คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 597 -ที่ 602/2566
#690882
เปิดฉบับเต็ม

การทำงานล่วงเวลา พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานแล้ว นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในแต่ละคราว ๆ ไป นายจ้างถึงจะมีสิทธิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานและเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาจ้างแรงงานข้อ 2. การปฏิบัติงาน ข้อ 2.1 กำหนดไว้ว่า เวลาปฏิบัติงานปกติให้ถือเวลาที่กำหนดโดยนายจ้าง ข้อ 2.2 ค่าจ้างล่วงเวลาให้ถือเวลาที่นอกเหนือจากการทำงานปกติ ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานในข้อ 1. ค่าจ้างแรงงาน ได้ระบุไว้ว่าข้อ 1.1 เวลาทำงานปกติ อัตราค่าจ้างต่อวัน (8 ชั่วโมง) วันละ...บาท อัตราค่าจ้างล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) วันละ….บาท จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานทุกวันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ การที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องทำงานล่วงเวลาในวันทำงานไว้ล่วงหน้าวันละ 4 ชั่วโมง เป็นการขัดต่อมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่อาจนำสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 มารับฟังทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเวลาการทำงานปกติและเวลาการทำงานล่วงเวลาได้ แต่อย่างไรก็ดี สำหรับเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยไว้โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบังคับบัญชาและควบคุมดูแลการทำงานโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะลูกจ้าง ด้วยการกำหนดเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และเมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านกันที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งการกำหนดเวลาการทำงานปกติดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง การที่จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตกลงทำงานตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดไว้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง มิใช่มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาในวันทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวันเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะเรียกเงินที่จ่ายให้โจทก์ 2 ถึงที่ 7 ในช่วงระหว่างการทำงาน 4 ชั่วโมงสุดท้ายของวันว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 2600/2562 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 777,174.31 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 391,932 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 548,735.43 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 541,342.37 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 381,176.12 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 719,879.87 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 400,693 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 65,890.50 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 41,685.75 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 46,523.34 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 45,896.90 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 40,396.68 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 61,033.78 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 42,464.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,445,471.80 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 914,507 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,536,457.50 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 1,263,131.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 648,774 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 45,840 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 101,794 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 50,211 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 7

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 1 ทุกสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้อง คำให้การ และตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์ทั้งเจ็ดทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2540 วันที่ 8 กันยายน 2551 วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 วันที่ 14 เมษายน 2549 วันที่ 20 กันยายน 2550 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 20 กันยายน 2550 ตามลำดับ โดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างโดยตรงกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าด้วยบริการของผู้รับจ้างไว้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ส่งลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไปให้บริการแก่จำเลยที่ 2 และมีโจทก์ทั้งเจ็ดรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการต่อสัญญากัน 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วไม่มีการต่อสัญญากันอีก ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ไปให้บริการแก่จำเลยที่ 2 จึงถูกส่งตัวคืนมายังจำเลยที่ 1 ซึ่งมีโจทก์ทั้งเจ็ดรวมอยู่ด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ในตำแหน่งช่างเทคนิค ปฏิบัติงานที่แปลงสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการแก่จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 21 วัน ติดต่อกัน และหยุด 21 วัน ติดต่อกัน โดยปฏิบัติหน้าที่บริการกะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน แต่ในวันหยุดโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้รับค่าจ้าง แตกต่างจากลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้างจำเลยที่ 2 ที่ทำงานมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 14 วัน แต่โจทก์ทั้งเจ็ดมีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 10 วัน โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าจ้างจากการทำงานในช่วง 4 ชั่วโมงสุดท้ายต่อวันเป็นเงิน 1,802.12 บาท 1,146 บาท 1,272.44 บาท 1,255.32 บาท 1,104.88 บาท 1,669.32 บาท และ 1,161.44 บาท ตามลำดับ ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ตามลำดับ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 ไม่เป็นฟ้องซ้ำ การทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการตามสัญญาที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำไว้กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 1 นำเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ 8 ชั่วโมง มาคิดคำนวณเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยไม่ได้นำค่าล่วงเวลาจำนวน 4 ชั่วโมง มาคิดคำนวณด้วย เพราะค่าล่วงเวลาเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การคิดคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 คิดคำนวณและจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดนั้นจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด สัญญาบริการระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลง ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ถูกส่งไปให้บริการแก่จำเลยที่ 2 จะถูกส่งตัวคืนมายังจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องกลับมาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง แต่การที่จำเลยที่ 1 อ้างเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วยเหตุดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุที่มีความจำเป็นของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วยตามมาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นฟ้องซ้ำนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางส่วนไหนที่ไม่ชอบอย่างไรและด้วยเหตุผลใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า การทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดมีพฤติกรรมที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง เนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดต้องทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยยึดหลักฐานการจ้างงานที่ระบุไว้ว่าให้ทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ และสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า เงินที่โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายวันนั้นรวมค่าล่วงเวลาด้วย เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง และได้รับค่าจ้างรายวันตามอัตราที่รวมค่าล่วงเวลาที่ระบุไว้ทั้งต้องนำค่าจ้างอัตราดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการคำนวณ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ที่อ้างว่าโจทก์ดังกล่าวมีเวลาทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง ไม่ใช่มีเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย การคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจึงต้องใช้ค่าจ้างรายวันและค่าทำงานล่วงเวลารวมคำนวณด้วยนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง เห็นว่า แม้อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจะอ้างคำเบิกความของพยานบุคคลมาสนับสนุนว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยสอบถามเรื่องการทำงานล่วงเวลาก็ตาม แต่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 โดยตกลงกำหนดอัตราค่าจ้างทำงานแยกเป็นค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และค่าล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ยุติตามที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 บรรยายคำฟ้องและฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ดังกล่าวทำงานบนแท่นเจาะน้ำมัน กำหนดเวลาทำงานเป็น 2 กะ กะละ 12 ชั่วโมง กะกลางวันเวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา และกะกลางคืนเวลา 18 นาฬิกา ถึง 6 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ในการทำงาน 12 ชั่วโมง มีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ในแต่ละกะโจทก์ดังกล่าวทำงานกะกลางวันแบ่งเวลาพักเป็น 3 ช่วง คือช่วงแรกพักเวลา 9 นาฬิกา ถึง 9.15 นาฬิกา ช่วงที่ 2 พักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 12.30 นาฬิกา และช่วงที่ 3 พักเวลา 15 นาฬิกา ถึง 15.15 นาฬิกา รวม 1 ชั่วโมง และข้อเท็จจริงที่ยุติว่างานที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำนั้นเป็นงานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมซึ่งมีกฎกระทรวง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2541 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2543 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติโดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและข้อเท็จจริงที่ยุติดังกล่าวจึงเพียงพอที่จะตีความถึงการตกลงทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 ว่าแท้ที่จริงแล้วตกลงกำหนดเวลาทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมง ซึ่งศาลสามารถวิเคราะห์จากสัญญาจ้างแรงงานและข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายดังกล่าววินิจฉัยได้โดยไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอื่นอีก ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ดังกล่าว ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยเสียก่อน และเห็นว่าในการทำงานล่วงเวลา พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานแล้ว นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในแต่ละคราว ๆ ไป นายจ้างถึงจะมีสิทธิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานและเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาจ้างแรงงานข้อ 2. การปฏิบัติงาน ข้อ 2.1 กำหนดไว้ว่า เวลาปฏิบัติงานปกติให้ถือเวลาที่กำหนดโดยนายจ้าง ข้อ 2.2 ค่าจ้างล่วงเวลาให้ถือเวลาที่นอกเหนือจากการทำงานปกติ ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานในข้อ 1. ค่าจ้างแรงงาน ได้ระบุไว้ว่าข้อ 1.1 เวลาทำงานปกติ อัตราค่าจ้างต่อวัน (8 ชั่วโมง) วันละ...บาท อัตราค่าจ้างล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) วันละ….บาท จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานทุกวันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ การที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องทำงานล่วงเวลาในวันทำงานไว้ล่วงหน้าวันละ 4 ชั่วโมง เป็นการขัดต่อมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่อาจนำสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 มารับฟังทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเวลาการทำงานปกติและเวลาการทำงานล่วงเวลาได้ แต่อย่างไรก็ดี สำหรับเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ที่ 7 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยไว้โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบังคับบัญชาและควบคุมดูแลการทำงานโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะลูกจ้าง ด้วยการกำหนดเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และเมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านกันที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งการกำหนดเวลาการทำงานปกติดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง การที่จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตกลงทำงานตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดไว้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง มิใช่มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาในวันทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวันเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะเรียกเงินที่จ่ายให้โจทก์ 2 ถึงที่ 7 ในช่วงระหว่างการทำงาน 4 ชั่วโมงสุดท้ายของวันว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 โดยนำแต่เฉพาะค่าจ้างที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณจึงไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องนำค่าจ้างที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติอีกวันละ 4 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณด้วย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับค่าจ้างจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติช่วง 4 ชั่วโมง สุดท้ายต่อวัน เป็นเงิน 1,146 บาท 1,272.44 บาท 1,255.32 บาท 1,104.88 บาท 1,669.32 บาท และ 1,161.44 บาท ตามลำดับ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ยังขาดอยู่ เป็นเวลา 30 วัน เป็นเงิน 34,380 บาท 38,173 บาท 37,659 บาท 33,146 บาท 50,079 บาท และ 34,843 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (เดิม) นับแต่วันที่พ้นกำหนดทวงถาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่กรณีดอกเบี้ยผิดนัดของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในขณะเกิดเหตุคดีนี้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทวงถามเมื่อใด จึงกำหนดให้ได้รับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป และในส่วนของค่าชดเชยนั้น โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่เป็นเวลา 240 วัน 300 วัน 300 วัน 240 วัน 300 วัน และ 240 วัน คิดเป็นเงิน 275,040 บาท 381,729 บาท 376,586 บาท 265,166 บาท 500,786 บาท และ 278,743 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธเช่นกัน เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 วันที่ 14 เมษายน 2549 วันที่ 20 กันยายน 2550 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 20 กันยายน 2550 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ตามลำดับ โจทก์ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 จึงทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ส่วนโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มเติมตามคำฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ให้ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเงิน 34,380 บาท 38,173 บาท 37,659 บาท 33,146 บาท 50,079 บาท และ 34,843 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเงิน 275,040 บาท 381,729 บาท 376,586 บาท 265,166 บาท 500,786 บาท และ 278,743 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างของโจทก์แต่ละรายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 6 ม. 22 ม. 24 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
- นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585 -ที่ 586/2566
#691966
เปิดฉบับเต็ม

ขณะยื่นคําฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชําระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขาดทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนําหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง

นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 โดยขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คําขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคําขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาให้มติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ และให้ใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิม คือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ให้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยให้กรรมการของจำเลยมี 3 คน คือ นายประชา นายไพบูลย์ และนายธีรยุทธ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ภายในระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ การบอกกล่าวเรียกประชุม การประชุมและการลงมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมีเจตนาเรียกประชุมไม่สุจริตหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง ส่วนจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จำนวน 8,340,000 หุ้น โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยระบุให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้นจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แต่งตั้งประธานและรองประธานบริษัท แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารรวมทั้งกำหนดกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ยกเลิกใบหุ้นเดิม ออกใบหุ้นใหม่และให้ตรวจสอบหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระมูลค่าหุ้น ต่อมาจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 เพื่อรับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 320,000,000 บาท เป็น 1,365,000,000 บาท และพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องจำนวนทุนจดทะเบียน ที่ประชุมมีมติตามวาระดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย จำเลยจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ไปโดยทุจริต จึงถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจที่จะฟ้องขอเพิกถอนการประชุมซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ถูกริบหุ้นจึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งข้อเท็จจริงเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ชอบ เห็นว่า ขณะยื่นคำฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ที่เปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการ เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทและแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องการเพิ่มทุนบริษัท โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยได้ริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขายทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนำหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วโดยหนังสือลาออกระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยขอให้จำเลยใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิมซึ่งส่งผลให้โจทก์กลับไปมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ปัจจุบันมีชื่อว่า บริษัท ท. แล้ว กรรมการจำเลยชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอภิวดี เหลืองรุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
สิริกานต์ มีจุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2566
#721457
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการสืบพยานหลักฐาน ดังนั้น จึงไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่นำเข้าสืบ อันที่ศาลจะได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดที่จะรับฟังว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง และแม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มาเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันก็ตาม แต่บุคคลดังกล่าวก็มีตัวตนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุและขณะพิจารณาคดีอันถึงที่สุด จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่ กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ไม่ทำการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีเหตุสมควรไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมานั้น จึงชอบแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้รับสำนวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันกับศาลชั้นต้น และมีคำสั่งว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ยกคำร้อง จึงเป็นการชอบแล้วเช่นกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 และ 10 การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้องก่อนจึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ และอย่างไรก็ตามปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 แต่จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จึงเป็นเวลาเกินสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่มายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นเพราะเพิ่งได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 ก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวก็ไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องได้ภายในเวลาตามที่ พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 20

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ปรับ 1,000 บาท ฐานเป็นผู้เล่น ปรับ 800 บาท รวมปรับ 1,800 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ฐานเป็นผู้เล่น ปรับคนละ 800 บาท จำเลยทั้งแปดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 900 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คงปรับคนละ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งแปดใช้เงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ คดีถึงที่สุด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีที่จะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต้องเป็นคดีที่มีการนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดนั้น กรณีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโดยไม่มีการสืบพยาน จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เห็นสมควรไม่รับคำร้องและส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการสืบพยานหลักฐาน ดังนั้น จึงไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่นำเข้าสืบ อันที่ศาลจะได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดที่จะรับฟังว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง และแม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มาเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันก็ตาม แต่บุคคลดังกล่าวก็มีตัวตนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุและขณะพิจารณาคดีอันถึงที่สุด จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างไร กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ไม่ทำการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีเหตุสมควรไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมานั้น จึงชอบแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้รับสำนวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันกับศาลชั้นต้น และมีคำสั่งว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ยกคำร้อง จึงเป็นการชอบแล้วเช่นกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 และ 10 การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้องก่อนจึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ และอย่างไรก็ตามปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 แต่จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จึงเป็นเวลาเกินสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่มายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นเพราะเพิ่งได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 ก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวอ้างนี้ก็ไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจที่จะทำการยื่นคำร้องได้ภายในเวลาตามที่พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 20 กำหนดไว้ด้วย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 ม. 9 ม. 10 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวธีรดา โสมะนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 545/2566
#691589
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้แก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคแรก แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแล้วได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน โดยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ เป็นความผิดตามมาตรา 243 และบัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรหรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือการถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 244 การที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 บัญญัติโดยแยกการกระทำซึ่งเดิมเป็นความผิดตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ออกเป็นมาตรา 243 และมาตรา 244 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์จะแยกการกระทำความผิดตามมาตรา 244 ออกต่างหากจากความผิดตามมาตรา 243 ดังนั้นเมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และจะต้องริบไม้ประดู่แปรรูปของกลางดังกล่าวเสียทั้งสิ้นตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ไม้ประดู่แปรรูปของกลางจึงไม่ใช่ของที่เสียภาษีได้อันจะเป็นผลให้การหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 แต่ถือเป็นของที่ต้องจำกัดหรือต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งไม้ประดู่แปรรูปของกลางซึ่งเป็นของต้องจำกัดหรือต้องห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยซุกซ่อนในตู้สินค้าหมายเลข HALA 5615694 แล้วร่วมกันยื่นใบขนส่งสินค้าออกเลขที่ A 0081-6004-03946 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสำแดงชนิดของสินค้าว่าเป็นเก้าอี้สนามทำด้วยไม้ประดู่เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามเกี่ยวกับของนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 เพียงบทเดียว มิใช่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ด้วย และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างกับโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติให้ลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ พ.รบ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 กำหนดโทษไว้เท่ากันเช่นเดียวกัน เมื่อโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีเท่ากัน แต่คดีนี้เมื่อคำนวณโทษปรับสี่เท่าราคาของซึ่งรวมอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 4,371,199 บาท โทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซึ่งปรับไม่เกินห้าแสนบาท จึงเป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยมากกว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่การกำหนดความรับผิดในค่าปรับตามบทบัญญัติมาตรา 244 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 จะต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดในลักษณะรวมกันตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 244, 255 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 7, 20 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91 ริบไม้ประดู่แปรรูปของกลาง และขอให้จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 47, 48 (ที่ถูก 48 วรรคหนึ่ง), 73 วรรคสอง (2), 74, 74 จัตวา (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 74, 74 จัตวา) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 244 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 5 (2), 7 วรรคหนึ่ง, 20 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7, 8, 9 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ปรับ 800,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น และโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น (ที่ถูก กับฐานร่วมกันพยายามส่งออกซึ่งสินค้าต้องห้าม) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 คงปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น จำเลยที่ 1 คงปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ปรับรวม 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกรวม 6 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบไม้ประดู่แปรรูปของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบของจำนวนเงินสุทธิค่าขายของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 และ 244 ที่บัญญัติในภายหลัง เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแล้วได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน โดยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ เป็นความผิดตามมาตรา 243 และบัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักร หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือการถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 244 การที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 บัญญัติโดยแยกการกระทำซึ่งเดิมเป็นความผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ออกเป็นมาตรา 243 และมาตรา 244 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์จะแยกการกระทำความผิดตามมาตรา 244 ออกต่างหากจากความผิดตามมาตรา 243 ดังนั้นเมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และจะต้องริบไม้ประดู่แปรรูปของกลางดังกล่าวเสียทั้งสิ้นตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ไม้ประดู่แปรรูปของกลางจึงไม่ใช่ของที่เสียภาษีได้อันจะเป็นผลให้การหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 แต่ถือเป็นของที่ต้องจำกัดหรือต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งไม้ประดู่แปรรูปของกลางซึ่งเป็นของต้องจำกัดหรือต้องห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยซุกซ่อนในตู้สินค้าหมายเลข HALA 561XXXX แล้วร่วมกันยื่นใบขนส่งสินค้าขาออกเลขที่ A 0081-6004-0 XXXX ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสำแดงชนิดของสินค้าว่าเป็นเก้าอี้สนามทำด้วยไม้ประดู่เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามเกี่ยวกับของนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 เพียงบทเดียว มิใช่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ด้วยตามที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษมา ซึ่งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างกับโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติให้ลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 กำหนดโทษไว้เท่ากันเช่นเดียวกัน เมื่อโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เท่ากัน แต่คดีนี้เมื่อคำนวณโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งรวมอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 4,371,199 บาท โทษปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซึ่งปรับไม่เกิน 500,000 บาท ย่อมเป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยมากกว่าโทษปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่การกำหนดความรับผิดในค่าปรับตามบทบัญญัติมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 จะต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดในลักษณะรวมกันตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ไม้ประดู่แปรรูปของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองมีจำนวนถึง 124 แผ่น มีปริมาตรมากถึง 15.250 ลูกบาศก์เมตร และจำเลยทั้งสองยังร่วมกันพยายามส่งออกไม้ประดู่แปรรูปดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงเท็จ พฤติการณ์แห่งความผิดเป็นการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลายและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวมนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีภาระเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 800,000 บาท และวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มีกำหนด 4 ปี นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น นับว่าเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ส่วนฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 800,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 650,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 74
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 243 ม. 244
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2566
#691381
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าที่โจทก์เสียไปตามสำเนาใบแจ้งหนี้ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โดยหาจำต้องรอให้ศาลในคดีแพ่งพิพากษากำหนดจำนวนหนี้จนคดีถึงที่สุดแล้วนำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวคำนวณรวมกับหนี้อื่นที่รับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

การที่โจทก์นำมูลหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่ามาเป็นมูลหนี้ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนดเวลา 6 เดือน นับแต่วันส่งทรัพย์สินที่เช่าคืน จึงขาดอายุความ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การในประเด็นนี้ไว้ แต่การพิจารณาคดีล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หนี้ของโจทก์บางส่วนขาดอายุความแล้ว อันเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 94 (1) ทำให้หนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ของโจทก์มีจำนวนไม่ถึงสองล้านบาท กรณีจึงถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 ตอนท้าย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเช่าทรัพย์สิน 14 รายการ และค่าขนส่งทรัพย์สิน รวมเป็นเงิน 1,535,933.64 บาท นอกจากนี้จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายในคดีอาญาของศาลอาญาพระโขนง คดีหมายเลขดำที่ อ.2530/2562 เป็นเงิน 346,573 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า หนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่า เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ระหว่างที่จำเลยเช่าทรัพย์สินจากโจทก์ จำเลยทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหายหลายรายการ โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน 82,390 บาท เมื่อโจทก์มีสำเนาใบแจ้งหนี้มานำสืบซึ่งสามารถคิดคำนวณยอดหนี้จนถึงวันฟ้องได้ว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าแก่โจทก์จำนวนเท่าใด และหนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 หรือหนี้ละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจแก่ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้จำเลยชดใช้อันจะทำให้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ประกอบกับจำเลยเองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ เพียงแต่กล่าวอ้างว่า หนี้บางรายการจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วบางส่วนแต่ไม่ทราบจำนวน แต่จำเลยก็มิได้มีหลักฐานการชำระหนี้มาแสดง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่า เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โดยหาจำต้องรอให้ศาลในคดีแพ่งพิพากษากำหนดจำนวนหนี้จนคดีถึงที่สุดแล้วนำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าดังกล่าวคำนวณรวมกับหนี้อื่นที่รับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า หนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,066,236.86 บาท ส่วนปัญหาว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้วเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน เห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ต้นเงิน 1,964,896.64 บาท ดอกเบี้ย 101,340.22 บาท รวมเป็นเงิน 2,066,236.86 บาท ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีเครื่องจักร 5 รายการ ราคาประมาณ 7,500,000 บาท นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยประกอบขึ้นเองไม่มีเอกสารทางทะเบียนและไม่มีเอกสารรับรองราคา จึงฟังไม่ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีราคาตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาจริง ข้อนำสืบของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่อย่างไรก็ดี สำหรับสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าจำนวน 82,390 บาท นั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างที่จำเลยเช่าทรัพย์สินไปจากโจทก์ จำเลยทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหาย โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าเป็นเงิน 82,390 บาท หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าดังกล่าว จึงเกิดขึ้นก่อนสัญญาเช่าเลิกกันและเป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวแก่สัญญาเช่า ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 บัญญัติ ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า เมื่อโจทก์นำทรัพย์สินที่เช่าไปซ่อมแซมด้วยตนเองและตามสำเนาใบแจ้งหนี้ ระบุลงวันที่ 17 เมษายน 2562 วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ตามลำดับ จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าแก่โจทก์อย่างช้าคือวันที่ 17 เมษายน 2562 วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ตามลำดับ การที่โจทก์นำมูลหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่ามาเป็นมูลหนี้ฟ้องจำเลยในคดีนี้วันที่ 27 มีนาคม 2563 จึงพ้นกำหนดเวลา 6 เดือน นับแต่วันส่งทรัพย์สินที่เช่าคืน หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าจำนวน 82,390 บาท จึงขาดอายุความ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การในประเด็นนี้ไว้ แต่การพิจารณาคดีล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ว่าคดีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หนี้ของโจทก์บางส่วนขาดอายุความแล้วจำนวน 82,390 บาท อันเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 94 (1) ทำให้หนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ของโจทก์มีจำนวนไม่ถึงสองล้านบาท กรณีจึงถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 ตอนท้าย ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/2 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3) ม. 14 ม. 94 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
- นายปฏิกรณ์ คงพิพิธ
ชื่อองค์คณะ
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534 -ที่ 535/2566
#689194
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธิในการนำคดีอาญาของจำเลยที่ 2 มาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่สำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เสียก่อน กล่าวคือ หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาล จึงให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกเสียจากสารบบความ ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ย่อมเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสองสำนวนความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 334, 335 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนเงิน 18,390,285 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันคืนเงิน 7,539,381 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันคืนเงิน 2,655,514 บาท ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกันคืนเงิน 2,524,134 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมกันคืนเงิน 288,861 บาท ให้จำเลยที่ 8 ร่วมกันคืนเงิน 192,185 บาท ให้จำเลยที่ 9 ร่วมกันคืนเงิน 1,370,285 บาท ให้จำเลยที่ 10 ร่วมกันคืนเงิน 999,467 บาท ให้จำเลยที่ 11 ร่วมกันคืนเงิน 1,316,000 บาท และให้จำเลยที่ 12 ร่วมกันคืนเงิน 249,252 บาท กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9134/2559 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้

จำเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสิบสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องโจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,396,829 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสิบสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 34 กระทง เป็นจำคุกคนละ 102 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) บวกโทษจำคุก 1 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9154/2559 (ที่ถูก หมายเลขคดีแดงที่ 9134/2559) ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี 1 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงิน 18,390,285 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคำขอให้คืนเงินในส่วนของจำเลยที่ 2 ย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลที่จำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ อ. สาขาศรีนครินทร์ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุในคดีนี้เป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ร่วมสาขาที่เกิดเหตุ ตำแหน่งธุรการดูแลสต็อกรถ มีหน้าที่ในการดูแลยอดจำนวนรถ เมื่อมีลูกค้าจองรถจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขอหมายเลขเครื่องยนต์รถจากเจ้าหน้าที่สต็อกกลางซึ่งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ และประสานให้นำรถจากสต็อกกลางมาที่สต็อกสาขาที่เกิดเหตุ และมีหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์และประดับตกแต่งรถให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วมสาขาที่เกิดเหตุ เมื่อลูกค้ามาจองรถพนักงานขายจะทำใบจองเพื่อให้จำเลยที่ 2 อนุมัติราคา ส่วนลด และแคมเปญต่าง ๆ ด้วยการลงลายมือชื่ออนุมัติในใบจอง จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของโจทก์ร่วมสาขาที่เกิดเหตุ มีหน้าที่รับเงินซึ่งลูกค้าชำระเงินจองหรือเงินค่ารถจากพนักงานขายเพื่อออกใบเสร็จการจองหรือค่าซื้อรถให้แก่ลูกค้า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีพนักงานของโจทก์ร่วมได้ร่วมกันขายรถให้แก่ลูกค้ารวม 34 คัน โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่โจทก์ร่วมกำหนด และลักเงินสดที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ร่วม รวมเป็นเงิน 18,390,285 บาท ในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้เบิกความยืนยันถึงการรับเงินจากลูกค้าว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องประการใดบ้าง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่พยานแวดล้อม แม้จำเลยที่ 3 นั่งทำงานในห้องเดียวกับจำเลยที่ 1 ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องคอยสังเกตถึงพฤติการณ์ที่ผิดปกติของจำเลยที่ 1 อันเป็นการวินิจฉัยขัดต่อสภาพการทำงานจริง มีเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 เพียงเล็กน้อย หากจำเลยที่ 3 ทุจริตจริงต้องมีเงินเข้ามากกว่านี้ และที่นางสาวกานฐ์วรี ผู้จัดการฝ่ายการเงินกลาง เบิกความเกี่ยวกับกุญแจรถคันใหม่ทุกคันอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายการเงินและมีหน้าที่มอบกุญแจให้แก่ฝ่ายธุรการสต็อกเพื่อดูแลและเคลื่อนย้ายรถไม่ถูกต้อง เนื่องจากหากจำเลยที่ 1 ไม่รายงานและไม่แจ้งจำเลยที่ 3 ก็จะไม่ทราบเรื่อง พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้เบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดที่ชัดเจนอันถือได้ว่าเป็นพยานแวดล้อมอย่างที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่ก็หาใช่ว่าพยานแวดล้อมดังกล่าวจะไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเสียทั้งหมด หากแต่พยานแวดล้อมดังกล่าวอาจนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมจนมีน้ำหนักมั่นคงและรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องได้ โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อมีลูกค้ามาดูรถที่สาขาที่เกิดเหตุและสนใจที่จะซื้อรถ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ซึ่งเป็นพนักงานขายจะเสนอราคาพร้อมส่วนลดและแคมเปญ หากตกลงกันได้ก็จะทำใบจองนำเสนอจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายเพื่ออนุมัติ เมื่อจำเลยที่ 2 อนุมัติแล้ว พนักงานขายจะรับเงินจองหรือค่าซื้อรถจากลูกค้านำไปให้แก่ฝ่ายการเงินซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินหรือนางสาวจิราวรรณ ที่เป็นลูกน้องเพียงคนเดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 จะออกใบเสร็จรับเงินให้พนักงานขายเอาไปให้แก่ลูกค้า แล้วพนักงานขายจะแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อตรวจสต็อกว่ามีรถตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ หลังจากนั้นเมื่อลูกค้าพร้อมชำระเงินตามที่ตกลงกัน ในวันรับรถลูกค้าจะต้องเตรียมบัตรประชาชนมาติดต่อกับสาขาที่เกิดเหตุพร้อมกับชำระเงินส่วนที่ต้องชำระเพิ่มให้แก่ฝ่ายการเงิน ฝ่ายการเงินก็จะลงข้อมูลในระบบซึ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังสำนักงานใหญ่ของโจทก์ร่วม ทั้งก่อนทำการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 จะต้องลงลายมือชื่อในใบส่งมอบรถเพื่อให้ลูกค้านำไปแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องก็จะทำการปล่อยรถให้แก่ลูกค้าไปพร้อมนำใบส่งมอบรถคืนให้แก่ฝ่ายการเงิน ดังนี้ เมื่อคดีได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน มีลูกน้องเพียง 1 คน คือ นางสาวจิราวรรณ นอกจากจำเลยที่ 3 จะต้องรู้เรื่องการปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวของตนเป็นอย่างดีแล้วจำเลยที่ 3 จำเป็นต้องเคร่งครัดในปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวโดยปราศจากข้อบกพร่อง ทั้งมีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบด้านการเงินมิให้ขาดตกบกพร่องตามความไว้ใจที่โจทก์ร่วมได้มอบหมายให้ทำหน้าที่อันเป็นเรื่องสำคัญ การที่จำเลยที่ 3 พยายามให้การปฏิเสธโดยบ่ายเบี่ยงทำนองว่า แม้มีการปฏิบัติผิดขั้นตอนการทำงานอันเกี่ยวกับด้านการเงินตามที่ได้ความตนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นทำนองไม่รับผิดชอบต่อสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของตน นับว่าเป็นข้ออ้างที่แสดงให้เห็นถึงการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่อันเป็นพิรุธอย่างยิ่ง ประกอบกับคดีได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยก้าวล่วงมาทำงานด้านการเงินไม่ว่าจะรับเงินจากพนักงานขายคนใดอันเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 3 เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจปัดความรับผิดชอบโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามลำพังได้ เมื่อเป็นดังนี้ แม้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จะเป็นเพียงพยานแวดล้อมกรณีก็ตาม แต่เมื่อนำมารับฟังประกอบหน้าที่ความรับผิดชอบที่จำเลยที่ 3 ต้องทำตามอำนาจหน้าที่และความไว้วางใจของโจทก์ร่วมที่ให้จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าการเงินซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญและง่ายต่อการทุจริตแล้ว พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดและพิพากษาลงโทษมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำมาสืบเพื่อให้ฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 จะต้องมีน้ำหนักมั่นคงและรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกระทำความผิด ซึ่งในส่วนนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวกานฐ์รวี ผู้จัดการฝ่ายการเงินกลาง นางนิตยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม นายสุชาติ ผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วม สาขาศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ และลูกค้าผู้ซื้อรถที่เกี่ยวกับการซื้อรถจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ที่เป็นพนักงานขาย มาเบิกความเป็นพยานยืนยันถึงการติดต่อขอซื้อรถจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ทั้งได้จ่ายเงินค่ารถไม่ว่าจะเป็นค่ามัดจำหรือเงินค่าผ่อนรถให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ก็ตาม แต่คดีกลับไม่ได้ความชัดเจนว่าหลังจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 รับเงินแล้วไม่ได้นำส่งให้ครบถ้วนหรือไม่และมีส่วนในการลักเงินดังกล่าวประการใด ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ต่างยืนยันให้การปฏิเสธมาตลอดโดยอ้างว่าได้จัดส่งให้จนครบถ้วนแล้ว ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาเพียงเท่านี้ถือว่าเป็นพยานแวดล้อมกรณีที่มิได้ใกล้ชิดกับพฤติการณ์ที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 สมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ได้ให้การปฏิเสธมาตลอด ย่อมทำให้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ทั้งคดีส่วนแพ่งเป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องพิพากษาให้ทายาทจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ในส่วนคดีอาญา เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธิในการนำคดีอาญาของจำเลยที่ 2 มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งจึงให้จำหน่ายคดีในส่วนอาญาของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความชอบแล้ว แต่สำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาศาลจำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสียก่อน กล่าวคือ หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาล จึงให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกเสียจากสารบบความ กรณีดังกล่าวนี้ศาลไม่อาจพิพากษาให้ทายาทของจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมตามที่โจทก์ร่วมฎีกาโดยยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวได้ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความย่อมเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในคดีส่วนแพ่ง และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แล้วพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี ในส่วนของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 47
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายณัฐพล อนุเมธารกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ระบิล จันทรภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2566
#691191
เปิดฉบับเต็ม

เช็คตามฟ้องข้อ 2.4, 2.5, 2.7 ถึงข้อ 2.13 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 ส่วนเช็คตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2, 2.3 และข้อ 2.14 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนร่วมกับเช็คตามฟ้องข้อ 2.6 ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาปลอมเอกสาร โดยไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก ซึ่งความผิดข้อหาปลอมเอกสารและความผิดข้อหายักยอกมีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งความผิดข้อหายักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายไม่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามระเบียบแล้ว พนักงานสอบสวนไม่อาจรับคดีไว้ดำเนินการได้ การที่โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสาร แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 5 กระทง จำคุก 15 เดือน ยกฟ้องโจทก์ตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2, 2.3, 2.4, 2.5, 2.8, 2.10, 2.11 และข้อ 2.12

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อ 2.6, 2.7, 2.9, 2.13 และ 2.14 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฟ้อง ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.5, ข้อ 2.8 และข้อ 2.10 ถึงข้อ 2.12

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า มีนายบัณฑิต เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานบัญชีและการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเอกสาร การรับจ่ายเงินของโจทก์ รวมทั้งเป็นตัวแทนในการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำเช็คของโจทก์ตามฟ้องข้อ ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.14 รวม 14 ฉบับ ซึ่งมีนายบัณฑิตเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไปเบิกเงินแล้วนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์เคยฟ้องจำเลย 2 คดีดังกล่าวมีการเจรจากัน โดยให้โจทก์ตรวจสอบว่าจำเลยยักยอกเงินของโจทก์ไปจำนวนเท่าใด หากเป็นความจริงจำเลยจะคืนเงินให้ แล้วโจทก์จะถอนฟ้อง ซึ่งจำเลยยักยอกเงินของโจทก์โดยนำเช็คที่โจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้ไปกรอกจำนวนเงินแล้วเบิกเงินนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย หรือนำเช็คเข้าบัญชีของจำเลย การตรวจสอบว่ามีเช็คฉบับใดบ้างจะต้องตรวจสอบจากต้นขั้วเช็ค รายการบัญชีของโจทก์ และรายการบัญชีของจำเลย นายบัณฑิตตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์สงสัยว่าจำเลยจะนำเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายไว้ไปเบิกเงินหรือนำเช็คไปเข้าบัญชีของจำเลย วันที่ 26 มกราคม 2559 โจทก์ขอรายการบัญชีของโจทก์ย้อนหลังไปตั้งแต่กลางปี 2556 ถึงเดือนมกราคม 2559 เพื่อตรวจสอบว่าจำเลยนำเช็คของโจทก์ไปเบิกเงินหรือนำเช็คเข้าบัญชีของจำเลยจริงหรือไม่ และได้รับใบแจ้งรายการบัญชีมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559 เมื่อโจทก์ได้รับรายการบัญชีของโจทก์และรายการบัญชีของจำเลยมาแล้ว โจทก์สามารถตรวจสอบจากต้นขั้วเช็คของโจทก์ได้ว่าเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเลขที่เท่าใดที่จำเลยนำไปเข้าบัญชีของจำเลย หรือนำไปเบิกเงินแล้วนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย ซึ่งต้นขั้วเช็คอยู่ที่สำนักงานโจทก์ และการขอสำเนาเช็คของโจทก์จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 (เคหะธนบุรี) โจทก์ได้ระบุหมายเลขเช็คทุกฉบับ น่าเชื่อว่าโจทก์ทราบหมายเลขเช็คจากต้นขั้วเช็คที่อยู่ที่สำนักงานของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าหาต้นขั้วเช็คไม่พบ แต่เพิ่งหาพบในภายหลัง หลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งเช็คที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หมายเลขเช็คกับรายการบัญชีของโจทก์และรายการบัญชีของจำเลยตรงกัน เชื่อว่าโจทก์ทราบจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปไม่เกินวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 การที่โจทก์ไปขอสำเนาเช็คจากธนาคารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 และธนาคารส่งสำเนาเช็คตามฟ้องข้อ 2.4, 2.5, 2.7 ถึงข้อ 2.13 มาให้เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 เป็นเรื่องการหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนเท่านั้น ไม่ได้ทำให้สิทธิในการร้องทุกข์ของโจทก์ขยายออกไปจนถึงวันที่ธนาคารส่งสำเนาเช็คมาให้โจทก์ในวันที่ 2 มีนาคม 2560 แต่อย่างใด เมื่อโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่เกินวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 แล้ว แต่โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 เป็นการล่วงเลยระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนเช็คตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2, 2.3 และข้อ 2.14 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนร่วมกับเช็คตามฟ้องข้อ 2.6 ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาปลอมเอกสาร (ตั๋วเงิน) โดยไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก ซึ่งความผิดข้อหาปลอมเอกสารและความผิดข้อหายักยอกมีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งความผิดข้อหายักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายไม่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามระเบียบแล้ว พนักงานสอบสวนไม่อาจรับคดีไว้ดำเนินการได้ การที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสาร (ตั๋วเงิน) แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 จึงเกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เช่นกัน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 96 ม. 352 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นางสาว ฤ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสัญญา โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางวิเวียน พิธานพร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ช่อมณี
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566
#693465
เปิดฉบับเต็ม

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอก็ได้ เพื่อให้ได้ความจริงของเรื่องนั้น ๆ และเมื่อได้ทำการไต่สวนพยานอย่างเต็มที่แล้ว จะพิพากษายกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 151 ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 52 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิดรวม 8 กระทง รวมจำคุก 24 ปี 32 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 138,106 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเกษตรจังหวัดสุรินทร์ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา…" หาได้ใช้ระบบกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใดไม่ พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 22 บัญญัติว่า "ในคดีที่อัยการสูงสุด พนักงานอัยการ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ให้ศาลนำรายงานและสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของโจทก์ มาเป็นหลักในการแสวงหาความจริง และอาจสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้ตามที่เห็นสมควร" มาตรา 25 บัญญัติว่า "ในการสืบพยานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลเรียกมาเอง ให้ศาลแจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงที่จะทำการสืบพยาน แล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้นด้วยตนเองหรือตอบคำถามศาล ศาลอาจถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม แล้วจึงอนุญาตให้คู่ความถามพยานเพิ่มเติม

การถามพยานตามวรรคหนึ่ง จะใช้คำถามนำก็ได้

หลังจากคู่ความถามพยานตามวรรคหนึ่งแล้ว ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดถามพยานอีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล"

และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ข้อ 23 "ก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วยโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอก็ได้" จากบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเป็นวิธีพิจารณาที่แสวงหาความจริงโดยศาลและศาลมีอำนาจไต่สวนเต็มที่เพื่อให้ได้ความจริงของเรื่องนั้น ๆ ดังนั้น หากศาลอุทธรณ์มีข้อสงสัยข้างต้นหรือต้องการไต่สวนพยานปากใดก็ชอบที่จะกำหนดให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความจริง ทั้งนี้ตามกฎหมายข้างต้นประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) และจะพิพากษายกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองได้เฉพาะเมื่อเห็นว่าศาลได้ทำการไต่สวนพยานอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนคดีนี้ เห็นว่า เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้วจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเกษตรจังหวัดสุรินทร์ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเป็นหัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานที่กำหนดไว้ จัดการดูแลรักษาเงินของสำนักงานการเกษตรจังหวัดสุรินทร์ การอนุมัติการให้ปฏิบัติราชการแทน หรือการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งการอนุมัติอนุญาตให้ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร อนุมัติให้เบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ อนุมัติให้ใช้รถยนต์ส่วนกลางออกนอกเขตจังหวัดที่ตั้งสำนักงาน หรือเป็นการใช้ข้ามคืนของข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด การสั่งให้ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดปฏิบัติงานนอกเวลาและการอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าทำการนอกเวลาได้ตามสิทธิ รวมทั้งการอนุมัติสัญญารับรองการยืมเงินทดรองราชการของข้าราชการในสังกัดที่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ตามคำสั่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่ 15/2558 เรื่องการมอบหมายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ ที่ 5010/2540 เรื่องการมอบอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอปฏิบัติราชการแทน และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ ที่ 2565/2542 เรื่อง การมอบอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดให้แก่รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ปฏิบัติราชการแทน จำเลยจึงมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการและดูแลรักษาเงินที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาขออนุมัติยืมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดโครงการที่ไม่ได้จ่ายจริง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่ไม่ได้ไปจริง เพื่อเป็นค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มที่จ่ายเกินความจริง จำเลยเป็นผู้อนุมัติและสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก ซึ่งผิดระเบียบ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำเช็คเรียกเก็บเงินแล้วนำเงินให้จำเลยหรือนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำใบสำคัญส่งใช้เงินยืมอันเป็นเท็จ แม้การเบิกจ่ายเงินจะมีเจ้าหน้าที่อื่นดูแลดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จำเลยในฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการก็ยังคงมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยดังวินิจฉัยข้างต้นเป็นวิธีการในการเบียดบังเอาเงินที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจัดการและรักษาเพื่อให้เงินมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้วจำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และการสั่งการและการดำเนินการโดยมิชอบดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายต่อรัฐและผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2561 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักมั่นคง ไม่เป็นพิรุธขัดกันเอง และไม่ขัดแย้งกับเอกสารดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ทุกข้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้องโจทก์บางส่วนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางไต่สวนพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 52 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 6 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2566
#689612
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 ต้องระบุองค์ประกอบภายในส่วนของเจตนาพิเศษให้ปรากฏด้วยว่า จําเลยได้กระทำเพื่อนําเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน เมื่อคําฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจตามฟ้องว่า จําเลยคิดคดนําหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ในทางทุจริต และบรรยายต่อไปว่าโดยจําเลยนําหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความนำมาใช้ทำนิติกรรมสัญญายกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน คําฟ้องของโจทก์จึงบรรยายเจตนาของจําเลยในการกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจแล้วว่ามีเจตนาไม่ซื่อเพื่อนําเอาหนังสือมอบอำนาจนั้นไปใช้ในกิจการซึ่งหมายถึงการงานที่ประกอบหรือธุระในการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ไปเป็นของจําเลย จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายในดังกล่าวครบถ้วน และทำให้จําเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด เท่ากับว่าฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด หากบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดย่อมเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้การบรรยายฟ้องในส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดนั้น ไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ แต่โจทก์ยังคงต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ประกอบด้วยองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน และบางฐานความผิดยังต้องมีพฤติการณ์ประกอบการกระทำหรือเจตนาพิเศษ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องมาด้วย จึงจะเป็นความผิด โดยที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจฉบับที่ยังไม่ได้กรอกข้อความและรายละเอียดใด ๆ มาให้โจทก์ลงชื่อ แล้วจำเลยไปกรอกข้อความและใช้จดทะเบียนให้ที่ดินโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนแก่จำเลยในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์ให้นำหนังสือมอบอำนาจไปใช้ในการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ และการกระทำของจำเลยเป็นการปลอมเอกสารสิทธิหนังสือมอบอำนาจและใช้เอกสารสิทธิที่ปลอมขึ้นนั้นทำนิติกรรมสัญญาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 ซึ่งโจทก์อยู่ในบังคับต้องบรรยายฟ้องระบุองค์ประกอบภายในส่วนของเจตนาพิเศษให้ปรากฏด้วยว่า จำเลยได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน อันเป็นเจตนาพิเศษซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดภายในของการกระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์บรรยายในข้อ 3 ย่อหน้า 2 เกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจตามฟ้องว่า จำเลยคิดคดนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ในทางทุจริต และบรรยายในย่อหน้าเดียวกันและย่อหน้า 3 ต่อไปว่า โดยจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความนำมาใช้ทำนิติกรรมสัญญายกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน คำฟ้องของโจทก์จึงบรรยายเจตนาของจำเลยในการกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจแล้วว่ามีเจตนาไม่ซื่อเพื่อนำเอาหนังสือมอบอำนาจนั้นไปใช้ในกิจการซึ่งหมายถึงการงานที่ประกอบหรือธุระในการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ไปเป็นของจำเลย จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายในดังกล่าวครบถ้วน และทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาใช่บรรยายให้เข้าใจได้แต่เพียงว่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียสิทธิในที่ดินและไม่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยได้ลงมือกระทำตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงเจตนาพิเศษของจำเลยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง อันเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่น จึงเห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคสอง ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาง ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวทรรศนีย์ แดงหล้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2566
#690845
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเป็นการตกลงซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยโจทก์ตกลงซื้อหุ้นของบริษัท ท. จากจำเลยที่ 3 ในสัญญาระบุว่า การส่งมอบหุ้นจะทำโดยวิธีการสลักหลังภายใน 5 วันทำการ หลังจากผู้โอนได้รับการส่งมอบหุ้นจากบริษัท ร. สัญญาซื้อขายดังกล่าวยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่จะต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาได้บัญญัติว่า ถ้ามิได้แถลงหมายเลขหุ้นที่โอนกัน การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อย่อมเป็นโมฆะไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นแม้มิได้ระบุหมายเลขหุ้นที่ซื้อขายก็ไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 15,375,308.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 1,050,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท ท. 400,000 หุ้น เป็นเงิน 12,000,000 บาท กับจำเลยที่ 3 โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขาย ต่อมาโจทก์โอนเงินชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 3 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 จำนวน 1,200,000 บาท และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 จำนวน 10,800,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2557 โจทก์ได้รับใบหุ้นของบริษัท ท. หมายเลขใบหุ้น 9334001 ถึง 9734000 จำนวน 400,000 หุ้น ใบหุ้นระบุชื่อนายฐิติ เป็นผู้ถือหุ้น และนายฐิติลงลายมือชื่อสลักหลังใบหุ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า ใบหุ้นของบริษัท ท. ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เป็นใบหุ้นปลอมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า สัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำตามแบบของกฎหมาย ตราสารการโอนหุ้นไม่ได้แถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งต้องโอนกัน การโอนหุ้นจึงตกเป็นโมฆะ เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับจำเลยที่ 3 และได้รับโอนหุ้นตามใบหุ้นอันเป็นฉบับที่แท้จริงแล้ว เพราะหากใบหุ้นดังกล่าวเป็นใบหุ้นปลอม ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องตกเป็นโมฆะเพราะไม่ทำตามแบบดังที่โจทก์อ้าง และเมื่อมีการชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นว่าใบหุ้นของบริษัท ท. ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เป็นใบหุ้นปลอมหรือไม่ ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ใบหุ้นเป็นใบหุ้นปลอม จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ระบุหมายเลขหุ้นที่จะโอนแก่กัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 เห็นว่า สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเป็นการตกลงซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยโจทก์ตกลงซื้อหุ้นของบริษัท ท. จำนวน 400,000 หุ้น จากจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 12,000,000 บาท ในสัญญาข้อ 3. ระบุว่า ผู้รับโอนหุ้นต้องวางเงินประกันจำนวน 10% ของมูลค่าหุ้นที่โอนภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ข้อ 4. ระบุว่า เงินส่วนที่เหลือ 90% ของมูลค่าหุ้นที่โอนจะต้องชำระให้ผู้โอนภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 และในข้อ 5. ระบุว่า การส่งมอบหุ้นจะทำโดยวิธีการสลักหลังภายใน 5 วันทำการหลังจากผู้โอนได้รับการส่งมอบหุ้นจากบริษัท ร. สัญญาซื้อขายดังกล่าวยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่จะต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง ทั้งบทมาตราดังกล่าว หาได้บัญญัติว่าถ้ามิได้แถลงหมายเลขหุ้นที่โอนกัน การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อย่อมเป็นโมฆะไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นแม้มิได้ระบุหมายเลขหุ้นที่ซื้อขายกัน ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเพราะถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ให้หลงเชื่อในข้อมูลที่จำเลยทั้งสามมีส่วนรู้เห็นและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยหลอกลวงโจทก์ว่าหุ้นของบริษัท ท. กำลังจะจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงต้นปี 2558 ซึ่งจะทำให้หุ้นของบริษัทดังกล่าวมีมูลค่าสูงขึ้นและได้กำไรสูง โดยจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัท ท. ไม่มีความพร้อมและไม่มีความประสงค์จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่อย่างใด โจทก์หลงเชื่อจึงตกลงซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ซื้อหุ้นของบริษัท ท. เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ภาระในการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำการโดยใช้กลฉ้อฉลโจทก์ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงมีแต่ตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า เมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 มาแนะนำให้โจทก์รู้จัก และชักชวนให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัท ท. ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้มอบนามบัตรของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ 2 ใบ อ้างว่าจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโสภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท ว. และเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทหลักทรัพย์ อ. แต่กลับได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งสมัครเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ อ. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 และได้รับมอบนามบัตรจากบริษัทดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 อันเป็นเวลาภายหลังที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาพบโจทก์และมอบนามบัตรให้แก่โจทก์ ทั้งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับจำเลยที่ 3 แล้วเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เคยพาจำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์เพียง 1 ครั้ง ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ทำการซื้อหุ้นพิพาทจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้แนะนำให้จำเลยที่ 2 รู้จักกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์เป็นนักลงทุนและนักธุรกิจมากมายทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนนอกจากนามบัตรดังกล่าว ประกอบกับได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการเป็นเจ้าของบริษัทหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ มีประสบการณ์ในการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์มาเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ร. ซึ่งมีแผนที่จะนำบริษัท ท. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2558 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวปรากฏในสำเนารายงานการประจำปี 2556 และปี 2557 และสำเนารายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 ของบริษัท ร. ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ส่งหนังสือเชิญประชุมให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย จึงเชื่อว่าโจทก์น่าจะทราบข้อมูลดังกล่าวเป็นอย่างดี ที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับหนังสือเชิญประชุมขัดแย้งกับที่โจทก์เคยเบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1779/2560 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จึงไม่น่าเชื่อถือ ตามรูปคดีจึงมีเหตุผลเชื่อว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อหุ้นของบริษัท ท. โจทก์จะต้องศึกษาหาข้อมูลของบริษัทนั้นเป็นอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้นดังกล่าวและโจทก์ต้องทราบอยู่แล้วว่าบริษัท ท. มีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงได้ตัดสินใจซื้อหุ้นพิพาท 400,000 หุ้น เป็นเงินมากถึง 12,000,000 บาท สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นจึงเกิดจากความสมัครใจของโจทก์เอง ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาพบโจทก์และหลอกลวงชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นพิพาทไม่มีน้ำหนักและเหตุผลสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันใช้กลฉ้อฉลโจทก์ด้วยนั้น ก็ได้ความจากโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 ทำงานบริษัทเดียวกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ขายหุ้นให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเท่านั้น คำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าได้ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นพิพาทกับจำเลยที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยใช้กลฉ้อฉลโจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามจึงมิได้กระทำละเมิดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ต.
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภัทรมณ ขวัญเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สิริกานต์ มีจุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2566
#701251
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน

ทั้งจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันเล่นการพนันตาม พ.ร.บ.การพนันก็เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เมื่อลงโทษบทหนักตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ 2478 มาตรา 4, 5, 10, 12, 15 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ 2558 มาตรา 34, 51 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 มาตรา 5, 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 1 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 1 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 45 วัน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 45 วัน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 ฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไฮโลว์ และร่วมเล่นพนันไฮโลว์แทงพนันเอาทรัพย์สินกัน และมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 กับพวกที่หลบหนีร่วมเล่นการพนันด้วย ถือว่ามีผู้ร่วมเล่นพนันได้เสียจำนวนมาก นับว่าเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ เป็นการก่อให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตามกรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34, 51 ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้พิพากษาปรับบทความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 ในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ และความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน ความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ และความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน อีกทั้งจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมเล่นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนันก็เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เมื่อลงโทษบทหนักตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34, 51 ด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 15 วัน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 30 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน มีกำหนด 30 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ม. 34 ม. 51
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางหรือนางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายทวีป เหมะรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนำพล พุทธสังฆ์
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2566
#690844
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่ผู้ร้องอาจนำคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไปใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ ทั้งยังทำให้ผู้คัดค้านสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่ยึดไว้เพราะที่ดินพิพาทไม่ใช่ของ ร. ลูกหนี้ของผู้คัดค้านอีกต่อไป ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลและชอบที่จะยื่นคำร้องขอสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้คัดค้านอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของ ร. เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ตามประกาศกรมสรรพากร (ภ.ส. 18) เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร โดยปิดประกาศดังกล่าวไว้ ณ ที่ดินพิพาทและส่งสำเนาประกาศยึดที่ดินพิพาทให้ ร. โดยชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทครบ 10 ปี จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร แม้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้นจึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก คำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) ผู้คัดค้านจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21863 จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 งาน 22 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิม

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำพิพากษา (ที่ถูก คำสั่ง) ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ประมาณปี 2550 นายรชต์เขตต์ได้รับหนังสือแจ้งประเมินภาษีอากรจากผู้คัดค้านให้ชำระภาษีอากรจำนวน 267,880,741 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) วันที่ 11 มกราคม 2551 นายรชต์เขตต์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ วันที่ 19 มีนาคม 2551 ผู้คัดค้านโดยอธิบดีกรมสรรพากร ประกาศคำสั่งให้ยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21863 เลขที่ดิน 122 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีชื่อนายรชต์เขตต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระภาษีอากรค้างดังกล่าว และเจ้าพนักงานของผู้คัดค้านไปทำการยึดที่ดินพิพาทไว้วันที่ 4 เมษายน 2551 ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2553 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของนายรชต์เขตต์ นายรชต์เขตต์จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากรและเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางให้ยกฟ้องโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของนายรชต์เขตต์หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทไว้เพื่อขายทอดตลาดก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นเพียงการร้องเพื่อขอให้รับรองสิทธิย่อมไม่มีการบังคับคดีแก่ผู้ใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินและเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินจึงไม่ทำให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นลง ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิเสมือนเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดที่ดินพิพาทไว้เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรค้างของนายรชต์เขตต์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นายรชต์เขตต์เจ้าของเดิมสมรู้ร่วมคิดกับผู้ร้องหลบเลี่ยงการถูกบังคับคดีที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งยึดที่ดินพิพาทไว้จึงต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์โดยไม่สุจริตและครอบครองที่ดินพิพาทยังไม่ครบ 10 ปี นายแดงบิดาผู้ร้องไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทคืนมาจากนายรชต์เขตต์ ผู้ร้องไม่มีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาเบิกความสนับสนุน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิมนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่ผู้ร้องอาจนำคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวไปใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ ทั้งยังทำให้ผู้คัดค้านสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่ยึดไว้นั้นได้ เพราะที่ดินพิพาทไม่ใช่ของนายรชต์เขตต์ลูกหนี้ของผู้คัดค้านอีกต่อไป ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลและชอบที่จะยื่นคำร้องขอสอดเข้ามาในคดีได้ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ฎีกาของผู้คัดค้านในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิม โดยอ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ความจริงแล้วผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทยังไม่ครบ 10 ปีนั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้คัดค้านอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ตามประกาศกรมสรรพากร (ภ.ส. 18 )เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2551 โดยผู้คัดค้านปิดประกาศดังกล่าวไว้ ณ ที่ดินพิพาทและส่งสำเนาประกาศยึดที่ดินพิพาทให้นายรชต์เขตต์โดยชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างในวันที่ 4 เมษายน 2551 ก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทครบ 10 ปี กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร แม้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้นจึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก คำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) ผู้คัดค้านจึงสามารถพิสูจนได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายรชต์เขตต์ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21863 จังหวัดพิษณุโลก ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และให้ถือว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายรชต์เขตต์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 57 (1) ม. 145 วรรคสอง (2)
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 12 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ม.
ผู้คัดค้าน — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2566
#689719
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นกรรมการบริษัทคนหนึ่งจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมและข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1207 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จ รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม 2 แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้อง ย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนอีกแห่งหนึ่งแม้น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งจำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม การที่จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมแม้เป็นความเท็จ แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อจำเลยว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร และไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายณรงค์กร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำรายงานการประชุมไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอกะทู้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนโอนขายที่ดิน 5 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท ด. โดยรายงานการประชุมระบุว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยเป็นประธานในการประชุม พิจารณาวาระที่ 1 เรื่องไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1974, 1975, 1976, 1977 และ 2599 วาระที่ 2 เรื่อง การขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ดังกล่าวให้แก่บริษัท ด. ในราคา 15,000,000 บาท ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการตามเสนอ และจำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าว พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่า ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า รายงานการประชุม วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ที่ระบุว่าจำเลยเป็นประธานที่ประชุม มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม 4 คน ที่ประชุมมีมติไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ให้แก่บริษัท ด. ในราคา 15,000,000 บาท นั้น ความจริงวันดังกล่าวไม่มีการประชุม โจทก์ร่วมนายสายชนหรือธฤต และนางสาวสาคร ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยนางสาวสาครเสียชีวิตก่อนวันประชุมแล้ว ต่อมาจำเลยนำรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นไปยื่นต่อสำนักงานที่ดินอำเภอกะทู้ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 บริษัท พ. มีกรรมการของบริษัท 2 คน คือ โจทก์ร่วมและจำเลยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและตามข้อบังคับของบริษัท พ. ข้อ 8 ต้องมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมปรึกษากิจการได้ ข้อ 9 คณะกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบจัดการงานทั้งปวงของบริษัท และให้กรรมการเลือกตั้งในระหว่างกันเองขึ้นเป็นประธานหนึ่งคน ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัท พ. อันมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงมีอำนาจดำเนินการของบริษัทได้ รวมทั้งเมื่อเห็นสมควร เรียกประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท ด. เนื่องจากบริษัท พ. ขาดทุนในการประกอบกิจการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 11 โดยข้อบังคับข้อ 14 กำหนดว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นให้ประธานกรรมการเป็นประธานที่ประชุม ถ้าไม่มีตัวประธานกรรมการหรือประธานกรรมการมิได้มาเข้าประชุม ให้ที่ประชุมเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าร่วมประชุมขึ้นเป็นประธานกรณีนี้จำเลยจึงมีอำนาจเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ แต่เมื่อระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยซึ่งต่างเป็นกรรมการของบริษัท ไม่ปรากฏว่ามีการเลือกผู้ใดเป็นประธานกรรมการ เท่ากับไม่มีตัวประธานกรรมการ ในการประชุมที่ประชุมจึงต้องเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานแต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยจึงไม่อาจได้รับเลือกเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ การที่ความจริงไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 การประชุมตามวาระและข้อมติตามวาระการประชุมจึงเป็นความเท็จ เช่นเดียวกับที่ระบุว่าจำเลยเป็นประธานในที่ประชุม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีข้อบังคับของบริษัท พ. ตราไว้เป็นอย่างอื่นจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวด้วยบริษัทจำกัดมาใช้บังคับตามข้อบังคับของบริษัทข้อ 1 ดังนั้น ในการประชุมจำเลยซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุม และข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยจัดทำรายงานการประชุมจึงเป็นการจัดทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยแม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าว และวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จ รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนการที่จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าว 2 แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้อง ซึ่งการลงลายมือชื่อแห่งหนึ่งย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนการลงลายมือชื่ออีกแห่งหนึ่ง แม้น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งจำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่การลงลายมือชื่อของผู้เป็นประธานแห่งการประชุมมีผลต่างจากการจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมของกรรมการ โดยการลงลายมือชื่อของประธานที่ประชุมนั้น กฎหมายเพียงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ารายงานการประชุมเป็นหลักฐานอันถูกต้องแห่งข้อความที่ได้จดบันทึกนั้น และสันนิษฐานไว้ก่อนว่าการลงมติและการดำเนินของที่ประชุมอันได้จดบันทึกไว้ได้เป็นไปโดยชอบเท่านั้น จึงไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม การที่จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมซึ่งแม้เป็นความเท็จ แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อจำเลยว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการปลอมเอกสารและไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิได้ เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.พ.พ. ม. 1207 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาย ณ.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวศุภรดา เสาร์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา หะยีหมัด
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2566
#690879
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตมาแสดงต่อศาล คงมีเพียงรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายโดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการสูญหายของเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ซึ่งตามใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จที่โจทก์นำส่งปรากฏรายการใช้จ่าย ยอดชำระเงิน และจำนวนหนี้คงเหลือในระหว่างเดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เวลาต่อเนื่องกันทุกเดือนเกือบ 6 ปี ลักษณะเป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา และประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความดังกล่าวดังที่บัญญัติในมาตรา 7 ได้ มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้บัตรเครดิตต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 139,925.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี รวมกันเป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,709.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงิน ออกบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรชำระค่าสินค้าและบริการ และธุรกิจอื่นซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกันแก่สมาชิก บริษัท อ. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 บริษัท อ. ทำสัญญาโอนกิจการทั้งหมดให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ผู้รับโอนได้มาซึ่งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ทั้งปวงตลอดจนสิทธิในการชำระหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ โจทก์เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งหนี้แต่จำเลยไม่เคยโต้แย้ง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า คำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยสมัครบัตรเครดิตกับบริษัท อ. ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้พิจารณาอนุมัติออกบัตรเครดิต ให้แก่จำเลย แม้ทางพิจารณาโจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตมาแสดงต่อศาล คงมีเพียงรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย โดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการสูญหายของเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ทางพิจารณาก็ปรากฏว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โดยโจทก์ส่งใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จต่อศาล ปรากฏรายการใช้จ่ายยอดชำระเงิน และจำนวนหนี้คงเหลือระหว่างเดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เป็นเวลาต่อเนื่องกันตลอดทุกเดือนเกือบ 6 ปี ลักษณะเป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา และประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความดังกล่าวดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ได้ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังจำเลย ณ บ้านเลขที่ 16 ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลย และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทักท้วงหนังสือบอกกล่าวนั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยทำสัญญาสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่โจทก์รับโอนกิจการมาจากบริษัท อ. จำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะสมัครบัตรสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. ในช่วงเวลาดังกล่าว นั้น แต่ปรากฏตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จว่า จำเลยมีการใช้บัตรเครดิตมาก่อนเดือนพฤศจิกายน 2557 ดังนั้น จึงเชื่อว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2557 เกิดจากการเรียงคำฟ้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 จำนวน 9,000 บาท และใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 จำนวน 13,801 บาท มีต้นเงินค้างชำระ 120,709.83 บาท มีดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 15,745.60 บาท ค่าธรรมเนียมใช้วงเงินถึงวันฟ้อง 3,149.15 บาท ค่าติดตามทวงถาม 321 บาท การคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมใช้วงเงิน และค่าธรรมเนียมอื่น เป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของบริษัท จ. หรือบริษัท อ. และประกาศของโจทก์ มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 139,925.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี รวมกันเป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,709.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตร ก.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายณัฐพล วชิระประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2566
#691371
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาด ซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วยโดยมิได้เป็นลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินซึ่งหมายถึงราคาทรัพย์จำนองในเวลาที่ผู้รับโอนขอไถ่ถอนจำนอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 736 และมาตรา 738 แต่เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่รับคำเสนอและต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามมาตรา 739 เมื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนองซึ่งมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง และไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้แทน บ. ลูกหนี้ และ จ. ผู้จำนอง จึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น กรณีนี้จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามวงเงินจำนองกับดอกเบี้ยของวงเงินจำนองและค่าอุปกรณ์อื่นตามมาตรา 715 ด้วย เมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระบุว่า จ. จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของ บ. อันเป็นการจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระตามมาตรา 709 ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นทุนขั้นสูงสุด 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี สิทธิจำนองจึงย่อมครอบเพียงต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองเท่านั้น กรณีจึงไม่จำต้องกำหนดราคาอันสมควรกับทรัพย์จำนองพิพาทเพราะไม่เกิดประโยชน์แก่รูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 459,646.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 399,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้สั่งขายทอดตลาดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3120 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนวน 52,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ออกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์รับเงิน 52,000 บาท กับจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำฟ้องแก่จำเลย มิฉะนั้นขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ตุลาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3120 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิล้ำ 52,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ออกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด ถ้าได้ไม่ถึงล้ำจำนวนให้โจทก์เป็นผู้ออก หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก แต่หากขายทอดตลาดแล้วเหลือเงินสุทธิเท่าใดให้คืนแก่จำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำทรัพย์สินซึ่งจำนอง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3120 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และให้โจทก์ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 739 แล้วนำเงินชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.625 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิล้ำ 52,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ออกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด และถ้าได้ไม่ถึงล้ำจำนวนให้โจทก์เป็นผู้ออก เงินสุทธิที่เหลือให้คืนมาแก่จำเลย คำขออื่นตามคำฟ้องนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนคำฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับ สำหรับฟ้องแย้งให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ 2,178 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้เถียงแย้งกันว่า นายจิตธง ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3120 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 นายจิตธงจำนองที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของนางบัณฑิตา ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นเงินขั้นสูงสุด 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากนั้นนางบัณฑิตากู้ยืมเงินจากโจทก์ 6 รายการ ดังนี้ (1) วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 70,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.625 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 69,900 บาท ดอกเบี้ย 9,155.22 บาท รวม 79,055.22 บาท (2) วันที่ 2 มีนาคม 2558 จำนวน 120,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 119,900 บาท ดอกเบี้ย 9,103.89 บาท รวม 129,003.89 บาท (3) วันที่ 23 มีนาคม 2558 จำนวน 100,000 บาท กำหนดชำระ 10 งวด งวดแรกภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 80,000 บาท ดอกเบี้ย 21,466.09 บาท รวม 101,466.09 บาท (4) วันที่ 24 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท กำหนดชำระภายในวันสิ้นเดือนก่อนเดือนที่ได้รับเงินกู้ของปีถัดไป ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 50,000 บาท ดอกเบี้ย 5,637.32 บาท รวม 55,637.32 บาท (5) วันที่ 31 มีนาคม 2559 จำนวน 40,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ย 7,242.19 บาท รวม 47,242.19 บาท (6) วันที่ 10 มีนาคม 2560 จำนวน 40,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ย 7,242.19 บาท รวม 47,242.19 บาท นายจิตธงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7832/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ ระหว่างธนาคาร ท. โจทก์ นางฉวีวรรณ กับพวก จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด โดยประกาศว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างติดจำนองแก่โจทก์ ยอดหนี้ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นเงิน 445,675.25 บาท ราคาประเมินทรัพย์ 145,900 บาท จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยติดจำนองจากการขายทอดตลาดในราคา 30,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2562 หลังจากโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จำเลยมีหนังสือขอทราบยอดหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองมายังโจทก์ ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งระบุยอดหนี้ ณ วันดังกล่าวเป็นต้นเงิน 399,800 บาท ดอกเบี้ย 57,207.69 บาท รวมเป็นเงิน 457,007.69 บาท วันที่ 12 กันยายน 2562 จำเลยมีหนังสือขอไถ่ถอนจำนองในต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไปยังโจทก์ และวันที่ 24 กันยายน 2562 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไม่ยอมรับคำเสนอไปยังจำเลย วันที่ 10 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังนายจิตธงและลูกหนี้เดิมว่าโจทก์ไม่รับข้อเสนอของจำเลยผู้ซื้อทรัพย์แล้วโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นภายในหนึ่งเดือน (วันที่ 11 ตุลาคม 2562) นับแต่วันมีคำเสนอเป็นหนังสือขอไถ่ถอนจำนองจากจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้แก่โจทก์ไว้ได้เพียงใด เห็นว่า ผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาด ซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วยโดยมิได้เป็นลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินซึ่งหมายถึงราคาทรัพย์จำนองในเวลาที่ผู้รับโอนขอไถ่ถอนจำนอง ถ้าผู้รับโอนเสนอราคาน้อยกว่าราคาที่แท้จริงแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิบอกปัดไม่รับคำเสนอและต้องฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่คำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนวนนั้นโดยเจ้าหนี้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 739 (1) ถึง (3) เพื่อนำเงินมาชำระเจ้าหนี้ตามสัญญาจำนองตามมาตรา 736, 738 และมาตรา 739 เมื่อจำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมีหนังสือเสนอขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองในต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไปยังโจทก์ซึ่งอาจน้อยกว่าราคาที่แท้จริงก็ได้ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินจำนวน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยขอไถ่ถอนจำนองนั้น ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์พิพาท โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงมีสิทธิไม่รับข้อเสนอ โดยโจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินตามสัญญาจำนองเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ทั้งไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้ แทนนางสาวบัณทิตาและนายจิตธง จึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น กรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินที่จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย (2) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ (3) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง" กล่าวคือ จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามวงเงินจำนองกับดอกเบี้ยของวงเงินจำนองและค่าอุปกรณ์อื่นตามมาตรา 715 ด้วย เมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระบุว่านายจิตธง จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของนางบัณฑิตา อันเป็นการจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระตามมาตรา 709 ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นทุนขั้นสูงสุด 52,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี สิทธิจำนองจึงย่อมครอบเพียงต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองเท่านั้น กรณีจึงไม่จำต้องกำหนดราคาอันสมควรกับทรัพย์จำนองพิพาทเพราะไม่เกิดประโยชน์แก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นจำนวนเท่าไร เห็นว่าตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเพียงต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งตามสัญญาจำนองกำหนดไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ ดอกเบี้ย..." ดอกเบี้ยย่อมหมายถึงดอกเบี้ยของต้นเงินตามวงเงินจำนองและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ในสัญญาจำนอง โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบถึงการค้างชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.625 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และอัตราร้อยละ 13 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 อันเป็นวันผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินจนถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระต้นเงินและอัตราดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนอง แต่โจทก์ขออัตราดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและต่ำกว่าข้อตกลงในสัญญาจำนอง จึงสมควรกำหนดให้ตามคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนคำฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับ...ต่างจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์พร้อมกำหนดค่าทนายความ...นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุด สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมรวมทั้งค่าทนายความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียม อย่างไรก็ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนของตนโดยสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์และจำเลยได้ การใช้ดุลพินิจสั่งในเรื่องความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 709 ม. 715 ม. 736 ม. 738 ม. 739
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางจรัล ทองสุด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2566
#721451
เปิดฉบับเต็ม

ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเราซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่ ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาสอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณจึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของ ป.อ. ว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 277, 279

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ข. ผู้เสียหาย สัญชาติพม่า เป็นบุตรนาง ต. และนาย น. พักอาศัยอยู่ที่ชุมชนอิสลาม ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี นาง ต. ประกอบอาชีพรับจ้างขายน้ำชาที่ร้านขายน้ำชาและรับจ้างทำความสะอาดบ้านให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 นางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. พาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา วันที่ 9 ตุลาคม 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนาง ต. ต่อศาลชั้นต้น นาง ต. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และเป็นผู้สืบสันดาน ฐานบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีหมายเลขแดงที่ คม.1/2563 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังโดยต้องพิจารณาประกอบพยานอื่นของโจทก์ คำเบิกความของผู้เสียหายไม่มีรายละเอียดและไม่ปรากฏว่าเหตุใดนาย น. บิดาของผู้เสียหายจึงไม่ทราบเรื่อง โจทก์มิได้นำคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความ คำเบิกความของนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เป็นพยานบอกเล่า การตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ปัญหานี้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อวันเดือนปีใดจำไม่ได้แต่ประมาณ 2 ปี แล้ว นาง ต. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปส่งที่รถยนต์ของจำเลย นาง ต. บอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะพาไปซื้อขนม หลังจากนั้นจำเลยได้ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณที่มีต้นไม้แล้วจำเลยให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่ข้างทาง จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายไม่ทำตามคำสั่งของจำเลย ต่อไปจะไม่ให้เงินใช้และจะไม่จ่ายค่าเช่าบ้านให้นาง ต. อีก ในวันเดียวกันนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านผู้เสียหายและบอกนาง ต. ถึงเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา นาง ต. ดุด่าผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายทำตามคำสั่งจำเลย โดยบอกว่าหากผู้เสียหายไม่ยินยอมทำตามความต้องการของจำเลย ผู้เสียหายและนาง ต. จะไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีเงินใช้ และไม่มีเงินที่จะคืนให้แก่จำเลย หลังจากนั้นอีก 2 วัน เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นาง ต. พาผู้เสียหายไปส่งให้จำเลยซึ่งจอดรถยนต์รออยู่ที่บริเวณสุเหร่า แล้วจำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณสถานที่เดิมอีก จำเลยใช้อุปกรณ์สำหรับบังแดดปิดกระจกหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกมองเข้ามาเห็นภายในรถยนต์ แล้วจำเลยถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายและจำเลยออก และปรับเบาะนั่งของผู้เสียหายให้เอนลง จำเลยใช้นิ้วล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้วขับรถพาผู้เสียหายไปส่งให้นาง ต. ซึ่งรออยู่ที่สุเหร่า จำเลยจะขับรถมารับผู้เสียหายและพาไปกระทำชำเราตามสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะเช่นนี้เรื่อยมาสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยใช้รถยนต์สีขาวบ้าง รถยนต์ซึ่งมีสติ๊กเกอร์รูปดอกกุหลาบสีแดงติดไว้ที่หลังรถบ้าง จำเลยยังพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยในขณะที่ภริยาไม่อยู่ จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง จำเลยเคยให้เงินนาง ต. หลายครั้ง ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และวันที่ 13 กันยายน 2562 จำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บริเวณถนนใกล้กับสำนักงาน ย. ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2562 ผู้เสียหายไปร่วมกิจกรรมที่มูลนิธิ ผ. สำนักงาน ย. จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปตามผู้เสียหายให้กลับบ้าน ส่งเสียงเอะอะโวยวายจนนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เห็นผิดสังเกตไม่ยอมให้ผู้เสียหายไปกับจำเลย นางสาว ด. สอบถามผู้เสียหายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่ถูกกระทำชำเรา นางสาว ด. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สอด นาง ต. เบิกความว่า พยานเป็นมารดาของผู้เสียหาย พยานให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดบ้านของจำเลย มิได้ให้ไปให้จำเลยกระทำชำเรา พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน นางสาว ด. เบิกความว่า พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า นอกจากโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย สอดคล้องกันในสาระสำคัญกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ยังมีนาง ต. และนางสาว ด. เบิกความสนับสนุนว่า พยานทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยนาง ต. ให้การว่าเป็นผู้บอกให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราเพื่อแลกกับหนี้ 40,000 บาท ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายที่จำเลยจะให้อีก โดยต่อมาจำเลยออกค่าเช่าบ้านให้นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท นางสาว ด. ให้การว่าผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่ต่าง ๆ และกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดไม่ขัดแย้งหรือมีพิรุธน่าสงสัย ผู้เสียหายยังชี้ภาพของสถานที่เกิดเหตุและรถยนต์ที่จำเลยใช้ขับมารับผู้เสียหาย นาง ต. ชี้รูปของจำเลยว่าเป็นผู้ขอให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่น่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยเพื่อให้รับโทษทางอาญา นาง ต. เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย นางสาว ด. เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความให้ร้ายจำเลย และเรื่องที่นาง ต. ให้การเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้เสียหายบุตรสาวของตน หากไม่เป็นความจริงนาง ต. ไม่น่าจะกล้าให้การต่อพนักงานสอบสวนอันทำให้เสื่อมเสียแก่บุตรของตน ก่อนร้องทุกข์แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายพบร่องรอยฉีกขาดของอวัยวะเพศที่ตำแหน่ง 5 ถึง 9 นาฬิกา ไม่พบอสุจิในและนอกอวัยวะเพศ พบสารคัดหลั่งของผู้ชายในอวัยวะภายนอกและภายในของผู้เสียหาย เมื่อนาง ต. ถูกพนักงานอัยการจังหวัดแม่สอดฟ้องว่าเป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย นาง ต. ให้การรับสารภาพ แสดงว่านาง ต. เป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่เคยขับรถยนต์ไปรับผู้เสียหาย ไม่เคยกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยอายุ 81 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศมิได้กระทำความผิดนั้น คงมีตัวจำเลยเบิกความไม่มีพยานอื่นสนับสนุนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ คำเบิกความของผู้เสียหายมีรายละเอียดและมีพยานอื่นประกอบมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้โจทก์มิได้นำนาย น. บิดาของผู้เสียหายและคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนัก การที่คำเบิกความของนางสาว ด. เป็นพยานบอกเล่า และการตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดังได้วินิจฉัยมา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีความสงสัยดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่านาง ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา ซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่นาง ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาส อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณ จึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของประมวลกฎหมายอาญาว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม), 6 (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง ม. 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 277 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 279 วรรคแรก (เดิม) ม. 279 วรรคสี่ (ใหม่)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 6 (2) วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2566
#691543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากโจทก์โดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเพื่อเป็นหลักประกัน การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกหลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามหนังสือค้ำประกันไม่มีหลักประกันที่จะเรียกร้องเอาจากธนาคารซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร อ. สาขาเสนา และหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท. สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา หากไม่สามารถคืนได้ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 14,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2556 ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 4,984,375 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 19,484,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 7,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนวัฒน์หรือธนผล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีก 1 คน กระทำการแทน โจทก์เป็นผู้ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างบ้านโครงการบ้านเอื้ออาทร ร. กับการเคหะแห่งชาติในราคา 163,920,000 บาท ต่อมาโจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 รับจ้างช่วงก่อสร้างบ้านโครงการดังกล่าวต่อในราคา 145,000,000 บาท โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามสัญญาเป็นเงิน 14,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะได้รับตามสัญญาเป็นจำนวนร้อยละ 20 ของค่าจ้างทุกงวด (ยกเว้นงวดสุดท้าย) เพื่อชดใช้คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร อ. สาขาเสนา เลขที่ 0420 - 00037/2553 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท มาวางเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา และนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท. สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา เลขที่ ค.47600006665000 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2553 วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้ามอบแก่โจทก์ ต่อมาได้มีการยกเลิกหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 27 กันยายน 2555 ตามลำดับ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 เบิกไปเป็นเงิน 7,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ยังไม่ได้หักเงินจากค่าจ้างเพื่อหักชำระเป็นค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 เบิกไปจากโจทก์ เนื่องจากโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่จะได้รับจากการเคหะแห่งชาติให้แก่ธนาคาร ก. ไปตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2553 แล้ว สำเนาใบตรวจการก่อสร้างและเบิกจ่ายเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 มีข้อพิรุธ เพราะหากสำเนาใบตรวจการก่อสร้างและเบิกจ่ายครั้งอื่นสูญหายไปเพราะเหตุน้ำท่วมในปี 2554 สำเนาใบตรวจการก่อสร้างและเบิกจ่ายดังกล่าวก็ควรต้องสูญหายไปด้วย เพราะน่าจะอยู่ในแฟ้มเดียวกัน เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันมาวางไว้แก่โจทก์ ทั้งตามคำให้การหน้า 8 ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท. สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าตามสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย ล.9 นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังยืนยันอีกว่า โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 เพียง 7,250,000 บาท ทั้งโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไป 14,500,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากโจทก์เป็นเงิน 7,250,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่โจทก์นั้น โจทก์คงมีแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหลักฐานเป็นสำเนาหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่างานก่อสร้าง ครั้งที่ 2 เอกสารหมาย ล.8 ที่จำเลยที่ 1 ส่งถึงโจทก์ ตามเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 2 ในช่องรายการเบิกจ่าย ข้อ 2 การหัก/ค่าจ้างตามเงื่อนไขสัญญา มีข้อความระบุรายละเอียดของการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 20 ของงวดงานที่ส่งในครั้งนี้ เป็นเงิน 1,450,000 บาท แม้ตามจำนวนเงินดังกล่าวจะเป็นการคำนวณร้อยละ 20 ของเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ในการขอเบิกเงินค่าก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือขอเบิกเงินค่าก่อสร้าง โดยยินยอมให้โจทก์หักเงินต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งรวมถึงเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 รับมาก่อนแล้ว จึงเป็นเหตุผลต่อเนื่องให้โจทก์สามารถส่งมอบงานให้แก่การเคหะแห่งชาติ เบิกเงินค่าก่อสร้างและออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีให้แก่การเคหะแห่งชาติตามเอกสารหมาย ล.8 แผ่นที่ 4 นอกจากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังมีสำเนาหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่าก่อสร้าง ครั้งที่ 10 เอกสารหมาย ล.9 ในทำนองเดียวกันกับเอกสารหมาย ล.8 แม้เอกสารนี้แผ่นที่ 3 ในช่องรายการเบิกจ่าย ข้อ 2 การหัก/ค่าจ้างตามเงื่อนไขสัญญานั้น มีการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าเพียงร้อยละ 10 ของงวดงานที่ส่งครั้งนั้น แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์อาจยอมผ่อนผันการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 หรืออาจเป็นไปได้ว่าเพื่อชดเชยการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผิดพลาดไปก่อนหน้านั้นดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นสำเนาเอกสาร แต่หากมีการปลอมแปลงกันจริงดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ก็ไม่น่าจะต้องมีการแก้ไขตัวเลขในเอกสารแต่ละฉบับให้ยุ่งยากขึ้นเช่นนี้ เชื่อว่าเอกสารดังกล่าวคัดสำเนามาจากต้นฉบับและไม่มีพิรุธแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่โจทก์จริง อย่างไรก็ตามในชั้นสืบพยาน จำเลยที่ 3 และที่ 4 คงมีแต่เพียงเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 มาแสดง ทั้ง ๆ ที่เอกสารการขอเบิกเงินค่าจ้างก่อสร้างเป็นเอกสารสำคัญซึ่งจะต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และจำเลยที่ 3 และที่ 4 สามารถสืบค้นหาเอกสารการเบิกเงินได้ไม่ยาก แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านโครงการบ้านเอื้ออาทร ร. ส่วนที่เหลือแล้วเสร็จ แต่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วก็หาได้มีพยานหลักฐานสนับสนุนเช่นนั้นไม่ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าครั้งสุดท้ายตามสำเนาหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่างานก่อสร้าง ครั้งที่ 10 เอกสารหมาย ล.9 แผ่นที่ 3 และจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าเป็นเงิน 3,945,493.22 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไปนั้น ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 6 มีข้อความระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ผู้รับจ้างจะต้องชดใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าซึ่งยังขาดจำนวนอยู่คืนให้แก่ผู้ว่าจ้างจนครบจำนวนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้ชดใช้จากผู้ว่าจ้าง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างให้ชดใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าซึ่งยังขาดจำนวนอยู่คืนแก่โจทก์แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องคดีนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ฎีกาทำนองว่า นอกจากคดีนี้แล้ว โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีต้นฉบับหนังสือค้ำประกันที่จะเรียกร้องให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันคืนแก่โจทก์ ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันตามฟ้องจริง และพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2563 เอกสารที่แนบมาท้ายฎีกา ในข้อนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวในคำแก้ฎีกาทำนองว่าได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีอาญาจริง ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท.สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าเป็นเงิน 3,945,493.22 บาท คืนแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันดังกล่าว จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามหนังสือค้ำประกันไม่มีหลักประกันที่จะเรียกร้องเอาจากธนาคารซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกฟ้องจำเลยดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เนื่องจากได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และในกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดหลังจากวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 3,945,493.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มกราคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2566
#690435
เปิดฉบับเต็ม

แม้ได้ความตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 จำเลยทั้งสองวางเงิน 240,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามมูลหนี้เช็คพิพาท ทำให้ความผิดตามเช็คพิพาทฉบับนี้ระงับไปแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 ว่า ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์เกี่ยวกับเงินที่จำเลยทั้งสองวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น โจทก์แถลงว่าจะรับไว้โดยเป็นการเฉลี่ยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทุกฉบับ คำแถลงของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า เงินที่จำเลยทั้งสองชำระนั้นโจทก์มิได้รับไว้เป็นการชำระหนี้เฉพาะเจาะจงตามเช็คพิพาทดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง แต่เป็นการรับไว้เพื่อเฉลี่ยชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องทุกฉบับ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เต็มตามมูลหนี้เช็คพิพาทครบถ้วนแล้ว หนี้ตามเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวจึงมิได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงมิได้เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 516/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 517/2562 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (3) (4)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง และปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 60,000 บาท รวม 4 กระทง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน คงปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 30,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นปรับ 120,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 517/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ข้อเท็จจริงจึงรับเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทรวม 4 ฉบับ จำนวนเงินรวม 25,900,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสี่ฉบับ ให้เหตุผลเช่นเดียวกันว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย อันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามที่โจทก์ฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษายืนให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น คลาดเคลื่อนหรือไม่ เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้น ย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 2 จะฎีกาแทนจำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อมิได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ดังกล่าว โจทก์ขอถอนฟ้องและศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว ซึ่งโจทก์ยื่นคำแก้ฎีการับว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวจริง จึงฟังได้ว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คดีนี้ให้คู่ความฟัง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าก่อนอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยทั้งสองได้แถลงข้อเท็จจริงเรื่องการถอนฟ้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาในส่วนคำขอนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนในเรื่องการนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 ดังนี้ เมื่อได้ความว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว สิทธินำคดีอาญาดังกล่าวมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 กรณีจึงไม่มีคดีอาญาดังกล่าวอยู่ในสารบบความที่ศาลจะพิพากษาให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการสุดท้ายว่า เช็คพิพาทตามฟ้อง สั่งจ่ายเงิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เต็มมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว มูลหนี้เช็คฉบับนี้จึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จึงต้องรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง เห็นว่า แม้ได้ความตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 จำเลยทั้งสองวางเงิน 240,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามมูลหนี้เช็ค ทำให้ความผิดตามเช็คฉบับนี้ระงับไปแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 ว่า ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์เกี่ยวกับเงินที่จำเลยทั้งสองวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น โจทก์แถลงว่าจะรับไว้โดยเป็นการเฉลี่ยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทุกฉบับ คำแถลงของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าเงินที่จำเลยทั้งสองชำระนั้นโจทก์มิได้รับไว้เป็นการชำระหนี้เฉพาะเจาะจงตามเช็ค ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง แต่เป็นการรับไว้เพื่อเฉลี่ยชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องทุกฉบับ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เต็มตามมูลหนี้เช็คครบถ้วนแล้ว หนี้ตามเช็คฉบับดังกล่าวจึงมิได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงมิได้เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอก อ.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางนภาอุษา อนุกูล เกิดมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
จาตุรงค์ สรนุวัตร
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2566
#690286
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น มิใช่เป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์แยกฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันเล่นการพนันไพ่ผสมสิบและจำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมกันเล่นการพนันภายในสวนไม่มีเลขที่ ซึ่งเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยกัน ทั้งตามคำบรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมล้อมวงเล่นการพนันไพ่ผสมสิบในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรม หรือมั่วสุม ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เนื่องจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดีเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาให้วินิจฉัยก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) เป็นเงิน 750 บาท และให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น ปรากฏว่าตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นั้น ไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 และสั่งให้จ่ายสินบนนำจับจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.592/2563 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (2) (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคสอง ด้วย) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเล่นการพนันจำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกคนละ 2 เดือน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แต่ละกระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ยกคำขอที่ให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เนื่องจากคดีนี้มิได้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 ฐานร่วมกันเล่นการพนัน 1,500 บาท ฐานร่วมกันทำกิจกรรมหรือมั่วสุมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้แต่ละกระทงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,750 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 5 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 5 จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น มิใช่เป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์แยกฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันเล่นการพนันไพ่ผสมสิบและจำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมกันเล่นการพนันภายในสวนไม่มีเลขที่ ซึ่งเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยกัน ทั้งตามคำบรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมล้อมวงเล่นการพนันไพ่ผสมสิบในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรม หรือมั่วสุม ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เนื่องจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดีเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาให้วินิจฉัยก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) เป็นเงิน 750 บาท และให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น ปรากฏว่าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นั้น ไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 และสั่งให้จ่ายสินบนนำจับจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 2 เดือน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 5 เมื่อรวมกับโทษปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 5 ฟัง ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 219 ตรี ม. 221 ม. 225
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคสอง ม. 12 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายพงษธร เศรษฐถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณวดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566
#690542
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2560 โดยฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดต่อ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวงมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยกับพวกอันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงชอบแล้ว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้

โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทฺ อ. การที่จำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุนกิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนในไลน์กลุ่มโดยมีเว็บไซต์ประกอบฟังได้ว่า จำเลยแสดงเนื้อหาและข้อมูลต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากพันตำรวจโท ส. ว่า พยานตรวจสอบการมีอยู่ของบริษัท อ. กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัยพบว่าไม่มีชื่อในนิติบุคคลจดทะเบียนไว้ ตามหนังสือตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยจำเลยตอบคำถามค้านโจทก์ว่า อ. จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่นั้น จำเลยไม่ทราบ แสดงว่า บริษัท อ. อาจจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยต้องแจ้งในกลุ่มไลน์ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนการที่จำเลยไม่แจ้งข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้ที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อยแต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและคำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดตัวว่าเป็นบุคคลใด มีลักษณะเป็นการแสดงต่อประชาชนทั่วไปมิได้เจาะจงคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้น ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยจะซื้อหน่วยลงทุนผ่าน ท. และจำเลยสนทนาการซื้อขายหน่วยลงทุนกับ ท. ผ่านไลน์ จำเลยนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ร่วมรวมกับเงินของจำเลยเพื่อซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทเข้าบัญชีของ บ. และ ท. ตามรายการโอนเงิน จำเลยพูดคุยกับ ท. ผ่านไลน์ว่า โอนเงินต่อให้ ร. และจำเลยก็โอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. โดยซื้อหน่วยลงทุนจาก ท. น่าจะเป็นแผนการหลอกลวงโจทก์ร่วมและประชาชนให้หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนตามเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนชักชวนโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทจึงไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ร่วม

จำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคหนึ่งแต่ที่ไม่ระบุมาตรา 83 ไว้ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยมิได้กระทำความผิดโดยลำพัง

การที่โจทก์ร่วมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมได้แจ้งลักษณะแห่งความผิดพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลง และความเสียหายที่ได้รับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในเบื้องต้นให้เห็นว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและโจทก์ร่วมมีความเสียหายเพื่อทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน ส่วนพนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิด โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหลักฐานที่ พนักงานสอบสวนสืบหามาได้เอง หรือที่โจทก์ร่วมหรือผู้ต้องหายื่นต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยานหรือที่บุคคลภายนอกส่งมาให้ โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีเพื่อที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดรวมทั้งความเสียหายที่แท้จริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131 แสดงว่าหลักฐานมิได้ต้องมาจากโจทก์ร่วมเพียงฝ่ายเดียว เมื่อได้ความว่าพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนเบิกความว่าตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วพบมีรายการโอนเงินบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทเป็นเงิน 3,023,352 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนสืบหามาตามอำนาจหน้าที่ ถือว่าการสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 2,711,291 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ว. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน (ที่ถูก ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน) ส่วนข้อหาอื่นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 2,711,291 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายไสวชักชวนโจทก์ร่วมนำเงินมาลงทุนกับบริษัท อ. โจทก์ร่วมนำเงินมาลงทุนกับบริษัทดังกล่าวผ่านทางนายไสวและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายไสว ซึ่งนายไสวแจ้งว่านำเงินลงทุนของโจทก์ร่วมไปให้จำเลย และโจทก์ร่วมได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุนดังกล่าว จากนั้นนายไสวให้โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยโดยตรง โจทก์ร่วมจึงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อนำไปลงทุน ทั้งในนามตัวเองและในนามชื่อของบุคคลอื่นตามคำแนะนำของจำเลย โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยรวม 51 ครั้ง เป็นเงินรวม 3,023,352 บาท จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมไม่ได้รับผลตอบแทนของเงินลงทุนจากบริษัท โดยจำเลยแจ้งโจทก์ร่วมว่า บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการจ่ายผลตอบแทนการลงทุนจาก 24 เดือน เป็น 15 เดือน และเปลี่ยนการจ่ายผลตอบแทนจากเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเหรียญดิจิทัลแทน โจทก์ร่วมรอผลตอบแทนตามที่จำเลยแจ้งแต่ไม่ได้รับ จึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยและนายไสวข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีแก่นายไสว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2560 แต่อย่างใด คงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวง มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยกับพวกอันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงชอบแล้ว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมกับนายไสวรู้จักกันเพราะเคยทำงานอยู่ที่สำนักงานทางหลวงที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 นายไสวส่งข้อความทางเมสเซนเจอร์ชักชวนโจทก์ร่วมให้มาลงทุนกับบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทระดมเงินไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ เช่น ร้านเพชร น้ำมันเครื่องโอดีอาร์ สนามกอล์ฟโอดี ผู้ที่ลงทุนด้วยจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี โดยบริษัทจะจ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเดือนละครั้ง เป็นเวลา 24 เดือน และนายไสวยังส่งข้อมูลการลงทุนรวมทั้งรายได้ที่นายไสวได้รับจากเงินลงทุนกับบริษัทดังกล่าวมาให้โจทก์ร่วมดู โจทก์ร่วมสนใจที่จะลงทุนกับบริษัทจึงติดต่อนายไสวทางโทรศัพท์ นายไสวแจ้งว่าให้โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุน 18,500 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสวแล้วนายไสวจะนำเงินไปลงทุนตามแพ็กเกจที่บริษัทกำหนดและนายไสวให้โจทก์ร่วมส่งข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 โจทก์ร่วมส่งข้อมูลตามที่นายไสวแจ้งและโอนเงิน 37,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสว จากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง มีข้อความส่งมาทางอีเมลแจ้งว่า บริษัทรับโจทก์ร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทพร้อมกับแจ้งรหัสประจำตัวผู้ลงทุนของโจทก์ร่วมและรหัสผ่าน แล้วนายไสวส่งข้อมูลเว็บไซต์ของบริษัทให้โจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเข้าระบบไปตรวจข้อมูลการลงทุนพบว่ามีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ลงทุน จำนวนเงินลงทุน และตารางผลตอบแทน จากนั้นนายไสวส่งสลิปการโอนเงินให้โจทก์ร่วมดูโดยนายไสวได้โอนเงินของโจทก์ร่วมไปให้จำเลย นายไสวแจ้งว่าจำเลยเป็นแม่ทีมที่จะนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนกับบริษัท เพราะผู้ลงทุนไม่สามารถนำเงินไปลงทุนกับบริษัทได้ด้วยตนเอง นอกจากนายไสวเชิญโจทก์ร่วมเข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อโอดีเอฟวีไอมีสมาชิกกลุ่ม 25 คน ซึ่งเป็นผู้ที่นำเงินมาลงทุนกับบริษัท มีจำเลยเป็นผู้ดูแลกลุ่มไลน์ดังกล่าว แล้วจำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุน กิจการที่บริษัทนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ ผลตอบแทนที่จะได้รับ วิธีการลงทุน วิธีการแนะนำชักชวนผู้มาลงทุน รายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำเข้ามาในกลุ่มไลน์ จำเลยใช้ชื่อในไลน์กลุ่มนี้ว่า "ออมod" โดยจำเลยจะเป็นผู้ส่งแพ็กเกจการลงทุนกิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการลงทุน และวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนผ่านในไลน์กลุ่ม และนายไสวยังเชิญโจทก์ร่วมเข้าไลน์กลุ่มชื่อไพรเวทเอฟวีไอ มีสมาชิกกลุ่มที่เป็นผู้ลงทุนกับบริษัทประมาณ 14 คน โดยจำเลยก็เป็นผู้ดูแลไลน์กลุ่มดังกล่าวเช่นกัน จำเลยจะส่งข้อมูลแจ้งให้ผู้ลงทุนชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาลงทุนกับบริษัท ซึ่งผู้ชักชวนจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผู้ที่นำเงินมาลงทุนด้วยตนเองในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินผู้ลงทุนนำเงินมาลงทุนกับบริษัท หากมีการลงทุนกับบริษัทตั้งแต่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐจะได้ของแถมเป็นทองคำ 1 สลึง และจำเลยยังส่งข้อมูลแนะนำการลงทุน แนะนำดูข้อมูลการลงทุนของผู้ลงทุนที่เรียกว่าแพลตฟอร์มผ่านทางไลน์กลุ่มไพรเวทเอฟวีไอด้วย แพ็กเกจการลงทุนจะประกอบด้วยข้อมูลการลงทุนกับการคำนวณผลตอบแทนที่จะได้จากเงินลงทุนกับบริษัท นอกจากนี้มีการประชุมผ่านทางไลน์กลุ่มดังกล่าวด้วย โดยจำเลยเป็นผู้อธิบายรายละเอียดการลงทุนต่าง ๆ ของบริษัท รายได้ของบริษัท และแนะนำวิธีการชักชวนบุคคลอื่นมาลงทุนกับบริษัท จำเลยจะเน้นย้ำการชักชวนบุคคลอื่นมาลงทุน ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุน 76,350 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสวแล้วนายไสวแจ้งว่า โอนเงินลงทุนของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยแล้ว โจทก์ร่วมตรวจข้อมูลการลงทุนของเงิน 76,350 บาท ได้มีการแปลงเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่บริษัทกำหนด ส่วนเงินลงทุนของโจทก์ร่วมในวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 จำนวน 37,000 บาท โจทก์ร่วมได้ผลตอบแทนของเงินลงทุน 70 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,350 บาท วันที่ 20 สิงหาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 37,000 บาท และวันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 74,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสว และในวันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ร่วมก็ได้รับผลตอบแทน 140 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 4,500 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมนำเงินดอลลาร์สหรัฐไปแลกเป็นเงินไทยกับนายไสวได้เงิน 4,500 บาท วันที่ 17 ตุลาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุน 18,500 บาท เข้าบัญชีของนายไสวอีก และในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 โจทก์ร่วมจะโอนเงินลงทุนไปให้นายไสว แต่นายไสวแนะนำให้โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยโดยตรง เมื่อโจทก์ร่วมติดต่อจำเลย แล้วจำเลยส่งเลขที่บัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยมาให้โจทก์ร่วมทางไลน์กลุ่ม ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 โจทก์ร่วมเริ่มโอนเงินลงทุน 74,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและได้สนทนากันผ่านข้อความทางไลน์กลุ่ม จำเลยได้แนะนำวิธีการลงทุนและผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนให้แก่โจทก์ร่วม จากนั้นโจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยอีกรวม 51 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,023,352 บาท โดยได้รับผลตอบแทนเป็นเงินเพียง 312,061 บาท แล้วไม่ได้รับผลตอบแทนของเงินลงทุนอีกเลย หลักฐานที่โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนจากบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีธนาคารของนายไสวกับจำเลยตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของธนาคาร ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมสอบถามจำเลยถึงผลตอบแทนของเงินลงทุนได้รับแจ้งว่า บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงการจ่ายผลตอบแทนจาก 24 เดือน เหลือ 15 เดือน และเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเหรียญดิจิทัลแทนให้โจทก์รอไปก่อน ประมาณกลางเดือนกันยายน 2561 จำเลยนัดโจทก์ร่วมไปพบที่กรุงเทพมหานคร จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้รอเพราะต่อไปเหรียญดิจิทัลจะมูลค่าสูงและผลตอบแทนจะได้มากขึ้น โจทก์ร่วมรอจนกระทั่งถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ก็ยังไม่ได้ผลตอบแทนของเงินลงทุนจากบริษัท ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 โจทก์ร่วมจึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับนายไสว ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีแก่นายไสว และมีนายไสวเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักกับนายทนงศักดิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้างาน นายทนงศักดิ์ ชักชวนพยานให้ร่วมลงทุนกับบริษัท อ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 พยานโอนเงิน 37,000 บาท เข้าบัญชีของนายทนงศักดิ์เพื่อที่จะลงทุนกับบริษัท นายทนงศักดิ์นำพยานเข้ากลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ชื่อกลุ่มซัคเซส มีจำเลยเป็นผู้ดูแลกลุ่ม โดยจำเลยจะส่งข้อมูลการลงทุนของบริษัท ผลตอบแทนที่บริษัทจะมอบให้กับผู้ลงทุนให้กับสมาชิกในกลุ่มไลน์ทราบเป็นระยะ ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเช่นเดียวกับที่นายทนงศักดิ์แนะนำให้กับพยาน ต่อมานายทนงศักดิ์ชักชวนพยานไปสัมมนาการลงทุนกับบริษัทที่กรุงเทพมหานคร พยานพบกับจำเลย ซึ่งจำเลยชักชวนพยานให้ร่วมลงทุนกับบริษัท อ. โดยให้พยานนำบัตรประชาชนของญาติพี่น้องของพยานมาลงทุนกับบริษัท อ. ด้วย พยานจะได้รับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่มีการลงทุน จำเลยเป็นแม่ทีมเป็นผู้ดูแลสมาชิกในกลุ่มที่มีการลงทุน วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 พยานเขียนข้อความผ่านไลน์เข้าไปทักทายโจทก์ร่วมโดยชักชวนโจทก์ร่วมเข้าลงทุนกับบริษัท โจทก์ร่วมสนใจและโอนเข้าบัญชีของพยานเพื่อลงทุนเป็นเงิน 37,000 บาท พยานโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลย ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 จำเลยโอนเงิน 2,380 บาท เข้าบัญชีของพยานเป็นค่าคอมมิชชั่นจากการที่พยานแนะนำโจทก์ร่วมเข้าลงทุนกับบริษัท วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 75,850 บาท เข้าบัญชีของพยาน วันที่ 20 สิงหาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 37,000 บาท วันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 74,000 บาท วันที่ 16 ตุลาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 18,500 บาท โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. ผ่านพยานรวม 5 ครั้ง ซึ่งพยานโอนเงินของโจทก์ร่วมที่จะลงทุนเข้าบัญชีของจำเลย กับมีร้อยตำรวจเอกอำนาจ และพันตำรวจโทสิทธิพงษ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยาน โดยร้อยตำรวจเอกอำนาจเบิกความว่า เป็นผู้ทำบันทึกคำให้การชั้นสอบสอบของผู้เสียหายในฐานะผู้กล่าวหาและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายไสวในฐานะพยาน ส่วนพันตำรวจโทสิทธิพงษ์เบิกความว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัย ไม่พบชื่อบริษัท อ. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และเมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วพบมีรายการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยรู้จักโจทก์ร่วมเนื่องจากนายไสวเป็นผู้แนะนำให้โจทก์ร่วมเข้าลงทุนกับบริษัทและเชิญโจทก์ร่วมเข้ากลุ่มซัคเซสด้วย ในกลุ่มซัคเซสจะมีการส่งข้อมูลของบริษัท ในการลงทุนกับบริษัท ผู้ลงทุนสามารถลงทุนกับบริษัทโดยตรงหรือจะลงทุนผ่านผู้แนะนำแล้วแต่จะเลือก แต่ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนมักจะลงทุนโดยโอนเงินผ่านผู้แนะนำ ซึ่งในกรณีของโจทก์ร่วม นายไสวเป็นผู้แนะนำให้โจทก์ร่วมเข้าลงทุน โจทก์ร่วมจะโอนเงินให้นายไสวเพื่อลงทุนกับบริษัท ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นายไสวแจ้งว่า โจทก์ร่วมจะโอนเงินให้นายไสวเพื่อลงทุนกับบริษัท โดยจะโอนเงินลงทุนให้จำเลย หลังจากโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยแล้ว จำเลยก็นำเงินที่โจทก์ร่วมลงโจทก์ร่วมลงทุนในนามของบุคคลที่โจทก์ร่วมใช้ชื่อในการลงทุนแทนไปลงทุนแทนให้ตามที่โจทก์ร่วมแจ้ง โจทก์ร่วมเริ่มลงทุนผ่านจำเลย โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมารวมทั้งหมด 51 ครั้ง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 จำเลยถอนเงินจากธนาคาร ก. 400,000 บาท เพื่อไปซื้อหน่วยลงทุนกับบริษัท จำเลยจึงมีนำหน่วยลงทุนในขณะนั้น 49 lot ต่อมาเมื่อวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเป็นเงิน 74,000 บาท และ 37,000 บาท เพื่อซื้อหน่วยลงทุนกับบริษัท จำเลยจึงนำหน่วยลงทุนที่จำเลยซื้อมาก่อนโอนเข้าระบบของโจทก์ร่วม เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากโจทก์ร่วมและนายไสวต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกันจึงมีน้ำหนักให้รับฟังเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ฟังได้ว่า โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัท อ. การที่จำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุน กิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนในไลน์กลุ่ม โดยมีเว็บไซต์ประกอบ ฟังได้ว่า จำเลยแสดงเนื้อหาและข้อมูลต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากพันตำรวจโทสิทธิพงษ์ว่า พยานตรวจสอบการมีอยู่บริษัทบริษัท อ. กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัยพบว่าไม่มีชื่อในนิติบุคคลจดทะเบียนไว้ โดยจำเลยตอบคำถามค้านโจทก์ว่าบริษัท อ. จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่นั้น จำเลยไม่ทราบ แสดงว่า บริษัท อ. อาจจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ก็ได้ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยต้องแจ้งในกลุ่มไลน์ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน การที่จำเลยไม่แจ้งข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้ที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อยแต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและคำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดตัวว่าเป็นบุคคลใด มีลักษณะเป็นการแสดงต่อประชาชนทั่วไป มิได้เจาะจงคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้น ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยจะซื้อหน่วยลงทุนผ่านนายทินภัทร และจำเลยสนทนาการซื้อขายหน่วยลงทุนกับนายทินภัทรผ่านไลน์ จำเลยนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ร่วมรวมกับเงินของจำเลยเพื่อซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทเข้าบัญชีของนายบัณฑิตและนายทินภัทร จำเลยพูดคุยกับนายทินภัทรผ่านไลน์ว่าโอนเงินต่อให้นางสาววริญญรัศมิ์ และจำเลยก็โอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. โดยซื้อหน่วยลงทุนจากนายทินภัทร น่าจะเป็นแผนการหลอกลวงโจทก์ร่วมและประชาชนให้หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนตามเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนชักชวนโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทจึงไม่ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ร่วม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ไม่ระบุมาตรา 83 ไว้ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยมิได้กระทำความผิดโดยลำพัง

ปัญหาต่อไปต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าการกระทำของจำเลยทำให้ตนเองได้รับความรับเสียหายเป็นเงิน 600,500 บาท ตามบันทึกคำให้การ ซึ่งสอดคล้องกับบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย แต่โจทก์กลับกล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย และเรียกร้องค่าเสียเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจำนวน 3,023,352 บาท โดยพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนความผิดในจำนวนเงินความเสียหายที่เพิ่มเติมขึ้นดังกล่าวทั้งมิได้แจ้งให้จำเลยทราบจึงถือว่าจำนวนเงินค่าเสียหายที่เพิ่มเติมขึ้นนี้ยังมิได้มีการสอบสวนดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และ มาตรา 134 นั้น เห็นว่า การที่โจกท์ร่วมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมได้แจ้งลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลง และความเสียหายที่ได้รับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในเบื้องต้นให้เห็นว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและโจทก์ร่วมมีความเสียหายเพื่อทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนส่วนของพนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิด โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนสืบหามาได้เอง หรือที่โจทก์ร่วมหรือผู้ต้องหายื่นต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยาน หรือที่บุคคลภายนอกส่งมาให้ โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีเพื่อที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดรวมทั้งความเสียหายที่แท้จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 แสดงว่าหลักฐานมีได้ต้องมาจากโจทก์ร่วมเพียงฝ่ายเดียว เมื่อได้ความว่า พันตำรวจโทสิทธิพงษ์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วพบมีรายการโอนเงินบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทเป็นเงิน 3,023,352 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนสืบหาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าขั้นตอนการสอบสวนในส่วนนี้ชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341 ม. 343
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 3 ม. 4 ม. 5 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นาย ว.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางภิญรดา ศรีแก้วณวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวีรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ชลิต กฐินะสมิต
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา