการพลังไฟฟ้าน้อยไปร้อยละ 58.33 และแสดงค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยไปร้อยละ 40 ตามแบบติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบเอกสารหมาย จ.19 กับมีนางสาวเยาวภา พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์คิดเพิ่มค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าเดือนละร้อยละ 66.67 ของหน่วยเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเดิมตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไปจนถึงวันติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบคือวันที่ 16 มิถุนายน 2542 หลังจากนั้นให้ใช้หน่วยจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบจนถึงวันเปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าใหม่ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 และเพิ่มค่าความต้องการพลังไฟฟ้าเดือนละร้อยละ 140 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 โรงงานจำเลยเป็นกิจการขนาดกลางค่าพลังงานไฟฟ้าหน่วยละ 1.07 บาท ค่าความต้องการพลังไฟฟ้ากิโลวัตต์ละ 210 บาท ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 63 ของความต้องการพลังไฟฟ้าแอคตีฟเฉลี่ยใน 15 นาทีสูงสุด คิดอัตรากิโลวาร์ละ 15 บาท เมื่อคำนวณค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 เป็นเงินค่าไฟฟ้าที่ถูกต้องจำนวน 2,371,520.50 บาท จำเลยชำระค่าไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวเป็นเงิน 1,216,491.50 บาท จำเลยคงรับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มให้แก่โจทก์อีกจำนวน 1,144,089 บาท ตามอัตราค่าไฟฟ้าและรายการเก็บเงินเพิ่มเอกสารหมาย จ.21 และ จ.23 เห็นว่า โจทก์ได้ตรวจสอบและคำนวณหาค่าคลาดเคลื่อนได้ตามรายการตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าเอกสารหมายจ.16 แบบติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบเอกสารหมาย จ.19 และเอกสารประกอบการชี้แจงเรื่อง การคิดเปอร์เซ็นต์เพิ่มเอกสารหมาย จ.31 ซึ่งเป็นการคำนวณตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าโดยอาศัยหลักฐานข้อมูลซึ่งตรวจสอบได้จึงน่าเชื่อถือ เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าการคำนวณข้างต้นไม่ถูกต้อง แต่จำเลยก็มิได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานโจทก์ให้เห็นว่า หลักการคิดคำนวณของโจทก์ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาหรือไม่น่าเชื่อถือเพราะเหตุใด กลับได้ความจากคำเบิกความของนายนิพนธ์พยานจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า กรณีพิพาทนี้สายไฟฟ้าเส้นสีเขียวในกล่องหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าตามอัตราส่วนขาดไปน่าจะเกิดตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้งการวัดค่าน่าจะลดไป 1 ใน 3 คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 โดยไม่ปรากฏว่าการคำนวณค่าไฟฟ้าย้อนหลังที่ถูกต้องจะต้องมีอัตราส่วนเท่าใด แต่กลับเจือสมกับพยานโจทก์ที่ว่าการวัดหน่วยไฟฟ้าคลาดเคลื่อนลดลง ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำนวนค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.23 เป็นจำนวนค่าไฟฟ้าที่โจทก์เรียกเก็บขาดไปตามฟ้องจริง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า หนี้รายนี้มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้รายนี้ภายในวันที่ 2 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งจำเลยได้รับคำบอกกล่าวแล้วแต่ไม่ยอมชำระหนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยผิดนัดนับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2543 เป็นต้นไป จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุจำเลยผิดนัดให้แก่โจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นดุจกัน

ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นฎีกาซ้ำซ้อนกับที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และเป็นฎีกาข้อปลีกย่อย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — บริษัทสเต็ดเลอร์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2221/2553
#504966
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ มีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการจัดหาวัสดุการเกษตรและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายแก่สมาชิก การที่จำเลยซื้อปุ๋ยทั้งสองรายการไปจากโจทก์ก็เพื่อที่จะนำไปจำหน่ายแก่สมาชิกอีกทอดหนึ่งจึงมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการฝ่ายลูกหนี้หรือจำเลยนั้นเอง เมื่อจำเลยมิได้ซื้อปุ๋ยไปจากโจทก์เพื่อใช้เอง แต่ได้ใช้ประกอบกิจการของจำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์ต่อไปอีกทอดหนึ่ง จึงตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้มีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่ศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ศาลจังหวัดนครนายกซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยนั้น เป็นการให้ความสะดวกแก่จำเลยและพยานจำเลยในการที่จะมาเบิกความต่อศาล แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยานประเด็นจำเลย ทนายจำเลยกลับแถลงว่าพยานจำเลยปาก ส. และ ว. กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นพยานนำไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ส่วนพยานอีก 2 ปากคือ ช. และ พ. ซึ่งเป็นพยานหมายไม่มาศาลโดยไม่ทราบผลการส่งหมาย และแถลงรับว่าไม่ได้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบในวันดังกล่าว ขอเลื่อนคดี หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและส่งประเด็นคืนก็จะเตรียมพยานจำเลยไปสืบที่ศาลเดิม ศาลจังหวัดนครนายกมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้ส่งประเด็นคืนศาลเดิม ในวันนัดฟังประเด็นกลับทนายจำเลยขอสืบพยานจำเลยทั้งสี่ปากโดยจะนำพยานสืบเองและขอเลื่อนอีก กรณีดังกล่าวมิใช่เหตุจำเป็นที่จะต้องขอเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยให้งดสืบพยานจำเลยนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 287,709.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 228,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าไม่เคยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่าปุ๋ยที่ได้ส่งมอบเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ขอให้ยกฟ้อง

เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยรวม 4 ปากตามคำขอของจำเลย แต่เมื่อถึงวันนัด จำเลยไม่มีพยานมาศาล ศาลรับประเด็นจึงส่งประเด็นคืน ครั้นถึงวันนัดฟังประเด็นกลับ จำเลยแถลงขอสืบพยานจำเลยทั้ง 4 ปากดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นโดยขอเลื่อนคดีออกไปก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 287,582.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 228,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ อยู่ที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 โจทก์ส่งสินค้าปุ๋ยอินทรีย์ให้แก่จำเลยรวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 228,000 บาท ในนามของจำเลย โดยมีนายวิเชียร ประธานกรรมการสหกรณ์จำเลยเป็นผู้รับมอบสินค้า มีกำหนดเวลาชำระเงินภายใน 90 วันนับแต่วันรับสินค้า แต่เมื่อครบกำหนดโจทก์ไม่ได้รับชำระราคาค่าสินค้า

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยซื้อสินค้าปุ๋ยดังกล่าวจากโจทก์หรือไม่ ได้ความจากนายกิตติ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ว่า จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์มาตั้งแต่ปี 2542 โดยสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยอินทรีย์เพื่อนำไปจำหน่ายแก่กลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ในการสั่งซื้อปุ๋ยที่พิพาททั้งสองครั้งนายวิเชียรประธานกรรมการสหกรณ์จำเลยสั่งซื้อในนามของจำเลยและเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้า ซึ่งตามใบส่งสินค้าเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ก็มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อ มิได้มีข้อความปรากฏว่านายวิเชียรสั่งซื้อในฐานะส่วนตัวดังที่จำเลยฎีกา การที่นายวิเชียรซึ่งอยู่ในฐานะเป็นประธานกรรมการจำเลยและมีอำนาจจัดการแทนจำเลยได้กระทำการสั่งซื้อและรับมอบปุ๋ยจากโจทก์ ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่จะต้องชำระหนี้ค่าปุ๋ยทั้งสองรายการตามฟ้อง จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้รับฟังได้ตามข้อต่อสู้ว่านายวิเชียรกระทำการในฐานะส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยซื้อสินค้าปุ๋ยที่พิพาททั้งสองตามฟ้องจากโจทก์จริง จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ค่าปุ๋ยทั้งสองรายการตามฟ้อง

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเลือกฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงราชบุรี ทั้งๆ ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยในคดีอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันที่ศาลจังหวัดนครนายก เป็นทำนองว่าเมื่อโจทก์ตรวจสอบและทราบถึงแนวทางการต่อสู้คดีของจำเลยแล้ว จึงมาฟ้องคดีที่ศาลแขวงราชบุรีดังกล่าว เห็นว่า การเสนอคำฟ้องนั้นสามารถกระทำได้ต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) จึงเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกฟ้องจำเลยต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นก็ได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์อยู่ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำเลยสั่งซื้อปุ๋ยจากโจทก์โดยมูลคดีเกิดขึ้นที่ภูมิลำเนาของโจทก์คือจังหวัดราชบุรี จำเลยเพียงแต่ให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้สั่งซื้อปุ๋ยจากโจทก์เท่านั้น มิได้โต้แย้งว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่จังหวัดนครนายกอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยหรือสถานที่อื่น ดังนั้น จึงต้องฟังว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลแขวงราชบุรี อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ มีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการจัดหาวัสดุการเกษตรและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายแก่สมาชิกการที่จำเลยซื้อปุ๋ยทั้งสองรายการไปจากโจทก์ก็เพื่อที่จะนำไปจำหน่ายแก่สมาชิกอีกทอดหนึ่ง จึงมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการฝ่ายลูกหนี้หรือจำเลยนั้นเองเมื่อจำเลยมิได้ซื้อปุ๋ยไปจากโจทก์เพื่อใช้เอง แต่ได้ใช้ประกอบกิจการของจำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์ต่อไปอีกทอดหนึ่ง จึงต้องตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้มีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) มิใช่มีอายุความสองปีดังที่จำเลยฎีกา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดห้าปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีงดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยขอให้ส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยรวม 4 ปาก ที่ศาลจังหวัดนครนายกอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย เมื่อถึงวันนัดสืบพยานประเด็นจำเลย ทนายจำเลยกลับแถลงว่าพยานจำเลยปากนายสมเกียรติ และนางวรรณา กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นพยานนำไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ส่วนพยานจำเลยอีก 2 ปาก คือ นายวิเชียร และนายไพศาล ซึ่งเป็นพยานหมายไม่มาศาลโดยไม่ทราบผลการส่งหมาย จึงขอเลื่อนคดี ทนายจำเลยยังได้แถลงรับด้วยไม่ได้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบในวันดังกล่าว หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและส่งประเด็นคืน ก็จะเตรียมพยานจำเลยไปสืบที่ศาลเดิม ศาลจังหวัดนครนายกมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้ส่งประเด็นคืนศาลเดิม ต่อมาในวันนัดฟังประเด็นกลับวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 ทนายจำเลยขอสืบพยานจำเลยทั้งสี่ปาก โดยจะนำพยานมาสืบเอง ขอให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยอีก เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ศาลจังหวัดนครนายกซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยนั้น เป็นการให้ความสะดวกแก่จำเลยและพยานจำเลยในการที่จะมาเบิกความต่อศาล แต่ได้ความว่าทั้งนายสมเกียรติและนางวรรณาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยกลับไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใดๆ ส่วนพยานจำเลยที่เหลืออีก 2 ปาก คือนายวิเชียรและนายไพศาลก็ไม่มาศาลโดยทนายจำเลยแถลงว่าไม่ทราบผลการส่งหมาย กรณีดังกล่าวมิใช่เหตุจำเป็นที่จะต้องขอเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยให้งดสืบพยานจำเลย จึงชอบแล้วนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1) ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดินและปุ๋ย จำกัด
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรรองครักษ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2219/2553
#504643
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายบ้านกับ ป. โจทก์จึงเป็นเจ้าของบ้าน และการบอกเลิกการเช่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทกัน จำเลยไม่อุทธรณ์โต้เถียงในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาฎีกาเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องว่านับแต่จำเลยเช่าบ้านจากโจทก์ จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์เดือนละ 16,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่ามาตลอด และนับแต่เดือนมีนาคม 2540 เป็นต้นมา จำเลยก็ไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์อีกจนกระทั่งถึงวันฟ้อง ซึ่งในข้อนี้จำเลยให้การและนำสืบว่า จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์มาตลอดจนกระทั่งถูกโจทก์ฟ้องจำเลยจึงไม่ชำระแก่โจทก์ ขณะเดียวกันจำเลยได้ให้การต่อสู้ด้วยว่าหากฟังว่าจำเลยไม่ชำระค่าเช่า เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 ที่จำเลยผิดนัดถึงวันฟ้อง คดีของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว คำให้การดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเท่ากับมิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิสืบพยานตามที่ให้การต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินพร้อมบ้านไปจากโจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและให้ชำระค่าเช่าแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เช่าโดยส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ 704,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 16,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เช่าพร้อมทั้งส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า การโอนขายที่ดินของโจทก์เป็นการโอนเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยกับพวก มิได้มีเจตนาซื้อขายที่แท้จริง จำเลยจำยอมทำสัญญาเช่ามิฉะนั้นโจทก์จะขับไล่จำเลยกับพวก สัญญาเช่าจึงเกิดจากการฉ้อฉล จำเลยไม่เคยผิดชำระหนี้ หากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อเช่าครบกำหนดแล้วจำเลยครอบครองทรัพย์เรื่อยมาและโจทก์มิได้ทักท้วง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 112,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 880,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อ 20 ธันวาคม 2526 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทเลขที่ 927/4 ถนนบางนาตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จากนางป้อมเพชร พี่สะใภ้ของจำเลย ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทให้จำเลยกำหนดเวลาเช่า 3 ปี เดือนตุลาคม 2543 โจทก์ขอเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยและเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาท

ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์และนางป้อมเพชรไม่มีเจตนาซื้อขายบ้านพิพาท การซื้อขายเป็นนิติกรรมอำพราง และโจทก์บอกเลิกการเช่าไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายบ้านพิพาทกับนางป้อมเพชร โจทก์จึงเป็นเจ้าของบ้านพิพาทและการบอกเลิกการเช่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทกัน จำเลยไม่อุทธรณ์โต้เถียงในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าบ้านพิพาทหรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่านับแต่จำเลยเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์เดือนละ 16,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่ามาตลอดและนับแต่เดือนมีนาคม 2540 เป็นต้นมาจำเลยก็ไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์อีกจนกระทั่งถึงวันฟ้อง ซึ่งในข้อนี้จำเลยให้การและนำสืบว่า จำเลยชำระค่าเช่าแก่โจทก์มาตลอดจนกระทั่งถูกโจทก์ฟ้องจำเลยจึงไม่ชำระแก่โจทก์ ขณะเดียวกันจำเลยได้ให้การต่อสู้ด้วยว่าหากฟังว่าจำเลยไม่ชำระค่าเช่า เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 ที่จำเลยผิดนัดถึงวันฟ้องคดีของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว คำให้การดังกล่าวจึงขัดแย้งกัน เท่ากับมิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิสืบพยานตามที่ให้การต่อสู้ อย่างไรก็ตามข้อนี้โจทก์มีนายชวน เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้เริ่มผิดนัดชำระค่าเช่ามาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 และมิได้ชำระให้โจทก์อีกเลย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าจนถึงวันที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาทจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิยะดา พนัสโสภณ
จำเลย — นายอำพล ลิมป์สีสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2216/2553
#504642
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานเอกสารต่อศาล จำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่าโจทท์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาสืบแต่อย่างใด จึงเท่ากับว่าคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (1) สำเนาหนังสือมอบอำนาจจึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์ไม่ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กข 2102 สมุทรสาคร ไปจากโจทก์ในราคา 586,627.50 บาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาและไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 529,765.88 บาท และค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงิน 559,765.88 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคารถแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 415,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ใช้ค่าเสียหาย 12,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประเด็นเดียวว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2548 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้าเบิกความและอ้างหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 โดยได้นำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาดูพร้อมกับขอส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ ศาลได้ตรวจสอบและให้ทนายจำเลยทั้งสองตรวจสอบแล้ว เห็นว่าต้นฉบับและสำเนาเอกสารที่อ้างส่งศาลตรงกันจึงรับนำเสาเอกสารแทนต้นฉบับเป็นเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งไม่มีการติดอากรแสตมป์ จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์นำสืบส่งภาพถ่ายสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานเอกสารหมาย จ.2 ต่อศาล จำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านหรือนำสืบโต้แย้งว่าโจทก์มิได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาสืบแต่อย่างใด จึงเท่ากับว่าคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (1) สำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสารจึงหาใช่เป็นการรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยที่ 2 อ้างไม่ และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับเดียวกันนี้มาท้ายฟ้องอีกฉบับหนึ่งคือเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มีภาพถ่ายอากรแสตมป์อยู่ที่ด้านหลังของเอกสารแผ่นแรก แสดงว่าต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ได้มีการปิดอากรแสตมป์ไว้เรียบร้อยแล้ว สำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 93 (1)
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนารัตน์ สิริวรนันท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2214/2553
#499715
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักบทเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกระทงความผิดไป เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท มีโทษเท่ากันลงโทษฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยบทเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลย 2 กระทงความผิด เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในข้อนี้ของจำเลยมานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกมานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพียงแต่พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โทษจำคุกยังคงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นางสาวอรนุช พรหมโคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายชานนท์ ศรีสาตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญชู ทัศนประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2183 -ที่ 2184/2553
#498548
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เมื่อได้มีคำวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ในชั้นนี้มาโดยละเอียดซึ่งต้องมีการพิพากษาคดีในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วยแล้ว ย่อมไม่จำเป็นที่ต้องมีการทุเลาการบังคับคดีอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองเพราะไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากลุ่มของสีของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองกับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีพร้อมอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี

ศาลฎีกาแผนคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงว่า เครื่องหมายการค้ากลุ่มของสี คือ เครื่องหมาย " " มีลักษณะพิเศษที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่น ซึ่งถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้หรือไม่ เห็นว่า การจัดวางองค์ประกอบภาพของแถบนอนกับตั้งและรูปสี่เหลี่ยมตามภาพรวมของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีลักษณะคิดจัดวางองค์ประกอบภาพซึ่งแสดงถึงการคิดออกแบบจัดองค์ประกอบให้เป็นลักษณะพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้ลักษณะกลุ่มของสีสำหรับแถบแนวนอนเป็นสีเทา แถบแนวตั้งเป็นสีแดง และรูปเหลี่ยมเป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นสีแตกต่างสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ก็ยิ่งมีส่วนที่เพิ่มเติมลักษณะพิเศษมากขึ้นอีก ย่อมทำให้ง่ายต่อประชาชนที่เห็นลักษณะพร้อมสีต่างๆ ของเครื่องหมายการค้านี้แล้วสามารถทราบและเข้าใจได้ว่าเป็นรูปเครื่องหมายการค้าอย่างชัดเจน จึงสามารถใช้เป็นที่หมายหรือที่สังเกตสำหรับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ว่าแตกต่างจากสินค้าของผู้อื่นได้ เครื่องหมายการค้ากลุ่มของสีตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่แสดงโดยลักษณะพิเศษจนทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่น อันเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ประกอบกับมาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (3) คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เมื่อได้มีคำวินิจฉัยมาดังกล่าวซึ่งต้องมีการพิพากษาคดีในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วย่อมไม่จำเป็นที่ต้องมีการทุเลาการบังคับคดีอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง เพราะไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไปแล้ว

พิพากษายืน และยกอุทธรณ์คำสั่งที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 231 ม. 242
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 7 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เชลล์ แบรนด์ส อินเตอร์เนชั่นแนล เอยี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2181/2553
#497430
เปิดฉบับเต็ม

กรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 ข้อเท็จจริงต้องได้ความว่าจำเลยทั้งหกได้เปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า แต่ตามคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา แม้ตามกฎหมายจะถือว่าจำเลยที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งแยกออกมาต่างหากจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ผู้ร่วมกันจัดตั้งจำเลยที่ 6 ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่า กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปใช้เองโดยวิธีการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 6 ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เท่านั้น ข้อมูลทางการค้าหรือความลับทางการค้านั้นก็คงอยู่ในความรับรู้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หรือจำเลยที่ 6 เท่านั้น มิได้เป็นการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้เป็นที่ล่วงรู้แก่บุคคลอื่นโดยทั่วไปตามความในมาตรา 33 ดังกล่าว แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 6, 33, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 25,000,000 บาท นับจากวันที่กระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากยอดเงิน 25,000,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกระงับการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าและข้อมูลทางการค้าของโจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทนปีละ 25,000,000 บาท จนกว่าจะหยุดการละเมิดให้ทำลายและริบสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้ใช้ในการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า ห้ามจำเลยทั้งหกจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้รู้มาจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างโจทก์ ให้จำเลยทั้งหกคืนผลประโยชน์ที่ได้จากหรือเนื่องจากการละเมิดความลับทางการค้ารวมเข้าไปในค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 6, 33, 36 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนข้อหาความผิดตาม มาตรา 34, 35 คดีโจทก์ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรก จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 หรือไม่ มาตรา 33 บัญญัติว่า "ผู้ใดเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า โดยเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียงหรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" เห็นว่า องค์ประกอบความผิดของบทบัญญัติมาตรานี้ข้อหนึ่ง คือ ต้องเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า ซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ความลับทางการค้า หมายความว่า "ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ" ดังนี้ กรณีจะเป็นความผิดตามมาตรา 33 ข้อเท็จจริงจึงต้องได้ความว่า จำเลยทั้งหกได้เปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า แต่ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องในสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โดยมีเจตนาทุจริตร่วมกันนำข้อมูลความลับทางการค้าเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติประเภทต่างๆ และบัญชีรายชื่อลูกค้าของโจทก์ไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 นับแต่เดือนกรกฎาคม 2546 เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้อง และจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติประเภทต่างๆ ลอกเลียนแบบเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติของโจทก์และขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์หลายราย ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมกันเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาแม้จะถือว่าตามกฎหมายจำเลยที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งแยกออกมาต่างหากจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ผู้ร่วมกันจัดตั้งจำเลยที่ 6 ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่า กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปใช้เองโดยวิธีการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 6 ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เท่านั้น ข้อมูลทางการค้าหรือความลับทางการค้า ก็คงอยู่ในความรู้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หรือจำเลยที่ 6 เท่านั้น มิได้เป็นการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้เป็นที่ล่วงรู้แก่บุคคลอื่นโดยทั่วไปตามความในมาตรา 33 ดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากนี้ การที่จำเลยทั้งหกขายเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติให้แก่ลูกค้าของโจทก์หลายรายก็มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งหกเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จำเลยทั้งหกร่วมกันเปิดเผยข้อมูลความลับทางการค้าเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติประเภทต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ดังกล่าว แต่เป็นเพียงการขายเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติให้แก่ลูกค้าของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน การกระทำของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงยังไม่อาจถือได้ว่า เป็นการร่วมกันเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่วไปดังที่โจทก์อ้าง เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบอันเป็นความผิดตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 กรณีจึงลงโทษจำเลยทั้งหกตามบทมาตรานี้ไม่ได้และไม่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และอุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องนี้อีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเสกสรร จำกัด
จำเลย — นายอภิเชษฐ์ นาเลาห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2181/2553
#505928
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 ต่อเมื่อจำเลยเปิดเผยความลับทางการค้าให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้าสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ตามฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบริษัทที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจัดตั้งขึ้น แม้ตามกฎหมายจำเลยที่ 6 ถือเป็นบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปใช้เองโดยวิธีจัดตั้งจำเลยที่ 6 ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อมูลความลับทางการค้าดังกล่าวยังคงอยู่ในความรู้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หรือจำเลยที่ 6 เท่านั้น มิใช่การเปิดเผยข้อมูลให้เป็นที่ล่วงรู้แก่บุคคลอื่นโดยทั่วไป ส่วนฟ้องโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งหกขายเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติให้แก่ลูกค้าของโจทก์หลายราย ก็มิใช่การเปิดเผยข้อมูลความลับทางการค้าเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องจักรดังกล่าวแก่ลูกค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงไม่เป็นการร่วมกันเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งหกตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในทางแพ่งและมี คำขออื่นรวมมาด้วย โดยมีมูลมาจากความรับผิดในทางอาญา พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 เมื่อตามฟ้องไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งหกตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกหรือขอให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่ง

คดีนี้มีคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมอยู่ด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำสั่งเรื่องความรับผิดของคู่ความในค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2546 จนถึงวันฟ้อง เวลากลางวันและกลางคืนเกี่ยวเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมกันนำข้อมูลความลับการค้าเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติและบัญชีรายชื่อลูกค้าของโจทก์ไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 และจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติลอกเลียนแบบเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติของโจทก์และขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกถือว่ามีเจตนาทุจริต ดำเนินธุรกิจไปในทางการค้าแข่งกับโจทก์ เป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า และถือว่าเป็นการร่วมกันเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้าสิ้นสภาพจากการเป็นความลับทางการค้าโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพื่อประโยชน์ตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 6, 33, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 25,000,000 บาท นับจากวันที่กระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกระงับการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าและข้อมูลทางการค้าของโจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทนปีละ 25,000,000 บาท จนกว่าจะหยุดการละเมิด ให้ทำลายและริบสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้ใช้ในการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า ห้ามจำเลยทั้งหกจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้รู้มาจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างโจทก์ ให้จำเลยทั้งหกคืนผลประโยชน์ที่ได้จากหรือเนื่องจากการละเมิดความลับทางการค้ารวมเข้าไปในค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 หรือไม่ มาตรา 33 บัญญัติว่า "ผู้ใดเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า โดยเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร การกระจายเสียงหรือการแพร่ภาพ หรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" เห็นว่า องค์ประกอบความผิดของบทบัญญัติมาตรานี้ข้อหนึ่ง คือต้องเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า ซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ความลับทางการค้า หมายความว่า "ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวโดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ" ดังนี้ กรณีจะเป็นความผิดตามมาตรา 33 ข้อเท็จจริงจึงต้องได้ความว่า จำเลยทั้งหกได้เปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า แต่ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องในสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โดยมีเจตนาทุจริตร่วมกันนำข้อมูลความลับทางการค้าเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติประเภทต่างๆ และบัญชีรายชื่อลูกค้าของโจทก์ไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 นับแต่เดือนกรกฎาคม 2546 เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้อง และจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติประเภทต่างๆ ลอกเลียนแบบเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติของโจทก์และขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์หลายราย ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมกันเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปเปิดเผยแก่จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา แม้จะถือว่าตามกฎหมายจำเลยที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งแยกออกมาต่างหากจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่ากรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 นำข้อมูลที่โจทก์อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าไปใช้เองโดยวิธีการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 6 ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อมูลทางการค้าหรือความลับทางการค้าก็คงอยู่ในความรู้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หรือจำเลยที่ 6 เท่านั้น มิได้เป็นการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้เป็นที่ล่วงรู้แก่บุคคลอื่นโดยทั่วไป นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งหกขายเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติให้แก่ลูกค้าของโจทก์หลายรายก็มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งหกเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จำเลยทั้งหกร่วมกันเปิดเผยข้อมูลความลับทางการค้าเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติประเภทต่างๆ ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ดังกล่าว แต่เป็นเพียงการขายเครื่องจักรบรรจุสินค้าลงซองอัตโนมัติให้แก่ลูกค้าของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน การกระทำของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการร่วมกันเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ให้เป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่วไปดังที่โจทก์อ้าง เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบอันเป็นความผิดมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 จึงลงโทษจำเลยทั้งหกตามบทมาตรานี้ไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในทางแพ่งฐานละเมิดรวมทั้งคำขออื่นๆ ต่อเนื่องมาตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในทางแพ่งและมีคำขออื่นๆ รวมมาด้วย โดยมีมูลมาจากความรับผิดทางอาญาคือ การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งหกตามบทมาตราดังกล่าวดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกและไม่มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งหกตามคำขอท้ายฟ้องได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมอยู่ด้วย แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำสั่งในเรื่องความรับผิดของคู่ความในค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 40 ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 161
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเสกสรร จำกัด
จำเลย — นายอภิเชษฐ์ นาเลาห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2179/2553
#499238
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินไปจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 219,949.30 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 217,233.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 217,233.88 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2546) ต้องไม่เกิน 2,715.42 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเนื่องจากมูลหนี้ในการรับขนของทางทะเล ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ซึ่งถือเป็นกฎหมายพิเศษ และได้บัญญัติเรื่องตัวแทนผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นซึ่งมิต้องรับผิดไว้ในมาตรา 3 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำเรื่องตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ซึ่งนิยามความหมายของคำว่า "ผู้ขนส่งอื่น" ไว้ และมีข้อความเพิ่มเติมว่า "แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายตามประเพณีในธุรกิจการรับขนของทางทะเล ให้เป็นตัวแทนผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับของทางทะเล เช่น พิธีการเข้าเมือง พิธีการศุลกากรการนำร่อง การเข้าท่า การออกจากท่า การบรรทุกของลงเรือ การขนถ่ายของขึ้นจากเรือ หรือการส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง เป็นต้น" อันเป็นนิยามความหมายที่ไม่ถือว่าบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนผู้ขนส่งหรือขนส่งอื่นในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลในลักษณะดังกล่าว เป็นผู้ขนส่งอื่นด้วยเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติยกเว้นหรือเกี่ยวกับความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ กรณีจึงชอบที่จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ซึ่งบัญญัติถึงกรณีดังกล่าวมาใช้บังคับได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทแบ๊กซ์ โกลบัล (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2553
#505454
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ส. และ ข. ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน คู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง 210,000 บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง 52,500 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา 248 วรรคสี่ แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ มาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 (แปลงคงเหลือ), 78443, 78444, 78445 ระหว่างจำเลยกับนายปฏิการณ์ ว่าที่ร้อยตรีวิรัตน์ นายชัชณกรณ์ นายชิมิน และเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 56 หน้า 192 หมู่ที่ 12 หรือโฉนดที่ดินเลขที่ 80603 ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาททั้งหมดดังกล่าวออกเป็นสี่ส่วน และแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายปฏิการณ์ ว่าที่ร้อยตรีวิรัตน์ นายชัชณกรณ์ และนายชิมิน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้เรียกจำเลยร่วมดังกล่าวว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงจำเลยร่วมที่ 4 ตามลำดับ

จำเลยร่วมทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข กับจำเลย ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15575 (แปลงคงเหลือ), 78443, 78444, 78445 ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่แต่ละรายซึ่งจดทะเบียนวันที่ 22 สิงหาคม 2544 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 56 หน้า 192 หมู่ที่ 12 หรือโฉนดเลขที่ 80603 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข กับจำเลยแล้วให้แบ่งที่ดินพิพาททั้งหมดที่เพิกถอนออกเป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งให้โจทก์ทั้งสอง คนละ 1 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 คนละ 1 ส่วน กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี สั่งคำร้องว่าทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับแล้วมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายสุข และนางสิ ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกันคู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง 210,000 บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง 52,500 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกาทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา 248 วรรคสี่ แล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 247"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ที่ขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงกับยกคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอดังกล่าวไปให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อน แล้วจึงดำเนินการมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 243 (1) ม. 247 ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจันทร์ ขันพันธ์ กับพวก
จำเลย — นายก้าน ขันพันธ์
จำเลยร่วม — นายปฏิการณ์ ขันพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2161/2553
#498987
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงเป็นเพียงบันทึกที่แสดงว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธ.) ประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปอย่างมั่นคงได้ จึงขอให้จำเลยเข้าช่วยเหลือ โดยมีข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างจะต้องปฏิบัติตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ไม่มีข้อตกลงที่ระบุว่าจำเลยจะเข้าไปดำเนินกิจการของบริษัทด้วยตนเองหรือจะส่งตัวแทนเข้าไปบริหารกิจการของบริษัท การที่ให้จำเลยพิจารณากำหนดชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าไปเพื่อที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการหรือกรรมการบริหารของบริษัทนั้น เป็นแต่เพียงต้องผ่านการพิจารณาจากจำเลยเสียก่อนว่าบุคคลนั้นๆ มีความเหมาะสมที่จะเข้าไปบริหารกิจการของบริษัทได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นกรณีที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงินและต้องขอความช่วยเหลือจากจำเลย จึงต้องมีการพิจารณาบุคคลที่จะเข้าไปบริหารกิจการของบริษัทเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ของบริษัทแต่งตั้งอีกชั้นหนึ่ง บุคคลที่จำเลยเสนอชื่อเข้าไปไม่ได้กระทำการในฐานะตัวแทนบริหารงานบริษัทแทนจำเลย จำเลยไม่มีอำนาจในการควบคุมกรรมการบริหารบริษัท และการบริหารงานของบริษัทก็ไม่ได้กระทำตามคำสั่งของจำเลย ดังนั้น กรรมการและกรรมการบริหารบริษัทจึงมิใช่ตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในการบริหารงานของกรรมการบริษัท ธ.

ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำนวนที่อยู่ระหว่างอัตราขั้นสูงและขั้นต่ำตามที่ระบุไว้ในตาราง 6 (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. เมื่อคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการต่อสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงแล้ว ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 498,324,255 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนใบหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 หุ้น หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงินแทนจำนวน 65,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรก จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะบุคคลที่จำเลยเสนอเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทบริหารงานผิดพลาดหรือไม่ โจทก์ฎีกา โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยจัดการกำหนดตัวบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการหรือกรรมการบริหารของบริษัทกับมีอำนาจในการบริหารงานอื่น ๆ ของบริษัท จำเลยแต่งตั้งตัวแทนของจำเลยเข้ามาบริหารกิจการของบริษัท เมื่อตัวแทนของจำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัทบริหารงานผิดพลาดทำให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทและโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเป็นเพียงบันทึกที่แสดงว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน)) ประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปอย่างมั่นคงได้ ขอให้จำเลยเข้าช่วยเหลือหาทางให้กิจการของบริษัทดำเนินต่อไป โดยมีข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างจะต้องปฏิบัติตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลง ไม่มีข้อตกลงที่ระบุว่าจำเลยจะเข้าไปดำเนินกิจการของบริษัทด้วยตนเองหรือจะส่งตัวแทนเข้าไปบริหารกิจการของบริษัท การที่ให้จำเลยพิจารณากำหนดชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าไปเพื่อที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการหรือกรรมการบริหารของบริษัท เป็นแต่เพียงต้องผ่านการพิจารณาจากจำเลยเสียก่อนว่าบุคคลนั้น ๆ มีความเหมาะสมที่จะเข้าไปบริหารกิจการของบริษัทได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นกรณีที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงินและต้องขอความช่วยเหลือจากจำเลย ต้องมีการพิจารณาบุคคลที่จะเข้าไปบริหารกิจการของบริษัทเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ของบริษัทแต่งตั้งอีกชั้นหนึ่ง บุคคลที่จำเลยเสนอชื่อเข้าไปไม่ได้กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนบริหารงานบริษัทแทนจำเลย จำเลยไม่มีอำนาจในการควบคุมกรรมการบริหารบริษัท และการบริหารงานของบริษัทไม่ได้กระทำตามคำสั่งของจำเลย ดังนั้น กรรมการและกรรมการบริหารบริษัทมิใช่ตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในการบริหารงานของกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไป โจทก์มีสิทธิเรียกหุ้นคืนหรือเรียกราคาหุ้นจากจำเลยตามฟ้องได้หรือไม่ ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 5 อ้างว่า ข้อตกลงตามข้อ 1 และข้อ 2 เกิดขึ้นเพราะจำเลยบีบบังคับโจทก์โดยข่มขู่กรรโชกทรัพย์ให้โจทก์จำยอมโดยไม่สมัครใจให้ทำข้อตกลง โจทก์ได้จัดการโอนหุ้นให้จำเลยทั้งหมด 240,000 หุ้น มีราคา 24,000,000 บาท แต่จำเลยชำระเงินให้โจทก์เพียง 14,000,000 บาท เป็นการเอารัดเอาเปรียบโจทก์ จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนหุ้นทั้งหมดแก่โจทก์ 100,000 หุ้น ต่อมามีการแตกหุ้นใหม่จาก 1 หุ้นเดิมเป็น 10 หุ้นใหม่ เนื่องจากตัวแทนจำเลยบริหารงานผิดพลาด จำเลยต้องคืนหุ้นให้โจทก์จำนวน 1,000,000 หุ้น หรือใช้ค่าเสียหายแทนเป็นเงิน 65,000,000 บาท จำเลยให้การ หุ้นที่จำเลยได้มาเป็นไปตามบันทึกข้อตกลง โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยบีบบังคับนั้นไม่จริง โจทก์เป็นฝ่ายขอร้องให้จำเลยช่วยพยุงฐานะด้วยความสมัครใจ จำนวนเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นไปตามมูลค่าหุ้นในขณะนั้นเพราะบริษัทขาดทุนเกินกว่าทุน ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าถูกจำเลยข่มขู่กรรโชกทรัพย์ เท่ากับอ้างว่าบันทึกข้อตกลงตกเป็นโมฆียะ โจทก์มีสิทธิบอกล้างและเรียกหุ้นคืนทั้งหมด ไม่มีสิทธิปฏิบัติตามสัญญาบางส่วนและเรียกหุ้นคืนบางส่วน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การโอนหุ้นตามฟ้องเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงข้อ 1 และข้อ 2 เป็นการโอนหุ้นให้จำเลยเพื่อให้จำเลยเข้าดำเนินการแก้ไขพยุงฐานะของบริษัทให้คงอยู่ดำเนินกิจการต่อไปได้ ไม่ใช่การซื้อขายหุ้นตามปกติทั่วไป การที่จำเลยชำระราคาค่าหุ้น 14,000,000 บาท จึงเป็นไปตามข้อตกลง ซึ่งผูกพันโจทก์และบริษัท หาได้เป็นการโอนหุ้นเกินจำนวนให้แก่จำเลยตามฟ้องไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายกคำขอ โจทก์ฎีกา ตอนแรกฝ่ายโจทก์ถือหุ้นในบริษัทร้อยละ 80 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 10 โจทก์บริหารงานผิดพลาด จำเลยบีบบังคับให้โจทก์ต้องรับผิดตามข้อตกลงต่อมาโจทก์โอนหุ้นให้จำเลยและจำเลยเป็นฝ่ายถือหุ้นในบริษัทถึงร้อยละ 80 ผู้บริหารที่จำเลยแต่งตั้งเข้าไปบริหารงานผิดพลาด ทำให้บริษัทขาดทุนมาก จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เช่นเดียวกับที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยมาแล้วตามบันทึกข้อตกลงเห็นว่า ข้อที่โจทก์ฎีกาเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างมาก่อนในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ เป็นข้อที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้าย ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแก่จำเลยจำนวน 150,000 บาท เป็นจำนวนที่สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฟ้องโจทก์ 563,324,255 บาท ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำนวนที่อยู่ระหว่างอัตราขั้นสูงและขั้นต่ำตามที่ระบุไว้ในตาราง 6 (เดิม) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
ป.วิ.พ. ม. 161 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมัคร เจียมบุรเศรษฐ์
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2553
#504641
เปิดฉบับเต็ม

บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสามแยกติดตั้งสัญญาณจราจรไฟ และขณะเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟเป็นสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวา เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวารถทุกคันที่จะเลี้ยวขวาย่อมเคลื่อนที่แล่นเข้าสู่ทางร่วมทางแยกผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาไปได้ การที่จำเลยขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนมาก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเลี้ยวขวาแล่นผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาเท่านั้น แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องจากการกระทำของผู้ตายที่ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงแล่นเข้าชนรถโดยสารที่จำเลยเป็นผู้ขับโดยที่ไม่ว่าจำเลยหรือผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิดได้ จำเลยจึงไม่เป็นฝ่ายประมาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาทเนื่องจากเป็นฝ่ายขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางมาโดยฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงเป็นเหตุให้ชนเข้ากับด้านหน้าข้างขวาของรถโดยสารที่จำเลยเป็นผู้ขับ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ย. ภริยาของผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย ดังนั้น ย. จึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นางยินดี ภริยาของนายเดชา ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ถนนเกิดเหตุมี 2 ช่องเดินรถ รถแล่นสวนทางกัน ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณสามแยกติดตั้งสัญญาณจราจรไฟ ขณะเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟเป็นสัญญาจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวา จำเลยขับรถโดยสารล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถเพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางแยกไปอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเหตุให้ด้านหน้าข้างขวาของรถโดยสารชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายเป็นคนขับแล่นสวนทางมาโดยฝ่าฝืนสัญญาจราจรไฟสีแดง ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 160 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปนั้น คู่ความมิได้อุทธรณ์ ความผิดตามข้อหาดังกล่าวเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวา รถทุกคันที่จะเลี้ยวขวาย่อมเคลื่อนที่แล่นเข้าสู่ทางร่วมทางแยกผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาไปได้ การที่จำเลยขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเลี้ยวขวาแล่นผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาเท่านั้น แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องมาจากการกระทำของผู้ตายที่ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงแล่นเข้าชนรถโดยสารโดยที่ไม่ว่จำเลยหรือผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิดได้ การกระทำของจำเลยหากจะเป็นความผิดก็คงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่ขับรถล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถเท่านั้น จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย นางยินดี ภริยาของผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย ดังนั้น นางยินดีจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลล่างทั้งสองก็ฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาดังกล่าวจึงชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางยินดีเสีย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นางยินดี เพชรมีศรี
จำเลย — นายสำรอง หนูอินทร์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ