คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2566
#693442
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอด ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ เพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ชอบแล้ว

การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวันจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 264, 265, 268, 341

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การดังกล่าวและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, (ที่ถูก และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 341) 341 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานปลอมเอกสาร ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารปลอม ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ฐานฉ้อโกง และฐานพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ (ที่ถูก และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 11 ปี 66 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ประเด็นที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอดเนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ลงนามในเอกสารการเรียกเก็บเงินไปยังสำนักงานประกันสังคมทุกครั้ง ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ การที่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 11 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้ประกันตนในวันแรก 5 คน วันที่สอง 1 คน วันที่สาม 3 คน และวันที่สี่ 2 คน รวม 11 คน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 11 กระทง ตามจำนวนผู้ประกันตนที่จำเลยปลอมเอกสารว่ามาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยมีลักษณะเป็นการก่อเหตุหลายครั้งมีเจตนาให้เกิดผลที่แยกกันเป็นครั้ง ๆ ไป การกระทำของจำเลยครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จตามจำนวนผู้ประกันตนที่เป็นผู้มาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วมแล้ว นั้น เห็นว่า แม้จำเลยปลอมเอกสารผู้ประกันตนหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันก็ตาม แต่โดยสภาพแห่งการกระทำความผิดอาจปลอมเอกสารของบุคคลหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันได้ ดังนี้ การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวัน จำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียง 4 กระทงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมข้อต่อไปว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า มูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้เกิดจากคลินิกของโจทก์ร่วมได้ว่าจ้างทันตแพทย์ประจำและทันตแพทย์ชั่วคราวเป็นรายวัน โดยให้เงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของรายได้คลินิกในแต่ละวัน และประกันรายได้ให้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 บาท แต่จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัดไม่ทำหน้าที่บริหารเวลาให้คลินิกของโจทก์ร่วมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท จนโจทก์ร่วมภาคทัณฑ์จำเลยว่า หากมีการทำรายได้ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาทโดยเกิดจากที่จำเลยไม่ยอมใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันนัดหมายกับคนไข้ โจทก์ร่วมจะหักเงินจำเลยวันละ 500 บาท และหากรายได้ของคลินิกต่ำกว่า 6,000 บาท ต่อวัน และรายได้ต่อเดือนของคลินิกต่ำกว่า 1,000,000 บาท จำเลยจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น ทั้งค่าคอมมิชชั่นที่จำเลยจะได้รับเป็นเงินเพียง 24.75 บาท ดังนี้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายเพื่อให้โจทก์ร่วมมีรายได้ในแต่ละวันและแต่ละเดือนตามที่โจทก์ร่วมต้องการ มิใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับจำเลยเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษเป็นการเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงโทษจำคุก ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด ซึ่งต้องบริหารเวลาให้มีคนไข้ไปใช้บริการคลินิกโจทก์ร่วมให้มีรายได้ต่อวันไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันการนัดหมายกับคนไข้ก่อนวันนัด1 วัน หากมีลูกค้ายกเลิกนัด จำเลยต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อนัดหมายลูกค้ารายอื่นเข้าไปใช้บริการแทน แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามที่โจทก์ร่วมมอบหมาย โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ด้านการเงิน จัดทำเวชระเบียน รับบัตรประจำตัวประชาชนของคนไข้ ออกใบเสร็จรับเงินและออกเอกสารแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม ปลอมใบแจ้งค่ารักษารายการรักษาทันตกรรม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน และแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม แล้วนำเอกสารและเอกสารสิทธิที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้เพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการกับเป็นเหตุให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีบอกเลิกบันทึกข้อตกลงการร่วมเป็นสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนกับคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งยังทำให้สำนักงานประกันสังคมและผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมได้รับความเสียหายอีกด้วย กรณีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ฟ.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2566
#686573
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้ผู้รับโอนจะไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้หลอกลวง แต่การที่ ฐ. ได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วม จึงเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ใช่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก ฐ. จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของโจทก์ร่วมให้แก่โจทก์ร่วม หากจำเลยที่ 1 คืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ร่วมไม่ได้ จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 266, 268, 341 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านในส่วนของผู้เสียหายคืนให้แก่ผู้เสียหาย หากดำเนินการไม่ได้ให้ชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวปรียนันท์ ผู้เสียหาย โดยพันตำรวจเอกชนชัย ผู้พิทักษ์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม)) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 1 ปี ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 9 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 15 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากดำเนินการไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,693,440 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,398,388 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,693,480 (ที่ถูก 1,693,440) บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงจำคุก 9 เดือน และฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่กำหนดโทษไว้หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 6 เดือน ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นอันระงับไปเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาก่อน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็ค ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินเป็นการชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอะพาร์ตเมนต์ให้แก่โจทก์ร่วมแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ร่วมโดยหลอกลวงว่าจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ในวันที่ 8 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แล้ว ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันระงับไปด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โจทก์ร่วมแสดงเจตนาโดยระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะถอนคำร้องทุกข์เฉพาะแต่ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานฉ้อโกงด้วย ดังนั้น ไม่ว่าความผิดฐานฉ้อโกงจะเป็นกรรมเดียวกันหรือต่างกรรมกันกับความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนามิให้มีการใช้เงินตามเช็ค ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ โดยยังคงต้องถือว่าโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงอยู่ต่อไปสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ระงับไปด้วยการถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่พิจารณาได้ความเป็นเรื่องของการผิดสัญญาแพ่งเท่านั้นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องของการผิดสัญญาทางแพ่งโดยข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้างนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา กรณีจึงมิใช่เป็นแต่เพียงการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา หากเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างซึ่งเป็นเรื่องของการผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่ฉ้อโกง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปที่ว่าคดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความแล้วนั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาให้รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2559 มิใช่เป็นวันที่ 9 มกราคม 2540 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายอีกเช่นกัน หาใช่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่ หากแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า การที่จำเลยที่ 1 นำแคชเชียร์เช็ค ซึ่งสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมและ/หรือจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 1,550,000 บาท เป็นค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะรู้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่สลักหลังเช็คฉบับดังกล่าวเป็นลายมือปลอม ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายอันจะเป็นความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวไว้ในข้อ 2.2 แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยการพิจารณาและการทำคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยอย่างครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จำเลยที่ 1 นำสืบและฎีกาต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในราคา 9,000,000 บาท อย่างแท้จริง แต่โดยที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวฐิติรัตน์ มีข้อตกลงซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเดียวกันนี้ในราคา 2,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 ซื้อคืนได้ ฉะนั้นเพื่อความสะดวกและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 2 ครั้ง จึงขอให้โจทก์ร่วมจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวฐิติรัตน์ในราคา 2,000,000 บาท โดยตรง ดังนั้น เงินตามแคชเชียร์เช็ค จำนวน 2,000,000 บาท ที่นางสาวฐิติรัตน์นำมาชำระเป็นค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยระบุชื่อโจทก์ร่วมและ/หรือจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้รับเงิน จึงเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้นำเช็คเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 500,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ร่วมเป็นค่ามัดจำตามสัญญาแล้ว กรณีจึงจะถือว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมให้จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวฐิติรัตน์ ซึ่งโจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นการขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 9,000,000 บาท โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวฐิติรัตน์ อีกทั้งไม่เคยเห็นแคชเชียร์เช็ค ดังนี้ กรณีจึงต้องถือว่าแคชเชียร์เช็คฉบับนี้ นางสาวฐิติรัตน์นำมาชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 โดยตรง มิใช่ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินนำมาเป็นของตนเอง โดยอาศัยลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมในการสลักหลังเช็คยืนยันต่อธนาคาร ย่อมทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้รับเงินตามเช็คที่แท้จริงได้รับความเสียหายแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งต่อไปว่า เมื่อแคชเชียร์เช็คฉบับนี้สั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมและ/หรือจำเลยที่ 2 ฉะนั้น ลำพังจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวเมื่อลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คแล้ว ย่อมส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ ถึงแม้จะปรากฏว่าลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่สลักหลังเช็คเป็นลายมือชื่อปลอมก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามเช็ค ก็ย่อมเป็นผู้มีสิทธิสลักหลังเช็คเพื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ดุจเดียวกับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมสลักหลังเช็ค แล้วจำเลยที่ 1 ยังนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยโจทก์ร่วมไม่รู้เห็นยินยอม ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะได้ลงลายมือชื่อสลักหลังและส่งมอบเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิแสวงหาประโยชน์จากลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะใช้เป็นข้อยืนยันต่อธนาคารว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโอนเช็คจากโจทก์ร่วมด้วยแล้วโดยชอบ เพราะเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง การที่โจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมไปเป็นของนางสาวฐิติรัตน์นั้น เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 9,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมจะได้รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วม 4,500,000 บาท โจทก์ร่วมหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมจึงไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้หลอกลวงก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า"...และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ..." ดังนั้น การที่นางสาวฐิติรัตน์เป็นผู้ได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วม กรณีจึงเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารสิทธิตามมาตรา 341 หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินจำนวน 1,398,388 บาท จากนางสาวฐิติรัตน์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของโจทก์ร่วมให้แก่โจทก์ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาดังได้วินิจฉัยข้างต้น เนื่องจากข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมิน 3,386,880 บาท ประกอบกับโจทก์ร่วมได้รับเงินมัดจำจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ร่วมได้ จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,193,440 บาท และเมื่อจำเลยที่ 1 จะต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนเงิน 1,398,388 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงิน 1,398,338 บาท แต่ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,193,440 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ป.
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุกิจ เกศณรายณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2566
#690877
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับจำพวกและรายการสินค้าตามที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น และเป็นการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่เป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นนําเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าไปใช้โดยมิชอบ ดังนั้น ขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีจำกัดเฉพาะเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคําว่า HIKARI ที่ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้าสว่านมือสำหรับเจาะเหล็ก กบไสไม้สำหรับไสไม้ให้บางลง เครื่องขัดสำหรับขัดเหล็กให้ผิวเรียบ ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันมิให้จำเลยที่ 11 ใช้เครื่องหมายการค้าคําว่า HIKARI กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้าจักรเย็บผ้า มอเตอร์จักรเย็บผ้า ซึ่งเป็นการใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันและรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับจำพวกและรายการสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 11 ไม่มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ได้ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการประชุมครั้งที่ 7/2560 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 147/2560 และขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการประชุมครั้งที่ 7/2560 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 147/2560 และให้จำเลยที่ 11 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคำว่า HIKARI ทะเบียนเลขที่ ค21592 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า สว่านมือสำหรับเจาะเหล็ก กบไสไม้สำหรับไสไม้ให้บางลง เครื่องขัดสำหรับขัดเหล็กให้ผิวเรียบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 จำเลยที่ 11 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า จักรเย็บผ้า มอเตอร์จักรเย็บผ้า โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 11 ยื่นคำโต้แย้ง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI ของจำเลยที่ 11 กับเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคำว่า HIKARI ของโจทก์ แม้จะมีรูปลักษณะการประดิษฐ์แตกต่างกันอยู่บ้าง และเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกัน แต่ใช้กับสินค้าต่างจำพวกและรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น ประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า มีการใช้ จำหน่าย หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายจนเป็นที่แพร่หลายทั่วไป จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน และดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ต่อไป โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้รับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 147/2560 จำเลยที่ 11 ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI แต่เป็นกรรมการบริษัท ก. ซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายสินค้าจักรเย็บผ้าและมอเตอร์จักรเย็บผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI ของบริษัท HIKARI ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับปัญหาว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ว่า จำเลยที่ 11 มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 825715 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 หรือไม่ เห็นว่า สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับจำพวกและรายการสินค้าตามที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น และเป็นการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่เป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าไปใช้โดยมิชอบ ดังนั้น ขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีจำกัดเฉพาะเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคำว่า HIKARI ที่ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า สว่านมือสำหรับเจาะเหล็ก กบไสไม้สำหรับไสไม้ให้บางลง เครื่องขัดสำหรับขัดเหล็กให้ผิวเรียบ ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันมิให้จำเลยที่ 11 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า จักรเย็บผ้า มอเตอร์จักรเย็บผ้า ซึ่งเป็นการใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันและรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับจำพวกและรายการสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 11 ไม่มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11 ได้ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทรงยศ สิริเกียรติกุล
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สุวิชา นาควัชระ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2566
#688767
เปิดฉบับเต็ม

ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด 7.26 มม. Russian 1 ปลอก ที่จําเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้ว ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนําสืบให้เห็นว่า จําเลยจะใช้ปลอกกระสุนปืนของกลางไปอัดหรือใช้ประกอบให้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตหรือวัตถุได้ ดังนั้น ปลอกกระสุนปืนของกลางจึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จําเลยมีไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แม้จําเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 199, 288, 366/3, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 42, 64 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นาย ศ. ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นบิดานายประเสริฐ ผู้ตายที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการปลงศพ 150,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

นาง ห. ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ดูแล นายอนุชา ผู้ตายที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการปลงศพ 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 200,000 บาท และค่าเสียหายทางจิตใจ 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 288, 366/3, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ประหารชีวิต ฐานซ่อนเร้น ย้าย ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 366/3 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลลงโทษจำเลยให้ประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 12 เดือน ส่วนฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ศาลลงโทษปรับสถานเดียว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 6 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและใช้วัตถุของแข็งทุบผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ทำให้เสียหายเคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่มีเหตุสมควร ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่านางสาวพัชราภรณ์ คนรักของจำเลย บอกว่าผู้ตายทั้งสองร่วมกันข่มขืนนางสาวพัชราภรณ์ จำเลยรู้สึกโกรธจึงใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. ยิงผู้ตายทั้งสอง แต่นางสาวพัชราภรณ์ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ไม่เคยถูกผู้ตายทั้งสองล่วงละเมิดทางเพศ และนางสาวพัชราภรณ์คนรักของจำเลยก็ไม่ได้มาเบิกความในเรื่องนี้ จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโดยไม่มีพยานใดมาสนับสนุนให้รับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นบันดาลโทสะมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด 7.62 มม. RUSSIAN 1 ปลอกที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้ว ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าจำเลยจะใช้ปลอกกระสุนปืนของกลางไปอัดหรือใช้ประกอบให้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ดังนั้น ปลอกกระสุนปืนของกลางจึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ไม่ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นาย ศ. กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวสุพัชร์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2566
#690883
เปิดฉบับเต็ม

ศาลนำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้ผู้เสียหายมารับไป และเมื่อผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 300,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหาย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำเลยเป็นจำคุก 2 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหายของผู้จัดการมรดกผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายรับเงินได้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของผู้จัดการมรดกผู้เสียหาย และขอรับเงิน 300,000 บาท ที่วางไว้ต่อศาลคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกานำเงินค่าเสียหาย 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้มาวินิจฉัยแล้ว และมีคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งคืนเงิน 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีบันทึกหรือพยานหลักฐานใด ๆ ที่เป็นข้อตกลงกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายตกลงด้วยกับการยอมรับเงิน 300,000 บาท แล้วจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย คงมีแต่จำเลยที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายมีข้อตกลงในการถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้การชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการพ้นวิสัยที่จะต้องคืนแก่จำเลยผู้วางชำระหนี้ แต่การวางเงินของจำเลยดังกล่าวตามพฤติการณ์แล้วสอดคล้องกับการที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษให้แก่จำเลยและเมื่อปรากฏว่าศาลฎีกานำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงิน 300,000 บาท ดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อการชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายมารับไป และการที่ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78
ป.พ.พ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายนรินทร์ สันติสากลวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2566
#690537
เปิดฉบับเต็ม

โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมาย มีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว แต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.63/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 7 แต่คดีดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 13, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 8, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 209, 210, 310, 312, 312 ตรี นับโทษจำเลยที่ 5 และที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 916/2561 ของศาลจังหวัดไชยา ริบของกลางทั้งแปดรายการดังกล่าว และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 14,845 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 25,352 บาท และผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 25,352 บาท

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3), 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง, 312 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 13 ปี จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 14,845 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 25,352 บาท และผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 25,352 บาท คำขอให้นับโทษต่อในส่วนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ยก (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานราชการ สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยานน้ำตกกะเปาะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อัตราเงินเดือน 14,300 บาท โดยจำเลยที่ 7 มีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกบัตร แม้จะปรากฏตามฟ้องและเอกสารดังกล่าวว่า จำเลยที่ 7 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยานน้ำตกกะเปาะในตำแหน่งคนงานไม่มีอำนาจหน้าที่พิเศษใด แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ไว้ในข้อ 3 ว่า หมายถึงบุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการ เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการนั้น โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 11 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ และข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ส่วนราชการอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับการลา (2) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา (3) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (7) การได้รับรถประจำตำแหน่ง (8) สิทธิอื่น ๆ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2549 ออกตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 4 (16) และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 3 กำหนดให้พนักงานราชการซึ่งมีวาระการจ้างไม่น้อยกว่าหนึ่งปีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสิทธิขอออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่นนี้ โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมายดังที่กล่าวมา จึงมีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากแต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และพวกกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยที่ 7 จึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 7 มิใช่พนักงานหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเจ็ดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ต่างกระทงกัน และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดฐานร่วมกันเอาคนลงเป็นทาส หรือให้มีฐานะคล้ายทาสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียว เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานค้ามนุษย์ด้วย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 เป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ สำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำไปเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบแปดที่ถูกพาเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น การที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคสาม ให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคสาม, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3), 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง, 312, 312 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับจำเลยที่ 7 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 จำคุก 8 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง จำคุก 18 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุก 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี คงจำคุก 9 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 13 ปี นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 13 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2566
#690285
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องความผิดฐานแจ้งความเท็จ ต้องระบุชัดเจนถึงข้อความเท็จนั้นว่ามีข้อความเป็นอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร คำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาล น. เพื่อขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎรของผู้มีชื่อ แต่ข้อความเท็จนั้นจำเลยแจ้งว่าอย่างไรไม่ปรากฏ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าในการขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎร จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนด้วยว่าข้อความจริงที่จำเลยปกปิดไว้เป็นอย่างไร เหตุใดการปกปิดไว้นั้นจึงถือได้ว่าเป็นการแจ้งข้อความเท็จ

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้หากเหตุผลอันจำเลยอ้างในคำร้องเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อซ้ำอีกครั้งหนึ่งจะเป็นความเท็จ แต่ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยตรง หาได้เกี่ยวข้องหรือกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียใด ๆ ของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จ

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานตาม ป.อ. มาตรา 267 แต่เพียงว่าจำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจดข้อความอันเป็นเท็จใดลงในเอกสารราชการใด ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างไร ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 137, 267, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามานั้น เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวเป็นฟ้องที่สามารถรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องได้หรือไม่ สำหรับความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น ในการบรรยายฟ้องของโจทก์จึงต้องระบุให้ชัดเจนถึงข้อความเท็จนั้นว่ามีข้อความเป็นอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร แต่จากคำฟ้องของโจทก์คงบรรยายเพียงว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนาป่าเพื่อขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎรของผู้มีชื่อ แต่ข้อความเท็จนั้นจำเลยแจ้งว่าอย่างไรไม่ปรากฏ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า ในการขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งตามที่โจทก์ฎีกาต่อสู้ แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนอีกเช่นกันด้วยว่า ข้อความจริงที่จำเลยปกปิดไว้เป็นอย่างไร เหตุใดการปกปิดไว้นั้นจึงถือได้ว่าเป็นการแจ้งข้อความเท็จ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ต้องยกฟ้องตามมาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ส่วนการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี จากการที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 550–551/2560 ของศาลจังหวัดชลบุรีซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยจำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยไปตรวจสอบที่ศาลจังหวัดชลบุรีแล้วไม่พบเอกสารซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามทางการที่จ้างให้แก่จำเลยด้วยการร้องขอให้มีการจับกุมและกักขังผู้มีชื่อดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ เพื่ออาศัยเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่แล้วไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์อันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น แม้หากเหตุผลอันจำเลยอ้างในคำร้องเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อซ้ำอีกครั้งหนึ่งจะเป็นความเท็จ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยตรง หากจะมีความเสียหายเกิดขึ้นก็เพียงเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารที่ไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีซ้ำอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องหรือกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียใด ๆ ของโจทก์ เนื้อความตามคำร้องที่จำเลยยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี หาได้มีข้อกล่าวหาใด ๆ ที่พาดพิงถึงการทำหน้าที่ของโจทก์ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยดังกล่าว ส่วนข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจะอาศัยเรื่องดังกล่าวกล่าวหาว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่และไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่โจทก์คาดการณ์ล่วงหน้าไปเองแล้ว กรณียังมิใช่เป็นความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของจำเลยอีกด้วย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จในกรณีหลังนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และสำหรับความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 นั้น องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ประการหนึ่งก็คือ ผู้กระทำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่จากข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง โจทก์กล่าวแต่เพียงว่าจำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อ โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยไปตรวจสอบที่ศาลจังหวัดชลบุรีแล้ว ไม่พบเอกสารซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามทางการที่จ้างให้แก่จำเลยด้วยการร้องขอให้มีการจับกุมและกักขังผู้มีชื่อดังกล่าวแล้ว โจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจดข้อความอันเป็นเท็จใดลงในเอกสารราชการใด ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างไร ฟ้องของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ต้องยกฟ้องตามมาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อีกเช่นเดียวกัน ปัญหาเรื่องฟ้องไม่สมบูรณ์และการเป็นผู้เสียหายดังกล่าว ถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกว่าคดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวอรศิริ ลี้ศัตรูพาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566
#690885
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจ ส. ต่อสู้คดี ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและ ส. เป็นทางสาธารณะ พิพากษาให้ ส. รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและห้าม ส. กับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ร่วม คดีถึงที่สุด โดยคดีก่อน ส. กับจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ส. ให้การและเบิกความรับว่า พ. บิดาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินมือเปล่าหลายพันไร่ โดยใส่ชื่อ พ. ส. จำเลย กับบุตรอื่นของ พ. ในเอกสารสิทธิหลายฉบับบางฉบับใส่ชื่อผู้จัดการมรดกของ พ. เยี่ยงนี้ ส. จึงมีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแทน พ. นับแต่วันออกเอกสารสิทธิ เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ ส. และจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของ พ. การที่ ส. ผู้ถูกโจทก์ร่วมฟ้องในคดีเดิมย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนจำเลยและทายาทอื่นของ พ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745, 1356 และ 1359 จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับ ส. และถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 หาใช่บุคคลภายนอกที่ไม่ถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมไม่ เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว จำเลยกระทำละเมิดขึ้นใหม่ กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองในคดีเดิมวินิจฉัยไว้ว่าการกระทำของจำเลยจึงถือเป็นการละเมิดด้วยการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม เมื่อคดีเดิม ส. ฎีกาโดยโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา และต่อมา ส. แถลงขอยุติคดีโดยไม่ต้องการฎีกาต่อไปและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีเดิมจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันแถลงดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลย การที่จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมายโดยยังคงเข้าไปปักเสาปูนและกั้นรั้วลวดหนาม ทั้งศาลชั้นต้นในคดีเดิมมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนเสาปูนและรั้วรวดหนามบางส่วนตามที่คู่ความตกลงกัน จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แก่ใจว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและ ส.เป็นทางสาธารณะ ทั้งประสงค์ให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่โจทก์ร่วมใช้เข้าออกจากที่ดินพิพาทสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจิตใจของวิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปโดยวิสัยและพฤติการณ์เยี่ยงจำเลยพึงรับรู้และคาดหมายได้อย่างแน่แท้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง และเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 เดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเพ็ญจันทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 (เดิม) จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า นางเพ็ญจันทร์ โจทก์ร่วม มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 นางสุภา มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1685 ที่ดินทั้งสองแปลงมีทางสาธารณประโยชน์สายคลองหิน - คลองสี่ตา - สายเวิ้ง คั่นกลาง วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 จำเลยสร้างรั้วลวดหนามขึ้นในที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนางสุภาต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามกับให้ชดใช้ค่าเสียหาย นางสุภามอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทน ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่คู่ความตกลงกัน โดยให้รื้อถอนเสาปูนออก 1 ต้น ตัดรั้วลวดหนามระหว่างเสาปูนออก 2 ช่อง เพื่อให้โจทก์ร่วมนำรถยนต์เข้าออกระหว่างที่ดินพิพาทได้ และทั้งสองฝ่ายจะไม่เข้าไปกระทำการใด ๆ บนที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ร่วมและจำเลยฟัง โดยวินิจฉัยว่า แนวรั้วลวดหนามสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นทางสาธารณะ ให้นางสุภารื้อถอนและชดใช้ค่าเสียหาย พิพากษายืน ตามคดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางสุภายื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นขอยุติคดีไม่ต้องการยื่นฎีกาและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ โดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นฎีกา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้องจำเลยเข้าไปปักเสาปูน 6 เหลี่ยมที่แนวรั้วลวดหนาม

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์ร่วมฟ้องนางสุภาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้ามนางสุภาและบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจนางสุภาต่อสู้คดี ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ พิพากษาให้นางสุภารื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและห้ามนางสุภาและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ร่วมตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 คดีถึงที่สุด นอกจากนี้นางสุภากับจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจนางสุภาให้การและเบิกความนำสืบในคดีดังกล่าวรับว่า นายไพศาล บิดาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินมือเปล่าใช้ปลูกยางพาราประมาณ 2,000 ไร่ โดยใส่ชื่อนายไพศาล นางสุภา จำเลยและบุตรคนอื่นของนายไพศาลไว้ในเอกสารสิทธิหลายฉบับ บางฉบับใส่ชื่อนายเฉลิมชัย และนายเฉลิมพร ผู้จัดการมรดกของนายไพศาล นางสุภาจึงมีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1685 แทนนายไพศาลตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2521 เมื่อนายไพศาลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ดินจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่นางสุภาและจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของนายไพศาล นางสุภาผู้ถูกโจทก์ร่วมฟ้องในคดีเดิมย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนจำเลยและทายาทอื่นของนายไพศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745, 1356 และ 1359 จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับนางสุภาและถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หาใช่บุคคลภายนอกที่ไม่ถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว จำเลยกระทำละเมิดขึ้นใหม่ด้วยการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองในคดีเดิมวินิจฉัยไว้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ จำเลยปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม ย่อมเป็นการละเมิดโจทก์ร่วมฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดอาญาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สึกสำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 ให้โจทก์ร่วมและจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจนางสุภาฟังเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 นางสุภา ฎีกา โดยโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางสุภาแถลงขอยุติคดีไม่ต้องการฎีกาต่อไปและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีเดิมจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมาย โดยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้อง จำเลยเข้าไปปักเสาปูน 6 เหลี่ยมที่แนวรั้วลวดหนาม ซึ่งหากพิจารณาภาพถ่าย แผ่นที่ 1 เป็นแนวรั้วลวดหนามพิพาทในคดีเดิมที่โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนางสุภาต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 2060/2557 ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามบางส่วนตามที่คู่ความตกลงกัน สำหรับภาพถ่าย แผ่นที่ 2 เป็นภาพเสาปูน 6 เหลี่ยมที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องและจำเลยรับว่าจำเลยปักขึ้นใหม่เป็นข้อพิพาทคดีนี้ จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แก่ใจว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีเดิมวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ ทั้งประสงค์ให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่โจทก์ร่วมใช้เข้าออกจากที่ดินพิพาทสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจิตใจของวิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปโดยวิสัยและพฤติการณ์เยี่ยงจำเลยพึงรับรู้และคาดหมายได้อย่างแน่แท้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลย 1 ปี นั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ความประพฤติทั่วไปไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง มีภาระครอบครัว ธุรกิจ และลูกจ้างในกิจการที่ต้องรับผิดชอบดูแล เหตุที่จำเลยกระทำไปอาจเป็นเพราะหลงยึดติดในความเชื่อผิด ๆ ว่าที่พิพาทเป็นของบิดา สมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้ จักเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมมากกว่าจำคุกไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 5 ปี คุมความประพฤติจำเลย 5 ปี นับแต่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ตลอดเวลาที่คุมประพฤติ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใด ๆ บนทางสาธารณประโยชน์เส้นทางสายคลองหิน - คลองสี่ตา - สายเวิ้ง ในลักษณะเป็นการปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ร่วมไปสู่ทางสาธารณประโยชน์และประชาชนทั่วไปที่จะใช้ทางดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 362 (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 1356 ม. 1359 ม. 1745
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
โจทก์ร่วม — นาง พ.
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายเอกราช สมัครไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2566
#690539
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาในทางแพ่ง ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในอันที่จะต้องนำมาผูกพันให้รับฟังว่าการกระทำของ บ. กับพวกเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาในคดีอาญา และคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวหาใช่คำพิพากษาที่เกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลอันจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) วันที่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นวันที่โจทก์ถูก บ. กับพวกลักรถยนต์ไป อันเป็นวันวินาศภัย โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (4) แม้อนุญาโตตุลาการจะพิจารณาแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท แต่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยังไม่เป็นที่สุด เพราะคำชี้ขาดได้ถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในเวลาต่อมา ซึ่งกระบวนการระงับข้อพิพาทควรจะย้อนกลับเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย การที่วันที่ 20 มีนาคม 2562 อนุญาโตตุลาการปฏิเสธที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใหม่ตามคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าอำนาจของอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทเพราะเหตุที่คดีไม่อยู่ในอำนาจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/18 กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำสั่ง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 เป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,218,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 780,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์จากธนาคาร ก. และเอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวกับจำเลย ระยะเวลาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2557 สิ้นสุดวันที่ 22 สิงหาคม 2558 ตกลงจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เป็นเงิน 780,000 บาท โดยกรณีรถยนต์สูญหายนั้น จำเลยจะรับผิดหากความสูญหายเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ เว้นแต่ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ขายเงินดาวน์และส่งมอบรถยนต์ที่เอาประกันภัยให้แก่นายกลยุทธ ซึ่งเป็นญาติกัน แล้วประมาณเดือนตุลาคม 2557 นายกลยุทธมอบต่อให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เพื่อใช้ในกิจการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. อ้างว่านำไปให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเช่าเพื่อให้บุคลากรใช้ในโครงการ ซึ่งเป็นความเท็จ โดยนายกลยุทธได้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่าเรื่อยมาถึงเดือนพฤษภาคม 2558 จึงไม่ได้รับค่าตอบแทนอีก และไม่สามารถติดตามรถยนต์คืนมาได้ วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 นายกลยุทธและเจ้าของรถยนต์คันอื่นได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่นายบัญชา ซึ่งอ้างตัวเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับนายเฉลิมเกียรติ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมายื่นฟ้องบุคคลทั้งสองในข้อหาความผิดดังกล่าวต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา แต่ระหว่างพิจารณาคดีนายบัญชาหลบหนี ส่วนนายเฉลิมเกียรติให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 3509/2558 ว่านายเฉลิมเกียรติมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ให้ลงโทษจำคุก กับให้นายเฉลิมเกียรติคืนรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 910,805 บาท แก่นายกลยุทธ โจทก์ทวงถามให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์จึงยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท โดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่วันที่ 9 ตุลาคม 2561 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และวันที่ 20 มีนาคม 2562 อนุญาโตตุลาการปฏิเสธที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใหม่ตามคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าอำนาจของอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดไปแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดจากถูกนายบัญชากับพวกใช้อุบายลักเอาไป อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง ทั้งคดีที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาลงโทษนายเฉลิมเกียรติ ก็เป็นการดำเนินคดีเฉพาะแก่นายเฉลิมเกียรติและพิพากษาคดีไปตามคำรับสารภาพของนายเฉลิมเกียรติโดยไม่ได้สืบพยานหลักฐานใด ไม่อาจนำมารับฟังได้ว่ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อันจะเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยนั้น โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า มูลเหตุคดีสืบเนื่องมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยนายอนุชา หุ้นส่วนผู้จัดการ ได้ป่าวประกาศว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมีโครงการวางท่อก๊าซที่จังหวัดนครราชสีมา และต้องการเช่ารถยนต์เพื่อให้บุคลากรใช้ในโครงการจำนวนมาก แต่หลังจากนายกลยุทธ และบรรดาผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแล้ว พนักงานสอบสวนได้ตัวนายบัญชาและนายเฉลิมเกียรติมาดำเนินคดี ทางสอบสวนกลับได้ความว่านายบัญชาได้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนโดยนำภาพถ่ายของนายบัญชามาติดในบัตรประจำตัวประชาชนของนายอนุชาเพื่อแสดงว่าตนเองคือนายอนุชาตามข้อมูลที่ระบุในบัตรประจำตัวประชาชนนั้น แล้วดำเนินการป่าวประกาศในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ดังกล่าว โดยนายอนุชาไม่ทราบเรื่อง เมื่อได้รถยนต์จากผู้หลงเชื่อตามที่ป่าวประกาศ ซึ่งรวมรถยนต์คันที่เอาประกันภัยด้วย นายบัญชากับพวกจ่ายค่าตอบแทนการเช่าใช้รถยนต์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด ก่อนที่จะเอารถยนต์ดังกล่าวไปโดยบรรดาผู้เสียหายไม่สามารถติดตามหารถยนต์กลับคืนมาได้ โดยจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา และเห็นว่า พฤติการณ์ของนายบัญชากับพวกดังที่กล่าวมาแสดงให้เห็นการวางแผนและตระเตรียมการมาเป็นขั้นเป็นตอน ด้วยเจตนาทุจริตที่จะเอารถยนต์ของบรรดาผู้เสียหายมาแต่ต้นแล้ว การป่าวประกาศอ้างถึงโครงการวางท่อก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและความต้องการรถยนต์เพื่อใช้ในโครงการซึ่งไม่มีอยู่จริง ล้วนแต่เป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผล คือการเอารถยนต์ของบรรดาผู้เสียหายไปโดยทุจริตตามเจตนาและแผนการที่วางไว้แต่ต้น แม้นายกลยุทธผู้ครอบครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยแทนโจทก์ในขณะนั้นจะมอบรถยนต์ให้นายบัญชากับพวกก็เป็นเพียงเจตนามอบการครอบครองให้ชั่วระยะเวลาที่ตกลงกัน ไม่ได้เจตนามอบกรรมสิทธิ์ให้ด้วย ที่รถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายจึงเกิดจากถูกนายบัญชากับพวกแย่งกรรมสิทธิ์ไปโดยไม่ชอบตามแผนการที่วางไว้นั่นเอง การกระทำของนายบัญชากับพวกจึงเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคหนึ่ง (เดิม), 83 ส่วนข้อที่ว่า มีการดำเนินคดีแก่นายเฉลิมเกียรติพวกของนายบัญชา และศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาว่านายเฉลิมเกียรติมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน นั้น ก็เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีดังกล่าวและคำรับสารภาพของนายเฉลิมเกียรติโดยไม่มีการสืบพยานหลักฐานเพื่อให้เห็นพฤติการณ์ของคดีโดยละเอียด และข้อเท็จจริงที่ศาลในคดีก่อนรับฟังว่านายเฉลิมเกียรติกับพวกใช้อุบายหลอกลวงและได้ไปซึ่งรถยนต์จากบรรดาผู้เสียหายแล้วนำไปแสวงหาประโยชน์โดยทุจริต ที่แม้จะไม่ถึงกับได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังเช่นการลักทรัพย์ ก็อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงได้ อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งคดีนี้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาในทางแพ่ง ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในอันที่จะต้องนำมาผูกพันให้รับฟังว่าการกระทำของนายบัญชากับพวกดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นความผิดฐานฉ้อโกงด้วย และคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครราชสีมาดังกล่าวหาใช่คำพิพากษาที่เกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลอันจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ส่วนที่จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดว่า ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ระบุว่า การใช้รถยนต์เป็นการใช้ส่วนบุคคลไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า แต่โจทก์กลับนำออกให้ผู้อื่นเช่าอันเป็นการผิดเงื่อนไขข้อตกลง ทั้งรถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดจากการลักทรัพย์โดยนายบัญชากับพวกซึ่งเป็นผู้เช่า อันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ ข้อ 5. นั้น ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วได้ความว่า การที่นายบัญชากับพวกป่าวประกาศเรื่องการเช่ารถยนต์เป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรดาผู้เสียหายมอบการครอบครองรถยนต์ไว้ให้ก่อนที่จะร่วมกันลักเอารถยนต์ไปตามแผนการที่วางไว้ โดยไม่ได้มีเจตนาเช่ารถยนต์จริงแต่อย่างใด ทั้งความเสียหายที่โจทก์ได้รับก็ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยผิดเงื่อนไข กรณีจึงไม่ได้เป็นดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุในสัญญา เป็นเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุในสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5. แต่ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อใด จึงให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนปัญหาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ นั้น จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แต่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า แม้นายบัญชากับพวกจะได้รับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2557 แต่ก็ไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว เพราะยังมีการชำระค่าตอบแทนที่อ้างว่าเป็นค่าเช่าเรื่อยมาถึงเดือนพฤษภาคม 2558 ต่อมาเมื่อไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่สามารถติดตามรถยนต์คืนมาได้ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 นายกลยุทธ และเจ้าของรถยนต์คันอื่นจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ย่อมถือได้ว่าวันที่ร้องทุกข์เป็นวันที่โจทก์ถูกนายบัญชากับพวกลักรถยนต์ไปอันเป็นวันวินาศภัย โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (4) แม้อนุญาโตตุลาการจะพิจารณาแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท แต่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยังไม่เป็นที่สุด เพราะคำชี้ขาดได้ถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาลแพ่งในเวลาต่อมา ซึ่งกระบวนการระงับข้อพิพาทควรจะย้อนกลับเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย การที่วันที่ 20 มีนาคม 2562 อนุญาโตตุลาการปฏิเสธที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใหม่ตามคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าอำนาจของอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทเพราะเหตุที่คดีไม่อยู่ในอำนาจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/18 กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำสั่ง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 เป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882 วรรคหนึ่ง ม. 193/14 ม. 193/17 วรรคสอง ม. 193/18
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพิญดา เลิศกิตติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายคมกฤช เทียนทัด
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2566
#690540
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ทำการตรวจอัลตราซาวด์ให้แก่โจทก์เป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่งอันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีแพทย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล มาเบิกความประกอบการให้ถ้อยคำในชั้นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการแพทยสภาเกี่ยวกับการแบ่งประเภทผู้ป่วยที่จะเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยเหลือตนเองได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังระหว่างการตรวจ หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงที่มีไม้กั้นของหอผู้ป่วยในระหว่างการตรวจ และมีนักรังสีการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยขณะทำการตรวจทุกราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถปฏิบัติตัวระหว่างการตรวจตามที่รังสีแพทย์สั่งได้ เช่น การพลิกตะแคงตัว หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงตรวจไฟฟ้าของหน่วยงานซึ่งออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถปรับความสูงต่ำของเตียงได้ (ไม่มีที่กั้นเตียง) เพื่อความสะดวกของแพทย์ในการตรวจ เห็นได้ชัดว่าการแบ่งแยกประเภทผู้ป่วยเป็นเวชปฏิบัติทั่วไปขั้นพื้นฐานเพื่อคัดแยกผู้ป่วยให้เหมาะสมแก่การตรวจและรักษา ลักษณะเป็นข้อมูลวิชาการไม่เอนเอียงเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ล. นักรังสีการแพทย์พยานจำเลยทั้งสองอีกปากเบิกความว่า มาตรฐานการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องตรวจอัลตราซาวด์ของโรงพยาบาล จ. จะจัดวางเหมือนกันทุกห้องตามหลักการจัดวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการตรวจห้องตรวจจะมีลักษณะแยกเดี่ยว 4 ห้อง ภายในห้องตรวจมีเครื่องอัลตราซาวด์และเตียงตรวจ มีผ้าม่านกั้น เตียงตรวจมีขนาดกว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร มีทั้งแบบที่มีและไม่มีที่กั้นเตียง เตียงที่มีที่กั้นจะใช้แก่ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยตนเองไม่ได้ การจัดวางเตียงไม่ชิดผนังเพื่อความสะดวกของผู้ช่วยระหว่างการตรวจซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับในโรงพยาบาลเอกชนที่พยานทำงานนอกเวลา ในวันเกิดเหตุ พยานเรียกโจทก์เข้าห้องตรวจหมายเลข 2 ก่อนเข้าห้องพยานสอบถามโจทก์ว่าเดินได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าเดินได้นิดหน่อย พยานจึงเข็นรถโจทก์ไปใกล้เตียงตรวจเพื่อให้โจทก์ลุกเดินไปยังเตียง จากนั้นพยานและบุตรโจทก์ช่วยกันพยุงโจทก็ให้ลุกขึ้นยืนและขยับตัวไปนั่งแล้วให้นอนหงายบนเตียงนำผ้าห่มมาคลุมตัวเพื่อเตรียมทำการตรวจบริเวณช่องท้อง แล้วพยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 มาตรวจโจทก์ ต่อมาพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนเรียก พบโจทก์อยู่ข้างเตียงในลักษณะกึ่งหงายกึ่งนั่ง พยานจึงไปขยับเตียงและเครื่องมือแพทย์ออก แล้วพยุงตัวโจทก์ให้นั่งพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น ส่วนเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าไปในห้องตรวจ พบโจทก์นอนอยู่บนเตียงเพื่อรอการอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 2 ทำการตรวจวินิจฉัยในท่านอนหงาย พบว่าการถ่ายภาพไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีลมในลำไส้บังและติดชายโครงด้านขวา ตามมาตรฐานท่าที่ใช้ตรวจมีทั้งท่านอนหงายและท่านอนตะแคง จำเลยที่ 2 สอบถามโจทก์ว่าสามารถนอนตะแคงด้วยตนเองได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าทำได้ จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์นอนตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายยกทางด้านขวาขึ้น โดยจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ทางด้านขวาของโจทก์ตรงหน้าเครื่องตรวจอัลตราซาวด์ จังหวะที่โจทก์กำลังจะนอนตะแคงเกิดพลัดตกเตียง ไหล่และเข่าซ้ายกระแทกพื้น ศีรษะไม่กระแทก รู้สึกตัวดี จำเลยที่ 2 รีบเข้าไปประเมินอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นพร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ โจทก์มีบาดแผลถลอกหนังเปิดที่เข่าซ้าย 4 เซนติเมตร และเจ็บไหล่ซ้าย แต่สามารถขยับได้ หายใจปกติ ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ จึงทำแผลเบื้องต้นพร้อมสั่งเอกซเรย์กระดูกเชิงกราน สะโพกทั้งสองข้าง กระดูกเข่าซ้ายไหล่ซ้าย และปอด พบว่าไม่มีการแตกหักจึงส่งโจทก์ไปแผนกอุบัติเหตุเพื่อเย็บแผลและให้ยาปฏิชีวนะโดยมีจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนี้ การนัดหมายโจทก์มาทำการตรวจอัลตราซาวด์ในวันเกิดเหตุ โจทก์เป็นเพียงผู้ป่วยนอก ญ. บุตรโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์สามารถช่วยเหลือตนเองและเดินได้ตามปกติไม่ต้องมีใครช่วยดูแล โจทก์จึงจัดอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 กล่าวคือ โจทก์รู้สึกตัวดี สามารถช่วยเหลือตนเองลุกขึ้นเดินไปนั่งและนอนรอจำเลยที่ 2 บนเตียงเพื่อรับการตรวจได้ แม้โจทก์จะต้องนั่งรถเข็นมายังห้องตรวจก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีน้ำหนักตัวมาก เมื่อพิจารณาสภาพห้องที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย ขนาดความกว้าง ยาวและสูงของเตียง ตลอดจนวิธีการจัดวางไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐบาลอื่น ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 2 เข้ามาภายในห้องตรวจ โจทก์ขึ้นไปนอนรออยู่บนเตียงแล้ว ไม่มีอาการอื่นใดบ่งชี้ในเวลานั้นที่แสดงให้จำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำการตรวจภาพถ่ายไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจน จึงสอบถามโจทก์ว่าสามารถพลิกตะแคงตัวไปด้านซ้ายเพื่อถ่ายภาพใหม่ได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าได้ ดังที่ปรากฎในบันทึกคำให้การของโจทก์ต่อพนักงานสอบสวน หากโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็น่าจะต้องแจ้งจำเลยที่ 2 เสียตั้งแต่ในขณะนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกคำให้การดังกล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ถือหัวตรวจอัลตราซาวด์ไว้ในมือและต้องเพ่งมองจอภาพเครื่องดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ข้างหัวเตียงด้านขวาของโจทก์ เมื่อโจทก์พลิกตะแคงตัวตามที่จำเลยที่ 2 บอก แม้เตียงมีขนาดกว้างเพียง 60 เซนติเมตร แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐานบุคคลทั่วไปในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ถึงขนาดที่โจทก์จะพลัดตกจากเตียง เพราะการนอนตะแคงตัวใช้พื้นที่ไม่มาก อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรสอบถามโจทก์ก่อนหน้านั้นแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 มิใช่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย 3,639,086 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,404,995 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวกาญจนา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งและนำสืบรับกันฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์มีอายุ 82 ปี น้ำหนัก 90 กิโลกรัม มีอาการป่วยหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ ไตเสื่อมเรื้อรัง โจทก์รับการตรวจรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 1 แพทย์นัดโจทก์ตรวจอัลตราซาวด์เส้นโลหิตของไตบริเวณช่องท้อง เกิดเหตุวันที่ 9 มีนาคม 2560 ขณะโจทก์นอนอยู่บนเตียงตรวจ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจอัลตราซาวด์ ขอให้โจทก์พลิกตัวไปทางด้านซ้าย แต่ปรากฏว่าโจทก์พลัดตกจากเตียงได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าต้องเย็บแผล โจทก์พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2560 ระหว่างรักษาตัวโจทก์มีอาการวูบ ปอดบวมติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ภายหลังออกจากโรงพยาบาลโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกโจทก์แจ้งความดำเนินคดีในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำการตรวจอัลตราซาวด์ให้แก่โจทก์เป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่ง อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีนายกวิรัช แพทย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล จ. ด้านความเสี่ยง มาเบิกความประกอบการให้ถ้อยคำในชั้นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการแพทยสภา เกี่ยวกับการแบ่งประเภทผู้ป่วยที่จะเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังระหว่างการตรวจ หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงที่มีไม้กั้นของหอผู้ป่วยในระหว่างการตรวจ และมีนักรังสีการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยขณะทำการตรวจทุกราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถปฏิบัติตัวระหว่างการตรวจตามที่รังสีแพทย์สั่งได้ เช่น การพลิกตะแคงตัว หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงตรวจไฟฟ้าของหน่วยงานซึ่งออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถปรับความสูงต่ำของเตียงได้ (ไม่มีที่กั้นเตียง) เพื่อความสะดวกของแพทย์ในการตรวจ เห็นได้ชัดว่าการแบ่งแยกประเภทผู้ป่วยเป็นเวชปฏิบัติทั่วไปขั้นพื้นฐานเพื่อคัดแยกกลุ่มผู้ป่วยให้เหมาะสมแก่การตรวจและรักษา ลักษณะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ไม่เอนเอียงเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นางสาวลิขิตรา นักรังสีการแพทย์ พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความว่า มาตรฐานการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องตรวจอัลตราซาวด์ของโรงพยาบาล จ. จะจัดวางเหมือนกันทุกห้องตามหลักการจัดวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการตรวจ ห้องตรวจมีลักษณะแยกเดี่ยว 4 ห้อง ภายในห้องตรวจมีเครื่องอัลตราซาวด์และเตียงตรวจ มีผ้าม่านกั้น เตียงตรวจมีขนาดกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร มีทั้งแบบที่มีและไม่มีที่กั้นเตียง เตียงที่มีที่กั้นจะใช้แก่ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยตนเองไม่ได้ การจัดวางเตียงไม่ชิดผนังเพื่อความสะดวกของผู้ช่วยระหว่างการตรวจซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับในโรงพยาบาลเอกชนที่พยานทำงานนอกเวลา ในวันเกิดเหตุ พยานเรียกโจทก์เข้าห้องตรวจหมายเลข 2 ก่อนเข้าห้องพยานสอบถามโจทก์ว่าเดินได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าเดินได้นิดหน่อย พยานจึงเข็นรถโจทก์ไปใกล้เตียงตรวจเพื่อให้โจทก์ลุกเดินไปยังเตียง จากนั้นพยานและบุตรโจทก์ช่วยกันพยุงโจทก์ให้ลุกขึ้นยืนและขยับตัวไปนั่งแล้วให้นอนหงายบนเตียงนำผ้าห่มมาคลุมตัวเพื่อเตรียมทำการตรวจบริเวณช่องท้อง แล้วพยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 มาตรวจโจทก์ ต่อมาพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนเรียก พบโจทก์อยู่ข้างเตียงในลักษณะกึ่งหงายกึ่งนั่ง พยานจึงไปขยับเตียงและเครื่องมือแพทย์ออก แล้วพยุงตัวโจทก์ให้นั่งพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น ส่วนเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าไปในห้องตรวจ พบโจทก์นอนอยู่บนเตียงเพื่อรอการอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 2 ทำการตรวจวินิจฉัยในท่านอนหงาย พบว่าการถ่ายภาพไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีลมในลำไส้บังและติดชายโครงด้านขวา ตามมาตรฐานท่าที่ใช้ตรวจมีทั้งท่านอนหงายและนอนตะแคง จำเลยที่ 2 สอบถามโจทก์ว่าสามารถนอนตะแคงด้วยตนเองได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าทำได้ จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์นอนตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายยกทางด้านขวาขึ้น โดยจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ทางด้านขวาของโจทก์ตรงหน้าเครื่องตรวจอัลตราซาวด์ จังหวะที่โจทก์กำลังจะนอนตะแคงเกิดพลัดตกเตียง ไหล่และเข่าซ้ายกระแทกพื้น ศีรษะไม่กระแทก รู้สึกตัวดี จำเลยที่ 2 รีบเข้าไปประเมินอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นพร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ โจทก์มีบาดแผลถลอกหนังเปิดที่เข่าซ้าย 4 เซนติเมตร และเจ็บไหล่ซ้าย แต่สามารถขยับได้ หายใจปกติ ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ จึงทำแผลเบื้องต้นพร้อมสั่งเอกซเรย์กระดูกเชิงกราน สะโพกทั้งสองข้าง กระดูกเข่าซ้าย ไหล่ซ้าย และปอด พบว่าไม่มีการแตกหักจึงส่งโจทก์ไปแผนกอุบัติเหตุเพื่อเย็บแผลและให้ยาปฏิชีวนะโดยมีจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนี้ การนัดหมายโจทก์มาทำการตรวจอัลตราซาวด์ในวันเกิดเหตุ โจทก์เป็นเพียงผู้ป่วยนอก นางสาวกาญจนา บุตรโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์สามารถช่วยเหลือตนเองและเดินได้ตามปกติ ไม่ต้องมีใครมาคอยช่วยดูแล โจทก์จึงจัดอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 กล่าวคือ โจทก์รู้สึกตัวดี สามารถช่วยเหลือตนเองลุกขึ้นเดินไปนั่งและนอนรอจำเลยที่ 2 บนเตียงเพื่อรับการตรวจได้ แม้โจทก์จะต้องนั่งรถเข็นมายังห้องตรวจก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีน้ำหนักตัวมาก เมื่อพิจารณาสภาพห้องที่เกิดเหตุ ขนาดความกว้าง ยาวและสูงของเตียง ตลอดจนวิธีการจัดวางไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลของรัฐอื่น ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 2 เข้ามาภายในห้องตรวจ โจทก์ขึ้นไปนอนรออยู่บนเตียงแล้ว ไม่มีอาการอื่นใดบ่งชี้ในเวลานั้นที่แสดงให้จำเลยที่ 2 เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำการตรวจภาพถ่ายไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจน จึงสอบถามโจทก์ว่าสามารถพลิกตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายเพื่อถ่ายภาพใหม่ได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าได้ ดังที่ปรากฏในบันทึกคำให้การของโจทก์ต่อพนักงานสอบสวน หากโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็น่าจะต้องแจ้งจำเลยที่ 2 เสียตั้งแต่ในขณะนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกคำให้การดังกล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ถือหัวตรวจอัลตราซาวด์ไว้ในมือและต้องเพ่งมองจอภาพเครื่องดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ข้างหัวเตียงด้านขวาของโจทก์ เมื่อโจทก์พลิกตะแคงตัวตามที่จำเลยที่ 2 บอก แม้เตียงมีขนาดกว้างเพียง 60 เซนติเมตร แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐาน บุคคลทั่วไปในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ถึงขนาดที่โจทก์จะพลัดตกจากเตียง เพราะการนอนตะแคงตัวใช้พื้นที่ไม่มาก อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรสอบถามโจทก์ก่อนหน้านั้นแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มิใช่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยต่อไปว่า การขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 2 ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่โจทก์ตอบรับว่าโจทก์สามารถตะแคงตัวได้ และโจทก์มิได้ระมัดระวังตัวความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเห็นสมควรตกเป็นพับแก่โจทก์ แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 420
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. โดยนางสาว ญ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สภากาชาดไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทรงพล กาญจนสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 160/2566
#690280
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558) จึงไม่จำต้องรับผิดในหนี้ที่ประกันเกินราคาที่ดินจำนองในเวลาบังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 727/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญาค้ำประกันว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับ (ใช้บังคับวันที่ 15 กรกฎาคม 2558) ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงยังคงใช้บังคับได้ และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แม้ข้อสัญญาดังกล่าวจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองเนื่องจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 (ที่แก้ไขใหม่) ไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์จึงชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 141,089,506.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,446,521.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49970 ถึง 49972 และ 137030 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรทะเบียนเลขที่ 52–323–606–0163 ถึง 52–323–606–0174 เลขที่ 53–323–606–0086 ถึง 53–323–606–0088 และเลขที่ 53–323–606–0090 ถึง 53–323–606–0096 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 8 และที่ 9 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 135,030,881.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 120,446,521.08 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49970 ถึง 49972 และ 137030 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรทะเบียนเลขที่ 52–323–606–0163 ถึง 52–323–606–0174 เลขที่ 53–323–606–0086 ถึง 53–323–606–0088 และเลขที่ 53–323–606–0090 ถึง 53–323–606–0096 รวม 22 เครื่อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากมีการบังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นกรรมการ ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ มีจำเลยที่ 6 เป็นกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโจทก์ 4 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 30,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีอีก 5,000,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 35,000,000 บาท ประเภทที่สอง สัญญากู้เงิน 20,000,000 บาท ประเภทที่สาม สัญญากู้เงิน 30,000,000 บาท และประเภทที่สี่ สัญญากู้เงินระยะสั้นวงเงิน 25,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินกู้ระยะสั้นอีก 17,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 42,000,000 บาท โดยในการเบิกเงินกู้ จำเลยที่ 1 ทำคำขอเบิกเงินกู้และออกตั๋วสัญญาใช้เงินสั่งจ่ายเงินให้ไว้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับแต่ละครั้ง และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 105,000,000 บาท โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 2 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้ไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 5,000,000 บาท และหนี้ตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้เงินระยะสั้นในวงเงิน 17,000,000 บาท วันที่ 30 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 49970 ถึง 49972 และ 137030 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันในวงเงิน 105,000,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบถ้วน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองเครื่องจักร ทะเบียนเลขที่ 52–323–606–0163 ถึง 52–323–606–0174 เลขที่ 53–323–606–0086 ถึง 53–323–606–0088 และเลขที่ 53–323–606–0090 ถึง 53–323–606–0096 เป็นประกันในวงเงิน 16,620,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบถ้วน วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 6 และที่ 7 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันในวงเงิน 22,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155351 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 จำเลยที่ 4 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 จำเลยที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 และจำเลยที่ 10 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2559 จำเลยทั้งสิบทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในหนี้ทั้งสี่ประเภทกับโจทก์ และวันที่ 21 เมษายน 2560 จำเลยทั้งสิบทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์อีกครั้ง ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสิบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยผู้ค้ำประกันและจำเลยผู้จำนองร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและที่แก้ไขใหม่หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยที่ 6 และที่ 7 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 22,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155351 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 4 และที่ 9 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยที่ 10 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งทำให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดในหนี้ที่ประกันนั้นเกินราคาที่ดินที่จำนองในเวลาบังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 727/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงยังคงใช้บังคับได้ และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แม้ข้อสัญญาดังกล่าวจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนอง ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 (ที่แก้ไขใหม่) ไว้เป็นอย่างอื่น ฉะนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังคงมีความผูกพัน ในอันที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า หากมีการบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์อีก นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินตามฟ้องในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ทำไว้กับโจทก์ จะกำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่หนี้ตามสัญญาจำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ผู้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีและสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และหากมีการบังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681/1 ม. 727/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสิทธิชัย จิรวิวัฒน์วนิช
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2566
#691958
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 66 ผู้แทนนิติบุคคลต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่นสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

การให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่นิติบุคคลกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นการให้การรับรองนิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันให้มีผลผูกพันนิติบุคคลและบังคับกันได้ซึ่งอาจกระทำโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย โดยสภาพการให้สัตยาบันจึงต้องกระทำภายหลังที่ได้กระทำนิติกรรมนั้นแล้ว กรณีไม่อาจถือเอาการกระทำนิติกรรมนั้นเองเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นในขณะเดียวกันได้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่านิติกรรมที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจะมีผลผูกพันนิติบุคคลนั้นทุกกรณี ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายในการกำหนดวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลให้แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในสัญญาค้ำประกันจึงไม่เป็นการให้สัตยาบันแก่การค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 226,311,547.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงิน 148,156,417.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,432,233.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41713, 41721, 39822, 32410 และ 32411 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดไปพร้อมกันนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 209,978,581.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 148,156,417.97 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 29,765,904.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41713, 41721, 39822, 32410 และ 32411 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดไปพร้อมกันนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ 175,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต่อโจทก์ถึงที่สุดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลฎีกา ในชั้นนี้คงมีปัญหาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรอง ได้แก่การประกอบกิจการค้าต่าง ๆ และกิจการอื่นโดยไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แทนบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 22,000,000 บาท ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบริษัทจำเลยที่ 3 ให้การนายธวัชชัย และในเดือนสิงหาคม 2549 เป็นต้นมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 และกรรมการอีกสองคนเป็นนายธวัชชัย และกรรมการใหม่อีก 4 คน ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2549 บริษัทจำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ค. เกี่ยวกับความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง" ผู้แทนนิติบุคคลจึงต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่น สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า การให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่นิติบุคคลกระทำนอกวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นการให้การรับรองนิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันให้มีผลผูกพันนิติบุคคลและบังคับกันได้ซึ่งอาจกระทำโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย โดยสภาพการให้สัตยาบันจึงต้องกระทำภายหลังที่ได้กระทำนิติกรรมนั้นแล้ว กรณีไม่อาจถือเอาการกระทำนิติกรรมนั้นเองเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นในขณะเดียวกันได้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่านิติกรรมที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจะมีผลผูกพันนิติบุคคลนั้นทุกกรณีซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายในการกำหนดวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลให้แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญาค้ำประกันจึงไม่เป็นการให้สัตยาบันแก่การค้ำประกัน สัญญาค้ำประกัน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาซึ่งมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ปรากฏว่าศาลฎีกาได้สั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์ไปแล้ว 175,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์อีก 24,800 บาท

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 24,800 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร น. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรชัย มงคลสิทธิคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 129/2566
#692033
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกใช้งานแต่รถยนต์พิพาท เกิดความชํารุดบกพร่องโดยสาเหตุเกิดจากกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและมีความชํารุดบกพร่องหรือมีสภาพดังที่โจทก์อ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์พิพาท อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องพิสูจน์ก่อน

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่กำหนดได้ตามที่เห็นสมควร หากการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งเพื่อแก้ไขมาโดยตลอด หาได้ปฏิเสธไม่รับผิดชอบแต่อย่างใดไม่ โดยทำการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ตลอดจนจัดรถยนต์สํารองให้ใช้แทนในระหว่างตรวจสอบและแก้ไข และยังเสนอขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็นกรณีพิเศษจากเดิม พฤติการณ์ที่ได้ความจึงยังไม่สมควรที่จะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,419,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน ดำเนินการเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากรายการจดทะเบียนรถยนต์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยโจทก์ชดใช้เงินเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนรถยนต์แก่จำเลยทั้งเก้า แต่จำเลยทั้งเก้าต้องร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนรถยนต์

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 324,486 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 363,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ ให้บริการซ่อม บำรุง และเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 โจทก์จองซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต แบบแคปติวา ซึ่งเป็นรถยนต์ใหม่จากจำเลยที่ 1 โดยชำระเงินดาวน์เป็นเงิน 324,486 บาท และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 9 ในราคา 1,295,352 บาท ผ่อนชำระ 72 งวด งวดละ 17,991 บาท มีนางสาวนิตยา เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง อ้างว่ารถยนต์พิพาทมีความผิดปกติ ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ขณะรถยนต์พิพาทใช้งานเป็นระยะทาง 33,778 กิโลเมตร โดยโจทก์จอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 และนำกุญแจรถยนต์กลับไป จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 โจทก์ตกลงมอบกุญแจรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบความผิดปกติของรถยนต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 9 ไม่ฎีกา โดยวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นเงิน 359,609.59 บาท ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ปัญหาว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ และจำเลยที่ 9 เป็นเพียงสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อเช่าซื้อจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่ กรณีต้องชั่งน้ำหนักและรับฟังพยานหลักฐานจากคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือไม่ และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกใช้งานแต่รถยนต์พิพาทเกิดความชำรุดบกพร่องโดยสาเหตุเกิดจากกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 3 เนื่องจากเป็นรถยนต์ใหม่และโจทก์ใช้รถยนต์อย่างปกติ ถือว่ารถยนต์เสื่อมสภาพ เสียหาย ขาดมาตรฐานการผลิตและการค้า ไม่เป็นไปตามสัญญา จำเลยกับพวกต้องร่วมกันรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและมีความชำรุดบกพร่องหรือมีสภาพดังที่โจทก์อ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์พิพาท อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องและเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตามที่โจทก์อ้างหรือไม่ อย่างไร โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องพิสูจน์ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังว่ารถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยที่ 1 ก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีโดยไม่จำต้องชั่งน้ำหนักคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีจึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ขณะที่รถยนต์พิพาทใช้งานไปแล้วประมาณ 5,000 กิโลเมตร รถยนต์พิพาทมีไฟเตือนที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดและระบบไฟ ดับทั้งคัน ซึ่งเป็นความผิดปกติครั้งที่ 1 พนักงานของจำเลยที่ 1 ดำเนินการยกรถยนต์พิพาทไปตรวจเช็คและซ่อมที่ศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี โดยรื้อแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดออก แต่เมื่อซ่อมเสร็จปรากฏว่ายังมีไฟเตือนติด ๆ ดับ ๆ โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปตรวจเช็คและซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 แต่ได้รับแจ้งว่ารถยนต์พิพาทไม่มีปัญหาแต่ประการใด โจทก์จึงนำรถยนต์พิพาทกลับมาใช้ตามปกติ ครั้งที่ 2 รถยนต์พิพาทมีไฟเตือนเบรกจอดสว่างค้างอยู่ ช่างของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วแจ้งว่าปรากฏรหัสปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรกมือ แก้ไขโดยการลบรหัสในกล่องควบคุม แต่เมื่อโจทก์นำรถยนต์พิพาทกลับมาขับได้ประมาณ 10 กิโลเมตร ไฟเตือนเบรกจอดสว่างขึ้นอีก พนักงานของจำเลยที่ 1 นัดให้นำรถยนต์พิพาทมาตรวจเช็คในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้เปลี่ยนชุดเบรกจอด และนำรถยนต์พิพาทไว้ทดลองขับประมาณ 7 วัน ครั้งที่ 3 รถยนต์พิพาทมีอาการแตะเบรกเท้าแล้วเครื่องยนต์ดับขณะที่กำลังแล่นอยู่ โจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 แต่ช่างของจำเลยที่ 1 แจ้งว่ารถยนต์พิพาทปกติ วันที่ 26 มิถุนายน 2560 รถยนต์พิพาทมีอาการแตะเบรกเท้าแล้วเครื่องยนต์ดับขณะที่กำลังแล่นอยู่ ช่างของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องเปลี่ยนชุดสายไฟเครื่องยนต์ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง และแบตเตอรี่เสื่อม โดยนัดให้มาในวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 ซ่อมรถยนต์พิพาทประมาณ 10 วัน โดยจำเลยที่ 3 ให้ช่างติดกล้องบันทึกข้อมูลการใช้รถยนต์ด้วย ครั้งที่ 4 วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 รถยนต์พิพาทมีอาการเครื่องยนต์อ่อนกำลัง เร่งเครื่องยนต์ได้เพียง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีไฟเตือนสัญลักษณ์รูปเครื่องยนต์ที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดสว่างค้างอยู่ โจทก์ใช้รถยนต์พิพาทตามปกติ และนำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจเช็คระยะที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 ตลอดมา โดยอ้างส่งภาพถ่าย แผ่นซีดี รวมถึงใบสั่งซ่อมกับใบประวัติบริการเป็นพยานประกอบคำเบิกความ สนับสนุนให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนต่าง ๆ สว่างขึ้นที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัด ตลอดจนมีความผิดปกติของเครื่องยนต์โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ก็ใช้รถยนต์พิพาทตามปกติ และเมื่อพบความผิดปกติก็แจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบมาโดยตลอด อันเป็นการนำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว โดยที่โจทก์หาจำต้องนำสืบช่างเทคนิคหรือวิศวกรเครื่องยนต์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามอ้างตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบรถยนต์พิพาทดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยที่ 1 กับพวกมีภาระการพิสูจน์ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ส่วนที่นายทนงค์ ผู้จัดการศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ว่า วันที่ 28 ตุลาคม 2558 หลังจากโจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 เดือน และใช้งานเป็นระยะทางมากกว่า 5,000 กิโลเมตร โจทก์แจ้งว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนที่แผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดและระบบไฟดับทั้งคัน คือ ไฟหน้าดับ ไฟเลี้ยวไม่ติด นายทนงค์จึงติดต่อศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี นำรถยนต์พิพาทไปตรวจสอบ แต่ช่างไม่พบอาการตามที่โจทก์แจ้ง เพียงแต่พบว่ามีการเปลี่ยนวิทยุเดิมที่ติดตั้งจากโรงงานผลิตรถยนต์เป็นวิทยุที่จำเลยที่ 1 มอบให้เป็นสินค้าส่งเสริมการขาย โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 นำไปเปลี่ยนที่ร้านประดับยนต์ก่อนจะส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ และช่างของศูนย์บริการดังกล่าวตรวจสอบแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัด สายกราวด์ และสายวิทยุแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการตามที่โจทก์แจ้ง นั้น ในเรื่องเดียวกันนี้นายสมบัติ พนักงานของจำเลยที่ 3 ตำแหน่งวิศวกรภาคสนามกลับเบิกความว่า ช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อค้นหารหัสปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้ง ก็พบว่ารถยนต์พิพาทขึ้นรหัสปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า แต่นายสมบัติไม่ได้เบิกความถึงรายละเอียดของรหัสปัญหาดังกล่าว คงเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี พบรหัสปัญหาเกี่ยวกับระบบควบคุมแสงสว่าง ไฟเตือนที่แผงหน้าปัด โดยปรากฏตามเอกสารสรุปข้อเท็จจริงว่า รหัสปัญหาที่ศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรีตรวจพบ คือ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์ไม่ถูกต้อง การสื่อสารกับแผงมาตรวัดขาดไป วงจรสวิตช์เบรกจอด โมดูลควบคุมการสื่อสารบัส A ปิด นอกจากนี้ที่นายสมบัติยังเบิกความต่อไปว่า เมื่อช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี ตรวจสอบแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัด สายกราวด์ และสายวิทยุแล้ว ไม่พบอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้ง และหลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้นรหัสปัญหาต่าง ๆ ก็หายไป อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 ได้นัดหมายให้โจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 พฤติการณ์บ่งชี้ว่าในขณะนั้นช่างของศูนย์บริการเชฟโรเลต จังหวัดเพชรบุรี ยังไม่สามารถหาสาเหตุของรหัสปัญหาดังกล่าวได้ และที่นายสมบัติกับนายทนงค์เบิกความต่อไปว่า วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 โจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบตามนัดหมาย แต่ช่างของจำเลยที่ 1 นำรถยนต์พิพาทขับทดสอบระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ก็ไม่พบอาการตามที่โจทก์แจ้ง จากนั้นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 จึงทำการเปลี่ยนวิทยุเครื่องเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิตกลับเข้าไปแทนวิทยุที่จำเลยที่ 1 มอบให้เป็นสินค้าส่งเสริมการขาย ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 ช่างของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์พิพาททดสอบอีกครั้งระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ไม่พบความผิดปกติใด ๆ นั้น นายสมบัติและนายทนงค์ก็เบิกความถึงเหตุที่ทำการเปลี่ยนวิทยุว่า เนื่องจากสันนิษฐานว่าการติดตั้งวิทยุใหม่ที่ไม่ใช่วิทยุเครื่องเดิมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน อาจติดตั้งไม่เรียบร้อยและส่งผลให้ระบบสายไฟฟ้าที่พ่วงต่อระหว่างตัวเครื่องวิทยุกับระบบสายไฟฟ้าของรถยนต์แปรปรวน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าการติดตั้งวิทยุใหม่ดังว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มีไฟเตือนและพบรหัสปัญหา ซึ่งเอกสารสรุปข้อเท็จจริงก็ระบุว่า จากการตรวจสอบไม่พบข้อบกพร่องที่ชัดเจนจึงทำการเปลี่ยนวิทยุให้ตรงรุ่นของรถ ส่งมอบรถให้ลูกค้าใช้งาน ที่นายทนงค์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังจากได้รหัสปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จึงทำการตรวจสอบหาสาเหตุ ซึ่งมีเพียงจุดเดียวที่พบ คือ ชุดสายไฟวิทยุมีการต่อพ่วงมา จึงยากที่จะรับฟังว่ารหัสปัญหาดังกล่าว มีสาเหตุมาจากชุดสายไฟวิทยุ เนื่องจากรหัสปัญหาที่ตรวจพบหายไปก่อนที่จะมีการเปลี่ยนวิทยุ และรถยนต์พิพาทเพิ่งมีไฟเตือนหลังจากที่ใช้งานไปแล้วประมาณ 5,000 กิโลเมตร ส่วนที่นายสมบัติและนายทนงค์เบิกความถึงความผิดปกติของรถยนต์พิพาทครั้งที่ 2 ว่า วันที่ 25 เมษายน 2560 ซึ่งผ่านมาเป็นเวลามากกว่า 1 ปี 5 เดือน นับแต่ที่แจ้งว่ารถยนต์มีความผิดปกติครั้งแรก และโจทก์ใช้รถยนต์พิพาทไปเป็นระยะทางมากกว่า 25,000 กิโลเมตร โจทก์แจ้งว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนระบบควบคุมเบรกจอดกระพริบ ติดค้างบางครั้ง และไฟเตือนบริเวณแผงหน้าปัดแสดงมาตรวัดสว่างค้างทุกดวง ช่างของจำเลยที่ 1 จึงตรวจสอบขั้วปลั๊กชุดควบคุมเบรกจอดรวมทั้งทดสอบขับรถยนต์พิพาทตลอดจนใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตรวจหารหัสความผิดปกติ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ แต่พบว่าโจทก์เปลี่ยนวิทยุเครื่องใหม่ การเปลี่ยนวิทยุเครื่องใหม่โดยนำไปติดตั้งเองดังกล่าวมักจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของรถยนต์ เนื่องจากสายไฟต่าง ๆ ของวิทยุที่ต่อพ่วงเข้ากับระบบไฟฟ้าของรถยนต์มักจะต่อไม่เรียบร้อย อาจจะทำให้ระบบไฟฟ้าของรถยนต์แปรปรวนตามมาได้นั้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากสรุปการตรวจสอบจากวิศวกรภาคสนามว่า ในวันที่ 25 เมษายน 2560 โจทก์นำรถยนต์เข้าแจ้งซ่อม จำเลยที่ 1 ทำการตรวจสอบพบรหัสปัญหา U0402, C056E และ C0558 ซึ่งเป็นรหัสปัญหาเดียวกับที่ระบุในช่องรายการแจ้งซ่อมใบสั่งซ่อมลงวันที่ 25 เมษายน 2560 โดยรหัสปัญหา C056E และ C0558 มีการระบุว่าเป็นชุดควบคุมเบรกจอด ส่วนในช่องการแก้ไข ระบุว่าจากการตรวจเช็ค ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ไม่พบความผิดปกติ ให้โจทก์ใช้รอดูอาการ และท้ายที่สุดก็มีการเปลี่ยนโมดูลควบคุมเบรกจอดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำการเปลี่ยนวิทยุที่อ้างว่าอาจทำให้ระบบไฟฟ้าของรถยนต์แปรปรวนกลับไปเป็นวิทยุเดิมที่ติดตั้งจากโรงงานผู้ผลิต และที่นายสมบัติเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนโมดูลควบคุมเบรกจอด เนื่องจากมีไฟเตือนโมดูลขึ้นมา แต่กลับเบิกความต่อไปว่า มีการถอดโมดูลมาตรวจสอบภายในว่าชุดกลไกติดขัดหรือเสียหายหรือไม่ แต่ไม่พบความเสียหาย และจะไม่มีการประกอบกลับเข้าไปใหม่ จึงเปลี่ยนโมดูลเบรกจอดใหม่ให้แก่โจทก์ ซึ่งหากโมดูลควบคุมเบรกจอดไม่เสียหายดังอ้าง แสดงว่ารหัสปัญหาที่ตรวจพบมีสาเหตุมาจากส่วนอื่น แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ถามค้านว่า หลังจากที่เปลี่ยนชุดควบคุมเบรกจอดแล้ว ไม่ปรากฏไฟเตือนอีก ส่วนที่นายสมบัติและนายทนงค์เบิกความถึงความผิดปกติครั้งที่ 3 ว่า วันที่ 13 มิถุนายน 2560 โจทก์แจ้งว่าเครื่องยนต์ดับขณะแตะเบรกและระบบเซ็นทรัลล็อกปลดล็อกเอง ช่างของจำเลยที่ 1 และวิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 3 ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตรวจสอบโดยละเอียด แต่ไม่พบรหัสและอาการความผิดปกติ แต่พบว่าโจทก์เปลี่ยนวิทยุเครื่องเดิมที่ติดตั้งจากโรงงานกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง แต่การติดตั้งและจัดเก็บสายไฟไม่เรียบร้อย ช่างของจำเลยที่ 1 จึงจัดเก็บสายไฟและประกอบวิทยุให้เรียบร้อยตามเดิม ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ไปใช้งานโดยไม่ได้มีการแก้ไขซ่อมแซมใด ๆ แต่นัดหมายให้มาติดตามผลการใช้งานและตรวจสอบอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ซึ่งในวันดังกล่าวมีการตั้งสมมติฐานว่าหากรถยนต์พิพาทมีอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งมาจริง อุปกรณ์ที่น่าจะมีผลทำให้เกิดอาการ คือ อุปกรณ์ชุดสายไฟหรือปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จากการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ มีสภาพที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่เพื่อให้สามารถตรวจสอบยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ารถยนต์พิพาทมีอาการตามที่โจทก์แจ้งหรือไม่ จึงติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการขับขี่รถยนต์ หากรถยนต์พิพาทมีอาการผิดปกติจะสามารถนำข้อมูลมาพิจารณาวินิจฉัยและแก้ไขต่อไปได้ และโจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปใช้งานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 นั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่เบิกความ กรณีก็ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะต้องเปลี่ยนอะไหล่ใด ๆ ให้แก่โจทก์ แต่ความปรากฏว่าวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 เปลี่ยนชุดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงในถังและชุดสายไฟเครื่องยนต์ให้แก่โจทก์ ทั้งที่อ้างว่าจากการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ มีสภาพที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ซึ่งนายทนงค์และนายสมบัติก็เบิกความเพียงว่า เพื่อความสบายใจของโจทก์และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เมื่อตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ นายสมบัติกลับเบิกความว่า ชุดสายไฟควบคุมระบบเครื่องยนต์จะมีปลั๊กและข้อต่อต่าง ๆ ที่ยึดกับอุปกรณ์ตัวเครื่องยนต์ เมื่อมีการถอดตรวจสอบแล้วไม่พบข้อบกพร่อง การที่จะนำกลับไปติดตั้งอีกครั้งหนึ่งก็มีโอกาสที่อุปกรณ์เสียหายได้ จึงทำการเปลี่ยนชุดสายไฟใหม่ให้แก่โจทก์ ซึ่งจะเป็นลักษณะเดียวกันกับชุดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง แต่สรุปการตรวจสอบจากวิศวกรภาคสนามกลับระบุว่า ตรวจสอบชุดสายไฟเครื่องยนต์มีสายพับหักงอหลายเส้น ตรวจสอบ Fuel Pump มีรอยไหม้ ... สุดท้ายที่นายสมบัติและนายทนงค์เบิกความถึงความผิดปกติครั้งที่ 4 ว่า วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 โจทก์แจ้งว่ามีไฟเตือนบริเวณแผงแสดงมาตรวัดและเครื่องยนต์อ่อนกำลังสามารถขับได้เพียง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่างของจำเลยที่ 1 ตรวจพบรหัส DTC P0487 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ EGR Valve เป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ควบคุมระบบการหมุนเวียนก๊าซคาร์บอนภายในเครื่องยนต์ โดยนายสมบัติเบิกความเพิ่มเติมว่า ไฟเตือนเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับระบบควบคุมมลพิษหรือไอเสียที่ออกจากเครื่องยนต์ ไอเสียในขณะนั้นอาจมีสภาวะที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่ออกแบบไว้ ซึ่งวิศวกรหรือช่างก็จะตรวจหาสาเหตุต่อไป โดยมีหลายสาเหตุ เช่น คุณภาพน้ำมัน ตัวอุปกรณ์ และปลั๊กสายไฟต่าง ๆ นั้น เบื้องต้นก็บ่งชี้ว่ารถยนต์พิพาทมีความผิดปกติเกิดขึ้นในเรื่องดังกล่าว ส่วนที่อ้างต่อไปว่าระบบดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ และมีการถอดกล่องบันทึกการทำงานของรถยนต์ส่งให้วิศวกรของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ตรวจหาความผิดปกติและสาเหตุ แต่โจทก์ไม่ยินยอมให้ดำเนินการตรวจสอบใด ๆ อีก และจอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 โดยนำกุญแจรถกลับไปด้วย จึงไม่สามารถตรวจสอบว่ารถยนต์พิพาทมีอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งหรือไม่ ต่อมาวิศวกรของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ตรวจสอบข้อมูลการขับรถยนต์ที่บันทึกไว้แล้ว ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทไม่มีอาการเหยียบเบรกแล้วเครื่องยนต์ดับตามที่โจทก์แจ้ง โดยสาเหตุที่เครื่องยนต์ดับเกิดจากการปิดสวิตช์เครื่องยนต์ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติใดเกิดกับเครื่องยนต์นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นคนกลางมาเบิกความยืนยันสนับสนุนว่าระบบดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ ทั้งนายสมบัติก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายสมบัติได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่ารถยนต์พิพาทมีไฟเตือนตามที่ปรากฏในภาพถ่าย ซึ่งคู่มือการใช้รถ หน้า 5 - 13 ระบุว่า หากไฟแสดงการทำงานดังกล่าวปรากฏขึ้น แสดงว่าเกิดข้อบกพร่องหรือการทำงานผิดปกติเกิดขึ้น ต้องได้รับการตรวจสอบแก้ไข ซึ่งแสดงว่าระบบไอเสียบกพร่องก็จะเกิดความเสียหายแก่ระบบเครื่องยนต์เนื่องจากระบบเครื่องยนต์กับระบบไอเสียจะต้องสัมพันธ์กัน ส่วนผลการตรวจสอบข้อมูลการขับรถยนต์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงมาเบิกความยืนยันรับรอง และที่นายสมบัติกับนายทนงค์เบิกความว่า วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นนัดไกล่เกลี่ย โจทก์ยินยอมมอบกุญแจและรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตรวจสอบ ระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ช่างของจำเลยที่ 1 และวิศวกรภาคสนามของจำเลยที่ 3 ตรวจสอบเครื่องยนต์รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่พบรหัสปัญหาใด จึงตรวจสอบโดยอ้างอิงรหัสปัญหาที่พบครั้งสุดท้ายคือ DTC P0487 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ EGR Valve โดยสมมติสถานการณ์ที่อาจเป็นสาเหตุของการปรากฏรหัส ด้วยการถอดปลั๊ก EGR Valve ออก แล้วขับทดสอบเป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร พบว่าปกติ หลังจากนั้นจึงเสียบปลั๊ก EGR Valve กลับจุดเดิม แล้วขับทดสอบอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่ารถยนต์พิพาทสามารถขับและเร่งความเร็วได้ตามปกติ เครื่องยนต์ไม่อ่อนกำลังและดับตามที่โจทก์แจ้ง ไม่ปรากฏรหัส DTC P0487 แต่อย่างใด และวันที่ 14 กันยายน 2561 นายทนงค์ได้ขับรถยนต์พิพาททดสอบอีกครั้งเป็นระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร โดยไม่พบอาการผิดปกติตามที่โจทก์แจ้ง ตามแผ่นซีดีและภาพถ่ายนั้น แม้ขณะที่มีการขับรถยนต์พิพาททดสอบจะไม่พบความผิดปกติดังที่โจทก์แจ้ง และนายสมบัติเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ถามติงว่า เคยมีกรณีที่พบรหัสปัญหา แต่รหัสปัญหาดังกล่าวหายไปเอง โดยที่ไม่ได้ทำการซ่อม เนื่องจากเป็นระบบที่แก้ไขด้วยซอฟต์แวร์ เช่น ค่าการทำงานออกนอกช่วงไฟก็จะแสดงขึ้นมา แต่เมื่อใช้งานต่อไปก็จะเกิดการเรียนรู้รีเซ็ตด้วยระบบรถยนต์ และปัญหานั้นไม่เกิดขึ้นมาอีก ก็จะสามารถใช้งานได้ ไฟและรหัสปัญหาก็จะไม่แสดงเตือนอีก แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ก็ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันสนับสนุน จึงไม่อาจนำมารับฟังว่าการที่รหัสปัญหาหายไปจะเป็นไปดังที่นายสมบัติเบิกความโดยไม่ต้องมีการแก้ไขอย่างใด ๆ รถยนต์พิพาทจะไม่เกิดปัญหาความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอีกเป็นแน่ เมื่อรถยนต์พิพาทมีความผิดปกติเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเวลาเพียง 2 ปีเศษ ทั้ง ๆ ที่เป็นรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งที่ 4 เกิดความผิดปกติในขณะที่รถยนต์ใช้งานมาเพียง 33,778 กิโลเมตร และต่อมารหัสปัญหาก็หายไปโดยไม่ได้ทำการแก้ไข โดยเหตุที่โจทก์ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิเสธที่จะออกหนังสือรับรองว่าจะไม่เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ขึ้นอีก หากยังคงมีอาการเช่นเดิมจะให้จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์คืนหรือเปลี่ยนรถยนต์ใหม่แทน โจทก์จึงจอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 โดยนำกุญแจรถยนต์กลับไปตามที่นายทนงค์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ถามติง กรณีทำให้โจทก์ไม่อาจใช้รถยนต์พิพาทได้สมตามความมุ่งหมาย ตรงกันข้ามกลับกลาย เป็นภาระที่จะต้องนำเข้าศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบและแก้ไขหลายครั้งหลายหน ซึ่งหากความผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างที่รถยนต์กำลังแล่นอยู่กรณีอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ตลอดจนทรัพย์สินเสียหายได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่อาจดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ 9 จัดการแก้ไขความชำรุดบกพร่องก่อน และหลังจากที่มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้องวดเดือนกันยายน 2560 และตุลาคม 2560 ให้แก่จำเลยที่ 9 อีก ตามที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกา และโจทก์ไม่ได้นำรถยนต์พิพาทไปส่งมอบคืนให้แก่จำเลยที่ 9 ผู้ให้เช่าซื้อ ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 บัญญัติไว้ แต่การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ไปยังจำเลยที่ 9 ด้วยเหตุว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่อง แต่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ และฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยที่ 9 รับรถยนต์พิพาทคืนไป โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาในประเด็นก่อนว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่อาจดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมได้ โดยไม่เห็นประจักษ์ในขณะส่งมอบให้แก่โจทก์ กรณีถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยเหตุอันเกิดแต่จำเลยที่ 9 เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพสมบูรณ์เหมาะแก่การที่จะใช้เพื่อประโยชน์ที่เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 548 สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 เป็นอันเลิกกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยมาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายอีก 1,019,191 บาท กับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นก่อนแล้วว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 เป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 สำหรับเงินดาวน์ที่เป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์มิใช่ค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากรถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายที่รับเงินไว้ จึงต้องคืนเงินดาวน์ 324,486 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องระยะเวลาคิดดอกเบี้ย ส่วนค่าเบี้ยประกันภัย 31,764 บาท นั้น ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการประกันภัยว่า โจทก์ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัท ท. เป็นการประกันภัยคุ้มครองสินเชื่อ นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งจำนวนเงินเอาประกันภัยจะเปลี่ยนไปในแต่ละเดือนตามตารางข้อกำหนดการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ โดยผู้รับประกันภัยจะจ่ายผลประโยชน์เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัยของเดือนที่เสียชีวิตหรือเริ่มต้นทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงให้แก่ผู้รับประโยชน์หลักซึ่งก็คือจำเลยที่ 9 ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ณ เวลานั้น ถ้ามีส่วนที่เหลือจะจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์รอง และยังมีการเอาประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุกลุ่ม ซึ่งแม้โจทก์จะทำสัญญาประกันภัยฉบับดังกล่าวอันเนื่องมาจากมีการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยที่ 9 แต่ในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังมีผลผูกพันอยู่โจทก์ก็ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองอุบัติเหตุซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วย และหากการประกันภัยยังไม่สิ้นสุดตามเงื่อนไขของสัญญาโจทก์ก็ยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยต่อไปได้แม้ว่าสัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันแล้วก็ตาม ส่วนเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 30,117 บาท นั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ปีแรก แต่ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการขายในส่วนของรายการอุปกรณ์ของแถมว่า มีประกันภัยชั้น 1 ด้วย ซึ่งโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 9 ถามค้านว่า รายการอุปกรณ์ของแถมรวมประกันภัยชั้น 1 ด้วย แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ปีแรกเอง ส่วนค่าบริการและค่าบำรุงรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแบบเหมาจ่าย 3 ปี 30,000 บาท นั้น โจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนว่า ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 คงเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 9 ถามค้านเพียงว่า โจทก์ชำระเงินค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการขายว่า มีรายการของแถมเป็นค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง ซึ่งหากโจทก์จะต้องชำระค่าน้ำมันเครื่องในการเช็คระยะ 15,000 กิโลเมตร และ 30,000 กิโลเมตร ตามใบประวัติบริการ กรณีก็เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ชอบที่จะต้องรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินทั้งสามรายการดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระไป 503,963.97 บาท ตามที่จำเลยที่ 9 ตามนำสืบนั้น จำเลยที่ 9 ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แม้ค่าเช่าซื้อนั้นจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ด้วย เนื่องจากเป็นจำนวนที่โจทก์ได้ชำระไปจริง อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ก็ได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อเรื่อยมา แม้จะมีบางช่วงเวลาที่ต้องนำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบและแก้ไขที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 จัดรถยนต์สำรองให้ใช้แทนตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบมา โจทก์จึงต้องชำระเงินเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 9 ตามมาตรา 391 วรรคสาม แต่ที่จำเลยที่ 9 นำสืบว่า รถยนต์ยี่ห้อ แบบ และรุ่นปีเดียวกับรถยนต์พิพาท มีราคาให้เช่าวันละ 1,800 บาท ถึง 2,000 บาท โดยอ้างส่งราคาค่าเช่ารถยนต์เป็นพยานนั้น ค่าเช่าตามเอกสารดังกล่าวเห็นได้อยู่ในตัวว่าผู้ให้เช่าย่อมจะต้องคำนวณรวมเอาผลประโยชน์จากการให้เช่าตลอดจนค่าใช้จ่ายอย่างอื่นรวมเข้าไปด้วย จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ เมื่อพิจารณาจากค่าเช่าซื้อที่โจทก์ต้องชำระในแต่ละงวด ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 9 เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท โดยมีกำหนดเวลา 35 เดือน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 9 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องระยะเวลาดังกล่าว รวมเป็นเงินค่าใช้ทรัพย์ 210,000 บาท โดยจำเลยที่ 9 จะยื่นคำแก้ฎีกาว่าโจทก์ต้องชำระค่าขาดประโยชน์จนกว่าโจทก์จะนำรถยนต์พิพาทมาคืนแก่จำเลยที่ 9 หาได้ไม่ เมื่อนำค่าใช้ทรัพย์ที่กำหนดไปหักออกจากค่าเช่าซื้อที่จะต้องคืนแก่โจทก์แล้ว คงเหลือที่จำเลยที่ 9 ต้องคืนแก่โจทก์ 293,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องระยะเวลาการคิดดอกเบี้ย ส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญา 100,000 บาท และค่าเดินทางนำรถยนต์พิพาทเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการนำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบและแก้ไขข้อชำรุดบกพร่องที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ในระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษ ทั้ง ๆ ที่เป็นรถยนต์ใหม่ จึงเห็นได้อยู่ในตัวว่าโจทก์ต้องเดินทางไปและกลับจากศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 และได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและค่าเดินทางนี้เป็นจำนวนเท่าใดแน่ ศาลฎีกาก็มีอำนาจกำหนดให้ตามสมควรได้ โดยเห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี 9 เดือน นั้น เป็นค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนกับค่าเสียหายจากการผิดสัญญา และศาลฎีกาก็กำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและค่าเดินทางให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดค่าขาดประโยชน์นี้อีก สุดท้ายที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นเงิน 2,000,000 บาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่กำหนดได้ตามที่เห็นสมควร หากการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน แต่จากข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 นำสืบมาจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งเพื่อแก้ไขมาโดยตลอด หาได้ปฏิเสธไม่รับผิดชอบแต่อย่างใดไม่ โดยทำการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ตลอดจนจัดรถยนต์สำรองให้ใช้แทนในระหว่างตรวจสอบและแก้ไข และยังเสนอขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็นกรณีพิเศษจากเดิม 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน เป็น 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน พฤติการณ์ที่ได้ความจึงยังไม่สมควรที่จะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติให้ใช้ข้อความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 6 และมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนี้แก่การคิดดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกา ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดจึงต้องบังคับตามมาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในส่วนของเงินดาวน์ 324,486 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ในส่วนของค่าเช่าซื้อ 293,963.97 บาท และค่าเสียหายจากการผิดสัญญา 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องถึงจนวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 ของต้นเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อและในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ นอกจากนี้โจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 18 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของผู้บริโภคซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้บริโภคนั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่เห็นสมควร แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยไม่ได้กำหนดให้ฝ่ายจำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีจำนวน 300,000 บาท ซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาล 6,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระมา 7,068 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดาวน์ 324,486 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 9 ชำระเงินค่าเช่าซื้อ 293,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยของเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอและให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 9 นำเงินค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 นำเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ชำระเกินมา 1,068 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหรือว่าที่ร้อยตรี ว.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวภรณี รักชาติ จิตรวิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 128/2566
#690880
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลภายหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วเกิดขึ้นในศาลขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาระงับข้อพิพาทตามฟ้องโดยประสงค์ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับหนี้ตามฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีผลเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดก กรณีจึงไม่มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 505,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินจากกองมรดกของนางนวลอนงค์ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นให้รอไว้พิพากษาพร้อมกับในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 105,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินจากกองมรดกของนางนวลอนงค์ มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำกับโจทก์ในระหว่างพิจารณานั้น พิจารณาแล้วเห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ 400,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะชำระเงินคืนภายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินคืน โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 12 กันยายน 2560 บอกเลิกสัญญาและทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางนวลอนงค์ กลุ่มงานตรวจเอกสาร กองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันในหนังสือค้ำประกัน ด้านหลัง เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางนวลอนงค์ แล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ 505,000 บาท ด้วยวิธีผ่อนชำระงวดละ 10,000 บาท เริ่มชำระสิ้นเดือนกรกฎาคม 2561 และทุก ๆ สิ้นเดือนของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างชำระได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่เหลือนับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ 2 ทายาทของนางนวลอนงค์ให้รับผิดแทนนางนวลอนงค์ในฐานะผู้ค้ำประกัน การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลภายหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วเกิดขึ้นในศาลขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาระงับข้อพิพาทตามฟ้องโดยประสงค์ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับหนี้ตามฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีผลเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนวลอนงค์ กรณีจึงไม่มีผลทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินระงับเกิดเป็นหนี้ใหม่อันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับประเด็นตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย นั้น เนื่องจากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน ด้านหลัง เป็นลายมือชื่อของนางนวลอนงค์หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้มีการส่งสัญญาค้ำประกันไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางนวลอนงค์ตามคำแถลงของจำเลยที่ 2 และกองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจพิสูจน์แล้วลงความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงท้ากันให้ถือตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อแพ้ชนะ ในขณะที่ความแตกต่างของลายมือชื่อที่เป็นปัญหากับตัวอย่างลายมือชื่อที่ตรวจพิสูจน์อาจเกิดจากบุคคลที่เป็นเจ้าของลายมือชื่อนั้นเองเจตนาลงลายมือชื่อที่เป็นปัญหาให้ผิดไปจากที่เคยลงลายมือชื่อไว้ หรืออาจเกิดจากปัจจัยอย่างอื่น เช่น ความเร่งรีบ อิริยาบถ สภาวะอารมณ์ อาการเจ็บป่วย หรืออาจมีสาเหตุมาจากกระดาษที่ลงลายมือชื่อหรือปากกาที่ใช้ก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างลายมือชื่อของนางนวลอนงค์จำนวน 5 ลายมือชื่อ ที่ใช้ตรวจพิสูจน์ก็ปรากฏว่ามีข้อแตกต่างกันเองอยู่หลายจุด ไม่ว่าจะอักษร น ที่เริ่มต้นลากเส้นคนละตำแหน่งทำให้หัวอักษรมีลักษณะต่างกัน การลากตวัดขึ้นก่อนจบตัวอักษรมีทั้งแบบที่เป็นมุมแหลมทำให้ดูคล้ายกับเป็นอักษร พ หรือ บ เป็นแบบวงกลมที่มีช่องว่าง เป็นแบบวงรี และเป็นแบบวงกลมทึบ ส่วนอักษร ฉ หัวอักษรมีทั้งแบบที่เริ่มต้นลากจากด้านในขึ้นไปแล้วลากลงมาเป็นมุมแหลม ลากจากด้านนอกขึ้นไปแล้วลากลงมาเป็นหัวอักษรแบบมนกับแบบแหลมมุม และแบบที่เริ่มต้นลากลงมาโดยไม่มีหัวอักษรเลย การตวัดก่อนจะจบตัวอักษรมีทั้งแบบตวัดครั้งเดียว 3 ลายมือชื่อ และตวัด 2 ครั้ง 2 ลายมือชื่อ ความยาวของการตวัดมีทั้งตวัดกลับมาอยู่ในแนวเดียวกับหัวอักษร 3 ลายมือชื่อ กับที่ตวัดกลับมาแค่กึ่งกลางตัวอักษร 2 ลายมือชื่อ ฉะนั้นรายงานการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนี้จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่จะต้องนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบมา หาใช่ว่าเมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไรแล้ว ศาลจะต้องรับฟังตามนั้นเสมอไป โดยในส่วนของพยานหลักฐานอื่นโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์กับนางนวลอนงค์มีความสนิทสนมกันดีเนื่องจากเคยรับราชการครูอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน หลังจากเกษียณอายุราชการโจทก์เปิดร้านขายรถจักรยานยนต์ ส่วนนางนวลอนงค์เปิดร้านขายไก่ย่างห่างกันประมาณ 50 เมตร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลานของนางนวลอนงค์เคยมาขอกู้เงินจากโจทก์ 400,000 บาท แต่โจทก์ปฏิเสธเนื่องจากไม่มีความสนิทสนม โดยบอกให้ไปจัดหาผู้ค้ำประกันมา ต่อมากลางเดือนธันวาคม 2558 นางนวลอนงค์โทรศัพท์มาขอให้โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินโดยนางนวลอนงค์จะเป็นคนรับรองเอง โจทก์จึงยินยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เงิน แต่ขอเวลารวบรวมเงินโดยนัดทำสัญญากันปลายเดือนธันวาคม 2558 และเมื่อรวบรวมเงินครบโจทก์ก็โทรศัพท์แจ้งนางนวลอนงค์ให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาที่บ้านของโจทก์ จากนั้นวันที่ 28 ธันวาคม 2558 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มาพบโจทก์ที่บ้านแต่นางนวลอนงค์ไม่ได้มาด้วย โจทก์จึงปฏิเสธที่จะทำสัญญา จำเลยที่ 1 จึงโทรศัพท์ติดต่อนางนวลอนงค์ได้รับแจ้งว่ากำลังยุ่งเพราะมีลูกค้าจำนวนมากให้ทำสัญญากู้เงินไปก่อน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้เงิน แต่ยังไม่ส่งมอบเงินให้ จากนั้นก็พากันไปหานางนวลอนงค์ที่ร้านไก่ย่างแจ้งให้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แต่นางนวลอนงค์มีท่าทางอิดเอื้อน และบอกว่าไม่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน โจทก์จึงบอกว่าต้องการจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นไปเพราะเกรงว่าสามีจะตำหนิ นางนวลอนงค์จึงขับรถจักรยานยนต์ไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมามอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อกรอกข้อมูลลงในสัญญาค้ำประกัน เสร็จแล้วก็ให้นางนวลอนงค์ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันและรับรองความถูกต้องของสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้นโจทก์ก็มอบเงิน 400,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืน โจทก์จึงไปพูดคุยกับนางนวลอนงค์ และเมื่อนางนวลอนงค์ถึงแก่ความตายไป โจทก์ก็ได้ให้สามีไปพูดคุยกับทายาทของนางนวลอนงค์ แต่ทายาทของนางนวลอนงค์ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง จากนั้นจึงมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 โดยเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ขณะทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันไม่มีบุคคลที่รู้จักอยู่ด้วย จึงไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อในช่องพยาน เมื่อครบกำหนดชำระเงินจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์จึงไปแจ้งนางนวลอนงค์ที่ร้านไก่ย่าง แต่นางนวลอนงค์บอกให้รอก่อน ขณะที่ไปร่วมงานศพของนางนวลอนงค์ โจทก์ไม่ได้แจ้งเรื่องสัญญาค้ำประกันให้บุตรของนางนวลอนงค์ทราบเนื่องจากเห็นว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า แต่โจทก์ได้ให้สามีของโจทก์ไปแจ้งให้ทายาทของนางนวลอนงค์ทราบ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีลำดับเรื่องราวแสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปของการทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับนางนวลอนงค์มีศักดิ์เป็นอาหลานกัน โดยเบิกความถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน มีลำดับเรื่องราวสอดคล้องต้องกันกับที่โจทก์เบิกความ หากโจทก์และจำเลยที่ 1 เจตนาสร้างเรื่องขึ้นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันโดยไม่มีมูลความจริงแล้ว ก็ไม่จำต้องปั้นแต่งข้อเท็จจริงที่เบิกความให้มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายดังที่เบิกความมาข้างต้นซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสตรวจสอบข้อพิรุธด้วยการถามค้าน แต่จากที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความมานั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีพิรุธให้ต้องระแวงสงสัยดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นางนวลอนงค์อิดเอื้อนหรือไม่เต็มใจลงลายมือชื่อ สัญญาค้ำประกันระบุว่าทำที่บ้านของโจทก์ ไม่ระบุเลขที่บ้านของร้านไก่ย่าง ลายมือชื่อของนางนวลอนงค์ในสัญญาค้ำประกันกับที่รับรองความถูกต้องของสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมีความแตกต่างกันทั้ง ๆ ที่ลงลายมือชื่อในเวลาเดียวกัน โจทก์ไม่ให้สามีของโจทก์อยู่ร่วมรู้เห็นเป็นพยานในการทำสัญญาตลอดจนไม่มีบุคคลใดเป็นพยานในสัญญาค้ำประกัน หลังจากถึงกำหนดชำระโจทก์ไม่เคยทวงถามเป็นหนังสือไปถึงนางนวลอนงค์ ไม่เคยไปทวงถามที่บ้านนางนวลอนงค์ เมื่อไปร่วมงานศพก็ไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ทายาทคนใดทราบเพิ่งมีหนังสือทวงถาม หลังจากที่นางนวลอนงค์ถึงแก่ความตายไปแล้ว 11 เดือน นอกจากนี้ในทางกลับกันจำเลยที่ 2 ให้การว่า นางนวลอนงค์เป็นเพียงผู้แนะนำให้จำเลยที่ 1 ได้พบหรือรู้จักกับโจทก์เพื่อขอกู้เงินจากโจทก์ 200,000 บาท ซึ่งกลับเจือสมกับที่โจทก์นำสืบมา นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 เบิกความในทำนองว่า ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากัน หากมีการกระทำหรือที่จะกระทำแล้วอาจมีผลกระทบกับครอบครัว จำเลยที่ 2 กับนางนวลอนงค์จะปรึกษาหารือกันตลอด แต่นางนวลอนงค์ไม่เคยนำเรื่องที่ไปทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้กับโจทก์มาพูดคุยหรือปรึกษาด้วยนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวง่ายต่อการยกขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยที่ 2 คงอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเพียงปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนที่จะมีน้ำหนักหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบให้เห็นว่านางนวลอนงค์ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้ไว้แก่โจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นางนวลอนงค์ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนวลอนงค์จึงต้องรับผิดนำทรัพย์สินจากกองมรดกมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ความปรากฏว่าสัญญากู้เงิน กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้คืนภายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืน จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2559 แต่โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามลงวันที่ 12 กันยายน 2560 ไปยังจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางนวลอนงค์ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 อันเป็นกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังผู้ค้ำประกันล่วงพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด มีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกําหนดเวลา 60 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 และนับถัดจากวันที่ 1 มีนาคม 2559 ต่อไปอีก 60 วัน เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยไม่ได้ระบุต่อไปว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงมีผลผูกพันคู่ความ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินจากกองมรดกของนางนวลอนงค์ มาชำระหนี้ต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 และนับถัดจากวันที่ 1 มีนาคม 2559 ไปอีก 60 วัน ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากความรับผิดของจำเลยที่ 2 เพียงนั้น กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสันติ สงห้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทร์แดง
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2566
#691190
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้ ม. กู้ยืมเงิน 80,000 บาท โดย ม. ส่งรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยยึดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ อันเป็นการรับจำนำ และเมื่อ ม. เคยนำรถยนต์กระบะไปจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ที่ ม. กู้ยืมเงินจำเลย 60,000 บาท ครั้งนั้นจำเลยตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เจ้าของรถ อันเป็นปกติของการประกอบกิจการค้าขายรถยนต์มือสองมาประมาณ 20 ปี แต่การรับจำนำรถแทรกเตอร์ของจำเลยในวันเกิดเหตุ จำเลยกลับไม่ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์และไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกัน การไม่ตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการรับจำนำหรือซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยต้องรู้ดีว่ารถแทรกเตอร์ที่จำเลยรับจำนำไว้นั้นเป็นทรัพย์ที่ ม. เช่าชื้อมาและอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญา ซึ่ง ม. ไม่มีสิทธินำไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าลักษณะกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 และให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 667,681 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัท ย. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนรถแทรกเตอร์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 667,681 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 19 เมษายน 2561 นายมนูญ เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ยี่ห้อยันม่าร์จากโจทก์ร่วม ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 763,700 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน 84 งวด นายมนูญชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ร่วมเพียง 8 งวด เป็นเงิน 16,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ร่วม นายมนูญถูกฟ้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานีในความผิดฐานยักยอก เป็นคดีหมายเลขดำที่ 458/2563 นายมนูญให้การรับสารภาพ นายณัฐพร บุตรชายนายมนูญเป็นผู้กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้เงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายมนูญ และนางพิมพิไล เป็นพยาน เบิกความทำนองเดียวกันว่า นายมนูญติดต่อขอกู้เงินจำเลย 80,000 บาท จำเลยตกลงและนัดมอบเงินกู้ที่บ้านของนางนวลจันทร์ วันที่ 4 เมษายน 2562 นายมนูญขับรถแทรกเตอร์ไปบ้านของนางนวลจันทร์พร้อมกับนางพิมพิไล จำเลยให้นายมนูญกู้เงิน 80,000 บาท โดยมอบเงินแก่นายมนูญ 72,000 บาท และหักดอกเบี้ยไว้ 8,000 บาท นายมนูญนำรถแทรกเตอร์ให้จำเลยยึดไว้เป็นประกัน กำหนดชำระหนี้เงินกู้และไถ่ถอนรถแทรกเตอร์คืนภายใน 1 เดือน และได้ความจากคำเบิกความของนายมนูญอีกว่า หลังครบกำหนดนายมนูญไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ นายมนูญไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร พ. สาขาม่วงสามสิบ ตามนโยบายแก้หนี้นอกระบบเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ธนาคารต้องการหลักฐานการเป็นหนี้ใช้ประกอบคำขอกู้เงิน จึงให้จำเลยมาเขียนสัญญากู้เงินเป็นหลักฐานที่ธนาคาร จำเลยอ้างว่าไม่สะดวกที่จะเดินทาง ให้นายมนูญเขียนสัญญากู้เงินเองโดยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมาทางแอปพลิเคชันไลน์ของนายณัฐพร นายมนูญให้นายณัฐพรกรอกข้อความในสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ให้กู้ ระบุจำนวนเงิน 112,000 บาท ตามจำนวนที่จำเลยบอก แล้วนำไปยื่นต่อธนาคาร พ. สาขาม่วงสามสิบ แต่ไม่สามารถกู้เงินได้เพราะไม่มีผู้ค้ำประกันตามที่ธนาคารกำหนด ต่อมาโจทก์ร่วมมอบหมายให้นายเจนวิทย์ พนักงานของโจทก์ร่วมติดตามทวงถามค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ นายมนูญไปพบนายเจนวิทย์ที่บ้านของนางผกาศรี กำนันตำบลไผ่ใหญ่ และแจ้งให้นายเจนวิทย์ทราบว่าได้นำรถแทรกเตอร์ไปให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ นายมนูญโทรศัพท์คุยกับจำเลย จำเลยแจ้งว่าถ้าจะไถ่ถอนรถคืนต้องชำระเงิน 112,000 บาท นายเจนวิทย์นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเสนอออกเงิน 80,000 บาท และให้นายมนูญหาเงินอีก 40,000 บาท แต่นายมนูญหาเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้ จึงไม่มีการไถ่ถอนรถแทรกเตอร์คืนจากจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยไม่เคยให้นายมนูญกู้เงิน 80,000 บาท และไม่ได้ยึดรถแทรกเตอร์ไว้เป็นประกันเงินกู้จากนายมนูญ เห็นว่า นายมนูญและนางพิมพิไล พยานโจทก์และโจทก์ร่วม เบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญของการกู้เงินว่า จำเลยเป็นผู้ให้กู้และมอบเงิน 72,000 บาท แก่นายมนูญ และนายมนูญนำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ร่วมให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันเงินกู้ ทั้งนายมนูญยืนยันถึงเหตุผลที่ทำหนังสือสัญญากู้เงิน ว่า ในการยื่นเรื่องขอกู้เงินธนาคาร พ. ต้องเสนอหลักฐานการเป็นหนี้ประกอบการขอกู้เงินตามที่ธนาคารกำหนด แต่จำเลยไม่สะดวกมาที่ธนาคาร จึงส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านให้นายมนูญดำเนินการทำสัญญากู้เงินตามจำนวนที่จำเลยบอก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจำนวนเงินตามสัญญา 112,000 บาท สอดรับกับการนำต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระ 4 เดือน มาคิดรวมกันตรงตามที่นายมนูญและนางพิมพิไลเบิกความว่า จำเลยหักดอกเบี้ยจากการกู้เงิน 80,000 บาท ไว้ล่วงหน้า 8,000 บาท ดังนั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนกันยายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่นายมนูญยื่นเรื่องขอกู้เงินธนาคาร พ. เป็นเวลา 5 เดือน จำเลยหักดอกเบี้ยไว้ 1 เดือน เหลือดอกเบี้ยค้างชำระ 4 เดือน เป็นเงิน 32,000 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 80,000 บาท เป็นเงิน 112,000 บาท ทั้งจำเลยเบิกความรับว่า ได้ส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมาทางแอปพลิเคชันไลน์ของนายณัฐพรเพื่อให้นายมนูญนำไปยื่นต่อธนาคาร พ. เจือสมคำเบิกความของนายมนูญให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่าจำเลยมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยให้นายมนูญนำไปเป็นหลักฐานประกอบการขอกู้เงินธนาคาร พ. สาขาม่วงสามสิบ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยและไถ่ถอนรถแทรกเตอร์ที่จำเลยยึดไว้เป็นประกัน เพราะหากจำเลยมิได้ให้นายมนูญกู้เงินก็ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องส่งมอบเอกสารสำคัญให้แก่นายมนูญเนื่องจากอาจเกิดความเสียหายและก่อผลผูกพันแก่จำเลยตามมาในภายหลังได้ คำเบิกความของนายมนูญและนางพิมพิไลจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือให้รับฟัง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางผกาศรี กำนันตำบลไผ่ใหญ่ เป็นพยานเบิกความว่า พนักงานของโจทก์ร่วมและของห้างหุ้นส่วนจำกัดบ้านและที่ดินรวมสินไทย มาสอบถามเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์ที่นายมนูญเช่าซื้อ วันนั้นนายมนูญติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่และเปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการไถ่ถอนรถแทรกเตอร์คืน โดยมีจำนวนเงิน 80,000 บาท และดอกเบี้ยอีกประมาณ 40,000 บาท พยานได้พูดคุยกับจำเลยด้วยว่าให้ไกล่เกลี่ยกันและนำรถมาคืน จำเลยสอบถามพยานว่าเป็นใคร เมื่อพยานบอกว่าเป็นกำนันตำบลไผ่ใหญ่ จำเลยก็ตัดสัญญาณโทรศัพท์ไม่พูดคุยกันอีก แม้นางผกาศรีไม่รู้จักจำเลยหรือเห็นจำเลยในขณะที่พูดคุยกัน แต่ในทันทีที่พูดคุยกันนายมนูญก็บอกว่าผู้ที่พูดโทรศัพท์ด้วยคือจำเลย ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าผู้ที่นายมนูญและนางผกาศรีพูดคุยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่คือจำเลย นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายประยูรเป็นพยานเบิกความว่า นายมนูญพาจำเลยไปพบพยานที่ร้าน ก. ซึ่งพยานรับจ้างทำงานอยู่ พูดคุยกันเรื่องไถ่ถอนรถแทรกเตอร์ที่จำนำ นายมนูญจะขอสลับรถกระบะอีซูซุกับรถแทรกเตอร์ด้วย สนับสนุนคำเบิกความพยานโจทก์และโจทก์ร่วมให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมา ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง แม้มีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยไม่ได้ให้นายมนูญกู้เงินโดยในวันที่จำเลยพบนายมนูญที่บ้านของนางนวลจันทร์ จำเลยไปรับซื้อเมล็ดพันธุ์ต้นราชพฤกษ์เห็นนายมนูญขับรถแทรกเตอร์มาพูดคุยกับชาย 2 คน ที่นายสวนติดต่อมา หลังจากนั้นจำเลยไม่เห็นชาย 2 คนและนายมนูญ กับไม่เห็นรถแทรกเตอร์อยู่ที่หน้าบ้านของนางนวลจันทร์อีก ทำนองว่าชาย 2 คน ที่นายสวนติดต่อมาเป็นผู้ให้นายมนูญกู้เงินและยึดรถแทรกเตอร์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้นั้น จำเลยมิได้ให้รายละเอียดถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำให้การชั้นสอบสวน แม้จำเลยจะมีนางบุญช่วย ซึ่งอ้างว่าไปร่วมซื้อเมล็ดของต้นราชพฤกษ์ที่บ้านนางนวลจันทร์ เป็นพยาน แต่นางบุญช่วยก็เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า ขณะที่พยานได้ยินจำเลย นางนวลจันทร์ และชายคนหนึ่ง พูดคุยกันที่บริเวณหน้าบ้านของนางนวลจันทร์ พยานไม่ทราบว่าพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องอะไร ข้ออ้างดังกล่าวจึงเลื่อนลอยและง่ายต่อการยกขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งการอ้างว่าสาเหตุที่จำเลยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปให้นายมนูญกู้เงินจากธนาคาร พ. เพราะต้องการช่วยเหลือนายมนูญเนื่องจากเดือดร้อนเรื่องเงิน ก็ขัดกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่จำเลยเคยให้นายมนูญกู้เงิน 60,000 บาท โดยนายมนูญต้องนำรถกระบะมาให้จำเลยยึดไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยคือผู้ให้นายมนูญกู้เงิน 80,000 บาท โดยนายมนูญส่งมอบรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยยึดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ อันเป็นการรับจำนำ และเมื่อปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยเจือสมคำเบิกความของนายมนูญตรงกันว่า นายมนูญเคยนำรถกระบะอีซูซุไปจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ที่นายมนูญกู้เงินจำเลย 60,000 บาท ครั้งนั้นจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เจ้าของรถ อันเป็นปกติของการประกอบธุรกิจที่จำเลยประกอบกิจการค้าขายรถยนต์มือสองมาประมาณ 20 ปี โดยจะต้องตรวจสอบสภาพรถยนต์รวมถึงเอกสารการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์หรือการเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถก่อนทำสัญญาหรือการซื้อขาย แต่การรับจำนำรถแทรกเตอร์ของจำเลยในวันเกิดเหตุกลับปรากฏจากคำเบิกความของนายมนูญว่า จำเลยไม่ได้ขอดูเอกสารเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์และไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกัน การไม่ตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการรับจำนำหรือซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยต้องรู้ดีว่ารถแทรกเตอร์ดังกล่าวที่จำเลยรับจำนำไว้นั้นเป็นทรัพย์ที่นายมนูญเช่าซื้อมาและอยู่ระหว่างระยะเวลาตามสัญญา ซึ่งนายมนูญไม่มีสิทธินำไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าลักษณะกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจรตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — บริษัท ย.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเส่ง แก้วเหลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวุฒิ มณีนิล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111 -ที่ 112/2566
#690284
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจร้องทุกข์ โดยอาศัยข้อเท็จจริงเพียงว่าโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท ไม่ชอบที่จะนำรถออกให้จำนำได้ โดยมิได้รับฟังข้ออ้างข้อเถียงของคู่ความถึงนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกัน จึงเป็นการด่วนวินิจฉัยข้อกฎหมายจากการฟังข้อเท็จจริงที่ยังไม่สิ้นกระแสความ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทน 1,500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1554/2562 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายวีระยุทธ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคา 1,500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1554/2562 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 นายวีระยุทธ โจทก์ร่วม ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาท ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ป้ายแดง 1 คัน ไปจากบริษัท ต. ในราคา 1,949,052 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 23,203 บาท รวม 84 งวด ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 มีการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 โจทก์ร่วมมอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองรับไป โดยในระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมโอนเงินหลายจำนวนเข้าบัญชีเงินฝากภริยาจำเลยที่ 1 เพื่อโอนต่อเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และโอนเงินอีกหลายจำนวนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 โดยตรงผ่านทางแอปพลิเคชันของธนาคารในโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 รับโอนจากโจทก์ร่วมเข้าบัญชีทั้งสิ้น 181,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 2 ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายสุรเชษฐ์ ในราคา 320,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากบริษัท ต. มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าว จึงไม่ชอบที่จะนำรถยนต์คันนี้ไปจำนำไว้กับจำเลยที่ 2 การที่โจทก์ร่วมเพิ่งทำสัญญาเช่าซื้อได้แค่เพียง 1 เดือน ก็นำรถไปจำนำดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ร่วมแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ไม่อาจเป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ เห็นว่า ลำพังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ แต่กลับนำรถยนต์ไปจำนำไว้แก่จำเลยที่ 2 หาใช่ข้อบ่งชี้ชัดในทันทีว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกทรัพย์ของผู้อื่นไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนวินิจฉัย ข้อตกลงซึ่งจำเลยที่ 2 ให้เงินแก่โจทก์ร่วมนำไปใช้เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจจำนวน 300,000 บาท โดยโจทก์ร่วมยอมมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ซึ่งหากเป็นจริงตามที่โจทก์ร่วมเบิกความไว้ นอกจากข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับเป็นสัญญาจำนำแล้ว กรณียังไม่อาจใช้ยันบริษัท ต. เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในรถยนต์คันพิพาทได้ด้วย คงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นว่าตราบใดที่โจทก์ร่วมชำระหนี้คืนให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 ชอบที่จะไม่คืนรถยนต์คันพิพาทให้ได้ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่รถยนต์เพื่อการชำระหนี้ด้วยตนเองโดยพลการเช่นกัน เท่ากับว่ายังอยู่ในวิสัยที่โจทก์ร่วมสามารถปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไปด้วยการชำระค่าเช่าซื้อ และสามารถนำรถมาส่งมอบคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อได้หากมีกรณีที่สัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกัน ฉะนั้น เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบไว้ด้วยว่าภายหลังจากโจทก์ร่วมรับเงินจากจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ร่วมผ่อนชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยค่าจอดรถอีกเดือนละ 2,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 เรื่อยมา โดยโจทก์ร่วมอ้างว่ามีบันทึกรายการโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งธนาคารเป็นผู้จัดทำ แสดงอยู่ในข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วม มาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ซึ่งในบันทึกรายการโอนเงินดังกล่าวมีระบุไว้ในส่วนบันทึกช่วยจำอย่างชัดเจนว่าเงินที่โอนไปนั้นเป็น "ค่ารถฟอร์จูนเนอร์ให้พี่กิต (หมายถึงจำเลยที่ 1)" และ "ค่ารถฟอร์จูนเนอร์ให้พี่ชานน (หมายถึงจำเลยที่ 2)" อีกทั้งยังอ้างบทสนทนาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งมีข้อความสรุปได้ว่าโจทก์ร่วมจะไปเอารถคืนในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 แต่จำเลยที่ 2 ต่อรองเป็นวันที่ 26 หรือ 27 ธันวาคม 2561 ซึ่งโจทก์ร่วมตกลงและจะชำระต้นเงินคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งหมดในวันดังกล่าว ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบโดยมีพยานหลักฐานประกอบข้างต้น ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะได้รับรถยนต์คันพิพาทกลับคืนเมื่อได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมถึงยอมปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยการผ่อนชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วยดีตลอดมา หาได้มีพฤติการณ์ปล่อยปละละเลยเพื่อให้รถตกไปเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดโดยมิชอบ ทั้งเมื่อหาเงินมาชำระหนี้ได้ ก็ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนรถให้แก่ตนในทันที กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ร่วมนำรถยนต์คันพิพาทซึ่งตนเช่าซื้อออกหาประโยชน์ด้วยการใช้เป็นหลักประกันเพื่อให้ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 มาเสริมสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจของตนเป็นการกระทำที่มีเจตนาทุจริต เบียดบังเอารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นของบริษัท ต. ไปโดยมิชอบ อันจะส่งผลให้โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ซึ่งนับเป็นข้อสาระสำคัญว่าเป็นไปดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้างหรือไม่ หรือมิฉะนั้นข้อเท็จจริงเป็นไปดังอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ร่วมได้ขายดาวน์รถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว กรณีหาใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมนำรถมาจำนำ ส่วนเงินที่โจทก์ร่วมโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งโจทก์ร่วมกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์โดยอาศัยลำพังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาท ไม่ชอบที่จะนำรถออกให้จำนำได้ โดยมิได้รับฟังข้ออ้างข้อเถียงของคู่ความถึงนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกันว่ารับสมกับฝ่ายใด จึงเป็นการด่วนวินิจฉัยข้อกฎหมายจากการฟังข้อเท็จจริงที่ยังไม่สิ้นกระแสความ ซึ่งศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นไปดังอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 รวมตลอดถึงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่ามิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด หรือเป็นไปตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้างข้างต้น เนื่องจากผลจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อดังกล่าวอาจมีผลต่อสิทธิในการฎีกาของคู่ความ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 28 (2) ม. 208 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ว.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางอรนิตย์ บุณยรัตพันธุ์ มีไชยโย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 109/2566
#700871
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบล สามกระทาย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นาง บ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2566
#686577
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา 100 บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายเพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 93, 240, 244, 248, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 1,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 244, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเงินตราและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมขึ้นเองซึ่งเงินตราปลอมที่มีไว้เพื่อนำออกใช้ ให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามมาตรา 240 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 248 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (8) เป็นจำคุก 15 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน เป็นจำคุก 18 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 24 เดือน ริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยคืนเงิน 1,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 1,600 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามเรื่องการมีทนายความหรือไม่ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคแรก บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนโดยกำหนดให้พนักงานสอบสวนถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิดของผู้ต้องหาเป็นประการแรก จากนั้นจึงแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วแจ้งข้อหาให้ทราบ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคแรกและวรรคสอง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ โดยต้องถามก่อนเริ่มถามคำให้การ เมื่อบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา กับบันทึกคำให้การจำเลยชั้นสอบสวน ซึ่งล้วนทำขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 134 วรรคแรก และได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามมาตรา 134/1 วรรคสองแล้ว กับแจ้งด้วยว่าจำเลยมีสิทธิให้ทนายความเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ จำเลยให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ ถือว่าการสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคำฟ้องฉบับที่จำเลยได้รับมีลักษณะคล้ายการถ่ายสำเนา และไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 นั้น เห็นว่า คำขอท้ายคำฟ้องอาญาจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ปรากฏทั้งลายมือชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ซึ่งแตกต่างจากที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างลอย ๆ ในฎีกา ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและความผิดฐานปลอมเงินตราเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นหลายกรรมนั้น เห็นว่า จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราธนบัตรของรัฐบาลไทยชนิดราคา 100 บาท และมีธนบัตรปลอมนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอม เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ทำปลอมและมีธนบัตรปลอมไว้เพื่อนำออกใช้แล้ว จากนั้นจำเลยนำธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์ ด้วยการใส่ธนบัตรปลอมดังกล่าวเข้าไปในช่องรับเงินของตู้เติมเงินบุญเติมของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของผู้มีชื่อที่จำเลยมีหรือเปิดไว้ใช้งานโดยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาที่หักวันต้องขังให้จำเลยเพียง 2 วัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 พร้อมกัน 3 คดี คดีนี้คือคดี ฝ.34/2564 กับคดี ฝ.35/2564 และ ฝ.36/2564 จำเลยไม่เคยได้รับการปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 18 สิงหาคม 2564 จำเลยจึงถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาทั้ง 3 คดี รวม 588 วัน คงต้องหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสิ้น 588 วัน มิใช่ 2 วัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า โทษจำคุก เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น คำว่า "ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา" หมายความว่า จำเลยต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา กรณีจึงไม่อาจนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ได้ ที่จำเลยอ้างว่าต้องหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษา 588 วัน เป็นกรณีที่จำเลยคิดคำนวณระยะเวลาที่ถูกคุมขัง 196 วัน ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ซึ่งซ้อนกับการคุมขังในคดีอื่นอีก 2 คดี ไปนับรวมกันทั้ง 3 จึงไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยถูกจับกุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างสอบสวนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 แต่ให้เริ่มนับโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเท่ากับหักวันคุมขังระหว่างสอบสวนและระหว่างการพิจารณาจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแล้วและเมื่อระบุว่าจำเลยต้องขังมาแล้ว 2 วัน ซึ่งหมายถึงการคุมขังตั้งแต่วันที่จำเลยถูกจับกุมจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังระหว่างสอบสวนนั้น ให้คิดหักให้ด้วย หมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาจึงมีการหักวันที่จำเลยถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาโดยถูกต้อง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 91 ม. 240 ม. 244 ม. 248 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายยอดวิทย์ รัตนประสพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวุฒิ มณีนิล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 108/2566
#700870
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลสามกระทาย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นาย พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2566
#700869
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลสามกระทาย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ