คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566
#691963
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยมีเนื้อความว่า "ตัวเองไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ แล้วพี่ก็จะไม่ทวงไม่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีก พี่ขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา และอยากให้รู้ว่าพี่ยังรักตัวเองอยู่" ข้อความการสนทนาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะทวงเงินที่จำเลยยืมไปอีก เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการปลดหนี้จำนวนอื่น ไม่ใช่หนี้จำนวน 105,000 บาท จำเลยยืมไปแล้วยังไม่ชำระคืนให้โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ทวงเงินคืนจากจำเลย และส่งข้อความถึงจำเลยให้เวลาจำเลยคืนเงินภายในเวลา 1 เดือน เมื่อจำเลยมีพยานหลักฐานคือข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทวงเงินคืนจากจำเลยว่าโจทก์ปลดหนี้ตามฟ้องให้จำเลยแล้ว แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุชัดว่ามูลหนี้ใดและโจทก์อ้างว่าหมายถึงหนี้ จำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น แต่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยืมจากโจทก์ก็คงมีเพียงมูลหนี้ 105,000 บาท เพียงอย่างเดียว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามเพิ่มว่า โจทก์คบหากับจำเลย ระหว่างที่คบหาก็มีการให้ยืมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างประมาณ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท บ้าง และให้ทั้งที่เป็นเงินสดและโอนเข้าบัญชีการให้ดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่โจทก์อ้างนั้นเป็นการให้โดยเสน่หาเฉกเช่นคนรักที่คบหากัน ไม่ใช่มูลหนี้อื่นตามที่โจทก์อ้าง และไม่ปรากฏว่าโจทก์นำพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีมูลหนี้ที่จำเลยยืมจากโจทก์จำนวนอื่นอีก แม้การแสดงเจตนาปลดหนี้จะใช้วิธีการส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งมิใช่การส่งผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ตามที่โจทก์เคยใช้ติดต่อกับจำเลย ก็ได้ความจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า จำเลยตัดช่องทางการติดต่อกับโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์แต่จำเลยไม่รับ จึงติดต่อไปทางแอปพลิเคชันวีแชต จึงเชื่อว่าหนี้ที่โจทก์แสดงเจตนาปลดหนี้เป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมตามฟ้อง การส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชตเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับด้วย เมื่อโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ส่งข้อความดังกล่าวให้จำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนโจทก์ได้ ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้จากการกู้ยืมเงินตามฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 106,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 105,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 1,312 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท และ 5,000 บาท และโจทก์โอนเงินให้จำเลยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และ 21 มิถุนายน 2563 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ทวงเงินที่จำเลยกู้ยืมไปทั้งหมดคืน หลังจากนั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยให้จำเลยคืนเงินภายในเวลา 1 เดือน ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันวีแชตถึงจำเลยว่า "ตัวเองไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ แล้วพี่ก็จะไม่ทวง ไม่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีก พี่ขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา และอยากให้รู้ว่าพี่ยังรักตัวเองอยู่"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์ปลดหนี้ให้แก่จำเลยแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย..." เมื่อโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ซึ่งข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยมีเนื้อความว่า "ตัวเองไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ แล้วพี่ก็จะไม่ทวงไม่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีก พี่ขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา และอยากให้รู้ว่าพี่ยังรักตัวเองอยู่" ข้อความการสนทนาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะทวงเงินที่จำเลยยืมไปอีก เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการปลดหนี้จำนวนอื่น ไม่ใช่หนี้จำนวน 105,000 บาท ที่จำเลยยืมไปแล้วยังไม่ชำระคืนให้โจทก์ตามฟ้อง นั้น เห็นว่า โจทก์ให้จำเลยยืมเงินจำนวน 100,000 บาท และ 5,000 บาท โดยโอนเงินให้จำเลยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ตามลำดับ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ทวงเงินคืนจากจำเลย และเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยให้เวลาจำเลยคืนเงินภายในเวลา 1 เดือน เมื่อจำเลยมีพยานหลักฐานคือข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางแอปพลิเคชันวีแชตเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทวงเงินคืนจากจำเลยว่าโจทก์ปลดหนี้ตามฟ้องให้จำเลยแล้ว แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุชัดว่ามูลหนี้ใดและโจทก์อ้างว่าหมายถึงหนี้จำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น แต่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยืมจากโจทก์ก็คงมีเพียงมูลหนี้ 105,000 บาท เพียงอย่างเดียว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามเพิ่มว่า โจทก์คบหากับจำเลย ระหว่างที่คบหาก็มีการให้ยืมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างประมาณ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท บ้าง และให้ทั้งที่เป็นเงินสดและโอนเข้าบัญชี การให้ดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่โจทก์อ้างนั้นเป็นการให้โดยเสน่หาเฉกเช่นคนรักที่คบหากัน ไม่ใช่มูลหนี้อื่นตามที่โจทก์อ้าง และไม่ปรากฏว่าโจทก์นำพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีมูลหนี้ที่จำเลยยืมจากโจทก์จำนวนอื่นอีก แม้การแสดงเจตนาปลดหนี้จะใช้วิธีการส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งมิใช่การส่งผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ตามที่โจทก์เคยใช้ติดต่อกับจำเลย ก็ได้ความจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า จำเลยตัดช่องทางการติดต่อกับโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์แต่จำเลยไม่รับ จึงติดต่อไปทางแอปพลิเคชันวีแชต จึงเชื่อว่าหนี้ที่โจทก์แสดงเจตนาปลดหนี้เป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมตามฟ้อง การส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชตเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับด้วย ซึ่งตามมาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" มาตรา 8 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว" ดังนั้น เมื่อโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ส่งข้อความดังกล่าวให้จำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนโจทก์ได้ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้จากการกู้ยืมเงินตามฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 340
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงบางบอน — นายสมหวัง ธนถาวรลาภ
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566
#693439
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและ อ. ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคําชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชําระหนี้ตอบแทนโดยเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับ อ. กลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับ อ. ได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับ อ. เป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดีจึงจะบังคับได้ เมื่อ อ. เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคําชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับ อ. บุคคลนอกคดีได้ การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

การที่อนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และ ที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้านเป็นคําชี้ขาดที่เกินคําขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยให้ผู้คัดค้านรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าภาษีอากร และค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้คัดค้านรับชำระเงิน 9,800,000 บาท ตามเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 3.5.2 โดยผ่อนชำระตามเอกสารภาคผนวก F และให้ผู้คัดค้านจัดทำสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตามแบบที่กำหนดในสัญญาภาคผนวก G และ H หากผู้คัดค้านไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายที่เกิดจากการยกเลิกการจองเช่าสิ่งปลูกสร้าง 445,000 บาทต่อเดือน ค่าโนตารีปับลิก 27,664.99 บาท ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติม 354,019.25 บาท ค่าโรงแรม 9,245 บาท ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 20,671,459.05 บาท นับแต่วันชำระเงินไปจนถึงวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าปรับล่าช้าวันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบต้นฉบับทะเบียนบ้านใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและขอให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงิน หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และทำสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 1,067,260 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าเดินทาง 50,000 บาท และ ค่าที่พักและรถยนต์สาธารณะ 50,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคัดค้านคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้ หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำตัดสิน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสามตกลงที่จะชำระส่วนที่เหลือในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ไปจนถึงวันที่ได้รับคำตัดสินในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 รวม 1 ปี 5 เดือน 11 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 1,067,260 บาท แก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และผู้คัดค้านมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยตกลงในราคา 28,000,000 บาท ที่ดินมีขนาดประมาณ 1 งาน 35.25 ตารางวา แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 49911 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านวิลล่าขนาดประมาณ 393.62 ตารางเมตร โดยผู้คัดค้านจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินให้แล้วเสร็จเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้ร้องที่ 1 ตกลงจะชำระเงินโดยแบ่งเป็น 5 งวด ในงวดที่ 5 ผู้ร้องที่ 1 ตกลงยอมรับการให้เงินกู้จากผู้คัดค้าน 9,800,000 บาท โดยจะเริ่มต้นชำระเงินดังกล่าวคืนเมื่อมีการโอนสิ่งปลูกสร้างไปยังผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ซึ่งการโอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันหรือก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 โดยการชำระคืนเงินกู้จะเริ่มต้นในวันหรือก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2561 มีระยะเวลาในการชำระคืน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 จากยอดเงินคงค้าง และเป็นไปตามกำหนดการชำระเงินตามที่ระบุในภาคผนวก F (หรือ ฉ) และจะต้องมีการลงนามในสัญญาจำนำหุ้นเพื่อเป็นหลักประกันเงินกู้ตามที่ระบุในภาคผนวก G และ H (หรือ ช และ ซ) หลังทำสัญญาซื้อขายผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านบางส่วนและผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องที่ 2 แล้ว ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้คัดค้านให้ผู้ร้องที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) แต่ผู้ร้องที่ 1 ปฏิเสธ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 และขอให้ถือคำชี้ขาดแทนการแสดงเจตนา และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และต้องชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้คัดค้าน 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน วันที่ 13 ธันวาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามกระทำผิดสัญญา ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้จนกว่าจะได้รับการชำระเงินเต็มจำนวน และมีคำชี้ขาดให้คู่พิพาทจะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์วิลล่าที่สำนักงานที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาพผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยรวม 1,067,260 บาท สำหรับคำขออื่นของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน อนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่มีมูล จึงไม่ชี้ขาดให้ตามขอ ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ชี้แจงคำชี้ขาด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 โดยในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์นี้คณะอนุญาโตตุลาการจะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพร ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน หรือในทางกลับกันตามมาตรา 5 และมาตรา 155 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเอื้อมพร

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างไปให้แก่นางสาวเอื้อมพรไปก่อนแล้ว แม้นางสาวเอื้อมพรจะเป็นอดีตกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้าน แต่ก็ถือว่าเป็นคนละบุคคลกันกับผู้คัดค้านและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดว่า ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคำชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ตอบแทนโดยให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรกลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรเป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดี จึงจะบังคับได้ เมื่อนางสาวเอื้อมพรเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคำชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับนางสาวเอื้อมพรบุคคลนอกคดีได้ คำชี้ขาดในส่วนที่จะให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอนและจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้ ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้าน โดยไม่ได้มีคำขอให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H แต่อย่างใด จึงเป็นคำชี้ขาดที่เกินคำขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 215 ม. 237 ม. 381
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 37 วรรคสอง ม. 40 วรรคสาม (2) (ข) ม. 41 ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ด. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมนตรี สาโรช
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2047/2566
#693703
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 วรรคสอง กำหนดให้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนั้นด้วย แม้ตามคําร้องของจำเลยทั้งสองขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มีคําขอท้ายคําร้องเพียงว่าขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง มิได้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคําร้องนี้ด้วย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้รับคําร้องของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ ในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งยื่นคําร้องขอเงินค่าปรับคืนจากศาลพร้อมดอกเบี้ยก็ตาม ก็พออนุโลมได้ว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนดังกล่าวและระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคําร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว และตามมาตรา 14 (2) ตอนแรกที่บัญญัติว่า "ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชําระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน..." เป็นการบังคับว่าต้องให้ได้รับเงินค่าปรับคืน จะใช้ดุลพินิจไม่ให้ได้รับเงินค่าปรับคืนไม่ได้ ส่วนตอนท้ายที่บัญญัติว่า "…โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชําระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้" เป็นการให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสํานวนว่าสมควรจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ หาใช่ว่าศาลต้องคิดดอกเบี้ยให้โดยศาลคงใช้ดุลพินิจคิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันใดเท่านั้น

คดีรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มีเจตนารมณ์ให้บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญาโดยคําพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลังหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคําพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคําพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งการที่จะให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน และได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคําพิพากษานั้นคืน ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ไม่จำต้องถูกผูกพันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีไม่ได้กระทำความผิดแล้วจะกำหนดให้จำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนไม่ได้ เพราะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งแห่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อต้องการให้บุคคลที่มิได้เป็นผู้กระทำความผิดได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย ดังนั้น ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ซึ่งรวมทั้งศาลฎีกายังคงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองได้ และเมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายมาก สมควรที่จำเลยที่ 2 จะได้รับการเยียวยาด้วยการคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชําระค่าปรับจนถึงวันที่ได้รับเงินค่าปรับคืนด้วย ส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ของกลาง เพื่อมิให้มีปัญหาที่อาจมีในชั้นการขอคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งรถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD ความจุกระบอกสูบ 2,400 ซีซี หมายเลขตัวรถ ATH10-0012880 หมายเลขเครื่องยนต์ 2AZ-1955163 เป็นรถยนต์ที่ยังมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้าตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 คิดเป็นมูลค่าภาษีสรรพสามิตที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเป็นเงิน 1,422,350 บาท โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีและมิได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง รถยนต์ของกลางโจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 163 แล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 161, 167 พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 (1), 167 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละสองเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน 2,844,700 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 1,422,350 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจำนวน 1,422,350 บาท ซึ่งเป็นค่าปรับเฉพาะที่ปรับจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงวันที่ 24 มกราคม 2561

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ว่า กรณีรถยนต์ของกลางได้ชำระภาษีสรรพสามิตถูกต้องแล้ว มีคำขอท้ายคำร้องเพียงว่า ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยมติที่ประชุมใหญ่มีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้คืนค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนแก่จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วทำความเห็นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางมีการเสียภาษีสรรพสามิตครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นสมควรพิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 และพิพากษาใหม่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิด ให้ยกฟ้องโจทก์และคืนเงินค่าปรับแก่จำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าของจำนวนเงินค่าปรับด้วยและมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่นี้ จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้คิดดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าปรับ 1,422,350 บาท นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 กับขอให้สั่งคืนรถยนต์ของกลางและสั่งให้พนักงานสอบสวนคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะมีค่าใช้จ่ายในการจอดรถยนต์และขอให้กำหนดค่าทนายความแก่จำเลยทั้งสองด้วย โจทก์ไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้นหรือศาลอื่นที่ได้มีเขตอำนาจแทนศาลนั้น เว้นแต่..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคำร้องดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 โดยละเอียดชัดแจ้ง และถ้าประสงค์จะขอค่าทดแทนเพื่อการที่บุคคลใดต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือขอรับสิทธิที่บุคคลนั้นเสียไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืน ให้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนั้นด้วย คำขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนนั้น มิให้เรียกค่าธรรมเนียมศาล" คดีนี้แม้ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มีคำขอท้ายคำร้องเพียงว่าขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง มิได้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนี้ด้วย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้รับคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ ในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งยื่นคำร้องลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ขอเงินค่าปรับคืนจากศาลพร้อมดอกเบี้ยก็ตาม ก็พออนุโลมได้ว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนดังกล่าวและระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงมีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่คิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าปรับที่คืนให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เป็นบทบัญญัติที่ไม่ได้ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการไม่คิดดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจเพียงวันที่ศาลอุทธรณ์จะกำหนดให้ดอกเบี้ยถึงเมื่อใดเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่คิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าปรับดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบนั้น พิจารณาแล้ว เกี่ยวกับค่าทดแทนนอกจากบัญญัติไว้ในมาตรา 8 ดังกล่าวแล้ว ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 17 ด้วย มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ศาลมีอำนาจ(1)... (2)..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนตามมาตรา 8 วรรคสอง เมื่อศาลตาม (1) หรือ (2) พิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิดให้ศาลกำหนดค่าทดแทนหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับการขอรับสิทธิคืนด้วย" มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกำหนดค่าทดแทนให้กำหนดได้ไม่เกินจำนวนตามคำขอที่ระบุในคำร้องตามมาตรา 8 และตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (1)... (2) ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชำระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับแต่วันชำระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ (3)..."มาตรา 17 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมนั้นไม่ได้กระทำความผิดและศาลได้กำหนดค่าทดแทนตามมาตรา 14 แล้ว ให้กระทรวงการคลังจ่ายค่าทดแทนตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำพิพากษานั้น ถ้าผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับค่าทดแทน ให้กระทรวงการคลังจ่ายค่าทดแทนให้แก่ทายาท" เห็นว่า ตามมาตรา 14 (2) ตอนแรกที่บัญญัติว่า "ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชำระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน..." เป็นการบังคับว่าต้องให้ได้รับเงินค่าปรับคืน จะใช้ดุลพินิจไม่ให้ได้รับเงินค่าปรับคืนไม่ได้ ส่วนตอนท้ายที่บัญญัติว่า "...โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชำระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้" เป็นการให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่าสมควรจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่หาใช่ว่าศาลต้องคิดดอกเบี้ยให้โดยศาลคงใช้ดุลพินิจคิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันใดเท่านั้นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรกำหนดดอกเบี้ยของเงินค่าปรับให้ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรคิดดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีอาญาที่จำเลยทั้งสองฟ้องนายวิชัย กับพวกอีก 6 คนรวมเป็น 7 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 ศาลวินิจฉัยว่าคดีมีมูล 2 คน คือนายอภินันท์ และร้อยตำรวจเอกณัฐพล และต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่านายอภินันท์ปฏิบัติหน้าที่และกระทำการตามหน้าที่ไปตามขอบอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงไม่ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และร้อยตำรวจเอกณัฐพลปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งหรือมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องทางอาญาส่วนคดีนี้ในชั้นนี้เป็นคดีรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลังหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งการที่จะให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน และได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน ศาลคดีที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ไม่จำต้องถูกผูกพันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีไม่ได้กระทำความผิดแล้วจะกำหนดให้จำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนไม่ได้ เพราะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งแห่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อต้องการให้บุคคลที่มิได้เป็นผู้กระทำความผิดได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย ดังนั้น ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ซึ่งรวมทั้งศาลฎีกายังคงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองได้ และเมื่อได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงประกอบกับคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองตลอดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนโดยคิดดอกเบี้ยให้ด้วย โดยตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์และนางสาวรัชฎาพรประกอบกันได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นที่สถานีตำรวจนครบาลบางนาท้องที่ที่ประมูลรถยนต์ มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีบริษัท อ. กับพวก ฐานร่วมกันฉ้อโกง และต่อมาได้มาติดตามความคืบหน้าของคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าคดีไม่คืบหน้า จึงมอบหมายให้ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์เป็นพนักงานสอบสวนแทน ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์ได้สอบปากคำจำเลยที่ 2 และตัวแทนบริษัทดังกล่าว ขอและได้รับเอกสารเกี่ยวกับการประมูล แต่ไม่มีเอกสารการเสียภาษีสรรพสามิต และเนื่องจากรถยนต์ของกลางเป็นรถที่มีหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ แต่ยังไม่มีเลขทะเบียน ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์จึงได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่ให้สอบถามไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยการมีหนังสือสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากร ก็ได้รับแจ้งจากกรมการขนส่งทางบกว่ามีข้อมูลเป็นรายงานข้อมูลบัญชีรถสำหรับรถยนต์ของกลางอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งตามปกติรถยนต์ทุกคันที่เมื่อนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า กรมศุลกากรก็จะแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับวันนำเข้า ประเภทกลุ่มรถ หมายเลขเครื่องยนต์ เล่มที่และเลขที่ใบรับรองการนำเข้า เลขที่ใบขนสินค้าขาเข้าด้วย กรมการขนส่งทางบกก็จะทำและเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในรายงานข้อมูลบัญชีรถด้วย เมื่อต่อมาฝ่ายผู้นำเข้าหรือเจ้าของมายื่นคำขอที่กรมการขนส่งทางบกเป็นการขอตัดบัญชีซึ่งจะมีการรับรองหลักฐาน และจะมีการออกเลขทะเบียนว่านำไปใช้จังหวัดใด แล้วตัดบัญชีออกไปจากบัญชีรถ โดยจะบันทึกข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวมานี้ลงในรายงานข้อมูลบัญชีรถซึ่งรถยนต์ของกลางก็มีข้อมูลดังกล่าวมาปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลบัญชีรถในช่องสถานะรถระบุว่า ยังไม่มีการขอตัดบัญชี เมื่อร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์ทราบข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ก็ไปตรวจสอบที่กรมศุลกากร กรมศุลกากรแจ้งว่ารถยนต์ของกลางได้มีการชำระภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ขณะนำเข้าเมื่อปี 2548 แล้ว จะเห็นได้ว่าเพียงแต่ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์สอบถามไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสองหน่วยงานดังกล่าวก็ทราบทันทีว่ารถยนต์ของกลางเสียภาษีขณะนำเข้าซึ่งรวมทั้งภาษีสรรพสามิตที่กรมศุลกากรเก็บแทนแล้ว เมื่อรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่มีหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ แต่ยังไม่มีเลขทะเบียน ก็ย่อมสมควรอย่างยิ่งที่ต้องสอบถามไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งก็คือกรมการขนส่งทางบกที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเลขทะเบียนรถอยู่เป็นหลัก และกรมศุลกากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีขณะนำเข้า แต่เจ้าพนักงานสรรพสามิตผู้อายัดและจับกุมก็ดี พนักงานสอบสวนชั้นต้นในคดีที่ยึดรถยนต์ของกลางก็ดี คงตรวจสอบแต่เฉพาะข้อมูลจากกรมสรรพสามิตเท่านั้น หาได้สอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรไม่ โจทก์ซึ่งแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมถึง 4 ครั้ง ก็มิได้ระบุให้สอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายสันติภาพ ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคาร ธ. ที่ให้การต่อร้อยตำรวจเอกณัฐพลที่ยกขึ้นกล่าวข้างต้น ก็ส่อไปในทางให้เห็นว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ น่าจะตรวจสอบข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรด้วย ซึ่งถ้าได้มีการตรวจสอบหรือสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสองก็ย่อมไม่ถูกดำเนินคดี แม้ตามสำเนารายการประมูลรถยนต์ ที่ระบุในช่องหมายเหตุด้วยว่า ขายเฉพาะตัวรถ ไม่มีชุดแจ้งจำหน่ายหรือเอกสารใด ๆ ให้ผู้ซื้อดำเนินการทำเรื่องจดป้ายใหม่เอง ขายตามสภาพ ไม่รับผิดชอบการโอนทุกกรณีก็ตาม แต่ก็มิได้ระบุว่ารถยนต์ของกลางไม่ได้มีการชำระภาษีสรรพสามิต และการที่ผู้ขายทอดตลาดโดยอาชีพเช่นนั้น คนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองคงไม่คิดว่าจะนำรถยนต์ที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตมาขายทอดตลาด จึงจะหาว่าจำเลยทั้งสองต้องทราบว่าเป็นเรื่องผิดปกติและยอมเข้าเสี่ยงภัยเองไม่ถนัดนัก จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อปี 2554 อันเป็นเวลาหลังจากมีการนำเข้ารถยนต์ของกลางนานถึง 6 ปี อาจจำต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการดำเนินการเพื่อให้มีการจดทะเบียนและได้เลขทะเบียนรถยนต์ แต่รถยนต์ของกลางมาอยู่ในครอบครองของจำเลยเพียง 58 วัน ก็ถูกเจ้าพนักงานสรรพสามิตอายัด และให้หาหลักฐานการเสียภาษีสรรพสามิตไปแสดง จำเลยทั้งสองน่าจะหาไม่ได้ในเร็ววันเพราะจำเลยทั้งสองอยู่ในภาคเอกชน การหาหลักฐานดังกล่าวอาจไม่ได้รับความสะดวกเหมือนภาคราชการด้วยกัน ซึ่งข้อนี้ที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาอยู่ว่า มิใช่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการขวนขวายหาเอกสารในการเสียภาษี แต่ติดอยู่ที่การดำเนินการขั้นตอนของทางราชการมีความซับซ้อนและไม่ให้เอกสารแก่จำเลยทั้งสอง ก็น่าเชื่อว่าเป็นความจริง ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนางสาวรัชฎาพรข้าราชการกรมการขนส่งทางบกที่เบิกความว่า หากบุคคลทั่วไปนำหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์มาขอตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบกว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ กรมการขนส่งทางบกจะไม่อนุญาต แต่จะยินยอมให้ตรวจสอบข้อมูลโดยหน่วยงานราชการ เจ้าพนักงานตำรวจหรือศาลเท่านั้น ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณาของศาลก็ให้การปฏิเสธ และจำเลยที่ 2 แถลงว่าจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างว่าจำเลยไม่รู้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถที่ไม่ได้เสียภาษี แต่พอถึงวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ขอให้ศาลสั่งพนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจและลงโทษสถานเบา จำเลยที่ 2 เบิกความถึงสาเหตุที่ให้การรับสารภาพว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตยืนยันว่ารถยนต์ของกลางไม่ได้เสียภาษีให้จำเลยที่ 2 ไปหาหลักฐานการเสียภาษีมายืนยัน แต่จำเลยที่ 2 หาหลักฐานไม่ได้ไม่รู้ไปหาหลักฐานได้จากที่ใด ในวันนัดพิจารณาทั้งทนายความของจำเลยทั้งสองเองและพนักงานอัยการพูดต่อจำเลยที่ 2 ทำนองว่าค่าปรับสูง จำเลยที่ 2 ต้องการลดความเสี่ยงเกี่ยวกับค่าปรับ จึงให้การรับสารภาพ แม้การให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองอาจเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะไม่ควรรับสารภาพ แต่ก็เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองยังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่ได้เสียภาษีมาแล้วหรือไม่ จะมาพิจารณาเพียงว่าเพราะจำเลยรับสารภาพต่อศาลจึงถูกลงโทษอย่างเดียวไม่น่าจะถูกต้องนัก แต่น่าจะพิจารณาว่าเหตุที่จำเลยทั้งสองถูกพิพากษาลงโทษมีสาเหตุหลักมาจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต พนักงานสอบสวนคนก่อนและโจทก์ที่มิได้มีการตรวจสอบหรือสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรมากกว่า การที่จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดี ทำให้ต้องว่าจ้างทนายความทีละคนถึงสามคนย่อมจะต้องเสียเงินเป็นค่าจ้าง ทั้งตามคำร้องขอเงินค่าปรับคืน ก็อ้างอยู่ว่า ค่าปรับ 1,422,350 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ได้ไปยืมผู้อื่น จำต้องใช้คืนแก่ผู้ที่ยืมมา ต้องใช้เงินจากการกู้ยืมในการต่อสู้คดี และพอมีคดีความภริยาซึ่งมีบุตรด้วยกันได้แยกทางจากจำเลยที่ 2 เป็นความทุกข์ใจอย่างมากถูกมองและกล่าวหาจากคนรอบข้างว่าเป็นคนไม่ดี ไม่สามารถทำมาค้าขายได้ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่านำสิ่งของผิดกฎหมายมาขายแก่ผู้อื่น ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายมาก สมควรที่จำเลยที่ 2 จะได้รับการเยียวยาด้วยการคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชำระค่าปรับ (วันที่ 26 ธันวาคม 2560) จนถึงวันที่ได้รับเงินค่าปรับคืน (วันที่ 22 กรกฎาคม 2565) ด้วย แต่มิใช่ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ตามที่จำเลยทั้งสองขอมาในฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ของกลาง เพื่อมิให้มีปัญหาที่อาจมีในชั้นการขอคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับ (1,422,350 บาท) นับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 แก่จำเลยที่ 2 ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 8 ม. 14 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวพิชาอร ธิติเลิศเดชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2566
#691972
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN และหัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER พร้อมเครื่องยนต์อีก 2 เครื่อง มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางแล้วโฆษณาประกาศขาย ซึ่งการซื้อซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN และหัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้ขายได้แจ้งจดทะเบียนการโอน ทั้งไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถ บ่งชี้ให้เห็นว่าซากรถยนต์และหัวเก๋งดังกล่าวจำเลยซื้อมาในสภาพของชิ้นส่วนอะไหล่เก่า การที่จำเลยนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางเท่ากับเป็นการผลิตสินค้าตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หาใช่การซ่อมแซมหรือบำรุงรักษารถยนต์เก่า รถยนต์ของกลางจึงเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต การที่จำเลยมีรถยนต์ของกลางที่ยังไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตไว้เพื่อขายจึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 5, 204, 207 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204 วรรคหนึ่ง (1) ปรับ 550,000 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 366,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบรถยนต์ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 500,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 333,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์ของกลางเป็น "สินค้า" ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หรือไม่ เห็นว่า ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 "สินค้า" หมายความว่า สิ่งซึ่งผลิตหรือนำเข้าและระบุไว้ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัตินี้ "ผลิต" หมายความว่าทำ ประกอบ ปรับปรุง แปรรูป หรือแปรสภาพสินค้าหรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แต่มิให้หมายความรวมถึง... และกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ระบุให้สินค้ารถยนต์อยู่ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า จำเลยนำซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN ที่ซื้อมาจากนางสาวศรัญญา หัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER พร้อมเครื่องยนต์อีก 2 เครื่อง ที่ซื้อมาจากนายประสาทศิลป์ มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางแล้วโฆษณาประกาศขาย ซึ่งการซื้อซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN และหัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้ขายได้แจ้งจดทะเบียนการโอน ทั้งไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถ บ่งชี้ให้เห็นว่าซากรถยนต์และหัวเก๋งดังกล่าวจำเลยซื้อมาในสภาพของชิ้นส่วนอะไหล่เก่า การที่จำเลยนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางเท่ากับเป็นการผลิตสินค้าตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หาใช่การซ่อมแซมหรือบำรุงรักษารถยนต์เก่า รถยนต์ของกลางจึงเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต การที่จำเลยมีรถยนต์ของกลางที่ยังไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตไว้เพื่อขายจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายสุวัฒน์ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1994/2566
#694800
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยสรุปได้ความว่า ข้อเสนอที่จะขายที่ดินพิพาทในราคาพิเศษให้ผู้คัดค้านนั้นไม่ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 และไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 152 ทั้งประเด็นเรื่องสิทธิเหนือบ้านพักหรือวิลล่า 16 และความสมบูรณ์ของข้อตกลงพิพาทนั้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งไม่จำต้องจดทะเบียน กรณีจึงเป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านดังกล่าวมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่สามารถเรียกร้องและบังคับกันได้ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ส่วนการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนดอันจะมีผลใช้ยันบุคคลภายนอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ไม่ใช่ประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่าสัญญาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของผู้ร้องและผู้คัดค้านในขณะทำสัญญา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นอำนาจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลจะแทรกแซงโดยเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำชี้ขาดเฉพาะส่วนที่ผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ระหว่างผู้คัดค้านและผู้ร้อง ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 54/2561 หมายเลขแดงที่ 20/2563 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ตามคำร้องขอเฉพาะส่วนที่ผู้เสนอข้อพิพาทมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้ออื่นนอกจากนี้ให้คงไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมรวมค่าใช้จ่ายคดี (ที่ถูก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี) และค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีนางสาวสุมินตรา และนายทิมโมธี เป็นกรรมการมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทได้ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องโดยนายทิมโมธีมีหนังสือถึงผู้คัดค้านเพื่อเสนอให้ผู้คัดค้านมีสิทธิซื้อแปลงที่ดินวิลล่า 16 ในราคา 1 บาท และยืนยันข้อตกลงในการแบ่งผลกำไรร้อยละ 20 ของผลกำไรที่ผู้ร้องได้รับ ข้อตกลงนี้ให้ใช้กฎหมายไทยบังคับ และข้อพิพาทใดที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการภายใต้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 54/2561 อ้างโดยสรุปความได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการการก่อสร้าง ผู้ลงทุน และนายหน้าสำหรับสิทธิในการครอบครองบ้านพักและห้องชุดในโครงการ อ. ผู้คัดค้านตอบตกลงรับข้อเสนอของผู้ร้องตามหนังสือเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นรางวัลตอบแทนที่ผู้คัดค้านทำยอดขายให้โครงการ อ. ของผู้ร้องได้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นผู้คัดค้านใช้เงินส่วนตัวจำนวน 16,494,491.96 บาท สร้างบ้านพักหมายเลข 16 บนที่ดินดังกล่าวจนเสร็จ แล้วทำสัญญาขายบ้านพักดังกล่าวไปโดยผู้ซื้อชำระเงินไปแล้วร้อยละ 50 แต่นายทิมโมธีติดต่อผู้ซื้อให้ลงนามในสัญญาซื้อขายบ้านพักดังกล่าวใหม่แทนสัญญาเดิม โดยแจ้งผู้ซื้อว่าบ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องและให้ผู้ซื้อโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีของผู้ร้องและนายทิมโมธี การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้คัดค้านเสียชื่อเสียง ผลประโยชน์ ไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือจากผู้ซื้อรายดังกล่าว นายทิมโมธีและนางสาวสุมินตรายังแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าบ้านพักหมายเลข 16 ดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง โดยผู้คัดค้านยักยอกและโกงเงินของผู้ร้องไป นอกจากนี้ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรายังบุกรุกทำลายประตูเพื่อนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นบ้านพักดังกล่าวพร้อมขนย้ายทรัพย์สินของผู้คัดค้านไปโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมิชอบ ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด 1. ให้ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตราร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,115,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยนับจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกวันละ 5,000 บาท นับจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะส่งมอบบ้านพักหมายเลข 16 คืนแก่ผู้คัดค้าน 2. ขับไล่ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรา พร้อมบริวารออกจากบ้านพักหมายเลข 16 ห้ามผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรา ยุ่งเกี่ยวกับบ้านพักหมายเลข 16 ให้ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตราจดทะเบียนโอนบ้านพักหมายเลข 16 ให้เป็นชื่อผู้คัดค้าน และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ขนย้ายไปจากบ้านพักหมายเลข 16 หากผู้ร้อง นายทิมโมธีและนางสาวสุมินตราไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำตัดสินแทนเจตนา หรือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ผู้คัดค้านกลับเข้าไปครอบครองบ้านพักหมายเลข 16 ภายในโครงการ อ. หรือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านคืนจากผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรา หรือให้บุคคลทั้งสามชำระเงินค่าก่อสร้างบ้านพักหมายเลข 16 จำนวน 16,494,491.96 บาท คืนผู้คัดค้าน และ 3. มีคำสั่งบังคับให้บุคคลทั้งสามถอนคำแจ้งความเท็จที่สถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย วันที่ 24 ตุลาคม 2561 ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรายื่นคำคัดค้านและคำเสนอข้อพิพาทแย้ง และขอแก้ไขเพิ่มเติมคำเสนอข้อพิพาทแย้งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 ปฏิเสธคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านอ้างโดยสรุปความได้ว่า ผู้ร้องจ้างให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการการก่อสร้างโครงการ อ. ผู้ร้องมีหนังสือถึงผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้คัดค้านจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและซื่อสัตย์ แต่คำเสนอขายที่ดินดังกล่าวไม่เคยได้รับคำสนองตอบกลับจากผู้คัดค้าน และทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยไปสำนักงานที่ดินเพื่อโอนที่ดินแปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ผู้ร้องยกเลิกการจ้างงานผู้คัดค้านและเพิกถอนข้อเสนอในการซื้อที่ดินดังกล่าวแล้วเนื่องจากตรวจพบว่าผู้คัดค้านใส่ร้ายทำลายชื่อเสียง ฉ้อโกง และขโมยทรัพย์สินของผู้ร้องไปหลายครั้งในช่วงที่ทำงานให้ผู้ร้อง เงินที่ผู้คัดค้านอ้างว่าใช้สร้างบ้านพักหมายเลข 16 หรือวิลล่า 16 เป็นเงินจากผู้ร้องที่ได้จากการกระทำที่ไม่สุจริตของผู้คัดค้าน ผู้ร้องมิได้บุกรุกบ้านพักหมายเลข 16 ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าขายบ้านพักที่ผู้ซื้อโอนให้ผู้ร้อง ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้าน และมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินที่ถูกขโมยไปพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ถูกขโมยรวม 25,454,535.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน วันที่ 23 มกราคม 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแก้คำเสนอข้อพิพาทแย้งปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องถอนคำเสนอข้อพิพาทในส่วนของนายทิมโมธีและนางสาวสุมินตรา วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด โดยวินิจฉัยสรุปได้ความว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านได้สนองรับคำเสนอของผู้ร้องในการขายที่ดินดังกล่าวแล้ว และผู้คัดค้านลงทุนก่อสร้างและตกแต่งบ้านพักหมายเลข 16 หรือวิลล่า 16 แต่ผู้คัดค้านขายบ้านพักหรือวิลล่าดังกล่าวไปและได้รับเงินส่วนดังกล่าวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 23,459,584 บาท ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่อ้างว่าได้ลงทุนไปคืน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องบุกรุก ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือละเมิดต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนเรื่องขอให้ถอนการแจ้งความนั้นไม่อยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ สำหรับในส่วนคำเรียกร้องแย้งนั้น คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิขับไล่ผู้คัดค้านออกจากทรัพย์สินซึ่งเป็นของผู้คัดค้าน ส่วนทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านขายไปแล้วนั้น หากมีข้อโต้แย้งใดก็เป็นเรื่องระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ซื้อที่ต้องไปดำเนินการกันเองต่อไป และที่ผู้ร้องขอให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินที่ขโมยไปตามคำเรียกร้องแย้งนั้นคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่ารับฟังไม่ได้ โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 ส่วนคำขออื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านให้ยก วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวไปยังผู้คัดค้าน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ กล่าวคือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อตกลงการซื้อขายที่ดินวิลล่า 16 ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะเนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่ปรากฏว่ามีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเห็นว่าพยานของผู้คัดค้านที่มาเบิกความในชั้นศาลมิได้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมหรือดำเนินการใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ไม่ปรากฏการดำเนินการใดอันแสดงให้เห็นเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และไม่ปรากฏถ้อยคำและข้อความใดกำหนดไว้ในข้ออื่นใดอันแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงที่จะซื้อขายที่ดินวิลล่า 16 นั้น เห็นว่า ในข้อนี้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยวิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน รายละเอียด รวมถึงเหตุผลของคำเสนอในการขายที่ดินพิพาทของผู้ร้อง พฤติการณ์ที่ถือว่ามีการสนองรับคำเสนอดังกล่าวจากผู้คัดค้าน ตลอดจนพิจารณาเจตนาของคู่ความทั้งสองฝ่ายไว้ตามคำชี้ขาดข้อ 31 ถึง 43 แล้วจึงวินิจฉัยในข้อ 44 สรุปได้ความว่า ข้อเสนอที่จะขายทรัพย์สินซึ่งหมายถึงที่ดินพิพาทในราคาพิเศษให้ผู้คัดค้านนั้นไม่ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 ทั้งประเด็นเรื่องสิทธิเหนือบ้านพักหรือวิลล่า 16 และความสมบูรณ์ของข้อตกลงพิพาทนั้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน อันเป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านดังกล่าวมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่สามารถเรียกร้องบังคับกันได้ ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเท่านั้น ไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนดอันจะมีผลใช้ยันบุคคลภายนอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ไม่ใช่ประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่าสัญญาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะนั้นจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของผู้ร้องและผู้คัดค้านในขณะทำสัญญา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลจะแทรกแซงโดยการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำชี้ขาดเฉพาะส่วนที่ผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง คดีนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ภายในวันที่ 1 เมษายน 2565 พ้นกำหนดไม่ดำเนินการถือว่าไม่ติดใจ ต่อมาผู้คัดค้านขอวางเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท ผู้คัดค้านจึงเสียค่าขึ้นศาลมาในชั้นอุทธรณ์รวม 50,200 บาท สูงกว่าที่ผู้คัดค้านต้องชำระตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้คัดค้าน

พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 456
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวไพเนตร ธนาบริบูรณ์
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1978/2566
#690886
เปิดฉบับเต็ม

การขับรถกระบะบรรทุกของกลางที่มีการทำหลังคาฝาปิดด้านข้างและด้านท้ายจากจังหวัดกาญจนบุรีไปจังหวัดสมุทรปราการมีระยะทางไกลเกินกว่าจะเดินไปได้เอง จำเลยจำเป็นต้องใช้รถของกลางเป็นยานพาหนะพาคนต่างด้าวเดินทางไป โดยใช้วิธีการให้คนต่างด้าวสองคนหลบซ่อนอยู่ในช่องใต้หลังคาด้านบนของหัวรถ แล้วใช้ถังน้ำมันขนาดประมาณ 30 ลิตร หลายถังปิดบังไว้ อันเป็นการซ่อนเร้นคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่การใช้รถของกลางตามสภาพอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป อันเป็นข้อที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะใช้รถของกลางในการช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม รถของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด และศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า การขับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางที่มีการทำหลังคาฝาปิดด้านข้างและด้านท้ายจากจังหวัดกาญจนบุรีไปจังหวัดสมุทรปราการมีระยะทางไกลเกินกว่าจะเดินไปได้เอง เพราะต้องขับข้ามผ่านหลายจังหวัด จำเลยจำเป็นต้องใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะพาคนต่างด้าวทั้งสามเดินทางไป โดยใช้วิธีการให้นายซู มิน โท กับนายมิน มิน แท หลบซ่อนอยู่ในช่องใต้หลังคาด้านบนของหัวรถ แล้วใช้ถังน้ำมันจำนวนหลายถังปิดบังไว้ อันเป็นการซ่อนเร้นคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่การใช้รถยนต์ของกลางตามสภาพอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป อันเป็นข้อที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะใช้รถยนต์ของกลางในการช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสามพ้นจากการจับกุม รถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลมีอำนาจริบรถยนต์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถยนต์ของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์ของกลางให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — นางสาว ง.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นายพลภวิษย์ พันธุ์คำเกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2566
#693443
เปิดฉบับเต็ม

ท. ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีนี้ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถาม ม. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เรื่องการถอนฟ้องของ ท. เพื่อให้ได้ความกระจ่างว่า ท. มีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้จริงหรือไม่ แต่ ม. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาเรื่องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย อันเนื่องจากสถานการณ์โลกในขณะนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 เป็นวงกว้าง ม. จึงส่งบันทึกถ้อยคำตอบข้อซักถามของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่กระทำในต่างประเทศโดยมีโนตารีพับลิกและสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศญี่ปุ่นรับรองว่า ม. ลงลายมือชื่อในเอกสารต่อหน้าตนต่อศาลชั้นต้นแทนการให้ถ้อยคำด้วยวาจาซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงรับฟังบันทึกถ้อยคำดังกล่าวแทนการสอบถามข้อเท็จจริงด้วยวาจาได้ ทั้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นสอบถาม ม. ด้วยวาจาในเรื่องการถอนฟ้องเป็นไปเพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว มิใช่เป็นการให้สืบพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) จึงไม่จำต้องสืบพยานปาก ม. ที่ศาลอื่น หรือสถานที่ทำการของทางราชการ หรือสถานที่แห่งอื่นนอกศาล โดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพตาม ป.วิ.อ. มาตรา 230/1 ดังนี้ เมื่อบันทึกถ้อยคำของ ม. ระบุว่า ท. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และตราประทับที่ ท. ได้ประทับในคำร้องขอถอนฟ้องไม่ใช่ตราประทับของโจทก์ กับ ท. ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในนามของโจทก์ คำร้องขอถอนฟ้องของ ท. จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ และปรากฏตามหนังสือรับรองข้อเท็จจริงว่า ม. ในฐานะกรรมการผู้แทนแต่เพียงผู้เดียวของโจทก์ขอรับรองว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะถอนฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถอนฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับบริษัทจำกัด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายทาเคโอะ มีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นสอบถามนายมิโตชิด้วยวาจาในเรื่องการถอนฟ้องคดีนี้นั้นเป็นไปเพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว มิใช่เป็นการให้สืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) จึงไม่จำต้องสืบพยานปากนายมิโตชิที่ศาลอื่น หรือสถานที่ทำการของทางราชการ หรือสถานที่แห่งอื่นนอกศาล โดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 230/1 ดังที่จำเลยฎีกา ดังนี้ เมื่อบันทึกถ้อยคำของนายมิโตชิที่ระบุว่า นายทาเคโอะไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และตราประทับที่นายทาเคโอะได้ประทับในคำร้องขอถอนฟ้องไม่ใช่ตราประทับของโจทก์ กับนายทาเคโอะไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในนามของโจทก์ คำร้องขอถอนฟ้องของนายทาเคโอะจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ สอดคล้องกับหนังสือรับรองข้อเท็จจริงพร้อมคำแปลเอกสารท้ายคำร้องขอนำส่งหนังสือยืนยันข้อเท็จจริงลงวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่ระบุว่า นายมิโตชิในฐานะกรรมการผู้แทนแต่เพียงผู้เดียวของโจทก์ขอรับรองว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะถอนฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนายมิโตชิ ฟูจิกิจ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 เวลากลางวัน จำเลยมอบอำนาจให้นายณัฐธวัช ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท ม. ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร วันเดียวกันนายณัฐธวัชยื่นคำขอจดทะเบียน 2 เรื่อง คือ ให้นายทาเคชิ ออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท ม. และให้นางสาวชุติมา เข้าเป็นกรรมการแทน กับแก้ไขให้จำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือนางสาวชุติมาลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาววีระวรรณ และประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัท จำเลยยังให้คำรับรองต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่า ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ณ อาคาร ด. มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมจำนวน 4 คน นับจำนวนหุ้นได้ 10,000 หุ้น โดยจำเลยเป็นประธานที่ประชุม ได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ/ส่งมอบให้แก่ตัวผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งคำรับรองดังกล่าวเป็นความเท็จ เนื่องจากโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ส่งตัวแทนหรือผู้รับมอบฉันทะของโจทก์เข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 ดังนั้น การที่จำเลยให้คำรับรองต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทดังกล่าวจึงเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยทำให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหลงเชื่อรับจดทะเบียนแก้ไขรายการบริษัทของบริษัท ม.บริษัท อ. โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการจากจำเลย นางสาววีระวรรณ และนายทาเคชิ เป็นให้นายทาเคชิ ออกจากตำแหน่งกรรมการแล้วให้นางสาวชุติมาเข้าเป็นกรรมการแทน กรรมการชุดใหม่ จึงประกอบด้วย จำเลย นางสาวชุติมา และนางสาววีระวรรณ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทจากจำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือนายทาเคชิลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาววีระวรรณและประทับตราสำคัญของบริษัทมาเป็นจำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือนางสาวชุติมาลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาววีระวรรณและประทับตราสำคัญของบริษัท อีกทั้งการที่โจทก์ไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวเชิญประชุม โจทก์เสียโอกาสในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกกรรมการหรือเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าเป็นกรรมการคนใหม่ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความได้ความว่า จำเลยถือสัญชาติญี่ปุ่น ไม่สามารถพูด ฟัง อ่าน และเขียนภาษาไทยได้ จำเลยไม่มีความรู้ในการจดทะเบียนตั้งและเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนบริษัท นายทาเคชิเป็นผู้ติดต่อว่าที่ร้อยตรีเกื้อกูล ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนต่าง ๆ ว่าที่ร้อยตรีเกื้อกูลเป็นกรรมการของบริษัท อ. บริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำเอกสารและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท ม. จำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและหนังสือมอบอำนาจ ที่บริษัท อ. จัดทำโดยทำเครื่องหมายกากบาทไว้ โดยยังไม่มีการพิมพ์วันที่ เดือน ไม่มีลายมือชื่อของว่าที่ร้อยตรีเกื้อกูล ไม่มีการพิมพ์ข้อความว่าประชุมเรื่องอะไร เมื่อใด และอย่างใด จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารเพราะไว้วางใจและเชื่อโดยสุจริตว่าทนายความจะดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า นายมิโตชิกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ม. ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 และโจทก์ก็ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และไม่ได้ส่งตัวแทนหรือผู้รับมอบฉันทะใด ๆ ของโจทก์ให้เข้าร่วมการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ตามที่จำเลยให้คำรับรองในคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด โดยในเรื่องนี้จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าจำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทและหนังสือมอบอำนาจ แต่อ่านภาษาไทยไม่ออกและไม่รู้กฎหมายไทย แต่ในเมื่อจำเลยเป็นถึงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ม. ซึ่งในฐานะเป็นผู้บริหารรับผิดชอบกิจการของบริษัทก่อนที่จะลงนามในเอกสารต่างประเทศชิ้นใด แม้จะยังไม่มีการกรอกรายละเอียดของข้อความ จำเลยก็ต้องสอบถามให้ได้ความชัดเจนก่อนที่จะลงลายมือชื่อว่ามีข้อความอย่างไร และจะต้องมีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องอย่างไรเสียก่อน ซึ่งก็ปรากฏข้อความเกี่ยวกับเรื่องการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 และมีการบอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นทุกคนทราบในเอกสารดังกล่าวแล้ว อีกทั้งจำเลยยังยอมรับนางสาวชุติมาเป็นกรรมการของบริษัทแทนนายทาเคชิกรรมการคนเก่าที่ลาออกไป นอกจากนี้จำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านคำรับรองต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและไม่ได้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่จัดทำเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารดังกล่าวจะนำไปกรอกรายละเอียดอย่างไรบ้างและนำไปใช้เพื่ออะไร อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยว่า จำเลยรับรู้เรื่องการยื่นคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทและจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 อันเป็นเท็จแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ความสัมพันธ์ของนายมิโตชิกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในทางเศรษฐกิจจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังได้แก้ไขด้วยการตั้งกรรมการคนใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกับโจทก์ยื่นคำแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วโดยขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษ กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 137 และมาตรา 267 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม), 267 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นาย ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชาญ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1943/2566
#690849
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มีเจตนารมณ์ให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง แม้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ แต่โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ 15,000 บาท อันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าซ่อมรถยนต์เข้ามาในคดีอาญานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 80, 83, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และนำโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1431/2562 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นาย ม. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ในทางทำมาหาได้วันละ 325 บาท นาน 3 เดือน เป็นเงิน 29,250 บาท ค่าสินไหมทดแทนกรณีสูญเสียแขนซ้าย 300,000 บาท ค่าเสียหายทางจิตใจที่ต้องพิการ 300,000 บาท ค่าซ่อมรถยนต์ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 694,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิดถึงวันยื่นคำร้อง รวมเป็นเงิน 705,492.57 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 694,250 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1431/2562 ของศาลชั้นต้น มาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้อีก ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 694,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งฟังได้ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะโจทก์ร่วมขับรถยนต์อยู่บนถนนที่เกิดเหตุ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่แขนซ้ายเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ต้องตัดแขนซ้ายและพิการไปตลอดชีวิตทั้งรถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองตามหมายจับ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ในช่วงเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลจะแหน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลจะแหนและพักอาศัยอยู่ที่บ้านนายยูนุ๊ห์ ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะแหน โจทก์ร่วมเคยแสดงตนเข้ามาขอตรวจสอบการดำเนินการโครงการถมดินก่อสร้างตลาดนัดขององค์การบริหารส่วนตำบลจะแหน คืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมขับรถยนต์ออกจากบ้านนายหนิเล๊าะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งพอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับโจทก์ร่วม และเป็นญาติกับนายยูนุ๊ห์ แล่นมาตามถนนสาย 4085 มุ่งหน้าอำเภอสะบ้าย้อย ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยลดกระจกด้านคนขับลงเพื่อสูบบุหรี่ บริเวณถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนสาธารณะที่มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าเปิดในเวลากลางคืนส่องสว่างตลอดเส้นทาง สำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อหาทั้งสองดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาทั้งสองข้อหามาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อหาทั้งสองดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาต้องกันมาหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความว่า คืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมขับรถยนต์โดยใช้ความเร็ว 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อถึงที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจากทางด้านหลังขับแซงขึ้นด้านขวาเทียบด้านข้าง โจทก์ร่วมเห็นจากกระจกข้างด้านขวาว่ามีผู้ชายสองคน ไม่ได้สวมใส่หมวกนิรภัย โจทก์ร่วมหันไปดูเห็นผู้ชายที่นั่งซ้อนท้ายใช้มือสองมือถืออาวุธปืนสั้นเล็งมาทางโจทก์ร่วม ส่วนคนขับรูปร่างใหญ่และศีรษะล้าน โจทก์ร่วมดึงเบาะนั่งให้เอนหลังแล้วใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยแทน โจทก์ร่วมได้ยินเสียงปืน 2 ถึง 3 นัด พร้อมกับเสียงกระจกแตก รู้สึกว่าถูกยิงที่แขนซ้ายโจทก์ร่วมเหยียบเบรกให้รถหยุดจอดกลางถนน แต่ทำให้รถเสียหลักมาทางด้านซ้ายเล็กน้อย โจทก์ร่วมยกมือขวามาจับพวงมาลัยแทนเพราะมือซ้ายหักห้อยอยู่รถจักรยานยนต์ของคนร้ายแล่นเลยไปข้างหน้า แล้วเลี้ยวซ้ายกลับมาจอดหันหน้าเข้าหารถของโจทก์ร่วมห่างประมาณ 10 เมตร โดยจอดริมถนนด้านซ้าย ขณะนั้นไฟหน้ารถของโจทก์ร่วมเปิดอยู่ และบริเวณดังกล่าวมีไฟถนนสาธารณะหลายดวงโดยรถจักรยานยนต์ของคนร้ายจอดอยู่ใต้ดวงไฟซึ่งติดอยู่ ข้างเสาไฟดังกล่าวมียางรถจักรยานยนต์ตั้งอยู่และมีป้ายเขียนว่าร้านปะยาง ขณะนั้นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายยังเล็งปืนมาที่โจทก์ร่วม และมีลักษณะคล้ายเหนี่ยวไกยิงโจทก์ร่วมแต่ปืนไม่ลั่น โจทก์ร่วมเหยียบคันเร่งรถทีแรกตั้งใจจะชนทั้งสองคนแต่กลัวรถเสียหลักและไปต่อไปไม่ได้จึงเปลี่ยนใจขับหนีไปทางอำเภอสะบ้าย้อย โจทก์ร่วมเห็นคนร้ายทั้งสองคนอย่างชัดเจนและจำได้ว่า คนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์คือ จำเลยที่ 1 ส่วนคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายคือ จำเลยที่ 2 เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากไฟฟ้าสาธารณะ โจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน พฤติการณ์ที่คนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาประกบยิงแสดงว่าเป็นการยิงในระยะใกล้ โจทก์ร่วมถูกยิงมีบาดแผลกระสุนปืนเฉี่ยวหน้าอกขวา บ่งชี้ว่า เป็นการยิงในขณะรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับตีขนานเคียงข้างกับรถยนต์ที่โจทก์ร่วมขับอยู่ในระดับสายตาที่โจทก์ร่วมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน โจทก์ร่วมจึงดึงเบาะนั่งให้เอนหลังหลบจึงถูกกระสุนปืนเฉี่ยวหน้าอกขวาและถูกแขนซ้ายจนหักห้อยมีบาดแผลตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์โรงพยาบาล ส. มิใช่เป็นการยิงแนวทแยง โดยโจทก์ร่วมต้องหันกลับไปมองดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกา หลังจากถูกยิงแล้วโจทก์ร่วมมีความคิดที่จะเหยียบคันเร่งขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ แสดงว่าโจทก์ร่วมยังมีสติไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจกลัว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวซ้ายกลับมาจอดหันหน้าเข้าหารถของโจทก์ร่วมโดยยังไม่หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุก็เพราะต้องการยิงซ้ำ แต่เนื่องจากกระสุนปืนไม่ลั่น เมื่อโจทก์ร่วมเคยเห็นหน้าและรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ประกอบกับที่เกิดเหตุมีแสงสว่างและโจทก์ร่วมมีระยะเวลาพอสมควร จึงเชื่อว่า โจทก์ร่วมสามารถมองเห็นและจดจำจำเลยทั้งสองได้ ส่วนที่โจทก์ร่วมไม่ได้บอกแก่นางอารยา ภริยาของโจทก์ร่วมว่าคนร้ายเป็นใคร ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีกิตติพัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขณะโจทก์ร่วมอยู่ที่โรงพยาบาล ส. โจทก์ร่วมได้พบกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนและบอกว่าโจทก์ร่วมรู้จักคนที่ยิง แต่ยังไม่ได้บอกว่าเป็นใคร และปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่า คืนเกิดเหตุแพทย์โรงพยาบาล ส. ส่งต่อโจทก์ร่วมไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ห. แสดงว่าขณะอยู่ที่โรงพยาบาล ส. โจทก์ร่วมไม่มีเวลาที่จะพูดคุยกับภริยาของตนและเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนจึงไม่ได้บอกว่าคนร้ายเป็นใคร แต่เมื่อแพทย์โรงพยาบาล ห. รักษาบาดแผลโจทก์ร่วมพ้นขีดอันตรายแล้วโจทก์ร่วมก็ได้บอกทันทีแก่นายพินิจ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านของโจทก์ร่วม ร้อยตำรวจเอกบัญญัติ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนและพันตำรวจตรีกิตติ์พิพัฒน์ พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายมีข้อความทำนองเดียวกับที่โจทก์ร่วมเบิกความ สำหรับหัวกระสุนปืน 2 หัว และชิ้นส่วนตะกั่ว 4 ชิ้น ก็ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ว่า ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกัน ดังนี้ คำเบิกความของโจทก์ร่วมสมเหตุผลมีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมจดจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความโจทก์ร่วมเป็นพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ โจทก์ร่วมมีข้อขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่ม การถูกลอบยิงเป็นการกระทำของบุคคลอื่น โจทก์ร่วมจดจำคนร้ายไม่ได้เลยกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชานายยูนุ๊ห์ นั้นฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองถูกคุมขังมาโดยตลอด พยายามประสานให้ญาตินำนางคอตัม และนายอิสกรรดาร์ ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสอง แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าค่อยไปให้การในชั้นศาล ซึ่งในทางปฏิบัติพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้เสียหายเป็นหลักมากกว่าที่จะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย จำเลยทั้งสองจึงต้องนำพยานทั้งสองมาเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างนางคอตัมเสียตั้งแต่ในชั้นสอบสวน เป็นข้อวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน นั้น เห็นว่า เมื่อพันตำรวจตรีกิตติ์พิพัฒน์พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองไม่ได้ถามค้านถึงข้อเท็จจริงตามที่อ้างมาในฎีกา ข้ออ้างตามฎีกาจำเลยทั้งสองเป็นการเลื่อนลอย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ข้ออ้างฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ประการสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วม นั้น เห็นว่า คดีส่วนแพ่งนี้ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งคดีอาญาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหายแก่ร่างกายและค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ร่วมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขณะขับรถยนต์ กระสุนปืนทะลุกระจกและตัวรถถูกโจทก์ร่วมที่แขนซ้ายเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ต้องตัดแขนซ้ายและพิการไปตลอดชีวิต และรถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดแก่ร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมจากเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกัน จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 432 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ร่างกายโจทก์ร่วมมานั้น ชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ร่วมนั้น มีปัญหาว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดแก่รถยนต์ของโจทก์ร่วมมาด้วย โจทก์ร่วมชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าซ่อมรถยนต์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเกิดจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ถือเป็นการกระทำละเมิดในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกัน คดีนี้โจทก์ร่วมใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2548 ความว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้พนักงานอัยการมีเพียงอำนาจในการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทเท่านั้นผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยต้องไปดำเนินคดีส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอื่นด้วยตนเอง และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเป็นภาระยิ่งขึ้นให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการดำเนินคดีดังกล่าวเพื่อลดภาระให้แก่ผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์มาด้วย แต่โจทก์ร่วมก็ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ 15,000 บาท คำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวแสดงโดยแจ้งชัดถึงความเสียหายของรถยนต์โจทก์ร่วมที่ได้รับอันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ก็บัญญัติเพียงว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ไม่ได้บัญญัติถึงขนาดเป็นเงื่อนไขว่า ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษเท่านั้น ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ร่วมก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าซ่อมรถยนต์เข้ามาในคดีอาญานี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่โจทก์ร่วมมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาย ม.
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสกุลรัตน์ อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
เรวัตร สกุลคล้อย
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2566
#691959
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีตามปกติสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยมีกำหนดอายุความ 2 ปี โดยเริ่มนับแต่วันวินาศภัย แต่ในขณะเกิดเหตุละเมิด ผู้ร้องทั้งสองไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนั้นในคดีนี้อายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง สำหรับการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีมีวินาศภัยยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์มีผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/20

คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการการที่วินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งสำหรับคดีนี้คือ เรื่องการนับอายุความ เป็นกรณีที่ปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และขอให้มีคำสั่งดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการใหม่ หรือวินิจฉัยชี้ขาดในส่วนค่าเสียหายใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 67/2563 หมายเลขแดงที่ 74/2564 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ รับฟังเป็นยุติว่า นาง ส. เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ร้องทั้งสอง และเป็นมารดาของนางสาววาสนา ผู้ตาย ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาววาสนากับนายสมควร ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ผู้ร้องที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2550 ผู้ร้องที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนภาคบังคับและภาคสมัครใจของรถบรรทุกพ่วงหัวลาก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 นางสาววาสนานั่งรถจักรยานยนต์ มีนายจิตติภูมิ เป็นผู้ขับขี่ มาตามถนนสุขุมวิทสายเก่ามุ่งหน้าไปจังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผู้ขับขี่และควบคุมรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวขับมาเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นางสาววาสนานั่งมา เป็นเหตุให้นางสาววาสนาถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2562 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งตั้งนาง ส. เป็นผู้ปกครองผู้ร้องทั้งสอง และวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งอนุญาตให้นาง ส. ทำนิติกรรมเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การประนีประนอมยอมความ การมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ตลอดจนรับเงินใด ๆ แทนผู้ร้องทั้งสองได้ วันที่ 28 มกราคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองโดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 67/2563 เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้าน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเหตุที่นางสาววาสนาถึงแก่ความตายดังกล่าว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทพ้นกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย จึงไม่ต้องรับผิด ค่าขาดไร้อุปการะที่เรียกร้องสูงเกินส่วน ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดค่าขาดแรงงานในครอบครัวและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสองขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ประเด็นค่าสินไหมทดแทนไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้คำชี้ขาดมีผลเปลี่ยนแปลง ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า มูลละเมิดคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 แต่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 อันเป็นการกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 และมาตรา 193/20 มาบังคับได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เหตุที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยเกิดจากความประมาทเลินเล่อของทนายความของผู้ร้องทั้งสองเอง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย" ดังนั้น ในกรณีตามปกติสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยจึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี โดยเริ่มนับแต่วันวินาศภัย แต่ในคดีนี้เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 ขณะนั้นผู้ร้องทั้งสองมีอายุเพียง 10 ปี เศษ และ 9 ปี เศษ ตามลำดับ ผู้ร้องทั้งสองไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมเนื่องจากนางสาววาสนา มารดาของผู้ร้องทั้งสอง ถึงแก่ความตายเพราะเหตุละเมิดคดีนี้ ส่วนนายสมควร บิดาของผู้ร้องทั้งสอง อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาววาสนาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งมาตรา 193/20 บัญญัติว่า "อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของบุคคลวิกลจริตอันศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็ตาม ถ้าจะครบกำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ หรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหรือได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี..." ดังนั้น ในคดีนี้อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่ครบจนกว่าจะครบ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองมีผู้แทนโดยชอบธรรม ตามมาตรา 193/20 เมื่อปรากฏว่าวันที่ 23 เมษายน 2562 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งตั้งนาง ส. เป็นผู้ปกครองผู้ร้องทั้งสอง อายุความจึงต้องนับจากวันที่ผู้ร้องทั้งสองมีผู้แทนโดยชอบธรรมออกไปอีก 1 ปี คือวันที่ 23 เมษายน 2563 เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ยังไม่ครบ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองมีผู้แทนโดยชอบธรรม คดีของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง และปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นอื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/20 ม. 882 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ธ. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวฤทัยทิพย์ สุนทรเอกจิต
-
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2566
#691704
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารรับฝากเงิน ทำการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ด้วยข้อความว่าเป็นการรับฝากเงินสงเคราะห์ แบบคุ้มครองสินเชื่อแก่ลูกค้าผู้กู้ของธนาคาร โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ฝากเงินสงเคราะห์และเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ฝากเงินสงเคราะห์ต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรลูกค้าผู้กู้และคู่สมรส อายุระหว่าง 20 ปี ถึง 70 ปี ชำระเงินต่อปี โดยมีผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรับเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสงเคราะห์ ข้อความโฆษณาดังกล่าวจำเลยนำมาจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ย่อมทำให้ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บริโภคเข้าใจว่า หากผู้ตายเป็นลูกค้าของธนาคารจำเลย นำเงินไปฝากกับจำเลยตามจำนวนและต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำโฆษณาแล้ว ผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากทรัพย์จะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ที่จำเลยโฆษณาไว้ด้วย จำเลยจึงต้องผูกพันให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตายตามที่ตนโฆษณาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 การที่ผู้ตายขอฝากเงินสงเคราะห์ต่อจำเลยโดยมุ่งหวังรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาฝากทรัพย์โดยมีความคุ้มครองประกันชีวิตให้แก่ผู้ตายอยู่ด้วย เพราะต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บริโภคซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 นายสลิด บิดาโจทก์ยื่นใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์และชำระเงินฝากสงเคราะห์ 1,930 บาทต่อปี สำหรับคุ้มครองการเสียชีวิตเป็นเงิน 200,000 บาท และชำระเงินฝากสงเคราะห์ 300 บาทต่อปี สำหรับเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นเงิน 200,000 บาท กับจำเลย ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ วันที่ 15 มีนาคม 2562 นายสลิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2562 และวันที่ 17 เมษายน 2562 จำเลยมีหนังสือปฏิเสธการรับฝากเงินสงเคราะห์และโอนเงินคืนให้แก่นายสลิด เนื่องจากนายสลิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะอนุมัติให้รับฝากเงินสงเคราะห์ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นและมีผลสมบูรณ์หรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ความสมบูรณ์ในการทำสัญญาประกันชีวิต จะถือว่าการแสดงเจตนาทำคำขอเอาประกันชีวิตของผู้บริโภคเป็นเพียงคำเสนอต่อผู้ประกอบธุรกิจรับประกันภัย และตราบใดที่ผู้รับประกันภัยยังมิได้พิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้ขอแต่ละรายแล้วทำคำสนองรับประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตจะยังมิได้เกิดขึ้นดังที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อฎีกา แต่เมื่อจำเลยประกอบธุรกิจธนาคารรับฝากเงินเป็นปกติธุระมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจรับประกันภัย ทั้งการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ของจำเลยด้วยข้อความสำคัญที่ว่า เป็นการฝากเงินสงเคราะห์ แบบคุ้มครองสินเชื่อแก่ลูกค้าผู้กู้ของธนาคาร โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ฝากเงินสงเคราะห์และเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ฝากเงินสงเคราะห์ต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร ลูกค้าผู้กู้และคู่สมรส อายุระหว่าง 20 ถึง 60 ปี บริบูรณ์ ผู้ฝากที่มีช่วงอายุ 20 ถึง 50 ปี ชำระเงิน 365 บาท ต่อปี ผู้ฝากที่อายุ 51 ถึง 60 ปี ชำระเงิน 665 บาท ต่อปี ผู้ฝากที่อายุ 61 ถึง 65 ปี ชำระเงิน 965 บาท ต่อปี และผู้ฝากที่อายุ 66 ถึง 70 ปี ชำระเงิน 1,265 บาท ต่อปี โดยมีผลประโยชน์ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงทุกกรณีรับ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสงเคราะห์ กรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรับเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสงเคราะห์ กรณีขอรับความคุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มเติม ข้อความโฆษณาของจำเลยดังกล่าวที่นำมาจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกรมธรรม์มอบรัก 1/1 และมีถ้อยคำเรื่องการฝากเงินสงเคราะห์เป็นหลักสำคัญยิ่งกว่าข้อความบ่งชี้เกี่ยวกับการชำระเบี้ยประกันชีวิต ย่อมทำให้ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บริโภคเข้าใจได้ตามสามัญสำนึกว่า หากผู้ตายเป็นลูกค้าของธนาคารจำเลยนำเงินไปฝากกับจำเลยตามจำนวนและต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำโฆษณาแล้ว ผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากทรัพย์จะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ที่จำเลยโฆษณาไว้ด้วย จำเลยจึงต้องผูกพันให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตายตามที่ตนโฆษณาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 นอกจากนี้ การที่ผู้ตายขอฝากเงินสงเคราะห์ต่อจำเลยโดยมุ่งหวังจะได้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 จนเกิดปัญหาการตีความการก่อนิติสัมพันธ์ตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์กับคำโฆษณากรมธรรม์มอบรัก 1/1 ของจำเลยที่เป็นต้นตอในการก่อสัญญาและเผยแพร่ออกไปสู่ผู้บริโภคโดยทั่วไป การตีความจึงพึงยึดถือความเข้าใจของผู้บริโภคซึ่งเป็นวิญญูชนและมิได้เป็นผู้โฆษณาข้อความเช่นนั้นเป็นสำคัญยิ่งกว่าการตีความตามความมุ่งหมายของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นผู้เขียนคำโฆษณา ประกอบกับ หากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความ ย่อมต้องตีความไปในทางให้สัญญามีผลบังคับซึ่งเป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายผู้บริโภคที่เป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น เพราะหากตีความจนสัญญาไม่เป็นผลผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายเสียไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนี้ สัญญาฝากเงินตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์ระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงตีความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาฝากทรัพย์โดยมีความคุ้มครองประกันชีวิตให้แก่ผู้ตายด้วยอยู่ในตัว เมื่อผู้ตายมีคุณสมบัติเฉพาะตัวตามหลักเกณฑ์แห่งคำโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ของจำเลยและนำเงินไปฝากตามจำนวนที่จำเลยกำหนด โดยธนาคารจำเลย สาขาภูสิงห์ ยอมรับใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์พร้อมเงินฝากของผู้ตายไว้เช่นนี้ สัญญาฝากทรัพย์โดยมีความคุ้มครองประกันชีวิตย่อมเกิดขึ้นตามเจตนาของคู่สัญญาแล้ว จำเลยต้องผูกพันให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตายตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ที่ตนโฆษณาไว้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายภายหลังจากสัญญาฝากทรัพย์ที่มีความคุ้มครองประกันชีวิตเกิดขึ้นและมีผลบังคับ จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ตายตามผลประโยชน์ที่ควรได้รับในกรมธรรม์มอบรัก 1/1 อันเป็นส่วนหนึ่งในการโฆษณาของจำเลยได้ ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยจะปฏิเสธความคุ้มครองให้แก่ผู้ตายตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยฎีกาในตอนท้ายว่า จำเลยได้บอกล้างสัญญาที่เป็นโมฆียะแล้ว เป็นทำนองสัญญาประกันชีวิตที่เกิดขึ้นตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเพราะการบอกล้างสัญญาตามกฎหมาย นับเป็นฎีกาที่ขัดแย้งกับฎีกาของจำเลยในตอนต้นที่อ้างว่า สัญญาประกันชีวิตรายนี้ยังไม่เกิดขึ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งแก้ไขใหม่ โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวตริตาเวสน์ โสธนะเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1878/2566
#691965
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกันกับการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในมูลหนี้ละเมิด เมื่อกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท ต่อหนึ่งคนสำหรับการเสียชีวิต จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องชําระแก่โจทก์และโจทก์ร่วมที่เป็นทายาทโดยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. โดย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน....ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" อันหมายความว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก และในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องจ่ายตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงเป็นการจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัย ซึ่งค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองหมายถึงค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัยดังกล่าว จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. นั่นเอง

คดีนี้ผู้ตายขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 และความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถกระบะของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หากจำเลยที่ 3 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป จำเลยที่ 3 ก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้ ในกรณีนี้คือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับ รวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยภาคบังคับ แม้การฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดจะเป็นการฟ้องตามสัญญาประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถก็ตาม ในส่วนที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดนี้ หากจำเลยที่ 3 ชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเท่าใดก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้กระทำละเมิดหรือผู้ก่อความเสียหายได้ ตามมาตรา 31 แห่งบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ดังนั้น เมื่อเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ แม้การฟ้องจะแยกจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชําระเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้เกินจำนวนความเสียหายที่ได้รับ และไม่ให้บุคคลภายนอกผู้ก่อความเสียหายต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าที่ต้องรับผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามจำนวนความเสียหายที่กําหนดให้แล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามคําพิพากษาจนเป็นที่พอใจแล้ว กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชําระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมได้อีก เพราะจะทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งหากจำเลยที่ 3 ชําระให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมแล้วก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเกินไปกว่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 2,418,006.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,262,288 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 288,672.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวรัชฎาภรณ์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 620,000 บาท นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และโจทก์ร่วม ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 265,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ ผู้ตาย ผู้ตายทำสัญญาประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 รถกระบะไว้กับจำเลยที่ 3 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 12 ตุลาคม 2560 สิ้นสุดวันที่ 12 ตุลาคม 2561 กรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยกรณีเสียชีวิต 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 ตำแหน่งคนงานทั่วไป กองสวัสดิการสังคมของจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน กค 3011 กำแพงเพชร ของจำเลยที่ 2 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคมของจำเลยที่ 2 เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนมี 4 ช่องเดินรถ ไป 2 ช่อง และกลับ 2 ช่อง มีเส้นทึบสีเหลืองแบ่งกึ่งกลางถนน จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทข้ามเส้นทึบสีเหลืองดังกล่าวเข้าไปชนรถกระบะ ที่ผู้ตายขับสวนทางมา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย รถกระบะของผู้ตายได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท แก่โจทก์ คดีในส่วนอาญาพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดทางละเมิดไม่ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพ 110,000 บาท ค่าซ่อมรถกระบะของผู้ตาย 110,000 บาท ค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์และโจทก์ร่วม 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด โจทก์และโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างคู่ความดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิตแก่โจทก์และโจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเป็นเหตุให้นายประสิทธิ์ ถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมอันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในมูลหนี้ละเมิด และฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมกรณีผู้ตายซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต อันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัย เห็นได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 รับผิดชำระหนี้ในมูลหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกัน เมื่อตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท ต่อหนึ่งคนสำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์และโจทก์ร่วมที่เป็นทายาทโดยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน...ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" อันหมายความว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก และในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องจ่ายตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงเป็นการจ่ายตามสัญญาประกันภัยวินาศภัย ซึ่งค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองหมายถึงค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถระบุว่าค่าเสียหายเบื้องต้น คือ ค่าเสียหายต่อร่างกายไม่เกิน 30,000 บาท ต่อหนึ่งคน หรือตามที่กฎหมายกำหนด ค่าเสียหายต่อร่างกาย สำหรับการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร 35,000 บาท หรือตามที่กฎหมายกำหนด ความเสียหายต่อชีวิต 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน หรือตามที่กฎหมายกำหนด ตามที่ระบุไว้ในรายการ 5 จำนวนค่าเสียหายเบื้องต้น ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ต้องจ่ายในกรณีนี้จำนวน 300,000 บาท ไม่ใช่ค่าเสียหายเบื้องต้น แต่อยู่ในส่วนจำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ตามที่ระบุไว้ในรายการ 4 จำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัย กรณีเป็นดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัยดังกล่าวจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง เมื่อปรากฏว่าผู้ตายขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 และความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถกระบะคันของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หากจำเลยที่ 3 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ไป จำเลยที่ 3 ก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้ ในกรณีนี้คือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับ รวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยภาคบังคับ แม้การฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดจะเป็นการฟ้องตามสัญญาประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถก็ตาม ในส่วนที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดนี้ หากจำเลยที่ 3 ชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเท่าใดก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้กระทำละเมิดหรือผู้ก่อความเสียหายได้ ตามมาตรา 31 แห่งบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ดังนั้น เมื่อเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ แม้การฟ้องจะแยกจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้เกินจำนวนความเสียหายที่ได้รับ และไม่ให้บุคคลภายนอกผู้ก่อความเสียหายต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าที่ต้องรับผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามจำนวนความเสียหายที่กำหนดให้แล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาจนเป็นที่พอใจแล้ว กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมได้อีก เพราะจะทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งหากจำเลยที่ 3 ชำระให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมแล้วก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเกินไปกว่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริงเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 20 ม. 22 ม. 25 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ล.
โจทก์ร่วม — นางสาว ร.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายขจร มั่งมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิริกานต์ มีจุล
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2566
#693456
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์ได้ดังฟ้องของจำเลยเพียงใดหรือไม่ แต่จำเลยอ้างในคดีก่อนว่าเหตุที่โจทก์เลิกจ้างเนื่องจากจำเลยกระทำผิดวินัยโดยจำเลยเอื้อประโยชน์ให้ น. ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อ และจำเลยเบิกค่าล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ให้การต่อสู้ว่าจำเลยกระทำผิดวินัยจริง ในคดีก่อนศาลแรงงานกลางจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดวินัยดังที่จำเลยฟ้องและโจทก์ให้การในคดีก่อนหรือไม่ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน จำเลยจึงต้องผูกพันในผลแห่งคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางในคดีก่อนวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ว่า จำเลยยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย แทน อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญา อ้างว่าเนื่องจากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ 5 ราย ที่จำเลยมีส่วนกระทำความผิดและโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยคดีนี้มีมูลเหตุจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ของลูกค้าซึ่งเป็นลูกหนี้ทั้ง 5 ราย การที่โจทก์โอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. เป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายในหนี้ส่วนลูกหนี้ดังกล่าวเท่านั้น อีกทั้งการโอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวนั้นก็ไม่เกี่ยวกับมูลหนี้อันสืบเนื่องจากการจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามมูลหนี้ดังกล่าวระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,761,187.42 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,600,091.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,546.76 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการบริหาร 1 ส่วนวิเคราะห์สินเชื่อรายย่อย มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานกำกับดูแลวิเคราะห์สินเชื่อ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 23 ของเดือน เมื่อระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2555 มีผู้นำรหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยไปใช้ในการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย คือ นายอรรถพล นางสาวสุมาลี นางพิศมัย นายประจวบ และนางสาวประพัฒสร โจทก์ออกคำสั่งพักงานจำเลยในระหว่างการสอบสวนวินัย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 (ที่ถูกคือ วันที่ 28 ธันวาคม 2555) โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ โดยมีหนังสือเลิกจ้างจำเลยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างพร้อมเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ในระหว่างที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลฎีกา จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางในมูลคดีเดียวกัน ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2818/2558 คดีทั้งสองสำนวนถึงที่สุดแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 989/2556 (ที่ถูกคือ คดีหมายเลขแดงที่ 989/2557) ระหว่างจำเลยและโจทก์คดีนี้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยอาศัยวิธีการและขั้นตอนของการปฏิบัติงานของจำเลยมาวินิจฉัย และประเด็นที่วินิจฉัย คือ โจทก์ (จำเลยคดีนี้) กระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ซึ่งมิใช่ประเด็นโดยตรงกับที่วินิจฉัยในคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อรายนางพิศมัย นายประจวบ นายอรรถพล และนางสาวสุมาลี แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานหรือพยานบุคคลยืนยันว่าจำเลยยินยอมให้นางสาวนงนุช หรือพนักงานอื่นใช้รหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยหรือจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการที่นางสาวนงนุชหรือพนักงานอื่นใช้รหัสดังกล่าวของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 4 ราย ดังกล่าว ส่วนลูกค้ารายนางสาวประพัฒสร จำเลยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อร่วมกับผู้จัดการโจทก์ฝ่ายอื่นอีก 2 คน โดยไม่ปรากฏความผิดปกติในการอนุมัติเมื่อเปรียบเทียบกับการอนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายอื่น ๆ อีกหลายราย ส่วนนางสาวประพัฒสรจะชำระหนี้คืนแก่โจทก์ครบถ้วนหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องดำเนินการกับนางสาวประพัฒสรต่อไป ทั้งปรากฏว่ามีการโอนสินทรัพย์และหนี้สินของลูกหนี้ทั้ง 5 รายดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 โจทก์จึงไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ทั้ง 5 รายดังกล่าวอีกต่อไป การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้แทนตามจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้แต่ละรายค้างชำระแก่โจทก์อีก จึงไม่ชอบ ส่วนค่าล่วงเวลานั้นข้อเท็จจริงยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 989/2556 (ที่ถูกคือ คดีหมายเลขแดงที่ 989/2557) ว่าจำเลยในคดีนี้ทุจริตเบิกเงินค่าล่วงเวลา จึงให้จำเลยชดใช้ค่าล่วงเวลาคืนพร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์และจำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับละเมิด ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายโดยกล่าวหาว่าการใช้รหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนคดีก่อนเป็นเรื่องจำเลยฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นคนละกรณีกันกับคดีนี้ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในคดีดังกล่าวถึงวิธีการและขั้นตอนของการปฏิบัติงานของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการวินัยของโจทก์อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่ แม้คดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ศาลแรงงานกลางในคดีนี้หาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวมาพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ว่าจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้รหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อแทน เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่าแม้โจทก์โอนหนี้และทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิของโจทก์สิ้นไป เนื่องจากเป็นคนละมูลหนี้กันนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดี

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า คำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ของศาลแรงงานกลาง ผูกพันโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อน จำเลยคดีนี้ (โจทก์คดีก่อน) ฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์คดีนี้ (จำเลยคดีก่อน) กล่าวอ้างว่า โจทก์มีคำสั่งไล่จำเลยออก อ้างเหตุว่าจำเลยเอื้ออำนวยประโยชน์ให้นางสาวนงนุช ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยอนุมัติสินเชื่อ และยินยอมให้ผู้อื่นลงเวลาทำงานให้เบิกค่าล่วงเวลาโดยทุจริต ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ให้การต่อสู้ในคดีก่อนว่าจำเลยยินยอมให้ผู้อื่นลงเวลาทำงานให้ตนเองทุจริตเบิกเงินค่าล่วงเวลา และยินยอมให้พนักงานอื่นใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อโดยสินเชื่อดังกล่าวมีลักษณะที่เล็งเห็นว่าเรียกคืนไม่ได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเอื้อประโยชน์ให้นางสาวนงนุชเจ้าหน้าที่อาวุโสของโจทก์ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย ที่เล็งเห็นว่าเรียกคืนไม่ได้ และจำเลยเบิกค่าล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง เป็นการกระทำผิดประมวลจริยธรรมของโจทก์และผิดวินัยตามข้อบังคับของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ แม้คดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์ได้ดังฟ้องของจำเลยเพียงใดหรือไม่ แต่จำเลยอ้างในคดีก่อนว่าเหตุที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยเนื่องจากจำเลยกระทำผิดวินัยโดยจำเลยเอื้อประโยชน์ให้นางสาวนงนุชใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อ และจำเลยเบิกค่าล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริงซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ให้การต่อสู้ว่าจำเลยกระทำผิดวินัยจริง ดังนั้น ในคดีก่อนศาลแรงงานกลางจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดวินัยดังที่จำเลยฟ้องและโจทก์ให้การในคดีก่อนหรือไม่ ซึ่งในคดีก่อนศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของตนแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อแทน อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง และทุจริตต่อหน้าที่ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน จำเลยจึงต้องผูกพันในผลแห่งคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางในคดีก่อนวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โดยต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีก่อนว่าจำเลยยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย แทน อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง และทุจริตต่อหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีนี้หาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีก่อนไม่และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับระเบียบปฏิบัติหรือข้อบังคับของโจทก์ที่กำหนดให้พนักงานใช้รหัสผ่านเพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อและพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโดยผ่านการพิเคราะห์ตามลำดับก่อนจะมาถึงผู้มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อ กลับเอื้อประโยชน์ให้นางสาวนงนุชผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อแทนเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีในส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยยินยอมให้พนักงานอื่นใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้า 5 ราย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญา อ้างว่าเนื่องจากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ 5 ราย ที่จำเลยมีส่วนกระทำความผิดและโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยคดีนี้มีมูลเหตุจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่เป็นนายจ้างกับจำเลยที่เป็นลูกจ้าง ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ของลูกค้าซึ่งเป็นลูกหนี้ทั้ง 5 ราย การที่โจทก์โอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. เป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายในหนี้ส่วนลูกหนี้ดังกล่าวเท่านั้น อีกทั้งการโอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวนั้นก็ไม่เกี่ยวกับมูลหนี้อันสืบเนื่องจากการจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามมูลหนี้ดังกล่าวระงับสิ้นไป ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน เมื่อจำเลยต้องผูกพันในผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยและคดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเกี่ยวกับลูกหนี้ทั้ง 5 ราย แล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวกระทำผิดตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการวินัย โดยจำเลยยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์ และอนุมัติสินเชื่อแทนโดยขณะที่มีการอนุมัติสินเชื่อนั้นจำเลยไม่อยู่ในสถานที่ทำงาน เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่ ดังนี้ จำเลยจึงผิดสัญญาจ้างแรงงานตามสัญญาจ้าง ลงวันที่ 1 กันยายน 2554 และตามข้อบังคับธนาคาร อ. ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการทำงานและสวัสดิการของพนักงานและลูกจ้างธนาคาร พ.ศ. 2551 หมวด 7 ส่วนที่ 1 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 49.3.1 49.3.8 49.3.9 และ 49.5.3 ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ในส่วนนี้ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากการที่จำเลยยินยอมให้ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยกับพนักงานอื่น เพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย แทน ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัน ภูมิภัคเมธากุล
- นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1874/2566
#691967
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือ และต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ประการที่สอง จะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สาม คำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางนำมาใช้วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางอ้างถึงเหตุต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอย่างชัดแจ้ง คงปรากฏเฉพาะเพียงการนำคำพยานโจทก์และพยานจำเลยมาเรียงต่อกัน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย โดยไม่ปรากฏถึงเหตุผลของคำวินิจฉัยว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเหตุใดศาลแรงงานกลางจึงเชื่อว่ามีข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาในการรับฟังพยานหลักฐาน และเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยตั้งแต่ปี 2544 โจทก์ถูกโอนย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่งจนมาทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ชำนาญการด้านโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ หน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจโรงงานแปรรูป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 77,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดยจ่ายค่าชดเชย 775,000 บาท และค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 3 เท่าของค่าจ้าง จำนวน 232,500 บาท รวมเป็นเงิน 1,007,500 บาท แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับองค์กรให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ลักษณะงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำอยู่มีการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น มีผลให้บุคลากรล้นงาน จำเลยพยายามหาทางโยกย้ายโจทก์ให้ไปทำงานยังธุรกิจอื่นของจำเลยและบริษัทในเครือ แต่ไม่มีหน่วยงานหรือธุรกิจใดรองรับโจทก์ได้ จำเลยโยกย้ายลูกจ้างบางส่วนไปยังธุรกิจอื่นของจำเลยและเจรจาเลิกจ้างลูกจ้างไปบางส่วน ไม่ได้เจาะจงเลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์ โจทก์อยู่ในหน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจโรงงานแปรรูปเพียงคนเดียวและไม่มีงานที่จะต้องทำ แต่จำเลยให้โจทก์มาทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเวลาถึง 1 ปีเศษ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานของจำเลยเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจการบริหารงานและดำเนินกิจการของจำเลยในการประกอบธุรกิจเพื่อความเหมาะสมและอยู่รอด ไม่ถือเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่า ศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้น จะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางนำมาใช้วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากเห็นว่าการปรับโครงสร้างการบริหารงานของจำเลยเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจการบริหารงานและดำเนินกิจการของจำเลยในการประกอบธุรกิจเพื่อความเหมาะสมและอยู่รอด ไม่ถือเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางอ้างถึงเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับองค์กรให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ลักษณะงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำอยู่มีการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น มีผลให้บุคลากรล้นงาน การพยายามหาทางแก้ไขโดยโยกย้ายโจทก์ให้ไปทำงานยังธุรกิจอื่นของจำเลยและบริษัทในเครือ การไม่ได้เจาะจงเลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์ ลักษณะงานในหน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจโรงงานแปรรูปที่อ้างว่ามีโจทก์ทำงานเพียงคนเดียวและไม่มีงานที่จะต้องทำแต่จำเลยให้โจทก์มาทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเวลาถึง 1 ปีเศษ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวทั้งสิ้น ซึ่งไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอย่างชัดแจ้ง คงปรากฏเฉพาะเพียงการนำคำพยานโจทก์และพยานจำเลยมาเรียงต่อกันแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏถึงเหตุผลของคำวินิจฉัยว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเหตุใดศาลแรงงานกลางจึงเชื่อว่ามีข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเช่นนี้ จึงไม่ใช่เป็นการทำคำพิพากษาที่กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และไม่ได้แสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏในประเด็นแห่งคดี พร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาในการรับฟังพยานหลักฐาน และเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง และเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงใหม่เสียก่อน แล้วพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางปรียนันท์ กุลเจริญ เดชภิรัตนมงคล
- นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566
#692038
เปิดฉบับเต็ม

การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์มิให้กีดกันการที่จำเลยพบบุตรผู้เยาว์ และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้จำเลยเป็นผู้ดูแลจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่จำเลยสามารถพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนสัญชาติอังกฤษ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ก. เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทอดทิ้งโจทก์และบุตรผู้เยาว์ไปโดยจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและอับอายอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า กฎหมายประเทศอังกฤษห้ามมิให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อต่อสู้ดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาใช้บังคับ เห็นว่า การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความก่อนว่า กฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษสามารถหย่าหรือฟ้องหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไป ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่ามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 27
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ป. (Mr.P)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ — นายระวิ พวงกนก
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2566
#693441
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว คือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำเป็นต้องงดการบังคับคดีไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5)

ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไปนั้น เนื่องจากตาม ป.วิ.พ. มาตรา 327 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า...." ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 9 ที่ 205/2562 ลงวันที่ 25 กันยายน 2562 ที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้อง จำนวน 582,610.10 บาท ผู้ร้องส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า การบังคับคดียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) จึงให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ โดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่ที่ศาลแรงงานกลางได้อ่านคำสั่งดังกล่าว และให้คู่ความแถลงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกัน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 582,610.10 บาท วันที่ 14 มกราคม 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ผู้ร้องนำส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นเช็ค ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คดังกล่าวไว้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยศาลล้มละลายกลางรับคำร้องไว้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 185,415,666.28 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีทรัพย์สินเพียงสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคารและกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ การแก้ไขวันที่ในใบแต่งทนายความของผู้ร้องโดยลบเลข 2 ออกให้เหลือเพียงเลข 4 เท่านั้น ให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้อง เป็นการแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้การแต่งตั้งทนายความเสียไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้แล้ว โดยไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ตามมาตรา 90/12 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่ที่ศาลแรงงานกลางกลับมีคำสั่งต่อไปโดยอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง ทั้งที่การขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องถือว่าเป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่งที่จะต้องถูกงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) จึงเป็นกระบวนการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าบทบัญญัติอื่นของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นอกจากมาตรา 110 วรรคสอง ที่ให้คำนิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องถือตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ถือว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นเหตุยกเว้นให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปได้เมื่อการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/12 (5) การที่จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาเฉลี่ยทรัพย์ที่ผู้ร้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ชอบแล้ว เห็นว่า เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้วได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า กำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในศาลแรงงานกลางได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว คือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) การที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการบังคับคดียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามกฎหมายดังกล่าว แล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ย่อมไม่ถูกต้อง เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยกับที่ศาลแรงงานกลางงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และเห็นว่าคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์เป็นกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นตามที่โจทก์ได้อุทธรณ์ไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานเอกสารของผู้ร้องมีข้อเท็จจริงคลุมเครือไม่ชัดเจน โดยใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดและไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข จึงต้องถือวันที่ลงในใบแต่งตั้งเดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องจึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ผู้ร้องไม่มีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้อง จำนวนหนี้ที่ผู้ร้องอ้างมีจำนวนเกินหนี้ที่เป็นจริง ผู้ร้องไม่มีหลักฐานมูลหนี้ที่แท้จริงกับจำเลยมายืนยันว่าจำเลยผูกพันเป็นหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายผู้ร้องในการชำระหนี้ภาษีจริงหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นางสาวนิภาภรณ์ เป็นผู้รับหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างจริง นางสาวนิภาภรณ์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าได้นำส่งหนังสือเตือนดังกล่าว จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นสิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนเมษายน 2562 รวมเป็นเงิน 74,680,632.09 บาท ให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้เพียงพอต่อจำนวนหนี้ที่มีต่อผู้ร้อง และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไป 1 ครั้ง เมื่อผู้ร้องไม่คัดค้านถือว่าการบังคับคดีได้สิ้นสุดแล้วนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังมาว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 185,415,666.28 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ และการแก้ไขใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้องของเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง โดยให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงถึงวันยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องใหม่ให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ซึ่งจะเป็นวันพ้นระยะเวลาที่ผู้ร้องอาจเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ และจำเลยไม่มีหนี้อยู่กับผู้ร้องโดยผู้ร้องสามารถเอาชำระจากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไปนั้น เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า..." ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง หากโจทก์ถอนการบังคับคดีให้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 326 วรรคห้า ม. 327
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (5) ม. 110 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคันฉัตร พลรัตน์
- นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1810/2566
#693658
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 ต่อมาจำเลยได้กำหนดการจ่ายเงินบำเหน็จแก่พนักงานหรือลูกจ้างตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 จึงถือได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบฉบับดังกล่าวแล้ว ระเบียบนี้จึงกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องปฏิบัติตาม

ตามระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จต่อเมื่อลาออก ซึ่งต่างจากระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าพนักงานหรือลูกจ้างคนใดพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด เว้นแต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้างและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามข้อยกเว้นตอนท้ายของระเบียบปีดังกล่าวข้อ 32 ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จทั้งสิ้น เช่นนี้ ถือว่าจำเลยแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อไม่ปรากฏว่าการแก้ไขได้รับความยินยอมจากโจทก์ ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ข้อ 51 จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ... (10) การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการ" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นว่าได้ให้ความสำคัญต่อตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ โดยจะต้องให้สหกรณ์ออกข้อบังคับกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการไว้ในข้อบังคับ เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) กำหนดให้ผู้จัดการจำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการจึงต้องบังคับตามข้อบังคับดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ ส่วนระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 หมวด 11 ข้อ 45 (3) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่สหกรณ์เกษียณอายุ 60 ปี ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลย โดยข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ว่า ปีบัญชีสหกรณ์คือ 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม ของทุกปีนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 79 (8) และข้อ 107 (12) ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการดำเนินการตามข้อบังคับสหกรณ์กำหนดระเบียบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คงมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงวัตถุประสงค์แห่งข้อบังคับเท่านั้น ไม่อาจกำหนดระเบียบในส่วนของการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่งหรือการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการให้แตกต่างไปจากข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ได้ จึงต้องแปลว่าระเบียบนี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 404,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยแก้ไขระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ให้เป็นคุณแก่โจทก์ และให้ยกเลิกมติของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยในส่วนที่เรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลย ครั้งที่ 13/2562 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เฉพาะส่วนที่มีมติให้เรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 404,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง และประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยที่ วร 30/2564 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มติของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยครั้งที่ 13/2562 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ให้เรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 ต่อมาจำเลยได้กำหนดการจ่ายเงินบำเหน็จแก่พนักงานหรือลูกจ้างตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ไว้ในข้อ 32 โดยวรรคหนึ่ง กำหนดว่า "พนักงานหรือลูกจ้างของสหกรณ์คนใดทำงานในสหกรณ์นี้ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง เว้นแต่การออกเพราะถูกลงโทษไล่ออก หรือเลิกจ้าง และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยแล้วตามข้อที่ 31" วรรคสอง กำหนดว่า "การคำนวณเงินบำเหน็จให้เอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี ถ้าต่ำกว่านี้ให้ปัดทิ้ง" วรรคสาม กำหนดว่า "จำนวนปีที่ทำงาน หมายถึง ระยะเวลาวันบรรจุพนักงานหรือลูกจ้างเข้าทำงานในสหกรณ์จนถึงวันที่ออกจากสหกรณ์ หักด้วยวันลาของผู้นั้น" วรรคสี่ กำหนดว่า "ในสหกรณ์ที่คำนวณเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้มีจำนวนมากกว่าเงินชดเชยที่พนักงานหรือลูกจ้างพึงได้รับตามข้อ 31 ให้สหกรณ์จ่ายเงินบำเหน็จเพิ่มได้เฉพาะส่วนที่เกินกว่าเงินชดเชยเท่านั้น" จึงถือได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบฉบับดังกล่าวแล้ว ระเบียบนี้จึงกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องปฏิบัติตาม แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ต่อมาจำเลยได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จให้พนักงานและลูกจ้าง เช่น ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์ และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 ยกเลิกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 และกำหนดเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จไว้ในข้อ 52 ว่า "พนักงานของสหกรณ์ฯ คนใดทำงานในสหกรณ์ฯ นี้ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จเมื่อลาออกจากสหกรณ์ การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ฯ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี" และจำเลยออกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ยกเลิกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 กำหนดเรื่องจ่ายเงินบำเหน็จไว้ในข้อ 50 ว่า "เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ คนใด ทำงานในสหกรณ์ฯ นี้ด้วยด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จเมื่อลาออกจากสหกรณ์ การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี" เป็นต้น และในที่สุด จำเลยออกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 มาใช้บังคับ โดยข้อ 51 กำหนดว่า "เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ คนใดทำงานในสหกรณ์ฯ นี้ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จเมื่อลาออกจากสหกรณ์ การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ฯ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี" จะเห็นได้ว่าตามระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จต่อเมื่อลาออก ซึ่งต่างจากระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าพนักงานหรือลูกจ้างคนใดพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด เว้นแต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้างและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามข้อยกเว้นตอนท้ายของระเบียบปีดังกล่าว ข้อ 32 ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จทั้งสิ้น เช่นนี้ ถือว่าจำเลยแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อไม่ปรากฏว่าการแก้ไขได้รับความยินยอมจากโจทก์ ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ข้อ 51 จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ซึ่งผูกพันโจทก์และจำเลย โดยข้อ 32 วรรคสี่ ตอนท้าย กำหนดให้สหกรณ์จ่ายเงินบำเหน็จได้เฉพาะส่วนที่คำนวณได้เกินกว่าค่าชดเชยที่พนักงานหรือลูกจ้างพึงได้รับเท่านั้น โจทก์จึงย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อ 32 วรรคสี่ ตอนท้าย กล่าวคือ เมื่อคำนวณเงินบำเหน็จได้ 1,552,980 บาท และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 796,400 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเท่ากับส่วนต่างของเงินดังกล่าวคือ 756,580 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 ซึ่งตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ให้ถือว่าบรรดาสหกรณ์จำกัด ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ เป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงเป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 โดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ... (10) การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการ" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นว่าได้ให้ความสำคัญต่อตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ โดยจะต้องให้สหกรณ์ออกข้อบังคับกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการไว้ในข้อบังคับ เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) กำหนดให้ผู้จัดการจำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ดังนั้น การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการจึงต้องบังคับตามข้อบังคับดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ ส่วนระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 หมวด 11 ข้อ 45 (3) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่สหกรณ์เกษียณอายุ 60 ปี ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลย โดยข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ว่า ปีบัญชีสหกรณ์คือ 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม ของทุกปีนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 79 (8) และข้อ 107 (12) ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กำหนดระเบียบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คงมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงวัตถุประสงค์แห่งข้อบังคับเท่านั้น ไม่อาจกำหนดระเบียบในส่วนของการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่งหรือการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการให้แตกต่างไปจากข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ได้ จึงต้องแปลว่าระเบียบนี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการจำเลยด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยอีกต่อไป ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่จำเลยให้โจทก์เกษียณอายุก่อนปีบัญชีสหกรณ์ โจทก์ย่อมมีสิทธิทำงานและได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยครั้งที่ 13/2562 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เฉพาะส่วนที่มีมติให้เรียกคืนเงินบำเหน็จจากโจทก์จำนวน 756,580 บาท (โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเพียง 756,580 บาท) กับให้ยกคำขอที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างรายเดือนพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นางสุปราณี พูลแสง ทิมพิทักษ์
- นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1788/2566
#691385
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 295, 371

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจันทิมา และนายศุภฤกษ์ มารดาและบิดาของนางสาวนพมาศ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,736,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายสันธิชัย ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายธนพล ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 116,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง เป็นเงิน 2,680,415 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 28,000 บาท และ 65,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการก่อเหตุทะเลาะวิวาท และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยทั้งสองดังกล่าว ดังนี้ ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร และความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2563 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา นายสันธิชัย ผู้เสียหายที่ 1 กับนางสาวจุฑาทิพย์ นายธนพล ผู้เสียหายที่ 2 นายธนพงษ์ มารดากับยายของผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวนพมาศ ผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ กับนางสาวอัญญารักษ์ ต่างไปเที่ยวงานปีใหม่ที่สะพานสารสิน แล้วมาพบกันบริเวณสถานที่จัดคอนเสิร์ต ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ของวันที่ 5 มกราคม 2563 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินไปปัสสาวะบริเวณตอม่อของสะพานสารสินหน้าเวทีคอนเสิร์ต จำเลยที่ 1 ถีบหลังผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ชกต่อยผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 วิ่งกลับไปยังสถานที่จัดคอนเสิร์ตเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟัง ผู้เสียหายทั้งสอง ผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ นายธนพงษ์ นางสาวนุสรา และนายบัณฑิต จึงเดินออกจากสถานที่จัดคอนเสิร์ต ระหว่างทางผู้เสียหายที่ 1 พบจำเลยทั้งสองกับพวกจึงชี้บอกผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายทั้งสองเดินไปหาจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง จนขวดเบียร์แตกกระเด็นใส่ใบหน้าผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยทั้งสองต่างชักอาวุธมีดที่นำติดตัวมาถือไว้ จำเลยที่ 1 พูดท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 ตามไปข้างนอก ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปหยิบอาวุธมีดจากร้านอาหารแล้วเดินตามจำเลยทั้งสองไป โดยมีผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ นายธนพงษ์ นางสาวนุสรา และนายบัณฑิตเดินตามหลังผู้เสียหายที่ 2 ไปด้วย จำเลยทั้งสองเดินถอยหลังเข้าไปในเต็นท์จนจำเลยที่ 1 เดินถอยหลังชนกับรถขายของล้มลง หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ถูกอาวุธมีดฟันและแทงที่บริเวณหน้าอกและช่องท้อง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ตายถูกอาวุธมีดแทงบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชักอาวุธมีดออกมา ผู้เสียหายที่ 2 จึงรีบวิ่งไปหยิบอาวุธมีดที่ร้านอาหารในละแวกนั้นมาถือไว้ป้องกันตัว แล้วตามจำเลยทั้งสองไป เมื่อจำเลยที่ 1 ล้มลงและลุกขึ้นมา จำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้ว่าถูกอาวุธมีดแทง ผู้เสียหายที่ 2 มองเห็นจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ข้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดตามจำเลยที่ 1 มา หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นอีก เมื่อผู้เสียหายที่ 2 รู้ว่าถูกแทง จึงร้องถามว่าแทงผู้เสียหายที่ 2 ทำไม และวิ่งออกไปนอกเต็นท์ แตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ชูอาวุธมีดพกตวัดขึ้นและชี้มาที่ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่แน่ใจว่าจังหวะนั้นถูกปลายอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 แทงเข้าช่องท้องหรือไม่เพราะยืนหันหน้าเข้าหากัน ผู้เสียหายที่ 2 หันไปเห็นมีดอีโต้วางอยู่บนเขียงในร้านขายอาหารตามสั่ง ผู้เสียหายที่ 2 จึงเดินไปหยิบเอามาไว้ที่ตัวเพื่อป้องกันพวกของจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มีดอีโต้ขู่กลุ่มจำเลยที่ 1 และไล่ให้ออกไป จำเลยที่ 1 กับพวก 3 คน เดินออกไปที่บริเวณหน้าเต็นท์ ผู้เสียหายที่ 2 เดินตามไปโดยมีนางสาวรัตวรรณเดินตามไปด้วย จำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งเข้าไปในเต็นท์ ผู้เสียหายที่ 2 ตามเข้าไปในเต็นท์เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งชนรถกระบะแล้วล้มลง ผู้เสียหายที่ 1 ใช้เท้าเตะจำเลยที่ 1 เพื่อนของจำเลยที่ 1 รูปร่างสูงไว้ผมยาวใส่หมวกเข้ามาช่วยจำเลยที่ 1 โดยเตะผู้เสียหายที่ 2 มีดอีโต้ที่ผู้เสียหายที่ 2 ถืออยู่จึงหลุดมือไป จำเลยที่ 1 กับเพื่อนซึ่งมีอาวุธมีดอยู่ในมือใช้อาวุธมีดแทงที่ท้องของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เปิดเสื้อดูเห็นมีแผลถูกแทงและเลือดไหล จึงวิ่งออกมานอกเต็นท์ก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง มีนางสาวรัตวรรณเบิกความว่า ขณะที่พยานอยู่ห่างจากจำเลยทั้งสองประมาณ 4 ถึง 5 เมตร จำเลยที่ 1 วิ่งในลักษณะถอยไปด้านหลังจนกระทั่งจำเลยที่ 1 วิ่งถอยหลังไปชนรถขายของ จำเลยที่ 1 ล้มลง ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 เดินนำหน้าพยานไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ลุกขึ้นมาพร้อมกับพุ่งเข้ามายังพยานและผู้เสียหายที่ 2 และนายธนพงษ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งถอยหลังไปชนรถกระบะแล้วล้มลง ขณะนั้นพยานอยู่ห่างจากจำเลยทั้งสองประมาณ 4 เมตร จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 เพียงเอื้อมมือถึงกัน พยานเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดง้างไว้ข้างลำตัวคมมีดชี้ไปด้านหน้าวิ่งสวนกลับมา จำเลยที่ 1 วิ่งมาทางนางสาวรัตวรรณ เมื่อได้ความจากร้อยตำรวจเอกอัครพล พนักงานสอบสวนว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้ามองเห็นได้ชัด เชื่อว่านางสาวรัตวรรณและนายธนพงษ์เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งถืออาวุธมีดไปทางนางสาวรัตวรรณและผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าท้องเพียงบาดแผลเดียว ส่วนบาดแผลที่เหลือเป็นบาดแผลฉีกขาด ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนว่า ใบหน้าบริเวณคิ้วข้างขวาถูกเศษขวดแก้วบาด ใบหูขวาถูกเศษขวดแก้วบาด และต้นคอขวาถูกเศษขวดแก้วบาด ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 กับเพื่อนซึ่งมีอาวุธมีดอยู่ในมือใช้อาวุธมีดแทงที่ท้องของผู้เสียหายที่ 2 ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน อันแสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ต้องถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าท้อง 2 ครั้ง แล้ว บาดแผลถูกแทงบริเวณที่หน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 ต้องมี 2 บาดแผล เช่นนี้ บาดแผลถูกแทงของผู้เสียหายที่ 2 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ จึงขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนางสาวรัตวรรณและนายธนพงษ์ประกอบกับบาดแผลถูกแทงที่หน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เชื่อว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 เป็นจริงยิ่งกว่าคำให้การชั้นสอบสวน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 ก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดยืนเผชิญหน้ากับผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 รู้ว่าตนเองถูกแทง ดังนี้ ผู้ที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 จะเป็นบุคคลอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดพุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้อาวุธมีดแทงถูกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เลือกแทงบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญที่อยู่ภายในร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองต่างคนต่างชักอาวุธมีดออกมา แล้วจำเลยที่ 2 ก็ตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในเต็นท์ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็อยู่บริเวณที่เกิดเหตุใกล้จำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็หลบหนีไปพร้อมจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ส่งเสียงร้องท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมต่อสู้และไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เท่ากับเป็นการสมทบกำลังให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดและเป็นพฤติการณ์อันต้องถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมด้วยในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีนางสาวรัตวรรณเบิกความว่า จำเลยที่ 1 พุ่งเข้ามายังพยานและผู้เสียหายที่ 2 ขณะนั้นผู้ตายยืนอยู่ด้านขวาของพยาน พยานพยายามปัดผู้ตายให้หลบ แต่ไม่ทัน จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกด้านซ้าย แล้วจำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกวิ่งฝ่าผู้คนออกไป นางสาวนุสราเบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งมาชนผู้ตาย พยานไม่ทันสังเกตว่าจำเลยที่ 1 ถืออะไร เมื่อจำเลยที่ 1 ชนผู้ตายแล้ว ผู้ตายล้มลงไปนอนกับพื้น เมื่อผู้ตายลุกขึ้นยืน พยานเห็นมีโลหิตไหลออกมาใต้ราวนมของผู้ตาย แล้วผู้ตายล้มลงไปอีก และนายธนพงษ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งมาทางนางสาวรัตวรรณ ซึ่งอยู่ติดกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ชนผู้ตาย ผู้ตายล้มลง ซึ่งพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญโดยไม่มีข้อพิรุธแต่อย่างใด เมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้ามองเห็นได้ชัดแล้ว เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนั้นเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 แม้นางสาวนุสราและนายธนพงษ์ไม่ได้เบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายดังเช่นคำเบิกความนางสาวรัตวรรณก็ตาม แต่นางสาวนุสราและนายธนพงษ์ก็เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้ตายจนล้มลงและนางสาวนุสราเห็นผู้ตายมีโลหิตไหลออกมาใต้ราวนมของผู้ตายตรงตามที่นางสาวรัตวรรณเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่บริเวณหน้าอกซ้ายและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ที่ระบุว่าผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดที่หน้าอกข้างซ้าย คำเบิกความของนางสาวรัตวรรณ นางสาวนุสรา และนายธนพงษ์ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แม้อาวุธมีดที่นายธนพงษ์นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนยังมีข้อสงสัยว่าเป็นอาวุธมีดที่จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิดหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ เช่นนี้ อาวุธมีดดังกล่าวจะเป็นอาวุธมีดที่จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกข้างซ้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายอาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ร้องทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิด และร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันและแทงพยายามฆ่าผู้ร้องที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสองที่ว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 18 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้ และเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ยกฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาง จ. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวชิสา เมธารัตนารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2566
#691962
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) ศาลมีอำนาจที่จะขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำต้องร้องขอ เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 23

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ต่อมาโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การดำเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี แต่ศาลกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายหลังรับคำร้องนานเกือบ 3 เดือน แล้วมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว นับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้สิ้นสุดลงในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิดังกล่าว ทำให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งขยายระยะเวลาบังคับคดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงมีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ต้องถือว่าศาลมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปแล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ จ. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามที่ศาลชั้นต้นให้ขยาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 27,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 12 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 99/203 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์ ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์พิพาทดังกล่าว

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์พิพาทด้วยเหตุโจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและขอให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 ภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะมีคำสั่งเพิกถอนหรืองดการบังคับคดีตามคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 99/203 ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทของจำเลยที่ 2 ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์ ให้โจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการขอให้บังคับคดี ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอ แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 23 คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองซึ่งรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งการดำเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี แต่ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ภายหลังรับคำร้องนานเกือบ 3 เดือน แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว แต่กรณีต้องมีการบังคับคดีต่อไปและนับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้สิ้นสุดลงในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีไม่อาจมีคำสั่งขยายระยะเวลาบังคับคดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงมีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปแล้วเพราะมิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์จะไร้ผลเพราะไม่อาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามที่ศาลชั้นต้นให้ขยาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึด ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 (เดิม) ม. 296 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
จำเลย — ร้อยเอก ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ พร้อมพูล
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566
#691960
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ทำการเป็นตัวแทนหรือทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ซึ่งสหกรณ์ น. เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 37 วรรคสอง และโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์ น. กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดทั้งในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนและในมูลละเมิด แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 20 ธันวาคม 2555 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำการฝ่าฝืนระเบียบสหกรณ์ น. ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 โดยการทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อและมิได้ให้บริษัท ภ. จัดหาหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามระเบียบ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันชำระเงิน 60,309,065.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,834,265 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สหกรณ์ น.

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 21 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ และจำเลยที่ 11 ถึงแก่ความตาย นาย ธ. ทายาทของจำเลยที่ 11 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า สหกรณ์ น. เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสมาชิกโดยวิธีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์และบริการแก่สมาชิกมาจัดการขาย หรือแปรรูปออกขาย โดยซื้อหรือรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกก่อนผู้อื่น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์เป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์มีอำนาจดำเนินคดีแทนสหกรณ์ น. ในกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย และสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 21 ถึงชุดที่ 23 มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2551 สหกรณ์ น. ออกระเบียบว่าด้วยการรวบรวมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของสมาชิก พ.ศ. 2551 ข้อ 15 กำหนดว่า "ถ้าจำเป็นต้องขายเงินเชื่อ ให้ผู้ซื้อทำสัญญาไว้กับสหกรณ์ และจะต้องให้ธนาคารค้ำประกันเงินเชื่อนั้น" เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ซึ่งอยู่ในช่วงคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 21 ถึงชุดที่ 23 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้ทำบันทึกข้อตกลงขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อ โดยไม่มีการเรียกหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ต่อมาบริษัท ภ. ผิดนัดชำระหนี้ สหกรณ์ได้ยื่นฟ้องบริษัท ภ. ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 227 - 228/2554 บริษัท ภ. ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยขอผ่อนชำระหนี้แก่สหกรณ์และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้แก่สหกรณ์ สหกรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีต่อไป บริษัท ภ. มีหนี้ค้างชำระแก่สหกรณ์คำนวณถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นเงิน 48,834,265 บาท และดอกเบี้ย 11,120,250.20 บาท รวมเป็นเงิน 59,954,515.20 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 354,550.14 บาท เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561 โจทก์แต่งตั้งผู้ตรวจการสหกรณ์ทำการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ และวันที่ 1 เมษายน 2562 โจทก์มีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดระเบียบ แต่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์ น. ว่าด้วยการรวบรวมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของสมาชิก พ.ศ. 2551 โดยการทำสัญญาขายปาล์มน้ำมันแก่บริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อ แต่ไม่ได้ให้บริษัทดังกล่าวนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาเป็นหลักประกันไว้แก่สหกรณ์ ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 โจทก์มิใช่ตัวแทนหรือผู้ใช้อำนาจทำการแทนนิติบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำละเมิดทำให้สหกรณ์ น. ได้รับความเสียหาย จึงไม่อาจนำอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ กรณีต้องนำอายุความ 10 ปี อันเป็นบทบัญญัติอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ น. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วยการรวบรวมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของสมาชิก พ.ศ. 2551 โดยทำสัญญาขายปาล์มน้ำมันแก่บริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อโดยไม่ได้ให้บริษัทดังกล่าวจัดให้มีธนาคารค้ำประกันเงินเชื่อนั้น เป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์แจ้งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบในกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย แต่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการ โจทก์ในฐานะเป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์จึงฟ้องคดีแทนสหกรณ์ น. ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ทำการเป็นตัวแทนหรือทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ซึ่งสหกรณ์ น. เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 37 วรรคสอง และโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ดังนั้น ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์ น. กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 บัญญัติให้ตัวแทนจะต้องรับผิดถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทน เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทน หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดทั้งในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนและในมูลละเมิด ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 20 ธันวาคม 2555 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำการฝ่าฝืนระเบียบสหกรณ์ น. ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 โดยการทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อและมิได้ให้บริษัท ภ. จัดหาหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามระเบียบ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 11 ว่า สหกรณ์ น. ได้ฟ้องบริษัท ภ. ให้ชำระหนี้ค่าปาล์มน้ำมันต่อศาลชั้นต้น และบริษัทดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความขอผ่อนชำระหนี้แก่สหกรณ์ ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว แม้บริษัท ภ. จะไม่ชำระหนี้แก่สหกรณ์ สหกรณ์ก็สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวได้อยู่แล้ว ความเสียหายของสหกรณ์จึงหมดไป โจทก์ไม่อาจมาฟ้องจำเลยที่ 11 กับพวกได้อีกนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคดีนี้แทนสหกรณ์ น. เพื่อบังคับให้ชำระค่าเสียหายแก่สหกรณ์อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ในฐานะคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบของสหกรณ์ในการทำสัญญาขายปาล์มน้ำมันแก่บริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อ โดยไม่ได้ให้บริษัทดังกล่าวจัดหาธนาคารมาค้ำประกันการขายเงินเชื่อนั้น ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับชำระหนี้ แม้สหกรณ์ได้ฟ้องบริษัท ภ. ให้ชำระหนี้และบริษัทดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลขอผ่อนชำระหนี้แก่สหกรณ์แล้วก็ตาม แต่บริษัทดังกล่าวผิดนัดชำระหนี้ โดยยังค้างชำระหนี้แก่สหกรณ์อีกหลายสิบล้านบาท เมื่อสหกรณ์ยังเสียหายเพราะไม่ได้รับชำระหนี้จนครบถ้วน โจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนสหกรณ์โดยนำคดีมาฟ้องบังคับจำเลยที่ 11 กับพวก ที่ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายได้ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 11 ฟังไม่ขึ้น

เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ น. เพียงใด เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. ฝ่าฝืนระเบียบ ทำให้สหกรณ์ น. ได้รับความเสียหาย เพราะบริษัท ภ. ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นเต็มจำนวน โดยยังคงมีหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นเงิน 48,834,265 บาท ดอกเบี้ย 11,120,250.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 354,550.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 60,309,065.34 บาท และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 มิได้ให้การปฏิเสธจำนวนค่าเสียหายดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สหกรณ์ น. ได้รับความเสียหายตามจำนวนหนี้ที่บริษัท ภ. ค้างชำระในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่สหกรณ์ น. แต่ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องนั้น ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 227 - 228/2554 ของศาลชั้นต้น ว่า บริษัท ภ. ต้องรับผิดในดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี เมื่อความเสียหายที่สหกรณ์ น. ได้รับ คือจำนวนหนี้ที่บริษัท ภ. ค้างชำระในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงต้องรับผิดดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี และหากภายหลังสหกรณ์ น. ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ภ. ในคดีดังกล่าวเพียงใด ก็ต้องนำมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ต้องรับผิดในคดีนี้ด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ร่วมกันชำระเงิน 60,309,065.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,834,265 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สหกรณ์ น. ทั้งนี้ หากภายหลังวันฟ้องดังกล่าวสหกรณ์ น. ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ภ. เป็นจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกและบังคับได้เฉพาะส่วนที่ยังค้างชำระเท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 193/30 ม. 448 ม. 812
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์จังหวัด ช.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายพีระพงศ์ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนพรัตน์ อักษร
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2566
#693677
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสาร และมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่ใช่เอกสารราชการ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารธรรมดาและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268 ริบหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าว รวม 20 ฉบับ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่จำเลยเป็นผู้ปลอมหนังสือมอบอำนาจและแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวและใช้เอกสารปลอมเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยนำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวมากรอกข้อความว่า นางสาวรำพึง ผู้เสียหายที่ 1 นางสาวนุชจรี ผู้เสียหายที่ 2 นางสาวดอกไม้ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวนปภา ผู้เสียหายที่ 4 ขอแจ้งว่าได้จ้างคนต่างด้าวตามรายชื่อที่ระบุไว้เพื่อทำงาน และลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ในช่องนายจ้าง แล้วนำแบบพิมพ์ดังกล่าวไปใช้ยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อขออนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จ้างคนต่างด้าวทำงานนั้นเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นิยาม "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า จำเลยเพียงแต่นำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าในขณะที่จำเลยกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามได้ลงนามเป็นผู้รับแจ้งการยื่นแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวไว้ก่อนแล้ว แบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงเห็นควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันต่างกรรมต่างวาระถึง 5 ครั้ง ส่อแสดงว่าจำเลยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ทางราชการและส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 264 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวศิรประภา ตันติรัตนโอภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา