คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2566
#692036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยความเสี่ยงภัยแบ่งเป็นทุนประกันภัย 4 ประเภท คือ 1.อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 2.เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ 3.เครื่องจักร และ 4.สต๊อกสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะของสัญญาประกันภัยระบุประเภทความรับผิดในแต่ละส่วนแยกออกจากกันโดยชัดเจน แสดงเจตนาของคู่สัญญาว่าต้องการแบ่งแยกประเภททรัพย์สินและวงเงินความรับผิดในแต่ละประเภท แม้มีการชำระเบี้ยประกันภัยโดยไม่แบ่งแยกตามประเภททรัพย์สิน แต่เมื่อสัญญาประกันภัยแยกประเภทความรับผิดและวงเงินประกันภัยของจำเลยออกจากกันได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งถึงราคาและความเสียหายของทรัพย์สินส่วนอื่นคงโต้แย้งเฉพาะความเสียหายเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า ประกอบกับการแสดงหรือใช้เอกสารอันไม่ถูกต้องและเป็นเท็จของโจทก์ทั้งสองมีเฉพาะในส่วนของสต๊อกสินค้าเท่านั้น เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากผิดเงื่อนไขไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยทั้งหมด จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวไม่ชัดแจ้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จึงต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยที่ต้องเสียในมูลหนี้ โดยต้องตีความว่าสัญญาประกันภัยได้แบ่งทรัพย์สินที่เอาประกันภัยออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยระบุวงเงินรับผิดของแต่ละประเภทไว้เป็นการแยกสัญญาประกันภัยออกเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกันได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประกันภัยในส่วนอื่น ๆ ข้างต้นที่มีลักษณะแบ่งแยกประเภทความรับผิด ทั้งวงเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยออกจากกันไว้ต่างหากโดยชัดเจนมีผลเสียไปทั้งหมด จำเลยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดชดใช้เฉพาะความเสียหายสต๊อกสินค้าเท่านั้น แต่ในส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งเครื่องจักร จำเลยยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ปรากฏว่าตั้งแต่เกิดเหตุวินาศภัยจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองอ้างส่งเอกสารสต๊อกสินค้าเพื่อประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี โจทก์ทั้งสองแจ้งแต่แรกว่าเอกสารเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสองถูกเพลิงไหม้ทั้งหมด โดยค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเป็นไปตามวงเงินสัญญาประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ต้นโดยให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารประกอบการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนสต๊อกสินค้า จนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารจากร้านค้าคู่ค้าอันเป็นเท็จส่วนหนึ่งเกิดจากฝ่ายจำเลยและบริษัทผู้ประเมินเป็นผู้แนะนำ ภายหลังเมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นเอกสารเท็จ จำเลยกลับแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองทั้งที่จำเลยก็ทราบว่าบริษัทผู้ประเมินไม่ได้ใช้เอกสารที่โจทก์ทั้งสองยื่นมาประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ซึ่งระหว่างเจรจาที่ คปภ. เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. แนะนำว่าวงเงินประกันภัยส่วนใดที่รับกันได้ก็ให้จ่ายไปก่อน แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งเมื่อบริษัทผู้ประเมินที่จำเลยมอบหมายรายงานการประเมินความเสียหายและค่าสินไหมทดแทน จำเลยก็ปฏิเสธไม่ยอมรับรายงานการประเมินดังกล่าว พฤติการณ์ของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนถือได้ว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมเพราะจำเลยสามารถชดใช้ค่าเสียหายในส่วนอื่นที่ไม่ได้โต้แย้งให้แก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 แต่ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้มิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 54,873,352 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงิน 37,423,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,594,452 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้เงินอันเป็นค่าเสียหายในเชิงลงโทษแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 109,746,704 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 74,847,230 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 5,441,780.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และโจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 11,101,369.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9,435,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2559) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 9,515,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสอง 50,000 บาท และค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 13 กรกฎาคม 2559) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินแก่จำเลย 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 13 กรกฎาคม 2559) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2558 และร่วมกันประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ที่นอน เตียง และโซฟา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินอาคารเลขที่ 39/187 จังหวัดสมุทรสาคร โดยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ อาคารและสิ่งปลูกสร้าง วงเงินประกันภัย 10,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ วงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท เครื่องจักร วงเงินประกันภัย 3,000,000 บาท สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) วงเงินประกันภัย 35,000,000 บาท รวมจำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000,000 บาท ระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2557 ส่วนโจทก์ที่ 2 เปิดร้านชื่อ บ. เพื่อจำหน่ายสินค้า ทำสัญญาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินอาคารเลขที่ 39/186 จังหวัดสมุทรสาคร โดยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ อาคารสิ่งปลูกสร้าง วงเงินประกันภัย 18,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่นวงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) วงเงินประกันภัย 20,000,000 บาท รวมจำนวนเงินเอาประกันภัย 40,000,000 บาท ระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2557 โดยอาคารทั้งสองหลังที่ทำสัญญาประกันภัยอยู่ติดกัน ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2556 มีเหตุเพลิงไหม้ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองเอาประกันภัยดังกล่าว จำเลยได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัย จำเลยจึงมอบให้บริษัท ค. โดยนายเอกภพ กรรมการบริษัทและเป็นผู้ได้ใบอนุญาตเป็นผู้ประเมินวินาศภัยจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เข้าตรวจสอบความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. 2552 ข้อ 7 บริษัทดังกล่าวเข้าตรวจสอบและประเมินความเสียหาย และขอเอกสารจากโจทก์ทั้งสองเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินความเสียหาย แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ส่งเอกสารให้แก่บริษัทโดยอ้างว่าเอกสารถูกเพลิงไหม้ไปทั้งหมด เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดสมุทรสาครตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้และสรุปผลการตรวจสอบว่า ไม่สามารถลงความเห็นถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากวัตถุพยานถูกเพลิงไหม้เสียหายมาก และตรวจไม่พบวัตถุพยานที่สามารถบ่งชี้แหล่งความร้อนที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ วันที่ 16 มกราคม 2557 โจทก์ทั้งสองร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยชี้แจงว่าพร้อมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหายมาประกอบการพิจารณา ซึ่งจำเลยเสนอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 24,258,814.87 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 22,612,347.50 บาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ตกลง ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มทุนประกันภัย โดยโจทก์ทั้งสองจะส่งเอกสารเพิ่มเติมภายใน 30 วัน แต่โจทก์ทั้งสองไม่ส่งเอกสารให้แก่จำเลย นางนัยนา ผู้จัดการฝ่ายสินไหมของจำเลยจึงมีหนังสือสอบถามและขอกำหนดเวลาเพื่อพิจารณาค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ส่งเอกสารตามกำหนด จนกระทั่งต้นปี 2558 โจทก์ที่ 2 ส่งเอกสารบัญชีสต๊อกสินค้า ใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินและรายการสรุปยอดสินค้าคงเหลือ ประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน นายเอกภพได้รับเอกสารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และเดือนมีนาคม 2558 นายเอกภพได้รับสำเนาเอกสารสรุปยอดสินค้าคงเหลือรวมทั้งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ใบส่งสินค้าชั่วคราวของโจทก์ที่ 1 ซึ่งนายเอกภพตรวจสอบเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบพบว่าปริมาณสินค้าและเอกสารดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้พิจารณาการมีอยู่ของสต๊อกสินค้าได้ชัดเจน เนื่องจากเมื่อนำจำนวนสินค้าตามบิล ใบเสร็จ และใบแจ้งหนี้มาทำการจัดวางในพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองแล้วพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองไม่สามารถบรรจุจำนวนสินค้าดังกล่าวได้ ประกอบกับความชัดเจนและการลำดับเลขที่บิลและใบกำกับภาษีมีการซ้ำซ้อนโดยนายเอกภพแจ้งให้จำเลยทราบ ภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเบื้องต้นให้โจทก์ทั้งสองไปก่อน ในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 จำเลยจึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,000,000 บาท และวันที่ 10 เมษายน 2558 จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท ส่วนทรัพย์สินที่เสียหายจากเพลิงไหม้มีผู้รับซื้อซากในราคารวม 1,050,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับเงิน 565,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้รับเงิน 485,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยสรุปว่า สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยกำหนดวงเงินเอาประกันภัยในทรัพย์สินแยกออกเป็นแต่ละประเภทแล้ว มีข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยส่วนใด จำเลยต้องรับผิด เมื่อทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเกิดเหตุเพลิงไหม้สิ้นเชิงแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดตามวงเงินที่เอาประกันภัย การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์ทั้งสองนำเอาหลักฐานเอกสารอันเป็นเท็จไปใช้พิสูจน์ความเสียหายจึงให้จำเลยพ้นความรับผิดทั้งหมดไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้การค้าและถูกฟ้องคดีต่าง ๆ อีกหลายคดีตามคำเบิกความของนายอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยส่อให้เห็นถึงเหตุจูงใจไปสู่การกระทำที่ไม่สุจริตไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ทั้งสองมีเจ้าหนี้การค้าเพียง 4 ราย แม้โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัท อ. ก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวเป็นของบริษัทไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของโจทก์ที่ 1 เอกสารการสั่งซื้อของบริษัทไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์สินค้าที่เอาประกันภัยได้ ส่วนคดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกฟ้องซึ่งศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยประกอบเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษาที่ลงโทษจำคุกโจทก์ทั้งสอง คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดไม่อาจรับฟังได้ ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โจทก์แจ้งเหตุให้นายประกันภัยทราบทันที การที่ทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้สิ้นเชิงจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำนวนเงินซึ่งได้เอาประกันภัยไว้นั้นเป็นหลักประมาณอันถูกต้องในการตีราคาจำนวนวินาศจริงที่ผู้รับประกันภัยต้องรับใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าจำนวนวินาศภัยแท้จริงน้อยกว่าจึงเป็นหน้าที่จำเลยต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ แต่กลับให้โจทก์ทั้งสองหาหลักฐานมาพิสูจน์และหาเหตุปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฉ้อฉล โจทก์ที่ 2 เพียงผู้เดียวที่ขอให้นางวรรณาออกใบเสร็จรับเงินย้อนหลังไม่ตรงความจริงเนื่องจากเป็นตามความทรงจำ ทั้งการขอเอกสารเป็นไปตามคำแนะนำของฝ่ายจำเลยและบริษัทที่ตรวจสอบ เพราะโจทก์ทั้งสองแจ้งแต่แรกแล้วว่าเอกสารของโจทก์ทั้งสองถูกเพลิงไหม้ทั้งหมด แม้การส่งมอบใบส่งของ ใบเสร็จรับเงินของโจทก์ที่ 2 จะคลาดเคลื่อนก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์ที่ 2 ยังไม่แน่นอนและห่างไกลจากการที่โจทก์ทั้งสองจะได้มาซึ่งเงินค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของโจทก์ที่ 2 ด้วย นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ทั้งสองฉ้อฉล แสดงข้อความอันเป็นเท็จและใช้เอกสารอันเป็นเท็จ จำเลยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ข้อ 5 หรือไม่ ได้ความจากพยานจำเลยปากนายอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมทดแทนของจำเลยเบิกความทำนองเดียวกันในสาระสำคัญว่า หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารที่เอาประกันภัย โจทก์ทั้งสองร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยพร้อมที่จะชดใช้ แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหายมาประกอบการพิจารณา โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเอกสารหลักฐานถูกเพลิงไหม้หมด และในการประชุมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 โจทก์ทั้งสองยืนยันที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยสิ้นเชิงเต็มตามวงเงินที่เอาประกัน 90,000,000 บาท นายวันชัยติดตามให้โจทก์ทั้งสองส่งเอกสารทั้งหมด แต่โจทก์ทั้งสองยังคงไม่นำเอกสารใด ๆ มาส่งมอบ เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. จึงแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปขอหลักฐานจากผู้ค้ามาแทน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. มีหนังสือฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 แจ้งโจทก์ทั้งสองว่าให้โจทก์ทั้งสองจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม หากพ้นกำหนดจะถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะดำเนินการร้องเรียนต่อไป และจะยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายและไม่ให้นำเรื่องอายุความขึ้นกล่าวอ้างกัน จำเลยจึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วน หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2558 บริษัท ค. แจ้งว่าโจทก์ทั้งสองนำเอกสารแสดงปริมาณและราคาต่อหน่วยสินค้าเพื่อพิสูจน์ความเสียหายมาส่งมอบให้แล้วบางส่วน และวันที่ 25 มีนาคม 2558 โจทก์ทั้งสองนำเอกสารที่เหลือมาส่งให้แก่บริษัท ค. จนครบถ้วน แต่เมื่อจำเลยตรวจสอบเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งแล้ว พบว่าจำนวนปริมาณสินค้าที่อยู่ในสต๊อกสินค้ามีจำนวนมาก จึงเกิดข้อสงสัยว่าไม่น่าจะสามารถเก็บรักษาในพื้นที่ร้านโจทก์ทั้งสองได้ทั้งหมด และการลำดับเลขที่ใบกำกับภาษีซ้ำซ้อนกันด้วย ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2558 จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท จากนั้นนายอดิศักดิ์ นำคำสั่งเรียกพยานเอกสารฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2558 ของศาลแพ่งธนบุรี ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2087/2557 ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. โจทก์ กับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว มาส่งมอบให้ทางจำเลย นายอำนาจพูดคุยกับนายอดิศักดิ์จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. เป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้า แต่เงินไม่พอจ่าย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. จึงยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1 และนายอำนาจยังทราบอีกว่าโจทก์ที่ 1 มีปัญหาทางด้านการเงินมาก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และในคดีดังกล่าวมีการอ้างส่งเอกสารการซื้อสินค้าในสำนวนด้วย ซึ่งโจทก์ที่ 1 สามารถคัดถ่ายเอกสารส่งให้ฝ่ายจำเลยประกอบการพิจารณาได้ แต่โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ดำเนินการ กลับเพิ่งจัดส่งเอกสารให้ทางจำเลยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 และไม่มีเอกสารการซื้อสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ส่งมาด้วย ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ.ว่า หากจำเลยจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทน วันที่ 4 สิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. จึงมีหนังสือให้จำเลยไปพบ จากการร่วมประชุมกับนายอดิศักดิ์และเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. จำเลยทราบว่าก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ นายวิรัชต์ พนักงานส่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ไปส่งของที่ร้านโจทก์ทั้งสอง แต่ภายในร้านมีทรัพย์สินน้อยกว่าปกติ นายอำนาจเห็นว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองมีพิรุธ จึงไปตรวจสอบเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งเพื่อพิสูจน์ความเสียหายในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2558 โดยวิธีสุ่มตรวจ พบว่าเอกสารที่โจทก์ทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากร้าน ซ. และร้าน ส. ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากทั้งสองร้านดังกล่าว จำเลยจึงให้นายวิจิตร และนางวรรณา เจ้าของร้าน ซ. และนายสุรชัย เจ้าของร้าน ส. จัดทำบันทึกข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นจำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในความผิดฐานพยายามฉ้อโกง และพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระโขนง ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 462/2560 หมายเลขแดงที่ 4666/2560 จำเลยจึงปฏิเสธที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และจำเลยมีนางวรรณาและนายวิจิตรซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ซ. ที่จำเลยสุ่มตรวจสอบมาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ประมาณ 4 เดือน ถึง 5 เดือน โจทก์ที่ 2 มาหาที่โรงงาน ขอให้นางวรรณาออกใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินให้เป็นเงิน 3,000,000 บาทเศษ ตามที่โจทก์ที่ 2 เขียนไว้ในกระดาษ นางวรรณาโต้แย้งว่า ราคาสูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยราคาการซื้อขายในปี 2555 ถึง 2556 ปกติแล้วจะไม่ถึง 1,000,000 บาท และราคาสินค้าต่อหน่วยก็สูงกว่าความเป็นจริงอีกด้วย แต่โจทก์ที่ 2 แจ้งว่าจะนำเอกสารไปประกอบบัญชีร้านโจทก์ที่ 2 เท่านั้น นางวรรณาจึงจัดทำใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินซึ่งมีรายการตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ หลังจากที่โจทก์ที่ 2 มารับเอกสารไปประมาณ 2 เดือน ถึง 3 เดือน โจทก์ที่ 2 มาพบนางวรรณาขอให้ออกใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินฉบับใหม่ให้อีกตามกระดาษที่โจทก์ที่ 2 เขียนสินค้าและราคาไว้ เป็นเงิน 3,000,000 บาท นางวรรณาโต้แย้งเช่นเดิม แต่นางวรรณาก็ออกใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ที่ 2 ไป ประมาณปลายปี 2556 ถึง 2557 โจทก์ที่ 2 ขอให้นางวรรณาออกเอกสารอีกเช่นเคย นางวรรณาก็จัดทำเอกสารให้ ตามสำเนาใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.32 จำนวนทั้งหมด 111 แผ่น ให้โจทก์ที่ 2 ไปทั้งหมด หลังจากนั้นวันที่ 30 กันยายน 2558 มีบุคคลมาสอบถามนายวิจิตรเกี่ยวกับราคาสินค้าและให้ดูใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.32 ทั้งหมดที่นางวรรณาออกให้แก่โจทก์ที่ 2 ไป นายวิจิตรจึงติดต่อทนายความให้สอบถามไปยังจำเลย ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2558 พนักงานจำเลยมาพบและสอบถามนายวิจิตรกับนางวรรณาเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น นายวิจิตรและนางวรรณาจึงเล่าความจริงให้ทราบ พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อเท็จจริงมอบให้ทางจำเลยไว้ เมื่อจำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2559 เจ้าพนักงานตำรวจสอบปากคำนายวิจิตรและนางวรรณาไว้ เห็นว่า คำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะพยานจำเลยปากนางวรรณากับนายวิจิตรเจ้าของร้าน ซ. ต่างไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ทั้งสองมาก่อนจึงเป็นพยานคนกลางที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเอกสารโดยตรงเนื่องจากเป็นคู่ค้ากับโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการออกเอกสารตามที่พยานจำเลยทั้งสองปากเบิกความล้วนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่านางวรรณาและนายวิจิตรได้ประโยชน์ใด ๆ ในการออกเอกสารดังกล่าว ทำให้คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองปากนี้มีน้ำหนัก ทั้งพยานจำเลยทั้งหมดต่างให้การและเบิกความในคดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกฟ้อง หากข้อเท็จจริงตามคำเบิกความไม่เป็นความจริงก็อาจถูกฟ้องให้รับโทษทางอาญาได้ คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งหมดมีน้ำหนัก ได้ความตามเอกสารที่นายสุรชัย เจ้าของร้าน ส. จัดทำให้จำเลยไว้ ซึ่งมีข้อความระบุว่า "...ประมาณปี 2557 (โจทก์ทั้งสอง) เจ้าของร้าน บ. ได้มาพบ (นายสุรชัย) และขอให้ (นายสุรชัย) ลงนามในใบส่งสินค้าชั่วคราวที่ (โจทก์ทั้งสอง)...ได้ดำเนินการจัดทำขึ้นซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสารแนบท้าย...โดย (นายสุรชัย) ไม่ทราบว่าจะนำใบส่งสินค้าชั่วคราวไปดำเนินการอะไร... (นายสุรชัย) ไม่ได้ตรวจสอบว่ายอดรายการซื้อขายที่ (โจทก์ทั้งสอง) ทำเอกสารมา..แต่ด้วยความเชื่อใจจึงลงนามในใบส่งสินค้าชั่วคราวดังกล่าวให้... (นายสุรชัย) ได้ตรวจสอบสำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวดังกล่าว ทั้ง 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 8,198,800 บาท ที่ (โจทก์ทั้งสอง) ได้จัดทำขึ้นแล้ว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบดังนี้ ...สำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวของร้าน ส. ทั้ง 29 ฉบับ ...ไม่ใช่ของทางร้าน..ทางร้าน...ไม่เคยใช้ใบส่งสินค้าชั่วคราวในการประกอบกิจการ แต่จะใช้เป็นบิลเงินสดในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า...รายการสินค้าที่สั่งซื้อตามสำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวไม่เป็นความจริง...ราคาสินค้า...ไม่ตรงกับความจริง...ราคาของสินค้าที่ระบุนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาสินค้าที่ร้าน...ขายให้กับลูกค้าในขณะนั้น..." แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้นำนายสุรชัยมาเบิกความก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารที่ให้นายสุรชัยให้ถ้อยคำแก่จำเลยมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกับร้าน ซ. ที่มีการออกเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายสูงกว่าความเป็นจริงจึงสนับสนุนให้พยานจำเลยมีน้ำหนักยิ่งขึ้น เมื่อสำเนาใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล. 32 จำนวน 111 ฉบับ และสำเนาใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.59 จำนวน 29 ฉบับ ล้วนแต่เป็นเอกสารที่โจทก์ทั้งสองยื่นส่งแก่บริษัท ค. ผู้ตรวจสอบประเมินความเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเพื่อพิสูจน์ความเสียหายของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลย จึงแสดงชัดเจนว่าหากมูลค่าความเสียหายของสินค้าเป็นจำนวนเงินสูง โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการนั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า เคยขอให้ร้าน ซ. ออกใบส่งของให้ 3 ครั้ง แต่ปฏิเสธลอย ๆ เพียงว่า ร้าน ซ. เป็นผู้จัดทำเอกสารเอง โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ไปรับเอกสารแต่ไม่ทราบว่าเหตุใดร้านดังกล่าวจึงออกเอกสารหมาย ล.32 ให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เป็นผู้ไปขอใบส่งสินค้า และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.59 แผ่นที่ 2 ถึง แผ่นที่ 30 จำนวน 2 ครั้ง จากร้าน ส. เช่นกัน แต่ไม่ทราบว่ามูลค่าที่ซื้อขายกันจะเป็นเงิน 8,198,800 บาท หรือไม่ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่อยู่ในฐานะเช่นโจทก์ทั้งสองจะไม่ใส่ใจ และไม่ทราบมูลค่าสินค้าที่ต้องนำมาพิสูจน์ความเสียหายของตน นอกจากนี้ได้ความจากนายเอกภพพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยอมรับว่า เอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบให้ดังกล่าวพบว่าปริมาณสินค้าและเอกสารไม่สามารถนำมาใช้พิจารณาการมีอยู่ของสต๊อกสินค้าได้ชัดเจนเนื่องจากเมื่อนำจำนวนสินค้าตามใบบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบแจ้งหนี้มาทำการจัดวางในพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองแล้วพบว่าพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองไม่สามารถบรรจุจำนวนสินค้าได้ ประกอบกับความชัดเจนการลำดับเลขที่บิลและใบกำกับภาษีมีการซ้ำซ้อนกัน คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองและพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองนำส่งสำเนาใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.32 จำนวน 111 แผ่น ของร้าน ซ. และสำเนาใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.59 จำนวน 29 ฉบับ ของร้าน ส. ซึ่งระบุรายการสั่งซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง อันต้องถือว่าเป็นเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ และโจทก์ทั้งสองนำเอกสารเท็จดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบการพิจารณาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยให้มีมูลค่าความเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความข้างต้น และตามสัญญาประกันภัย ข้อ 5 ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายภายใต้กรมธรรม์ประกันภัย หากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกระทำโดยเจตนาจะฉ้อฉล หรือมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีการใช้หลักฐานเท็จประกอบการเรียกร้อง... เพื่อให้ได้มาเพื่อผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ตามเงื่อนไขดังกล่าวย่อมหมายความว่า การกระทำโดยฉ้อฉล หรือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีการใช้หลักฐานเท็จประกอบการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ต้องเป็นการกระทำของผู้เอาประกันภัยต่อผู้รับประกันภัย และต้องเป็นการกระทำภายหลังจากวันที่เหตุวินาศภัยเกิดขึ้นแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำเอกสารอันเกี่ยวกับสต๊อกสินค้าอันเป็นเท็จดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบการพิจารณาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยให้มีมูลค่าความเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง จึงต้องด้วยเงื่อนไขอันเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ทั้งสองในส่วนสต๊อกสินค้าแล้ว แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินแบ่งเป็นทุนประกันภัย 4 ประเภท คือ 1. อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 2. เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ 3. เครื่องจักร และ 4. สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) ส่วนโจทก์ที่ 2 เอาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินแบ่งเป็นทุนประกันภัย คือ 1. อาคารสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมฐานราก รวมส่วนปรับปรุงต่อเติมอาคาร) 2. เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราต่าง ๆ และทรัพย์สินอื่น 3. สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) ลักษณะของสัญญาประกันภัยมีการระบุประเภทความรับผิดในแต่ละส่วนแยกออกจากกันโดยชัดเจน อันเป็นการแสดงเจตนาของคู่สัญญาว่าต้องการแบ่งแยกประเภททรัพย์สินและวงเงินความรับผิดในแต่ละประเภท แม้มีการชำระเบี้ยประกันภัยโดยไม่แบ่งแยกเบี้ยประกันภัยตามประเภททรัพย์สินก็ตาม แต่เมื่อสัญญาประกันภัยแยกประเภทความรับผิดและวงเงินประกันภัยของจำเลยออกจากกันได้ ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งถึงราคาและความเสียหายของทรัพย์สินส่วนอื่น คงโต้แย้งเฉพาะความเสียหายเกี่ยวกับสต๊อกสินค้าที่รับประกันภัย การแสดงหรือใช้เอกสารอันไม่ถูกต้องและเป็นเท็จจึงมีเฉพาะในส่วนของสต๊อกสินค้าเท่านั้น แม้สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่ต้องการความสุจริตหรือความไว้วางใจระหว่างคู่สัญญาเป็นสำคัญอย่างยิ่งก็ตาม แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากผิดเงื่อนไขแม้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยทั้งหมด จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยที่ต้องเสียในมูลหนี้ โดยต้องตีความว่าสัญญาประกันภัยได้แบ่งทรัพย์สินที่เอาประกันภัยออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยระบุวงเงินรับผิดของแต่ละประเภทไว้ เป็นการแยกสัญญาประกันภัยออกเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกันได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประกันภัยในส่วนอื่นดังกล่าวข้างต้นที่มีลักษณะแบ่งแยกประเภทความรับผิดทั้งวงเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยออกจากกันไว้ต่างหากโดยชัดเจนมีผลเสียไปทั้งหมด จำเลยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดชดใช้เฉพาะความเสียหายสต๊อกสินค้าตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น แต่ในส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งเครื่องจักร จำเลยยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาประกันภัยตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ในส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้างวงเงินประกันภัย 10,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ วงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท เครื่องจักร วงเงินประกันภัย 3,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000,000 บาท หักกับเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท และหักกับค่าซากทรัพย์สินที่ขายได้และส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 565,000 บาท คงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,435,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ที่ 2 ในส่วนอาคารสิ่งปลูกสร้าง วงเงินประกันภัย 18,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่นวงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000,000 บาท หักกับเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,000,000 บาท และหักกับค่าซากทรัพย์สินที่ขายได้และส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 485,000 บาท คงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 9,515,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเชิงลงโทษต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนโดยต้องคำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพที่เหมาะสมภายใต้ธุรกิจที่เป็นธรรม แต่ปรากฏว่าตั้งแต่เกิดเหตุวินาศภัยจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองอ้างส่งเอกสารสต๊อกสินค้าเพื่อประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งโจทก์ทั้งสองแจ้งแต่แรกว่าเอกสารเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสองถูกเพลิงไหม้ทั้งหมด โดยค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเป็นไปตามวงเงินสัญญาประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ต้นโดยให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารมาประกอบการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนสต๊อกสินค้า จนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารจากร้านค้าคู่ค้าอันเป็นเท็จส่วนหนึ่งเกิดจากฝ่ายจำเลยและบริษัทผู้ประเมินเป็นผู้แนะนำ ภายหลังเมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นเอกสารเท็จจำเลยกลับแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งที่จำเลยก็ทราบว่าบริษัทผู้ประเมินไม่ได้ใช้เอกสารที่โจทก์ทั้งสองยื่นมาประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ซึ่งได้ความว่าระหว่างเจรจาที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายธีรศักดิ์ เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. แนะนำในระหว่างเจรจาว่าวงเงินประกันภัยส่วนใดที่รับกันได้ก็ให้จ่ายไปก่อน แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งเมื่อบริษัทผู้ประเมินตามที่จำเลยมอบหมายรายงานการประเมินความเสียหายและค่าสินไหมทดแทน จำเลยก็ปฏิเสธไม่ยอมรับรายงานการประเมินดังกล่าว พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพเพราะจำเลยสามารถชดใช้ค่าเสียหายในส่วนอื่นที่ไม่ได้โต้แย้งให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ การกระทำของจำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 5,000,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 แต่ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้มิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสองจึงเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ผิดนัดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยรับผิดเฉพาะต้นเงินค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยในส่วนต้นเงินค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ โดยให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ทั้งสองแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 224
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยรัตน์ ปิยะพลากร
ศาลอุทธรณ์ — นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2566
#691192
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นการประกาศประเภทกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่งกิจการที่ต้องขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นเรื่องการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร เมื่อผู้ใดประกอบกิจการดังกล่าวหลังจากประกาศกระทรวงการคลังใช้บังคับแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.2 บรรยายว่า ...จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ ประเภทการให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพที่ไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน โดยการร่วมกันจัดหาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินนั้น และจำเลยทั้งสองมิได้เป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพแก่ผู้บริโภค...อันเป็นการร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยผาสุกแห่งสาธารณชน และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ซึ่งประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยทั้งสองทราบประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลัง จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทราบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมาพร้อมกับฟ้อง และส่งประกาศดังกล่าวในชั้นพิจารณา ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดดังระบุไว้ต่อไปนี้ หรือกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกัน ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ...(3) การธนาคาร.." แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายมุ่งไปถึงลักษณะของกิจการเป็นสำคัญ หากเข้าลักษณะของกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคารแล้ว ก็ให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดให้กิจการในลักษณะนี้ต้องถูกควบคุมดูแลและตรวจสอบโดยทางราชการด้วยระบบการขออนุญาตได้ หากฝ่าฝืนประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตย่อมมีโทษทางอาญาตามข้อ 16 คำว่า "ผู้ใด" ตามข้อ 5 ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวย่อมใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่ว่ากับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารเป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตแล้ว กิจการในลักษณะนี้จึงมิใช่กิจการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำได้โดยเสรีอีกต่อไป แต่ต้องกระทำผ่านระบบใบอนุญาตเท่านั้น หากนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเช่นจำเลยที่ 2 จะให้ยืมเงินในลักษณะดังกล่าวก็ต้องขออนุญาตด้วยกันหมดทั้งสิ้น ส่วนที่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะยื่นขออนุญาตว่าต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าทางราชการไม่ประสงค์ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประเภทอื่นประกอบกิจการในลักษณะนี้นั่นเอง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่อาจยื่นขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารได้โดยเสรี การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบและเป็นความผิดตามฟ้อง

ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดต่อเนื่องกัน แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกเจตนาของจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และ ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 92 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ข้อ 5, 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวหลบหนีไม่มาศาลในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกจับในคดีอื่น และต้องคำพิพากษาให้จำคุก 3 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 482/2564 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อศาลชั้นต้นได้ตัวจำเลยที่ 2 มาแล้ว จึงยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณา และอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องตามคำร้องที่ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 482/2564 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันประกอบกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 482/2564 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (ที่ถูก อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร) โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับบทลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3), 16 ส่วนความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ให้จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นการประกาศประเภทกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่งกิจการที่ต้องขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นเรื่องการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร เมื่อผู้ใดประกอบกิจการดังกล่าวหลังจากประกาศกระทรวงการคลังใช้บังคับแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.2 บรรยายว่า ...จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ ประเภทการให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพที่ไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน โดยการร่วมกันจัดหาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินนั้น และจำเลยทั้งสองมิได้เป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพแก่ผู้บริโภค...อันเป็นการร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยผาสุกแห่งสาธารณชน และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ซึ่งประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยทั้งสองทราบประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลัง จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทราบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมาพร้อมกับฟ้อง และส่งประกาศดังกล่าวในชั้นพิจารณา ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 หรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดดังระบุไว้ต่อไปนี้ หรือกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกัน ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ...(3) การธนาคาร.." แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายมุ่งไปถึงลักษณะของกิจการเป็นสำคัญ หากเข้าลักษณะของกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคารแล้ว ก็ให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดให้กิจการในลักษณะนี้ต้องถูกควบคุมดูแลและตรวจสอบโดยทางราชการด้วยระบบการขออนุญาตได้ หากฝ่าฝืนประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตย่อมมีโทษทางอาญาตามข้อ 16 คำว่า "ผู้ใด" ตามข้อ 5 ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวย่อมใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่ว่ากับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารเป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตแล้ว กิจการในลักษณะนี้จึงมิใช่กิจการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำได้โดยเสรีอีกต่อไป แต่ต้องกระทำผ่านระบบใบอนุญาตเท่านั้น หากนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเช่นจำเลยที่ 2 จะให้ยืมเงินในลักษณะดังกล่าวก็ต้องขออนุญาตด้วยกันหมดทั้งสิ้น ส่วนที่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะยื่นขออนุญาตว่าต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าทางราชการไม่ประสงค์ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประเภทอื่นประกอบกิจการในลักษณะนี้นั่นเอง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่อาจยื่นขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารได้โดยเสรี การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบและเป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดต่อเนื่องกัน แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกเจตนาของจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 1.2 ฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อ 1.3 ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3), 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ไม่ได้พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 2 และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 3 เดือน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 เดือน 15 วัน อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยในแต่ละฐานความผิด จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษาให้ริบของกลางซ้ำอีกครั้ง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้พิพากษาแก้ไขในเรื่องดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายชุมพล ดาวแจ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
รัชนี สุขใจ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2566
#723247
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกันโดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางชนันญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงและข้อหาใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนข้อหาปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและปลอมเอกสารราชการนั้น โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,161,501 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 28 มกราคม 2564 ขอให้พิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงกระทงแรก จำคุก 2 ปี ฐานฉ้อโกงกระทงหลัง ฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับคดีส่วนแพ่งพิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ต้องมีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยหลอกลวงบุตรของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลย 561,501 บาท และจำเลยปลอมโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของกลางมาใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลยอีก 600,000 บาท โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วม 800,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 50,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท จะผ่อนชำระรวม 15 งวด งวดที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระงวดละ 30,000 บาท งวดที่ 6 ถึงที่ 15 งวดละ 60,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 งวดต่อไปทุกวันสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินจำนวน 1,161,501 บาท โดยหักเงินที่ชำระแล้วพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมในงวดเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2564 อีกงวดละ 30,000 บาท ส่วนงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 จำเลยผิดนัด ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2564 จำเลยแถลงต่อศาลว่าขอชำระเงินงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ร่วมแถลงว่าจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นจึงพิพากษา หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท และหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมอีก 80,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสิ้น 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกัน โดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินแล้วนำมาใช้หลอกลวงขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมอีก เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่เคารพและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาบ้านนา อันเป็นหน่วยงานราชการได้รับความเสียหายด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องอุปการะบุตรผู้เยาว์ 2 คน รวมทั้งมารดา หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินจากจำเลยแล้ว 250,000 บาท เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จำหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงจากสารบบความ และให้ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นาง ช.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายปรมัตถ์ สุวรรณเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิทยา มูลศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2566
#697542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันเล่นพนันสนุกเกอร์ ซึ่งสภาพแห่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ และเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จึงเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์ด้วย อันมีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดสำเร็จอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันและความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันและร่วมเล่นการพนันก็เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อลงโทษบทหนักตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 39, 40, 44, 45, 46, 47, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย และห้ามมิให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดออกนอกเคหสถาน หรือห้ามเข้าเขตกำหนดหรือห้ามมิให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท โดยจะมีคำสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ และหากจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันมิได้ ขอศาลมีคำสั่งกักขังจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บนหรือหาประกันได้

จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 4 เดือน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 7,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ปรับคนละ 7,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งเฉพาะความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนค่าปรับตามพระราชบัญญัติการพนันไม่ลด คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,500 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ปรับคนละ 4,500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก ไม่ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ให้จำคุก 2 เดือน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับคนละ 1,500 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 1,500 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน คงปรับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคนละ 750 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 3,250 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 คนละ 3,250 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขัง 1 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหรือชักชวนให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ ลูกค้าที่มาใช้บริการเล่นพนันกันเอง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินสดของกลาง ซึ่งมีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และบรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นพนันสนุกเกอร์ อันเป็นการพนันประเภทที่ระบุไว้ในบัญชี ข. ลำดับที่ 28 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ และจำเลยที่ 1 ร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 และพวกที่หลบหนีด้วย ซึ่งสภาพแห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้และเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน โดยจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ อันมีเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จึงเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์ด้วย อันมีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดสำเร็จอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เรียงกระทงมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์และมีผู้ร่วมเล่นการพนันจำนวนมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการเล่นสนุกเกอร์เพื่อพนันเอาทรัพย์สินกันของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นการพนันดังกล่าวมีเพียงโต๊ะสนุก 1 โต๊ะ ลูกสนุกเกอร์ 1 ชุด ไม้คิว 4 อัน ไม้เร็ท 2 อัน ประกอบกับเงินสดของกลางมีเพียง 1,160 บาท แสดงว่า การเล่นพนันของจำเลยที่ 1 กับพวกมิได้มุ่งหมายพนันเอาทรัพย์สินกันเป็นหลักสำคัญนัก พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่ถึงกับเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หากให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งโดยรอการลงโทษให้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และสังคมมากกว่าที่จะลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 ไปเสียเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันและความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและร่วมเล่นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนันก็เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศวาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อลงโทษบทหนักตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยจัดให้มีการเล่นพนัน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ปรับ 5,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 คนละ 2,500 บาท ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขัง โดยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคสอง ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายสิริมงคล กองธนสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2566
#691186
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองรวมแปดโฉนด ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่า ไม่มีดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายในหนึ่งปี และตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 1 ระบุว่า หากผู้กู้ผิดสัญญากู้โดยไม่ชำระหนี้คืนให้แก่ผู้ให้กู้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนจำนอง ผู้กู้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนองแก่ผู้ให้กู้ นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น อันเป็นการระบุว่าการกู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยนั้น โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่ ป.พ.พ. มาตรา 654 กำหนดไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและพยานวัตถุฟังได้ว่า ในการทำสัญญาจำนองตกลงกันว่าจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่ความจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 204,300 บาท แต่พยานขอลดหย่อนเหลือเดือนละ 200,000 บาท โดยโจทก์ให้จำเลยแบ่งชำระเงิน 2 ยอด ยอดแรกชำระ 150,000 บาท อีกยอดชำระ 50,000 บาท โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้เฉพาะยอดเงิน 150,000 บาท เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งต้นเงิน 13,620,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 170,250 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่าที่รวบรวมใบเสร็จรับเงินได้ 12 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะอันเป็นผลทำให้หนี้ตามสัญญาบางส่วนไม่สมบูรณ์ อันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย การรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้บางส่วนที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,585,903.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 13,620,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14628, 14629, 228059, 228060, 228061, 228062, 228063 และ 228064 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้พิพากษาให้จำเลยนำดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปหักจากต้นเงินที่จำเลยได้รับจากโจทก์ตามความเป็นจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,585,903.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 13,620,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,213,486.03 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14628, 14629, 228059, 228060, 228061, 228062, 228063 และ 228064 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาด ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 12,470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่ละคราว มาหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือให้นำไปหักชำระต้นเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559 จำเลยกู้ยืมเงิน 13,620,000 บาท จากโจทก์ โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 14628, 14629, 228059, 228060, 228061, 228062, 228063 และ 226084 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์โดยไม่มีดอกเบี้ย และจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ มีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี ค่าเช่าปีละ 50,000 บาท ต่อมาในวันเดียวกันโจทก์กับจำเลยทำหนังสือบันทึกข้อตกลงและสัญญาต่อท้ายอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าที่สำนักงานของจำเลย หลังจากนั้นวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โจทก์กับจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 13,620,000 บาท อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน จำเลยได้รับหนังสือวันที่ 5 ธันวาคม 2562 แล้วเพิกเฉย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยก่อนวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยและให้นำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระ รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท ไปหักกับต้นเงินตามสัญญาจำนองทั้งหมด คงเหลือหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 12,470,000 บาท ถือเป็นต้นเงิน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองรวมแปดโฉนด ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่าไม่มีดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายในหนึ่งปี และตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 1 ระบุว่า หากผู้กู้ผิดสัญญากู้โดยไม่ชำระหนี้คืนให้แก่ผู้ให้กู้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนจำนอง ผู้กู้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนองแก่ผู้ให้กู้ นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น อันเป็นการระบุว่าการกู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยนั้น โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 กำหนดไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและพยานวัตถุฟังได้ว่า ในการทำสัญญาจำนอง ตกลงกันว่าจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่ความจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 204,300 บาท แต่พยานขอลดหย่อนเหลือเดือนละ 200,000 บาท โดยโจทก์ให้จำเลยแบ่งชำระเงิน 2 ยอด ยอดแรกชำระ 150,000 บาท อีกยอดชำระ 50,000 บาท โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้เฉพาะยอดเงิน 150,000 บาท เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งต้นเงิน 13,620,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 170,250 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่าที่รวบรวมใบเสร็จรับเงินได้ 12 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะอันเป็นผลทำให้หนี้ตามสัญญาบางส่วนไม่สมบูรณ์ อันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย การรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้บางส่วนที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยก่อนวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะแล้ว จำเลยไม่อาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้ และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย จึงต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,150,000 บาท ไปหักเงินต้นตามสัญญาจำนอง คงเหลือหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 12,470,000 บาท และถือว่าเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินตามบันทึกข้อตกลงเรื่องแก้ไขหนี้อันจำนองเป็นประกัน ซึ่งบันทึกดังกล่าวคู่ความได้ตกลงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากต้นเงิน 12,470,000 บาท เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระแต่ละคราวมาหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2566
#691588
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. โดยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. ดังกล่าวคือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงินถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 9 ที่ 155/2562 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2562 ที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้อง จำนวน 213,502.71 บาท ผู้ร้องส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ภายหลังจากการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) ประกอบมาตรา 110 วรรคสอง แล้วพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดการบังคับคดี และที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่อ่านคำสั่งดังกล่าว แล้วให้งดการบังคับคดีไว้ จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินการต่อไปได้ตามกฎหมาย โดยให้คู่ความแถลงขอยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 213,502.71 บาท วันที่ 14 มกราคม 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ผู้ร้องนำส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นเช็ค ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คดังกล่าวไว้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 192,200,103.90 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากรรับไว้โดยชอบ จำเลยมีทรัพย์สินเพียงสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร รถยนต์ 14 คัน และจำเลยขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยจากผู้ร้องเป็นเงิน 70,000,000 บาทเศษ ซึ่งไม่อาจนับเป็นทรัพย์สินของจำเลย รวมทั้งผู้ร้องมีสิทธิหักกลบลบหนี้ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ การแก้ไขวันที่ในใบแต่งทนายความของผู้ร้องโดยลบเลข 2 ออกให้เหลือเพียงเลข 4 เท่านั้น ให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้อง เป็นการแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้การแต่งตั้งทนายความเสียไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้แล้ว จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ ตามมาตรา 90/12 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกมาตรา 110 วรรคสอง ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 3 ว่าด้วยผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ขึ้นประกอบการวินิจฉัยว่า การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดี แล้วดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจนมีคำสั่งมานั้น เป็นกระบวนการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดการบังคับคดีและอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วให้งดการบังคับคดีไว้ จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินการต่อไปได้ตามกฎหมายนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวคือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลาง โดยเห็นว่าศาลแรงงานกลางไม่งดการบังคับคดีไว้เพราะเห็นว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง เป็นกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นตามที่โจทก์ได้อุทธรณ์ไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำนวนหนี้ที่ผู้ร้องอ้างมีจำนวนเกินหนี้ที่เป็นจริง ผู้ร้องไม่มีหลักฐานมูลหนี้ที่แท้จริงกับจำเลยมายืนยันว่าจำเลยผูกพันเป็นหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายผู้ร้องในการชำระหนี้ภาษีจริงหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นางสาวนิภาภรณ์ เป็นผู้รับหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างจริง นางสาวนิภาภรณ์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าได้นำส่งหนังสือเตือนดังกล่าว จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นสิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนเมษายน 2562 รวมเป็นเงิน 74,680,632.09 บาท ให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้เพียงพอต่อจำนวนหนี้ที่มีต่อผู้ร้อง และใบแต่งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดโดยไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข จึงต้องถือวันที่ลงในใบแต่งตั้งเดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องจึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ผู้ร้องไม่มีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังมาว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 192,200,103.90 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากรรับไว้โดยชอบ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ และการแก้ไขใบแต่งทนายความของผู้ร้องให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 326 วรรคห้า
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (5) ม. 110 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
- นางดณยา วีรฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2566
#690546
เปิดฉบับเต็ม

การร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบและการเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกัน จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เรียกเงินและสนับสนุนการเรียกเงินเป็นค่าตอบแทนในการพิจารณาต่อสัญญาจ้างจาก พ. น. อ. และ ว. ซึ่งเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไป กับ ม. และ ช. ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง แตกต่างกันทั้งจำนวนเงินและระยะเวลา ประกอบกับหากบุคคลทั้งหกคนใดคนหนึ่งให้เงินหรือไม่ให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ก็ต่อสัญญาจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่บุคคลทั้งหกเป็นรายบุคคลไป แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสี่ที่ประสงค์จะให้เกิดผลของการกระทำความผิดต่อบุคคลทั้งหกแยกออกจากกันโดยชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 149, 157 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.115/2562 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.129/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กับรับว่าจำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 39,000 บาท และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 26,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 19,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 13,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสี่ได้กลับตัวเป็นคนดีสักครั้ง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติของจำเลยทั้งสี่ไว้ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว กับให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสี่เห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่แล้ว คำขอให้นับโทษต่อของโจทก์ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 ปี 36 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 48 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ กับฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 5 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 5 กระทง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 46 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.115/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่ให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.129/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 คำขอส่วนนี้ของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุมัติสั่งจ้างและต่อสัญญาจ้างให้แก่พนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไป และมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการต่อสัญญาจ้างเหมาบริการ จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างรองจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำให้เป็นไปตามนโยบาย มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองมอบหมาย และมีอำนาจหน้าที่พิจารณา ทำความเห็นในการสั่งจ้าง ต่อสัญญาจ้างให้แก่พนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไปเสนอต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองเพื่อพิจารณาสั่งจ้างต่อไป และจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างรองจากปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำให้เป็นไปตามนโยบาย มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองมอบหมาย และมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา ทำความเห็นในการสั่งจ้าง ต่อสัญญาจ้างให้แก่พนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไปเสนอนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองเพื่อพิจารณาสั่งจ้าง โดยเสนอผ่านปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เรียกนางพรกนก พนักงานจ้างตามภารกิจ นายนพรัตน์ พนักงานจ้างทั่วไป นางสาวอุไรวรรณ พนักงานจ้างทั่วไป นางสาววัชราภรณ์ พนักงานจ้างทั่วไป นายมนูญ ผู้รับจ้าง และนายวชิราวุฒิ ผู้รับจ้าง ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาจ้างในวันที่ 30 กันยายน 2555 ไปพบที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแจ้งให้บุคคลทั้งหกทราบว่าหากจะต่อสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 จะเรียกเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการดำเนินการต่อสัญญาจ้าง ต่อมาประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2555 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เรียกบุคคลทั้งหกไปพบอีกครั้ง และสอบถามว่าประสงค์ต่อสัญญาจ้างกับองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองหรือไม่ หากต่อสัญญาต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยนางพรกนก นายนพรัตน์ นางสาวอุไรวรรณ และนางสาววัชราภรณ์ จ่ายเงินคนละ 100,000 บาท ในปีแรก ส่วนปีต่อไปปีละ 20,000 บาท จนจำเลยที่ 1 ครบวาระ ส่วนนายมนูญและนายวชิราวุฒิจ่ายเงินคนละ 30,000 บาท ถึง 50,000 บาท เพียงครั้งเดียว หากไม่ยอมจ่ายเงินต้องลาออก และจำเลยที่ 1 ต้องการให้บุคคลทั้งหกไปพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งหกแจ้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า เงินที่จำเลยที่ 1 เรียกนั้นสูงเกินไปและไม่มีเงินที่จะนำมาจ่าย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงแจ้งให้บุคคลทั้งหกไปต่อรองกับจำเลยที่ 1 เอง ต่อมาช่วงบ่ายจำเลยที่ 4 พาบุคคลทั้งหกไปพบจำเลยที่ 1 ที่ห้องทำงาน โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมพูดคุยด้วย จำเลยที่ 1 แจ้งให้บุคคลทั้งหกทราบถึงรายละเอียดจำนวนเงินและวิธีการจ่ายเงิน กับรับประกันว่าหากยอมจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จะต่อสัญญาจ้างให้ทุกคนจนกว่าจำเลยที่ 1 ครบวาระการดำรงตำแหน่ง บุคคลทั้งหกแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าจำนวนเงินที่เรียกมานั้นสูงเกินไปและไม่มีเงินที่จะจ่ายให้จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 พยายามต่อรองจำนวนเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 พูดจาหว่านล้อมและชักจูงใจให้บุคคลทั้งหกยินยอมจ่ายเงินตามที่จำเลยที่ 1 เรียก แต่บุคคลทั้งหกยืนยันว่าไม่มีเงินและไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้จำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ต่อสัญญาจ้างให้กับบุคคลทั้งหก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาได้ความว่า การเรียกเงินจากนางพรกนก นายนพรัตน์ นางสาวอุไรวรรณ นางสาววัชราภรณ์ นายมนูญ และนายวชิราวุฒิ เป็นการเรียกเงินในคราวเดียวกันเพียงครั้งเดียวเพื่อต่อสัญญาจ้างซึ่งจะสิ้นสุดในวันเดียวกัน โดยมีเจตนาเรียกเงินจากบุคคลดังกล่าวทุกคน มิได้มีเจตนาแบ่งแยกว่าเป็นใครหรือจะต่อสัญญาจ้างทีละคนแยกจากกันเป็นรายตัว การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า การร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบและการเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกัน จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น มิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เรียกเงินและสนับสนุนการเรียกเงินเป็นค่าตอบแทนในการพิจารณาต่อสัญญาจ้างจากนางพรกนก นายนพรัตน์ นางสาวอุไรวรรณ และนางสาววัชราภรณ์ ซึ่งเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไป กับนายมนูญ และนายวชิราวุฒิ ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง แตกต่างกันทั้งจำนวนเงินและระยะเวลา ประกอบกับหากบุคคลทั้งหกคนใดคนหนึ่งให้เงินหรือไม่ให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ก็ต่อสัญญาจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่บุคคลทั้งหกเป็นรายบุคคลไป แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสี่ที่ประสงค์จะให้เกิดผลของการกระทำความผิดต่อบุคคลทั้งหกแยกออกจากกันโดยชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง และจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน แต่กลับมากระทำผิดเรียกเงินหรือสนับสนุนเรียกเงินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อต่อสัญญาจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างแก่พนักงานตามภารกิจ พนักงานจ้างทั่วไป หรือผู้รับจ้าง ซึ่งพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่เป็นภัยต่อสังคม อันเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสี่รู้สำนึกในการกระทำความผิดโดยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่จำเลยทั้งสี่ต้องคิดใคร่ครวญก่อนกระทำความผิด มิใช่เมื่อกระทำความผิดแล้วจึงมาอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษ และเหตุที่จำเลยทั้งสี่ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน กระทำคุณความดีต่อสังคมและในการปฏิบัติงานราชการ หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวตามที่อ้างในฎีกาจำเลยทั้งสี่ ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 — นายถาวร เศษมะพล
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2566
#688321
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยนั้นโดยตรง กรณีที่จำเลยใช้รถยนต์ของกลางโดยสารพาคนต่างด้าวทั้งสิบห้าคนซึ่งหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วไปส่งยังจุดหมายปลายทาง จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในรถด้วยเท่านั้น มิได้เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อพาคนต่างด้าวหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง ดังนี้ รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินรวมที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ของกลางที่คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาด้วยนั้นจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 7 คน แต่จำเลยกลับนำรถยนต์ของกลางดังกล่าวมาใช้บรรทุกคนต่างด้าว 15 คน ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก และคนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในห้องโดยสารในลักษณะแออัดยัดเยียด ซึ่งผิดวิสัยของการนั่งโดยสารมาในรถตามปกติทั่วไปก็ตาม ก็เป็นแต่เพียงการใช้รถยนต์ผิดประเภทและลักษณะการใช้งานของตัวทรัพย์เท่านั้น มิใช่พฤติการณ์ที่ถึงกับบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมุ่งหมายที่จะใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์โดยตรงดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น รถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 (ที่ถูก ไม่ต้องประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนี่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยนั้นโดยตรง คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง สำเนาบันทึกการจับกุมโดยเจ้าพนักงานเอกสารแนบท้ายคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 เวลา 19.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถแวนสองตอน) ของกลาง ซึ่งมีคนต่างด้าว 15 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรนั่งโดยสารมาในรถด้วยในขณะที่อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่จะมีการส่งคนต่างด้าวให้ไปทำงานที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งจากพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยใช้รถยนต์ของกลางโดยสารพาคนต่างด้าวทั้งสิบห้าคนซึ่งหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วไปส่งยังจุดหมายปลายทาง จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในรถด้วยเท่านั้น มิได้เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อพาคนต่างด้าวหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง ดังนี้ รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ของกลางที่คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาด้วยนั้นจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 7 คน แต่จำเลยกลับนำรถยนต์ของกลางดังกล่าวมาใช้บรรทุกคนต่างด้าว 15 คน ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก และคนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในห้องโดยสารในลักษณะแออัดยัดเยียด ซึ่งผิดวิสัยของการนั่งโดยสารมาในรถตามปกติทั่วไปก็ตาม ก็เป็นแต่เพียงการใช้รถยนต์ผิดประเภทและลักษณะการใช้งานของตัวทรัพย์เท่านั้น มิใช่พฤติการณ์ที่ถึงกับบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมุ่งหมายที่จะใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์โดยตรงดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น รถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถยนต์ของกลาง แต่พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นางสาวนภา พัชรโกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 751/2566
#721456
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกู้ยืมย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้าง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวจริง จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์กรอกจำนวนเงินในภายหลังในสัญญากู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 550,000 บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นและจำนวนเงินก็สูงกว่าความจริง สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจอ้างอิงแสวงสิทธิจากเอกสารปลอมได้ การกู้ยืมเงินและการค้ำประกันตามฟ้องจึงไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง และตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ให้การรับแล้วอันโจทก์ไม่จำต้องอ้างสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินในจำนวนที่รับว่าได้กู้ยืมจากโจทก์ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 654,991 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 530,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาและได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกู้ยืมย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้าง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวจริง จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์กรอกจำนวนเงินในภายหลังในสัญญากู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 550,000 บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นและจำนวนเงินก็สูงกว่าความจริง สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจอ้างอิงแสวงสิทธิจากเอกสารปลอมได้ การกู้ยืมเงินและการค้ำประกันตามฟ้องจึงไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง และตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ให้การรับแล้วอันโจทก์ไม่จำต้องอ้างสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินในจำนวนที่รับว่าได้กู้ยืมจากโจทก์ไป ส่วนประเด็นอื่นที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 วรรคสอง ม. 653 วรรคหนึ่ง ม. 680 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ด.
จำเลย — นาง ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางกรองทอง ลิมป์ศุภวาณิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2566
#692041
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้ถือเอาอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสำคัญแต่ถือเอาอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ กล่าวคือในความผิดฐานใดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตสถานเดียว แม้จำเลยให้การรับสารภาพ กฎหมายก็บังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงสิบปีหกเดือน ถึงแม้โทษจำคุกสิบปีหกเดือนนี้จะเป็นโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกห้าปีแต่ก็เป็นอัตราโทษอย่างสูง ส่วนอัตราโทษอย่างต่ำในความผิดฐานนี้ให้จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนขึ้นไป ซึ่งศาลอาจลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าโทษจำคุกสิบปีหกเดือนลงมาจนถึงจำคุกหนึ่งปีหกเดือนก็ได้ การที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 6 ปี แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่ได้สืบพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยนั้น ย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้คืนสุราขาว ยี่ห้อเหยี่ยวเงิน ขนาด 700 มิลลิลิตร 300 ลัง (โหล) และสุราผสม ยี่ห้อยูงทอง ขนาด 700 มิลลิลิตร 70 ลัง (โหล) ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักเอาไปแก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 552,600.32 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลยร่วมกันคืนสุราขาว ยี่ห้อเหยี่ยวเงิน ขนาด 700 มิลลิลิตร 300 ลัง (โหล) และสุราผสม ยี่ห้อยูงทอง ขนาด 700 มิลลิลิตร 70 ลัง (โหล) หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 496,600.32 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะประเด็นที่ 2 ส่วนประเด็นที่ 1 และที่ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเฉพาะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 6 ปี แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้สืบพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้ถือเอาอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสำคัญแต่ถือเอาอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ กล่าวคือในความผิดฐานใดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตสถานเดียว แม้จำเลยให้การรับสารภาพ กฎหมายก็บังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงสิบปีหกเดือน ถึงแม้โทษจำคุกสิบปีหกเดือนนี้จะเป็นโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกห้าปี แต่ก็เป็นอัตราโทษอย่างสูง ส่วนอัตราโทษอย่างต่ำในความผิดฐานนี้ให้จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนขึ้นไป ซึ่งศาลอาจลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าโทษจำคุกสิบปีหกเดือนลงมาจนถึงจำคุกหนึ่งปีหกเดือนก็ได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยอีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดก่อน จำเลยมีหน้าที่จะต้องเลี้ยงดูบุตรและภรรยา และต้องดูแลบิดามารดาที่อายุมากตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหลังลดโทษแล้วจำคุก 3 ปี มานั้น เห็นว่า หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 จำเลยนำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางไว้ที่ศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายเพิ่ม แสดงว่าจำเลยรู้สึกสำนึกผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายเพิ่มเติมเท่าที่จำเลยสามารถจะทำได้อันถือเป็นเหตุบรรเทาผลร้ายที่จำเลยกระทำ ภายหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปแล้ว กรณีมีเหตุสมควรกำหนดโทษจำคุกและแก้ไขในส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายเสียใหม่ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแห่งคดีที่เปลี่ยนไปข้างต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยร่วมกันคืนสุราขาว ยี่ห้อเหยี่ยวเงิน ขนาด 700 มิลลิลิตร 300 ลัง (โหล) และสุราผสม ยี่ห้อยูงทอง ขนาด 700 มิลลิลิตร 70 ลัง (โหล) หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 406,600.32 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสันทัศน์ นิภาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ ชลวิทย์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566
#691971
เปิดฉบับเต็ม

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านก็ตาม แต่ปัญหาว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกหรือไม่ ศาลยังต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุเนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันซึ่งตามสัญญามีข้อความว่าจำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา จำเลยทำหนังสือระบุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมและโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจพลการที่จะเข้าไปตัดแม่กุญแจที่โจทก์ ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้แม่กุญแจของจำเลยคล้องแทน ทำให้โจทก์เข้าบ้านที่เกิดเหตุไม่ได้ ขณะเกิดเหตุจำเลยทราบดีว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ การที่จำเลยยังเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุจนถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกแล้ว เมื่อผลแห่งคําพิพากษาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปตัดกุญแจประตูบ้าน เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คําพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ จำเลยไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 358, 360, 364, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 และ 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 114/2553 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 62 ที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวจากจำเลยในราคา 440,000 บาท ก่อนโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุจากจำเลยนั้น จำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินนางปัญญรัตน์ ต่อมานางปัญญรัตน์ฟ้องจำเลยบังคับชำระหนี้โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเฉพาะบ้านเลขที่ 62 ที่เกิดเหตุออกขายทอดตลาด โดยมีนายสุทธินันท์ บุตรนางปัญญรัตน์เป็นผู้ซื้อได้ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์มิได้ร้องขัดทรัพย์ไว้ โจทก์จึงดำเนินคดีจำเลยในข้อหาฉ้อโกง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ปี 2557 โจทก์ซื้อบ้านที่เกิดเหตุคืนจากนายสุทธินันท์ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกับขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุกับห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ และดำเนินคดีอาญากับจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2562 โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 แสดงว่าโจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเกินกว่าสามเดือน แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายในสิบปีนับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เพราะสิทธิฟ้องคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 95 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาบุกรุกตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ม.181/2563 ของศาลชั้นต้น จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่ปัญหาว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกหรือไม่ ศาลยังต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โต้แย้งของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาบุกรุกหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวนและเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีให้จำเลยได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายกัน ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา และในวันเดียวกันจำเลยทำหนังสือระบุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นคนเขียนข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาซื้อขายดังกล่าวด้วยลายมือตนเอง ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมและโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะเข้าไปตัดแม่กุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้แม่กุญแจของจำเลยคล้องแทนทำให้โจทก์เข้าบ้านที่เกิดเหตุไม่ได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทณรงค์ชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อพยานอีกปากหนึ่งของโจทก์ว่า ก่อนหน้านี้โจทก์แจ้งความจำเลยในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ครั้งสองครั้งและทุกครั้งที่พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่พบจำเลยพักอาศัยอยู่ ส่วนโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่บูรณะซ่อมแซมบ้านและปลูกต้นไม้ จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์พบว่าจำเลยย้ายภูมิลำเนาออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว และจำเลยสัญญาว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านที่เกิดเหตุให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งถ้อยคำของพยานปากดังกล่าวที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเหตุคดีนี้และเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเข้าข้างหรือเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใด และเชื่อว่าเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทราบดีว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ การที่จำเลยยังเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุจนถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกแล้ว ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ เพราะไม่เคยขายหรือสละการครอบครองให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่ได้ตัดกุญแจประตูบ้านของโจทก์นั้น เมื่อผลแห่งคำพิพากษา วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปตัดแม่กุญแจประตูบ้าน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ จำเลยไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาบุกรุกและพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยต่างโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ โดยจำเลยอ้างว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งจำเลยก่อความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเพียง 2,150 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การรอการลงโทษจำคุกเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและสำนึกในความผิดที่ได้กระทำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เป็นบทบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง แต่เมื่อคำขอให้ลงโทษจำเลยท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุมาตรา 362 จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 362 เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มานั้น เป็นการไม่ชอบ

และคดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติว่า ในคดีอาญาทั้งหลายห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเรียกค่าธรรมเนียมนอกจากที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ 360 บาท จากจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้ลงโทษปรับจำเลย 8,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ 360 บาท ให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 227 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84 (2) ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาง ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายราชันห์ สังเมฆ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย เงารุ่งเรือง
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2566
#690847
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานอกจากจะอุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จะต้องมีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้อุทธรณ์นอกจากจะโต้แย้งว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ชอบอย่างไรแล้ว จะต้องโต้แย้งในเนื้อหาของคำพิพากษาว่าไม่ถูกต้องอย่างไรด้วย โดยในส่วนหลังนี้ต้องบรรยายให้ได้ความครบถ้วนตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่จะพึงรับไว้พิจารณา ซึ่งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว โจทก์โต้แย้งแต่เพียงว่าศาลชั้นต้นไม่ควรงดสืบพยานเพียงประการเดียว แต่ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า เนื้อหาคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ขัดกับข้อเท็จจริงหรือขาดข้อเท็จจริงใดที่สมควรจะมีอยู่ หรือมีข้อกฎหมายสารบัญญัติใดที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาจบรรยายว่าพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนัก หรือหากมีการสืบพยานต่อไป พยานโจทก์จะมีน้ำหนักพอให้ลงโทษจำเลยได้เพราะอย่างไร เป็นต้น ดังนี้ กรณีฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตเลื่อนคดี เนื่องจากโจทก์อาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา มีอายุครรภ์ใกล้คลอด ไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้ในช่วงนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ยกคำร้อง แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ขอเลื่อนคดี (ครั้งที่ 3) โดยอ้างเหตุสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในเวลาที่รัฐบาลขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 ประกอบกับโจทก์ตั้งครรภ์อาศัยอยู่ประเทศแคนาดามีอายุครรภ์ใกล้คลอดไม่สามารถเดินทางมาในประเทศไทยได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ยกคำร้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563 แล้วต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อความตอนใดเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วย อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยอุทธรณ์ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2564 มีถ้อยคำล้อกับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2563 มีข้อความว่า "ขอยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำร้องขอเลื่อนคดี ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563" มีคำบรรยายว่า เนื่องจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบกับโจทก์มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ สายการบินไม่อนุญาตให้เดินทาง ภัยจากโรคร้ายและการเดินทางเป็นอันตรายต่อโจทก์และลูกในครรภ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ อนุญาตให้เลื่อนคดีสักครั้งหนึ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานอกจากจะอุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จะต้องมีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้อุทธรณ์นอกจากจะโต้แย้งว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ชอบอย่างไรแล้ว จะต้องโต้แย้งในเนื้อหาของคำพิพากษาว่าไม่ถูกต้องอย่างไรด้วย โดยในส่วนหลังนี้ต้องบรรยายให้ได้ความครบถ้วนตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่จะพึงรับไว้พิจารณา ซึ่งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว โจทก์โต้แย้งแต่เพียงว่าศาลชั้นต้นไม่ควรงดสืบพยานเพียงประการเดียว แต่ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า เนื้อหาคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ขัดกับข้อเท็จจริงหรือขาดข้อเท็จจริงใดที่สมควรจะมีอยู่ หรือมีข้อกฎหมายสารบัญญัติใดที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาจบรรยายว่าพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนัก หรือหากมีการสืบพยานต่อไปพยานโจทก์จะมีน้ำหนักพอให้ลงโทษจำเลยได้เพราะอย่างไร เป็นต้น ดังนี้ กรณีฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นต้องด้วยความเห็นศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสุนทรี วิไลสรการ
ศาลอุทธรณ์ — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ทรงกลด บุญชูกุศล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701/2566
#693680
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86

พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 92, 93, 334, 335 (7), 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42 (2) ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 ประกอบมาตรา 25, 42 (2) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่ทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท ฐานไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท รวมปรับคนละ 12,000 บาท ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ถึงปัจจุบัน โจทก์และจำเลยที่ 2 เคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากโจทก์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยใช้ชื่อว่านางสาวฐิภัสสร ช่วงจดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ในปี 2547 ใช้ชื่อ นางสาวภัคณอร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนตุลาคม 2553 และใช้ชื่อนางสาวชัญวีร์กร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 2 มีนางสมหมายเป็นมารดา จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, และจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ มาตรา 8, 10, ประกอบมาตรา 25, 42, (2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คงมีแต่โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาสรุปว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ลงข้อความเท็จในเอกสารบริษัท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น โจทก์นำสืบในข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมจัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 3 สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ณ วันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 โดยระบุผู้ถือหุ้นจำนวน 3 คน มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้น จำนวน 225,000 หุ้น หรือร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้น และประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เป็นเท็จ โดยไม่มีชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เพราะความจริงโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อยู่ 45,000 หุ้น จากจำนวนหุ้น 300,000 หุ้น นางสมหมาย มีหุ้นอยู่ 30,000 หุ้นและนางสาวชัชฎาภรณ์ยังเป็นผู้ถือหุ้น โดยในวันที่ระบุว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำและไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสามได้นำส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นที่ทำขึ้นอันเป็นเท็จนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทประกาศโฆษณาให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่าโจทก์และนางสมหมายไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์และนางสมหมายซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์อันควรได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และนางสมหมาย เมื่อพิจารณาบัญชีผู้ถือหุ้นก็มีรายชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่จำนวน 45,000 หุ้น มาก่อนและนำสืบยืนยันว่าไม่มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 และวันที่ 22 ตุลาคม 2561 อันเป็นเหตุที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นมาเป็น 3 คน โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนถึง 225,000 หุ้นได้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 และโจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 มิได้ จำเลยที่ 3 จึงถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด ย่อมทำให้การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิใช่เจ้าของหุ้นในบริษัทจำเลยกึ่งหนึ่ง ทำให้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นและทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าบุคคลอื่นที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ชำระเงินค่าหุ้นและมิได้แสดงความเป็นเจ้าของหุ้นอย่างชัดแจ้ง ถือว่าบุคคลผู้มีรายชื่อนอกเหนือจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ได้ถือหุ้นแทนโจทก์หรือจำเลยที่ 2 แล้วแต่กรณี ทำให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของหุ้นของจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 และผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ทราบดีว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง การที่จำเลยที่ 2 โอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีส่วนที่เป็นของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปให้จำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องขอหุ้นส่วนที่เป็นของตนคืนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 อ้างในฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามก็ดีและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นในส่วนของโจทก์ก็ดี โดยเหตุผลประการเดียวว่าโจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์นำสืบมุ่งเน้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่นิติบุคคลอย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิด เมื่อเป็นเช่นนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดไปด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานหลักฐานจนมีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว ซึ่งความข้อนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดครบถ้วนแล้วและพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นฐานกระทำผิดโดยไม่เข็ดหลาบและไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายกล่าวในฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ 3042/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นฐานกระทำผิดโดยไม่เข็ดหลาบและขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น เมื่อในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยอมรับว่ารับโทษจำคุกในเรือนจำในคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและโจทก์อ้างส่งคำพิพากษาคดีดังกล่าว อีกทั้งปรากฏจากสำนวนมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยที่ 2 ของศาลชั้นต้น ก็ระบุคดีหมายเลข อ.2477/2557 ของศาลชั้นต้นไว้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้วโดยอ้างเหตุคดีดังกล่าวไม่ถึงที่สุดนั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นนั้นเอง ศาลฎีกาจึงนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดีในส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นโดยกระทำผิดฐานไม่เข็ดหลาบนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษหนักตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ควรมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท มิใช่มีความผิดเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ซ.
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายยิ่งยศ ตันอรชร
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษบา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2566
#691370
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 ซึ่งเป็นคดีสาขาในชั้นบังคับคดีของคดีตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ได้พิพากษายืนตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุว่า หากผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีต่อไป ต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำกับเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ซึ่งมีบริษัท ต. เป็นโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แม้ทั้งสองเรื่องดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 แต่การปฏิบัติการชําระหนี้สามารถแบ่งแยกจากกันได้อย่างชัดเจน กรณีไม่เป็นคําพิพากษาของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันนั้นขัดกันอันจะตกอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง

เมื่อ จ. และ ส. จำเลยทั้งสองตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ยื่นคําร้องขอให้งดการโอนที่ดินพิพาทตามคําขอของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการบังคับคดีในลำดับแรกโดยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกเป็นพ้นวิสัย ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวและได้แต่รับมัดจำ รวมทั้งค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จะมาเรียกให้บังคับคดีในลำดับแรกอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,205,421.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 อ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ระหว่างผู้ร้อง ซึ่งเป็นโจทก์ กับนางจรินทิพย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวสมทรง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง โดยศาลฎีกาพิพากษาให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรงร่วมกันดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้ แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง หากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกเป็นพ้นวิสัย ให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรงร่วมกันคืนมัดจำและชำระค่าเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 อันเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันบุคคลทั่วไปได้ รวมถึงโจทก์และจำเลยด้วย ทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าหนี้ที่จำเลยต้องชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนมาก โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องมีพฤติการณ์พิเศษในการยื่นคำร้องเกิน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งปล่อยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 คืนแก่ผู้ร้องเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ซึ่งพิพากษาให้มีการยื่นขอรังวัดที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง หากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตกเป็นพ้นวิสัยให้ผู้ร้องรับเงินมัดจำคืนกับค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวในลำดับแรกตกเป็นพ้นวิสัย หากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปต้องเรียกให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรง จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับถัดไปคือ การเรียกให้คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดเพราะศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้ร้อง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 หลังจากนั้นได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ระหว่าง บริษัท ต. โจทก์ นายวิศิษฎ์ (ผู้ร้อง) ผู้ร้องสอด นางจรินทิพย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวศมภัสหรือสมทรง จำเลยที่ 2 ซึ่งพิพากษาให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรง จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัท ต. โจทก์ในคดีดังกล่าว แต่วินิจฉัยด้วยว่า การชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องสอดในคดีดังกล่าวไม่ตกเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมด เมื่อที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือ 32 ไร่เศษ ยังเป็นประโยชน์ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีในส่วนที่เหลือด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางจรินทิพย์และนางสาวสมทรงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ในคดีอื่นเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในทรัพย์สินนั้นได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อที่สองว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 และต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง มีสาระสำคัญคือเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลต่างชั้นกัน และกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันไม่ได้เท่านั้น เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 ซึ่งเป็นคดีสาขาในชั้นบังคับคดีของคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุว่า หากผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีต่อไป ต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำกับเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ในขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ซึ่งมีบริษัท ต. เป็นโจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนั้น แม้ทั้งสองเรื่องดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท แต่การปฏิบัติชำระหนี้สามารถแบ่งแยกจากกันได้อย่างชัดเจน กรณีไม่เป็นคำพิพากษาของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันนั้นขัดกันอันจะตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ในลำดับแรกโดยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้องตกเป็นพ้นวิสัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางสาวจรินทิพย์และนางสาวสมทรง จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ยื่นคำร้องขอให้งดการโอนที่ดินพิพาทตามคำขอของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการบังคับคดีในลำดับแรกตกเป็นพ้นวิสัย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อได้ความว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวและได้แต่รับมัดจำรวมทั้งค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จะมาเรียกให้บังคับคดีในลำดับแรกอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน เมื่อคดีรับฟังเป็นเช่นนี้แล้วย่อมไม่ต้องพิจารณาฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
ผู้ร้อง — นาย ศ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ ภู่นริศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2566
#691586
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาต่อรองราคาว่าจ้างวางท่อเหล็กไปยังโจทก์ผู้รับจ้าง โดยหนังสือดังกล่าวมีการแก้ไขราคาในลักษณะต่อรองคำเสนอของโจทก์ ดังนั้น คำสนองของจำเลยที่ 1 จึงไม่ตรงกับคำเสนอของโจทก์ ถือเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอของโจทก์และเป็นคำเสนอของจำเลยที่ 1 ขึ้นใหม่ในตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 359 วรรคสอง สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคำบอกกล่าวสนองของโจทก์ไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้เสนอ เพราะเป็นสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคหนึ่ง และมาตรา 169 จำเลยที่ 1 ได้ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ไม่ตอบตกลงราคาดังกล่าวมายังจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์มิได้มีคำสนองไปถึงจำเลยที่ 1 ดังนั้นหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาต่อรองราคาดังกล่าวไม่ก่อเกิดเป็นสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มิได้สนองรับคำเสนอของจำเลยที่ 1 ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิถอนคำเสนอของตนได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนคำเสนอแล้วคำเสนอเป็นอันสิ้นความผูกพัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 355 และมาตรา 357

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 50,262,376.59 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,743,955.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 41,365,056.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,169,526.51 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่จำเลยที่ 1 เสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 22,763,235.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 7 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง) แทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์) ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,743,955.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,518,421.17 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวิเชียรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 การประปาส่วนภูมิภาคทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างวางท่อน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ห. การประปาส่วนภูมิภาค (ชั้นพิเศษ) กับบริษัท บ. ในวงเงิน 883,177,507.09 บาท โดยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2558 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2559 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2558 บริษัท บ. ว่าจ้างช่วงให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างวางท่อประปาทั้งหมดตามสัญญาดังกล่าวในราคาค่าจ้าง 835,000,000 บาท โดยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2558 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2559 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 โจทก์เสนอราคารับจ้างทำงานก่อสร้างโครงการวางท่อดังกล่าวเฉพาะในส่วนของงานวางท่อเหล็ก Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วนมายังจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 177,383,423.10 บาท ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วอนุมัติราคาก่อสร้างเป็นเงิน 129,246,529 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยกำหนดเงื่อนไขการจ้างเพิ่มเติมรวม 5 ข้อ และวันที่ 22 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ E – mail ไปถึงโจทก์โดยจ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรง งานก่อสร้าง จัดหาและวางท่อน้ำงานดังกล่าว เป็นเงิน 88,643,479 บาท งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณเป็นเงิน 6,073,806 บาทส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 116,717,285 บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้เข้าทำงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 และ Line 14 โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แล้ว รวม 13 งวด จำเลยที่ 1 หักเงินประกันผลงานแล้ว โจทก์ได้รับเป็นเงิน 23,599,004.88 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า หนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาการจ้างงานวางท่อเหล็ก เกิดนิติสัมพันธ์เป็นสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปเพื่อก่อสิทธิและหน้าที่ผูกพันกันเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยมีคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน สัญญาจึงจะเกิด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอรับจ้างงานก่อสร้างโครงการวางท่อในส่วนของงานวางท่อเหล็ก Line 12 Line 13 Line 14 และงานก่อสร้างในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วนแบบสัญญาจ้างเหมา (Lump Sum Contract) รวมเป็นเงิน 177,383,423.10 บาท จำเลยที่ 1 พิจารณาคำเสนอของโจทก์แล้วได้ปรับลดราคาจ้างลงเป็นเงิน 129,246,529 บาท ทั้งกำหนดเงื่อนไขการว่าจ้างให้โจทก์ปฏิบัติ 5 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 ให้โจทก์วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันสัญญาจ้าง ข้อ 2 ให้โจทก์วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันผลงานเป็นเวลา 24 เดือน ข้อ 3 การจ้างไม่มีเงินล่วงหน้า ข้อ 4 ผู้รับจ้างต้องดำเนินการทำงานภายใต้สัญญาจ้างหลักของบริษัท บ. กับการประปาส่วนภูมิภาค และข้อ 5 ราคารวมค่าดำเนินการทั้งสิ้น รวมการซ่อมแซมผิวถนนทางหลวงของหน่วยงานท้องถิ่นจนแล้วเสร็จส่งงานการประปาส่วนภูมิภาค และให้โจทก์แจ้งกลับมายังจำเลยที่ 1 ตามหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาการจ้างงานวางท่อเหล็กฯ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว หนังสือของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไข โดยมีลักษณะเป็นการต่อรองคำเสนอของโจทก์ ดังนั้น คำสนองของจำเลยที่ 1 จึงไม่ตรงกับคำเสนอของโจทก์ ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอของโจทก์และเป็นคำเสนอของจำเลยที่ 1 ขึ้นใหม่ในตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 359 วรรคสอง สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคำบอกกล่าวสนองของโจทก์ไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้เสนอ เพราะเป็นสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคหนึ่ง และมาตรา 169 ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานที่สนับสนุนว่าคำสนองของโจทก์ได้ไปถึงจำเลยที่ 1 คงมีแต่นายสุวิจักขณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์มีหนังสือตอบรับราคางานก่อสร้างและเงื่อนไขทั้งห้าข้อไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว โดยนายสุวิจักขณ์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามอ้างว่า โจทก์ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยทางผู้ส่งเอกสาร (Messenger) แต่โจทก์มิได้นำผู้ส่งเอกสารดังกล่าวที่กล่าวอ้างมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือขอยืนยันตอบรับราคาก่อสร้างจากโจทก์ ทั้งได้ความตามหนังสือขอแจ้งยกเลิกการพิจารณาการจ้างวางท่อเหล็กลงวันที่ 20 ตุลาคม 2558 สรุปใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งผลการพิจารณาราคาต่อรองให้โจทก์ทราบแล้วและระยะเวลาดังกล่าวล่วงเลยมาแล้วระยะหนึ่ง โจทก์ไม่ตอบตกลงราคาที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบว่าจะตอบตกลงหรือไม่อย่างเป็นทางการ จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าจัดซื้อท่อเหล็กทั้งหมดและจัดจ้างผู้รับจ้างรายอื่นที่มีความพร้อมและทำงานในราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอเข้าดำเนินงานวางท่อเหล็กและอุปกรณ์ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า โจทก์มิได้มีคำสนองต่อคำเสนอของจำเลยที่ 1 เพราะหากโจทก์มีหนังสือตอบรับยืนยันราคาก่อสร้างมาถึงจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวอ้างแล้วย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ต้องมีหนังสือบอกกล่าวยกเลิกคำเสนอ จึงฟังได้ว่าโจทก์มิได้มีคำสนองไปถึงจำเลยที่ 1 ดังนั้น หนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาการจ้างวางท่อเหล็ก ไม่ก่อเกิดเป็นสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มิได้สนองรับคำเสนอของจำเลยที่ 1 ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิถอนคำเสนอของตนได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนคำเสนอแล้วคำเสนอเป็นอันสิ้นความผูกพัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 355 และมาตรา 357 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรงในงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วนตามฟ้องแย้งหรือไม่ คู่ความนำสืบรับกันว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 ได้ถอนคำเสนอแล้ว นายวิเชียร กรรมการโจทก์และนายสุวิจักขณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาพบจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 มีการเจรจาเกี่ยวกับการรับจ้างงานก่อสร้างโครงการวางท่อดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารทำงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วน โดยปรับลดปริมาณงานและค่าจ้างลงจากเดิมที่โจทก์เคยมีคำเสนอตามปริมาณงานที่กำหนดไว้ในบัญชีแสดงปริมาณวัสดุอุปกรณ์และราคาก่อสร้าง ทั้งกำหนดราคาก่อสร้างใหม่ โดยโจทก์มีหน้าที่บริหารงานก่อสร้าง จัดหาวัสดุ หาผู้รับจ้างการขออนุมัติการทำงานต่าง ๆ คุมงาน ตรวจสอบ การติดตั้งและรับของรวมถึงส่งมอบงานในส่วนที่โจทก์รับผิดชอบจนจำเลยที่ 1 สามารถส่งมอบงานและเบิกเงินค่าจ้างได้ แต่ในการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และสั่งจ้างโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าทำสัญญาโดยตรงกับผู้ขายสินค้าและผู้รับจ้าง โดยโจทก์จะเป็นผู้แจ้งชื่อผู้ขายและผู้รับจ้างให้จำเลยที่ 1 ทราบหรือโจทก์จะเข้าทำสัญญารับจ้างเองก็ได้ สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งในงานของโจทก์ โจทก์มีหน้าที่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าช่วงเวลาใดของการก่อสร้างจะใช้อุปกรณ์ชนิดใดปริมาณเท่าใด จำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายจัดซื้อกับผู้ขายที่โจทก์จัดหาให้หรือจำเลยที่ 1 จะซื้อกับผู้ขายอื่นที่ให้ราคาต่ำกว่าเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ตั้งงบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 116,717,285 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยแบ่งเป็นงานก่อสร้าง จัดหาและวางท่อน้ำเป็นเงิน 88,643,479 บาท งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณเป็นเงิน 6,073,806 บาท รวมเป็นเงิน 94,717,285 บาท ส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท หากโจทก์บริหารงานและทำงานเสร็จ โดยใช้ค่าใช้จ่ายเงินค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงไม่เกินวงเงิน 94,717,285 บาท โจทก์จะได้รับเงินในส่วนที่เหลือและจะได้รับส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท หากค่าใช้จ่ายในส่วนวัสดุและค่าแรงเกินวงเงิน 94,717,285 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำไปหักออกจากส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไร ส่วนโจทก์มีนายสุวิจักขณ์เป็นพยานเบิกความยอมรับว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีการเจรจากันโดยจำเลยที่ 1 เสนอจ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรง แต่โจทก์ปฏิเสธบอกปัดข้อเสนอของจำเลยที่ 1 เห็นว่า หลังจากนายวิเชียรกรรมการโจทก์และนายสุวิจักขณ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เจรจากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีการตกลงเงื่อนไขหรือราคาค่าจ้างกันอีก แต่โจทก์ได้เข้าทำงานในโครงการก่อสร้างวางท่อตามที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้าง ประกอบกับโจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 4 ย่อหน้าที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 แจ้งสรุปยอดค่าวัสดุที่สั่งซื้อ จ่ายค่าท่อเหล็กและอุปกรณ์ค่าใช้จ่ายตามขอบเขตตามสัญญา Line 12 Line 13 และ Line 14 เป็นเงิน 63,865,162.19 บาท หักค่าท่อเหล็กขนาด 700 มิลลิเมตร คงเหลือคืน 24 ท่อน เป็นเงิน 767,318.40 บาท รวมเป็นเงิน 63,097,943.79 บาท อันเป็นการยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายซื้อท่อเหล็กและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์มิได้วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันสัญญาจ้าง วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันผลงาน 24 เดือน ซึ่งเป็นเงื่อนไขการจ้างตามหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาจ้างงานวางท่อเหล็ก ตามคำเสนอของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นนายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างวางท่อดังกล่าวทั้งสิ้น และโจทก์เบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แล้ว รวม 13 งวด ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายค่าแรงและค่าดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดหาท่อเหล็กและอุปกรณ์ อีกทั้งยังได้ความตามหนังสือขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานบางส่วนว่า โจทก์ขอเบิกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานบางส่วนที่โจทก์ได้สำรองจ่ายไปก่อนประจำเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 หลายรายการ อาทิเช่น ค่าแรง ค่าทราย ค่าพัดลมดูดอากาศ ค่าเดินทางภายในประเทศ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าธรรมเนียมธนาคาร เงินทดรองจ่าย ค่าวารสารและสิ่งพิมพ์ ค่าวัสดุสำนักงาน ค่าพาหนะ ค่าน้ำมันและอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นผู้บริหารค่าวัสดุและค่าแรงในการทำงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วน โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาผู้รับเหมาค่าแรงและค่าก่อสร้างแล้วแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อให้ผู้รับจ้างเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 หรือโจทก์จะเข้าทำงานเองก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนฟ้องคดีนี้นายวิเชียรกรรมการโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าก่อสร้างรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 โดยหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์วางท่อรวมค่าของและค่าแรงเป็นเงิน 116,717,285 บาท ค่าบริหาร กำไร เป็นเงิน 22,000,000 บาท สอดคล้องกับเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าเป็นสัญญาจ้างบริหารงานวางท่อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรงในงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วน ตามฟ้องแย้ง ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง ในปัญหานี้นายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความว่า การวางท่อบริเวณอ่างเก็บน้ำ ห. มีทั้งหมด 14 Line โจทก์รับผิดชอบในการวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ซึ่งเป็นท่อเหล็ก ส่วน Line 1 ถึง Line 11 เป็นท่อ HDPE หรือท่อพลาสติกสีดำ ขณะโจทก์เข้าดำเนินการครั้งแรกนายศิริวัฒน์ และนายณรงค์ ผู้ควบคุมงานของการประปาส่วนภูมิภาคและนายฤทธิ์เดชเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งแก่พยานว่าในการก่อสร้างวางท่อ Line 13 จะเปลี่ยนจากท่อเหล็กเป็นท่อ HDPE เนื่องจากต้องการปรับปรุงแนวท่อและการจ่ายน้ำ ซึ่งก่อนจะเริ่มดำเนินการมีการตกลงกันว่าการวางท่อเหล็กให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ ส่วนการวางท่อ HDPE ให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การวางท่อ Line 13 เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นโจทก์ได้ดำเนินการวางท่อเหล็ก Line 12 และ Line 14 จนใกล้หมดสัญญาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และเมื่อเดือนมกราคม 2560 โจทก์ได้รับแจ้งว่าการวางท่อ Line 13 จะเปลี่ยนเป็นการวางท่อเหล็กเหมือนเดิม จำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเองเนื่องจากใกล้ครบกำหนดเวลาส่งมอบงาน การดำเนินงานวางท่อ Line 13 มีรายละเอียดตามบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาก่อสร้างท้ายหนังสือเสนอราคา ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาที่การประปาส่วนภูมิภาคว่าจ้างบริษัท บ. ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ฯ เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการวางท่อดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงคิดค่าจ้างจากโจทก์เป็นเงิน 1,173,000 บาท งานคืนผิวและงานติดตั้งอุปกรณ์ในส่วน Line 13 จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เบิกความว่า หลังจากโจทก์ตกลงรับจ้างบริหารงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 แล้ว โจทก์ได้เข้าเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในส่วนของค่าแรงเสียเอง โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างบริหารงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณและในฐานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในส่วนของค่าแรงด้วย โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาได้เบิกค่าแรงและค่าวัสดุตามผลงานที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละงวดรวม 13 งวด เมื่อหักเงินประกันผลงานแล้ว คงเหลือเงินที่โจทก์ได้รับ 23,599,004.88 บาท โจทก์ผิดสัญญาทำงานไม่แล้วเสร็จและทิ้งงานกล่าวคือ งานก่อสร้างวางท่อ Line 12 งานที่โจทก์ยังไม่ได้ทำ ได้แก่ งานซ่อมถนน (คืนพื้นผิวจราจรหรือทางเท้า) งานติดตั้งอุปกรณ์และประกอบท่อ เช่น ประตูน้ำ วาล์ว งานประสานท่อ งานล้างท่อ งานทดสอบการส่งน้ำ ฯลฯ การก่อสร้างวางท่อ Line 13 โจทก์ไม่ได้ทำ ส่วนงานวางท่อ Line 14 งานที่โจทก์ยังไม่ได้ทำ ได้แก่ งานซ่อมถนน (คืนผิวจราจรหรือทางเท้า) งานติดตั้งอุปกรณ์ประกอบท่อ เช่น ประตูน้ำ วาล์ว งานประสานท่อ งานล้างท่อ งานทดสอบการส่งนำ ฯลฯ โจทก์ทิ้งงานไม่ได้ทำงานก่อสร้าง ไม่แก้ไขงานส่วนที่ชำรุดบกพร่องตั้งแต่ประมาณต้นเดือนเมษายน 2559 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 จึงเข้าดำเนินการก่อสร้างงานที่โจทก์ยังทำไม่แล้วเสร็จ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำงานแทนโจทก์บางส่วน จำเลยที่ 1 ทำเองบางส่วนจนกระทั่งงานแล้วเสร็จสามารถส่งมอบงานให้การประปาส่วนภูมิภาคได้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เห็นว่า ตามใบสรุปรับ – จ่าย โจทก์ได้เบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าวัสดุและค่าแรงตามผลงานที่โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละงวด รวม 13 งวด จำเลยที่ 1 หักเงินประกันผลงานแล้ว โจทก์ได้รับค่าจ้าง 23,599,004.88 บาท น่าเชื่อว่า นอกจากโจทก์จะรับจ้างบริหารงานวางท่อดังกล่าวแล้วโจทก์ยังรับเหมาก่อสร้างงานในส่วนของค่าแรงตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบด้วย ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายณรงค์ หัวหน้างาน 8 งานควบคุมการก่อสร้าง 2 กองควบคุมการก่อสร้าง 2 ประกอบหนังสือเร่งรัดการคืนพื้นที่แนววางท่อ Line 12 ว่า นายณรงค์เคยมีหนังสือไปถึงบริษัท บ. ผู้รับจ้างแจ้งว่างานคืนสภาพบางส่วนในการวางท่อ Line 12 ยังไม่ได้ดำเนินการ ไม่มีการติดตามงานใกล้ชิด มีการปล่อยปละละเลยทำให้ชาวบ้านผู้ประกอบการและผู้ใช้เส้นทางสัญจรได้รับความเดือนร้อน ขอให้ผู้รับจ้างรีบดำเนินการโดยด่วน ซึ่งก็ปรากฏสภาพงานที่ยังทำไม่แล้วเสร็จพื้นถนนทรุดตัวหลายจุดตามภาพถ่ายหน้างานที่แนบท้ายเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายณรงค์อีกว่า งานวางท่อ Line 12 ของโจทก์รุกล้ำแนวเขตที่ดินของชาวบ้านได้รับความเสียหาย และงานคืนพื้นผิวจราจรยังไม่เรียบร้อย การประปาส่วนภูมิภาคไม่สามารถตรวจรับงานได้ งานวางท่อ Line 12 และ Line 14 ทดสอบแล้วพบรอยรั่ว ทั้งยังไม่ได้คืนสภาพพื้นถนนให้เรียบร้อย ตามภาพถ่ายหน้างาน สอดคล้องกับที่นายวุฒิชัย พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า พยานเป็นวิศวกรของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบงานวางท่อประปา Line 12 Line 13 และ Line 14 พบว่า งานวางท่อ Line 12 และ Line 14 ยังไม่แล้วเสร็จ ได้แก่ งานคืนสภาพพื้นถนน การติดตั้งอุปกรณ์ งานเชื่อมประสานท่อ ทั้งพยานได้แจ้งให้โจทก์เข้ามาแก้ไขงานดังกล่าวทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการแก้ไข จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการแทนจนแล้วเสร็จ สำหรับงานวางท่อ Line 13 นายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความรับว่า โจทก์ไม่ได้ทำงานดังกล่าวโดยอ้างว่าการประปาส่วนภูมิภาคผู้ว่าจ้างและบริษัท บ. มีการทำสัญญาแก้ไขเปลี่ยนแปลงงานวางท่อส่งน้ำและรูปแบบอุปกรณ์ท่อแยกจากท่อเมนรวม 5 ครั้ง ตามสัญญาแก้ไขสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างฯ และการประปาส่วนภูมิภาคส่งมอบพื้นที่ให้ดำเนินการก่อสร้างใกล้หมดอายุสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 เกรงว่าจะทำการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จจึงตกลงกับโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 จะทำงานวางท่อ Line 13 เอง การที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินงานก่อสร้างวางท่อ Line 13 โจทก์จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า คู่ความรับกันว่าการประปาส่วนภูมิภาคผู้ว่าจ้างได้ขยายเวลาทำงานตามสัญญาให้แก่บริษัท บ. ผู้รับจ้างออกไปถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างช่วงได้ว่าจ้างโจทก์บริหารงานวัสดุและค่าแรงในการก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ให้แล้วเสร็จจนจำเลยที่ 1 สามารถส่งมอบงานและเบิกเงินค่าจ้างได้ โจทก์จึงต้องดำเนินงานบริหารงานก่อสร้างในงานที่โจทก์ได้รับจ้างจำเลยที่ 1 ภายใต้สัญญาระหว่างการประปาส่วนภูมิภาคและบริษัท บ. ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นสัญญาหลัก โจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์สามารถทำงานที่รับจ้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ตามที่การประปาส่วนภูมิภาคขยายระยะเวลาให้แก่บริษัท บ. นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายวุฒิชัยพยานจำเลยที่ 1 ว่า พยานเข้าตรวจสอบงานวางท่อประปา Line 12 และ Line 14 เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2559 ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้ทำการก่อสร้างวางท่อ Line 13 และโจทก์ไม่ได้ทำงานในพื้นที่แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 1 สามารถก่อสร้างงานวางท่อทั้งหมดรวม 14 Line ตามที่รับจ้างซึ่งรวมทั้งการวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์จนแล้วเสร็จและสามารถส่งมอบงานให้แก่การประปาส่วนภูมิภาคก่อนสัญญาสิ้นสุด ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อสร้างวางท่อ Line 13 เองดังที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องเจรจาตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างบริหารงานก่อสร้างส่วนแบ่งและกำไรตามที่เคยตกลงกันมาก่อนตามสัญญาจ้างเพิ่มเติมกันใหม่ เพราะงานที่ว่าจ้างมีปริมาณลดลง แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีการตกลงลดวงเงินค่าจ้างบริหารงานก่อสร้างและส่วนแบ่งค่าบริหารกับผลกำไรเพิ่มเติมกันใหม่แต่อย่างใด ส่วนใบสรุปค่าใช้จ่ายตามขอบเขตงานของการติดตั้งท่อเหล็ก นายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 1 จัดทำ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบปฏิเสธว่ามิได้จัดทำและไม่เคยเห็นมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ใหม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายดำเนินการก่อสร้างวางท่อ Line 13 เสียเอง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำงานวางท่อ Line 12 Line 14 ไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้ทำงานวางท่อ Line 13 โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างและเงินประกันผลงานคืนจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพียงใด จำเลยที่ 3 เบิกความว่า โจทก์ทำงานวางท่อ Line 12 และ Line 14 ไม่แล้วเสร็จ ส่วนงานวางท่อ Line 13 ได้แก่ งานขุดดิน งานวางท่อ งานถมทรายหลังท่อ งานซ่อมถนนคืนผิวจราจรหรือทางเท้า ประตูน้ำ วาล์ว งานประสานท่อ งานล้างท่อ งานทดสอบการส่งน้ำฯ โจทก์ไม่ได้ทำ จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัท ว. และบริษัท ด. เข้าทำงานดังกล่าวแทนโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำเองบางส่วน ทั้งจำเลยที่ 1 มีนางขวัญใจ กรรมการผู้จัดการบริษัท ว. กับนายวสุ กรรมการบริษัท ด. เบิกความสนับสนุน โดยนางสาวขวัญใจเบิกความว่า ในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ว. ทำงานวางท่อบางส่วนของ Line 12 และ Line 13 จำนวน 15 สัญญา และนายวสุเบิกความว่า ระหว่างเดือนมีนาคม 2559 ถึงเดือนสิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้บริษัท ด. รับเหมาทำการก่อสร้างวางท่อ Line 12 และ Line 14 ต่อจากงานที่ทำไม่แล้วเสร็จรวม 20 สัญญา บริษัท ด. ทำงานเสร็จทุกสัญญาและรับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า แม้สัญญาว่าจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ว. และบริษัท ด. ตามหนังสือสั่งจ้าง ชื่อเจ้าของโครงการเป็นโครงการอื่นมิใช่โครงการของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาพัทยา (ชั้นพิเศษ) ที่จำเลยที่ 1 รับจ้างช่วงก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็เบิกความอธิบายถึงความเป็นมาเหตุผลและความจำเป็นของจำเลยที่ 1 ที่สัญญาจ้างดังกล่าวต้องระบุชื่อเจ้าของโครงการอื่นนั้นเป็นเหตุผลทางบัญชีเนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างวางท่อจากอ่างเก็บน้ำ ห. และสถานีผลิตน้ำ ม. ที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารงานก่อสร้างวางท่อตามสัญญาจ้าง ได้ใช้จ่ายไปจากการที่โจทก์เบิกค่าแรงและค่าวัสดุตามจำนวนที่กำหนดในตารางปริมาณงานและราคา (BOQ) จำนวน 13 งวด ไปหมดแล้ว แต่งานที่โจทก์ดำเนินการก่อสร้างยังมีความบกพร่องไม่ทำให้แล้วเสร็จจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อแก้ไขความบกพร่องและงานวางท่อ Line 13 ที่โจทก์ไม่ได้ทำ ค่าใช้จ่ายจึงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ชื่อโครงการอื่นในการซื้อวัสดุซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านระบบภายในของจำเลยที่ 1 หนังสือสั่งจ้างดังกล่าวหน้าแรกด้านขวาจะระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนชื่อโครงการจะมีคำว่า ADD2 กำกับต่อท้ายชื่อโครงการหมายถึงเป็นการใช้ชื่อโครงการอื่นเพื่อซื้อวัสดุมาใช้ในโครงการที่โจทก์รับจ้างจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทิ้งงาน หากเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ชื่อโครงการที่โจทก์รับจ้างจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายอยู่ภายในงบประมาณที่กำหนดไว้จะไม่มีคำว่า ADD2 ประกอบกับงานที่บริษัท ว. และบริษัท ด. รับจ้างตามหนังสือสั่งจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับงานก่อสร้างงานท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จและไม่ได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางขวัญใจและนายวสุเบิกความยืนยันว่า หนังสือสั่งจ้างดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างวางท่อประปาจากอ่างเก็บน้ำ ห. - สถานีผลิตน้ำ ม. ที่บริษัท ว. และบริษัท ด. รับจ้างจำเลยที่ 1 ทำแทนโจทก์ อีกทั้งจำเลยที่ 1 สามารถวางท่อทั้งหมดแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่การประปาส่วนภูมิภาคภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า หนังสือสั่งจ้างดังกล่าวเป็นงานที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานวางท่อในส่วนที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จและงานที่ยังไม่ได้ทำ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้าง เป็นสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารงานวัสดุและแรงงานในการก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 โดยจำเลยที่ 1 ตั้งงบประมาณให้โจทก์บริหารวัสดุและค่าแรงเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นงบประมาณงานก่อสร้าง จัดหาและวางท่อเป็นเงิน 88,643,479 บาท งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณเป็นเงิน 6,073,806 บาท รวมเป็นเงิน 94,717,285 บาท ส่วนที่สองเป็นส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท หากโจทก์สามารถบริหารและทำงานแล้วเสร็จโดยใช้จ่ายเงินค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงไม่เกินวงเงิน 94,717,283 บาท โจทก์จะได้รับเงินในส่วนที่เหลือและจะได้รับส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไร 22,000,000 บาท หากค่าใช้จ่ายในส่วนวัสดุและค่าแรงเกินวงเงิน 94,717,283 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำไปหักออกจากส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเหลือเท่าใด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในส่วนที่เหลือ ข้อตกลงจ้างบริหารงานก่อสร้างตามสัญญาจ้าง จึงแตกต่างไปจากสัญญาเหมา (Lump Sum Contract) ที่ผู้รับจ้างเหมาเป็นฝ่ายออกเงินทั้งค่าแรงและค่าวัสดุตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด กรณีผู้รับจ้างผิดสัญญาจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จหรือไม่ได้ทำ ผู้จ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างค่าจ้างตามสัญญารับเหมาเดิมกับค่าจ้างที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเพิ่มจากการที่ต้องว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ แต่ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้าง ในส่วนค่าบริหารและกำไรจำนวนเงิน 22,000,000 บาท เป็นส่วนที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์สามารถบริหารค่าวัสดุและค่าแรงภายในวงเงินที่กำหนดและงานที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์แล้วเสร็จและโจทก์เบิกเงินค่าจ้างได้ ส่วนค่าจ้างวางท่อ Line 13 หากโจทก์ทำงานดังกล่าวแล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างในงานดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือหากจำเลยที่ 1 เข้าทำงานดังกล่าวเสียเองหรือจ้างบุคคลอื่นทำแทน จำเลยที่ 1 ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน จึงไม่อาจนำยอดวงเงินประมาณ 116,717,285 บาท ที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์มาเป็นฐานในการเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้องแย้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าจ้างในส่วนงานวงท่อ Line 13 เพิ่มขึ้นจากสัญญาที่ว่าจ้างโจทก์เพียงใด จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากโจทก์ผิดสัญญาเฉพาะค่าจ้างวางท่อ Line 12 และ Line 14 ส่วนที่โจทก์ทำงานชำรุดบกพร่องและส่วนที่ทำไม่แล้วเสร็จเท่านั้น ได้ความตามตารางจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานก่อสร้างแทน ประกอบงานที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ว. และจำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ด. ตามหนังสือสั่งจ้าง จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างทั้งสองรวมเป็นเงิน 29,807,079.29 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ยอดเงินค่าจ้างดังกล่าวรวมค่าจ้างวางท่อ Line 13 จำนวนเงิน 4,883,833.10 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และจำนวนเงิน 769,330 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) รวม 5,653.163.10 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ว. วางท่อ Line 13 แทนโจทก์ รวมอยู่ด้วย จึงต้องนำค่าจ้างจำนวนดังกล่าวหักออกจากค่าจ้างบุคคลเข้าทำงานก่อสร้างแทนโจทก์ คงเหลือเงินค่าจ้างเป็นเงิน 24,153,916.19 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องค่าจ้างควบคุมงานและค่าใช้จ่ายอื่นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท ตามค่าจ้างควบคุมงานนั้น เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้นำผู้รับจ้างควบคุมงานมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีหนังสือสั่งจ้างหรือใบเสร็จรับเงินมาอ้างอิงสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือจึงไม่กำหนดให้ ดังนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากโจทก์ผิดสัญญาเป็นเงิน 24,153,916.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) หลังจากนั้นให้รับผิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ชำระเงิน 24,153,916.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 7 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกอัตราดอกเบี้ยเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลตามอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ให้คืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 ม. 355 ม. 357 ม. 359 วรรคสอง ม. 361 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666 -ที่ 667/2566
#693462
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ไม่ใช่คำซัดทอด แต่โจทก์ก็ยอมรับว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง ห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่จะมีเหตุผลตาม (1) และ (2) จึงต้องพิจารณาว่าพยานบอกเล่านี้เข้าข่ายข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ คดีนี้เหตุเกิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิของธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในปี 2553 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโท ภ. ส่วนการสอบปากคำของจำเลยที่ 6 เริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ในฐานะพยานเรื่อยมา จนสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 6 ให้การในฐานะผู้ต้องหาจึงไม่ได้ใกล้ชิดกับช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิด ประกอบกับจำเลยที่ 6 ให้การเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ว่า จำเลยที่ 6 หลบหนีเพราะเกรงว่าจำเลยอื่นจะโกรธแค้นและทำร้าย เหตุที่รับสารภาพเพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจำเลยอื่นจะต้องติดตามพบจำเลยที่ 6 จึงตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวน คำให้การของจำเลยที่ 6 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 6 มีข้อขัดแย้งกับจำเลยอื่นอยู่ คำให้การเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยที่ 6 เข้าพบพนักงานสอบสวนเอง แต่โจทก์กลับไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความในชั้นพิจารณา ดังนั้น ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านี้น่าสงสัยว่าจะพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุใดโจทก์จึงไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความได้ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ถือเป็นพยานบอกเล่าที่มิให้ศาลรับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกบริษัท ค. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกนายเฉลียวหรือสันต์ทศน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัท ล. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 เรียกนายจิตรกร ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 เรียกนายสุดเขตต์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 5 เรียกนายกอบกาญจน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 6 และเรียกนายโศจิวัจน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 7

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265 และ 268 ริบของกลาง และขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 8 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3990/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2493/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.434/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.734/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.832/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3639/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.600/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1042/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3317/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3460/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.632/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.990/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1515/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1857/2562 และต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2693/2562 ส่วนจำเลยที่ 7 ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.508/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1073/2558 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3990/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2493/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4025/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2495/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.489/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2500/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3857/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3158/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4030/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2492/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.532/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2497/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1689/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2498/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1696/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2496/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1910/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2499/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1977/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2491/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2030/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2494/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.832/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1397/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1757/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.654/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3639/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.600/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1041/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1042/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1502/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1515/2562 และต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2385/2562 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ไม่มีตัวจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 3 กระทงละ 10,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นปรับ 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อนั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีอื่นศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 4 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีบุคคลนำหนังสือรับรองผลงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.16 และหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาเพื่อเข้าประกวดราคาค่าก่อสร้างและปรับปรุงคลองนกยางระยะที่ 2 ส่วนที่เหลือกับเมืองพัทยา ในขั้นตอนการทำสัญญามีบุคคลนำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.26 ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาเพื่อเข้าทำสัญญาจ้างก่อสร้าง ต่อมามีบุคคลนำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.27 ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาเพื่อขอรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า หลังจากจ่ายเช็คให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว เมืองพัทยาตรวจสอบพบว่า เอกสารหมาย จ.16 และ จ.25 ถึง จ.27 เป็นเอกสารราชการและเอกสารสิทธิปลอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีคู่ความฎีกา ทั้งโจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 7 ตามข้อ (1) และ (2) กับไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลย 3 และที่ 4 ตามข้อ (1) (3) (5) และ (7) จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 7 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามข้อ (3) ถึง (8) หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ไม่ใช่คำซัดทอด แต่โจทก์ก็ยอมรับว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง ห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่จะมีเหตุผลตาม (1) และ (2) จึงต้องพิจารณาว่าพยานบอกเล่านี้เข้าข่ายของข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ เมื่อคดีนี้เหตุเกิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิของธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในปี 2553 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทภพกานต์ ส่วนการสอบปากคำของจำเลยที่ 6 เริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ในฐานะพยานเรื่อยมา จนสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 วันที่จำเลยที่ 6 ให้การในฐานะผู้ต้องหาจึงไม่ได้ใกล้ชิดกับช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิด ประกอบกับจำเลยที่ 6 ให้การเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ว่า จำเลยที่ 6 หลบหนี เพราะเกรงว่าจำเลยอื่นจะโกรธแค้นและทำร้าย เหตุที่รับสารภาพเพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจำเลยอื่นจะต้องติดตามพบจำเลยที่ 6 จึงตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวน คำให้การของจำเลยที่ 6 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 6 มีข้อขัดแย้งกับจำเลยอื่นอยู่ คำให้การเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยที่ 6 เข้าพบพนักงานสอบสวนเอง แต่โจทก์กลับไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความในชั้นพิจารณา ดังนั้น ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านี้น่าสงสัยว่าจะพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุใดโจทก์จึงไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความได้ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ถือเป็นพยานบอกเล่าที่มิให้ศาลรับฟัง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีกที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 7 กระทำความผิดจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฎีกา กรณีไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 7 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 4 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ (2) หรือไม่ เห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 เป็นพยานบอกเล่าจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนพยานหลักฐานอื่น ๆ ของโจทก์เท่าที่นำสืบมาก็ไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ (2) เลย นอกจากการที่จำเลยที่ 3 รวมตัวกับจำเลยที่ 1 เป็นกิจการร่วมค้าเพื่อเข้าทำสัญญากับเมืองพัทยา และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำเอกสารต่าง ๆ ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา ดังนั้น ลำพังข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ (2) เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้เช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า พยานโจทก์หลายปาก เช่น นางฉลวย นางอุษา นายพิศาล และพันตำรวจโทภพกานต์ต่างเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในชั้นต้นมีการตรวจสอบหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 แล้วได้รับแจ้งว่าเป็นเอกสารจริง เท่ากับว่าเอกสารดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ง่าย ทั้งนายชัยธวัฒน์ พยานโจทก์ซึ่งเคยทำงานกับจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรโครงการ โดยปฏิบัติงานอยู่ที่หน้างาน ไม่ค่อยเข้ามาในสถานที่ทำการของจำเลยที่ 3 นางชันญานันทน์ พยานโจทก์ซึ่งเคยทำงานกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถามค้านว่า จำเลยที่ 4 ไม่ใช่บุคคลที่จ่ายเงินเดือนให้แก่พยาน จำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัท โดยจะเข้ามาเป็นครั้งคราว จำเลยที่ 4 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยในการจัดทำเอกสารไปยื่นต่อเมืองพัทยา หลังจากทำเอกสารดังกล่าวแล้ว จะมีการนำไปใส่ซองและปิดผนึกก่อนที่จะมอบหมายให้นายชัยธวัฒน์ไปยื่นต่อเมืองพัทยา พยานหลักฐานของโจทก์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทราบว่าหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 เป็นเอกสารสิทธิปลอม กับจำเลยที่ 4 น่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำเอกสารของจำเลยที่ 3 โดยตรง เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ในเรื่องนี้มีน้ำหนักน้อย ยังไม่อาจรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 4 รู้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 เป็นเอกสารสิทธิปลอมอันจะเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 4 ดังนั้น ลำพังข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์นำมาพิจารณาว่า จำเลยที่ 4 เข้ารับเป็นผู้จัดการกิจการร่วมค้ามีการกระทำต่าง ๆ และนำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 ไปยื่นต่อเมืองพัทยา โดยสถานะตามวิสัยของผู้อยู่ในวงการค้าก่อนลงลายมือชื่อย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารก่อน จำเลยที่ 4 จึงปัดความรับผิดอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 ไม่ได้ จำเลยที่ 4 รู้จักเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาหลายคน และต้องรู้ความเป็นมาก่อนที่จะรับกระทำการให้จำเลยที่ 3 รวมถึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของจำเลยที่ 3 หากสุจริตแล้วเหตุใดไม่มีการสอบถามว่าได้หนังสือสัญญาค้ำประกันมาได้อย่างไร ล้วนเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่เชื่อมโยงเพื่อแสดงให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดดังกล่าวเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวนัชชา เวทย์วิไล
ศาลอุทธรณ์ — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2566
#691383
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 265, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1467/2563 (ที่ถูก อ.467/2563) ของศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณา นางภิรมย์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 341 (เดิม) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงจำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1467/2563 ของศาลชั้นต้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ทั้งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1467/2563 (ที่ถูก อ.467/2563) ของศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นหลักประกันการกู้เงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 4 เป็นพยานในสัญญาค้ำประกัน ต่อมาโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์โดยมอบหนังสือรับรองซึ่งเป็นเอกสารปลอมแก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน โดยหนังสือรับรองดังกล่าวมีการถ่ายสำเนาเอกสารที่มีตราประทับขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วและลายมือชื่อของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 ประกอบรูปตราครุฑสีแดงและข้อความล้อมรอบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ซึ่งประทับในช่องลายมือชื่อดังกล่าว ลงในกระดาษที่มีตราครุฑ และกรอกข้อความว่าหนังสือรับรอง ที่ ชพ 77101/239 รับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิจำนวนเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่ ปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ อยู่หมู่ที่ 5 ออกให้ไว้ ณ วันที่ 9 เดือนมีนาคม 2557

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินระบุว่า เพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 มาวางเป็นหลักประกัน โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองมามอบให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 โดยไม่เป็นความจริง โจทก์ร่วมเบิกความเป็นลำดับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนกระทั่งแจ้งความร้องทุกข์ อีกทั้งโจทก์ร่วมยังมอบสำเนาหนังสือรับรองซึ่งเป็นเอกสารปลอมแก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐานไว้ด้วย โดยจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ขณะจำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 3 เห็นจำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้แก่โจทก์ร่วม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งคือโฉนดที่ดิน ส่วนอีกฉบับไม่ทราบว่าเป็นอะไร ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า นอกจากใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 ยังส่งมอบหนังสือรับรองให้แก่โจทก์ร่วมอีก 1 ฉบับ แม้จำเลยที่ 3 เบิกความอ้างว่าเอกสารอีก 1 ฉบับ นั้น มีภาพถ่ายติดอยู่คล้ายกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แต่สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการที่ประชาชนทั่วไปคุ้นเคยและพบเห็นเป็นประจำ แตกต่างจากหนังสือรับรอง ที่เป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งประชาชนทั่วไปไม่คุ้นเคยและพบเห็นได้ยาก หากเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยที่ 3 คงให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้นแล้ว คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ไม่น่ารับฟัง ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ยังให้การยอมรับว่าเป็นผู้ทำสำเนาหนังสือรับรองขึ้นมาเอง อันสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำหนังสือรับรองมามอบแก่โจทก์ร่วม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน มีน้ำหนักมั่นคง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายสมหมาย สามีของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุมาสืบก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองดังกล่าวไปใช้กู้ยืมเงินจากนางสาวลัดดา โจทก์ร่วมในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.467/2563 หมายเลขแดงที่ อ.942/2563 ของศาลชั้นต้น โดยคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานปลอมเอกสารไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมในคดีนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารอีกนั้น เป็นข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวต่อโจทก์ร่วมโดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวและมอบหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการกู้เงินจากโจทก์ร่วม ปัญหาว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้น เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 ว่า การออกหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล และเห็นได้ว่าการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนั้นมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ องค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหลายซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงต้องถือปฏิบัติตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ อีกทั้งการออกหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกหนังสือรับรองจึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ เมื่อจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือรับรองและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงินจากโจทก์ร่วม โดยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งข้อหานี้โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารราชการหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วซึ่งรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดิน 80 ไร่ และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน นับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วมอันจะพอเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 สำนึกในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ตั้งแต่ข้อความว่า "โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่โจทก์มีนางภิรมย์ ผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเบิกความว่าขณะทำสัญญากู้ยืมเงินไม่มีบุคคลใดพูดโน้มน้าวให้โจทก์ร่วมต้องให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาเป็นเหตุยกฟ้องก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงตามฟ้องนั้น ควรต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุทั้งหมดประกอบด้วย กล่าวคือ ... ขอประทานศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้โปรดพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง..." เห็นได้ว่า ฎีกาของโจทก์เป็นการคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ทั้งสิ้น และเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แตกต่างกัน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ส่วนนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 265
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 60 วรรคหนึ่ง ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นาง ภ.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายพีระพงศ์ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวินิจ แกล้วทนงค์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2566
#692035
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า เป็นบทบัญญัติเพื่อให้หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินได้รับการกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก่อนเจ้าหนี้จำนองและให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ซื้อโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินว่า ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อความปรากฏว่า ก่อนขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแล้ว แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ดังกล่าวล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปตามที่มาตรา 335 บัญญัติไว้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าลูกจ้างที่ดูแลรับผิดชอบที่ทำการของผู้ร้องในขณะนั้นไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการของผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้อง โดยลูกจ้างคนดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตนั้น กรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 15 ที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา 30 วัน ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองได้ ทั้งความปรากฏตามคำขอออกหมายบังคับคดีว่า จำเลยมีภาระหนี้คงค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 7,371,398.92 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 3,223,150.73 บาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยประกันภัย แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 ขายทอดตลาดได้ในราคาเพียง 3,700,000 บาท น้อยกว่าภาระหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้สุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะจ่ายให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 96 งวด หากผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดทันที ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนอง และทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ซึ่งนายวรเดช และนางสาวดวงทิพย์ เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 96 งวด หากผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดทันที ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนอง ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร พ. และทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแจ้งการยึดไปยังผู้ร้อง ซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ กับให้ผู้ร้องแจ้งหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคค้างชำระของที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 นายวรเดช และนางสาวดวงทิพย์ เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในราคา 3,700,000 บาท จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2561 แจ้งว่าผู้ร้องยื่นภาระค่าส่วนกลางเกินกำหนดระยะเวลาทางกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่กันเงินค่าส่วนกลางให้ ทั้งนี้ผู้ร้องมีสิทธิขอบุริมสิทธิต่อศาลได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 50 วรรคสาม ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า เป็นบทบัญญัติเพื่อให้หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินได้รับการกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก่อนเจ้าหนี้จำนองและให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ซื้อโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินว่า ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อความปรากฏว่า ก่อนขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแล้ว แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ดังกล่าวล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้บำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปตามที่มาตรา 335 บัญญัติไว้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าลูกจ้างที่ดูแลรับผิดชอบที่ทำการของผู้ร้องในขณะนั้นไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการของผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้อง โดยลูกจ้างคนดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตนั้น กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 15 ที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา 30 วัน ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองได้ ทั้งความปรากฏตามคำขอออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 12 มกราคม 2561 ว่า ณ วันที่ 8 มกราคม 2561 จำเลยมีภาระหนี้คงค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 7,371,398.92 บาท แบ่งเป็นต้นเงิน 3,223,150.73 บาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยประกันภัย แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 ขายทอดตลาดได้ในราคาเพียง 3,700,000 บาท น้อยกว่าภาระหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้สุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะจ่ายให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 335
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 50 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชยุตม์ ประภากมล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2566
#690878
เปิดฉบับเต็ม

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดี อันได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่ขอใช้บริการในการบังคับคดี ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 153 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีนั้นเป็นผู้ชำระ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณี ป.วิ.พ. มาตรา 292 (1) และ (5) ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด การที่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียนสั่งว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดีก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (7) เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงว่า หลังจากโจทก์แถลงว่าจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด อันเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 327 ด้วยการให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดีนั่นเอง จึงเป็นกรณียึดแล้วไม่มีการขาย โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 153 วรรคสอง และมาตรา 169/2 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 10,653,475.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 10,248,667.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11620 11912 และพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินโฉนดเลขที่ 23029 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามทราบคำบังคับแล้วไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23029 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาด ระหว่างการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกับโจทก์ และเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาคดีอื่น ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่เกินวงเงินที่จำนอง และหากได้เงินเกินกว่าที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิก็ให้มีสิทธิเฉลี่ยเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ได้ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ดำเนินการขายต่อไปตามกำหนด แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไป โดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีสำหรับทรัพย์จำนองที่โจทก์เป็นผู้ขอยึดไว้ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเว้นค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้ โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23029 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาด ระหว่างการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกับโจทก์ และเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2655/2560 ของศาลชั้นต้น ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่เกินวงเงินที่จำนอง และหากได้เงินเกินกว่าที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิก็ให้มีสิทธิเฉลี่ยเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ได้ ตามคำสั่งท้ายรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 มกราคม 2562 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ขช.2/2562 ของศาลชั้นต้น สำหรับการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองดังกล่าวนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีประกาศขายทอดตลาดรวม 4 นัด ในวันที่ 28 มีนาคม 2562 วันที่ 18 เมษายน 2562 วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ดำเนินการขายต่อไปตามกำหนด แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไป โดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองอันเป็นการดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามสิทธิของผู้ร้องนั้น โจทก์ยังคงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดี อันได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่ขอใช้บริการในการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีนั้นเป็นผู้ชำระ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ยังบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (1) และ (5) ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด การที่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดนั้น โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียณสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (7) ดังที่ได้ความตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 (ที่ถูก 2562) ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเสนอรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ศาลทราบว่า หลังจากโจทก์แถลงว่าจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิ และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดกับชำระราคาด้วยการใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ด้วยการให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดีนั่นเอง ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองแล้วมีการถอนการบังคับคดีของโจทก์โดยไม่ได้บังคับแก่ทรัพย์จำนองด้วยการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์ของโจทก์ต่อไป จึงเป็นกรณีที่มีการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง และมาตรา 169/2 วรรคสี่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองเอง ทั้งโจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกันและต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงไม่จำต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีนั้น เห็นว่า การบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นเอง ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติให้เจ้าหนี้ซึ่งศาลอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 แล้ว มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์แต่เดิมได้นั้น เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้อื่นให้สามารถดำเนินการบังคับคดีได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่จำต้องเสียเวลาปฏิบัติตามขั้นตอนด้วยการรอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์รายเดียวกันนั้นเสียก่อน แล้วจึงยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้ง ทั้งกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสี่ ก็กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนที่ดำเนินการบังคับคดีต่อไปต่างหากอยู่แล้ว หาได้ทำให้โจทก์หลุดพ้นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีที่โจทก์เป็นผู้ขอบังคับคดีในส่วนของตนดังที่วินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 153 วรรคสอง ม. 167/2 วรรคสี่ ม. 292 ม. 324 ม. 327 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางวีรยา ศรีแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2566
#690543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่าการพิจารณาสิทธิฎีกาของจำเลยอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. การที่จําเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาของจําเลยไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ให้ยกคำร้อง วันที่ 17 มิถุนายน 2565 จําเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกฉบับหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจําเลยก็ตาม แต่การที่จําเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงครั้งหลังนี้ ได้ล่วงพ้นระยะเวลาที่จําเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจําเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจําเลยมา จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 43 ทวิ, 157/1, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 368 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8), 160 (ที่ถูก 160 วรรคสาม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ปรับ 1,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ปรับ 4,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 12 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ส่วนรถยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงไม่ริบ ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ยื่นอุทธรรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ริบรถยนต์ของกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หรือไม่นั้น คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนรถยนต์ของกลาง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงไม่ริบ โจทก์อุทธรณ์ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันจะพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เห็นว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายมิใช่ปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรริบรถยนต์ของกลางหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ริบรถยนต์ของกลาง และคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปีซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิให้ถูกต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ได้ความว่าจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาออกไปถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ในวันดังกล่าวจำเลยยื่นฎีกาและได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า การพิจารณาสิทธิฎีกาของจำเลยอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ให้ยกคำร้อง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกฉบับหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงครั้งหลังนี้ ได้ล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายพสิษฐ์ ช้างทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา