คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5320/2552
#503006
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศการขายทอดตลาดเป็นสำคัญเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์เคยขอขยายระยะเวลาการวางเงินมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็อนุญาตให้ขยายได้ทั้ง 2 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลา 60 วัน ตามระเบียบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของกรมบังคับคดีที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตได้ โดยจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 เมื่อผู้ซื้อทรัพย์มาขออนุญาตขยายระยะเวลาการวางเงินเป็นครั้งที่ 3 อีก 30 วัน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องโดยเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว เนื่องเพราะหากเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไปอีกก็จะเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อการบังคับคดี ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,877,301.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,570,423.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยต้องผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นไป ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 2 ปี หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เดือนใดเดือนหนึ่งหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์ที่จำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1830 และ 1831 พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความอีก 5,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วดำเนินการขายทอดตลาดไปโดยเคาะไม้ขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 3,440,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 70,000 บาท ส่วนที่เหลือ 3,370,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ขอกู้เงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 2,500,000 บาท โดยอยู่ระหว่างขออนุมัติสินเชื่อของธนาคารผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือเป็นครั้งที่ 3 โดยผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอ 2 ครั้งแรก ครั้งละ 30 วัน รวม 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเห็นควรยกคำร้อง ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร การชำระราคาซื้อขายเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศการขายทอดตลาดเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผู้ซื้อทรัพย์จะซื้อทรัพย์ได้ในราคา 3,440,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่อนข้างมาก โดยผู้ซื้อทรัพย์วางมัดจำ 70,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระให้เสร็จภายใน 15 วัน จึงล้วนเป็นภาระของผู้ซื้อทรัพย์เองโดยแท้ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว อีกทั้งเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์เคยขอขยายระยะเวลาการวางเงินมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็อนุญาตให้ขยายได้ทั้ง 2 ครั้ง รวมเป็นระยะเวลา 60 วัน ตามระเบีบบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของกรมบังคับคดีที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตได้โดยจะครบกำหนดวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ดังนี้ ที่ผู้ซื้อทรัพย์มาขออนุญาตขยายระยะเวลาการวางเงินเป็นครั้งที่ 3 อีก 30 วัน โดยผู้ซื้อทรัพย์มีหนังสือของผู้จัดการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหลักฐานว่าผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอกู้เงินจากธนาคารดังกล่าว 2,500,000 บาท จริง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานใหญ่ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องโดยเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว เนื่องเพราะหากเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไปอีกก็จะเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อการบังคับคดี ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ดังเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกวินิจฉัยไว้ ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวนันทนีย์ คงจันทร์
จำเลย — นายคเณศร์หรือพฤฒิสกนธ์ คงจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5290/2552
#505292
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณมากบรรจุเป็นมัดเก็บซ่อนในกล่องทึบอยู่ในสถานที่มิดชิดซ่อนเร้นยากที่จะตรวจค้นพบได้โดยง่าย แม้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนจะแยกซุกซ่อนอยู่ที่กองขยะริมรั้วหลังบ้านด้านนอก และบางส่วนซุกซ่อนอยู่กับลูกระเบิดที่ข้างเล้าไก่จากบ้านเกิดเหตุถึงประมาณ 10 เมตร และ 7 ถึง 8 เมตร ตามลำดับ แต่รอบสวนด้านหลังบ้านเกิดเหตุมีรั้วอีกชั้นหนึ่ง แสดงว่าสถานที่ซุกซ่อนของกลางมีรั้วล้อมรอบยากที่บุคคลภายนอกจะเข้ามารู้เห็นหรือเข้ามาซุกซ่อนของกลางเหล่านั้นไว้ได้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยแจ้งว่าเป็นของนาย น. สามีจำเลย ซึ่งหากจำเลยไม่ทราบแน่ชัดอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่น่าที่จะระบุเช่นนั้น เพราะคงไม่มีใครที่จะกล่าวหาซัดทอดสามีของตนเป็นคนร้ายกระทำความผิดร้ายแรงมีโทษสถานหนักเช่นคดีนี้ได้ หากไม่เป็นความจริง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่รู้เห็นมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดกับนาย น. ด้วย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้

เมื่อผลการตรวจพิสูจน์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ระบุว่า ลูกระเบิดของกลางเป็นลูกระเบิดขว้างสังหารอันเป็นเครื่องกระสุนปืน และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ แต่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้เนื่องจากชนวนเสื่อมสภาพ อันแสดงว่าสิ่งที่ใช้ประกอบต่างๆ ของลูกระเบิดยังมีอยู่ครบถ้วน ดังนั้น ลูกระเบิดของกลางจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนและเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โจทก์ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี รวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) คำให้การของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหามีลูกระเบิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ พบเมทแอมเฟตามีน 42,000 บาท แบ่งห่อเป็น 21 มัด มี 19 มัดอยู่ในกล่องกระดาษ นาฬิกาแขวนและกล่องโคมไฟซุกซ่อนอยู่ในกองขยะริมรั้วหลังบ้านห่างจากที่เกิดเหตุ ประมาณ 10 เมตร เมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 2 มัด ซ่อนอยู่ใต้กองฟืนในโต๊ะขุดน้ำแข็งเก่าใกล้เล้าไก่ห่างบ้านเกิดเหตุ 7 ถึง 8 เมตร มีลูกระเบิด 1 ลูกอยู่ในกล่องสุราวีโอซ่อนอยู่ใกล้ๆ กันด้วย ยึดเป็นของกลาง วัตถุของกลางตรวจพิสูจน์แล้วเป็นลูกระเบิดขว้างสังหารแบบอเมริกัน เอ็ม.67 อันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และเป็นเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 776.881 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกพันชาติ และสิบตำรวจเอกทอม เจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมตรวจค้นบ้านเกิดเหตุและจับกุม จำเลยเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางจันทร์แสง ภริยาของนายนิกรหรือนิพิฐพนธ์ ยึดได้เมทแอมเฟตามีน 12,700 เม็ดเป็นของกลาง และสืบสวนทราบว่านายนิกรมีจำเลยเป็นภริยาอีกคนหนึ่งและมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจจึงขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นเพื่อค้นบ้านเกิดเหตุของำจเลย ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกไปที่บ้านเกิดเหตุพบจำเลยและให้จำเลยนำตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ พบเมทแอมเฟตามีน 42,000 เม็ด ห่อเป็นมัดรวม 21 มัด เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 19 มัดซ่อนอยู่ในกล่องนาฬิกาแขวนและกล่องโคมไฟซุกซ่อนอยู่ในกองขยะริมรั้วหลังบ้านห่างจากบ้านเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 2 มัด ซุกซ่อนอยู่ที่กองฟืนในโต๊ะขูดน้ำแข็งเก่าใกล้เล้าไก่กับพบลูกระเบิด 1 ลูก ในกล่องสุราวีโอซ่อนอยู่ใกล้ๆ กันห่างจากบ้านเกิดเหตุ 7 ถึง 8 เมตร ยึดเป็นของกลาง และได้พบถังพลาสติดสีส้มมีคราบและกลิ่นเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ในห้องครัวในบ้านเกิดเหตุชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธและแจ้งว่าลูกระเบิดและเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนายนิกรสามีของตน กับมีร้อยตำรวจเอกประจบ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การปฏิเสธและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การด้วย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยและเป็นการเบิกความเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เชื่อว่าเบิกความตามจริง เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณมากบรรจุเป็นมัดเก็บซ่อนในกล่องทึบอยู่ในสถานที่มิดชิดซ่อนเร้นยากที่จะตรวจค้นพบได้โดยง่ายแม้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนจะแยกซุกซ่อนอยู่ที่กองขยะริมรั้วหลังบ้านด้านนอก และบางส่วนซุกซ่อนอยู่กับลูกระเบิดที่ข้างเล้าไก่ห่างจากบ้านเกิดเหตุถึงประมาณ 10 เมตร และ 7 ถึง 8 เมตรตามลำดับก็ตาม แต่สิบตำรวจเอกทอมเบิกความว่า รอบสวนด้านหลังบ้านเกิดเหตุมีรั้วอีกชั้นหนึ่ง แสดงว่าในสถานที่เกิดเหตุที่ซุกซ่อนของกลางอยู่มีรั้วล้อมรอบยากที่บุคคลภายนอกจะเข้ามารู้เห็นหรือเข้ามาซุกซ่อนของกลางเหล่านั้นไว้ได้กับเจ้าพนักงานตำรวจยังได้ตรวจค้นพบถังพลาสติกสีส้มมีคราบและกลิ่นเมทแอมเฟตามีนติดอยู่ในครัวในบ้านเกิดเหตุด้วย ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่ที่จำเลยจะต้องเข้าออกอยู่เป็นประจำ หากนายนิกรปิดบังไม่ให้จำเลยได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำผิดด้วยแล้ว ก็ไม่น่าที่จะใช้และทิ้งถังพลาสติกนั้นไว้ในสถานที่ที่จำเลยจะพบเห็นได้โดยง่ายเช่นนั้น นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยแจ้งว่าเป็นของนายนิกรซึ่งหากจำเลยไม่ทราบแน่ชัดอยู่ก่อนก็ไม่น่าที่จะระบุเช่นนั้นเพราะคงไม่มีใครที่จะกล่าวหาซัดทอดให้สามีของตนเป็นคนร้ายกระทำความผิดร้ายแรงมีโทษสถานหนักเช่นคดีนี้ได้หากไม่เป็นความจริง ดังนั้น ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยไม่รู้เห็นมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำผิดกับนายนิกรด้วยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังและไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้ไว้ในครอบครองหรือไม่ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 (2) ได้กำหนดวิเคราะห์ศัพท์ให้เครื่องกระสุนปืนมีความหมายรวมตลอดถึงลูกระเบิดหรือเครื่องหรือสิ่งสำหรับอัดหรือทำหรือใช้ประกอบเครื่องกระสุนปืนด้วยโดยมิได้บัญญัติว่าลูกระเบิดที่จะเป็นเครื่องกระสุนปืนได้จะต้องทำอันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินได้ด้วย ดังนั้น เมื่อผลการตรวจพิสูจน์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ระบุว่าลูกระเบิดของกลางเป็นลูกระเบิดขว้างสังหารอันเป็นเครื่องกระสุนปืน และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ แต่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้เนื่องจากชนวนเสื่อมสภาพ อันแสดงว่าสิ่งที่ใช้ประกอบต่างๆ ของลูกระเบิดยังมีอยู่ครบถ้วน ดังนั้น ลูกระเบิดของกลางจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนและเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แล้วเมื่อจำเลยร่วมกันมีลูกระเบิดของกลางไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงเหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยไว้ 34 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 227
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางมะลิ ชัยศรี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2552
#502924
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยจดทะเบียนซื้อมาจาก ย. และ ป. ตามลำดับ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้วได้ปลูกพืชผลต่างๆ จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทปลูกมันสำปะหลัง ปลูกกระต๊อบเป็นที่พักและทำลาย ทำให้เสียหายที่ดินและต้นไม้ของโจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น 359,250 บาท และมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหาย ให้โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 359,250 บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย ค่าที่ดิน และต้นไม้ในอัตราไร่ละ 500 บาท ต่อปี ในที่ดิน 52 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่ที่โจทก์ระบุว่าจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้น เป็นกรณีพอแปลความหมายได้ว่า จนกว่าจำเลยทั้งหกจะออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 359,250 บาท แก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายในอัตราไร่ละ 500 บาทต่อปี ในเนื้อที่ดิน 52 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งหกและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2420 และ 2395 ของโจทก์ตามหมายสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสาร จ.22 ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำนวน 100,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ 26,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยทั้งหกนำสืบรับกันไม่คัดค้านโต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2420 และเลขที่ 2395 รวมสองแปลง อันเป็นที่ดินพิพาทตามสำเนา น.ส. 3 ก. เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แต่ปัจจุบันจำเลยทั้งหกเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 เต็มแปลง และครอบครองแปลงเลขที่ 2395 เป็นเนื้อที่ 4 ไร่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกพร้อมบริวารต้องออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยจดทะเบียนซื้อมาจากนายเย้ย และนายประหยัด ตามลำดับเมื่อโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว ได้ปลูกพืชผลจำพวกมะม่วง มันสำปะหลัง บางส่วนของที่ดินปลูกต้นสะเดา ต้นแต้ ต้นเต็ง ต้นไผ่ ต้นรัง ต้นไม้แดง จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกกระต๊อบเป็นที่พักและทำลาย ทำให้เสียหายที่ดินและต้นไม้ของโจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น 359,250 บาท จึงมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 359,250 บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย ค่าที่ดิน และต้นไม้ในอัตราไร่ละ 500 บาท ต่อปี ในที่ดิน 52 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่ที่โจทก์ระบุว่าจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้น เป็นกรณีพอแปลความหมายได้ว่า จนกว่าจำเลยทั้งหกจะออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) คดีจึงมีประเด็นให้วินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งหกมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน และโจทก์เสียหายเพียงใดซึ่งจะได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปพร้อมกัน...เห็นว่า โจทก์นำสืบรับว่า เหตุที่ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงก็เพื่อจะนำไปขายต่อให้แก่บริษัท บี แอนด์ เอส ฟายน์โฮม จำกัด ทั้งยังยอมรับว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 จากนายเย้ยแล้ว โจทก์ยังไม่จดทะเบียนรับโอนมาเป็นของโจทก์ ทั้งนี้เพราะต้องการให้บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนรับโอนจากนายเย้ยโดยตรงทีเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมการโอน 2 ครั้ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมิใช่เพื่อจะนำมาทำประโยชน์ในที่ดิน แต่ซื้อมาเพื่อจะนำไปขายต่อ อันเป็นการหากำไรหรือผลประโยชน์ในระยะเวลาสั้นๆ ฉะนั้นที่โจทก์นำสืบอ้างว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาแล้ว ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลต่างๆ นั้น จึงรับฟังเป็นจริงไม่ถนัด แต่ในขณะเดียวกัน จำเลยทั้งหกกลับนำสืบให้เห็นว่า จำเลยทั้งหกเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 ตั้งแต่ปี 2528 ที่รับโอนมาจากนายสำราญถึงปัจจุบัน โดยนอกจากมีจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เบิกความยืนยันแล้ว จำเลยทั้งหกยังมีนายวิชัย นายมณี นายมานพ และนางสายัณห์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุน นายวิชัยเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยที่ 1 นำรถไถของพยานไปไถไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลังให้จำเลยที่ 1 โดยยืนยันว่าที่ดินที่นำรถไปไถนั้นคือที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 นายมณีเบิกความว่า พยานเป็นผู้รับจ้างขนมันสำปะหลังจากไร่ของจำเลยที่ 1 ไปส่งโรงงาน ส่วนนายมานพและนางสายัณห์เบิกความว่า พยานทั้งสองเช่าที่ดินของบุคคลภายนอกปลูกมันสำปะหลังติดที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 และเห็นจำเลยทั้งหกปลูกมันสำปะหลังอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว พยานทั้งสี่คนของจำเลยทั้งหกเป็นบุคคลภายนอก แม้นายมณีจะมีศักดิ์เป็นญาติกับจำเลยทั้งหก แต่ก็ไม่มีส่วนได้เสียกับจำเลยทั้งหก น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ทำให้ข้อนำสืบของจำเลยทั้งหกมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหกครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่จำเลยทั้งหกนำสืบ จำเลยทั้งหกจึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าโจทก์เข้าทำประโยชน์บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเนื้อที่ดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีความเสียหาย ส่วนความเสียหายในอนาคต เมื่อได้ความว่าปัจจุบันจำเลยทั้งหกเข้าครองครองและทำประโยชน์บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเนื้อที่ที่จำเลยทั้งหกนำสืบ จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งหกยึดถือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้เพื่อตน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้อีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธารารัตน์ เหลืองอร่ามวิฑูร
จำเลย — นายประทีป บุญชื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5278/2552
#494308
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และได้มาระหว่างจำเลยที่ 1 และ ผ. เจ้ามรดกเป็นคู่สมรส กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ว่าเป็นสินสมรส

ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นมรดกของ ผ. กึ่งหนึ่งตกได้แก่ทายาทโดยธรรม ดังนั้นการได้ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงของทายาทโดยธรรมจึงเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ผ. เป็นผู้แทนของทายาทโดยธรรมมีสิทธิจดทะเบียนการได้มาที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงได้ก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาจึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนของจำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย กึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 8159, 8160, 11674 และ 11675 ดังกล่าว เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2542 เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้ง 4 แปลง ดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบและโอนที่ดินทั้ง 4 แปลง เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้ง 4 แปลง โดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หรือไถ่ถอนจำนองให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจดทะเบียนโอน และไถ่ถอนจำนองทั้งสิ้น หากสภาพบังคับไม่เปิดช่องให้บังคับได้ก็ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และนางสาวจันทรกานต์ เกิดนวล(จำเลยร่วม) ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง จากจำเลยที่ 2 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยไม่ชำระค่าตอบแทนและไม่สุจริต ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามฟ้องทั้ง 4 แปลง จากจำเลยที่ 4 แล้วจดทะเบียนขายโดยไม่ชำระค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริตแก่นางสาวจันทรกานต์ ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 กับขอให้เรียกนางสาวจันทรกานต์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมและขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายระหว่างจำเลยที่ 2 และนางสาวจันทรกานต์เฉพาะส่วนของจ่าสิบเอกผาด ผู้ตายกึ่งหนึ่ง แล้วจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับให้เรียกนางสาวจันทรกานต์เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8159, 8160, 11674 และ 11675 ตำบลนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) (ที่ถูก ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ)) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนที่เป็นของจ่าสิบเอกผาด เจ้ามรดกกึ่งหนึ่ง ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของจ่าสิบเอกผาด เจ้ามรดกกึ่งหนึ่งตามสัญญาให้ลงวันที่ 4 กันยายน 2541 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินลงวันที่ 27 มีนาคม 2543 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วม ร่วมกันส่งมอบและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ดังกล่าวในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของจ่าสิบเอกผาด เจ้ามรดกกึ่งหนึ่ง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 13,000 บาท

จำเลยร่วมฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางวีณา ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และในฐานะจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวยุวดี บุตรสาวของจำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์และจำเลยร่วมไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีพยานคือตัวโจทก์และนายประดิษฐ์ ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกผาดเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง จ่าสิบเอกผาดเป็นผู้ซื้อโดยวิธีผ่อนชำระ แต่ให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว เงินที่ผ่อนชำระเป็นเงินเดือนและรายได้พิเศษจากการทำหน้าที่จัดการร้านค้าสโมสรทหารของค่ายจิระประวัติกับดอกเบี้ยเงินกู้ จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่แม่บ้านไม่ได้ประกอบอาชีพ นอกจากนี้โจทก์ยังมีจ่าสิบเอกเฉลิมเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า รู้จักกับจ่าสิบเอกผาดเนื่องจากรับราชการหน่วยเดียวกัน จ่าสิบเอกผาดมีหน้าที่ขายเครื่องอุปโภคบริโภคอยู่ที่สโมสรทหารรวมทั้งออกเงินให้กู้ จำเลยที่ 1 เป็นภริยาจ่าสิบเอกผาดทำหน้าที่แม่บ้าน จ่าสิบเอกผาดมีฐานะดีกว่าผู้รับราชการด้วยกัน คำของโจทก์ นายประดิษฐ์และจ่าสิบเอกเฉลิมสอดคล้องต้องกันว่า นอกจากรายได้จากเงินเดือนแล้วจ่าสิบเอกผาดยังทำหน้าที่พิเศษในร้านค้าสโมสรทหารกับปล่อยเงินกู้ โจทก์และนายประดิษฐ์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกผาดและอยู่อาศัยด้วยกันในบ้านพักของทางราชการกับจ่าสิบเอกผาดและจำเลยที่ 1 ย่อมจะทราบความเป็นไปและฐานะในครอบครัวของจ่าสิบเอกผาด ส่วนจ่าสิบเอกเฉลิมรับราชการที่เดียวกับจ่าสิบเอกผาดย่อมจะทราบว่าจ่าสิบเอกผาดมีฐานะอย่างไรและมีหน้าที่การงานอย่างใด คำของโจทก์ นายประดิษฐ์และจ่าสิบเอกเฉลิมมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้จ่าสิบเอกผาดใช้เงินของจ่าสิบเอกผาดซึ่งเป็นเงินผ่อนโดยได้จากเงินเดือนและการค้าขายของจ่าสิบเอกผาด คำของจำเลยที่ 1 จึงเจือสมกับคำพยานของโจทก์ดังกล่าว ส่วนจำเลยร่วมคงมีแต่จำเลยร่วมเบิกความเพียงว่า ก่อนที่ดินจะเป็นของจำเลยที่ 2 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คำของจำเลยร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ประกอบกับที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ได้มาระหว่างจ่าสิบเอกผาดและจำเลยที่ 1 เป็นคู่สมรส กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ว่าเป็นสินสมรส พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลยร่วม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นสินสมรสของจ่าสิบเอกผาดและจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยร่วมฎีกาในทำนองว่าจ่าสิบเอกผาดและจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาระหว่างสมรสแบ่งทรัพย์สินกันโดยให้ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องนอกประเด็น จำเลยร่วมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมรับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตหรือไม่ โจทก์คงมีแต่ตัวโจทก์เบิกความว่า ทนายโจทก์ได้ยื่นหลักฐานต่อทางราชการขอถ่ายเอกสารและรับรองสำเนาเอกสารปรากฏตามสำเนาคำขอเอกสารหมาย จ.13 ดังนั้น ในการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วม จำเลยร่วมน่าจะทราบว่า ทางผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอกผาดกำลังรวบรวมทรัพย์มรดก และราคาที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ซื้อขายในราคา 1,200,000 บาท ซึ่งความจริงราคาที่ดิน 1,300,000 บาท จึงต่ำกว่าความจริง ตามคำของโจทก์ดังกล่าวเท่ากับโจทก์ยอมรับว่าการโอนมีค่าตอบแทนแต่ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยร่วมทราบว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นทรัพย์มรดก เอกสารหมาย จ.13 ก็ไม่ได้ระบุว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นทรัพย์มรดก ทั้งเอกสารหมาย จ.13 ก็เป็นเพียงเอกสารตามปกติทั่วไปซึ่งเก็บไว้ ที่สำนักงานที่ดินตามระเบียบราชการเท่านั้นไม่ได้เป็นเอกสารที่มีลักษณะพิเศษที่บุคคลภายนอกจะสนใจ แม้หากบุคคลใดพบเห็นก็ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง เป็นสินสมรสระหว่างจ่าสิบเอกผาดกับจำเลยที่ 1 อนึ่ง ราคาที่ดิน 1,300,000 บาท เป็นเพียงราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 เพื่อใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเท่านั้น ซึ่งก็ไม่สูงกว่าราคา 1,200,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยร่วม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันก่อนที่เจ้าพนักงานจะประเมินเกือบ 1 ปี มากนัก จำเลยร่วมก็เบิกความยืนยันว่า ซื้อจากจำเลยที่ 2 ในราคา 2,300,000 บาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินให้ระบุในราคาที่จดทะเบียนตามราคาประเมิน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านทำนองเดียวกัน คำเบิกความดังกล่าวสมเหตุสมผลและเป็นข้อที่ทราบกันโดยทั่วไปในกลุ่มของบุคคลผู้ค้าที่ดินว่าราคาที่จดทะเบียนซื้อขายที่ดินมักจะคิดตามราคาประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมให้น้อยลง ดังนี้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง โดยไม่สุจริตประกอบกับโฉนดที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ไม่ปรากฏชื่อของจ่าสิบเอกผาด เมื่อจำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 เคยนำไปจำนองแก่ธนาคารจำเลยที่ 4 เพื่อประกันหนี้จำเลยที่ 3 ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า บุคคลภายนอกย่อมเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวก่อนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี จำเลยร่วมมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ การที่จำเลยร่วมสืบทราบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อในทางทะเบียนโดยไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงไปจำนองไว้แก่ธนาคารจำเลยที่ 4 เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยร่วมเพิ่งจะทราบในวันจดทะเบียนรับโอนโดยจำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองและขายให้แก่จำเลยร่วมในวันเดียวกันก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าจำเลยร่วมไม่สุจริต หาเป็นข้อพิรุธว่าจำเลยร่วมไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไม่ จำเลยร่วมมีหลักฐานแคชเชียร์เช็คราคา 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่าการโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ระหว่างจำเลยร่วมและจำเลยที่ 2 เป็นการโอนมีค่าตอบแทน นอกจากนี้เมื่อจำเลยร่วมรับโอนมาแล้ว ยังได้ขอรวมโฉนดที่ดินเป็นแปลงเดียว และว่าจ้างให้นายวิชัย มาทำการถมที่ดินเพื่อทำการก่อสร้างหอพักโดยนายวิชัยก็เบิกความยืนยันว่าได้รับจ้างถมที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ก็เบิกความว่า ที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นบึงและป่า จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าคำของจำเลยร่วมมีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่าจำเลยร่วมกระทำการโดยสุจริต ยิ่งกว่านั้นขณะจ่าสิบเอกผาดมีชีวิต จ่าสิบเอกผาดก็ไม่ดำเนินการใส่ชื่อจ่าสิบเอกผาดในโฉนดที่ดินให้ปรากฏตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ครั้นเมื่อจ่าสิบเอกผาดถึงแก่ความตาย และศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ก็ไม่ดำเนินการขออายัดที่ดินไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันมิให้จำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ ว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ไม่ใช่มรดกของจ่าสิบเอกผาด นับว่าจ่าสิบเอกผาดและโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง กึ่งหนึ่งเป็นของจ่าสิบเอกผาด พยานหลักฐานที่จำเลยร่วมนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจกท์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง โดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังขึ้น ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง กึ่งหนึ่งเป็นมรดกตกได้แก่ทายาทโดยธรรมของจ่าสิบเอกผาด ดังนั้นการได้ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงของทายาทโดยธรรมจึงเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอกผาดเป็นผู้แทนของทายาทโดยธรรมมีสิทธิจดทะเบียนการได้มาที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง ได้ก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาจึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนของจำเลยร่วมได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังขึ้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกา แต่มูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยร่วมเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8159, 8160, 11674 และ 11675 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนที่เป็นของจ่าสิบเอกผาด เจ้ามรดกกึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1300 ม. 1474 (1) ม. 1475 ม. 1719
ชื่อคู่ความ
นางอนงค์ เอี่ยมอรุณ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของจ่าสิบเอกผาด แข็งเขตร์
นางชื้น แข็งเขตร์หรือธรรมประทีป
จำเลย — โดยนางยุวดี สว่างเดือน ผู้เช่า กับพวก
จำเลยร่วม — นางสาวจันทรกานต์ เกิดนวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายเชิดชัย มธุรส
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5262/2552
#503002
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แม้ปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา แต่ก็ยังอยู่ในระยะเวลายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จึงเป็นการถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งไปเสียเลย เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 113,616 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 24 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษในกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 113,616 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงแต่ผู้พิพากษาดังกล่าวไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แม้ปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา แต่ก็ยังอยู่ในระยะเวลายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จึงเป็นการถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุดในกรณีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วจึงเห็นสมควรสั่งไปเสียเลย เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)"

จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 35 ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดี ศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นางฐาปนีย์ นิลเนาวรัตน์โชติ
ชื่อองค์คณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2552
#493981
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องนำวิธีพิจารณาความอาญา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาใช้บังคับแก่คดี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 26

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ให้โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวน จากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 274, 275

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาจับกุม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดจึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องนำวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาใช้บังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวน จากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย ตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาคดีนี้ ระบุวัน เดือน ปีและเวลาจับเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 13 นาฬิกา วัน เดือน ปี และเวลาควบคุมเป็นวันเดียวกัน เวลา 14.40 นาฬิกา จึงต้องถือว่าวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.40 นาฬิกา เป็นเวลาที่นำตัวจำเลยจากที่จับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ซึ่งยังมิได้นับเวลาที่นำตัวจำเลยจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้ารวมในกำหนดเวลาด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เวลา 13.55 นาฬิกา จึงเห็นได้ชัดว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ โดยเหตุว่าโจทก์ฟ้องเกินกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาจับกุมนั้น จึงมิชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่มีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนตรี นาโนน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2552
#502999
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิได้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวน จากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วยตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจา ระบุวัน เดือน ปี และเวลาจับเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 13 นาฬิกา วัน เดือน ปี และเวลาควบคุมเป็นวันเดียวกัน เวลา 14.40 นาฬิกา จึงต้องถือว่าวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.40 นาฬิกา เป็นเวลาที่นำตัวจำเลยจากที่จับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ซึ่งยังมิได้นับเวลาที่นำตัวจำเลยจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้ารวมในกำหนดเวลาด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เวลา 13.55 นาฬิกา จึงเห็นได้ชัดว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาจับกุมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 274, 275

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาจับกุม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดจึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องนำวิธีพิจารณาความอาญาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาใช้บังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวน จากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย ตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาคดีนี้ ระบุวัน เดือน ปี และเวลาจับเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 13 นาฬิกา วัน เดือน ปี และเวลาควบคุมเป็นวันเดียวกัน เวลา 14.40 นาฬิกา จึงต้องถือว่าวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 14.40 นาฬิกา เป็นเวลาที่นำตัวจำเลยจากที่จับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ซึ่งยังมิได้นับเวลาที่นำตัวจำเลยจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้ารวมในกำหนดเวลาด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เวลา 13.55 นาฬิกา จึงเห็นได้ชัดว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ โดยเหตุว่าโจทก์ฟ้องเกินกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาจับกุมนั้น จึงมิชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่มีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนตรี นาโนน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5212/2552
#508257
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า ได้นำข้อความในเนื้อหาสาระสำคัญของหนังสือเรื่อง "อโรคยา" และเรื่อง "ล้างพิษ" ทั้งได้นำความรู้จากหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" ของโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้ง 3 เล่ม มาลงในหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" เพื่อถ่ายทอดให้ประชาชนทราบด้วย ในฐานะที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงนำมาลงในหนังสือของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงนำมาลงในหนังสือของโจทก์ร่วมที่ 2 หนังสือทั้ง 4 เล่มของโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวมีเนื้อหาที่ได้แปลมาจากวรรณกรรมภาษาต่างประเทศของเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งได้รับควมคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 42 ประกอบ พ.ร.ฎ.เงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 5 ผู้แปลและโจทก์ร่วมทั้งสองผู้รับโอนงานแปลต่างไม่ได้ขออนุญาตในการแปลจากเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเลย จึงเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแต่อย่างใด การที่โจทก์อ้างว่าขณะแปลยังไม่มี พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ เพราะหนังสือทั้ง 4 เล่มดังกล่าวได้ตีพิมพ์เผยแพร่ก่อนปี 2537 ทุกเล่มแล้ว ต่อมาหลัง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประกาศใช้บังคับ โจทก์ร่วมทั้งสองได้ติดต่อสำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเพื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ จึงยังไม่ได้รับอนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่สำนักพิมพ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เท่ากับแสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้แปลหนังสือต่างประเทศที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นภาษาไทยยังไม่ได้รับอนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ โจทก์ร่วมทั้งสองผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิในงานแปลดังกล่าวดีกว่าผู้โอนและไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้ง 4 เล่ม ดังนี้ โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 27, 31, 69, 70, 75 และ 76 และสั่งให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับสั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทรวมทรรศน์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 และนายแพทย์บรรจบ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเกิดจากเจตนาเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบหนังสือของกลางเรื่อง "อาหารรักษาโรค", เรื่อง "อาหารต้านโรคเสื่อม", เรื่อง "วิถีดูแลตนเองแบบธรรมชาติ", เรื่อง "การล้างพิษโดยวิธีธรรมชาติ" เรื่อง "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติ", และเรื่อง "ธรรมชาติบำบัด 1" รวม 6 เล่ม กับให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า บริษัทรวมทรรศน์ จำกัด โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ตามหนังสือรับรอง เอกสารหมาย จ. 1 โจทก์ร่วมที่ 2 จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ปี 2516 เคยไปศึกษาวิชาเวชกรรมฝังเข็ม ที่สถาบันแพทยศาสตร์ ตงจื่อหมิน ตั้งอยู่นครปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยไปศึกษาดูงานด้านธรรมชาติบำบัดที่สถาบัน Ana Aslan ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองดอร์ทมุน ประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี และที่สถาบัน Aeskulap ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งได้ศึกษาการแพทย์แผนธรรมชาติ และการแพทย์แผนไทยจากแพทย์หญิงเพ็ญนภา เมื่อปี 2526 โจทก์ร่วมที่ 2 เปิดสถานพยาบาล 3 แห่ง คือ คลีนิคคลองประปา ลลิตารวมแพทย์ และชานเมืองโพลีคลินิกซึ่งใช้ความรู้จากการแพทย์แผนปัจจุบันกับความรู้ด้านธรรมชาติบำบัดรักษาผู้ป่วยคลีนิคคลองประปาได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ประมาณต้นปี 2534 นายเรืองชัย บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เห็นว่าโจทก์ร่วมที่ 2 นำความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติบำบัด และการล้างพิษ มาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นคนแรก จึงให้โจทก์ร่วมที่ 2 เขียนบทความเป็นตอน ๆ ลงในนิตยสารดังกล่าว ตามสำเนาบทความ เอกสารหมาย จ.2 และ จ.ร.1 ต่อมาในปี 2535 โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รวบรวมบทความในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์มาพิมพ์เป็นเล่มโดยใช้ชื่อหนังสือว่า "ธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" ตามสำเนาหนังสือเรื่อง "ธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "เบื่อหมอเบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" โจทก์ร่วมที่ 1 มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง "Fish Oils Update" ให้นายแพทย์สมพงศ์ สหพงศ์ ไปทำการแปลเป็นหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" ซึ่งนายแพทย์สมพงศ์โอนลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามสำเนาสัญญาโอนลิขสิทธิ์ โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือดังกล่าว และได้เขียนบทนำไว้ด้วย นอกจากนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง "Nature Cure for Common Diseases" และหนังสือเรื่อง "10 Day Clean-up Plan" ให้แพทย์หญิงณัฏฐา ภริยาของโจทก์ร่วมที่ 2 ไปทำการแปลเป็นหนังสือเรื่อง "อโรคยา" และเรื่อง "ล้างพิษ" โดยแพทย์หญิงณัฏฐาใช้นามปากกาว่า ปาริชาติ ซึ่งแพทย์หญิงณัฏฐาโอนลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมทั้งสองเรื่องให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามสำเนาสัญญาโอนลิขสิทธิ์ หนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" เรื่อง "อโรคยา" เรื่อง "ล้างพิษ" เรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" เผยแพร่ครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2534, 2532, 2534 และ 2533 ตามลำดับ ตามหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" เรื่อง "อโรคยา" เรื่อง "ล้างพิษและบัญชีแสดงวันเดือนปีที่เผยแพร่ และสถานที่ที่เผยแพร่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับเชิญให้ไปเผยแพร่ความรู้ในเรื่องธรรมชาติบำบัดและการล้างพิษทางสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุต่างๆ ตามเทปรายการโทรทัศน์ และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับเชิญให้ไปบรรยายตามหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ตามหนังสือเชิญ จำเลยเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาศัลยกรรมพลาสติกในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่จำเลยไม่เคยมีชื่อเสียงในด้านธรรมชาติบำบัดและการล้างพิษ เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงต้นเดือนธันวาคม 2543 โจทก์ร่วมที่ 2 พบว่ามีหนังสือของจำเลยชื่อ "อาหารรักษาโรค", "อาหารต้านโรคเสื่อม", "วิถีดูแลตนเองแบบธรรมชาติ", "การล้างพิษโดยวิธีธรรมชาติ" และ "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติ" วางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือ โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ซื้อหนังสือดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง "อาหารรักษาโรค", "อาหารต้านโรคเสื่อม", "วิถีดูแลตนเองแบบธรรมชาติ", "การล้างพิษโดยวิธีธรรมชาติ" และ "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติตามลำดับ และใบเสร็จรับเงิน กับสำเนาใบส่งของ โจทก์ร่วมที่ 2 นำข้อความในหนังสือทั้ง 5 เล่ม ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลาน้ำมันลดไขมัน" เรื่อง "อโรคยา" เรื่อง "ล้างพิษ" เรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัดวิถีสุขภาพแนวใหม่" ของโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว แบบประโยคต่อประโยค บรรทัดต่อบรรทัด คำต่อคำ และเปรียบเทียบคำว่า "ที่ ซึ่ง อัน" ปรากฏว่า เหมือนกัน ตามตารางการคัดลอกงานวรรณกรรม ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 เชื่อว่าจำเลยลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมที่ 2 มอบให้นายสมชาย ทนายความของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายอินเตอร์เนท จำกัด มีหนังสือถึงจำเลยให้มาเจรจากับโจทก์ร่วมทั้งสอง ในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ ตามหนังสือของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายอินเตอร์เนท จำกัด ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2543 และมีหนังสือไปยังผู้จัดการของสำนักพิมพ์รักสุขภาพ และสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ตามหนังสือของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายอินเตอร์เนท จำกัด ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2543 ต่อมาจำเลยไปพบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่คลีนิคคลองประปา โดยจำเลยขอโทษโจทก์ร่วมที่ 1 และขอร้องให้โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เอาเรื่องจำเลย และจำเลยยอมรับว่า ไม่เคยรู้เรื่องธรรมชาติบำบัด และการล้างพิษ แต่ให้บุคคลอื่นคัดลอกบทประพันธ์ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เรียกค่าเสียหาย จำนวน 5,000,000 บาท โดยคำนึงถึงยอดจำหน่ายหนังสือของจำเลย ในการพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งมียอดจำหน่ายถึง 993,384 บาท ตามสำเนายอดชำระเงินของบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด จำเลยเจรจาต่อรองโดยขอชำระเป็นหลักทรัพย์ ต่อมาจำเลยให้ทนายความส่งบันทึกข้อตกลงมาให้โจทก์ร่วมที่ 2 พร้อมแนบโฉนดที่ดินมาด้วย ตามสำเนาบันทึกข้อตกลง โจทก์ร่วมที่ 2 ตรวจดูโฉนดที่ดินแล้ว ปรากฏว่าเป็นที่ดินที่ติดจำนอง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ยอมรับ จากนั้น จำเลยมิได้ติดต่อกับโจทก์ร่วมที่ 2 อีก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 โจทก์ร่วมที่ 2 ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ตามหนังสือร้องทุกข์ โจทก์ร่วมที่ 2 ส่งมอบหนังสือ เอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.21 ให้แก่พนักงานสอบสวน ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน โจทก์ร่วมที่ 2 พบหนังสือของจำเลย เรื่อง "ธรรมชาติบำบัด 1" และ "ธรรมชาติบำบัด 2" วางจำหน่าย ตามสำเนาหนังสือ เรื่อง "ธรรมชาติบำบัด 1" และ "ธรรมชาติบำบัด 2" เนื้อหาของหนังสือทั้งสองเล่มลอกเลียนมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง

โจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบว่า นายไมตรี ขณะรับราชการที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับนางศิริวรรณ ภริยา แต่งหนังสือ "อาหารและมะเร็ง" ซึ่งพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2527 หนังสือดังกล่าวมีการแก้ไขเพิ่มเติม และพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อเดือนตุลาคม 2532 โดยใช้ชื่อหนังสือว่า "อาหารและมะเร็ง กินอย่างไรจึงจะไม่เป็นมะเร็ง (Diet and Cancer)" ต่อมานายไมตรีทราบว่าจำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือดังกล่าวของนายไมตรีโดยลอกเลียนข้อความทั้งย่อหน้า ด้วยการเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อย เปลี่ยนข้อความตอนท้ายเล็กน้อย ส่วนตรงกลางข้อความเหมือนกับหนังสือของนายไมตรี และจำเลยได้พิมพ์หนังสือเรื่อง "อาหารต้านมะเร็ง (ศิลปการป้องกันและรักษามะเร็งยุคใหม่)" ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2533 โดยมีบริษัทดวงกมลสมัย จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่าย ต่อมาจำเลยได้พิมพ์หนังสือดังกล่าวอีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า "อาหารต้านมะเร็ง" ซึ่งระบุว่าพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2535 หนังสือดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสัมผัสที่ 6 และจัดจำหน่ายโดยบริษัทสามัคคีสาร (ดอกหญ้า) จำกัด นายไมตรีเคยแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยในปี 2545 แต่เรื่องเงียบหายไปนายแพทย์วิชัย อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอ่านบทความที่โจทก์ร่วมที่ 2 เขียนเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัด ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ฉบับแรก และอ่านต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี แล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 จะศึกษาค้นคว้า และเขียนตามความเข้าใจจากการนำความรู้มาทดลองปฏิบัติ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์วิชัยเห็นว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องการแพทย์ทางเลือกมาเป็นเวลานาน จึงได้เชิญโจทก์ร่วมที่ 2 มาแสดงวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ของกรม และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการศึกษาวิจัยในคนด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

จำเลยนำสืบว่า จำเลยจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี 2507 ถึงปี 2510 จำเลยไปศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาศัลยศาสตร์และศัลยศาสตร์ตกแต่ง ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี 2507 จำเลยเริ่มศึกษาการแพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดซึ่งเริ่มแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นควบคู่ไปด้วย หลังจากสำเร็จการศึกษา จำเลยรับราชการเป็นอาจารย์ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีระหว่างปี 2512 ถึงปี 2514 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นลูกศิษย์ของจำเลย ในระหว่างปี 2524 ถึงปี 2535 จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก โดยจำเลยต้องเดินทางไปทำงานที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย และกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างที่ทำงานในประเทศดังกล่าว จำเลยได้ศึกษาด้านธรรมชาติบำบัดด้วย ต่อมาจำเลยได้รับเลือกเป็นประธานสถาบันสุขภาพนานาชาติ และประธานชมรมการแพทย์ทางธรรมชาติบำบัด ตามสำเนาชีวประวัติ จำเลยมีความสัมพันธ์กับสถาบัน Maharishi Ayur-Veda Health Centers ตามสำเนาที่ตั้งของ Maharishi Ayur-Veda Health Centers, Clinics and Colleges และจำเลยเคยสั่งซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ของมหาตมะคานธี ซึ่งมหาตมะคานธีถือเป็นบิดาแห่งธรรมชาติบำบัด ตามแคตตาล็อก ทำให้จำเลยได้รับข้อมูลด้านธรรมชาติบำบัดมากมาย เนื่องจากการแพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดไม่เป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัย จำเลยจึงเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนนอกมหาวิทยาลัย เช่น ที่สโมสรโรตารี สโมสรไลออนส์ และที่โรงพยาบาลมิชชั่น โดยจำเลยจะจัดทำบทความทางวิชาการเป็นเอกสารแจกแก่ผู้ฟัง จำเลยได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องธรรมชาติบำบัดหลายร้อยครั้ง ดังปรากฏตัวอย่างจากสำเนาหนังสือเชิญเป็นวิทยากร คำบรรยายเรื่อง "วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (ศาสตร์องค์รวม) สำเนาหนังสือเชิญประชุมและอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมประชุมวิชาการและประชุมเชิงปฏิบัติการหลายครั้ง ดังปรากฏตัวอย่างจากสำเนาเอกสารการประชุมวิชาการกรมการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 8 สำเนาหนังสือเชิญประชุมและอื่น ๆ รวมทั้งจำเลยได้รับเชิญไปบรรยายในระดับนานาชาติตามเอกสารการประชุม Challenges in Functional Food Ingredients จำเลยเคยดำรงตำแหน่งประธานชมรมธรรมชาติบำบัด ปรากฏตามสำเนาจุลสารชมรมธรรมชาติบำบัด จำเลยเคยได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจัดทำหลักสูตรของสถาบันการแพทย์ธรรมชาติศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัย Natural Medicine แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาจะจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย ตามสำเนาโครงการจำเลยเคยเข้าประชุมนานาชาติที่เรียกว่า Leadership Forum 2002 และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการวิชาการของประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในกรอบเอเปค ตามสำเนากำหนดการประชุมและสำเนาหนังสือเชิญประชุม ในประเทศไทยมีผู้สนใจเรื่องธรรมชาติบำบัดหลายราย เช่น ศาสตราจารย์นายแพทย์อวย ซึ่งนำวิชาอายุรเวชของอินเดียมาผสานกับการแพทย์แผนไทยและการนวดแผนไทย พลเรือตรี หลวงสุวิชาญซึ่งศึกษาวิชาพลังจักรวาล คุณย่าเยาวเรศ ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังกายทิพย์ และนายวิทิต ซึ่งสนใจการแพทย์แผนจีน เช่น เรื่องการฝังเข็ม ที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่า เป็นผู้นำความรู้เรื่องธรรมชาติบำบัดมาใช้ที่ประเทศไทยเป็นคนแรกจึงไม่เป็นความจริง หนังสือแนวธรรมชาติบำบัดมีการจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งอื่นนอกจากโจทก์ร่วมที่ 1 เช่น หนังสือเรื่อง "อาหารและมะเร็ง" ของนายไมตรี เป็นต้น นอกจากนี้ หนังสือเรื่อง "10 Day Clean-up Plan" ก็เคยมีบุคคลอื่นแปลเป็นหนังสือเรื่อง "ธรรมชาติบำบัดใน 10 วัน" ส่วนจำเลยสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ดี จึงไม่เคยอ่านหนังสือภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษและหนังสือเรื่อง "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติ" ได้รับการอ้างอิงในหนังสือเรื่อง "แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ : ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ" ในช่วงที่โจทก์ร่วมที่ 2 จัดตั้งสำนักพิมพ์รวมทรรศน์ โจทก์ร่วมที่ 2 เชิญจำเลยเป็นที่ปรึกษา จำเลยตกลงเนื่องจากต้องการช่วยเหลือลูกศิษย์ ต่อมาเมื่อปี 2530 จำเลยพบว่าโจทก์ร่วมที่ 2 นำชื่อของจำเลยขึ้นปกหนังสือ "รู้ไว้ใช้ฉุกเฉิน" ร่วมกับแพทย์หญิงลลิตา ภริยาของโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าจำเลยเป็นผู้แต่ง และบทความเรื่อง "เพลิงไหม้" และ "ภัยจากน้ำท่วม" ในหนังสือดังกล่าวระบุชื่อจำเลยว่าเป็นผู้เขียน แต่ความจริงจำเลยมิใช่ผู้เขียน ตามสำเนาหนังสือ "รู้ไว้ใช้ฉุกเฉิน" จำเลยโทรศัพท์ไปต่อว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมที่ 2 นำกระเช้าไปขอขมาจำเลย ต่อมาจำเลยว่าจ้างโจทก์ร่วมที่ 2 พิมพ์หนังสือเรื่อง "วิทยาศาสตร์ความปลอดภัย" จำเลยขอให้คิดค่าพิมพ์จากค่าลิขสิทธิ์ที่โจทก์ร่วมที่ 2 ละเมิดในกรณีของหนังสือ "รู้ไว้ใช้ฉุกเฉิน" แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ยินยอมและฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าพิมพ์หนังสือดังกล่าว ศาลได้ไกล่เกลี่ยและจำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 ไปแล้ว นับแต่นั้นมาโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลยและใส่ร้ายจำเลยมาตลอด เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2543 ทนายความของโจทก์ร่วมที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวจำเลยว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยจึงไปพบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่คลินิกเพื่อดูเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เมื่อพบกัน โจทก์ร่วมที่ 2 พูดจาเกรี้ยวกราด และข่มขู่ให้จำเลยนำเงิน 2,000,000 บาท มาให้โจทก์ร่วมที่ 2 ภายใน 2 วัน มิฉะนั้นจะให้สัมภาษณ์เพื่อประจานจำเลย ซึ่งขณะนั้นจำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อของพรรคชาติพัฒนา ตามนามบัตร ได้ดูหนังสือที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์คร่าวๆ แต่ไม่มีเวลาตรวจสอบเนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาหาเสียง นายธันวาทนายความของจำเลยแนะนำให้ถ่วงเวลาไปก่อนโดยเสนอหลักทรัพย์ให้โจทก์ร่วมที่ 2 พิจารณา จำเลยจึงให้สำเนาโฉนดที่ดินจำนวน 1 แปลง แก่ทนายความไปจัดการ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้นัดให้จำเลยไปพบ จำเลยจึงทราบว่าถูกโจทก์ร่วมที่ 2 แจ้งความดำเนินคดี จำเลยคัดลอกหลักฐานซึ่งมีอยู่ที่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อไปตรวจสอบกับต้นฉบับคำบรรยายที่จำเลยจัดทำขึ้น เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และมอบต้นฉบับแก่เจ้าพนักงานเพื่อโต้แย้งข้ออ้างของโจทก์ จำเลยเขียนบทความทางวิชาการ 4 เรื่อง คือ (1) การรักษาคนไข้ครบวงจรตามแนวธรรมชาติบำบัด (Treat the patient as a whole) เขียนเมื่อเดือนตุลาคม 2533 ตัวตนของเราเป็นผลพวงของสิ่งที่เรากิน (You are what you eat) เขียนเมื่อเดือนธันวาคม 2530 อโรคยา - วิถีดูแลตนเองตามแนวมหาตมะคานธี (Arogya - Gandhi's Nature Cure) เขียนเมื่อเดือนธันวาคม 2529 การล้างพิษจากร่างกาย (Detoxification) เมื่อเดือนมกราคม 2530 หนังสือเรื่อง "อาหารรักษาโรค" มีที่มาจากบทความเรื่อง "การรักษาคนไข้ครบวงจรตามแนวธรรมชาติบำบัด" มิได้คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" บทความดังกล่าวจำเลยแปลและเรียบเรียงจากหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่ม เช่น จากบทความของดีน ออร์นิช และคณะ (Dean Ornish et al.) จากวารสารการแพทย์ Lancet, Vol. 336 คำว่า "แม็กกะวิตามิน" มาจากคำว่า "Mega-vitamin" หมายถึง การกินวิตามินในขนาดสูงมาก ๆ แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ดัดแปลงเป็น แม็กซวิตามิน ซึ่งไม่มีผู้ใดใช้ คำว่า "องค์เอกภาพ" และ "พลังแห่งการสมานคืน" จำเลยแปลจากคำว่า "Law of Unity" และ "The Great Law of Life" ตามลำดับ ซึ่งตามหลักของธรรมชาติบำบัด ร่างกายมีพลังแห่งการสมานคืนรักษาตนเองได้ภายใน 10 วัน แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ดัดแปลงเป็น 10 ถึง 15 วัน ซึ่งผิดไปจากหลักสากล ส่วนคำว่า "การแพทย์แห่งศตวรรษที่ 20" โจทก์ร่วมที่ 2 ดัดแปลงเป็น "การแพทย์ยามรุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 21" ซึ่งผิดไปจากความจริง เพราะในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องการแพทย์ทางพันธุกรรม (Genetic Medicine) เช่น การตัดต่อยีน เป็นต้น หนังสือเรื่อง "อาหารต้านโรคเสื่อม" มีที่มาจากบทความเรื่อง "ตัวตนของเราเป็นผลพวงของสิ่งที่เรากิน" มิได้คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" บทความดังกล่าวจำเลยแปลและเรียบเรียงจากหนังสือภาษาอังกฤษประมาณ 10 เล่ม รวมทั้งหนังสือของ Richard A. Passwater (ผู้แต่งเรื่อง Fish Oil Update) จำนวน 4 เล่ม หนังสือเรื่อง "วิถีดูแลตนเองแบบธรรมชาติ" มีที่มาจากบทความเรื่อง "อโรคยา - วิถีดูแลตนเองตามแนวมหาตมะคานธี" มิได้คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง "อโรคยา" บทความดังกล่าวจำเลยแปลและเรียบเรียงจากหนังสือหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเรื่อง "Nature Cure" และเรื่อง "Key to Health" ของมหาตมะคานธี และเรื่อง "Nature Cure for Common Diseases" ของ "Vithaldas Modi" หนังสือเรื่อง "การล้างพิษโดยวิธีธรรมชาติ" มีที่มาจากบทความเรื่อง "การล้างพิษจากร่างกาย" มิได้คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง "ล้างพิษ" และหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา - น้ำมันลดไขมัน" บทความดังกล่าวจำเลยเรียบเรียงจากหนังสือของ Leslie Kenton ถึง 3 เล่ม ซึ่งรวมทั้งหนังสือเรื่อง "10 Day Clean-up Plan" ด้วย หน้า 3 มีข้อความว่า "ร่างกายมีส่วนประกอบเป็นน้ำย่อยถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ประมาณห้าลิตร ก็คือ เลือด อีกห้าลิตรเป็นน้ำย่อยอยู่ในระบบย่อยอาหาร ที่เหลือนอกจากนั้นอยู่ในระบบน้ำเหลืองทั้งหมด" แต่ตามหนังสือเรื่อง "ล้างพิษ" หัวข้อ ทะเลในร่างกาย มีข้อความว่า "ร่างกายของคุณมีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 75 เปอร์เซ็นต์... "น้ำทะเล" ประมาณห้าลิตรก็คือเลือด อีกห้าลิตรเป็นน้ำย่อยอยู่ในระบบย่อยอาหารที่เหลือนอกจากนั้นอยู่ในระบบน้ำเหลืองทั้งหมด" และมีข้อความว่า "เริ่มที่หัวไหล่ถูในทิศทางลงในลักษณะลากยาวเรื่อยไปทางแขนถึงปลายนิ้ว" อันเป็นวิธีธรรมชาติบำบัดแบบตะวันออก แต่ตามหนังสือเรื่อง "ล้างพิษ" ใช้ข้อความว่า "ให้เริ่มที่ปลายนิ้ว ถูในทิศทางขึ้นในลักษณะลากยาวเรื่อยไปทางแขนถึงหัวไหล่" มีข้อความว่า "ควรกินผลไม้ชนิดเดียวกันตลอดทั้งวันเพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้สะดวก แต่ถ้าผลไม้ชนิดนั้นมีน้อยไม่พอกินทั้งวัน คุณสามารถเปลี่ยนไปกินผลไม้ชนิดอื่นได้ แต่ต้องทิ้งระยะห่างอย่างน้อยสัก 1 ชั่วโมง" แต่ในหนังสือ "ล้างพิษ" มีข้อความว่า "ควรกินผลไม้ชนิดเดียวกันตลอดทั้งวัน เพราะจะทำให้ระบบย่อยทำงานได้สะดวก แต่ถ้าผลไม้ชนิดนั้นมีน้อยไม่พอกินทั้งวัน คุณสามารถเปลี่ยนไปกินผลไม้ชนิดอื่นได้ แต่ต้องทิ้งระยะห่างอย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมง... เพราะผลไม้ย่อยง่ายไม่อยู่ท้อง มันจะไม่อยู่ภายในกระเพาะนานกว่า 1 ชั่วโมง" ซึ่งข้อความดังกล่าวขัดกันเอง หนังสือเรื่อง "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติ" มีที่มาจากบทความเรื่อง "การรักษาคนไข้ครบวงจรตามแนวธรรมชาติบำบัด" มิได้คัดลอกจากหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" ส่วนหนังสือเรื่อง "ธรรมชาติบำบัด 1" และ "ธรรมชาติบำบัด 2" นำมาจากบทความของจำเลยที่กล่าวมาทั้งหมด แต่สำนักพิมพ์เปลี่ยนชื่อหนังสือให้ไพเราะขึ้น จำเลยได้นำพยานบุคคลไปให้การเป็นพยาน ได้แก่ นางวรวรรณ นางประไพรัตน์ และนายสุนทร นางวรวรรณเคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเคยเห็นเอกสารที่จำเลยพิมพ์แจกเผยแพร่ ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำนอกจากนี้นางวรวรรณเป็นผู้ขอนำเอกสารที่จำเลยเผยแพร่มาพิมพ์เป็นเล่ม ต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยและสำนักพิมพ์ที่จัดพิมพ์หนังสือของจำเลย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ในปี 2535 โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รวบรวมบทความต่าง ๆ ที่เคยเขียนเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์มาพิมพ์รวมเป็นเล่ม ชื่อหนังสือว่า "ธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" นายแพทย์สมพงศ์ ได้โอนงานวรรณกรรมหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" ซึ่งแปลมาจากหนังสือเรื่อง "Fish Oils Update" ของ Richard A. Passwater" ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ตามสำเนาสัญญาโอนลิขสิทธิ์ และแพทย์หญิงณัฏฐา ได้โอนงานวรรณกรรมหนังสือเรื่อง "อโรคยา" ซึ่งแปลมาจากหนังสือเรื่อง "Nature Cure for Common Diseases" ของ "Vithaldas Modi" และงานวรรณกรรมหนังสือเรื่อง "ล้างพิษ" ซึ่งแปลมาจากหนังสือเรื่อง "10 Day Clean - up Plan" ของ leslie Kenton's" ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งสองเรื่อง ตามสำเนาสัญญาโอนลิขสิทธิ์ ส่วนจำเลยเป็นผู้แต่งหนังสือรวม 7 เรื่อง คือ "อาหารรักษาโรค" เรื่อง "อาหารต้านโรคเสื่อม" เรื่อง "วิถีดูแลตนเองแบบธรรมชาติ" เรื่อง "การล้างพิษโดยวิธีธรรมชาติ" เรื่อง "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติ" เรื่อง "ธรรมชาติบำบัด 1" และเรื่อง "ธรรมชาติบำบัด 2" ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2543 โจทก์ร่วมที่ 2 พบว่าหนังสือเรื่อง "อาหารรักษาโรค" เรื่อง "อาหารต้านโรคเสื่อม" เรื่อง "วิถีดูแลตนเองแบบธรรมชาติ" เรื่อง "การล้างพิษโดยวิธีธรรมชาติ" และเรื่อง "พลังแห่งการรักษาของธรรมชาติ" รวม 5 เรื่อง ของจำเลยซึ่งวางจำหน่ายตามท้องตลาดได้ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยทำซ้ำ ลอกเลียน หรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีกับจำเลยและพวกในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการทำซ้ำ ดัดแปลง ขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งงานวรรณกรรม ตามหนังสือร้องทุกข์ และสำเนารายงานประจำวัน หนังสือเรื่อง "Fish Oil Update" โฆษณาครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2530 หนังสือเรื่อง "Nature Cure for Common Diseases" โฆษณาครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2523 และหนังสือเรื่อง "10 Day Clean-up Plan" โฆษณาครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2529 ประเทศดังกล่าวข้างต้นเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศกรุงเบอร์นว่าด้วยความคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม หนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" แปลและโฆษณาครั้งแรกเมื่อปี 2533 หนังสือเรื่อง "อโรคยา" แปลและโฆษณาครั้งแรกเมื่อปี 2532 ส่วนหนังสือเรื่อง "ล้างพิษ" แปลและโฆษณาครั้งแรกเมื่อปี 2534 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดดังฟ้องโจทก์หรือไม่ ก่อนอื่นเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้ง 4 เล่ม คือ หนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" เรื่อง "อโรคยา" เรื่อง "ล้างพิษ" และเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" หรือไม่ เห็นว่า นายแพทย์สมพงศ์ผู้แปลหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" และแพทย์หญิงณัฏฐาผู้แปลหนังสือเรื่อง "อโรคยา"และเรื่อง "ล้างพิษ" ต่างก็โอนงานแปลทั้ง 3 เล่ม ดังกล่าวให้โจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวโดยเป็นผู้สร้างสรรค์คิดค้นรวบรวมขึ้นมาเอง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 กลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า ได้นำข้อความในเนื้อหาสาระสำคัญของหนังสือเรื่อง "อโรคยา" และเรื่อง "ล้างพิษ" ทั้งได้นำความรู้จากหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" ของโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้ง 3 เล่ม มาลงในหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" เพื่อถ่ายทอดให้ประชาชนทราบด้วย ในฐานะที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นบรรณาธิการหนังสือของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงนำมาลงในหนังสือของโจทก์ร่วมที่ 2 หนังสือทั้ง 4 เล่ม ของโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวมีเนื้อหาที่ได้แปลมาจากวรรณกรรมภาษาต่างประเทศของเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 42 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2526 มาตรา 5 ผู้แปลและโจทก์ร่วมทั้งสองผู้รับโอนงานแปลต่างไม่ได้ขออนุญาตในการแปลจากเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเลย จึงเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแต่อย่างใด การที่โจทก์อ้างว่าขณะแปลยังไม่มีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เพราะหนังสือทั้ง 4 เล่ม ดังกล่าวได้ตีพิมพ์เผยแพร่ก่อนปี 2537 ทุกเล่ม โดยหนังสือเรื่อง "น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน" เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2534 หนังสือเรื่อง "อโรคยา" เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2532 หนังสือเรื่อง "ล้างพิษ" เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2534 และหนังสือเรื่อง "เบื่อหมอ เบื่อยา หันหาธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่" เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2533 จนเมื่อปี 2537 หลังพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประกาศใช้บังคับ โจทก์ร่วมทั้งสองได้ติดต่อสำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเพื่อจ่ายค่าสิขสิทธิ์ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ จึงยังไม่ได้รับอนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่สำนักพิมพ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เท่ากับแสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้แปลหนังสือต่างประเทศที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นภาษาไทยยังไม่ได้รับอนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ โจทก์ร่วมทั้งสองผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิในงานแปลดังกล่าวดีกว่าผู้โอนและไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้ง 4 เล่ม ดังนี้โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ซึ่งอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาพิพากษาได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทรวมทรรศน์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายแพทย์วิจิตร บุณยะโหตระ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5206/2552
#502998
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการบรรยายให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 เท่านั้น มิใช่ให้รับผิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยเองตาม ป.พ.พ. มาตรา ป.พ.พ. มาตรา 420 หากคำฟ้องโจทก์ต้องการให้จำเลยรับผิดจากการละเมิดของจำเลยเอง ก็ต้องแสดงให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทอาร์.ที.วาย บิลดิ้ง เซอร์วิส คอนแทรคเตอร์ จำกัด กับบริษัทนวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันชำระเงิน 177,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดในจำนวนเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้น กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี เฉพาะจำเลยร่วมที่ 2 ให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิด

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ใช่นายจ้างของนางคำ ผู้ทำละเมิด แต่เป็นผู้ให้บริการโรงแรม ถือว่ามีความประมาทเลินเล่อร่วมกับนางคำด้วย จำเลยจึงต้องร่วมกับนางคำรับผิดต่อโจทก์และจำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้นเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ คดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาว่าจำเลยประกอบกิจการโรงแรมใช้ชื่อว่าโรงแรมปทุมวัน ปริ้นเซส โดยจำเลยทำสัญญาจ้างจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ทำความสะอาดอาคารโรงแรมของจำเลยและจำเลยได้ทำสัญญาประกันภัยไว้ต่อจำเลยร่วมที่ 2 คุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกที่ใช้บริการโรงแรมของจำเลย เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 บริษัทโพสต์พับลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ได้จัดสัมมนาที่โรงแรมของจำเลย โจทก์เข้าร่วมการสัมมนาครั้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา โจทก์เดินเข้าห้องสัมมนาภายในโรงแรมของจำเลย ระหว่างนั้นนางคำ ลูกจ้างของจำเลยร่วมที่ 1 กำลังทำความสะอาดพื้นห้องน้ำที่เกิดเหตุด้วยเครื่องขัดพื้นไฟฟ้าปั่นแห้งโดยประมาทเลินเล่อมิได้ดำเนินการใดๆ เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้เข้าใช้บริการทราบและระมัดระวังถึงการทำความสะอาดพื้นห้องน้ำที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ลื่นไถลหกล้มภายในห้องน้ำของจำเลยจนได้รับบาดเจ็บบริเวณไหล่กับต้นแขนขวา ซึ่งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าลูกจ้างของจำเลยประมาทเลินเล่อทำความสะอาดพื้นแบบขัดแห้ง โดยมิได้จัดทำป้ายบอกเตือนให้ผู้ใช้บริการทราบว่ากำลังทำความสะอาดห้องน้ำอยู่ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเดินเข้าใช้บริการห้องน้ำลื่นล้มได้รับบาดเจ็บ จำเลยในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างผู้ทำละเมิด เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการบรรยายให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากกระทำละเมิดของลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เท่านั้น มิใช่ให้รับผิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หากคำฟ้องโจทก์ต้องการให้จำเลยรับผิดจากการละเมิดของจำเลยเองก็ต้องแสดงให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ด้วย เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมิใช่นายจ้างของนางคำผู้ทำละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้จำเลยไม่ใช่นายจ้างของนางคำผู้ทำละเมิด แต่เป็นผู้ให้บริการโรงแรม ถือว่ามีความประมาทเลินเล่อร่วมกับนางคำ จำเลยจึงต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ทำละเมิดร่วมกับนางคำ และจำเลยร่วมที่ 2 ผู้รับประกันค้ำจุนต้องร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ด้วย จึงเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลสำหรับจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ วิจักษณ์ประเสริฐ
บริษัทเอ็มบีเคพร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์
จำเลย — ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
บริษัทอาร์.ที.วาย.บิลดิ้ง เซอร์วิส
จำเลยร่วม — คอนแทรคเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204 -ที่ 5205/2552
#503027
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีลักษณะเป็นคำสั่งทางราชการแต่เนื่องจากเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามมาตรา 7 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ซึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 9 วรรคสอง (3) บัญญัติให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง จึงไม่นำเอา พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาใช้บังคับและไม่อาจนำมาใช้ในลักษณะของบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งด้วย เพราะจะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ดังนั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องได้

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำนาม 2 คำ นำมาวางต่อกันอย่างไม่เป็นไปตามไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษ สำหรับคำว่า "MONSTER" แปลว่า อสุรกาย สัตว์ประหลาด มหึมา มโหฬาร ส่วนคำว่า "POWER" แปลว่า อำนาจ กำลัง พลัง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงอาจแปลว่า พลังอสุรกาย และไม่ได้มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขอจดทะเบียน แต่ถึงจะแปลความหมายว่า กำลังมหาศาล ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของเครื่องควบคุมพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง เพราะคำว่า "POWER" แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า เนื่องจากไฟฟ้าถือเป็นพลังงานรูปหนึ่งแต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนที่ได้เห็นหรือได้ยินเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วจะนึกถึงสินค้าของโจทก์หรือทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์ได้ในทันที เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MONSTER POWER" โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้าเครื่องควบคุมพลังงานไฟฟ้า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้เพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ทำการโฆษณาเผยแพร่จนเป็นที่แพร่หลายในหมู่ผู้บริโภคแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 492444 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 291/2547 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ต่อไปจนเสร็จ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีเพราะคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริต ภายในขอบเขตของกฎหมายและถูกต้องแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง หลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้จนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 0704/23420 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 291/2547 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MONSTER POWER" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 492444 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "MONSTER POWER" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องควบคุมพลังงานไฟฟ้า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้เพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำสั่งทางปกครอง โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังจากที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถึง 3 ปี เห็นว่า แม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีลักษณะเป็นคำสั่งทางราชการแต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคสอง (3) บัญญัติให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง จึงไม่นำเอาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้บังคับตามที่จำเลยอุทธรณ์ และไม่อาจนำมาใช้ในลักษณะของบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งด้วย เพราะจะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ดังนั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำนาม 2 คำ นำมาวางต่อกันอย่างไม่เป็นไปตามไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษ สำหรับคำว่า "MONSTER" แปลว่า อสุรกาย สัตว์ประหลาด มหึมา มโหฬาร ส่วนคำว่า "POWER" แปลว่า อำนาจ กำลัง พลัง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงอาจแปลว่า พลังอสุรกาย และไม่ได้มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขอจดทะเบียน แต่ถึงจะแปลความหมายว่า กำลังมหาศาล ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของเครื่องควบคุมพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง เพราะคำว่า "POWER" แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าเนื่องจากไฟฟ้าถือเป็นพลังงานรูปหนึ่งแต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนที่ได้เห็นหรือได้ยินเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วจะนึกถึงสินค้าของโจทก์หรือทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์ได้ในทันที เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันและเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับการทุเลาคดีอีกต่อไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
มอนสเตอร์ เคเบิล
โจทก์ — โปรดักส์ อิงค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2552
#494301
เปิดฉบับเต็ม

งานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมนั้น แม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หาใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) แม้จะเป็นงานที่สร้างสรรค์ด้วยตนเองแต่ก็มีความแตกต่างจากรูปประกายดาวที่ปรากฏอยู่ทั่วไปสำหรับสินค้าอื่นๆ เพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ส่วนภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ แม้จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ปรากฏว่าได้ลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม จึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง จึงเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้าก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

สำหรับข้อความที่ว่า "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้าผงซักฟอก ทั้งลักษณะที่ใช้ก็มุ่งเน้นที่จะสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่ของงานศิลปกรรมในลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ตามนิยามศัพท์คำว่า "งานศิลปประยุกต์" ใน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 วัตถุประสงค์ของการให้คุ้มครองงานศิลปประยุกต์ที่หมายถึงการนำงานศิลปกรรมลักษณะงานต่างๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว เมื่อภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมและถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า ภาพ และข้อความอื่นๆ อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า การออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 455,000,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งสองใช้บรรจุภัณฑ์พิพาท หรือบรรจุภัณฑ์ที่เหมือนคล้ายใกล้เคียงกันอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองวันละ 1,000,000 บาท นับถัดจากฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกการจำหน่ายและเก็บผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองออกจากท้องตลาดจนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ ภาพวาดและคำบรรยายที่ใช้ในทางการค้าตามฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า งานดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์เพราะไม่ได้ลอกเลียนงานอื่น แต่เป็นการสร้างสรรค์งานโดยใช้ความรู้ความสามารถของผู้สร้างสรรค์เอง สำหรับภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์ มาเบิกความยืนยันว่า นายไมเคิล เป็นผู้สร้างงานภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ด้วยตนเอง งานดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยมีการใช้เวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก และมีแนวคิดมาจากมโนภาพการระเบิดของดาวหางเมื่อพุ่งชนกับวัตถุที่โคจรอยู่ในระบบจักรวาล จะทำให้บริเวณที่เกิดชนกันนั้นสว่างและกลายเป็นแสงเจิดจ้าเหมือนสีขาวเช่นเดียวกับผงซักฟอก เมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าในน้ำแล้วผงซักฟอกจะแตกกระจายครอบคลุมเนื้อผ้า และทำปฏิกิริยาขจัดคราบสกปรกที่ฝังในเนื้อผ้าให้หลุดออกไป ให้เสื้อผ้าขาวสะอาดหมดจด และมีคำแถลงการณ์ของนายคริส ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ในขณะที่จำเลยทั้งสองมีนางสิริวรรณ และนายศิรพงษ์ มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า รูปประกายดาวซึ่งเป็นพื้นหลังเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 นั้น ผู้ทำรูปประกายดาวดัดแปลงจากงานที่มีอยู่แล้วโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถตามสมควรในระดับหนึ่ง บุคคลทั่วไปนำรูปประกายดาวไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ การใช้รูปประกายดาว (STARBURST) หรือแสงแฟลชพื้นหลังเป็นองค์ประกอบในการออกแบบมีมานานแล้ว และมีหลากหลายรูปแบบปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 และล.11 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์เบิกความยืนยันว่า นายไมเคิล เป็นผู้สร้างงานภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ด้วยตนเอง และมีคำแถลงการณ์ของนายคริส ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะที่ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองในทำนองที่ว่า ผู้ทำรูปประกายดาวดัดแปลงงานที่มีอยู่แล้วนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นจริงหรือไม่ เช่นใด คดีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ในเบื้องต้นว่า นายไมเคิล เป็นผู้สร้างงานภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม งานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมนั้น แม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หาใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) นี้ แม้นายไมเคิล จะเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยตนเอง โดยอ้างว่าได้มาจากมโนภาพการระเบิดของดาวหางเมื่อพุ่งชนกับวัตถุที่โคจรอยู่ในระบบจักรวาล ทำให้บริเวณที่เกิดชนกันนั้นสว่างและกลายเป็นแสงเจิดจ้าเหมือนสีขาว เช่นเดียวกับผงซักฟอกเมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าในน้ำแล้วผงซักฟอกจะแตกกระจายครอบคลุมเนื้อผ้า และทำปฏิกิริยาขจัดคราบสกปรกที่ฝังในเนื้อผ้าให้หลุดออกไป ทำให้เสื้อผ้าขาวสะอาดหมดจด แต่พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบนั้นจะเห็นได้ว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดต่างก็ใช้รูปประกายดาวเป็นภาพประกอบเช่นกัน ซึ่งน่าจะเป็นการสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติในการทำความสะอาดของสินค้านั่นเอง แนวคิดหรือมโนภาพที่นายไมเคิล กล่าวอ้างจึงเป็นแนวคิดที่ใช้กันอยู่สำหรับสินค้าประเภทนี้ และตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.11 ก็แสดงให้เห็นว่า รูปประกายดาวนี้มีปรากฏทั่วไปเป็นจำนวนมากหลากหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเจ้าของสินค้าว่าจะนำรูปประกายดาวในลักษณะใดไปใช้กับสินค้าเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเพียงการเลือกแบบของรูปประกายดาวเพื่อนำมาใช้ประกอบกับแนวคิดดังกล่าวแล้ว ย่อมจะไม่ทำให้เกิดเป็นงานสร้างสรรค์ขึ้นมา นอกจากนี้ ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ของโจทก์ทั้งสอง แม้จะมีความแตกต่างจากรูปประกายดาวตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบมา แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์และนางอนัญญา มาเบิกความประกอบยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 ได้ว่าจ้างให้บริษัทแดซลิ่ง กราฟฟิค จำกัด เป็นผู้ออกแบบ โดยมีนางอนัญญาเป็นผู้ดำเนินการ มีการปรับเปลี่ยนร่างหลายครั้งใช้เวลากว่า 5 เดือน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางอนัญญาได้สร้างงานดังกล่าวขึ้นด้วยตนเอง ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์มีลักษณะเป็นโมเลกุลและแสดงออกถึงพลังและอานุภาพของเม็ดผงซักฟอกสีฟ้า แม้ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ปรากฏว่าได้ลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม จึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง งานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แล้ว แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับภาพวาดและคำบรรยาย "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์และนางอนัญญาเป็นพยานเบิกความประกอบยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของงานดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้สืบพยานในประเด็นนี้เช่นกัน คดีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นางอนัญญาเป็นผู้สร้างงานดังกล่าว โดยภาพวาดรูปมือมีลักษณะของการจัดวางมือทั้งสองข้างที่จับอยู่บนเสื้อ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิมแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง งานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ว่า "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้าผงซักฟอก ทั้งลักษณะที่ใช้ก็มุ่งเน้นที่จะสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่ของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้นางอนัญญานำมาใช้ประกอบกับภาพวาดรูปมือและประสงค์จะใช้เป็นงานชิ้นเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ว่าในการสร้างงานขึ้นมานี้ ภาพวาดกับคำบรรยายดังกล่าวสามารถแยกส่วนออกจากกันได้อย่างชัดเจน ในส่วนของคำบรรยายจึงไม่ได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมทั้งภาพ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่า งานออกแบบซองบรรจุภัณฑ์เป็นงานศิลปประยุกต์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า งานดังกล่าวเป็นการนำงานจิตรกรรมมารวบรวมจัดวางขึ้นใหม่แล้วจัดทำเป็นบรรจุภัณฑ์ และใช้ประโยชน์ได้จริง จึงเป็นงานศิลปประยุกต์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า "งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า" วัตถุประสงค์ของการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์จึงหมายถึงการนำงานศิลปกรรมลักษณะงานต่าง ๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว สำหรับคดีนี้เมื่อรับฟังว่า ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม และภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า ภาพและข้อความอื่น ๆ อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าการออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิลิเวอร์ เอ็น.วี. กับพวก
จำเลย — บริษัทไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2552
#502769
เปิดฉบับเต็ม

งานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมแม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น

ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ของโจทก์ทั้งสอง แม้จะมีความแตกต่างจากรูปประกายดาวของจำเลย แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

โจทก์ที่ 2 ได้ว่าจ้างให้บริษัท ด. เป็นผู้ออกแบบงาน โดยมี อ. เป็นผู้ดำเนินการ มีการปรับเปลี่ยนร่างหลายครั้งใช้เวลากว่า 5 เดือน จึงเป็นการสร้างงานดังกล่าวขึ้นด้วยตนเอง ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ที่สร้างขึ้นมีลักษณะเป็นโมเลกุลและแสดงออกถึงพลังและอานุภาพของเม็ดผงซักฟอกสีฟ้า แม้ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ได้ลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิมจึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง จึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

อ. เป็นผู้สร้างงานขึ้น โดยภาพวาดรูปมือในงานนั้นมีลักษณะของการจัดวางมือทั้งสองข้างที่จับอยู่บนเสื้อ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี เมื่อไม่เป็นการลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง จึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้าก็ไม่เป็นเหตุขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ว่า "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่ของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ อ. นำมาใช้ประกอบกับภาพวาดรูปมือและประสงค์จะใช้เป็นงานชิ้นเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ว่า ในการสร้างงานขึ้นมานี้ ภาพวาดกับคำบรรยายดังกล่าวสามารถแยกส่วนออกจากกันได้อย่างชัดเจน ในส่วนของคำบรรยายจึงไม่ได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมทั้งภาพ

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า "งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า" วัตถุประสงค์ของการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์จึงหมายถึงการนำงานศิลปกรรมลักษณะงานต่าง ๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว เมื่อภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม และถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์ เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า ภาพและข้อความอื่น ๆ อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า การออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศเนเธอร์แลนด์ โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ ภาพวาด และภาพประกอบต่าง ๆ รวมทั้งยังเป็นเจ้าของรูป รอยประดิษฐ์ และคำบรรยายที่ใช้ในทางการค้าโจทก์ที่ 2 อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 นำภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) มาใช้เป็นภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 148931 และ ค 148932 เพื่อประโยชน์ทางการค้า โจทก์ทั้งสองร่วมกันนำงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าว รวมทั้งลวดลายรูป รอยประดิษฐ์ และคำบรรยายที่ใช้ทางการค้าของโจทก์ที่ 2 มาประกอบเข้ากับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ทำการรวบรวมจัดวางขึ้นใหม่ให้มีรูปแบบแตกต่างจากงานของบุคคลอื่นและใช้สีให้มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น งานที่เกิดขึ้นใหม่จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง และได้พิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อใช้บรรจุสินค้าผงซักฟอก มีการโฆษณางานดังกล่าวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2544 ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการทำซ้ำดัดแปลงงานในส่วนอันเป็นสาระสำคัญภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ ภาพวาดและภาพประกอบต่าง ๆ การจัดเส้น แสง สีตลอดจนการจัดวางตำแหน่งของงาน ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองรวมทั้งลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 และรูปรอยประดิษฐ์ ลวดลายคำบรรยายที่ใช้ในทางการค้าของโจทก์ที่ 2 พิมพ์บรรจุภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง แล้วใช้บรรจุภัณฑ์นั้นกับผงซักฟอกซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกันกับโจทก์ทั้งสองนำออกจำหน่ายในตลาดเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยทั้งสองโดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์ไม่สุจริต และมีเจตนาลวงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสิทธิความเป็นเจ้าของแห่งรูป รอยประดิษฐ์ ลวดลายตลอดจนคำบรรยายที่ใช้ในการทางการค้า หรือแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์ และเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย คือ ค่าเสียหายต่อภาพพจน์และค่าความนิยมในผลิตภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสอง ค่าสูญเสียประโยชน์ในทางการค้า ค่าสูญเสียโอกาสในการขยายตัวและความเจริญเติบโตทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 455,000,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งสองใช้บรรจุภัณฑ์พิพาท หรือบรรจุภัณฑ์ที่เหมือนคล้ายใกล้เคียงกันอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองวันละ 1,000,000 บาท นับถัดจากฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกการจำหน่ายและเก็บผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองออกจากท้องตลาดจนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ตามฟ้อง เพราะเป็นภาพที่มีการใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายทั่วไปมาก่อน และโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของรูป รอยประดิษฐ์ ลวดลาย รวมถึงคำบรรยายที่ใช้ในทางการค้าตามฟ้อง การที่โจทก์ที่ 1 นำภาพกราฟฟิครูปประกายดาวมาใช้เป็นภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าไม่จำต้องได้รับความยินยอมของโจทก์ที่ 2 เพราะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 148931 และ ค 148932 เป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "บรีส เพาเวอร์" (BREEZE POWER) อย่างเป็นเครื่องหมายชุด มิใช่การจดทะเบียนรูปประกายดาวเป็นส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้า การจัดวางรูปภาพข้อความ แล้วพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสองมิใช่การสร้างสรรค์งานขึ้นมาใหม่ ภาพกราฟฟิครูปประกายดาวที่โจทก์ทั้งสองนำมาใช้โจทก์ทั้งสองไม่มีลิขสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองเพียงนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องหมายการค้า "บรีส" ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเน้นโฆษณาเฉพาะเครื่องหมายการค้า "บรีส" เท่านั้น ไม่เคยปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองโฆษณารูปประกายดาวแยกโดยลำพัง จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้า "โปร" และส่วนประกอบของเครื่องหมาย มิได้เลียนแบบหรือทำซ้ำเครื่องหมายการค้า "บรีส" ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้ลวงให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิดในผลิตภัณฑ์หรือตัวสินค้า เนื่องจากเครื่องหมายการค้า "บรีส" และ "โปร" เป็นเครื่องหมายคำอักษรไทยตัวใหญ่และชัดเจนอ่านง่าย ทั้งยังเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายในการอ่านและเรียกขานด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองมิได้ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "บรีส เพาเวอร์" กับรูปประดิษฐ์ และอักษรโรมันคำว่า "BREEZE POWER" กับรูปประดิษฐ์ใช้กับสินค้าจำพวก 3 รายการสินค้า ผงซักฟอก เป็นต้น ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก "บรีส เพาเวอร์" มีพลังเม็ด ผงซักฟอกสีฟ้า "บลูเพาเวอร์" จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก "โปร" ได้ปรับปรุงสูตรผงซักฟอกด้วยการเพิ่มเม็ดสีฟ้าที่ทรงพลังซักมากกว่าเดิม ใช้ชื่อว่า "พลังบลู-พลัส" จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 3 รายการสินค้า ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน โดยจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับคำขออื่น แต่มีการคัดค้าน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ ภาพวาดและคำบรรยายที่ใช้ในทางการค้าตามฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า งานดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์เพราะไม่ได้ลอกเลียนงานอื่น แต่เป็นการสร้างสรรค์งานโดยใช้ความรู้ความสามารถของผู้สร้างสรรค์คเอง สำหรับภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ตามเอกสารหมาย จ.7 นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์ มาเบิกความยืนยันว่า นายไมเคิล เป็นผู้สร้างงานภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ด้วยตนเอง งานดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยมีการใช้เวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก และมีแนวคิดมาจากมโนภาพการระเบิดของดาวหางเมื่อพุ่งชนกับวัตถุที่โคจรอยู่ในระบบจักรวาล จะทำให้บริเวณที่เกิดชนกันนั้นสว่างและกลายเป็นแสงเจิดจ้าเหมือนสีขาวเช่นเดียวกับผงซักฟอก เมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าในน้ำแล้วผงซักฟอกจะแตกกระจายครอบคลุมเนื้อผ้า และทำปฏิกิริยาขจัดคราบสกปรกที่ฝังในเนื้อผ้าให้หลุดออกไป ทำให้เสื้อผ้าขาวสะอาดหมดจด และมีคำแถลงการณ์ของนายคริส ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 กับเอกสารท้ายคำร้องขอเสนอบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยานของโจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ในขณะที่จำเลยทั้งสองมีนางสิริวรรณ และนางศิรพงษ์ มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า รูปประกายดาวซึ่งเป็นพื้นหลังเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 นั้น ผู้ทำรูปประกายดาวดัดแปลงจากงานที่มีอยู่แล้วโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถตามสมควรในระดับหนึ่ง บุคคลทั่วไปนำรูปประกายดาวไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.6 การใช้รูปประกายดาว (STARBURST) หรือแสงแฟลชพื้นหลังเป็นองค์ประกอบในการออกแบบมีมานานแล้ว และมีหลากหลายรูปแบบปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.11 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์เบิกความยืนยันว่า นายไมเคิล เป็นผู้สร้างงานภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ด้วยตนเอง และมีคำแถลงการณ์ของนายคริส ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะที่ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองในทำนองที่ว่าผู้ทำรูปประกายดาวดัดแปลงงานที่มีอยู่แล้วนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นจริงหรือไม่ เช่นใด คดีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ในเบื้องต้นว่า นายไมเคิล เป็นผู้สร้างงานภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม งานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมนั้นแม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หาใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) นี้แม้นายไมเคิล จะเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยตนเอง โดยอ้างว่าได้มาจากมโนภาพการระเบิดของดาวหางเมื่อพุ่งชนกับวัตถุที่โคจรอยู่ในระบบจักรวาล ทำให้บริเวณที่เกิดชนกันนั้นสว่างและกลายเป็นแสงเจิดจ้าเหมือนสีขาว เช่นเดียวกับผงซักฟอกเมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าในน้ำแล้วผงซักฟอกจะแตกกระจายครอบคลุมเนื้อผ้าและทำปฏิกิริยาขจัดคราบสกปรกที่ฝังในเนื้อผ้าให้หลุดออกไป ทำให้เสื้อผ้าขาวสะอาดหมดจด แต่พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบปรากฏตามเอกสารหมาย ล.6 นั้นจะเห็นได้ว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาด ต่างก็ใช้รูปประกายดาวเป็นภาพประกอบเช่นกันซึ่งน่าจะเป็นการสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติในการทำความสะอาดของสินค้านั่นเอง แนวคิดหรือมโนภาพที่นายไมเคิล กล่าวอ้างจึงเป็นแนวคิดที่ใช้กันอยู่สำหรับสินค้าประเภทนี้ และตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.11 ก็แสดงให้เห็นว่า รูปประกายดาวนี้มีปรากฏทั่วไปเป็นจำนวนมากหลากหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเจ้าของสินค้าว่าจะนำรูปประกายดาวในลักษณะใดไปใช้กับสินค้าเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเพียงการเลือกแบบของรูปประกายดาวเพื่อนำมาใช้ประกอบกับแนวคิดดังกล่าวแล้ว ย่อมจะไม่ทำให้เกิดเป็นงานสร้างสรรค์ขึ้นมา นอกจากนี้ ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ของโจทก์ทั้งสอง แม้จะมีความแตกต่างจากรูปประกายดาวตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบมา แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ ตามเอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 1 นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์และนางอนัญญา มาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.17 ยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 ได้ว่าจ้างให้บริษัทแดซลิ่ง กราฟฟิค จำกัด เป็นผู้ออกแบบ โดยมีนางอนัญญาเป็นผู้ดำเนินการ มีการปรับเปลี่ยนร่างหลายครั้งใช้เวลากว่า 5 เดือน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในประเด็นนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางอนัญญาได้สร้างงานดังกล่าวขึ้นด้วยตนเอง ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์มีลักษณะเป็นโมเลกุลและแสดงออกถึงพลังและอานุภาพของเม็ดผงซักฟอกสีฟ้า แม้ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ปรากฏว่าได้ลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม จึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง งานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แล้ว แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับภาพวาดและคำบรรยาย "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" ตามเอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 2 นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์และนางอนัญญาเป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.17 ยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของงานดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้สืบพยานในประเด็นนี้เช่นกัน คดีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นางอนัญญาเป็นผู้สร้างงานดังกล่าว โดยภาพวาดรูปมือมีลักษณะของการจัดวางมือทั้งสองข้างที่จับอยู่บนเสื้อ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิมแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง งานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตามข้อความที่ว่า "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่ของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้นางอนัญญานำมาใช้ประกอบกับภาพวาดรูปมือและประสงค์จะใช้เป็นงานชิ้นเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ตามเอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 2 และที่ 3 ว่า ในการสร้างงานขึ้นมานี้ภาพวาดกับคำบรรยายดังกล่าวสามารถแยกส่วนออกจากกันได้อย่างชัดเจน ในส่วนของคำบรรยายจึงไม่ได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมทั้งภาพ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่างานออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ ตามเอกสารหมาย จ.16 หรือวัตถุพยานหมาย วจ.1 เป็นงานศิลปประยุกต์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า งานดังกล่าวเป็นการนำงานจิตรกรรมมารวบรวมจัดวางขึ้นใหม่แล้วจัดทำเป็นบรรจุภัณฑ์ และใช้ประโยชน์ได้จริงจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า "งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า" วัตถุประสงค์ของการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ จึงหมายถึงการนำงานศิลปกรรมลักษณะงานต่าง ๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว สำหรับคดีนี้เมื่อรับฟังว่า ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมและภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.16 หรือวัตถุพยานหมาย วจ.1 เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า ภาพและข้อความอื่น ๆ อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าการออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 จะไม่ปรากฏภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์แต่อย่างใด แม้ในส่วนมุมบนด้านซ้ายของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจะปรากฏรูปทรงกลมหลายวง แต่ก็เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่บุคคลทั่วไปอาจใช้ได้เป็นปกติอยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ใช้รูปทรงกลมสีฟ้าโดยไม่คล้ายกับภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์เพื่อสื่อถึงพลังเม็ดสีฟ้าในผงซักฟอกย่อมจะกระทำได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่อาจนำสืบให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ของโจทก์ทั้งสองเช่นใด จึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้ สำหรับภาพวาดรูปมือนั้นก็ไม่ปรากฏอยู่บนซองบรรจุภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 เช่นกัน ส่วนที่ปรากฏที่มุมด้านขวาของบรรจุภัณฑ์จะเป็นเพียงภาพมือ 2 ข้าง วางใกล้กันอยู่ในน้ำ และมีคำบรรยาย "สำหรับซักมือ" อยู่ด้านล่าง ซึ่งภาพของมือ 2 ข้าง นั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่าจำเลยทั้งสองเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 หรือไม่และจำเลยทั้งสองได้เอารูปรอยประดิษฐ์ ลวดลาย และข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์ที่ 2 มาใช้ หรือทำให้ปรากฏในสินค้าบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยทั้งสองเลียนเครื่องหมายการค้า ตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12 ของโจทก์ที่ 1 กับบรรจุภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วจ.2 มีโครงสร้างหรือรูปแบบเหมือนคล้ายกัน เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.12 เป็นอักษรโรมันคำว่า "BREEZE POWER" ซึ่งไม่ปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ ตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 ของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ไม่ถือว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้า ตามเอกสารหมาย จ.12 ของโจทก์ที่ 1 สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.11 นั้น เป็นอักษรไทยคำว่า "บรีสเพาเวอร์" ซึ่งไม่ปรากฏคำดังกล่าวบนบรรจุภัณฑ์ ตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 ของจำเลยทั้งสองเช่นกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.11 ของโจทก์ที่ 1 เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสองตามวัตถุพยาน วจ.1 เปรียบเทียบกับบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 ส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือ ซองบรรจุภัณฑ์สีแดงกลางซองบรรจุภัณฑ์ด้านหน้าเป็นชื่อสินค้าสีน้ำเงินซ้อนอยู่บนรูปประกายดาวสีขาว ลักษณะตัวอักษร (Font) และการวางตัวอักษรเอียงขวาเหมือนกันมีแถบสีเหลืองเหมือนกัน มุมบนด้านซ้ายมีคำว่า "ใหม่" กับรูปทรงกลมสีน้ำเงิน มุมล่างด้านซ้ายระบุปริมาณของสินค้า ส่วนมุมล่างด้านขวามีคำบรรยาย "สำหรับซักมือ" กับรูปมือ 2 ข้าง อยู่ในวงกลม หากพิจารณาแยกเป็นแต่ละส่วนเช่นนี้ก็จะเห็นความคล้ายกัน แต่ความคล้ายกันดังกล่าวเป็นส่วนที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีนายศิรพงษ์มาเบิกความว่า สีที่ใช้ดังกล่าวเป็นสีที่ใช้กับบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปรากฏตามเอกสารหมาย ล.9 การจัดวางตำแหน่งของข้อความต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วจ.2 โดยรวมแล้วยังถือว่ามีความแตกต่างกันอยู่ นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองมีนายเอกรินทร์ มาเบิกความด้วยว่า สินค้าของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองอยู่คนละกลุ่มโดยสินค้าของโจทก์ทั้งสองอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพสูงและราคาสูง ส่วนของจำเลยทั้งสองอยู่ในกลุ่มคุณภาพและราคาต่ำกว่า กลุ่มผู้บริโภคจึงแตกต่างกัน การจัดวางจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าก็ไม่ได้ใกล้กัน ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.8 โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบหรือถามค้านโต้แย้งในประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 กับของจำเลยที่ 1 แตกต่างกันทั้งในรูปลักษณะและเสียงเรียกขานอย่างชัดเจนแล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะเป็นการลวงขายสินค้าจึงเป็นไปได้น้อย คดีจึงไม่อาจรับฟังว่า จำเลยทั้งสองเจตนาเอารูป รอยประดิษฐ์ ลวดลายและข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์ที่ 2 มาใช้ หรือทำให้ปรากฏในสินค้าบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสอง เพื่อเป็นการลวงขายสินค้าว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่เหลือของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิลิเวอร์ เอ็น.วี. กับพวก
จำเลย — บริษัทไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2552
#508256
เปิดฉบับเต็ม

งานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรม แม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หาใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น

ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (Starburst) ของโจทก์ทั้งสอง แม้นาย ม. จะเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยตนเอง โดยอ้างว่าสร้างสรรค์จากมโนภาพการระเบิดของดาวหางพุ่งชนกับวัตถุที่โคจรอยู่ในระบบบจักรวาลแต่พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบ จะเห็นได้ว่าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดต่างก็ใช้รูปประกายดาวเป็นภาพประกอบเช่นกันซึ่งน่าจะเป็นการสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติในการทำความสะอาดของสินค้านั่นเอง แนวคิดหรือมโนภาพที่นาย ม. กล่าวอ้างจึงเป็นแนวคิดที่ใช้กันอยู่สำหรับสินค้าประเภทนี้นอกจากนี้ภาพกราฟฟิครูปประกายดาวของโจทก์ทั้งสอง แม้จะมีความแตกต่างจากรูปประกายดาวตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบมา แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ส่วนภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์แม้จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทางเรขาคณิตทั่วไปและภาพวาดรูปมือมีลักษณะของการจัดวางมือสองข้างที่จับอยู่บนเสื้อ ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทางที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ปรากฏว่าได้ลอดเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม จึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นด้วยตนเองงานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์แล้ว แม้ต่อมามีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ส่วนข้อความที่ว่า สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้าผลซักฟอก ทั้งลักษณะที่ใช้ก็มุ่งเน้นสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 4 บัญญัติเกี่ยวกับงานศิลปประยุกต์ไว้ โดยวัตถุประสงค์ของการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ คือการนำงานศิลปกรรมลักษณะต่าง ๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว เมื่อรับฟังได้ว่า ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม และเมื่อภาพดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า การออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สินค้าของโจทก์ทั้งสองอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพและราคาสูง ส่วนของจำเลยทั้งสองอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่า กลุ่มผู้บริโภคจึงแตกต่างกัน และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 กับของจำเลยที่ 1 แตกต่างกันทั้งในรูปลักษณะและเสียงเรียกขานอย่างชัดเจนแล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันจะเป็นการลวงขายสินค้าจึงเป็นไปได้น้อย คดีจึงไม่อาจรับฟังว่า จำเลยทั้งสองเจตนาเอารูป รอยประดิษฐ์ลวดลายและข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์ที่ 2 มาใช้ หรือทำให้ปรากฏในสินค้าบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองเพื่อเป็นการลวงขายสินค้าว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 455,000,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งสองใช้บรรจุภัณฑ์พิพาท หรือบรรจุภัณฑ์ที่เหมือนคล้ายใกล้เคียงกันอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองวันละ 1,000,000 บาท นับถัดจากฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกการจำหน่ายและเก็บผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองออกจากท้องตลาดจนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ ภาพวาดและคำบรรยายที่ใช้ในทางการค้าตามฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ งานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมนั้นแม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หาใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) นี้แม้นายไมเคิล จะเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยตนเอง โดยอ้างว่าได้มาจากมโนภาพการระเบิดของดาวหางเมื่อพุ่งชนกับวัตถุที่โคจรอยู่ในระบบจักรวาล ทำให้บริเวณที่เกิดชนกันนั้นสว่างและกลายเป็นแสงเจิดจ้าเหมือนสีขาว เช่นเดียวกับผงซักฟอกเมื่อสัมผัสกับเสื้อผ้าในน้ำแล้วผงซักฟอกจะแตกกระจายครอบคลุมเนื้อผ้าและทำปฏิกิริยาขจัดคราบสกปรกที่ฝังในเนื้อผ้าให้หลุดออกไป ทำให้เสื้อผ้าขาวสะอาดหมดจด แต่พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบนั้นจะเห็นได้ว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาด ต่างก็ใช้รูปประกายดาวเป็นภาพประกอบเช่นกันซึ่งน่าจะเป็นการสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติในการทำความสะอาดของสินค้านั่นเอง แนวคิดหรือมโนภาพที่นายไมเคิล กล่าวอ้างจึงเป็นแนวคิดที่ใช้กันอยู่สำหรับสินค้าประเภทนี้ และก็แสดงให้เห็นว่า รูปประกายดาวนี้มีปรากฏทั่วไปเป็นจำนวนมากหลากหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเจ้าของสินค้าว่าจะนำรูปประกายดาวในลักษณะใดไปใช้กับสินค้าเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเพียงการเลือกแบบของรูปประกายดาวเพื่อนำมาใช้ประกอบกับแนวคิดดังกล่าวแล้ว ย่อมจะไม่ทำให้เกิดเป็นงานสร้างสรรค์ขึ้นมา นอกจากนี้ ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ของโจทก์ทั้งสอง แม้จะมีความแตกต่างจากรูปประกายดาวตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบมา แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์และนางอนัญญา มาเบิกความยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 ได้ว่าจ้างให้บริษัทแดซลิ่ง กราฟฟิค จำกัด เป็นผู้ออกแบบ โดยมีนางอนัญญาเป็นผู้ดำเนินการ มีการปรับเปลี่ยนร่างหลายครั้งใช้เวลากว่า 5 เดือน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบในประเด็นนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางอนัญญาได้สร้างงานดังกล่าวขึ้นด้วยตนเอง ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์มีลักษณะเป็นโมเลกุลและแสดงออกถึงพลังและอานุภาพของเม็ดผงซักฟอกสีฟ้า แม้ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ปรากฏว่าได้ลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม จึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง งานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แล้ว แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับภาพวาดและคำบรรยาย "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" ตามเอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 2 นั้น โจทก์ทั้งสองมีนายศุภลักษณ์และนางอนัญญาเป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.17 ยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของงานดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้สืบพยานในประเด็นนี้เช่นกัน คดีจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นางอนัญญาเป็นผู้สร้างงานดังกล่าว โดยภาพวาดรูปมือมีลักษณะของการจัดวางมือทั้งสองข้างที่จับอยู่บนเสื้อ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิมแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง งานดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้า ก็ไม่เป็นเหตุให้งานดังกล่าวขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตามข้อความที่ว่า "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่ของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้นางอนัญญานำมาใช้ประกอบกับภาพวาดรูปมือและประสงค์จะใช้เป็นงานชิ้นเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ว่า ในการสร้างงานขึ้นมานี้ภาพวาดกับคำบรรยายดังกล่าวสามารถแยกส่วนออกจากกันได้อย่างชัดเจน ในส่วนของคำบรรยายจึงไม่ได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมทั้งภาพ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่างานออกแบบซองบรรจุภัณฑ์เป็นงานศิลปประยุกต์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า งานดังกล่าวเป็นการนำงานจิตรกรรมมารวบรวมจัดวางขึ้นใหม่แล้วจัดทำเป็นบรรจุภัณฑ์ และใช้ประโยชน์ได้จริงจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า "งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า" วัตถุประสงค์ของการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ จึงหมายถึงการนำงานศิลปกรรมลักษณะงานต่าง ๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว สำหรับคดีนี้เมื่อรับฟังว่า ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมและภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า ภาพและข้อความอื่น ๆ อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าการออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 จะไม่ปรากฏภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์แต่อย่างใด แม้ในส่วนมุมบนด้านซ้ายของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจะปรากฏรูปทรงกลมหลายวง แต่ก็เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่บุคคลทั่วไปอาจใช้ได้เป็นปกติอยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ใช้รูปทรงกลมสีฟ้าโดยไม่คล้ายกับภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์เพื่อสื่อถึงพลังเม็ดสีฟ้าในผงซักฟอกย่อมจะกระทำได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่อาจนำสืบให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ของโจทก์ทั้งสองเช่นใด จึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้ สำหรับภาพวาดรูปมือนั้นก็ไม่ปรากฏอยู่บนซองบรรจุภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 เช่นกัน ส่วนที่ปรากฏที่มุมด้านขวาของบรรจุภัณฑ์จะเป็นเพียงภาพมือ 2 ข้าง วางใกล้กันอยู่ในน้ำ และมีคำบรรยาย "สำหรับซักมือ" อยู่ด้านล่าง ซึ่งภาพของมือ 2 ข้าง นั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งสองเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 หรือไม่และจำเลยทั้งสองได้เอารูปรอยประดิษฐ์ ลวดลาย และข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์ที่ 2 มาใช้ หรือทำให้ปรากฏในสินค้าบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยทั้งสองเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 กับบรรจุภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง มีโครงสร้างหรือรูปแบบเหมือนคล้ายกัน เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 เป็นอักษรโรมันคำว่า "BREEZE POWER" ซึ่งไม่ปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ไม่ถือว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นอักษรไทยคำว่า "บรีสเพาเวอร์" ซึ่งไม่ปรากฏคำดังกล่าวบนบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองเช่นกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ของโจทก์ทั้งสองเปรียบเทียบกับบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือ ซองบรรจุภัณฑ์สีแดงกลางซองบรรจุภัณฑ์ด้านหน้าเป็นชื่อสินค้าสีน้ำเงินซ้อนอยู่บนรูปประกายดาวสีขาว ลักษณะตัวอักษร (Font) และการวางตัวอักษรเอียงขวาเหมือนกันมีแถบสีเหลืองเหมือนกัน มุมบนด้านซ้ายมีคำว่า "ใหม่" กับรูปทรงกลมสีน้ำเงิน มุมล่างด้านซ้ายระบุปริมาณของสินค้า ส่วนมุมล่างด้านขวามีคำบรรยาย "สำหรับซักมือ" กับรูปมือ 2 ข้าง อยู่ในวงกลม หากพิจารณาแยกเป็นแต่ละส่วนเช่นนี้ก็จะเห็นความคล้ายกัน แต่ความคล้ายกันดังกล่าวเป็นส่วนที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีนายศิรพงษ์มาเบิกความว่า สีที่ใช้ดังกล่าวเป็นสีที่ใช้กับบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้น การจัดวางตำแหน่งของข้อความต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์โดยรวมแล้วยังถือว่ามีความแตกต่างกันอยู่ นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองมีนายเอกรินทร์ มาเบิกความด้วยว่า สินค้าของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองอยู่คนละกลุ่มโดยสินค้าของโจทก์ทั้งสองอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพสูงและราคาสูง ส่วนของจำเลยทั้งสองอยู่ในกลุ่มคุณภาพและราคาต่ำกว่า กลุ่มผู้บริโภคจึงแตกต่างกัน การจัดวางจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าก็ไม่ได้ใกล้กัน โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบหรือถามค้านโต้แย้งในประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 กับของจำเลยที่ 1 แตกต่างกันทั้งในรูปลักษณะและเสียงเรียกขานอย่างชัดเจนแล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะเป็นการลวงขายสินค้าจึงเป็นไปได้น้อย คดีจึงไม่อาจรับฟังว่า จำเลยทั้งสองเจตนาเอารูป รอยประดิษฐ์ ลวดลายและข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของโจทก์ที่ 2 มาใช้ หรือทำให้ปรากฏในสินค้าบรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสอง เพื่อเป็นการลวงขายสินค้าว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่เหลือของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

1/4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิลิเวอร์ เอ็น.วี. กับพวก
จำเลย — บริษัทไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5201/2552
#495442
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อได้มีการโอนหนี้สินตามฟ้องซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่ บรรษัท บ.ไปก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษา และบรรษัท บ. มิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคหก การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,097,508.85 ริงกิตมาเลเซีย และ 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกค้าที่ได้รับสินเชื่อในการประกอบธุรกิจจากโจทก์สั่งซื้อสินค้าไม้อัดและไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 จำเลยร่วมทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เพื่อการชำระเงินค่าสินค้า โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ตามคำขอของจำเลยร่วมและแจ้งไปยังธนาคารชุงกิว จำกัด ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ จำกัด และธนาคารซิม จำกัด ให้แจ้งการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังผู้ขาย หลังจากนั้นผู้ขายได้ส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่ง จำเลยได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ขาย โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งยังไม่ได้รับสินค้าไม้ที่จำเลยร่วมสั่งซื้อและยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจากจำเลยร่วม หลังจากยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ในฐานะสถาบันการเงินได้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายจำเลยร่วมให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ดังนั้น เมื่อได้มีการโอนหนี้สินรายนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท) ไปแล้ว ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษา และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท) มิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคหก การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามกฎหมาย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 30 วรรคหก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทหะรินสุต ขนส่ง จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5201/2552
#501844
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากธนาคารโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ได้โอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพจำเลยร่วมให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท) ดังนั้น เมื่อได้มีการโอนหนี้สินรายนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท) ไปแล้ว ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษา และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท) มิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตาม พรก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด สั่งซื้อสินค้าไม้อัดและไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียและทำคำขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขาย โจทก์มอบให้ธนาคารชุงกิว จำกัด ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ จำกัด และธนาคารซิม จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียแจ้งการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังผู้ขายโดยมีข้อตกลงในเรื่องการชำระเงินว่าเมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าลงเรือแล้ว ให้ผู้ขายเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารดังกล่าวได้ ผู้ขายและบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ตกลงมอบสินค้าทั้งหมด ใบตราส่ง กรมธรรม์ประกันภัย และเอกสารต่างๆ ให้แก่โจทก์หรือบุคคลที่โจทก์อนุญาต ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะผู้รับตราส่งอันมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการรับสินค้าตามใบตราส่งบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด จะรับสินค้าได้ต่อเมื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์และได้รับโอนใบตราส่งจากโจทก์แล้ว โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแล้วตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต คือ (1) เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235292 จำนวน 362,647.65 ริงกิตมาเลเซีย (2) เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235292 จำนวน 670,285.87 ริงกิตมาเลเซีย (3) เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235509 จำนวน 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ (4) เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235510 จำนวน 453,135.49 ริงกิตมาเลเซีย และ (5) เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235510 จำนวน 611,439.84 ริงกิตมาเลเซีย รวมเป็นเงิน 2,097,508.85 ริงกิตมาเลเซีย และ 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2540 โจทก์ตรวจสอบพบว่าสินค้าได้ถูกจัดส่งมาทางเรือหะรินทรานสปอร์ต 12 และ 15 และหะรินพาณิช 18 และ 19 โดยเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือมาบตาพุด มีจำเลยเป็นผู้ขนส่ง จำเลยมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาและส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ฐานะผู้รับตราส่งหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โดยมีการเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กล่าวคือ หลังจากจำเลยขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ จำเลยส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ทั้งที่มิได้มีการเวนคืนใบตราส่งและมิได้รับความยินยอมจากโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มิได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด และโจทก์ไม่สามารถรับหรือโอนขายสินค้าดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น จำเลยจึงร้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นจำนวน 2,097,508.85 ริงกิตมาเลเซีย และ 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,097,508.85 ริงกิตมาเลเซีย และ 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ สินค้าตามฟ้องยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด มอบใบตราส่งให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้น หากบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ไม่ชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์ต้องฟ้องเอากับบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ไม่ใช่ฟ้องเอาจากจำเลย จำเลยขนส่งสินค้าตามใบตราส่งทั้ง 5 ฉบับ ถึงท่าเรือปลายทางคือท่าเรือของบริษัทไทยพรอสเพอริตี้ เทอร์มินอล จำกัด ที่มาบตาพุดและท่าเรือกรุงเทพตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม 2540 เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนไม้ชนิดที่นำเข้าทั้งหมดหากถูกน้ำฝนอยู่เป็นเวลานานจะผุและชำรุดเสียหาย บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด จึงขอเคลื่อนย้ายไม้ไปเก็บรักษาไว้แทนชั่วคราวโดยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด จำเลยไม่เคยยินยอมให้นำไม้ออกไปจากความดูแลของบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด รวมทั้งยังไม่เคยออกใบสั่งปล่อยสินค้า สินค้าจึงยังอยู่ในความดูแลของบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีส่วนกระทำผิดด้วยที่ไม่ได้เรียกเก็บเงินจากบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด โดยเร็ว และไม่ได้แจ้งให้จำเลยเก็บรักษาสินค้าไว้ในคลังสินค้าตามคำสั่งของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะเรือเดินสมุทรมีค่าใช้จ่ายต่อวันสูง เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง จำเลยจึงมีความจำเป็นต้องบรรเทาความเสียหายและส่งมอบสินค้าให้แก่ท่าเรือปลายทาง มิฉะนั้นสินค้าจะตกเป็นของแผ่นดินหากสินค้าตกค้างอยู่เป็นเวลานาน ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นจำนวนสูงเกินความเป็นจริง โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ นอกจากคดีนี้แล้วโจทก์ยังได้ยื่นฟ้องบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ กค.310/2544 ระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ทุนทรัพย์ 211,351,811.20 บาท ในกรณีผิดสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ตั๋วเงิน รับมอบสินค้าเชื่อค้ำประกัน จำนอง ในคดีดังกล่าว โจทก์เรียกร้องตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต รวม 12 ฉบับ โดยมีเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 1011 แอล 235292 หมายเลข 1011 แอล 235509 และหมายเลข 1011 แอล 235510 ซึ่งเป็นเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องในคดีนี้ทั้งหมดรวมอยู่ด้วย คดีดังกล่าวโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องไปให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ได้ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีดังกล่าวแล้ว และในคดีดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เต็มตามคำฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับคดีนี้เพราะเป็นมูลหนี้ที่เกี่ยวข้องกับเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 1011 แอล 235292 เลขที่ 1011 แอล 235509 และเลขที่ 1011 แอล 235510 ซึ่งเป็นเลตเตอร์ออฟเครดิตตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ด้วย คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ที่ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องตามเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งหมดไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกค้าที่ได้รับสินเชื่อในการประกอบธุรกิจจากโจทก์สั่งซื้อสินค้าไม้อัดและไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 จำเลยร่วมทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เพื่อการชำระเงินค่าสินค้า โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235292 เลขที่ 1011 แอล 235509 และเลขที่ 1011 แอล 235510 ตามคำขอของจำเลยร่วมและแจ้งไปยังธนาคารชุงกิว จำกัด ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส จำกัด และธนาคารซิม จำกัด ให้แจ้งการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังผู้ขายหลังจากนั้นผู้ขายได้ส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่ง จำเลยได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ขาย ตามใบตราส่งเลขที่ เคทีที/บีเคเค-04 เอ ใบตราส่งเลขที่ เคทีที/บีเคเค-06 เอ ใบตราส่งเลขที่ เคทีที/บีเคเค-05 เอ และใบตราส่งเลขที่ เคบี-01 ใบตราส่งแต่ละฉบับระบุไว้ในช่องผู้รับตราส่งว่าให้เป็นไปตามคำสั่งของโจทก์ ผู้ขายได้ยื่นใบตราส่งและเอกสารอื่นๆ ต่อธนาคารตัวแทนโจทก์และโจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235292 จำนวน362,647.65 ริงกิตมาเลเซีย เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235292 จำนวน 670,285.87 ริงกิตมาเลเซีย เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235509 จำนวน 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ เลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235510 จำนวน 453,135.49 ริงกิตมาเลเซีย และเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 1011 แอล 235510 จำนวน 611,439.84 ริงกิตมาเลเซีย รวมเป็นเงินที่จ่ายไปทั้งสิ้น 2,097,508.85 ริงกิตมาเลเซีย และ 164,370.07 ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารตัวแทนโจทก์ได้ส่งใบตราส่งและเอกสารต่างๆ มาให้โจทก์ ส่วนสินค้าก็ได้ถูกขนส่งโดยเรือเดินทะเลหะรินทรานสปอร์ต 12 และ 15 และหะรินพานิช 18 และ 19 มาถึงท่าเรื่อกรุงเทพและท่าเรือมาบตาพุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 ถึงเดือนมิถุนายน 2540 โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งยังไม่ได้รับสินค้าไม้ที่จำเลยร่วมสั่งซื้อและยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจากจำเลยร่วม หลังจากยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ในฐานะสถาบันการเงินได้โอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพรายจำเลยร่วมให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ดังนั้น เมื่อได้มีการโอนหนี้สินรายนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท) ไปแล้ว ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษาและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสก) มิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่นชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคหก การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและให้จำเลยจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามกฎหมาย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทหะรินสุต ขนส่ง จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5176/2552
#502907
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อความว่า บิลเงินสดที่จำเลยปลอมเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ อันเป็นนิยามของคำว่า เอกสารสิทธิ ตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 265 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบิลเงินสดเป็นเอกสารสิทธิถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมกราคม 2548 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวันจำเลยทำปลอมขึ้นบางส่วน เติมและแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริงซึ่งบิลเงินสดของห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริชัยเสนา ฉบับเล่มที่ 076 เลขที่ 7536 วันที่ 11 มกราคม 2548 โดยจำเลยนำบิลเงินสดฉบับดังกล่าวมาแก้ไขจำนวนเงินในช่องน้ำมันดีเซลจากเดิมจำนวน 300 บาท แก้ไขเป็นจำนวน 800 บาท และในช่องรวมเงินจากเดิมจำนวน 300 บาท แก้ไขเป็นจำนวน 800 บาท เติมข้อความลงในช่องสุดท้ายของรายการว่าแปดร้อยบาทถ้วนและเติมข้อความลงเป็นบรรทัดล่างสุดว่า บจ.8781 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริชัยเสนา ผู้อื่นและประชาชน และจำเลยทำปลอมขึ้นบางส่วนเติมและแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริงซึ่งบิลเงินสดของห้างหุ้นส่วนจำกัดรินทองวิเศษเซอร์วิส ฉบับเล่มที่ 173 เลขที่ 8635 วันที่ 26 ธันวาคม 2547 โดยจำเลยนำบิลเงินสดดังกล่าวมาแก้ไขเดือนและปีจากเดิมวันที่ 26 ธันวาคม 2547 แก้ไขเป็นวันที่ 26 มกราคม 2548 แก้ไขจำนวนในช่องน้ำมันดีเซลจากเดิมจำนวน 300 บาท แก้ไขเป็นจำนวน 800 บาท และในช่องรวมเงินจากเดิมจำนวน 300 บาท แก้ไขเป็นจำนวน 800 บาท กับเติมข้อความเหนือบรรทัดสุดท้ายว่า บจ.8781 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรินทองวิเศษเซอร์วิส ผู้อื่นและประชาชน ภายหลังจำเลยปลอมบิลเงินสด 2 ฉบับ ดังกล่าวแล้วจนถึงวันที่ 25 เมษายน 2548 ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้บิลเงินสดปลอมทั้งสองฉบับดังกล่าว ยื่นเบิกเงินตามจำนวนที่ทำปลอมรวม 1,600 บาท จากบริษัทรังสิตฟุตแวร์ จำกัด ผู้เสียหาย โดยใช้ยื่นต่อนายอุดม และผู้มีชื่อ ซึ่งเป็นพนักงานผู้มีหน้าที่ของผู้เสียหาย ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริชัยเสนา ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองวิเศษเซอร์วิส นายอุดมผู้มีชื่อบริษัทรังสิตฟุตแวร์ จำกัด ผู้อื่นและประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265 และ 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทรังสิตฟุตแวร์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 ,268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม รวม 2 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยทำงานกับโจทก์ร่วมมานานเกือบ 7 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความประพฤติไปในทางที่เสียหาย ตามระเบียบของโจทก์ร่วม จำเลยมีสิทธิเบิกค่าน้ำมันรถเป็นค่าสวัสดิการได้เดือนละไม่เกิน 3,000 บาท จำเลยปลอมบิลน้ำมันรถเพียง 2 ฉบับ โดยแก้ไขจำนวนเงินสูงขึ้นฉบับละ 500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย แม้เป็นการกระทำที่ไม่สมควร แต่พฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่ร้ายแรงนัก การต้องโทษจำคุกระยะสั้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพโดยสุจริตต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือตักเตือน หรือสอดส่องดูแลซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติจำเลยให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อนึ่ง ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อความว่า บิลเงินสดที่จำเลยปลอมเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิอันเป็นนิยามของคำว่า เอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบิลเงินสดเป็นเอกสารสิทธิ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวมาจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมเอง จึงให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — บริษัทรังสิตฟุตแวร์ จำกัด
จำเลย — นายเอกพงษ์ ทีนะกุล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5170/2552
#502997
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาของศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุก 3 ปี จำเลยยังต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาอยู่ แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ศาลก็สามารถนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 140,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 426/2548 ของศาลจังหวัดขอนแก่น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 426/2548 ของศาลจังหวัดขอนแก่น กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 140,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 426/2548 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 426/2548 ของศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุก 3 ปี จำเลยยังต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาอยู่ แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษจำเลยต่อไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดี ศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นายวิเชียร วรคง
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2552
#503195
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์พอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตามแต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยลักโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปในวันใดแน่ จึงต้องฟังเป็นคุณว่าจำเลยลักโฉนดที่ดินของผู้เสียหายในในวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 แล้วปลอมหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยขายที่ดินดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจปลอมที่ทำขึ้นไปใช้ในการทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเอง การกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้เสียหายเป็นสำคัญ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ส่วนหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารธรรมดาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้มอบอำนาจมอบให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทนผู้มอบอำนาจเท่านั้น ไม่เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิแต่อย่างใด จึงไม่ใช่เอกสารสิทธิ การที่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น

เมื่อกรณีเป็นการลักทรัพย์โฉนดที่ดินของผู้เสียหายทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเป็นเอกสารคืนโฉนดที่ดิน พนักงานอัยการคงมีสิทธิเรียกคืนได้แต่โฉนดที่ดินเท่านั้น จะขอให้จำเลยใช้เงิน 1,000,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หาได้ไม่ เพราะไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้เสียหายได้สูญเสียทรัพย์สินที่มีราคาเท่ากับมูลค่าของที่ดินแม้โฉนดที่ดินสูญหายไปก็ยังฟ้องเรียกร้องที่ดินกันได้ มิใช่ว่าที่ดินจะสูญไปด้วย ที่ดินยังคงอยู่ผู้เสียหายชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักโฉนดที่ดินเลขที่ 156315 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าราคา 1,000,000 บาท ของนายเชื่อม ผู้เสียหายไปโดยทุจริต และปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย อันเป็นการเอาไปเสียและทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารสิทธิโดยนำหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความไปกรอกข้อความให้ปรากฏความหมายว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 156315 ดังกล่าวของผู้เสียหาย และสามารถทำนิติกรรมแทนผู้เสียหายได้ และจำเลยยังได้ปลอมลายมือชื่อของนางสาวสุนิสา ลงในช่องพยานของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโดยผู้เสียหายและนางสุนิสาไม่ได้ยินยอมให้จำเลยกระทำการดังกล่าว เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริงของผู้เสียหาย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวสุนิสา ผู้อื่นและประชาชน และวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวไปใช้อ้างแสดงยื่นต่อนายธนัชพงศ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการทำสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 156315 ดังกล่าวให้แก่จำเลย ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายธนัชพงศ์ กรมที่ดิน ผู้เสียหาย นางสาวสุนิสา ผู้อื่นและประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, 265, 334, 91 ให้จำเลยคืนโฉนดที่แท้จริง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก วรรคสอง, 334 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ให้จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักโฉนดที่ดินเลขที่ 156315 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย อันเป็นการเอาไปเสียและทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยนำหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความไปกรอกข้อความให้ปรากฏความหมายว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยขายที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวและสามารถทำนิติกรรมแทนผู้เสียหายได้ และปลอมลายมือชื่อนางสาวสุนิสา ในช่องพยานเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวสุนิสา ผู้อื่นหรือประชาชน ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวไปยื่นแสดงต่อนายธนัชพงศ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาขายที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าว เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์พอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยลักโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปในวันใดแน่ จึงต้องฟังเป็นคุณว่าจำเลยลักโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปในวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 แล้วปลอมหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยขายที่ดินดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจปลอมที่ทำขึ้นไปใช้ในการทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเอง การกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้เสียหายเป็นสำคัญ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ส่วนหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารธรรมดาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้มอบอำนาจมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจจัดการทำนิติกรรมแทนผู้มอบอำนาจเท่านั้น ไม่เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิแต่อย่างใด จึงมิใช่เอกสารสิทธิ การที่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรแรก เท่านั้น นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เมื่อกรณีเป็นการลักทรัพย์โฉนดที่ดินของผู้เสียหาย ทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเป็นเอกสารหรือโฉนดที่ดิน พนักงานอัยการคงมีสิทธิเรียกคืนได้แต่โฉนดที่ดินเท่านั้น จะขอให้จำเลยใช้เงิน 1,000,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินหาได้ไม่ เพราะไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้เสียหายได้สูญเสียทรัพย์สินที่มีราคาเท่ากับมูลค่าของที่ดิน แม้โฉนดที่ดินสูญเสียไปก็ยังฟ้องเรียกร้องที่ดินกันได้ มิใช่ว่าที่ดินจะสูญไปด้วย ที่ดินยังคงอยู่ ผู้เสียหายชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนได้ ที่ศาลอุทธณณ์ภาค 3 พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยปรากฏว่าภายหลังจากที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องแล้ว จำเลยยังได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,000,000 บาท แล้วเอาเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคาร พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, มาตรา 334, มาตรา 264 วรรคแรก, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรลงโทษกักขัง 3 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมและยกคำขอให้จำเลยใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 1,000,000 บาท แทนหากจำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่ผู้เสียหายไม่ได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 90 ม. 188 ม. 264 ม. 268 ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นางอุไร อินทร์คง
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5150/2552
#502984
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของจำเลยไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร โดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งบทบัญญัติในวรรคสี่ของมาตรา 309 ทวิ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์ บัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ของบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึงหากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ในบทบัญญัติวรรคสี่นี้ทั้งสิ้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนเช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทุกข้อไม่ว่าจะอ้างเหตุใดๆ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1316 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระจนครบ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินจำนองดังกล่าวขายทอดตลาดโดยประเมินราคาไว้เป็นเงิน 4,381,125 บาท ต่อมาในการขายทอดตลาดครั้งที่ 12 ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อได้ในราคาสูงสุดเป็นเงิน 6,500,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่ต่ำเกินควร และโจทก์กับผู้ซื้อทรัพย์สมยอมราคากัน เจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการประเมินราคาทรัพย์ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า การขายทอดตลาดชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของจำเลยไปในราคาที่ต่ำเกินสมควร โดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งบทบัญญัติในวรรคสี่ของมาตรา 309 ทวิ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์ บัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ของบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง หากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใดๆ ของศาลที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง" ในบทบัญญัติวรรคสี่นี้ทั้งสิ้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนเช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทุกข้อไม่ว่าจะอ้างเหตุใดๆ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 247 ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางนิภา พงศ์ฉบับนภา
จำเลย — นายสุขุม เหล่าแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5142/2552
#503192
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 8 (9) จำเลยมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวซึ่งจำเลยนำสืบฟังได้เป็นที่แน่นอนว่าจำเลยมีสิทธิที่จะรับเงินจากการที่บริษัท ส. ได้นำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีแพ่ง และสิทธิดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์ได้ขออายัดเงินดังกล่าวและได้รับเงินตามที่อายัดในคดีแพ่งแล้ว โจทก์ก็ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรค้างเป็นการครบถ้วนและจะมีเงินเหลือคืนจำเลยอีกจำนวนหนึ่ง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

ส่วนที่โจทก์ได้กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยยังเป็นหนี้เจ้าหนี้อื่นอีกโดยได้แนบหลักฐานการตรวจคำขอรับชำระหนี้ นั้น โจทก์เพิ่งยกข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้บุคคลอื่นอีกขึ้นมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางแต่อย่างใด ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งหรืออธิบายถึงหนี้ต่างๆ มาก่อน ทั้งปรากฏว่าการตรวจคำขอรับชำระหนี้นั้นก็สืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ซึ่งต่อมาศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงทำให้คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดรวมถึงกระบวนพิจารณาต่างๆ เป็นอันต้องเพิกถอนไปในตัว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย วินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีตามประมวลรัษฎากรอายัดเงินที่จำเลยมีอยู่ที่ธนาคารต่างๆ ได้รับชำระหนี้บางส่วน คงเหลือหนี้ภาษีอากรค้างถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเงิน 2,593,001.32 บาท กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) จำเลยมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งจำเลยก็นำสืบว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทสี่พระยาก่อสร้าง จำกัด กับพวก และได้ฟ้องบริษัทดังกล่าวให้ชำระหนี้จำนวน 24,480,303 บาท ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้บริษัทสี่พระยาก่อสร้าง จำกัด ชำระหนี้แก่จำเลยเป็นเงิน 2,459,663.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ส่วนบริษัทสี่พระยาก่อสร้าง จำกัด มิได้อุทธรณ์แต่อย่างใด ต่อมาบริษัทสี่พระยาก่อสร้าง จำกัด ได้นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 3,451,359.68 บาท มาวางชำระหนี้ให้จำเลยต่อศาลและโจทก์ได้ขออายัดเงินดังกล่าวจำนวน 2,652,418.65 บาท ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เช่นนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบนั้นฟังได้เป็นที่แน่นอนว่าจำเลยมีสิทธิที่จะรับเงินจากการที่บริษัทสี่พระยาก่อสร้าง จำกัด ได้นำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีแพ่งตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และสิทธิดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามที่อายัดในคดีแพ่งหมายเลขคดีแดงที่ 8719/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว โจทก์ก็ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรค้างเป็นการครบถ้วนและจะมีเงินเหลือคืนจำเลยอีกจำนวนหนึ่ง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนที่โจทก์ได้กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยยังเป็นเจ้าหนี้อื่นอีกโดยได้แนบหลักฐานการตรวจคำขอรับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 นั้น เห็นว่า โจทก์เพิ่งยกข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้บุคคลอื่นอีกขึ้นมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ว่ากล่าวมาในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางแต่อย่างใด ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งหรืออธิบายถึงหนี้ต่างๆ มาก่อน ทั้งปรากฏว่าการตรวจคำขอรับชำระหนี้ในวันดังกล่าวนั้นก็สืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดไปในคดีนี้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 ซึ่งต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงทำให้คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดรวมถึงกระบวนพิจารณาต่างๆ เป็นอันต้องเพิกถอนไปในตัว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทธนาทร แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
รัตน กองแก้ว
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ