คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2552
#503069
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและ ป. ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมส่วนในคดีแพ่ง โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาฝากทรัพย์ แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. ทั้งนี้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมและให้เอกสารปลอมแต่อย่างใด จึงมิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เพราะคดีแพ่งเกี่ยวกับคดีอาญานั้น หมายความถึงการที่จำเลยไปกระทำความผิดในทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายในทางแพ่งเกี่ยวพันโดยตรงขึ้นมา เมื่อมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับคดีอาญาแล้ว จึงไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนอาญามาผูกพันทางแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสอย ผู้ตาย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2535 ผู้ตายทำสัญญาฝากเงินไว้กับจำเลย สาขาคลองสาน ประเภทบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน บัญชีเลขที่ 1512232099 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกติดต่อขอเบิกถอนเงินของผู้ตายจากจำเลยเพื่อนำไปแบ่งให้แก่ทายาท แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ โดยอ้างว่ามิใช่เงินของผู้ตายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 56,425.13 ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายวัฒนา เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2534 นายสอบ ผู้ตาย และจำเลยร่วมได้ทำสัญญาฝากเงิน ไว้กับจำเลยที่สาขาคลองสาน ประเภทบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน บัญชีเลขที่ 1512232099 เป็นเงิน 2,800,000 บาท เงินในบัญชีดังกล่าวเป็นของจำเลยร่วมครึ่งหนึ่ง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยร่วมได้แจ้งให้โจทก์ถอนเงินฝากในบัญชีดังกล่าวเพื่อแบ่งให้จำเลยร่วมครึ่งหนึ่งแต่โจทก์ไม่ยินยอมเพราะต้องการถอนเงินเป็นของโจทก์เพียงผู้เดียว การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยร่วมเสียหาย และเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยร่วม ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์แบ่งเงินจากบัญชีเงินฝากข้างต้น 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 28,212.56 บาท ให้แก่จำเลยร่วม และชำระดอกเบี้ยจำนวนกึ่งหนึ่งจากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,456,423.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำนวนเงินซึ่งเปิดบัญชีครั้งแรกจำนวน 2,800,000 บาท เป็นของนายสอย ผู้ตาย แต่เพียงผู้เดียว โดยได้มาจากการขายทรัพย์สิน ไม่มีเงินของจำเลยร่วมรวมอยู่แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,456,423.13 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและจำร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและนางปราณี เป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1871/2546 ของศาลอาญาธนบุรี คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญานั้น เห็นว่า ในคดีอาญานั้นโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมและนางปราณีในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนในคดีแพ่งนี้โจทก์เรียกเงินตามสัญญาฝากทรัพย์แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนี้ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแต่อย่างใด คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เพราะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายความถึงการที่จำเลยไปกระทำความผิดในทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายในทางแพ่งเกี่ยวพันกันโดยตรงขึ้นมา เมื่อคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแล้ว จึงไม่จำน้องฟังข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาผูกพันทางแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ เป็นเงิน 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
นางสาวสำอางค์ เอี่ยมอุดม ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายสอย เอี่ยมอุดม
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — ยายวัฒนา ปานอยู่
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2552
#505964
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานธนาคารย่อมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาตัวแทน หากโจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้จำเลยเพื่อให้จำเลยไปปล่อยเงินกู้แทนโจทก์โดยจำเลยเพียงมีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้มาส่งให้โจทก์ตามข้อกล่าวอ้างของจำเลย จำเลยก็สามารถทำสัญญาตัวแทนมอบเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์ตรงตามข้อเท็จจริงได้ แต่จำเลยกลับทำเป็นสัญญากู้เงินจำนวนดังกล่าวให้ไว้แก่โจทก์เท่านั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันจริง แม้จำเลยนำเงินที่ได้จากโจทก์ไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของดอกเบี้ย การที่จำเลยไม่ได้รับชำระหนี้จากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากจำเลยก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องเสี่ยงภัยเอาเอง แต่จำเลยยังคงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำให้ไว้แก่โจทก์ กรณีไม่ใช่เรื่องที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์แต่อย่างใดข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่แท้จริงไม่ใช่นิติกรรมอำพรางสัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 300,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระต้นเงินคืน หลังจากจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้วไม่ได้ชำระดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระดอกเบี้ยและคืนต้นเงินหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย คิดถึงวันฟ้องจำเลยยังค้างชำระดอกเบี้ย 382,500 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 682,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 682,500 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องเพื่ออำพรางสัญญาตัวแทนที่โจทก์ให้จำเลยนำเงินตามสัญญากู้ยืมเงินไปให้บุคคลภายนอกลงทุนหาผลประโยชน์ โดยคู่กรณีไม่มีเจตนาผูกพันกันตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ดอกเบี้ยตามคำฟ้องจึงไม่ถูกต้อง การบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ไม่ชอบ โดยจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทางถามจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยมีหลักฐานภาพถ่ายสำเนาคำพิพากษามาอ้างเป็นพยานระบุว่านางเข็มทอง ได้ออกเช็คให้แก่จำเลยจริง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า จำเลยให้นางเข็มทองกู้ยืมเงินไปตั้งแต่ขณะที่จำเลยทำงานอยู่ที่ธนาคารออมสิน สาขาราชดำเนิน ก่อนที่จะรู้จักกับโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ดีถึงวิธีการปล่อยเงินกู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง หากจำเลยประสงค์จะเป็นตัวแทนของโจทก์ จำเลยก็สามารถที่จะทำสัญญาตัวแทนให้แก่โจทก์ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินแต่อย่างใด ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยต่อไปว่าจำเลยย้ายไปทำงานอยู่ที่ธนาคารออมสิน สาขาบางแค เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2534 และได้รู้จักกับโจทก์ จำเลยจึงเล่าเรื่องการปล่อยเงินกู้ของจำเลยให้โจทก์ฟัง โจทก์ร่วมลงทุน 100,000 บาท ต่อมาประมาณปี 2535 โจทก์ร่วมลงทุนอีก 200,000 บาท เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์แล้ว การที่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ระบุว่าจำเลยได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วจึงถูกต้อง แม้นายสัญชัย พยานในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ไม่เห็นการส่งมอบเงินก็ไม่ทำให้สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเสื่อมเสียไปจนไม่อาจรับฟังได้แต่อย่างใด จำเลยเป็นพนักงานธนาคารย่อมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างสัญญากู้ยืมเงิน และสัญญาตัวแทนแต่จำเลยกลับทำสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ ย่อมชี้ให้เห็นว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันจริง แม้จำเลยนำเงินที่ได้จากโจทก์ไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของดอกเบี้ย การที่จำเลยไม่ได้รับชำระหนี้จากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากจำเลยก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องเสี่ยงภัยเอาเอง แต่จำเลยยังคงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำให้ไว้แก่โจทก์ กรณีไม่ใช่เรื่องที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่แท้จริงไม่ใช่นิติกรรมอำพรางสัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคสอง ม. 653 ม. 822
ชื่อคู่ความ
นางไพเราะ จันทร์วิทยานุชิต
โจทก์ — หรือนางราชาวดี ตันลิ้มสูน
จำเลย — นางสาวคัตทิยา มงคลลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2552
#493987
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด แต่ปรากฎข้อเท็จจริงทางนำสืบของโจทก์ว่าการขายทอดตลาดครั้งที่สองไม่ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ทั้งที่ครั้งแรกได้มีการประกาศทางหนังสือพิมพ์ และผู้ทำการขายทอดตลาดก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์แสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไปและไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร การบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 36,760,057.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,916,855.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด" ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การขายทอดตลาดครั้งที่สองที่ขายได้ ไม่ได้ส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ทั้งที่การขายทอดตลาดครั้งแรกได้มีการส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประการต่อมาผู้ทำการขายทอดตลาดคือนายประชา ก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น ผู้ทอดตลาดจึงไม่สมควรที่จะขาย เพราะตามประกาศขายทอดตลาด ข้อ 5 มีความว่า "เมื่อใดผู้ทอดตลาดเห็นว่า ราคาซึ่งผู้ประมูลสู้ราคาสูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ ผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้" ซึ่งจำเลยมีนายสุชาติ ผู้ตรวจสอบบัญชี เบิกความว่า ได้ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และทำรายงานเมื่อคำนวณราคาหุ้นแล้วได้หุ้นละประมาณ 600 บาท พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป และไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร ดังนั้น การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อมีการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องตั้งรูปบรรยายฟ้องและคิดคำนวณยอดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว โดยไม่กล่าวถึงการบังคับจำนำเอากับหุ้นที่จำเลยจำนำไว้ ดังนั้น การที่โจทก์ตั้งรูปบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ และศาลต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง ไม่ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ระบุว่าให้สิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่หรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ปรากฏว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้อง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์นี้เป็นเพียงปัญหาว่าจะระบุไว้ในคำพิพากษาให้สิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือไม่ ไม่มีข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา แต่เมื่อยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยยังไม่ถูกต้อง ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต จึงไม่ควรให้สิทธิฟ้องคดีใหม่นั้น ศาลก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า การขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมจะไม่มีผลถึงหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยมีความรับผิดต่อโจทก์อยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีการขายทอดตลาดแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 764 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางมัณทรี อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2552
#501548
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อน แต่โจทก์ต้องตั้งรูปบรรยายฟ้องและคิดคำนวณยอดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียวโดยไม่กล่าวถึงการบังคับจำนำเอากับหุ้นที่จำเลยจำนำไว้ ดังนั้นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ และศาลต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง จึงไม่ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง ศาลจึงให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมโจทก์ใช้ชื่อว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) หลังจากทะเบียนแปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว โจทก์จึงได้มาซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุนตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 จำเลยกู้เงินโจทก์ โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 001338001144 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวน 80,000,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือตามคำสั่งเมื่อทวงถาม ณ ที่ทำการสำนักงานใหญ่ของโจทก์ และจะใช้ดอกเบี้ยของเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ทุกเดือนในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น อัตราดอกเบี้ยกำหนดจากอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับเงินให้กู้ยืมระยะสั้นที่ประกาศใช้ในขณะที่เกิดดอกเบี้ยโดยโจทก์ ขณะออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่ากับอัตราร้อยละ 14 ต่อปี แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้บวกด้วยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี (รวมเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี) ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกวันทำการสิ้นเดือนและภายหลังจากวันออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หากโจทก์มีการกำหนดและการประกาศเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับเงินกู้ยืมระยะสั้นขึ้นใหม่ไม่ว่าเพิ่มหรือลดลง จำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราที่เปลี่ยนแปลงใหม่บวกด้วยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี แทนอัตราเดิมทุกครั้งตลอดไปนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ในการออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวข้างต้น จำเลยสัญญาว่าหากจำเลยผิดนัดชำระคืนต้นเงินหรือดอกเบี้ยตามกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นให้ถือว่าผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดและหนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันที ตลอดจนยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดในอัตราสูงสุดตามที่มีประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เรียกเก็บจากลูกค้าเงินกู้ ไม่เกินกว่าดอกเบี้ยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้โจทก์สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าเงินกู้ได้ขณะออกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่ากับอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และปัจจุบันเท่ากับอัตราร้อยละ 28 ต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยนำหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเม้นท็ จำกัด จำนวน 99,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 9,900,000 บาท มาจำนำ โดยสัญญาว่าหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ ยินยอมให้โจทก์บังคับจำนำหุ้นได้ทันที ภายหลังที่จำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่โจทก์แล้ว จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เรื่อยมา แต่ต่อมาภายหลังจำเลยชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดและผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้หลายครั้งและบังคับจำนำหลักประกันชำระหนี้บางส่วนแล้ว ยังคงเหลือหนี้ค้างชำระอยู่โดยคิดเพียงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 คงค้างชำระต้นเงิน จำนวน 28,916,855.76 บาท มาผิดนัดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 6 มิถุยายน 2540 เป็นต้นมา โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 36,760,057.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 28,916,855.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยติดต่อกับโจทก์ซึ่งใช้ชื่อบริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) จำเลยไม่เคยกู้เงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยกู้เงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 11 เพื่อเป็นวงเงินในการให้บริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแทนจำเลย โดยจำเลยไม่ได้รับเงินสดจากบริษัทดังกล่าว ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องกำหนดให้จำเลยใช้เงินเมื่อทวงถาม แต่โจทก์มิได้ทวงถามทั้งมิได้บอกกล่าวบังคับจำนำเอากับหุ้นบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่จำนำเป็นประกันหนี้ โจทก์ดำเนินการบังคับจำนำเอาหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยจำเลยไม่ยินยอมและเป็นการกระทำโดยพลการ การขายทอดตลาดหุ้นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 โจทก์ขายทอดตลาดหุ้นบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จำนวน 99,000 หุ้น นายทะเบียนหุ้นได้ไปเป็นสักขีพยาน แต่ไม่มีผู้เข้าประมูล จึงเลื่อนไปในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 นายทะเบียนหุ้นไม่ได้ไปเป็นสักขีพยาน ทั้งมิได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ ในวันดังกล่าวไม่มีผู้เข้าประมูลเช่นเดียวกัน แต่โจทก์รับซื้อหุ้นไว้ในราคาหุ้นละ 100 บาท ซึ่งเป็นราคาตามมูลค่าหุ้นจดทะเบียน โดยมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวพันที่ถือหุ้นไขว้เป็นพยาน โจทก์และบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เช่นกัน ย่อมทราบว่าราคาหุ้นที่แท้จริงของหุ้นดังกล่าวซึ่งปรากฏค่าหุ้นทางบัญชีตามงบการเงินของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด งวดสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2539 มีมูลค่าหุ้นละ 633.57 บาท และในงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2540 มีมูลค่าหุ้นละ 629.67 บาท การประมูลหุ้นดังกล่าวเป็นการประมูลซื้อขายราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งหากขายโดยถูกต้องตามวิธีการขายทอดตลาด จะได้มูลค่าหุ้นไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 630 บาท หรือถ้าหากมีผู้เข้าประมูลสู้ราคาก็อาจได้ราคาสูงกว่านี้มาก เมื่อคำนวณแล้วจะได้เงินสูงกว่าจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ดังนั้น เมื่อการขายทอดตลาดหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมิได้บอกกล่าวบังคับจำนำโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้นการดำเนินการบังคับจำนำขายทอดตลาดหุ้นบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำที่มีเจตนาทุจริตของโจทก์ดังกล่าว จำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ เพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) กับผู้ร่วมกระทำความผิดในฐานะร่วมกันฉ้อโกง เป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้จัดการทรัพย์สินผู้อื่น ร่วมกันกระทำผิดหน้าที่ด้วยประการใดๆ โดยทุจริต และกระทำผิดในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 353, 354 และ 83 และความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 309 ในฐานะกรรมการผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 พ.ศ.2526 มาตรา 75 ทวิ และ 75 เบญจ จนคดีถึงที่สุด ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของกองบังคับการสืบสวนสวบสวนคดีเศรษฐกิจ ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 หากมีการบังคับจำนำขายทอดตลาดหุ้นที่เป็นหลักประกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยก็จะไม่เป็นหนี้โจทก์ทั้งมีเงินคงเหลือจากการชำระหนี้ ซึ่งโจทก์ก็จะต้องจ่ายคืนจำเลยอีกด้วย ในการกู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องนั้น จำเลยไม่ได้รับเงินแต่ใช้เป็นวงเงินในการที่จำเลยแต่งตั้งบริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อหุ้นแทนจำเลยตามที่ได้สั่งซื้อ และขณะนี้มีหุ้นของบริษัทต่างๆ ซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ยึดถือไว้มีรายละเอียดปรากฏตามรายการแสดงจำนวนหุ้น ราคาหุ้น และมูลค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายหุ้นของจำเลย ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 รวมแล้วมีมูลค่าหุ้นทั้งหมดเป็นเงิน 95,857,312.97 บาท ซึ่งบริษัทจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฉบับที่ 5 ข้อ 3 (4) ประกาศ ณ วันที่ 9 มีนาคม 2538 และมีการขยายเวลาตามประกาศฉบับที่ 6 ประกาศ ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2538 และฉบับที่ 8 ประกาศ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน) หรือโจทก์ไม่ดำเนินการแต่อย่างใด และจำเลยกำลังจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 309 ต่อไป ซึ่งหากมีการบังคับขายหุ้นเหล่านั้นทั้งหมดตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็จะได้เงินสูงกว่ามูลค่าตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และจำเลยยังจะได้รับเงินส่วนที่เหลืออีก ดังนั้น จำเลยยังมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะโจทก์ยังมิได้บังคับชำระหนี้เอาจากหุ้นของบริษัทต่างๆ ที่โจทก์ยึดถือไว้แทนจำเลยในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำนำเอากับหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่จำเลยวางไว้เป็นประกัน เพราะโจทก์จะบังคับจำนำได้ก็ต่อเมื่อได้บังคับชำระหนี้เอาจากหุ้นของบริษัทต่างๆ ที่โจทก์ถือแทนจำเลยไว้แล้วไม่พอ และการบังคับจำนำหุ้นที่จำเลยวางไว้เป็นประกันนั้นก็เป็นการกระทำโดยมิชอบ และเป็นกรณีทุจริตต่อจำเลยซึ่งเป็นลูกค้า การที่โจทก์บังคับจำนำโดยพลการ และนำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้โจทก์จัดทำรายการบัญชีเงินกู้ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 12 อันเป็นเท็จ โดยการปลอมบัญชีเอกสารลงข้อความเท็จในบัญชีหรือเอกสาร ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบันหรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าได้รับความเสียหาย จำเลยกำลังจะร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์และพวก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าการขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด" ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การขายทอดตลาดครั้งที่สองที่ขายได้ไม่ได้ส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ทั้งที่การขายทอดตลาดครั้งแรกได้มีการส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประการต่อมาผู้ทำการขายทอดตลาดคือนายประชาก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น ผู้ทอดตลาดจึงไม่สมควรที่จะขาย เพราะตามประกาศขายทอดตลาดเอกสารหมาย จ.42 ข้อ 5 มีความว่า "เมื่อใดผู้ทอดตลาดเห็นว่า ราคาซึ่งผู้ประมูลสู้ราคาสูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ ผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้" ซึ่งจำเลยมีนายสุชาติ ผู้ตรวจสอบบัญชีเบิกความว่า ได้ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และทำรายงานไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 เมื่อคำนวณราคาหุ้นแล้วได้หุ้นละประมาณ 600 บาท พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป และไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร ดังนั้น การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อมีการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องตั้งรูปบรรยายฟ้องและคิดคำนวณยอดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียวโดยไม่กล่าวถึงการบังคับจำนำเอากับหุ้นที่จำเลยจำนำไว้ ดังนั้นการที่โจทก์ตั้งรูปบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ และศาลต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง ไม่ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ระบุว่าให้สิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่หรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้อง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์นี้เป็นเพียงปัญหาว่าจะระบุไว้ในคำพิพากษาให้สิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือไม่ ไม่มีข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา แต่เมื่อยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยยังไม่ถูกต้อง ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต จึงไม่ควรให้สิทธิฟ้องคดีใหม่นั้น ศาลก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมจะไม่มีผลถึงหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยมีความรับผิดต่อโจทก์อยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีการขายทอดตลาดแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2552
#502775
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการบังคับจำนำหุ้นของบริษัท ซ. โดยการขายทอดตลาดซึ่งไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไปและไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร การขายทอดตลาดหุ้นดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีผลถึงหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นหนี้ประธานที่จำเลยมีความรับผิดต่อโจทก์อยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีการขายทอดตลาดแล้ว

แม้โจทก์จะมีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อนก็ตาม แต่โจทก์ตั้งรูปบรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ ศาลจึงต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณในฟ้องไม่ถูกต้อง จึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้องได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา แต่เมื่อยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยยังไม่ถูกต้อง สมควรที่จะให้มีการคิดคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่

อุทธรณ์ในปัญหาเพียงว่าจะระบุในคำพิพากษาให้สิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือไม่ ไม่มีข้อพิพาทโต้เถียงเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 36,760,057.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 28,916,855.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด" ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การขายทอดตลาดครั้งที่สองที่ขายได้ ไม่ได้ส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ทั้งที่การขายทอดตลาดครั้งแรกได้มีการส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประการต่อมาผู้ทำการขายทอดตลาดคือนายประชาก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น ผู้ทอดตลาดจึงไม่สมควรที่จะขาย เพราะตามประกาศขายทอดตลาด ข้อ 5 มีความว่า "เมื่อใดผู้ทอดตลาดเห็นว่า ราคาซึ่งผู้ประมูลสู้ราคาสูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ ผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้" ซึ่งจำเลยมีนายสุชาติ ผู้ตรวจสอบบัญชีเบิกความว่า ได้ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และทำรายงานไว้ เมื่อคำนวณราคาหุ้นแล้วได้หุ้นละประมาณ 600 บาท พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป และไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร ดังนั้น การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อมีการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องตั้งรูปบรรยายฟ้องและคิดคำนวณยอดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว โดยไม่กล่าวถึงการบังคับจำนำเอากับหุ้นที่จำเลยจำนำไว้ ดังนั้นการที่โจทก์ตั้งรูปบรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ และศาลต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง ไม่ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ระบุว่าให้สิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่หรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องจึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์นี้เป็นเพียงปัญหาว่าจะระบุไว้ในคำพิพากษาให้สิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือไม่ ไม่มีข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา แต่เมื่อยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยยังไม่ถูกต้อง ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตจึงไม่ควรให้สิทธิฟ้องคดีใหม่นั้น ศาลก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมจะไม่มีผลถึงหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยมีความรับผิดต่อโจทก์อยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีการขายทอดตลาดแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 764 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2552
#502465
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องและการดำเนินคดีไม่อยู่ในบังคับของการจัดการสินสมรสที่ ป.พ.พ. มาตรา 1476 บัญญัติให้สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งตามมาตรา 1477 ยังได้บัญญัติรับรองให้สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องต่อสู้หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสได้ด้วย ดังนั้น แม้จะได้ความตามข้อนำสืบของจำเลยโดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าโจทก์เป็นหญิงมีสามีโดยชอบด้วยกฎหาย โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,011,156.19 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 950,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยทำธุรกิจค้าทองรูปพรรณโดยจำเลยเป็นผู้ซื้อจากโจทก์ไปขายต่อแก่ลูกค้า และจำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินให้ไว้แก่โจทก์ กับทั้งจำเลยค้างชำระค่าทองรูปพรรณที่จำเลยรับไปจากโจทก์ด้วย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ซึ่งเป็นหญิงมีสามีมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้นอกจากการฟ้องคดีการดำเนินคดีจะมิใช่กรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 บัญญัติให้สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ตามมาตรา 1477 ยังได้บัญญัติรับรองให้สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลำพังมีสิทธิฟ้องต่อสู้หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสได้ด้วย ดังนั้นแม้จะได้ความตามข้อนำสืบของจำเลยโดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์เป็นหญิงมีสามีมีคู่สมรส โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์หรือไม่ ข้อนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้รับเงินไปตามหลักฐานหนังสือสัญญากู้เงินท้ายคำฟ้อง โดยโจทก์เข้าเบิกความนำสืบว่า จำเลยได้ซื้อทองรูปพรรณจากโจทก์ไปขายต่อ และค้างชำระราคาค่าทองรูปพรรณดังกล่าวหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 950,000 บาท ต่อมาจำเลยจึงตกลงทำหนังสือสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ตามจำนวนเงินที่ค้างดังกล่าว เบี้องแรกย่อมเห็นได้ว่า ตามทางนำสืบของโจทก์นั้น หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวมิได้เกิดจากโจทก์ให้จำเลยกู้และรับเงินไปดังคำฟ้องแต่มีมูลหนี้มาจากจำเลยตกเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระค่าทองรูปพรรณแก่โจทก์และจำเลยยังมิได้ชำระ ถึงอย่างไรก็ตามถ้าเป็นความจริงดังที่นำสืบ ก็ถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้เดิมที่ค้างชำระมาเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงิน โจทก์ย่อมฟ้องบังคับเอาได้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว กรณีมิใช่เป็นดังที่จำเลยหยิบยกเป็นข้อโต้แย้งในฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์นั้น เห็นว่า สัญญากู้เงินมีข้อความระบุว่า เพื่อเป็นหลักฐานจำเลยได้มอบเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาเพชรเกษม รวม 5 ฉบับ เป็นเงิน 950,000 บาท ให้โจทก์ยึดถือไว้ด้วย เช็คดังกล่าวนี้จำเลยเบิกความว่า โจทก์เป็นผู้พาจำเลยไปเปิดบัญชีที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาเพชรเกษม แล้วให้จำเลยออกเช็คพร้อมกับทำสัญญากู้เงินให้โจทก์นำไปแสดงต่อร้านทองเพื่อนำทองรูปพรรณมาให้จำเลยขายอีกต่อหนึ่ง ซึ่งหากเป็นความจริงจำเลยก็ไม่น่าจะมีบัญชีที่ธนาคารดังกล่าวถึง 2 บัญชีดังที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านร้านทองที่จำเลยอ้างถึงก็ไม่ปรากฏว่าเป็นร้านใด จำเลยอ้างว่าทำสัญญากู้เงินให้โจทก์เพื่อนำไปแสดงต่อร้านทอง เป็นการโต้เถียงว่าสัญญากู้เงินไม่มีมูลหนี้ แต่จำเลยกลับนำสืบต่อไปว่าจำเลยค้างชำระค่าทองรูปพรรณแก่โจทก์เพียง 50,000 บาท หนี้ส่วนที่เหลือตามสัญญากู้เงินเป็นหนี้ส่วนของนางรัตติกาล ซึ่งเป็นผู้ที่จำเลยแนะนำให้โจทก์รู้จักและทำธุรกิจซื้อขายทองรูปพรรณอยู่ด้วยกัน เท่ากับเป็นการยอมรับว่าสัญญากู้เงินมีมูลหนี้ เหตุผลตามทางนำสืบของจำเลยจึงกลับไปกลับมา โดยเฉพาะคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้โจทก์เพียง 50,000 บาท ที่จำเลยนำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้คดีฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโดยมีมูลหนี้มาจากค่าทองรูปพรรณที่ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา สกุล ณ มรรคา
จำเลย — นางนงค์เยาว์ นวลนุ่น
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3986 -ที่ 3987/2552
#504515
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการจัดโค่นต้นยางลงก่อน ดังนั้นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานลักทรัพย์ จึงเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวการกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 83 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 73 ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3059/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธิ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ฐานลักทรัพย์ ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3059/2546 ของศาลชั้นต้น ที่ถูกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวให้การปฏิเสธ และถูกแยกฟ้องจากคดีดังกล่าวแล้วเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 940/2547 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อดังกล่าว ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจึงให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันตัดต้นยาง 1 ต้น ราคา 6,000 บาท ของนางอำนวยและนายสมี ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 มีความผิดตามฟ้อง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุกคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า มิได้ร่วมกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตกับฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 แต่กระทงไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่ามิได้กระทำความผิดเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายส่ง นางสาวพุทธิดา นางสำอาง นายสมจิต นายบุญศรี นายทอง นายศักดิ์ธานี และนายศราวุธ เบิกความสอดคล้องกันถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดคดีนี้เริ่มตั้งแต่นางสำอางจ้างจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ให้มาตัดต้นประดู่และต้นหาด ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มาพบ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 พูดเรื่องจะร่วมกันตัดต้นยางของผู้เสียหายโดยจะแบ่งไม้กันเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งให้เจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนหนึ่งให้เจ้าของไม้ ส่วนที่สามให้ผู้ตัดไม้ ต่อมาจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้เลื่อยโซ่ตัดต้นยางดังกล่าวโดยใช้กระแสไฟฟ้าจากบ้านของจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อโค่นต้นยางลงแล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 ใช้ตลับเมตรวัดความยาวไม้ยาง จำเลยที่ 5 ใช้มีดอีโต้ทำเครื่องหมาย จำเลยที่ 6 ใช้เลื่อยวงเดือนผ่าไม้ยางเป็นท่อน จำเลยที่ 7 ถือแบตเตอรี่ฉายส่องให้ตัดไม้ จำเลยที่ 8 ใช้ใบไม้ปัดขี้เลื่อยออก จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยืนมองดู ต่อมามีการขนย้ายไม้ยางไปไว้ที่สวนของนายเปลี่ยน ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุนั้น จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์มีการแปรรูปไม้เป็นแผ่น เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นประจักษ์พยาน คำเบิกความมีสาระตรงกันไม่ปรากฏพิรุธให้สงสัยจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 ออกตรวจพื้นที่กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ตำบลตาอุด และตำบลศรีตระกูล ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา แล้วกลับมาที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปรือใหญ่ หลังจากนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านพัก ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 อยู่ที่บ้านพักส่วนจำเลยที่ 8 อยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอยๆ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นตัวการร่วมกันตัดโค่นต้นยางของผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของนายส่ง นางสาวพุทธิดา นางสำอาง นายสมจิต นายบุญศรี นายทอง นายศักดิ์ธานี และนายศราวุธ พยานโจทก์ซึ่งเบิกความสอดคล้องกันว่าหลังเกิดเหตุพบว่าไม้ยางที่ถูกตัดโค่นถูกตัดแบ่งเป็น 3 ท่อน และถูกนำไปเก็บและแปรรูปที่สวนของนายเปลี่ยนซึ่งอยู่ห่างบ้านของนางสำอางประมาณ 50 เมตร โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นเป็นคนลักลอบขนย้ายไม้ท่อนดังกล่าวไป จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นตัวการให้มีการขนย้ายไม้ยางท่อนไปเก็บและแปรรูปที่สวนของนายเปลี่ยนจึงเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว และไม่ว่านายสมีจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ แล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่าการกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการตัดโค่นต้นยางลงก่อน ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า เป็นความผิดหลายกรรม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่านายสมีเบิกความว่า พยานได้แจ้งความประสงค์กับพนักงานสอบสวนว่า ไม่ประสงค์จะเอาเรื่องจำเลยทั้งแปด เนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าวหาว่าจำเลยทั้งแปดเป็นผู้ตัดต้นยางที่เกิดเหตุ ทั้งไม่สอบถามบุคคลละแวกใกล้เคียงแล้วก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตัดต้นไม้ดังกล่าว การแจ้งความจึงไม่เป็นการร้องทุกข์ การสอบสวนไม่ชอบโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะต้องสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ไม่ว่าจะมีผู้เสียหายร้องทุกข์หรือไม่ คำเบิกความของนายสมีดังกล่าวไม่มีผลทำให้การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 ฎีกาอีกว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแต่เพียงว่า ร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่ได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ด้วย การสอบสวนเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ เห็นว่า การแจ้งข้อหามีเจตนาเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบและเข้าใจถึงการกระทำของตนว่าเป็นความผิด เมื่อได้แจ้งข้อหาอันเป็นความผิดหลักแล้ว หาจำต้องแจ้งข้อหาความผิดอื่นที่เกี่ยวพ้นด้วยไม่ เมื่อการสอบสวนได้ความว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดข้อหาอื่นอีกก็ถือว่ามีการสอบสวนข้อหาอื่นที่เกี่ยวพ้นนั้นแล้ว ดังนั้น การสอบสวนรวมทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ว่า ควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 หรือไม่ เห็นว่า ต้นยางของผู้เสียหายที่ถูกโค่นมีเส้นรอบวง 2 เมตร 80 เซนติเมตร นับว่าเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงจึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษให้เป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดไว้แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — ดาบตำรวจธวัชชัย อินตะนัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2552
#501671
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 แล้วหันไปยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายทั้งสองมิได้ยืนอยู่จุดเดียวกัน จำเลยจึงประสงค์ให้เกิดผลแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละคราวกัน ผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายจึงเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นต่างกรรมกัน

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องประสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (6) ได้ให้ความหมายคำว่า "มี " ว่าหมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าว ขณะที่จำเลยยิงปืนพวกของจำเลยซึ่งส่งอาวุธปืนให้ก็ยังอยู่ด้วยกัน การใช้อาวุธปืนของจำเลยเป็นเพียงชั่วคราวในขณะที่ยิงเท่านั้น อาวุธปืนจึงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกจำเลย แม้จำเลยรู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืน ก็จะพึงเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการครอบครองอาวุธปืนมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาด 1 กระบอกซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้จดทะเบียนและมีกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวนหลายนัดซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนพร้อมทั้งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะบริเวณหน้าสำนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและกรณีไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายอนุพล ผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่า ถูกบริเวณด้านหลังทะลุทรวงอก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาบาดแผลอย่างทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายปรีชา ผู้เสียหายที่ 2 โดยมีเจตนาฆ่าถูกบริเวณศรีษะด้านหลังซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญจำเลยลงมือกระทำไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำของจำเลยไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ได้รับการรักษาบาดแผลอย่างทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ,91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องข้อหามีและพาอาวุธปืน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 24 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ถูกยิง ได้รับบาดเจ็บตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง และเป็นการกระทำต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสอง นายอนุรักษ์ นายภูพิงค์ และนายสุมิตร เบิกความเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนยิง โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสเห็นหน้าจำเลย 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกตอนท้าแข่งรถจักรยานยนต์ และครั้งที่สองขณะยิง โดยเห็นจากแสงสว่างไฟฟ้าสาธารณะและที่บริเวณรั้วของสำนักงานการไฟฟ้า ได้ความจากคำเบิกความของนายอนุรักษ์ว่า จำหน้าจำเลยได้เนื่องจากมีการชกต่อยกัน ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้นจำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 2 เมตร ส่วนนายภูพิงค์เบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงนายภูพิงค์ จำเลยอยู่ห่างจากนายภูพิงค์ประมาณ 3 เมตร สำหรับนายสุมิตรนั้นเบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงนายอนุรักษ์ นายภูพิงค์ ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 1 นั้น นายสุมิตรตกใจยืนอยู่กับที่ไม่ได้หลบหนี เช่นนี้มีเหตุผลให้เชื่อตามคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าว เนื่องจากพยานโจทก์มีโอกาสเห็นหน้าจำเลย ได้ เพราะมีการท้าแข่งรถจักรยานยนต์กัน ขณะที่จำเลยยิงอยู่ห่างกันไม่ไกลเพียง 2 ถึง 3 เมตรเท่านั้น โดยปรากฎว่าที่เกิดเหตุอยู่หน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีแสงสว่างดังปรากฎตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุในเอกสารหมาย จ.1 ที่ร้อยตำรวจเอกอดุลย์ พนักงานสอบสวนออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ในคืนเกิดเหตุนั่นเอง ตรงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเบิกความว่า ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะและไฟที่ติดไว้บริเวณรั้วของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะนายอนุรักษ์มีการชกต่อยกับจำเลยจึงต้องหันหน้าเข้าประชิดกันหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน นายอนุรักษ์ นายภูพิงค์และนายสุมิตรไปชี้ยืนยันให้จ่าสิบตำรวจพงษ์ศักดิ์ จับกุมจำเลย นับว่าเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับวันเกิดเหตุ ความจำของพยานทั้งสามยังดีอยู่ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันสนับสนุนว่า หลังเกิดเหตุ 3 วัน เจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยไปให้ดูตัว ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า เป็นคนที่ใช้อาวุธปืนยิง ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ชี้ยืนยันเนื่องจากปวดศรีษะ (จากพิษกระสุนปืน) แม้พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไม่ตรงกันทั้งหมดก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ถึงกับเป็นพิรุธ การที่พยานโจทก์ดังกล่าวต่างไม่รู้จักจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเกิดเหตุ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า เป็นการใส่ความปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ทางด้านพยานหลักฐานของจำเลยกลับไม่น่าเชื่อถือ กล่าวคือ ไม่มีเหตุผลที่จำเลยขับรถจักรยายนยต์ให้นางสาวปวีนา ซ้อนท้ายผ่านไปหน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรีตามปกติ จะถูกถีบรถจักรยานยนต์ล้มลงแล้วถูกรุมชกต่อยโดยไม่มีสาเหตุ แม้จำเลยมีนางสาวปวีณาเบิกความเป็นพยานเช่นเดียวกับจำเลย แต่นางสาวปวีนาก็เป็นเพื่อนจำเลยย่อมต้องช่วยเหลือจำเลยเป็นธรรมดา ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง หมายเลขทะเบียน กนน จันทบุรี 951 ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโซนิค ตามคำเบิกความของนายปรีชาและนายภูพิงค์พยานโจทก์นั้นเห็นว่า แม้จำเลยมีนายบุญเสริม ผู้ใหญ่บ้านเบิกความเป็นพยานว่า ที่บ้านจำเลยประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า มีรถจักรยานยนต์ 1 คัน ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง และนายวิชิต บิดาจำเลยเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยขับรถยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง ซึ่งภรรยานายวิชิตเช่าซื้อมาจากบริษัท ทั้งมีนายชรัตน์ นายวุฒิชัย และนางสาวปวีณาเบิกความเช่นเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการเบิกความโดยปราศจากเอกสารยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนรถหรือสัญญาเช่าซื้อจึงไม่อาจรับฟังว่าเป็นจริงดังคำเบิกความ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง ถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่ชายโครงด้านซ้ายและถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่กะโหลกศีรษะ นับว่าเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าจะทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้ ย่อมถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยิงผู้เสียหายทั้งสองที่มาด้วยกันในคราวเดียวกันในระยะกระชั้นชิดติดต่อกัน โดยมีเจตนาเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุมิตร ซึ่งไม่ได้วิ่งหลบหนีนั้นจำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 แล้วหันไปยิงผู้เสียหายที่ 1 เช่นนี้ ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ยืนอยู่จุดเดียวกัน จำเลยจึงประสงค์ให้เกิดผลแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละคราวกัน เป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความตรงกันว่า จำเลยร้องบอกพวกให้ส่งอาวุธปืนให้ พวกของจำเลยจึงส่งอาวุธปืนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยยิง แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ครอบครองอาวุธปืนมาแต่แรก พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (6) ได้ให้ความหมายคำว่า "มี" ว่าหมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าว ปรากฎว่าขณะที่จำเลยยิงนั้นพวกของจำเลยซึ่งส่งอาวุธปืนให้ก็ยังอยู่ด้วยกันการใช้อาวุธปืนของจำเลยเป็นเพียงชั่วคราวในขณะที่ยิงเท่านั้น อาวุธปืนจึงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกจำเลย แม้จำเลยรู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืน ก็จะฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการครองครองอาวุธปืนดังกล่าวมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า เป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นหรือไม่ ส่วนการพาอาวุธปืนติดตัวไปนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าก่อนเกิดเหตุพวกของจำเลยเป็นคนพาอาวุธปืนติดตัวไปสำหรับหลังเกิดเหตุนั้น โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นคนนำอาวุธปืนติดตัวไป จำเลยจึงอาจส่งมอบคืนให้แก่พวกแล้วต่างคนต่างหลบหนีไปก็ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายวิเชษฐ์ สรรเสริญ
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2552
#505931
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ฯ มาตรา 4 (6) ได้ให้ความหมายคำว่า "มี" ว่า หมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง จำเลยร้องบอกพวกให้ส่งอาวุธปืนให้ พวกของจำเลยจึงส่งอาวุธปืนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยยิง แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ครอบครองอาวุธปืนมาแต่แรกขณะที่จำเลยยิงนั้นพวกของจำเลยซึ่งส่งอาวุธปืนให้ก็ยังอยู่ด้วยกัน การใช้อาวุธปืนของจำเลยเป็นเพียงชั่วคราวในขณะที่ยิงเท่านั้น อาวุธปืนจึงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกจำเลย แม้จำเลยรู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืน ก็จะฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการครอบครองอาวุธปืนดังกล่าวมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการพาอาวุธปืนติดตัวไปนั้น ก่อนเกิดเหตุพวกของจำเลยเป็นคนพาอาวุธปืนติดตัวไป จำเลยจึงอาจส่งมอบคืนให้แก่พวกแล้วต่างคนต่างหลบหนีไปก็ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องข้อหามีและพาอาวุธปืน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 24 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ถูกยิง ได้รับบาดเจ็บตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง และเป็นการกระทำต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสอง นายอนุรักษ์ นายภูพิงค์ และนายสุมิตร เบิกความเป็นพยานยันยันว่าจำเลยเป็นคนยิง โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสเห็นหน้าจำเลย 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกตอนท้าแข่งรถจักรยานยนต์ และครั้งที่สองขณะยิง โดยเห็นจากแสงสว่างไฟฟ้าสาธารณะและไฟที่ติดที่บริเวณรั้วของสำนักงานการไฟฟ้า ได้ความจากคำเบิกความของนายอนุรักษ์ว่า จำหน้าจำเลยได้ เนื่องจากมีการชกต่อยกัน ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้น จำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 2 เมตร ส่วนนายภูพิงค์เบิกความว่าขณะที่จำเลยยิงนายภูพิงค์ จำเลยอยู่ห่างจากนายภูพิงค์ประมาณ 3 เมตร สำหรับนายสุมิตรนั้นเบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิง นายอนุรักษ์ ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 1 นั้น นายสุมิตรตกใจยืนอยู่กับที่ไม่ได้หลบหนี เช่นนี้มีเหตุผลให้เชื่อตามคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าวเนื่องจากพยานโจทก์มีโอกาสเห็นหน้าจำเลยได้ เพราะมีการท้าแข่งรถจักรยานยนต์กันขณะที่จำเลยยิงอยู่ห่างกันไม่ไกลเพียง 2 ถึง 3 เมตรเท่านั้น โดยปรากฏว่าที่เกิดเหตุอยู่หน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีแสงสว่างดังปรากฏตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุในเอกสารหมาย จ.1 ที่ร้อยตำรวจเอกอดุลย์ พนักงานสอบสวนออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ในคืนเกิดเหตุนั่นเองตรงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเบิกความว่า ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะและไฟที่ติดไว้บริเวณรั้วของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะนายอนุรักษ์มีการชกต่อยกับจำเลยจึงต้องหันหน้าเข้าประชิดกันหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน นายอนุรักษ์ นายภูพิงค์และนายสุมิตรไปชี้ยืนยันให้จ่าสิบตำรวจพงษ์ศักดิ์ จับกุมจำเลย นับว่าเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับวันเกิดเหตุความจำของพยานทั้งสามยังดีอยู่ ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันสนับสนุนว่าหลังเกิดเหตุ 3 วัน เจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยไปให้ดูตัว ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าเป็นคนที่ใช้อาวุธปืนยิง ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ชี้ยืนยันเนื่องจากปวดศีรษะ (จากพิษกระสุนปืน) แม้พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไม่ตรงกันทั้งหมดก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ถึงกับเป็นพิรุธ การที่พยานโจทก์ดังกล่าวต่างไม่รู้จักจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเกิดเหตุ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า เป็นการใส่ความปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ทางด้านพยานหลักฐานของจำเลยกลับไม่น่าเชื่อถือ กล่าวคือ ไม่มีเหตุผลที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้นางสาวปวีณา ซ้อนท้ายผ่านไปหน้าสำนัหงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี ตามปกติจะถูกถีบรถจักรยานยนต์ล้มลงแล้วถูกรุมต่อยโดยไม่มีสาเหตุ แม้จำเลยมีนางสาวปวีณาเบิกความเป็นพยานเช่นเดียวกับจำเลย แต่นางสาวปวีณาก็เป็นเพื่อนจำเลยย่อมต้องช่วยเหลือจำเลยเป็นธรรมดา ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง หมายเลขทะเบียน กนน จันทบุรี 951 ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโซนิค ตามคำเบิกความของนายปรีชาและนายภูพิงค์พยานโจทก์นั้น เห็นว่า แม้จำเลยมีนายบุญเสริม ผู้ใหญ่บ้านเบิกความเป็นพยานว่า ที่บ้านจำเลยประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า มีรถจักรยานยนต์ 1 คัน ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง และนายวิชิต บิดาจำเลยเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยขับรถยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง ซึ่งภรรยานายวิชิตเช่าซื้อมาจากบริษัท ทั้งมีนายชรัตน์ นายวุฒิชัย และนางสาวปวีณาเบิกความเช่นเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการเบิกความโดยปราศจากเอกสารยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนรถหรือสัญญาเช่าซื้อ จึงไม่อาจรับฟังว่าเป็นจริงดังคำเบิกความ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง ถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่ชายโครงด้านซ้าย และถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่กะโหลกศีรษะ นับว่าเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าจะทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้ย่อมถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยิงผู้เสียหายทั้งสองที่มาด้วยกันในคราวเดียวกันในระยะกระชั้นชิดติดต่อกัน โดยมีเจตนาเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุมิตร ซึ่งไม่ได้วิ่งหลบหนีนั้น จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 แล้วหันไปยิงผู้เสียหายที่ 1 เช่นนี้ ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ยืนอยู่จุดเดียวกัน จำเลยจึงประสงค์ให้เกิดผลแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละคราวกัน เป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความตรงกันว่า จำเลยร้องบอกพวกให้พวกของจำเลยจึงส่งอาวุธปืนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยยิง แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ครอบครองอาวุธปืนมาแต่แรก พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (6) ได้ให้ความหมายคำว่า "มี" ว่าหมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าว ปรากฏว่าขณะที่จำเลยยิงนั้นพวกของจำเลยซึ่งส่งอาวุธปืนให้ก็ยังอยู่ด้วยกัน การใช้อาวุธปืนของจำเลยเป็นเพียงชั่วคราวในขณะที่ยิงเท่านั้น อาวุธปืนจึงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกจำเลย แม้จำเลยรู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืน ก็จะฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการครอบครองอาวุธปืนดังกล่าวแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า เป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นหรือไม่ ส่วนการพาอาวุธปืนติดตัวไปนั้น เป็นที่แน่ชัดว่าก่อนเกิดเหตุพวกของจำเลยเป็นคนพาอาวุธปืนติดตัวไป สำหรับหลังเกิดเหตุนั้น โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นคนนำอาวุธปืนติดตัวไป จำเลยจึงอาจส่งมอบคืนให้แก่พวกแล้วต่างคนต่างหลบหนีไปก็ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายวิเชษฐ์ สรรเสริญ
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2552
#502460
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าแล้วเรียกค่าเสียหายสองส่วน คือ ส่วนหนึ่งให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดที่รับไปและอีกส่วนหนึ่งเรียกค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามที่โฆษณาว่าโจทก์จะได้รับ ซึ่งการเรียกให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดที่ได้รับเป็นผลของการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่ให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ในกรณีเรียกให้จำเลยคืนเงินที่รับไปนี้จึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 215 ไม่ เช่นนี้จึงต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าชอบหรือไม่ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่า มิได้ระบุวันที่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการปลูกสวนป่าหรือทำการก่อสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในโครงการสวนป่าพนาขวัญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาใดทั้งไม่ได้กำหนดเวลาให้โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินพร้อมการปลูกไม้สวนป่าส่วนที่เหลือในวันจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่เท่าใด สำหรับกำหนดเวลา 6 ปี ตามที่จำเลยประกาศโฆษณาว่าโจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจนั้น ประกาศโฆษณานี้มีลักษณะเป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อบุคคลทั่วไปหรือลูกค้าถึงผลตอบแทนที่จะได้รับภายใน 6 ปี จึงถือได้ว่าใบประกาศโฆษณาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าแต่กำหนดระยะเวลา 6 ปี จะเริ่มนับก็ต้องเริ่มจากวันปลูกพันธุ์ไม้ซึ่งหาได้กำหนดไว้แน่นอนไม่ว่าจะปลูกพันธุ์ไม้เมื่อใด ฉะนั้น กำหนดเวลา 6 ปี จึงหาใช่กำหนดเวลาที่ชัดเจนไม่ ทั้งมิได้มีข้อตกลงให้ปรากฏว่ากำหนดระยะเวลา 6 ปีนี้ให้ถือเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าด้วย ดังนั้นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าจึงหาได้มีกำหนดเวลาชำระหนี้ให้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 388 เช่นนี้ สิทธิบอกเลิกสัญญาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 387 ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในเวลานั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดให้ โจทก์จึงจะบอกเลิกสัญญาได้ การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าและให้จำเลยคืนเงินที่รับไปโดยมิได้กำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก่อน ทำให้การบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าของโจทก์ไม่ชอบ และเป็นผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยคืนเงินที่รับไปทั้งหมดได้ ส่วนค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามโฆษณาที่โจทก์เรียกมาอีกส่วนหนึ่งนั้น เมื่อตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่า ข้อ 4 เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาพันธุ์ไม้ การปลูกและการดูแลรักษาซึ่งต้นสัก ต้นสะเดา และต้นประดู่เพิ่งปลูกก่อนวันที่ทำบันทึกตรวจสอบที่ดินประมาณ 4 เดือนแม้มีต้นกระถินณรงค์ (กระถินเทพณรงค์) ปลูกไว้ประมาณ 5 ปี แต่ตามสัญญาจ้างเหมาปลูกสร้างสวนป่าและตารางแสดงชนิดจำนวนของต้นไม้ที่ปลูกต่อเนื้อที่หนึ่งไร่ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งว่าการปลูกต้นไม้ตามสัญญาไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องนำพันธุ์ไม้อื่น มิใช่เฉพาะกระถินณรงค์เท่านั้นมาปลูกในที่สวนป่าของโจทก์ ประกอบกับบันทึกการตรวจสอบที่ดินกระทำหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้วประมาณ 9 เดือน แสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งจะเป็นเหตุให้ภายในเวลา 6 ปี โจทก์จะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้อย่างแน่นอน เช่นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการตัดต้นไม้เหล่านั้นที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป ไปขายอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2537 จำเลยทั้งสองได้โฆษณาชักจูงให้ประชาชนเข้าซื้อที่ดินพร้อมสวนป่าอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 โดยสัญญาว่าผู้ซื้อจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสวนป่าและจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายไม้เศรษฐกิจที่จำเลยที่ 1 รับหน้าที่ปลูกป่าเศรษฐกิจและดูแลให้ตั้งแต่ปีที่ 6 ขึ้นไป จากการโฆษณาชักจูงดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ซื้อที่ดินจากโครงการของจำเลยที่ 1 สองแปลง ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยทั้งสองผิดสัญญากล่าวคือมิได้ทำการปลูกพืชเศรษฐกิจในสวนป่าของโจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าที่ดินในบริเวณดังกล่าวขายกันไร่ละ 25,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองนำมาขายให้โจทก์ไร่ละ 350,000 บาท ถึง 450,000 บาท อันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้บอกกล่าวเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระไปจำนวน 712,223 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี รวม 6 ปี ดอกเบี้ย 641,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนตามที่โฆษณาซึ่งโจทก์ขอคิด 258,400 บาท รวมเป็นเงิน 1,611,623 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 1,611,623 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 712,223 นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามสัญญาแล้ว ส่วนหน้าที่ในการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้นั้นเป็นหน้าที่ของบริษัทพนาขวัญพัฒนา จำกัด มิใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใดชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอากับบริษัทพนาขวัญพัฒนา จำกัด ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทพนาขวัญพัฒนา จำกัด ก็ได้ปลูกต้นไม้ พันธุ์ไม้เศรษฐกิจให้โจทก์ตามข้อสัญญาแล้วทุกประการ แต่ภายหลังที่ทำการปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆ ทางโครงการได้ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกตายไปบางส่วน ที่เหลือก็ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ซึ่งทางบริษัทก็ได้ปลูกทดแทนในส่วนที่ตายให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญา ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่ชอบที่จะเลิกสัญญาและเรียกเงินค่าที่ดินพร้อมค่าเสียหายกับจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะอะไร และการคิดค่าเสียหายและดอกเบี้ยไม่ถูกต้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า ปี 2537 จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณาชักชวนบุคคลทั่วไปให้เข้าทำสัญญาซื้อพื้นที่สวนป่าเศรษฐกิจกับจำเลยที่ 1 ในโครงการสวนป่าพนาขวัญ ซึ่งผู้เข้าทำสัญญาจองซื้อที่ดินสวนป่ากับจำเลยที่ 1 จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากไม้เศรษฐกิจต่างๆ ที่ปลูกในที่ดินที่จองซื้อเป็นเงิน 5 ถึง 6 เท่าตัว จากราคาที่ทำสัญญาซื้อขาย ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่ากับจำเลยที่ 1 สองแปลง หมายเลข A47 และ B74 ซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4095 และ 4096 เลขที่ดิน 605 และ 606 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมกับทำสัญญาจ้างเหมาปลูกสร้างสวนป่ากับบริษัทพนาขวัญพัฒนา จำกัด และโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินดาวน์และชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว วันที่ 3 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ต่อมาปี 2543 โจทก์ไปตรวจสอบสวนป่าพบว่าการก่อสร้างในโครงการหยุดชะงัก ครั้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 โจทก์นำเจ้าหน้าที่บริหารงานเกษตรอำเภอเลาขวัญเข้าไปตรวจสอบสภาพสวนป่าของโจทก์ พบว่าได้ปลูกต้นสักประมาณ 620 ต้น อายุประมาณ 4 เดือน ต้นกระถินณรงค์ประมาณ 620 ต้น อายุประมาณ 5 ปี ต้นสะเดาและประดู่อย่างละ 300 ต้น อายุประมาณ 4 เดือน ตามบันทึกการตรวจสอบที่ดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เดือนกรกฎาคม 2543 โจทก์ไปตรวจสอบที่ดินซึ่งจำเลยทั้งสองสัญญาว่าเมื่อครบกำหนด 6 ปี จะมีผลประโยชน์ตอบแทนตามส่วน แต่ปรากฎว่าไม่มีไม้สักหรือพืชเศรษฐกิจปลูกไว้ โดยเพิ่งมีการปลูกหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จำเลยจึงผิดคำมั่นสัญญาที่จะให้โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อครบกำหนด 6 ปีแล้ว อันมีกำหนดเวลาชัดเจน ไม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 มาใช้ และการฟ้องบังคับจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 215 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าแล้วเรียกค่าเสียหายสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดที่รับไปและอีกส่วนหนึ่งเรียกค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามที่โฆษณาว่าโจทก์จะได้รับ ซึ่งการเรียกให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดที่ได้รับเป็นผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่ให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมในกรณีที่เรียกให้จำเลยคืนเงินที่รับไปนี้จึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 215 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เช่นนี้จึงต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสวนป่าชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าเอกสารหมาย จ.1 มิได้ระบุวันที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการปลูกสวนป่าหรือทำการก่อสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในโครงการสวนป่าพนาขวัญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาใดทั้งไม่ได้กำหนดเวลาให้โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินพร้อมการปลูกไม้สวนป่าส่วนที่เหลือในวันจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่เท่าใด สำหรับกำหนดเวลา 6 ปี ตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยประกาศโฆษณาว่า โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจซึ่งปรากฏในเอกสารหมาย จ.9 นั้น เมื่อประกาศโฆษณานี้มีลักษณะเป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อบุคคลทั่วไปหรือลูกค้าถึงผลตอบแทนที่จะได้รับภายใน 6 ปี จึงถือได้ว่าใบประกาศโฆษณาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าแต่กำหนดระยะเวลา 6 ปี จะเริ่มนับก็ต้องเริ่มจากวันปลูกพันธุ์ไม้ซึ่งหาได้กำหนดไว้แน่นอนไม่ว่าจะปลูกพันธุ์ไม้เมื่อใด ฉะนั้นกำหนดเวลา 6 ปี จึงหาใช่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ทั้งมิได้มีข้อตกลงให้ปรากฏว่ากำหนดระยะเวลา 6 ปีนี้ให้ถือเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดของสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าตามเอกสารหมาจ จ.1 จึงหาได้มีกำหนดเวลาชำระหนี้ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 เช่นนี้สิทธิบอกเลิกสัญญาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 387 ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้โจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในเวลานั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ โจทก์จึงจะบอกเลิกสัญญาได้ การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าและให้จำเลยคืนเงินที่รับไปตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 โดยมิได้กำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก่อน ทำให้การบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าของโจทก์ไม่ชอบ และเป็นผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยคืนเงินที่รับไปทั้งหมดได้ ส่วนค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามโฆษณาที่โจทก์เรียกมาอีกส่วนหนึ่งนั้น เมื่อตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาพันธุ์ไม้ การปลูกและการดูแลรักษา ซึ่งตามคำเบิกความของโจทก์ นายโสภณ นายปัญญา และนายทนงศักดิ์ พยานโจทก์ประกอบบันทึกตรวจสอบที่ดินเอกสารหมาย จ.11 พร้อมภาพถ่าย ได้ความว่า ต้นสัก ต้นสะเดา และต้นประดู่เพิ่งปลูกก่อนวันที่ทำบันทึกดังกล่าวประมาณ 4 เดือน แม้มีต้นกระถินณรงค์ (กระถินเทพณรงค์) ปลูกไว้ประมาณ 5 ปี แต่ตามสัญญาจ้างเหมาปลูกสร้างสวนป่าและตารางแสดงชนิดจำนวนของต้นไม้ที่ปลูกต่อเนื้อที่หนึ่งไร่เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า การปลูกต้นไม้ตามสัญญาดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องนำพันธุ์ไม้อื่น มิใช่เฉพาะกระถินณรงค์เท่านั้นมาปลูกในที่สวนป่าของโจทก์ด้วย ประกอบกับบันทึกการตรวจสอบที่ดินเอกสารหมาย จ.11 กระทำหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้วประมาณ 9 เดือน ดังนี้แสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งจะเป็นเหตุให้ภายในเวลา 6 ปี โจทก์จะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่จำเลยที่ 1 ได้ประกาศโฆษณาไว้อย่างแน่นอน เช่นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าแล้ว ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ทำให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการตัดต้นไม้เหล่านั้นที่มีอายุ 6 ปี ขึ้นไป ไปขายอันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขอมาซึ่งเท่ากับผลตอบแทนรายได้สิทธิต่อไร่ตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณานี้ ผลตอบแทนที่กำหนดไว้ในใบโฆษณาเอกสารหมาย จ.9 เป็นแต่เพียงตัวเลขที่ใช้ในการโฆษณาเพื่อจูงใจให้ประชาชนทั่วไปสนใจที่จะซื้อที่ดินพร้อมสวนป่าจากจำเลยที่ 1 ซึ่งย่อมกำหนดจำนวนเงินให้สูงไว้ ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำนวนเงินค่าผลตอบแทนดังกล่าวคิดคำนวณมาอย่างไร โดยต้องนำต้นไม้เหล่านั้นไปทำอะไรบ้างจึงจะได้ค่าตอบแทนตามที่โฆษณา และต้องคำนึงถึงการดูแลและสภาพที่ดินกับสภาพอากาศตามฤดูกาลที่จะทำให้ได้ผลผลิตซึ่งนำไปสู่ค่าตอบแทนเช่นนั้นด้วย ประกอบกับจำเลยทั้งสองนำสืบว่า ต้นกระถินณรงค์ที่ปลูกในที่สวนป่าของโจทก์สามารถนำไปทำประโยชน์ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงบันทึกการตรวจสอบที่ดินเอกสารหมาย จ.11 ที่สวนป่าของโจทก์มีต้นกระถินณรงค์ปลูกไว้ประมาณ 620 ต้นเป็นเวลา 5 ปีแล้ว จึงเชื่อว่าโจทก์สามารถนำต้นกระถินณรงค์นั้นไปขายเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนบางส่วนได้ แต่โจทก์มิได้นำเงินที่จะได้ส่วนนี้ไปหักออกจากค่าเสียหายที่ขอมา ทำให้ค่าเสียหายที่โจทก์ขอมาไม่ใช่จำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง ฉะนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้อันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสวนป่าให้โจทก์ รวมสองแปลงเป็นเงิน 80,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงถือว่ายอมรับในส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชักชวนแนะนำชักจูงให้บุคคลทั่วไปเข้าทำสัญญาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อกระทำผิดต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดด้วยนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 1 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบการ มีอำนาจดำเนินการชักจูง โฆษณาแนะนำชักชวนประชาชนทั่วไปให้เข้าทำสัญญาจะซื้อขายโครงการสวนป่าพนาขวัญ เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเอกสารแนะนำชักจูง และเป็นผู้มีอำนาจกระทำการในคดีนี้ เช่นนี้ตามคำฟ้องโจทก์หาได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไม่ แต่โจทก์ฟ้องเพื่อให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัว ในฐานะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การว่า จำเลยที่ 2 กระทำการตามฟ้องแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าข้อเท็จจริงนี้จำเลยทั้งสองรับตามฟ้องโจทก์แล้ว ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยเองโดยมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการชักจูง โฆษณาชักชวนและลงนามในสัญญาต่างๆ กับโจทก์จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวตามฟ้องด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ก็มิต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามที่โฆษณาจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 387 ม. 388 ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวณัฎฐินี สุกวรรณวิทย์
บริษัทพนาขวัญ จำกัด (บริษัท
สวนป่าพนาขวัญ จำกัด และ
บริษัทพนาขวัญพัฒนา จำกัด)
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3921/2552
#506800
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่ารถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ข้อ 11.3 และรายละเอียดการเช่าทรัพย์สินกำหนดค่าปรับในกรณีผิดนัดชำระค่าเช่า 123 บาทต่อวัน การที่โจทก์บรรยายฟ้องขอค่าปรับส่วนนี้ตั้งแต่วันผิดนัดชำระค่าเช่าแต่ละงวดถึงวันฟ้องนั้น คำขอของโจทก์ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์สามารถเรียกค่าปรับได้ถึงวันเลิกสัญญาเท่านั้น เนื่องจากเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วไม่มีค่าเช่าที่จะชำระให้แก่โจทก์อีก มีแต่ค่าเสียหายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 10,175,230.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ 2,465,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2542) จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,421,860 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่ารถยนต์บรรทุก 10 ล้อ รวมเครนปั๊มจากโจทก์ เป็นระยะเวลา 48 เดือน ค่าเช่ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 235,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 วางเงินประกันการเช่า 794,392.52 บาท เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง 12 เดือน ผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 13 ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีรถประจำปี จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีรถประจำปีให้แก่โจทก์ วันที่ 17 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าเป็นเช็คให้แก่โจทก์จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ปรากฏว่าเช็คเรียกเก็บเงินได้เพียง 1 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายลงวันที่ 19 เมษายน 2541 วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 โจทก์มอบให้ทนายความแจ้งให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะยึดหน่วงไม่ยอมส่งป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถประจำปีให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ใช้รถไม่ได้ โจทก์จึงเรียกค่าขาดประโยชน์ ค่าเสียหายที่ไม่ได้รับค่าเช่าและค่าปรับฐานผิดสัญญาไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 13 ซึ่งต้องชำระในเดือนกรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างเอาประโยชน์จากรถที่เช่าได้ การที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าเป็นเช็คให้แก่โจทก์จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท แล้วเช็คเรียกเก็บเงินได้ 1 ฉบับ ก็ปรากฏว่าเป็นการชำระค่าเช่าเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ค้างค่าเช่าเดือนละ 235,000 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ถึงเดือนเมษายน 2541 การที่โจทก์ยึดหน่วงไม่ยอมส่งป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถประจำปีให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อที่สองมีว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไปหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ได้รับรถคืนในสภาพเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2541 โจทก์ไม่น่าจะมีความเสียหายมาเรียกค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามค่าเสียหายตลอดอายุสัญญาเช่าที่เหลือไม่ควรเกินกว่า 200,000 บาท และค่าปรับฐานผิดสัญญาไม่ควรเกินกว่า 20,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารับผิดต่อโจทก์นั้น เป็นการรับผิดสำหรับค่าขาดประโยชน์หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถคืนคือวันที่ 19 กรกฎาคม 2541 จำนวน 475,876 บาท ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกามานั้น จึงไม่ใช่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในค่าเสียหายส่วนนี้อย่างชัดแจ้ง ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารับผิดชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ชอบแล้ว สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้รับค่าเช่าตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับรถคืนจนถึงวันที่สัญญาเช่าครบกำหนดนั้น ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์จำนวน 888,302 บาท โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นเวลารวม 24 เดือน 13 วัน หากคิดเพียง 24 เดือน ก็จะตกเป็นค่าเสียหายเดือนละประมาณ 37,000 บาท เมื่อเทียบกับค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนที่โจทก์จะได้รับรถคืนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์จำนวน 475,876 บาท เป็นเวลา 11 เดือน ก็จะตกเดือนละประมาณ 43,261 บาท เท่ากับน้อยกว่าเดือนละประมาณ 6,261บาท นับว่าเหมาะสมกับสภาพของรถที่เช่า ซึ่งกำหนดค่าเช่ารถไว้ถึงเดือนละ 235,000 บาท ส่วนค่าปรับฐานผิดสัญญาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 57,682 บาท นั้น เห็นว่า สัญญาเช่ารถยนต์บรรทุก 10 ล้อ 11.3 และรายละเอียดการเช่าทรัพย์สินข้อ 11 กำหนดค่าปรับในกรณีผิดนัดชำระค่าเช่า 123 บาทต่อวัน โจทก์บรรยายฟ้องขอค่าปรับส่วนนี้ตั้งแต่วันผิดชำระค่าเช่าแต่ละงวดถึงวันฟ้อง เช่นนี้ คำขอของโจทก์ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์สามารถเรียกค่าปรับได้ถึงวันเลิกสัญญาเท่านั้น เนื่องจากเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วก็ไม่มีค่าเช่าที่จะชำระให้แก่โจทก์อีก มีแต่ค่าเสียหายเท่านั้นศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้โดยวินิจฉัยรวมกับค่าเสียหายส่วนอื่น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคำนึงถึงว่าโจทก์ได้รับค่าเสียหายส่วนอื่นจากจำเลยทั้งห้าแล้วและค่าปรับตามสัญญาเพียงวันละ 123 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 57,682 บาท จึงนับว่าสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้เพียง 20,000 บาท ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รวมค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 1,384,178 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 วางประกันการเช่าจำนวน 794,392.52 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในเดือนเมษายน 2541 และเดือนสิงหาคม 2542 จำนวน 200,000 บาท มาหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามที่โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้นำเงินประกันจำนวน 794,392.52 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระตามเช็คหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำนวน 100,000 บาท มาหักออก คงเหลือเงินที่จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 10,175,230.81 บาท แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า "...เมื่อพิจารณาราคาเช่าตามสัญญาจำนวน 10,542,056.07 บาท โจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยที่ 1 ทั้งจากเงินวางประกันจำนวน 794,392.52 บาท และค่าเช่าซื้อจำนวน 12 งวด เป็นเงิน 2,635,514.04 บาท รวมเป็นเงิน 3,429,906.56 บาท คงเหลือค่าเช่าตามสัญญาอีกเพียง 7,112,149.51 บาท..." เช่นนี้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ได้นำเงินประกันการเช่าจำนวน 794,392.52 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดแล้วแต่ค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ชำระภายหลังจากฟ้องนั้น ศาลอุธรณ์ไม่ได้นำมาหักแต่อย่างใดศาลฎีกาจึงต้องนำมาหักให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์จะนำมาหักให้ได้เพียงไรนั้น นายอารยะ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถามค้านยอมรับว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างเป็นเช็คให้แก่โจทก์ 3 ฉบับ เช็คลำดับ 2 เรียกเก็บเงินได้เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้าง 50,000 บาท แก่โจทก์และวันที่ 20 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างรวมเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ เช่นนี้ คำเบิกความของนายอารยะจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท เป็นเช็ค 3 ฉบับ เรียกเก็บเงินตามเช็คได้ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2541 ส่วนอีก 2 ฉบับ จำเลยที่ 1 ระงับการจ่ายเงิน ฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2541 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท แม้โจทก์ไม่ได้ระบุมาในฟ้องก็ต้องหักเงินจำนวนนี้ออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ สำหรับค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ชำระหลังจากฟ้องคดีนี้นั้น เป็นค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเช็คจำนวน 100,000 บาท โจทก์ บรรยายในคำร้องขอแก้ฟ้องว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาและจำเลยที่ 1 ชำระในคดีดังกล่าว เป็นเรื่องที่โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าที่ค้างหลังฟ้องอีก 100,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 200,000 บาท ชอบที่จะนำไปหักกลับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์จำนวน 1,384,178 บาท ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว เมื่อหักแล้วจึงเหลือเงินค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าต้องร่วมรับผิดชำระให้แก่โจทก์จำนวน 1,184,178 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ไม่หักค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งห้าจำนวน 200,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,184,178 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 381
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที.พี.เอฟ.ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็น.เอ็ม.เนทเวอร์ค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2552
#493982
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การข้อหนึ่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเนื่องจากยังไม่ดำเนินการตามกระบวนการระงับข้อพิพาทของสัญญาและนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการอันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขในสัญญาว่าจ้าง ในชั้นพิจารณาของศาล จำเลยก็ยังสืบพยานยืนยันข้อต่อสู้นี้ โดยโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำพยานเข้าสืบก่อนก็นำสืบรับว่ามีกระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญา และมีข้อตกลงว่าหากดำเนินการตามกระบวนการนั้นแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทได้ จะต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การระงับโดยอนุญาโตตุลาการ กล่าวคือ ยอมรับว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่ในสัญญาจ้างดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาหลัก เพียงแต่โจทก์นำสืบว่าตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเลือกฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้นก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ควรที่จะวินิจฉัยเสียก่อนว่ามีหรือไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นได้ รวมทั้งข้อที่ว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้เพราะโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท โดยเลือกที่จะฟ้องคดีต่อศาลแทน ดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะทำสัญญา ซึ่งหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อน ก็สั่งจำหน่ายคดีนี้เสียเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องคดี อำนาจฟ้อง และความรับผิดของจำเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยให้ไปดำเนินการไต่สวน และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 17,797,750 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 735,936,962.50 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 12,825,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้เถียงกันว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ออกแบบวิศวกรรมสำหรับโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันให้จำเลยในลักษณะหัวจรดท้าย ณ จังหวัดสงขลา โดยกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่จัดทำเอกสารการออกแบบงานวิศวกรรมครบเต็มชุด และประเมินค่าก่อสร้างทั้งหมด ให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือน นับแต่วันที่สัญญามีผลใช้บังคับอุทธรณ์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประการที่สอง โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่และประการที่สาม จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เงินค่าจ้างงานงวดแรกและงวดที่สองตามใบแจ้งหนี้ทั้งหกฉบับให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมฟ้องเรียกเอาค่าการงานที่ทำจากจำเลยเกินสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (17) และไม่วินิจฉัยประเด็นอื่น ๆ ต่อไป พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ข้อหนึ่งว่าโจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาล เนื่องจากโจทก์ยังไม่ดำเนินการตามกระบวนการระงับข้อพิพาทของสัญญา และยังไม่ได้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เป็นการฝ่าฝืนต่อเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาว่าจ้างโจทก์ดังกล่าวในข้อ 5.1 และในชั้นพิจารณาของศาล จำเลยก็ยังสืบพยานยืนยันข้อต่อสู้นี้ โดยโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำพยานเข้าสืบก่อนก็นำสืบรับว่ามีกระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญา และมีข้อตกลงว่าหากดำเนินการตามกระบวนการนั้นแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทได้ จะต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การระงับโดยอนุญาโตตุลาการ กล่าวคือ ยอมรับว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่ในสัญญาจ้างดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาหลัก เพียงแต่โจทก์นำสืบว่าตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเลือกฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้นก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ควรที่จะวินิจฉัยเสียก่อนว่ามีหรือไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นได้ รวมทั้งข้อที่ว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้เพราะกรณีตามโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท โดยเลือกที่จะฟ้องคดีต่อศาลแทน ดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะทำสัญญา ซึ่งหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อน ก็สั่งจำหน่ายคดีนี้เสียเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องคดีอำนาจฟ้อง และความรับผิดของจำเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องย่อมเป็นเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1)

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 เสียก่อน และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโย เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทสุโขทัยปิโตรเลียม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปลื้มจิต จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2552
#501542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเนื่องจากโจทก์ยังไม่ดำเนินการตามกระบวนการระงับข้อพิพาทของสัญญา เป็นการฝ่าฝืนต่อเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาว่าจ้างโจทก์ โจทก์ก็นำสืบยอมรับว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่ในสัญญาจ้างดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาหลัก เพียงแต่โจทก์นำสืบว่าตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเลือกฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้นก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ควรที่จะวินิจฉัยเสียก่อนว่ามีหรือไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นได้ รวมทั้งข้อที่ว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้เพราะโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาท โดยเลือกที่จะฟ้องคดีต่อศาลแทน ดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะทำสัญญา ซึ่งหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อน ก็สั่งจำหน่ายคดีเสียเพื่อให้โจทก์ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ออกแบบทางวิศวกรรม และอื่นๆ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และตั้งหรือเช่าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าดังกล่าว โจทก์โดยนายโตชิฮิโกะ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายศักดิ์ณรงค์ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2540 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ออกแบบและวางระบบทางวิศวกรรมสำหรับโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน โดยให้โจทก์ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม วางระบบทางวิศวกรรม และถอดแบบคำนวณราคาต้นทุนการก่อสร้างจากแบบและระบบทางวิศวกรรมแล้วส่งมอบผลงานให้จำเลยในรูปของเอกสารและซอฟแวร์ ในอัตราค่าจ้างทั้งสิ้น 13,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งค่าจ้างเป็น 3 ส่วน คือค่าจ้างออกแบบพื้นฐาน 3,078,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าจ้างการให้บริการเชิงรายละเอียดด้านวิศวกรรม 7,722,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าจ้างถอดแบบและคิดคำนวณราคาก่อสร้าง 2,700,000 ดอลลาร์สหรัฐ และแบ่งชำระเงินค่าจ้าง 3 ครั้ง คือ ชำระเงินดาวน์ร้อยละ 5 ของค่าจ้างทั้งหมดภายใน 14 วัน นับแต่วันลงนามในสัญญา ชำระเงินงวดแรกร้อยละ 10 ของค่าจ้างทั้งหมดภายในสิ้นเดือนที่ 5 นับจากวันที่สัญญามีผลบังคับ และชำระเงินงวดที่สองร้อยละ 85 ของค่าจ้างทั้งหมดเมื่อจำเลยยอมรับผลงานหรือชุดซอฟแวร์งานและรายงานผลการคำนวณราคาทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้โจทก์ต้องส่งมอบงานให้แก่จำเลยภายใน 9 เดือน นับแต่วันลงนามในสัญญาและหลังจากจำเลยชำระเงินดาวน์ร้อยละ 5 ของมูลค่าสัญญาแล้ว หลังทำสัญญา โจทก์ทำการออกแบบและวางระบบงานวิศวกรรมกับคิดคำนวณราคาจากแบบอย่างครบถ้วนถูกต้องตรงตามสัญญา พร้อมทั้งส่งมอบงานให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ครบถ้วน โดยชำระเฉพาะเงินดาวน์ร้อยละ 5 ของมูลค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงิน 675,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ 3 ฉบับ ให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดแรกร้อยละ 10 ของค่าจ้างทั้งหมดเป็นเงิน 261,630 ดอลลาร์สหรัฐ (หักภาษีแล้ว) 772,200 ดอลลาร์สหรัฐ และ 270,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวม 1,350,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ต่อมาโจทก์ออกใบแจ้งหนี้อีก 3 ฉบับ ให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่สองร้อยละ 85 ของมูลค่าตามสัญญาเป็นเงิน 2,223,855 ดอลลาร์สหรัฐ (หักภาษีแล้ว) 6,563,700 ดอลลาร์สหรัฐ และ 2,295,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวม 11,475,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2541 รวมจำนวนเงินตามใบแจ้งหนี้ทั้งหกฉบับทั้งสิ้น 12,825,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 17,797,750 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 17,797,750 ดอลล่าร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 735,936,962.50 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 12,825,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย หนังสือรับรองบริษัทโจทก์ และหนังสือรับรองโนตารีปับลิกไม่ถูกต้อง นายศักดิ์ณรงค์ ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะไม่ฟ้องเรียกค่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ทั้งหกฉบับจากจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันถึงกำหนด โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะไม่ได้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตามเงื่อนไขสัญญาว่าจ้างข้อ 5.1 และโจทก์ยังไม่บอกกล่าวเตือนให้จำเลยชำระหนี้โดยถูกต้อง จำเลยจึงยังไม่ตกเป็นฝ่ายผิดนัดชำระหนี้ กับโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญานับแต่เริ่มงานตามสัญญา เพราะโจทก์รู้ดีว่าจำเลยไม่มีความสามารถชำระค่าจ้างด้วยเหตุสุดวิสัยเนื่องจากในต้นปี 2540 รัฐบาลไทยประกาศลดค่าเงินบาททำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศปฏิเสธมิให้จำเลยกู้เงิน โจทก์มีสิทธิตามสัญญาที่จะหยุดงานชั่วคราวและบอกเลิกสัญญา แต่โจทก์กลับสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยทำงานออกแบบและประเมินค่าก่อสร้างทั้งหมดเสร็จสิ้น ทั้งที่ได้รับเงินค่าจ้างไปเพียงร้อยละ 5 ของค่าจ้างทั้งหมด นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างงวดแรกร้อยละ 10 ของค่าจ้างทั้งหมด เป็นเงิน 1,350,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบแจ้งหนี้ 3 ฉบับ เพราะโจทก์ไม่จัดทำผังรวมเบื้องต้นของโครงการให้แล้วเสร็จ ไม่ส่งมอบผังรวมนี้ให้จำเลยและจำเลยไม่ได้ตรวจรับกับไม่เคยออกหนังสือรับรองว่าโจทก์จัดทำแล้วเสร็จ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจ้างงวดที่สองร้อยละ 85 ของค่าจ้างทั้งหมดเป็นเงิน 11,475,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบแจ้งหนี้ 3 ฉบับ เพราะโจทก์ไม่จัดทำเอกสารการออกแบบครบเต็มชุดกับรายงานประเมินค่าก่อสร้างทั้งหมดให้แล้วเสร็จและส่งมอบเอกสารเหล่านี้ให้จำเลย กับจำเลยไม่ได้ตรวจรับเอกสารและออกหนังสือรับรองแก่โจทก์ว่าโจทก์จัดทำแล้วเสร็จ นอกจากนั้นโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตให้โอกาสจำเลยเพียงตรวจดูเนื้อความรวมๆ ของเอกสารออกแบบกับรายงานประเมินค่าก่อสร้าง โดยไม่มีโอกาสและเวลาเพียงพอในการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ด้านเทคนิคของเอกสารทั้งหมด และโจทก์เพิกเฉยไม่จัดทำเอกสารออกแบบต่อไปให้แล้วเสร็จโดยไม่แก้ไขงานตามที่จำเลยแจ้งความเห็นทางเทคนิคขอให้แก้ไข ทั้งเอกสารการออกแบบของโจทก์ไม่สามารถนำไปก่อสร้างโครงการได้จริงเพราะเมื่อจำเลยได้ผู้ลงทุนโครงการแล้วจะนำเอกสารการออกแบบของโจทก์ไปใช้ก่อสร้าง โจทก์ปฏิเสธที่จะประกันงานและรับผิดชอบต่อเอกสารการออกแบบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้เถียงกันว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ออกแบบวิศวกรรมสำหรับโครงสร้างโรงกลั่นน้ำมันให้จำเลยในลักษณะหัวจรดท้าย ณ จังหวัดสงขลา โดยกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่จัดทำเอกสารการออกแบบงานวิศวกรรมครบเต็มชุด และประเมินค่าก่อสร้างทั้งหมด ให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือน นับแต่วันที่สัญญามีผลใช้บังคับ ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล. พร้อมคำแปล โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประการที่สอง โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และประการที่สาม จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เงินค่าจ้างงวดแรกและงวดที่สองตามใบแจ้งหนี้ทั้งหกฉบับให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมฟ้องเรียกเอาค่าการงานที่ทำจากจำเลยเกินสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (17) และไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นๆ ต่อไป พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ข้อหนึ่งว่า โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเนื่องจากโจทก์ยังไม่ดำเนินการตามกระบวนการระงับข้อพิพาทของสัญญา และยังไม่ได้นำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เป็นการฝ่าฝืนต่อเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาว่าจ้างโจทก์ดังกล่าวในข้อ 5.1 และในชั้นพิจารณาของศาล จำเลยก็ยังสืบพยานยืนยันข้อต่อสู้นี้ โดยโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำพยานเข้าสืบก่อนก็นำสืบว่ามีกระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญา และมีข้อตกลงว่าหากดำเนินการตามกระบวนการนั้นแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทได้ จะต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การระงับโดยอนุญาโตตุลาการจ้างดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาหลักเพียงแต่โจทก์นำสืบว่าตามสัญญาดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเลือกฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้นก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ควรที่จะวินิจฉัยเสียก่อนว่ามีหรือไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นได้ รวมทั้งข้อที่ว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้เพราะโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท โดยเลือกที่จะฟ้องคดีต่อศาลแทน ดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะทำสัญญา ซึ่งหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อน ก็สั่งจำหน่ายคดีนี้เสียเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องคดี อำนาจฟ้อง และความรับผิดของจำเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1)"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 เสียก่อน และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโย เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทสุโขทัยปิโตรเลียม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2552
#502774
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ก็ยอมรับว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่ในสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาหลัก เพียงแต่โจทก์นำสืบว่าตามข้อสัญญาดังกล่าวโจทก์ก็มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเลือกฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ควรที่จะวินิจฉัยเสียก่อนว่ามีหรือไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นได้ รวมทั้งข้อที่ว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้เพราะโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาท โดยเลือกที่จะฟ้องคดีต่อศาลแทนดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 (เดิม) มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะทำสัญญา ซึ่งหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนก็สั่งจำหน่ายคดีเสียเพื่อให้โจทก์ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องคดี อำนาจฟ้อง และความรับผิดของจำเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาอายุความว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 17,797,750 ดอลล่าร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 735,936,962.50 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 12,825,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ก็ยอมรับว่ามีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการอยู่ในสัญญาจ้างดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาหลัก เพียงแต่โจทก์นำสืบว่าตามสัญญาดังกล่าวโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเลือกฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้นก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ควรที่จะวินิจฉัยเสียก่อนว่ามีหรือไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นได้ รวมทั้งข้อที่ว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการใช้บังคับไม่ได้เพราะโจทก์มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท โดยเลือกที่จะฟ้องคดีต่อศาลแทนดังที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะทำสัญญา ซึ่งหากศาลเห็นว่าโจทก์ต้องไปดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อน ก็สั่งจำหน่ายคดีนี้เสียเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องคดี อำนาจฟ้อง และความรับผิดของจำเลยในการชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องย่อมเป็นเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1)"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 เสียก่อน และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโย เอ็นจิเนียริ่งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทสุโขทัยปิโตรเลียม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3915/2552
#502772
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยไม่สืบพยานกรณีจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ส่วนที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยได้รับโอนที่ดิน 1 แปลง เพียงพอชำระหนี้ได้นั้น คดีนี้จำเลยขอเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาหลายครั้งเพื่อเจรจาประนอมหนี้กับโจทก์ จนกระทั่งปรากฏว่าเช็คที่ญาติของจำเลยออกให้เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ จึงมีการโอนที่ดินให้แก่จำเลยก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา 3 วัน พฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่าเป็นการโอนที่ดินให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานให้ศาลพิพากษายกฟ้องในคดีล้มละลาย ซึ่งมีผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่ค้างชำระตามคำพิพากษาคดีแพ่งอีกต่อไปเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...เมื่อจำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน กรณีจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ส่วนที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 จำเลยได้รับโอนที่ดิน 1 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1511 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2549 และศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้น ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 หลังจากนั้นจำเลยได้ขอเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาหลายครั้งเพื่อเจรจาประนอมหนี้กับโจทก์ จนกระทั่งปรากฏว่าเช็คที่ญาติของจำเลยออกให้เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นั้นธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ จึงมีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา 3 วัน พฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่าเป็นการโอนที่ดินให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานให้ศาลพิพากษายกฟ้องในคดีล้มละลาย ซึ่งมีผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่ค้างชำระตามคำพิพากษาคดีแพ่งอีกต่อไปเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสันติ ภาคสัย
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3899/2552
#494005
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผู้รับประเมินนำค่ารายปีของทรัพย์สินที่ใช้ในปี 2545 มายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระมายังโจทก์ตาม มาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546

ในปีภาษี 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีห้องพักและบ้านพักตามอัตราค่าเช่าที่โจทก์ระบุในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ซึ่งเท่ากับค่าภาษีของห้องพักและบ้านพัก ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปี 2545 ถือว่าจำเลยที่ 1 นำค่าภาษีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียภาษีในปีต่อมาตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณี เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์ที่จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตรา ก็ควรจะแจ้งให้ผู้รับประเมินผู้เช่าหรือผู้ครองทราบก่อน

จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ประจำปี 2546 ซึ่งจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการบริหารส่วนตำบลจำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นและพิจารณาความเห็นอื่นตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย จำเลยที่ 2 ประธานกรรมการบริหารจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 25 ถึง 30 แสดงว่า การเข้าร่วมประชุมของจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เป็นการช่วยกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่มีผลบังคับผูกพันประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลให้ต้องถือตามและกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดองค์ประกอบ หรือองค์ประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้เข้าร่วมประชุม แต่รับว่าได้ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และรับรองรายงานการประชุมโดยมิได้โต้แย้ง จึงไม่ถึงกับทำให้ความเห็นของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมเสียไป จำเลยที่ 2 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจที่จะชี้ขาดด้วยตนเองโดยไม่จำต้องชี้ขาดตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องชุดดังกล่าว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาว่าหนังสือแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้นต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ประกอบด้วยโดยเฉพาะกรณีตาม (2) ที่ว่า เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก การที่เหตุผลนั้นจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงแต่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง และมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่วินิจฉัยให้

อนี่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินแลคะคำชี้ขาดที่ให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 เป็นเงิน 988,017.45 บาท อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะสูงเกินไป โดยโจทก์เห็นว่าควรมีค่าภาษีเพียง 385,146 บาท และขอให้คืนส่วนที่เกินจำนวน 602,871.45 บาท แก่โจทก์จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์จำนวน 602,871.45 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 15,072.50 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์มาศาลละ 24,700 บาท เกินมาทั้งสองชั้นศาล รวมเป็นเงิน 19,255 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 19,255 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 และคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ตามรายงานการประชุมวันที่ 11 เมษายน 2546 กับให้คืนภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 602,871.45 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยทั้งห้าได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ในประเด็นเรื่องการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 (ที่ถูก 2546) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา เมื่อได้ความว่าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ตามแบบแจ้งรายการ ซึ่งพิมพ์ข้อความว่าประจำปีภาษี 2546 โดยโจทก์ผู้รับประเมินแจ้งรายการทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2545 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ จำเลยที่ 1 มีใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 ให้โจทก์ชำระค่าภาษี 919,086 บาท ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 ดังนั้นที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับทรัพย์สินที่ใช้ในปี 2545 นั้น จึงชอบแล้ว มิใช่เป็นการแจ้งรายการประเมินภาษีปี 2545 ดังที่โจทก์เข้าใจ การที่จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธถึงภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 มิได้นอกเหนือคำฟ้องของโจทก์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและวินิจฉัยประเด็นผิดพลาดนั้น เมื่อปรากฏว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ถูกต้องแล้ว มิได้วินิจฉัยประเด็นผิดพลาดแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 ของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 บัญญัติว่า"ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า ค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ แสดงว่า ค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไข กำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในปีภาษี 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีของห้องพักและบ้านพักตามอัตราค่าเช่าที่โจทก์ระบุในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 23 ถึง 25 และใบแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 47, 48 ซึ่งเท่ากับค่ารายปีของห้องพักและบ้านพักตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2545 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 19 ถึง 21 อันเป็นปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมาแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามมาตรา 24 (ที่ถูก มาตรา 23) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 นั้น เห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการประเมิน มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจตราทรัพย์สินได้ด้วยตนเองต่อหน้าผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครองหรือผู้แทน...และเมื่อผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครองได้รับคำขอร้องแล้ว ก็จะต้องให้ความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจตรานั้น ในการนี้ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครอง จะต้องได้รับแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนตรวจนั้น มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณีไป เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์ที่จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตรา ก็ควรจะแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินทราบก่อนทำการตรวจ ดังนั้น จึงไม่ถึงกับทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผลการสอบข้อเท็จจริงที่โจทก์ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกสรุปว่า กระบวนการประเมินค่ารายปีโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และการชี้ขาดคำร้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่น่าจะถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลนั้น ในชั้นพิจารณาของศาล พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การพิจารณาชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 11 เมษายน 2546 คำชี้ขาดจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งที่ 6/2546 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาประเมินค่ารายปีและคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ประจำปี 2546 ลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ข้อ 2 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และพิจารณาความเห็นอื่น ๆ ตามที่ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมอบหมายอันเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเป็นผู้มีอำนาจแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 25 ถึงมาตรา 30 แสดงว่าการเข้าร่วมประชุมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นการช่วยกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นอันเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายไม่มีผลบังคับผูกพันประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งให้ต้องถือตาม และกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดองค์ประกอบหรือองค์ประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ แม้จำเลยที่ 4 จะเบิกความว่ามิได้เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว แต่จำเลยที่ 4 ก็เบิกความรับว่า ได้ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และรับรองรายงานการประชุมตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 57 โดยมิได้โต้แย้ง จึงไม่ถึงกับทำให้ความเห็นของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมฉบับดังกล่าวเสียไป อีกทั้งจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจที่จะชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่นั้นด้วยตนเองโดยไม่จำต้องชี้ขาดตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องชุดดังกล่าว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 43 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่โจทก์ยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรว่า หนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ใช้บังคับแก่โจทก์มิได้ และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้นั้น เห็นว่า กรณีคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ประกอบด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เมื่อพิจารณาถึงกรณีตาม (2) ที่ว่า เหตุผล (ที่ต้องแสดง) นั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก เห็นได้ว่า การที่เหตุผลนั้นจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาในข้อเท็จจริง และกรณีนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดที่ให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 เป็นเงิน 988,017.45 บาท อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะสูงเกินไป โดยโจทก์เห็นว่าควรมีค่าภาษีเพียง 385,146 บาท และขอให้คืนเงินส่วนที่เกินจำนวน 602,871.45 บาท แก่โจทก์จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์จำนวน 602,871.45 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาล 15,072.50 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในขึ้นศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์มาศาลละ 24,700 บาท เกินมาทั้งสองชั้นศาล รวมเป็นเงิน 19,255 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 19,255 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18 ม. 19 ม. 23 ม. 25 ม. 26 ม. 27 ม. 28 ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — กีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3899/2552
#503133
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 และ 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนับเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา เมื่อโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งพิมพ์ข้อความว่าประจำปีภาษี 2546 โดยโจทก์ผู้รับประเมินแจ้งรายการทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2545 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับทรัพย์สินที่ใช้ในปี 2545 นั้น จึงชอบแล้ว

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 23 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจตราทรัพย์สินได้ด้วยตนเองต่อหน้าผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครองหรือผู้แทน... ในการนี้ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครองจะต้องได้รับแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนตรวจนั้น มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณีไป เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์ที่จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตราก็ควรจะแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินทราบก่อนทำการตรวจ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว จึงไม่ถึงกับทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจที่จะชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่นั้นด้วยตนเองโดยไม่จำต้องชี้ขาดตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ทำหน้าที่ช่วยกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นอันเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมาย

กรณีคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ประกอบด้วยกรณีที่ว่าเหตุผล (ที่ต้องแสดง) นั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก การที่เหตุผลนั้นจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กรณีนี้โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 และคำชี้ขาดของคณะกรรมการการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ตามรายงานการประชุมวันที่ 11 เมษายน 2546 กับให้คืนภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 602,871.45 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 (โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ระบุรายการทรัพย์สินว่า ห้องอาหารสิชล ค่าเช่าหรือประโยชน์อย่างอื่นที่อาจคิดเป็นตัวเงินได้เดือนละ 1,000 บาท รวม 12 เดือน เป็นค่ารายปี 12,000 บาท ห้องซูพีเรียจำนวน 28 ห้อง เปิดทำการขายจำนวน 10 ห้อง ห้องละ 300 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 144,000 บาท ห้องเดอร์ลุกซ์ จำนวน 177 ห้อง เปิดทำการขายจำนวน 80 ห้อง ห้องละ 458 บาท โดย 1 เดือนคิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 1,758,720 บาท บ้านริมธารจำนวน 22 หลัง เปิดทำการขายจำนวน 12 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 497,088 บาท บ้านชลธารจำนวน 3 หลัง เปิดทำการขายจำนวน 3 หลัง คิดค่าเช่าวันละ 613 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 88,272 บาท บ้านสีดาทาวน์เฮาส์จำนวน 17 หลัง เปิดทำการขายจำนวน 12 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่ารายปี 497,088 บาท ส่วนห้องแกรนด์บอลรูมยังไม่เปิดบริการ บ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. มีไว้สำหรับรับรองลูกค้าของโจทก์ บ้านชิดธารไม่ได้เปิดขายเพราะชำรุด บ้านเชิงดอยปิดซ่อมแซม และไม่มีรายได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีใบแจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่พึงชำระสำหรับทรัพย์สินของโจทก์เป็นค่าภาษี 919,086 บาท โดยประเมินห้องซูพีเรียจำนวน 28 ห้อง ห้องละ 300 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 50,000 บาท ห้องเดอร์ลุกซ์ มีจำนวน 177 ห้อง ห้องละ 458 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 486,396 บาท บ้านริมธารจำนวน 22 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 113,926 บาท บ้านชลธารจำนวน 3 หลัง หลังละ 613 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 11,034 บาท บ้านสีดาทาวน์เฮาส์จำนวน 17 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 88,026 บาท บ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. จำนวน 5 หลัง หลังละ 3,000 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 90,000 บาท บ้านชิดธารจำนวน 7 หลัง หลังละ 863 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 36,246 บาท บ้านเชิงดอยจำนวน 6 หลัง หลังละ 863 บาท โดย 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 31,068 บาท และห้องอาหารสิชลห้องละ 2,000 บาท 1 เดือน คิดค่าเช่า 4 วัน หรือปีละ 48 วัน เป็นค่าภาษี 12,000 บาท รวมเป็นค่าภาษี 919,086 บาท โดยไม่ได้ประเมินห้องคาราโอเกะ อาคารสนุกเกอร์ สีดาสปอร์ตคลับ อาคารธาราวลัย 1 (ห้องประชุม) อาคารราชาวดี 1 (ห้องประชุม) อาคารห้องประชุม 3 ห้อง และห้องแกรนด์บอลรูม 1 ห้อง โจทก์ขอให้พิจารณาและทบทวนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2545 (ที่ถูก 2546) แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ให้โจทก์ทราบว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินถูกต้องแล้ว ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์นำค่าภาษีและเงินเพิ่มไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครนายกเพื่อชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยทั้งห้าได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ในประเด็นเรื่องการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 (ที่ถูก 2546) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา เมื่อได้ความว่าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ซึ่งพิมพ์ข้อความว่าประจำปีภาษี 2546 โดยโจทก์ผู้รับประเมินแจ้งรายการทรัพย์สินที่โจทก์ใช้ในปี 2545 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ จำเลยที่ 1 มีใบแจ้งรายการประเมินลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 ให้โจทก์ชำระค่าภาษี 919,086 บาท ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2546 สำหรับทรัพย์สินที่ใช้ในปี 2545 นั้น จึงชอบแล้ว มิใช่เป็นการแจ้งรายการประเมินภาษีปี 2545 ดังที่โจทก์เข้าใจ การที่จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธถึงภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 มิได้นอกเหนือคำฟ้องของโจทก์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและวินิจฉัยประเด็นผิดพลาดนั้น เมื่อปรากฏว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ถูกต้องแล้ว มิได้วินิจฉัยประเด็นผิดพลาดแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2546 ของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 บัญญัติว่า "ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา" สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงิน ซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปีแต่ถ้าเป็นกรณีทีมีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพยสินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์แสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในปีภาษี 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีของห้องพักและบ้านพักตามอัตราค่าเช่าที่โจทก์ระบุในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ซึ่งเท่ากับค่ารายปีของห้องพักและบ้านพักตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2545 อันเป็นปีภาษีที่ล่วงมาแล้วจึงถือว่า จำเลยที่ 1 นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียในปีต่อมาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นำห้องพักและบ้านที่โจทก์ปิดเพื่อปรับปรุง ซ่อมแซมและไม่ได้เปิดบริการแก่ลูกค้ามารวมคำนวณหาค่ารายปี ทำให้ค่ารายปีของปีภาษี 2546 สูงกว่าปีภาษี 2545 นั้น โจทก์มีนายอารักษ์ นายประพันธ์ นายดี และนายอนันต์ ซึ่งล้วนเป็นพนักงานและลูกจ้างของโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่าโจทก์ปิดปรับปรุงซ่อมแซมห้องพักและบ้านพักโดยไม่มีเอกสารหรือหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าได้มีการก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมห้องพักและบ้านพักดังกล่าว อีกทั้งยังขัดแย้งกับใบเสนอราคาค่าเช่าห้องพักและบ้านพักของโรงแรมโจทก์ที่นายอารักษ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า เป็นใบเสนอราคาค่าเช่าห้องพักและบ้านพักที่โจทก์จัดทำขึ้นในปี 2546 มีราคาเดียวกับปี 2544 และปี 2545 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุรายการจำนวนห้องพักและบ้านพักสอดคล้องกับคำของจำเลยที่ 2 และที่ 5 พยานจำเลยทั้งห้าที่เบิกความว่า ในช่วงปี 2545 พยานทั้งสองร่วมกับนายเผชิญ หัวหน้าส่วนโยธาของจำเลยที่ 1 สำรวจห้องพักและบ้านพักของโจทก์เดือนละ 2 ถึง 3 ครั้ง พบว่าห้องซูพีเรียมีจำนวน 28 ห้อง ห้องเดอร์ลุกซ์มีจำนวน 177 ห้อง บ้านริมธารมีจำนวน 22 หลัง บ้านสีดาทาวน์เฮาส์มีจำนวน 17 หลัง บ้านชิดธารกับบ้านเชิงดอยรวมจำนวน 13 หลัง และบ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. จำนวน 5 หลัง มีสภาพที่สามารถให้บริการลูกค้าได้และโจทก์ยังเปิดใช้บริการ ไม่พบหลักฐานอันแสดงหรือบ่งชี้ว่ามีการปิดซ่อมหรือไม่เปิดให้เช่าดังที่โจทก์อ้าง ประกอบกับในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2545 ของโจทก์ โจทก์แจ้งรายการระบุบ้านบังกะโล วี.ไอ.พ. จำนวน 5 หลัง ไว้สำหรับรับรองแขกของโจทก์ย่อมสนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีน้ำหนักยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงน่าเชื่อว่า ห้องพักและบ้านพักของโรงแรมโจทก์ที่เปิดให้บริการในปีภาษี 2546 มีจำนวนตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินดังที่จำเลยทั้งห้านำสืบ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์โดยใช้อัตราค่าเช่าห้องพักและบ้านพักที่โจทกแจ้งไว้ในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2546 ทุกรายการ ส่วนบ้านบังกะโล วี.ไอ.พี. จำนวน 5 หลัง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าเช่าหลังละ 3,000 บาทต่อวัน โดยพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง ซึ่งสะดวกสบายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับห้องพักและบ้านพักอื่นของโจทก์ บ้านชิดธารและบ้านเชิงดอย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่าเช่าไว้หลังละ 863 บาทต่อวัน โดยเปรียบเทียบกับบ้านริมธาร ซึ่งราคาที่ประเมินดังกล่าวล้วนต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของค่าเช่าบ้านต่างๆ ที่โจทก์แสดงรายการไว้ในใบเสนอราคาค่าเช่าห้องพักและบ้านพักโจทก์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ก็ประเมินค่าเช่าเพียงปีละ 48 วัน หรือ 1 เดือน คิดเพียง 4 วัน อีกทั้งไม่ได้ประเมินทรัพย์สินอื่นในโรงแรมของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นห้องคาราโอเกะ ห้องออกกำลังกาย ห้องซาวน่า สระว่ายน้ำ อาคารสนุกเกอร์ อาคารห้องประชุมสำหรับจัดอบรมสัมมนาและจัดเลี้ยงรวมทั้งพื้นที่ที่ดินต่อเนื่องอีก 200 ไร่ นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามมาตรา 24 (ที่ถูก มาตรา 23) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น เห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการประเมิน มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจตราทรัพย์สินได้ด้วยตนเองต่อหน้าผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครอบครองหรือผู้แทน...และเมื่อผู้รับประเมิน ผู้เช่าหรือผู้ครองได้รับคำขอร้องแล้วก็จะต้องให้ความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจตรานั้น ในการนี้ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครอง จะต้องได้รับแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนตรวจนั้น มิใช่บทบัญญัติบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณีไป เพียงแต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์ที่จะได้รับความสะดวกตามสมควรในการตรวจตรา ก็ควรจะแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประเมินทราบก่อนทำการตรวจ ดังนั้นจึงไม่ถึงกับทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผลการสอบข้อเท็จจริงที่โจทก์ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกสรุปว่า กระบวนการประเมินค่ารายปีโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และการชี้ขาดคำร้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่น่าจะถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลนั้น ในชั้นพิจารณาของศาล พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 การพิจารณาชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ เพราะมิได้นำเทียบเคียงกับวังรีรีสอร์ทและโรงแรมรอแยลฮีลนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์เทียบเคียงกับทรัพย์สินของโจทก์ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับโรงแรมของโจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันที่ 11 เมษายน 2546 คำชี้ขาดจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งที่ 6/2546 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาประเมินค่ารายปีและคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ประจำปี 2546 ลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ข้อ 2 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และพิจารณาความเห็นอื่นๆ ตามที่ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมอบหมายอันเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งเป็นผู้มีอำนาจแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 ถึงมาตรา 30 แสดงว่าการเข้าร่วมประชุมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นเป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อยความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นการช่วยกลั่นกรองตรวจสอบและเสนอข้อคิดเห็นอันเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายไม่มีผลบังคับผูกพันประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งให้ต้องถือตาม และกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดองค์ประกอบหรือองค์ประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ แม้จำเลยที่ 4 จะเบิกความว่า มิได้เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว แต่จำเลยที่ 4 ก็เบิกความรับว่า ได้ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และรับรองรายงานการประชุม โดยมิได้โต้แย้ง จึงไม่ถึงกับทำให้ความเห็นของคณะกรรมการตามรายงานการประชุมฉบับดังกล่าวเสียไป อีกทั้งจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งมีอำนาจหน้าที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจที่จะชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่นั้นด้วยตนเองโดยไม่จำต้องชี้ขาดตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาคำร้องชุดดังกล่าว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรว่า หนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ใช้บังคับแก่โจทก์มิได้ และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้นั้น เห็นว่า กรณีคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจะต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (8) ประกอบด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เมื่อพิจารณาถึงกรณีตาม (2) ที่ว่า เหตุผล (ที่ต้องแสดง) นั้นเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก เห็นได้ว่า การที่เหตุผลนั้นจะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาในข้อเท็จจริงและกรณีนี้โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 19,255 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 6 ม. 8 ม. 18 ม. 19 ม. 23 ม. 25 ถึง 30
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปริทัศน์อุทยานนางรอง จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3897/2552
#501540
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาษีที่จัดเก็บจากที่ดินโดยคำนวณจากราคาปานกลางของที่ดินและอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้าย พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ในการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจึงต้องคำนึงถึงที่ตั้ง ขนาดเนื้อที่ และลักษณะการใช้ที่ดินแต่ละแปลง ซึ่งตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ก็บัญญัติฟให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลง ดังนี้ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 จึงต้องถือตามจำนวนเงินค่าภาษีที่มีการโต้แย้งการประเมินเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินแต่ละแปลงแยกจากกันเป็นแต่ละข้อหา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3561, 3562, 3563, 1188 และ 1574 เนื้อที่รวม 175 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ระหว่างปี 2528 ถึงปี 2544 โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่ในอัตราที่เจ้าของที่ดินเป็นผู้ทำประโยชน์ด้วยตนเอง คิดเป็นเงินค่าภาษีปีละ 877.85 บาท เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545 โจทก์ส่งเงินเพื่อชำระเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ไปให้จำเลยจำนวน 877.85 บาท แต่จำเลยส่งเงินคืนโจทก์และแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 ในอัตราปีละ 66,913.29 บาท โจทก์ไม่พอใจการประเมินจึงอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว จึงวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าโจทก์ได้ทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปัจจุบันโดยทำนาปลูกข้าวและต่อมาได้ทำนาบัว แต่มีที่ดินบางส่วนที่ไม่อาจเพาะปลูกได้เพราะมีสภาพน้ำเน่าเสียเนื่องจากชุมชนบริเวณรอบที่ดินดังกล่าวปล่อยน้ำเสียลงในที่ดินของโจทก์ ช่วงที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไปตรวจสอบสภาพที่ดินล่วงเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวไปแล้ว กำลังรอการไถปรับสภาพที่ดินเพื่อปลูกบัวและพันธุ์พืชอื่น โจทก์ไม่ได้ปล่อยที่ดินให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าดังที่จำเลยกล่าวอ้าง การที่โจทก์นำต้นโสนแอฟริกันมาปลูกในที่ดินก็เพื่อปรับปรุงและฟื้นสภาพที่ดินให้ดีขึ้นเพื่อโจทก์จะได้ใช้ที่ดินในการเกษตรกรรมได้สมประโยชน์มากขึ้น การประเมินภาษีของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ปท 0018/45179 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 และการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 ตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ ปท 52202/126 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 โดยให้จำเลยเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 ในอัตราปีละ 877.85 บาท หรืออัตราที่ถูกต้องเหมาะสมตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

จำเลยให้การว่า เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นปีครบรอบที่เจ้าของที่ดินทุกรายต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 และเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยต้องตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ใหม่ เจ้าพนักงานสำรวจและพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ไปตรวจสอบสภาพการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง แล้วพบว่าสภาพที่ดินมีหญ้าและวัชพืชขึ้นหนาแน่นมาก ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่แห้งมีแอ่งน้ำเป็นบางส่วน ส่วนที่เป็นแอ่งน้ำมีบัวขึ้นประปรายตามลักษณะของแอ่งน้ำทั่วไป ไม่มีสภาพหรือลักษณะของการทำนาบัวหรือประกอบกสิกรรม กรณีจึงถือว่าเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดิน เว้นแต่ที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 เฉพาะบริเวณที่ติดกับคลองซอยที่ 1 โจทก์ได้ให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ปลูกพืชล้มลุกเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงคำนวณและเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่โดยใช้ราคาปานกลางของที่ดินตามประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2520 คิดเป็นเงินภาษีอัตราไร่ละ 195 บาท โดยพิจารณาลดหย่อนค่าภาษีแก่โจทก์จำนวน 100 ตารางวา เนื่องจากเป็นที่ดินของบุคคลหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินรวมกัน และที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 ซึ่งโจทก์ให้ผู้อื่นทำประโยชน์ปลูกพืชล้มลุกจำนวน 5 ไร่ กำหนดให้เสียภาษีกึ่งหนึ่ง อัตราไร่ละ 97.50 บาท คิดเป็นเงินภาษี 487.50 บาท ส่วนที่ดินที่เหลือ 170 ไร่ 1 งาน 29 ตารางวา ถือว่าเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าและไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดิน จึงต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า คืออัตราไร่ละ 390 บาท คิดเป็นเงินภาษี 66,425.79 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 ปีละ 66,913.29 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีจำนวนดังกล่าว โจทก์ไม่พอใจการประเมินจึงอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ในการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินหรือไม่ ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2545 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ไปตรวจสอบสภาพที่ดินของโจทก์ พบว่าที่ดินมีหญ้าและวัชพืชขึ้นปกคลุมหนาทึบ ไม่ปรากฏชัดว่ามีร่องรอยการปลูกพืชหรือมีการทำประโยชน์ และตามหนังสือของสำนักงานเกษตรอำเภอลำลูกกา ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2545 ให้ความเห็นว่า สภาพที่ดินของโจทก์ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกบัวและพืชล้มลุก คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเสนอความเห็นให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ผลการตรวจสอบสภาพที่ดินของโจทก์ที่ไม่ปรากฏร่องรอยการเพาะปลูกหรือการทำประโยชน์ในที่ดิน โดยที่ดินบางส่วนมีบัวขึ้นอยู่ตามสภาพธรรมชาติ นอกจากจะสอดคล้องกับความเห็นของเกษตรอำเภอลำลูกกาซึ่งไปตรวจสภาพที่ดินเมื่อเดือนมิถุนายน 2545 ว่าสภาพที่ดินของโจทก์ไม่เหมาะสมกับการปลูกบัวและพืชล้มลุกแล้ว ยังสอดคล้องกับที่โจทก์กล่าวอ้างว่าไม่สามารถทำการเกษตรได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปทำให้ไม่มีน้ำผ่านถึงที่ดินได้ และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานสำรวจและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ไม่พบโรงเรือน ที่พักอาศัย รวมตลอดถึงเครื่องยนต์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นในการประกอบกสิกรรม นอกจากนี้การประเมินเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ในคดีนี้เป็นภาษีสำหรับปี 2545 ถึงปี 2548 พยานหลักฐานต่างๆ ตั้งแต่ปี 2526 ถึงปี 2539 จึงไม่อาจนำมารับฟังได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3561, 3562, 3563, 1188 และ 1574 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ถึง 5 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 สำหรับที่ดินทั้ง 5 แปลง ดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 1 เจ้าพนักงานของจำเลยไปตรวจสอบสภาพที่ดินของโจทก์แล้วมีความเห็นว่า ที่ดินทั้ง 5 แปลง มีลักษณะเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดิน เว้นแต่บางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ที่โจทก์ให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์โดยปลูกพืชล้มลุก จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 โดยใช้ราคาปานกลางของที่ดินที่ประเมินไร่ละ 80,000 บาท ตามประกาศราคาปานกลางของที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2520 เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 68 คำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 คิดเป็นเงินค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3561 จำนวน 2,194.73 บาท โฉนดเลขที่ 3562 จำนวน 2,427.75 บาท โฉนดเลขที่ 3563 จำนวน 2,430.68 บาท โฉนดเลขที่ 1188 จำนวน 45,552.98 บาท และโฉนดเลขที่ 1574 จำนวน 14,307.15 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ปีละ 66,913.29 บาท โดยแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ตามหนังสือที่ ปท. 52202/126 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 60 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีขอให้ยกเลิกการประเมินโดยอ้างว่าโจทก์ทำนาบัวในที่ดินทั้ง 5 แปลง ตลอดมา จึงควรเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นเงินปีละ 877.85 บาท ตามหนังสืออุทธรณ์ (ภ.บ.ท.12) เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 106 ถึง 108 ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ปท 0018/45179 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 81 ถึง 83

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์ใช้ที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ประกอบการกสิกรรมโดยทำนาบัวด้วยตนเองหรือไม่ เห็นว่า ภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาษีที่จัดเก็บจากที่ดินโดยคำนวณจากราคาปานกลางของที่ดินและอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ในการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจึงต้องคำนึงที่ตั้ง ขนาดเนื้อที่ และลักษณะการใช้ที่ดินแต่ละแปลง ซึ่งตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ก็บัญญัติให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลง ดังนี้ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องถือตามจำนวนเงินค่าภาษีที่มีการโต้แย้งการประเมินเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินแต่ละแปลงแยกจากกันเป็นแต่ละข้อหา ปรากฏตามหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 60 ว่าเจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ.2545 ถึงปี พ.ศ.2548 เป็นรายปี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3561, 3562, 3563, 1188 และ 1574 เป็นเงินภาษี 2,194.73 บาท 2,427.75 บาท 2,430.68 บาท 45,552.98 บาท และ 14,307.15 บาท ตามลำดับ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละข้อหาในคดีจึงไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้ประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกในที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ด้วยตนเองตลอดมา เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 แม้ศาลภาษีอากรกลางจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางองค์อร เสสะเวช
จำเลย — เทศบาลเมืองคูคต
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3897/2552
#503060
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีภาษีบำรุงท้องที่ต้องถือตามจำนวนเงินค่าภาษีที่มีการโต้แย้งการประเมินเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินแต่ละแปลงแยกจากกันเป็นแต่ละข้อหา การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกในที่ดินพิพาทด้วยตนเองตลอดมา เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละข้อหาไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 25

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ปท 0018/45179 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2548 และการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2545 ถึงปี พ.ศ. 2548 ตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ ปท 52202/126 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 โดยให้จำเลยเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2545 ถึงปี พ.ศ. 2548 ในอัตราปีละ 877.85 บาท หรืออัตราที่ถูกต้องเหมาะสมตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3561, 3562, 3563, 1188 และ 1574 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2545 ถึงปี พ.ศ. 2548 สำหรับที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานของจำเลยไปตรวจสอบสภาพที่ดินของโจทก์แล้วมีความเห็นว่า ที่ดินทั้ง 5 แปลงมีลักษณะเป็นที่ดินทิ้งไว้ว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดิน เว้นแต่บางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ที่โจทก์ให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์โดยปลูกพืชล้มลุก จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีบำรุงที่ดินประจำปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2548 โดยใช้ราคาปานกลางของที่ดินที่ประเมินไร่ละ 80,000 บาท ตามประกาศราคาปานกลางของที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2520 คำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 คิดเป็นเงินค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3561 จำนวน 2,194.73 บาท โฉนดเลขที่ 3562 จำนวน 2,427.75 บาท โฉนดเลขที่ 3563 จำนวน 2,430.68 บาท โฉนดเลขที่ 1188 จำนวน 45,552.98 บาท และโฉนดเลขที่ 1574 จำนวน 14,307.15 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ปีละ 66,913.29 บาท โดยแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ตามหนังสือที่ ปท 52202/126 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีขอให้ยกเลิกการประเมิน โดยอ้างว่าโจทก์ทำนาบัวในที่ดินทั้ง 5 แปลงตลอดมา จึงควรเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นเงินปีละ 877.85 บาท ตามหนังสืออุทธรณ์ (ภ.บ.ท. 12) ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ปท 0018/45179 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์ใช้ที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ประกอบการกสิกรรมโดยทำนาบัวด้วยตนเองหรือไม่ เห็นว่า ภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาษีที่จัดเก็บจากที่ดินโดยคำนวณจากราคาปานกลางของที่ดินและอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ในการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจึงต้องคำนึงที่ตั้ง ขนาดเนื้อที่ และลักษณะการใช้ที่ดินแต่ละแปลง ซึ่งตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็นรายแปลง ดังนี้ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องถือตามจำนวนเงินค่าภาษีที่มีการโต้แย้งการประเมินเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินแต่ละแปลงแยกจากกันเป็นแต่ละข้อหาเจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2548 เป็นรายปี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3561, 3562, 3563, 1188 และ 1574 เป็นเงินภาษี 2,194.73 บาท 2,427.75 บาท 2,430.68 บาท 45,552.98 บาท และ 14,307.15 บาท ตามลำดับ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละข้อหาในคดีจึงเกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกในที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลงด้วยตนเองตลอดมา เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 แม้ศาลภาษีอากรกลางจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มากก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 24
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางองค์อร เสสะเวช
จำเลย — เทศบาลเมืองคูคต
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3886/2552
#503015
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยกับ บ. เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่จำเลยและ บ. จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่กันและกัน โดย บ. ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วบางส่วน อันเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยก็ต้องทำการชำระหนี้ตอบแทนตามที่จะพึงต้องทำภายในเวลาอันสมควร อันได้แก่การต้องลงมือก่อสร้างบ้านตามที่ตกลงไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยยังไม่ได้ลงมือก่อนสร้างบ้าน ถือว่า จำเลยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้เป็นการตอบแทน จำเลยย่อมตกเป็นผู้ผิดสัญญาตั้งแต่นั้นมา จึงไม่ต้องคำนึงว่าระยะเวลา 15 วัน ที่โจทก์กำหนดไว้ในหนังสือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเป็นเวลาพอสมควรหรือไม่ แม้หนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ระบุข้อความว่า บ. พร้อมที่จะชำระเงินดาวน์ส่วนที่เหลือ ก็ไม่ทำให้หนังสือบอกเลิกสัญญามาชอบแต่อย่างใด เพราะข้อความดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญของการบอกเลิกสัญญาหนังสือบอกเลิกสัญญาชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล โดยได้รับความเห็นชอบจากอัยการสูงสุด จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และจัดทำโครงการก่อสร้างบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1770 ของจำเลย ใช้ชื่อว่า โครงการรังสิยา รังสิต คลอง 2 จำเลยโฆษณาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริโภค 3 ราย คือนางสาวบานเย็น หรือสุกัญญา นางวันเพ็ญ และนายสมบัติ กับนางสาวมะลิ หลงเชื่อเข้าจองและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย หลังจากทำสัญญา ผู้บริโภคทั้งสามรายชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลย แต่จำเลยมิได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญาอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภครายอื่นว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการ รังสิยา รังสิต คลอง 2 โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญา อันเป็นละเมิดสิทธิของผู้ร้องเรียน จึงมีมติให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งกับจำเลยแทนผู้ร้องเรียน และดำเนินคดีแทนผู้บริโภครายอื่นที่จะมาร้องเรียนด้วย ต่อมาผู้บริโภคทั้งสามรายได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อโจทก์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและมอบอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและเรียกเงินคืน เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนดถือว่าจำเลยผิดสัญญาและให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 215,300 บาท แก่นางสาวบานเย็น หรือสุกัญญา ชำระเงินจำนวน 87,300 บาท แก่นางวันเพ็ญ และชำระเงินจำนวน 94,900 บาท แก่นายสมบัติและนางสาวมะลิ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 วันที่ 14 ธันวาคม 2539 และวันที่ 11 มีนาคม 2541 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ไม่มีเอกสารมาแสดงว่าผู้บริโภคทั้งสามรายมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา แต่ผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากชำระเงินดาวน์ไม่ครบตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 214,300 บาท แก่นางสาวบานเย็นหรือสุกัญญา ชำระเงินจำนวน 87,300 บาท แก่นางวันเพ็ญ และชำระเงินจนวน 94,900 บาท แก่นายสมบัติ และนางสาวมะลิ ผู้บริโภค พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระแก่ผู้บริโภคแต่ละราย นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้บริโภค ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 214,300 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 แก่นางสาวบานเย็นหรือสุกัญญา ของต้นเงิน 87,300 บาท นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2539 แก่นางวันเพ็ญ ของต้นเงิน 94,900 บาท นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2541 แก่นายสมบัติและนางมะลิ (ที่ถูก นางสาวมะลิ) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินแต่ละรายเสร็จสิ้น โจทก์ฟ้องคดีโดยได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามีคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "...คดีสำหรับนางวันเพ็ญ นายสมบัติ และนางสาวมะลิ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จึงถึงที่สุดฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2539 (ที่ถูก พ.ศ. 2522) มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่า หากมีการละเมิดสิทธิต่อผู้บริโภคแล้ว โจทก์สามารถดำเนินคดีแทนผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องมอบอำนาจอีก อันเป็นการยกเว้นหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 801 (5) ที่ระบุไว้ชัดว่า การฟ้องคดีนั้นจะต้องมีการมอบอำนาจให้ชัดแจ้งเสียก่อนก็ดี หรือฎีกาว่านางสาวบานเย็นหรือสุกัญญา ทำบันทึกคำร้องเรียนและหนังสือมอบอำนาจที่ระบุแต่เพียงให้โจทก์มีอำนาจบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนเท่านั้น ตอนใดที่ให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีก็ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคหรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ หรือ... เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้" ตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ชัดแจ้งในการที่โจทก์จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคไว้สองกรณี กรณีแรก เมื่อโจทก์เห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเอง กรณีที่สอง เมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภค ทั้งนี้อยู่ในเงื่อนไขว่า การดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ได้รับคำร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิและมีการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว โดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการในขณะนั้นให้เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคและโจทก์ได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว โดยไม่จำต้องให้ผู้บริโภคมอบอำนาจแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยกับนางสาวบานเย็นหรือสุกัญญาเป็นสัญญาต่างตอบแทน และไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้กันไว้ เมื่อนางสาวบานเย็นหรือสุกัญญายังชำระเงินดาวน์ไม่ครบถ้วน จำเลยย่อมมีสิทธิชะลอการก่อสร้างไว้ได้ จะถือว่าจำเลยผิดนัดยังไม่ได้นั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่จำเลยและนางสาวบานเย็นหรือสุกัญญาจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่กันและกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสาวบานเย็นหรือสุกัญญา ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วเป็นเงิน 214,300 บาท อันเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยก็ต้องทำการชำระหนี้ตอบแทนตามที่จะพึงต้องทำภายในเวลาอันสมควร อันได้แก่การต้องลงมือก่อสร้างบ้านตามที่ตกลงไว้ในสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างบ้าน เช่นนี้ถือว่า จำเลยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้เป็นการตอบแทน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งไม่เพียงพอที่จำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หรือฎีกาว่าหนังสือดังกล่าวบอกเลิกสัญญาโดยไม่ระบุข้อความว่า นางสาวบานเย็นหรือสุกัญญาพร้อมที่จะชำระเงินดาวน์ส่วนที่เหลือหากจำเลยก่อสร้างบ้านเสร็จและโอนให้นางสาวบานเย็นหรือสุกัญญาได้ ทำให้จำเลยไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงว่านางสาวบานเย็นหรือสุกัญญาต้องการบ้านหรือไม่ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่าเมื่อนางสาวบานเย็นหรือสุกัญญายอมชำระเงินให้จำเลยอันเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ต่อจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ลงมือก่อสร้างบ้านเป็นการตอบแทนเช่นนี้จำเลยย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาตั้งแต่นั้นมา จึงไม่ต้องคำนึงว่าระยะเวลา 15 วัน ที่กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าวเป็นเวลาพอสมควรหรือไม่ ส่วนที่หนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ระบุข้อความว่านางสาวบานเย็นหรือสุกัญญาพร้อมที่จะชำระเงินดาวน์ส่วนที่เหลือก็ไม่ทำให้หนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ชอบแต่ประการใด เพราะข้อความดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญของการบอกเลิกสัญญา หนังสือบอกเลิกสัญญาชอบแล้ว จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินคืนนางสาวบานเย็นหรือสุกัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ