คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5426/2552
#494008
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงนั้น เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมิอาจกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง อันเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ ดังนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และลงโทษจำคุกจำเลย ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังไม่เกินห้าปี เมื่อจำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 310 วรรคแรก 317 วรรคสาม ประกอบ 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกต้องระบุด้วยว่า ประกอบมาตรา 52 (2)) ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงกับฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงกับฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 14 ปีเศษ สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวสำหรับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงนั้น เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมิอาจกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง อันเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ ดังนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลย ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังไม่เกินห้าปี เมื่อจำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายพยุงศักดิ์หรือศักดิ์ ขุนนัดเชียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวินัย หนูโท
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5425/2552
#494326
เปิดฉบับเต็ม

ขั้นตอนในการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องจำเลยระบุชื่อขอให้ พ. ช. และ ป. ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นด้วย การที่นาย ส. ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องกลับเป็นผู้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยเพิกถอนคำสั่งและส่งคำร้องคืนไปให้ศาลชั้นต้นส่งให้ผู้พิพากษาที่ระบุในคำร้องพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้วสั่งฎีกาใหม่

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฎิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวแสงอรุณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับการกระทำของจำเลยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงมากนัก และไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน เห็นสมควรลงโทษสถานเบา ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการขออนุญาตฎีกาตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 จำเลยระบุชื่อขอให้นางพัชรวรรณ นายชูเกียรติ และนายประเสริฐ ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นด้วย การที่ นายสุชาติ ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องกลับเป็นผู้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการอนุญาตหรือไม่อนุญาตประการใดก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 218 ม. 221 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวแสงอรุณ แก้ววิลัย
จำเลย — นางสาวจิริสุดา จั่นพานิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5425/2552
#501994
เปิดฉบับเต็ม

ขั้นตอนการขออนุญาตฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นระบุชื่อผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นด้วย การที่ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ชอบไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวแสงอรุณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับการกระทำของจำเลยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงมากนักและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน เห็นสมควรลงโทษสถานเบา ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้นำภาพโจทก์ร่วมไปปิดกระดาษและเขียนข้อความตามฟ้อง และการปิดกระดาษและเขียนข้อความดังกล่าวกระทำที่ฝาผนังกระจกด้านในของสำนักงานซึ่งแยกเป็นส่วนสัดจากบอร์ดประกาศข่าวซึ่งอยู่ด้านนอก เพื่อบอกกล่าวพนักงานให้ช่วยกันระมัดระวังเหตุการณ์ ผู้กระทำมิได้มีเจตนาใส่ความโจทก์ร่วมให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการขออนุญาตฎีกาตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 จำเลยระบุชื่อขอให้นางพัชรวรรณ นายชูเกียรติ และนายประเสริฐ ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นด้วย การที่ นายสุชาติผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการอนุญาตหรือไม่อนุญาตประการใดก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวแสงอรุณ แก้ววิลัย
จำเลย — นางสาวจิริสุดา จั่นพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5421/2552
#493989
เปิดฉบับเต็ม

การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278/1 และมาตรา 76 เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้ส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนตามเอกสารท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบุคคลผู้รับแทนนั้นมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือสำนักทำการงานของผู้ร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องถูกต้องตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 32,625 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท ทุกวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากผู้ร้องได้แก่ เงินค่าจ้าง เงินเดือน ร้อยละ 30 ต่อเดือน เงินโบนัสประจำปีร้อยละ 30 และเงินตอบแทนกรณีจำเลยที่ 1 ออกจากงาน เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องมาทำการไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป

ในชั้นไต่สวน ทนายผู้ร้องแถลงว่า จำเลยที่ 1 เดิมเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง แต่ได้โอนไปปฏิบัติงานที่บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือผู้ร้อง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ต่อมาในวันนัดพร้อมวันที่ 1 สิงหาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงว่า ได้มีการแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้ร้อง 2 ครั้ง ครั้งแรกส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ครั้งที่สองเป็นหมายอายัดของสำนักงานบังคับคดี ไม่มีบุคคลใดรับหมายแทน จึงทำการปิดหมายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องทราบคำสั่งอายัดหลังจากมีการปิดหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานแจ้งการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ร้องทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยชอบแล้ว ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันที่ได้รับแจ้งการอายัดโดยชอบ จนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278/1 วรรคแรก บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจส่งเอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามลักษณะ 2 แห่งภาคนี้ และให้รายงานการส่งเอกสารนั้นรวมไว้ในสำนวนการบังคับคดีด้วย ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 76 มาตรา 77 มาตรา 78 และมาตรา 80 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ความในวรรคสองบัญญัติว่า "นอกจากการส่งเอกสารตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยให้ผู้มีหน้าที่นำส่งเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมไปรษณียากร กรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าเอกสารที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ส่งและให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 76 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ถ้าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลใด ๆ ที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้น หรือได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นตามข้อความในคำสั่งของศาล ให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว" คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ตามเอกสารท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ซึ่งคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีประกอบเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบุคคลผู้ลงชื่อรับแทนนั้นมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานของผู้ร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความจริงตามที่กล่าวมา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 76 ม. 278/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัจจา สุวรรณศิริ
ผู้ร้อง — บริษัทฐานเศรษฐกิจ จำกัด
จำเลย — นายอำนาจ เศวตเศรนี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางรัชนีกร บุญพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2552
#503198
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าคืนเงินประกันค่าเสียหายจากการใช้สถานที่เช่าเนื่องจากภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่า โจทก์ผู้เช่าได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์มิได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กออกจากที่เช่า แต่กลับขอต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 3 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 หักเงินประกันดังกล่าวเป็นค่าเช่า ซึ่งเป็นคำให้การที่ปฏิเสธข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็ก คดีจึงมีประเด็นพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลทำให้เกิดข้อแพ้ชนะในคดี และจะต้องวินิจฉัยก่อนประเด็นข้ออื่น ส่วนคำให้การที่ว่าโจทก์ขอต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 3 เดือน เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างนอกเหนือไปจากข้ออ้าง ที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าแล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อไป เนื่องจากเป็นข้ออ้างที่เกินเลยไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นว่าโจทก์ได้ต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 3 เดือน โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาเมื่อจำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินประกันเป็นค่าปรับรายวันนั้น จำเลยที่ 1 ได้แสดงมาโดยชัดแจ้งในคำให้การเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าหน้าอาคารตึกแถวชั้น 2 ถึงชั้น 4 เลขที่ 2777, 2779, 1295, 1291, 1291/1, 1293 และ 1293/1 จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาสินค้า นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 เป็นต้นไป และได้มีการต่ออายุสัญญาเช่ากันเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2536 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2535 เพื่อต่อระยะเวลาเช่าตามสัญญาเช่าดังกล่าวไปอีกมีกำหนด 6 เดือน โดยจะครบกำหนดระยะเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 และโจทก์จะชำระค่าเช่าเดือนละ 125,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงต่อสัญญาเช่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ซึ่งโจทก์ได้มอบเงิน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกันค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่เช่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าและโจทก์ได้รื้อถอนป้ายโฆษณาออกไปเรียบร้อยแล้วโดยมิได้ค้างชำระเงินใดๆ หรือมิได้ทำความเสียหายแก่สถานที่เช่าหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และหมายเลข 8 เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะเช่าสถานที่เช่าดังกล่าวอีกพร้อมกับได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณากับโครงเหล็กออกไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2537 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่คืนเงินประกัน 300,000 บาท ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลายครั้งแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 เป็นต้นไป คิดเป็นดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง 163,750 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 463,750 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 463,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาเช่ากับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันให้โจทก์ตามฟ้อง เพราะเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 แล้ว โจทก์มิได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกจากสถานที่เช่า แต่โจทก์เจรจาขอต่อสัญญาเช่าไป 3 เดือน โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 หักค่าเช่าจากเงินประกันดังกล่าว และเมื่อครบกำหนดแล้ว โจทก์ก็ยังไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกไปตามสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทำการรื้อถอนแล้ว โจทก์จึงรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาเท่านั้น แต่ไม่รื้อถอนโครงสร้างเหล็กออกไปจนถึงปัจจุบัน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาการที่โจทก์ไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าวออกเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามเอกสารท้ายฟ้องเอกสารหมายเลข 7 และหมายเลข 8 ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิปรับโจทก์รายวัน วันละ 4,000 บาท จนกว่าจะรื้อถอน หากคำนวณค่าปรับเพียง 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ค่าปรับก็มากกว่า 800,000 บาท จำเลยที่ 1 เห็นว่ามีเงินประกันอยู่จำนวน 300,000 บาท จึงนำไปหักชำระค่าเช่าทั้งหมดนับแต่เดือนเมษายน 2537 โดยมิได้ฟ้องร้องค่าปรับจากโจทก์อีก โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินประกันคืนจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 163,750 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมรื้อถอนป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกไปจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดสัญญาในวันที่ 31 มีนาคม 2537 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่เช่า โดยอ้างว่าภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกัน 300,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจกท์มิได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่า แต่กลับขอต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 3 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 หักเงินประกันจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเช่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นคำให้การที่ ปฏิเสธข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 คดีจึงมีประเด็นพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลทำให้เกิดข้อแพ้ชนะในคดีและจะต้องวินิจฉัยก่อนประเด็นข้ออื่น ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 ในตอนหลังที่อ้างว่า โจทก์เจรจาขอต่อกำหนดเวลาเช่าออกไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โดยยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินค่าเช่าจากโจทก์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันนั้น เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างนอกเหนือไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ และหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่า เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 แล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อไป เพราะเป็นข้ออ้างที่เกินเลยไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินประกันชำระเป้นค่าปรับรายวัน วันละ 4,000 บาทนั้น จำเลยที่ 1 ได้แสดงมาโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าการที่โจทก์ไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และหมายเลข 8 จำเลยที่ 1 มีสิทธิปรับโจทก์รายวัน วันละ 4,000 บาท จนกว่าโจทก์จะรื้อถอน หากคำนวณค่าปรับเพียง 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าก็มากกว่า 800,000 บาท เกินกว่าเงินประกัน 300,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนเงินประกันจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 การที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าโจทก์ได้ต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 หรือไม่ โดยไม่วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เพราะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน ในประเด็นที่ว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าแล้วหรือไม่ เห็นว่า นางรัตนา ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสของโจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเอ็น.แอด จำกัด ดำเนินการติดตั้งและรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาในสถานที่เช่าตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.20 ขัดแย้งกับคำของนางสุทธินี กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็น. แอด จำกัด ที่เบิกความว่า เอกสารหมาย จ.20 เป็นใบเสร็จรับเงินเฉพาะค่าผ้าใบที่ทำเป็นแผ่นป้ายโฆษณามิได้รวมถึงค่ารื้อถอนแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่โครงสร้างที่ติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าวมีขนาดใหญ่น้ำหนักมาก และเชื่อมต่อติดกับผนังของอาคารตึกแถว การรื้อถอนเห็นได้ชัดว่าต้องมีค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนจำนวนมาก แต่โจทก์ก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งหากโจทก์รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรียบร้อยแล้วก็น่าเชื่อว่าโจทก์จะเรียกร้องเงินประกัน 300,000 บาท คืนจากจำเลยที่ 1 มิใช่ปล่อยเวลาล่วงเลยไปแล้วถึง 7 ปีเศษ หลังจากเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไปแล้วเพิ่งมาเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 คำเบิกความของนางรัตนากับนางสุทธินีพยานโจทก์ที่ว่าได้มีการรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 2537 นั้น จึงเป็นคำเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอยๆ ไม่น่าเชื่อถือแม้โครงสร้างเหล็กที่ติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาตามภาพถ่ายหมาย ล.1 จะมีขนาดสูงกว่าอาคารและตึกแถวซึ่งผิดไปจากรูปแบบแนบท้ายสัญญาเช่า แต่ก็เชื่อว่าผู้เช่ารายใหม่ที่จำเลยที่ 1 ให้เช่าได้ต่อเติมไปจากโครงสร้างเดิมที่โจทก์ไม่ยอมรื้อถอนออกไปตามสัญญาเช่าดังคำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 นางพัลลภา และคุณหญิงกานดา พยานจำเลยที่เบิกความยืนยันต่อศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เมื่อครบกำหนดสัญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่า จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปรับโจทก์เป็นรายวัน วันละ 4,000 บาท ตมสัญญาเช่าจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนออกไปจากที่เช่า การที่โจทก์มิได้รื้อถอนและปล่อยปละละเลยตลอดมา ลำพังเงินค่าประกันที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ยังไม่เพียงพอชำระค่าปรับดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินประกันดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นเช่นกัน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาที่ว่าโจทก์ขอต่อกำหนดเวลาเช่าออกไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โดยยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินค่าเช่าจากเงินที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันหรือไม่ ย่อมไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคสอง ม. 182 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทศูนย์การค้าเพชรบุรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2552
#503019
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขาย โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญอีกสองงวด เมื่อโจทก์ชำระครบถ้วนแล้วจำเลยจะโอนที่ดินพิพาทให้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาที่ตกลงกันให้ความเป็นเจ้าของและการครอบครองที่ดินพิพาทโอนไปทันทีที่มีการทำสัญญาแต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งต้องการเพียงหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญหรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วก็สามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ดังนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทนั้นจะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาก็ไม่เป็นโมฆะ

หนังสือสัญญาซื้อขายข้างต้น แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานไว้แต่เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ศาลมีอำนาจรับฟังหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

จำเลยได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันแล้ว แสดงว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ในวันทำสัญญาแล้ว แม้การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์จะเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยเพราะโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินอีกสองงวด แต่เป็นการส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น เมื่อโจทก์ชำระค่าที่ดินครบ จำเลยเพียงแสดงเจตนาสละการครอบครองโจทก์ก็จะได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อไป โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ได้รับไปจากโจทก์พร้อมค่าเสียหายเป็นเงินรวม 376,538 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท แก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 500,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลย 180,000 บาท แล้ว จำเลยตกลงจะส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว ส่วนราคาที่ดินที่เหลือนับจากวันทำสัญญาภายใน 1 เดือน โจทก์จะชำระงวดที่ 2 เป็นเงิน 170,000 บาท และนับจากงวดที่ 2 ภายใน 4 เดือน โจทก์จะชำระที่เหลือทั้งหมดเป็นเงิน 150,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายจำเลยได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระราคาที่ดินพิพาทอีกสองงวดให้แก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ เพราะเห็นว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายแล้ว โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินอีกสองงวดเมื่อโจทก์ชำระครบถ้วนแล้ว จำเลยจะโอนที่ดินพิพาทให้ สัญญาซื้อขายจึงไม่ใช่สัญญาที่ตกลงกันให้ความเป็นเจ้าของและการครอบครองที่ดินพิพาทโอนไปทันทีที่มีการทำสัญญา แต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งต้องการเพียงหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วก็สามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ดังนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาก็ไม่เป็นโมฆะ ส่วนที่จำเลยคัดค้านการรับฟังหนังสือสัญญาซื้อขายว่า โจทก์ไม่ได้ระบุหนังสือสัญญาซื้อขายในบัญชีระบุพยานของโจทก์ ศาลไม่อาจรับฟังหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นพยานได้ตามคำร้องลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 นั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาซื้อขายเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ศาลจึงสามารถรับฟังหนังสือสัญญาซื้อขายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะจำเลยไม่ยอมส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยได้ความว่า โจทก์ได้เข้าไปทำทางผ่านที่ดินนายมาโนช ใช้เวลาประมาณ 3 วัน และเข้าไปทำงานในที่ดินพิพาทของจำเลยต่ออีก 4 วัน และยังรับว่าในวันที่มีการทำหนังสือสัญญาซื้อขายจำเลยได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันแล้วแสดงว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ในวันทำสัญญาแล้ว แม้การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์จะเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลย เพราะโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าที่ดินอีกสองงวด แต่เป็นการส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญาซึ่งเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น เมื่อโจทก์ชำระค่าที่ดินครบ จำเลยเพียงแสดงเจตนาสละการครอบครองโจทก์ก็จะได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อไปโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายป้อม ไชยขวัญแก้ว
จำเลย — นายอนุชัย แซ่ฟ่อง
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2552
#495461
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์โดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาโดย ว. ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ได้ลงลายมือชื่อ แต่งให้ ส. อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีแพ่ง เขต 8 เป็นทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว

โจทก์ตระหนักดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะทำงานได้แล้วเสร็จตามสัญญาได้อย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนถึงเวลาครบกำหนดการทำงานตามสัญญาว่าจ้าง การทอดเวลาบอกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 277 วัน ต้องนับว่าโจทก์ไม่พยายามบรรเทาความเสียหายลงไปบ้าง ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรทำให้จำนวนเบี้ยปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญาล่าช้าด้วย ที่โจทก์คิดค่าปรับวันละ 2,607 บาท เป็นเวลา 277 วัน เป็นเงิน 722,139 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 712,178.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 712,178.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โดยเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์โดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาโดยนายวรสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในขณะยื่นฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อแต่งให้นายสมศักดิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีแพ่ง เขต 8 เป็นทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว หาจำต้องแสดงสิทธิและหน้าที่ตลอดจนวัตถุประสงค์ของโจทก์ว่ามีอำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจอย่างไร หรือต้องแสดงเอกสารสำคัญของอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้เบี้ยปรับให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามสัญญาว่าจ้างกำหนดให้จำเลยทั้งสองเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือเร่งรัดตามสำเนาหนังสือ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 และลงวันที่ 12 มกราคม 2542 ให้จำเลยทั้งสองเข้าทำงานตามสัญญา โดยระบุในหนังสือว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เข้าดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญาแต่ประการใด แสดงว่าเวลาผ่านไปเกือบครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างแล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ลงมือทำงานให้แก่โจทก์และโจทก์ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งขอปรับจำเลยทั้งสองตามสัญญาว่าจ้างตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 แม้ในเวลาต่อมาโจทก์จะมีหนังสือเร่งรัดให้จำเลยทั้งสองกลับเข้าทำงานอีก ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 และสำเนาหนังสือลงวันที่ 5 เมษายน 2542 อันเป็นการให้โอกาสจำเลยทั้งสองอีกครั้ง แต่ก็ปรากฏว่ามีผลงานเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่ล่วงเลยมานานเช่นนี้ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมเสียค่าปรับเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2542 ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยทั้งสองตกลงที่จะเร่งรัดการทำงานให้แล้วเสร็จตามที่นายเมธาเบิกความถึงแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเห็นได้ว่าโจทก์ย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะทำงานได้แล้วเสร็จตามสัญญาได้อย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนถึงเวลาครบกำหนดการทำงานตามสัญญาว่าจ้างเสียอีก การทอดเวลาบอกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 277 วัน ต้องนับว่าโจทก์ไม่พยายามบรรเทาความเสียหายลงไปบ้าง ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร ทำให้จำนวนเบี้ยปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่โจทก์ขอเลิกสัญญาล่าช้าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เสียหายเพียงใด เป็นต้นว่า โจทก์ต้องทำสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ในอัตราที่สูงขึ้นหรือไม่ หรือการไม่ดำเนินการขุดลอกหนองน้ำป้าพิณทำให้เกิดความเดือนร้อนต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เช่นนี้ ที่โจทก์คิดค่าปรับวันละ 2,607 บาท เป็นเวลา 277 วัน เป็นเงิน 722,139 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ลดค่าปรับให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สมควรให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดพังงา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุราษฎร์คอนกรีตอัดแรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2552
#501850
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์ซึ่งเป็นจังหวัดโดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงลายมือชื่อแต่งให้ ส. อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีแพ่ง เขต 8 เป็นทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วย่อมถือได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว ไม่ต้องแสดงสิทธิและหน้าที่ตลอดจนวัตถุประสงค์ของโจทก์ว่ามีอำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจอย่างไร หรือต้องแสดงเอกสารสำคัญของอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของโจทก์มาในฟ้อง

โจทก์ตระหนักดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างได้อย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนถึงเวลาครบกำหนดการทำงานตามสัญญาว่าจ้าง การที่โจทก์ทอดเวลาบอกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 277 วัน เป็นการไม่พยายามบรรเทาความเสียหายลงไปบ้าง ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร ทำให้จำนวนเบี้ยปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญาล่าช้าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เสียหายเพียงใด ที่โจทก์คิดค่าปรับวันละ 2,607 บาท เป็นเวลา 277 วัน เป็นเงิน 722,139 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2535 (ที่ถูก พ.ศ.2534) มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 15 กันยายน 2541 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขุดลอกหนองน้ำป้าพิณ โครงการ พง 24029 ณ หมู่ที่ 6 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในราคาค่าจ้าง 2,607,000 บาท กำหนดให้จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญาและโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,607 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา ตามสัญญาจำเลยที่ 1 ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุราษฎร์ธานีเป็นประกันไว้ 130,350 บาท โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญา โจทก์มีสิทธิริบหลักประกันดังกล่าวได้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ลงมือทำงานไปเพียงเล็กน้อย ได้ผลงานร้อยละ 0.575 แล้วหยุดการทำงานพร้อมขนย้ายเครื่องจักรออกจากโครงการไป จนครบกำหนดสัญญาจำเลยที่ 1 ก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ขอสงวนสิทธิเรียกค่าปรับตามเงื่อนไขของสัญญาและเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ทำงาน แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างได้แล้ว จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ได้รับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,607 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดในสัญญา คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 จนถึงวันบอกเลิกสัญญา วันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 รวม 277 วัน เป็นเงินค่าปรับ 722,139 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ชำระเงินค่าปรับตามสัญญาจำนวน 130,350 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจากธนาคารแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินค่าปรับ 591,789 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าปรับ 722,139 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2544 เป็นเงิน 47,186 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2544 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 73,203.49 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 712,178.49 บาท จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 712,178.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 712,178.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 591,789 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โดยเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นผู้กระทำการแทนโจทก์โดยผลของกฎหมาย เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาโดยนายวรสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในขณะยื่นฟ้องคดีนี้ได้ลงลายมือชื่อแต่งให้นายสมศักดิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญคดีแพ่ง เขต 8 เป็นทนายความยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว หาจำต้องแสดงสิทธิและหน้าที่ตลอดจนวัตถุประสงค์ของโจทก์ว่ามีอำนาจและขอบเขตการใช้อำนาจอย่างไร หรือต้องแสดงเอกสารสำคัญของอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้เบี้ยปรับให้แก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.2 กำหนดให้จำเลยทั้งสองเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือเร่งรัดตามสำเนาหนังสือ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 เอกสารหมาย จ.5 และลงวันที่ 12 มกราคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.6 ให้จำเลยทั้งสองเข้าทำงานตามสัญญา โดยระบุในหนังสือว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เข้าดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญาแต่ประการใด แสดงว่าเวลาผ่านไปเกือบครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างแล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ลงมือทำงานให้แก่โจทก์ และโจทก์ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากที่นายเมธา เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดพังงาในขณะนั้นเบิกความว่า หลังจากที่โจทก์มีหนังสือเร่งรัดจำเลยทั้งสองไป 2 ครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แล้ว จำเลยทั้งสองได้ทำงานให้บ้างเล็กน้อย แต่ภายหลังได้ขนย้ายเครื่องจักรและคนงานออกจากพื้นที่การทำงานทั้งหมด จึงมีความเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่อาจทำตามสัญญาว่าจ้างได้อย่างแน่แท้ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งขอปรับจำเลยทั้งสองตามสัญญาว่าจ้างตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 เอกสารหมาย จ.7 แม้ในเวลาต่อมาโจทก์จะมีหนังสือเร่งรัดให้จำเลยทั้งสองกลับเข้าทำงานอีก ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 เอกสารหมาย จ.8 และสำเนาหนังสือลงวันที่ 5 เมษายน 2542 เอกสารหมาย จ.9 อันเป็นการให้โอกาสจำเลยทั้งสองอีกครั้ง แต่ก็ปรากฏว่ามีผลงานเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่ล่วงเลยมานานเช่นนี้ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมเสียค่าปรับเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความว่าจำเลยทั้งสองตกลงที่จะเร่งรัดการทำงานให้แล้วเสร็จตามที่นายเมธาเบิกความถึงแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเห็นได้ว่าโจทก์ย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถที่จะทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้อย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนถึงเวลาครบกำหนดการทำงานตามสัญญาว่าจ้างเสียอีก การทอดเวลาบอกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 277 วัน ต้องนับว่าโจทก์ไม่พยายามบรรเทาความเสียหายลงไปบ้าง ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควร ทำให้จำนวนเบี้ยปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่โจทก์บอกเลิกสัญญาล่าช้าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เสียหายเพียงใด เป็นต้นว่า โจทก์ต้องทำสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ในอัตราที่สูงขึ้นหรือไม่ หรือการไม่ดำเนินการขดลอกหนองน้ำป้าพิณทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เช่นนี้ ที่โจทก์คิดค่าปรับวันละ 2,607 บาท เป็นเวลา 277 วัน เป็นเงิน 722,139 บาท จึงเป็นเบี้ยที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ลดค่าปรับให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สมควรให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดพังงา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุราษฎร์คอนกรีตอัดแรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5374/2552
#502927
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนระบุว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่จัดการโอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอื่นตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกทำให้ทายาทอื่นที่จะได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกได้รับความเสียหายโดยผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านเป็นทำนองปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เนื้อหาตามคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 จึงแสดงรายละเอียดชัดเจนแล้วว่า ผู้ร้องละเลยไม่ทำการตามหน้าที่และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้มายื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นจำต้องไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อฟังพยานหลักฐานจากผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องให้ครบถ้วนกระบวนความเสียก่อนว่า ผู้ร้องละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ตามคำร้องขอหรือมีเหตุอย่างอื่นที่สมควรที่ศาลจะสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ดังกล่าวหรือไม่ รวามทั้งผู้ร้องได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1728 ถึง 1733 ซึ่งถือเป็นสาเหตุอย่างอื่นที่ศาลอาจเห็นว่าเป็นเหตุสมควรที่จะสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเสียก็ได้หรือไม่ โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีเนื้อหาและประเด็นอย่างเดียวกันกับคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเคยยื่นคำร้องขอแล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดไปแล้วหรือไม่ เพราะในกรณีเช่นนี้ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 เป็นการเฉพาะตัวของผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมบูรณ์ ผู้ตาย ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ร้องคัดค้านขอให้สั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทอื่นด้วย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้สั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุสมควรถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 มิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ต่างเป็นบุตรของนางสมบูรณ์ ผู้ตาย และเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 2 มายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนนั้นการแบ่งปันมรดกยังไม่เสร็จสิ้นลง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 และมีคำสั่งยกคำร้องเสียโดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้วหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คำร้องขอให้สั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนตามคำร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 ระบุว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่จัดการโอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอื่นตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกทำให้ทายาทอื่นที่จะได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายรายนี้และตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทนต่อไปโดยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยื่นคำร้องคัดค้านฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2549 เป็นทำนองปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เนื้อหาตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าวจึงแสดงรายละเอียดให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้มายื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นจำต้องไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อฟังพยานหลักฐานจากผู้คัดค้านที่ 2 และผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกให้ครบถ้วนกระบวนความเสียก่อนว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือมีเหตุอย่างอื่นที่สมควรศาลจะสั่งถอนผู้จัดการมรดกเสียก็ได้ตามบทบัญญัติแห่งประมาลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกมิได้ปฏิบัติผิดหน้าที่ที่จะต้องทำตามที่กฎหมายบังคับไว้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1728 ถึง 1733 ซึ่งถือเป็นสาเหตุอย่างอื่นที่ศาลเห็นว่าเป็นเหตุสมควรที่จะสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเสียก็ได้เช่นกัน โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยมีเนื้อหาและประเด็นอย่างเดียวกันกับคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดไปแล้วหรือไม่ เพราะในกรณีเช่นนี้ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 เป็นการเฉพาะตัวของผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้ร้องดังกล่าวก็มีผลผูกพันเฉพาะผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งต่างเป็นทายาทที่ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเท่านั้น มิได้มีผลผูกพันถึงผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียนอกสัญญาประนีประนอมยอมความแต่ประการใด นอกจากนี้การที่จัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้นตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มิใช่สาเหตุที่ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกไม่ได้แต่อย่างใด แต่กลับเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งมีส่วนได้เสียมีสิทธิมายื่นร้องขอต่อศาลได้โดยชอบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 เสียอีก ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 เสียเช่นนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 ม. 1728 ม. 1729 ม. 1730 ม. 1731 ม. 1732 ม. 1733
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายพขันธร สายบุญลี
ผู้คัดค้าน — นายศกุนต์ สายบุญลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5373/2552
#506434
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าที่ดินมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า ชำระค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่า 21 ปี เป็นเงิน 8,000,000 บาท ซึ่งเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่โจทก์ จะนำสืบว่าโจทก์มีเจตนาที่จะให้เงินจำนวน 8,000,000 บาท เป็นเงินค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินกินเปล่านั้น เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคแรก (ข) ดังนั้น จึงต้องรับฟังตามสัญญาเช่าที่ดินว่าเงินจำนวน 8,000,000 บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ไปนั้นเป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่าเป็นเวลา 21 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 264,065.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 8746,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,933,333 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ให้เป็นพับและให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 7,600,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 6,817,142.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7655 ตำบลบางด้วน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จากโจทก์เพื่อก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและดำเนินกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือเพื่อประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของจำเลยมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 21 ปี โดยในสัญญาระบุให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับระยะเวลาการเช่า 21 ปี ภายใน 7 วัน นับแต่วันจดทะเบียนการเช่าเป็นเงิน 8,000,000 บาท สำหรับค่าเช่ารายปีตลอดอายุสัญญาเช่า ให้ยกเว้นค่าเช่าปีแรกตกลงไม่คิดกัน ส่วนปีถัดมากำหนดชำระกันภายในวันที่ 10 ตุลาคม ของแต่ละปี อัตราค่าเช่าปีที่ 2 ถึงปีที่ 6 ปีละ 240,000 บาท ปีที่ 7 ถึงปีที่ 11 ปีละ 300,000 บาท ปีที่ 12 ถึงปีที่ 16 ปีละ 360,000 บาท และปีที่ 17 ถึงปีที่ 21 ปีละ 420,000 บาท รวมค่าเช่าล่วงหน้าและค่าเช่ารายปีเป็นเงินทั้งสิ้น 14,600,000 บาท รายละเอียดปรากฏตามสัญญาเช่าที่ดินและหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 และ จ.5 ในวันจดทะเบียนการเช่าดังกล่าว จำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้โจทก์จำนวน 8,000,000 บาท โดยหักไว้เป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 400,000 บาท ดังนั้น โจทก์จึงรับเงินไปทั้งสิ้น 7,600,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ขออนุญาตก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันกับหน่วยงานราชการ ปรากฏว่าไม่ได้รับอนุญาตโดยทางจังหวัดสมุทรปราการให้เหตุผลว่าสถานที่ตั้งไม่เหมาะสมที่จะก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง รายละเอียดปรากฏตามหนังสือของจังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย ล.2 จำเลยจึงได้ทำหนังสืออุทธรณ์ต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.6 ผลการพิจารณายืนยันการไม่อนุญาตรายละเอียดปรากฏตามหนังสือแจ้งของจังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย จ.8 และ จ.10 จำเลยจึงบอกเลิกการเช่าที่ดินกับโจทก์ ส่วนค่าเช่าที่ดินสำหรับปีที่ 2 นั้น จำเลยยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจดูสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.3 แล้ว เอกสารดังกล่าวระบุว่า "ถ้าเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจออกใบอนุญาตที่จำเป็นต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพย์สิน...ไม่ยอมออกหรือต่อใบอนุญาตใดๆ หรือถ้าเป็นเหตุพ้นวิสัยเพราะเหตุใดๆ ที่อยู่นอกเหนืออำนาจของผู้เช่าที่ผู้เช่าจะได้ใช้ทรัพย์สินเพื่อหาประโยชน์ต่างๆ เช่นว่านั้น ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่านี้เสียได้" และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ทางราชการไม่อนุญาตให้จำเลยก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันในที่ดินที่เช่า และในสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความว่าถ้าทางราชการไม่อนุญาตให้ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันในที่ดินที่เช่าแล้ว จำเลยจะต้องใช้สิทธิดำเนินคดีต่อศาลก่อนจึงจะเลิกสัญญาได้ดังที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น เมื่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่อนุญาตให้จำเลยสร้างสถานีบริการน้ำมันบนที่ดินที่เช่าจากโจทก์และจำเลยก็ได้อุทธรณ์คำสั่งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว และก็ยังยืนยันไม่อนุญาตให้ก่อสร้างเมื่อจำเลยไม่สามารถสร้างสถานีบริการน้ำมันบนที่ดินที่เช่าจากโจทก์ได้ จำเลยจึงใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.3 ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการเช่าโดยการเปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนั้นเมื่อจำเลยไม่สามารถเปิดสถานีบริการน้ำมันได้ จำเลยก็สามารถที่จะประกอบกิจการเกี่ยวกับการค้าก๊าซ สินค้าและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่างๆ ได้ แต่จำเลยไม่กระทำ จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิเลิกสัญญานั้น เห็นว่า ฎีกาในปัญหาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งไว้จึงไม่เป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยให้ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย และที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 7 ระบุให้จำเลยสามารถนำทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าช่วงได้จำเลยจึงต้องนำที่ดินดังกล่าวออกให้เช่าช่วง แต่จำเลยก็ไม่กระทำ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญานั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน และที่โจทก์ฎีกาอีกว่า จำเลยได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ให้โจทก์สนองรับการบอกเลิกสัญญา การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.3 เป็นสิทธิของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียวในการบอกเลิกสัญญา ดังนั้นการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียวจึงชอบแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้โจทก์สนองรับการบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า เงินจำนวน 8,000,000 บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ในวันจดทะเบียนการเช่านั้น เป็นเงินกินเปล่าหรือเงินค่าเช่าล่วงหน้า ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาได้ตรวจดูสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 แล้วปรากฏว่า ตามสัญญาดังกล่าวข้อที่ 3 ระบุว่า "ผู้เช่าตกลงจ่ายค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าตลอดระยะเวลาการเช่า 21 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,600,000 บาท (สิบสี่ล้านหกแสนบาท) ซึ่งผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามกฎหมายนับจากวันจดทะเบียนเช่าที่ดิน เป็นเงิน 8,000,000 บาท (แปดล้านบาท)" จากสัญญาเช่าดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า ชำระค่าเช่าล่วงหนาสำหรับการเช่า 21 ปี เป็นเงิน 8,000,000 บาท ซึ่งเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่โจทก์จะนำสืบว่า โจทก์มีเจตนาที่จะให้เงินจำนวน 8,000,000 บาท เป็นเงินค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินกินเปล่านัน เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคแรก (ข) ดังนั้น จึงต้องรับฟังตามเอกสารหมาย จ.4 ว่าเงินจำนวน 8,000,000 บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ไปนั้นเป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่าเป็นเวลา 21 ปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์จะต้องคืนค่าเช่าล่วงหน้าให้จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.3 ได้ระบุไว้แต่เพียงเรื่องที่ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญา โดยไม่ได้มีข้อกำหนดไว้เลยว่า ถ้าเลิกสัญญาแล้วผู้ให้เช่าจะต้องคืนเงินที่ชำระแล้วจำนวนเท่าใด แต่ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 12 ระบุไว้ว่าคู่สัญญาตกลงกันว่าสิทธิหน้าที่อื่นๆ ที่มิได้กำหนดไว้ในสัญญานี้ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การเลิกสัญญาในกรณีนี้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม" และในบทบัญญัติดังกล่าว วรรคสาม ได้บัญญัติไว้ว่า "ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นกายอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การจะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ...ฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า โจทก์จำต้องคืนเงินค่าเช่าล่วงหน้าให้จำเลยและจำเลยจะต้องชดใช้เงินค่าใช้ทรัพย์ให้โจทก์ตามควรค่าแก่การใช้ทรัพย์นั้น ซึ่งในกรณีนี้จำเลยชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้โจทก์เป็นเวลา 21 ปี เป็นเงิน 8,000,000 บาท และจำเลยได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน 400,000 บาท โจทก์จึงรับเงินค่าเช่าล่วงหน้าไปจากจำเลยเพียง 7,600,000 บาท เมื่อเลิกสัญญากันแล้วโจทก์ต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยได้ใช้ที่ดินของโจทก์ก่อนเลิกสัญญาเป็นเวลา 1 ปี 1 เดือน 16 วัน แต่การที่จะนำค่าเช่าล่วงหน้าจำนวน 7,600,000 บาท ที่จำเลยชำระให้โจทก์หลังจากหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วนำมาหารด้วยจำนวนปีที่เช่าคือ 21 ปี แล้วคิดเป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้า ตามจำนวนเงินที่หารได้นั้น ไม่เป็นธรรมกับโจทก์ เพราะการชำระค่าเช่าล่วงหน้าโจทก์มีโอกาสที่จะนำเงินค่าเช่าล่วงหน้าไปทำประโยชน์อื่นๆ ได้อย่างมากมายซึ่งถ้าจำเลยไม่ชำระค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวให้โจทก์จำนวนมากโจทก์ก็อาจไม่ให้จำเลยเช่าในระยะเวลาอันยาวนานเช่นนั้น และจากการที่สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3.2 ได้กำหนดค่าเช่ารายปีไว้ด้วยว่า ค่าเช่าปีที่ 2 ถึงปีที่ 6 คิดค่าเช่าปีละ 240,000 บาท ค่าปีที่ 7 ถึงปีที่ 11 ค่าเช่าปีละ 300,000 บาท ค่าเช่าปีที่ 12 ถึงปีที่ 16 ค่าเช่าปีละ 360,000 บาท ค่าเช่าปีที่17 ถึงปีที่ 21 ค่าเช่าปีละ 420,000 บาท ซึ่งค่าเช่ารายปีตามที่ตกลงกัน เป็นการคิดค่าเช่าเพิ่มร้อยละ 25 ต่อทุกๆ 5 ปี โดยค่าเช่าในช่วง 5 ปี สุดท้าย สูงขึ้นไปเกือบร้อยละ 100 แสดงว่าการชำระค่าเช่ารายปีตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไปนั้นเริ่มจากการชำระจำนวนน้อยไปถึงชำระจำนวนมากเพราะในปีแรกๆ มีการชำระค่าเช่าล่วงหน้าไว้จำนวนมากแล้ว ดังนั้น การชำระค่าเช่าล่วงหน้าของจำเลยจึงไม่เท่ากันทุกปี โดยชำระค่าเช่าล่วงหน้าไว้ปี แรกๆ จำนวนมากแล้วลดลงทุกๆ ช่วงระยะเวลาเช่า 5 ปี ค่าเช่าที่ต้องชำระเพิ่มจึงเพิ่มในทุกๆ ช่วง 5 ปี และเงินที่ชำระค่าเช่าล่วงหน้าดังกล่าวก็ปรากฏว่าได้รวมค่าเช่าปีแรกทั้งปีไว้ด้วย อีกทั้งโจทก์ก็ได้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนการเช่าไปแล้วด้วย ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเช่าล่วงหน้าและค่าเช่าสำหรับปีแรกรวมเวลา 1 ปี 1 เดือน 16 วัน คิดเป็นเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวโจทก์มีสิทธิหักไว้จากค่าเช่าล่วงหน้าที่รับมาจำนวน 7,600,000 บาท ส่วนค่าเช่าปีที่ 2 นั้น ปรากฏตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ตอนท้ายระบุว่าสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลา 21 ปี ตั้งแต่วันจดทะเบียนการเช่าเป็นต้นไป และตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ปรากฏว่าได้กำหนดจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.4 จึงนับเวลาเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2540 มิใช่วันที่ 10 ตุลาคม 2541 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพราะวันดังกล่าวเป็นวันกำหนดเวลาชำระค่าเช่าเท่านั้น เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าไปถึงโจทก์ในวันที่ 15 กันยายน 2541 ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3.2 ระบุว่า สำหรับค่าเช่ารายปีตลอดอายุสัญญาเช่า โดยยกเว้นเงินค่าเช่าปีแรกที่ตกลงไม่คิดกันจะชำระให้ภายในวันที่ 10 ตุลาคม ของแต่ละปี เมื่อสัญญาเช่าระงับไปเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาการเช่าปีที่ 2 จำเลยจึงต้องชำระค่าเช่าที่ดิน สำหรับปีที่ 2 เป็นเวลา 1 เดือน 16 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท ให้โจทก์ เมื่อนำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมกับเงินค่าเช่าล่วงหน้าและค่าเช่าสำหรับปีแรกดังได้วินิจฉัยมาตอนต้นจำนวน 2,000,000 บาท แล้ว นำมาหักออกจากเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่โจทก์รับไปจากจำเลยแล้ว คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องชำระคืนให้จำเลย 5,570,000 บาท ส่วนเงินค่าเช่าที่โจทก์มีสิทธินำมาหักออกจากเงินค่าเช่าที่รับชำระมาล่วงหน้า จำนวน 2,030,000 บาท ที่โจทก์ขอให้คิดดอกเบี้ยให้โจทก์นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและความเป็นจริง เพราะเงินค่าเช่าล่วงหน้าจำนวน 7,600,000 บาท อยู่กับโจทก์ก่อนเลิกสัญญาและโจทก์ต้องเป็นฝ่ายชำระคืนให้จำเลยเมื่อสัญญาเลิกกัน เมื่อโจทก์ไม่ชำระคืนให้จำเลย โจทก์จึงต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายด้วย ส่วนโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยจำนวน 5,570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคแรก (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัย ทองไทย
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5372/2552
#501968
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 มาตรา 25 กำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลที่จะดำเนินการอันใดได้บ้างทั้งนี้โดยไม่มีข้อกำหนดหรือให้สิทธิเจ้าของข้อมูลที่ยกเลิกเพิกถอนหรือให้ลบข้อมูลของตนได้ ฉะนั้น เมื่อการจัดเก็บข้อมูลของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการแจ้งหรือส่งข้อมูลของสมาชิกของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เป็นหน้าที่อันต้องพึงปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ปรากฏว่าพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ให้อำนาจเจ้าของข้อมูลที่จะกระทำการยกเลิกถอนหรือให้ลบข้อมูลได้ การที่จำเลยทั้งสิบไม่ยกเลิกเพิกถอนหรือลบข้อมูลของโจทก์ตามคำร้องขอของโจทก์ จึงมิใช่การกระทำอันเป็นละเมิดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนได้จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจจัดเก็บและให้บริการข้อมูลตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 โจทก์เป็นผู้กู้หรือเคยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทที่ประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 และบรรดาเจ้าหนี้ของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 ต่างได้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ อาทิเช่น ชื่อ ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลการเป็นหนี้ตลอดจนข้อมูลการชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 ประมวลเก็บไว้ในฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 โจทก์ไม่ประสงค์จะให้มีข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ อยู่ในฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โจทก์จึงได้ร่วมกับบุคคลอื่น ส่งหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ยกเลิกความยินยอมใดๆ ที่เคยให้จำเลยที่ 1 เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ดังกล่าวไว้ในฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปและแจ้งให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ดังกล่าวออกจากฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ ที่อาจจะมีการส่งมายังจำเลยที่ 1 ในอนาคตอีกต่อไป รวมทั้งห้ามมิให้เปิดเผยชื่อของโจทก์และบุคคลอื่นที่ร่วมกันส่งหนังสือ ต่อมาเมื่อครบกำหนดตามหนังสือของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ยังคงไม่ยอมลบข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ออกจากฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งได้ส่งหนังสือแจ้งมายังโจทก์การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนความยินยอมของโจทก์ โดยยังคงเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ไว้ในฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบลบข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลการกู้ยืม การเป็นหนี้หรือใช้สินเชื่อจากสมาชิกของจำเลยที่ 1 การชำระหนี้ รวมตลอดถึงข้อมูลอื่นๆ ของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนวันที่ 20 มกราคม 2549 ออกจากฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เก็บข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นที่ได้มีการส่งมายังจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2549 เป็นต้นไป และห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบเปิดเผยหรือแจ้งแก่บุคคลใดๆ ว่าโจทก์ห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบเก็บข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวกับให้จำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดด้วยการยังคงเก็บข้อมูลของโจทก์ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดให้ลบข้อมูลของโจทก์คือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ในอัตราวันละ 50 บาท ไปจนกว่าจะลบข้อมูลของโจทก์ออกจากฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 โดยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 82 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 4,100 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 การกระทำต่างๆ ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นผู้กระทำการแทน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 มาตรา 16 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากสมาชิก หรือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยมีมาตรา 17 วางข้อกำหนดวิธีจัดเก็บข้อมูลให้จำเลยที่ 1 พึงปฏิบัติส่วนมาตรา 18 กำหนดหน้าที่ของสมาชิกของจำเลยที่ 1 ต้องส่งข้อมูลของลูกค้าของตนให้แก่จำเลยที่ 1 การเปิดเผยหรือให้ข้อมูลแก่สมาชิกหรือผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สินเชื่อและการออกบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนทุกครั้ง เว้นแต่เจ้าของข้อมูลได้ให้ความยินยอมไว้เป็นอย่างอื่น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ตามมาตรา 20 สำหรับการให้ความคุ้มครองให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าของข้อมูลเช่นโจทก์ ก็มีมาตรา 25 กำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลที่จะดำเนินการอันใดได้บ้าง ทั้งนี้โดยไม่มีข้อกำหนดหรือให้สิทธิเจ้าของข้อมูลที่จะยกเลิกเพิกถอนหรือให้ลบข้อมูลของตนได้แต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อการจัดเก็บข้อมูลของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการแจ้งหรือส่งข้อมูลของสมาชิกของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เป็นหน้าที่อันต้องพึงปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ปรากฏวส่าพระราชบัญญ้ติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ให้อำนาจเจ้าของข้อมูลที่จะกระทำการยกเลิกเพิกถอนหรือให้ลบข้อมูลได้ ที่จำเลยทั้งสิบไม่ยกเลิกเพิกถอนหรือลบข้อมูลของโจทก์ตามคำร้องขอของโจทก์ จึงมิใช่การกระทำอันเป็นละเมิดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเวศ ประภานุกุล
จำเลย — บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5372/2552
#503196
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตฯ ได้บัญญัติให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากสมาชิกหรือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศ ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูล การแจ้งข้อมูลหรือส่งข้อมูลของสมาชิกของจำเลยที่ 1 อันเป็นหน้าที่อันพึงปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายดังกล่าวมิได้ให้อำนาจเจ้าของข้อมูลที่จะยกเลิกเพิกถอนหรือให้ลบข้อมูลได้ การกระทำทั้งสิบไม่ยกเลิก เพิกถอนหรือลบข้อมูลของโจทก์ตามคำร้องของโจทก์จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบลบข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 ออกจากฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เก็บข้อมูลของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นที่ได้มีการส่งมายังจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2549 เป็นต้นไป และห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบเปิดเผยหรือแจ้งแก่บุคคลใดๆ ว่าโจทก์ห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบเก็บข้อมูลของโจทก์ดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดด้วยการยังคงเก็บข้อมูลของโจทก์ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดให้ลบข้อมูลของโจทก์ไปจนกว่าจะลบข้อมูลของโจทก์ออกจากฐานข้อมูลของจำเลยที่ 1 โดยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 82 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 4,100 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 การกระทำต่างๆ ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นผู้กระทำการแทน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 มาตรา 16 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากสมาชิกหรือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยมีมาตรา 17 วางข้อกำหนดวิธีจัดเก็บข้อมูลให้จำเลยที่ 1 พึงปฏิบัติ ส่วนมาตรา 18 กำหนดหน้าที่ของสมาชิกของจำเลยที่ 1 ต้องส่งข้อมูลของลูกค้าของตนให้แก่จำเลยที่ 1 การเปิดเผยหรือให้ข้อมูลแก่สมาชิกหรือผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สินเชื่อและการออกบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนทุกครั้ง เว้นแต่เจ้าของข้อมูลได้ให้ความยินยอมไว้เป็นอย่างอื่น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ตามมาตรา 20 สำหรับการให้ความคุ้มครองให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าของข้อมูลเช่นโจทก์ก็มีมาตรา 25 กำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลที่จะดำเนินการอันใดได้บ้าง ทั้งนี้โดยไม่มีข้อกำหนดหรือให้สิทธิเจ้าของข้อมูลที่จะยกเลิกเพิกถอนหรือให้ลบข้อมูลของตนได้แต่อย่างใด ฉะนั้นเมื่อการจัดเก็บข้อมูลของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการแจ้งหรือส่งข้อมูลของสมาชิกของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เป็นหน้าที่อันต้องพึงปฏิบัติตามกฎหมายและไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญ้ติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ให้อำนาจเจ้าของข้อมูลที่จะกระทำการยกเลิกเพิกถอนหรือให้ลบข้อมูลได้ ที่จำเลยทั้งสิบไม่ยกเลิกเพิกถอนหรือลบข้อมูลของโจทก์ตามคำร้องขอของโจทก์จึงมิใช่การกระทำอันเป็นละเมิดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ม. 16 ม. 17 ม. 18 ม. 20 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเวศ ประภานุกูล
จำเลย — บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5370/2552
#505293
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีไม่มีข้อพิพาทถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความและให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (5) คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นคำคู่ความที่จะก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทผู้คัดค้านจะคัดค้านคำร้องขอในประเด็นข้อใดจะต้องยื่นคำคัดค้านให้ชัดเจนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทในข้อนั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ พระ อ. ไม่ได้มีความประสงค์หรือเจตนาจะทำพินัยกรรมดังกล่าว ผู้ทำพินัยกรรมได้กระทำโดยถูกหลอกลวง สำคัญผิดไม่เป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมและขณะทำพินัยกรรมพระ อ. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าพระ อ. ทำพินัยกรรมจริงแต่ถูกหลอกลวง สำคัญผิดและมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แต่คำร้องคัดค้านกลับกล่าวอีกว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือของพระ อ. เท่ากับยืนยันว่าพระ อ. ไม่ได้ทำพินัยกรรม เช่นนี้คำร้องคัดค้านจึงขัดกันเองและไม่ชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านได้คัดค้านว่าเป็นพินัยกรรมปลอมหรือเป็นพินัยกรรมที่ผู้ทำถูกหลอกลวง สำคัญผิดหรือทำพินัยกรรมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดก็ไม่ได้ระบุว่าไม่ถูกต้องตามแบบอย่างใดจึงไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ คำร้องคัดค้านจึงไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอว่า ก่อนพระครูอุดมภาวนาภิรัตจะถึงแก่มรณภาพได้ทำพินัยกรรมให้จัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไว้และตั้งผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้มีสิทธิจัดการมรดกหลังจากพระครูอุดมภาวนาภิรัตถึงแก่มรณภาพ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องทั้งห้าไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย ขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า พระครูอุดมภาวนาภิรัตถึงแก่มรณภาพในขณะที่เป็นพระภิกษุและจำพรรษาอยู่ที่วัดผู้คัดค้าน ทรัพย์มรดกของผู้มรณภาพจึงตกเป็นมรดกแก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าว พินัยกรรมที่ผู้ร้องทั้งห้ากล่าวอ้างทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พระครูอุดมภาวนาภิรัตไม่ได้มีความประสงค์หรือเจตนาจะทำพินัยกรรม ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อพระครูอุดมภาวนาภิรัต พินัยกรรมทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดและผู้ทำพินัยกรรมถูกหลอกลวง สำคัญผิดและขณะทำพินัยกรรมพระครูภาวนาภิรัตมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ พินัยกรรมเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายและขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้มรณภาพ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง วัดพืชอุดม ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของพระครูอุดมภาวนาภิรัต ผู้มรณภาพ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมตกเป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของพระครูอุดมภาวนาภิรัต ผู้มรณภาพ ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า พระครูอุดมภาวนาภิรัตเจ้ามรดกเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา ก่อนถึงแก่มรณภาพจำพรรษาอยู่ที่วัดผู้คัดค้านในตำแหน่งเจ้าอาวาส มีทรัพย์มรดกท่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศเป็นที่ดินจำนวน 12 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 94094 - 94101 เนื้อที่ 25 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1393, 2557, 2559, 2560 เนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 พระครูอุดมภาวนาภิรัตได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคภาวะหัวใจล้มเหลว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า เดิมคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านต่อมาจึงไม่ถือว่าคำคัดค้านเป็นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่าในคดีไม่มีข้อพิพาทนั้นถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคดีมีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) ดังนี้ คำร้องขอของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นคำคู่ความที่จะก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งหากผู้คัดค้านจะคัดค้านคำร้องขอในประเด็นข้อใดจะต้องยื่นคำคัดค้านให้ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทในข้อนั้น เมื่อผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกการที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเกี่ยวกับพินัยกรรมว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือพระครูอุดมภาวนาภิรัตไม่ได้มีความประสงค์หรือเจตนาจะทำพินัยกรรมดังกล่าว ผู้ทำพินัยกรรมได้กระทำโดยถูกหลอกลวง สำคัญผิดไม่เป็นไปตามความประสงค์อันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมและขณะทำพินัยกรรมพระครูอุดมภาวนาภิรัตมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าพระครูอุดมภาวนาภิรัตทำพินัยกรรมจริงแต่ถูกหลอกลวง สำคัญผิดและมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แต่คำร้องคัดค้านกลับกล่าวอีกว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือของพระครูอุดมภาวนาภิรัต เท่ากับยืนยันว่าพระครูอุดมภาวนาภิรัตไม่ได้ทำพินัยกรรม เช่นนี้คำร้องคัดค้านจึงขัดกันเองและไม่ชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านได้คัดค้านว่าเป็นพินัยกรรมปลอมหรือเป็นพินัยกรรมที่ผู้ทำถูกหลอกลวงหรือสำคัญผิดหรือทำพินัยกรรมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดก็ไม่ได้ระบุว่าไม่ถูกต้องตามแบบอย่างใดจึงไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธให้แจ้งชัดเช่นกัน คำร้องคัดค้านเกี่ยวกับเรื่องพินัยกรรมจึงไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องที่อ้างว่าเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้และไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้เพียงว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกในข้อนี้ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมได้ระบุชัดเจนว่า ให้ผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมโดยระบุให้จำหน่ายที่ดินทั้ง 12 แปลง เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วให้นำเงินเข้าสมทบทุนสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างถาวรวัตถุให้แก่วัดผู้คัดค้านและจัดตั้งมูลนิธิพระครูอุดมภาวนาภิรัตอันถือว่าพระครูอุดมภาวนาภิรัตเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์โดยพินัยกรรมแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นสมบัติของผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ดังนี้ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของพระครูอุดมภาวนาภิรัตเจ้ามรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1623
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายแสวง วิเชียรสมุทร์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — วัดพืชอุดม
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5366/2552
#494323
เปิดฉบับเต็ม

แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร แต่การที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยใช้สิทธิขอคืนและได้รับไปก่อนการตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จสิ้นไม่ใช่การประเมินให้จำเลยเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่จำต้องออกหมายเรียกและมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 7,916,308.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 7,366,823.93 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อหนังสือค้ำประกันสิ้นผลผูกพันเพราะสิ้นกำหนดเวลา แล้วจำเลยไม่นำหลักประกันใหม่มาแทน โจทก์จึงมีหนังสือขอเชิญจำเลยมาพบเพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบกิจการเพื่อพิจารณาคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมให้ส่งรายงานภาษีซื้อและภาษีขายพร้อมใบกำกับภาษีและเอกสารอื่น แต่จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่ส่งเอกสาร จึงถือว่าจำเลยไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ จำเลยไม่อาจนำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษี โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกและแจ้งการประเมินก่อน เห็นว่า แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร แต่การที่จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) และขอรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนไปก่อน โดยวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งโจทก์ได้คืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนการตรวจสอบเพื่อคืนภาษี เมื่อต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ที่พิพาทมาเพื่อประเมินสถานะกิจการของจำเลยประกอบการพิจารณาตรวจคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วจำเลยไม่ไปพบและไม่นำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ การที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยขอรับคืนไปก่อนการตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ที่พิพาทเสร็จสิ้น และไม่ใช่การประเมินให้จำเลยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีไม่จำต้องออกหมายเรียกและมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ภายหลังหนังสือค้ำประกันของธนาคารสิ้นกำหนดเวลา จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่นำเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์จึงถือว่าจำเลยไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดง ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืน โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินภายใน 30 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 เมื่อครบกำหนดเวลาตามหนังสือทวงถามจำเลยไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับไปแก่โจทก์จำนวน 7,366,823.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7,366,823.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มีนาคม 2546) ให้โจทก์ไม่เกิน 549,484.32 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77 ม. 88/4 ม. 88/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท เอช.เค.เอส. นิตติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พานิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5366/2552
#501954
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 แต่การที่จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และขอรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนไปก่อน โดยวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งกรมสรรพากรโจทก์ได้คืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนการตรวจสอบเพื่อคืนภาษี เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่พิพาทมาเพื่อประเมินสถานะกิจการของจำเลยประกอบการพิจารณาตรวจคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจำเลยไม่ไปพบและไม่นำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ การที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยขอรับคืนไปก่อนการตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่พิพาทเสร็จสิ้นและไม่ใช่การประเมินให้จำเลยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่จำต้องออกหมายเรียกและมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลยก่อนฟ้องเรียกคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษี มิถุนายน 2538 แสดงยอดขาย 3,046,515 บาท ยอดขายที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 ทั้งจำนวน ยอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี 14,869,293.90 บาท ภาษีซื้อ 1,042,740.06 บาท จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสดเท่ากับภาษีซื้อเดือนภาษีตุลาคม 2538 แสดงยอดขาย 4,483,887.34 บาท ยอดขายที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 เป็นเงิน 4,292,513.34 บาท ยอดขายที่ต้องเสียภาษี 191,374 บาท ภาษีขาย 13,396.18 บาท ยอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี 40,085,569.61 บาท ภาษีซื้อ 2,805,989.90 บาท จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสด 2,792,593.72 บาท เดือนภาษีธันวาคม 2538 แสดงยอดขาย 2,695,725.30 บาท ยอดขายที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 เป็นเงิน 1,545,565.60 บาท ยอดขายที่ต้องเสียภาษี 1,150,159.80 บาท ภาษีขาย 80,511.19 บาท ยอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี 46,397,876.43 บาท ภาษีซื้อ 3,247,851.44 บาท จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสด 3,167,340.25 บาท เดือนภาษีเมษายน 2539 แสดงยอดขาย 2,142,461.78 บาท ยอดขายที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 เป็นเงิน 1,700,591.78 บาท ยอดขายที่ต้องเสียภาษี 441,870 บาท ภาษีขาย 30,930.90 บาท ยอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี 664,357.40 บาท ภาษีซื้อ 45,505.02 บาท จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสด 15,574.12 บาท เดือนภาษีมิถุนายน 2539 แสดงยอดขาย 7,195,159.85 บาท ยอดขายที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 เป็นเงิน 7,033.099.85 บาท ยอดขายที่ต้องเสียภาษี 162,060 บาท ภาษีขาย 11,344.20 บาท ยอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี 5,141,714 บาท ภาษีซื้อ 359,919.98 บาท จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสด 348,575.78 บาท โจทก์หลงเชื่อคืนเงินรวม 7,366,823.93 บาท แก่จำเลย ภายหลังจึงแจ้งให้จำเลยนำส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมกราคม 2538 จนถึงเดือนธันวาคม 2540 เพื่อประเมินสถานะกิจการประกอบการพิจารณาคืนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนตรวจปฏิบัติการคืนภาษีดังกล่าว จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่นำเอกสารไปให้ตรวจสอบจึงถือว่าจำเลยไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดง ไม่มีสิทธินำเงินภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีและไม่มีสิทธิคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนนั้น โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำเตือน แต่จำเลยเพิกเฉย จึงตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้โจทก์เสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง 549,484.32 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 7,916,308.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 7,366,823.93 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนมิถุนายน 2538 เดือนภาษีตุลาคม 2538 เดือนภาษีธันวาคม 2538 เดือนภาษีเมษายน 2539 และเดือนภาษีมิถุนายน 2539 พร้อมกับใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสดจำนวน 7,366,823.93 บาท โดยขอรับเงินคืนไปก่อนและให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพระโขนง มีหนังสือค้ำประกันภายในวงเงินที่ขอรับคืนไป ซึ่งจำเลยได้รับคืนเงินดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาภายหลังหนังสือค้ำประกันสิ้นกำหนดเวลา โจทก์แจ้งให้จำเลยนำหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่มาแทนฉบับเดิม แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงขอเชิญจำเลยมาพบพร้อมนำส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีข้างต้นเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่นำเอกสารไปให้ตรวจสอบโจทก์จึงทวงถามให้ส่งเงิน 7,366,823.93 บาท คืนโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 115, 116, 133 ถึง 136, 152 และ 153

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อหนังสือค้ำประกันสิ้นผลผูกพันเพราะสิ้นกำหนดเวลาแล้วจำเลยไม่นำหลักประกันใหม่มาแทน โจทก์จึงมีหนังสือขอเชิญจำเลยมาพบเพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบกิจการเพื่อพิจารณาคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมให้ส่งรายงานภาษีซื้อและภาษีขายพร้อมใบกำกับภาษีและเอกสารอื่น แต่จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่ส่งเอกสาร จึงถือว่าจำเลยไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ จำเลยไม่อาจนำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษี โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกและแจ้งการประเมินก่อน เห็นว่า แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร แต่การที่จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และขอรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนไปก่อน โดยวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งโจทก์ได้คืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนการตรวจสอบเพื่อคืนภาษี เมื่อต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่พิพาทมาเพื่อประเมินสถานะกิจการของจำเลยประกอบการพิจารณาตรวจคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจำเลยไม่ไปพบและไม่นำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ การที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยขอรับคืนไปก่อนการตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ที่พิพาทเสร็จสิ้น และไม่ใช่การประเมินให้จำเลยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีไม่จำต้องออกหมายเรียกและมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ภายหลังหนังสือค้ำประกันของธนาคารสิ้นกำหนดเวลา จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่นำเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์จึงถือว่าจำเลยไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดง ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืน โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินภายใน 30 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 เมื่อครบกำหนดเวลาตามหนังสือทวงถามจำเลยไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับไปแก่โจทก์จำนวน 7,366,823.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7,366,823.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มีนาคม 2546) ให้โจทก์ไม่เกิน 549,484.32 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท เอช.เค.เอส. นิตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5366/2552
#503024
เปิดฉบับเต็ม

แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีอากรประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77 แต่การที่จำเลยให้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและขอรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนไปก่อน โดยวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งโจทก์ได้คืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนการตรวจสอบเพื่อคืนภาษี ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาทมาเพื่อประเมินสถานะกิจการของจำเลยประกอบการพิจารณาตรวจคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วจำเลยไม่ไปพบและไม่นำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ การที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยขอรับคืนไปก่อนการตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่พิพาทเสร็จสิ้นไม่ใช่การประเมินให้จำเลยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีไม่จำต้องออกหมายเรียกและมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 7,916,308.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 7,366,823.93 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับใช้สิทธิขอคืนภาษีที่ชำระเกิน โดยขอรับเงินคืนไปก่อนและให้ธนาคารมีหนังสือค้ำประกันภายในวงเงินที่ขอรับคืนไปซึ่งจำเลยได้รับคืนเงินดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาภายหลังหนังสือค้ำประกันสิ้นกำหนดเวลา โจทก์แจ้งให้จำเลยนำหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่มาแทนฉบับเดิมแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงขอเชิญจำเลยมาพบพร้อมนำส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่นำเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์จึงทวงถามให้ส่งเงิน 7,366,823.93 บาท คืนโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีอากรประเมินตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร แต่การที่จำเลยใช้สิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและขอรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนไปก่อน โดยวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ซึ่งโจทก์ได้คืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนการตรวจสอบเพื่อคืนภาษี เมื่อต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่พิพาทมาเพื่อประเมินสถานะกิจการของจำเลยประกอบการพิจารณาตรวจคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจำเลยไม่ไปพบและไม่นำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ การที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยขอรับคืนไปก่อนการตรวจปฏิบัติการเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่พิพาทเสร็จสิ้น และไม่ใช่การประเมินให้จำเลยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีไม่จำต้องออกหมายเรียกและมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าภายหลังหนังสือค้ำประกันของธนาคารสิ้นกำหนดเวลา จำเลยไม่ยอมไปพบและไม่นำเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์จึงถือว่าจำเลยไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดง ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิรับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืน โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินภายใน 30 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 เมื่อครบกำหนดเวลาตามหนังสือทวงถามจำเลยไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับไปแก่โจทก์จำนวน 7,366,823.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7,366,823.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้โจทก์ไม่เกิน 549,484.32 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท เอช. เค. เอส. นิตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5353/2552
#508258
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน โดยขอให้ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำให้การในประเด็นข้อแรกว่าจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อสอง จำเลยทั้งสองผิดสัญญาและจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ และข้อสาม โจทก์จะต้องคืนเงินประกันแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่และคู่ความยังแถลงรับกันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายลูกไก่และรับซื้อคืนไก่กระทงกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาในฐานะสามีผู้ให้ความยินยอม ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำไก่มาขายคืนให้แก่โจทก์เนื่องจากเกิดโรคระบาดไข้หวัดนกและทางราชการได้สั่งทำลายฆ่าไก่ที่จำเลยที่ 1 เลี้ยงไว้ทั้งหมด 40,137 ตัว โดยทางราชการจ่ายค่าชดเชยให้ตัวละ 45 บาท รวมเป็นเงิน 1,806,165 บาท เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยที่จะทำได้ จำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องตามที่ให้การต่อสู้ไว้ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไปแล้วจำเลยทั้งสองจะมายกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้อีกในชั้นฎีกาไม่ได้ อีกทั้งเหตุที่จำเลยทั้งสองอ้างในชั้นฎีกาขึ้นใหม่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

สัญญาซื้อขายลูกไก่และรับซื้อคืนไก่กระทงมีสาระสำคัญว่า โจทก์ตกลงขายลูกไก่และขายอาหารไก่ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเลือกชำระค่าลูกไก่และค่าอาหารไก่ให้โจทก์โดยจ่ายเป็นเช็ค โจทก์ให้สินเชื่อจำเลยที่ 1 สามารถสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้า 60 วัน แต่หากจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นเงินสดหรือดร๊าฟหรือแคชเชียร์เช็คโจทก์ก็จะลดราคาลูกไก่ให้ตัวละ 25 สตางค์ ของราคาลูกไก่แต่ละชนิด หรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 จะนำลูกไก่และอาหารไก่ที่ซื้อไปจากโจทก์ไปเลี้ยงจนโตได้ขนาดตามที่โจทก์กำหนดแล้วนำมาขายคืนให้แก่โจทก์ตามราคาที่โจทก์กำหนด แล้วหักชำระค่าลูกไก่และอาหารไก่ภายหลังก็ได้ ล้วนเป็นวิธีการที่จำเลยที่ 1 สามารถเลือกชำระค่าลูกไก่อาหารไก่ที่ทำสัญญาซื้อไปจากโจทก์ได้ เห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวมีสัญญาสองส่วนรวมอยู่ด้วยกัน คือสัญญาซื้อขายลูกไก่และอาหารไก่ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นสัญญาที่โจทก์สัญญาว่าจะรับซื้อไก่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปเลี้ยงจนโตได้ขนาดตามที่โจทก์กำหนดแล้วนำมาขายคืนโจทก์ในราคาที่โจทก์กำหนด โดยโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 หักชำระค่าลูกไก่และอาหารไก่จากราคาไก่ที่โจทก์รับซื้อคืนได้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสัญญาต่างตอนแทนที่แยกจากกันไม่ได้ การชำระหนี้ตามสัญญาจึงสามารถแยกออกจากกันได้

ดังนั้น การที่ไก่ของจำเลยที่ 1 ที่ซื้อจากโจทก์ไปเลี้ยงถูกทางราชการสั่งให้ฆ่าทำลายไปทั้งหมด เนื่องจากเกิดโรคระบาดไข้หวัดนกทำให้ไม่สามารถนำไก่ไปขายคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำไก่ที่เลี้ยงโตแล้วไปขายคืนโจทก์นั้น จึงเป็นการชำระหนี้ที่พ้นวิสัยเฉพาะในส่วนสัญญาที่โจทก์สัญญาว่าจะรับซื้อไก่คืนโดยยอมให้จำเลยที่ 1 หักชำระหนี้ค่าลูกไก่และค่าอาหารไก่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปจากโจทก์เท่านั้น หากทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายลูกไก่และอาหารไก่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าชดเชยจากโจทก์ตกเป็นพ้นวิสัยไปด้วยไม่สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นสามีของจำเลยที่ 1 รู้เห็นและให้ความยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อลูกไก่และอาหารไก่จากโจทก์ไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ถือเป็นหนี้ร่วมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานที่สามีภริยาทำด้วยกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (3) แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ลงนามในสัญญาในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์และโจทก์มีสิทธิหักเงินค้ำประกันสัญญา เพื่อชำระหนี้ได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 902,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ เพียงลงนามให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากเกิดโรคไข้หวัดนกระบาดในพื้นที่เลี้ยงไก่ของจำเลยที่ 1 ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ได้เข้าควบคุมการระบาดของเชื้อโรคและได้ทำลายไก่ในฟาร์มของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดจำนวน 40,137 ตัว เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถขายไก่ให้แก่โจทก์ได้ อันเป็นเหตุสุดวิสัย จึงถือว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยและเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และไม่มีสิทธินำเงินค้ำประกันจำนวน 260,000 บาท ไปหักชำระหนี้ จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์คืนเงินจำนวน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองตกเป็นหนี้ค่าไก่กระทง ค่าอาหารไก่ และค่าวัคซีนต่อโจทก์ทันทีที่จำเลยทั้งสองซื้อสินค้าดังกล่าวไปจากโจทก์ แม้ต่อมาไก่ที่จำเลยซื้อไปถูกรัฐบาลทำลายเนื่องจากเกิดโรคไข้หวัดนกระบาดถือเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบไก่ที่เลี้ยงไว้แก่โจทก์ก็ตาม หนี้ดังกล่าวก็ยังไม่ระงับไป จำเลยทั้งสองยังได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลเป็นเงินไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิหักเงินค้ำประกันความเสียหายจำนวน 260,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 กรกฎาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 902,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2548 ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยาน โดยขอให้ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้อง และคำให้การในประเด็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อสองจำเลยทั้งสองผิดสัญญาและจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ และข้อสามโจทก์จะต้องคืนเงินประกันแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ และคู่ความยังแถลงรับกันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายลูกไก่และรับซื้อคืนไก่กระทงกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาในฐานะสามีผู้ให้ความยินยอม ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำไก่มาขายคืนให้แก่โจทก์เนื่องจากเกิดโรคระบาดไข้หวัดนกและทางราชการได้สั่งทำลายฆ่าไก่ที่จำเลยที่ 1 เลี้ยงไว้ทั้งหมด 40,137 ตัว โดยทางราชการจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 1 ตัวละ 45 บาท รวมเป็นเงิน 1,806,165 บาท เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัยที่จะทำได้ จำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การข้อ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เพียงแต่ลงนามให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้ลงนามในฐานะเป็นคู่สัญญากับโจทก์แต่อย่างใด จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไปแล้ว ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะมายกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2.1 ขึ้นต่อสู้อีกในชั้นฎีกาไม่ได้ อีกทั้งเหตุที่จำเลยทั้งสองอ้างในชั้นฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากนายวิชัย มีทรัพย์อนันต์ ผู้ลงนามในสัญญาดังกล่าวไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์เพราะไม่มีชื่อเป็นกรรมการของโจทก์ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 นั้น ก็ไม่ใช่ข้อที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การแต่อย่างใด จึงเป็นข้อที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา โดยไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ในข้อนี้

ปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2.2 ที่ว่า สัญญาซื้อขายลูกไก่และรับซื้อคืนไก่กระทงเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 เป็นสัญญาต่างตอบแทน และเป็นสัญญาอันเดียวกันไม่สามารถแยกจากกันได้หรือไม่นั้น เห็นว่า รายละเอียดข้อความตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1 เป็นเรื่องการซื้อขายและจัดหาลูกไก่ ส่วนข้อ 2 เป็นเรื่องการซื้อขายอาหารไก่ โดยได้กำหนดวิธีชำระค่าลูกไก่หรือค่าอาหารไก่ไว้แจ้งชัดความว่า ผู้เลี้ยงจะสั่งจ่ายเช็คชำระค่าลูกไก่กระทง หรือค่าอาหารไก่ ให้แก่บริษัท ฯ ลงวันที่ล่วงหน้าภายใน 60 วัน นับจากวันที่รับลูกไก่หรือวันรับอาหารไก่งวดแรกไปจากบริษัท ฯ หรือยินยอมให้บริษัท ฯ หักค่าลูกไก่หรือค่าอาหารไก่ที่ยังค้างอยู่ทั้งหมดจากผลตอบแทนค่าไก่กระทง (ไก่ใหญ่) ที่บริษัทฯ รับซื้อคืนก็ได้ และหากผู้เลี้ยงประสงค์ซื้อลูกไก่ด้วยเงินสดหรือจ่ายเป็นดร๊าฟหรือแคชเชียร์เช็คแล้วบริษัท ฯ ก็จะลดราคาลูกไก่ให้ตัวละ 25 สตางค์ จากราคาลูกไก่ที่กำหนดไว้ในแต่ละชนิด ส่วนสัญญาข้อ 3 และข้อ 4 เป็นเรื่องที่บริษัท ฯ จะรับซื้อไก่กระทงคืนจากผู้เลี้ยง และเงื่อนไขในการกำหนดราคาไก่กระทงที่บริษัทฯ จะรับซื้อคืน ทั้งบริษัท ฯ ยังสงวนสิทธิที่จะปฎิเสธไม่รับซื้อคืนไก่กระทงนั้นก็ได้ หรืออาจจะรับซื้อคืนโดยมีเงื่อนไข ลดราคาลง หากผู้เลี้ยงไม่สามารถส่งไก่กระทงตามน้ำหนักที่บริษัท ฯ กำหนดตามข้อ 4.2 เมื่อพิจารณาข้อตกลงทั้งสี่ข้อดังกล่าวแล้วพอสรุปสาระสำคัญได้ว่า โจทก์ตกลงขายลูกไก่และขายอาหารไก่ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเลือกชำระค่าลูกไก่และค่าอาหารไก่ให้โจทก์โดยจ่ายเป็นเช็ค โจทก์ก็ให้สินเชื่อจำเลยที่ 1 สามารถสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้า 60 วัน แต่หากจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นเงินสดหรือดร๊าฟหรือแคชเชียร์เช็คโจทก์ก็จะลดราคาลูกไก่ให้ตัวละ 25 สตางค์ ของราคาลูกไก่แต่ละชนิด หรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 จะนำลูกไก่และอาหารไก่ที่ซื้อไปจากโจทก์ไปเลี้ยงจนโตได้ขนาดตามที่โจทก์กำหนด แล้วนำมาขายคืนให้แก่โจทก์ตามราคาที่โจทก์กำหนด แล้วหักชำระค่าลูกไก่และอาหารไก่ภายหลังก็ได้ ล้วนเป็นวิธีการที่จำเลยที่ 1 สามารถเลือกชำระค่าลูกไก่ อาหารไก่ที่ทำสัญญาซื้อไปจากโจทก์ได้ จึงเห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวมีสัญญาสองส่วนรวมอยู่ด้วยกัน กล่าวคือเป็นสัญญาซื้อขายลูกไก่และอาหารไก่ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นสัญญาที่โจทก์สัญญาว่าจะรับซื้อไก่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปเลี้ยงจนโตได้ขนาดตามที่โจทก์กำหนดแล้วนำมาขายคืนโจทก์ในราคาที่โจทก์กำหนด โดยโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 หักชำระค่าลูกไก่และอาหารไก่จากราคาไก่ที่โจทก์รับซื้อคืนได้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่แยกจากกันไม่ได้ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าสัญญาดังกล่าวสามารถแบ่งแยกเป็นสองสัญญา คือสัญญาที่โจทก์สัญญาว่าจะซื้อไก่โตคืนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะขายไก่โตคืนแก่โจทก์ ส่วนหนึ่ง และสัญญาซื้อขายลูกไก่ อาหารไก่และวัคซีนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อีกส่วนหนึ่ง การชำระหนี้ตามสัญญาจึงสามารถแยกออกจากกันได้นั้นชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายในข้อ 2.3 ที่ว่า การที่ไก่ของจำเลยที่ 1 ที่ซื้อจากโจทก์ไปเลี้ยงถูกทางราชการสั่งให้ฆ่าทำลายไปทั้งหมด 40,137 ตัว เนื่องจากเกิดโรคระบาดไข้หวัดนก เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำไก่ไปขายคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ก่อขึ้นทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัย จำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้ค่าลูกไก่ ค่าอาหารไก่และค่าวัดซีน ที่ซื้อมาจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงจริงฟังได้แล้วว่า สัญญาที่จำเลยที่ 1 ซื้อลูกไก่ อาหารไก่และวัคซีนจากโจทก์เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาที่จำเลยที่ 1 จะขายไก่ที่เลี้ยงโตแล้วคืนให้แก่โจทก์ ดังนั้น เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำไก่ที่เลี้ยงโตแล้วไปขายคืนโจทก์นั้น จึงเป็นการชำระหนี้ที่พ้นวิสัยเฉพาะในส่วนสัญญาที่โจทก์สัญญาว่าจะรับซื้อไก่คืนโดยยอมให้จำเลยที่ 1 หักชำระหนี้ค่าลูกไก่และค่าอาหารไก่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปจากโจทก์เท่านั้น หาทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายลูกไก่และอาหารไก่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปจากโจทก์ตกเป็นพ้นวิสัยไปด้วยไม่ นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าชดเชยจากทางราชการที่ฆ่าทำลายไก่ของจำเลยที่ 1 ไป จำนวน 40,137 ตัว ตัวละ 45 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินถึง 1,806,165 บาท หากฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีแล้ว ย่อมเป็นการไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นสามีของจำเลยที่ 1 รู้เห็นและให้ความยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อลูกไก่และอาหารไก่จากโจทก์ไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพเลี้ยงไก่นั้นถือเป็นหนี้ร่วมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานที่สามีภริยาทำด้วยกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (3) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ลงนามในสัญญาในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์และโจทก์มีสิทธิหักเงินค้ำประกันสัญญาเพื่อชำระหนี้ได้ด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ที่ค้างชำระตามฟ้องแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันแวลเล่ย์ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นางพัชรี สงวนวงศ์วิจิตร หรือกองชนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352/2552
#495425
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสิบสามคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยสืบสิทธิมา มิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อโจทก์ระบุในคำแก้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งราคาตารางวาละ 125 บาท เท่ากับไร่ละ 50,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยทุกคน จึงเกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสิบสามไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

การที่ ก. ย. และ อ. ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท และร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แม้จะยังไม่มีการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่ไม่ปรากฏว่า ก. ย. และ อ. แสดงเจตนาจะยกเลิก จึงต้องถือว่าข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง ย่อมผูกพัน ก. ย. และ อ.

ก. ย. และ อ. ได้แบ่งการครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่า ก. ย. อ. และจำเลยต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดพิพาทตลอดมา เมื่อ ย. อ. และจำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินพิพาทที่ซื้อจาก ก. โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

ธ. และโจทก์ซื้อที่ดินโดยรู้ว่ามีผู้ครอบครอง กรณีถือไม่ได้ว่า ธ. และโจทก์รับโอนที่ดินไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 29 ไร่ 11 ตารางวา ทางด้านทิศเหนือ ตะวันออกและตะวันตกของที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสิบสามหรือคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้เอาที่ดินแปลงดังกล่าวออกประมูลขายระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสิบสาม หากไม่ตกลงให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันตามส่วน

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา ในส่วนของนายยศ กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา ในส่วนของนายอินโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ทั้งสองทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสิบสาม ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี โดยให้โจทก์ทั้งสองได้รับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกจำนวน 12 ไร่ หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี บริเวณกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนในบริเวณหมายเลข 10 พื้นที่กรอบเส้นสีแดง และบริเวณหมายเลข 8 พื้นที่กรอบเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทตามลำดับ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองและคำขอตามฟ้องแย้งอื่นของจำเลยทั้งสิบสามให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายนิพนธ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันมีส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี จำนวน 28 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวา หรือ 11,346 ส่วน แต่ระหว่างโจทก์ทั้งสองให้มีส่วนเท่า ๆ กัน ให้นำที่ดินแปลงนี้ออกประมูลระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบสาม หากไม่ตกลงก็ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดแบ่งให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบสามตามส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสิบสาม ให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสิบสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสิบสามต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า เดิมนายยศและนายอินถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางกิมเสียงในที่ดินโฉนดพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของนายยศ จำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของนายอิน การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิมามิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อโจทก์ทั้งสองระบุในคำแก้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งราคาตารางวาละ 125 บาท คำนวณแล้วเท่ากับไร่ละ 50,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 จึงเกิน 200,000 บาทจำเลยทั้งสิบสามไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ครอบครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดง กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ครอบครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองตามแผนที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดพิพาทมีสภาพเป็นที่นา มีจำเลยทั้งสิบสามครอบครองทำนาและปลูกบ้าน เล้าไก่ เล้าสุกร และต้นไม้ ตลอดจนขุดบ่อน้ำไว้ในที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำตาล เส้นสีเหลือง เส้นสีดำ และเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท ส่วนที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินทางทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดพิพาทของโจทก์ทั้งสองมีนายจี๊ดทำนาโดยเช่าจากนางกิมเสียงเจ้าของเดิม และได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสิบสามว่า เดิมที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองและเส้นสีแดงเป็นของนางกิมเสียงจริง แต่เมื่อปี 2510 นางกิมเสียงขายที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองให้นายอินและขายที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดงให้นายยศโดยไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งแม้การซื้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสิบสามมีจำเลยที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า หลังจากซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว นางกิมเสียง นายยศและนายอินต่างแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดนับแต่นั้น โดยที่ดินส่วนของนางกิมเสียงอยู่ทางทิศตะวันออกภายในกรอบเส้นสีน้ำเงิน ที่ดินของนายอินอยู่ตรงกลางของที่ดินโฉนดพิพาท ที่ดินส่วนของนายยศอยู่ถัดลงมาทางใต้ ทั้งในวันที่ 2 พฤษภาคม 2510 นางกิมเสียง นายยศและนายอินร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามสำเนาบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวม (จำกัดเนื้อที่) ซึ่งมีข้อความระบุว่า ให้รังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 แปลง ทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 12 ไร่ เป็นของนางกิมเสียง ส่วนแปลงคงเหลือเป็นของนายยศและนายอิน ผู้ยื่นคำขอต่างลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าวต่อหน้าพยานและเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งนายสุรัตน์ และนางรุ่งอรุณ พนักงานที่ดินประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองรับรองความถูกต้องแล้ว ดังนี้ แม้จะยังไม่มีการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเพราะเจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกคำขอไปเมื่อปี 2516 เนื่องจากผู้ขอไม่มาติดต่อ แต่ไม่ปรากฏว่านางกิมเสียง นายยศและนายอินแสดงเจตนาจะยกเลิก การไม่ไปติดต่ออาจเป็นเพราะแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้วดังจำเลยทั้งสิบสามนำสืบก็เป็นได้ จึงต้องถือว่าบันทึกเป็นข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง ย่อมผูกพันนางกิมเสียง นายยศและนายอิน ยังได้ความจากคำเบิกความของนายสุรินทร์ พยานโจทก์ ทั้งสองผู้ทำแผนที่พิพาทอีกว่า ที่ดินโฉนดพิพาทมีแนวคันนาสูงมองเห็นชัดเจนเป็นเขตแดนกั้นระหว่างที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินกับที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองและสีส้ม กับมีต้นยูคาลิปตัสแบ่งเป็นแนวเขตชัดเจน มีบ้านของพวกจำเลยปลูกอยู่หลายหลังในบริเวณด้านทิศเหนือและกลางของพื้นที่ กับมีบ่อน้ำขุดไว้ เมื่อปรากฏว่าถัดจากที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินเป็นที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสิบสามครอบครองทำนา โดยนับแต่ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม นางกิมเสียงไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่และคงเกี่ยวข้องเฉพาะที่ดินภายในกรอบสีน้ำเงินซึ่งให้นายจี๊ด เช่าทำนาเท่านั้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสิบสามมีนายจี๊ดมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ที่ดินส่วนของนางกิมเสียงคือที่ดินภายในกรอบสีน้ำเงิน เพราะเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2532 นางกิมเสียงแบ่งขายที่ดินส่วนที่เหลือดังกล่าวให้นายจี๊ด 1 ไร่ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล. 7 โจทก์ทั้งสองไม่นำสืบโต้แย้งความถูกต้องของเอกสาร เมื่อเอกสารหมาย ล. 7 มีข้อความเขียนไว้ชัดเจนว่า นางกิมเสียงหรือสมลักษณ์มีที่ดินทั้งหมด 12 ไร่ แม้จะไม่ระบุเลขที่โฉนดที่ดินพิพาทไว้ในสัญญาดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่านางกิมเสียงมีที่ดินแปลงอื่นอีก จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าที่ดินที่นางกิมเสียงจะขายให้นายจี๊ดคือที่ดินโฉนดพิพาทนั่นเอง

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยมีตัวโจทก์ทั้งสองและนายเธียรพงษ์เบิกความว่า ที่ดินส่วนของนางกิมเสียงมีเนื้อที่ 28 ไร่เศษ นั้น เป็นการกล่าวอ้างตามที่ปรากฏในสารบัญท้ายโฉนดพิพาทและตามที่ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีคำนวณบรรยายส่วนมาในคำสั่งศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการยืนยันแน่นอนว่า นางกิมเสียงมีที่ดินตามจำนวนที่คำนวณบรรยายส่วนไว้ไม่ เพราะการบรรยายส่วนกับการครอบครองเป็นส่วนสัดเป็นคนละกรณีกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีนางกิมเสียงมาเบิกความสนับสนุน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสามจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังว่านางกิมเสียง นายยศและนายอินได้แบ่งการครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัดมาตั้งแต่ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเมื่อปี 2510 แล้ว หาใช่นางกิมเสียง นายยศ นายอินและจำเลยทั้งสิบสามผู้สืบสิทธิจากนายยศและนายอินต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดพิพาทตลอดมาไม่ เมื่อนายยศและนายอินกับจำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินที่ซื้อจากนางกิมเสียงภายในกรอบเส้นสีเหลืองและเส้นสีแดงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และแม้จำเลยทั้งสิบสามจะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่นายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองต่างเบิกความรับว่า ก่อนซื้อที่ดินได้ไปดูที่ดินที่ซื้อ เห็นมีบ้านปลูกอยู่หลายหลังรวมทั้งบ่อน้ำ บ่งชี้ว่ามีบุคคลอื่นครอบครองทำนาในที่ดินที่ซื้อแต่กลับไม่สอบถามว่าบุคคลนั้นครอบครองโดยอาศัยสิทธิอย่างไร แสดงว่านายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโดยรู้ว่ามีผู้ครอบครอง กรณีถือไม่ได้ว่านายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยทั้งสิบสามย่อมยกการครอบครองปรปักษ์ที่ดินภายในกรอบสีเหลืองและเส้นสีแดงขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ และฟังว่า นางกิมเสียงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเฉพาะภายในกรอบเส้นสีน้ำเงิน เมื่อนายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินส่วนของนางกิมเสียง จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเฉพาะภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินเท่าที่นางกิมเสียงมีกรรมสิทธิ์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1364 วรรคหนึ่ง ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายนิยม โชติบาล โดยนายนิพนธ์ โชติบาล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นายวินัยหรือวิชัย สืบตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายขวัญชาย บุรพเจตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352/2552
#501915
เปิดฉบับเต็ม

เดิม ย. และ อ. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ก. ในที่ดินโฉนดพิพาทต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของ ย. เนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา จำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของ อ. เนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิมา มิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อที่ดินพิพาทราคาไร่ละ 50,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 จึงเกิน 200,000 บาท ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ก. ย. และ อ. ร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินมีข้อความที่เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้ว่า ให้รังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 แปลง ทางด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ 12 ไร่ เป็นของ ก. ส่วนแปลงคงเหลือเป็นของ ย. และ อ. ผู้ยื่นคำขอต่างลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าวต่อหน้าพยานและเจ้าพนักงานที่ดินดังนี้ แม้จะยังไม่มีการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเพราะเจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกคำขอไปเมื่อปี 2516 เนื่องจากผู้ขอไม่มาติดต่ออาจเป็นเพราะแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้วก็เป็นได้ จึงต้องถือว่าบันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมตามป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง

ก. ย. และ อ. แบ่งการครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัดมาตั้งแต่ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเมื่อปี 2510 แล้ว เมื่อ ย. และ อ. กับจำเลยทั้งสิบสามผู้สืบสิทธิจาก ย. และ อ. ครอบครองที่ดินที่ซื้อจาก ก. โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ครอบครองตามป.พ.พ. มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และแม้จำเลยทั้งสิบสามจะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ แต่ ธ. และโจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินไว้โดยไม่สุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยทั้งสิบสามย่อมยกการครอบครองปรปักษ์ที่ดินขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 ตำบลมอบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 37 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา มีโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสิบสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่งเนื้อที่รวม 29 ไร่ 11 ตารางวา และร่วมกันครอบครองที่ดินบริเวณทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ถือกรรมสิทธิ์คนละ 113.6 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 12 และที่ 13 ถือกรรมสิทธิ์คนละ 1 ไร่ 3 งาน 95.5 ตารางวา โจทก์ทั้งสองมีความประสงค์แบ่งแยกกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนเพื่อนำที่ดินแบ่งขายแก่ผู้อื่น โดยแจ้งให้จำเลยทั้งสิบสามทราบแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 ตำบลมอบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูล) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 29 ไร่ 11 ตารางวา ทางด้านทิศเหนือ ตะวันออกและตะวันตกของที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสิบสามหรือคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้เอาที่ดินแปลงดังกล่าวออกประมูลขายระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสิบสาม หากไม่ตกลงให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันตามส่วน

จำเลยทั้งสิบสามให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมนางกิมเสียงหรือสมลักษณ์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 28 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวา ส่วนนายยศกับนายอินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินคนละ 4 ไร่ 2 งาน 91 ตารางวา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2510 นางกิมเสียงได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายยศและนายอินคนละ 8 ไร่ 73 ตารางวา นางกิมเสียงคงเหลือที่ดินอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเพียงจำนวน 12 ไร่ นายยศกับนายอินที่ดินคนละ 12 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา การซื้อขายที่ดินดังกล่าวนางกิมเสียง นายยศและนายอินได้ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์ไว้เป็นหลักฐานนายยศกับนายอินครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง นายอินถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 12 และที่ 13 ซึ่งเป็นทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเฉพาะส่วนของนายอินสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 30 กว่าปี เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2529 นายยศยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จากนั้นจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ภายหลังจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของตนได้ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา ในส่วนของนายยศ กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา ในส่วนของนายอินโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ทั้งสองทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสิบสาม ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี โดยให้โจทก์ทั้งสองได้รับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกจำนวน 12 ไร่ หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางกิมเสียงมีกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดพิพาทก่อนจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายเธียรพงษ์ เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวา ซึ่งรับโอนโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวต่อจากนายเธียรพงษ์โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตเช่นกัน บันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์ระหว่างนางกิมเสียงกับนายยศและนายอินไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสิบสามมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียง 9 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวา ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดพิพาทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบอก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูล) จังหวัดชลบุรี บริเวณกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนในบริเวณหมายเลขที่ 10 พื้นที่กรอบเส้นสีแดงและบริเวณหมายเลข 8 พื้นที่กรอบเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทตามลำดับ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองและคำขอตามฟ้องแย้งอื่นของจำเลยทั้งสิบสามให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายนิพนธ์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันมีส่วนในที่ดินโฉนเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี จำนวน 28 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวา หรือ 11,346 ส่วน ตามการบรรยายส่วนในเอกสารหมาย จ.8 แต่ระหว่างโจทก์ทั้งสองให้มีส่วนเท่าๆ กัน ให้นำที่ดินแปลงนี้ออกประมูลระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบสาม หากไม่ตกลงก็ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดแบ่งให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบสามตามส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสิบสามให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสิบสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ มีนางกิมเสียงหรือสมลักษณ์ นายยศและนายอิน ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยนางกิมเสียงมีกรรมสิทธิ์ 28 ไร่เศษ อยู่ทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตกและทิศเหนือ ที่ดินของนายยศและนายอินอยู่ทางทิศใต้มีกรรมสิทธิ์คนละ 4 ไร่เศษ ปัจจุบันที่ดินเฉพาะส่วนของนายยศเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ดินเฉพาะส่วนของนายอินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 12 และที่ 13 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2533 นางกิมเสียงขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้นายเธียรพงษ์ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 นายเธียรพงษ์ขายต่อให้โจทก์ทั้งสอง มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสิบสามต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า เดิมนายยศและนายอินถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางกิมเสียงในที่ดินโฉนดพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของนายยศ จำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของนายอิน การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิมามิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อโจทก์ทั้งสองระบุในคำแก้ฎีกาว่าที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งราคาตารางวาละ 125 บาท คำนวณแล้วเท่ากับไร่ละ 50,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 จึงเกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสิบสามไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ครอบครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดง กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ครอบครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.21 จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดพิพาทมีสภาพเป็นที่นา มีจำเลยทั้งสิบสามครอบครองทำนาและปลูกบ้าน เล้าไก่ เล้าสุกร และต้นไม้ ตลอดจนขุดบ่อน้ำไว้ในที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำตาล เส้นสีเหลือง เส้นสีดำ และเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.21 ส่วนที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินทางทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดพิพาทของโจทก์ทั้งสองมีนายจี๊ดทำนาโดยเช่าจากนางกิมเสียงเจ้าของเดิม และได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสิบสามว่า เดิมที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองและเส้นสีแดงเป็นของนางกิมเสียงจริง แต่เมื่อปี 2510 นางกิมเสียงขายที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองให้นายอินและขายที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดงให้นายยศโดยไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งแม้การซื้อขายดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสิบสามมีจำเลยที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า หลังจากซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้วนางกิมเสียง นายยศและนายอินต่างแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดนับแต่นั้น โดยที่ดินส่วนของนางกิมเสียงอยู่ทางทิศตะวันออกภายในกรอบเส้นสีน้ำเงิน ที่ดินของนายอินอยู่ตรงกลางของที่ดินโฉนดพิพาทที่ดินส่วนของนายยศอยู่ถัดลงมาทางใต้ ทั้งในวันที่ 2 พฤษภาคม 2510 นางกิมเสียง นายยศและนายอินร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามสำเนาบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวม (จำกัดเนื้อที่) เอกสารหมาย ล.2 ซึ่งมีข้อความระบุว่าให้รังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 แปลง ทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 12 ไร่ เป็นของนางกิมเสียง ส่วนแปลงคงเหลือเป็นของนายยศและนายอินผู้ยื่นคำขอต่างลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าวต่อหน้าพยานและเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งนายสุรัตน์และนางรุ่งอรุณพนักงานที่ดินประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองรับรองความถูกต้องของเอกสารหมาย ล.2 แล้ว ดังนี้ แม้จะยังไม่มีการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเพราะเจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกคำขอไปเมื่อปี 2516 เนื่องจากผู้ขอไม่มาติดต่อ แต่ไม่ปรากฏว่านางกิมเสียง นายยศและนายอินแสดงเจตนาจะยกเลิก การไม่ไปติดต่ออาจเป็นเพราะแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้วดังจำเลยทั้งสิบสามนำสืบก็เป็นได้ จึงต้องถือว่าบันทึกเอกสารหมาย ล.2 เป็นข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง ย่อมผูกพันนางกิมเสียงนายยศและนายอิน ยังได้ความจากคำเบิกความของนายสุรินทร์พยานโจทก์ทั้งสองผู้ทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.21 อีกว่า ที่ดินโฉนดพิพาทมีแนวคันนาสูง มองเห็นชัดเจนเป็นเขตแดนกั้นระหว่างที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินกับที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองและสีส้ม กับมีต้นยูคาลิปตัสแบ่งเป็นแนวเขตชัดเจน มีบ้านของพวกจำเลยปลูกอยู่หลายหลังในบริเวณด้านทิศเหนือและกลางของพื้นที่กับมีบ่อน้ำขุดไว้ เมื่อปรากฏว่าถัดจากที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินเป็นที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสิบสามครอบครองทำนา โดยนับแต่ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามเอกสารหมาย ล.2 นางกิมเสียงไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่และคงเกี่ยวข้องเฉพาะที่ดินภายในกรอบสีน้ำเงินซึ่งให้นายจี๊ดเช่าทำนาเท่านั้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสิบสามมีนายจี๊ดมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ที่ดินส่วนของนางกิมเสียงคือที่ดินภายในกรอบสีน้ำเงินเพราะเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2532 นางกิมเสียงแบ่งขายที่ดินส่วนที่เหลือดังกล่าวให้นายจี๊ด 1 ไร่ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.7 โจทก์ทั้งสองไม่นำสืบโต้แย้งความถูกต้องของเอกสาร เมื่อเอกสารหมาย ล.7 มีข้อความเขียนไว้ชัดเจนว่า นางกิมเสียงหรือสมลักษณ์มีที่ดินทั้งหมด 12 ไร่ แม้จะไม่ระบุเลขที่โฉนดที่ดินพิพาทไว้ในสัญญาดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่านางกิมเสียงมีที่ดินแปลงอื่นอีก จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าที่ดินที่นางกิมเสียงจะขายให้นายจี๊ดคือที่ดินโฉนดพิพาทนั่นเอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยมีตัวโจทก์ทั้งสองและนายเธียรพงษ์เบิกความว่า ที่ดินส่วนของนางกิมเสียงมีเนื้อที่ 28 ไร่เศษ นั้น เป็นการกล่าวอ้างตามที่ปรากฎในสารบัญท้ายโฉนดพิพาทและตามที่ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีคำนวณบรรยายส่วนมาในเอกสารหมาย จ.8 และ จ.11 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการยืนยันแน่นอนว่า นางกิมเสียงมีที่ดินตามจำนวนที่คำนวณบรรยายส่วนไว้ไม่ เพราะการบรรยายส่วนกับการครอบครองเป็นส่วนสัดเป็นคนละกรณีกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีนางกิมเสียงมาเบิกความสนับสนุน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสามจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังว่านางกิมเสียง นายยศและนายอินได้แบ่งการครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัดมาตั้งแต่ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเมื่อปี 2510 ตามเอกสารหมาย ล.2 แล้ว หาใช่นางกิมเสียง นายยศ นายอินและจำเลยทั้งสิบสามผู้สืบสิทธิจากนายยศและนายอินต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดพิพาทตลอดมาไม่ เมื่อนายยศและนายอินกับจำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินที่ซื้อจากนางกิมเสียงภายในกรอบเส้นสีเหลืองและเส้นสีแดงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และแม้จำเลยทั้งสิบสามจะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่นายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองต่างเบิกความรับว่า ก่อนซื้อที่ดินได้ไปดูที่ดินที่ซื้อเห็นมีบ้านปลูกอยู่หลายหลังรวมทั้งบ่อน้ำ บ่งชี้ว่ามีบุคคลอื่นครอบครองทำนาในที่ดินที่ซื้อแต่กลับไม่สอบถามว่าบุคคลนั้นครอบครองโดยอาศัยสิทธิอย่างไร แสดงว่านายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโดยรู้ว่ามีผู้ครอบครอง กรณีถือไม่ได้ว่านายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยทั้งสิบสามย่อมยกการครอบครองปรปักษ์ที่ดินภายในกรอบสีเหลืองและเส้นสีแดงขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ และฟังว่า นางกิมเสียงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเฉพาะภายในกรอบเส้นสีน้ำเงิน เมื่อนายเธียรพงษ์และโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินส่วนของนางกิมเสียง จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเฉพาะภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินเท่าที่นางกิมเสียงมีกรรมสิทธิ์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิยม โชติบาลฯ กับพวก
จำเลย — นายวินัยหรือวิชัย สืบตระกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5329/2552
#503017
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากร่วมกันกับจำเลยอื่นมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด โดยถือว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 5 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 แล้วมอบให้จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไปแบ่งปันกันเป็นทอดๆ อันมีลักษณะของการกระทำความผิดเป็นขบวนการ

ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อจับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 5 และเมื่อจับจำเลยที่ 5 ได้ จำเลยที่ 5 รับว่ารับแมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ช่วยติดต่อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถวางแผนขยายผลการจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในคดีนี้ได้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนเห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนของกลางอื่นโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดต่อไป

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด เป็นของกลางได้จากบ้านเลขที่ 5/83 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และยึดเงินจำนวน 65,000 บาท จากที่พักของจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เวลา 1.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าสาขาปิ่นเกล้า ต่อมาเวลา 2.30 นาฬิกา จับจำเลยที่ 5 ได้ที่บริเวณหน้าสถานอาบอบนวดเหมยฮัว และยึดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าหมายเลขทะเบียน พฮ 5439 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 5 ที่จอดอยู่หน้าสถานอาบอบนวดดังกล่าว ยึดเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด อ้างว่าซุกซ่อนไว้ในช่องเก็บของด้านหน้ารถ กับเงินจำนวน 340,000 บาท จากที่พักของจำเลยที่ 5 เป็นของกลาง และเวลา 14.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 6 ได้บริเวณหน้าโรงแรมสยามบริเวอรี่ และยึดเงินจำนวน 270,000 บาท กับรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 6 ศ - 8374 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 6 เป็นของกลาง เฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา พันตำรวจเอกวิจิตรผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้วและชุดสืบสวนปราบปรามยาเสพติดของสถานีตำรวจดังกล่าว ได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บ้านเลขที่ 5/83 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีชาวเขานำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าจึงรายงานให้พลตำรวจโทนพดลผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ พลตำรวจโทนพดลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว วางแผนจับกุมคนร้ายที่นำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 5/83 ดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกบัญชากับพวกจึงร่วมกันวางแผนจับกุมในวันเดียวกัน ต่อมาเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพกับพวกรวมกันประมาณ 15 คน ไปที่บ้านเลขที่ 5/83 ดังกล่าว พบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนอยู่หน้าบ้าน พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอาการลุกลี้ลุกลนจะวิ่งหนี พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้และเข้าไปในบ้านพบถุงพลาสติก 1 ถุง วางอยู่ในบ้านบริเวณประตูทางเข้าบ้าน เมื่อสอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงพลาสติกดังกล่าว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกตรวจสอบแล้วพบว่ามีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงสีน้ำเงินจำนวน 230 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวมเมทแอมเฟตามีนทั้งหมด 46,000 เม็ด ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 1 ได้รับมาจากจำเลยที่ 3 ชาวจีนฮ่อที่พักอยู่ในกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปแล้วบางส่วน เงินที่ได้จากการจำหน่ายเก็บไว้ที่ที่พักในตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จำนวน 65,000 บาท และจำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายแก่ลูกค้าโดยได้ผลประโยชน์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ที่พักของจำเลยที่ 1 และยินยอมให้ยึดเงินจำนวน 65,000 บาท ไว้เป็นของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.3 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอรรถรสพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว่าในชั้นสอบสวนเมื่อพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่นเดียวกับในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ชั่วคราว จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แต่เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดีตั้งแต่การสืบทราบว่ามีคนร้ายนำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 5/83 การวางแผนจับกุม การตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 46,000 เม็ด ในบ้านดังกล่าว และการจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งสาเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวและเจ้าพนักงานตำรวจอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 5/83 ก็เนื่องจากที่สืบทราบมาแล้วว่าจะมีคนร้ายนำเมทแอมเฟตามีนไปซ่อนไว้ที่นั่น เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปตรวจค้นจับกุมต่างไม่รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อน คงไปพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่บ้านดังกล่าวในวันที่ไปตรวจค้นนั้นเอง และปรากฏว่าตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด อยู่ที่บ้านดังกล่าวตรงตามที่ได้รับแจ้ง ประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางไปฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นการให้การในทันทีที่ถูกจับกุมและในชั้นสอบสวนตอนแรกจำเลยที่ 1 ก็ยังให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาฝากไว้ชั่วคราว แล้วเพิ่งเปลี่ยนใจให้การปฏิเสธในภายหลัง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพไปด้วยความสมัครใจ โดยไม่มีข้ออันควรระแวงสงสัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมหรือสอบสวนนั้นจะร่วมมือกันกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 และบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสารภาพ เนื่องจากเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับใจให้การปฏิเสธในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ยังบันทึกไว้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ได้นำตัวสายลับมาเบิกความ ร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพเป็นเพียงพยานบอกเล่ารับฟังข้อมูลมาจากสายลับ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักและไม่น่าเชื่อถือ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกจับที่บ้านของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ล้วนแต่โจทก์ทำขึ้นเอง พยานโจทก์ยังมีข้อพิรุธสงสัยหลายประการต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นพยานโดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำสายลับมาเป็นพยานอีก ทั้งข้อมูลที่พยานโจทก์ดังกล่าวรับฟังมาจากสายลับก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนมีการวางแผนจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนข้อเท็จจริงขณะที่มีการตรวจพบของกลางและจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักในการรับฟังส่วนที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกจับได้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนมาฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ประมาณ 10 นาที เจ้าพนักงานตำรวจก็มาจับกุมจำเลยที่ 1 ขณะยังอยู่บริเวณหน้าบ้านจำเลยที่ 2 ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ซึ่งง่ายที่จะนำมากล่าวอ้าง แต่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่อ้างว่าพยานโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยหลายประการนั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หยิบยกเอาข้อเท็จจริงบางเรื่องซึ่งไม่ตรงกับที่พยานโจทก์เบิกความมาอ้างอิงในฎีกา ทั้งบางเรื่องก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยหาใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 46,000 เม็ด ดังกล่าวไว้ในครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โจทก์นำสืบโดยมีร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งหก เบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าเมื่อพยานโจทก์ทั้งสองจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 46,000 เม็ด จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพและบอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นชาวจีนฮ่อและพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์นัดให้จำเลยที่ 3 ไปรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า เวลา 1.30 นาฬิกา ของวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เมื่อจำเลยที่ 3 ไปตามนัดก็ถูกจับทันที และจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 5 จำนวน 100,000 เม็ด แต่จำหน่ายไปบางส่วนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมจำเลยที่ 5 อีก โดยให้จำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 5 ไปรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอีกเช่นกัน โดยนัดหมายที่หน้าสถานอาบอบนวดเหมยฮัวในวันดังกล่าวเวลา 2.30 นาฬิกา เมื่อจำเลยที่ 5 ไปพบตามนัดจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมยึดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าของจำเลยที่ 5 มาเป็นของกลาง ซึ่งภายในรถยนต์มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ซุกซ่อนไว้ด้วย และจำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีนนั้นจำเลยที่ 5 รับมาจากจำเลยที่ 6 และจำหน่ายไปบางส่วนแล้ว ทั้งยังพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเงินจำนวน 340,000 บาท ที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง และเจ้าพนักงานตำรวจได้ให้จำเลยที่ 5 โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 6 มารับเงินที่ขายเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 5 ที่โรงแรมสยามบริเวอรี่ เวลา 14.30 นาฬิกา เมื่อจำเลยที่ 6 มาตามนัดจึงถูกจับกุมและจำเลยที่ 6 ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 นั้น เป็นของจำเลยที่ 6 และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 270,000 บาท เป็นของกลาง นอกจากนั้นโจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจสมชายเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 5 เบิกความสนับสนุนว่า พยานร่วมกับร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพกับพวกจับกุมจำเลยที่ 5 และพยานเป็นผู้ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าของจำเลยที่ 5 ไปที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยมีจำเลยที่ 5 และร้อยตำรวจเอกบัญชานั่งไปด้วย และพยานอยู่ด้วยในขณะที่มีการตรวจค้นรถยนต์ของจำเลยที่ 5 ซึ่งจำเลยที่ 5 รับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบในรถยนต์เป็นของจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 3 ไม่รู้จักจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 เหตุที่จำเลยที่ 3 ถูกจับก็เพราะบังเอิญไปอยู่ในจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจไปดักรอคนร้าย เมทแอมเฟตามีนที่พบในรถยนต์ของจำเลยที่ 5 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 5 เงินที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ใช่เงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายบังคับให้รับสารภาพ เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นประจักษ์พยานยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการนำสืบดังที่กล่าวมา โดยมีบันทึกการจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามเอกสารหมาย ป.จ.3 จ.6 จ.8 และ จ.9 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน กรณีดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ต่างให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางจากผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นทอดๆ จนเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้ในเวลาที่ต่อเนื่องกันแต่คนละสถานที่ ทั้งนี้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมรู้ดีว่าคนที่ร่วมกระทำความผิดกับตนเองนั้นเป็นใคร ซึ่งปรากฏว่าบุคคลที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อ้างถึงมีตัวตนอยู่จริง ถ้าหากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไม่ให้การถึงหรือชี้เบาะแสช่วยเหลือแก่เจ้าพนักงานตำรวจแล้วก็เป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น และหากจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ได้กระทำความผิดจริงแล้ว ก็ควรที่จะให้การปฏิเสธ ไม่ควรยอมรับสารภาพและไม่ควรที่จะยอมร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งย่อมจะเป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยที่ถูกซัดทอดมาดำเนินคดีได้ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ทุกคนล้วนแต่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในการสอบสวนครั้งแรกและจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจากที่พักจำนวน 340,000 บาท และ 270,000 บาท ตามลำดับอีกด้วย จึงเชื่อได้ว่าการรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าวเป็นการรับสารภาพด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกทำร้ายบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าในการสอบสวนเพิ่มเติม จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่างให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนก็บันทึกไว้ตามนั้น โดยไม่ได้ทำให้จำเลยดังกล่าวรับสารภาพอีก ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.6 จ.8 และ จ.9 ซึ่งเชื่อได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ถูกจับและถูกสอบสวนในครั้งแรกนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานยังไม่ทันคิดจะบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นำสืบทำนองว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายขู่เข็ญบังคับและล่อลวงให้รับสารภาพก็ดี ให้ลงชื่อในเอกสารโดยไม่ทราบข้อความก็ดี จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ รูปคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากร่วมกันกับจำเลยอื่นมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด โดยถือว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 5 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 แล้วมอบให้แก่จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไปแบ่งปันกันเป็นทอด ๆ อันมีลักษณะของการกระทำความผิดเป็นขบวนการ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อจับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 รับว่ารับแมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 5 และเมื่อจับจำเลยที่ 5 ได้ จำเลยที่ 5 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ช่วยติดต่อ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถวางแผนขยายผลการจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในคดีนี้ได้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 40 ปี ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 26 ปี 8 เดือน และเมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 6 คนละ 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศุภกิตหรือศุภกฤต แซ่ลีกับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ