คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2552
#501900
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์มีการคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระเป็นรายเดือนและยอดหนี้ที่ค้างชำระไว้ชัดเจน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความชัดเจนว่า เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้คืนโจทก์เป็นงวด ๆ โจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่ค้างอย่างไร คงเหลือที่ค้างชำระเท่าใดและเป็นการหักชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ถือว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้เพราะไม่มีจำนวนหนี้ค้างชำระที่แน่นอน ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 350,000 บาท ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้งภายในทุกวันสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ไว้แก่โจทก์เป็นประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 4,375 บาท เพียง 10 เดือน รวมเป็นเงิน 131,250 บาท จากนั้นผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อีก โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้วเพิกเฉย จำเลยมีหนี้ต้องชำระเป็นเงิน 350,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่งวดเดือนมิถุนายน 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี แต่โจทก์ขอคิดเพียง 5 ปี เป็นเงิน 262,500 บาท รวมเป็นเงิน 612,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 612,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนขอให้นำทรัพย์สินที่จดทะเบียนจำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกันแก่โจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2537 จำนวน 12,000 บาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2538 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 4 มีนาคม 2538 จำนวน 15,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2538 จำนวน 21,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 400,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 97929 ไว้เป็นประกัน จากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ในการกู้ยืนเงินทั้งสองครั้งรวมกันเดือนละ 42,000 บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2538 รวมเป็นเงิน 426,000 บาท เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามสัญญาจำนองตามฟ้องจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้งโดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ไว้เป็นประกัน ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 4 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2538 รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีก 400,000 บาท จากนั้นจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองครั้งให้แก่โจทก์อีก 11 งวด ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2539 รวมเป็นเงิน 426,000 บาท โดยถือเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองฉบับสัญญาละครึ่งหนึ่งตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 ฉบับที่ 1 ถึงที่ 15

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ในเดือนแรกจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2537 จำนวน 12,000 บาท ซึ่งคำนวณแล้วมากกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่โจทก์ ส่วนที่เหลือจึงต้องนำไปชำระหนี้ต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 329 จากนั้นจำเลยยังคงชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละครั้งตลอดมาอีกหลายงวด แต่ละงวดเป็นจำนวนสูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องชำระ ซึ่งหากโจทก์นำส่วนที่เหลือจากการชำระดอกเบี้ยไปหักชำระหนี้ต้นเงินย่อมมีผลให้ต้นเงินและดอกเบี้ยลดน้อยลงไปตามลำดับ แต่ยอดหนี้ตามที่โจทก์นำมาฟ้องยังคงเป็นต้นเงิน 350,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 262,500 บาท เห็นได้ชัดว่าเป็นการคิดยอดหนี้มาอย่างไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีมาไม่ถูกต้อง เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคำนวณหนี้มาให้ถูกต้องไว้ในฟ้องเพื่อให้จำเลยได้ตรวจสอบโต้แย้งซึ่งโจทก์ฎีกาคัดค้านว่า กรณีนี้นอกจากหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแล้วจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์อีกหลายฉบับ รวมเป็นหนี้กู้ยืม 1,450,000 บาท ต่อมามีการชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ จากนั้นวันที่ 4 ตุลาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มอีก 397,000 บาท และ 400,000 บาท ตามลำดับ ตามเอกสารหมาย จ.6 รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 2,247,000 บาท ซึ่งหากคำนวณดอกเบี้ยจะได้เป็นเงินงวดละ 28,087.50 บาท การชำระดอกเบี้ยของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 จำนวน 15 ฉบับ เป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมต่าง ๆ ดังกล่าวทั้งหมด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 329 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มีนายฑีฆายุมาเป็นพยานปากเดียวโดยอ้างถึงการกู้ยืมเงินของจำเลยตามฟ้องเพียงฉบับเดียว ทั้งยืนยันว่าจำเลยผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 4,375 บาท รวม 30 เดือน หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์อีก เมื่อถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นเงิน 262,500 บาท รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระจำนวน 612,500 บาท ส่วนหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญารายอื่น ๆ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากการที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามติงของทนายโจทก์ โดยโจทก์มิได้นำสืบถึงรายละเอียดข้อตกลงการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมฉบับอื่น ๆ ไว้ด้วย ทั้งมิได้นำสืบว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่นอย่างไร มากน้อยเพียงใด อันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์คำนวณยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาถูกต้องแล้ว ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเมื่อมีหนี้อยู่หลายจำนวนรวมกัน และลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รวมกันแต่ละเดือน กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 มาใช้บังคับนั้น ก็ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุน จึงฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดโดยคิดคำนวณยอดหนี้มาอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ได้ผลักภาระให้ศาลคิดคำนวณยอดหนี้ให้โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะมีการคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระเป็นรายเดือนและยอดหนี้ที่ค้างชำระไว้ชัดเจน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความชัดเจนว่า เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้คืนโจทก์เป็นงวด ๆ โจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่ค้างอย่างไร คงเหลือที่ค้างชำระเท่าใด และเป็นการหักชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ถือว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้เพราะไม่มีจำนวนหนี้ค้างชำระที่แน่นอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิชัย สิทธิธรรม
จำเลย — นางสาวอรุณี โตวิทยาการ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2552
#505213
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยให้ตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยและให้ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง จำเลยไม่ผ่อนชำระให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีกและได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองฉบับสัญญาครั้งละครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้จำเลยยังเป็นหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาฉบับอื่นๆ อีกหลายฉบับ โดยโจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์คำนวณยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาถูกต้องแล้ว เมื่อโจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์คำนวณยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาถูกต้องแล้ว เมื่อจำเลยเป็นหนี้อยู่หลายจำนวนรวมกันและชำระหนี้รวมกันแต่ละเดือนก็ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนว่าห้ามมิให้นำ ป.พ.พ. มาตรา 329 ที่ให้นำเงินที่จำเลยชำระไปหักใช้ดอกเบี้ยก่อนส่วนที่เหลือจึงนำไปชำระหนี้ต้นเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานมาใช้บังคับ

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะมีการคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระเป็นรายเดือน และยอดหนี้ที่ค้างชำระไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้ความว่า เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้คืนโจทก์เป็นงวดๆ โจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่ค้างอย่างไร คงเหลือที่ค้างชำระเท่าใดและเป็นการหักชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้เพราะไม่มีจำนวนหนี้ค้างชำระที่แน่นอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 612,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนขอให้นำทรัพย์สินที่จดทะเบียนจำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้งโดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32201 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ไว้เป็นประกัน จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 4 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2538 รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์อีก 400,000 บาท จากนั้นจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองครั้งให้แก่โจทก์อีก 11 งวด ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2539 รวมเป็นเงิน 426,000 บาท โดยถือเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมทั้งสองฉบับสัญญาละครึ่งหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ในเดือนแรกจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2537 จำนวน 12,000 บาท ซึ่งคำนวณแล้วมากกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่โจทก์ ส่วนที่เหลือจึงต้องนำไปชำระหนี้ต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 329 จากนั้นจำเลยยังคงชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละครั้งตลอดมาอีกหลายงวด แต่ละงวดเป็นจำนวนสูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องชำระ ซึ่งหากโจทก์นำส่วนที่เหลือจากการชำระดอกเบี้ยไปหักชำระหนี้ต้นเงินย่อมมีผลให้ต้นเงินและดอกเบี้ยลดน้อยลงไปตามลำดับ แต่ยอดหนี้ตามที่โจทก์นำมาฟ้องยังคงเป็นต้นเงิน 350,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 262,500 บาท เห็นได้ชัดว่าเป็นการคิดยอดหนี้มาอย่างไม่ถูกต้องเพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องคิดคำนวณหนี้มาให้ถูกต้องไว้ในฟ้องเพื่อให้จำเลยได้ตรวจสอบโต้แย้งซึ่งโจทก์ฎีกาคัดค้านว่า กรณีนี้นอกจากหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแล้วจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์อีกหลายฉบับ รวมเป็นหนี้กู้ยืม 1,450,000 บาท ต่อมามีการชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ จากนั้นวันที่ 4 ตุลาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพิ่มอีก 397,000 บาท และ 400,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 2,247,000 บาท ซึ่งหากคำนวณดอกเบี้ยจะได้เป็นเงินงวดละ 28,087.50 บาท การชำระดอกเบี้ยของจำเลยจำนวน 15 ฉบับ เป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมต่าง ๆ ดังกล่าวทั้งหมด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 329 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มีนายฑีฆายุ มาเป็นพยานปากเดียวโดยอ้างถึงการกู้ยืมเงินของจำเลยตามฟ้องเพียงฉบับเดียว ทั้งยืนยันว่าจำเลยผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 4,375 บาท รวม 30 เดือน หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์อีก เมื่อถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี เป็นเงิน 262,500 บาท รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระจำนวน 612,500 บาท ส่วนหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญารายอื่นๆ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากการที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามติงของทนายโจทก์ โดยโจทก์มิได้นำสืบถึงรายละเอียดข้อตกลงการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมฉบับอื่นๆ ไว้ด้วย ทั้งมิได้นำสืบว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่นอย่างไร มากน้อยเพียงใด อันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์คำนวณยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระมาถูกต้องแล้ว ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า เมื่อมีหนี้อยู่หลายจำนวนรวมกัน และลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รวมกันแต่ละเดือน กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 มาใช้บังคับนั้น ก็ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุน จึงฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดโดยคิดคำนวณยอดหนี้มาอย่างชัดเจนแล้วไม่ได้ผลักภาระให้ศาลคิดคำนวณยอดหนี้ให้โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะมีการคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยต้องชำระเป็นรายเดือนและยอดหนี้ที่ค้างชำระไว้ชัดเจน แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความชัดเจนว่า เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้คืนโจทก์เป็นงวดๆ โจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่ค้างอย่างไร คงเหลือที่ค้างชำระเท่าใด และเป็นการหักชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ถือว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้เพราะไม่มีจำนวนหนี้ค้างชำระที่แน่นอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิชัย สิทธิธรรม
จำเลย — นางสาวอรุณี โตวิทยาการ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4973/2552
#493996
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีความประสงค์จะขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ จึงตกลงกับโจทก์ให้โจทก์เป็นฝ่ายขายโดยได้รับบำเหน็จเป็นการตอบแทน การทำสัญญาดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการบังคับขู่เข็ญ ต่างสมัครใจเข้าทำสัญญา ซึ่งข้อความในสัญญาสามารถอ่านเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อจำเลยสมัครใจเข้าทำสัญญา จึงต้องผูกพันตามข้อสัญญา แม้จะห้ามจำเลยบอกเลิกสัญญาก็ตาม แต่ช่วงระยะเวลาเพียง 10 เดือน ไม่เป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยในการขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ตลอดไปหรือภายในระยะเวลายาวนานจนทำให้จำเลยเสียหาย ในทางตรงกันข้ามหากไม่กำหนดข้อสัญญาห้ามจำเลยเลิกสัญญาไว้ อาจเป็นช่องทางให้จำเลยเลิกสัญญาเอาเปรียบโจทก์ได้เนื่องจากโจทก์ได้ลงทุนประกาศขายโดยเขียนป้ายประกาศตามสถานที่ต่าง ๆ ประกาศโฆษณาในสิ่งพิมพ์และทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งปรากฏภาพทาวน์เฮาส์ของจำเลย ผู้พบเห็นทางโฆษณาสามารถเดินทางไปดูสภาพและทำเลได้ ซึ่งอาจพบและพูดคุยกับจำเลยจนตกลงซื้อขายกันโดยไม่ผ่านโจทก์ ก็จะทำให้โจทก์เสียหาย ด้วยเหตุนี้ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นธรรมแก่ทั้งโจทก์และจำเลย หาใช่ไม่เป็นธรรมแก่จำเลยแต่อย่างใด

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,890 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 27,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 29 สิงหาคม 2545 จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 61866 พร้อมทาวน์เฮาส์ในราคา 900,000 บาท ตกลงค่าบำเหน็จร้อยละ 3 ของราคาที่ขายได้ มีกำหนดระยะเวลา 10 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โดยมีข้อสัญญาว่าระหว่างสัญญายังไม่ครบกำหนด จำเลยจะไม่บอกเลิกสัญญาไม่ว่ากรณีใด ๆ หากจำเลยจะขายหรือขายหรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ หรือเหตุใดก็ตาม จำเลยยินยอมจ่ายค่าบำเหน็จตัวแทนให้แก่โจทก์โดยพลันตามราคาทรัพย์สินและอัตราค่าบำเหน็จดังกล่าว โจทก์ได้ลงโฆษณาที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ของจำเลยตามสิ่งพิมพ์ ป้ายประกาศ และทางอินเตอร์เน็ต ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2546 จำเลยโอนขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่นางสาวภัทรพร

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีความประสงค์จะขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงตกลงกับโจทก์ให้โจทก์เป็นฝ่ายขายโดยได้รับบำเหน็จเป็นการตอบแทน การทำสัญญาดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการบังคับขู่เข็ญ ต่างสมัครใจเข้าทำสัญญา ซึ่งข้อความในสัญญาสามารถอ่านเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อจำเลยสมัครใจเข้าทำสัญญา จึงต้องผูกพันตามข้อสัญญาแม้จะห้ามจำเลยบอกเลิกสัญญาก็ตาม แต่ช่วงระยะเวลาเพียง 10 เดือน ไม่เป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยในการขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ตลอดไปหรือภายในระยะเวลายาวนานจนทำให้จำเลยเสียหาย ในทางตรงกันข้ามหากไม่กำหนดข้อสัญญาห้ามจำเลยเลิกสัญญาไว้ อาจเป็นช่องทางให้จำเลยเลิกสัญญาเอาเปรียบโจทก์ได้เนื่องจากโจทก์ได้ลงทุนประกาศขายโดยเขียนป้ายประกาศตามสถานที่ต่าง ๆ ประกาศโฆษณาในสิ่งพิมพ์และทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งปรากฏภาพทาวน์เฮาส์ของจำเลย ผู้พบเห็นทางโฆษณาสามารถเดินทางไปดูสภาพและทำเลได้ ซึ่งอาจพบและพูดคุยกับจำเลยจนตกลงซื้อขายกันโดยไม่ผ่านโจทก์ ก็จะทำให้โจทก์เสียหาย ด้วยเหตุนี้ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นธรรมแก่ทั้งโจทก์และจำเลย หาใช่ไม่เป็นธรรมแก่จำเลยแต่อย่างใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรียลตี้ เวิลด์ อัลไลแอนซ์ จำกัด
จำเลย — นางพรรณี เทพรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4970/2552
#494321
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีวัตถุประสงค์หลักคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ จำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซให้บริษัท ว. จำเลยจ้างโจทก์เป็นวิศวกรและส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของบริษัท ว. จำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการทำงานที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัท ว. ให้โจทก์ตลอดมา อันเป็นการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัท ว. นั้น เป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัท ว. ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัท ว. เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลง บริษัท ว. มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลง เป็นกรณีที่บริษัท ว. แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลย แสดงว่าอำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 1,748 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 18,664 บาท และค่าชดเชย 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซโดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จำเลยส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยและทำงานในโครงการที่จำเลยรับจ้างจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั่นเอง เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลงบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จึงมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลยเมื่อการปฏิบัติงานสิ้นสุดลง ไม่ใช่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด บอกเลิกจ้างโจทก์ แสดงว่าอำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ตามคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ตลอดมาไม่ว่าจะคำนวณค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นรายเดือนก็ตาม ค่าตอบแทนนั้นเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์ จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั้นเป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา ตรีโลเกศวัฒนา
จำเลย — บริษัทเดคทอปเมนูเฟคทอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4970/2552
#501834
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซโดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด ให้บริษัท ว. จำเลยส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าว โจทก์ไปทำงานที่บริษัท ว. ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยและทำงานในโครงการที่จำเลยรับจ้างจากบริษัท ว. นั่นเอง เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลงบริษัท ว. จึงมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่บริษัท ว. แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลยเมื่อการปฏิบัติงานสิ้นสุดลง ไม่ใช่บริษัท ว. บอกเลิกจ้างโจทก์ แสดงว่า อำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัท ว. ตามคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ตลอดมา ค่าตอบแทนนั้นเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัท ว. เป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัท ว. ใช้แทนในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัท ว. โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งวิศวกรออกแบบ โดยให้โจทก์ไปทำงานกับบริษัท Worley Parson จำกัด (ที่ถูกคือบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited)) ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 70,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2548 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 210,000 บาท และโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจนถึงวันจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าคือวันที่ 30 กันยายน 2548 เป็นเวลา 1 เดือน เป็นเงิน 70,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย นอกจากนี้จำเลยยังค้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุด 18,664 บาท ค่าล่วงเวลา 1,748 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 1,748 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 18,664 บาท และค่าชดเชย 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิใช่นายจ้างโจทก์ โจทก์จำเลยไม่เคยทำสัญญาจ้างค่าแรงงานต่อกัน โจทก์เป็นวิศวกรอิสระรับจ้างจำเลยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาในการคำนวณและออกแบบโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซให้แก่บริษัท Worley Parsons จำกัด (ที่ถูกคือบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited)) ระหว่างอำเภอมาบตาพุดถึงอำเภอบางปะกงเท่านั้น ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการจ้างซึ่งโจทก์ทราบดีตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์คิดค่าจ้างเหมาเป็นชั่วโมง ไม่มีเงินเดือน โดยคิดจากผลงานในการทำงานให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยแบ่งชำระค่าจ้างทุกสิ้นเดือน ค่าจ้างในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากันแล้วแต่ผลงานชั่วโมงทำงานของโจทก์ที่ทำได้โดยบริษัทดังกล่าวจะรายงานมายังจำเลย และมุ่งเน้นถึงผลสำเร็จของงาน โจทก์มีอิสระในการทำงานไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลย ไม่ต้องเข้าบริษัทจำเลยและไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่มีสวัสดิการประกันสังคมเหมือนลูกจ้างทั่วไปในบริษัทจำเลย ค่าจ้างรับบริการก็เป็นการหักภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับผู้มีวิชาชีพอิสระ จ้างทำของโดยโจทก์ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับบริษัทจำเลยและจำเลยไม่เคยให้โจทก์มาทำงานอื่นของจำเลย การรับจ้างทำงานของโจทก์เป็นการจ้างทำของไม่ใช่จ้างแรงงาน ต่อมาก่อนเดือนสิงหาคม 2548 ที่โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซของบริษัทดังกล่าวจะเสร็จสิ้นลง จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2548 โครงการออกแบบดังกล่าวเสร็จสิ้นลงและโจทก์มารับค่าจ้างงวดสุดท้ายไปครบถ้วนแล้วความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้างทำของ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์เพราะเป็นการทำงานอย่างอิสระของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือดอกเบี้ยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โจทก์เป็นวิศวกรได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกร (ไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ) โดยส่งให้โจทก์ไปทำงานกับบริษัทวาล์เลย์พาร์ซัน จำกัด (Wosley Passons (Thailand) Limited)) (ที่ถูกคือบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Wosley Passons (Thailand) Limited)) ในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง จำเลยรับจ้างบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ในส่วนการออกแบบโดยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาในลักษณะการจ้างงานเป็นคราวๆ ไป โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานที่บริษัทของจำเลย เมื่อถึงรอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนโจทก์นำหลักฐานระบุชั่วโมงทำงานที่โจทก์ทำงานให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มาคำนวณเงินค่าตอบแทนกับนายธนาเดช กรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้วรับเงินค่าตอบแทนจากนายธนาเดชไปตามรอบการจ่ายเงิน การบังคับบัญชาในการทำงานขึ้นอยู่กับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด วันที่ 31 สิงหาคม 2548 ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มีหนังสือถึงจำเลยอ้างถึงจดหมายของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 มีผลให้การปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้จัดหาวิศวกรอิสระเช่นโจทก์ไปทำงานกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด เป็นคราวๆ จำเลยได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด เป็นจำนวนเงินมากกว่าที่จำเลยคำนวณจ่ายให้โจทก์ตามที่ตกลงกับโจทก์ แล้วจำเลยได้รับเงินค่าตอบแทนจากส่วนต่างนั้น โจทก์ทำงานโดยอิสระไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.9 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์สมัครเข้าทำงานกับจำเลย เมื่องานออกแบบที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด สิ้นสุดลง บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงตามเอกสารหมาย ล.9 โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซโดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จำเลยส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยและทำงานในโครงการที่จำเลยรับจ้างจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั่นเอง เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลงบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จึงมีหนังสือเอกสารหมาย ล.9 ถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลยเมื่อการปฏิบัติงานสิ้นสุดลง ไม่ใช่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จำกัด บอกเลิกจ้างโจทก์ แสดงว่า อำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ตามคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ตลอดมาไม่ว่าจะคำนวณค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นรายเดือนก็ตาม ค่าตอบแทนนั้นเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์ จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั้นเป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา ตรีโลเกศวัฒนา
จำเลย — บริษัทเดคทอปเมนูเฟคทอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4970/2552
#508255
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นวิศวกรซึ่งเป็นงานตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลย คือ ประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุดให้แก่บริษัท ว. และจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานที่บริษัท ว. ในโครงการดังกล่าว โดยจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนการทำงานให้ เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นบริษัท ว. แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลย ดังนั้น แม้ในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้บริษัท ว. โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัท ว. แต่เป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนให้บริษัท ว. ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลย เพื่อให้งานลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัท ว. หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ และแม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งวิศวกรออกแบบ โดยให้โจทก์ไปทำงานกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited) ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 70,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 1,748 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 18,664 บาท และค่าชดเชย 210,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิใช่นายจ้างโจทก์ โจทก์จำเลยไม่เคยทำสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน โจทก์เป็นวิศวกรอิสระรับจ้างจำเลยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาในการคำนวณและออกแบบโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซให้แก่ บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited) ระหว่างอำเภอมาบตาพุดถึงอำเภอบางปะกงเท่านั้น โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของจำเลย ค่าจ้างรับบริการก็เป็นการหักภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับผู้มีวิชาชีพอิสระจ้างทำของ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจ้างทำของ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์เพราะเป็นการทำงานอย่างอิสระของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือดอกเบี้ยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โจทก์เป็นวิศวกรได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกร (ไม่ได้ทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ) โดยส่งให้โจทก์ไปทำงานกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด (Worley Parsons (Thailand) Limited) ในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง จำเลยรับจ้างบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ในส่วนการออกแบบโดยเป็นวิศวกรที่ปรึกษาในลักษณะการจ้างงานเป็นคราว ๆ ไป โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานที่บริษัทของจำเลย เมื่อถึงรอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนโจทก์นำหลักฐานระบุชั่วโมงทำงานที่โจทก์ทำงานให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มาคำนวณเงินค่าตอบแทนกับกรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้วรับเงินค่าตอบแทนไปตามรอบการจ่ายเงินการบังคับบัญชาในการทำงานขึ้นอยู่กับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด วันที่ 31 สิงหาคม 2548 ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด มีหนังสือถึงจำเลยอ้างถึงจดหมายของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 มีผลให้การปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้จัดหาวิศวกรอิสระเช่นโจทก์ไปทำงานกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด เป็นคราว ๆ จำเลยได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด เป็นจำนวนเงินมากกว่าที่จำเลยคำนวณจ่ายให้โจทก์ตามที่ตกลงกับโจทก์ แล้วจำเลยได้รับเงินค่าตอบแทนจากส่วนต่างนั้น โจทก์ทำงานโดยอิสระไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกร ซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยคือประกอบกิจการออกแบบและเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ โดยจำเลยรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษาออกแบบในโครงการท่อส่งก๊าซมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จำเลยส่งโจทก์ไปทำงานในโครงการดังกล่าวของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยและทำงานในโครงการที่จำเลยรับจ้างจากบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั่นเอง เมื่องานออกแบบเสร็จสิ้นลงบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด จึงมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าการปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นกรณีที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด แจ้งส่งตัวโจทก์คืนให้จำเลยเมื่อการปฏิบัติงานสิ้นสุดลง ไม่ใช่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด บอกเลิกจ้างโจทก์แสดงว่า อำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ยังคงอยู่ที่จำเลย อีกทั้งจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานที่บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ตามคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ตลอดมาไม่ว่าจะคำนวณค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหรือเป็นรายเดือนก็ตาม ค่าตอบแทนนั้นเป็นการจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของโจทก์ จึงเป็นค่าจ้าง การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด นั้นเป็นกรณีที่จำเลยมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนของตนไปให้บริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด ใช้แทนจำเลยในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัทวอร์เลย์พาร์สันส์ จำกัด หาได้ทำให้จำเลยไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลยยื่นแบบรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ในฐานะผู้มีรายได้อิสระ ก็ไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 31
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา ตรีโลเกศวัฒนา
จำเลย — บริษัทเดคทอปเมนูเฟคทอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962/2552
#502925
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดต่อศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 บัญญัติให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม ถ้าฟ้องไม่ทันก็จะต้องมีการขอผัดฟ้องต่อศาลตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กฎหมายมาตรานี้กำหนดไว้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดตามที่มาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชนไว้เป็นพิเศษต่างหากจากการฟ้องคดีอาญาต่อผู้ใหญ่ โดยมีกรอบระยะเวลาในการฟ้องคดีกำหนดไว้ไม่ปล่อยให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเด็กหรือเยาวชนเมื่อใดก็ได้ตามอำเภอใจ แต่จุดเริ่มของการนับระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนแล้วเท่านั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2547 และปล่อยตัวจำเลยไปในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนไม่ได้ผัดฟ้องจำเลยต่อศาล เนื่องจากไม่ได้จับกุมและไม่ได้ควบคุมตัวจำเลยไว้ ดังนี้ การนับระยะเวลาตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 จึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะการเข้ามอบตัวของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุมตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งจะต้องผัดฟ้องและได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดให้ฟ้องคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371, 91, 83

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยเข้ามอบตัวในวันที่ 27 สิงหาคม 2547 และทำการสอบสวน ย่อมต้องถือว่าจำเลยถูกจับแล้วตั้งแต่นั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51, 53 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ยกฟ้อง (ที่ถูก ไม่รับฟ้อง)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "การฟ้องคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดต่อศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 บัญญัติให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม ถ้าฟ้องไม่ทันก็จะต้องมีการขอผัดฟ้องต่อศาลตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กฎหมายมาตรานี้กำหนดไว้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดตามที่มาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชนไว้เป็นพิเศษต่างหากจากการฟ้องคดีอาญาต่อผู้ใหญ่ โดยมีกรอบระยะเวลาในการฟ้องคดีกำหนดไว้ไม่ปล่อยให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเด็กหรือเยาวชนเมื่อใดก็ได้ตามอำเภอใจ แต่จุดเริ่มของการนับระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนแล้วเท่านั้น สำหรับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2547 และปล่อยตัวจำเลยไปในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนไม่ได้ผัดฟ้องจำเลยต่อศาล เนื่องจากไม่ได้จับกุมและไม่ได้ควบคุมตัวจำเลยไว้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์การนับระยะเวลาตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 จึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะการเข้ามอบตัวของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุมตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งจะต้องผัดฟ้องและได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดให้ฟ้องคดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ประทับฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 51 ม. 53
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายไกรสิทธิ์หรือไกรสิทธิ วงษ์เวช
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552
#501865
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสองและมาตรา 1598/38 เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาโดยให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพมิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่า

หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุที่โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2515 จำเลยและโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกันและต่อมามีบุตรด้วยกัน 2 คน ปัจจุบันบรรลุนิติภาวะแล้ว ก่อนโจทก์จะสมรสกับจำเลย โจทก์ไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้ หลังจากสมรสแล้วจำเลยให้โจทก์เป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านและเลี้ยงดูบุตรตลอดมา ส่วนจำเลยมีอาชีพรับราชการเป็นทหารเรือได้ไปปฏิบัติราชการอยู่ตามหน่วยราชการของกองทัพเรือตามต่างจังหวัด รายได้ที่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัวมาจากรายได้ของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เดิมรายได้ที่จำเลยหามาได้ทั้งหมดจะส่งให้โจทก์เป็นผู้เก็บไว้ใช้จ่ายภายในครอบครัว จำเลยจะใช้เงินเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและจะกลับมาดูแลครอบครัวเป็นประจำทุกสัปดาห์ ต่อมาเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา จำเลยเป็นผู้เก็บเงินไว้เองทั้งหมดคงส่งเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 10,000 บาทตลอดมาจนถึงเดือนตุลาคม 2547 จำเลยได้เกษียณอายุราชการเป็นข้าราชการบำนาญ จำเลยได้ทิ้งร้างโจทก์ไป มิได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากันอีก รวมทั้งไม่ให้ความช่วยเหลือหรือส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ทำให้โจทก์ต้องได้รับความลำบากและเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตเพราะโจทก์ไม่มีรายได้จากทางใด และไม่มีโอกาสที่จะหางานทำได้เพราะอายุมากประกอบกับไม่มีวิชาความรู้ใดๆ และไม่มีเงินทุนที่จะนำไปประกอบอาชีพส่วนตัว ส่วนจำเลยยังคงได้รับเงินบำนาญไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาททุกเดือนไม่มีภาระในหน้าที่การงานและหนี้สิน จึงมีความสามารถที่จะให้การอุปการเลี้ยงดูโจทก์ได้โดยไม่เดือดร้อน โจทก์ขอให้จำเลยส่งเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 10,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยยังมิได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ประกอบกับบุตรทั้งสองคน ที่เกิดกับจำเลยและโจทก์ก็ได้บรรลุนิติภาวะและมีครอบครัว มีรายได้ที่แน่นอนและสามารถที่จะประกอบอาชีพมีรายได้เพียงพอแก่การดูแลและให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในฐานะมารดาได้เป็นอย่างดีเนื่องจากโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจที่จะแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน จำเลยจึงไม่มีหน้าที่จะต้องให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยส่งเงินอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท แม้จำเลยจะได้รับเงินบำนาญไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท แต่จำเลยมีภาระหนี้เป็นค่าผ่อนส่งรถยนต์หนี้สินที่จะต้องผ่อนชำระที่จำเลยได้ไปกู้มาเพื่อนำไปซื้อบ้านที่อยู่อาศัยภายหลังจากแยกกันอยู่แล้ว จำเลยจึงไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง นอกจากนี้เมื่อบุตรทั้งสองของโจทก์และจำเลยมีงานทำแล้วได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร โจทก์จึงไม่มีความเดือดร้อนเมื่อคำนึงถึงฐานะของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดี โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 อันเป็นวันฟ้อง เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องที่ ท.1197/2551 พิเคราะห์แล้ว โจทก์ต้องขอถอนคำฟ้องที่เริ่มต้นคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจะขอถอนคำฟ้องขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยเคยส่งเงินผ่านบัญชีของบุตรดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท ต่อมาลดลงเหลือเดือนละ 8,000 บาท กับเดือนละ 6,000 บาท ตามลำดับ ครั้นปี 2539 โจทก์กับจำเลยได้แยกกันอยู่ และตั้งแต่ปี 2547 จำเลยเกษียณอายุราชการและไม่ส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์อีกต่อไป จำเลยได้รับบำนาญหลังจากหักภาษีและค่าฌาปนกิจแล้วเป็นเงิน 23,000 บาทเศษ ส่วนโจทก์ไม่มีรายได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยหรือไม่ เบื้องแรกเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์แห่งการสมรสก็เพื่อที่จะให้ชายหญิงคู่สมรสได้อยู่กินฉันสามีภริยา ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และตามมาตรา 1598/38 ที่บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้ได้เพียงใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็นบทบัญญัติเพื่อให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่า ก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับ ไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพ หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่าดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้ง ส่วนที่จำเลยอ้างเป็นข้อเถียงในฎีกาว่า จำเลยและโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2539 และนับจากเวลาดังกล่าวโจทก์เองไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องให้ความอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์ไม่มีอาชีพหรือรายได้จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้ จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยว่าจำเลยจะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เพียงใด เห็นว่า จำเลยมีรายได้จากบำนาญในอัตราเดือนละ 23,000 บาทเศษ และมีหนี้อีกหลายจำนวนที่จะต้องผ่อนชำระซึ่งบางจำนวนนำมาซื้อบ้านเพื่อใช้พักอาศัยกับหญิงที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูฉันภริยา ทั้งต้องใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลหญิงดังกล่าวเนื่องจากจำเลยไม่สามารถเบิกจากทางราชการได้ อย่างไรก็ดี แม้จำเลยจะแยกไปอยู่กับหญิงดังกล่าวจำเลยก็ยังมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยและพฤติการณ์ที่จำเลยมีภาระหนี้เนื่องเพราะไปอุปการะหญิงอื่นตลอดจนฐานะของโจทก์ผู้รับซึ่งไม่มีรายได้และอาชีพ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปโดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดด้วยเหตุผลว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์จนกว่าโจทก์หรือจำเลยถึงแก่ความตายหรือความเป็นสามีภริยาได้สิ้นสุดนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิ ไข่เกษ
จำเลย — ว่าที่นาวาโทประสิทธิ์ ไข่เกษ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552
#502921
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ของการสมรสก็เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ป.พ.พ. มาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นอีกฝ่ายสามารถเรียกได้ในเมื่อได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ อันแสดงว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับตามพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็นบทบัญญัติคุ้มครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้น อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ดังนั้น สิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 อันเป็นวันฟ้อง เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องที่ ท.1197/2551 พิเคราะห์แล้ว โจทก์ต้องขอถอนคำฟ้องที่เริ่มต้นคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจะขอถอนคำฟ้องขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาไม่ได้ ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยเคยส่งเงินผ่านบัญชีของบุตรดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท ต่อมาลดลงเหลือเดือนละ 8,000 บาท กับเดือนละ 6,000 บาท ตามลำดับ ครั้นปี 2539 โจทก์กับจำเลยได้แยกกันอยู่ และตั้งแต่ปี 2547 จำเลยเกษียณอายุราชการและไม่ส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์อีกต่อไป จำเลยได้รับบำนาญหลังจากหักภาษีและค่าฌาปนกิจแล้วเป็นเงิน 23,000 บาทเศษ ส่วนโจทก์ไม่มีรายได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยหรือไม่ เบื้องแรกเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์แห่งการสมรสก็เพื่อที่จะให้ชายหญิงคู่สมรสได้อยู่กินฉันสามีภริยา ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และตามมาตรา 1598/38 ที่บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้ได้เพียงใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็นบทบัญญัติเพื่อให้ความคุ้มครองแก่สามีหรือภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ในเมื่ออีกฝ่ายที่ควรได้รับ ไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามอัตภาพ หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่าดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้ง ส่วนที่จำเลยอ้างเป็นข้อเถียงในฎีกาว่า จำเลยและโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2539 และนับจากเวลาดังกล่าวโจทก์เองไม่เคยให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องให้ความอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า หลังจากจดทะเบียนสมรส โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านบิดาของโจทก์ แม้จำเลยไปรับราชการต่างจังหวัดก็กลับมาบ้านดังกล่าวที่โจทก์อยู่กับบุตร โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ เหตุโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 ก็เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ ที่สำคัญจำเลยไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาตลอดมา การสมัครใจแยกกันอยู่จึงมิใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์ไม่มีอาชีพหรือรายได้ จำเลยซึ่งอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตลอดมาและอยู่ในฐานะที่สามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีความสามารถหรือฐานะน้อยกว่าและแยกไปอยู่โดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยว่า จำเลยจะต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เพียงใด เห็นว่า จำเลยมีรายได้จากบำนาญในอัตราเดือนละ 23,000 บาทเศษ และมีหนี้อีกหลายจำนวนที่จะต้องผ่อนชำระซึ่งบางจำนวนนำมาซื้อบ้านเพื่อใช้พักอาศัยกับหญิงที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูฉันภริยา ทั้งต้องใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลหญิงดังกล่าวเนื่องจากจำเลยไม่สามารถเบิกจากทางราชการได้ อย่างไรก็ดี แม้จำเลยจะแยกไปอยู่กับหญิงดังกล่าว จำเลยก็ยังมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยและพฤติการณ์ที่จำเลยมีภาระหนี้เนื่องเพราะไปอุปการะหญิงอื่น ตลอดจนฐานะของโจทก์ผู้รับซึ่งไม่มีรายได้และอาชีพ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปโดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ด้วยเหตุผลว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์จนกว่าโจทก์หรือจำเลยถึงแก่ความตายหรือความเป็นสามีภริยาได้สิ้นสุดนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วย ฎีกาประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 วรรคสอง ม. 1516 (6) ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิ ไข่เกษ
จำเลย — ว่าที่นาวาโทประสิทธิ์ ไข่เกษ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4948/2552
#494291
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการทำให้ผู้บริหารของลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ก็ยังคงต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ตามคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนและมีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงยังมิได้สิ้นสุดลงไป และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเป็นประการใดแล้วเจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางจึงยังต้องพิจารณาคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 และมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549

วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้รวม 8 อันดับ เป็นเงิน 4,021,680,960.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยหลายอัตราของต้นเงิน 1,827,634,323.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอลดยอดหนี้ต้นเงินเป็น 907,517,070.47 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาต

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นจำนวน 817,308,587.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจากต้นเงิน 108,049,098.27 บาท 79,630,500 บาท 21,278,277.48 บาท 148,510,000 บาท 38,659,947.73 บาท และ 50,013,958.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้ประกันในมูลหนี้อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 และมีเงื่อนไขในมูลหนี้อันดับที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นไปแล้วเพียงใดให้สิทธิได้รับชำระหนี้คดีนี้ลดลงเพียงนั้น และในมูลหนี้อันดับที่ 5 ให้ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนไม่เกินวงเงินที่ลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดชอบจำนวน 220,000,000 บาท ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 (3)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในวันนัดพิจารณาว่า ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินจึงตกเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินคดีแทนลูกหนี้อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความคืนค่าคำร้องให้แก่เจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีเพียงว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางยังจำต้องพิจารณาสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 บัญญัติว่า แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทั้งนี้ตามมาตรา 90/27 ทั้งเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." เช่นนี้แม้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการทำให้ผู้บริหารของลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ก็ยังคงต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ตามคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงยังมิได้สิ้นสุดลงไป และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเป็นประการใดแล้วเจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางจึงยังต้องพิจารณาคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อไป การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความทันทีโดยมิได้ไต่สวนพยานของเจ้าหนี้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางนัดพิจารณาคำร้องของเจ้าหนี้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลล้มละลายกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32 วรรคสาม ม. 90/60 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทยงสุ จำกัด
เจ้าหนี้ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4948/2552
#501854
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 และมาตรา 90/75 แม้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการทำให้ผู้บริหารของลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ก็ยังคงต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ตามคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการดังนั้น อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวน และมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงยังมิได้สิ้นสุดลงไป ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเป็นประการใดแล้วเจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตามมาตรา 90/32 วรรคสาม เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วศาลล้มละลายกลางก็ยังต้องพิจารณาคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 และมีคำสั่งยกเลิกฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2549

วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้รวม 8 อันดับ เป็นเงิน 4,021,680.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยหลายอัตราของต้นเงิน 1,827,634,323.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอลดยอดหนี้ต้นเงินเป็น 907,517,070.47 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาต

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฎว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นจำนวน 817,308,587.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจากต้นเงิน 108,049,098.27 บาท 79,630,500 บาท 21,278,277.48 บาท 148,510,000 บาท 38,659,947.73 บาท และ 50,013,958.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 และมีเงื่อนไขในมูลหนี้อันดับที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นไปแล้วเพียงใดให้สิทธิได้รับชำระหนี้คดีนี้ลดลงเพียงนั้น และในมูลหนี้อันดับที่ 5 ให้ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนไม่เกินวงเงินที่ลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดชอบจำนวน 220,000,000 บาท ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 (3)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า มูลหนี้อันดับที่ 5 เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 253,796,982.81 บาท มิใช่ไม่เกินวงเงิน 220,000,000 บาท และเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้อันดับที่ 7 มาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ทั้งคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 8 เพียงบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในวันนัดพิจารณาว่า ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินจึงตกเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินคดีแทนลูกหนี้อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าคำร้องให้แก่เจ้าหนี้อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คืนค่าคำร้องให้แก่เจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีเพียงว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางยังจำต้องพิจารณาสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 บัญญัติว่า แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27 ทั้งเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." เช่นนี้แม้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการทำให้ผู้บริหารของลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ก็ยังคงต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ตามคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวน และมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงยังมิได้สิ้นสุดลงไป และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเป็นประการใดแล้วเจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสาม เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางจึงยังต้องพิจารณาคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้เกี่ยวกับสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ต่อไป การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความทันทีโดยมิได้ไต่สวนพยานของเจ้าหนี้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางนัดพิจารณาคำร้องของเจ้าหนี้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลล้มละลายกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32 ม. 90/60 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทยงสุ จำกัด
เจ้าหนี้ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน์ กองแก้ว
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4926/2552
#494329
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 11, 43 (4), 148, 157 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 60 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 เดือนลงมา จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้เหตุเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2535 นับถึงวันฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2539 ความผิดตามบทมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 43, 78, 148, 157, 160 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12, 60

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสว่าง บิดาของนายสุทธิพัฒน์ จ่าสิบเอกสุรินทร์ บิดาของนางสาวจันทิมายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โดยเรียกนายสว่างว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และจ่าสิบเอกสุรินทร์ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อมาจ่าสิบเอกสุรินทร์ถึงแก่ความตาย นางอุรา มารดาของนางสาวจันทิมายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 43 (4), 78, 148, 157, 160 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถที่มีสิ่งของอุปกรณ์สำหรับรถไม่ครบถ้วนถูกต้องเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 60 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วหลบหนีจำคุก 2 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่ กระทงแรกคงปรับ 1,500 บาท กระทงที่สองจำคุก 3 ปี กระทงที่สามจำคุก 1 เดือน 15 วัน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำรถที่ไฟท้ายชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ออกขับไปตามท้องถนนย่อมเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย และการที่ขับในเวลากลางคืน ไฟท้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านขวาเป็นอุปกรณ์สำคัญของรถที่จะทำให้รถคันที่ตามหลังมาเห็นได้ชัดว่าเป็นรถขนาดใหญ่หรือรถจักรยานยนต์ แต่จำเลยก็ไม่ซ่อมแซมไฟท้ายดังกล่าวให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี นอกจากนี้จำเลยขับรถบรรทุกหินออกมาจากซอยข้างถนน ก่อนที่จะขับเข้าถนนควรที่จะดูให้ปลอดภัยก่อนว่ามีรถแล่นมาหรือไม่ แต่จำเลยไม่ได้นำพากลับขับรถออกจากซอยโดยไฟท้ายด้านขวาใช้การไม่ได้เข้าสู่ถนนหลักในระยะกระชั้นชิดกับที่ผู้ตายขับรถมา จึงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนกันห่างจากปากซอยที่จำเลยขับออกมาประมาณ 38 เมตร จึงเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลย แม้จะฟังได้ว่านายสุทธิพัฒน์ขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม แต่บริเวณดังกล่าวเป็นทางตรงสองข้างทางส่วนมากเป็นป่า ไม่มีรถแล่น หากจำเลยระมัดระวังดูแลรถมิให้ชำรุดบกพร่อง และขับรถออกจากซอยโดยให้นายสุทธิพัฒน์ขับรถผ่านไปก่อน เหตุการณ์เฉี่ยวชนก็จะไม่เกิดขึ้น หรือหากจำเลยขับรถโดยมีไฟท้ายทั้งด้านซ้ายและด้านขวาติดสว่าง นายสุทธิพัฒน์มองเห็นย่อมจะต้องขับรถหลบหลีกรถคันที่จำเลยขับได้ ย่อมไม่เกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น แม้นายสุทธิพัฒน์จะขับรถด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากขับมาถึงบริเวณดังกล่าวโดยจำเลยขับรถที่ไฟท้ายด้านขวาชำรุดหลอดไฟขาดไม่ส่องแสงให้รถคันหลังได้เห็น และขับออกจากถนนซอยโดยไม่ให้รถที่แล่นมาตามถนนหลักไปก่อนก็ย่อมต้องเฉี่ยวชนกัน จึงถือไม่ได้ว่านายสุทธิพัฒน์มีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทครั้งนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 43 (4), 148, 157 และพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 60 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 เดือนลงมา จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2535 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 19 ตุลาคม 2538 คดีของโจทก์สำหรับความผิดตามบทมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 43 (4), 148, 157 และพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 60 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 291 ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 43 (4) ม. 148 ม. 157
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 12 วรรคหนึ่ง ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นายสว่าง อินทรนาค กับพวก
จำเลย — นายโกวิทย์ ศรีทิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายไพมาส เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4921/2552
#493988
เปิดฉบับเต็ม

การสละมรดกมี ป.พ.พ. มาตรา 1612 บัญญัติให้กระทำได้ 2 แบบคือ แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ คำว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 หมายถึง ผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอหรือหัวหน้ากิ่งอำเภอและหมายรวมถึงบุคคลที่กระทำหน้าที่แทนด้วย ดังนั้น การที่บุตรทั้งเจ็ดของเจ้ามรดกไปให้ถ้อยคำและทำบันทึกหลักฐานเป็นหนังสือระบุชัดแจ้งว่าไม่ขอรับโอนมรดกที่ดินไว้ต่อเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำสำนักงานที่ดินอำเภอสวี ในฐานะเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอ ซึ่งนายอำเภอมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 (10) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นที่จะมอบอำนาจให้หัวหน้าส่วนราชการที่ประจำอยู่ในอำเภอปฏิบัติราชการแทนได้ จึงเป็นการแสดงเจตนาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว แต่การที่บุตรทั้งเจ็ดระบุว่า ไม่ประสงค์ขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้และยินยอมให้จำเลยรับมรดกแปลงนี้แต่ผู้เดียว ไม่ใช่การสละมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 เพราะเป็นการสละมรดกโดยมีเงื่อนไข ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1613 อย่างไรก็ตามบันทึกดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลใช้บังคับผูกพันบุตรทั้งเจ็ดกับจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 และ 1750

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 843 และ 845 ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกึ่งหนึ่ง หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวไปยื่นขอแบ่งแยกแก่โจทก์แปลงละกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาดนำเงินแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายหิรัญนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 843 และ 845 ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร แบ่งให้แก่โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยหรือขายทอดตลาดนำเงินให้แก่โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยรับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่บุตรของจำเลยทั้งเจ็ดคนทำหลักฐานการไม่ขอรับโอนมรดก เป็นผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกตามฟ้องเพียงใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 บัญญัติว่า การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นการที่บุตรของจำเลยกับนายหิรัญทั้งเจ็ดคนไปให้ถ้อยคำโดยทำหลักฐานเป็นหนังสือแจ้งโดยชัดแจ้งไม่ขอรับโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยระบุให้โอนมรดกส่วนของตนให้แก่จำเลยไว้ต่อนายสุเมธเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำสำนักงานที่ดินอำเภอสวี และนายสุเมธได้ลงนามในช่องพนักงานเจ้าหน้าที่โดยประทับตราระบุตำแหน่งว่า เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอตามหลักฐานการไม่ขอรับโอนมรดก ซึ่งนายอำเภอสวีมีอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 (10) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นที่จะมอบอำนาจให้หัวหน้าส่วนราชการประจำอยู่ในอำเภอสวีปฏิบัติราชการแทนได้ ดังนั้นที่บุตรของจำเลยกับนายหิรัญทั้งเจ็ดคนไปแจ้งดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย แต่การที่ระบุด้วยว่าให้โอนมรดกส่วนของตนให้แก่จำเลย ทำให้การจัดแบ่งทรัพย์มรดกไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นการทำโดยมีเงื่อนไขต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1613 เป็นผลให้ไม่เป็นการสละมรดกโดยชอบ แต่อย่างไรก็ตามบันทึกหลักฐานการไม่ขอรับโอนมรดก มีทั้งบุตรของจำเลยทั้งเจ็ดคนผู้ให้ และจำเลยผู้รับลงลายมือชื่อไว้มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความแบ่งปันทรัพย์มรดกกันย่อมผูกพันคู่สัญญามีผลบังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และ 1750 เมื่อนำทรัพย์มรดกในส่วนที่จำเลยได้รับจากบุตรทั้งเจ็ดคนรวมกับส่วนของจำเลยเองแล้ว จำเลยมีส่วนได้ที่ดินมรดกตามฟ้อง 8 ใน 9 ส่วน สำหรับโจทก์มีส่วนได้รับ 1 ใน 9 ส่วน ซึ่งเท่ากับที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 38 (10)
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852 ม. 1612 ม. 1613 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเขียว ไชยชนะ
จำเลย — นางวิไล ไชยชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2552
#506172
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามฟ้องเฉพาะส่วนของนางแม้น และให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 38 ซึ่งอยู่บนที่ดินดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของจำเลย และห้ามโจทก์และบริวารไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปทั้งให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วไม้ และปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกไปให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยมีอำนาจกระทำโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินของจำเลยตามแผนที่วิวาทหมาย จ.ล.3 (ที่ถูกคือ จ.3) ในกรอบสีเขียว และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยว ให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วไม้และปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกไปให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ซื้อบ้านและที่ดินตามแผนที่วิวาทในกรอบสีแดงจากนางแม้น และเข้าครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวทั้งหมดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง

ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้โจทก์รื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลยออกให้หมด ถ้าโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยดำเนินการโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนเสาคอนกรีต แนวรั้วและปรับที่ดินของจำเลยให้อยู่ในสภาพเดิมและขนสิ่งของทั้งหมดที่โจทก์นำไปวางไว้ที่บริเวณใต้ถุนบ้านและในที่ดินของจำเลย ในกรณีที่โจทก์ไม่กระทำโดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมควร บุญประสิทธิ์พร
จำเลย — นายวิสุทธิ์ ผอบทอง
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2552
#493999
เปิดฉบับเต็ม

กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของจำเลยไปเจรจาต่อรองขอลดภาษีโรงเรือนโดยตกลงจ่ายค่าอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เขตเป็นเงิน 350,000 บาท ต่อมาได้ให้โจทก์ไปต่อรองขอลดค่าอำนวยความสะดวกเหลือ 120,000 บาท และได้จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่เขตไปแล้ว จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ตรวจและผ่านเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกโดยไม่มีชื่อและลายมือชื่อผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐานเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงไม่ได้ เพราะการจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกเพื่อให้เจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการที่จำเลยใช้ให้โจทก์ไปทำผิดกฎหมาย เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามแล้วเกิดข้อบกพร่องอย่างไรจำเลยจะนำเหตุนั้นมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 360,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 212,000 บาท ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดตามประเพณี 84,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 665,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์สละข้อเรียกร้องค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 360,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 208,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 9,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยและในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2542 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินได้เงินเดือนเดือนละ 120,000 บาท และสวัสดิการค่าบริการอีกเดือนละ 3,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างเหตุเลิกจ้าง 3 ประการ ข้อแรกที่ว่าลูกค้าชำระเงินโดยออกใบเสร็จรับเงินแล้ว โจทก์ไม่นำเงินบางส่วนส่งให้แก่จำเลยทันทีนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2542 กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้เช่าสถานที่โรงแรมของจำเลยเพื่อจัดเลี้ยงในราคา 51,350 บาท แต่ให้จำเลยออกใบเสร็จรับเงินเกินกว่าจริงในราคา 81,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจะจ่ายค่าภาษีให้จำเลยและมอบเงินจำนวน 5,900 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อหักภาษีจำนวน 1,944.18 บาท ยังคงเหลือเงินประมาณ 4,000 บาท โจทก์นำเข้าบัญชีจำเลย ในเดือนธันวาคม 2542 ซึ่งนางสาวธิติพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของจำเลยเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายแล้ววินิจฉัยว่าแม้โจทก์จะนำเงินจำนวน 4,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากเข้าบัญชีของจำเลยล่าช้าไปบ้าง เมื่อโจทก์เป็นผู้สั่งให้นำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลยเองโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ส่งมอบ ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะมีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย สำหรับเหตุเลิกจ้างประการที่ 2 ที่ว่า โจทก์ตรวจและผ่านเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกในเรื่องภาษีโรงเรือนประจำปี 2542 โดยไม่มีชื่อและลายมือชื่อของผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยค้างชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2541 เป็นเงินประมาณ 3,000,000 บาท นางสาวธิติพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของจำเลยไปตกลงกับเจ้าหน้าที่ขอให้ประเมินภาษีลดลงโดยจะจ่ายค่าอำนวยความสะดวกเป็นเงิน 350,000 บาท ต่อมาจำเลยให้โจทก์ไปต่อรองแล้วนางสาวธิติพรอนุมัติจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่จำนวน 120,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ไม่ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ววินิจฉัยว่า การจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกเพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีโรงเรือนของจำเลยลดลงอันเป็นการมอบเงินเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย เจ้าหน้าที่ย่อมไม่ลงลายมือชื่อรับเงิน เมื่อมีหลักฐานการตรวจสอบและอนุมัติจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ย่อมถือได้ว่าโจทก์กระทำไปโดยสมควรตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว หลังจากจ่ายเงินจำเลยไม่ถูกประเมินภาษีโรงเรือนประจำปี 2542 ในจำนวนที่สูงอีกและไม่ต้องจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกซ้ำซ้อนอีก การกระทำของโจทก์จึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของจำเลย และไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ส่วนเหตุเลิกจ้างประการที่ 3 ที่อ้างว่าโจทก์จ่ายเงินเดือนให้แก่ตนเองและพนักงานอื่นเกินไปกว่าที่ควรได้รับและระงับการจ่ายเงินเดือนนางสาวนุช โดยไม่รายงานตามขั้นตอน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มิได้เพิ่มเงินเดือนให้แก่ตนเองและพนักงานอื่นโดยมิชอบ จำเลยโดยนางสาวธิติพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่เป็นผู้สั่งระงับการจ่ายเงินเดือนนางสาวนุชเนื่องจากนางสาวนุชไม่ได้ลงบัญชีรายได้ให้ถูกต้องแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบของจำเลยเช่นกัน การที่จำเลยเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม...

อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2 ที่ว่า เมื่อลูกค้าชำระเงินและออกใบเสร็จรับเงินให้แล้วโจทก์ไม่ได้นำเงินบางส่วนส่งให้จำเลยทันที กลับนำเข้าบัญชีที่ 2 ของจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 4 เดือน แม้จำนวนเงินไม่มากถือว่ามีเจตนาทุจริตแล้วนั้น เห็นว่า ถ้าโจทก์มีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินจำนวน 4,000 บาท โจทก์คงไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีที่ 2 ของจำเลยด้วยตนเอง การส่งเงินให้จำเลยล่าช้าเพียงอย่างเดียวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกเงินของจำเลย สำหรับอุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ตรวจและผ่านเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกในเรื่องภาษีโรงเรือนประจำปี 2542 โดยไม่มีชื่อและลายมือชื่อผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐานการกระทำของโจทก์จึงเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า การจ่ายเงินค่าอำนวยความสะดวกเพื่อให้เจ้าพนักงานผู้ประเมินภาษีโรงเรือนของจำเลยลดลง อันเป็นการมอบเงินเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย เป็นการที่จำเลยใช้ให้โจทก์ไปทำผิดกฎหมาย เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามแล้วเกิดข้อบกพร่องอย่างไรจำเลยจะนำเหตุนั้นมาเป็นเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้

ส่วนอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์จ่ายเงินเดือนให้แก่ตนเองและพนักงานอื่นเกินกว่าควรที่จะได้รับและระงับการจ่ายเงินเดือนนางสาวนุชโดยไม่รายงานตามขั้นตอนเป็นการทุจริตต่อหน้าที่นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิได้จ่ายเงินเดือนให้แก่ตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบโจทก์มิได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์มิได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุที่สมควรและเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ...

สำหรับอุทธรณ์ข้อ 3.2 ของจำเลยที่ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ ขอคิดดอกเบี้ยค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้ร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแม้จะอ้างเพื่อความยุติธรรมตามกฎหมาย เมื่อมีข้อโต้เถียงว่า จำเลยต้องชำระหรือไม่ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า ค่าชดเชยนายจ้างต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 แม้โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่เพื่อความยุติธรรมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เห็นสมควรให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวย่อมทำได้ตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรัญญา เลิศอำไพนนท์
จำเลย — บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4846/2552
#494304
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครหรือไม่ เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครดังกล่าวได้ หากโจทก์เห็นว่าหน้าต่างของอาคารที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเมื่อเปิดแล้วจะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพอแปลได้ว่า โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างหรือส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 16 เมตร จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์หากแต่ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันจึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ตีราคาที่ดินส่วนที่พิพาทกันเพื่อให้คู่ความเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงระวางที่ดินเลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัดที่ตั้งของที่ดินส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นทางเข้าวัดโจทก์แล้ว เห็นว่ามีราคาไม่ถึง 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ให้มีระยะห่างจากที่ดินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 เมตร โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารตึกแถวที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 106162 ตำบลดอกไม้ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้อาคารดังกล่าวมีระยะห่างจากที่ดินของโจทก์เป็นไปตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการก่อสร้างอาคารกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ข้อ 74 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครหรือไม่ เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครดังกล่าวได้ หากโจทก์เห็นว่าหน้าต่างของอาคารที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเมื่อเปิดแล้วจะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพอแปลได้ว่าโจทก์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างหรือส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 16 เมตร จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์หากแต่ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกัน จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ตีราคาที่ดินส่วนที่พิพาทกันเพื่อให้คู่ความเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงระวางที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัดที่ตั้งของที่ดินส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นทางเข้าวัดโจทก์แล้วเห็นว่ามีราคาไม่ถึง 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้รื้ออาคารจำเลยทั้งสองเข้าไป 2 เมตร คงให้จำเลยทั้งสองรื้ออาคารเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์กับให้จำเลยทั้งสองปิดช่องหน้าต่างหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารของจำเลยทั้งสองมิให้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 248
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดแก้วเจริญพิทักษ์ธรรม
จำเลย — นางทวี กิตติสุธาธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางจันทิมา บำรุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4846/2552
#506171
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครหรือไม่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้าง ฯ ข้อ 74 ได้ หากโจทก์เห็นว่าหน้าต่างของอาคารที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเมื่อเปิดแล้วจะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพอแปลได้ว่าโจทก์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างหรือส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 16 เมตร จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์หากแต่ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกัน เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ตีราคาที่ดินส่วนที่พิพาทกันเพื่อให้คู่ความเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงระวางที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัดที่ตั้งของที่ดินส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นทางเข้าวัดโจทก์แล้วเห็นว่ามีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ให้มีระยะห่างจากที่ดินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 2 เมตร โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารตึกแถวที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 106162 ตำบลดอกไม้ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้อาคารดังกล่าวมีระยะห่างจากที่ดินของโจทก์เป็นไปตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการก่อสร้างอาคารกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ข้อ 74 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครหรือไม่ เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครดังกล่าวได้ หากโจทก์เห็นว่าหน้าต่างของอาคารที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเมื่อเปิดแล้วจะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพอแปลได้ว่าโจทก์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างหรือส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 16 เมตร จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์หากแต่ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกัน จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ตีราคาที่ดินส่วนที่พิพาทกันเพื่อให้คู่ความเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงระวางที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัดที่ตั้งของที่ดินส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นทางเข้าวัดโจทก์แล้วเห็นว่ามีราคาไม่ถึง 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้รื้ออาคารจำเลยทั้งสองเข้าไป 2 เมตร คงให้จำเลยทั้งสองรื้ออาคารเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์กับให้จำเลยทั้งสองปิดช่องหน้าต่างหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารของจำเลยทั้งสองมิให้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดแก้วเจริญพิทักษ์ธรรม
จำเลย — นางทวี กิตติสุธาธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4840/2552
#494297
เปิดฉบับเต็ม

ที่พิพาทเป็นไหล่ทางของทางหลวงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งรับมอบที่พิพาทคืนจากกรมทางหลวงและจังหวัดฉะเชิงเทราผู้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์เพื่อดูแลรักษาไม่มีอำนาจนำที่พิพาทไปให้เอกชนรายใดใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะตัว แม้กรมทางหลวงจะหมดความจำเป็นในการใช้สอยและส่งคืนแล้ว แต่ที่พิพาทอยู่ในเขตทางหลวงมิใช่ที่ราชพัสดุตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 2 ประกอบข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และแม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ก็ตาม ที่พิพาทก็ยังเป็นไหล่ทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงอยู่และยังคงสภาพเดิม เว้นแต่ทางราชการจะเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้วเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในที่พิพาท การที่จังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้จำเลยเช่าที่พิพาทจึงเป็นการให้เช่าโดยปราศจากอำนาจ สัญญาเช่าดังกล่าวไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองเหนือที่พิพาทตามสัญญาเช่าได้

การที่จำเลยสร้างเพิงบนไหล่ทางหลวงพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างทางหลวงกับที่ดินของโจทก์ ย่อมกระทบสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ทางหลวงนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาทและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากไหล่ทางริมทางหลวงหมายเลข 3 ถนนบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์รื้อถอนแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกจากที่พิพาท กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17038 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีแนวเขตทิศตะวันออกติดทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง - ชลบุรี (แนวเก่า) ทางหลวงสายนี้มีความกว้าง 30 เมตร แต่มีผิวจราจรลาดยางกว้างเพียง 5 เมตร ส่วนที่เหลือทั้งสองด้านเป็นไหล่ทางซึ่งมีราษฎรบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยมากมาย กรมทางหลวงจึงจัดให้ราษฎรเหล่านั้นทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณไหล่ทาง ต่อมาภายหลังกรมทางหลวงหมดความจำเป็นในการใช้สอยที่ดินจึงส่งคืนให้กรมธนารักษ์ดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าวแทน ปี 2526 จำเลยขอเช่าที่พิพาทเนื้อที่ 24 ตารางวา จากจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งได้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ ในราคาปีละ 228 บาท และปลูกเพิงเก็บเครื่องจักรเก่าตลอดจนทรัพย์สินอื่น รวมทั้งล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง - ชลบุรี (แนวเก่า) ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราจึงได้ชะลอการต่ออายุสัญญาเช่าทั้ง 17 ราย ในปี 2544 ไว้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง - ชลบุรี (แนวเก่า) จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลรักษา หรือจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะผู้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินส่วนนี้ไปให้เอกชนรายหนึ่งรายใดใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะตัว เพราะแม้กรมทางหลวงจะหมดความจำเป็นในการใช้สอยและส่งคืนแล้ว แต่ที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตทางหลวงไม่ใช่ที่ราชพัสดุ หากแต่เป็นทางหลวงและไหล่ทางตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 2 ประกอบข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 และแม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ก็ตาม ที่พิพาทก็ยังเป็นไหล่ทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงอยู่ และยังคงสภาพเดิมเว้นแต่ทางราชการจะได้เพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้วเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในที่พิพาท การที่ทางจังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้จำเลยเช่าที่พิพาทจากอำเภอบางปะกงเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2526 เช่นเดียวกับเอกชนรายอื่น ๆ อีกรวม 17 ราย ย่อมเป็นการให้เช่าโดยปราศจากอำนาจ สัญญาเช่าระหว่างอำเภอบางปะกงกับจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิครอบครองเหนือที่พิพาทตามสัญญาเช่านั้น

เมื่อจำเลยสร้างเพิงบนที่พิพาท ล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง - ชลบุรี (แนวเก่า) กับที่ดินของโจทก์อันเป็นการถือสิทธิเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเช่นนี้ จึงกระทบสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ทางหลวงสายนั้น และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นพลเมืองที่จะใช้ทรัพย์สินนั้นด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยตราบเท่าที่จำเลยยังคงอยู่บนที่พิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากที่พิพาทและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะอีก 2 เส้นทาง แม้จะเป็นความจริงก็ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 8 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 3
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 4
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภิรมณ์ โพธิ์เกตุ
จำเลย — นางเติม ภู่ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4840/2552
#501843
เปิดฉบับเต็ม

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวง จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลรักษาหรือจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะผู้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินส่วนนี้ไปให้เอกชนรายหนึ่งรายใดใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะตัว แม้กรมทางหลวงจะหมดความจำเป็นในการใช้สอยและส่งคืนแล้ว แต่ที่พิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ หากแต่เป็นทางหลวงและไหล่ทางตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 2 ประกอบข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และแม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ที่พิพาทก็ยังเป็นไหล่ทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงอยู่ และยังคงสภาพเดิมเว้นแต่ทางราชการจะได้เพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้วเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ได้มีการเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ทางจังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้จำเลยเช่าที่พิพาทจากอำเภอบางปะกง ย่อมเป็นการให้เช่าโดยปราศจากอำนาจไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิครอบครองเหนือที่พิพาทตามสัญญา เมื่อจำเลยสร้างเพิงบนที่พิพาท ล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างทางหลวงกับที่ดินของโจทก์อันเป็นการถือสิทธิเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงกระทบสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ทางหลวงสายนั้น และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นพลเมืองที่จะใช้ทรัพย์สินนั้นด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยตราบเท่าที่จำเลยยังคงอยู่บนที่พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2539 จำเลยสร้างเพิงเก็บเครื่องจักรเก่าและทรัพย์สินบนไหล่ทางริมทางหลวงหมายเลข 3 ถนนบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) ซึ่งเป็นถนนสาธารณะด้านที่ติดกับแนวเขตทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 17038 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ของโจทก์ และล้อมรั้วสิงกะสีปิดไหล่ทางกว้างประมาณ 5 เมตร ไว้จนโจทก์ไม่สามารถผ่านออกสู่ถนนสาธารณะดังกล่าวได้ ต้องอ้อมผ่านที่ดินของผู้อื่น โจทก์เตือนให้รื้อถอนแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากไหล่ทางดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์รื้อถอนแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุซึ่งจำเลยเช่ามาจากกรมธนารักษ์เป็นรายปีตั้งแต่ปี 2526 โดยปลูกโรงเรือนและล้อมรั้วด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ไว้ โจทก์ไม่เคยใช้ที่พิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะ จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง โจทก์อ้างว่าเหตุเกิดเมื่อปี 2539 แต่เพิ่งมาฟ้องหลังจากพ้นกำหนดเวลา 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกจากที่พิพาท กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17038 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีแนวเขตทิศตะวันออกติดทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) ตามสำเนาแผนที่สังเขปบริเวณท่าแพขนานยนต์ฝั่งชลบุรี และสำเนาแผนที่สังเขป เอกสารหมาย จ.7 และ ป.จ.2 ทางหลวงสายนี้มีความกว้าง 30 เมตร แต่มีผิวจราจรลาดยางกว้างเพียง 5 เมตร ส่วนที่เหลือทั้งสองด้านเป็นไหล่ทางซึ่งมีราษฎรบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยมากมาย กรมทางหลวงจึงจัดให้ราษฎรเหล่านั้นทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณไหล่ทาง ต่อมาภายหลังกรมทางหลวงหมดความจำเป็นในการใช้สอยที่ดินจึงส่งคืนให้กรมธนารักษ์ดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าวแทน ปี 2526 จำเลยขอเช่าที่พิพาทเนื้อที่ 24 ตารางวา จากจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งได้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ ในราคาปีละ 228 บาท และปลูกเพิงเก็บเครื่องจักรเก่าตลอดจนทรัพย์สินอื่น รวมทั้งล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) ตามสำเนาหนังสือที่สำนักงานธนารักษ์จังหวัดฉะเชิงเทรานำส่งศาลชั้นต้นตามคำสั่งเรียก ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราจึงได้ชะลอการต่ออายุสัญญาเช่าทั้ง 17 ราย ในปี 2544 ไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลรักษาหรือจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะผู้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินส่วนนี้ไปให้เอกชนรายหนึ่งรายใดใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะตัว เพราะแม้กรมทางหลวงจะหมดความจำเป็นในการใช้สอยและส่งคืนแล้ว แต่ที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตทางหลวงไม่ใช่ที่ราชพัสดุ หากแต่เป็นทางหลวงและไหล่ทางตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 2 ประกอบข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และแม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ก็ตาม ที่พิพาทก็ยังเป็นไหล่ทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงอยู่ และยังคงสภาพเดิมเว้นแต่ทางราชการจะได้เพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้วเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในที่พิพาท การที่ทางจังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้จำเลยเช่าที่พิพาทจากอำเภอบางปะกงเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2526 เช่นเดียวกับเอกชนรายอื่น ๆ อีกรวม 17 ราย ย่อมเป็นการให้เช่าโดยปราศจากอำนาจ สัญญาเช่าระหว่างอำเภอบางปะกงกับจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิครอบครองเหนือที่พิพาทตามสัญญาเช่านั้น เมื่อจำเลยสร้างเพิงบนที่พิพาท ล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) กับที่ดินของโจทก์อันเป็นการถือสิทธิเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเช่นนี้ จึงกระทบสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ทางหลวงสายนั้น และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นพลเมืองที่จะใช้ทรัพย์สินนั้นด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยตราบเท่าที่จำเลยยังคงอยู่บนที่พิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากที่พิพาทและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะอีก 2 เส้นทางแม้จะเป็นความจริงก็ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 537 ม. 1304 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 4
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 3
ป.ที่ดิน ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภิรมณ์ โพธิ์เกตุ
จำเลย — นางเติม ภู่ทอง
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4840/2552
#502756
เปิดฉบับเต็ม

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวงหมายเลข 3 จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลรักษา หรือจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากกรมธนารักษ์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินส่วนนี้ไปให้เอกชนรายหนึ่งรายใดใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะตัว เพราะแม้กรมทางหลวงจะหมดความจำเป็นในการใช้สอยและส่งคืนแล้ว แต่ที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตทางหลวงไม่ใช่ที่ราชพัสดุ หากแต่เป็นทางหลวงและไหล่ทางตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 2 ประกอบข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และแม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ก็ตาม ที่พิพาทก็ยังเป็นไหล่ทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงอยู่ และยังคงสภาพเดิมเว้นแต่ทางราชการจะได้เพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้วเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในที่พิพาท การที่ทางจังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้จำเลยเช่าที่พิพาทจากอำเภอบางปะกง ย่อมเป็นการให้เช่าโดยปราศจากอำนาจ สัญญาเช่าระหว่างอำเภอบางปะกงกับจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิครองครองเหนือที่พิพาทตามสัญญาเช่านั้น เมื่อจำเลยสร้างเพิงบนที่พิพาทล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างทางหลวงหมายเลข 3 กับที่ดินของโจทก์ อันเป็นการถือสิทธิเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเช่นนี้ จึงกระทบสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ทางหลวงสายนั้น และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นพลเมืองที่จะใช้ทรัพย์สินนั้นด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยตราบเท่าที่จำเลยยังคงอยู่บนที่พิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อปี 2539 จำเลยสร้างเพิงเก็บเครื่องจักรเก่าและทรัพย์สินบนไหล่ทางริมทางหลวงหมายเลข 3 ถนนบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) ซึ่งเป็นถนนสาธารณะด้านที่ติดกับแนวเขตทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 17038 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ของโจทก์ และล้อมรั้วสังกะสีปิดไหล่ทางกว้างประมาณ 5 เมตร ไว้จนโจทก์ไม่สามารถผ่านออกสู่ถนนสาธารณะดังกล่าวได้ ต้องอ้อมผ่านที่ดินของผู้อื่น โจทก์เตือนให้รื้อถอนแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัยพ์สินออกจากไหล่ทางดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์รื้อถอนแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุซึ่งจำเลยเช่ามาจากกรมธนารักษ์เป็นรายปีตั้งแต่ปี 2526 โดยปลูกโรงเรือนและล้อมรั้วด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ไว้โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะ จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง โจทก์อ้างเหตุเกิดเมื่อปี 2539 แต่เพิ่งมาฟ้องหลังจากพ้นกำหนดเวลา 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกจากที่พิพาท กับใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17038 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งมีแนวเขตทิศตะวันออกติดทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) ตามสำเนาแผนที่สังเขปบริเวณท่าแพขนานยนต์ฝั่งชลบุรี และสำเนาแผนที่สังเขปทางหลวงสายนี้มีความกว้าง 30 เมตร แต่มีผิวจราจรลาดยางกว้างเพียง 5 เมตร ส่วนที่เหลือทั้งสองด้านเป็นไหล่ทางซึ่งมีราษฎรบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยมากมายกรมทางหลวงจึงจัดให้ราษฎรเหล่านั้นทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณไหล่ทาง ต่อมาภายหลังกรมทางหลวงหมดความจำเป็นในการใช้สอยที่ดินจึงส่งคืนให้กรมธนารักษ์ดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าวแทน ปี 2526 จำเลยขอเช่าที่พิพาทเนื้อที่ 24 ตารางวา จากจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งได้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ ในราคาปีละ 228 บาท และปลูกเพิงเก็บเครื่องจักรเก่าตลอดจนทรัพย์สินอื่น รวมทั้งล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) ตามสำเนาหนังสือที่สำนักงานธนารักษ์จังหวัดฉะเชิงเทรานำส่งศาลชั้นต้นตามคำสั่งเรียก ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราจึงได้ชะลอการต่ออายุสัญญาเช่าทั้ง 17 ราย ในปี 2544 ไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) จึงเป็นที่ดินอยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลรักษา หรือจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะผู้รับมอบช่วงจากกรมธนารักษ์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินส่วนนี้ไปให้เอกชนรายหนึ่งรายใดใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะตัว เพราะแม้กรมทางหลวงจะหมดความจำเป็นในการใช้สอยและส่งคืนแล้ว แต่ที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตทางหลวงไม่ใช่ที่ราชพัสดุ หากแต่เป็นทางหลวงและไหล่ทางตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 2 ประกอบข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และแม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ก็ตามที่พิพาทก็ยังเป็นไหล่ทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงอยู่ และยังคงสภาพเดิมเว้นแต่ทางราชการจะได้เพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้วเท่านั้น ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในที่พิพาท การที่ทางจังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้จำเลยเช่าที่พิพาทจากอำเภอบางปะกงเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2526 เช่นเดียวกับเอกชนรายอื่นๆ อีกรวม 17 ราย ย่อมเป็นการให้เช่าโดยปราศจากอำนาจ สัญญาเช่าระหว่างอำเภอบางปะกงกับจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิครอบครองเหนือที่พิพาทตามสัญญาเช่านั้นเมื่อจำเลยสร้างเพิงบนที่พิพาท ล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้นระหว่างทางหลวงหมายเลข 3 สายบางปะกง-ชลบุรี (แนวเก่า) กับที่ดินของโจทก์อันเป็นการถือสิทธิเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเช่นนี้ จึงกระทบสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ทางหลวงสายนั้น และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นพลเมืองที่จะใช้ทรัพย์สินนั้นด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยตราบเท่าที่จำเลยยังคงอยู่บนที่พิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาบังคับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายเพิงและทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการรื้อถอนขนย้ายจะแล้วเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบแล้วที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะอีก 2 เส้นทางแม้จะเป็นความจริงก็ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 8 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 3
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 4
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภิรมณ์ โพธิ์เกตุ
จำเลย — นางเติม ภู่ทอง
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ