คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1689/2566
#693672
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เป็นกรณีที่ทั้งสองศาลต่างวางบทความผิดแก่จำเลยทั้งมาตรา 278 วรรคหนึ่ง และมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอยู่แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทกฎหมายตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษจำเลยให้ถูกต้องดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขบท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะแก้ไขโทษเพิ่มขึ้นตามบทหนักที่ใช้ลงโทษแก่จำเลย ก็เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า สั่งในฎีกา แล้วมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาของจำเลยว่า เป็นกรณีแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ให้รับฎีกาของจำเลย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 362, 364, 365

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เป็นกรณีที่ทั้งสองศาลต่างวางบทความผิดแก่จำเลยทั้งมาตรา 278 วรรคหนึ่ง และมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอยู่แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทกฎหมายตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษจำเลยให้ถูกต้องดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขบท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะแก้ไขโทษเพิ่มขึ้นตามบทหนักที่ใช้ลงโทษแก่จำเลย ก็เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า สั่งในฎีกา แล้วมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาของจำเลยว่า เป็นกรณีแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ให้รับฎีกาของจำเลย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในคำร้องและในคำฟ้องฎีกา ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2565 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 219 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวอธิวรรณ สวรรค์วัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ประสิทธิ์ ตันติเสรี
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1684/2566
#692040
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์มาด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระเงินค่าสินค้าเกินกว่าราคาที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 3 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนที่จำเลยเรียกรับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. จึงหาได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินในส่วนค่าเสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าในอัตราร้อยละ 20 ของยอดการสั่งซื้อสินค้าทั้งหมด ของบริษัท ซ. เป็นค่าเสียหาย 1,818,172.88 บาท บริษัท ว. เป็นค่าเสียหาย 330,104.80 บาท ในฐานะลูกจ้างและตัวแทนของโจทก์เรียกและได้รับเงินผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการแผนกจัดซื้อและในฐานะตัวแทนของโจทก์จากบริษัท อ. เป็นเงิน 1,224,383 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. เป็นเงิน 5,360,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,733,160.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 8,733,160.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินที่ได้รับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าบริษัท ซ. ในอัตราร้อยละ 18 ของยอดเงิน 9,090,864.40 บาท กับค่าเสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าบริษัท ว. เป็นเงิน 330,104.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยใช้เงินที่จำเลยได้รับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. ให้แก่โจทก์ เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับสถานะของโจทก์ วัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจและโจทก์มีโครงการก่อสร้างอาคารโรงงานอีก 2 แห่ง โดยมอบหมายให้ลูกจ้างของโจทก์ช่วยเหลือดูแลการดำเนินโครงการจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะฝ่ายจัดซื้อต้องเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักรในการก่อสร้างโรงงานจำนวนมากและมีมูลค่าสูง ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่คัดสรร ตรวจสอบผู้จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ คำฟ้องข้อ 2 บรรยายถึงสถานะของจำเลยและนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยเป็นอดีตลูกจ้างของโจทก์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกจัดซื้อ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการคัดสรร คัดเลือก ตรวจสอบผู้จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ เปรียบเทียบราคาและบริการต่าง ๆ ให้ตรงตามความต้องการใช้งานของโจทก์ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจำเลยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของสัญญาจ้างและระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ รักษาผลประโยชน์ของโจทก์ในการจัดซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ และต้องมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามคำสั่งของโจทก์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ต้องคัดสรร คัดเลือก และติดต่อประสานงานพบปะกับผู้จำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ จำเลยกระทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ หากจำเลยได้รับเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดสืบเนื่องจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการทั้งสิ้น คำฟ้องข้อ 3 บรรยายถึงขั้นตอนการจัดซื้อสินค้าและบริการของโจทก์ คำฟ้องข้อ 4 บรรยายถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและประพฤติผิดสัญญาจ้างไม่เอื้อเฟื้อสอดส่องกิจการของโจทก์ด้วยความระมัดระวัง และกระทำการอันเป็นการขัดแย้งกับผลประโยชน์ของโจทก์ด้วยการแนะนำผู้จำหน่ายสินค้าที่ตนเองสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีส่วนได้เสียให้มาเป็นคู่ค้ากับโจทก์ เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นจากบรรดาผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการของโจทก์ และนำเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยคำฟ้องข้อ 4.1 บรรยายกรณีจำเลยแนะนำบริษัท ซ. และบริษัท ว. ให้เข้ามาเป็นคู่ค้ากับโจทก์ แต่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญโดยมีเจตนาทุจริตต่อโจทก์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน คำฟ้องข้อ 4.2 บรรยายกรณีจำเลยเรียกรับเงินผลประโยชน์จากบริษัท อ. โดยอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการสรรหาคัดเลือกผู้จำหน่ายสินค้าและบริการ ตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและเปรียบเทียบราคาและสั่งซื้อสินค้า เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนแก่โจทก์ทั้งสิ้น โจทก์ตรวจสอบหลักฐานพบว่าจำเลยเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัท อ. จากการที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าว และตอนท้ายของคำฟ้องข้อ 4.2 นี้ โจทก์บรรยายว่า จากการประพฤติปฏิบัติผิดสัญญาและทุจริตต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับเงินผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและในฐานะตัวแทนของโจทก์ไปจากบริษัท อ. เป็นเงินทั้งสิ้น 1,224,383 บาท ซึ่งจำเลยมีหน้าที่นำส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 4.3 ว่าจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์เรียกรับเงินผลประโยชน์จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยได้รับเงินจากห้างดังกล่าว 5,360,500 บาท จำเลยในฐานะลูกจ้างและในฐานะตัวแทนของโจทก์ได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและตัวแทนของโจทก์โดยทุจริตจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 5 สรุปค่าเสียหายที่เรียกร้องจากจำเลยแต่ละรายการ เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 ได้อ้างไว้ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องในข้อ 4 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและประพฤติผิดสัญญาจ้าง แม้คำฟ้องข้อ 4.2 ในตอนต้นโจทก์จะบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องข้อ 4.2 นี้ โจทก์ก็ยังบรรยายเน้นย้ำว่าการประพฤติปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานและทุจริตต่อหน้าที่ของจำเลยทำให้จำเลยได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและตัวแทนของโจทก์ไปจากบริษัท อ. ส่วนคำฟ้องข้อ 4.3 โจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยว่าจำเลยในฐานะลูกจ้างและในฐานะตัวแทนของโจทก์ได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการแผนกจัดซื้อและตัวแทนของโจทก์โดยทุจริตจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. ไปเป็นเงิน 5,360,500 บาท จำเลยจึงมีหน้าที่ส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อ 4.2 และข้อ 4.3 หาได้บรรยายมาแต่เพียงว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์เพียงประการเดียวไม่ แต่คำฟ้องดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์มาด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีส่วนนี้ว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระเงินค่าสินค้าเกินกว่าราคาที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 3 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนที่จำเลยเรียกรับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. จึงหาได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดั่งที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดคืนเงินที่จำเลยรับมาจากทั้งสองนิติบุคคลดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินที่จำเลยเรียกรับจากบริษัท อ. 1,224,383 บาท และในส่วนที่จำเลยเรียกรับผลประโยชน์จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. 5,360,500 บาท ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเสียหายในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดใช้เงินส่วนที่เรียกรับจากบริษัท อ. 1,224,383 บาท และส่วนที่จำเลยเรียกรับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. 5,360,500 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวและในต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2562) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรพล ชลสาคร
- นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2566
#691590
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว ได้มี พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ยังคงบัญญัติให้ผู้แข่งรถในทางเป็นความผิดอยู่ และมาตรา 134/1 ที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้ผู้จัด หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางเป็นความผิด กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามมาตรา 134 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม) แต่อัตราโทษตามมาตรา 160 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่ากฎหมายเดิม และโทษตามมาตรา 160 ทวิ วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกและปรับสูงกว่ากฎหมายเดิม ดังนั้น โทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 17 ส่วนการที่บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณในเรื่องการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ซึ่งเป็นคุณกว่าบทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (เดิม) ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนโดยไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดไว้ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลย จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย แต่ก็ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 83 ริบรถยนต์ ของกลางพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งให้จำเลยทำทัณฑ์บนตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 160 ทวิ จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอริบรถยนต์ของกลาง และคำขอสั่งจำเลยให้ทำทัณฑ์บน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษกักขังจำเลย 1 เดือนแทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ลงโทษปรับ (ที่ถูก ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23) เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ออกโดยนายทะเบียนจังหวัดระยองของจำเลยริบรถยนต์ ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปในที่จัดแข่งเท่านั้น มิได้ใช้ในการแข่งรถนั้น เห็นว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้อง มิใช่ความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยร่วมกันจัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถและร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย เนื่องจากต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลย รวมทั้งการกำหนดวิธีการคุมความประพฤติที่เหมาะสมแก่จำเลย อันเป็นอำนาจศาลที่จะรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติโดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 31 เท่านั้น หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยความผิดให้แตกต่างจากการกระทำที่ถูกฟ้องได้ การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปในที่จัดแข่ง มิได้ใช้ในการแข่งรถในทำนองเดียวกับที่ให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤตินั้น จึงเป็นการฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงมาตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่นำรถยนต์ของกลางมาใช้เข้าร่วมแข่งขันเพื่อประลองความเร็วบนถนนสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันในเวลากลางคืน นอกจากทำให้ประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและผู้ที่ใช้รถสัญจรไปมาเกิดความเดือดร้อนรำคาญแล้วยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางดังกล่าว นับเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนรำคาญของผู้อื่น และไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า สมควรริบรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการร่วมกันจัด สนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถ และร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) การที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางมาใช้แข่งในทางสาธารณะนอกจากเป็นการกระทำซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางร่วมกับจำเลยแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และก่อให้เกิดความไม่สงบสุขในสังคม แม้จำเลยจะมีความจำเป็นในการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อประกอบสัมมาชีพ แต่การริบรถยนต์ของกลางเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำความผิดในลักษณะเช่นเดียวกันอีกย่อมเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ริบรถยนต์ของกลางมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดแข่งรถในทางเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรวรรคสอง ..." และมาตรา 10 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 134/1 และมาตรา 134/2 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยมาตรา 134/1 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใด จัด โฆษณา ประกาศ ชักชวน หรือดำเนินการด้วยวิธีการใดเพื่อให้มีการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 134 ..." เช่นนี้ มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้ผู้แข่งรถในทางเป็นความผิดอยู่ และมาตรา 134/1 ยังคงบัญญัติให้ผู้จัด หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางเป็นความผิด กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตาม มาตรา 134 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ส่วนอัตราโทษและการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่นั้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 มาตรา 30 ให้ยกเลิกความในมาตรา 160 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 160 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่" และวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 134/1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 160 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่ากฎหมายเดิมและโทษตามมาตรา 160 ทวิ วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกและปรับสูงกว่ากฎหมายเดิม ดังนั้น โทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 17 ส่วนการที่บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณในเรื่องการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ซึ่งเป็นคุณกว่าบทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (เดิม) ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนโดยไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดไว้ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลย จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยแต่ก็ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 17
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 134 (เดิม) ม. 134 (ที่แก้ไขใหม่) ม. 134/1 ม. 160 ทวิ (เดิม) ม. 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายติมศักดิ์ บุญอากาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ช่อมณี
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1595/2566
#692032
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์โดยรับเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อไว้โดยสุจริต เมื่อกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังเป็นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ภายหลังจากทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งรถยนต์ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อได้ แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานมาชำระเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบที่จะคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เสียทีเดียว แต่ชอบที่จะคืนเงินลงทุนที่ยังเหลืออยู่ภายหลังหักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แล้ว โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไม่เกินเงินลงทุนที่ยังขาดอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้หักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเท่ากับเป็นการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ใช้หรือรับประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ในระหว่างเช่าซื้อโดยไม่เสียค่าตอบแทน เป็นการเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าวพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ผู้คัดค้านทั้งสี่ ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 4 รายการ พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้าและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ ออกขายทอดตลาด แล้วให้หักเงินจำนวน 365,267.22 บาท และ 850,368.06 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความทุกฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ลักลอบค้าสัตว์ป่า (ตัวนิ่ม) โดยเป็นเครือข่ายเกี่ยวข้องกับนายสุริยชัยหรือถัง ซึ่งเป็นนายทุนลักลอบค้าไม้พะยูงและลักลอบค้าสัตว์ป่า (ตัวนิ่ม) โดยทำหน้าที่จัดหาตัวนิ่มและรถยนต์บรรทุกตัวนิ่ม และได้ใช้บัญชีของบุคคลอื่นในการโอนเงิน รับโอนเงิน เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตรวจยึดทรัพย์สินได้ อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง (ตัวนิ่ม) โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อันเป็นความผิดมูลฐานและเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 3 (15) และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเป็นกรณีมีหลักฐานเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,156,000 บาท พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีมติเห็นชอบให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับแหวนเพชร 2 วง ทรัพย์สินรายการที่ 3 และที่ 4 ยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวนี้ตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ขายทอดตลาดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ แล้วให้หักเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเป็นเงินดาวน์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันเป็นเงิน 365,267.22 บาท และ 850,368.06 บาท ตามลำดับ ให้ตกเป็นของแผ่นดินชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์แก่บุคคลทั่วไป และจากผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง (ตัวนิ่ม) ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้ามาชำระเงินดาวน์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดเดือนแต่ละเดือนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ก็ตาม แต่กรณีเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อและรับเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อนั้นไว้โดยสุจริตไม่ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เมื่อกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังเป็นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งรถยนต์ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อดังกล่าวได้ แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นมาชำระเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 365,267.22 บาท และ 850,368.06 บาท ตามลำดับ เช่นนี้จึงไม่ชอบที่จะคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เสียทีเดียวได้ แต่ชอบที่จะคืนเงินลงทุนที่ยังเหลืออยู่ภายหลังหักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แล้ว เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 1 รถยนต์ที่ให้เช่าซื้อนั้นมีราคาเงินสดหักเงินดาวน์แล้วผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ใช้เงินลงทุนในการให้เช่าซื้อรถยนต์แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 704,908.41 บาท และ 643,229.91 บาท ตามลำดับ โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไป ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิเรียกเก็บจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แล้วบางส่วน ในส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม อยู่แล้ว ซึ่งเมื่อการเช่าซื้อมีกำหนดระยะเวลาชำระเป็นงวดรายเดือน 72 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ และค่าเช่าซื้อในส่วนที่เป็นราคารถยนต์ที่เช่าซื้องวดละ 12,257.94 บาท และ 12,114.95 บาท ตามลำดับ ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มาแล้ว 18 งวด และ 50 งวด เป็นเงิน 220,642.92 บาท และ 605,747.50 บาท ตามลำดับ คงเหลือเป็นเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิจะได้รับ 484,265.49 บาท 37,482.41 บาท จึงต้องคืนราคารถยนต์ที่ให้เช่าซื้อตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ที่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้เช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไม่เกิน 484,265.49 บาท และ 37,482.41 บาท พร้อมดอกผล ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้หักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเท่ากับเป็นการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ใช้หรือรับประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ในระหว่างเช่าซื้อโดยไม่เสียค่าตอบแทน เป็นการเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้หักเงินจำนวน 365,267.22 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ตกเป็นของแผ่นดิน ถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา ต้องชำระค่าขึ้นศาล 7,305 บาท แต่ผู้คัดค้านที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่ผู้คัดค้านที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไม่เกิน 484,265.49 บาท และ 37,482.41 บาท ตามลำดับ หากมีเงินเหลือพร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 เสียเกิน 7,305 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2566
#694169
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดก และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกอันมีลักษณะเป็นการที่โจทก์เข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกผ่านทางส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ โดยโจทก์มิได้เป็นทนายความ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายแต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 88,797,587.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์คืนเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,649,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องทั้งสองศาล และค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ ให้ตกเป็นพับทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต บิดา ตกลงจ่ายค่าดำเนินการให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ติดตามมาได้ แต่ถ้าดำเนินการไม่สำเร็จจะไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมกับมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดตาม รวบรวมทรัพย์มรดก โจทก์จัดให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งมรดกโดยโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายให้จำเลย จำเลยได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกเป็นที่ดิน 5 แปลง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ค่าบริการโดยจำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 9,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด และจำเลยชำระเงินแก่โจทก์แล้ว 6,000,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า ถึงแม้จำเลยจะให้การต่อสู้แต่เพียงว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตกเป็นโมฆะ โดยมิได้ให้การชัดแจ้งว่า ขณะทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกนายสาธิต จำเลยมีคดีพิพาทหรือฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของนายสาธิตกับทายาทคนอื่นเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา หรือโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยเป็นความฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีกับทายาทอื่นก็ตาม แต่ปัญหาว่าสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตและบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตาม ทรัพย์มรดกของนายสาธิต และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ขณะจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตในวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 จำเลยยังไม่มีคดีฟ้องร้องกับทายาทคนอื่น ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายสาธิต แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่นายสาธิตถึงแก่ความตาย บรรดาทายาทของนายสาธิตได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือ นายชาญณรงค์และจำเลย ฝ่ายที่สองคือ นางสาวเจียมจิตร์ นางสาวสุนิสา นางสาววนิดา นางสาวสุภาพร และนายวสันต์ โดยในปี 2555 นายชาญณรงค์และนางศิริวรรณ ภริยาได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวสันต์และนางสาวเจียมจิตร์ ในข้อหายักยอกโฉนดที่ดิน 11 ฉบับ โดยมีการโต้เถียงกันเกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้ง 11 แปลง ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายสาธิตหรือไม่ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 922/2556 ของศาลแขวงนนทบุรี ซึ่งต่อมาในปี 2556 เมื่อนายชาญณรงค์และจำเลยยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนายสาธิต นายวสันต์และนางสาวเจียมจิตร์ทายาทอีกฝ่ายหนึ่งก็ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดี จนในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยและนายวสันต์ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายสาธิต อันแสดงให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต จำเลยและบรรดาทายาทคนอื่นของนายสาธิตมีปัญหากันเรื่องทรัพย์มรดกของนายสาธิตอยู่ก่อนแล้ว แม้ตามบันทึกข้อตกลงจะระบุเพียงว่า ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดกก็ตาม แต่ในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เพียง 15 วัน จำเลยได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์มีอำนาจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก หรือโต้แย้งสิทธิ หรือหน้าที่ของทายาทของนายสาธิตทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งให้มีอำนาจเข้าร่วมประชุมทายาทของนายสาธิตในการจัดการทรัพย์มรดกพร้อมกับระบุให้โจทก์มีอำนาจ 1. รวบรวมทรัพย์ที่ได้มาทั้งหมด แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้จำเลยและนายชาญณรงค์ ส่วนค่าดำเนินการของโจทก์ให้หัก 30 เปอร์เซ็นต์ จากส่วนที่จำเลยได้รับมา ส่วนค่าดำเนินการต่าง ๆ โจทก์จะเป็นผู้ชำระเองทั้งหมด รวมถึงการขอตรวจสอบ...วางเงิน วางค่าใช้จ่ายต่อศาล... และให้มีอำนาจถอนการแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ คำร้อง คำขอ คำแถลง คำบอกกล่าวหรือถ้อยคำดังกล่าวข้างต้นได้ด้วย 2. ฟ้องร้องดำเนินคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เข้าเป็นโจทก์ร่วม/จำเลยร่วมกับพนักงานอัยการ ยื่นคำให้การ แก้ต่าง ฟ้องแย้ง ร้องสอด ตลอดจนชั้นบังคับคดี เบิกความต่อศาลและดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วย... จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และ 3. ให้โจทก์มีอำนาจในการแต่งตั้งทนายความคนเดียวหรือหลายคนโดยให้ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งดำเนินคดีไปในทางจำหน่ายสิทธิ... รวมถึงการเพิกถอนการแต่งตั้งทนายความด้วย ซึ่งโจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์รับที่จะดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เจรจา ไกล่เกลี่ยเพื่อขอแบ่งทรัพย์มรดกจากนางสาวเจียมจิตร์ นายวสันต์และทายาทคนอื่นที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยและนายชาญณรงค์ โดยโจทก์จะดำเนินการต่าง ๆ หากต้องมีการฟ้องคดีในศาลโจทก์จะเป็นผู้จัดหาทนายความ จ่ายค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยจำเลยและนายชาญณรงค์จะต้องจ่ายค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้โจทก์ตามที่ตกลงกัน สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิได้เป็นเพียงการว่าจ้างให้โจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตเท่านั้น หากแต่เป็นการให้โจทก์มีอำนาจในการเจรจาไกล่เกลี่ยฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาเพื่อให้จำเลยได้มาซึ่งส่วนแบ่งทรัพย์มรดก โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการต่าง ๆ ไปก่อน ทั้งตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังระบุถึงค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับว่าคิดเป็นเงิน 30 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ แต่ถ้าดำเนินการไม่สำเร็จ โจทก์จะไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ ค่าตอบแทน 30 เปอร์เซ็นต์ ที่โจทก์จะได้รับจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดจึงไม่แน่นอนหากแต่ผันแปรไปตามจำนวนทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ และหากจำเลยไม่ได้รับทรัพย์มรดก โจทก์ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน อันมีลักษณะเป็นการที่โจทก์เข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกของนายสาธิตผ่านทางส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้เป็นทนายความ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นญาติกับนายสาธิตหรือจำเลย จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และโจทก์ย่อมไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายและค่าบริการที่สืบเนื่องมาจากสัญญาว่าจ้างที่เป็นโมฆะซึ่งไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวรสวันต์ ใจพันธุมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2566
#691369
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าข้อ 10.3 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า สอดคล้องกับข้อ 3.2 ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โดยเหตุจากการกระทำผิดสัญญาของผู้เช่าหรือผู้เช่าขอเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลา ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้สัญญาเช่าข้อ 11 ยังระบุว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุครบกำหนดสัญญาแล้ว ไม่มีการต่อสัญญาออกไปตามข้อ 9 หรือโดยการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 10 หรือด้วยเหตุอื่นใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อ 11.1 ผู้ให้เช่ามีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันที โดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองยึดหน่วง และขนย้ายทรัพย์สินทั้งปวงที่อยู่ในทรัพย์สินที่เช่าออกไป รวมทั้งมีสิทธิดำเนินการให้ผู้อื่นเช่าทรัพย์สินที่เช่าต่อไปด้วย และสัญญาจ้างบริการข้อ 8 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการใช้บริการได้ในกรณีสัญญาจ้างบริการสิ้นสุดโดยเหตุแห่งการผิดสัญญาของจำเลย แสดงให้เห็นว่าหากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจำเลยจะมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าอีกต่อไป รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันตามสัญญาเช่าข้อ 10.3 เมื่อคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใดไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระเสมือนหนึ่งเป็นการเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันไปแล้วหาได้ไม่ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่บอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญาโดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 802,547.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 769,758.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 32,788.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,798.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 411,798.83 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 71,941.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก. ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนโจทก์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในอาคาร ค. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้น 10 โซน C2 เนื้อที่ 157 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในอาคาร ค. กับโจทก์ กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 อัตราค่าเช่ารายเดือน 228 บาท ต่อ 1 ตารางเมตร คิดเป็นค่าเช่า 35,796 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยวางเงินประกันการเช่า 107,388 บาท นอกจากนี้ จำเลยทำสัญญาจ้างบริการในสำนักงานและอาคารดังกล่าวกับโจทก์ ซึ่งให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าอาคาร อัตราค่าบริการรายเดือน 152 บาท ต่อ 1 ตารางเมตร คิดเป็นค่าบริการ 23,864 บาท ต่อเดือน ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจำเลยวางเงินประกันการใช้บริการ 71,592 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 จำเลยมีหนังสือยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาจ้างบริการดังกล่าวไปยังโจทก์ โดยที่ยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าและไม่ใช่ความผิดของโจทก์ และวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่า ค่าบริการ และค่าเสียหายไปยังจำเลย สำหรับค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าเดือนมกราคม 2562 จำนวน 35,796 บาท ค่าบริการเดือนมกราคม 2562 จำนวน 23,864 บาท ค่าไฟฟ้าและค่าบริการจอดรถ จำนวน 1,209.67 บาท และ 5,071.80 บาท ตามลำดับ และค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าและค่าบริการตามสัญญาจ้างบริการล่าช้า 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 71,941.47 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้น คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาโต้แย้ง ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยทำให้สัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการเลิกกันหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดในค่าเช่าและค่าบริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า ข้อ 10 เรื่องการเลิกสัญญา ได้กำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาไว้ โดยข้อ 10.1 และ 10.2 กำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาของผู้ให้เช่ากรณีผู้เช่าผิดสัญญาส่วนข้อ 10.3 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ผู้เช่าบอกยกเลิกสัญญานี้ก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า สอดคล้องกับข้อ 3.2 เรื่องค่าเช่าและเงินประกันการเช่า ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โดยเหตุจากการกระทำผิดสัญญาของผู้เช่าหรือผู้เช่าขอเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลา ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันดังกล่าวได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ตามสัญญาเช่า ข้อ 11 ยังระบุว่า "เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุครบกำหนดสัญญาแล้ว ไม่มีการต่อสัญญาออกไปตามข้อ 9 หรือโดยการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 10 หรือด้วยเหตุอื่นใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง 11.1 ผู้ให้เช่ามีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันทีโดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองยึดหน่วง และขนย้ายทรัพย์สินทั้งปวงที่อยู่ในทรัพย์สินที่เช่าออกไป... รวมทั้งมีสิทธิดำเนินการให้ผู้อื่นเช่าทรัพย์สินที่เช่าต่อไปด้วย..." และสัญญาจ้างบริการ ข้อ 8 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการใช้บริการได้ในกรณีสัญญาจ้างบริการสิ้นสุดโดยเหตุแห่งการผิดสัญญาของจำเลย แสดงให้เห็นว่า หากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมิได้เป็นความผิดของโจทก์ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงได้กำหนดค่าเสียหายไว้ โดยให้จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจำเลยจะมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าอีกต่อไป รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบกับนางสาวกุลสรา ผู้จัดการโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิกลับเข้าครอบครองพื้นที่ตามสัญญาเช่า ข้อ 11.1 และนายนิวัฒน์ ซึ่งเป็นบุคลากรในการดูแลบริหารอาคารของโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า ในช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2561 พนักงานทุกคนของจำเลยนำคีย์การ์ดที่ใช้ในการเข้าออกอาคารมาคืนแก่พยาน พยานทราบว่ามีการเลิกสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทแล้ว จึงรับคีย์การ์ดคืนจากพนักงานของจำเลย หลังจากนั้นพยานก็ไม่เห็นพนักงานของจำเลยเข้ามาในพื้นที่พิพาทและจำเลยก็ไม่ได้ใช้บริการต่าง ๆ ของอาคาร เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ตลอดจนสถานที่จอดรถ ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันตามสัญญาเช่า ข้อ 10.3 เมื่อคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใดไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระเสมือนหนึ่งเป็นการเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันไปแล้วหาได้ไม่ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่บอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญาโดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้จำเลยรับผิดในค่าเช่าและค่าบริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 และให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการโดยเห็นว่าเป็นค่าเสียหายที่พอสมควรแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ค. โดยบริษัท ห.
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวธัญลักษณ์ กมลมุนีโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2566
#690167
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ให้ผู้ต้องขังชาย ด. เป็นผู้เขียนอุทธรณ์ และผู้ต้องขังชาย ด. ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ไว้ท้ายฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ต้องขังชาย ด. มิได้เป็นทนายความ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยพลั้งเผลอที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงผิดพลาดไป อันจะทำให้ฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้อง มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ฟ้องอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ตรวจพบข้อบกพร่องว่ามีบุคคลซึ่งมิได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้น ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 ที่ให้มีอำนาจเรียงฟ้องอุทธรณ์ เป็นผู้เขียนฟ้องอุทธรณ์และลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงในฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 สั่งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องดังกล่าวในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 5,000,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 3,333,333.33 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินคนละ 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลหรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาล...แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็สามารถที่จะลงลายมือชื่อเป็นผู้ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 ให้ผู้ต้องขังชายดำรงศักดิ์เป็นผู้เขียนอุทธรณ์ และผู้ต้องขังชายดำรงศักดิ์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ไว้ท้ายฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ต้องขังชายดำรงศักดิ์มิได้เป็นทนายความ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยพลั้งเผลอที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงผิดพลาดไป อันจะทำให้ฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้อง มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ฟ้องอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ตรวจพบข้อบกพร่องว่ามีบุคคลซึ่งมิได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้น ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 ที่ให้มีอำนาจในการเรียงฟ้องอุทธรณ์ เป็นผู้เขียนฟ้องอุทธรณ์และลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงในฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 สั่งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องดังกล่าวในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดและเมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อผิดพลาดในเรื่องลงชื่อผู้เรียง แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 215
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเจนรบ นครสุต
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ปัญญา ช่อมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2566
#701881
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ให้บริการในการที่ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์จึงมิได้เป็นตัวกลางผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อบำเหน็จ ค่าตอบแทนที่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อจ่ายให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อเป็นเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ที่คำนวณโดยนำจำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นเป็นตัวตั้งและหักด้วยส่วนลดที่โจทก์เรียกว่า Fee and Commission Income Local สำหรับการประกันภัยต่อในประเทศ และเรียกว่า Fee and Commission Income Non Local สำหรับการประกันภัยต่อในต่างประเทศตามอัตราที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีอัตราหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับอัตราส่วนความเสียหายและความเสี่ยงในแต่ละสัญญาประกันภัย บริษัทผู้รับประกันภัยต่อจึงได้รับเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิเป็นค่าตอบแทนเพื่อความเสี่ยงตามสัญญาประกันภัยต่อ และเมื่อโจทก์มิใช่นายหน้าหรือผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อ ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร จึงไม่ใช่ค่านายหน้า แต่เป็นเพียงตัวแปรในวิธีการคำนวณเพื่อให้ได้เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิตามปกติธรรมเนียมประเพณีของธุรกิจประกันภัย และการที่โจทก์ทำสัญญาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง แยกต่างหากจากการทำสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัย โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต่อจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการ ส่วนผู้รับประกันภัยต่ออยู่ในฐานะผู้ให้บริการ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ใช่ค่าบริการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (10) จึงมิใช่มูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการอันเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79 วรรคหนึ่ง กรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ถือว่าบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยต่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศโจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศมีหน้าที่ต้องเสียตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (2) โดยไม่ต้องนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อดังกล่าวมารวมเป็นฐานภาษีเพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงธันวาคม 2556 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 ถึงธันวาคม 2557 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 75.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงธันวาคม 2556 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 75.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 ถึงธันวาคม 2557 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ยกเลิกการที่จำเลยนำภาษีซื้อยกยอดของโจทก์เป็นจำนวนทั้งหมด 2,482,330.65 บาท มาหักออกจากภาษีขายอันเป็นผลจากการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษี มีนาคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 (ภพ 73.1)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงธันวาคม 2557 และให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ในส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว กับให้ยกเลิกการนำภาษีซื้อยกยอดของโจทก์จำนวน 2,482,330.65 บาท มาหักออกจากภาษีขาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่าอุทธรณ์ของจำเลยมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ในส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวด้วย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจการประกันวินาศภัยทุกประเภท รวมทั้งการรับประกันภัยต่อและการเอาประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 24 ฉบับ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 24 ฉบับ โจทก์ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 48 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 137,182,213.06 บาท วันที่ 17 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 48 ฉบับ ดังกล่าว เนื่องจากเป็นหนังสือแจ้งการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจะประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 ขอให้งดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 เนื่องจากโจทก์ไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม และโจทก์ได้ให้ความร่วมมือแก่ทางราชการด้วยดีตลอดมา วันที่ 19 ตุลาคม 2561 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีมติให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 จนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 พิพาทรวม 24 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า..." มาตรา 79 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ..." วรรคสาม บัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว... (4) ค่าตอบแทนที่มีลักษณะและเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 862 ได้กำหนดนิยามของคำว่า "ผู้รับประกันภัย" หมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ คำว่า "ผู้เอาประกันภัย" หมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย กรณีนายหน้า มาตรา 845 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จ..." และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ได้กำหนดนิยามของคำว่า "นายหน้าประกันวินาศภัย" หมายความว่า ผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น ทางพิจารณาโจทก์มีนายสุเทพ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางสาวดวงใจ ผู้จัดการส่วนอาวุโสบัญชีทั่วไป เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า การประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของโจทก์แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 โจทก์ให้บริการประกันวินาศภัยโดยออกกรมธรรม์ประกันวินาศภัยให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัย เพื่อคุ้มครองภัยตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ในส่วนนี้โจทก์จะเป็นผู้ให้บริการประกันวินาศภัย และส่วนที่ 2 กรณีที่จำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ที่โจทก์ออกให้ลูกค้าสูงเกินที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยลำพังในกรณีที่เกิดภัย โจทก์จะบริหารความเสี่ยงของตนโดยเข้าทำสัญญาประกันภัยต่อ (Reinsurance) กับบริษัทผู้ประกอบกิจการประกันวินาศภัยรายอื่นทั้งที่เป็นบริษัทผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ โดยในกรณีนี้โจทก์จะมีสถานภาพเป็นลูกค้าผู้เอาประกันภัยต่อ (Reinsured หรือ Reassured หรือ Cedant หรือ Ceding Company) ส่วนบริษัทผู้รับประกันวินาศภัยต่อจะเป็นผู้ให้บริการแก่โจทก์ หรือที่เรียกว่า ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) กรณีที่โจทก์ทำสัญญาประกันภัยต่อ หากเกิดภัยตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้น ผู้รับประกันภัยต่อจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ สำหรับการจ่ายเงินให้กับผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์จะจ่ายค่าตอบแทนให้กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อเป็นเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ซึ่งมีวิธีการคำนวณโดยนำจำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยเป็นตัวตั้งและหักด้วยส่วนลดตามอัตราที่ตกลงกันไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ อันเป็นสูตรในการคำนวณค่าตอบแทนเป็นปกติตามธรรมเนียมประเพณีของธุรกิจประกันภัยนี้ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อจึงไม่ใช่ค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ และโจทก์ไม่เคยจ่ายเบี้ยประกันภัยต่อในส่วนที่เป็นส่วนลด ส่วนจำเลยมีนางสาวดวงใจ และนางธนัชพร เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อที่เกิดจากการที่ผู้เอาประกันภัยโดยตรงซื้อประกันภัยจากโจทก์ แล้วโจทก์ในฐานะบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อจะหักส่วนลดจากการประกันภัยต่อไว้แล้วจึงโอนเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ดังนั้นผู้ใช้บริการที่แท้จริงคือผู้เอาประกันภัยโดยตรง เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยโดยตรงไปก่อน และเมื่อได้รับเอกสารแล้วจึงเรียกค่าชดเชยคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ บริษัทผู้รับประกันภัยต่อจึงเป็นผู้ให้บริการที่แท้จริง โดยมีโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อเป็นผู้ประกอบการและให้บริการในฐานะตัวกลางในการจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น เมื่อรายการส่วนลดรับเบี้ยประกันภัยต่อในประเทศ โจทก์ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า Fee and Commission Income Local และส่วนลดรับเบี้ยประกันภัยต่อในต่างประเทศ โจทก์ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า Fee and Commission Income Non Local ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อจึงมีความหมายว่าเป็นค่านายหน้า ซึ่งเป็นมูลค่าที่โจทก์ในฐานะบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อพึงได้รับจากเบี้ยประกันภัยต่อ ฐานภาษีสำหรับการให้บริการประกันภัยต่อของโจทก์จึงต้องรวมส่วนลดที่ได้หักออกจากค่าเบี้ยประกันภัยต่อด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศที่โจทก์ลงบันทึกในบัญชีแยกประเภท (General Ledger) มาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเห็นว่าส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นค่าบริการของโจทก์ที่โจทก์ต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี จึงต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้ให้บริการและส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นค่าบริการของโจทก์หรือไม่ ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดฐานภาษีสำหรับการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ได้นิยามความหมายของคำว่า นายหน้า ใจความว่าคือ ผู้ชี้ช่องให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการชี้ช่องนั้น ที่จำเลยอ้างว่า ระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อเป็นเพียงตัวกลางในการจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยแทนผู้รับประกันภัยต่อเท่านั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการรับประกันวินาศภัยของโจทก์กับผู้เอาประกันภัย แล้วเห็นได้ว่า โจทก์ให้บริการโดยทำสัญญารับประกันวินาศภัยกับผู้เอาประกันภัย โดยหากเกิดภัยตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย และเมื่อพิจารณาบันทึกถ้อยคำพยานโจทก์ของนายวัชรินทร์ รองกรรมการผู้จัดการด้านการเงินและการบัญชีของบริษัท ป. ผู้เอาประกันภัยที่ซื้อกรมธรรม์ประกันวินาศภัยจากโจทก์ได้ความว่า บริษัทได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์กรณีเกิดภัยหลายครั้ง เมื่อบริษัทได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจากโจทก์แล้ว บริษัทจะออกหนังสือปิดเรื่องให้แก่โจทก์เพื่อแสดงความตกลงยอมรับค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่ระบุและยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ขอรับความคุ้มครองความเสียหายเดียวกันจากบริษัทประกันวินาศภัยรายอื่น บริษัทไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการที่โจทก์เอาประกันภัยต่อในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้กับบริษัท เพราะเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์ไม่เคยแสดงออกว่าเป็นนายหน้าตัวแทนหรือคนกลางระหว่างบริษัทกับผู้รับประกันภัยต่อแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยเองก็แถลงยอมรับบันทึกถ้อยคำพยานของพยานปากดังกล่าว และไม่ได้โต้แย้งรายละเอียดในบันทึกถ้อยคำพยานและเอกสารเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงฟังได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัยโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นคู่สัญญากับผู้เอาประกันภัยโดยตรง หากเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ต้องผูกพันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัย ส่วนลักษณะการประกอบการระหว่างโจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการ แต่โจทก์มีสถานภาพเป็นลูกค้าผู้เอาประกันภัยต่อ ในขณะที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อเป็นผู้ให้บริการคุ้มครองความเสี่ยงภัยต่อโจทก์ โดยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์กรณีเกิดภัยตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยโจทก์มีบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าของนายอานนท์ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยประจำปี 2556 ถึงปี 2560 และประจำปี 2562 ถึงปี 2564 ที่อธิบายถึงลักษณะของสัญญาประกันภัยต่อ ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า สถานภาพของบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อตามสัญญาประกันภัยต่อเป็นการให้บริการคุ้มครองความเสี่ยงของบริษัทประกันวินาศภัย เมื่อบริษัทผู้รับประกันวินาศภัยได้เข้าทำสัญญารับประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้า แต่พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินที่เอาประกันภัยไว้ตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยที่ตนออกให้แก่ลูกค้ามีจำนวนที่สูงก็จะกระจายความเสี่ยงบางส่วนไปยังบริษัทประกันวินาศภัยรายอื่นด้วยการเข้าทำสัญญาประกันภัยต่อ โดยบริษัทประกันวินาศภัยที่เป็นบริษัทผู้รับประกันภัยตรงให้แก่ลูกค้าตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นจะกลายเป็นลูกค้า เรียกว่า บริษัทผู้เอาประกันภัยต่อ และบริษัทประกันวินาศภัยรายที่รับกระจายความเสี่ยงภัยจะเรียกว่า บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ การทำสัญญาประกันภัยต่อจะไม่มีผลเป็นการปลดภาระความรับผิดชอบของบริษัทผู้รับประกันภัยตรงตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นซึ่งยังต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นลูกค้าของตน ปรากฏตามแนวทางปฏิบัติในการจัดทำกลยุทธ์การบริหารการประกันภัยต่อสำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และคู่มือบัญชีประกันวินาศภัย ที่ตีพิมพ์โดยสมาคมประกันวินาศภัย ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาสัญญารับประกันภัยต่อระหว่างโจทก์กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ที่มีบริษัท อ. เป็นผู้รับประกันวินาศภัยต่อ ที่มีเพียงรายละเอียดความรับผิดระหว่างบริษัทผู้รับประกันวินาศภัยต่อที่มีต่อโจทก์โดยตรง หาได้มีข้อความแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ให้บริการใดแก่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ หรือโจทก์เป็นผู้รับเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย แล้วจะส่งต่อเบี้ยประกันภัยนั้นให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อโดยมีส่วนลดเบี้ยประกันภัยเป็นค่าบริการของโจทก์ตามข้ออ้างของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับได้ความจากพยานจำเลยปากนางสาวดวงใจ เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่มีหลักฐานในการรับเงินจากผู้เอาประกันภัยทอดแรกและในการนำส่งเงินดังกล่าวให้ผู้รับประกันภัยต่อ และพยานไม่มีหลักฐานในการที่ผู้รับประกันภัยต่อได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยส่งต่อมายังโจทก์ และให้โจทก์นำส่งให้แก่ผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ให้บริการในการที่ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อโจทก์จึงมิได้เป็นตัวกลางผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อบำเหน็จดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บริษัทผู้รับประกันภัยต่อไม่ได้รับค่าเบี้ยประกันภัยต่อจากโจทก์เท่ากับความเสี่ยงที่ได้รับเบี้ยประกันภัยต่อ โดยโจทก์หักเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อไว้ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อ จึงถือเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (5) (10) ไม่ว่าจะเรียกชื่อใด ๆ และต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ปากนายอานนท์ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า ตามสัญญาประกันภัยต่อ ผู้รับประกันภัยต่อจะได้รับค่าตอบแทนที่เรียกว่า "เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ" ซึ่งคำนวณโดยใช้จำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นเป็นตัวตั้ง หักด้วยส่วนลด (Reinsurance Commission) ตามอัตราที่ตกลงกันเพื่อให้ได้จำนวนเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิเสมอ ดังนั้นค่าตอบแทนที่ผู้รับประกันภัยต่อมีสิทธิได้รับ คือ เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณตามปกติธรรมเนียมประเพณีในการทำสัญญาประกันภัยต่อในวงการประกันวินาศภัยทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ผู้รับประกันภัยต่อจะไม่มีการจ่ายส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นเงินสด หรือนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อไปหักกลบกับรายการใด ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยต่อต้องชำระให้กับผู้รับประกันภัยต่อเนื่องจากส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นเพียงตัวเลขที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันในสูตรการคำนวณจำนวนค่าตอบแทนที่ผู้รับประกันภัยต่อมีสิทธิได้รับตามสัญญาประกันภัยต่อที่เรียกว่า "เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ" เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ค่าตอบแทนที่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อจ่ายให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ เป็นเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ที่คำนวณโดยนำจำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นเป็นตัวตั้งและหักด้วยส่วนลดที่โจทก์เรียกว่า Fee and Commission Income Local สำหรับการประกันภัยต่อในประเทศ และเรียกว่า Fee and Commission Income Non Local สำหรับการประกันภัยต่อในต่างประเทศตามอัตราที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีอัตราหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับอัตราส่วนความเสียหายและความเสี่ยงในแต่ละสัญญาประกันภัย บริษัทผู้รับประกันภัยต่อจึงได้รับเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิเป็นค่าตอบแทนเพื่อความเสี่ยงตามสัญญาประกันภัยต่อ และเมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าโจทก์มิใช่นายหน้าหรือผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อ ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร จึงไม่ใช่ค่านายหน้า แต่เป็นเพียงตัวแปรในวิธีการคำนวณเพื่อให้ได้เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิตามปกติธรรมเนียมประเพณีของธุรกิจประกันภัย และการที่โจทก์ทำสัญญาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง แยกต่างหากจากการทำสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัย โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต่อจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการ ส่วนผู้รับประกันภัยต่ออยู่ในฐานะผู้ให้บริการ และเมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้บริการใด ๆ ต่อผู้รับประกันภัยต่อพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ใช่ค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (1) ดังนั้น ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อในประเทศและต่างประเทศจึงมิใช่มูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการอันเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 วรรคหนึ่ง หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาททั้ง 24 ฉบับ ดังกล่าวจึงไม่ชอบ และการที่จำเลยนำภาษีซื้อที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาหักออกจากภาษีขายที่จำเลยประเมินไว้นั้นจึงไม่ชอบ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.75.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 จนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 พิพาทรวม 24 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ในการประกอบกิจการประกันวินาศภัยของโจทก์ เมื่อโจทก์รับประกันวินาศภัยจากผู้เอาประกันภัยแล้ว เพื่อเป็นการคุ้มครองความเสี่ยงภัยของธุรกิจ โจทก์จะเอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อเพื่อที่โจทก์จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทผู้รับประกันภัยต่อตามสัญญาประกันภัยต่อ กรณีที่โจทก์มีการเอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ถือว่าบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยต่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ โจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศมีหน้าที่ต้องเสียตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (2) ส่วนฐานภาษีที่โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต้องรวมส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อตามที่จำเลยฎีกาด้วยหรือไม่ นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (2) บัญญัติให้ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีเมื่อมีการชำระค่าบริการให้ผู้ประกอบการ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นตัวคำนวณหาค่าเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยต่อ มิใช่ส่วนลดที่ผู้รับประกันภัยต่อลดให้โจทก์จากค่าเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิที่กำหนดไว้แล้ว อันจะนำมาเป็นค่าบริการของผู้รับประกันภัยต่อดังที่จำเลยอ้าง เมื่อส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศไม่ใช่ค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) จึงมิใช่มูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการตามมาตรา 79 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่ต้องนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อดังกล่าวมารวมเป็นฐานภาษีเพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (2) หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาททั้ง 24 ฉบับ ดังกล่าวจึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนที่จำเลยอ้างว่า ก่อนประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 207) ที่กำหนดให้มูลค่าของการให้บริการรับประกันวินาศภัยต่อตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย ทั้งนี้ เฉพาะส่วนลดประกันภัยต่อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการประกันภัยต่อได้หักออกจากค่าเบี้ยประกันภัยต่อไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีมีผลใช้บังคับ มูลค่าฐานภาษีสำหรับเบี้ยประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องเป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 คือส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะได้วินิจฉัยแล้วว่า ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในคดีนี้ไม่ใช่ค่าบริการจึงไม่อาจถือเป็นส่วนลดของค่าบริการที่ต้องพิจารณาว่าเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845 ม. 862
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (5) ม. 77/1 (10) ม. 79 ม. 83/6
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
- นายนรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ ตั้งธรรม
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2566
#691372
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ได้ยึดถือที่ดินตามสัดส่วนของเจ้าของรวมและครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ทราบว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวม แสดงถึงเจตนาของผู้ร้องทั้งสองว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของเจ้าของรวมทั้งฝ่ายที่ส่งมอบการครอบครองต่อ ๆ มาแก่ตนและเจ้าของรวมฝ่ายผู้คัดค้านจึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของเอง หาใช่ครอบครองในฐานะเจ้าของรวมหรือผู้สืบสิทธิจากเจ้าของรวมอันจะต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินแก่เจ้าของรวมไม่ เมื่อผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตามกรอบสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 ตารางวา ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้ดำเนินการส่งสำเนาคำร้องให้แก่ทายาทของนางพริ้ง ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์

วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โดยขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า ให้รับคำร้องขอของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ไว้ดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องสอด (ที่ถูก ผู้คัดค้าน) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตามกรอบสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 ตารางวา ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทบริเวณกรอบสีดำหมายสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 12 ตารางวา มีบ้านอยู่บนที่ดินพิพาท บ้านหลังนี้นายเลย บิดาของผู้ร้องทั้งสองเป็นคนสร้าง ผู้ร้องทั้งสองพักอาศัยอยู่กับบิดาที่บ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่เกิดและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4824 มีชื่อนางพริ้งยายของนายเลย ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้องทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับอำแดงหล่ำหรือนางหล่ำ ต่อมานายเอี่ยม จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนางหล่ำ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2501 นายเอี่ยมจดทะเบียนโอนขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายทอน ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2511 นายทอนจดทะเบียนโอนขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายเติม บิดาผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนมรดกเฉพาะส่วนของนายเติม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกรอบสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 ตารางวา ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาในข้อสาระสำคัญว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิได้ครอบครองในฐานะสืบสิทธิของผู้เป็นเจ้าของรวม จึงไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของรวม ดังนั้น เมื่อผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเกินสิบปีแล้วผู้ร้องทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน เห็นว่า การที่ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่านางพริ้งยกที่ดินให้นางชดซึ่งเป็นบุตรต่อมานางชดยกที่ดินให้นายเลยบิดาผู้ร้องทั้งสอง นายเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2532 ก่อนตายนายเลยยกที่ดินให้ผู้ร้องทั้งสองแล้วผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นเพียงการนำสืบถึงความเป็นมาในการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ต่อศาลเฉพาะเนื้อที่ที่ดินส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ โดยไม่ได้ยึดถือที่ดินตามสัดส่วนของเจ้าของรวมประกอบผู้ร้องทั้งสองเบิกความยืนยันว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ทราบว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวม แสดงถึงเจตนาของผู้ร้องทั้งสองว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของเจ้าของรวมทั้งฝ่ายที่ส่งมอบการครอบครองต่อ ๆ มาแก่ตนและเจ้าของรวมฝ่ายผู้คัดค้าน นอกจากนี้การปลูกสร้างบ้านที่มีลักษณะมั่นคงถาวรโดยนายเลยบิดาผู้ร้องทั้งสองที่ย้ายจากบ้านหลังเดิมที่นางชดปลูกอยู่บริเวณกลางที่ดินมาในบริเวณที่ดินพิพาท ทั้งนายเลยไม่ได้บอกกล่าวหรือขอความเห็นชอบจากเจ้าของรวมก่อนแต่อย่างใด ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่านายเลยบิดาผู้ร้องทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของเอง หาใช่ครอบครองในฐานะเจ้าของรวมหรือผู้สืบสิทธิจากเจ้าของรวมอันจะต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินแก่เจ้าของรวมไม่ ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ป. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาววิภา ธีวาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2566
#691377
เปิดฉบับเต็ม

ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างประเภทสถาบันอุดมศึกเอกชนมีการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 23 กิจการของจำเลยจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ เพียงแต่ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 การคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 อันเป็นกฎกระทรวงที่คุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เมื่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์มาใช้บังคับ ระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 จึงไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5

การที่จำเลยออกระเบียบเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ 2549 ใช้บังคับโดยให้ยกเลิกระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 ไม่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 หรือจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 จำเลยมีอำนาจออกระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 (2) แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โดยไม่จำต้องตกลงกับโจทก์หรือลูกจ้างของจำเลย หรือโจทก์หรือลูกจ้างของจำเลยต้องยินยอมโดยชัดแจ้ง

แม้โจทก์จะเข้าเป็นลูกจ้างของจำเลยในขณะที่ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 ใช้บังคับอยู่ก็ตาม แต่ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 129 บัญญัติให้ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งได้รับแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 เป็นผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตาม พ.ร.บ.นี้ โจทก์จึงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาจำเลย และต้องอยู่ภายใต้บังคับระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ที่ออกมาโดยชอบ ระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 จึงยังคงใช้บังคับแก่ผู้ปฏิบัติงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย การที่จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบดังกล่าวชอบแล้ว

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมายังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย เมื่อย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว ศาลแรงงานกลางไม่ต้องพิพากษาคดีใหม่หากเห็นว่าไม่เป็นให้ผลคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่เป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ต้องพิพากษาคดีใหม่ การย้อนสำนวนในกรณีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เพราะหากศาลแรงงานกลางไม่ได้พิพากษาคดีนั้นใหม่ ก็เท่ากับว่าไม่มีคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตรวจสอบเพราะถูกยกไปเสียแล้ว ดังนั้น ในส่วนของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาคดีใหม่ จึงไม่มีคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ 1,079,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยแถลงรับกันว่า หากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 โจทก์จะได้รับเงินบำเหน็จ 1,678,488 บาท เมื่อหักออกจากเงินบำเหน็จ 1,019,010 บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ตามระเบียบมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 แล้วจำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์อีก 659,478 บาท

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษา ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าภายหลังจากที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 แล้ว และก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ มีลูกจ้างหรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้องโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าวหรือไม่ กับมีการปฏิบัติตามระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 โดยลูกจ้างอื่นที่ไม่ใช่โจทก์หรือไม่ อย่างไร แล้วส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยเร็ว ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนั้นใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง และวรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563

ศาลแรงงานกลางนัดพร้อมเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษโดยโจทก์และจำเลยทำคำแถลงข้อเท็จจริงฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2563 และวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ตามลำดับ ยื่นต่อศาลแรงงานกลาง และแถลงรับกันว่า ตามบัญชีรายชื่อบุคลากรพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุเกษียณอายุตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ลูกจ้างที่เป็นอาจารย์ส่วนใหญ่ยังกลับมาทำงานให้แก่จำเลยและลูกจ้างที่เกษียณอายุตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2563 เมื่อได้รับเงินค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามกฎหมายหรือตามระเบียบของจำเลยครบถ้วนแล้วจะลงลายมือชื่อในเอกสารมีข้อความทำนองว่าลูกจ้างไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไป สำหรับโจทก์แถลงเพิ่มเติมอีกว่า โจทก์ไม่ทราบว่ามีลูกจ้างหรือบุคลากรใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องขอให้เพิกถอนระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 หรือไม่ เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ ส่วนจำเลยแถลงเพิ่มเติมว่า ไม่มีลูกจ้างหรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้องโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์และจำเลยยังยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ต่อศาลแรงงานกลางด้วย แล้วศาลแรงงานกลางส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมิได้พิพากษาคดีใหม่

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและข้อเท็จจริงที่ยุติตามสำนวนว่า จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2533 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 107,910 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุ โดยให้มีผลสิ้นสุดการทำงานในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และจำเลยได้จ่ายเงินค่าชดเชย 1,079,100 บาท และเงินบำเหน็จ 1,019,010 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,098,110 บาท ให้โจทก์ โดยโจทก์รับเงินค่าชดเชยและเงินบำเหน็จดังกล่าวไปแล้ว จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 เดิมจำเลยมีระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 ลงวันที่ 28 มกราคม 2525 กำหนดสิทธิของผู้ได้รับเงินบำเหน็จไว้ในข้อ 10 ว่า "ในกรณีที่วิทยาลัยให้อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ออกจากงานหรือเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด อาจารย์และเจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะได้รับทั้งเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้และเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน" และกำหนดวิธีคำนวณบำเหน็จไว้ในข้อ 22 ว่า "อาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมาครบ 10 ปี ขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเท่ากับร้อยละ 60 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน" ต่อมาจำเลยได้ออกระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ลงวันที่ 19 มกราคม 2549 โดยให้ยกเลิกระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 และกำหนดสิทธิของผู้ได้รับเงินบำเหน็จไว้ในข้อ 8 ว่า "สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จตามข้อ 7 นั้น หากบุคลากรมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนด มหาวิทยาลัยจะจ่ายเงินชดเชยให้ โดยบุคลากรผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ เว้นแต่เงินชดเชยนั้นมีจำนวนน้อยกว่าเงินบำเหน็จที่คำนวณได้ตามระเบียบนี้เท่าใด มหาวิทยาลัยจะจ่ายส่วนที่น้อยกว่านั้นเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินบำเหน็จ" แล้วยังกำหนดวิธีคำนวณบำเหน็จไว้ในข้อ 22 ว่า "บุคลากรที่ปฏิบัติงานครบ 20 ปี ขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจำนวนร้อยละ 75 ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน" แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องเพิกถอนระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ระเบียบดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเพิกถอนโดยคำสั่งศาลจึงมีผลบังคับใช้โดยชอบ และตามระเบียบนี้ในข้อ 3 มีข้อความระบุไว้ว่า เมื่อระเบียบนี้ใช้บังคับใช้แล้ว ให้ยกเลิกระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ คำสั่งและประกาศใด ๆ ที่เกี่ยวกับบำเหน็จทุกฉบับ ที่มีหรือใช้อยู่ก่อนหน้านี้ทั้งหมดและให้ใช้ระเบียบนี้แทน เมื่อระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วยบำเหน็จ พ.ศ. 2549 มีผลใช้บังคับและจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จตามระเบียบฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า ระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 ใช้บังคับก่อนที่โจทก์จะเข้าทำงานกับจำเลยแปดปีเศษ ส่วนระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ใช้บังคับก่อนที่โจทก์จะเกษียณอายุเป็นเวลา 12 ปีเศษ จึงอนุมานได้จากพฤติการณ์แห่งคดีว่าโจทก์ยินยอมในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายแล้ว ระเบียบดังกล่าวจึงมีผลบังคับแก่โจทก์ เมื่อจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จตามระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์อีก

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า การที่จำเลยออกระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 มาใช้บังคับโดยยกเลิกระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์และลูกจ้างอื่น โดยโจทก์และจำเลยไม่ได้ตกลงกันในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ทั้งโจทก์ไม่ได้ยินยอมโดยชัดแจ้ง การออกระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 จึงขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับโจทก์ สิทธิการได้รับเงินบำเหน็จของโจทก์ต้องใช้ระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 บังคับ เห็นว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างประเภทสถาบันอุดมศึกเอกชนที่มีการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ 2546 โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การคุ้มครองการทำงาน และผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวกิจการของจำเลยจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ เพียงแต่ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เท่านั้น โดยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 อันเป็นกฎกระทรวงที่คุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์มาใช้บังคับ ระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 จึงไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 และการที่จำเลยออกระเบียบเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ 2549 ใช้บังคับโดยให้ยกเลิกระเบียบวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2525 ก็ไม่ใช่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติค่าแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 หรือจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 แต่อย่างใด จำเลยมีอำนาจออกระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 (2) แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โดยไม่จำต้องตกลงกับโจทก์หรือลูกจ้างของจำเลย หรือโจทก์หรือลูกจ้างของจำเลยต้องยินยอมโดยชัดแจ้งจึงจะกระทำได้ดั่งที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา แม้โจทก์จะเข้าเป็นลูกจ้างของจำเลยในขณะที่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 ใช้บังคับอยู่ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 129 บัญญัติให้ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 เป็นผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัตินี้ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยจึงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาจำเลย และต้องอยู่ภายใต้บังคับระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 ที่ออกมาโดยชอบ เมื่อนับแต่จำเลยออกระเบียบดังกล่าวมาจนถึงวันที่โจทก์เกษียณอายุเป็นเวลานานถึง 12 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือลูกจ้างของจำเลยคนอื่นขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว เช่นนี้ ระเบียบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ว่าด้วย บำเหน็จ พ.ศ. 2549 จึงยังคงใช้บังคับแก่ผู้ปฏิบัติงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย การที่จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบดังกล่าวชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ที่พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษ ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนั้นใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมายังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว ศาลแรงงานกลางไม่ต้องพิพากษาคดีใหม่หากเห็นว่าไม่เป็นให้ผลคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่เป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ต้องพิพากษาคดีใหม่ การย้อนสำนวนในกรณีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษไม่จำต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเพราะหากศาลแรงงานกลางไม่ได้พิพากษาคดีนั้นใหม่ ก็เท่ากับว่าไม่มีคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษตรวจสอบเพราะถูกยกไปเสียแล้ว ดังนั้น ในส่วนของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษฉบับนี้ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาคดีใหม่ จึงไม่มีคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ในส่วนที่พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษฉบับดังกล่าว และพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษ ฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 20
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ม. 23 วรรคหนึ่ง ม. 34 (2) ม. 129
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — มหาวิทยาลัย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
- นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519 -ที่ 1520/2566
#721447
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยบรรยายฟ้องอ้างเหตุหย่าของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน และเหตุนั้นโจทก์จะฟ้องหย่าในคดีนี้ไม่ได้แล้ว แต่โจทก์ก็ยกขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนในคดีนี้ซึ่งโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในเหตุอย่างอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคสอง ได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2518 และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 นับถึงวันที่แยกกันอยู่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 เป็นเวลานานถึงประมาณ 37 ปี มีบุตรด้วยกันคือ ส. กับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ที่ยินยอมให้ จ. บุตรของ ข. ใช้ชื่อสกุล และใส่ชื่อในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรอันเป็นเอกสารราชการว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดาของ จ. ย่อมมีผลกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างสามีภริยาตลอดจนบิดามารดาและบุตร ทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ชอบที่จะจัดการแก้ไขไปตามที่จำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่า ข. มีบุตรกับใคร และใครเป็นบิดาของ จ. แต่จำเลยที่ 1 กลับนิ่งเฉย มิได้แก้ไขปัญหาที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นฝ่ายเดียวทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จนเกิดความแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่ายขึ้นในครอบครัว โดยแต่ละฝ่ายต่างฟ้องร้องกันไปมาหลายคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ในเมื่อความขัดแย้งนั้นมีสาเหตุจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จนถึงขนาดกดดันทำให้โจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ทราบเป็นอย่างดี พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมฟังได้โดยปริยายว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เช่นกัน ทั้งการแยกกันอยู่นั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2555 เป็นต้นมา เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เกินกว่าสามปี คดีมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ได้

จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามควร โจทก์ต้องเดือดร้อนทุกข์เข็ญกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจตลอดจนอนามัยของโจทก์ ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และชื่อเสียงทางสังคม เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงนั้น ได้ความว่าก่อนออกไปจากบ้านโจทก์ค้าขายของใช้เบ็ดเตล็ดแก่พวกคนงานทั้งยังมีเงินติดตัวไปบางส่วน และยังได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่พักอาศัยซึ่งใช้เป็นที่ค้าขาย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอย่างไร เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ คดีไม่มีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6)

เมื่อคดีนี้มีเหตุแห่งการหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) และเหตุแห่งการหย่านั้นเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ จ. บุตรของ ข. ใช้ชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 และแจ้งในแบบรับรองการจดทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยปกปิดมิให้โจทก์รู้เห็น และโจทก์เพิ่งทราบในภายหลังโดยสังเกตจากพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาให้โจทก์รับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1ดังกล่าวมาตั้งแต่แรก การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังฟังไม่ถนัดว่าเหตุแห่งการหย่านั้นจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ไม่อาจทนอยู่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 แต่เมื่อได้ความว่าระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันที่โรงสีนอกจากโจทก์สามารถใช้สอยเงินรายได้จากกิจการโรงสีแล้วโจทก์ยังมีรายได้จากการประกอบการค้าขายของเบ็ดเตล็ดให้แก่คนงานภายในโรงสีและฟาร์มสุกร และจำเลยที่ 1 ยังให้เงินค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เป็นรายเดือนอีกด้วย การที่โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่อยู่อาศัยทำการค้าขายของเล็กน้อย เชื่อว่าการหย่านั้นจะทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากการงานที่เคยทำในระหว่างสมรส โจทก์จึงชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ในเมื่อเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ก่อนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 สำนวนหลัง เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 ในเรื่องเดียวกันตามสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ก่อนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 ในสำนวนหลัง และให้นำสำนวนแรกพิจารณาพิพากษารวมเข้ากับสำนวนหลัง โดยให้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 สำนวนแรกว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 5 และที่ 7

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26052 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่งด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถเพิกถอนการโอนได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันใช้ราคาที่ดินกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ตามราคาท้องตลาดในขณะที่มีการบังคับหรือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล หากจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 จังหวัดอุดรธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 8 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เพิกถอนการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และเพิกถอนการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 หากไม่สามารถดำเนินการได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามราคาท้องตลาดในขณะที่มีการบังคับหรือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งดังนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 และ 22912 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 25047, 25091, 25092, 23354, 25093, 25129 และ 26052 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 23901 และ 23896 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 48748 และ 73829 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 572 จังหวัดนครปฐม และที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 จังหวัดอุดรธานี หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ โรงสี โกดัง ฟาร์มสุกร บ้านพักอาศัย ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 49,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้นำสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนและแบ่งเงินในบัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนรวม 21 บัญชี ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่ารถโฟล์คลิฟต์ รถตัก และรถยนต์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงินประมาณ 2,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าแห่งกู๊ดวิลล์ (good will) ของกิจการโรงสี ท. และฟาร์มสุกรให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่านาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์และสร้อยคอทองคำ 2 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำน้ำหนักรวม 14 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่นำออกให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นเงิน 20,455,122.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเลี้ยงชีพ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์เสียใจ อับอาย ได้รับความทุกข์ทรมานร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 เฉพาะส่วนของโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ดังกล่าวให้แก่โจทก์แปลงละกึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทกันอย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก่อน หากดำเนินการไม่สำเร็จให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 แล้วนำเงินมาแบ่งกัน คำขออื่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ให้เป็นพับ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีคนละ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 16,699 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2518 และได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย ส. กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรผู้เยาว์ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 กับนาง ร. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งที่ดินมีโฉนดโดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว ได้แก่ โฉนดเลขที่ 22872 เดิมจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนาย น. น้องชายโจทก์ ภายหลังนาย น. ขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2530 โฉนดเลขที่ 25047 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 โฉนดเลขที่ 25091 และ 25092 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2529 โฉนดเลขที่ 23354 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2529 โฉนดเลขที่ 25093 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2529 และโฉนดเลขที่ 22912 เดิมจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนาย อ. น้องจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2530 แล้วแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2531 และในระหว่างสมรสกับโจทก์ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งที่ดินมีโฉนดโดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว ได้แก่ โฉนดเลขที่ 23901 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 โฉนดเลขที่ 23355 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2531 โฉนดเลขที่ 23330 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2531 โฉนดเลขที่ 23896 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2532 โฉนดเลขที่ 25129 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2532 โฉนดเลขที่ 23349 เมื่อวันที่ 11 กันยายน โฉนดเลขที่ 48748 และ 73829 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2538 และโฉนดเลขที่ 572 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 นอกจากนี้มีทรัพย์สินที่เป็นสิ่งปลูกสร้างโรงสี ท. รวมทั้งเครื่องจักรโรงสีและทรัพย์สินอื่นที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการประกอบกิจการโรงสีในระหว่างสมรสกับโจทก์ เช่น บ้านพักอาศัยของครอบครัวโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 ฟาร์มสุกรบนที่ดินโฉนดเลขที่ 25091, 25092, 25093 และ 23355 เงินในบัญชีธนาคารประเภทเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และบัญชีเดินสะพัด บัญชีกองทุน รถโฟล์คลิฟต์ยี่ห้อโตโยต้า รถตักล้อยางยี่ห้อแคท 2 คัน รถยนต์ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน กง XXXX นครปฐม และรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ท-XXXX นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำน้ำหนักรวม 14 บาท สิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมจากบุคคลภายนอก และวันที่ 11 เมษายน 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 22872, 22912, 23355, 23330 และ 23349 ต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 23355, 23330 และ 23349 และใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในบัญชีเงินฝาก 5 บัญชี โดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด ๆ ต่อกันและกันอีกต่อไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 10 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 7 แปลง และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงยอมให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 687, 7935, 8357, 15740, 15741, 15742 และ 16729 รวม 7 แปลง ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองในคดีนี้อีกต่อไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 183/2555 ของศาลชั้นต้น และวันที่ 19 กันยายน 2555 โจทก์ออกจากบ้านที่อยู่อาศัยร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ไปอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 20 กันยายน 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนางสาว ข. เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสกับเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนจากหญิงชู้ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ วันที่ 17 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 และ 22872 แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ วันที่ 19 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 แก่จำเลยที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 แก่จำเลยที่ 4 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 ที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำขอท้ายฟ้อง ข้อ 4 คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26052 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 และการจำนองระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 และการจำนองระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 8 ได้หรือไม่ ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 คดีก็ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แล้วเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อแรกที่ว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) (6) หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ก่อนว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 คดีนี้ต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยและผลแห่งคำพิพากษาคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 105/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2396/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยบรรยายฟ้องอ้างการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อนที่ฟังว่า จำเลยที่ 1 มิได้อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวเป็นภริยา หรือเป็นชู้กับจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ทั้งมิได้ประพฤติชั่วทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจอยู่กินฉันสามีภริยาต่อไปได้ มิได้ด่าว่าโดยเจตนาหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ไม่เป็นการกระทำทรมานร่างกายหรือจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอุทธรณ์ประเด็นอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยก็ตาม แต่ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยถือเอาพฤติการณ์ในคดีก่อนเป็นเหตุหย่าในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร เมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ จนถึงขนาดที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้อย่างปกติสุข ทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 จนถึงบัดนี้ล่วงเลยกว่า 3 ปีแล้ว เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าในคดีก่อนแม้เหตุนั้นจะฟ้องหย่าในคดีนี้ไม่ได้แล้ว แต่โจทก์ก็ยกขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนในคดีนี้ซึ่งโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในเหตุอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคสอง ได้ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำนองว่า โจทก์จะนำเหตุฟ้องหย่าที่ถึงที่สุดโดยพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ในคดีก่อนมาอ้างเป็นเหตุหย่าในคดีนี้จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) (6) หรือไม่ ข้อนี้ได้ความว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2518 และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 นับถึงวันที่แยกกันอยู่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 เป็นเวลานานถึงประมาณ 37 ปี จนบุตรทั้งสองของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คือ นาย ส. กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 สมรสแล้วกับนาง ร. มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทุกคนพักอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ จำเลยที่ 1 นาย ส. พยานโจทก์ และจำเลยที่ 2 ว่า ทุกคนอยู่ด้วยกันโดยปกติสุข และช่วยเหลือกิจการโรงสี ท.และฟาร์มสุกรที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ทำกันมาก่อน ต่อมาโจทก์และนาย ส. สังเกตพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ว่าสงสัยจำเลยที่ 1 น่าจะมีชู้ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. บุตรนางสาว ข. พนักงานธนาคารซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าใช้ชื่อสกุล และระบุในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของเด็กหญิง จ.ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าเด็กหญิง จ. ไม่ใช่บุตร และจำเลยที่ 1 ไม่ได้คบชู้กับหญิงอื่น และเบิกความตอบคำถามค้านว่า โจทก์บอกจำเลยที่ 1 ให้ไปถอนชื่อออกจากการเป็นบิดาเด็กหญิง จ. จำเลยที่ 1 กลับบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จริงอยู่แม้คดีที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 1 มิได้อุปการะเลี้ยงดูนางสาว ข. จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวหรือเป็นชู้กันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ยินยอมให้เด็กหญิง จ. ใช้ชื่อสกุลและใส่ชื่อในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรอันเป็นเอกสารราชการว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่รู้ว่านางสาว ข. มีบุตรกับใคร และใครเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. เป็นการผิดวิสัยที่บุคคลทั่วไปซึ่งมิได้เป็นบิดาเขาพึงจะกระทำกัน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เพราะการกระทำนั้นมีผลกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างสามีภริยาตลอดจนบิดามารดาและบุตร ทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ชอบที่จะจัดการแก้ไขไปตามที่จำเลยที่ 1 บอกว่าเด็กหญิง จ. ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 1 อันอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ จำเลยที่ 1 กลับนิ่งเฉย มิได้แก้ไขอย่างใดทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ร้าวฉานบานปลายไปถึงบุตรทั้งสองจนเกิดความแตกแยกแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายขึ้นในครอบครัว โดยโจทก์และนาย ส. ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งปรากฏชัดเจนจากการเป็นคดีความที่แต่ละฝ่ายต่างฟ้องร้องกันไปมาหลายคดีทั้งคดีแพ่งคดีอาญา ได้แก่ คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรส ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2555 คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรม การให้ที่ดินสินสมรส ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ 183/2555 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนางสาว ข. เรื่อง ฟ้องหย่า สินสมรส ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าทดแทน ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนต้องตามกันให้ยกฟ้อง และคดีอาญาซึ่งจำเลยแต่ละคดีให้การรับสารภาพ ได้แก่ คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนาย ส. ข้อหาความผิดต่อร่างกาย พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยจำเลยใช้อาวุธปืนหันปากกระบอกปืนไปทางนาง ร. ภริยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว เหตุเกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อหาความผิดต่อร่างกาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้มือหยิบข้าวยัดใส่ปากโจทก์และใช้ไม้ตียุงตีถูกที่ร่างกายจนโจทก์หลบและเสียหลักล้มลง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เหตุเกิดวันที่ 19 สิงหาคม 2555 คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อหาความผิดต่อร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยที่ 2 กระโดดถีบและชกต่อยที่บริเวณศีรษะและใบหน้าของนาย ส. ผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและใช้ถังน้ำมันเปล่าขนาด 200 ลิตร ทุ่มทำลายรถกระบะของผู้เสียหาย เหตุเกิดวันที่ 21 กันยายน 2555 คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหาความผิดต่อร่างกาย ลหุโทษ โดยจำเลยที่ 1 ใช้น้ำร้อนสาดโจทก์และชกต่อยนาย ส. ผู้เสียหายทั้งสอง เหตุเกิดวันที่ 23 สิงหาคม 2556 ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวก ข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสารต่อศาลจังหวัดอุดรธานี โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปลอมหนังสือยินยอมของโจทก์ขึ้นทั้งฉบับ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการทำสัญญาซื้อขายที่ดินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ความผิดเหล่านี้เกิดก่อนและหลังต่อเนื่องกันตลอดมาแม้กระทั่งภายหลังโจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ในวันที่ 19 กันยายน 2555 แล้ว บ่งชี้ถึงความขัดแย้งและบาดหมางของบุคคลในครอบครัวเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ยอมรับเด็กหญิง จ. เป็นบุตรและให้ใช้ชื่อสกุล ทั้งนิ่งเฉยไม่แก้ไขปัญหาที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นฝ่ายเดียวแล้วจนกลายเป็นความขัดแย้งกันในครอบครัว ข้อเท็จจริงดังกล่าวเหล่านี้ ย่อมจะนำมารับฟังประกอบเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ได้ ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะมีอยู่ด้วยในเวลาที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนก็ตาม ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่โจทก์ออกจากบ้านไปเองโดยมิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับไล่ โจทก์ไม่ได้เดือดร้อนหรือทุกข์เข็ญ เพราะมีที่ทำมาหากินค้าขายและมีเงินติดตัวไปนั้น เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่มากและทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ใช้น้ำร้อนสาดโจทก์ และจำเลยที่ 2 หยิบข้าวยัดใส่ปากโจทก์ซึ่งเป็นมารดา โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด และกลับตอบคำถามค้านว่า โจทก์ออกจากบ้านไปอยู่ที่ไหนหรือจะอยู่กับนาย ส. หรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ ตั้งแต่โจทก์ออกจากบ้านไปจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์และไม่เคยสอบถามความเป็นอยู่แม้พบกันที่ศาลก็ไม่ได้ถาม แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่เหลือความห่วงใยหรืออาทรต่อโจทก์ที่สามีควรพึงมีต่อภริยา เช่นเดียวกับโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่เหลือเยื่อใยต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีแล้ว พฤติการณ์เช่นนี้จะว่าโจทก์ฝ่ายเดียวสมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวได้อย่างไร ในเมื่อความขัดแย้งนั้นมีสาเหตุจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จนถึงขนาดกดดันทำให้โจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ทราบเป็นอย่างดี พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมฟังได้โดยปริยายว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เช่นกัน ทั้งการแยกกันอยู่นั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2555 เป็นต้นมา เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เกินกว่าสามปี คดีมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาอ้างเหตุฟ้องหย่าด้วยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามควร โจทก์ต้องเดือดร้อนทุกข์เข็ญกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจตลอดจนอนามัยของโจทก์ ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และชื่อเสียงทางสังคม เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงนั้น ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่า นอกจากจะได้ความจากนาย ส. พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า โจทก์สามารถหยิบเงินจากกิจการโรงสีและฟาร์มสุกรไปใช้ได้ เพียงต้องบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบ ก่อนออกไปจากบ้านโจทก์ค้าขายของใช้เบ็ดเตล็ดแก่พวกคนงานทั้งยังมีเงินติดตัวไปบางส่วน และยังได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่พักอาศัยซึ่งใช้เป็นที่ค้าขายของชำ ข้าวสาร และอาหารสัตว์ เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอย่างไร เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ คดีไม่มีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อต่อมาที่ว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 และ 22872 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับโจทก์แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยากันในปี 2518 จำเลยที่ 1 ได้ขายหุ้นในกิจการโรงสี ท. ให้แก่พี่น้องแล้วพาโจทก์ไปประกอบกิจการซื้อขายข้าวและไม้ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อมาเลิกกิจการก็พากันกลับมาเข้าหุ้นทำการค้าขายไม้แปรรูปและเลี้ยงสุกรกับนาย จ. บิดาโจทก์ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในปี 2523 จำเลยที่ 1 นาย จ. นาย บ. น้องชายจำเลยที่ 1 นาย ซ. พี่เขยโจทก์ นาย ง. น้องเขยโจทก์ นาย ท. หลานจำเลยที่ 1 กับโจทก์เข้าหุ้นกันคนละ 5,100,000 บาท 5,100,000 บาท 750,000 บาท 500,000 บาท 500,000 บาท 250,000 บาท และ 125,000 บาท ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ทำกิจการโรงสีที่อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2523 จำเลยที่ 1 และนาย จ. ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 โดยนาย จ. ใช้ชื่อนาย น. น้องโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนาย จ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 แล้วทำการก่อสร้างโรงสี ท. กับซื้อเครื่องสีข้าวและทำการสีข้าวตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา จากนั้นจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 25047, 25091, 25092, 23354, 25093 และ 22912 ในปี 2530 หุ้นส่วนทุกคนรวมทั้งโจทก์ขายหุ้นในกิจการโรงสี ท. ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยฟาร์มสุกรและบ้านที่อยู่อาศัยที่อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยที่ 1 และนาย จ. ให้นาย น. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ 22872 ให้แก่จำเลยที่ 1 แสดงว่าหลังจากจำเลยที่ 1 กับโจทก์มาอยู่ที่บ้านทะเลบก จำเลยที่ 1 ได้รับความช่วยเหลือจากนาย จ. บิดาโจทก์ในการทำมาหากินโดยให้เข้าหุ้นทำการค้าขายไม้แปรรูปและเลี้ยงสุกรของครอบครัวนาย จ. ไปพลางก่อน จนกระทั่งจำเลยที่ 1 จะทำโรงสีเช่นเดียวกับพี่น้องจำเลยที่ 1 ที่ทำโรงสี ท. อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากญาติของทั้งฝ่ายจำเลยที่ 1 และฝ่ายโจทก์ลงหุ้นสร้างโรงสี ท. โดยเฉพาะนาย จ. ลงหุ้นเป็นเงินถึง 5,100,000 บาท เท่ากับส่วนลงหุ้นของจำเลยที่ 1 ทั้งผู้ลงหุ้นส่วนมากเป็นญาติสนิทของโจทก์ นาย จ. ยังให้นาย น. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของนาย จ. ที่นาย น. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย เชื่อว่าหากนาย จ. ไม่เห็นแก่จำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นบุตรสาวของตน ก็ไม่มีเหตุผลที่นาย จ. ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มากเช่นนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ลงหุ้นแต่ละคนที่ได้ขายหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 ได้รับผลตอบแทนอย่างใดจากจำเลยที่ 1 ขณะที่กิจการโรงสี ท. ดำเนินกิจการประสบผลสำเร็จ จำเลยที่ 1 สามารถซื้อที่ดินหลายแปลงและขยายกิจการทำฟาร์มสุกร ตามรูปคดีเชื่อว่าบรรดาญาติทั้งสองฝ่ายที่ต่างให้การสนับสนุนกิจการของจำเลยที่ 1 เพราะเห็นแก่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้มีกิจการที่ทำกินเลี้ยงครอบครัวร่วมกันเพื่อประโยชน์แก่ลูกหลาน โดยในปีรุ่งขึ้น 2531 จำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงได้จดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ที่ดินที่ได้มาในระหว่างนั้นมีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์คนเดียว แต่โจทก์นำสืบว่า ตามปกติธรรมเนียมในครอบครัวของคนจีน ก็ให้หัวหน้าครอบครัวมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ก่อนจดทะเบียนสมรสกัน ต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาให้เป็นของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ร่วมกัน แม้ในช่วงแรกโจทก์ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ 1 หรือช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในคำแก้ฎีกาก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์สมเหตุสมผลมีน้ำหนักยิ่งกว่าข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 22872, 25047, 25091, 25092, 23354, 25093 และ 22912 ที่จำเลยที่ 1 ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วยกัน ซึ่งผู้เป็นเจ้าของรวมกันย่อมมีส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356 และ 1357 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ผู้เดียวตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อ้างมาในคำแก้ฎีกา แม้ภายหลังโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกันก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย แต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไป การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 และ 22912 แก่จำเลยที่ 2 เป็นการจำหน่ายกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดเกินส่วนของตนฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันกรรมสิทธิ์รวมส่วนของโจทก์ มีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจนำส่วนของโจทก์จดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 3 และ ที่ 4 ได้ โจทก์ชอบที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะส่วนของโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แก้ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินสินสมรสรวมทั้งที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะไปดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 23355, 23330 และ 23349 กับบัญชีเงินฝากธนาคาร 5 บัญชี แม้คำพิพากษาตามยอมข้อ 4 มีความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 ทุกประการ และจะไม่เรียกร้องสิ่งใด ๆ ต่อกันและกันอีกต่อไปนั้น มีความหมายว่าจะไม่เรียกร้องให้ใส่ชื่อในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสสิ่งใดอีกเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าโจทก์สละสิทธิที่มีอยู่ในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสแก่จำเลยที่ 1 โดยจะไม่เรียกร้องสิ่งใดต่อกันและกัน คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิติดตามเพื่อเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์รวมส่วนของโจทก์ เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกันกับคดีก่อนหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อ้างในฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อสุดท้ายที่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่น ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 5 ถึงข้อ 11 และมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 12 ถึงข้อ 14 ได้หรือไม่ เพียงใด ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872, 22912, 25047, 25091, 25092, 23354, 25093, 25129, 26052, 23901, 23896, 48748, 73829, 572 และ 3940 กับโรงสี โกดัง และบ้านพักอาศัยตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 6 นั้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 เป็นที่ตั้งโรงสี ท. และบ้านพักอาศัย และที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 เป็นที่ตั้งโกดังซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการร่วมกันของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยสิ่งปลูกสร้างโรงสีกับโกดังย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินที่สิ่งปลูกสร้างนั้นปลูกอยู่ เมื่อการจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้เฉพาะส่วนของตน และมีผลให้ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขาดจากการเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะขอแบ่งในฐานะเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง และชอบที่โจทก์จะเรียกร้องแก่จำเลยที่ 2 ต่างหากจากคดีนี้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 25047, 25091, 25092, 23354 และ 25093 เป็นที่ตั้งฟาร์มสุกรยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามศาลชั้นต้นให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 26052 และ 3940 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 25129, 23901, 23896, 48748, 73829 และ 572 ซึ่งมีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้มาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2532, 9 มกราคม 2532, 14 เมษายน 2532, 18 เมษายน 2538, 18 เมษายน 2538 และ 20 มกราคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังจำเลยที่ 1 สมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 แล้ว จึงเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เมื่อหย่ากัน จึงต้องแบ่งให้ชายและหญิงได้ส่วนแบ่งเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 โจทก์มีสิทธิขอแบ่งได้กึ่งหนึ่งตามฟ้อง บัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องและส่งสำเนารายการบัญชีเงินฝากแต่ละบัญชีของจำเลยที่ 1 มีทั้งบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และบัญชีเดินสะพัด โจทก์นำสืบว่า เงินในบัญชีธนาคารตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละบัญชีเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 มิได้ให้การปฏิเสธและนำสืบว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารดังกล่าวได้มาจากการประกอบกิจการค้าขายและใช้หมุนเวียนการค้ารวมทั้งใช้จ่ายในครัวเรือน ปัจจุบันเหลือเพียงบัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครปฐม และสาขาถนนทรงพล (นครปฐม) บัญชีเลขที่ 519-3-006xx-x และ 764-3-000xx-x ทั้งได้ความว่าบัญชีเงินฝากตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นบัญชีที่จำเลยที่ 1 เปิดใช้ในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เงินฝากบัญชีธนาคารตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่า คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น ย่อมมีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 วรรคสอง (ข) เมื่อตามรายการบัญชีที่โจทก์ส่งต่อศาลปรากฏว่า บัญชีเงินฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม บัญชีเลขที่ 519-1-155xx-x และ 519-1-185xx-x แต่ละบัญชีมีรายการถึงเพียงวันที่ 2 มกราคม 2551 และวันที่ 3 มีนาคม 2554 ยอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ บัญชีฝากประจำเลขที่ 764-1-016xx-x, 764-1-017xx-x, 764-1-019xx-x และ 764-1-010xx-x แต่ละบัญชีมีรายการถึงเพียงวันที่ 16 ธันวาคม 2551 วันที่ 16 เมษายน 2552 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 และวันที่ 17 เมษายน 2555 ยอดเงินคงเหลือศูนย์ บัญชีฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีนครปฐม บัญชีเลขที่ 830-1-012xx-x, 830-1-015xx-x, 830-1-014xx-x และ 830-1-015xx-x แต่ละบัญชีมีรายการถึงเพียงวันที่ 3 มีนาคม 2554 วันที่ 22 ตุลาคม 2554 วันที่ 6 ตุลาคม 2554 และวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ยอดเงินคงเหลือศูนย์ โดยไม่ปรากฏว่าเงินฝากประจำแต่ละบัญชีดังกล่าวมีอยู่ในวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 หรือไม่ เพียงใด สอดคล้องกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวนำไปใช้หมุนเวียนค้าขายแล้ว ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ เมื่อเงินในแต่ละบัญชีดังกล่าวไม่มีอยู่ในวันที่โจทก์ฟ้องหย่า โจทก์ย่อมไม่สิทธิขอแบ่ง ส่วนเงินฝากบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 764-2-010xx-x ซึ่งเงินในบัญชี ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2561 ภายหลังวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือ 4,639.84 บาท แต่ตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์มีเงินคงเหลืออยู่ ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 รายการถัดวันที่ 7 ธันวาคม 2560 อันเป็นภายหลังวันฟ้องหย่า ต้องถือว่าในวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือ 327,432.20 บาท ซึ่งเป็นเงินสินสมรส โจทก์ชอบที่จะขอแบ่งได้ สำหรับบัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม เลขที่ 519-3-006xx-x โจทก์ส่งรายการบัญชีเพียงถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ก่อนวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ และบัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนทรงพล (นครปฐม) บัญชีเลขที่ 764-3-000xx-x มียอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เป็นศูนย์ แม้รายการถัดไปในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มีเงิน 207,920 บาท ถือว่าในวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม บัญชีเลขที่ 519-3-006xx-x และสาขาถนนทรงพล (นครปฐม) บัญชีเลขที่ 764-3-000xx-x ไม่มีเงินฝากในบัญชีที่โจทก์จะขอให้แบ่งได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่ง สำหรับบัญชีธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาราชวิถี จังหวัดนครปฐม เลขที่ 777-100-5xx-x ชื่อของจำเลยที่ 1 บัญชีกองทุนชื่อของจำเลยที่ 1 เลขที่ 764-8-0145xxx-x, 764-8-0145xxx-x, 519-8-0259xxx-x และ 649-8-0821xxx-x บัญชีกองทุนชื่อของนาย ส. เลขที่ 519-8-022xxxx-4 และบัญชีกองทุนชื่อของจำเลยที่ 2 เลขที่ 519-8-022xxxx-8 นั้น โจทก์เบิกความขอแบ่งตามคำขอท้ายฟ้อง โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุน ลำพังเพียงคำเบิกความของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า บัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนอันเป็นสินสมรสนั้น มีอยู่ในวันฟ้องหย่าคดีนี้จริง โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง สรุปแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งเงินฝากสินสมรสในบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เลขที่ 764-2-010xx-x ตามที่ปรากฏยอดเงินคงเหลือ 327,432.20 บาท กึ่งหนึ่ง ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 163,716.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละห้าต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่ามีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

รถโฟล์คลิฟต์ยี่ห้อโตโยต้า รถตักล้อยางยี่ห้อแคท 2 คัน รถยนต์ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน กง xxxx นครปฐม รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ท xxxx นครปฐม และหมายเลขทะเบียน ถย xxxx นครปฐม นั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบโดยมีภาพถ่ายรถโฟล์คลิฟต์ ภาพถ่ายรถตัก 2 คัน ภาพถ่ายรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กง xxxx นครปฐม และรถยนต์หมายเลขทะเบียน ท xxxx นครปฐม ส่วนภาพถ่ายรายการจดทะเบียน รถยนต์หมายเลขทะเบียน ผค xxxx นครปฐม ที่โจทก์ส่งศาลมีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอแบ่งมาด้วย ต้องห้ามมิให้ศาลที่ชี้ขาดคดีตัดสินเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบ

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฟ้องและขอแบ่งรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ถย xxxx นครปฐม โจทก์เบิกความลอย ๆ ขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่ารถยนต์ โดยไม่ปรากฏมีพยานหลักฐานแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่เพียงพอรับฟังว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน ถย xxxx นครปฐม มีอยู่ตามฟ้องหรือไม่ อย่างใด โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ส่วนทรัพย์สินรายการอื่นนั้น นอกจากโจทก์เบิกความโดยมีพยานหลักฐานนำสืบสนับสนุนว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสและมีไว้เพื่อใช้ในกิจการของโรงสี ท. จำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อรถโฟล์คลิฟต์ รถตัก และรถยนต์มาใช้ในกิจการโรงสี เพียงแต่จำไม่ได้ว่าซื้อก่อนหรือหลังสมรสกับโจทก์เท่านั้น กรณีจึงเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่งนี้ได้ตามฟ้อง

ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ (good will) ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 9 นั้น โจทก์ฟ้องโดยตีค่าแห่งกู๊ดวิลล์ของกิจการโรงสี ท. และฟาร์มสุกรเป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ากิจการโรงสีที่ใช้ชื่อ ท. ซึ่งเป็นเพียงคำที่ใช้เรียกขานกิจการในครอบครัวของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่ก็มิใช่สิ่งที่มีรูปร่าง ทั้งจะมีค่าแห่งสิทธิของการใช้ชื่ออย่างไรถึงขนาดที่จะตีราคาเป็นเงินอย่างไร ก็ไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ ประกอบกับมิได้ผูกขาดตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 จะใช้ได้แต่ผู้เดียว อันจะถือว่ามีราคาและถือเอาได้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ที่จะนำมาแบ่งแก่กันได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหรือให้ชำระราคาแทนตามฟ้อง

นาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทอง น้ำหนักรวม 14 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 10 นั้น ในข้อนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความนำสืบยันกันปากต่อปาก โดยโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ซื้อมาก่อนที่จะแต่งงานกับโจทก์ โดยทั้งสองฝ่ายไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน กรณีจึงเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ซึ่งกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิขอแบ่งกึ่งหนึ่งได้ตามฟ้อง

สิทธิเรียกร้องหนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ให้นาย ค. กู้ยืมเงิน 1,295,000 บาท ให้นาย ภ. กู้ยืมเงิน 400,000 บาท และให้นาย พ.หรือ บ. กู้ยืมเงิน 40,000,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 11 นั้น ข้อนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้นาย ค. กู้ยืมเงินไป 1,295,000 บาท แต่โจทก์เบิกความว่า โจทก์เพียงเคยเห็นสัญญากู้แต่หาไม่พบ สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นาย ค. ได้ชำระหนี้เงินกู้และมูลหนี้แลกเงินสดให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้นาย ค. นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 ที่นาย ค. จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้นั้นคืนให้แก่นาย ค. คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักหักล้างคำเบิกความของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าสิทธิเรียกร้องหนี้กู้ยืมที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย ค. จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้แล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย ภ. นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า หนี้กู้ยืมรายนี้นาย ภ. ยังมิได้นำมาชำระ สิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมรายนี้จึงยังมีอยู่ตามคำเบิกความยอมรับของจำเลยที่ 1 ส่วนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย พ. นั้น โจทก์เบิกความว่า นาย พ. เป็นเจ้าของบริษัท น. และสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้มีเช็ค 4 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 10,000,000 บาท เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 1 เบิกความว่าโรงสี ท. ผูกขาดซื้อสินค้าประเภทพืชไร่ ข้าวและอาหารสัตว์จากนาย พ. ทางปฏิบัติในการซื้อขายระหว่างกัน จำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าล่วงหน้าให้แก่นาย พ. และนาย พ. ก็จะสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงินเดียวกันให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อจากนาย พ. ตามจำนวนในเช็คแต่ละฉบับถูกต้องครบถ้วนแล้วก็จะคืนเช็คของนาย พ. ที่ให้ไว้เป็นประกันนั้นแก่นาย พ. ไป นาย พ. ได้ส่งสินค้าให้แก่โรงสี ท. ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้คืนเช็คให้แก่นาย พ. ไปแล้ว มิได้นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด สอดคล้องกับเช็คบางฉบับระบุชื่อโรงสี ท. บางฉบับระบุเป็นภาษาจีน และเช็คทุกฉบับขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" เมื่อตามบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีบัญชีใดที่เปิดโดยใช้ชื่อโรงสี ท. ทั้งโจทก์มิได้นำสืบว่าเช็คทั้งสี่ฉบับดังกล่าวได้มีการนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งสี่ฉบับที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย พ. นั้นได้ระงับสิ้นแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งเช่นกัน สรุปแล้ว จำเลยที่ 1 คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้นาย ภ. ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 400,000 บาท เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 สิทธิเรียกร้องนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ได้มาภายหลังสมรสกับโจทก์มานานกว่า 20 ปี เชื่อว่าเงินที่ให้กู้ยืมเป็นเงินที่ได้จากประกอบกิจการโรงสี ท. ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งกึ่งหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ข้อ 12, 13 และ 14 ในเรื่องค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าเสียหาย ในส่วนค่าเสียหายนั้น เมื่อคดีนี้มีเหตุแห่งการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) และเหตุแห่งการหย่านั้นเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. บุตรของนางสาว ข. ใช้ชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 และแจ้งในแบบรับรองการจดทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา แต่การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยปกปิดมิให้โจทก์รู้เห็น และโจทก์เพิ่งทราบในภายหลังโดยสังเกตจากพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่เปลี่ยนแปลงไปและมักมีโทรศัพท์เรียกเข้ามาบ่อยครั้ง จำเลยที่ 1 ก็หลบออกไปพูดคุยโทรศัพท์เป็นส่วนตัว แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาให้โจทก์รับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาตั้งแต่แรก การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังฟังไม่ถนัดว่าเหตุแห่งการหย่านั้น จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ไม่อาจทนอยู่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) สำหรับค่าเลี้ยงชีพนั้น ได้ความว่าระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันที่โรงสีนอกจากโจทก์สามารถใช้สอยเงินรายได้จากกิจการโรงสีแล้วโจทก์ยังมีรายได้จากการประกอบการค้าขายของเบ็ดเตล็ดให้แก่คนงานภายในโรงสีและฟาร์มสุกร และจำเลยที่ 1 ยังให้เงินค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เป็นรายเดือนอีกด้วย การที่โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่อยู่อาศัยทำการค้าขายของเล็กน้อย เชื่อว่าการหย่านั้นจะทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากการงานที่เคยทำในระหว่างสมรส โจทก์จึงชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ในเมื่อเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์เรียกค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 10,000,000 บาท นั้นสูงเกินไป เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้ยังมีรายได้จากกิจการโรงสีและฟาร์มสุกร และฐานะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับที่มีอายุมากแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนด ค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ต้องเสียใจและอับอาย ได้รับความทุกข์ทรมานในร่างกายและจิตใจนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 บัญญัติในเรื่องค่าทดแทนซึ่งเป็นค่าเสียหายในกรณีหย่าไว้โดยเฉพาะแล้ว และไม่มีบทบัญญัติในบรรพ 5 ให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ต้องเสียใจอับอายหรือได้รับความทุกข์ทรมานในร่างกายและจิตใจได้ เช่นนี้โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะเหตุฟ้องหย่าตามฟ้องในกรณีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง โฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 ให้แก่โจทก์แปลงละครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทกันอย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง แล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก่อน หากดำเนินการไม่สำเร็จให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง แล้วนำเงินมาแบ่งกัน คำขอของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยกัน ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งห้าแปลง เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้นำทรัพย์สินนั้นขายทอดตลาดนำเงินที่ได้นั้นแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ไม่เป็นไปตามลำดับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สิน จึงไม่อาจบังคับได้ และในกรณีที่ทรัพย์สินที่จะแบ่งเป็นเงิน โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับส่วนเป็นเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่คำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 จังหวัดนครปฐม และโฉนดเลขที่ 22872 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะส่วนอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามรายการดังต่อไปนี้ ที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 25129 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 23901 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 23896 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 48748 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 73829 จังหวัดนครปฐม และโฉนดเลขที่ 572 จังหวัดนครปฐม รถโฟล์คลิฟต์ยี่ห้อโตโยต้า รถตักล้อยางยี่ห้อแคท 2 คัน รถยนต์ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน กง xxxx นครปฐม รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ท xxxx นครปฐม นาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองน้ำหนักรวม 14 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับชำระหนี้กู้ยืมจากนาย ภ. ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และการแบ่งทรัพย์สินนั้น ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 163,716.10 บาท และจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นวันที่คำพิพากษาที่ให้หย่ามีผลไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 รวม 5 แปลง ให้โจทก์แปลงละครึ่งหนึ่งเสีย คำขอของโจทก์ข้ออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4/2) ม. 1516 (6) ม. 1526 วรรคหนึ่ง ม. 1529 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายชูศักดิ์ ฉัตรชุติมากร
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2566
#693657
เปิดฉบับเต็ม

การลดทุนจดทะเบียนด้วยวิธีการลดจำนวนหุ้นเพื่อนําทุนที่ชําระไว้แล้วไปตัดผลขาดทุนสะสมนั้น สามารถกระทำได้ แต่เนื่องจากหุ้นของผู้คัดค้านในขณะนั้นมีการชําระค่าหุ้นไม่เท่ากัน ซึ่งส่วนที่ขาดทุนสะสมได้เกิดขึ้นก่อนการลงมติพิเศษให้ลดทุนแล้ว ผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนค่าหุ้นจะต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ยังมิได้ส่งใช้ให้ครบถ้วนต่อการขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นทุกฝ่าย ก่อนที่จะลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นลง ผู้คัดค้านจะต้องให้ผู้ถือหุ้นที่ยังชําระค่าหุ้นไม่เต็มจำนวนค่าหุ้นชําระค่าหุ้นให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเสียก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกรายที่ถูกลดจำนวนหุ้นลงต้องสูญเสียเงินลงทุนในจำนวนที่เท่ากันในแต่ละหุ้น แต่กรณีนี้ขณะที่มีมติพิเศษให้ลดทุน หุ้นที่ถูกลดลงไปนั้นมีการชําระค่าหุ้นไม่เท่ากัน คือ หุ้นที่ชําระเต็มตามมูลค่าหุ้นแล้ว 25 บาท เมื่อถูกลดจำนวนหุ้นลง ผู้ถือหุ้นในส่วนนี้ก็ต้องสูญเสียเงินลงทุนไปหุ้นละ 25 บาท แต่ในส่วนหุ้นที่ชําระไม่เต็มตามมูลค่าหุ้นหรือชําระเพียง 6.25 บาท เมื่อถูกลดจำนวนหุ้นลงผู้ถือหุ้นในส่วนนี้ก็จะสูญเสียเงินลงทุนเพียง 6.25 บาท ซึ่งหุ้นที่มีการชําระค่าหุ้นเพียง 6.25 บาท ถือโดยบริษัท ท. เพียงรายเดียว เมื่อลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นลงจะทำให้บริษัท ท. ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชําระค่าหุ้นในส่วนที่ถูกลดจำนวนลงเพราะเมื่อจำนวนหุ้นถูกลดลงไปแล้วก็ไม่มีผลผูกพันที่จะต้องชําระค่าหุ้นอีกต่อไป คงต้องชําระค่าหุ้นเฉพาะหุ้นที่ยังเหลืออยู่เพื่อให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเท่านั้น ดังนั้น บริษัท ท. จึงเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวที่ได้รับประโยชน์จากมติการลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นครั้งนี้ บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในการลงมติพิเศษเพื่อลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ อันต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1185 เมื่อไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้ว คะแนนเสียงที่ได้รับก็ไม่ถึงจำนวนสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 1194 ถือไม่ได้ว่าเป็นมติพิเศษให้ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิตามมาตรา 1145 และมาตรา 1224 ประกอบมาตรา 1194 แต่เป็นมติพิเศษอันผิดระเบียบ กรณีมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านในวาระที่ 3 และที่ 4 เรื่องพิจารณาลดทุนจดทะเบียนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุน และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว การลงมติในวาระที่ 5 และที่ 6 อันเป็นการลงมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุน ซึ่งต้องอาศัยมติให้ลดทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการลดทุนในวาระที่ 3 และที่ 4 เสียก่อน ย่อมมีผลเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย กรณีจึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านในวาระที่ 5 และที่ 6 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 และมีคำสั่งให้การประชุมกับมติต่าง ๆ ไม่มีผลใช้บังคับ รวมทั้งการใดอันได้กระทำไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวให้ตกเป็นโมฆะ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก ยกคำร้องขอ) กับให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงประการเดียวว่า มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องมิได้บรรยายว่ามติของที่ประชุมใหญ่ในวาระที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับของผู้คัดค้านด้วยสาเหตุใด และที่ประชุมใหญ่มิได้ลงมติใดในวาระที่ 7 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 ตามระเบียบวาระที่ 1 และที่ 7 สำหรับการลงมติในวาระที่ 2 ซึ่งเป็นการอนุมัติการซึ่งกรรมการได้กระทำไปในอดีตเกี่ยวกับการเพิ่มทุนและการไม่เรียกให้ส่งใช้ค่าหุ้นนั้น แม้หนังสือเชิญประชุมระบุระเบียบวาระที่ 2 แต่เพียงว่า "พิจารณากิจการที่กรรมการทำในอดีตเกี่ยวกับการเพิ่มทุนและการเรียกชำระค่าหุ้นของบริษัท" โดยมิได้ระบุถึงการเพิ่มทุนครั้งใดในอดีตเป็นการเฉพาะเจาะจง และมิได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับหุ้นเพิ่มทุนที่ยังมิได้จัดสรรกับจำนวนหุ้นซึ่งยังมิได้เรียกให้ส่งใช้ค่าหุ้นจนเต็มมูลค่าก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือเชิญประชุมดังกล่าวเป็นการระบุถึงวัตถุประสงค์ของการเรียกประชุมตามระเบียบวาระนี้อันเป็นการแสดงถึงสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากันให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบแล้ว ส่วนจะเป็นการลงมติเพื่ออนุมัติแก่การใดซึ่งกรรมการได้ทำไปในอดีตนั้นเป็นเพียงรายละเอียดซึ่งผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมชอบที่จะได้รับทราบจากการปรึกษากิจการกันในการประชุมใหญ่ หนังสือเชิญประชุมตามระเบียบวาระที่ 2 จึงเป็นคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ซึ่งชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคสอง (เดิม) แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 ในระเบียบวาระที่ 2 ส่วนการลงมติในวาระที่ 3 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นการลงมติให้ลดทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านจาก 188,750,000 บาท เป็น 47,187,500 บาท โดยการลดจำนวนหุ้นจาก 7,550,000 หุ้น เป็น 1,887,500 หุ้น เพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของผู้คัดค้าน แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการลดทุน เพิ่มทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านอีก 202,812,500 บาท จาก 47,187,500 บาท เป็น 250,000,000 บาท ด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 8,112,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 25 บาท และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุน นั้น ผู้ร้องฎีกาว่า ก่อนที่จะมีการลดทุนของผู้คัดค้านในปี 2561 บริษัท ท. ได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องถูกเรียกให้ส่งใช้ค่าหุ้นเพิ่มทุนในครั้งก่อน 2,550,000 หุ้น หุ้นละ 75 บาท เป็นเงิน 191,250,000 บาท ภายหลังการลดทุนของผู้คัดค้านในคดีนี้ บริษัท ท. ก็ได้รับประโยชน์จากการไม่ถูกเรียกให้ส่งใช้ค่าหุ้นเพิ่มทุนในครั้งก่อนสำหรับหุ้นที่ถูกยกเลิกซึ่งเป็นผลมาจากการลดทุนด้วยวิธีลดจำนวนหุ้น 1,912,500 หุ้น หุ้นละ 18.75 บาท เป็นเงิน 47,812,500 บาท (ที่ถูก 35,859,375 บาท) และไม่ต้องสูญเสียมูลค่าของเงินลงทุนเพื่อนำไปล้างผลขาดทุนสะสมของผู้คัดค้านในการลดทุนทุกครั้งตามสัดส่วนเหมือนดังเช่นผู้ถือหุ้นรายอื่นที่เคยชำระค่าหุ้นจนเต็มมูลค่ามาโดยตลอด บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในการลงมติให้ลดทุนและเพิ่มทุนในคดีนี้ นั้น เห็นว่า ก่อนที่จะมีการลดทุนของผู้คัดค้านในปี 2561 หุ้นของผู้คัดค้านมีจำนวนทั้งหมด 7,550,000 หุ้น ประกอบไปด้วยหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นจนเต็มมูลค่า 100 บาท จำนวน 5,000,000 หุ้น และหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นบางส่วน 25 บาท จำนวน 2,550,000 หุ้น ซึ่งหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นบางส่วนดังกล่าวล้วนถือโดยบริษัท ท. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้คัดค้านซึ่งถือหุ้นทั้งหมด 5,669,986 หุ้น เกินกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นของผู้คัดค้านทั้งหมด แม้ภายหลังมีการลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นในคดีนี้แล้ว หุ้นของผู้คัดค้านคงมีทั้งหมด 1,887,500 หุ้น ประกอบไปด้วยหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นจนเต็มมูลค่า 25 บาท จำนวน 1,250,000 หุ้น และหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้น 6.25 บาท จำนวน 637,500 หุ้น ซึ่งหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นบางส่วนดังกล่าวล้วนถือโดยบริษัท ท. หุ้นของบริษัทจำกัดแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 แม้ต่อมามีการลดทุนของบริษัทด้วยวิธีการลดมูลค่าหุ้นหรือลดจำนวนหุ้นให้น้อยลง มูลค่าของหุ้นแต่ละหุ้นภายหลังลดทุนแล้วก็มีมูลค่าเท่ากัน หุ้นของผู้คัดค้านทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น 637,500 หุ้น ที่มีการชำระค่าหุ้นบางส่วนเพียงหุ้นละ 6.25 บาท คิดเป็นค่าหุ้นที่ยังมิได้ถูกเรียกให้ส่งใช้หุ้นละ 18.75 บาท รวม 11,953,125 บาท หรือหุ้นจำนวนที่เหลือ 1,250,000 หุ้น ที่มีการชำระค่าหุ้นจนเต็มมูลค่า 25 บาท แล้ว ก็ล้วนมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 25 บาท เท่ากัน หาใช่ว่าหุ้นของผู้คัดค้านทั้งหมดมีสองมูลค่าอย่างที่ผู้ร้องฎีกาไม่ แต่เมื่อผู้คัดค้านจะลดทุนจดทะเบียนจาก 188,750,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 47,187,500 บาท ด้วยวิธีการลดจำนวนหุ้นลงจาก 7,550,000 หุ้น เป็นหุ้นคงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ของหุ้นเดิมหรือ 1,887,500 หุ้น เพื่อนำทุนที่ชำระไว้แล้วไปตัดผลขาดทุนสะสมนั้น สามารถกระทำได้ แต่เนื่องจากหุ้นของผู้คัดค้านในขณะนั้นมีการชำระค่าหุ้นไม่เท่ากัน คือ ชำระเต็มตามมูลค่าหุ้น 25 บาท แล้ว 5,000,000 หุ้น และชำระเพียงร้อยละ 25 หรือหุ้นละ 6.25 บาท 2,550,000 หุ้น เป็นผลให้หุ้นที่ชำระเต็มตามมูลค่าหุ้นแล้ว 25 บาท ถูกลดจำนวนลงไป 3,750,000 หุ้น คงเหลือ 1,250,000 หุ้น ส่วนหุ้นที่ชำระไม่เต็มมูลค่าหุ้นถูกลดจำนวนลงไป 1,912,500 หุ้น คงเหลือ 637,500 หุ้น ซึ่งส่วนที่ขาดทุนสะสมได้เกิดขึ้นก่อนการลงมติพิเศษให้ลดทุนแล้ว ผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนค่าหุ้นจะต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ยังมิได้ส่งใช้ให้ครบถ้วนนั้นต่อการขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นทุกฝ่าย ก่อนที่จะลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นลง ผู้คัดค้านจะต้องให้ผู้ถือหุ้นที่ยังชำระค่าหุ้นไม่เต็มจำนวนค่าหุ้นชำระค่าหุ้นให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเสียก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกรายที่ถูกลดจำนวนหุ้นลงต้องสูญเสียเงินลงทุนในจำนวนที่เท่ากันในแต่ละหุ้น แต่กรณีนี้ขณะที่มีมติพิเศษให้ลดทุน หุ้นที่ถูกลดลงไปนั้นมีการชำระค่าหุ้นไม่เท่ากัน คือ หุ้นที่ชำระเต็มตามมูลค่าหุ้นแล้ว 25 บาท จำนวน 5,000,000 หุ้น เมื่อถูกลดจำนวนหุ้นลง ผู้ถือหุ้นในส่วนนี้ก็ต้องสูญเสียเงินลงทุนไปหุ้นละ 25 บาท แต่ในส่วนหุ้นที่ชำระไม่เต็มตามมูลค่าหุ้นหรือชำระเพียง 6.25 บาท เมื่อถูกลดจำนวนหุ้นลง ผู้ถือหุ้นในส่วนนี้ก็จะสูญเสียเงินลงทุนเพียง 6.25 บาท ซึ่งหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นเพียง 6.25 บาท มีทั้งหมด 2,550,000 หุ้น ถือโดยบริษัท ท. เพียงรายเดียว เมื่อลดทุนโดยการลดจำนวนหุ้นลงคงเหลือ 637,500 หุ้น จะทำให้บริษัท ท. ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องชำระค่าหุ้นในส่วนที่ถูกลดจำนวนลงไป 1,912,500 หุ้น ในอัตราหุ้นละ 18.75 บาท เป็นเงิน 35,859,375 บาท เพราะเมื่อจำนวนหุ้นถูกลดลงไปแล้วก็ไม่มีผลผูกพันที่จะต้องชำระค่าหุ้นอีกต่อไป คงต้องชำระค่าหุ้นเฉพาะหุ้นที่ยังเหลืออยู่ 637,500 หุ้น ในอัตราหุ้นละ 18.75 บาท เพื่อให้เต็มตามมูลค่าหุ้นเท่านั้น ดังนั้น บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวที่ได้รับประโยชน์จากมติการลดทุนโดยลดจำนวนหุ้นครั้งนี้ บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในการลงมติพิเศษเพื่อลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ อันต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 เมื่อการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 มีผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 7,550,000 หุ้น คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนคือ 5,662,500 หุ้น และเมื่อไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้ว คะแนนเสียงที่ได้รับก็ไม่ถึงจำนวนสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 ถือไม่ได้ว่าเป็นมติพิเศษให้ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และมาตรา 1224 ประกอบมาตรา 1194 แต่เป็นมติพิเศษอันผิดระเบียบ กรณีจึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 ตามระเบียบวาระที่ 3 และที่ 4 และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว การลงมติในวาระที่ 5 และที่ 6 อันเป็นการลงมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านจาก 47,187,500 บาท เป็น 250,000,000 บาท และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุน ซึ่งต้องอาศัยมติให้ลดทุนจดทะเบียนของผู้คัดค้านจาก 188,750,000 บาท เป็น 47,187,500 บาท และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของผู้คัดค้านให้สอดคล้องกับการลดทุนในวาระที่ 3 และที่ 4 เสียก่อน ย่อมมีผลเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย กรณีจึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 ตามระเบียบวาระที่ 5 และที่ 6 เช่นกัน ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้มีคำสั่งให้การประชุมกับมติต่าง ๆ ไม่มีผลใช้บังคับ และการใดอันได้กระทำไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวให้ตกเป็นโมฆะ นั้น เห็นว่า เมื่อมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เฉพาะตามระเบียบวาระที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ ชอบที่ศาลจะเพิกถอนมติดังกล่าวนั้นเสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 การประชุมและมติที่ถูกเพิกถอนดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับอยู่ในตัวแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีคำสั่งในเรื่องนี้ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของผู้ร้องเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่ผู้คัดค้านตั้งประเด็นมาในคำแก้ฎีกาว่า คำร้องขอของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่ามติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 ดังกล่าวเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 แต่กลับอ้างว่าการลดทุนและการเพิ่มทุนในคดีนี้ไม่สามารถล้างผลขาดทุนสะสมของผู้คัดค้านได้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นผู้มีอำนาจควบคุมการบริหารกิจการของผู้คัดค้านอันก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และผู้คัดค้านทำให้หุ้นทั้งหมดมีมูลค่าไม่เท่ากันโดยมีมูลค่าหุ้นละ 25 บาท จำนวน 2,550,000 หุ้น และมูลค่าหุ้นละ 100 บาท จำนวน 950,000 หุ้น ซึ่งล้วนมิใช่เหตุตามมาตราดังกล่าวอันก่อให้เกิดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ นั้น เห็นว่า ปัญหาในข้อนี้แม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 สำหรับหุ้นจำนวน 2,550,000 หุ้น และ 950,000 หุ้น ดังกล่าวเป็นหุ้นเพิ่มทุนตามมติพิเศษที่ประชุมใหญ่ของผู้คัดค้านเมื่อปี 2545 ซึ่งมีการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 2,550,000 หุ้น ให้แก่บริษัท ท. โดยผู้ร้องบรรยายคำร้องขอไว้ตอนหนึ่งว่า ผู้คัดค้านละเว้นไม่เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวโดยมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาประกอบกับเนื้อหาตามคำร้องขอในส่วนที่ผู้ร้องบรรยายว่าการลดทุนและการเพิ่มทุนในคดีนี้ไม่สามารถล้างผลขาดทุนสะสมของผู้คัดค้านได้ หากแต่ผู้คัดค้านต้องการลดอัตราส่วนการถือหุ้นและมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยทำให้ไม่มีมูลค่าหลงเหลืออยู่ และบริษัท ท. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการนี้ ทั้งมติพิเศษให้ลดทุนและเพิ่มทุนดังกล่าวซึ่งไม่มีการเรียกให้บริษัท ท. ส่งใช้ค่าหุ้นเพิ่มทุนครั้งก่อนอีกหุ้นละ 75 บาท จนเต็มมูลค่าหุ้นละ 100 บาท เสียก่อนเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำร้องขอของผู้ร้องย่อมเป็นการกล่าวอ้างว่าบริษัท ท. เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษอันต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนในการลงมติพิเศษให้ลดทุนและเพิ่มทุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 แล้ว และหากไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้วก็ถือไม่ได้ว่าเป็นมติพิเศษให้ลดทุนและเพิ่มทุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 เท่ากับว่ามติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านดังกล่าวได้ลงมติโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่ของบริษัทจำกัด เป็นเหตุให้การลงมติดังกล่าวเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ เช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสียโดยอาศัยเหตุนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ คำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 เฉพาะตามระเบียบวาระที่ 3 ถึงที่ 6 เรื่อง พิจารณาลดทุนจดทะเบียนจาก 188,750,000 บาท เป็น 47,187,500 บาท โดยการลดจำนวนหุ้นจาก 7,550,000 หุ้น เป็น 1,887,500 หุ้น เพื่อล้างผลขาดทุนสะสม พิจารณาแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุน พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 202,812,500 บาท โดยการออกหุ้นสามัญ 8,112,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 25 บาท และพิจารณาแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1145 ม. 1185 ม. 1194 ม. 1224
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ท.
ผู้คัดค้าน — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวยุวดี ศรีสัตยาชน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิริกานต์ มีจุล
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2566
#693454
เปิดฉบับเต็ม

การลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทสามารถกระทำได้ แต่การลงมติในการประชุมใหญ่ต้องกระทำให้ถูกต้องตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยการประชุมใหญ่ ในการลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากหุ้นละ 100 บาท เป็นหุ้นละ 25 บาท ผู้ถือหุ้นทุกรายจะต้องถูกลดมูลค่าหุ้นที่ได้ชำระแล้วในจำนวนที่เท่ากัน แต่ในส่วนของหุ้นที่ยังชำระไม่เต็มมูลค่าหุ้นโดยชำระเพียง 25 บาท การลดทุนจดทะเบียนโดยการลดมูลค่าหุ้นในหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นที่ไม่เท่ากันนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นไม่เท่ากัน โดยผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้วจะสูญเสียเงินลงทุนไปหุ้นละ 75 บาท ในขณะที่ผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นไปเพียงหุ้นละ 25 บาท ก่อนลดทุน จะลดมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วจาก 25 บาท เป็นชำระค่าหุ้นแล้วหุ้นละ 6.25 บาท และผู้คัดค้านเรียกให้ชำระค่าหุ้นให้เต็มจำนวนอีกเพียงหุ้นละ 18.75 บาท เท่ากับผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นเพียงหุ้นละ 25 บาท ก่อนลดทุน สูญเสียเงินลงทุนไปเพียงหุ้นละ 18.75 บาท อันเป็นจำนวนที่ต่างกันมาก ไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าหุ้นก่อนลดทุน และการขาดทุนสะสมได้เกิดขึ้นแล้วก่อนการลงมติพิเศษให้ลดทุนผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนค่าหุ้นจะต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ยังมิได้ส่งใช้ให้ครบถ้วนนั้นต่อการขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน ผู้คัดค้านจะต้องดำเนินการให้ผู้ถือหุ้นทุกรายชำระค่าหุ้นให้เต็มจำนวนค่าหุ้นเสียก่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกรายที่จะต้องสูญเสียเงินลงทุนในจำนวนที่เท่ากันในแต่ละหุ้น กรณีเป็นที่แน่ชัดว่าบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่ยังชำระค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่าเพียงรายเดียวโดยชำระเพียงหุ้นละ 25 บาท ก่อนการลดทุน เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมติพิเศษในการประชุมนี้เพียงรายเดียว บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในการลงมติพิเศษเพื่อลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ จึงต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1185 เมื่อไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้ว มติดังกล่าวก็ไม่ใช่คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 1194 มติดังกล่าวจึงไม่เป็นมติพิเศษให้ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิตามมาตรา 1145 และมาตรา 1224 ประกอบมาตรา 1194 แต่เป็นมติพิเศษอันผิดระเบียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านในวาระพิจารณาลดทุนจดทะเบียนและพิจารณาแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 และมีคำสั่งให้การประชุมกับมติต่าง ๆ ไม่มีผลใช้บังคับ รวมทั้งการใดอันได้กระทำไปตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวให้ตกเป็นโมฆะ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติพิเศษที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 เฉพาะระเบียบวาระที่ 6 เรื่อง พิจารณาลดทุนจดทะเบียนจาก 755,000,000 บาท เป็น 188,750,000 บาท โดยการลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นละ 100 บาท เป็นหุ้นละ 25 บาท เพื่อล้างผลขาดทุนสะสม และระเบียบวาระที่ 7 เรื่อง พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5 เพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุนในวาระที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติพิเศษที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 โดยอาศัยเหตุว่าผู้ถือหุ้นมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษซึ่งต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนในการลงมติพิเศษหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่บรรยายว่าบริษัท ท. เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษอันต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนในการลงมติพิเศษให้ลดทุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 และหากไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. เข้าด้วยแล้วก็ถือไม่ได้ว่าเป็นมติพิเศษให้ลดทุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 นั้น เป็นการกล่าวอ้างว่ามติพิเศษที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านดังกล่าวได้ลงมติโดยฝ่าฝืนมาตรา 1185 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่เป็นเหตุให้การลงมติดังกล่าวเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ เช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสียโดยอาศัยเหตุนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนมติพิเศษที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ในวาระที่ 6 และที่ 7 หรือไม่ เห็นว่า การลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทนั้น สามารถกระทำได้ แต่การลงมติในการประชุมใหญ่ต้องกระทำให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประชุมใหญ่ โดยเฉพาะตามมาตรา 1185 ที่ห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นคนใดที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษออกเสียงลงคะแนนในข้อที่ประชุมจะลงมติ ในการลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากหุ้นละ 100 บาท เป็นหุ้นละ 25 บาท ผู้ถือหุ้นทุกรายจะต้องถูกลดมูลค่าหุ้นที่ได้ชำระแล้วในจำนวนที่เท่ากัน โดยหุ้นที่ชำระเต็มมูลค่าหุ้น 100 บาทแล้ว เหลือมูลค่าหุ้นเพียง 25 บาท เท่ากับสูญเสียเงินลงทุนไปหุ้นละ 75 บาท แต่ในหุ้นที่ชำระไม่เต็มตามมูลค่าหุ้นกลับได้ความตามคำเบิกความของนายนพพร กรรมการผู้จัดการผู้คัดค้านตอบทนายผู้ร้องถามค้านว่า ในการลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน หุ้นที่ชำระครบเต็มมูลค่า 100 บาทแล้ว ลดมูลค่าไป 75 บาท เหลือเต็มมูลค่าคือ 25 บาท แต่ในส่วนของหุ้นที่ยังชำระไม่เต็มมูลค่าหุ้น โดยชำระเพียง 25 บาท เมื่อลดทุนลงร้อยละ 75 แล้ว จะเหลือเพียง 6.25 บาท จากมูลค่า 25 บาท หลังจากมีมติพิเศษให้ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างผลขาดทุนสะสมแล้ว ผู้คัดค้านเรียกให้บริษัท ท. ชำระค่าหุ้นที่ยังค้างชำระอยู่ให้เต็มมูลค่า โดยมิได้เรียกให้ชำระให้เต็มจำนวนมูลค่าหุ้นเดิมคืออีกหุ้นละ 75 บาท ซึ่งจะได้เงินจำนวน 191,000,000 บาทเศษ แต่เรียกให้ชำระเพียง 11,000,000 บาทเศษ ดังนี้ เห็นได้ว่าบริษัท ท. ชำระเงินค่าหุ้นอีกเพียงหุ้นละ 18.75 บาท ก็เป็นการชำระเต็มตามมูลค่าหุ้นแล้ว รวมเป็นการชำระทั้งสิ้นหุ้นละ 43.75 บาท (25+18.75) ในขณะที่ผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นเต็มตามมูลค่ามาก่อนลดทุน ชำระค่าหุ้นครบหุ้นละ 100 บาท ซึ่งมีความแตกต่างกัน การลดทุนจดทะเบียนโดยการลดมูลค่าหุ้นในหุ้นที่มีการชำระค่าหุ้นที่ไม่เท่ากันนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นไม่เท่ากัน โดยผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้วจะสูญเสียเงินลงทุนไปหุ้นละ 75 บาท ในขณะที่ผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นไปเพียงร้อยละ 25 หรือหุ้นละ 25 บาท ก่อนลดทุน จะลดมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วจาก 25 บาท เป็นชำระค่าหุ้นแล้วหุ้นละ 6.25 บาท และผู้คัดค้านเรียกให้ชำระค่าหุ้นให้เต็มจำนวนอีกเพียงหุ้นละ 18.75 บาท เท่ากับผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นไว้เพียงหุ้นละ 25 บาท ก่อนลดทุน สูญเสียเงินลงทุนไปเพียงหุ้นละ 18.75 บาท (43.75-25) อันเป็นจำนวนที่ต่างกันมาก ไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นที่ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าหุ้นก่อนลดทุน และการขาดทุนสะสมได้เกิดขึ้นแล้วก่อนการลงมติพิเศษให้ลดทุน ผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนค่าหุ้นจะต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ยังมิได้ส่งใช้ให้ครบถ้วนนั้นต่อการขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน ผู้คัดค้านจะต้องดำเนินการให้ผู้ถือหุ้นทุกรายชำระค่าหุ้นให้เต็มจำนวนค่าหุ้นเสียก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกรายที่จะต้องสูญเสียเงินลงทุนในจำนวนที่เท่ากันในแต่ละหุ้น กรณีนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 2,550,000 หุ้น ที่ยังชำระค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่าเพียงรายเดียว โดยชำระเพียงหุ้นละ 25 บาท ก่อนการลดทุน เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมติพิเศษในการประชุมนี้เพียงรายเดียว บริษัท ท. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในการลงมติพิเศษเพื่อลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ จึงต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 และเมื่อในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 มีผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนรวม 5,975,500 หุ้น คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนคือ 4,481,625 หุ้น ดังนั้น เมื่อไม่นับคะแนนเสียงของบริษัท ท. 2,550,000 หุ้น ที่มีการชำระค่าหุ้นเพียง 25 บาท เข้าด้วยแล้ว มติดังกล่าวก็ไม่ใช่คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 มติดังกล่าวจึงไม่เป็นมติพิเศษให้ลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และมาตรา 1224 ประกอบมาตรา 1194 แต่เป็นมติพิเศษอันผิดระเบียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนมติพิเศษที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้าน ครั้งที่ 1/2561 วันที่ 30 เมษายน 2561 ในวาระที่ 6 และที่ 7 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1145 ม. 1185 ม. 1194 ม. 1195 ม. 1224
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง พ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางมณีรัตน์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิริกานต์ มีจุล
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1498/2566
#691380
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายที่ใช้บังคับแก่สภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ คือ ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 โดยประกาศดังกล่าวข้อ 31 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และเพื่อความมั่นคงของตัวลูกจ้างซึ่งจะส่งผลให้ลูกจ้างมีกำลังใจและความมุ่งมั่นในการทำงานให้แก่นายจ้างอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดเป็นหลักการว่า ห้ามไม่ให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไว้ แต่หากลูกจ้างให้ความยินยอมล่วงหน้าไว้ นายจ้างก็มีสิทธิหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อชำระหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และมีสิทธิหักรวมกับเงินอื่นตาม (2) (4) และ (5) แล้วไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับได้ หากลูกจ้างให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้าด้วย นายจ้างมีสิทธิหักค่าจ้างและเงินอื่นใดดังกล่าวเพื่อชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และมีสิทธิหักรวมกับเงินอื่นตาม (2) (4) และ (5) แล้วเกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับได้ ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ และไม่ได้กำหนดว่า หนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์ต้องเป็นหนี้สินโดยตรงของลูกจ้างที่เกิดขึ้นแล้วในขณะลูกจ้างทำหนังสือให้ความยินยอม

โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยยินยอมให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป โดยให้หักเงินและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลันโดยไม่ต้องฟ้องร้องแต่อย่างใด โดยโจทก์ยินยอมให้หักได้เกินกว่าร้อยละสิบและให้หักรวมกับรายการหักอื่น ๆ ได้เกินกว่าหนึ่งในห้าของเงินที่โจทก์มีสิทธิรับ ขณะโจทก์ทำหนังสือยินยอม หนี้เงินกู้ระหว่าง ฉ. ผู้กู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว และโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต่อสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ว่าจะเข้าชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ การที่โจทก์ทำหนังสือยินยอมดังกล่าวเป็นการสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 อันเป็นการให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนผู้กู้ได้ นอกจากจำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแทนผู้กู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว ยังหักเพื่อชำระค่าหุ้นของโจทก์และหนี้เงินกู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้กู้ด้วย ในขณะทำหนังสือยินยอมโจทก์สามารถคาดหมายได้ว่า เมื่อหักแล้วเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดจะเหลือเพียงพอแก่การดำรงชีพได้หรือไม่ การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดของโจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้วคงเหลือเงินไม่เพียงพอที่โจทก์สามารถดำรงชีพได้หรือบางเดือนเหลือศูนย์บาทจึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง

ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 31 บัญญัติเกี่ยวกับการหักเงินเดือนค่าจ้างและเงินอื่นใด เพื่อชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ไว้แล้ว จึงหาอาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง (3) มาปรับใช้ในฐานเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง โดยให้ถือว่าจำนวนเงินสองหมื่นบาทเป็นเงินเดือนค่าจ้างที่ต้องคงเหลือภายหลังการหักชำระหนี้หรือให้ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินคงเหลือได้ไม่

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ข้อ 7 เป็นระเบียบที่ออกโดยเฉพาะเพื่อใช้ปฏิบัติภายในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดคงเหลือภายหลังหักชำระหนี้ไว้ การออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า ในกรณีของรัฐวิสาหกิจก็ต้องออกระเบียบเป็นพิเศษโดยเฉพาะเช่นกัน หรือต้องแก้ไขประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 เสียก่อน การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ชำระหนี้ในส่วนของความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ที่ผิดนัดให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งบางเดือนเงินเดือนค่าจ้างคงเหลือศูนย์บาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยหยุดหักเงินเดือนโจทก์ในส่วนหักชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด 19,311 บาท และเงินเดือนที่จำเลยจะหักจากโจทก์ในอนาคต พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับ ห้ามมิให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้างในส่วนที่ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ที่ผิดนัด และให้จำเลยคืนเงิน 19,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันเป็นยุติว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานนำจ่ายระดับ 5 ไปรษณีย์พระโขนง อัตราเงินเดือน 20,640 บาท และเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย เมื่อเดือนมกราคม 2563 ถึงเดือนเมษายน 2563 จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์รวมเป็นเงิน 19,311 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นและหนี้เงินกู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้กู้และเป็นผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ที่เป็นสมาชิกที่ผิดนัดให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด โดยในส่วนของการหักชำระหนี้เงินกู้ในฐานะผู้ค้ำประกันแทนสมาชิกผู้กู้ที่ผิดนัด จำเลยหักเดือนละ 4,827.75 บาท ทำให้เงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ภายหลังหักชำระหนี้แล้ว ในเดือนมกราคม 2563 คงเหลือ 0 บาท เดือนกุมภาพันธ์ 2563 คงเหลือ 3,435.55 บาท เดือนมีนาคม 2563 คงเหลือ 872.05 บาท และเดือนเมษายน 2563 คงเหลือ 6,274.80 บาท ทั้งนี้โจทก์ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ไว้ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีอำนาจหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมในฐานะที่โจทก์เป็นผู้กู้และเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 วรรคหนึ่ง (3) เมื่อโจทก์ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินเดือนค่าจ้างให้แก่สหกรณ์ จำเลยจึงมีอำนาจตามประกาศดังกล่าว ข้อ 31 วรรคสอง ตอนท้าย โดยมีอำนาจหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เกินกว่าร้อยละ 10 ได้ การที่สหกรณ์หักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เพื่อชำระหนี้ในฐานะโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันจนทำให้เงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ภายหลังถูกหักเหลือต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยบางเดือนเหลือศูนย์บาท ซึ่งแม้โจทก์กู้ยืมเงินจากสหกรณ์โดยต้องชำระหนี้เป็นจำนวนเกินร้อยละ 50 ของเงินเดือนค่าจ้างที่โจทก์ได้รับอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของหนังสือยินยอมดังกล่าว ไม่ขัดต่อประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 ไม่เป็นการทำละเมิดโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่นายจ้างหักค่าจ้างตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 ต้องตีความโดยเคร่งครัด กล่าวคือ ลูกจ้างจะต้องเป็นหนี้สหกรณ์โดยตรงและเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วและหนี้นั้นจะต้องถูกนำมาหักจากเงินเดือนค่าจ้างในเวลาต่อจากนั้นจนกว่าจะเสร็จสิ้นหรือหมดจากภาระหนี้ โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันผู้กู้รายอื่น ไม่ใช่หนี้ของโจทก์โดยตรง วันที่โจทก์เข้าค้ำประกันยังไม่มีหนี้ระหว่างสหกรณ์กับโจทก์ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 31 วรรคหนึ่ง (3) ของประกาศดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการหักค่าจ้างไว้ล่วงหน้าและหักเกินกว่าจำนวนตามข้อ 31 วรรคสอง การที่จำเลยหักเงินเดือนของโจทก์ในส่วนของการชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยต้องคืนเงินในส่วนดังกล่าว 19,311 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ชำระหนี้ในส่วนของความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ที่ผิดนัดให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งบางเดือนเงินเดือนค่าจ้างคงเหลือศูนย์บาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ กฎหมายที่ใช้บังคับแก่สภาพการจ้างสำหรับลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ คือ ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 โดยประกาศดังกล่าว ข้อ 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหัก เพื่อ (1)... (2)... (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์... โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4)... (5)... วรรคสอง บัญญัติว่า การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณี ห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ทั้งนี้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง ดังนี้ ค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้างเป็นสิทธิของลูกจ้างจะพึงได้รับเพื่อใช้ในการดำรงชีพ บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และเพื่อความมั่นคงของตัวลูกจ้างซึ่งจะส่งผลให้ลูกจ้างมีกำลังใจและความมุ่งมั่นในการทำงานให้แก่นายจ้างอย่างมีประสิทธิภาพ บทบัญญัติดังกล่าวจึงกำหนดเป็นหลักการว่าห้ามไม่ให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไว้ แต่ก็มีข้อยกเว้น กล่าวคือ หากลูกจ้างให้ความยินยอมล่วงหน้าไว้นายจ้างก็มีสิทธิหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อชำระหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และมีสิทธิหักรวมกับเงินอื่นตาม (2) (4) และ (5) แล้วไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับได้ แต่ถ้าหากลูกจ้างให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้าด้วย นายจ้างมีสิทธิหักค่าจ้างและเงินอื่นใดดังกล่าวเพื่อชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ และมีสิทธิหักรวมกับเงินอื่นตาม (2) (4) และ (5) แล้วเกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับได้ ทั้งนี้ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ว่าเมื่อหักชำระหนี้แล้วต้องเหลือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดเพียงใด และไม่ได้กำหนดว่าหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์ต้องเป็นหนี้สินโดยตรงของลูกจ้างที่เกิดขึ้นแล้วในขณะลูกจ้างทำหนังสือให้ความยินยอม แต่ขณะนายจ้างหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดนั้น ลูกจ้างต้องมีหนี้ที่ต้องชำระแก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด แล้ว คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยทำหนังสือถึงจำเลยว่า ตามที่โจทก์ได้ค้ำประกันเงินกู้สามัญให้แก่นายฉัตรชัย (ผู้กู้) เป็นจำนวน 817,962.98 บาท นั้น หากโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด แทนผู้กู้ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันที่มีต่อสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป โดยให้หักเงินดังกล่าวและส่งเงินที่หักไว้นั้นให้แก่สหกรณ์โดยพลัน โดยไม่ต้องฟ้องร้องแต่อย่างใด โดยโจทก์ยินยอมให้หักได้เกินกว่าร้อยละสิบและให้หักรวมกับรายการหักอื่น ๆ ได้เกินกว่าหนึ่งในห้าของเงินที่โจทก์มีสิทธิรับตามกำหนดเวลาการจ่ายเงินดังกล่าว เห็นได้ว่าขณะโจทก์ทำหนังสือยินยอมดังกล่าวหนี้เงินกู้ระหว่างผู้กู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว และโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต่อสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ว่าจะเข้าชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ การที่โจทก์ทำหนังสือยินยอมดังกล่าวเป็นการสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 โดยโจทก์ยินยอมชำระหนี้แทนผู้กู้หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ด้วยการให้จำเลยหักเงินเดือน ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นจำนวนเกินร้อยละสิบ ของเงินที่โจทก์ที่มีสิทธิได้รับจากจำเลยได้ และให้หักรวมกับรายการหักอื่น ๆ เกินกว่าหนึ่งในห้าของเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับได้ อันเป็นการให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์จึงมีหนี้ที่ต้องชำระในฐานะผู้ค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนผู้กู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ตามหนังสือยินยอมดังกล่าวได้ นอกจากจำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดของโจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแทนผู้กู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว ยังหักเพื่อชำระค่าหุ้นของโจทก์และหนี้เงินกู้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้กู้ด้วย โจทก์ย่อมทราบในขณะทำหนังสือยินยอมว่าเมื่อผู้กู้ที่โจทก์ค้ำประกันผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องถูกหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดเพื่อชำระหนี้แทน ซึ่งโจทก์สามารถคาดหมายได้ว่าเมื่อหักแล้วเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดจะเหลือเพียงพอแก่การดำรงชีพได้หรือไม่ ดังนั้น การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดของโจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้วคงเหลือเงินไม่เพียงพอที่โจทก์สามารถดำรงชีพได้หรือบางเดือนเหลือศูนย์บาทจึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง ส่วนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (1)... (2).... (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน...ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น...เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เพียงใด และเมื่อประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 บัญญัติเกี่ยวกับการหักเงินเดือนค่าจ้างและเงินอื่นใด เพื่อชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ไว้แล้ว จึงหาอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง (3) มาปรับใช้ในฐานเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง โดยให้ถือว่าจำนวนเงินสองหมื่นบาทเป็นเงินเดือนค่าจ้างที่ต้องคงเหลือภายหลังการหักชำระหนี้หรือให้ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินคงเหลือได้ไม่ ส่วนที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ข้อ 7 กำหนดว่า ส่วนราชการผู้เบิกจะหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในหรือสหกรณ์ได้ต่อเมื่อข้าราชการนั้นมีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวส่วนราชการผู้เบิกต้องงดการหักเงินจนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ระเบียบดังกล่าวเป็นระเบียบที่ออกโดยเฉพาะเพื่อใช้ปฏิบัติภายในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจเช่นจำเลย นอกจากนี้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ หรือหน่วยงานอื่นใด ที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใด ที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะสิ้นไป โดยบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดจำนวนเงินเดือนค่าจ้างหรือเงินอื่นใดคงเหลือภายหลังหักชำระหนี้ไว้ การออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าในกรณีของรัฐวิสาหกิจก็ต้องออกระเบียบเป็นพิเศษโดยเฉพาะเช่นกัน หรือต้องแก้ไขประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 31 เสียก่อน ดังนั้น การที่จำเลยหักเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ชำระหนี้ในส่วนของความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแทนผู้กู้ที่ผิดนัดให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งบางเดือนเงินเดือนค่าจ้างคงเหลือศูนย์บาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 688
ป.วิ.พ. ม. 302
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 42/1
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด.
จำเลย — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
- นายสมเกียรติ เมาลานนท์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1494/2566
#691384
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และฐานจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจําเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสามฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจําเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวอีกกระทงหนึ่งได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจําเลยทั้งสาม ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นําวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับนั้น เมื่อตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานไปจับกุมจำเลยทั้งสาม จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เครื่องเราท์เตอร์ไวร์เลส และกล้องวงจรปิดของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับด้วย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 ทวิ, 12 (2) (ที่ถูก ต้องปรับมาตรา 4 วรรคสองด้วย) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.1 ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.2 จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 1,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เครื่องเราท์เตอร์ไวร์เลส และกล้องวงจรปิดของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับด้วย

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.1 จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.2 จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ ให้ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า แม้การจัดให้มีการเล่นการพนันผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเรื่องร้ายแรงกว่าการจัดให้มีการเล่นการพนันรูปแบบเดิม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ดี ตามอุทธรณ์ของโจทก์ก็ดี ไม่ปรากฏว่าการจัดให้มีการเล่นการพนันของจำเลยทั้งสามมีผู้เข้าร่วมเล่นการพนันมากน้อยเพียงใด มีการดำเนินการเป็นระยะเวลานานเพียงใด และมียอดเงินที่เล่นการพนันหมุนเวียนมากน้อยเพียงใด อันจะแสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันรายใหญ่ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความสงบสุขของสังคม ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยรับโทษจำคุกหรือกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ทั้งการลงโทษจำคุกในระยะสั้นไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่จำเลยทั้งสามและสังคมโดยรวมมากนัก กรณีจึงมีเหตุสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสามกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสามด้วย

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.2 ใจความว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันทายผลการเล่นกีฬาและทายผลฟุตบอลต่างประเทศ... พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย... และขอให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้รวมมาในข้อเดียวกันและระบุว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน แต่ความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ และความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ ต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อคำฟ้องของโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นทั้งเจ้ามือรับกินรับใช้และผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศและจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดทั้งในฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ และฐานจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ อันเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน ซึ่งศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับการกระทำความผิดในส่วนนี้ในฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศเพียงกระทงเดียว จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวอีกกระทงหนึ่งได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับนั้น เมื่อตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานไปจับกุมจำเลยทั้งสาม จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันตามฟ้องข้อ 1.2 อีกกระทงหนึ่ง แต่คงลงโทษจำเลยทั้งสามได้เพียง 2 กระทง ในความผิดฐานร่วมกันให้จัดให้มีการเล่นพนันตามฟ้องข้อ 1.1 และฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามอีกสถานหนึ่ง โดยฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.1 ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.2 ปรับคนละ 1,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.1 คงปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันตามฟ้องข้อ 1.2 คงปรับคนละ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดแล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสามมีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลาคนละ 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคสอง ม. 4 ทวิ ม. 12 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นางสาวมัลลิกา หุนตระนี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
ทรงกลด บุญชูกุศล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1488/2566
#691185
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงรวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของ ณ. เจ้ามรดก และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งห้า โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนรวมทั้งจำเลยที่ 1 ต่างได้รับมรดกดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน รวม 6 ส่วน คิดเป็นเงินรวม 398,200 บาท จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งห้าฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่ดินทั้งสี่ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้องคิดแยกทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับ มิใช่กรณีนำเฉพาะราคาที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27623 มาคิดแยกรายแปลงเป็นทุนทรัพย์ของโจทก์ทั้งห้า

มูลเหตุที่โจทก์ทั้งห้าอ้างนำคดีนี้มาฟ้องเกิดจากการที่ ท. ผู้จัดการมรดกละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ บ. ทายาทอย่างถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 เมื่อ ท. และ บ. ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้สืบสันดานของ บ. จึงสืบสิทธิของ บ. มาฟ้องคดีนี้ ซึ่งเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ได้บัญญัติเรื่องอายุความในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไว้โดยเฉพาะว่า ห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสิทธิของ บ. เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งห้า ถือว่าเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิของ บ. ยกอายุความห้าปีตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์ทั้งห้าจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27567 และ 27623 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3591 และ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายณรงค์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27567 และ 27623 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27567 และ 27623 คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินรวม 2 โฉนด ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3591 และ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 ระหว่างนางทองม้วนในฐานะผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ กับจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3591 และ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหาเลขที่ 218 และ 219 คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27623 โฉนดที่ดินเลขที่ 27567 โฉนดที่ดินเลขที่ 3591 โฉนดที่ดินเลขที่ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายณรงค์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27623 โฉนดที่ดินเลขที่ 27567 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินตามที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27623 และ 27567 คนละ 1 ใน 6 ส่วน ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3591 และ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 ระหว่างนางทองม้วนในฐานะผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ กับจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3591 และ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย นายพงศกร บุตรโจทก์ที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายณรงค์กับนางทองม้วน เป็นสามีภริยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายบุญรัตน์ นายณรงค์อุปการะเลี้ยงดูนายบุญรัตน์ ให้ใช้นามสกุล ส่งเสียให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน และแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตรของตน โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายบุญรัตน์กับนางสมนึก นายณรงค์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2524 ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2524 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งตั้งให้นางทองม้วนเป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2527 นางทองม้วนนำที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน เลขที่ 1/2497 ออกเอกสารสิทธิเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1700 จากนั้นนางทองม้วนแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1749 และ 1750 เนื้อที่ 60 ตารางวา และ 50 ตารางวา ตามลำดับ ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองแปลงดังกล่าว มีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 27567 และ 27623 ตามลำดับ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3591 และ 3592 มีห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน นางทองม้วนและนายบุญรัตน์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 และ 17 มีนาคม 2556 ตามลำดับ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27623 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงรวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายณรงค์เจ้ามรดก และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งห้า โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนรวมทั้งจำเลยที่ 1 ต่างได้รับมรดกดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน รวม 6 ส่วน คิดเป็นเงินรวม 398,200 บาท จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งห้าฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้องคิดแยกทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับ มิใช่กรณีนำเฉพาะราคาที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27623 มาคิดแยกรายแปลงเป็นทุนทรัพย์ของโจทก์ทั้งห้า ดังนั้น เมื่อฝ่ายจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทั้งห้าชนะคดีตามฟ้อง อันเป็นการโต้แย้งว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าตามที่ฟ้องมา การคิดทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่อาจคิดเฉพาะจากราคาที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27623 แยกเป็นรายแปลงตามที่โจทก์ทั้งห้าอ้างมา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27623 ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการต่อมามีว่า คดีขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางทองม้วนซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ ได้ทุจริตเบียดบังทรัพย์มรดกโดยไม่โอนทรัพย์มรดกให้แก่นายบุญรัตน์ทายาทผู้รับสิทธิรับมรดก เมื่อนางทองม้วนและนายบุญรัตน์ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้สืบสันดานของนายบุญรัตน์จึงสืบสิทธิของนายบุญรัตน์มาฟ้องคดีนี้ เช่นนี้ มูลเหตุที่โจทก์ทั้งห้าอ้างนำคดีนี้มาฟ้องเกิดจากการที่นางทองม้วนผู้จัดการมรดกละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่นายบุญรัตน์ทายาทอย่างถูกต้อง อันเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 คดีนี้จึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ได้บัญญัติเรื่องอายุความในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไว้โดยเฉพาะว่า ห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสิทธิของนายบุญรัตน์ทายาทเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งห้า ถือว่าเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิของนายบุญรัตน์ยกอายุความห้าปีตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ คดีนี้โจทก์ทั้งห้านำสืบว่า นายณรงค์มีทรัพย์มรดกเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ที่จะตกทอดแก่นายบุญรัตน์ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบว่า นางทองม้วนผู้จัดการมรดกตกลงกับนายบุญรัตน์ว่า นายบุญรัตน์ขอมรดกเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ส่วนที่ดินนางทองม้วนจะรับไป คดีจึงต้องพิจารณาว่า นางทองม้วนกับนายบุญรัตน์ได้ตกลงดังกล่าวกันจริงหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า นายบุญรัตน์ทราบว่านายณรงค์มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินใดบ้าง และคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า ในช่วงปี 2524 โจทก์ที่ 2 อยู่กับนายบุญรัตน์ที่จังหวัดชลบุรี โดยหลังจากนายณรงค์ถึงแก่ความตาย นายบุญรัตน์ทราบว่านางทองม้วนได้มีการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าก่อนที่นายบุญรัตน์จะถึงแก่ความตาย นายบุญรัตน์ทราบดีว่าทรัพย์มรดกของนายณรงค์เป็นที่ดินแปลงใด และนางทองม้วนเป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ แต่นายบุญรัตน์กลับปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงเลยมานานจนตัวเองถึงแก่ความตาย ภายหลังจากนายณรงค์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและศาลมีคำสั่งตั้งให้นางทองม้วนเป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์เป็นเวลานานประมาณ 32 ปี และภายหลังจากนางทองม้วนแบ่งโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 บุตรของนายบุญรัตน์เป็นเวลานานประมาณ 27 ปี โดยไม่ปรากฏว่านายบุญรัตน์ได้คัดค้านในการที่นางทองม้วนได้จัดการทรัพย์พิพาทแต่อย่างใด อันผิดวิสัยของคนที่มีสิทธิในทรัพย์พิพาทนั้น เพราะหากทรัพย์พิพาทเป็นของนายบุญรัตน์จริง นายบุญรัตน์ก็ควรใช้สิทธิฟ้องร้องเอาคืนมาเสียโดยเร็ว แต่กลับมีการปล่อยปละละเลยมานานเช่นนี้ ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 4 ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า ต่อมานายบุญรัตน์ได้ย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวพิพาท และคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า หลังจากนางทองม้วนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลนายบุญรัตน์ เช่นนี้ การที่นายบุญรัตน์ย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวพิพาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่าไม่มีการปกปิดนายบุญรัตน์เกี่ยวกับทรัพย์พิพาท และการที่นายบุญรัตน์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลตน ย่อมส่อแสดงว่านายบุญรัตน์รู้เห็นและยินยอมให้นางทองม้วนจัดการทรัพย์พิพาท มิฉะนั้นนายบุญรัตน์คงจะไม่ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการจัดการมรดกของนางทองม้วน เป็นผู้ดูแลตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า หากจำเลยที่ 1 ร่วมกับนางทองม้วนทุจริตเบียดบังทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่นายบุญรัตน์แล้ว นายบุญรัตน์คงจะให้บุตรคนอื่น ที่มิใช่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลตนมากกว่า ยิ่งกว่านั้นภายหลังนางทองม้วนเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว นางทองม้วนได้จัดการที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1700 ซึ่งโจทก์ทั้งห้าอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายณรงค์ โดยแบ่งโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นอีกหลายคน และยังแบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วย อันเป็นวิสัยการจัดการของผู้มีสิทธิในที่ดินนั้น จากพฤติการณ์ของนางทองม้วนและนายบุญรัตน์ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ย่อมเป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อได้ว่านางทองม้วนกับนายบุญรัตน์ได้ตกลงกันไว้จริงตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบ แม้การตกลงดังกล่าวกระทำด้วยวาจาตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งห้าถามค้าน ก็หาเป็นพิรุธไม่ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสามนำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งห้า และเมื่อพิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทที่โจทก์ทั้งห้าอ้างมา ปรากฏว่านางทองม้วนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1700 โดยจดทะเบียนใส่ชื่อร้อยโทมนูญและนางแสงอรุณตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2532 เมื่อปรากฏว่านายณรงค์เจ้ามรดกไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดที่จะจัดการต่อไปอีก จึงถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันที่ 16 มีนาคม 2532 อันเป็นวันสุดท้ายของการจัดการมรดกแล้ว การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ซึ่งเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์ทั้งห้าจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง และเมื่อคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกขาดอายุความแล้ว โจทก์ทั้งห้าก็ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ดังกล่าว โดยถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2529 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1733 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. กับพวก
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไพบูลย์ วิหกหงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิทยา มูลศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1468/2566
#690287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกำหนดโทษลง 1 ใน 6"และมาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกฤษฎีกานี้... "ผู้กระทำความผิดซ้ำ" หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษหรือประมาท..." เมื่อคำว่าผู้กระทำความผิดซ้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่านักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกับผู้ร้องจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษหรือไม่ เพียงใด อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่วินิจฉัยแปลความคำว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาด้วย ศาลฎีกาก็ยกเรื่องการแปลความคำว่านักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 ขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้เป็นการลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมมีความหมายชัดเจนอยู่ว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ผู้ร้องจึงไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ย่อมไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำไปได้ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลปกครองเพชรบุรีโอนคดีมายังศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) ศาลชั้นต้นจึงเรียกผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองดังกล่าวว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8

ผู้คัดค้านยื่นคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 8 ให้ยกเลิกหมายจำคุกเดิมและออกหมายจำคุกแก่ผู้ร้องใหม่

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่าเมื่อปี 2543 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี และพ้นโทษเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 แล้วได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วันที่ 11 เมษายน 2556 ผู้ร้องต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี

มีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องต้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากกำหนดโทษลง 1 ใน 6" และมาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกฤษฎีกานี้..."ผู้กระทำความผิดซ้ำ" หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดฐานลหุโทษหรือประมาท..." เมื่อคำว่าผู้กระทำความผิดซ้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของมาตรา 12 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่านักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมเช่นเดียวกับผู้ร้องจะได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษหรือไม่ เพียงใด อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในข้อที่วินิจฉัยแปลความคำว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกเรื่องการแปลความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาด้วย ศาลฎีกาก็ยกเรื่องการแปลความคำว่านักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ตามมาตรา 3 ขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ได้ความว่า ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2829/2543 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้เป็นการลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมมีความหมายชัดเจนอยู่ว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ผู้ร้องจึงไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว ย่อมไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำไปได้ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้ร้องเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำเพราะได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฯ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 988/2549 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ม. 12
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ช.
ผู้คัดค้าน — คณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพรศักดิ์ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1467/2566
#691587
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นเดิมที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดโดยตรง เพื่ออธิบายว่ากรณีจะต้องบังคับตามรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.20 หรือต้องบังคับให้มีเนื้อที่ 326 ตารางวา เพื่อที่จะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง แต่คำร้องในชั้นนี้เป็นการร้องขอให้ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นกำหนดวิธีการบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 360 ตามลำดับชั้นศาล จึงเป็นคนละกรณีกัน คำร้องในครั้งก่อนศาลฎีกายังไม่ได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวด้วยการบังคับคดีในการรังวัดแบ่งแยก การยื่นคำร้องของจำเลยทั้งสองในชั้นนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

การบังคับคดีให้เป็นไปโดยถูกต้องตรงความเป็นจริง ไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาอันถึงที่สุดในสาระสำคัญซึ่งจะเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามที่ขีดเส้นสีส้มในแผนที่พิพาท รูปสี่เหลี่ยมคางหมู ขนาดกว้างประมาณ 26.50 เมตร อีกด้านหนึ่งกว้างประมาณ 24.40 เมตร และยาวประมาณ 34 เมตร อีกด้านหนึ่งยาวประมาณ 36.20 เมตร จำนวนเนื้อที่ประมาณ 300 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 45 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทางด้านทิศใต้ของโฉนดเลขที่ 5339, 5624 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้ถนนเพื่อรถยนต์แล่นเข้าออกและเป็นทางผ่านของสาธารณูปโภคจากบ้านเลขที่ 45 สู่ถนนสุขุมวิท ซอย 8 ขนาดกว้าง 3.60 เมตร ยาว 23 เมตร และถนนบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 45 ขนาดกว้าง 3.38 เมตร เป็นทางภาระจำยอมของโจทก์ทั้งสอง ให้เพิกถอนชื่อของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนต่อทางราชการว่าทางดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอม หากจำเลยทั้งสองไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยกเสีย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 45 ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทั้งสองอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5339 แต่เพียงแปลงเดียว ทางพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5339 และโฉนดเลขที่ 5624 และเป็นภาระจำยอมของที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 45 ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20332/2555 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาท มีความยาวประมาณ 34.50 เมตร มีเนื้อที่ 326 ตารางวา ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาว่า ให้ถนนบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 45 ขนาดกว้าง 3.38 เมตร เป็นภาระจำยอมของที่ดินพิพาทและบังคับจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

วันที่ 24 มีนาคม 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาเพื่อให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ มีขนาดกว้างยาวตามคำพิพากษา ปรากฏว่ามีเนื้อที่ 222.9 ตารางวา แต่โจทก์ทั้งสองทักท้วงว่าที่ดินพิพาทต้องมีเนื้อที่ 326 ตารางวา ตามที่ศาลฎีการะบุ เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินและส่งมอบแก่โจทก์ทั้งสองและจดทะเบียนภาระจำยอมให้ได้ จึงขอให้ศาลฎีกาอธิบายว่าที่ดินพิพาทต้องบังคับ หรือต้องบังคับให้มีเนื้อที่ 326 ตารางวา เพื่อที่จำเลยทั้งสองจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแจ้งชัดแล้วว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์มีเนื้อที่จำนวน 326 ตารางวา ทั้งกรณีมิใช่คำพิพากษามีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง จึงไม่จำต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 10 มกราคม 2561 โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษา และศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้แล้ว

วันที่ 24 มิถุนายน 2562 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า โจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการบังคับคดีโดยขอรังวัดและออกโฉนดที่ดินใหม่ตามคำพิพากษา ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองกระทำไปโดยไม่ถูกต้อง โดยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินใหม่เกินจากที่ปรากฏตามรูปแผนที่พิพาท ซึ่งจำเลยทั้งสองได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดีและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 326 ตารางวา เนื่องจากที่ดินแปลงพิพาทมีกำแพงรั้วเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กถึง 3 ด้าน การรังวัดจึงรังวัดจากแนวรั้วออกไปยังด้านที่ไม่มีรั้วเพื่อให้ได้เนื้อที่ครบ 326 ตารางวา ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ขึ้นรูปที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่ได้บังคับคดีเกินคำพิพากษาแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีโดยรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5339 ตามที่ขีดเส้นสีส้มในแผนที่พิพาท รูปสี่เหลี่ยมคางหมู ขนาดกว้างประมาณ 26.50 เมตร อีกด้านหนึ่งยาว (ที่ถูก กว้าง) ประมาณ 24.40 เมตร และยาวประมาณ 34.50 เมตร อีกด้านหนึ่งยาวประมาณ 36.20 เมตร พร้อมบ้านเลขที่ 45 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า การยื่นคำร้องของจำเลยทั้งสองในชั้นนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับการยื่นคำร้องในครั้งก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการยื่นคำร้องของจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ แต่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ทั้งสองจึงยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 เห็นว่า ในชั้นเดิมที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ที่ดินพิพาท (ด้านหนึ่ง) มีความยาวประมาณ 34.50 เมตร มีเนื้อที่ 326 ตารางวา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันมีความหมายประกอบคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทตามที่ขีดเส้นสีส้มในแผนที่พิพาท รูปสี่เหลี่ยมคางหมู ขนาดกว้างประมาณ 26.50 เมตร อีกด้านหนึ่งกว้างประมาณ 24.40 เมตร และยาวประมาณ 34.50 เมตร อีกด้านหนึ่งยาวประมาณ 36.20 เมตร มีเนื้อที่ 326 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 45 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทางด้านทิศใต้ของโฉนดที่ดินเลขที่ 5339 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อจำเลยทั้งสองดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 5339 ดังที่ระบุในคำพิพากษา ปรากฏว่ามีเนื้อที่ 222.9 ตารางวา ย่อมทำให้เข้าใจว่าคำพิพากษาที่ระบุขนาดความกว้างยาวทั้งสี่ด้านไว้ตามรูปแผนที่กับจำนวนเนื้อที่ระบุมา 326 ตารางวา นั้น อาจมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดโดยตรงเพื่ออธิบายว่ากรณีเช่นนี้จะต้องบังคับ หรือต้องบังคับให้มีเนื้อที่ 326 ตารางวา เพื่อที่จะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อไป แต่คำร้องในชั้นนี้เป็นการร้องขอให้ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นกำหนดวิธีการบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบมาตรา 360 ตามลำดับชั้นศาล จึงเป็นคนละกรณีกัน ซึ่งคำร้องในครั้งก่อนศาลฎีกายังไม่ได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวด้วยการบังคับคดีในการรังวัดแบ่งแยก การยื่นคำร้องของจำเลยทั้งสองในชั้นนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ดังข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสอง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อหลังว่า การกำหนดวิธีการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นเดิมศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รูปแผนที่พิพาทที่รองจ่าศาลในศาลชั้นต้นจัดทำขึ้นตามคำสั่งศาลกับรูปแผนที่พิพาทที่ช่างรังวัดจัดทำขึ้นมีสภาพใกล้เคียงกัน โดยรูปแผนที่รังวัดเนื้อที่ได้ 326 ตารางวา จึงสมควรกำหนดให้ถูกต้อง ในชั้นบังคับคดีนี้ เมื่อพิจารณารูปแผนที่พิพาทแล้ว รูปแผนที่นี้แสดงถึงที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยทั้งสองตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5624 และโฉนดที่ดินเลขที่ 5339 ซึ่งอยู่ติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ 5624 อยู่ทางฝั่งซ้ายมือ ส่วนแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ 5339 อยู่ทางฝั่งขวามือ มีบ้านปลูกอยู่ในที่ดิน 4 หลัง คือบ้านเลขที่ 41 ปลูกอยู่ทางฝั่งซ้ายมือตอนบน บ้านเลขที่ 45/1 ปลูกอยู่ทางฝั่งซ้ายมือตอนล่าง บ้านเลขที่ 43 ปลูกอยู่ทางฝั่งขวามือตอนบน และบ้านเลขที่ 45 ปลูกอยู่ทางฝั่งขวามือตอนล่าง ซึ่งบ้านและที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยบ้านเลขที่ 43 และบ้านเลขที่ 45 ต่างอยู่ในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 5339 รูปแผนที่นี้ยังได้แสดงจำนวนเนื้อที่ของตัวบ้านและบริเวณของบ้านแต่ละหลังในรูปแผนที่นั้นเอง และนำมากล่าวสรุปในตอนล่างของรูปแผนที่อีกครั้ง กล่าวคือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5624 มีเนื้อที่ 2 งาน 23 ตารางวา (ระบุในโฉนดที่ดินมีเนื้อที่ 2 งาน 23.2 ตารางวา) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5339 มีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา (ระบุในโฉนดที่ดินมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 73.8 ตารางวา) รวมเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 89 ตารางวา อันเป็นที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยทั้งสอง ส่วนบ้านทั้งสี่หลังนั้น บ้านเลขที่ 41 ตัวบ้านมีเนื้อที่ 83 ตารางวา บริเวณของบ้านมีเนื้อที่ 1 งาน 69 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 2 งาน 52 ตารางวา บ้านเลขที่ 45/1 ตัวบ้านมีเนื้อที่ 61 ตารางวา บริเวณของบ้านมีเนื้อที่ 1 งาน 72 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 2 งาน 33 ตารางวา บ้านเลขที่ 43 ตัวบ้านมีเนื้อที่ 1 งาน 95 ตารางวา ไม่มีการระบุบริเวณของบ้านมีเนื้อที่เท่าใด แต่มีปรากฏในรูปแผนที่ว่าบริเวณของบ้านมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 61 ตารางวา บ้านเลขที่ 45 ตัวบ้านมีเนื้อที่ 1 งาน 9 ตารางวา บริเวณของบ้านมีเนื้อที่ 2 งาน 17 ตารางวา (แต่ในรูปแผนที่ระบุเป็น 1 งาน 92 ตารางวา) รวมเป็นเนื้อที่ 3 งาน 26 ตารางวา ตามข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสอง เมื่อนำเนื้อที่ของบ้านทั้งสี่หลังที่ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันแล้วจะได้เนื้อที่ 4 ไร่ 72 ตารางวา ซึ่งยังไม่รวมทางภาระจำยอมในที่ดินอีก 33 ตารางวา จะเห็นได้ว่ามีจำนวนเนื้อที่เกินไปกว่าเนื้อที่ของที่ดินแปลงใหญ่อันมีจำนวน 2 ไร่ 89 ตารางวา เกือบถึงเท่าตัว นอกจากนี้ ยังปรากฏอีกว่ามีต้นปาปาปิยากับบันไดอยู่ในเขตที่ดินของบ้านเลขที่ 43 หรืออีกนัยหนึ่งอยู่นอกแนวเขตที่ดินของบ้านเลขที่ 45 ที่โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์โดยนายกอปรลาภ ทนายโจทก์ทั้งสอง ซึ่งร่วมไปนำชี้ในการทำแผนที่พิพาทของรองจ่าศาลในศาลชั้นต้นที่ระบุตำแหน่งของบันไดตรงกับที่ปรากฏตามแผนที่พิพาท ก็เบิกความในชั้นเดิมตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า เป็นบันไดทางลงข้างบ้านของบ้านเลขที่ 43 สู่สนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งสามารถเดินต่อไปยังบ้านเลขที่ 45 ได้ด้วย โดยบ้านทั้งสองหลังไม่มีรั้วกั้นกลางระหว่างกัน แต่หากยอมให้ถือเอาเนื้อที่ 326 ตารางวา ดังที่ระบุในแผนที่พิพาทมาเป็นเกณฑ์ในการรังวัดแบ่งแยกแล้ว ก็จะปรากฏรูปแผนที่ต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ช่างรังวัด สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ได้ไปทำการรังวัดโดยมีโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายนำชี้ให้ได้เนื้อที่ 326 ตารางวา ตามคำพิพากษา แต่ได้รูปแผนที่และระยะไม่ตรงกับรูปแผนที่พิพาท ตามรูปแผนที่นี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากจะผนวกเอาต้นปาปาปิยาและบันไดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของฝ่ายโจทก์แล้ว เขตของที่ดินยังได้ล้ำเข้าไปถึงส่วนหนึ่งของตัวบ้านเลขที่ 43 อีกด้วย ซึ่งย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสองเพราะไม่ใช่พื้นที่ที่โจทก์ทั้งสองครอบครองปรปักษ์ตามที่ทั้งสองฝ่ายนำชี้ไว้ จึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำนวนเนื้อที่ต่าง ๆ ที่ระบุมาในรูปแผนที่พิพาทมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของบ้านเลขที่ 45 ขัดแย้งกับขนาดความกว้างและความยาวที่ระบุไว้ ไม่อาจถือเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทต้องมีจำนวนเนื้อที่ 326 ตารางวา ดังฎีกาของโจทก์ทั้งสอง กรณีเช่นนี้ ต้องบังคับคดีให้ถูกต้องตรงความเป็นจริง คือพื้นที่ที่โจทก์ทั้งสองครอบครองจริงจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งก็คือระยะความกว้างยาวของพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายนำชี้แนวเขตไว้ในการจัดทำรูปแผนที่พิพาทของรองจ่าศาลในศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดวิธีการบังคับคดีโดยให้รังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทไปตามขนาดความกว้างยาวที่ระบุในรูปแผนที่พิพาท ซึ่งไม่ระบุถึงจำนวนเนื้อที่นั้น จึงถูกต้องชอบแล้ว ทั้งการบังคับคดีให้เป็นไปโดยถูกต้องตรงความเป็นจริงเช่นนี้ก็ไม่ใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาอันถึงที่สุดในสาระสำคัญซึ่งจะเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป แม้คดีนี้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ในชั้นบังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจที่จะตัดสินชี้ขาดบังคับคดีไปตามที่ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 144 ม. 271 ม. 360
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของร้อยตรี ป. กับพวก
จำเลย — นาง จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทรงพล กาญจนสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2566
#691964
เปิดฉบับเต็ม

ขณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ 1 แล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ย่อมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1246/5 และเกิดบริษัทใหม่ คือจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จึงมีหนี้และความรับผิดในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนแปรสภาพมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จึงต้องรับไปซึ่งหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่มีอยู่เดิมมาทั้งหมดตามบทบัญญัติดังกล่าว

สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ป.พ.พ. มาตรา 1246/7 บัญญัติว่า "เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วน" คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้แสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเป็นการส่วนตัว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงตัวแทนและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น มีจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1087 และจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2) เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ย่อมถือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผิดนัดชำระหนี้นับแต่เวลาที่มีการกระทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในขณะนั้นจึงต้องร่วมรับผิดกับบรรดาหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ด้วย นับแต่เวลาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดเป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อต่อมาภายหลังปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้มีการจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด คือจำเลยที่ 1 แล้ว หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้ โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิให้บังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมในห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่แปรสภาพได้โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จะต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จะรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ซึ่งเป็นไปตามผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามและส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดีโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแทนโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหาย 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม และร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดิน เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำคืนโจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามเนื้อที่ 3.7 ตารางวา และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ เดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินพิพาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4055 มีแนวเขตด้านทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2182 และ 2184 ซึ่งมีชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ถือกรรมสิทธิ์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตระหว่างเขตที่ดินของตนและโจทก์ทั้งสาม เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด คือจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามที่ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสามนำสืบรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามมีเนื้อที่ 84 ตารางวา ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ทั้งสามได้สิทธิในที่ดินพิพาทเนื้อที่เพียง 3.7 ตารางวา เป็นการไม่ชอบนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าตามคำฟ้องและคำให้การคดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสามบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสามเนื้อที่เท่าใด โจทก์ทั้งสามไม่ได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เพียง 3.7 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ศาลจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวก่อน เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสามเพียงใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสามรุกล้ำ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสามนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดี เว้นแต่ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยศาลรับรู้ ศาลจึงต้องรับฟังเป็นยุติ ไม่ต้องสืบพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นอีก คดีนี้ได้ความว่าก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยให้ปรากฏแนวเขตที่ดินของคู่ความ แนวเขตที่ดินพิพาท รวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้หรือสิ่งอื่นใดบนที่ดินตามที่คู่ความนำชี้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นนัดให้คู่ความมาตรวจและรับรองแผนที่พิพาทอีกครั้ง โจทก์ที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสาม ทนายโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 3 และทนายจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีได้ตรวจแผนที่พิพาทแล้ว รับรองว่าถูกต้อง เมื่อคู่ความรับกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแผนที่พิพาทว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 3.7 ตารางวา ตามแนวเขตเส้นสีเขียวที่โจทก์ทั้งสามนำชี้การรังวัดอ้างว่าจำเลยทั้งสามก่อสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จึงรับฟังเป็นคำรับของคู่ความและรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 3.7 ตารางวา โดยไม่จำต้องสืบพยานกันในเรื่องที่รับกันนั้นอีก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามที่ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสามนำสืบรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามมีเนื้อที่ 84 ตารางวา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามได้สิทธิในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3.7 ตารางวา ขัดแย้งกับคำแถลงรับต่อศาลชั้นต้นของคู่ความ ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการต่อมาว่า หลังจากปี 2559 โจทก์ทั้งสามยังคงได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ปล่อยน้ำออกจากโรงงานสีข้าวท่วมขังที่ดินของโจทก์ทั้งสามทำให้ไร่ข้าวโพดของโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า เมื่อปี 2559 จำเลยทั้งสามได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 87,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องการปล่อยน้ำไหลลงและยังมีน้ำซึมออกเป็นระยะลงในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทั้งสามเรียกร้องค่าเสียหายจากการขาดรายได้ขายข้าวโพดเฉลี่ยปีละ 200,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 280,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบว่ามีน้ำไหลออกจากโรงงานสีข้าว จำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดน้ำรั่วไหลทันทีและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ โจทก์ทั้งสามมีภาระการพิสูจน์เพื่อสนับสนุนให้สมคำฟ้อง โดยโจทก์ที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบใบชั่งน้ำหนักว่า ปี 2560 จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำไหลลงไร่ข้าวโพด น้ำจึงท่วมขังไร่ข้าวโพดเหมือนเดิม และปี 2560 โจทก์ทั้งสามขายข้าวโพดได้ราคาประมาณ 90,000 บาท ทำให้ขาดรายได้ 60,000 บาท โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงสภาพน้ำท่วมขังหรือความเสียหายของต้นข้าวโพดในที่ดินของโจทก์ทั้งสามซึ่งง่ายแก่การพิสูจน์ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้ร้องเรียนถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายดังเช่นปี 2559 มาก่อนแต่อย่างใด ประกอบกับโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า ปี 2561 และปี 2562 น้ำไม่ท่วมขังที่ดินของโจทก์ทั้งสามเพราะมีสภาพอากาศแห้งแล้ง และเบิกความตอบคำถามค้านว่า ขณะน้ำไหลออกมาเป็นช่วงฤดูฝน ดังนั้น ใบชั่งน้ำหนักข้าวโพดปี 2560 ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าการที่โจทก์ทั้งสามขายข้าวโพดในปี 2560 ได้ราคา 90,000 บาท แตกต่างจากปีอื่น ๆ ที่ขายได้ราคาสูงกว่ามีมูลเหตุที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ปล่อยน้ำออกจากโรงงานสีข้าวไหลลงไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสามทำให้ไร่ข้าวโพดของโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายจากการขาดรายได้ขายข้าวโพดให้แก่โจทก์ทั้งสามมานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ศาลควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้สูงกว่าเดือนละ 500 บาท นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด กล่าวคือ นอกเหนือจากคำนึงถึงความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับจากการกระทำละเมิดแล้ว ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุกับความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามเนื้อที่เพียง 3.7 ตารางวา โดยก่อสร้างตามแนวกำแพงเดิมที่เจ้าของเดิมก่อสร้างไว้ มิได้จงใจก่อสร้างรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้ เดือนละ 500 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ขณะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ส่วนการแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้วบริษัทได้รับไปทั้งทรัพย์สิน สิทธิ และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดเดิมตามมาตรา 1246/6 เป็นเรื่องระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดกับบริษัท ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่ได้โอนไปกับการแปรสภาพนั้น เห็นว่า ขณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.เป็นบริษัทจำกัดคือจำเลยที่ 1 แล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ย่อมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246/5 และเกิดบริษัทใหม่ คือจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามโดยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จึงมีหนี้และความรับผิดในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสาม และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดี รวมทั้งต้องชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนแปรสภาพมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จึงต้องรับไปซึ่งหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่มีอยู่เดิมมาทั้งหมดตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246/7 บัญญัติว่า "เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วน" ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามว่าในการขอรังวัดเพื่อตรวจสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสามเมื่อปี 2559 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสามจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามมาฟ้องร้องเป็นคดีนี้ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้แสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงตัวแทนและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เท่านั้น จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น มีจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1087 และจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ย่อมถือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ผิดนัดชำระหนี้นับแต่เวลาที่มีการกระทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ในขณะนั้นจึงต้องร่วมรับผิดกับบรรดาหนี้และความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ด้วย นับแต่เวลาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กระทำละเมิดเป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อต่อมาภายหลังปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ได้มีการจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด คือจำเลยที่ 1 แล้ว หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.ได้ โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิให้บังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมในห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่แปรสภาพได้โดยไม่จำกัดจำนวนตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จะต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จะรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ซึ่งเป็นไปตามผลของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ที่แปรสภาพได้ ให้บังคับชำระหนี้ดังกล่าวเอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างที่แปรสภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1070 ม. 1077 (2) ม. 1080 ม. 1087 ม. 1246/5 ม. 1246/6 ม. 1246/7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสาธุ เพ็ชรไชย
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1373/2566
#689158
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาฎีกาให้แก่จําเลย ครบกำหนดวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งตรงกับวันศุกร์อันเป็นวันทำงานปกติ โดยมิได้ถูกกําหนดให้เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมและมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงการประชุมผู้นําเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 แต่จําเลยมิได้ยื่นฎีกาในวันครบกำหนดดังกล่าว ทั้งหากจําเลยประสงค์ยื่นฎีกาทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคําคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 ข้อ 7 วรรคสาม ก็ต้องยื่นภายในวันครบกำหนดได้รับอนุญาตให้ขยายฎีกาตามเวลาทำการปกติคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 เวลา 16.30 นาฬิกา เช่นเดียวกัน เมื่อจําเลยยื่นฎีกาทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2565 เวลา 19 : 39 : 09 นาฬิกา จึงเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกําหนดเวลาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18), 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 21 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 18 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 24 เดือน รวมจำคุก 19 ปี 48 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังและขยายระยะเวลาฎีกาให้แก่จำเลยหลายครั้งครั้งสุดท้ายครบกำหนดวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งตรงกับวันศุกร์อันเป็นวันทำงานปกติของศาลชั้นต้น โดยมิได้ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการตามประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมและมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 แต่จำเลยมิได้ยื่นฎีกาในวันครบกำหนดดังกล่าว ทั้งหากจำเลยประสงค์ยื่นฎีกาทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 ข้อ 7 วรรคสาม โดยยื่นภายในวันครบกำหนดได้รับอนุญาตให้ขยายฎีกาตามเวลาทำการปกติคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 เวลา 16.30 นาฬิกา เช่นเดียวกัน แม้การยื่นฎีกาทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์นอกเวลาทำการปกติหรือนอกวันทำการปกติของศาลจะถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกหรือวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป แต่เมื่อจำเลยยื่นฎีกาทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2565 เวลา 19 : 39 : 09 นาฬิกา พ้นกำหนดเวลาได้รับอนุญาตให้ยื่นฎีกาแล้ว จึงเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.พ.พ. ม. 193/8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวกษมา ชลิตชากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา