คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2566
#693452
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างมีชีวิต พ. ยังไม่ได้ยกหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย แม้ พ. เคยสั่งเสียให้ทายาททุกคนทราบว่า พ. จะยกที่ดินพิพาทให้จำเลย แต่ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ตกแก่ทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวแทนทายาท แม้ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่า จำเลยไม่มีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ การเสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้เป็นข้อสันนิษฐานหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีมีสิทธิครอบครองที่ดิน ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ พ. จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกต้องแบ่งปันแก่บรรดาทายาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน เป็นมรดกของนายเพาะ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นมรดกของนายเพาะ ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพาะตามส่วน โดยให้ตัดสิทธิจำเลยในการได้รับส่วนแบ่งในฐานะทายาท และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพาะกับจำเลยในฐานะส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 เฉพาะส่วนของทายาทอื่น 10 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 ให้แก่ทายาทของนายเพาะตามส่วน และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นบุตรของนายเพาะ กับนางหย่อน โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 9 คน คือ นางก้อนทอง นางเพลินพิศ นางทองยูร ร้อยตรีสมพอง นางพยอม นางสมมาตร นางนวลละออง นายกู้เกียรติ และนางกรองแก้ว เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2531 นายเพาะถึงแก่ความตายโดยไม่ได้จัดทำพินัยกรรมเป็นหนังสือไว้ ขณะถึงแก่ความตายนายเพาะมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ของนายเพาะ ซึ่งระบุว่ามีเนื้อที่ประมาณ 75 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา แต่เมื่อรังวัดสอบเขตใหม่ในปี 2526 แล้ว คงมีเนื้อที่ประมาณ 56 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา นายเพาะดำเนินการแบ่งที่ดินให้แก่บุตร 11 คน แล้วคงเหลือที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพาะซึ่งศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2538 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเอง จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2562 เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะที่จำเลยจะต้องแบ่งปันแก่ทายาทหรือไม่ เห็นว่า สารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทระบุได้ความว่า ขณะนายเพาะถึงแก่ความตายยังมีชื่อนายเพาะเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพาะก็มีข้อความระบุว่า จำเลยเบิกความในคดีดังกล่าวประกอบเอกสารความว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะที่จะนำไปแบ่งปันระหว่างทายาท อันเจือสมกับคำเบิกความพยานฝ่ายจำเลยที่จำเลยเบิกความว่า หลังจากนางยอนและนายเพาะถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของด้วยตนเอง และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า ที่จำเลยเบิกความว่าก่อนหน้านี้นายพินิจ และนางกรองแก้ว เป็นผู้ทำประโยชน์โดยทำนาในที่ดินพิพาทนั้นเป็นการทำนาให้แก่นายเพาะ โดยมอบผลประโยชน์ให้แก่นายเพาะเป็นข้าวเปลือก 1 เกวียน ภายหลังนายเพาะและนางยอนถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการทำนาในที่ดินพิพาทต่อมาด้วยตนเอง และที่นางพยอมพยานจำเลยเบิกความว่า ขณะนายเพาะยังมีชีวิตอยู่ มีนางกรองแก้วกับสามีชื่อนายพินิจทำนาในที่ดินพิพาท และมอบผลผลิตเป็นข้าวเปลือกให้แก่นายเพาะ หลังจากนายเพาะถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยเข้าไปดูแลที่ดินโดยให้นายพินิจทำนาเช่นเดิม รวมทั้งนางกรองแก้วพยานจำเลยเบิกความว่า พยานและนายพินิจทำนาในที่ดินพิพาท ลักษณะเป็นการเช่าทำนาของนายเพาะ โดยแบ่งผลผลิตให้นายเพาะในช่วงเวลาที่นายเพาะยังมีชีวิตอยู่ เมื่อนายเพาะและนางยอนถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยก็เข้ามาดูแลที่ดินพิพาท โดยให้พยานและนายพินิจทำนาตามเดิม พยานให้ผลตอบแทนจากการทำนาแก่จำเลยในอัตราที่เคยให้แก่นายเพาะ ยิ่งกว่านั้นจำเลยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การทำนาของนายพินิจในที่ดินพิพาทนั้น นายพินิจน่าจะได้มอบผลผลิตหรือผลประโยชน์ทำนาให้แก่นายเพาะซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินด้วย ซึ่งคำเบิกความพยานฝ่ายจำเลยข้างต้นบ่งชี้ได้ว่า ก่อนนายเพาะถึงแก่ความตายนั้น นายเพาะยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วยการถือสิทธิครอบครองในที่ดิน โดยยอมให้บุคคลอื่นเข้ามาทำนาในที่ดินพิพาทและเก็บผลประโยชน์จากการทำนาดังกล่าว ถือว่าระหว่างมีชีวิตอยู่นายเพาะยังไม่ได้ยกหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะ ที่จำเลยนำสืบว่านายเพาะเคยสั่งเสียให้ทายาททุกคนทราบว่าผู้ตายจะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยนั้น แม้ฟังว่านายเพาะเคยสั่งเสียดังกล่าวไว้ แต่การสั่งเสียของนายเพาะนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 ที่บัญญัติว่า"เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้..." เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อนายเพาะถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายเพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังนั้น การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนายเพาะเจ้ามรดกเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นรวมถึงโจทก์ด้วย แม้หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังทายาทอื่นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ด้วยเหตุนี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และที่จำเลยนำสืบอีกว่า จำเลยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า การเสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้เป็นข้อสันนิษฐานหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียมีสิทธิครอบครองในที่ดินแต่อย่างใดฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้องแบ่งปันแก่บรรดาทายาทต่อไปจำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้แบ่งที่ดินให้แก่ทายาทคนอื่นของเจ้ามรดก โดยทายาทดังกล่าวมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดีหรือได้มอบอำนาจให้โจทก์เรียกทรัพย์มรดกแทน จึงเป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้ได้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพาะกับจำเลยในฐานะส่วนตัว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1 ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1599 ม. 1600 ม. 1663
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ท.
จำเลย — นาง น. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายอานนท์ ขันโพธิ์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวจรัสศรี จริยากุล
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1322/2566
#691961
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกถ้อยคำเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์มีข้อความว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยไม่ได้ระบุว่าส่วนของเจ้าของรวมแต่ละคนมีแนวเขตตั้งแต่บริเวณใดถึงบริเวณใด จำนวนเนื้อที่เท่าใด ไม่มีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ไม่มีสิทธินำบันทึกดังกล่าวมาฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์รวม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ไปดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโฉนดที่ดินเลขที่ 3654 นำช่างทำการรังวัดสอบเขตที่ดินรอบแปลงคำนวณเนื้อที่ แบ่งแยกเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามแปลงที่ 1 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และ 5 ที่ดินคงเหลือเนื้อที่เท่าใดให้นำช่างรังวัดแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยตามตำแหน่งในรูปแผนที่ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และเลข 5 และจำนวนเนื้อที่ให้เป็นไปตามที่ช่างรังวัดคำนวณเนื้อที่รูปแผนที่ในแต่ละแปลงตามอัตราส่วนที่แต่ละคนถือกรรมสิทธิ์รวม ทั้งนำช่างรังวัดปักหลักเขตแบ่งแยกทุกแปลงและจดทะเบียนแบ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการตามคำขอดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ออกค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมในการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่สำนักงานที่ดินเรียกเก็บตามอัตราส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยทั้งสี่หรือจำเลยคนหนึ่งคนใดไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลยที่ไม่ปฏิบัติตาม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไปยื่นคำขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 3654 โดยแบ่งที่ดินตามสัดส่วนของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ตามรูปแผนที่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3654 เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวา มีโจทก์กับจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ในจำนวนสัดส่วนไม่เท่ากัน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงทำบันทึกถ้อยคำแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม โดยแบ่งที่ดินออกเป็น 6 แปลง ดังนี้ แปลงแยก 1 อยู่ตรงกลาง แบ่งหักเป็นถนนสาธารณประโยชน์ แปลงแยก 2 อยู่ทางทิศใต้ แบ่งหักเป็นถนนสาธารณประโยชน์ แปลงแยก 3 อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แปลงแยก 4 อยู่ถัดจากแยก 3 มาทางทิศตะวันออกเป็นของโจทก์ แปลงแยก 5 อยู่ทางทิศตะวันออกเป็นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แปลงแยก 6 อยู่ถัดจากแยก 5 มาทางตะวันตกเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แปลงคงเหลืออยู่ตรงกลางระหว่างแยก 1 และแยก 6 เป็นของโจทก์ (รังวัดตามนำชี้) หากรูปแผนที่หรือเนื้อที่ต่างจากเดิมยินยอมให้แก้ไขได้ โดยมีโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกดังกล่าว และมีรูปแผนที่ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 แปลงตามที่ตกลงกันอยู่ด้านหลัง ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งหักที่สาธาณประโยชน์ (ตามนำชี้) ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ช่างรังวัดออกไปทำการรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามบันทึกดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถตกลงแนวเขตเพื่อแบ่งที่ดินกันได้ ครั้นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงทำบันทึกถ้อยคำแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามอีกครั้ง โดยตกลงแบ่งที่ดินออกเป็น 6 แปลง เช่นเดียวกับการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในครั้งแรก จากนั้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ช่างรังวัดออกไปทำการรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามบันทึกดังกล่าวอีกครั้ง ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถตกลงแนวเขตเพื่อแบ่งที่ดินกันได้เช่นเดิม ในระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดทำแผนที่พิพาท ได้ความว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 11 ไร่ 75 ตารางวา น้อยกว่าที่ระบุในโฉนดที่ดิน ทางราชการมีการตัดถนนสายบ้านตะวันจาก - บางสะใภ้ ผ่ากลางที่ดินพิพาท และตัดถนนบริเวณทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ดินพิพาท โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ขอรังวัดแบ่งหักทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบ้านตะวันจาก - บางสะใภ้ เป็นเนื้อที่ 1 งาน 54 ตารางวาเศษ ถนนทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเนื้อที่ 3 งาน 36 ตารางวาเศษ และขอรังวัดที่ดินทางด้านทิศตะวันตกหักเป็นแม่น้ำแม่กลอง เป็นเนื้อที่ 57 ตารางวาเศษ เมื่อหักทางสาธารณประโยชน์และแม่น้ำแม่กลองแล้ว ที่ดินพิพาทคงเหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวาเศษ ตามแผนที่พิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกถ้อยคำเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ (ตามนำชี้) ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่สามารถใช้บังคับต่อกันได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บันทึกถ้อยคำแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ (ตามนำชี้) เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามบันทึกดังกล่าวได้ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 กล่าวคือ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แต่บันทึกถ้อยคำเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ (ตามนำชี้) ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่มีข้อความทำนองเดียวกันว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสี่มีความประสงค์แบ่งที่ดินออกเป็น 6 ส่วน ส่วนใดแบ่งหักเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ส่วนของเจ้าของรวมคนใดอยู่บริเวณส่วนใดของที่ดินพิพาทเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดในการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมว่า ส่วนของเจ้าของรวมแต่ละคนมีแนวเขตตั้งแต่บริเวณใดถึงบริเวณใด จำนวนเนื้อที่เท่าใด นอกจากนี้หลังจากทำบันทึกถ้อยคำทั้งสองฉบับแล้ว ได้มีการไปรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามบันทึกดังกล่าว 2 ครั้ง นางสาวปรียาภรณ์ ช่างรังวัด ทำบันทึกไว้ว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถตกลงแนวเขตแปลงแบ่งแยกกันได้ แสดงว่าการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ไม่ได้มีปัญหาว่าใครจะได้ที่ดินบริเวณส่วนใด แต่มีปัญหาว่าแนวเขตของแต่ละคนที่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมจากบริเวณใดถึงบริเวณใด แต่ละคนจะได้ที่ดินจำนวนเนื้อที่เท่าใด ประกอบกับเมื่อมีการทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่นำชี้แนวเขตในการทำแผนที่พิพาทแบ่งที่ดินเป็น 10 แปลง ไม่ตรงกับที่โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงกันแบ่งเป็น 6 แปลง ตามที่ระบุในบันทึกถ้อยคำ และนางสาวปรียาภรณ์ยังได้เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า พยานออกไปรังวัดที่ดินพิพาทโดยมีผู้นำชี้ แต่เมื่อรังวัดแล้วเนื้อที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมทุกฝ่าย ในการรังวัดนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีปัญหาในส่วนของที่ตั้งของที่ดิน แต่ไม่ตกลงในส่วนของเนื้อที่ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่สามารถตกลงกันได้เนื่องจากมีการปลูกบ้านและต้นมะพร้าวและมีทางออกสู่ถนน จากการที่พยานออกไปรังวัดเห็นได้ชัดว่ามีการแบ่งการแยกการครอบครองเป็นสัดส่วน ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่มีปัญหาเรื่องแนวเขตที่ดินและจำนวนเนื้อที่ดินที่ต่างคนต่างมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ไม่มีปัญหาว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ครอบครองบริเวณใดของที่ดินพิพาท บันทึกถ้อยคำเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ (ตามนำชี้) ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ไม่มีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามบันทึกนั้นได้ ส่วนฎีกาอื่นของโจทก์เป็นข้อปลีกย่อยที่มิได้ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายพิเชษฐ โตประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1307/2566
#692039
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 แต่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามความหมายของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ว่า กระทรวง... และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา..." รัฐวิสาหกิจใดจะเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวได้นั้น คงมีแต่เฉพาะกรณีที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2550 เรื่อง การเพิ่มทุนของโจทก์ โดยจำเลยไม่คัดค้านว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการซื้อหุ้นเพิ่มทุนโจทก์ของกระทรวงการคลัง ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะทำให้โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ก็ตาม แต่การเข้าถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐดังกล่าวก็ไม่ทำให้ฐานะของโจทก์ในขณะจัดตั้งตามกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อตาม พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มาตรา 7 กำหนดให้กระทรวงการคลังซื้อหุ้นของโจทก์ได้ไม่เกินร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด การจัดตั้งโจทก์ตามกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่ได้มีความประสงค์ให้โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ อันจะตกอยู่ในความหมายของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพียงอย่างเดียว แต่โจทก์ระบุชัดในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ โดยบรรยายฟ้องว่า ขณะจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 มีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารและเสนอข้อมูลเพื่ออนุมัติสินเชื่อ จำเลยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ ส่งผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ และทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากลูกค้า และ ป. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน

ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติสินเชื่อ ร่วมวิเคราะห์สินเชื่อกับหน่วยงานวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อให้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นประโยชน์ต่อการอนุมัติสินเชื่อ กลับนำเสนอขออนุมัติสินเชื่อของลูกค้ารายบริษัท ซ. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโจทก์ โดยขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันในที่ประชุมด้วยวาจาจาก ส. เป็น ป. ซึ่งไม่ได้นำเสนอเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้สินของ ป. ที่ค้างชำระต่อธนาคาร ก. เกินกว่า 300 วัน เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อของคณะกรรมการบริหารของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อของโจทก์ในบทที่ 4 ข้อ 4.1.3 (5) โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่มีความสำคัญและต้องนำส่งทุกครั้งที่มีการขออนุมัติสินเชื่อ การกระทำของจำเลยเช่นนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.33/2551 เรื่อง การให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ข้อ 5.1 ข้อ 5.1.3 และข้อ 5.1.5 และคำสั่งโจทก์ที่ ธ.139/2551 เรื่อง สินเชื่อต้องห้ามและสินเชื่อพิเศษแต่ละประเภท ข้อ 1.2 ข้อ 1.2.3 และข้อ 1.2.5 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นการผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ หลังจากที่โจทก์อนุมัติสินเชื่อแล้ว บริษัท ซ. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียง 13 งวด ค้างชำระเงินต้นถึง 60,000,000 บาท ทำให้โจทก์ต้องฟ้องบริษัท ซ. และ ป. กับพวก ต่อศาลแพ่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามระเบียบ ประกาศ และคำสั่งโจทก์ของจำเลย แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลย เมื่อหนี้ดังกล่าวศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้บริษัท ซ. และ ป. ร่วมกันชำระเงิน 94,684,743.99 บาท พร้อมค่าชดเชยร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ทั้งยังให้บังคับจำนำยึดหุ้นของบริษัท ซ. ออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ และให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ออกขายทอดตลาด หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนถูกต้อง ดังนั้น การจะกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวทั้งหมดอีกย่อมเป็นการซ้ำซ้อนและเป็นการไม่สมควร การกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้คงต้องคำนึงถึงจำนวนเงินต้นทุนสินเชื่อตามจริงที่บริษัท ซ. กู้ยืมไป และจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระแล้วในคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งหรืออาจจะได้รับชำระตามคำพิพากษาต่อไปโดยการบังคับจากหลักประกัน คือ หุ้นของบริษัท ซ. ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จดทะเบียนจำนอง และผู้ค้ำประกัน ประกอบเข้ากับการลดน้อยถอยลงของหลักประกันซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันดังกล่าวด้วย แต่การกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดให้ได้ จึงย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยควรรับผิดต่อโจทก์เพียงใดตามนัยข้างต้นต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 117,555,593.31 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ต่อมามีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์มีระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ (Credit Manual) โจทก์ออกคำสั่งที่ ธ.139/2551 เรื่อง สินเชื่อต้องห้ามและสินเชื่อพิเศษแต่ละประเภท เพื่อให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.33/2551 เรื่อง การให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ จำเลยเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติสินเชื่อ ร่วมวิเคราะห์สินเชื่อกับหน่วยงานวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อให้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นประโยชน์ต่อการอนุมัติสินเชื่อ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 จำเลยนำเสนอขออนุมัติสินเชื่อของลูกค้ารายบริษัท ซ. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโจทก์ ครั้งที่ 33/2553 และขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันในที่ประชุมด้วยวาจา จากนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชา โดยไม่ได้นำเสนอเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้สินของนายปรีชาที่ค้างชำระต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เกินกว่า 300 วัน ซึ่งมียอดหนี้ค้างชำระ 18,151,121 บาท เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อของคณะกรรมการบริหารของโจทก์ โจทก์อนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ซ. ตามที่จำเลยนำเสนอ โดยมีการเบิกสินเชื่องวดแรกในวันที่ 16 ธันวาคม 2553 บริษัท ซ. ผิดนัดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในงวดที่ 14 ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อจำเลย แล้วมีคำสั่งลงโทษให้จำเลยออกตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ฟ้องบริษัท ซ. และนายปรีชากับพวกรวม 6 คน ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.5002/2557 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.3157/2559 ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวและนายปรีชากับพวกร่วมกันชำระเงิน 94,684,743.99 บาท พร้อมค่าชดเชยร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000,000 บาท ต่อมาโจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต่อจำเลยกับพวกรวม 3 คน แล้วเห็นว่า ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการกระทำผิดของจำเลย เห็นควรให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ การกระทำของจำเลยที่ไม่เสนอเอกสารหลักฐานภาระหนี้ของนายปรีชา อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ที่ ธ.139/2551 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.33/2551 แม้ไม่ถือว่าเป็นการจงใจปกปิดข้อมูลต่อคณะกรรมการบริหารโจทก์ แต่เป็นการประมาทเลินเล่ออันเป็นละเมิดและผิดสัญญาจ้าง การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของคณะกรรมการบริหารโจทก์ต้องพิจารณาจากเงื่อนไขหลายประการประกอบกัน ไม่ใช่เฉพาะกรณีเรื่องภาระหนี้สินของนายปรีชาผู้ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว เมื่อบริษัท ซ. ผิดนัดชำระหนี้และเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หลังจากที่โจทก์ให้สินเชื่อไปนานถึง 1 ปีเศษ การกระทำของจำเลยยังห่างไกลต่อผลที่บริษัทดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ความเสียหายของโจทก์ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอันเป็นหน่วยงานของรัฐ ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ว่า เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องด้วยว่า การกระทำของจำเลยเป็นทั้งมูลสัญญาและเป็นทั้งมูลละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ แต่ความเสียหายทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาดังกล่าวตามอ้างเป็นจำนวนเดียวกัน และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การพิเคราะห์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เสียก่อน จึงจะมีสิทธิดำเนินการในศาลได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงาน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 แต่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามความหมายของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ว่า กระทรวง... และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา..." รัฐวิสาหกิจใดจะเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวได้นั้น คงมีแต่เฉพาะกรณีที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2550 เรื่อง การเพิ่มทุนของโจทก์ ท้ายคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์โดยจำเลยไม่คัดค้านว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการซื้อหุ้นเพิ่มทุนโจทก์ของกระทรวงการคลัง ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะทำให้โจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ก็ตาม แต่การเข้าถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐดังกล่าวก็ไม่ทำให้ฐานะของโจทก์ในขณะจัดตั้งตามกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มาตรา 7 กำหนดให้กระทรวงการคลังซื้อหุ้นของโจทก์ได้ไม่เกินร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด การจัดตั้งโจทก์ตามกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่ได้มีความประสงค์ให้โจทก์มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ อันจะตกอยู่ในความหมายของคำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบกับคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพียงอย่างเดียว แต่โจทก์ระบุชัดในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ โดยบรรยายฟ้องว่าขณะจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 มีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารและเสนอข้อมูลเพื่อขออนุมัติสินเชื่อ จำเลยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ได้นำเสนอขออนุมัติวงเงินอนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัท ซ. โดยขออนุมัติเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันด้วยวาจาจากเดิมนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชา โดยไม่ได้นำเสนอเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้สินของนายปรีชาตามระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อ ส่งผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและต่อมาบริษัท ซ. ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากลูกค้ารายดังกล่าวและนายปรีชาซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ก่อนฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องนี้มาแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวให้ เนื่องจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานซึ่งไม่ถูกต้อง ดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปก่อนแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ จากข้อเท็จจริงที่ยุติว่า ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติสินเชื่อ ร่วมวิเคราะห์สินเชื่อกับหน่วยงานวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อให้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นประโยชน์ต่อการอนุมัติสินเชื่อ กลับนำเสนอขออนุมัติสินเชื่อของลูกค้ารายบริษัท ซ. ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโจทก์ ครั้งที่ 33/2553 โดยขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันในที่ประชุมด้วยวาจาจากนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชา ซึ่งไม่ได้นำเสนอเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้สินของนายปรีชาที่ค้างชำระต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เกินกว่า 300 วัน เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อของคณะกรรมการบริหารของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบปฏิบัติงานด้านสินเชื่อของโจทก์ในบทที่ 4 การจัดเตรียมเอกสารขออนุมัติสินเชื่อ ข้อ 4.1.3 รายงานข้อมูลพื้นฐาน (5) ข้อมูลลูกค้า และการตรวจสอบข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau) ของผู้เกี่ยวข้องในการขอสินเชื่อ เช่น ผู้ขอสินเชื่อ กรรมการ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หุ้นส่วน ผู้จัดการ ผู้ค้ำประกัน เป็นต้น โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่มีความสำคัญ และต้องนำส่งทุกครั้งที่มีการขออนุมัติสินเชื่อ การกระทำของจำเลยเช่นนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.33/2551 เรื่อง การให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ข้อ 5.1 ข้อ 5.1.3 และข้อ 5.1.5 ที่ให้สถาบันการเงินงดเว้นหรือระงับการให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้สินเชื่อที่ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน หรือการให้สินเชื่อโดยไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือประเมินฐานะหรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน อย่างเช่นสถาบันการเงินผู้ประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังพึงกระทำ และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโจทก์ที่ ธ.139/2551 เรื่อง สินเชื่อต้องห้ามและสินเชื่อพิเศษแต่ละประเภท ข้อ 1.2 ข้อ 1.2.3 และข้อ 1.2.5 ซึ่งห้ามให้สินเชื่อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้งดเว้นหรือระงับการให้สินเชื่อ เนื่องจากเป็นการให้สินเชื่อที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.33/2551 ดังกล่าว การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศ และคำสั่งโจทก์ของจำเลยเช่นนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นการผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ หลังจากที่โจทก์อนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ซ. ตามการกระทำที่ไม่ถูกต้องของจำเลยดังกล่าวแล้ว บริษัท ซ. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียง 13 งวด ค้างชำระเงินต้นถึง 60,000,000 บาท ทำให้โจทก์ต้องฟ้องบริษัท ซ. และนายปรีชากับพวกรวม 6 คน ต่อศาลแพ่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามระเบียบ ประกาศ และคำสั่งโจทก์ของจำเลยข้างต้น เนื่องจากหากจำเลยนำเสนอเอกสารหลักฐานการตรวจสอบภาระหนี้สินของนายปรีชาที่ค้างชำระต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เกินกว่า 300 วัน ซึ่งมียอดหนี้ค้างชำระจำนวนมากถึง 18 ล้านบาทเศษ ให้คณะกรรมการบริหารของโจทก์พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว การตัดสินใจอนุมัติเงินกู้ให้แก่บริษัท ซ. ของคณะกรรมการบริหารของโจทก์ย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสมและถูกต้อง เพราะความน่าเชื่อถือของผู้ค้ำประกันเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ ย่อมเป็นเหตุผลประกอบสำคัญที่คณะกรรมการบริหารของโจทก์ใช้ตัดสินใจในการอนุมัติเงินกู้ให้แก่บริษัทดังกล่าว ส่งผลให้โจทก์อาจไม่ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเช่นนี้ จึงหาใช่เป็นกรณีที่การกระทำของจำเลยยังห่างไกลต่อผลที่บริษัท ซ. ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ ความเสียหายของโจทก์ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยจากการไม่ได้รับชำระหนี้จากการให้สินเชื่อแก่บริษัท ซ. นั้น เมื่อหนี้ดังกล่าวศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวและนายปรีชากับพวกร่วมกันชำระเงิน 94,684,743.99 บาท พร้อมค่าชดเชยร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ทั้งยังให้บังคับจำนำยึดหุ้นของบริษัทดังกล่าวออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ และให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ออกขายทอดตลาด หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนถูกต้อง ดังนั้น การจะกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวทั้งหมดอีกย่อมเป็นการซ้ำซ้อนและเป็นการไม่สมควร การกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์คงต้องคำนึงถึงจำนวนเงินต้นทุนสินเชื่อตามจริงที่บริษัทดังกล่าวกู้ยืมไปจากโจทก์ และจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระแล้วในคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งหรืออาจจะได้รับชำระตามคำพิพากษาต่อไปโดยการบังคับจากหลักประกัน คือ หุ้นของบริษัท ซ. ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จดทะเบียนจำนอง และผู้ค้ำประกัน ประกอบเข้ากับการลดน้อยถอยลงของหลักประกันซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่จำเลยกระทำผิดต่อระเบียบ ประกาศ และคำสั่งโจทก์ดังกล่าวข้างต้นด้วย แต่การกำหนดค่าเสียหายนี้เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดให้ได้ จึงย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยควรรับผิดต่อโจทก์เพียงใดตามนัยข้างต้นต่อไป ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าชดเชยผิดนัดให้แก่โจทก์ และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายว่า จำเลยควรต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 575
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
- นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2566
#690887
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คพิพาท เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายให้ตามระเบียบ แต่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตถอนเงินกลาง 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้เทศบาลตำบล ห. ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย และจำเลยวางเงินรวม 73,060 บาท เมื่อวันที่ 14 และ 20 พฤศจิกายน 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายมาแสดง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวาง 73,060 บาท และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาล 93,060 บาท ตามที่ลูกหนี้ได้วางไว้ตามความเป็นจริง อันเป็นการขอรับเงินภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ทราบการแจ้งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจจ่ายเงินเพียง 73,060 บาท โดยโอนเข้าบัญชีให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้ จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีการวางเงินจริงทั้งหมด 93,060 บาท และต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่า เงิน 20,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางใช้หนี้ให้แก่ผู้เสียหาย และศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มารับเงินนับถึงวันที่ทำรายงานเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี จึงขอยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและขอนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำส่ง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 นั้น ก็ไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นต้องคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 17 มีนาคม 2557 สั่งจ่ายเงิน 88,643 บาท มอบให้บริษัท ก. ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่างวดรถตามสัญญาเช่าซื้อ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอื่น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 จำเลยและผู้เสียหายตกลงกันได้ จำเลยนำเงิน 20,000 บาท วางต่อศาลชั้นต้น เพื่อชดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายบางส่วน และในวันเดียวกันผู้เสียหายยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจจ่ายเงินให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ 15 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานขออนุญาตศาลถอนเงินกลาง 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้แก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ตรวจจ่ายตามระเบียบ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 จำเลยวางเงิน 68,643 บาท และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 จำเลยนำเงินค่าดอกเบี้ยตามเช็คมาวางอีก 4,417 บาท รวมเป็นเงิน 73,060 บาท อันเป็นการที่จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นตามจำนวนเงินในเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อจำเลยนำเงินตามจำนวนในเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยมาวางศาลชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย คดีย่อมเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7 และทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ส่วนผู้เสียหายขอรับเงินจำนวนดังกล่าวในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายประกอบคำแถลงขอรับเงิน วันที่ 23 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวาง 73,060 บาท วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาล 93,060 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจจ่ายเงิน 73,060 บาท โดยโอนเข้าบัญชีให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้

วันที่ 21 ธันวาคม 2564 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่าเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางใช้หนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว และศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มารับเงินนับถึงวันที่ทำรายงานเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี จึงขอยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและขอนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำส่ง

วันที่ 12 มกราคม 2565 ผู้เสียหายยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งให้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยนำไปวางชำระหนี้ศาลว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินที่จำเลยวางเพื่อชำระหนี้ต่อศาล 93,060 บาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายตามระเบียบ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ตรวจจ่ายเงินให้เพียง 73,060 บาท ยังขาดอีก 20,000 บาท โดยเงิน 20,000 บาท นี้ จำเลยได้นำมาวางเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 และในวันเดียวกันผู้เสียหายยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายให้แก่เทศบาลตำบล ห. ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งจ่ายเงินกลางดังกล่าวให้ผู้เสียหาย

วันที่ 13 มกราคม 2565 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ได้ตรวจสอบพบว่า วันที่ 6 ตุลาคม 2557 จำเลยได้วางเงิน 20,000 บาท และผู้เสียหายยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจริง แต่ผู้เสียหายไม่ได้มารับเงินจนเวลาล่วงเลยระยะเวลา 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และได้มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้เจ้าหน้าที่ศาลจัดทำรายงานเสนอจ่ายเงินให้แก่เทศบาลตำบล ห. ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง แต่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อของผู้เสียหายถูกต้องผู้เสียหายไม่ติดต่อขอรับเงินจนเวลาล่วงเลยเกินระยะเวลาห้าปี เงิน 20,000 บาท จึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 และได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564 จึงไม่อาจสั่งจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสียหายได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้เสียหายอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้เสียหายฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีสิทธิรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามเช็ค 20,000 บาท คืนหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินวางชำระหนี้คืนจากศาลนั้น เป็นกรณีของการขอเงินค้างจ่ายคืนจากศาล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยเมื่อมีการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่า มีเงินที่ลูกหนี้นำมาวางศาลเพื่อให้เจ้าหนี้รับไป เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้วเจ้าหนี้ไม่มารับเงินไปภายในห้าปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล จึงตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีนี้จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายให้ตามระเบียบ แต่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตถอนเงินกลาง 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้เทศบาลตำบล ห. ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย และมีการวางเงินรวม 73,060 บาท เมื่อวันที่ 14 และ 20 พฤศจิกายน 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายมาแสดง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวาง 73,060 บาท และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาล 93,060 บาท ตามที่ลูกหนี้ได้วางไว้ตามความเป็นจริง อันเป็นการขอรับเงินภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ทราบการแจ้งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจจ่ายเงินเพียง 73,060 บาท โดยโอนเข้าบัญชีให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้ จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีการวางเงินจริงทั้งหมด 93,060 บาท และการที่เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่าเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางเงินใช้หนี้ให้แก่ผู้เสียหายและศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มารับเงินนับถึงวันที่ทำรายงานเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี จึงขอยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและขอนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำส่งเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 นั้นก็ไม่ถูกต้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลชั้นต้นต้องคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายฎีกาของผู้เสียหายฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงิน 20,000 บาท แก่บริษัทกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 345
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
ผู้เสียหาย — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายมนัส รัตนไตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเดชะ วีระเดช
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2566
#690941
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ตรวจจ่ายให้ตามระเบียบ แต่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตถอนเงินกลาง 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้เทศบาลตำบลหนองเรือ ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย และมีการวางเงิน 72,597 บาท เมื่อวันที่ 14 และ 20 พฤศจิกายน 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต เนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายมาแสดง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นขอให้ออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวาง 72,597 บาท และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาล 92,597 บาท ตามที่ลูกหนี้ได้วางไว้ตามความเป็นจริง อันเป็นการขอรับเงินภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ทราบการแจ้งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ตรวจจ่ายตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจจ่ายเงินเพียง 72,597 บาท โดยโอนเข้าบัญชีให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้ จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีการวางเงินจริงทั้งหมด 92,597 บาท และการที่เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่าเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางใช้หนี้ให้แก่ผู้เสียหาย และศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มารับเงินนับถึงวันที่ทำรายงานเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี จึงขอยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าว และขอนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง นำส่ง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 นั้น ก็ไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นต้องคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคาร ลงวันที่ 17 เมษายน 2557 สั่งจ่ายเงิน 88,643 บาท มอบให้บริษัท ก. ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่างวดรถตามสัญญาเช่าซื้อ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอื่น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 จำเลยและผู้เสียหายตกลงกันได้ จำเลยนำเงิน 20,000 บาท วางต่อศาลชั้นต้น เพื่อชดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายบางส่วน และในวันเดียวกันผู้เสียหายยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจจ่ายเงินให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ 15 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานขออนุญาตศาลถอนเงินกลาง 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้แก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 จำเลยวางเงิน 68,643 บาท และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 จำเลยนำเงินค่าดอกเบี้ยตามเช็คมาวางอีก 3,954 บาท รวมเป็นเงิน 72,597 บาท อันเป็นการที่จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นตามจำนวนเงินในเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ส่วนผู้เสียหายขอรับเงินจำนวนดังกล่าวในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายประกอบคำแถลงขอรับเงิน วันที่ 23 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวาง 72,597 บาทวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาล 92,597 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจจ่ายเงิน 72,597 บาท โดยโอนเข้าบัญชีให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้

วันที่ 21 ธันวาคม 2564 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่าเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางใช้หนี้ให้แก่ผู้เสียหายและศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มารับเงิน นับถึงวันที่ทำรายงานเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี จึงขอยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและขอนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำส่ง

วันที่ 12 มกราคม 2565 ผู้เสียหายยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งให้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยนำไปวางชำระหนี้ศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งจ่ายเงินกลางดังกล่าวให้ผู้เสียหาย วันที่ 13 มกราคม 2565 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ได้ตรวจสอบพบว่าวันที่ 6 ตุลาคม 2557 จำเลยได้วางเงิน 20,000 บาท และผู้เสียหายยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจริง แต่ผู้เสียหายไม่ได้มารับเงินจนเวลาล่วงเลยระยะเวลา 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และได้มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้เจ้าหน้าที่ศาลจัดทำรายงานเสนอจ่ายเงินให้แก่เทศบาลตำบลหนองเรือซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง แต่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อผู้เสียหายถูกต้องผู้เสียหายไม่ติดต่อขอรับเงินจนเวลาล่วงเลยเกินระยะเวลาห้าปี เงิน 20,000 บาท จึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 และได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2564 จึงไม่อาจสั่งจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสียหายได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้เสียหายอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้เสียหายฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีสิทธิรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามเช็ค 20,000 บาท คืนหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินวางชำระหนี้คืนจากศาลนั้น เป็นกรณีของการขอเงินค้างจ่ายคืนจากศาล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยเมื่อมีการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่ามีเงินที่ลูกหนี้นำมาวางศาลเพื่อให้เจ้าหนี้รับไป เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้วเจ้าหนี้ไม่มารับเงินไปภายในห้าปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล จึงตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีนี้จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายให้ตามระเบียบ แต่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตถอนเงินกลาง 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้เทศบาลตำบลหนองเรือ ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย และมีการวางเงิน 72,597 บาท เมื่อวันที่ 14 และ 20 พฤศจิกายน 2557 ผู้เสียหายขอรับเงินในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต เนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือมอบอำนาจของผู้เสียหายมาแสดง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวาง 72,597 บาท และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้เสียหายขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาล 92,597 บาท ตามที่ลูกหนี้ได้วางไว้ตามความความเป็นจริง อันเป็นการขอรับเงินภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ทราบการแจ้งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจจ่ายตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ศาลตรวจจ่ายเงินเพียง 72,597 บาท โดยโอนเข้าบัญชีให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้ จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีการวางเงินจริงทั้งหมด 92,597 บาท และการที่เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นว่า เงิน 20,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางใช้หนี้ให้แก่ผู้เสียหาย และศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มารับเงินนับถึงวันที่ทำรายงานเป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี จึงขอยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและขอนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งนำส่งเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 นั้นก็ไม่ถูกต้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลชั้นต้นต้องคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ฎีกาของผู้เสียหายฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงิน 20,000 บาท แก่บริษัท ก. ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 345
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
ผู้เสียหาย — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายมนัส รัตนไตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเดชะ วีระเดช
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1302/2566
#692034
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ แต่เมื่อกำหนดไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก คือวันที่ 20 เมษายน 2562 เป็นกำหนดไถ่ที่มีหรือเหลือระยะเวลาน้อยกว่าสามเดือนนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ กรณีย่อมต้องด้วยบทเฉพาะกาลมาตรา 20 ที่กำหนดให้สัญญาขายฝากซึ่งทรัพย์สินที่ขายฝากเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับและยังไม่ครบกำหนดเวลาไถ่ให้มีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันทำสัญญาขายฝาก เว้นแต่กรณี (3) ให้นําความในมาตรา 17 มาใช้บังคับกับสัญญาขายฝากที่มีผลบังคับอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ และในกรณีที่กำหนดเวลาไถ่ในสัญญาขายฝากมีหรือเหลือระยะเวลาน้อยกว่าสามเดือนนับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ให้ขยายกำหนดเวลาการไถ่ออกไปเป็นเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ กำหนดไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องขยายระยะเวลาออกไปอีก 6 เดือนนับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ ทำให้จะครบกำหนดไถ่ในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 และเมื่อมาตรา 17 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนวันครบกำหนดเวลาไถ่ไม่น้อยกว่าสามเดือนแต่ไม่มากกว่าหกเดือน ให้ผู้ซื้อฝากแจ้งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้ขายฝากเพื่อให้ผู้ขายฝากทราบกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่ หากผู้ซื้อฝากละเลยไม่ดำเนินการดังกล่าว มาตรา 17 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากได้ภายในหกเดือนนับแต่วันครบกำหนดไถ่ที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากโดยผู้ขายฝากมีหน้าที่ชําระสินไถ่ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าก่อนวันครบกำหนดเวลาไถ่ที่ขยายระยะเวลาออกไปโดยผลของกฎหมายตามที่กล่าวมาจำเลยผู้ซื้อฝากได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ผู้ขายฝากทราบถึงกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่ก่อนวันครบกำหนดเวลาไถ่ไม่น้อยกว่าสามเดือนแต่ไม่มากกว่าหกเดือนตามบทบัญญัติมาตรา 17 วรรคหนึ่ง กำหนดไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากจึงต้องขยายไปอีกหกเดือนนับแต่วันครบกำหนดไถ่ตามมาตรา 17 วรรคสอง กล่าวคือ ขยายออกไปอีกจนถึงวันที่ 17 เมษายน 2563 การที่โจทก์ขอไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากต่อจำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 จึงยังอยู่ภายในกำหนดไถ่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ที่ดินที่ขายฝากคืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยรับเงินสินไถ่ 1,872,000 บาท หากจำเลยไม่จดทะเบียนไถ่ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 9,188.40 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 141.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 36230 และ 53279 ซึ่งเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไว้ต่อจำเลย กำหนดสินไถ่ 1,872,000 บาท และในระหว่างขายฝากมีการขยายกำหนดไถ่ออกไปอีก 3 ครั้ง ซึ่งครบกำหนดไถ่วันที่ 20 เมษายน 2562 ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2562 โจทก์ใช้สิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากต่อจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิไถ่ที่ดินตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 ตราขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่า บทบัญญัติว่าด้วยขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ภายใต้หลักของความศักดิ์สิทธิ์และเสรีภาพในการแสดงเจตนาระหว่างคู่สัญญาซึ่งเป็นเอกชนที่มีสถานะเท่าเทียมกัน แต่ในการขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนจำนวนมากปรากฏว่าผู้ขายฝากมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้ซื้อฝากอันเนื่องมาจากสถานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และผู้ขายฝากอาจได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเสียที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย จึงกำหนดให้มีการควบคุมสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างเสริมความเป็นธรรมในสังคม เจตนารมณ์ของการบัญญัติกฎหมายจึงมุ่งคุ้มครองประชาชนผู้ขายฝากมิให้ต้องสูญเสียที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย ดังนั้น แม้สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยจะทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ แต่เมื่อกำหนดไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลย คือวันที่ 20 เมษายน 2562 เป็นกำหนดไถ่ที่มีหรือเหลือระยะเวลาน้อยกว่าสามเดือนนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ย่อมต้องด้วยหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวในส่วนบทเฉพาะกาล มาตรา 20 ที่ว่า "สัญญาขายฝากซึ่งทรัพย์สินที่ขายฝากเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและยังไม่ครบกำหนดเวลาไถ่ ให้มีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันทำสัญญาขายฝาก เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้... (3) ให้นำความในมาตรา 17 มาใช้บังคับกับสัญญาขายฝากที่มีผลบังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และในกรณีที่กำหนดเวลาไถ่ในสัญญาขายฝากมีหรือเหลือระยะเวลาน้อยกว่าสามเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ขยายกำหนดเวลาการไถ่ออกไปเป็นเวลาหกเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ..." กำหนดไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องขยายระยะเวลาออกไปตามบทกฎหมายที่มีสภาพบังคับเพื่อประโยชน์แก่ผู้ขายฝาก โดยขยายกำหนดไถ่ออกไปอีกหกเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ ทำให้จะครบกำหนดไถ่ในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 และเมื่อพระราชบัญญัตินี้มีความมุ่งหมายในการคุ้มครองมิให้ผู้ขายฝากต้องสูญเสียที่ดินทำมาหากินหรือที่ดินที่อยู่อาศัย การบอกกล่าวให้ผู้ขายฝากรู้ตัวล่วงหน้าถึงกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่เพื่อประโยชน์ต่อการใช้สิทธิไถ่ของผู้ขายฝากจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังความในมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ก่อนวันครบกำหนดเวลาไถ่ไม่น้อยกว่าสามเดือนแต่ไม่มากกว่าหกเดือน ให้ผู้ซื้อฝากแจ้งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้ขายฝากเพื่อให้ผู้ขายฝากทราบกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่ พร้อมทั้งแนบสำเนาสัญญาขายฝากไปด้วย..." และหากผู้ซื้อฝากละเลยไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ย่อมเป็นผลตามมาตรา 17 วรรคสอง ที่ว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อฝากไม่ได้ดำเนินการแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ขายฝากภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งหรือมิได้ส่งสำเนาสัญญาขายฝากไปด้วย ให้ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากได้ภายในหกเดือนนับแต่วันครบกำหนดไถ่ที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก โดยผู้ขายฝากมีหน้าที่ชำระสินไถ่ ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา" ซึ่งกำหนดเวลาที่ให้ผู้ซื้อฝากแจ้งกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่แก่ผู้ขายฝากนี้เป็นทำนองเดียวกับการขยายกำหนดเวลาไถ่ตามมาตรา 20 (3) ข้างต้น อันแสดงให้เห็นว่าเป็นบทบังคับให้ผู้ซื้อฝากต้องแจ้งกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่แก่ผู้ขายฝากภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ก่อนวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเวลาไถ่ที่ขยายระยะเวลาออกไปโดยผลของกฎหมายตามที่กล่าวมา จำเลยฝ่ายผู้ซื้อฝากได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 17 วรรคหนึ่ง โดยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ผู้ขายฝากทราบถึงกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่ก่อนวันครบกำหนดเวลาไถ่ไม่น้อยกว่าสามเดือนแต่ไม่มากกว่าหกเดือน กำหนดไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากจึงต้องขยายไปอีกหกเดือนนับแต่วันครบกำหนดไถ่ตามมาตรา 17 วรรคสอง กล่าวคือ ขยายออกไปอีกจนถึงวันที่ 17 เมษายน 2563 การที่โจทก์ขอไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากต่อจำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 จึงยังคงอยู่ภายในกำหนดไถ่ และจำเลยต้องไถ่ถอนการขายฝากแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภค วินิจฉัยว่า กำหนดไถ่เป็นไปตามที่ขยายโดยผลของมาตรา 20 (3) คือวันที่ 17 ตุลาคม 2562 เท่านั้น โจทก์ขอไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากเมื่อล่วงพ้นกำหนดไถ่จึงสิ้นสิทธิไถ่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 9,188.40 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 141.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่า การที่จำเลยไม่รับไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำทรัพย์สินที่ขายฝากออกจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกได้ นั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า ความเสียหายที่โจทก์อ้างนั้นเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยคาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าในอันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง ทั้งพยานประกอบข้ออ้างเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวของโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวขึ้นเองได้โดยง่าย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามนั้น จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การไถ่หรือไม่ไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากมีผลต่อกรรมสิทธิ์รวมทั้งการครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ขายฝาก และเนื่องจากกำหนดไถ่ตามสัญญาและที่กำหนดโดยบทกฎหมายที่กล่าวมา เมื่อนับถึงปัจจุบันได้ล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว เพื่อประโยชน์และเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเวลาให้ปฏิบัติในการไถ่ขายฝากไว้เสียด้วย

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 36230 และ 53279 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้โจทก์ชำระสินไถ่เป็นเงิน 1,872,000 บาท แก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หากจำเลยไม่จดทะเบียนไถ่ขายฝากให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือว่าไม่ติดใจไถ่ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 ม. 17 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2566
#691541
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น เป็นข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง ไม่อยู่ในบังคับของข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และข้อตกลงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระดอกเบี้ย โจทก์ย่อมมีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินและคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ทุกครั้งที่มีการค้างชำระดอกเบี้ยถึงหนึ่งปีเช่นนั้น แม้ว่าจะครบกำหนดชำระคืนและลูกหนี้ผิดนัดแล้วก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดในรูปดอกเบี้ยทบต้นไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงโดยกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ครั้งเดียวนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 509,740 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 144,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 15,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์ 126,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายในวันที่ 13 มีนาคม 2553 หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยเกิน 1 ปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงิน และยอมเสียดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยชำระเงินให้โจทก์เพียง 15,000 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยปีแรก จำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงิน 126,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2554 เป็นต้นไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้ ข้อ 3 วรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งปี ผู้กู้ยินยอมให้ทบจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระเข้าเป็นต้นเงินในวันที่ครบกำหนดหนึ่งปีนั้น และผู้กู้ต้องเสียดอกเบี้ยในเงินต้นจำนวนใหม่ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหนึ่งปีตลอดไปในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น" จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมได้ตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่ง และไม่อยู่ในบังคับของข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง และข้อตกลงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่า ต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวหาเป็นโมฆะไม่ ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินและคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ทุกครั้งที่มีการค้างชำระดอกเบี้ยถึงหนึ่งปีเช่นนั้น แม้ว่าจะครบกำหนดชำระคืนและลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดแล้วก็ตาม ดังนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2554 เป็นต้นไปตามฟ้อง แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดในรูปดอกเบี้ยทบต้นไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลง เป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงโดยกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ครั้งเดียว ชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 144,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคสอง ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 655 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสุรพงศ์ เลิศธีระโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1300/2566
#691189
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หุ้นทุก ๆ หุ้นจำต้องใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" มิได้มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่าหากมิได้ดำเนินการตามมาตรา 1119 แล้ว จะทำให้การเป็นผู้ถือหุ้นเป็นโมฆะ หรือกลับกลายเป็นไม่เป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจึงมีผลแต่เพียงว่าผู้ถือหุ้นดังกล่าวยังมิได้ใช้เงินเป็นค่าหุ้นแก่บริษัทเท่านั้น กรรมการจึงสามารถที่จะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งเงินค่าหุ้นให้แก่บริษัทเสียเมื่อใดก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1120 ถึง 1124 ทั้งตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในขณะที่ ส. ยังมีชีวิตอยู่ ส. ก็ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 ที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นส่งไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดพิษณุโลก ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าหุ้นแล้วหรือไม่ และโดยวิธีใด เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องการเรียกเงินค่าหุ้น จึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ไม่เคยได้รับมอบใบหุ้น ไม่เคยเข้ามีส่วนได้เสียในบริษัท เช่น การประชุมผู้ถือหุ้น การรับรู้ส่วนได้เสียของบริษัท เช่น กำไร ขาดทุน นั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้ออกใบหุ้นให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ไปรับหรือไม่ จำเลยที่ 2 เคยมีหนังสือเชิญประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแล้วหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวจะว่าโจทก์ไม่ได้รับมอบใบหุ้นและไม่เข้ามามีส่วนได้เสียของบริษัทหาได้ไม่ จึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องในความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 และ ป.อ. มาตรา 137

แม้คำฟ้องของโจทก์ ข้อ 2.1 ที่บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ ทำให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียหุ้นจำนวน 10,000 หุ้น โจทก์จะมิได้บรรยายเจตนาพิเศษมาในคำฟ้องก็ตาม แต่ต่อมาในข้อ 2.3 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องชัดเจนว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 2 และฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำการหรือยินยอมให้มีการปลอมบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามฟ้อง ข้อ 2.1 เพื่อลวงโจทก์ให้ได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) แล้ว ดังนี้ จึงถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงเจตนาพิเศษในการกระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 266, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปี และปรับจำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4) คนละ 81,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีหนังสือแจ้งนายทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้โจทก์มีหุ้น 10,000 หุ้น ในบริษัทจำเลยที่ 2 ตามเดิมแล้ว อันเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด จึงลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4) คนละ 54,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ลงโทษปรับ 9,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 6,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 2 โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 หุ้น เป็นหุ้นหมายเลข 85001 ถึงหมายเลข 95000 ต่อมาในปี 2561 โจทก์ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 โดยปรากฏหมายเลขหุ้นที่เคยเป็นของโจทก์ไปปรากฏอยู่ในชื่อของจำเลยที่ 1 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวจึงเป็นเท็จ จากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2562 ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 หุ้น ตามเดิม แล้วนำไปยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยในส่วนคดีของจำเลยที่ 1 ได้ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงเพราะโจทก์ไม่ได้ชำระราคาค่าหุ้น โดยการชำระราคาค่าหุ้นต้องชำระด้วยเงินเท่านั้นไม่สามารถใช้ค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินอื่นได้ แต่โจทก์ไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น โจทก์ไม่ได้รับมอบใบหุ้นและไม่เคยเข้ามีส่วนร่วมในกิจการของจำเลยที่ 2 เช่น การประชุมผู้ถือหุ้น การรับรู้กำไรและขาดทุน ในปัญหานี้โจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในปี 2539 โจทก์และพันตำรวจโทวิเชียรได้ลงทุนทำธุรกิจการขุดทรายในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดทรัพย์แม่ยม ต่อมานายสุชน บิดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ชักชวนโจทก์และพันตำรวจโทวิเชียรเข้าร่วมลงทุนทำธุรกิจบ่อทรายโดยตกลงตั้ง จำเลยที่ 2 ขึ้นมาและให้โจทก์พร้อมด้วยพันโทวิเชียรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของจำเลยที่ 2 โจทก์และพันตำรวจโทวิเชียรตกลงร่วมธุรกิจกับนายสุชนโดยนำที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาลงทุนโดยถือหุ้นกันคนละ 10,000 หุ้น ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ได้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินโดยนำที่ดินที่โจทก์และพันตำรวจโทวิเชียรนำไปลงหุ้นไปจำนองเป็นหลักประกันเงินกู้ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1119 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติไว้ว่า "หุ้นทุก ๆ หุ้นจำต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221" วรรคสองบัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่าหากมิได้ดำเนินการตามมาตรา 1119 แล้วจะทำให้การเป็นผู้ถือหุ้นเป็นโมฆะหรือกลับกลายเป็นไม่เป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงมีผลแต่เพียงว่าผู้ถือหุ้นดังกล่าวยังมิได้ใช้เงินเป็นค่าหุ้นแก่บริษัทเท่านั้น กรรมการจึงสามารถที่จะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งเงินค่าหุ้นให้แก่บริษัทเสียเมื่อใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1120 ถึง 1124 ทั้งตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในขณะที่นายสุชนยังมีชีวิตอยู่ นายสุชนก็ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 โดยได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 ที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นส่งไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดพิษณุโลก ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ได้ชำระเงินค่าหุ้นแล้วหรือไม่และโดยวิธีใด เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องการเรียกเงินค่าหุ้น จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ไม่เคยได้รับมอบใบหุ้น ไม่เคยเข้ามีส่วนได้เสียในบริษัท เช่น การประชุมผู้ถือหุ้น การรับรู้ส่วนได้เสียของบริษัท เช่น กำไร ขาดทุน นั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้ออกใบหุ้นให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ไม่ไปรับหรือไม่ จำเลยที่ 2 เคยมีหนังสือเชิญโจทก์ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแล้วหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวจะว่าโจทก์ไม่ได้รับมอบใบหุ้นและไม่เข้ามามีส่วนได้เสียของบริษัทหาได้ไม่ จึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงข้อความเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นหรือยินยอมให้ลงข้อความเท็จในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 3 มีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ในปัญหานี้เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2.1 ที่บรรยายว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียหุ้นจำนวน 10,000 หุ้น โจทก์จะมิได้บรรยายเจตนาพิเศษมาในคำฟ้องด้วยก็ตาม แต่ต่อมาในข้อ 2.3 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 2 และฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำการหรือยินยอมให้มีการปลอมบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามฟ้องข้อ 2.1 เพื่อลวงโจทก์ให้ได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 แล้ว ดังนี้ จึงถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงเจตนาพิเศษในการกระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันเป็นเท็จหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ทราบและไม่มีส่วนรู้เห็นในการแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นของโจทก์จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ขณะที่นายสุชนมีชีวิตอยู่นายสุชนเป็นผู้มีอำนาจบริหารกิจการของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 3 และที่ 4 และนางนิตยาไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อน เนื่องจากโจทก์ไม่เคยเข้าประชุมเพื่อติดตามสอบถามถึงผลประกอบการของจำเลยที่ 2 นางนิตยามีหน้าที่ดูแลจัดการเอกสารต่าง ๆ ของจำเลยที่ 2 แทนนายสุชน หลังจากนายสุชนถึงแก่ความตายแล้วนางนิตยาเป็นผู้จัดทำงบการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2559 จึงได้นำหุ้นของโจทก์รวมเข้ากับหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยนางนิตยามิได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทราบ และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้สั่งการหรือรู้เห็นให้นางนิตยาดำเนินการ โดยต่อมาเมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทราบเหตุที่เกิดขึ้นก็ได้สั่งการให้นางนิตยาดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามเดิมทันทีก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ ในปัญหานี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำสืบโดยมีนางนิตยาเป็นพยานเบิกความว่า เป็นผู้สั่งการให้พนักงานฝ่ายบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นผู้พิมพ์บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยย้ายหุ้นของโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ปรึกษาผู้ใดเพราะในปี 2539 นายสุชนเรียกให้นางนิตยาไปพบและจดบันทึกตามคำบอกของนายสุชนว่า นายสุชนมีหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 2 จำนวนเท่าใด แต่ไม่ปรากฏชื่อโจทก์ในรายการที่นายสุชนให้บันทึก นางนิตยาจึงเข้าใจว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 2 จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงหุ้นด้วยตนเองไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทราบ เห็นว่า หลังจากนายสุชนถึงแก่ความตายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 การที่นางนิตยาซึ่งเป็นลูกจ้างทำบัญชีให้แก่นายสุชนแม้จะเป็นผู้มีความใกล้ชิดนายสุชนและนายสุชนไว้วางใจก็ตาม แต่เมื่อนายสุชนถึงแก่ความตายแล้วการที่นางนิตยาจะทำการใดเกี่ยวกับบริษัทย่อมจะต้องสอบถามและขอความเห็นชอบจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการก่อน นางนิตยาซึ่งเป็นแต่เพียงลูกจ้างย่อมที่จะไม่กล้ากระทำการใดโดยลำพัง แม้การเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยการนำหุ้นที่โจทก์เคยถืออยู่ไปอยู่ในชื่อของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ตาม แต่ก็น่าเชื่อว่านางนิตยาจะต้องได้รับคำสั่งหรือความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียก่อน เพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะต้องเป็นผู้ลงลายมือชื่อส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนี้ไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำสืบมาดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 สั่งการหรือยินยอมให้นางนิตยาทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นเท็จ มีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีเจตนาในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้มีเจตนาที่จะแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ ในการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แต่ได้ลงนามแจ้งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยขาดความละเอียดรอบคอบในการตรวจเอกสารก่อนลงลายมือชื่อเท่านั้น จำเลยที่ 3 มิได้มีเจตนาที่จะแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจึงไม่มีความผิด ในปัญหานี้ จำเลยที่ 3 เบิกความว่า ได้รับมอบหมายจากนายสุชนให้เป็นกรรมการบริษัทต่าง ๆ แต่ที่ดูแลบริหารงานในทางปฏิบัติจริง ๆ คือ โรงแรมจำนวน 3 แห่ง ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ผู้ที่ดูแลกิจการแทนนายสุชน คือ นางสาวณัฐทรัชต์ ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 4 รับหน้าที่บริหารวิทยาลัยเทคโนโลยี บ. ตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นนักธุรกิจบริหารกิจการโรงแรมและวิทยาลัยเทคโนโลยีซึ่งเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับเอกสารจำนวนมาก ต่างกับกิจการบ่อทรายของจำเลยที่ 2 น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้ขั้นตอนในการส่งงบดุลและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นอย่างดี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมทราบดีว่าเมื่อแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นแล้วจะต้องนำส่งไปยังทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับงบดุลของบริษัท เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้สั่งการหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและเป็นผู้ลงนามส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเจตนาในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทซึ่งเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 กระทำในฐานะกรรมการผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 137
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)
ป.พ.พ. ม. 1119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวโสมอรุณ กาญจนไพหาร เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยพร ควรอักษร
ชื่อองค์คณะ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1230/2566
#691168
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษหลังลดโทษแล้วจำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษหลังลดโทษแล้วจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนเช่นกัน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถยนต์เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ นั้น ในการวินิจฉัยฎีกาดังกล่าวศาลต้องย้อนไปรับฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างให้ยุติเสียก่อน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษมาด้วย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ เพราะบทบัญญัติของมาตรา 219 ตรี เป็นบทห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยเด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ นับโทษคดีนี้ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.647/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนให้เปลี่ยนโทษจำคุก 3 เดือน เป็นโทษกักขัง 3 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.647/2563 ของศาลชั้นต้น ศาลยังมิได้มีคำพิพากษา ไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษหลังลดโทษแล้วจำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษหลังลดโทษแล้วจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนเช่นกัน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถยนต์เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยดังกล่าวศาลต้องย้อนไปรับฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างให้ยุติเสียก่อน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษมาด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะได้ความว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นมา ก็ไม่ชอบเพราะบทบัญญัติของมาตรา 219 ตรี เป็นบทห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยเด็ดขาด ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายนิธิพัฒน์ เรืองวิวัฒนโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2566
#690848
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเริ่มพิจารณาคดีศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ศาลจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดี ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ อันเป็นการกำหนดรายละเอียดของสิทธิไว้ชัดแจ้งเช่นเดียวกันกับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย เมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การจำเลยไว้ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย

จำเลยฎีกาว่า ในวันนัดสอบคำให้การจำเลย โจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้าศาลพร้อมกันให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เมื่อจำเลยให้การอย่างไรก็ให้ศาลจดไว้ ซึ่งไม่ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องแถลงให้ศาลทราบว่ายังประสงค์ให้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ วันนัดสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการนัดพิจารณาซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องมาในวันดังกล่าวนั้น เมื่อโจทก์ไม่มา จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 181 ประกอบมาตรา 166 นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และปรับ 800 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวยังไม่เกินห้าปีและกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกจนถูกเพิ่มโทษ เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งมิใช่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 (1) และ (2) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 297 และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยมิได้บรรยายว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในส่วนไหนอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้มีการคุ้มครองสิทธิของจำเลยในคดีอาญา โดยจำเลยไม่มีทนายความให้คำปรึกษา และสำคัญผิดในฟ้องโจทก์โดยเข้าใจว่าหากให้การรับสารภาพ และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้วศาลจะพิพากษารอการลงโทษให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ศาลจึงอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ อันเป็นการกำหนดรายละเอียดของสิทธิไว้ชัดแจ้งเช่นเดียวกันกับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย เมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การจำเลยไว้ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในขณะที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 โจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้าศาลพร้อมกัน ให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เมื่อจำเลยให้การอย่างไรก็ให้ศาลจดไว้ ซึ่งไม่ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องแถลงให้ศาลทราบว่ายังประสงค์จะให้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ วันนัดสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการนัดพิจารณาคดีซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องมาในวันดังกล่าวนั้น เมื่อโจทก์ไม่มา จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 181 ประกอบมาตรา 166 นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และปรับ 800 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 292/2558 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวยังไม่เกินห้าปีและกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกจนถูกเพิ่มโทษ เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งมิใช่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (1) และ (2) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 (1) ม. 56 (2)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 166 ม. 172 วรรคสอง ม. 173 วรรคสอง ม. 181
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายสบาย นิลแท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนพดล บุญไพศาลบันดาล
ชื่อองค์คณะ
ขนิษฐา อรุณวงศ์
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
อริยะ นาวินธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1193/2566
#691968
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 253 ซึ่งการกระทำความผิดตามข้ออ้างในคำฟ้องข้อ 1.1 ของโจทก์เป็นการกระทำในขณะ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 ใช้บังคับ โดยความหมายในมาตรา 2 คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 หมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ อย่างไรก็ตาม แม้คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.1 ไม่มีจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยทั้งสามต้องเสียเพิ่ม แต่เมื่อคำฟ้องข้อ 1.1 บรรยายด้วยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ารถยนต์ใช้แล้วครบชุดสมบูรณ์โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษี ซึ่งจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ยังบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ด้วย

ภายหลังจำเลยทั้งสามกระทำความผิดได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ ซึ่งอัตราโทษใหม่ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสามในส่วนที่เป็นคุณตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 253 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 253 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง กระทงแรก ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,318,240 บาท กระทงหลัง ปรับคนละ 578,000 บาท รวมปรับคนละ 1,896,240 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงกระทงแรกปรับคนละ 659,120 บาท กระทงหลังปรับคนละ 289,000 บาท รวมปรับคนละ 948,120 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงหลังตามฟ้องข้อ 1.2 ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามเป็นเงินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม เป็นเงิน 103,320 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามรวมเป็นเงิน 51,660 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 2 และที่ 3 แทนค่าปรับได้ไม่เกินหนึ่งปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดกระทงแรกตามฟ้องข้อ 1.1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามร่วมกันนำของที่ผ่านพิธีการศุลกากรแล้วเข้ามาในราชอาณาจักรโดยการยื่นใบสินค้าขาเข้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร สำแดงประเภทชนิดและราคาของเป็นโครงรถยนต์เก่าใช้แล้ว อัตราอากรร้อยละ 80 สำแดงราคา 140,000 บาท ชำระอากร 112,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 17,640 บาท ซึ่งโครงรถยนต์เก่าใช้แล้วดังกล่าวเคยเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์นั่งใช้แล้วครบชุดสมบูรณ์ ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดนอกราชอาณาจักร อันเป็นการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยวิธีนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วน ๆ ต่างหาก เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามชำระค่าภาษีอากรขาดไป โดยมีภาษีสรรพสามิตที่จะต้องชำระเพิ่ม 280,000 บาท ภาษีมหาดไทยที่ต้องชำระเพิ่ม 28,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเพิ่ม 21,560 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 329,560 บาท จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวเพื่อนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าอากรให้ครบถ้วน อันเป็นการเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ารถยนต์ใช้แล้วครบชุดสมบูรณ์ โดยเจตนาที่จะฉ้อค่าภาษี และขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 253 ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามข้ออ้างในคำฟ้องข้อ 1.1 ของโจทก์เป็นการกระทำในขณะที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวแก่ศุลกากร และในการแปลความแห่งพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายนั้น ๆ ถ้อยคำต่อไปนี้ ถ้าไม่แย้งกับความในบทหรือเนื้อเรื่องไซร้ ให้มีความหมายและกินความรวมไปถึงวัตถุและสิ่งทั้งหลายดังกำหนดไว้ต่อไปนี้ คือ.... คำว่า "อากร" หมายความว่า ค่าภาษี ค่าอากร ค่าธรรมเนียมหรือค่าภาระติดพันในทางศุลกากร หรืออากรชั้นใน" ดังนั้น คำว่า "ค่าอากร" ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทยด้วยไม่ อย่างไรก็ตามแม้คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.1 ไม่มีจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยทั้งสามต้องเสียเพิ่ม แต่เมื่อคำฟ้องข้อ 1.1 บรรยายด้วยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ารถยนต์ใช้แล้วครบชุดสมบูรณ์โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษี ซึ่งจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ยังบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อ 1.1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่งภายหลังจำเลยทั้งสามกระทำความผิด ได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ ซึ่งอัตราโทษใหม่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสามในส่วนที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงแรกตามฟ้องข้อ 1.1 จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244, 253 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามรวมเป็นเงิน 100,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามรวมเป็นเงิน 50,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 2 และที่ 3 แทนค่าปรับได้ไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 243 ม. 244 ม. 253
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2566
#691969
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนยังยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้รับโอนเงินลงทุนที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสาม ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 86 และต้องร่วมรับผิดในส่วนแพ่งกับจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และให้จำเลยที่ 2 คืนหรือชดใช้เงินต้นที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 820,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 180,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 210,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 60,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 1,230,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 90,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 1,200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 1,140,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 240,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 13 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายของเงินต้นของผู้เสียหายแต่ละรายนับแต่วันที่กู้ยืมไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนเสร็จ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก 14 วรรคหนึ่ง (1)) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 13 กระทง ความผิดแต่ละกระทงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 65 ปี แต่ความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลงโทษได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินต้นที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 820,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 450,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 150,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 180,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 210,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,230,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 90,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 1,200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 1,140,000 บาท ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้กู้ยืมเงินไป ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 39 ปี 52 เดือน แต่ลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ภ. ผู้เสียหายทั้งสิบสามเป็นเพื่อนในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ลงข้อความในบัญชีเฟซบุ๊กเกี่ยวกับผลกำไรที่เกิดจากการลงทุนซื้อเครื่องนวดสปา และแจ้งว่าหากลงทุนเป็นเคส เคสละ 30,000 บาท ภายในกำหนด 7 วัน จะได้รับเงินลงทุนคืนพร้อมผลกำไร 3,500 บาท ถึง 5,000 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละ 608.455 ถึง 868.70 ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ คือ อัตราร้อยละ 3.50 ต่อปี ผู้เสียหายทั้งสิบสามมีความสนใจจึงเข้าร่วมกลุ่มในบัญชีเฟซบุ๊กซึ่งจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นในชื่อ บ้านกำไรงาม เครื่องสปาหน้า สปาตัว ในการดำเนินการจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนจากส่วนต่างของเงินลงทุนที่ผู้เสียหายทั้งสิบสามโอนให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 จะโอนเงินลงทุนต่อไปเพียงเคสละ 27,800 บาท กับผลกำไรส่วนต่างซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเคสละ 5,000 บาท หลังจากนั้นผู้เสียหายทั้งสิบสามโอนเงินลงทุนให้จำเลยที่ 1 ในแต่ละครั้งโดยผ่านเข้าบัญชีธนาคาร ท. ของจำเลยที่ 2 จากนั้นมีการโอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 2 เข้าบัญชีของนางชนัญญรัตน์ นางสาวณัฎฐนิช บุตรของจำเลยที่ 1 และนางชลธิชา เลขานุการของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งวันที่ 21 กันยายน 2561 จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนเงินที่ผู้เสียหายทั้งสิบสามลงทุนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561 พร้อมผลกำไรให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสามได้ ผู้เสียหายทั้งสิบสามจึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้ขอออกหมายจับจำเลยทั้งสองและจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตรงกันว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสามและประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดตามฟ้อง รวม 13 กระทง โดยศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องในกำหนดโทษดังกล่าว แต่เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยที่ 1 จะขอฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 จึงขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ดังกล่าวพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินในส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและไม่อนุญาตให้ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ แต่การที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของจำเลยที่ 2 รับโอนเงินที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงจากผู้เสียหายทั้งสิบสามย่อมเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2557 และยังคงอยู่กินกันมาโดยตลอด ไม่ปรากฏว่ามีปัญหาครอบครัวแต่อย่างใด และจำเลยที่ 1 ยังได้แสดงภาพและข้อความให้ผู้เสียหายทั้งสิบสามและประชาชนทั่วไปทางเฟซบุ๊กให้ทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากันและอยู่ร่วมกัน แม้จำเลยทั้งสองจะกล่าวอ้างว่าต่างคนต่างพักอาศัยอยู่คนละจังหวัดไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็สามารถทำการติดต่อสื่อสารกันได้โดยใช้เครื่องมือสื่อสาร และเชื่อว่าจำเลยทั้งสองต่างก็ติดตามและทราบความเป็นอยู่ของกันและกันว่าดำเนินชีวิตอย่างไร ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ที่ยอมรับว่าในช่วงวันที่ 14 ถึง 15 กันยายน 2561 จำเลยที่ 1 ได้บอกจำเลยที่ 2 ถึงเรื่องการจ่ายเงินตอบแทนล่าช้าของบริษัท น. และวันที่ 20 กันยายน 2561 จำเลยที่ 1 ก็อยู่กับจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดลพบุรี และขับรถกลับจังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าพักอยู่คนละจังหวัดกับจำเลยที่ 1 พบกัน 1 ถึง 2 เดือน ต่อครั้ง ต่างไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันในเรื่องการทำงานของแต่ละคนจึงไม่อาจรับฟังได้ และในการลงทุนซื้อเครื่องนวดสปา จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าทราบข้อมูลมาจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 แต่ยังไม่เข้าร่วมลงทุนด้วย เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าย่อมต้องรู้ว่าการเข้าร่วมลงทุนดังกล่าวนั้นไม่สามารถที่จะให้ผลตอบแทนจำนวนสูงมากเช่นนี้ได้โดยตลอดเพราะกรณีเป็นเพียงการระดมทุนมาใช้หมุนเวียนตอบแทนแก่ผู้ที่ลงทุนก่อน โดยไม่มีการประกอบการจริง และหากไม่มีผู้เข้าร่วมลงทุนรายใหม่ก็จะทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนเพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าตอบแทนได้ แต่ในเดือนสิงหาคม 2561 ที่จำเลยที่ 1 มาขอบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ไปใช้รับโอนเงินลงทุน และจำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมลงทุนด้วย ก็น่าจะเป็นเพราะเห็นว่าตนได้จ่ายค่าลงทุนเพียงเคสละ 27,800 บาท และยังมีจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้รับลงทุนเป็นภริยา ทั้งการเข้าร่วมลงทุนด้วยอาจเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ผู้ที่เข้าร่วมลงทุนอื่น ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินฝากของตนดังกล่าวไปใช้รับโอนเงินลงทุนจากผู้เสียหายทั้งสิบสามและบุคคลอื่นนั้น จำเลยทั้งสองก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 มาขอหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ไปใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 โดยจำเลยที่ 2 มอบเลขบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม พร้อมทั้งได้ไปติดต่อธนาคารเพื่อขอเปิดใช้ระบบโมบายแบงก์กิ้ง โดยให้ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตั้งรหัสการใช้เองด้วย ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 มีสถานะเสมือนเป็นเจ้าของบัญชีเอง โดยจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าไม่ทราบว่า จำเลยที่ 1 จะนำไปใช้เพื่อหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสามนั้น ก็เป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบการค้าเช่นจำเลยที่ 2 จะพึงกระทำ เพราะการกระทำเช่นนี้หากมีการนำบัญชีเงินฝากไปใช้ในการกระทำความผิด อาจส่งผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ต้องทราบว่า จำเลยที่ 1 ได้นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้ในการหลอกลวงรับโอนเงินลงทุนจากกลุ่มผู้เสียหายอย่างแน่นอน นอกจากนั้นจากการตรวจดูความเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ก็พบว่า ในแต่ละวันมีการโอนเงินเข้าบัญชีจำนวนมากและหลายรายการ และมีการโอนเงินออกเป็นเงินหลักล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าทางธนาคารต้องส่งข้อความแจ้งการโอนเงินเข้าและออกให้จำเลยที่ 2 ทราบอย่างแน่นอน ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า ไม่ได้รับแจ้งก็ดี หรือที่อ้างว่าสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 สูญหายก็ดี จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบความเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝากของตนที่มีการโอนเงินเข้าจำนวนมากและหลายรายการต่อวัน แต่จำเลยที่ 2 กลับนิ่งเฉยจึงเป็นข้อพิรุธที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้อย่างไร ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากเองได้เพราะติดแบล็กลิสต์ นั้นจำเลยทั้งสองก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้รับฟังได้เช่นนั้น กลับปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าบัญชีเงินฝากของตนสามารถใช้โอนเงินได้วันละ 50,000 บาท ซึ่งจำนวนเงินลงทุนที่จะต้องโอนมีจำนวนมากกว่า และจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่าบัญชีเงินฝากของตนดังกล่าวสามารถใช้หมุนเวียนในการโอนเงินได้จำนวนหลายล้านบาท ดังนั้น เชื่อว่าสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องการใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เกิดจากความจำเป็นที่ต้องใช้รับโอนเงินจำนวนมากนั่นเอง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ทราบในเรื่องนี้ การที่จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินฝากของตนไปใช้รับโอนเงินลงทุนที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงจากผู้เสียหายทั้งสิบสาม จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 9 บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีอาญาแก่ผู้ใดในความผิดตามมาตรา 4 หรือมาตรา 5 ถ้าผู้ให้กู้ยืมเงินร้องขอให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกต้นเงินคืนให้แก่ผู้นั้นได้ และจะเรียกผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายให้แก่ผู้นั้นด้วยก็ได้..." ดังนั้น เมื่อตามฟ้องโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินต้นที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิบสามเนื่องจากต้องสูญเสียไปพร้อมดอกเบี้ย และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามฟ้อง แม้จะเป็นเพียงผู้สนับสนุนก็ถือว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในส่วนแพ่งนี้กับจำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ยังมิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชอบในการคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 13 จึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีสมควรแก้ไขโดยให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในส่วนแพ่งกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการบังคับตามคำฟ้อง และปรากฏว่าต่อมามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ปัญหาทั้งสองดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นว่ากล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินต้นที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 820,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 450,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 150,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 180,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 210,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,230,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 90,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 1,200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 1,140,000 บาท และผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้กู้ยืมเงินเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 13 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเพียงตา บุญไพรัตน์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566
#693656
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากคดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองในข้อกฎหมายแล้ว ปัญหาตามฎีกาของของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ฎีกาว่า สามารถลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายไทยได้หรือไม่ ศาลฎีกาจึงสามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาต

การที่จำเลยที่ 1 โดย ก. โฆษณาชักชวนโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกให้ร่วมลงทุนโดย ก. เดินทางไปโฆษณาชักชวนและจัดสัมมนาบรรยายแผนการลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น ผ่านทางโบรชัวร์โฆษณาการลงทุนและผ่านทางเว็บไซต์ managedsavings.com การโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวซึ่งเปลี่ยนที่อยู่จากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศไทยขณะเกิดเหตุ โดยใช้เว็บไชต์ซึ่งมีที่อยู่ในประเทศไทยเป็นสื่อนำเสนอข้อมูลในการโฆษณาชักชวน จึงเป็นการกระทำในราชอาณาจักร เมื่อการโฆษณาชักชวนผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดได้กระทำในราชอาณาจักร ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร จึงต้องรับโทษตามกฎหมาย ตาม ป.อ. มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 กำหนดความผิดมูลฐานไว้ 21 ประการ ตาม (1) ถึง (21) โดย (3) กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดมูลฐานประการหนึ่ง โดยความผิดอาญาตามความผิดมูลฐานทั้งยี่สิบเอ็ดประการเป็นมูลเหตุ เป็นที่มา หรือเป็นฐานก่อให้เกิดหรือให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากการกระทำความผิด จึงได้มีการกำหนดเป็นความผิดหลักไว้เพื่อเชื่อมโยงในการนำเอากฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปใช้บังคับเท่านั้น ดังจะเห็นได้จาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการดำเนินคดีในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานก่อน จึงจะดำเนินคดีฐานฟอกเงินได้ ความผิดฐานฟอกเงินจึงแยกต่างหากจากความผิดมูลฐาน แม้ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนที่เป็นความผิดมูลฐานจะขาดอายุความ ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เมื่อความผิดฐานฟอกเงินไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขในการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12, 15 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 9, 121 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 60, 61 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 8, 37 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่กู้ยืมและฉ้อโกงแก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบหก ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินตามจำนวนที่แต่ละคนถูกฉ้อโกงและกู้ยืมไป รวมเป็นเงิน 78,202,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่กู้ยืมไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 เลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกกิจการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 26 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2547 (ที่ถูก พ.ศ. 2527) มาตรา 3 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 3), 4 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง), 5 (1) (ก) (2) (ก), 12 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 (ที่ถูก พ.ศ. 2551) มาตรา 4 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 4), 9 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง), 121 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 (3) (ก) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 4 (3) (ก)), 8 (1), 37 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 3 (3)), 5 (1) (2), 61 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนกับฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทรวม 26 กระทง ให้ลงโทษฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับกระทงละ 500,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ความผิดฐานคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 ปรับ 500,000 บาท และสำหรับจำเลยทั้งสองความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ปรับคนละ 1,000,000 บาท รวมลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 14,000,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหก และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เดิมชื่อบริษัท ม. ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. จำเลยที่ 2 เดิมชื่อบริษัท ว. ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ร. นายเกรกอรี่หรือนายสมพงษ์ สัญชาติอังกฤษ เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้ง เป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยทั้งสอง บริษัท ค. บริษัท น. บริษัท ซ. และบริษัท ส. กับเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท ท. จำเลยทั้งสองและบริษัทดังกล่าวมีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่แห่งเดียวกัน คือ อาคาร ส. ต่อมาจำเลยที่ 2 จดทะเบียนย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ไปที่จังหวัดตราด ในช่วงเกิดเหตุ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกได้รับการโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนในโครงการ ม. โดยหากเข้าร่วมลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนคิดเป็นอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ตามแบบฟอร์มใบสมัครและโบรชัวร์โฆษณาการลงทุน โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกเข้าร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว แต่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนและเงินที่เข้าร่วมลงทุนคืน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 มีการโอนเงินจากธนาคาร ส. เขตบริหารพิเศษฮ่องกงเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 30,784,698.98 บาท และวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 จำนวน 27,878,200 บาท เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน 9 แปลงกับผู้มีชื่อ เป็นเงิน 65,000,000 บาท ตกลงชำระราคาที่ดินงวดแรก 30,000,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและงวดที่สอง 35,000,000 บาท ภายในวันที่ 23 สิงหาคม 2549 และตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 9 แปลง ในวันที่ 24 สิงหาคม 2548 หรือวันอื่นตามที่คู่สัญญาตกลงกัน ซึ่งมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันวันที่ 25 สิงหาคม 2548 อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวนคดีนี้ โดยให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษร่วมทำการสอบสวน และให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ อัยการสูงสุดมอบหมายให้นายคมคะเน อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 5 เข้าร่วมสอบสวน

คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหก และจำเลยทั้งสอง เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหก และจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ สำหรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกนั้น ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ซึ่งการฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกฎีกาในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 นอกเหนือจากฐานความผิดที่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกไม่มีสิทธิฎีกาในความผิดฐานนี้ได้เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่ากระทำความผิดฐานคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 ไม่อาจฎีกาในความผิดทั้งสองฐานนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2ในความผิดสองฐานนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และฎีกาของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 เป็นเงิน 500,000 บาท และปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินคนละ 1,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดทั้งสองฐานนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในความผิดฐานคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 ว่า นางมะลิวรรณไม่ได้ถือหุ้นแทนนายเกรกอรี่หรือหากฟังว่านางมะลิวรรณถือหุ้นแทนนายเกรกอรี่ในขณะทำสัญญาซื้อที่ดินเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 แต่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเพิ่มทุนจาก 2,000,000 บาท เป็น 65,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 650,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท นางมะลิวรรณถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น บริษัท ท. ซึ่งไม่ใช่คนต่างด้าว ถือหุ้นจำนวน 649,396 หุ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนต่างด้าวนับแต่นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และการที่จำเลยทั้งสองฎีกาในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินว่า เงินที่จำเลยที่ 2 นำไปซื้อที่ดินมาเป็นกรรมสิทธิ์ในนามของจำเลยที่ 2 รวม 9 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1445, 1446, 1546, 1549, 1552, 1553, 1554, 1555 และ 1779 ไม่ใช่เงินของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหก แต่เป็นเงินที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมจากบริษัท ย. โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการโอนเงินระหว่างโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกไปยังจำเลยที่ 1 และจากจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ได้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกา สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ฎีกาว่าสามารถลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายไทยได้ ศาลฎีกาจึงสามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวชอบแล้ว คดีจึงคงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกา ตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาต และฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไต่สวนว่า ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 428/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีต้นฉบับเอกสารคำขอโอนเงินของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกหรือไม่ หรือขอให้เรียกสำนวนคดีดังกล่าวเข้ามาในสำนวนชอบหรือไม่ นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวไม่มีต้นฉบับ เป็นเอกสารปลอมมาตั้งแต่วันที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกเบิกความตามคำร้องลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการอย่างใด ประกอบกับคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การพิจารณาพิพากษา กรณีจึงไม่จำต้องให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไต่สวนหรือเรียกสำนวนคดีดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ตามคำร้องอีก ให้ยกคำร้อง แต่จำเลยทั้งสองฎีกาเพียงว่า จำเลยทั้งสองขอคัดค้านคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้มีคำสั่งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไต่สวนว่าในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 428/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีต้นฉบับเอกสารคำขอโอนเงินของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามพยานหลักฐานดังกล่าว เนื่องจากศาลควรใช้อำนาจเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานที่คู่ความไม่อาจเข้าถึงในขณะนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกนำสืบ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไร และจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า พันตำรวจตรีสิริวิชญ์พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนโดยไม่ได้มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด ไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกและไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองกับนายเกรกอรี่มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปั้นแต่งเรื่องเบิกความไม่ตรงต่อความจริงที่รู้เห็นเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำให้เป็นผลร้ายหรือช่วยเหลือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คำเบิกความของพันตำรวจตรีสิริวิชญ์พยานโจทก์มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง เชื่อว่านายคมคะเนพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดไม่ได้อยู่ร่วมในขณะแจ้งข้อหาและสอบปากคำจำเลยที่ 1 และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 หลังจากมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อพนักงานอัยการแล้ว คดีนี้ความผิดบางส่วนได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ซึ่งไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเจาะจงให้พนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนต้องเข้าร่วมการสอบสวนทุกครั้งทุกขั้นตอนหรือจะต้องมอบหมายให้พนักงานอัยการอื่นร่วมทำการสอบสวนแทน ทั้งนี้ การแจ้งข้อหา การสอบปากคำ และการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเป็นขั้นตอนของการสอบสวน การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการ แต่หาได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนทุกคนหรือผู้ที่มีหน้าที่สอบสวนทุกคนต้องอยู่ร่วมกันในขณะแจ้งข้อหาหรือสอบปากคำผู้ต้องหา การที่นายคมคะเนพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนไม่ได้อยู่ร่วมในขณะแจ้งข้อหาและสอบปากคำจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป ส่วนการสอบปากคำนายเบนนี่เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ไม่ได้เรียกมาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในฐานะที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงไม่ต้องแจ้งข้อหาแก่นายเบนนี่ สำหรับการแจ้งข้อหาและการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องนั้น การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 กำหนดให้การแจ้งข้อหาจะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดตามข้อหานั้น ดังนั้น หากพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดก็สามารถแจ้งข้อหาได้ และการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้... (2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่มาตราต่อไปนี้" และมาตรา 141 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใดให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ" ดังนั้นการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจะกระทำเมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ซึ่งการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องอาจจะกระทำก่อนการแจ้งข้อหาก็เป็นได้ เช่น กรณีเรียกหรือจับตัวผู้กระทำความผิดยังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้พันตำรวจตรีสิริวิชญ์ได้เบิกความให้เหตุผลไว้ว่าเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล และยังมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายเกรกอรี่ ด้วย แต่นายเกรกอรี่ หลบหนีพันตำรวจตรีสิริวิชญ์จึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยที่ 1 และนายเกรกอรี่เพื่อที่จะออกหมายเรียกผู้แทนนิติบุคคลมาแจ้งข้อกล่าวหา การที่พันตำรวจตรีสิริวิชญ์พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 หลังจากมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อพนักงานอัยการแล้ว จึงไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ได้จากการรวบรวมของนายยุทธนาและพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวมแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งพยานโจทก์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงเบิกความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวม เริ่มตั้งแต่จำเลยที่ 1 โดยนายเกรกอรี่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ชักชวนโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกให้ร่วมลงทุน ผ่านทางเว็บไซต์ managedsavings.com และผ่านทางโบรชัวร์โฆษณาการลงทุนมีการกล่าวอ้างว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูง โดยโจทก์มีแบบฟอร์มใบสมัครและโบรชัวร์โฆษณาการลงทุนมาแสดงประกอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แบบฟอร์มใบสมัครและโบรชัวร์โฆษณาการลงทุนโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกทำขึ้นเองไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่มีเหตุผลใดที่มีน้ำหนักเพียงพอ ที่แสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นจะทำแบบฟอร์มใบสมัครและโบรชัวร์โฆษณาการลงทุนขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนและมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หนังสือแจ้งผลประโยชน์ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 หลักฐานการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ส่งนั้น หลักฐานการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษที่ส่งเอกสารให้โจทก์ร่วมที่ 4 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่ง และที่อยู่ของผู้ส่งก็ระบุอาคาร ส. ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของจำเลยที่ 1 ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และหลังจากโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกหลงเชื่อและโอนเงินร่วมลงทุน โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์ร่วมบางรายพยายามโทรศัพท์ติดต่อหรือติดตามตัวนายเกรกอรี่ก็ไม่สามารถทำได้ รวมตลอดถึงเส้นทางการเงินที่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกโอน และการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบกิจการใดให้เกิดรายได้เพียงพอที่จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหก ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายเกรกอรี่เดินทางเข้าออกประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเมื่อใด อย่างไร นั้น เห็นว่า โจทก์จะนำพยานหลักฐานใดเข้าสืบขึ้นอยู่กับว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดนั้นหรือไม่ ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานที่ตนนำเข้าสืบเพียงพอที่จะรับฟังได้ดังกล่าวแล้ว โจทก์อาจไม่นำพยานหลักฐานอื่นเข้าสืบก็ได้ การที่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า นายเกรกอรี่เดินทางเข้าออกประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเมื่อใด อย่างไร โจทก์คงมีเพียงนางสาวภคพรมาเป็นพยานเบิกความดังวินิจฉัยมาข้างต้นว่า นายเกรกอรี่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบต่อสู้ว่านายเกรกอรี่ไม่ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในช่วงเกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบต่อสู้เช่นนี้ ไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีพิรุธสงสัยอันจะทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์เสียไป พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนัก ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายธนัท กรรมการผู้มีอำนาจจำเลยทั้งสองมาเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยทั้งสองและนายเกรกอรี่แต่งตั้งพยานเป็นทนายความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 486/2560 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งมีมูลเหตุเช่นเดียวกับคดีนี้ จากการสอบข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวได้ความว่า นายเกรกอรี่รู้จักโจทก์ร่วมที่ 12 เนื่องจากเป็นพนักงานที่นายเกรกอรี่ ในฐานะส่วนตัวจ้างมาเพื่อทำงานที่บริษัทที่นายเกรกอรี่เป็นเจ้าของ รวมทั้งบริษัทจำเลยทั้งสอง ส่วนโจทก์ร่วมคนอื่น นายเกรกอรี่ไม่รู้จัก นายเกรกอรี่ไม่เคยชักชวนโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกร่วมลงทุน เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โดยนายเกรกอรี่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นชักชวนโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกให้ร่วมลงทุนผ่านทางเว็บไซต์ managedsavings.com และผ่านทางโบรชัวร์โฆษณาการลงทุนอันเป็นการรับฝากเงินโดยสัญญาว่าจะจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ และจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ เมื่อวินิจฉัยมาเช่นนี้แล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาต เกิดนอกราชอาณาจักร และไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 8 (1) ถึง (13) พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ไม่ได้บัญญัติให้การกระทำดังกล่าวนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษในราชอาณาจักร ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตได้ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร ต้องรับโทษตามกฎหมาย" และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดใดที่การกระทำแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักร... ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร" ในปัญหานี้โจทก์มีนายรัชพร เจ้าหน้าที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มาเป็นพยานเบิกความว่า พยานตรวจสอบเว็บไซต์ managedsavings.com ซึ่งจดทะเบียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พบข้อมูลว่าผู้ขอจดทะเบียนคือบริษัท ม. สำนักงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2550 เปลี่ยนที่อยู่เป็นประเทศไทย จากนั้นวันที่ 19 มีนาคม 2552 เปลี่ยนผู้จดทะเบียนเป็น macsmlaw.com ที่อยู่อาคาร ส. และในวันที่ 21 มีนาคม 2553 เปลี่ยนผู้จดทะเบียนเป็น ม. เปลี่ยนที่อยู่จากชั้น 2 เป็นชั้น 1 อาคาร ส. ตรวจสอบข้อมูลผู้ดูแลเว็บไซต์ยังเป็นคนเดิมคือ Pitt, Greg โดยระบุอีเมล gregp@macsmlaw.com ซึ่งเป็นผู้ดูแลคนเดียวกันที่อยู่เดียวกันกับเว็บไซต์ macsmlaw.com และ managedsavings.com จากการตรวจสอบยังพบว่านายเกรกอรี่เป็นกรรมการบริษัท ค. ซึ่งมีข้อมูลอยู่ในหลายเว็บไซต์เกี่ยวพันกับการหลอกลวงขายที่ดินในประเทศไทย เห็นว่า นายรัชพรพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 กับนายเกรกอรี่มาก่อน คำเบิกความของนายรัชพรพยานโจทก์มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่านายเกรกอรี่เพิ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 หลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบให้เห็นตามข้อต่อสู้ พยานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่นายรัชพรเบิกความ ซึ่งคำว่า Pitt, Greg อีเมล gregp@macsmlaw.com เว็บไซต์ macsmlaw.com และเว็บไซต์ managedsavings.com เป็นอักษรย่อมีนัยสำคัญเพียงพอที่จะอนุมานว่าหมายถึงนายเกรกอรี่ และบริษัท ค. กับบริษัทจำเลยที่ 1 ที่นายเกรกอรี่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและผู้ถือหุ้น จึงรับฟังได้ว่านายเกรกอรี่เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ managedsavings.com การที่จำเลยที่ 1 โดยนายเกรกอรี่โฆษณาชักชวนโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบหกให้ร่วมลงทุนโดยนายเกรกอรี่เดินทางไปโฆษณาชักชวนและจัดสัมมนาบรรยายแผนการลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่นผ่านทางโบรชัวร์โฆษณาการลงทุน และผ่านทางเว็บไซต์ managedsavings.com การโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านทางเว็บไซต์ managedsavings.com ซึ่งเปลี่ยนที่อยู่จากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศไทยขณะเกิดเหตุ โดยใช้เว็บไซต์ซึ่งมีที่อยู่ในประเทศไทยเป็นสื่อนำเสนอข้อมูลในการโฆษณาชักชวน จึงเป็นการกระทำในราชอาณาจักร เมื่อการโฆษณาชักชวนผ่านทางเว็บไซต์ managedsavings.com ที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดได้กระทำในราชอาณาจักร ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร จึงต้องรับโทษตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยมิได้รับอนุญาตได้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 กำหนดความผิดมูลฐานไว้ 21 ประการ ตาม (1) ถึง (21) โดย (3) กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดมูลฐานประการหนึ่ง ซึ่งความผิดอาญาตามความผิดมูลฐานทั้งยี่สิบเอ็ดประการเป็นมูลเหตุ เป็นที่มาหรือเป็นฐานก่อให้เกิดหรือให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากการกระทำความผิด จึงได้มีการกำหนดเป็นความผิดหลักไว้เพื่อเชื่อมโยงในการนำเอากฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปใช้บังคับเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการดำเนินคดีในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานก่อน จึงจะดำเนินคดีฐานฟอกเงินได้ ความผิดฐานฟอกเงินจึงแยกต่างหากจากความผิดมูลฐาน แม้ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนที่เป็นความผิดมูลฐานจะขาดอายุความไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เมื่อความผิดฐานฟอกเงินไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขในการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 5 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพรพล เลาวกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1166/2566
#691540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานในขณะเกิดอุบัติเหตุอันเป็นการกล่าวอ้างว่าสินค้าของจำเลยร่วมเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 4 โดยจำเลยทั้งสองถือเป็นผู้ประกอบการในฐานะผู้ขาย ส่วนจำเลยร่วมเป็นผู้ประกอบการในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ จึงต้องด้วยมาตรา 7 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดหากพิสูจน์ได้ว่า (1) สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมกล่าวอ้างเกี่ยวกับการผลิตการประกอบซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมจึงมีภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แต่เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมนําสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าถุงลมนิรภัยทำงานเป็นปกติและไม่ชํารุดบกพร่อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า ถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานในขณะเกิดเหตุ จึงเป็นสินค้าที่มีความบกพร่องในการผลิตและเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าว และการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติและธรรมดาของโจทก์ จำเลยร่วมในฐานะผู้ผลิตสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดจำหน่ายที่มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อสามารถระบุตัวจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ผลิตได้แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้ประกอบการที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551

การบรรยายฟ้องของโจทก์นอกจากให้จำเลยทั้งสองรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 แล้ว ยังเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดจากการที่รถยนต์คันพิพาทไม่เป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองได้โฆษณาไว้ อันอยู่ในเกณฑ์ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่ด้วย การที่โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 เพราะเชื่อตามคําโฆษณาว่า รถยนต์คันพิพาทมีความปลอดภัยสูง มีถุงลมนิรภัยป้องกันการกระแทกสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ได้รับความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คําโฆษณาดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 เมื่อถุงลมนิรภัยไม่ทำงานโดยไม่ออกมาป้องกันอันตรายขณะเกิดอุบัติเหตุ จนเป็นเหตุให้โจทก์และสามีโจทก์ได้รับบาดเจ็บไม่เป็นไปตามคําโฆษณาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขายจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องร่วมรับผิด สำหรับจำเลยที่ 1 ได้ความว่าในการประกอบธุรกิจ จำเลยร่วมจะเป็นผู้ผลิตและประกอบรถยนต์แล้วจึงจำหน่ายและส่งมอบรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจำหน่ายและส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย การประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ของศูนย์บริการของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาระหว่างกัน โดยศูนย์จำหน่ายต้องใช้เครื่องหมายและสัญลักษณ์ของ ช. การดำเนินการของจำเลยที่ 2 ต้องยึดถือตามมาตรฐานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องมีบริการหลังการขาย ตามพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจดังกล่าว ประกอบกับหลังเกิดเหตุ พนักงานจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตรวจสอบสภาพรถรวมถึงถุงลมนิรภัยเองและได้ร่วมเจรจากับโจทก์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีฐานะต่างเป็นตัวการตัวแทนซึ่งกันและกันในการร่วมกันประกอบธุรกิจจำหน่ายและให้บริการซ่อมบํารุงรถยนต์ยี่ห้อ ช. รวมทั้งรถยนต์คันพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของตน เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามสัญญาซื้อขายด้วย

มูลหนี้ที่ทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเรื่องสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยร่วมนั้นมาจากมูลหนี้ละเมิด โจทก์นําสืบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น อันเป็นผลทั้งจากการผิดสัญญาและละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายทั้งหมดรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท เมื่อถุงลมนิรภัยมีไว้เพื่อป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและเพื่อรองรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หากถุงลมนิรภัยทำงานผิดปกติ จำเลยทั้งสองผู้ขายรถยนต์พิพาทย่อมคาดเห็นได้ว่าโจทก์ผู้ใช้รถรวมทั้งคนโดยสารจะได้รับบาดเจ็บและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่แต่เฉพาะความเสียหายต่อตัวทรัพย์ที่ขาย แต่รวมไปถึงความเสียหายดังกล่าวด้วย อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่พฤติการณ์พิเศษ แม้โจทก์ไม่ได้นําสืบแจกแจงรายละเอียดของค่าเสียหายแต่ละส่วน ศาลก็สามารถกำหนดค่าเสียหายให้ตามพฤติการณ์แห่งคดีได้และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาตามฟ้องนั้นเหมาะสมแล้ว กำหนดให้ตามขอ ส่วนค่าเสียหายในมูลละเมิดที่จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น การที่ถุงลมนิรภัยไม่ทำงานถือเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้น่าจะสูงกว่าค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา แต่ตามฟ้องโจทก์ประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเท่าที่ขอมาและไม่เกินสมควร จึงให้จำเลยร่วมรับผิดเป็นหนี้จำนวนเดียวกันซึ่งโจทก์อาจเรียกให้แต่ละคนชําระหนี้โดยสิ้นเชิงได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีพฤติการณ์ที่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 จึงไม่กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอให้เรียกบริษัท จ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมเป็นผู้ผลิตรถยนต์คันพิพาทซึ่งเป็นรถยนต์กระบะ รุ่น ค. จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 รถยนต์คันพิพาทของโจทก์ชนกับรถยนต์กระบะของบุคคลอื่นที่แล่นสวนทางมาในทางเดินรถของโจทก์ ทำให้รถยนต์คันพิพาทของโจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บลำไส้ทะลุ ต้องเข้ารับการผ่าตัด กระดูกแขนท่อนปลายข้างซ้ายหักและกระดูกเชิงกรานหัก ได้รับการจัดกระดูกและใส่เฝือก ส่วนสามีโจทก์กระดูกแขนขวาหักต้องผ่าตัดดามกระดูกแขน โจทก์ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 19 ถึง 30 พฤษภาคม 2561 ส่วนสามีโจทก์พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 23 พฤษภาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากถุงลมนิรภัยของรถยนต์ไม่ทำงานหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่มีตัวโจทก์ นางปวิมล ดาบตำรวจประจวบ และนายสิทธิพร ต่างให้การสอดคล้องกันว่า ขณะเกิดอุบัติเหตุถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานเป็นเหตุให้โจทก์และสามีได้รับความเสียหาย ส่วนที่พยานจำเลยร่วมปากนายสุชาติ เบิกความว่า ถุงลมนิรภัยที่ติดตั้งมีมาตรฐานและในขณะเกิดเหตุถุงลมนิรภัยทำงานตามปกติ ซึ่งพยานปากนี้เป็นพนักงานของจำเลยร่วมมีส่วนได้เสียไม่ใช่ประจักษ์พยานและการตรวจสอบของพยานดังกล่าวไม่ได้กระทำต่อหน้าคนกลางหรือโจทก์ทำให้คำเบิกความของพยานปากนี้ไม่มีน้ำหนัก พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ขณะเกิดเหตุถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยสภาพการบาดเจ็บของผู้ขับขี่คู่กรณีกับโจทก์ที่ได้รับบาดเจ็บมากกว่าโจทก์ทำให้เชื่อว่าถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุทำงานเป็นปกตินั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากรถของโจทก์ขับด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแตกต่างจากรถยนต์ของคู่กรณีที่ขับด้วยความเร็วสูงประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สภาพความเสียหายของรถยนต์และความบาดเจ็บจึงแตกต่างกันนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองโฆษณาทางสื่อมวลชนและแผ่นป้ายโฆษณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ ช. จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และโฆษณาว่ารถยนต์รุ่นดังกล่าวมีความปลอดภัยสูง มีถุงลมนิรภัยป้องกันการกระแทกสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ได้รับความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ขณะเกิดเหตุถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานทำให้ใบหน้าของโจทก์และสามีโจทก์กระแทกกับตัวรถได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต่างให้การทำนองเดียวกันว่า ระบบถุงลมนิรภัยรถยนต์มิได้มีความชำรุดบกพร่องหรือไม่สามารถใช้งานตามที่โจทก์อ้าง เพราะระบบต่าง ๆ รวมถึงระบบถุงลมนิรภัยของรถยนต์คันพิพาทผ่านขั้นตอนการผลิตตามมาตรฐานแล้ว และหลังเกิดเหตุได้ตรวจสอบกล่องควบคุมการทำงานของระบบถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์พบว่าขณะเกิดอุบัติเหตุระบบถุงลมนิรภัยทั้งด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารทำงานเป็นปกติ จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมในเบื้องต้นย่อมเข้าใจว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานในขณะเกิดอุบัติเหตุอันเป็นการกล่าวอ้างว่าสินค้าของจำเลยร่วมเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 4 ส่วนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต่างอยู่ในฐานะผู้ประกอบการ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขายโฆษณาชวนเชื่อ แต่ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนจำเลยร่วมเป็นผู้ผลิตรถยนต์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขายอ้างว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบระบบต่าง ๆ รวมถึงระบบถุงลมนิรภัยของรถยนต์คันพิพาทแล้ว พบว่าขณะเกิดเหตุถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ทำงานตามปกติ จึงต้องด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหากพิสูจน์ได้ว่า (1) สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมกล่าวอ้างเกี่ยวกับการผลิตการประกอบซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมที่เป็น ผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกแก่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วม ในข้อนี้ จำเลยที่ 1 มีนางสาวณัฐฐิญา พนักงานของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ภายหลังได้รับแจ้งจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าโจทก์ร้องเรียนว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์คันพิพาทฝั่งผู้โดยสารไม่ทำงานในขณะเกิดอุบัติเหตุ จำเลยที่ 2 มีนางสาวสิราวรรณ พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยโฆษณาว่ารถยนต์มีความปลอดภัยสูง ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากโจทก์ได้ดำเนินการส่งเรื่องไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อให้ส่งช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อมาได้รับแจ้งว่าถุงลมนิรภัยขณะเกิดเหตุทำงานปกติ ส่วนจำเลยร่วมมีนายสุชาติ พนักงานของจำเลยร่วม ตำแหน่งวิศวกรฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์เบิกความว่า รถยนต์คันพิพาทผ่านการตรวจสอบคุณภาพระบบการทำงานว่ามีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานทุกระบบ รวมทั้งระบบถุงลมนิรภัยทั้งด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสาร การทำงานของระบบถุงลมนิรภัยจะถูกสั่งงานจากกล่องควบคุม เมื่อเกิดเหตุรถชนกล่องควบคุมจะสั่งงานให้ระบบเข็มขัดนิรภัยดึงรั้งไม่ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเคลื่อนไปข้างหน้า จากนั้นถุงลมนิรภัยจะพองออกมาอย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาทีหรือมิลลิวินาที และจะยุบตัวลงภายในเวลาไม่กี่วินาที ในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ตามปกติ หรือรถยนต์ที่จอดอยู่ที่ศูนย์บริการจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ถุงลมนิรภัยจะพองออกมาเองหรือค่อย ๆ พองออกมา พยานไปตรวจสอบรถยนต์คันพิพาทพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 พบว่ารถยนต์คันพิพาทได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกพุ่งชนอย่างรุนแรงซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเสียชีวิตได้ และพยานตรวจสอบสภาพภายในห้องโดยสารของรถยนต์คันพิพาทแล้วพบว่าถุงลมนิรภัยทั้งด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้พองออกมาตามปกติ มีลักษณะเดียวกับที่ปรากฏในภาพถ่ายรถยนต์คันพิพาทในคืนเกิดเหตุ และพยานยังตรวจสอบข้อมูลการทำงานของระบบถุงลมนิรภัยที่ถูกบันทึกไว้ในกล่องควบคุมของรถยนต์คันพิพาทด้วยอุปกรณ์การตรวจสอบการทำงานของรถยนต์เพื่ออ่านผลข้อมูลการทำงานของระบบดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏความผิดปกติหรือชำรุดบกพร่องใด ๆ กับระบบถุงลมนิรภัยและเข็มขัดนิรภัยตามที่โจทก์อ้าง โดยระบบมีค่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ออกแบบไว้ จะเห็นได้ว่า แม้พยานจำเลยร่วมปากนายสุชาติจะได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่า ถุงลมนิรภัยรถของโจทก์ผ่านขั้นตอนการผลิตตามมาตรฐาน มีการตรวจสอบการติดตั้ง และภายหลังเกิดเหตุได้ตรวจสอบพบว่าระบบถุงลมนิรภัยรถของโจทก์ทำงานปกติทั้งฝั่งของผู้ขับขี่และผู้โดยสารแล้วโดยไม่มีการชำรุดบกพร่องก็ตาม แต่เมื่อพยานจำเลยร่วมปากดังกล่าวเป็นพนักงานของจำเลยร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง การตรวจสอบดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นคนกลางร่วมตรวจสอบด้วย และการตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากโจทก์ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วจึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมได้แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือโจทก์เข้าร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งคำเบิกความของพยานจำเลยร่วมปากนายสุชาติที่เบิกความถึงการตรวจสอบเป็นการอธิบายระบบการทำงานของถุงลมนิรภัยในกรณีปกติ พยานปากนี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ โดยคำเบิกความของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมไม่มีพยานคนใดเลยที่เบิกความยืนยันได้ว่าขณะเกิดเหตุถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์ได้ทำงานตามปกติโดยพองลมหรือกางออกตามมาตรฐานการทำงานของถุงลมนิรภัย ได้ความเกี่ยวกับการทดสอบการชนว่า การทดสอบการชนตามเอกสารดังกล่าวเป็นการทดสอบการชนในลักษณะตรงทำให้ถุงลมนิรภัยทำงานตามปกติ แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้สภาพถนนเป็นทางโค้ง รถยนต์คู่กรณีขับแล่นสวนทางข้ามเส้นแบ่งช่องทางจราจรเข้ามาเฉี่ยวชนด้านหน้าข้างทางด้านคนขับ ซึ่งจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ไม่ได้นำสืบยืนยันว่าการเฉี่ยวชนในลักษณะดังกล่าวไม่มีผลต่อการทำงานของถุงลมนิรภัยโดยสามารถทำงานได้ตามปกติ ทั้งคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมยังขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ที่เบิกความว่า ขณะรถยนต์คันพิพาทถูกชนถุงลมนิรภัยด้านผู้โดยสารที่โจทก์นั่งไม่ทำงาน โดยถุงลมไม่ออกมาปกป้องอันตรายให้แก่โจทก์ ส่วนถุงลมนิรภัยด้านสามีโจทก์ที่เป็นคนขับออกมาเพียงเล็กน้อย ไม่อาจป้องกันอันตรายได้ ทำให้ใบหน้าสามีโจทก์กระแทกกับตัวรถ และโจทก์กับสามีได้รับบาดเจ็บ โจทก์มีนายสิทธิพรเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ลากจูงรถยนต์คันพิพาทไปไว้ที่สถานีตำรวจภูธรกระสัง พยานเห็นถุงลมนิรภัยด้านคนขับออกมาเล็กน้อย ไม่ออกมาทั้งใบ ส่วนบริเวณผู้โดยสารไม่พบถุงลมนิรภัยออกมา พยานโจทก์ปากนางปวิมลเบิกความว่า พยานช่วยเก็บกระเป๋าและของใช้ของโจทก์จากรถยนต์คันพิพาทและไปโรงพยาบาลพร้อมโจทก์ และเห็นถุงลมนิรภัยด้านคนขับออกมาเล็กน้อย ส่วนด้านผู้โดยสารไม่มีถุงลมนิรภัยออกมา และโจทก์มีดาบตำรวจประจวบเบิกความว่า ขณะพยานช่วยโจทก์และสามีโจทก์ออกจากรถยนต์คันพิพาท พยานไม่เห็นถุงลมนิรภัยด้านผู้โดยสารกางออกมา แต่ด้านคนขับถุงลมนิรภัยออกมาเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ออกมาทั้งใบที่จะปกป้องอันตรายแก่คนขับได้ จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวซึ่งเป็นพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ต่างเบิกความสอดคล้องกันยืนยันว่า ถุงลมนิรภัยของรถยนต์โจทก์ขณะเกิดเหตุไม่ทำงานหรือทำงานผิดปกติไม่สามารถป้องกันการบาดเจ็บของโจทก์และสามีได้ แม้พยานโจทก์ที่เบิกความจะเป็นผู้เกี่ยวข้องรู้จักกับโจทก์มาก่อนเกิดเหตุก็ตาม แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวต้องการเบิกความเพื่อช่วยเหลือโจทก์ เพื่อให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ทั้งเมื่อพิจารณาสภาพการได้รับบาดเจ็บของโจทก์และสามีแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บหนักถึงขั้นลำไส้ทะลุ ต้องเข้ารับการผ่าตัด กระดูกแขนท่อนปลายข้างซ้ายหักและกระดูกเชิงกรานหักและได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฟกช้ำที่ใบหน้า ส่วนสามีโจทก์กระดูกแขนขวาหักต้องผ่าตัดดามกระดูกแขนและได้รับบาดเจ็บฟกช้ำบริเวณหน้าอกซึ่งเกิดจากการกระแทก กระจกด้านหน้ารถนูนออก ซึ่งโจทก์เบิกความยืนยันว่าเกิดจากจมูกของสามีโจทก์กระแทกจนเกิดร่องรอยดังกล่าว แม้นายสุชาติพยานจำเลยร่วมอ้างว่าร่องรอยดังกล่าวอาจเกิดจากเสาหน้ารถบิดก็ตาม แต่ก็เป็นการคาดคะเนของพยานปากนี้เท่านั้นทำให้ไม่มีน้ำหนัก จึงรับฟังได้ว่าสามีโจทก์จมูกกระแทกกับกระจกด้านหน้าจนเกิดรอยนูนที่กระจกจริง จากสภาพการได้รับบาดเจ็บดังกล่าวของโจทก์และสามีโจทก์ ทำให้เห็นว่าหากระบบถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ทำงานตามปกติและได้มาตรฐานและไม่ได้เกิดความชำรุดบกพร่องดังที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมกล่าวอ้างจริง โจทก์และสามีโจทก์ไม่น่าจะได้รับบาดเจ็บหนัก ด้วยเหตุได้ความจากพยานจำเลยร่วมปากนายสุชาติที่เบิกความยอมรับว่า เมื่อเกิดเหตุรถชนกล่องควบคุมจึงสั่งงานให้ระบบเข็มขัดนิรภัยดึงรั้งไม่ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเคลื่อนไปข้างหน้า จากนั้นถุงลมนิรภัยจะพองออกมาอย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาทีหรือมิลลิวินาที และจะยุบตัวลงภายในเวลาไม่กี่วินาที แต่กลับปรากฏว่าโจทก์และสามีได้รับบาดเจ็บหนักอันเป็นการแสดงว่าเข็มขัดนิรภัยไม่ดึงรั้งตัวโจทก์และสามีโจทก์ไม่ให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าและมีถุงลมนิรภัยพองออกมารองรับ จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นลำไส้ทะลุ และกระดูกแขนท่อนปลายข้างซ้ายหัก สามีโจทก์จมูกกระแทกกับกระจกด้านหน้าเป็นรอยนูน ทั้งหน้าอกถูกกระแทกจนยุบ และกระดูกแขนขวาหัก เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานหรือไม่ แต่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีเพียงนายสุชาติพนักงานจำเลยร่วมเท่านั้นมาเบิกความยันยืนถึงกระบวนการผลิต การติดตั้ง และตรวจสอบกล่องควบคุมถุงลมนิรภัยหลังเกิดเหตุพบว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ทำงานปกติ โดยไม่ปรากฏว่าการตรวจสอบดังกล่าวมีผู้เชี่ยวชาญคนกลางร่วมตรวจสอบ หรือการตรวจสอบได้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าร่วมสอบตรวจหรือแจ้งโจทก์เพื่อทำการตรวจสอบด้วยเพราะเป็นการตรวจสอบเมื่อโจทก์มีการร้องเรียนแล้ว และยังได้ความว่ามีการตรวจสอบภายหลังเกิดเหตุนานประมาณ 3 เดือน จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบซึ่งควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญหรือคู่กรณีที่เกี่ยวข้องรู้เห็นเข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย ทั้งจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารถยนต์รุ่นเดียวกับรถยนต์ของโจทก์เมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้วถุงลมนิรภัยจะทำงานทุกคันโดยไม่เคยมีเหตุการณ์ที่เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนในระดับที่กล่องควบคุมสั่งงานแล้วถุงลมนิรภัยไม่ทำงานหรือทำงานไม่ได้มาตรฐาน ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ไม่ได้นำผู้เชี่ยวชาญเข้าเบิกความสนับสนุนให้เห็นว่าที่นายสุชาติเบิกความนั้นถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบของผู้ประกอบกิจการเช่นจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วม เมื่อการตรวจสอบของนายสุชาติพยานจำเลยร่วมเป็นการตรวจสอบตามปกติเท่านั้น ทั้งยังขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานโจทก์ที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุซึ่งต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่าถุงลมนิรภัยรถยนต์ไม่ทำงานหรือทำงานไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการได้รับบาดเจ็บของโจทก์และสามีโจทก์ดังวินิจฉัยข้างต้น ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังตามที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมกล่าวอ้างว่าถุงลมนิรภัยทำงานปกติและไม่ได้ชำรุดบกพร่อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานในขณะเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นสินค้าที่มีความบกพร่องในการผลิตและเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวและการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติธรรมดาของโจทก์ โดยโจทก์และสามีโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จำเลยร่วมในฐานะผู้ผลิตสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดจำหน่ายที่มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อสามารถระบุตัวจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ผลิตได้แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้ประกอบการที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 แต่อย่างไรก็ดีคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเพราะได้โฆษณาขายรถรุ่นของโจทก์ว่ามีความปลอดภัยสูง มีถุงลมนิรภัยป้องกันการกระแทกสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ได้รับความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยจำเลยทั้งสองให้การว่า ถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ทำงานตามปกติไม่ได้ชำรุดบกพร่อง ดังนี้ การบรรยายฟ้องของโจทก์นอกจากให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 แล้วยังเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดจากการที่รถยนต์คันพิพาทไม่เป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองได้โฆษณาไว้อันอยู่ในเกณฑ์ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 อยู่ด้วย ซึ่งมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า ประกาศ โฆษณา คำรับรองที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของใดแก่ผู้บริโภค ให้ถือว่าข้อความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา โจทก์เบิกความว่าจำเลยทั้งสองโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ ว่ารถยนต์รุ่นที่โจทก์ซื้อมีถุงลมนิรภัยป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ปลอดภัยได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ถุงลมนิรภัยรถยนต์ของโจทก์ไม่ทำงานตามปกติเป็นเหตุให้โจทก์และสามีโจทก์ได้รับบาดเจ็บอันเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยแล้วยังเป็นสินค้าที่ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดจำหน่ายรถยนต์คันพิพาทมอบให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และขายรถให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์เป็นผู้จองซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยวิธีการเช่าซื้อกับธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์จึงย่อมอยู่ในฐานะผู้ขายรถยนต์คันพิพาทซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจโดยมีโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แม้จำเลยที่ 2 ตกลงให้โจทก์ใช้วิธีการเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทและจัดหาผู้ให้เช่าซื้อโดยมีโจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ ก็หามีผลเปลี่ยนแปลงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ การที่โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 เพราะเชื่อตามคำโฆษณาว่า รถยนต์คันพิพาทมีความปลอดภัยสูง มีถุงลมนิรภัยป้องกันการกระแทกสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ได้รับความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คำโฆษณาดังกล่าวจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อถุงลมนิรภัยของรถยนต์คันพิพาทไม่ทำงานโดยไม่ออกมาป้องกันอันตรายในขณะเกิดอุบัติเหตุ จนเป็นเหตุให้โจทก์และสามีโจทก์ได้รับบาดเจ็บไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขายจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องร่วมรับผิด อันเป็นความรับผิดภายใต้สัญญาซื้อขาย สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ ช. รวมทั้งรถยนต์คันพิพาทแก่ตน ได้ความจากนางสาวณัฐฐิญา พนักงานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ ช. ในประเทศไทย จำเลยร่วมจะเป็นผู้ผลิตและประกอบรถยนต์แล้ว จึงจำหน่ายและส่งมอบรถยนต์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจะจำหน่ายและส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย การประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ของศูนย์บริการจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาระหว่างกัน โดยศูนย์จำหน่ายต้องใช้เครื่องหมายและสัญลักษณ์ของ ช. การดำเนินการของจำเลยที่ 2 ต้องยึดถือตามมาตรฐานของจำเลยที่ 1 ต้องมีบริการหลังการขาย ซึ่งตามพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจดังกล่าวประกอบกับหลังเกิดเหตุพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตรวจสอบสภาพรถรวมทั้งถุงลมนิรภัยเองและได้ร่วมเจรจากับโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีฐานะที่ต่างเป็นตัวการตัวแทนซึ่งกันและกันในการร่วมกันประกอบธุรกิจจำหน่ายและให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ยี่ห้อ ช. รวมทั้งรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของตน กรณีเช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามสัญญาซื้อขายด้วย โดยร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์จากการที่ถุงลมนิรภัยไม่ทำงานตามปกติ ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้น มูลหนี้ที่ทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์จึงเป็นเรื่องสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยร่วมนั้นมาจากมูลหนี้ละเมิด โจทก์นำสืบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเป็นผลทั้งจากการผิดสัญญาและการละเมิดและขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายทั้งหมดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 500,000 บาท เมื่อถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์มีไว้เพื่อป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและเพื่อรองรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หากถุงลมนิรภัยทำงานผิดปกติ จำเลยทั้งสองผู้ขายรถยนต์พิพาทย่อมคาดเห็นได้ว่าโจทก์ผู้ใช้รถรวมทั้งคนโดยสารจะได้รับบาดเจ็บและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่แต่เฉพาะความเสียหายที่เกิดกับตัวทรัพย์ที่ขายหากแต่รวมไปถึงความเสียหายดังกล่าวด้วย แม้จะเป็นความเสียหายที่เกิดแต่พฤติการณ์พิเศษก็ตามแม้โจทก์ไม่ได้นำสืบแจกแจงรายละเอียดของค่าเสียหายแต่ละส่วน แต่ปัญหานี้ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายให้ตามพฤติการณ์แห่งคดีได้ และเห็นว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องนั้นเหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามขอ ส่วนค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดที่จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น การที่ถุงลมนิรภัยไม่ทำงานถือเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จึงน่าจะสูงยิ่งกว่าค่าเสียหายอันเนื่องจากการผิดสัญญา แต่ตามฟ้องโจทก์ประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเท่าที่ขอมาและไม่เกินสมควร จึงให้จำเลยร่วมรับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวด้วย และเมื่อค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดเป็นหนี้จำนวนเดียวกันซึ่งโจทก์อาจเรียกให้แต่ละคนชำระหนี้โดยสิ้นเชิงได้ จึงสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต้องร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงที่ถุงลมนิรภัยไม่ทำงานดังกล่าวอันเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมรู้อยู่แล้วว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเมื่อรู้ว่าสินค้าไม่ปลอดภัยภายหลังจากการผลิต นำเข้า หรือขายสินค้านั้นแล้วไม่ดำเนินการใด ๆ ตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย จึงไม่มีเหตุกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษแก่จำเลยร่วม และในส่วนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ร่วมประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มีการกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบโจทก์โดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่โจทก์ หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจแก่ประชาชน อันเป็นเหตุที่จะกำหนดให้รับผิดในค่าเสียหายเชิงลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 จึงไม่มีเหตุกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษแก่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมด้วยเหตุนี้เช่นกัน เมื่อค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง จึงเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์มีคำขอเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ตามมาตรา 224 (ที่แก้ไขใหม่) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 7
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 11 ม. 29 ม. 42
ป.พ.พ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — บริษัท ช. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายชนายุส พิชิตพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนิรชา พานิชอัตรา
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1165/2566
#690881
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมที่ 1 ได้โฆษณาหรือให้คำรับรองแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในแผ่นพับโฆษณาและแผนผังโครงการ แม้จะมิได้มีการจดแจ้งให้ปรากฏในโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงก็ไม่ทำให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่เป็นที่ดินสำหรับสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะโดยเปลี่ยนเป็นที่ดินสำหรับจัดสรรเพื่อขายไปได้ โดยถือว่าข้อความในแผ่นพับโฆษณาและแผนผังโครงการเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 และถือว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงรวมทั้งสระว่ายน้ำและสวนหย่อมที่ได้จัดทำขึ้นแล้วบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 เป็นสาธารณูปโภคและตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง

การที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะโดยพลการก็โดยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยมีเงื่อนไข ข้อจำกัดทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ สำหรับการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะไปยังบุคคลอื่นก็อาจทำให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับความเดือดร้อนเสียหายลักษณะเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นแล้ว ผู้จัดสรรที่ดินก็ต้องดำเนินการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (เดิม) หรือหากไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ผู้จัดสรรที่ดินต้องเป็นผู้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน หรือผู้จัดสรรที่ดินต้องจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (2) หรือ (3) (เดิม) ประการหนึ่งประการใด ดังนี้ การที่ผู้จัดสรรที่ดินโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณะไปยังบุคคลอื่นจึงเป็นนิติกรรมที่ไม่อาจกระทำได้ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33

การซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 การขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยร่วมที่ 2 กับโจทก์ และการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดเพชรบุรี จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

จำเลยได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยชอบด้วย พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 แล้วจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอันเป็นสาธารณูปโภคให้แก่จำเลยไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (เดิม) โดยโจทก์ไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 73,858,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 70,748,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 65722 พร้อมรื้อถอนสระว่ายน้ำ ที่จอดรถ ทางเดินเท้า สวนสาธารณะ ต้นไม้ อาคารสำนักงาน พร้อมปรับพื้นผิวที่ดินของโจทก์ ให้อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยกับบริวาร และสมาชิกนิติบุคคลอื่นของจำเลยยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 65657 ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 65722 วันละ 10,000 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินและส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 65657ระหว่างบริษัท พ. กับโจทก์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 และเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 65722 ระหว่างบริษัท พ. กับพันตรีอาณันย์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 และเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากระหว่างพันตรีอาณันย์กับโจทก์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ให้บริษัท พ. กับพันตรีอาณันย์โอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และโอนระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ให้เป็นชื่อจำเลย หากไม่ปฏิบัติขอถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ห้ามมิให้โจทก์หรือบริวารยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียก บริษัท พ. และพันตรีอาณันย์ เข้าเป็นจำเลยร่วมกับโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาวบุษราคัม บุตรของจำเลยร่วมที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวบุษราคัมเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 65657 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับโจทก์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 และเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 65722 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 และเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยร่วมที่ 2 กับโจทก์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ให้จำเลยร่วมทั้งสองโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และโอนระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ให้เป็นชื่อจำเลย หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ห้ามมิให้โจทก์หรือบริวารยุ่งเกี่ยวหรือรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายและขายฝากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับโจทก์ และระหว่างจำเลยร่วมที่ 2 กับโจทก์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 18 ตุลาคม 2553 และในส่วนที่ให้จำเลยร่วมทั้งสองโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย รวมถึงการห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์ซื้อมาจากจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 มิใช่ที่ดินส่วนกลาง (ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ) ของโครงการหรือเป็นภาระจำยอมของที่ดินในโครงการของนิติบุคคลจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเกี่ยวกับการเสนอขายที่ดินจัดสรรของจำเลยร่วมที่ 1 เพราะเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมิได้มาเบิกความเป็นพยานหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยว่าจำเลยร่วมที่ 1 มิได้โฆษณาให้คำรับรองว่าจะกันที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้สำหรับสาธารณูปโภคหรือที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการ อ. แต่อย่างใด พยานโจทก์ปากนายพัฒน์พงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็เบิกความต่อศาลโดยรับทราบเรื่องราวมาจากโจทก์อีกทอดหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดโจทก์จึงไม่ได้มาเบิกความด้วยตนเองจึงเป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้ ส่วนพยานโจทก์ปากนางสาวธันยาภรณ์ บุตรสาวโจทก์ก็ไม่รู้เห็นการโฆษณาขายที่ดินจัดสรรของจำเลยร่วมที่ 1 สำหรับพยานหลักฐานของจำเลยมีนายสุภาพ นางพัฒนาภา และนางสาวจิตราเบิกความสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยโดยนายสุภาพเบิกความว่า นางเฟื่องฟ้า พี่สะใภ้ของพยานซื้อที่ดินจัดสรรโครงการ อ. โซน F ราคาตารางวาละ 69,000 บาท รวม 9 แปลง ติดสระว่ายน้ำทุกแปลง พยานได้รับมอบหมายจากนางเฟื่องฟ้าให้เข้ามาดูที่ดินที่ซื้อเมื่อเดือนมกราคม 2553 พยานได้รับแผ่นพับโฆษณาขายที่ดินจัดสรร จากสำนักงานขาย ระบุรายละเอียดสาธารณูปโภค โซน F มีสระว่ายน้ำ คลับเฮ้าส์ และสวนสาธารณะ ขณะนั้นมีสระว่ายน้ำและสำนักงานขายบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 แล้ว นางพัฒนาภาเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2549 พยานตกลงซื้อที่ดินจัดสรรในโซน H ราคาตารางวาละ 65,000 บาท โดยเชื่อจากคำโฆษณาว่าที่ดินจัดสรรโซน F จะมีสวนหย่อมและสระว่ายน้ำซึ่งขณะนั้นกำลังก่อสร้างในจุดที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SWIMMING POOL ขณะพยานเข้าอยู่อาศัยในปี 2551 สระว่ายน้ำสร้างเสร็จแล้ว ส่วนโซน H จะมีสโมสรและสนามเทนนิสในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 จนปัจจุบันยังไม่ได้ก่อสร้าง โดยจำเลยร่วมที่ 2 แจ้งว่ามีปัญหาเรื่องการเงิน และนางสาวจิตราเบิกความว่า พยานดำรงตำแหน่งประธานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยตั้งแต่ปี 2558 เมื่อปลายปี 2549 พยานตกลงซื้อที่ดินจัดสรรในโซน E เพราะเชื่อว่าจะมีการจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และจากการดูสถานที่จริง โดยโซน A มีสระว่ายน้ำ โซน D มีคลับเฮ้าส์ โซน F มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่และคลับเฮ้าส์ และโซน H มีสนามเทนนิสและคลับเฮ้าส์ ดังนี้ พยานจำเลยทั้งสามล้วนเกี่ยวข้องรู้เห็นโดยตรงถึงการโฆษณาเสนอขายที่ดินจัดสรรโครงการ อ. ของจำเลยร่วมที่ 1 ว่าจำเลยร่วมที่ 1 จะจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ในโซน F มีคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ และสวนพักผ่อน ส่วนในโซน H มีคลับเฮ้าส์และสนามเทนนิสสอดคล้องกับแผนผังโครงการที่จำเลยร่วมที่ 1 ใช้โฆษณา ระบุในตำแหน่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ในโซน F เป็นภาษาอังกฤษว่า CLUB HOUSE และ SWIMMING POOL ส่วนในตำแหน่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 ในโซน H ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า TENNIS COURT และ CLUB HOUSE โดยเฉพาะสระว่ายน้ำ ทั้งนางพัฒนาภาและนางสาวจิตราเบิกความตรงกันว่ามีการก่อสร้างบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ตั้งแต่ปี 2549 ขณะพยานทั้งสองไปติดต่อซื้อที่ดินในโครงการก่อนที่โจทก์จะได้รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และเมื่อพิจารณาประกอบแผนผังโครงการที่จำเลยร่วมที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดสรร ตรงกับรูปแผนผังโครงการ ปรากฏว่ามีการกำกับโซนและหมายเลขบนที่ดินแปลงย่อยทุกแปลงที่จำเลยร่วมที่ 1 จัดสรรเพื่อขาย ต่างจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและที่ดินสำหรับสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะแปลงอื่นที่ไม่มีการกำกับโซนและหมายเลขไว้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในการเสนอขายที่ดินจัดสรรโครงการ อ. จำเลยร่วมที่ 1 ได้โฆษณาหรือให้คำรับรองแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอันเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตั้งแต่เริ่มแรกโครงการของจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการทุกรายว่าประสงค์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่ปรากฏในแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน เป็นที่ดินที่จัดให้มีขึ้นสำหรับสาธารณูปโภคหรือเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการ อ. ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะมิได้มีการจดแจ้งให้ปรากฏในโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงว่าเป็นที่ดินที่กันไว้เพื่อสาธารณูปโภคหรือเพื่อใช้เป็นบริการสาธารณะดังเช่นที่ดินสำหรับสาธารณูปโภคแปลงอื่นก็ไม่ทำให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่เป็นที่ดินสำหรับสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะโดยเปลี่ยนเป็นที่ดินสำหรับจัดสรรเพื่อขายไปได้ โดยถือว่าข้อความในแผ่นพับโฆษณาและแผนผังโครงการ ที่จำเลยร่วมที่ 1 ใช้เป็นเอกสารประกอบในการประชาสัมพันธ์เสนอขายที่ดินจัดสรรเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 ที่จำเลยร่วมที่ 1 ต้องปฏิบัติตามโดยดำเนินการจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่ได้โฆษณาและพรรณนาการขายไว้ และถือว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงรวมทั้งสระว่ายน้ำและสวนหย่อมที่ได้จัดทำขึ้นแล้วบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 เป็นสาธารณูปโภคและตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปขายให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ และจำเลยร่วมทั้งสองต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าการที่จำเลยร่วมที่ 1 ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 นำไปขายฝากให้แก่โจทก์ และจำเลยร่วมที่ 1 ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 ให้แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 และมาตรา 44 เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดิน ทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และมาตรา 44 เดิมซึ่งใช้บังคับขณะเกิดกรณีพิพาทคดีนี้บัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้ว ตามลำดับต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์" ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะโดยพลการก็โดยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือได้ใช้ประโยชน์โดยมีเงื่อนไข ข้อจำกัดทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ สำหรับการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะไปยังบุคคลอื่นก็อาจทำให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการได้รับความเดือดร้อนเสียหายลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นแล้ว ผู้จัดสรรที่ดินก็ต้องดำเนินการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่ได้จัดตั้งขึ้นในภายหลังไปจัดการและบำรุงรักษาตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (เดิม) หรือหากไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ผู้จัดสรรที่ดินต้องเป็นผู้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดเพชรบุรี หรือผู้จัดสรรที่ดินต้องจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ ดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (2) หรือ (3) (เดิม) ประการหนึ่งประการใด มิฉะนั้นอาจเกิดข้อโต้แย้งกับผู้รับโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะเป็นเหตุให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้รับประโยชน์จากสาธารณูปโภคอย่างเต็มที่ ดังนี้ การที่ผู้จัดสรรที่ดินโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณะไปยังบุคคลอื่นจึงเป็นนิติกรรมที่ไม่อาจกระทำได้ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 33 เช่นเดียวกัน การซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 การขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยร่วมที่ 2 กับโจทก์ และการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับโจทก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดเพชรบุรี จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยสุจริตเพราะไม่มีการจดแจ้งในโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงว่าได้กันเป็นที่ดินสำหรับสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ เห็นว่าปกติการซื้อขายที่ดินในโครงการจัดสรรย่อมมีราคาสูงกว่าที่ดินที่อยู่นอกโครงการอย่างเห็นได้ชัดเนื่องมาจากที่ดินในโครงการมีการจัดทำสาธารณูปโภคต่าง ๆ อันเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการ สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรจัดทำขึ้นนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อที่ดินในโครงการเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลจากแผ่นพับโฆษณาการขายซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้จัดสรรที่ดินทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์แจกจ่ายแก่ผู้สนใจทั่วไปย่อมอยู่ในความสนใจของผู้ซื้อที่ดินในโครงการ โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการ อ. แต่โจทก์กลับไม่ได้มาเบิกความยืนยันด้วยตนเองว่าโจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่มีไว้สำหรับจัดทำสาธารณูปโภคและไม่ทราบการโฆษณาและการพรรณนาการขายเช่นนั้นเพื่อยืนยันถึงความสุจริตของตน มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการถูกถามค้านจากฝ่ายจำเลย นับว่าเป็นข้อพิรุธ ทั้งในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ก็ได้มีการจัดทำสระว่ายน้ำบนที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมทราบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสำหรับจัดทำสาธารณูปโภค มิใช่ที่ดินจัดสรรไว้เพื่อขาย กับเมื่อเปรียบเทียบราคาที่ดินตามสัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 และตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 กับราคาที่ดินจัดสรรที่จำเลยร่วมที่ 1 ประกาศขายแก่บุคคลทั่วไป ปรากฏว่าโจทก์ซื้อฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10.6 ตารางวา จากจำเลยร่วมที่ 2 ในราคา 8,320,000 บาท เฉลี่ยราคาเพียงตารางวาละ 11,708 บาท ต่ำกว่าราคาที่ดินจัดสรรในโซนเดียวกันคือโซน F ที่จำเลยร่วมที่ 1 ประกาศขายในราคาตารางวาละ 69,000 บาท เกือบ 5 เท่า ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 เนื้อที่ 1 ไร่ 66.8 ตารางวา โจทก์ซื้อจากจำเลยร่วมที่ 1 ราคา 6,000,000 บาท เฉลี่ยราคาเพียงตารางวาละ 12,853 บาท ต่ำกว่าราคาที่ดินจัดสรรในโซนเดียวกันคือโซน H ที่จำเลยร่วมที่ 1 ประกาศขายในราคาตารางวาละ 65,000 บาท ประมาณ 4 เท่า จากราคาที่ดินที่โจทก์ซื้อจากจำเลยร่วมทั้งสองที่ต่ำกว่าราคาที่ดินที่จำเลยร่วมที่ 1 ประกาศขายแก่บุคคลทั่วไปหลายเท่าตัว ส่อให้เห็นถึงข้อพิรุธความไม่สุจริตของโจทก์และจำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมที่ 1 อย่างเห็นได้ชัดว่าเหตุที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในราคาต่ำกว่าปกติมากเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักดีว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมิใช่ที่ดินที่จำเลยร่วมที่ 1 จัดสรรไว้เพื่อขาย หากแต่เป็นที่ดินสำหรับจัดทำสาธารณูปโภค ข้อเท็จจริง รับฟังได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยร่วมทั้งสองโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินสำหรับจัดทำสาธารณูปโภคหรือที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณะ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยสุจริต จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนการขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65722 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 และการขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 และการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 65657 ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับโจทก์ สำหรับปัญหาว่าจำเลยร่วมทั้งสองต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยได้จดทะเบียนจัดตั้ง นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 แล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอันเป็นสาธารณูปโภคให้แก่จำเลยไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) เดิม โดยโจทก์ไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 33 ม. 43 ม. 44 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร อ.
จำเลยร่วม — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเมธี วรรณวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1137/2566
#691970
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ (1) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (2) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา" ดังนั้น การพิจารณาว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้นั้นอาจเป็นเพียงกรณีที่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่ง ป.อ. ตาม (2) ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บัญญัติไว้เพียงข้อเดียวก็ได้ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่ง ป.อ. แล้วหรือไม่ เมื่อผู้คัดค้านเสนอเรื่องการจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 มีหัวเรื่องระบุว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ ใครเสีย นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ แล้วต่อมามีผู้แสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ตว่า "ธ. ลั่น ยอมติดโควิด ตายดีกว่า ไม่ขอใช้วัคซีนพระราชทาน" "วัคซีนภาษีไพร่ แจกจ่ายในนามเจ้า" "ผลประโยชน์ทับซ้อนนี้จะเพื่อใคร ก็เพื่อคนที่ซื้อหุ้น 100% ของบริษัท S. วัคซีนพระราชทาน" "ในหลวงรัชกาล...ไม่คิดจะออกมาอธิบายหน่อยเหรอครับ เรื่องวัคซีนโควิดในฐานะเจ้าของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชน ปล่อยให้หน่วยงานของรัฐบาลออกหน้าแทนมันไม่แฟร์นะครับ" "ผูกขาดวัคซีน หาซีนให้เจ้า" แสดงว่าเมื่อมีผู้เห็นถ้อยคำของผู้คัดค้านตามข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวแล้วได้ออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล การกระทำของผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นดังกล่าวอาจเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 แห่ง ป.อ. ดังนั้น หากให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้คัดค้านดังกล่าวแพร่หลายต่อไปอาจทำให้มีผู้ออกมาแสดงความเห็นที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ กรณีจึงมีเหตุให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำของผู้คัดค้านตามข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยสุจริตหรือไม่ และเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์แล้วหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ 3 URLs (Uniform Resource Locator) คือ 1.https://fb.watch/3aiaDnGJTi/ 2.https://progressivemovement. in.th/article/3258/ และ 3.https://youtu.be/Oq7KPQ5TBc8 อ้างว่าเป็นเว็บไซต์ทั่วไปที่อาจเข้าถึงได้ปรากฏข้อความ ภาพ และวิดีโอที่มีเนื้อหาอันเข้าข่ายเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ในหมวดความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) และการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการทำให้แพร่หลาย ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ผู้ร้องเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแล้ว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การไต่สวนและการมีคำสั่งของศาล ซึ่งย่อมมีผลให้คำสั่งศาลในวันที่ 29 มกราคม 2564 เป็นอันสิ้นผล และมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ 3 URLs (Uniform Resource Locator) คือ 1. https://fb.watch/3aiaDnGJTi/ 2. https://progressivemovement.in.th/ article/3258/ และ 3. https://youtu.be/Oq7KPO5TBc8

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า มีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ 3 URL มีความยาวประมาณ 30 นาที โดยเป็นถ้อยคำของผู้คัดค้านนำเสนอเรื่องการจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีหัวเรื่องระบุว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ ใครเสีย มีความว่า รัฐบาลประมาทไม่เร่งรีบจัดหา ทำให้การจัดหาล่าช้า จัดหาน้อยเกินไป เพราะรัฐบาลมุ่งแสวงหาความนิยมมากเกินไป ผู้คัดค้านเปรียบเทียบการจัดหาวัคซีนของประเทศไต้หวัน ประเทศมาเลเซียและประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการเร่งจัดหาวัคซีนได้รวดเร็วกว่า จัดหาหลากหลายผู้ผลิตและครอบคลุมสัดส่วนของประชากรมากกว่า ขณะที่รัฐบาลฝากความหวังไว้กับบริษัทเดียวต่างจากประเทศอื่น ผู้คัดค้านนำเสนอตัวเลือกวัคซีนจากผู้ผลิตอื่น แล้วนำเสนอโครงสร้างการบริหารการจัดหาวัคซีนของรัฐ มีการกล่าวถึงบริษัท ซ. และการถือหุ้นบางส่วนของบริษัท พ. กล่าวถึงวัคซีนของบริษัท อ. ซึ่งว่าจ้างบริษัท ส. เป็นผู้ผลิต ระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด บรรยายประวัติการประกอบธุรกิจของบริษัทและบริษัทในเครือ กล่าวถึงลำดับแผนการเข้าถึงวัคซีน แสดงลำดับความก้าวหน้าในการทำงานของรัฐบาลโดยระบุว่ารัฐบาลไม่พยายามจะจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรให้มากกว่าร้อยละ 21.5 กล่าวหาว่ารัฐบาลมุ่งผลทางการเมืองมากกว่าดูแลประชาชน กล่าวว่าบริษัท ส. ไม่อยู่ในแผนความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ และกล่าวถึงองค์กรอื่นที่มีศักยภาพ รัฐบาลฝากความหวังไว้กับบริษัท อ. และบริษัท ส. มากเกินไป ก่อนจะสรุปว่า หากเกิดความผิดพลาดนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ประชาชนจะตั้งคำถามกับบริษัท ส. ซึ่งมีผู้ถือหุ้นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ 2550 มาตรา 20 บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ (1) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (2) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น การพิจารณาว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้นั้นอาจเป็นเพียงกรณีที่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาตาม (2) ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บัญญัติไว้เพียงข้อเดียวก็ได้ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้วหรือไม่ เมื่อได้ความปรากฏต่อมาว่า หลังจากมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวแล้ว มีผู้แสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ตว่า "ธ. ลั่น ยอมติดโควิด ตายดีกว่า ไม่ขอใช้วัคซีนพระราชทาน" "วัคซีนภาษีไพร่ แจกจ่ายในนามเจ้า" "ผลประโยชน์ทับซ้อนนี้จะเพื่อใคร ก็เพื่อคนที่ซื้อหุ้น 100% ของบริษัท S. วัคซีนพระราชทาน" "ในหลวงรัชกาล…ไม่คิดจะออกมาอธิบายหน่อยเหรอครับเรื่องวัคซีนโควิดในฐานะเจ้าของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชน ปล่อยให้หน่วยงานของรัฐบาลออกหน้าแทนมันไม่แฟร์นะครับ" "ผูกขาดวัคซีน หาซีนให้เจ้า" แสดงว่า เมื่อมีผู้เห็นถ้อยคำของผู้คัดค้านตามข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวแล้วได้ออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ทำนองว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล ซึ่งการกระทำของผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นดังกล่าวอาจเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ ดังนั้นหากให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้คัดค้านดังกล่าวแพร่หลายต่อไปก็อาจทำให้มีผู้ออกมาแสดงความเห็นที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ กรณีจึงมีเหตุให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำของผู้คัดค้านตามข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ และเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์แล้วหรือไม่ ตามที่ผู้คัดค้านฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 20 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย บ.
ผู้คัดค้าน — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2566
#692037
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความสนทนาผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจําเลยที่ 1 เป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และเป็นหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจําเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ข้อความสนทนาตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอมีน้ำหนักฟังได้ว่า เงินจำนวน 7,800,000 บาท ที่โจทก์มอบให้แก่จําเลยที่ 1 ไปเป็นเงินกู้ยืม และไม่อาจถือเป็นหลักฐานกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่จําเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้แล้วหรือเป็นหนังสือรับสภาพหนี้เงินกู้ยืมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 อันจะนํามาฟ้องร้องให้จําเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 7,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 โจทก์สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. สาขาอุดรธานี ลงวันที่ 19 เมษายน 2560 จำนวนเงิน 7,800,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีธนาคาร ก. ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 มีการสนทนาผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงิน 7,800,000 บาท ไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความประกอบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายสนั่น ผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสองมาเบิกความประกอบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และบุคคลภายนอก โดยพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสองมิได้เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นการกู้ยืมเงินและการลงทุนของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาจากข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์อันเป็นเอกสารที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างส่งศาล แม้ข้อความสนทนาผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และเป็นหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลดังกล่าวจะรับฟังเป็นยุติได้หรือไม่นั้นต้องพิเคราะห์ข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ประกอบกันซึ่งเป็นข้อความสนทนาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในลักษณะโจทก์ทวงถามเงินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมจากโจทก์ไป 7,800,000 บาท เป็นการส่งข้อความสนทนาระหว่างกันเฉพาะวันที่ 3 ตุลาคม 2560 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เท่านั้น โดยข้อความสนทนาในวันที่ 3 ตุลาคม 2560 โจทก์ส่งข้อความว่า "ถ้าเร็วกว่านี้ได้ก็ดีครับ เพราะผมเห็นว่า สสไผ่น่าจะมีรายได้แล้ว เรื่องรถหรืออะไรก็ตามเพราะเป็น สส แล้วถ้าช่วยผมได้ก่อนเงินแค่ 7.8 ล้านผมว่า สสไผ่มีอยู่แล้ว..." ในแผ่นที่ 5 ปรากฏข้อความที่จำเลยที่ 1 ส่งมาว่า "เดียวผมจัดการให้ครับ" "คันq7 ครับ" และ "ภายในสิ้นเดือนครับ" ซึ่งโจทก์ส่งข้อความกลับมาว่า "ผมจำคันไม่ได้แต่เอาว่าที่ สสไผ่คุยกับผมว่าคัน 7.8 ล้าน เป็นของ สสไผ่เอง เอาตรงนี้ สสไผ่ เอาคันที่ สสไผ่เอาเงินผมไปเพราะ สสไผ่รู้ดีครับ บัญชีที่ สสไผ่มี ผมเอาตามบัญชีที่ สส.ไผ่ก็แล้วกันครับ" จำเลยที่ 1 ส่งข้อความว่า "ครับผมเต็มที่ครับ" "ไงผมก็ต้องจัดการครับ" "ผมแค่อธิบายเฉยๆครับเพิ่งไล่ดูครับ" ในแผ่นที่ 6 โจทก์ส่งข้อความต่อมาว่า "ยังไม่ได้คืนคันสุดท้ายที่ผมโอนไปให้ 7.8 สสไผ่ก็ยังบอกผมที่วังเด็ก 7.8 ยอดนี้เป็นของ สสไผ่จะรีบโอนให้ไงครับ" ซึ่งข้อความสนทนาเช่นเดียวกันนี้ ปรากฏเอกสารและข้อความที่จำเลยที่ 1 ส่งแทรกเข้ามาต่อจากที่โจทก์ส่งข้อความแรก ซึ่งเป็นเอกสารรายการรถยนต์คันที่ 9 ถึงคันที่ 17 โดยมีเส้นสีดำวงไว้ในคันที่ 14 ที่มีข้อความว่า คันที่ 14 new Nissan gtr คันนี้วางไว้ 8 เดือนแล้ว ยอดวาง 8,000,000 บาท ดอกเบี้ยงวดละ 200,000 บาท (ค้างจ่ายดอกเบี้ย 5 งวด) และมีข้อความที่จำเลยที่ 1 ส่งตามมาว่า "ยอดนี้นะครับ" และ "ยอดรถพ่อผมคืนไปแล้วครับ" แล้วจึงเป็นข้อความที่โจทก์ส่งมาว่า "ผมจำคันไม่ได้แต่เอาว่าที่ สสไผ่คุยกับผมว่าคัน 7.8 ล้านเป็นของ สสไผ่เอง เอาตรงนี้ สสไผ่ เอาคันที่ สสไผ่เอาเงินผมไปเพราะ สสไผ่รู้ดีครับ..." ตามที่ปรากฏข้างต้น จากข้อความสนทนาตามเอกสารทั้งสองดังกล่าวมีข้อความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยเฉพาะเวลาที่ส่งข้อความเป็นลำดับกัน และข้อความเอกสารที่จำเลยที่ 1 ส่งให้แก่โจทก์ เป็นข้อความที่ถูกตัดออกไปจากข้อความสนทนา เมื่อพิจารณาแล้วทำให้เห็นว่า เงินจำนวน 7,800,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 รับไปผ่านบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 นั้น เกี่ยวข้องกับรถยนต์ตามที่จำเลยที่ 1 ส่งเอกสาร และเมื่อพิจารณาจากเอกสาร ซึ่งโจทก์ส่งให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2560 ปรากฏรายการรถยนต์จำนวน 14 คัน ซึ่งตรงกับเอกสารที่จำเลยที่ 1 ส่งให้โจทก์ โดยเฉพาะรถยนต์คันที่ 14 ยกเว้นงวดที่ค้างจ่ายของรถยนต์แต่ละคันที่แตกต่างกันตามเวลาที่ส่งข้อความเท่านั้น เมื่อพิจารณาระยะเวลาวางรถยนต์คันที่ 14 จากเอกสารดังกล่าวตามเวลาที่มีการส่งข้อความแต่ละครั้งก็สอดคล้องกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์ นอกจากนี้ข้อความสนทนาผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์เป็นข้อความสนทนาระหว่างกันเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง โดยโจทก์อ้างเพียงฝ่ายเดียวว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 7,800,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 คงส่งข้อความตอบรับโดยใช้ถ้อยคำแต่เพียงว่าจะติดตามเงินจำนวนดังกล่าวให้ มิได้ยอมรับโดยชัดแจ้งว่ามีการกู้ยืมเงินกัน จำเลยที่ 1 ยังส่งข้อความสนทนาในลักษณะว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเรื่องการวางรถยนต์ที่ร่วมลงทุนกัน แต่รถยนต์ถูกอายัด จำเลยที่ 1 พยายามติดตามให้นายบอยหรือนายอินทระศักดิ์ ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ และยังมีข้อความสนทนาที่นายบอยขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ทำให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าโจทก์กับนายบอยร่วมลงทุนเกี่ยวกับรถยนต์ราคาแพง (รถซุปเปอร์คาร์) รวมถึงรถยนต์คันที่ 14 ข้างต้น โดยมีจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ไว้ อีกทั้งการกู้ยืมเงินจำนวนมากเช่นนี้ทางนำสืบของโจทก์กลับไม่ปรากฏมีการเรียกผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยเป็นการตอบแทนกันอันเป็นการผิดปกติวิสัย ข้อความสนทนาตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอมีน้ำหนักฟังได้ว่า เงินจำนวน 7,800,000 บาท ที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นเงินกู้ยืม และไม่อาจถือเป็นหลักฐานกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้แล้วหรือเป็นหนังสือรับสภาพหนี้เงินกู้ยืมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 ตามที่โจทก์ฎีกา อันจะนำมาฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ผ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายไตรสิทธิ์ วิสูตรธนาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ขนิษฐา อรุณวงศ์
อริยะ นาวินธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2566
#689718
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งหกชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชําระหนี้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์อาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามคําขอสินเชื่อ คําขอสินเชื่อธุรกิจ ประเภทวงเงินออกหนังสือค้ำประกัน คำขอและข้อตกลงยินยอมให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ที่ระบุว่า "หากโจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ ในการออกหนังสือค้ำประกัน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกัน ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดจนค่าปรับต่าง ๆ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชําระหนี้คืนให้แก่โจทก์ทันทีพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันไปนั้น" ข้อตกลงดังกล่าวจะเห็นว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใด ๆ ในการออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีลูกหนี้ไม่ชําระหนี้อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นําสืบข้อเท็จจริง ให้ได้ความตามฟ้อง ปัญหาว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 เดิม หรือตามมาตรา 686 ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ที่แก้ไขใหม่ หรือไม่เพียงใด ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับ แต่มาตรา 19 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ บทบัญญัติของมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่จึงต้องบังคับใช้กับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ 5,783,410.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 5,209,109.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 897,360.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 809,109.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 5,034,662.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 4,538,759 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ 5,783,410.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 5,209,109.69 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 897,360.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 809,109.69 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 5,034,662.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 4,538,759 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้บังคับจำนองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 13325 ถึง 13328 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 220,350.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 และ 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2562 และ 138,759 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2562 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ชำระแทน 4,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2562 และ 138,759 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2562 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำคำขอสินเชื่อ ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันวงเงิน 6,000,000 บาท เพื่อให้หมุนเวียนในกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีข้อตกลงว่า หากโจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ ในการออกหนังสือค้ำประกัน จำเลยที่ 2 จะชดใช้ค่าเสียหายให้ทันทีและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายแทนไปในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้า โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาโจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้หน่วยงานต่าง ๆ 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท พ. ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายเหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณและวัสดุก่อสร้าง มีการต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2559 ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท พ. เพื่อค้ำประกันใบเสนอราคา 700,000 บาท มีการต่ออายุหนังสือค้ำประกันถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท พ. เพื่อค้ำประกันการซื้อขายวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถ 10 ชั้น ของโรงพยาบาล ป. อาคารหอพักนักศึกษาและอาจารย์ในวิทยาลัยพยาบาล พ. และโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถโรงพยาบาล ต. 500,000 บาท และฉบับที่ 4 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท จ. เพื่อค้ำประกันการซื้อขายวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างอาคารเรียนรวมในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ว. มีการต่ออายุหนังสือค้ำประกันจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2561 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำคำขอสินเชื่อขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันวงเงิน 4,400,000 บาท เพื่อใช้ในงานก่อสร้างอาคารจอดรถของโรงพยาบาล ป. โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน ต่อมาในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาสินเชื่อดังกล่าว โดยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ค้ำประกันในวงเงิน 17,600,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาประกัน 30 ปี ซึ่งเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันสัญญาก่อสร้างอาคารจอดรถของโรงพยาบาล ป. วงเงิน 4,400,000 บาท เพื่อเป็นประกันการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 13325 ถึง 13328 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ 4,600,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้จนครบถ้วน ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 จดทะเบียนปลอดจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. 13728 ในวันที่ 22 มกราคม 2559 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองลำดับสอง สำหรับที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 13325 ถึง 13327 เป็นประกันหนี้ 2,360,000 บาท และทำสัญญาจำนองที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 13328 เป็นประกันหนี้ 1,080,000 บาท ต่อมาในวันที่ 7 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองลำดับสามสำหรับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 13325 ถึง 13327 เป็นประกันหนี้ 3,600,000 บาท และวันที่ 25 กันยายน 2561 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองลำดับสี่สำหรับที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 13325 ถึง 13327 เป็นประกันหนี้ 2,804,800 บาท ภายหลังบริษัท พ. มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกัน รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 300,000 บาท 700,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 โจทก์ชำระหนี้แทนรวม 1,500,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้คืนโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 จำนวน 1,280,389.04 บาท โจทก์นำมาหักชำระต้นเงินและดอกเบี้ยได้บางส่วนคงเหลือต้นเงิน 220,350.69 บาท ส่วนบริษัท จ. มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 450,000 บาท ส่วนโรงพยาบาล ป. มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ซึ่งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,400,000 บาท นอกจากนี้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ทำหนังสือค้ำประกันสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงิน 9,240,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันดังกล่าวเป็นรายปีล่วงหน้าทุกปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายแทนโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระคืน ซึ่งเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 โจทก์ทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 138,759 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 10 ต่อปี เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งหกชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์นั้น เนื่องจากโจทก์อาศัยข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามคำขอสินเชื่อ คำขอสินเชื่อธุรกิจ ประเภทวงเงินออกหนังสือค้ำประกัน คำขอและข้อตกลงยินยอมให้ธนาคารออก/หรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ที่ระบุว่า "หากโจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ ในการออกหนังสือค้ำประกัน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกัน ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดจนค่าปรับต่าง ๆ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ทันทีพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันนั้นไป" ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะเห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใด ๆ ในการออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับนั้น ชอบแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 18 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดเพียง 60 วัน เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ความตามฟ้อง ซึ่งปัญหาว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 686 เดิม หรือตามมาตรา 686 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ที่แก้ไขใหม่หรือไม่เพียงใด ถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เรียกให้ชำระหนี้ที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยที่ 1 ไป เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 และเรียกให้ชำระค่าธรรมเนียม เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกิน 60 วัน นับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้ไปแทนอันถือเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในเบี้ยปรับซึ่งเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 แม้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ แต่มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน ให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ บทบัญญัติของมาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่จึงต้องบังคับใช้กับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ด้วย ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 379 ม. 686 (เดิม) ม. 686 (ใหม่)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวจงสวัสดิ์ พิสิฐพันพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2566
#687358
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี...(7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" และมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" ซึ่งคำว่า "ฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย..."นั้น หมายถึง กรณีที่ศาลตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าคำฟ้องที่ยื่นนั้น โจทก์กระทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยเขตอำนาจศาลที่ยื่นฟ้องตามมาตรา 157 หรือกระทำไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 158 (1) ถึง (7) มาตรา 159 และมาตรา 160 หากผลการตรวจคำฟ้องปรากฏว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อตามฟ้องโจทก์ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์แล้ว แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ มาตรา 158 (7) ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ที่ศาลสามารถสั่งให้แก้ไขได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโดยไม่มีลายมือชื่อโจทก์ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ มาตรา 158 (7) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และมิได้มีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในฟ้องให้ถูกต้องเสียก่อน จึงเป็นข้อผิดพลาดที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงประกอบอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนพบข้อผิดพลาดของโจทก์และศาลชั้นต้นดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้โดยมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะให้ศาลชั้นต้นสั่งโจทก์แก้ไขฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องได้ การที่ศาลอุทธรณ์ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 215 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลมีคำพิพากษาให้ริบในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 168/2561 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 23 และ 24 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายพัชระ นายอนุชาติหรือถี นายโชคชัย และนายประเสริฐ พร้อมตรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 660,000 เม็ด รถยนต์สีขาว รถจักรยานยนต์ 2 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครื่อง เป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13,654.599 กรัม นายพัชระกับพวก รวม 4 คนดังกล่าวถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเป็นการสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" และมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" ซึ่งคำว่า "ฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย..." ตามที่บัญญัติในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง กรณีที่ศาลตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าคำฟ้องที่ยื่นนั้น โจทก์กระทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยเขตอำนาจศาลที่ยื่นฟ้องตามมาตรา 157 หรือกระทำไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 158 (1) ถึง (7) มาตรา 159 และมาตรา 160 หากผลการตรวจคำฟ้องปรากฏว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อตามฟ้องโจทก์ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์แล้ว แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ที่ศาลสามารถสั่งให้แก้ไขได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโดยไม่มีลายมือชื่อโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และมิได้มีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในฟ้องให้ถูกต้องเสียก่อน จึงเป็นข้อผิดพลาดที่สามารถให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงประกอบอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนพบข้อผิดพลาดของโจทก์และศาลชั้นต้นดังกล่าว โดยศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้โดยมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะให้ศาลชั้นต้นสั่งโจทก์แก้ไขฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องได้ การที่ศาลอุทธรณ์ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 215 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกากำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยที่พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิมในมาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนดให้สันนิษฐานว่า เป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด และตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่าย การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงยังคงเป็นความผิดอยู่ แต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 และคำว่า "ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติด เว้นแต่มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือหรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย เมื่อกฎหมายเดิมมาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่กฎหมายใหม่มาตรา 145 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จึงจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่มาตรา 145 วรรคสองและวรรคสามได้ ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองและวรรคสามได้ ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด นั้น คดีนี้จำเลยที่ 1 สมคบกับนายพัชระกับพวกกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่คอยดูต้นทางและนำหน้ารถยนต์สีขาวที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 660,000 เม็ดของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 63,842.090 กรัม จากจังหวัดเชียงรายไปจังหวัดแพร่ เพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต สำหรับความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง นั้น กฎหมายใหม่ยังคงบัญญัติให้เป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง ถ้าได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ผู้สมคบนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามมาตรา 127 วรรคสอง ซึ่งถือความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 1 มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 127 วรรคสอง, 145 วรรคสาม (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 159 ม. 160 ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 215
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายนันทวัฒน์ ลิ้มธัญลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1088/2566
#691187
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง "ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/6 (3) ประกอบมาตรา 90/3

กิจการของลูกหนี้ไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีอำนาจยกคำร้องขอของผู้ร้องขอทั้งสองตั้งแต่ในชั้นตรวจคำร้องขอได้ โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองไว้ก่อนไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน หากศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนขอให้มีคำสั่งตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว

ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องขอแล้ว เห็นว่า ก่อนที่ผู้ร้องขอทั้งสองจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 ลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมาแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.31/2560 ในระหว่างการไต่สวน ลูกหนี้ได้ขอถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ โดยวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและจำหน่ายคดีจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2561 ลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการอีกเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟฟ. 2/2562 หลังจากนั้น ระหว่างการไต่สวนลูกหนี้ได้ขอถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการอีกครั้ง โดยวันที่ 29 มกราคม 2562 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความในคดีดังกล่าวทั้งสองคดี ลูกหนี้ถอนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการระหว่างไต่สวน โดยไม่ประสงค์ให้ศาลพิจารณาเกี่ยวกับกิจการของลูกหนี้ว่า มีเหตุอันสมควรและช่องทางการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเป็นครั้งที่สาม โดยศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอ การที่ผู้ร้องขอทั้งสองยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้คดีนี้เป็นครั้งที่สี่ ผู้ร้องขอทั้งสองต้องแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า กิจการของลูกหนี้มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ และวิธีการที่จะทำให้ลูกหนี้สามารถกลับสู่ภาวะทางการเงินที่เป็นปกติ แตกต่างในสาระสำคัญจากการร้องขอฟื้นฟูกิจการที่ผ่านมา และไม่ได้แสวงหาประโยชน์จากสภาวะพักการชำระหนี้ตามกฎหมาย ประวิงไม่ให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิบังคับชำระหนี้โดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่เมื่อพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและเอกสารท้ายคำร้องโดยตลอดแล้ว ผู้ร้องขอทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างถึงหลักการในภาพรวม ทำนองเดียวกับคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.31/2560 ฟฟ.2/2562 และ ฟฟ.8/2562 โดยไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมหรือแตกต่างจากเดิมในสาระสำคัญ โดยเฉพาะที่แสดงอย่างชัดแจ้งว่าลูกหนี้สามารถแก้ไขปัญหาทางการเงินที่มีกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินรายใหญ่ ซึ่งคัดค้านการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มาโดยตลอดในคดีก่อนหน้านี้ คำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงยังไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งถึงวิธีการและรายละเอียดที่จะทำให้กิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาทางการเงินกลับสู่สภาพตามปกติ เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย และทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย กรณีจึงเป็นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการที่ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยชัดแจ้งถึงเหตุสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามเงื่อนไขในมาตรา 90/6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คืนเงินประกันค่าใช้จ่ายแก่ผู้ร้องขอทั้งสอง

ผู้ร้องขอทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องขอทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องขอทั้งสองข้อแรกว่า คำร้องขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอทั้งสองมีองค์ประกอบครบตามมาตรา 90/3 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ชอบที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการหรือไม่ เห็นว่า ในคำร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง "ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/6 (3) ประกอบมาตรา 90/3 ในคำร้องขอคดีนี้ระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ในข้อ 6 ได้แก่ 6.1 เจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ กับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน 6.2 การปรับปรุงระบบและโครงสร้างองค์กร 6.3 แผนการขยายโครงการบ้านจัดสรรของลูกหนี้ 6.4 ปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้และ 6.5 ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์การขายและจุดเด่นของโครงการ เมื่อพิจารณาช่องทางต่าง ๆ ที่ผู้ร้องขอระบุแล้วเห็นว่า ช่องทางที่ 6.1 ผู้ร้องขอทั้งสองไม่ได้แนบหลักฐานรายละเอียดและหรือความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินทั้งที่เป็นการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการครั้งที่สี่ของลูกหนี้ และเป็นเวลาประมาณ 3 ปี นับจากการขอฟื้นฟูกิจการครั้งแรก นอกจากนี้ ในส่วนช่องทางตามที่ระบุในข้อ 6.1, 6.2 และ 6.3 การที่ลูกหนี้จะดำเนินการได้ ลูกหนี้จะต้องยังประกอบธุรกิจอยู่ แต่ปรากฏตามงบกำไรขาดทุนของลูกหนี้สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ตามสำเนาแบบนำส่งงบการเงิน ว่าลูกหนี้ไม่มีรายได้ในปี 2559 และ 2560 และปรากฏข้อมูลในสำเนาหนังสือรับรองบริษัทลูกหนี้ ว่า "นิติบุคคลนี้ขาดส่งงบการเงินปี 2561" จึงมีเหตุให้ควรสงสัยว่าลูกหนี้ยังประกอบธุรกิจอยู่หรือไม่ เมื่อลูกหนี้ไม่มีรายได้เข้าบริษัทเป็นเวลาถึงสองปีและไม่มีข้อมูลสถานะทางการเงินที่เป็นปัจจุบันในขณะที่ผู้ร้องขอทั้งสองยื่นคำร้องขอ จึงเป็นการยากที่จะวิเคราะห์ว่าช่องทางต่าง ๆ ที่ระบุในคำร้องขอจะเป็นแนวทางหรือวิธีการที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร ส่วนช่องทางข้อ 6.4 และ 6.5 ที่ผู้ร้องขอทั้งสองอ้างไม่ใช่ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ ประกอบกับบริษัทลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปี 2559 แต่ก็มีเหตุให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ หากลูกหนี้มีช่องทางให้ฟื้นฟูกิจการได้จริง ลูกหนี้ก็น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทางการเงินดังกล่าวไปได้แล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไม่จำต้องมายื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการอีกเป็นครั้งที่สี่ จากข้อเท็จจริงในสำนวนแสดงให้เห็นว่า กิจการของลูกหนี้ไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องขอทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องขอทั้งสองข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องขอทั้งสองแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีอำนาจยกคำร้องขอของผู้ร้องขอทั้งสองตั้งแต่ในชั้นตรวจคำร้องขอได้ โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองไว้ก่อนไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องขอทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 172 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/3 ม. 90/6 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ศ. กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประธาน ทัศนปริชญานนท์
- นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา