คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5125/2552
#502982
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างถึงสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงซึ่งมีรายชื่อเพลงพิพาทแนบท้ายโดยไม่ได้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว แต่กล่าวอ้างถึงบันทึกข้อตกลง แต่เมื่อฝ่ายจำเลยนำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงมาถามค้าน โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้ง จึงฟังได้ในเบื้องต้นว่า สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงตามที่โจทก์กล่าวอ้างมีข้อความตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงที่จำเลยอ้าง ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อความแสดงอยู่ว่า เป็นข้อตกลงในการโอนลิขสิทธิ์เพลงพิพาท โจทก์ทราบข้อความในเอกสารดีแล้ว จึงตกลงทำสัญญาด้วยการลงชื่อในเอกสารดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในทำนองว่า โจทก์ถูกฉ้อฉลหลอกลวงและเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจึงมีน้ำหนักน้อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า โจทก์ประพันธ์และร้องเพลงให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ประมาณ 60 เพลง ห้างดังกล่าวเป็นผู้ลงทุนรวมทั้งจัดหานักดนตรี ห้องอัดเสียง และจัดจำหน่ายแผ่นเสียง โจทก์ทำหน้าที่เป็นนักร้องและดูแลให้การผลิตเพลงออกมาถูกต้องตามที่โจทก์ประพันธ์ หลังจากที่วางจำหน่ายและโฆษณาประชาสัมพันธ์เพลงเป็นที่นิยมแล้ว จะมีบุคคลว่าจ้างโจทก์ไปร้องเพลง ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบถึงการดำเนินธุรกิจของห้างดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนที่มีการนำเพลงของโจทก์ไปใช้ประโยชน์มาตลอด สำหรับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้ไปขึ้นทะเบียนรับทราบข้อมูลลิขสิทธิ์เพลง การที่โจทก์ขึ้นทะเบียนดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังเป็นหลักฐานได้ว่า ลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทเป็นของโจทก์ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงกลับปรากฏต่อไปว่า หลังจากนั้นได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงขึ้น ซึ่งมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์ยอมรับในการโอนลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทดังกล่าว แต่ในประเด็นนี้โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า โจทก์ไม่เคยเห็นและไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.3 ทั้งๆ ที่เอกสารดังกล่าวมีข้อความเช่นเดียวกับบันทึกข้อตกลงในการโอนลิขสิทธิ์เพลงพิพาท คำเบิกความของโจทก์จึงมีข้อพิรุธน่าสงสัย ทำให้ข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ อนึ่ง ที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในช่องผู้รับอนุญาตเป็นลายมือชื่อของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้เห็นข้อความนั้นเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์เคยมาขออนุญาตเพื่อใช้เพลงพิพาท อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักน้อย และน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ตกลงโอนลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทไปแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาทอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2522 และบันทึกข้อตกลงฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2537 รวมทั้งเพลงพิพาทตามรายชื่อแนบท้ายสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงตกเป็นโมฆะหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...โจทก์กล่าวอ้างถึงสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงซึ่งมีรายชื่อเพลงพิพาทแนบท้ายโดยไม่ได้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวแต่กล่าวอ้างถึงบันทึกข้อตกลง อย่างไรก็ตามเมื่อฝ่ายจำเลยนำสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงมาถามค้าน โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้ง จึงฟังได้ในเบื้องต้นว่า สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นมีข้อความตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อความแสดงอยู่ว่าเป็นข้อตกลงในการโอนลิขสิทธิ์เพลงพิพาทโจทก์ทราบข้อความในเอกสารดีแล้วจึงตกลงทำสัญญาด้วยการลงชื่อในเอกสารดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในทำนองว่าโจทก์ถูกฉ้อฉลหลอกลวงและเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจึงมีน้ำหนักน้อยโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่าโจทก์ประพันธ์และร้องเพลงให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเสกสรรเทป-แผ่นเพลงประมาณ 60 เพลง ห้างดังกล่าวเป็นผู้ลงทุนรวมทั้งจัดหานักดนตรี ห้องอัดเสียงและจัดจำหน่ายแผ่นเสียง โจทก์ทำหน้าที่เป็นนักร้องและดูแลให้การผลิตเพลงออกมาถูกต้องตามที่โจทก์ประพันธ์ หลังจากที่วางจำหน่ายและโฆษณาประชาสัมพันธ์เพลงเป็นที่นิยมแล้ว จะมีบุคคลว่าจ้างโจทก์ไปร้องเพลง ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบถึงการดำเนินธุรกิจของห้างดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนที่มีการนำเพลงของโจทก์ไปใช้ประโยชน์มาตลอด สำหรับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้ไปขึ้นทะเบียนรับทราบข้อมูลลิขสิทธิ์เพลงไว้เพื่อเป็นการป้องกันลิขสิทธิ์ของโจทก์ การที่โจทก์ไปขึ้นทะเบียนดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังเป็นหลักฐานได้ว่า ลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทเป็นของโจทก์ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงกลับปรากฏต่อไปว่าหลังจากนั้นได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงขึ้นซึ่งมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์ยอมรับในการโอนลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทดังกล่าวแม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แต่ในประเด็นนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า โจทก์ไม่เคยเห็นและไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.3 ทั้งๆ ที่เอกสารหมาย ล.3 มีข้อความเช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ.5 คำเบิกความของโจทก์จึงมีข้อพิรุธน่าสงสัยทำให้ข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ อนึ่ง ที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในช่องผู้รับอนุญาตเป็นลายมือชื่อของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้เห็นข้อความนั้น เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์เคยมาขออนุญาตเพื่อใช้เพลงพิพาท อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักน้อย และน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ตกลงโอนลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทไปแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงพิพาทอีก ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดร ศิริสวัสดิ์ หรือนายคัมภีร์ แสงทอง
จำเลย — นายปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112/2552
#495452
เปิดฉบับเต็ม

การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามเช็ค ก็หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 11,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับนั้น เห็นว่า การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามเช็คก็หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ปัญญาวรคุณชัย
จำเลย — นายสมชาย ลิ้มศิริรัตนกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายภากร กลับทราพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ยอดปัญญา
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112/2552
#501840
เปิดฉบับเต็ม

การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามเช็คก็มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2539 โจทก์ จำเลย นายไพรัช และผู้มีชื่ออีก 16 คน ร่วมกันเล่นแชร์ มีนายไพรัชเป็นนายวงแชร์โดยจำเลยที่ 1 เล่นแชร์ 1 หุ้น แชร์ดังกล่าวเป็นแชร์ 1,000,000 บาท ประมูลแชร์ 300,000 บาท ประมูลแชร์ทุกวันที่ 26 ของทุกเดือน ในครั้งแรกนายวงแชร์จะเก็บเงินจากผู้เล่นแชร์ทุกหุ้นในราคาพิเศษหุ้นละ 1,000,000 บาท เป็นของนายวงแชร์โดยไม่ต้องมีการประมูล และครั้งต่อไปทุกวันที่ 26 ของเดือน นายวงแชร์จะจัดให้ผู้ร่วมเล่นแชร์ประมูลแชร์กัน ผู้เล่นแชร์หุ้นใดประมูลมากกว่าจะเป็นผู้ประมูลแชร์ได้ในครั้งนั้นโดยเริ่มประมูลแชร์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2549 และนายวงแชร์มีหน้าที่รวบรวมเช็คจากผู้เล่นแชร์นำมามอบให้ผู้ที่ประมูลแชร์ได้ ผู้เล่นแชร์ทุกหุ้นมีหน้าที่ส่งเงินตามจำนวนหุ้น สำหรับผู้ที่ประมูลแชร์ได้แล้วไม่มีสิทธิประมูลแชร์ในครั้งต่อไป และต้องนำส่งเงินตามจำนวนหุ้นให้แก่นายวงแชร์เพื่อนำไปมอบให้ผู้ประมูลแชร์ได้ในครั้งต่อไปจนกว่าจะครบจำนวนหุ้นแชร์ที่เล่นกันทั้งหมด ผู้ที่ประมูลแชร์จะได้รับเงินตามจำนวนหุ้นแชร์หักออกด้วยเงินที่ประมูลแชร์ได้ จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 5 โจทก์และผู้เล่นแชร์คนอื่นได้มอบเช็คไม่ลงวันที่ให้จำเลยที่ 1 โดยผ่านนายวงแชร์ ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ แชร์ดังกล่าวได้เล่นกันมาจนถึงมือสุดท้ายโดยโจทก์ไม่เคยประมูลแชร์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าแชร์ในงวดสุดท้ายโดยโจทก์นำเช็คของผู้เล่นแชร์ซึ่งรวมทั้งเช็คของจำเลยที่ 1 นำมาลงวันที่ไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าเช็คของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเรียกเก็บได้ ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 โดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวรจักร เลขที่ 4754599 ไม่ลงวันที่ จำนวนเงิน 300,000 บาท ให้โจทก์ โจทก์นำเช็คดังกล่าวมาลงวันที่และนำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากบริษัทไพศาลค้าวัสดุก่อสร้าง (กรุงเทพฯ) จำกัด โดยนายไพรัช กรรมการผู้มีอำนาจเป็นายวงแชร์หรือเป็นผู้จัดให้มีการเล่นแชร์อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 5 และมาตรา 8 โจทก์บรรยายฟ้องว่า แชร์ดังกล่าวมีผู้เล่น 19 หุ้น เป็นแชร์ 1,000,000 บาท ประมูลแชร์ 300,000 บาท จึงเป็นวงแชร์ที่มีเงินทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดเท่ากับ 6,400,000 บาท (1,000,000 + 300,000 X 18) = 6,400,000) ขัดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2534 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กำหนดทุนกองกลางที่ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท วงแชร์ตามฟ้องจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อวงแชร์ตามฟ้องตั้งขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 7 บัญญัติให้โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกวงแชร์ต้องไปฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่นายวงแชร์ผู้จัดให้มีการเล่นแชร์โดยฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว มิใช่มาเรียกร้องจำเลยทั้งสอง และนายวงแชร์ก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าแชร์แก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามกฎหมายและประเพณีการเล่นแชร์โดยทั่วไป การที่เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระค่าแชร์แก่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บได้ และโจทก์ยอมรับเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายให้เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่ามีหนี้เกิดขึ้นตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่าย อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 มีผลให้หนี้ค่าแชร์ซึ่งเป็นหนี้เดิมระงับไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมูลหนี้ค่าแชร์มาฟ้องจำเลยทั้งสอง คงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คได้เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 11,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกวงแชร์ มีนายไพรัช เป็นนายวงแชร์และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่า 300,000 บาท และมีการประมูลแชร์กันตลอดมา จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 5 และได้รับเงินไปแล้ว ส่วนโจทก์ได้เงินทุนกองกลางในงวดสุดท้ายโดยไม่ต้องประมูล และจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 300,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.3 ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ ต่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวรจักร ไม่ลงวันที่สั่งจ่าย จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คดังกล่าวมาลงวันที่และนำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกา การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับนั้น เห็นว่า การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามเช็ค เอกสารหมาย จ.5 ก็ตาม ก็หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ปัญญาวรคุณชัย
จำเลย — นายสมชาย ลิ้มศิริรัตนกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112/2552
#502980
เปิดฉบับเต็ม

การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อเป็นประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ก็ตามก็หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 11,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกวงแชร์ มีนายไพรัช เป็นนายวงแชร์และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมากกว่า 300,000 บาท และมีการประมูลแชร์กันตลอดมา จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 5 และได้รับเงินไปแล้ว ส่วนโจทก์ได้เงินทุนกองกลางในงวดสุดท้าย โดยไม่ต้องประมูล และจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวรจักรไม่ลงวันที่สั่งจ่าย จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์นำเช็คดังกล่าวมาลงวันที่และนำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่ระงับนั้น เห็นว่า การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ปัญญาวรคุณชัย
จำเลย — นายสมชาย ลิ้มศิริรัตนกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5091/2552
#505290
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองที่พิพาทของจำเลยเพื่อบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องและให้จำเลยมีชื่อในทะเบียนที่ดินแทน และผู้ร้องฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินคืนผู้ร้อง ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อรอฟังผลคดีที่ผู้ร้องฟ้องจำเลย ซึ่งคู่ความไม่ได้โต้แย้งคำสั่ง คำสั่งของศาลย่อมเป็นที่สุด ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติม เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขออ้างว่าโจทก์ขอยึดพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์เพียงว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทต่อไปเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ทั้งเป็นการผิดขั้นตอนของการวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เนื่องจากคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องยังมิได้ผ่านการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีจากศาลชั้นต้นแต่อย่างใด

ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นบังคับชำระหนี้ คำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีโดยมีลำดับก่อนหลังไว้ชัดแจ้งโดยต้องบังคับจำนองก่อน เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ย่อมไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นการบังคับคดีเกินกว่าข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

การร้องขอให้บังคับคดีต้องกระทำภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

เมื่อการบังคับทรัพย์จำนองไม่อาจกระทำได้เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์จนศาลมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ไว้ก่อน ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยภายในกำหนดของจำเลยภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ดังนั้น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังการยึดทรัพย์จำนองเกิน 10 ปี แล้วขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ และโจทก์ขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะยื่นคำขอหรือไม่ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำยึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นที่ดินพิพาทรวม 14 แปลง ขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง จำเลยทั้งสองมีชื่อในทะเบียนที่ดินแทนผู้ร้องและผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 ให้โอนที่ดินพิพาทคืนแก่ผู้ร้องแล้วคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ให้การและยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หรือหมายเลขแดงที่ 8529/2544 แล้วต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีร้องขัดทรัพย์ออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีแพ่งหลายเลขดำที่ 13856/2533 หรือหมายเลขแดงที่ 8529/2544 แล้วต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีร้องขัดทรัพย์ออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาถึงที่สุดของคดีแพ่งดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดขายทอดตลาดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองเพื่อรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์เป็นเหตุให้โจทก์ต้องรอการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองไปในตัวเพราะขณะนั้นที่ดินพิพาทมีราคาเพียงพอแก่การชำระหนี้ แต่ต่อมาหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนดอกเบี้ยได้เพิ่มขึ้นทำให้ที่ดินพิพาทไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเท่ากับว่าศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้โจทก์ทำการบังคับคดีต่อไปได้ โจทก์จึงไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าโจทก์ขอยึดทรัพย์พ้นกำหนดระยเวลา 10 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งดังกล่าวเป็นการประวิงการบังคับคดีทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเป็นช่องทางช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้โจทก์บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไป

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะต้องยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดก่อนหากได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงจะยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองทั้งปัจจุบันราคาทรัพย์จำนองก็สูงกว่าราคาที่โจทก์ประเมินหลายเท่า หลังจากมีการยึดทรัพย์จำนองแล้วจำเลยทั้งสองได้ขายที่ดินชำระหนี้ให้แก่โจทก์กว่า 100,000,000 บาท จึงเหลือหนี้ไม่มาก และโจทก์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้อีกเพราะเกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี ตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์จำนองนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวิจิฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หรือหมายเลขแดงที่ 8529/2554 ที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกให้คืนที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นขึ้นวินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองที่โจทก์นำยึดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมามีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หรือหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยที่ 1 กับพวกเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีร้องขัดทรัพย์ออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาถึงที่สุดของคดีดังกล่าวโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์นั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามย่อมเป็นอันยุติ เมื่อปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์มีเพียงว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาเรื่องการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หรือหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ขึ้นวินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ทั้งเป็นการผิดขั้นตอนของการวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เนื่องจากคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องยังมิได้ผ่านการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีจากศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปวินิจฉัยคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง ข้อที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อพิเคราะห์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็น 3 งวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากขายได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบแล้ว เห็นได้ว่าคำพิพากษาได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีโดยมีลำดับก่อนหลังไว้ชัดแจ้ง กล่าวคือ ต้องบังคับจำนองโดยนำทรัพย์จำนองขายทอดตลาดก่อน เมื่อได้เงินมาไม่พอชำระหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองต่อไปได้ ดังนั้น แม้การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์เข้ามาในคดีจะมีผลทำให้ต้องงดขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เพื่อฟังผลคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ซึ่งกระทบถึงหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมโดยทำให้หนี้ในส่วนดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นจนเป็นเหตุให้ราคาทรัพย์จำนองไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ย่อมไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมได้เพราะจะเป็นการบังคับคดีเกินกว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดไปจากคำพิพากษาตามยอม ส่วนปัญหาที่โจทก์แก้ฎีกาเกี่ยวกับการใช้สิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมภายหลังจากยึดทรัพย์จำนองเกิน 10 ปีแล้วนั้น เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเนระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอ แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งก่อนสิ้นระยะเวลานั้นเว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 คดีนี้เหตุที่โจทก์ไม่อาจยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้ทันทีเนื่องจากมีขั้นตอนการบังคับคดีตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา กล่าวคือ ต้องมีการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอจึงจะมีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไปได้ และการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โจทก์ก็ไม่อาจทำได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ทรัพย์จำนองและศาลชั้นต้นีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ไว้เพื่อฟังผลคดีที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยที่ 1 กับพวกเกี่ยวกับทรัพย์จำนองเป็นอีกคดีหนึ่งซึ่งมีผลทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ดังนั้นหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองภายหลังจากยึดทรัพย์จำนองเกิน 10 ปี แล้วขายได้เงินไม่พอชำระหนี้ และโจทก์ขอบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษา ศาลย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์โดยโจทก์จะยื่นคำขอหรือไม่ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 170 วรรคหนึ่ง ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
นายเจียม คัณธามานนท์
โดยนายพิชัย คัณธามานนท์
ผู้ร้อง — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นายสุมิตร คัณธามานนท์ โดย
จำเลย — นายวิวัฒน์ คัณธามานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2552
#501904
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินอันเป็นคดีประธานศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี คดีถึงที่สุดไปแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้อายัดเงินที่ผู้คัดค้านถึงกำหนดชำระแก่จำเลยไว้ชั่วคราว จึงยังมีผลต่อไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) เท่านั้น เมื่อโจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์แล้ว โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งการบังคับคดีดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาว่าผู้คัดค้านมีหนี้หรือเงินอันใดที่ต้องชำระให้แก่จำเลยตามหมายอายัดชั่วคราวหรือไม่ ถึงแม้จะพิจารณาต่อไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามเช็ค 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,376,946 บาท และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงิน 1,260,000 บาท ของบริษัทแอฟริกา - ดรีมมิ่ง จำกัด ผู้คัดค้านซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยไว้ชั่วคราว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารเป็นเงิน 9,000,000 บาท และผู้คัดค้านได้ชำระเงินค่าก่อสร้างงวดสุดท้ายไปแล้วก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลย จึงไม่มีหนี้ค่าก่อสร้างที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยอีก ดังนั้น ผู้คัดค้านไม่สามารถส่งเงินที่โจทก์ขออายัดมายังศาลได้ ขอให้เพิกถอนหมายอายัด

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัด ยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีได้ความว่า คดีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินอันเป็นคดีประธาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี คดีถึงที่สุดไปแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้อายัดเงินที่ผู้คัดค้านถึงกำหนดชำระแก่จำเลยไว้ชั่วคราว จึงยังมีผลต่อไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) เท่านั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ว่า โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์แล้ว โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งการบังคับคดีดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาว่าผู้คัดค้านมีหนี้หรือเงินอันใดที่ต้องชำระให้แก่จำเลยตามหมายอายัดชั่วคราวหรือไม่ ถึงแม้จะพิจารณาต่อไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย"

จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอริยพาณิชย์
ผู้คัดค้าน — บริษัทแอฟริกา-ดรีมมิ่ง จำกัด
จำเลย — นายวิโรจน์ นทีธร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5070/2552
#502384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด จำเลยยึดถือและครอบครองโฉนดที่ดินของโจทก์และปิดประกาศขายทอดตลาดโดยเจตนาทุจริต ฉ้อฉล ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ โดยโจทก์มิได้ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบด้วย มาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1432 และ 1433 ตำบลบางพลัด อำเภอบางพลัด กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว เดิมบริษัท วี.จี.ไอ. โกบอล มีเดีย จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยฐานละเมิด ขับไล่ และเรียกค่าเสียหายรวม 2 คดี คือ คดีหมายเลขดำที่ 5796/2545 และคดีหมายเลขดำที่ 5797/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยได้ทำการยึดและครอบครองโฉนดที่ดินทั้ง 2 โฉนด ของโจทก์ดังกล่าว และประกาศขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเป็นการยึดในคดีหมายเลขดำที่ 5797/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 2605/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาทุจริต ฉ้อฉลกระทำต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงต้องอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ขอศาลได้โปรดบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่1432 และ 1433 ตำบลบางพลัด อำเภอบางพลัด กรุงเทพมหานคร คืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ขอให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์ด้วย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์เพียงขอให้จำเลยส่งมอบเอกสารโฉนดที่ดินคืนจากจำเลย ผลของคดีไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นเปลี่ยนแปลงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลนี้ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาล

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า ศาลชั้นต้น (ศาลแขวงตลิ่งชัน) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1432 และโฉนดเลขที่ 1433 ตำบลบางพลัด อำเภอบางพลัด กรุงเทพมหานคร จำเลยยึดถือและครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์และปิดประกาศขายทอดตลาด โดยเจตนาทุจริต ฉ้อฉล ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยโจทก์มิได้ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบด้วยมาตรา 25 (4) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย เจริญพรพงศ์
จำเลย — กรมบังคับคดี
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
ประทีป ปิติสันต์
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2552
#502995
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 มิใช่ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ประกอบการขนส่ง การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัย และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ประกอบการขนส่งจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

ค่าขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม นั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะดังกล่าว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุประมาณ 58 ปี และ 34 ปี ตามลำดับแล้ว เห็นว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 15 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 300,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 ขณะเกิดเหตุละเมิดมีอายุประมาณ 78 ปี นับว่ามีอายุมากแล้วเมื่อเทียบกับอายุขัยของคนทั่วไป ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเงินถึง 300,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนค่อนข้างสูง จึงเห็นสมควรลดลงบางส่วนโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท

ฝ่ายโจทก์อ้างว่าในการจัดงานศพและพิธีหลังฝังศพเป็นไปตามประเพณีของศาสนาอิสลาม โดยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนทางพิธีกรรมและภาพถ่ายมาสนับสนุน เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายพบว่ามีคนมาร่วมงานค่อนข้างมาก ซึ่งย่อมจะต้องเสียค่าใช้จ่ายพอสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้เป็นจำนวน 100,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว

โจทก์ที่ 3 ซื้อรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับมาในราคา 410,000 บาท และได้ใช้งานก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ปี การที่ขายรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับได้เพียง 325,000 บาท จึงน่าจะมีสาเหตุมาจากความเสื่อมเพราะการใช้รถด้วย มิใช่เพราะจากการถูกเฉี่ยวชนเพียงอย่างเดียว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 40,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะที่นายศุภสิทธิ์ขับรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน อท 4729 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนเชื่อมสัมพันธ์ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 8 ฌ - 1956 กรุงเทพมหานคร แล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนไม่สามารถบังคับรถยนต์ให้แล่นในช่องทางของตนได้ รถยนต์ตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับเสียหลักแล่นเข้าไปขวางในช่องเดินรถของนายศุภสิทธิ์ในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถยนต์ตู้คันที่นายศุภสิทธิ์ขับชนกับรถยนต์ตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับอย่างแรง ทำให้รถทั้งสองคันเสียหาย และนายศุภสิทธิ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดามารดา จำนวน 1,200,000 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาจำนวน 1,200,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นจำนวน 390,500 บาท ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับจำนวน 100,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวน 120,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 3,010,500 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำไปในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,010,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่ารถยนต์ตู้คันหมายเลขทะเบียน 8 ฌ - 1956 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นเพียงผู้ให้เช่า จึงไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 100,000 บาท และร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 300,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 280,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56 นั้นเป็นการชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะนายจ้าง มิใช่ให้รับผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถยนต์ตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับตามความหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 มิใช่ฟ้องให้รับผิดในฐานะผู้ประกอบการขนส่งการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัย และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ประกอบการขนส่งจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างหรือไม่ ปัญหานี้แม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยมาก็ตาม แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาก่อน และเห็นว่าโจทก์ทั้งสามนำสืบถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยมีตัวโจทก์ที่ 2 เบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 ได้รับแจ้งจากคนขับรถยนต์ตู้สายเดียวกับจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุมาประมาณ 3 วัน ทั้งเบิกความว่า หลังเกิดเหตุ โจทก์ที่ 2 กับมารดาจำเลยที่ 1 ได้ไปพบจำเลยที่ 1 ที่เรือนจำและได้นำสำเนาสัญญาเช่ารถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ดู จำเลยที่ 1 รับว่าได้ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่า ส่วนข้อความต่าง ๆ มีการเติมในภายหลัง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายจำปาที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุเป็นประจำ เพียงแต่รับจ้างข้บในกรณีคนขับขาดแคลน พยานไม่เคยทำสัญญาเช่ารถยนต์ตู้ และจากการสอบถามบุคคลอื่นก็ไม่มีผู้ใดทำสัญญาเช่ารถยนต์ตู้เช่นเดียวกัน ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 นำสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.1 มาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อที่สถานีตำรวจนครบาลลำผักชีหลังจากเกิดเหตุแล้วโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบข้อความในสัญญาดังกล่าว และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะขับรถยนต์ตู้ของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 รับจ้างขับรถทั่วไป หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกแก่จำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ไม่เคยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ซึ่งคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ เมื่อพิจารณาสัญญาเช่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 2 อ้างส่งต่อศาลก็พบว่าเกือบทุกฉบับเขียนด้วยลายมือ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ทำธุรกิจให้เช่ารถยนต์ตู้จริง ก็น่าจะดำเนินการจัดทำแบบพิมพ์หนังสือสัญญาเช่าให้เป็นกิจจะลักษณะ ไม่น่าจะเขียนขึ้นใหม่เป็นคราวๆ ไปให้เสียเวลา และหากเป็นเรื่องของการให้เช่ารถก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องเป็นผู้นำเงินค่าวินไปจ่ายให้เจ้าของวินรถยนต์ตู้เอง ทั้งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เองที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 จะต้องขับรถในเส้นทางที่กำหนดไว้ จะนำไปแล่นรับส่งผู้โดยสารที่อื่นไม่ได้ เว้นแต่มีบางครั้งที่มีผู้เช่าไปต่างจังหวัดและจำเลยที่ 2 เห็นว่าไม่ไกลก็จะขอคิดค่าเช่าอีก 1,000 บาท จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการจำเลยที่ 1 ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงไม่น่าจะเป็นเพียงผู้เช่าและผู้ให้เช่าตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้าง พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แล้วขับรถคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นประการต่อไปมีว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เหมาะสมแล้วหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 2 ฎีกาในทำนองว่าขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ช่วยเหลือจุนเจือโจทก์ทั้งสามหรือจุนเจือก็เพียงเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพผู้ตายก็เกินกว่าความจำเป็นตามประเพณีทางศาสนาอิสลาม ส่วนค่าเสื่อมราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถก็สูงเกินไปเช่นกัน เห็นว่า ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามหรือไม่ และเมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุประมาณ 58 ปี และ 34 ปี ตามลำดับแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีโอกาสได้รับการอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 15 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 300,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท ถือว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 นั้นได้ความว่าขณะเกิดเหตุละเมิดมีอายุประมาณ 78 ปี นับว่ามีอายุมากแล้วเมื่อเทียบกับอายุขัยของคนทั่วไป ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเงินถึง 300,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนค่อนข้างสูง จึงเห็นสมควรลดลงบางส่วนโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ในส่วนค่าปลงศพนั้น เห็นว่า ฝ่ายโจทก์นำสืบโดยอ้างว่า การจัดงานศพและพิธีหลังฝังศพเป็นไปตามประเพณีของศาสนาอิสลาม โดยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนทางพิธีกรรมและภาพถ่ายมาสนับสนุน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายดังกล่าวพบว่า มีคนมาร่วมงานค่อนข้างมาก ซึ่งย่อมจะต้องเสียค่าใช้จ่ายพอสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นให้เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 3 ซื้อรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับมาในราคา 410,000 บาท และได้ใช้งานก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ปี การที่ขายรถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับได้เพียง 325,000 บาท จึงน่าจะมีสาเหตุมาจากความเสื่อมเพราะการใช้รถด้วย มิใช่เพราะจากการถูกเฉี่ยวชนเพียงอย่างเดียว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 40,000 บาท สำหรับค่าขาดประโยชน์นั้น เห็นว่า แม้รถยนต์ตู้คันที่ผู้ตายขับได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่น่าใช้เวลาซ่อมถึง 5 เดือน ทั้งโจทก์ที่ 3 ก็ไม่มีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ที่ 3 ต้องใช้เวลาในการซ่อมรถถึงเพียงนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เป็นเงินจำนวน 80,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อกรณีเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 100,000 บาท แล้วร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 300,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท กับให้ร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาและค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคหนึ่ง ม. 443 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมัย ทวีมา กับพวก
จำเลย — นายสมนึก หวังบริสุทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5041/2552
#502386
เปิดฉบับเต็ม

มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 อ่านค่าการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 คลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริงเพราะจุดต่อสายของหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงหลวม เป็นเหตุให้มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 หมุนช้ากว่าปกติดทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบจุดบกพร่องจึงทำการแก้ไขแล้วเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

เหตุที่นอตหลวมเกิดจากการที่พนักงานของโจทก์ขันนอตไม่แน่น เป็นเหตุให้มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เดินคลาดเคลื่อนช้ากว่าปกติ ทำให้อ่านค่าการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 น้อยกว่าที่ใช้ไปจริง โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่โจทก์ตามที่ใช้ไปจริง จำเลยที่ 1 จึงยังต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าที่ขาดบกพร่องตามที่ใช้ไปจริงให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการการผลิตแป้งมันสำปะหลังโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการผลิตแป้งมันสำปะหลังโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ในวงเงิน 2,305,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์ตรวจสอบพบว่ามาตรวัดไฟฟ้า (มิเตอร์) ของจำเลยที่ 1 อ่านค่าคลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริงเนื่องจากชุดต่อสายของหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงหลวม ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าหมุนช้าลงกว่าปกติอ่านค่าได้น้อยกว่าความเป็นจริง โจทก์ได้ตรวจสอบสถิติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 แล้วพบว่ามาตรวัดไฟฟ้าอ่านค่าคลาดเคลื่อนน้อยลงกว่าปกติตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์จึงทำการปรับปรุงค่าไฟฟ้าในช่วงดังกล่าว คิดเป็นเงินที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 7,705,882.85 บาท และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อต้องรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกเป็นเงิน 539,411.80 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าปรับปรุงภายในวันที่ 18 มกราคม 2544 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระถือว่าผิดนัด จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องได้จำนวน 2,013,161.88 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิด 10,258,456.53 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่ทำการปรับปรุงแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 10,258,456.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,705,882.85 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมชำระเงินค่าไฟฟ้าปรับปรุงจำนวน 2,305,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,305,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า มาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะความบกพร่องของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด และในการคำนวณหามาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนโจทก์คำนวณไม่ถูกต้องไม่สามารถหาความคลาดเคลื่อนที่ถูกต้องแท้จริงได้ ทั้งวิธีการคำนวณดังกล่าวเป็นวิธีการของโจทก์ฝ่ายเดียวไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากจำเลยที่ 1 และไม่ได้มีค่าความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดไฟฟ้าตามที่โจทก์อ้างจริง เพราะในเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนเมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยลง เนื่องจากมีการหยุดปรับปรุงกิจการจึงมีการผลิตน้อยลงกว่าปกติในช่วงดังกล่าว ค่ากระแสไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 จึงไม่ถึงจำนวน 7,705,882.85 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะการคำนวณค่าไฟฟ้าที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระมีจำนวนไม่แน่นอนและจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับการคำนวณค่าไฟฟ้าของโจทก์ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ตรวจสอบพบความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดไฟฟ้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้นับแต่วันที่ตรวจพบ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงต้องเรียกค่าไฟฟ้าภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 เกินกำหนด 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ในวงเงินเพียง 2,305,000 บาท ข้อพิพาทคดีนี้เกิดจากจุดต่อไฟฟ้าและมาตรวัดไฟฟ้าขัดข้องหมุนคลาดเคลื่อนกว่าความเป็นจริงจึงเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปปรับปรุงดัดแปลงแก้ไขจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิด โจทก์วางระเบียบการปรับปรุงค่าไฟฟ้าคลาดเคลื่อนโดยคิดจากสถิติย้อนหลังที่เคยใช้ในเดือนก่อน แต่ในการปรับปรุงรายจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ปรับปรุงค่าไฟฟ้าสูงเกินจริงตามอำเภอใจโดยไม่ได้อิงหลักวิชาการและระเบียบของโจทก์ ทำให้ยอดเงินสูงเกินจริง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดเพราะไม่ใช่หนี้ส่วนที่ค้ำประกัน โจทก์ประกอบธุรกิจการค้ากระแสไฟฟ้ากรณีอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่จะต้องเรียกค่าไฟฟ้าที่เป็นสินค้าจากจำเลยที่ 1 ภายใน 2 ปี นับแต่วันทราบเหตุ โจทก์ทราบเหตุนับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2543 แต่ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 เกินกว่า 2 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,111,125.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงินจำนวน 2,305,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า เป็นกิจการสาธารณูปโภค เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโจทก์เพื่อใช้ในกิจการผลิตแป้งมันสำปะหลัง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,305,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2543 พนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่า มาตรวัดไฟฟ้า (มิเตอร์) ของจำเลยที่ 1 อ่านค่าการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากจุดต่อสายของหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงหลวม ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าหมุนช้ากว่าปกติ ตามบันทึกการตรวจสอบมิเตอร์เอกสารหมาย จ.7 โจทก์จึงแก้ไขปรับปรุงค่าไฟฟ้าย้อนหลังในส่วนที่ขาดหายไปตามหลักเกณฑ์กรณีมาตรวัดไฟฟ้าผิดปกติของโจทก์ที่ใช้บังคับทั่วไปตามเอกสารหมาย จ.11 โดยหาความแตกต่างของหน่วยระยะการใช้ไฟฟ้าจากมาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนกับระยะการใช้ไฟฟ้าจากมาตรวัดไฟฟ้าที่อ่านถูกต้อง แล้วคิดเปอร์เซ็นต์แตกต่างได้ร้อยละ 81.21 ซึ่งหมายความว่า มาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนอย่างค่าถูกต้องได้เพียงร้อยละ 18.79 จึงนำเปอร์เซ็นต์ของมาตรวัดไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนไปปรับปรุงหน่วยและกิโลวัตต์ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2542 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2543 ให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะได้จำนวนเงินที่ถูกต้อง หักลบกับจำนวนเงินที่เรียกเก็บแล้ว จึงเหลือเงินที่จะต้องเรียกเก็บเพิ่มอีกจำนวน 7,705,882.85 บาท รวมกับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7 เป็นเงิน 539,411.80 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,245,294.65 บาท ตามสถิติการใช้ไฟฟ้าเปรียบเทียบของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.8 และรายการปรับปรุงค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.12 แผ่นที่ 3

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิตและจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค ถือเป็นผู้ประกอบการค้าตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวและแม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ จะถือเป็นหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าอันเป็นกิจการที่ใช้ผลิตและจำหน่ายก็ตาม แต่หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าคดีนี้ไม่ใช่หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่โจทก์ได้เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 ตามปกติแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระให้แต่อย่างใด หากแต่เป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไป อันเนื่องมาจากมาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 อ่านค่าการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 คลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริงเพราะจุดต่อสายของหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงหลวม ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 หมุนช้ากว่าปกติ ทำให้โจทก์เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปน้อยกว่าความเป็นจริง เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบจุดบกพร่องจึงทำการแก้ไข แล้วเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดเพราะเหตุมาตรวัดไฟฟ้าคำนวณค่าใช้ไฟฟ้าขาดตกบกพร่องไป เมื่อคำนวณใหม่ให้ถูกต้องแล้วเรียกค่าใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมส่วนที่ขาด อายุความส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาบังคับใช้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ตรวจพบจุดบกพร่องและทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 นับแต่นั้น เมื่อนับถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายเดชา ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสระแก้วว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการผลิตแป้งมันสำปะหลัง การใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากันและจะแบ่งเป็นฤดูกาลผลิตและนอกฤดูกาลผลิต ในฤดูการผลิตจะใช้ไฟฟ้ามาก ส่วนนอกฤดูการผลิตก็จะใช้ไฟฟ้าน้อย ดังนั้น หลักเกณฑ์การปรับปรุงค่าไฟฟ้ากรณีมาตรวัดไฟฟ้าผิดปกติจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ ข้อ 1.5.3 ของเอกสารหมาย จ.11 ที่กำหนดให้พิจารณาปรับปรุงโดยเปรียบเทียบกับสถิติการใช้ไฟฟ้าของปีก่อนหน้านั้น ในฤดูการผลิตหรือนอกฤดูกาลผลิตในระยะเดียวกัน ตามสถิติการใช้ไฟฟ้าเปรียบเทียบของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.8 และได้ส่งสถิติการใช้ไฟฟ้าเปรียบเทียบของจำเลยที่ 1 ไปให้กองเศรษฐกิจพลังไฟฟ้าสำนักงานใหญ่ ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบ พบว่าสาเหตุผิดปกติดังกล่าวน่าจะเริ่มต้นจากเดือนสิงหาคม 2542 เป็นต้นไป จนกระทั่งตรวจพบจุดบกพร่องเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 อ่านค่าน้อยลงกว่าปกติทั้งๆ ที่เป็นช่วงฤดูกาลผลิตแป้งมันสำปะหลัง หลังจากตรวจพบจุดบกพร่องและทำการแก้ไขแล้วในช่วงเดือนเดียวกันในปี 2543 นับแต่เดือนสิงหาคม 2543 เป็นต้นไปสถิติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ก็มีค่าสูงมากกว่าปี 2542 ในเดือนเดียวกันและเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนสิงหาคมก่อนปี 2542 สถิติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ก็สูงเช่นกัน และนอกจากนี้ยังได้ความว่าในช่วงเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ขออนุญาตขยายโรงงานตามเอกสารหมาย จ.10 และได้ขอเพิ่มขนาดหม้อแปลงกระแสไฟฟ้า ซี.ที. จากขนาด 10/5 แอมป์ เป็น 100/5 แอมป์ เพื่อขยายการผลิตสินค้าตามเอกสารใบติดตั้งและถอนคืนมิเตอร์ เอกสารหมาย จ.9 จึงมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ขยายโรงงานเพื่อเพิ่มผลผลิตในฤดูกาลผลิตจึงน่าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการผลิตมากขึ้นกว่าเดิม แต่กลับปรากฏว่า มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 แสดงค่าการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเดิมจึงเป็นเรื่องผิดปกติ โดยจำเลยที่ 1 มีเพียงนายบัณฑูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมาเบิกความเพียงผู้เดียวว่า ช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ทำการผลิตน้อยเนื่องจากขาดวัตถุดิบ ประกอบกับอยู่ระหว่างหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหลักฐานมาแสดงว่าช่วงเวลานั้นจำเลยที่ 1 รับซื้อวัตถุดิบจากชาวไร่น้อยกว่าปกติ หรือมีหลักฐานการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและระยะเวลาที่ใช้ในการหยุดซ่อมเครื่องจักรยานเพียงใด มาแสดงยืนยันต่อศาลประกอบคำเบิกความของนายบัณฑูรณ์แต่อย่างใด จึงเป็นคำเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคนคลายนอตจุดต่อสายดังกล่าวให้หลวม เหตุที่นอตดังกล่าวหลวมอาจเกิดจากพนักงานของโจทก์ที่มาติดตั้งเปลี่ยนหม้อแปลงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ขันนอตไม่แน่น จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังไม่ได้ว่าใครเป็นคนคลายนอตจุดต่อสายหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงดังกล่าวให้หลวมก็ตามแต่จุดบกพร่องดังกล่าวตามแผนผังเอกสารหมาย จ.20 นายบัณฑูรย์ก็เบิกความรับว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีประตูเข้า-ออกและมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าจึงยากที่บุคคลภายนอกจะเข้าไปทำการคลายนอตดังกล่าวแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าพนักงานของโจทก์ที่ไปติดตั้งหม้อแปลงใหม่ให้แก่จำเลยที่ 1 ขันนอตไม่แน่น ตามที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งก็เป็นได้แต่อย่างใดก็ตาม แม้เหตุที่นอตดังกล่าวหลวมเกิดจากการที่พนักงานของโจทก์ขันนอตไม่แน่น ทำให้มาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เดินคลาดเคลื่อนช้ากว่าปกติ ทำให้อ่านค่าการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 น้อยกว่าที่ใช้ไปจริง โดยที่จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ไปใช้แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ชำระหนี้ค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์ตามที่ใช้ไปจริง จำเลยที่ 1 จึงยังต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าที่ขาดบกพร่องตามที่ใช้ไปจริงให้แก่โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าย้อนหลังได้เพียงใดนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.4 ข้อ 6 เรื่องการปรับปรุงค่าไฟฟ้า ระบุในข้อ 6.1.1 ว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามาตรวัดไฟฟ้าคลาดเคลื่อนมาตั้งแต่วันเวลาใดก็ให้ปรับปรุงย้อนหลังถึงวันเวลานั้น และในข้อ 6.1.2 หากไม่สามรถกำหนดวันเวลาที่มาตรวัดไฟฟ้าคลาดเคลื่อนได้แน่นอน ก็ให้ย้อนหลังไป 6 เดือน นั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ทราบว่ามาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 คลาดเคลื่อนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนเมษายน 2543 ก็โดยวิธีเปรียบเทียบสถิติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ในปีก่อนและหลังช่วงระยะเวลาเดียวกันตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ แล้วคิดคำนวณย้อนหลังเรียกค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 ถึงเดือนสิงหาคม 2542 นั้น เป็นเพียงการคาดคะเนเปรียบเทียบตามหลักเกณฑ์ของโจทก์เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วยว่าโจทก์คิดย้อนหลังถูกต้องหรือไม่ กรณีจึงยังไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่ามาตรวัดไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 เดินคลาดเคลื่อนตั้งแต่วันเวลาใดแน่ ฉะนั้นโจทก์จะถือหลักเกณฑ์ตามสัญญาซื้อขาย ข้อ 6.1.1 คิดค่าปรับปรุงย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2542 จึงไม่ชอบ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์คิดปรับปรุงย้อนหลังไปเพียง 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ตรวจพบข้อบกพร่องในวันที่ 10 เมษายน 2543 ลงมาตามหลักเกณฑ์ ข้อ 6.1.2 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความว่า เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าแก่โจทก์ในวงเงิน 2,305,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องในวงเงินที่ค้ำประกันแก่โจทก์ด้วย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัทสระแก้วเจริญ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5038/2552
#502990
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุแห่งการฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ ทั้งในคดีเดิมและคดีนี้มาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ทำไว้กับโจทก์ฉบับเดียวกัน แม้ในคดีเดิมโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนด ขอให้ส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาและค่าใช้ทรัพย์ ส่วนในคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าระหว่างการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญารถยนต์สูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดโดยขอให้ชำระค่ารถยนต์ในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายระหว่างเช่าซื้อนั้นได้ปรากฏขึ้นก่อนที่โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในคดีเดิมซึ่งโจทก์ทราบดี แต่โจทก์ไม่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามข้อตกลงในสัญญา การที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่สูญหายในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อฉบับเดียวกันอีก ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องได้อยู่แล้วในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ฎ - 8142 กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์ในราคา 407,327.04 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 8,485 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 18 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 18 ของเดือนถัดไปจนครบ ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 (ก) วรรคสอง ระบุว่าหากรถยนต์สูญหาย...ผู้เช่าซื้อยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุโจรกรรม...และเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระค่าเสียหายหรือชดใช้ราคาดังกล่าวข้างต้น... โดยสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 127,289.70 บาท แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 วันที่ 18 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปจากการครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่เหลือพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 280,037.34 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 280,037.34 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนจากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ช.5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายทำให้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์จึงต้องคืนเงินดาวน์และเงินค่าเช่าซื้อที่ชำระไปแล้วรวม 200,187 บาท แก่จำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาจำเลยทั้งสองขอถอนอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ช.5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ โจทก์แถลงคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองและวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ช.5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ชำระเกินมา 6,800 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ช. 5312/2543 เรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกัน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนและชดใช้ค่าใช้ทรัพย์ในการที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ของโจทก์ตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองนับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องพร้อมเบี้ยปรับ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกันโดยอ้างเหตุว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์สูญหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ช. 5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ ทั้งในคดีเดิมและคดีนี้มาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ทำไว้กับโจทก์ฉบับเดียวกัน แม้ในคดีเดิมโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดขอให้ส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาและค่าใช้ทรัพย์ ส่วนในคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าระหว่างการครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญารถยนต์สูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดโดยขอให้ชำระค่ารถยนต์ในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายระหว่างเช่าซื้อนั้นได้ปรากฏขึ้นก่อนที่โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในคดีเดิมซึ่งโจทก์ทราบดี แต่โจทก์ไม่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามข้อตกลงในสัญญา การที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่สูญหายในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อฉบับเดียวกันอีก ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องได้อยู่แล้วในคดีก่อนเมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายมนตรีหรือวทัญญู สนิทประชากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
มนตรี ยอดปัญญา
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5037/2552
#506958
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าบางส่วนในคดีที่เอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของผู้เสียหายมาใช้เป็นสินค้าเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นและกางเกงซึ่งอยู่ในสินค้าจำพวก 25 คนละจำพวกกับสินค้า ปากกา ดินสอ ที่อยู่ในสินค้าจำพวก 16 ซึ่งผู้เสียหายจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วในราชอาณาจักร และผู้เสียหายประกอบอาชีพขายสินค้านี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) คนละฐานกับความผิดฐานจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108, 109

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 109, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 272, 275 และให้ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108, 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีบทลงโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 เสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...โจทก์ได้กล่าวในฟ้องข้อ 2 ตอนท้ายว่า จำเลยจำหน่ายและเสนอจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งสินค้าเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น 2,275 ตัว กางเกง 275 ตัว รวมเป็น 2,550ตัว อันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความ จอห์น ซีน่า, สแม็คดาวน์, สโตนโคลด์, เดอะเกม และอันเดอร์เทคเกอร์ ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า ปากกา ดินสอ ไม่ใช่เสื้อผ้า เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นดังบัญญัติไว้ในมาตรา 272 (1) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ดังฟ้องโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 อีก เพราะความผิดฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรได้มีกฎหมายคือ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2535 ( ที่ถูก พ.ศ. 2534 ) มาตรา 108, 109, 110 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วนั้น เห็นว่าสินค้าบางส่วนในคดีนี้ที่เอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของผู้เสียหายมาใช้เป็นสินค้าเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นและกางเกง ซึ่งอยู่ในสินค้าจำพวก 25 คนละจำพวกกับสินค้า ปากกา ดินสอ ที่อยู่ในสินค้าจำพวก 16 ซึ่งผู้เสียหายจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วในราชอาณาจักรและผู้เสียหายประกอบอาชีพขายสินค้านี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดคนละฐานกับความผิดฐานจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา110 (1) ประกอบมาตรา 108 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังเป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหาก อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108, มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272 (1) ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 110 (1) ม. 108 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวอรัชพร สุภากร
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5035/2552
#502966
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ส่วนจำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โจทก์ตกลงขออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นของตนเอง คือ เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 136991 กับ ค 136990 โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดำเนินการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ ขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ทะเบียนเลขที่ ค 136991 และ ค 136990 ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ตามที่บรรยายมานั้นแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 136991 กับ ค 136990 ออกจากทะเบียนเป็นสำคัญ หาได้มุ่งบังคับแก่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แต่อย่างใดไม่ แม้หลักฐานทางทะเบียนจะปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 136991 กับ ค 136990 ได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ก่อนที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ แต่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ย่อมจะมีช่องทางที่จะให้การต่อสู้คดีป้องกันสิทธิของตนได้ ทั้งคำให้การของจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2549 ก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้การร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดีในส่วนของเครื่องหมายการค้านี้แล้ว หาใช่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีโอกาสต่อสู้คดีตามที่กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ไม่ นอกจากนี้เมื่อคดีรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ย่อมจะไม่อาจโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ตามทะเบียนเลขที่ ค 136991 "ARB" (เอ อาร์ บี) กับทะเบียนเลขที่ ค 136990 "Old Man Emu" (โอลด์ แมน อีมู) พร้อมรูปนกอีมูประดิษฐ์กำลังวิ่งโดยมีรูปดวงอาทิตย์อยู่บนฉากหลัง ให้จำเลยที่ 1 เลิกใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "เอ อาร์ บี" (ARB) เป็นส่วนหนึ่งของชื่อจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลดวงตราประทับ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยทั้งสองใช้หรือเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้า "ARB" (เอ อาร์ บี) ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ARB" ตามทะเบียนเลขที่ ค 136991 และเครื่องหมายการค้าคำว่า "Old Man Emu" และรูปนกอีมูประดิษฐ์กำลังวิ่งโดยมีรูปดวงอาทิตย์อยู่บนฉากหลัง ตามทะเบียนเลขที่ ค 136990 ห้ามจำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า "ARB" และหรือ "เออาร์บี" ของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "ARB" และหรือ "เออาร์บี" เป็นชื่อของนิติบุคคลหรือเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ARB" (เอ อาร์ บี) กับ "Old Man Emu" (โอลด์ แมน อีมู) พร้อมรูปนกอีมูประดิษฐ์กำลังวิ่งโดยมีรูปดวงอาทิตย์อยู่บนฉากหลังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.23 และ จ.24 จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้าว่า บริษัท เอ อาร์ บี แอคเซสโซรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.20 จำเลยที่ 1 ขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "ARB" ในประเทศไทย จำเลยที่ 2 เคยเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าจึงเกินคำขอ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ส่วนจำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โจทก์ตกลงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นของตนเอง คือ เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 136991 กับ ค 136990 โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดำเนินการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ทะเบียนเลขที่ ค 136991 และ ค 136990 ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ตามที่บรรยายมานั้นแสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 136991 กับ ค. 136990 ออกจากทะเบียนเป็นสำคัญ หาได้มุ่งบังคับต่อตัวจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 แต่อย่างใดไม่ แม้หลักฐานทางทะเบียนเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จะปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค 136991 กับ ค 136990 ได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2548 ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ย่อมจะมีช่องทางที่จะให้การต่อสู้คดีป้องกันสิทธิของตนได้ ทั้งตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2549 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การร่วมกับจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดีในส่วนของเครื่องหมายการค้านี้แล้ว หาใช่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีโอกาสต่อสู้คดีตามที่กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ไม่ นอกจากนี้เมื่อคดีรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งรับโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ย่อมจะไม่อาจโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้เช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "เออาร์บี" (ARB) ในชื่อนั้น เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิใช้ชื่อตามกฎหมาย ชื่อของจำเลยที่ 1 ต่างกับชื่อของโจทก์ และการพิจารณาต้องพิจารณาชื่อทั้งหมด จะพิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เห็นว่า โจทก์มีนายอวยชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายโรเจอร์ กรรมการผู้จัดการโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1, จ.5, จ.19 ถึง จ.22, จ.29 และ จ.30 ในทำนองว่า โจทก์ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2530 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 เคยไปเยี่ยมชมโจทก์ที่ประเทศออสเตรเลีย ต่อมามีการตกลงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเทศไทยรวมทั้งใช้คำว่า "ARB" ในชื่อของจำเลยที่ 1 ได้ โดยมีการตกลงด้วยวาจากันเมื่อปลายปี 2542 ภายหลังโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและห้ามจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "ARB" ในชื่อของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 ส่วนฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า ชื่อของจำเลยที่ 1 กับชื่อของโจทก์แตกต่างกัน คำต่อจาก "ARB" ก็ต่างกันมากไม่มีโอกาสที่บุคคลจะเข้าใจผิดว่าเป็นบริษัทเดียวกัน ทั้งตั้งอยู่คนละประเทศ เห็นว่า นายอวยชัย และนายโรเจอร์ พยานโจทก์เบิกความในทำนองว่า ก่อนการทำเอกสารหมาย จ.22 มีการตกลงด้วยวาจากันมาก่อนแล้วเมื่อปลายปี 2542 จึงเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจัดตั้งขึ้น ฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงดังกล่าว รวมทั้งพยานหลักฐานอื่นๆ ของโจทก์ โดยเฉพาะเอกสารหมาย จ.22 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "ARB" ตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ในประเทศไทย เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิที่จะใช้คำว่า "ARB" ในชื่อของตนอีกต่อไป และไม่ใช่กรณีที่ต้องพิจารณาว่าเป็นการทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดหรือไม่ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เอ อาร์ บี คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด
บริษัทเอ อาร์ บี แอคเซสโซรี่ส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5033/2552
#494902
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ลินจง บุญนากรินทร์
จำเลย — บริษัท บางกอกคาสเสท จำกัด กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม — นาง ลินจง บุญนากรินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ชื่อองค์คณะ
นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5033/2552
#504675
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 78 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่จัดทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมฯ หรือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธินักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียงของลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกันแต่ก็มิใช่สิทธิอย่างเดียวกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธินักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจนฉะนั้นการแสดงหรือการบันทึกเสียงการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 45, 52, 69, 74, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลินจง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์ร่วมเป็นนักร้องเมื่อประมาณปี 2509 ถึง 2510 โจทก์ร่วมขับร้องเพลงบันทึกเสียงผลิตแผ่นเสียงลองเพลย์ชุด "รักปักใจ" จำนวน 18 เพลง และชุด "เชอะผู้ชาย" จำนวน 14 เพลง ให้แก่บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพื่อนำออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำเพลงทั้งสองชุดซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ขับร้องไปบันทึก ผลิตหรือทำเทปคาสเซทและแผ่นซีดีเพลงออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ร่วมโจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 มิได้บัญญัติเลยไปถึงว่าต้องจำกัดเฉพาะการร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชนจึงจะได้รับการคุ้มครองสิทธินักแสดงดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเมื่อโจทก์ร่วมเป็นนักร้องซึ่งเป็นนักแสดงก็ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในเสียงร้องเพลงของตนตามมาตรา 4 และมาตรา 44 ก่อนอื่นเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การร้องเพลงในห้องบันทึกเสียงของโจทก์ร่วมเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธินักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียงของลิขสิทธิ์ซึ่งแม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็มิใช่สิทธิอย่างเดียวกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธินักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน ฉะนั้นการแสดงหรือการบันทึกเสียงการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง โจทก์ร่วมร้องเพลงชุดดังกล่าวในห้องบันทึกเสียงเมื่อช่วงปี 2509 ถึง 2510 จึงเป็นงานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับและไม่ต้องด้วยมาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว งานของโจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 78 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางลินจง บุญนากรินทร์
จำเลย — บริษัทบางกอกคาสเซท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐษนันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5031/2552
#502978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยแยกบรรยายฟ้องข้อ 2 (ก) ในส่วนของการมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบซิกาแรตเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" (KRONGTHIP 90) จำนวน 190 ซอง ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตาม พ.ร.บ.ยาสูบฯ ซึ่งเกินกว่า 500 กรัม และไม่ใช่ยาเส้นที่ทำจากใบยาพันธุ์ยาสูบพื้นเมือง ข้อ 2 (ข) ในส่วนของการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" (KRONGTHIP 90) ปลอมที่ผู้อื่นทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย และข้อ 2 (ง) ในส่วนของการจำหน่ายหรือขายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรต ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายและเป็นสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" (KRONGTHIP 90) อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม ที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายตามข้อ (ก) และ (ข) จำนวน 20 ซอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินค้ายาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และเป็นสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าว คดีย่อมเป็นอันรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายหรือขายสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตตามฟ้อง (ง) อีกกระทงหนึ่งด้วย เพราะการมีสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตมีลักษณะของการกระทำต่างกัน เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 5, 5 ทวิ, 5 ตรี, 16, 19, 23, 24, 41, 43, 44, 49, 50 และ 53 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110 (1) และ 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 273 และ 275 ริบบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 190 ซอง และแสตมป์ยาสูบปลอมของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบด้วย มาตรา 108 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ปรับ 74,812.50 บาท ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมโทษเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 84,812.50 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 42,406.25 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่าความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้ายาสูบบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบและที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำนวน 190 ซอง กับความผิดฐานจำหน่ายสินค้ายาสูบบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบและที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำนวน 20 ซอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยแยกบรรยายฟ้องข้อ 2 (ก) ในส่วนของการมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบซิกาแรตเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" (KRONGTHIP 90) จำนวน 190 ซอง ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ซึ่งเกินกว่า 500 กรัม และไม่ใช่ยาเส้นที่ทำจากใบยาพันธุ์ยาสูบพื้นเมือง ข้อ 2 (ข) ในส่วนของการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" (KRONGTHIP 90) ปลอมที่ผู้อื่นทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย และข้อ 2 (ง) ในส่วนของการจำหน่ายหรือขายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายและเป็นสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้า "กรองทิพย์ 90" (KRONGTHIP 90) อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอม ที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายตามข้อ (ก) และ (ข) จำนวน 20 ซอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินค้ายาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และเป็นสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าว คดีย่อมเป็นอันรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายหรือขายสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตตามฟ้อง (ง) อีกกระทงหนึ่งด้วย เพราะการมีสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตมีลักษณะของการกระทำต่างกัน เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า การจำหน่ายสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและขายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรต จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายซึ่งสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบและที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมอีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 94,812.50 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 47,406.25 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางวาสนา สุขกิจ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5027/2552
#501897
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 2 ชำระราคาทรัพย์พิพาทที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 ต่างไปจากราคาที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นการนำสืบถึงข้อความจริงว่าจำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 มาในราคาเท่าใด มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อให้บังคับตามหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 47/109 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 16994 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีกับโจทก์ ในราคา 380,000 บาท ทรัพย์ดังกล่าวติดจำนองและโจทก์มีหน้าที่ไถ่ถอนจำนองเอง โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 380,000 บาท แล้ว ครั้นวันที่ 3 กันยายน 2546 จำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลง ซึ่งในวันที่ 2 กันยายน 2546 โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยร่วมกันคบคิดฉ้อฉลโจทก์อันเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 16994 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 47/109 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 764,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 380,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 380,000 บาท โจทก์ไม่มีสัญญากู้ยืมเงินจึงให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ขณะจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสัญญายังกรอกข้อความไม่ครบถ้วนทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายในท้องตลาดกว่า 2,000,000 บาท มีภาระจำนองเพียง 1,200,000 บาท เป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 1 จะขายในราคา 380,000 บาท แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาแท้จริงในการทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกับโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 ซื้อทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและทำโดยเปิดเผย ณ สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านกันมาก่อน จำเลยทั้งสองไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กันยายน 2546) ไม่เกิน 4,750 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี กับให้ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ จำนวน 3,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 จำนองทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 47/109 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 16994 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่พิพาทกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์ที่พิพาทกับโจทก์ราคา 380,000 บาท โดยโจทก์ต้องไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองทรัพย์พิพาทเองตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองทรัพย์ที่พิพาทและขายทรัพย์ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายเอกสารหมาย จ.6 และ จ.10

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความอันเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า หลักจากทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์พิพาท ต่อมาประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2546 โจทก์กับนายพิเชษฐ์คนขับรถไปดูทรัพย์พิพาทและพบกับจำเลยที่ 2 โจทก์พูดคุยกับจำเลยที่ 2 ว่าตกลงจะซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดคุยว่าซื้อได้ในราคาถูก หลังจากนั้นจึงมีการแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์กัน แต่นายพิเชษฐ์กลับเบิกความว่า ไม่ได้ยินข้อความที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 พูดคุยกัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้ถึงการที่โจทก์ตกลงจะซื้อทรัพย์พิพาทก่อนจำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจึงเลื่อนลอย ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 เคยไปดูทรัพย์พิพาท 1 ครั้ง ไม่ได้พบกับโจทก์และนายพิเชษฐ์ และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่าหลังจากซื้อทรัพย์พิพาทได้ปิดป้ายให้เช่าและระบุหมายเลขโทรศัพท์ไว้สำหรับการติดต่อ หลังจากนั้นโจทก์โทรศัพท์พูดคุยกับสามีจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์พิพาทกับโจทก์แต่จำเลยที่ 2 กับสามีไม่เคยทราบมาก่อน ศาลฎีกาพิพารณาแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทในราคาที่สูงกว่าที่โจทก์จะซื้อนอกจากนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นในขณะที่จำเลยที่ 1 ขายทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 รู้ถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์พิพาทกับโจทก์ไว้ก่อนแล้วที่โจทก์ฎีกาว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกันฉ้อฉลโจทก์ไม่ใช่เรื่องที่จะนำพยานหลักฐานชัดๆ มาแสดงได้โดยง่าย แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ประกอบด้วย เพราะจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องเร่งรีบซื้อทรัพย์พิพาทในราคา 2,000,000 บาท เพื่อให้ได้ค่าเช่า 6,500 บาท ต่อเดือน โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากจากธนาคารดีกว่า หากไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้จำเลยที่ 2 เบิกความว่า ทรัพย์พิพาทเป็นทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ประตูไม้สักสีธรรมชาติจำเลยที่ 2 ปรึกษากับสามีแล้วเห็นว่าราคา 2,000,000 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมและตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเลยไม่ได้วางมัดจำเนื่องจากไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 สมเหตุสมผลมีน้ำหนักรับฟังมากกว่าโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเถียงแทนจำเลยที่ 1 ว่า สัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญากู้หรือจำเลยที่ 2 ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งทนายความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และออกเงินค่าใช้จ่ายให้ด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมมือกับจำเลยที่ 1 ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าซื้อบ้านพิพาทในราคา 1,200,000 บาท เพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้เสียภาษีน้อยลงเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้จักกันมาก่อนและร่วมมือเพื่อสมคบกันฉ้อฉลโจทก์นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 มีทนายความคนเดียวกับทนายความจำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียง ย่อมต้องทราบข้อเท็จจริงมาจากจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 ออกเงินค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 เบิกความว่า ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์พิพาท 1,200,000 บาท เท่าราคาประเมิน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด จำเลยที่ 2 ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเสียภาษีซื้อขายที่ดิน ดังนี้ ข้ออ้างของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังตามที่โจทก์อ้าง ที่โจทก์ฎีกาว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์เคยพบจำเลยที่ 2 และสามีที่ทรัพย์พิพาท ทั้งได้แลกหมายเลขโทรศัพท์กันนั้น เห็นว่า มีโจทก์เบิกความปากเดียวอ้างว่าได้พบกับจำเลยที่ 2 และสามี แล้วได้แลกหมายเลขโทรศัพท์กัน โดยโจทก์ไม่มีพยานประกอบอื่นมาสนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 2 กลับอ้างว่าโจทก์ได้หมายเลขโทรศัพท์สามีจำเลยที่ 2 ตามที่ปิดประกาศให้คนที่จะเช่าทรัพย์พิพาทติดต่อและโจทก์โทรศัพท์ติดต่อไปหลังจากมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทแล้ว จึงทำให้ข้ออ้างของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างฝ่ายต่างฟังคำเบิกความของอีกฝ่ายที่เบิกความมาแล้ว สามารถสมคบเบิกความให้สอบคล้องกันได้โดยง่ายนั้น เห็นว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านการผิดระเบียบต่อศาลชั้นต้น ย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังอย่างไรก็ตามเห็นว่า แม้กรณีเป็นดังที่โจทก์ฎีกาก็ไม่สามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง และที่โจทก์ฎีกาว่าหนังสือสัญญาขายตามเอกสารหมาย จ.10 ทำที่สำนักงานที่ดินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบปกปิดราคาแท้จริงแล้วแจ้งเท็จต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน เพื่อเบียดบังประโยชน์จากรัฐ แต่พอมาที่ศาลจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยกันสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญาดังกล่าวเพื่อยันโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คฉบับที่ 2 แล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพียง 1,200,000 บาท เท่ากับที่ติดจำนองธนาคารนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ชำระราคาทรัพย์พิพาทที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 ต่างไปจากราคาที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายตามเอกสาร หมาย จ.10 เป็นการนำสืบถึงข้อความจริงว่าจำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 มาในราคาเท่าใด มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อให้บังคับตามหนังสือสัญญาขายดังกล่าว จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ราคา 2,000,000 บาท โดยจ่ายเป็นเช็คตามเอกสารหมาย ล.1 จำนวน 1,253,895 บาท เช็คตามเอกสารหมาย ล.2 จำนวน 646,150 บาท และเป็นเงิน 10,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 เขียนไว้ด้านล่างเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งรวมแล้วเป็นจำนวน 2,000,000 บาท และเช็คตามเอกสารหมาย ล.2 ระบุชื่อจ่ายให้จำเลยที่ 1 และเป็นเช็คขีดคร่อมพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่นำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ราคา 2,000,000 บาท ฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีหรือไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ขายทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญชัย กิจเวคิน
จำเลย — นายเกวลิน กุลเจริญปรัชญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5026/2552
#505289
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความเกิดจากความเข้าใจของจำเลยว่า จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำหน้าที่ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์บรรยายคำฟ้องคดีแรงงานโดยระบุว่านายจ้างของจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เงินพักผ่อนประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้าง เงินโบนัสประจำปีที่ถูกเลิกจ้าง เงินกองทุนเลี้ยงชีพตามกฎหมาย ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุในการทำงานของจำเลย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,165,395 บาท แต่ตามคำขอท้ายฟ้องคดีแรงงานโจทก์ขอให้นายจ้างของจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เงินพักผ่อนประจำปี เงินโบนัสประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้าง ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุในการทำงานของจำเลย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 475,041 บาท และศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างของจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแล้ว แม้ศาลฎีกาจะพิพากษาให้นายจ้างของจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพิ่มจากที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา แต่จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นก็เป็นจำนวนตามที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องนั่นเอง เมื่อจำนวนเงินดังกล่าวแตกต่างจากจำนวนเงินตามคำบรรยายฟ้องเป็นอย่างมาก ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับชดใช้เงินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความโดยระบุถึงการกระทำของโจทก์ตามที่ปรากฏแก่จำเลย โดยไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากความเป็นจริง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณหรือทางทำมาหาได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยหาได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำโดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายไม่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของจำเลยที่เลิกจ้างจำเลยอย่างไม่เป็นธรรมต่อศาลแรงงานกลาง คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยชนะคดี ต่อมาจำเลยจงใจใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยร้องเรียนกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการมารยาททนายความ สภาทนายความว่าโจทก์ดำเนินคดีด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยไม่ได้รับเงินเต็มตามฟ้อง ทำให้คณะกรรมการมารยาททนายความแต่งตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนโจทก์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและทางทำมาหาได้ของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ดำเนินคดีโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยบรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามที่จำเลยมอบหมายให้ดำเนินคดี แต่โจทก์นำคำขอท้ายฟ้องที่ไม่ถูกต้องมาเป็นคำขอท้ายฟ้องของจำเลย ทำให้จำนวนค่าเสียหายที่เรียกร้องน้อยกว่าที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ฟ้อง และทำให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยได้รับค่าเสียหายผิดไปจากคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวแต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง หลังจากนั้นโจทก์แจ้งว่าจะชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 100,000 บาท จากการกระทำผิดพลาดของตน แต่โจทก์ชำระเงินให้จำเลยเพียง 50,000 บาท และนำหนังสือรับสภาพหนี้ค่าจ้างว่าความส่วนที่เหลือมาให้จำเลยลงลายมือชื่อ จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อให้ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหาผิดสัญญาจ้างว่าความ ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกฟ้อง จำเลยจึงไปร้องเรียนต่อสภาทนายความ เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามพระราชบัญญัติสภาทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 64 โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) และถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความดำเนินการฟ้องบริษัทดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลาง เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เงินพักผ่อนประจำปี เงินโบนัสประจำปี ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุ โจทก์จัดพิมพ์คำฟ้องเรียกร้องค่าชดเชย 116,400 บาท ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 32,350 บาท เงินพักผ่อนประจำปี 6,470 บาท เงินโบนัสประจำปี 16,175 บาท เงินกองทุนเลี้ยงชีพที่จำเลยยังค้างชำระ 120,000 บาท ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 426,800 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุ 446,200 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,164,395 บาท แต่มีคำขอท้ายฟ้องให้บริษัทดังกล่าวชำระค่าชดเชย 66,330 บาท ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท เงินพักผ่อนประจำปี 5,166 บาท เงินโบนัสประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้าง 9,225 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม 132,660 บาท ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุ 243,210 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 475,041 บาท ตามสำเนาคำฟ้องคดีแรงงานเอกสารหมาย จ.3 คดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท ค่าชดเชย 66,330 บาท ค่าเสียหาย 132,660 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,166 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 222,606 บาท แก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ลำดับที่ 239 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.2 จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงาน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,291 บาท ค่าชดเชย 112,650 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 7,510 บาท โดยให้ชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.3 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความ 116,439 บาท จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 10,000 บาท โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความที่เหลือจำนวน 106,439 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.7 จำเลยได้ร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความ ทำให้จำเลยได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมน้อยกว่าความเป็นจริง 402,913 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2540 ถึงปัจจุบัน เป็นเงิน 151,092 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 554,005 บาท ตามสำเนาคำกล่าวหาสภาทนายความมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา โจทก์ยื่นคำขอแก้ข้อกล่าวหา ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการมารยาททนายความมีมติว่า จำเลยยื่นคำกล่าวหาเกินกว่า 1 ปี นับแต่ทราบถึงความผิดของโจทก์ สิทธิในการกล่าวหาจึงสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 64 วรรคสอง ตามคำสั่งชี้ขาดเอกสารหมาย จ.12

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความโดยกล่าวหาว่าโจทก์ดำเนินคดีบกพร่องทำให้จำเลยได้รับค่าเสียหายน้อยกว่าที่โจทก์บรรยายคำฟ้องเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วยการใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อบุคคลที่สามอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ โจทก์อ้างว่า การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ถูกสภาทนายตั้งคณะกรรมการสอบสวน โจทก์ต้องยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ ส่วนจำเลยอ้างว่า การที่โจทก์ระบุจำนวนค่าเสียหายในคำขอท้ายฟ้องคดีแรงงานน้อยกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องและไม่ได้ขอเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยทำให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยได้รับค่าเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องซึ่งน้อยกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง และโจทก์ยังฟ้องเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลยที่ศาลแขวงพระนครเหนือ จำเลยจึงร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ดำเนินคดีบกพร่องเป็นเหตุให้จำเลยได้รับค่าเสียหายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความเกิดจากความเข้าใจของจำเลยว่าจำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำหน้าที่ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์บรรยายคำฟ้องคดีแรงงานโดยระบุว่านายจ้างของจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย 116,400 บาท ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 50 วัน ของอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายรวมเป็นเงิน 32,350 บาท เงินพักผ่อนประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับรวมเป็นเงิน 6,470 บาท เงินโบนัสประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยเฉลี่ยเป็นเวลา 25 วัน รวม 16,175 บาท เงินกองทุนเลี้ยงชีพตามกฎหมายที่จำเลยยังค้างชำระรวมเป็นเงิน 120,000 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ต้องลาออกจากงานไม่สามารถหางานที่อื่นได้ ซึ่งนายจ้างต้องชำระแก่จำเลยเป็นเวลา 22 เดือน รวมเป็นเงิน 426,800 บาท และค่าเสียหายเพราะนายจ้างเลิกจ้างจำเลยก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามอายุของโจทก์โดยถือเอาการเกษียณอายุในการทำงาน นายจ้างต้องชำระค่าขาดรายได้และค่าเสียหายเพิ่มไปจนจำเลยมีอายุครบ 60 ปี เป็นเวลา 23 เดือน เป็นเงิน 446,200 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,164,395 บาท แต่ตามคำขอท้ายฟ้องคดีแรงงานโจทก์ขอให้นายจ้างของจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชย 66,330 บาท ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท เงินพักผ่อนประจำปี 5,166 บาท เงินโบนัสประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้าง 9,225 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม 132,660 บาท และค่าขาดรายได้ก่อนเกษียณอายุในการทำงานของจำเลย 243,210 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 475,041 บาท ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างของจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท ค่าชดเชย 66,330 บาท ค่าเสียหาย 132,660 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,166 บาท แม้ศาลฎีกาจะพิพากษาให้นายจ้างของจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพิ่มจากที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา แต่จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นก็เป็นจำนวนเงินตามที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องนั่นเอง เมื่อจำนวนเงินดังกล่าวแตกต่างจากจำนวนเงินตามคำบรรยายฟ้องเป็นอย่างมาก ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจว่าการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับชดใช้เงินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความ โดยระบุถึงการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่จำเลย โดยไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากความเป็นจริงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณหรือทางทำมาหาได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้างจำเลยหาได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำโดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายไม่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นๆ ของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
จำเลย — นางระวิวรรณหรือระวีวรรณ รุ่งศรีฟ้า
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4993/2552
#493991
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะได้รับความเสียหายจำนวน 900,000 บาท เนื่องจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโจทก์ซึ่งจำเลยจ้างไปรักษาความปลอดภัยให้แก่อาคารชุดของจำเลย ซึ่งจำเลยได้ทวงถามค่าเสียหายดังกล่าวแล้วแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยก็ไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์จำนวน 401,761.46 บาท เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 241

ความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยยังไม่ยุติ จะต้องตกลงกันอีก ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ ดังนี้ แม้เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างฉบับเดียวกัน ก็ต้องถือว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อโจทก์ยังมีข้อต่อสู้อยู่ตาม ป.พ.พ. 344 จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงและจะขอหักกลบลบหนี้ไม่ได้ดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงโต้แย้งว่ายังไม่ผิดนัดมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 411,761.89 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 401,761.46 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ชั้นนี้ว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์จำนวน 401,761.46 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2545 และมีความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยตามสัญญาจ้างตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินค่าจ้างโจทก์จำนวน 401,761.46 บาท ไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงไว้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะใช้สิทธิขอหักกลบหนี้ต่อโจทก์ในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ความปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ของศาลชั้นต้นว่า ความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยยังไม่ยุติ จะต้องตกลงกันอีก ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ ดังนี้ แม้เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างฉบับเดียวกัน ก็ต้องถือว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อโจทก์ยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยใช้สิทธิยึดหน่วงเพื่อขอหักกลบลบหนี้ตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงและจะขอหักกลบลบหนี้ไม่ได้ดังวินิจฉัยข้างต้น จำเลยจึงโต้แย้งว่ายังไม่ผิดนัดมิได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์ดฟอร์ช (ไทยแลนด์) จำกัด
นิติบุคคลอาคารชุดเดอะวอเตอร์ฟอร์ด พาร์ค
จำเลย — คอนโดมิเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมบัติ บุญหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4993/2552
#502977
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ และมีความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยตามสัญญาจ้าง เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 241 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงไว้

ความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยยังไม่ยุติ จะต้องตกลงกันอีกซึ่งยังไม่แน่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ แม้เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างฉบับเดียวกันก็ต้องถือว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อโจทก์ยังมีข้อต่อสู้อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 411,761.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 401,761.46 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้ตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ชั้นนี้ว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์จำนวน 401,761.46 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2545 และมีความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยตามสัญญาจ้าง ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินค่าจ้างโจทก์จำนวน 401,761.46 บาท ไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงไว้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะใช้สิทธิขอหักกลบหนี้ต่อโจทก์ในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ความปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ของศาลชั้นต้นว่า ความเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยยังไม่ยุติ จะต้องตกลงกันอีก ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ ดังนี้ แม้เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างฉบับเดียวกัน ก็ต้องถือว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อโจทก์ยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยใช้สิทธิยึดหน่วงเพื่อขอหักกลบลบหนี้ตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงและจะขอหักกลบลบหนี้ไม่ได้ดังวินิจฉัยข้างต้น จำเลยจึงโต้แย้งว่ายังไม่ผิดนัดมิได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์ดฟอร์ซ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเดอะวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค คอนโดมิเนียม
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2552
#494316
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์เบิกความอ้างถึงการกู้ยืมเงินของจำเลยตามฟ้องเพียงฉบับเดียว ทั้งยืนยันว่าจำเลยผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 4,375 บาท รวม 30 เดือน หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์อีก เมื่อถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นเงิน 262,500 บาท รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระจำนวน 612,500 บาท ส่วนหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญารายอื่น ๆ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากการที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามติงของทนายโจทก์ โดยโจทก์มิได้นำสืบว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่นอย่างไร มากน้อยเพียงใด อันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์คำนวณยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาถูกต้องแล้ว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะมีการคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระเป็นรายเดือนและยอดหนี้ที่ค้างชำระไว้ชัดเจน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความชัดเจนว่า เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้คืนโจทก์เป็นงวด ๆ โจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่ค้างอย่างไร คงเหลือที่ค้างชำระเท่าใดและเป็นการหักชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ถือว่า โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ ดังนี้ศาลจึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยให้โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 612,500 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนขอให้นำทรัพย์สินที่จดทะเบียนจำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้งโดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ไว้เป็นประกัน จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 4 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2538 รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีก 400,000 บาท จากนั้นจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองครั้งให้แก่โจทก์อีก 11 งวด ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2539 รวมเป็นเงิน 426,000 บาท โดยถือเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองฉบับสัญญาละครึ่งหนึ่ง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ในเดือนแรกจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2537 จำนวน 12,000 บาท ซึ่งคำนวณแล้วมากกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่โจทก์ ส่วนที่เหลือจึงต้องนำไปชำระหนี้ต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 จากนั้นจำเลยยังคงชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละครั้งตลอดมาอีกหลายงวด แต่ละงวดเป็นจำนวนสูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องชำระ ซึ่งหากโจทก์นำส่วนที่เหลือจากการชำระดอกเบี้ยไปหักชำระหนี้ต้นเงิน ย่อมมีผลให้ต้นเงินและดอกเบี้ยลดน้อยลงไปตามลำดับ แต่ยอดหนี้ตามที่โจทก์นำมาฟ้องยังคงเป็นต้นเงิน 350,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 262,500 บาท เห็นได้ชัดว่าเป็นการคิดยอดหนี้มาอย่างไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีมาไม่ถูกต้อง เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคำนวณหนี้มาให้ถูกต้องไว้ในฟ้องเพื่อให้จำเลยได้ตรวจสอบโต้แย้งซึ่งโจทก์ฎีกาคัดค้านว่า กรณีนี้นอกจากหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแล้ว จำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์อีกหลายฉบับ รวมเป็นหนี้กู้ยืม 1,450,000 บาท ต่อมามีการชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ จากนั้นวันที่ 4 ตุลาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มอีก 397,000 บาทและ 400,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 2,247,000 บาท ซึ่งหากคำนวณดอกเบี้ยจะได้เป็นเงินงวดละ 28,087.50 บาท การชำระดอกเบี้ยของจำเลยจำนวน 15 ฉบับ เป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมต่าง ๆ ดังกล่าวทั้งหมด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 329 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มีนายฑีฆายุ มาเป็นพยานปากเดียวโดยอ้างถึงการกู้ยืมเงินของจำเลยตามฟ้องเพียงฉบับเดียว ทั้งยืนยันว่าจำเลยผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 4,375 บาท รวม 30 เดือน หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์อีก เมื่อถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นเงิน 262,500 บาท รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระจำนวน 612,500 บาท ส่วนหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญารายอื่น ๆ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากการที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามติงของทนายโจทก์ โดยโจทก์มิได้นำสืบถึงรายละเอียดข้อตกลงการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมฉบับอื่น ๆ ไว้ด้วย ทั้งมิได้นำสืบว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่นอย่างไร มากน้อยเพียงใด อันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์คำนวณยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาถูกต้องแล้ว ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า เมื่อมีหนี้อยู่หลายจำนวนรวมกันและลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รวมกันแต่ละเดือน กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 มาใช้บังคับนั้น ก็ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุน จึงฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดโดยคิดคำนวณยอดหนี้มาอย่างชัดเจนแล้วไม่ได้ผลักภาระให้ศาลคิดคำนวณยอดหนี้ให้โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะมีการคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระเป็นรายเดือนและยอดหนี้ที่ค้างชำระไว้ชัดเจนแต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความชัดเจนว่า เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้คืนโจทก์เป็นงวด ๆ โจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่ค้างอย่างไร คงเหลือที่ค้างชำระเท่าใด และเป็นการหักชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ถือว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้เพราะไม่มีจำนวนหนี้ค้างชำระที่แน่นอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิชัย สิทธิธรรม
จำเลย — นางสาวอรุณี โตวิทยาการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายนิติธร ศรีบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา