คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2552
#493994
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือขอเชิญพบโจทก์ทั้ง 2 ครั้ง ไม่ใช่หมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนเป็นเพียงหนังสือขอให้นำเอกสารหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเพื่อประเมินภาษี และโจทก์มิได้รับหนังสือดังกล่าว เพราะโจทก์ย้ายที่อยู่ใหม่ จะถือว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษียังฟังไม่ได้ถนัด

โจทก์ถือครองที่ดินในระยะเวลานานพอสมควรและขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์อุทธรณ์การประเมินเพราะมีเหตุอันควรเชื่อว่าไม่ต้องเสียภาษี ถือว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงการชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน

โจทก์ได้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่ยังคงค้างชำระเบี้ยปรับและภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดี โจทก์ยังได้ชำระภาษีให้แก่จำเลยอีกบางส่วน พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามการประเมิน แม้ขณะที่มีการประเมิน คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ซึ่งกำหนดแนวทางให้จำเลยงดเบี้ยปรับภาษีได้นั้นจะยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่คำสั่งดังกล่าวกำหนดเพื่อเป็นการบรรเทาภาระเบี้ยปรับให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและได้ขายอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 เมื่อโจทก์ขายที่ดินในวันที่ 18 มีนาคม 2537 และกรณีของโจทก์ยังไม่ยุติตามการประเมิน คำสั่งนี้จึงนำมาเป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณาบรรเทาเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของเบี้ยปรับ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 2007340/6/100324 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/10/18/48 ลงวันที่ 27 เมษายน 2548 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ให้จำเลยคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ที่ถูก ภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่ม) ที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 108,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะส่วนของเบี้ยปรับ โดยให้งดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนของเบี้ยปรับจำนวน 108,000 บาท โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะส่วนของเบี้ยปรับ โดยให้งดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้นชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับประโยชน์จากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 นั้น คำสั่งดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2546 เป็นต้นไป แต่ขณะเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 127/2546 ยังไม่ใช้บังคับ และโจทก์มีเจตนาไม่เสียภาษีโดยไม่ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือขอเชิญพบโจทก์ 2 ครั้ง ไปรษณีย์ส่งกลับแจ้งว่าย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่จากการคัดหลักฐานทะเบียนราษฎรพบว่าไม่มีการแจ้งย้ายที่อยู่ เมื่อโจทก์ได้รับทราบการประเมินแล้วไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน ทั้งยังได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาที่จะชำระภาษีอากรตามการประเมิน โจทก์ไม่สมควรได้รับการผ่อนผันให้งดเบี้ยปรับตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 จึงไม่มีเหตุควรผ่อนผันงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า หนังสือขอเชิญพบทั้ง 2 ครั้ง ดังกล่าวไม่ใช่หมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนเป็นเพียงหนังสือเชิญพบโดยขอให้นำเอกสารหลักฐานอันควรแก่เรื่องไปแสดงต่อเจ้าพนักงานของจำเลย และโจทก์มิได้รับหนังสือดังกล่าว ไปรษณีย์แจ้งว่าโจทก์ย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ จึงไม่สามารถส่งหนังสือขอเชิญพบทั้ง 2 ครั้ง จะถือว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษียังฟังไม่ได้ถนัด ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 123546 โจทก์และนายสมชายร่วมกันซื้อที่ดินเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2532 ต่อมาโจทก์ได้ขายเฉพาะส่วนให้นายสมชายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2537 เป็นการถือครองที่ดินในระยะเวลานานพอสมควรและขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อพิจารณาสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 123546 โฉนดที่ดินเลขที่ 196080 โฉนดที่ดินเลขที่ 196078 และโฉนดที่ดินเลขที่ 196079 แล้วระบุว่า โจทก์และนายสมชายถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกันและมีการโอนขายที่ดินสลับแปลงกันจริงตรงตามข้อเท็จจริงที่โจทก์อุทธรณ์การประเมิน การที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวเพราะมีเหตุอันควรเชื่อว่าไม่จำต้องเสียภาษี ไม่พอฟังว่าโจทก์มีเจตนาจะไม่ชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามที่จำเลยอุทธรณ์ ทั้งยังปรากฏตามรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ของนางสาวพวงทอง นิติกร 7 ว เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ และรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนกรรมการเสียงข้างน้อยซึ่งเป็นผู้แทนกรมสรรพากร ว่า เนื่องจากกรมสรรพากรมีแนวทางเพื่องดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เรื่อง มอบหมายให้สั่งงดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรบางกรณี โดยกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณางดเบี้ยปรับเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดาขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 จึงเห็นสมควรงดเบี้ยปรับตามการประเมินให้แก่ผู้อุทธรณ์ และนางสาวพวงทองได้เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า โจทก์ได้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ยังคงค้างชำระเบี้ยปรับจำนวน 108,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 10,800 บาท รวมเป็นเงิน 118,800 บาท ภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังได้ชำระภาษีให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,925.25 บาท เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2548 และชำระอีก 2,151.72 บาท เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้นยังคงค้างชำระ 114,723.03 บาท พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามการประเมิน แม้ขณะที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ดังกล่าวแก่โจทก์คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ยังไม่มีผลใช้บังคับ แต่คำสั่งดังกล่าวกำหนดเพื่อเป็นการบรรเทาภาระเบี้ยปรับให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและได้ขายอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2542 เมื่อโจทก์ขายที่ดินในวันที่ 18 มีนาคม 2537 และกรณีของโจทก์ยังไม่ยุติตามการประเมินย่อมใช้คำสั่งนี้เป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณาบรรเทาเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า มีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความในป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ม. 4 (6)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.127/2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ หะริวงศ์พูลศีล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3792/2552
#501537
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์และเป็นวันเข้าพรรษาอันเป็นวันหยุดราชการ และวันที่ 2 สิงหาคม 2547 ซึ่งตรงกับวันจันทร์ก็เป็นวันหยุดราชการชดเชยวันเข้าพรรษา โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 3 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ พฤษภาคม มิถุนายนและสิงหาคม 2542 และเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2543 รวมเป็นเงิน 3,139,521.32 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า ในระยะเวลาดังกล่าวที่โจทก์เป็นเพียงคู่สัญญากับกรมชลประทานไม่ได้รับค่าจ้างจากกรมชลประทาน แต่บริษัทพัฒนสมบัติ จำกัด ผู้รับจ้างทำงานให้กรมชลประทาน เป็นผู้รับค่าจ้างทั้งหมดจากกรมชลประทาน โจทก์ไม่มีรายได้จึงไม่ต้องภาษีใบกำกับภาษีปลอมที่นำมาหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ซึ่งเป็นของบริษัท ธ.193 ปิโตรเลียม จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดโพธิ์วัฒนา นั้น บริษัทพัฒนสมบัติ จำกัด นำมาให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยโจทก์ไม่ทราบว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยืนตามการประเมินของจำเลยที่ 1 โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้มีเงินได้ ผู้มีเงินได้คือบริษัทพัฒนสมบัติ จำกัด เอกสารต่างๆ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน รายการซื้อ และรายการขาย บริษัทพัฒนสมบัติ จำกัด เป็นผู้จัดทำมาให้ทั้งสิ้น โจทก์เชื่อว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงและได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการตรวจสอบไต่สวนแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เรียกบริษัทพัฒนสมบัติ จำกัด ไปไต่สวน และชั้นพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็มิได้เรียกกรรมการผู้จัดการบริษัทเคหาสน์รุ่งเรือง จำกัด บริษัท ธ.193 ปิโตรเลียม จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดโพธิ์วัฒนามาไต่สวน ซึ่งโจทก์ไม่สามารถนำพยานดังกล่าวมาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไต่สวนได้เพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ถ้าหากได้เรียกพยานดังกล่าวมาไต่สวนตามอำนาจหน้าที่จะได้ความจริงว่าผู้ใดเป็นผู้มีเงิน ผู้ใดทำใบกำกับภาษีปลอมหรือเอกสารไม่ถูกต้อง การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการซื้อขายสินค้าและชำระราคากันจริง เป็นการวินิจฉัยโดยไม่มีการเรียกพยานหลักฐานมาชี้แจง ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ไม่ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำนวน 3,139,521.32 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่หากเห็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ขอให้ลดจำนวนลงให้มากที่สุด

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้เกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 เป็นกรณียื่นขอระยะเวลาเกิน 30 วัน อันเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฟ้องภายหลังสิ้นระยะเวลานั้นแล้ว คำร้องที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิได้แสดงถึงพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัย จึงไม่มีเหตุที่ศาลภาษีอากรกลางจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ได้ อีกทั้งคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2547 โดยประสงค์จะขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องออกไป 30 วัน นับจากวันที่ยื่นคำร้อง ดังนั้น หากศาลภาษีอากรกลางอนุญาตตามขอ ระยะเวลาจะสิ้นสุดวันที่ 1 กันยายน 2547 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 2 กันยายน 2547 จึงล่วงพ้นระยะเวลาที่จะยื่นคำฟ้องคดีนี้ได้ตามกฎหมายแล้ว กรณีของโจทก์เป็นการทำลายระบบภาษีอากรอย่างร้ายแรง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่พิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ จึงไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันให้งดหรือลดเบี้ยปรับได้ตามมาตรา 89 (7) และมาตรา 89 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ็ต่อศาลภาษีอากรกลางภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์และเป็นวันเข้าพรรษาอันเป็นวันหยุดราชการ และวันที่ 2 สิงหาคม 2547 ซึ่งตรงกับวันจันทร์ก็เป็นวันหยุดราชการชดเชยวันเข้าพรรษา โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 3 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จึงเป็นการร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมีคำสั่งอนุญาตตามขอ แต่เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งโดยผิดหลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานั้น โดยครบกำหนดวันที่ 2 กันยายน 2547 โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้นแล้ว จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางยกปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่ชอบ และเห็นสมควรให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลภาษีอากรกลาง เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และ 2 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์อย่างคนอนาถา โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา จึงต้องคืนค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไปตามรูปคดี คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรืองไทยพาณิชย์ (1979) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2552
#502908
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของโจทก์ มีหน้าที่นำเงินกองทุนนิติบุคคล เงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางฝากธนาคาร จัดทำและเก็บรักษาสมุดรายงานการประชุม เอกสารทางบัญชี บัญชีรายรับรายจ่าย งบประมาณประจำปี งบดุล รายงานประจำปีที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์แต่งตั้ง อ. เป็นผู้จัดการของโจทก์แล้ว อ. ให้จำเลยทั้งสามส่งมอบเงินกองทุนนิติบุคคล เงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง รวมทั้งเอกสารทั้งหมดแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบเงินที่เหลือพร้อมเอกสาร หากคืนเอกสารไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหาย ซึ่งเป็นการเพียงพอให้จำเลยที่ 3 เข้าใจและต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 จะได้รับเงินจากเจ้าของร่วมแต่ละห้องเมื่อใดและกระทำผิดหน้าที่เมื่อใด โจทก์กำหนดค่าเสียหายอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าการแต่งตั้ง อ. เป็นผู้จัดการของโจทก์ไม่ชอบ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยที่ 3 ให้การในข้อนี้เพียงว่าที่ประชุมเจ้าของร่วมอาคารชุดที่พิพาทไม่ได้มีมติแต่งตั้งให้ อ. เป็นผู้จัดการของโจทก์ อ. ขอเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนข้อบังคับต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยพลการและไม่มีสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องเช่นนี้ ประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องจึงมีว่า ที่ประชุมเจ้าของร่วมของโจทก์มีมติแต่งตั้ง อ. เป็นผู้จัดการของโจทก์หรือไม่เท่านั้น แต่ไม่มีข้อเท็จจริงโต้แย้งกันว่า การประชุมเจ้าของร่วมของโจทก์ในการลงมติแต่งตั้งผู้จัดการของโจทก์ดังกล่าวมีองค์ประชุมไม่ครบตามข้อบังคับของโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงฟังว่ามีเจ้าของร่วมของโจทก์เข้าร่วมประชุมจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนห้องชุดทั้งหมด ทำให้มีองค์ประชุมไม่ครบตามข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งจะมีผลให้การแต่งตั้ง อ. เป็นผู้จัดการของโจทก์ไม่ชอบตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา แต่ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงนอกประเด็นแห่งคดีที่จำเลยที่ 3 ได้ให้การไว้ แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งคู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ประกอบการก่อสร้าง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งนายธนวัฒน์เป็นผู้จัดการของโจทก์ ต่อมาเจ้าของร่วมมีมติแต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของโจทก์ และต่อมาเจ้าของร่วมมีมติแต่งตั้งดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์ เมื่อดาบตำรวจอาชวินได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการของโจทก์แล้ว ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินพร้อมเอกสารของโจทก์คืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินคืนเพียงบางส่วน โจทก์ตรวจสอบพบว่านับแต่โจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 จำเลยทั้งสามเรียกเก็บเงินกองทุน เงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินค่าสาธารณูปโภคจากเจ้าของร่วมไปเป็นเงิน 2,658,111 บาท เมื่อหักรายจ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางจำนวน 768,815.33 บาท กับทรัพย์สินที่ส่งคืนแล้วจำเลยทั้งสามต้องส่งมอบเงินคืนโจทก์ 1,673,412.93 บาท กับต้องส่งมอบสมุดรายงานการประชุมที่บันทึกมติของที่ประชุมไว้ เอกสารหลักฐานทางบัญชี รายละเอียดของทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด บัญชีรายรับรายจ่าย งบประมาณประจำปี งบดุลและรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของนิติบุคคลอาคารชุด ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้วแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันยักยอกทรัพย์ของโจทก์และกระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินโดยทุจริต ค่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,673,412.93 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2543 ถึงวันฟ้อง โจทก์ขอคิดเพียง 14 เดือน เป็นเงิน 146,423.62 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,819,836.55 บาท ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 1,819,836.55 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,673,412.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเอกสารตามฟ้องแก่โจทก์ หากไม่คืนหรือคืนไม่ครบให้ใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามได้รับเงินจากเจ้าของร่วมแต่ละห้องเมื่อใดและกระทำผิดหน้าที่เมื่อใด กับไม่ปรากฏว่าโจทก์กำหนดค่าเสียหายจากฐานใด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ประชุมเจ้าของร่วมไม่ได้แต่งตั้งดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์ ดาบตำรวจอาชวินขอเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนข้อบังคับต่อเจ้าพนักงานที่ดิน กรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง โดยพลการ นายธนวัฒน์ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการของโจทก์โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้จัดการของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้ยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ ดาบตำรวจอาชวินจัดทำบัญชีตามฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสามไม่ได้รับเงินเป็นจำนวนตามบัญชีดังกล่าว เอกสารที่โจทก์อ้างอยู่ในความครอบครองของโจทก์ตลอดมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสาม โจทก์กำหนดค่าเสียหาย 100,000 บาท ขึ้นเองตามอำเภอใจ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้เงิน 1,506,102.93 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2543 จนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนสมุดรายงานการประชุมที่บันทึกมติของที่ประชุมไว้ เอกสารหลักฐานทางบัญชี รายละเอียดของทรัพย์ส่วนกลาง บัญชีรายรับรายจ่าย งบประมาณประจำปี งบดุล และรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของนิติบุคคลอาคารชุดที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้วแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2544) จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ โดยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดและจำหน่ายอาคารชุดโครงการบ้านสวนแจ้งวัฒนะ เมื่อปี 2540 โจทก์ได้จดทะเบียนอาคารชุดเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และแต่งตั้งนายธนวัฒน์เป็นผู้จัดการของโจทก์ ต่อมาปี 2542 ได้มีมติที่ประชุมใหญ่แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของโจทก์ จนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2543 ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมได้มีมติแต่งตั้งกรรมการจำนวน 9 คน และเลือกดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์ จำเลยที่ 3 ได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ ซอย 13 มีเงินฝากในบัญชีจำนวน 56,184.28 บาท และแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 159,698.46 บาท รวมเป็นเงิน 218,882.74 บาท ให้แก่ดาบตำรวจอาชวิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของโจทก์ ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 จำเลยที่ 3 มีหน้าที่นำเงินกองทุนนิติบุคคล เงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางฝากธนาคาร จัดทำและเก็บรักษาสมุดรายงานการประชุม เอกสารทางบัญชี บัญชีรายรับรายจ่าย งบประมาณประจำปี งบดุล รายงานประจำปีที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์แต่งตั้งดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์แล้วดาบตำรวจอาชวินให้จำเลยทั้งสามส่งมอบเงินกองทุนนิติบุคคลเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางรวมทั้งเอกสารทั้งหมดแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามส่งมอบเงินที่เหลือพร้อมเอกสาร หากคืนเอกสารไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหาย ซึ่งเป็นการเพียงพอให้จำเลยที่ 3 เข้าใจและต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 จะได้รับเงินจากเจ้าของร่วมแต่ละห้องเมื่อใดและกระทำผิดหน้าที่เมื่อใด โจทก์กำหนดค่าเสียหายอย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่าตามรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 2/2542 มีผู้เข้าร่วมประชุม 56 เสียง นับอัตราส่วนทรัพย์สินส่วนกลางได้ 218.64 ส่วนจากทรัพย์สินส่วนกลางทั้งสิ้น 1,000 ส่วนจึงมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนห้องชุดทั้งหมด ไม่ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับของโจทก์ การแต่งตั้งดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์ไม่ชอบ จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การในข้อนี้เพียงว่า ที่ประชุมเจ้าของร่วมอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะไม่ได้มีมติแต่งตั้งให้ดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์ ดาบตำรวจอาชวินขอเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนข้อบังคับต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมืองโดยพลการและไม่มีสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องเช่นนี้ ประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องจึงมีว่าที่ประชุมเจ้าของร่วมของโจทก์มีมติแต่งตั้งดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์หรือไม่เท่านั้น แต่ไม่มีข้อเท็จจริงโต้แย้งกันวา การประชุมเจ้าของร่วมของโจทก์ในการลงมติแต่งตั้งผู้จัดการของโจทก์ดังกล่าวมีองค์ประชุมไม่ครบตามข้อบังคับของโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงฟังว่ามีเจ้าของร่วมของโจทก์เข้าร่วมประชุมจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนห้องชุดทั้งหมดทำให้มีองค์ประชุมไม่ครบตามข้อบังคับของโจทก์ซึ่งจะมีผลให้การแต่งตั้งดาบตำรวจอาชวินเป็นผู้จัดการของโจทก์ไม่ชอบตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาแต่ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงนอกประเด็นแห่งคดีที่จำเลยที่ 3 ได้ให้การไว้ แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด โจทก์มีดาบตำรวจอาชวินเป็นพยานเบิกความว่าหลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการของโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามส่งหลักฐานการเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ปี 2541 และปี 2542 พร้อมบัญชีรายรับรายจ่ายและใบเสร็จรับเงิน ปี 2542 และมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ ซอย 13 มีเงินฝากในบัญชีจำนวน 56,184.28 บาท และแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 159,698.46 บาท แก่โจทก์ พยานทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ตามบัญชีเอกสารหมาย จ.6 โดยเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางปี 2541 และปี 2542 จำเลยที่ 2 ชี้แจงต่อพยานว่าเป็นเงินที่เก็บได้จากเจ้าของร่วมจำนวน 2,413,600 บาท เป็นเงินค่าน้ำประปาของปี 2542 จำนวน 88,077 บาท เป็นค่าโทรศัพท์ของปี 2542 จำนวน 156,434 บาท รวมรายรับ 2,658,111 บาท สำหรับรายจ่ายปี 2542 มีหลักฐานเป็นเงิน 768,815.33 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 นำสืบเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการโจทก์ต่อจากนายธนวัฒน์ที่แจ้งว่าเอกสารอยู่ในตู้เก็บในสำนักงานของโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารและขณะที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของโจทก์มีนางต่ายไม่ทราบชื่อสกุลเป็นผู้เก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของร่วมนำไปฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ ซอย 13 และมีนางน้อยไม่ทราบชื่อสกุลเป็นผู้เก็บเอกสาร เมื่อเปลี่ยนผู้จัดการของโจทก์ จำเลยที่ 3 แจ้งแก่ดาบตำรวจอาชวินว่าเอกสารอยู่ในตู้เก็บของสำนักงาน และมอบเงินสดพร้อมสมุดบัญชีเงินฝากให้เท่านั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ยอมรับว่าเป็นผู้จัดการของโจทก์ต่อจากนายธนวัฒน์และนายธนวัฒน์แจ้งให้ทราบว่าเอกสารอยู่ในตู้เก็บเอกสารของโจทก์ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ได้รับเอกสารต่างๆ ของโจทก์จากนายธนวัฒน์ครบถ้วนแล้วทั้งยังยอมรับด้วยว่าเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเอกสารเกี่ยวกับบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับการเงินของโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ส่งมอบเอกสารหลักฐานและเงินกองทุนรวมทั้งเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายแล้วของโจทก์ให้แก่ดาบตำรวจอาชวินผู้จัดการของโจทก์คนต่อจากตน จำเลยที่ 3 จะอ้างว่าขณะรับมอบเอกสารจากนายธนวัฒน์ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับมอบเอกสารคืนจึงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และได้ความจากข้อนำสืบของโจทก์ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 3 ไมได้ส่งมอบมีสมุดรายงานการประชุมเอกสารหลักฐานทางบัญชีรายละเอียดทรัพย์ส่วนกลาง บัญชีรายรับรายจ่ายประจำปีงบประมาณประจำปี งบดุลและรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของนิติบุคคลอาคารชุดที่ผ่านการตรวจสอบรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งหากคืนไม่ได้โจทก์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายกรณีไม่สามารถคืนเอกสารเป็นเงิน 30,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับจำนวนเงินที่โจทก์ไม่ได้รับคืนนั้นได้ความจากดาบตำรวจอาชวิน พยานโจทก์เบิกความโดยจำเลยที่ 3 ไม่นำสืบโต้แย้งว่าได้มีการเรียกเก็บเงินค่าใช่จ่ายส่วนกลางและเงินค่าสาธารณูปโภคจากเจ้าของร่วม ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2541 จนถึงวันที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของโจทก์ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2543 ส่วนรายละเอียดการเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางและบัญชีรายรับรายจ่ายตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 นั้น จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าไม่ถูกต้องอย่างไร แต่เมื่อพิจารณารายชื่อผู้ค้างชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าสาธารณูปโภคตามเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 แล้ว พบว่ามีเจ้าของร่วมบางรายยังไม่ได้ชำระเงินดังกล่าสว ดังนี้ แสดงว่านอกจากเจ้าของร่วมที่มีรายชื่อตามเอกสารหมาย ล.11 แล้วได้มีการเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามเอกสารหมาย จ.7 จริง และศาลล่างทั้งสองคำนวณโดยหักเงินที่เจ้าของร่วมบางรายไม่ได้ชำระและหักค่าใช้จ่ายกับเงินที่โจทก์ได้รับบางส่วนแล้ว มีเงินที่โจทก์ยังไม่ได้รับคืน 1,506,102.93 บาท โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้โต้แย้งว่าคำนวณไม่ถูกต้องอย่างไร พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ยังมีเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบส่งคืนโจทก์จำนวน 1,506,102.93 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ผู้จัดการคนก่อนไม่ได้จัดทำเอกสารต่างๆ ไว้ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชอบคืนแก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในข้อนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ
บริษัทแปซิฟิก กรุ๊ป
จำเลย — พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3788/2552
#503130
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าสามีโจทก์นำสินสมรสออกให้จำเลยที่ 1 กู้ และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนสามีโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าสามีโจทก์จัดการสินสมรสโดยฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1476 (เดิม) และมาตรา 1476 (5) ใหม่ โจทก์ในฐานะคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้กู้เงินและการสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 ที่บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ไว้ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว จะนำบทบัญญัติกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนตามมาตรา 1336 และบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์รวมตามมาตรา 1357 ถึง 1366 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้

แม้ปรากฏว่าสามีโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินในปี 2528 อันเป็นเวลาก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 10)ฯ ใช้บังคับ และแม้โจทก์จะมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นเวลาที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 63 ให้ใช้กฎหมายก่อนการแก้ไขบังคับซึ่งการเพิกถอนการให้กู้เงินกรณีเช่นนี้ มาตรา 1480 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติให้นำความมาตรา 240 มาใช้บังคับโอยอนุโลม อันหมายความว่า โจทก์ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุให้เพิกถอนหรือสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมดังกล่าว ดังนั้น ฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการกู้เงินระหว่างสามีโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำนิติกรรม ส่วนกรณีที่สามีโจทก์ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนสามีโจทก์นั้น ระยะเวลาการเพิกถอนนิติกรรมตามกฎหมายทั้งสองฉบับคงเหมือนเดิม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างช้าภายในเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งเกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งสองกรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสาน โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากศาลชั้นต้นให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสานเมื่อปี 2528 นายประสานนำเงินอันเป็นสินสมรสไปให้จำเลยที่ 1 กู้ยืม จำนวน 4,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม เมื่อนายประสานถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอให้บังคับจำลเยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,654,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากนายประสานเป็นเงินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์มรดกของนายประสาน คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรม จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สามารถบังคับจำเลยทั้งสามได้ คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต แอบไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทั้งยังเบียดบังยักย้ายทรัพย์มรดกซึ่งต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์และไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.88/2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 1,250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายประสาน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2518 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประสานซึ่งเกิดจากนางสายแก้ว ภริยาคนก่อนที่จดทะเบียนหย่าร้างกันไปแล้ว นายประสานถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2535 ตามสำเนามรณบัตร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2535 ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 15066/2535 ของศาลชั้นต้น ระหว่างที่นายประสานมีชีวิตเมื่อประมาณปี 2528 นายประสานได้ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 4,500,000 บาท ตามสำเนาคำเบิกความของนายณรงค์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537 ในคดีหมายเลขดำที่ 9163/2536 ของศาลชั้นต้น การชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่นายประสานไว้และเมื่อเช็คถึงกำหนดก็มีการเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่ไว้เป็นเช่นนี้หลายครั้ง ต่อมานายประสานจึงให้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเช็คจำนวนเงิน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ได้รับเช็คจำนวน 2,500,000 บาท วันที่ 17 เมษายน 2535 นายประสานถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 600,000 บาท จำเลยที่ 3 จำนวน 550,000 บาท ทั้งสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาบรรทัดทอง รวม 2 ฉบับ ลงวันที่ 25 กุมพาพันธ์ 2539 และวันที่ 17 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 400,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 2 กับสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาบรรทัดทอง จำนวน 3 ฉบับ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2539 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2539 และวันที่ 15 มิถุนายน 2539 จำนวนเงิน 450,000 บาท 1,000,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 25001/2540 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลเยที่ 1 เพื่อบังคับคดี จำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยชำระเงินสดบางส่วนพร้อมกับสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้บางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือมาตรา 1480 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งกฎหมายเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิ...กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน..." มาตรา 1356 บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นของบุคคลหลายคนรวมกันท่านให้ใช้บทบัญญัติหมวดนี้บังคับ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" จากบทบัญญัติตามมาตรา 1336 และมาตรา 1356 ที่ว่าเจ้าของทรัพย์สินจะใช้สิทธิติดตามเอาคืนได้ต้องอยู่ภายในบังคับกฎหมายและกรณีมีเจ้าของทรัพย์สินหลายคนจะใช้บทบัญญัติหมวดเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมบังคับ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หมายความว่า หากมีกฎหมายอื่นบัญญัติไว้หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแล้วต้องบังคับตามบทกฎหมายนั้น จะนำสิทธิต่างๆ ตามมาตรา 1336 และบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ถึง 1366 มาใช้บังคับไม่ได้ นอกจากนี้การติดตามเอาคืนจะต้องปรากฏว่ามีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะที่ติดตามเอาคืน เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเงินจำนวน 4,500,000 บาท ที่นายประสาน นำไปให้จำเลยที่ 1 กู้เป็นสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นการที่กล่าวอ้างว่านายประสานจัดการสินสมรสโดยฝ่าฝืนมาตรา 1476 (เดิม) และตามฟ้องที่ระบุว่านายประสานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ดังกล่าวแทนนายประสานจึงเป็นการกล่าวอ้างว่านายประสานจัดการสินสมรสโดยฝ่าฝืนมาตรา 1476 (เดิม) และมาตรา 1476 (5) ใหม่ ดังนี้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายประสานมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการให้กู้เงินและการสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 เพราะตราบใดการให้กู้เงินระหว่างนายประสานและจำเลยที่ กับการให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทน นายประสานยังมิได้ถูกเพิกถอนการให้กู้เงินและการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากโจทก์ประสงค์ที่จะได้ทรัพย์สิน คือเงินที่ให้กู้กับสิทธิในการเป็นเจ้าหนี้กลับมาเป็นสินสมรสเช่นเดิมโจทก์ต้องดำเนินการให้ทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสของโจทก์กับนายประสานก่อน ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะ 1 การสมรส หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1480 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการที่สองว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 หรือไม่ ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงว่า เงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากนายประสาน เป็นสินสมรส แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจกท์ว่า นายประสานให้จำเลยที่ 1 กู้เมื่อปี 2528 นิติกรรมที่เพิกถอนจึงเป็นนิติกรรมที่กระทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "นิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้กระทำไปในการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ... การขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นให้เป็นไปตามมาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้" ดังนี้ แม้โจทก์เพิ่งจะมาฟ้องคดีเมื่อปี 2539 หลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 หรือบรรพ 5 ปัจจุบันใช้บังคับแล้ว แต่การพิจารณาเหตุเพิกถอนนิติกรรมการให้กู้ยืมเงินในคดีนี้ ยังต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า "นอกจากจะมีสัญญาสินสมรสเป็นประการอื่น สามีภริยาเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน" และมาตรา 1480 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติว่า "ในกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปโดยปราศจากความยินยอมตามวรรคหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้... ให้นำความในมาตรา 240 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" อันหมายถึง โจทก์จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุให้เพิกถอน หรือสิบปีนับแต่ทำนิติกรรมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อ 9 มกราคม 2539 จึงเกินกำหนด 10 ปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้กู้ยืมเงินระหว่างนายประสานและจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1480 วรรคสาม (เดิม) ส่วนที่โจทก์อ้างว่าผู้ตายให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หานั้น แม้ตามทางนำสืบของโจทก์จะไม่ปรากฏแน่ชัดว่านิติกรรมดังกล่าวกระทำขึ้นเมื่อใด กล่าวคือ นายณรงค์ กรรมการของจำเลยที่ 1 เบิกความในคดีหมายเลขดำที่ 9163/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้และนางไฉไล เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยตามสำเนาคำเบิกความว่า มีการทำนิติกรรมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนนายประสานเมื่อปี 2533 แต่กลับปรากฏตามคำเบิกความของนายณรงค์ในคดีหมายเลขดำที่ 16038/2539 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกให้ชำระเงินตามเช็ค ซึ่งเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสที่นายประสานให้จำเลยที่ 1 กู้และโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ว่า "...เมื่อประมาณปี 2528 นายประสานให้ข้าฯ สั่งจ่ายเช็คเป็นชื่อของโจทก์ที่ 1 (จำเลยที่ 2 คดีนี้) เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท และเป็นชื่อของโจทก์ที่ 2 (จำเลยที่ 3 คดีนี้) เป็นเงินจำนวน 2,500,000 บาท โดยประมาร เมื่อปี 2533 โจทก์ทั้งสองได้มาเป็นผู้เปลี่ยนเช็คกับข้าฯ ตลอดมาโดยนายประสานไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย" ดังนี้ หากนายประสานโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จริงดังที่โจทก์อ้าง เท่ากับว่าการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องกระทำขึ้นตั้งแต่ปี 2528 อันถือได้ว่านิติกรรมที่เป็นเหตุให้เพิกถอนนี้กระทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคสาม (เดิม) เช่นเดียวกับการขอเพิกถอนนิติกรรมให้กู้ยืมเงิน อย่างไรก็ตามแม้หากจะฟังว่านิติกรรมการโอนสิทธิเรียกร้องทำขึ้นหลังการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 อันเป็นเหตุให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ปัจจุบัน มาตรา 1476 (5) ซึ่งโจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องภายในระยะเวลาตามมาตรา 1480 วรรคสอง แต่ระยะเวลาในการเพิกถอนนิติกรรมก็ยังคงเท่ากับมาตรา 1480 (เดิม) กล่าวคือ มาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า "การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม...ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น" ดังนี้ เมื่อโจทก์อ้างว่าทราบเรื่องที่นายประสานโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อนายณรงค์ กรรมการจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ มาเบิกความเป็นพยานจำเลย (โจทก์คดีนี้) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537 ในคดีหมายเลขดำที่ 9163/2546 ของศาลชั้นต้นตามสำเนาคำเบิกความของนายณรงค์ ซึ่งในคดีดังกล่าว จำเลย (โจทก์คดีนี้) ให้การต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 ว่านายประสานมีเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 1 คดีนี้ ปรากฏตามสำเนาคำให้การของจำเลย ของจำเลย (โจทก์คดีนี้) คดีหมายเลขดำที่ 9163/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งหลังจากนายณรงค์เบิกความแล้วจำเลย (โจทก์คดีนี้) ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 อ้างหลักฐานเกี่ยวกับหนี้สินรวมถึงเช็คที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีนี้) รวมทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 (จำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีนี้) ด้วย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ตามคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมและคำสั่งเรียกเอกสารของจำเลย (โจทก์คดีนี้) ดังนี้แสดงว่าโจทก์ได้ทราบเรื่องที่นายประสานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนนายประสานตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2537 หรืออย่างช้าภายในเดือนธันวาคมของปี 2537 เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 จึงเกินกำหนด 1 ปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอน การที่นายประสานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนนายประสานตามมาตรา 1480 วรรคสอง เช่นกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาที่ว่าเงินที่นายประสานให้จำเลยที่ 1 กู้เป็นสินสมรสหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามศาลเห็นสมควรเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1356 ม. 1476 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
นางจุไรทอง มีเฟื่องศาสตร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายประสาน มีเฟื่องศาสตร์ และในฐานะส่วนตัว
จำเลย — บริษัท ท.ศรีวนาสณฑ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785 -ที่ 3787/2552
#504723
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ ยกทรัพย์ทั้งหมดให้แก่นาง ต. ผู้เป็นมารดาเพียงผู้เดียว แต่นาง ต. มารดาผู้รับพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย ข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นาง ต. มารดาย่อมตกไปตามมาตรา 1698 (1) ทรัพย์สินในส่วนที่เป็นมรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1699 ประกอบมาตรา 1620 วรรคหนึ่ง แม้พินัยกรรมดังกล่าวมีข้อกำหนดให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก แต่ความปรากฏในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาว่าผู้คัดค้านที่ 2 ถึงแก่ความตายและการจัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว จึงไม่อาจตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องได้

เมื่อผู้ร้องกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตามมาตรา 1457 ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคสอง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบุคคลทั้งสองอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาตั้งแต่ปี 2523 จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตาย ตลอดเวลาทำมาหาได้ร่วมกัน ดังนั้นทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้ ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของรวม เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายทรัพย์สินที่บุคคลทั้งสองร่วมกันทำมาหาได้ย่อมต้องแบ่งเป็นของผู้ร้องส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเด็กหญิง ญ. แม้จะมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตาม แต่ปรากฏตามสำเนาสูติบัตรว่าผู้ตายแจ้งว่าผู้ตายเป็นบิดาของเด็กหญิง ญ. ทั้งได้นำเด็กหญิง ญ. มาเลี้ยงดูอุปการะ ส่งเสียให้เล่าเรียนและให้ใช้ชื่อสกุลของผู้ตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงได้ว่าผู้ตายได้รับรองเด็กหญิง ญ. เป็นบุตร ดังนั้นเด็กหญิง ญ. จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้ว ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1629 (1) ฉะนั้นผู้ร้องในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713

สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรที่ผู้ตายได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) ประกอบมาตรา 1547 มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกนางอรวรรณ ว่า ผู้ร้อง เรียกนายธนา ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกนายเอกชัย ว่า ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องกับยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 หรือให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย

ศาลประกาศนัดไต่สวนแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องและคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำร้องของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องและคัดค้านกับขอแก้ไขคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2

ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำแถลงร่วมกัน ว่าขอถอนคำคัดค้านซึ่งกันและกันและขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้นางอรวรรณ ผู้ร้องและนายธนา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนขอจัดการมรดกในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงญานี และยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางอรวรรณ ผู้ร้อง และนายเอกชัย ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันโดยมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกานายเอกชัย ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงแก่ความตายนางวชิราภรณ์ และนายธวัชชัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คดีร้องขอจัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายบุญย์ ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2526 ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นางเต๋า มารดาของผู้ตาย โดยตั้งให้นายเอกชัย ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก แต่ปรากฏว่านางเต๋าถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย ข้อกำหนดในพินัยกรรมจึงตกไป ผู้ตายไม่มีภรรยาหรือบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ได้จดทะเบียนรับรองนายธนา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตร และได้แจ้งในทะเบียนสูติบัตรว่าเด็กหญิงญานี เป็นบุตรของผู้ตายกับผู้ร้อง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องและฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 มีว่า ฝ่ายใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เห็นว่า ถึงแม้ผู้ร้องกับผู้ตายจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบุคคลทั้งสองอยู่ร่วมฉันสามีภรรยากันมาตั้งแต่ปี 2523 จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตาย ตลอดเวลาได้ทำมาหากินร่วมกัน ดังนั้นทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของรวมอยู่ด้วย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่บุคคลทั้งสองร่วมกันทำมาหาได้ย่อมต้องแบ่งเป็นของผู้ร้องส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนเด็กหญิงญานีแม้จะมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตามแต่ปรากฏตามสำเนาสูติบัตรว่าผู้ตายแจ้งว่าผู้ตายเป็นบิดาของเด็กหญิงญานี ทั้งได้นำเด็กหญิงญานีมาเลี้ยงดูอุปการะ ส่งเสียให้เล่าเรียนและให้ใช้ชื่อสกุลของผู้ตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ตายได้รับรองว่าเด็กหญิงญานีเป็นบุตร ดังนั้นเด็กหญิงญานีจึงเป็นบุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1629 (1) ฉะนั้นผู้ร้องในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงญานีจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนขอจัดการมรดกในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงญานีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713

สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรที่ผู้ตายได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ตั้งนายเอกชัย ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องและให้จำหน่ายคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 อกจากสารบบความของศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1457 ม. 1547 ม. 1620 ม. 1627 ม. 1629 ม. 1698 ม. 1699 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
นางอรวรรณ ธนารักษ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงญานี กัมมารังกูร
ผู้คัดค้าน — นายธนา กัมมารังกูร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนวย สุขพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3782/2552
#501642
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 บัญญัติว่า ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจึงต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการ กล่าวคือประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะ ประการที่สอง จะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น

ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 แสดงให้เห็นว่า การกระทำกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างเช่นมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่หาผลกำไรได้

กิจการมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่กระทำเพื่อหวังผลกำไรโดยแท้ และเมื่อผู้รับใบอนุญาตสามารถได้รับการจัดสรรผลกำไรได้ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติไว้ จึงเป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล

เมื่อโจทก์กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว การที่ผู้รับใบอนุญาตที่จะได้รับปันผลเงินคืนจะมีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรหรือไม่ เป็นคนละกรณีกันกับโจทก์ ดังนั้น ทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 3 เมษายน 2545 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือ ภ.ร.ด.8 ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2545 ไปยังโจทก์ผู้รับประเมิน โดยให้โจทก์นำเงินไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการ โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น วันที่ 8 มีนาคม 2545 และวันที่ 18 เมษายน 2545 โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 25 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.9) ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 และ 2545 ตามลำดับใหม่ เนื่องจากโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 4 มีใบแจ้งคำชี้ขาดตาม มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลงวันที่ 3 มกราคม 2546 แจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นจำนวนเงินเช่นเดียวกับที่ได้ประเมินภาษีตามใบแจ้งรายการประเมิน การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กล่าวคือ โจทก์เป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการก่อตั้งและดำเนินการบริหารงานโดยองค์กรศาสนาคริสต์ที่มีนักบวชของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารโดยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันบริหาร การบริหารสถาบันของโจทก์นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองความต้องการของชาติในด้านการศึกษาชั้นสูงระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชา คณะวิชาต่าง ๆ โดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติและตลาดแรงงาน โดยมิได้แสวงผลทางหากำไร ประกอบกับการที่โจทก์ดำเนินการบริหารสถาบันการศึกษาดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนสาธารณะ ตึกที่ใช้ประโยชน์เป็นสถานศึกษาจึงอยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในประเภททรัพย์สินตึกใช้ประโยชน์เป็นสถานศึกษาเอกชนของจำเลยทั้งห้าก็ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเหตุผล จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินไม่ถูกต้อง พื้นที่ประเมินไม่ถูกต้อง ทรัพย์สินที่เป็นตึกใช้ประโยชน์เป็นสถานศึกษาเอกชน ประเมินกำหนดค่ารายปีไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ตาม ภ.ร.ด.8 เล่มที่ 41 เลขที่ 5, เล่มที่ 43 เลขที่ 5, เล่มที่ 44 เลขที่ 5, เล่มที่ 119, เลขที่ 6, เล่มที่ 119 เลขที่ 7, เล่มที่ 119 เลขที่ 11, เล่มที่ 80 เลขที่ 11, เล่มที่ 79 เลขที่ 20, เล่มที่ 76 เลขที่ 2, เล่มที่ 45 เลขที่ 10 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และประจำปีภาษี 2545 ตาม ภ.ร.ด.8 เล่มที่ 25 เลขที่ 10 ลงวันที่ 3 เมษายน 2545 พร้อมทั้งใบแจ้งคำชี้ขาด ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เล่มที่ 21 เลขที่ 83 และเลขที่ 84 ลงวันที่ 3 มกราคม 2546 อีกทั้งให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันคือเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 7,674,645 บาท และ 1,002,825 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2545 และวันที่ 26 เมษายน 2545 ตามลำดับ อันเป็นวันที่จำเลยทั้งห้าได้รับเงินจากโจทก์จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่เพียงสองประเด็น ประเด็นแรกทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหมดได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ประเด็นที่สอง การประเมินภาษีโจทก์ย้อนหลังสิบปีเป็นการมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิหยิบยกประเด็นที่กล่าวอ้างในฟ้องดังกล่าวมายื่นฟ้องต่อศาลได้ และตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้แจ้งชัดว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน พื้นที่ประเมิน ตลอดจนการกำหนดค่ารายปีไม่ถูกต้องอย่างใด และที่ถูกต้องตามที่โจทก์พอใจเป็นอย่างใด จำเลยทั้งห้าไม่สามารถเข้าใจคำฟ้องและไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ปลายปี 2542 จำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนซึ่งเป็นตึกและตึกแถว ใช้ประโยชน์ตึกและตึกแถวดังกล่าวประกอบกิจการของโจทก์หารายได้มาก่อนปี 2535 แต่ไม่ยื่นแบบและแจ้งรายการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์โต้แย้งว่ากิจการของโจทก์อยู่ในความหมายของคำว่า "โรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล" ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แต่จำเลยที่ 1 เห็นว่า "มหาวิทยาลัย" ไม่น่าจะอยู่ในความหมายของคำว่า "โรงเรียนสาธารณะ" เพราะเป็นการศึกษาที่ต่างระดับกัน จำเลยที่ 1 ได้หารือประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือว่า "โรงเรียนสาธารณะ" มิได้จำกัดเฉพาะสถานศึกษาที่จัดให้มีการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาเท่านั้น หากแต่หมายความรวมถึงสถานศึกษาที่จัดให้มีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาด้วย นอกจากนี้ทรัพย์สินที่จะอยู่ในความหมายของคำว่า "ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ" ได้ จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐเท่านั้นไม่รวมถึงทรัพย์สินของเอกชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญโจทก์มีสถานะเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ดังนั้น ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญโจทก์จึงมิใช่ทรัพย์สินที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ" และปรากฏข้อเท็จจริงจากผลประกอบการของโจทก์ช่วงปี 2537 ถึง 2541 มีกำไรสูงขึ้นทุกปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อผลกำไรส่วนบุคคล ทรัพย์สินที่เป็นตึกและตึกแถวของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินสำหรับประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ไปยังโจทก์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 จำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บโดยนำค่ารายปีของปีภาษี 2544 มาถือเป็นค่ารายปีของปีภาษี 2545 แล้วแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เมื่อนับย้อนหลังไปสิบปี สำหรับการประเมินภาษีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ที่ได้แจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จึงถือว่าอยู่ในระยะเวลาที่จะประเมินได้ตามกฎหมาย หลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดหักล้างการประเมินได้ จึงมีมติยืนตามการประเมิน โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวและสามารถดำเนินธุรกิจหรือทำนิติกรรมกับผู้อื่นได้การดำเนินการของโจทก์จึงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งและไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิแต่อย่างใด ทั้งตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะแสวงหากำไรไม่ได้ แต่ยังระบุให้แบ่งปันกำไรกันได้ตามมาตรา 61 วรรคสอง ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ดำเนินการในรูปของมูลนิธิทางศาสนาจึงรับฟังไม่ได้ โจทก์เป็นนิติบุคคลต่างหากแยกจากมูลนิธิ เพราะฉะนั้นมูลนิธิจะมีวัตถุประสงค์หรือจะดำเนินการอย่างใดก็เป็นเรื่องของมูลนิธิไม่เกี่ยวกับโจทก์ นอกจากนี้กิจการของโจทก์ยังมีรายได้อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาอีก เช่น รายได้จากศูนย์อาหาร รายได้จากการใช้เครื่องปรับอากาศอีกจำนวนหนึ่ง ที่เป็นการดำเนินการในรูปแบบธุรกิจหากำไร โจทก์จะอ้างว่ากิจการของโจทก์เป็นการสาธารณะไม่ได้แสวงหากำไรเช่นเดียวกับโรงเรียนหรือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเพื่อจะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น ย่อมไม่ได้ จำเลยทั้งห้ามีข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนที่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ประกอบการมีผลกำไรส่วนบุคคลและยังมีหลักฐานที่แสดงว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอื่นก็ได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินมาโดยตลอด รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นก็มีการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในลักษณะเดียวกันนี้ หากไม่เก็บภาษีจากโจทก์ก็จะไม่เป็นธรรมแก่สุจริตชนทั่วไปที่เสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการประเมินเรียกเก็บภาษีและการพิจารณาชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการประเมินคือจำเลยที่ 1 และผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีในการประเมินเรียกเก็บภาษีรายนี้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 7 ทวิ คือนางอัจฉรา ส่วนผู้มีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินคือจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 และมาตรา 30 โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์เพื่อพิจารณาก่อน จำเลยที่ 5 เป็นเพียงหนึ่งในคณะกรรมการดังกล่าว และตามฟ้องโจทก์ไม่มีส่วนใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ภายในกำหนดเวลา แต่ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 ต่อจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 192 ถึง 197 จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินมายังโจทก์ ตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 ถึง 42 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 138 ถึง 158 และ 160 ถึง 195 คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินและแจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 65 ถึง 68

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ทรัพย์สินของโจทก์เป็นโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 บัญญัติว่า ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา จากบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่า โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการ กล่าวคือ ประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะ ประการที่สอง จะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า มหาวิทยาลัยโจทก์กระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ในการดำเนินกิจการของโจทก์ โจทก์ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนองความต้องการของชาติในด้านการศึกษาชั้นสูงระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชา คณะวิชาต่าง ๆ โดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติและตลาดแรงงาน โดยมิได้แสวงหาผลกำไร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่ากองทุนทั่วไปมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายประจำปีให้สภาสถาบันจัดสรรเงินรายได้ส่วนที่สูงกว่ารายจ่ายให้แก่กองทุนประเภทอื่นนอกจากกองทุนทั่วไปรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของรายได้ที่สูงกว่ารายจ่ายประจำปี และวรรคสองบัญญัติว่าเงินที่เหลือจากการจัดสรรตามวรรคหนึ่ง สภาสถาบันอาจจัดสรรให้แก่ผู้รับใบอนุญาตได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าของส่วนของสินทรัพย์ในกองทุนประเภทต่าง ๆ รวมกันหลังจากหักหนี้สินแล้ว ถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใดให้จัดส่งให้แก่กองทุนทั่วไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า การกระทำกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างเช่นมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่หาผลกำไรได้ มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์กระทำกิจการมหาวิทยาลัยเพื่อหาผลกำไรหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามตารางแสดงรายได้-ค่าใช้จ่ายและรายได้ที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายของโจทก์ประจำปี 2537 ถึง 2541 ซึ่งจัดทำโดยสงัด นักวิชาการศึกษา 6 สำนักกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 78 พบว่าโจทก์มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายทุกปีเป็นจำนวนเงินปี 2537 จำนวน 313,770,106 บาท ปี 2538 จำนวน 419,689,808 บาท ปี 2539 จำนวน 476,791,399 บาท พฤติการณ์แห่งคดีจึงแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า กิจการมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่กระทำเพื่อหวังผลกำไรโดยแท้ และเมื่อผู้รับใบอนุญาตสามารถได้รับการจัดสรรผลกำไรดังกล่าวได้ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติไว้ จึงเป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ไม่เคยมีการปันผลเงินคืนให้แก่ผู้รับใบอนุญาตนั้น ก็ไม่มีผลทำให้การกระทำกิจการของโจทก์ที่เป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลเปลี่ยนไป เพราะเป็นเรื่องการบริหารภายในของโจทก์เองว่าจะปันผลเงินคืนให้แก่ผู้รับใบอนุญาตหรือไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าผู้รับใบอนุญาตของโจทก์คือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยซึ่งมีวัตถุประสงค์อุปการะ ฟื้นฟู ส่งเสริมการศึกษาและโรงเรียนที่ได้ก่อตั้งไว้ และส่งเสริมโรงเรียนที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อความก้าวหน้าในการศึกษาให้การศึกษาแก่เด็กกำพร้า และการฝึกหัดครูโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนอีกทั้งจะต้องไม่ทำการค้ากำไร และจำต้องไม่ดำเนินการนอกเหนือไปจากตราสารที่กำหนดไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว การที่ผู้รับใบอนุญาตที่จะได้รับปันผลเงินคืนจะมีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรหรือไม่เป็นคนละกรณีกันกับโจทก์ ดังนั้น ทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า มหาวิทยาลัยของโจทก์เป็นโรงเรียนสาธารณะ และใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้นหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า การที่จำเลยนำทรัพย์สินของโจทก์ไปเปรียบเทียบกับทรัพย์สินของนางจินดา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน (โรงเรียนนานาชาติ) ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สินเพราะทรัพย์สินของโจทก์มิได้คล้ายคลึงกันกับทรัพย์สินของนางจินดา และทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในความควบคุมกำกับดูแลโดยทบวงมหาวิทยาลัย เห็นว่า แม้ทรัพย์สินของโจทก์เป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการศึกษา การจัดเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของประชาชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก็ตาม แต่ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 138 ถึง 158 และ 160 ถึง 195 โจทก์มิได้โต้แย้งการประเมินในประเด็นนี้ ซึ่งเป็นการแสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในรายการนั้นแล้ว ปัญหานี้แม้ศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ค่ารายปีจึงยุติไปตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในอัตราตามการประเมินและคำชี้ขาด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3782/2552
#504429
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ กระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับใบอุนญาตสามารถได้รับการจัดสรรผลกำไรตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ มาตรา 61 ย่อมแสดงให้เห็นว่าการกระทำกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างเช่นมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่หาผลกำไรได้ เมื่อโจทก์กระทำกิจการเพื่อหวังผลกำไรส่วนบุคคลทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 (3)

ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์มิได้โต้แย้งการประเมินในประเด็นใด แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในรายการนั้นแล้ว แม้ศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 ค่ารายปีจึงยุติไปตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในอัตราตามการประเมินและคำชี้ขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 3 เมษายน 2545 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือ ภ.ร.ด. 8 ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2545 ไปยังโจทก์ผู้รับประเมินโดยให้โจทก์นำเงินไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการ โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น วันที่ 8 มีนาคม 2545 และวันที่ 18 เมษายน 2545 โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 25 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด.9) ประจำปีภาษี 2535ถึง 2544 และ 2545 ตามลำดับใหม่เนื่องจากโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 4 มีใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลงวันที่ 3 มกราคม 2546 แจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีเป็นจำนวนเงินเช่นเดียวกับที่ได้ประเมินภาษีตามใบแจ้งรายการประเมิน การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 พร้อมทั้งใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 อีกทั้งให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 7,674,645 บาท และ 1,002,825 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2545 และวันที่ 26 เมษายน 2545 ตามลำดับ อันเป็นวันที่จำเลยทั้งห้าได้รับเงินจากโจทก์จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่เพียงสองประเด็น ประเด็นแรก ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหมดได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ประเด็นที่สอง การประเมินภาษีโจทก์ย้อนหลังสิบปีเป็นการมิชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิหยิบยกประเด็นที่กล่าวอ้างในฟ้องดังกล่าวมายื่นฟ้องต่อศาลได้ และตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้แจ้งชัดว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน พื้นที่ประเมิน ตลอดจนการกำหนดค่ารายปีไม่ถูกต้องอย่างใด และที่ถูกต้องตามที่โจทก์พอใจเป็นอย่างใด จำเลยทั้งห้าไม่สามารถเข้าใจคำฟ้องและไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ปลายปี 2542 จำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนซึ่งเป็นตึกและตึกแถว ใช้ประโยชน์ตึกและตึกแถวดังกล่าวประกอบกิจการของโจทก์หารายได้มาก่อนปี 2535 แต่ไม่ยื่นแบบและแจ้งรายการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์โต้แย้งว่ากิจการของโจทก์อยู่ในความหมายของคำว่า "โรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล" ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แต่จำเลยที่ 1 เห็นว่า "มหาวิทยาลัย" ไม่น่าจะอยู่ในความหมายของคำว่า "โรงเรียนสาธารณะ" เพราะเป็นการศึกษาที่ต่างระดับกัน จำเลยที่ 1 ได้หารือประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือว่า "โรงเรียนสาธารณะ" มิได้จำกัดเฉพาะสถานศึกษาที่จัดให้มีการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงสถานศึกษาที่จัดให้มีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาด้วย นอกจากนี้ทรัพย์สินที่จะอยู่ในความหมายของคำว่า "ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ" ได้ จะต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐเท่านั้นไม่รวมถึงทรัพย์สินของเอกชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญโจทก์มีสถานะเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนที่จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ดังนั้น ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญโจทก์จึงมิใช่ทรัพย์สินที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ" และปรากฏข้อเท็จจริงจากผลประกอบการของโจทก์ช่วงปี 2537 ถึง 2541 มีกำไรสูงขึ้นทุกปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อผลกำไรส่วนบุคคล ทรัพย์สินที่เป็นตึกและตึกแถวของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินสำหรับประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ไปยังโจทก์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 จำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บโดยนำค่ารายปีของปีภาษี 2544 มาถือเป็นค่ารายปีของปีภาษี 2545 แล้วแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจประเมินย้อนหลังได้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เมื่อนับย้อนหลังไปสิบปีสำหรับการประเมินภาษีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2544 ที่ได้แจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จึงถือว่ายังอยู่ในระยะเวลาที่จะประเมินได้ตามกฎหมายหลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดหักล้างการประเมินได้ จึงมีมติยืนตามการประเมิน โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวและสามารถดำเนินธุรกิจหรือทำนิติกรรมกับผู้อื่นได้ การดำเนินการของโจทก์จึงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งและไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิแต่อย่างใด ทั้งตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าสถานบันอุดมศึกษาเอกชนจะแสวงหากำไรไม่ได้ แต่ยังระบุให้แบ่งปันกำไรกันได้ตามมาตรา 61 วรรคสอง ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ดำเนินการในรูปของมูลนิธิทางศาสนาจึงรับฟังไม่ได้โจทก์เป็นนิติบุคคลต่างหากแยกจากมูลนิธิ เพราะฉะนั้นมูลนิธิจะมีวัตถุประสงค์หรือจะดำเนินการอย่างใดก็เป็นเรื่องของมูลนิธิไม่เกี่ยวกับโจทก์ นอกจากนี้กิจการของโจทก์ยังมีรายได้อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาอีก เช่น รายได้จากศูนย์อาหารรายได้จากการใช้เครื่องปรับอากาศอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นการดำเนินการในรูปแบบธุรกิจหากำไร โจทก์จะอ้างว่ากิจการของโจทก์เป็นการสาธารณะไม่ได้แสวงหากำไรเช่นเดียวกับโรงเรียนหรือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเพื่อจะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น ย่อมไม่ได้ จำเลยทั้งห้ามีข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนที่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ประกอบการมีผลกำไรส่วนบุคคลและยังมีหลักฐานที่แสดงว่าสถาบันนอุดมศึกษาเอกชนอื่นก็ได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินมาโดยตลอด รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นก็มีการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในลักษณะเดียวกันนี้ หากไม่เก็บภาษีจากโจทก์ก็จะไม่เป็นธรรมแก่สุจริตชนทั่วไปที่เสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการประเมินเรียกเก็บภาษีและการพิจารณาชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการประเมินคือจำเลยที่ 1 และผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีในการประเมินเรียกเก็บภาษีรายนี้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 7 ทวิ คือนางอัจฉราส่วนผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินคือ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 และมาตรา 30 โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์เพื่อพิจารณาก่อน จำเลยที่ 5 เป็นเพียงหนึ่งในคณะกรรมการดังกล่าว และตามฟ้องโจทก์ไม่มีส่วนใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการกล่าวคือประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะ ประการที่สอง จะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า มหาวิทยาลัยโจทก์กระทำกิจกรรมอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ในการดำเนินกิจการของโจทก์ โจทก์ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนองความต้องการของชาติในด้านการศึกษาชั้นสูงระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชา คณะวิชาต่างๆ โดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติและตลาดแรงงาน โดยมิได้แสวงหาผลกำไร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่ากองทุนทั่วไปมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายประจำปีให้สภาสถาบันจัดสรรเงินรายได้ส่วนที่สูงกว่ารายจ่ายให้แก่กองทุนประเภทอื่นนอกจากกองทุนทั่วไปรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของรายได้ที่สูงกว่ารายจ่ายประจำปี และวรรคสองบัญญัติว่าเงินที่เหลือจากการจัดสรรตามวรรคหนึ่ง สภาสถาบันอาจจัดสรรให้แก่ผู้รับใบอนุญาตได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าของส่วนของสินทรัพย์ในกองทุนประเภทต่างๆ รวมกันหลังจากหักหนี้สินแล้ว ถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใดให้จัดส่งให้แก่กองทุนทั่วไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า การกระทำกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างเช่นมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่หาผลกำไรได้ มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์กระทำกิจการมหาวิทยาลัยเพื่อหาผลกำไรหรือไม่ ตามตารางแสดงรายได้ - ค่าใช้จ่ายและรายได้ที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายของโจทก์ประจำปี 2537 ถึง 2541 แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า กิจการมหาวิทยาลัยโจทก์เป็นกิจการที่กระทำเพื่อหวังผลกำไรโดยแท้ และเมื่อผู้รับใบอนุญาตสามารถได้รับการจัดสรรผลกำไรดังกล่าวได้ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติไว้จึงเป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล ดังนั้น ทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุดธรณ์ต่อไปว่า การที่จำเลยนำทรัพย์สินของโจทก์ไปเปรียบเทียบกับทรัพย์สิน ของนางจินดา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน (โรงเรียนนานาชาติ) ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน เพราะทรัพย์สินของโจทก์มิได้คล้ายคลึงกันกับทรัพย์สินของนางจินดา และทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในความควบคุมกำกับดูแลโดยทบวงมหาวิทยาลัย เห็นว่า แม้ทรัพย์สินของโจทก์เป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการศึกษาการจัดเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของประชาชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก็ตาม แต่ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์มิได้โต้แย้งการประเมินในประเด็นใด แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในรายการนั้นแล้ว แม้ศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ค่ารายปีจึงยุติไปตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในอัตราตามการประเมินและคำชี้ขาด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 29
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3730/2552
#501640
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ของการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครองจะต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีและเป็นเรื่องที่อยู่ในคำขอท้ายฟ้องด้วย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยหลังจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับไปทำสัญญาจะซื้อจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่ท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ไป คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่ขอห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่โดยเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083, 1084 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2544 ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 ในคดีของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขดำที่ 260/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 1592/2545 ระหว่าง นางสิริลักษณ์ โจทก์ นางจรินทิพย์ ที่ 1 นางสาวสมทรง ที่ 2 ให้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ให้มีคำพิพากษาว่า คำพิพากษาตามยอมระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 260/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 1592/2545 ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนเรื่องกรรมสิทธิ์รวมและสัญญาจำนองที่ดินพิพาทรายการลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ออกจากสารบัญจดทะเบียนโฉนดเลขที่ 1083, 1084 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหนนคร หากการเพิกถอนนิติกรรมและหรือคำพิพากษาตกเป็นพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 104,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กำลังขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกจากกันและอาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปยังบุคคลอื่นอีกซึ่งจะทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับคดีได้หากชนะคดีในที่สุด ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 3 ตามคำสั่งของศาลในคดีหมายเลขดำที่ 260/2545 โดยผลของกฎหมาย มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลที่จะชนะคดีจำเลยได้อีก ทั้งไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองก่อนพิพากษามาใช้บังคับ ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า คำฟ้องและคำร้องของโจทก์ไม่มีมูลตามกฎหมายเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน คำร้องของโจทก์มีเจตนาทำให้จำเลยที่ 3 เสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทได้และต้องรับภาระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 ที่ 4 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า วัตถุประสงค์ของการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครองจะต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีและเป็นเรื่องที่อยู่ในคำขอท้ายฟ้องด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยหลังจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับไปทำสัญญาจะซื้อจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่ท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ไป คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่ขอห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี
โจทก์ — นางจรินทิพย์ แก้วประสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3730/2552
#502745
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ของการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครองจะต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีและเป็นเรื่องที่อยู่ในคำขอท้ายฟ้องด้วย โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยหลังจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับไปทำสัญญาจะซื้อจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่ท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ไป คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่ขอห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินและมีคำสั่งอายัดที่ดินไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 มาใช้บังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่โดยเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083, 1084 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2544 ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 ในคดีของศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ 260/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 1592/2545 ระหว่าง นางสิริลักษณ์ โจทก์ นางจรินทิพย์ ที่ 1 นางสาวสมทรง ที่ 2 ให้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ให้มีคำพิพากษาว่า คำพิพากษาตามยอมระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 260/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 1592/2545 ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2545 ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนเรื่องกรรมสิทธิ์รวมและสัญญาจำนองที่ดินพิพาทรายการลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ออกจากสารบัญจดทะเบียนโฉนดเลขที่ 1083, 1084 หากการเพิกถอนนิติกรรมและหรือคำพิพากษาตกเป็นพ้นวิสัย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 104,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กำลังขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกจากกันและอาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปยังบุคคลอื่นอีกซึ่งจะทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับคดีได้หากชนะคดีในที่สุด ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า วัตถุประสงค์ของการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ดังนั้น สิ่งที่จะขอคุ้มครอง จะต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องหรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีและเป็นเรื่องที่อยู่ในคำขอท้ายฟ้องด้วย โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยหลังจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์แล้วกลับไปทำสัญญาจะซื้อจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมีคำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่ท้ายฟ้องของโจทก์ไม่มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์ไป คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ที่ขอห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี
จำเลย — นางจรินทิพย์ แก้วประสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2552
#502393
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,347,666 บาท ไปชำระหนี้จำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้ โดยผู้ร้องต้องแจ้งขอใช้สิทธิหักลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่ผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องได้รับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,316,386.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตอายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากผู้ร้องเป็นเงิน 400,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดบัญชีรับจ่ายถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยทั้งสามยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 1,104,237.86 บาท ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามหมายบังคับคดี โดยรวมค่าธรรมเนียมอายัดพร้อมค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 1,186,667.02 บาท โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้ร้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ให้ผู้ร้องส่งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,104,237.86 บาท นับถัดจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่ส่งเงินพร้อมค่าธรรมเนียมอายัดร้อยละ 3.5 ของดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย แต่ผู้ร้องไม่ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธินำเงินจำนวน 1,347,666 บาท ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปหักกลบลบหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 6,244,185.80 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องชำระเงิน 1,186,677.02 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และมาตรา 312

ผู้ร้องแถลงคัดค้านว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่ผู้ร้องจะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ทำให้การหักลบลบหนี้มีผลย้อนหลังไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าผู้ร้องทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างหอพักนักศึกษา 192 ยูนิต ที่โครงการจัดตั้งวิทยาเขตภูเก็ต อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 ซึ่งครบกำหนดสัญญาจ้างในวันที่ 21 สิงหาคม 2540 ในวงเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 44,922,200 บาท จำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้ากว่าสัญญา 42 วัน จึงถูกผู้ร้องปรับเป็นเงิน 1,886,732.40 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับการขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีจำนวน 150 วัน และได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดก่อสร้างจำนวน 30 วัน เป็นครบกำหนดสัญญาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนจำนวน 30 วัน เป็นเงิน 1,347,666 บาท แต่ผู้ร้องยังไม่ได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ได้รับการขยายเพิ่มเติมได้ ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 และปรับจำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเวลา 139 วัน วันละ 44,922.20 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,244,185.80 บาท จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ครั้นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) และค่าธรรมเนียมอายัด พร้อมค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีรวมเป็นเงิน 1,186,667.02 บาท โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากผู้ร้องส่งเงินไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ให้ผู้ร้องส่งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,104,237.86 บาท นับถัดจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันส่งเงินพร้อมค่าธรรมเนียมอายัดร้อยละ 3.5 ของดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย ผู้ร้องมิได้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดว่าผู้ร้องจะยึดเงินค่าปรับจำนวน 1,347,666 บาท ไว้ชำระหนี้ค่าปรับจำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้อง โดยไม่คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ หรือจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัด สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือ ที่ อส 0017/1449 ลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับจำนวน 1,347,666 บาท ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปชำระค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้ โดยผู้ร้องจะต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจะทำให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 ผู้ร้องจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/0543 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมกับแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องต้องส่งเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าปรับจำนวน 30 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ นร 0407/15192 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เป็นเงิน 1,347,666 บาท ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ของแต่ละฝ่ายถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งแสดงเจตนาที่จะหักกลบลบหนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว การหักกลบลบหนี้ย่อมมีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องที่จะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องได้หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินค่าปรับให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/6715 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือตามหนังสือที่ อส 0017/1449 ลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,347,666 บาท ไปชำระหนี้จำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้โดยผู้ร้องต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/0543 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลของการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องรับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 และจำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้ร้องปรับเป็นเงิน 1,866,732.40 บาท โดยมีการหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าก่อสร้างก่อนที่จะมีหมายอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาได้ 30 วัน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำแถลงของผู้ร้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ว่า ผู้ร้องเพิ่งจะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 หาใช่หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 ดังที่ฎีกาไม่ ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นไต่สวน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 342
ป.วิ.พ. ม. 311
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยวัฒน์ อินเตอร์เทรด จำกัด
ผู้ร้อง — มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตาปีเพ้นท์ (1982) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2552
#502734
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวหลังจากผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหาลือลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้โดยผู้ร้องต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือ ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องได้รับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกับชำระเงินแก่โจทก์ 1,316,386.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตอายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากผู้ร้องเป็นเงิน 400,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดบัญชีรับจ่ายถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยทั้งสามยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 1,104,237.86 บาท ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามหมายบังคับคดี โดยรวมค่าธรรมเนียมอายัดพร้อมค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 1,186,667.02 บาท โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้ร้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ให้ผู้ร้องส่งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,104,237.86 บาท นับถัดจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่ส่งเงินพร้อมค่าธรรมเนียมอายัดร้อยละ 3.5 ของดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย แต่ผู้ร้องไม่ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธินำเงินจำนวน 1,347,666 บาท ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปหักกลบลบหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 6,244,185.80 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องชำระเงิน 1,186,677.02 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และมาตรา 312

ผู้ร้องแถลงคัดค้านว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่ผู้ร้องจะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ทำให้การหักกลบลบหนี้มีผลย้อนหลังไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องต้องส่งเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าปรับจำนวน 30 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ นร 0407/15192 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เป็นเงิน 1,347,666 บาท ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ของแต่ละฝ่ายถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งแสดงเจตนาที่จะหักกลบลบหนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว การหักกลบลบหนี้ย่อมมีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องที่จะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องได้หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินค่าปรับให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/6715 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือตามหนังสือที่ อส 0017/1449 ลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,347,666 บาท ไปชำระหนี้จำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้โดยผู้ร้องต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/0543 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลของการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องรับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าหน้าที่บังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 และจำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้ร้องปรับเป็นเงิน 1,866,732.40 บาท โดยมีการหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าก่อสร้างก่อนที่จะมีหมายอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาได้ 30 วัน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำแถลงของผู้ร้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ว่า ผู้ร้องเพิ่งจะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 หาใช่หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 ดังที่ฎีกาไม่ ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นไต่สวน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 342
ป.วิ.พ. ม. 311 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยวัฒน์ อินเตอร์เทรด จำกัด
ผู้ร้อง — มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตาปีเพ้นท์ (1982) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2552
#493979
เปิดฉบับเต็ม

การที่บิดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปยื่นขอจดทะเบียนภาระจำยอม เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการให้ตามคำขอจดทะเบียนโดยไม่มีหน้าที่ไปตรวจดูสภาพความเป็นจริง การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น บิดาโจทก์ยินยอมลงชื่อจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก็เพื่อหลอกธนาคารก็คือจำเลยที่ 3 กลับแสดงว่าบิดาโจทก์เสียอีกเป็นฝ่ายโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกจำเลยที่ 3 เพื่อให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งกระทำตามที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจึงมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมเรื่องภาระจำยอมระหว่างนายพัฒน์ กับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ใช้คำสั่งศาลแสดงเจตนาแทนกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บิดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปยื่นขอจดทะเบียนภาระจำยอม ดังนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการให้ตามคำขอจดทะเบียนโดยไม่มีหน้าที่ไปตรวจดูสภาพความเป็นจริง การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่า บิดาโจทก์ยินยอมลงชื่อจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก็เพื่อหลอกธนาคารก็คือจำเลยที่ 3 แสดงว่าบิดาโจทก์เสียอีกเป็นฝ่ายโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกจำเลยที่ 3 เพื่อให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งกระทำตามที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจึงมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทประสิทธิ์ ปิ่นเพชรพงศ์
จำเลย — นางสุพรรัตน์ บุญญาปฏิภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายเรวัติ จุลชาตินันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2552
#502459
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการโดยมิได้แสดงรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้มาพร้อมกับคำร้องขอ ทั้งๆ ที่ได้ปรากฏชื่อเจ้าหนี้ตามเอกสารต่างๆ ของลูกหนี้ที่ทำไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินของลูกหนี้ พฤติการณ์แห่งคดีส่อเจตนาของลูกหนี้ว่าจงใจไม่แสดงรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้มาพร้อมคำร้องขอตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/6 วรรคสี่ อันเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะทำให้ศาลล้มละลายกลางไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อเจ้าหนี้ไม่ทราบคำสั่งแต่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้มาก่อนหน้านี้ กรณีนับว่ามีเหตุตามกฎหมายให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจาณาแม้จะได้ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 แล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและตั้งลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2547

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ในมูลหนี้ค่าซื้อขายที่ดิน จำนวน 1,369,620.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 564,792 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 แล้ว

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2535 เจ้าหนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับลูกหนี้ โดยชำระเงินมัดจำและผ่อนชำระค่างวดให้ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าหนี้ได้แจ้งลูกหนี้ให้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เจ้าหนี้หลายครั้งแต่ลูกหนี้มิได้ติดต่อกับเจ้าหนี้เลย ต่อมาเจ้าหนี้ทราบว่าศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดว่า เพื่อรักษาสิทธิของผู้ซื้อที่ดินและผู้ซื้อสมาชิกสนามกอล์ฟไนกรณีที่สามารถฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จและสามารถจัดสรรและพัฒนาโครงการจนเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้ผู้ซื้อที่ดินที่ผ่อนเงินดาวน์ไปแล้วบางส่วนมีโอกาสที่จะได้รับที่ดินตามข้อตกลงซื้อขาย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่โฆษณาตั้งผู้ทำแผน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า ในการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้รวบรวมรายชื่อเจ้าหนี้ได้เท่าที่ปรากฏในเอกสารของลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เจ้าหนี้จึงหมดสิทธิได้รับชำระหนี้ ทั้งไม่ใช่เจ้าหนี้ที่มีสิทธิจะได้รับโอนที่ดินตามข้อตกลงซื้อขายตามข้อ 2.3.4 ของแผนฟื้นฟูกิจการและยังมีเงื่อนเวลาที่จะต้องดำเนินการตามแผนสำเร็จก่อน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนที่ว่า มีเหตุตามกฎหมายที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ได้ชำระเงินงวดค่าที่ดินและค่าจ้างพัฒนาที่ดินให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย ร.2 และสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินเอกสารหมาย ร.3 เรียบร้อยตามสัญญาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของลูกหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาที่จะต้องดำเนินการแบ่งแยกที่ดินที่พัฒนาแล้วเสร็จและแจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เจ้าหนี้ แม้ลูกหนี้ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 แจ้งให้เจ้าหนี้เตรียมเอกสารสำคัญเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยได้จัดเตรียมสถาบันการเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับเจ้าหนี้ไว้เรียบร้อยแล้วตามเอกสารหมาย จ.6 แต่ลูกหนี้ก็มิได้มีการดำเนินการอย่างใดอีก จนกระทั่งวันที่ 2 มีนาคม 2548 เจ้าหนี้ได้มีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่เจ้าหนี้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับหนังสือ มิฉะนั้นถือว่าลูกหนี้ผิดสัญญาและให้ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่ลูกหนี้ตามเอกสารหมาย ร.7 เมื่อหนังสือดังกล่าวได้ส่งไปถึงลูกหนี้แล้ว การแสดงเจตนาของเจ้าหนี้ย่อมมีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง แม้ลูกหนี้จะมิได้รับหนังสือนั้นไว้ก็ตาม การที่ลูกหนี้มิได้ปฏิบัติตามสัญญาจนล่วงพ้นกำหนดเวลาตามหนังสือดังกล่าว ถือได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และมีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินเอกสารหมาย ร.2 และ ร.3 แล้วเจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้อีก การที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการโดยมิได้แสดงรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้มาพร้อมกับคำร้องขอทั้งๆ ที่ได้ปรากฏชื่อเจ้าหนี้ตามเอกสารต่างๆ ของลูกหนี้ไม่ว่าในสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจ้างพัฒนาที่ดิน ใบรับเช็คชั่วคราว ใบเสร็จรับเงิน และหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ในการเตรียมเอกสารสำคัญเพื่อการโอนที่ดิน ล้วนแต่เป็นเอกสารของลูกหนี้ที่ทำไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินของลูกหนี้ที่จะต้องเก็บรักษาไว้โดยปลอดภัย ข้ออ้างของลูกหนี้ที่ว่า ในการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ได้รวบรวมรายชื่อและที่อยู่เจ้าหนี้ได้เพียงเท่าที่ปรากฎในบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ท้ายคำร้องขอจึงไม่สมเหตุผล ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์แห่งคดีส่อเจตนาของลูกหนี้ว่าจงใจไม่แสดงรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้รายนี้มาพร้อมคำร้องขอตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/6 วรรคสี่ อันเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ เพราะทำให้ศาลล้มละลายกลางไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อเจ้าหนี้ไม่ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้มาก่อนหน้านี้ กรณีนับว่ามีเหตุตามกฎหมายให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาแม้จะได้ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 แล้วก็ตาม คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/6 วรรคสี่ ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทไดนาสตี้กอล์ฟ
แอนด์คันทรี่คลับ จำกัด
เจ้าหนี้ — นายไกรลักษณ์ บุญมา
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552
#495434
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาทนั้น หมายถึง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตั้งแต่ชั้นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง แตกต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 224 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ถือเอาราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นข้อพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์คิดเป็นเงินภาษีที่พิพาทกันจำนวน 347,380.91 บาท อันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามมาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโดยชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 28 และ 30 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและหนังสือแจ้งการประเมินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนซึ่งเกี่ยวพันกันจึงขออนุญาตให้เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตลอดจนเอกสารที่ใช้ประกอบในการอุทธรณ์ในชั้นพิจารณา เป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว แม้เหตุผลการคัดค้านในคำอุทธรณ์จะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายก็ตามแต่โจทก์ได้ยกรายจ่ายต่าง ๆ ขึ้นอ้างในการฟ้องคดีนี้อันเป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อเป็นการสนับสนุนว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทไม่ชอบนั่นเอง โดยโจทก์ได้แสดงรายละเอียดของรายจ่ายในคำฟ้อง รายจ่ายที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), 8 ป.รัษฎากร มาตรา 30

ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 210/2546 ให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โดยให้เพิ่มต้นทุนของทรัพย์สินในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ ให้นำดอกเบี้ยที่จ่ายไปนั้นรวมเป็นต้นทุนของอาคารและทรัพย์สินอีกหลายรายการด้วย เป็นผลให้การบันทึกราคาต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ตลอดจนดอกเบี้ยที่จ่ายไปในระหว่างการจัดหาทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นและมีผลถึงการหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทด้วย ตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าววินิจฉัยถึงจำนวนต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ที่โจทก์สามารถพิสูจน์จำนวนเงินที่จ่ายไปอันเป็นต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ ทำให้หักค่าเสื่อมราคาได้มากขึ้นจริง โจทก์จึงสามารถพิสูจน์จำนวนเงินที่จ่ายไปในการก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์อันเป็นต้นทุนในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินในคดีดังกล่าวได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิว่า โจทก์คิดค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสูงไปสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค.0822 (สส.5) /09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรที่ 4120061/7/000001 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 4120061/5/100631 ถึงเลขที่ 4120061/5/100640 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ฉบับ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/6/2547 เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/17/2547 และเลขที่ สภ.1(อธ.1)/7/2547 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 รวม 12 ฉบับ และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 4120061/5/100631 ถึงเลขที่ 4120061/5/100640 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/7/2547 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 รวม 10 ฉบับ ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค. 0822 (สส.5)/09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/6/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 ให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขปรับปรุงผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ใหม่ โดยหักรายการรายได้ค่าบริการจำนวน 160,347.60 บาท ออกจากรายได้ของโจทก์ ให้โจทก์นำรายจ่ายจำนวน 26,210 บาท มาหักเป็นรายจ่ายของโจทก์ได้ และดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 6,655.10 บาท เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุนสำหรับการก่อสร้างอาคารของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้นำไปรวมเป็นต้นทุนของอาคารที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อคำนวณหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 โดยลดผลขาดทุนจำนวน 1,157,936.37 บาท หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรเป็นเงิน 1,134 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงธันวาคม 2535 ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเดือนละ 5,610 บาท รวมเป็นเงิน 56,100 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณา การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับอากรแสตมป์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว และวินิจฉัยประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มว่า กรณีเบี้ยปรับนั้นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินยังไม่ถูกต้องดังนั้นจึงให้เรียกเก็บเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพียงกรณีเดียว และกรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางและศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาททั้งหมด ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขปรับปรุง ผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทใหม่ โดยให้หักรายการรายได้ค่าบริการจำนวน 160,347.60 บาท ออกจากรายได้ของโจทก์ ให้โจทก์นำรายจ่ายจำนวน 26,210 บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ได้ และให้นำดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 6,655.10 บาท รวมเป็นต้นทุนสำหรับการก่อสร้างอาคารของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อคำนวณหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 หรือไม่ เห็นว่า กรณีอุทธรณ์ของโจทก์อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาทนั้นหมายถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตั้งแต่ชั้นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง แตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง.." ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ถือเอาราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นข้อพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับข้อหาขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งลดผลขาดทุน 1,157,936.37 บาท มีภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์อัตราร้อยละ 30 คิดเป็นเงินภาษีที่พิพาทกันจำนวน 347,380.91 บาท อันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 โจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ที่จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินในประเด็นรายจ่ายเป็นเหตุให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับไว้พิจารณา จึงไม่มีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องประเด็นนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), 8 ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและหนังสือแจ้งการประเมินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนซึ่งเกี่ยวพันกันจึงขออนุญาตให้เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตลอดจนเอกสารที่ใช้ประกอบในการอุทธรณ์ในชั้นพิจารณา เป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว แม้เหตุผลการคัดค้านในคำอุทธรณ์จะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายก็ตามแต่โจทก์ได้ยกรายจ่ายต่าง ๆ ขึ้นอ้างในการฟ้องคดีนี้อันเป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อเป็นการสนับสนุนว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทไม่ชอบนั่นเอง โดยโจทก์ได้แสดงรายละเอียดของรายจ่ายในคำฟ้อง รายจ่ายที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์คำนวณหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินจำนวน 903,307.35 บาท ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (2) ได้หรือไม่ โจทก์มีนายเกษม กรรมการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในประเด็นรายจ่ายส่วนที่เกี่ยวกับการหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินนั้น เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบและประเมินค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน เป็นการประเมินราคาต้นทุนทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 มิใช่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโจทก์มิได้ก่อสร้างหรือเพิ่มเติมอาคารแต่อย่างใด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินและได้นำคดีฟ้องร้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งในคดีดังกล่าวโจทก์สามารถพิสูจน์จำนวนเงินค่าก่อสร้างได้ รายละเอียดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 210/2546 และศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โดยให้เพิ่มต้นทุนของทรัพย์สินในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ ให้นำดอกเบี้ยที่จ่ายไปนั้นรวมเป็นต้นทุนของอาคารและทรัพย์สินอีกหลายรายการด้วย เป็นผลให้การบันทึกราคาต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ตลอดจนดอกเบี้ยที่จ่ายไปในระหว่างการจัดหาทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นและมีผลถึงการหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทด้วย ตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าววินิจฉัยถึงจำนวนต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ที่โจทก์สามารถพิสูจน์จำนวนเงินที่จ่ายไปอันเป็นต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ ทำให้หักค่าเสื่อมราคาได้มากขึ้นจริง โจทก์จึงสามารถพิสูจน์จำนวนเงินที่จ่ายไปในการก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์อันเป็นต้นทุนในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินในคดีดังกล่าวได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิว่า โจทก์คิดค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสูงไปสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า โจทก์มิได้นำสืบรายการเกี่ยวกับราคาต้นทุนทรัพย์สินว่าเป็นเท่าใด การคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโจทก์ถูกต้องชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (2) อย่างไร จึงไม่อาจพิจารณาให้ได้และพิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค. 0822 (สส.5)/09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/6/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 โดยปรับปรุงต้นทุนของทรัพย์สินเพื่อหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามผลของคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ในคดีหมายเลขแดงที่ 210/2546 เมื่อคดีถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 28 ม. 30 ม. 65 ทวิ (2)
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพน์รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552
#501678
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ให้ถือเอาราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้นเป็นข้อพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่แตกต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 224 ที่ให้ถือเอาราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นข้อพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับข้อหาขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งผลขาดทุนคิดเป็นเงินภาษีที่พิพาทกันจำนวน 347,380.91 บาท อันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

คำอุทธรณ์ของโจทก์ที่คัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทมีข้อความว่า ขออุทธรณ์คัดค้านตามความในมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ "ข้อ 2 โจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จึงขออุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดให้เพิกถอนการประเมินที่มิชอบทั้งหมด แต่เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ด้วย โจทก์จึงขออนุญาตให้เหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตลอดจนเอกสารที่ใช้ประกอบในการอุทธรณ์ของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นพิจารณา" เป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโดยชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 28 และ 30 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและหนังสือแจ้งการประเมินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนซึ่งเกี่ยวพันกันจึงขออนุญาตให้เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตลอดจนเอกสารที่ใช้ประกอบในการอุทธรณ์ในชั้นพิจารณา เป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว แม้เหตุผลการค้านในคำอุทธรณ์จะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่าย แต่โจทก์ได้ยกรายจ่ายต่างๆ ขึ้นอ้างในการฟ้องคดีนี้อันเป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อเป็นการสนับสนุนว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทไม่ชอบนั่นเอง เป็นเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ จำเลยมีฐานะเป็นกรม มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีฝ่ายสรรพากรตามประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังต่อไปนี้

1. หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค.0822 (สส.5)/09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 โดยแจ้งลดผลขาดทุน 1,157,936.37

2. หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรที่ 4120061/7/000001 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 โดยแจ้งว่าในปี 2535 โจทก์มีตราสารสัญญาเช่าอาคารเข้าลักษณะแห่งตราสสาร 1 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โจทก์ปิดอากรแสตมป์ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนขาดไปจำนวน 162 บาท จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรจำนวน 6 เท่า ของเงินอากรเป็นเงิน 972 บาท รวมเป็นเงิน 1,134 บาท

3. ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 4120061/5/100631 ถึงเลขที่ 4120061/5/100640 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ฉบับ แจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงธันวาคม 2535 โดยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเดือนละ 5,610 บาท รวม 10 เดือน เป็นเงิน 56,100 บาท

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยดังต่อไปนี้

1. คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/6/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว

2. คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/17/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ปี 2535 ให้ยกอุทธรณ์ซึ่งคัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร

3. คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/7/2547 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงธันวาคม 2535 รวม 10 ฉบับ เห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย แต่ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพียงกรณีเดียว กรณีมีเหตุอันสมควรผ่อนผันลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวด้วยเหตุผลดังนี้ เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลด้านรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เจ้าพนักงานประเมินประเมินรายได้ค่าบริการโดยตรวจสอบจากสัญญาเช่าว่า โจทก์มีรายได้ค่าบริการ โดยโจทก์บันทึกบัญชีรายได้ค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่จากสัญญาเช่าเซ้งอาคารมหาทุนพลาซ่าเลขที่ 888/154 ถึง 157 ชั้น 15 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร รายเดือนมาบันทึกเป็นรายได้นั้นไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับประโยชน์ในค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่ดังกล่าวแต่อย่างใด ค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่ดังกล่าวเจ้าของอาคารมหาทุนพลาซ่าเป็นผู้เรียกเก็บจากบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ผู้เช่าช่วง รายได้ค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวจึงมิใช่รายได้ของโจทก์ ในด้านรายจ่ายค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าโจทก์บันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินสูงไป 903,307.35 บาท เจ้าพนักงานประเมินเคยตรวจสอบการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2531 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2532 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2532 แล้ว โจทก์ได้มีหนังสือหารือไปยังอธิบดีจำเลยและได้รับหนังสือตอบข้อหารือว่า โจทก์สามารถคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามที่โจทก์หารือได้ การคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เป็นเช่นเดียวกับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินรายจ่ายเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (3), 65 ตรี (3) (9) (13) และ (18) แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นผลให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโจทก์ต่ำกว่าความเป็นจริง และประเมินว่าโจทก์บันทึกมูลค่าทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินไว้ไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 สูงไปนั้น รายจ่ายเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงและโจทก์ได้จ่ายเงินเพื่อให้ได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาจริง ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) (9) (13) และ (18) แห่งประมวลรัษฎากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินแต่อย่างใด ก่อนฟ้องคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โดยให้โจทก์คิดค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้สูงขึ้นตามคดีหมายเลขแดงที่ 210/2546 ของศาลภาษีอากรกลาง ส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่ารายจ่ายในการดำเนินการจำนวน 87,626.32 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) (9) (13) และ (18) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาดังกล่าวนั้น รายจ่ายเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง และโจทก์ได้จ่ายเงินเพื่อให้ได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาจริง ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามแต่อย่างใด ส่วนดอกเบี้ยจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ดอกเบี้ยที่เกิดจากการก่อสร้างจำนวน 6,655.10 บาท จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น โจทก์เห็นว่า อาคารที่จังหวัดระยองและจังหวัดเชียงใหม่ดังกล่าวโจทก์นำออกให้เช่าและมีรายได้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.61/2539 ในข้อ 5 (6) และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 375) พ.ศ.2543 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 92) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งได้กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับก่อสร้างอาคารให้ถือเป็นรายจ่ายเพื่อแสวงหากำไรได้ตั้งแต่อาคารนั้นก่อให้เกิดรายได้ตามวัตถุประสงค์แล้ว กรณีอาคารของโจทก์ที่จังหวัดระยองและจังหวัดเชียงใหม่ได้นำออกให้เช่าตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา ฉะนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารจึงเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร และหากจะรับฟังว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อก่อสร้างอาคารดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ก็ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวรวมเป็นมูลค่าของอาคารในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินให้แก่โจทก์ด้วยจึงจะถูกต้อง ในประเด็นเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2535 นั้น โจทก์ไม่ได้ประกอบกิจการเป็นผู้ดูแลรักษาอาคารสถานที่แต่อย่างใด โจทก์มิได้เป็นผู้รับผลประโยชน์ค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินในส่วนที่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ในปี 2535 โจทก์เรียกเก็นเฉพาะค่าเช่าตามสัญญาเช่าเท่านั้น ไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการโจทก์ไม่ได้รับประโยชน์ในค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่ดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์และค่าเพิ่มอากรตามหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร โจทก์ประกอบกิจการโดยสุจริต ชำระภาษีถูกต้องมาโดยตลอด และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีของเจ้าพนักงานจำเลยเป็นอย่างดี โจทก์ควรได้รับพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค.0822 (สส.5)/09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรที่ 4120061/7/000001 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 4120061/5/100631 ถึงเลขที่ 4120061/5/100640 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ฉบับ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/6/2547 เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/17/2547 และเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/7/2547 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 รวม 12 ฉบับ และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การว่า ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2542 ไม่มีข้อความโต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินว่า การประเมินภาษีรายใดไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างใดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), 8 และประมวลรัษฎากร มาตรา 30 เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย หนังสือชี้แจงเพิ่มเติมของโจทก์ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ไม่อาจถือเป็นคำอุทธรณ์หรือส่วนหนึ่งของคำอุทธรณ์ของโจทก์ได้เนื่องจากยื่นเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 นอกจากนั้นโจทก์มิได้โต้แย้งการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ในส่วนของรายจ่าย เป็นเหตุให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้รับไว้พิจารณาและไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้อีก รายจ่ายเกี่ยวกับทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง โจทก์ได้จ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) (9) (13) และ (18) โจทก์มิได้กล่าวให้แจ้งชัดว่า รายจ่ายที่โจทก์ประสงค์จะโต้แย้งต่อศาลนั้น หมายถึงรายการใด และในแต่ละรายการนั้น ไม่อาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรอย่างไร ทำให้จำเลยไม่อาจให้การต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง ฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนของรายได้ พบว่า โจทก์มีรายได้ค่าบริการเป็นเงินจำนวน 3,930,374.60 บาท แต่บันทึกบัญชีไว้เพียง 3,770,000 บาท โดยโจทก์ไม่นำรายได้ค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่อาคารมหาทุนพลาซ่าตามสัญญาเช่าอาคารรายเดือนเลขที่ 888/154 ถึง 157 ชั้น 15 ถนนเพลินจิต แขวลลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ตามสัญญาเช่าอาคารรายเดือนและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในส่วนของรายจ่ายรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโจทก์บันทึกค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินไว้ 7,860,092.93 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์มีค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินจริงเพียง 6,956,785.58 บาท โดยการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโจทก์ตามหนังสือตอบข้อหารือนั้นถูกต้องแล้ว แต่ตัวเลขที่นำมาแทนค่าในส่วนของราคาทุนทรัพย์สินนั้นโจทก์ลงบัญชีไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์นำรายจ่ายต้องห้ามมาลงเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนำมาเป็นราคาทุนทรัพย์สิน เจ้าพนักงานประเมินได้หักรายจ่ายดังกล่าวออกจากราคาทุนของทรัพย์สินในการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท นอกจากนั้นในด้านรายจ่ายเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์นำรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (3), 65 ตรี (3) (9) (13) และ (18) มารวมคำนวณเป็นรายจ่าย เจ้าพนักงานประเมินจึงได้หักรายจ่ายดังกล่าว ในการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท เป็นเหตุให้รายจ่ายของโจทก์ปรับลดลง เป็นการชอบด้วยประมวลรัษฎากรแล้ว นอกจากนั้นในส่วนของดอกเบี้ยจ่าย เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า โจทก์กู้ยืมเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการและนำเงินดังกล่าวมาใช้เป็นรายจ่ายก่อสร้างแก้ไขเพิ่มเติมอาคาร อันเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน และได้นำรายจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวที่มีลักษณะต้องห้ามมารวมคำนวณเป็นรายจ่าย เจ้าพนักงานประเมินจึงได้หักรายจ่ายในการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท เป็นเหตุให้รายจ่ายของโจทก์ส่วนนี้ปรับลดลงอันเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

2. ตามหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรในปี 2535 เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า ตามสัญญาเช่าอาคารรายเดือนและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนถูกต้องตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เจ้าพนักงานประเมินจึงได้แจ้งให้โจทก์ชำระค่าอากรแสตมป์เพิ่มเติมและให้ชำระเงินเพิ่มอากรแสตมป์อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้ว

3. ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงธันวาคม 2535 เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ไม่นำรายได้ค่าบริการดูแลรักษาอาคารสถานที่อาคารมหาทุนพลาซ่าจากสัญญาเช่าอาคารรายเดือนเลขที่ 888/254 ถึง 157 ชั้น 15 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรายได้จากการให้บริการที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาเช่าอาคารรายเดือนและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาฉบับที่ 1 ถึง 3 ไปแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องในแต่ละเดือนภาษี จึงแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเป็นการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 4120061/5/100631 ถึงเลขที่ 4120061/5/100640 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 รวม 10 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/7/2547 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.1)/16/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 รวม 10 ฉบับ ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค.0822 (สส.5)/09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/6/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 ให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขปรับปรุงผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ใหม่ โดยหักรายการรายได้ค่าบริการจำนวน 160,347.60 บาท ออกจากรายได้ของโจทก์ ให้โจทก์นำรายจ่ายจำนวน 26,210 บาท มาหักเป็นรายจ่ายของโจทก์ได้และดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 6,655.10 บาท เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุนสำหรับการก่อสร้างอาคารของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้นำไปรวมเป็นต้นทุนของอาคารที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อคำนวณหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 โดยลดผลขาดทุนจำนวน 1,157,936.37 บาท หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรเป็นเงิน 1,134 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงธันวาคม 2535 ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเดือนละ 5,610 บาท รวมเป็นเงิน 56,100 บาท ตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 28 ถึง 39 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 70 ถึง 72 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับอากรแสตมป์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว และวินิจฉัยประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มว่า กรณีเบี้ยปรับนั้นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินยังไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงให้เรียกเก็บเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพียงกรณีเดียวและกรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 13, 16, 17, 22, 25, 28, 31, 34, 37, 43, และ 46 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางและศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาททั้งหมด ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขปรับปรุงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทใหม่ โดยให้หักรายการรายได้ค่าบริการจำนวน 160,347.60 บาท ออกจากรายได้ของโจทก์ ให้โจทก์นำรายจ่ายจำนวน 26,210 บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ได้ และให้นำดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 6,655.10 บาท รวมเป็นต้นทุนสำหรับการก่อสร้างอาคารของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อคำนวณหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 หรือไม่โดยจำเลยแก้อุทธรณ์ว่า ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน 903,307.35 บาท ไม่ใช่ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์โดยตรง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายจ่ายตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต้องนำมาหักออกจากรายได้แล้วจึงจะได้ยอดกำไรหรือขาดทุนสุทธิ 1,902,045.41 บาท การปรับลดยอดขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่อาจคำนวณจำนวนทุนทรัพย์ได้เกินห้าหมื่นบาทนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กรณีอุทธรณ์ของโจทก์อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาทนั้นหมายถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตั้งแต่ชั้นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง แตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ถือเอาราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นข้อพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับข้อหาขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งลดผลขาดทุน 1,157,936.37 บาท มีภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์อัตราร้อยละ 30 คิดเป็นเงินภาษีที่พิพาทกันจำนวน 347,380.91 บาท อันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 โจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า คำอุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อความโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินว่า การประเมินรายใดไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร ลักษณะ 2 หมวด 2 ส่วน 2 การอุทธรณ์ ตามมาตรา 28 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด" และมาตรา 30 บัญญัติว่า "ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร...ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน..." คำอุทธรณ์ของโจทก์ที่คัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาท นั้นมีข้อความว่า ขออุทธรณ์คัดค้านตามความในมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ "ข้อ 2 โจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จึงขออุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดให้เพิกถอนการประเมินที่มิชอบของเจ้าพนักงานประเมินทั้งหมด แต่เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และ 2534 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับหนังสือแจงการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ด้วย โจทก์จึงขออนุญาตให้เหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตลอดจนเอกสารที่ใช้ประกอบในการอุทธรณ์ของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นพิจารณา" เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโดยชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 28 และ 30 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนที่จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินในประเด็นรายจ่ายเป็นเหตุให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับไว้พิจารณา จึงไม่มีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องประเด็นนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), 8 ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและหนังสือแจ้งการประเมินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนซึ่งเกี่ยวพันกันจึงขออนุญาตให้เหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตลอดจนเอกสารที่ใช้ประกอบในการอุทธรณ์ในชั้นพิจารณา เป็นกรณีโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว แม้เหตุผลการคัดค้านในคำอุทธรณ์จะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรายจ่ายก็ตามแต่โจทก์ได้ยกรายจ่ายต่างๆ ขึ้นอ้างในการฟ้องคดีนี้อันเป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อเป็นการสนับสนุนว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทไม่ชอบนั่นเอง โดยโจทก์ได้แสดงรายละเอียดของรายจ่ายที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์คำนวณหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินจำนวน 903,307.35 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (2) ได้หรือไม่ โจทก์มีนายเกษม กรรมการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในประเด็นรายจ่ายส่วนที่เกี่ยวกับการหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินนั้น เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบและประเมินค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 35 เป็นการประเมินราคาต้นทุนทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 มิใช่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โจทก์มิได้ก่อสร้างหรือเพิ่มเติมอาคารแต่อย่างใด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินและได้นำคดีฟ้องร้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งในคดีดังกล่าวโจทก์สามารถพิสูจน์จำนวนเงินค่าก่อสร้างได้ รายละเอียดตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางคดีหมายเลขดำที่ 250/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 210/2546 และศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โดยให้เพิ่มต้นทุนของทรัพย์สินในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ ให้นำดอกเบี้ยที่จ่ายไปนั้นรวมเป็นต้นทุนของอาคารและทรัพย์สินอีกหลายรายการด้วย เป็นผลให้การบันทึกราคาต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ตลอดจนดอกเบี้ยที่จ่ายไปในระหว่างการจัดหาระหว่างการจัดหาทรัพย์สินนั้นเพิ่มขึ้นและมีผลถึงการหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทด้วย ตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าววินิจฉัยถึงจำนวนต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ที่โจทก์สามารถพิสูจน์จำนวนเงินที่จ่ายไปอันเป็นต้นทุนของอาคารและอุปกรณ์ ทำให้หักค่าเสื่อมราคาได้มากขึ้นจริง ได้ความจากนางสาวพรศร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยซึ่งเป็นพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ออกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 หลังจากมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท พยานตรวจสอบถึงต้นทุนของทรัพย์สินที่นำมาเป็นฐานคิดค่าเสื่อมราคาของทรัพยสินโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 นั้น มีผลต่อการคิดค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท รายละเอียดตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 139 และ 140 และเกี่ยวกับผลการตรวจสอบและการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 กับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 คลาดเคลื่อนนั้นปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเอกสารหมาย จ.3 คำเบิกความของพยานจำเลยเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ดังวินิจฉัยข้างต้นฟังได้ว่า โจทก์สามารถพิสูจน์จำนวนเงินที่จ่ายไปในการก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์อันเป็นต้นทุนในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินในคดีดังกล่าวได้ตามรายละเอียดในคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเอกสารหมาย จ.3 ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิว่า โจทก์คิดค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินสูงไปสำหรับรอบระยเวลาบัญชีพิพาทจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มิได้นำสืบรายการเกี่ยวกับราคาต้นทุนทรัพย์สินว่าเป็นเท่าใด การคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโจทก์ถูกต้องชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (2) อย่างไร จึงไม่อาจพิจารณาให้ได้และพิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค.0822 (สส.5)/09149 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/6/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 โดยปรับปรุงต้นทุนของทรัพย์สินเพื่อหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามผลของคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 250/2545 คดีหมายเลขแดงที่ 210/2546 เมื่อคดีถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 ม. 8 ม. 25
ป.รัษฎากร ม. 28 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพน์รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 -ที่ 3667/2552
#494179
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดเป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลย ทำหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับเงินเดือนและค่าเที่ยวอีกส่วนหนึ่ง เมื่อจำเลยกำหนดค่าเที่ยวให้โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดตามระยะทางเป็นสำคัญโดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ แสดงว่าค่าเที่ยวไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เงินค่าเที่ยวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุ) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 42 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสี่สิบสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 6 ที่ 7 ที่ 18 ที่ 20 และที่ 25 ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ดังกล่าวจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่สิบสอง (ที่ถูกโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ด) อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดว่า เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติแล้วว่างานที่โจทก์ทั้งหมดต้องปฏิบัติคือการขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จากศูนย์กระจายสินค้า อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั่วประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวตามระยะทางใกล้ไกลที่ต้องขับรถไปทำงานในแต่ละเที่ยว กำหนดอัตราค่าเที่ยวเป็นจำนวนแน่นอนสามารถคำนวณได้ตามระยะทางและจำนวนเที่ยวที่โจทก์แต่ละคนทำได้ตามตารางกำหนดอัตราค่าเที่ยว ซึ่งมีผลบังคับนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2547 โดยกำหนดระยะทางไว้เป็นกิโลเมตร และจำนวนพนักงานขับรถคูณด้วยค่าเที่ยว เช่น ลำดับที่ 5 สระบุรี 110 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 บาท คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) ลำดับที่ 14 พระนครศรีอยุธยา 55 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) โดยไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติว่า การขับรถไปส่งสินค้าระยะประมาณ 100 กิโลเมตร เช่น จังหวัดสระบุรีหรือพระนครศรีอยุธยา พนักงานขับรถได้รับค่าขับรถต่อเที่ยวคนละ 200 บาท หรืออัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 2 บาท และการขับรถไปส่งสินค้าระยะไกลเกิน 1,000 กิโลเมตร เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พนักงานขับรถยังได้ค่าขับรถต่อเที่ยวเพียงคนละ 1,000 บาท หรืออัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 1 บาทเศษ เห็นได้ว่าค่าเที่ยวดังกล่าวกำหนดขึ้นตามระยะทางเป็นสำคัญโดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ แสดงว่าค่าเที่ยวดังกล่าวไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้พนักงานขับรถเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ทั้งคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหมดซึ่งเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกกับจำเลยมีข้อตกลงให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เงินค่าเที่ยวดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) แต่จำเลยก็ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งหมดสำหรับระยะเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกตินั้นด้วย หาใช่ว่าเมื่อลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาแล้วจะถูกตัดสิทธิมิให้ได้รับค่าจ้างธรรมดาไปด้วยไม่...

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 24 และที่ 26 ถึงที่ 42 ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคท้าย

??

??

??

??

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย พูลศิลป์ กับพวก
จำเลย — บริษัทลินฟ๊อกซ์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 -ที่ 3667/2552
#504426
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั่วประเทศ จึงเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวตามระยะทางใกล้ไกล คำนวณได้ตามระยะทางและจำนวนเที่ยวที่ทำได้โดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ ค่าเที่ยวดังกล่าวจึงไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ค่าเที่ยวนั้นจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5

แม้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกจะไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 65 (5) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12ฯ แต่จำเลยก็ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติจากวันละ 8 ชั่วโมงให้แก่โจทก์ โดยถือเกณฑ์คำนวณค่าจ้างเฉลี่ยเงินค่าเที่ยวรวมกับเงินเดือนได้ค่าจ้างเฉลี่ยวันละหรือชั่วโมงละเท่าใด แล้วนำค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงนั้นมาคำนวณค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 42 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 42 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสี่สิบสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อส่งสินค้าให้ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัสทั่วประเทศ ได้รับเงินเดือนตามฟ้องของโจทก์แต่ละคน โดยมีลักษณะการทำงานเป็นรอบ รอบละ 14 วัน กล่าวคือ 7 วันทำการแรกโจทก์ทั้งสี่สิบสองต้องขับรถร่วมกับพนักงานขับรถคู่กะวิ่งงานระยะยาว (ต่างจังหวัด) ผลัดเปลี่ยนกันขับ หากวันทำการที่ 7 โจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นผู้ขับกลับ วันทำการที่ 8 และที่ 9 โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะได้หยุดพัก ส่วนคู่กะจะต้องวิ่งงานระยะสั้น (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ในวันดังกล่าวโดยลำพัง และในวันทำการที่ 10 และที่ 11 โจทก์ทั้งสี่สิบสองต้องวิ่งงานระยะสั้น (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ส่วนคู่กะจะได้หยุดพักในวันดังกล่าว หลังจากนั้นในวันทำการที่ 12 ถึง 14 โจทก์ทั้งสี่สิบสองกับคู่กะจะต้องวิ่งงานระยะสั้นร่วมกัน แล้วจึงเริ่มต้นรอบงานใหม่ ในแต่ละรอบ 14 วัน โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะได้หยุดงาน 2 วัน ส่วนอีก 12 วัน ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หากไม่ขับรถก็ต้องนอนพักผ่อนในรถหรือรอรับงานในเที่ยวต่อไป คิดเป็นชั่วโมงการทำงานปกติ 8 ชั่วโมง นอกเวลาทำงานปกติ 16 ชั่วโมง จำเลยจ่ายเงินเดือนและเงิน "ค่าเที่ยว" ตามระยะทางใกล้ไกลที่ขับรถไปทำงานยังสถานที่ต่างๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสี่สิบสอง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ แต่จำเลยไม่เคยจ่ายเงินดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่สิบสองขอคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติเป็นเวลา 2 ปี ย้อนหลังถึงวันฟ้องของโจทก์แต่ละคน โดยหักวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน ทำงานล่วงเวลาวันละ 16 ชั่วโมง รวมเป็นเวลาทำงานนอกเวลาทำงานปกติ ตามฟ้องของโจทก์แต่ละคน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า เดิมพนักงานขับรถของจำเลยทำงาน 12 วัน หยุด 2 วัน ต่อมาเดือนตุลาคม 2548 ได้เปลี่ยนเป็นทำงาน 6 วัน หยุด 1 วัน โดยมีจำนวนวันทำงานและวันหยุดเท่าเดิม จำเลยจัดให้มีพนักงานขับรถประจำ 2 คน ต่อรถบรรทุก 1 คัน และมีพนักงานสำรองไม่ประจำรถหมุนเวียนเป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณ 2 เดือน รถบรรทุก 1 คัน จะขับส่งสินค้าระยะสั้นและระยะไกลสลับกันไป โดยระยะสั้นไม่เกิน 400 กิโลเมตร ใช้พนักงานขับรถ 1 คน ต่อเที่ยว หากเป็นระยะไกลเกิน 400 กิโลเมตร ขึ้นไปจะใช้พนักงานขับรถ 2 คน ต่อเที่ยวสลับกันขับ ทั้งบางครั้งเมื่อกลับมาแล้วพนักงานขับรถอ่อนเพลียไม่สามารถขับเที่ยวต่อไปหรือไม่มาทำงานหรือลางานหรือมีเหตุอื่น จำเลยก็จะจัดพนักงานสำรองขับรถสลับกับพนักงานประจำรถดังกล่าวโจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงไม่ได้ทำงานขับรถตลอดเวลา การทำงานของโจทก์ทั้งสี่สิบสองนั้นเป็นไปตามกฎหมายโดยทำงานตามปกติวันละ 8 ชั่วโมง หยุดพัก 1 ชั่วโมง และมีสิทธิคิดค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติต่อเมื่อทำงานเกินเวลาดังกล่าวการนับชั่วโมงการทำงานต้องนับเวลาการทำงานจริง การรอรับงานเพื่อวิ่งรถในเที่ยวต่อไปไม่ใช่เวลางานที่จะนำมาคิดค่าตอบแทนและจำเลยไม่เคยให้โจทก์ทั้งสี่สิบสองรอรับงาน การทำงานของโจทก์ทั้งสี่สิบสองเป็นประเภทงานขนส่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 โจทก์ทั้งสี่สิบสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แต่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในเวลาทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกินเวลาทำงานปกติ โจทก์ทั้งสี่สิบสองจะทำงานต่อเมื่อขับรถขนส่งสินค้าเป็นเที่ยว ๆ ตามระยะทางใกล้ไกลโดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำและเงินค่าเที่ยวต่อการขับรถแต่ละเที่ยวมากน้อยตามระยะทางใกล้ไกล ซึ่งได้รวมค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวอีก อัตราเงินเดือนตามฟ้องของโจทก์แต่ละคนไม่ถูกต้องและสูงเกินจริงช่วงเวลาที่โจทก์เรียกร้องมานั้นโจทก์บางคนไม่ได้ทำงานเกินเวลาทำงานตามปกติ บางคนถูกให้ออกจากงาน และบางคนถูกพักงานชั่วคราว เงินค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ใช่เงินที่จำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่โจทก์ทั้งสี่สิบสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 6 ที่ 7 ที่ 18 ที่ 20 และที่ 25 ขอถอนฟ้องศาลแรงงานกลางอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ดังกล่าวจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดว่า เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เห็นว่า พระราบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติแล้วว่างานที่โจทก์ทั้งหมดต้องปฏิบัติคือการขับรถบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จากศูนย์กระจายสินค้า อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั่วประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวตามระยะทางใกล้ไกลที่ต้องขับรถไปทำงานในแต่ละเที่ยว กำหนดอัตราค่าเที่ยวไว้เป็นจำนวนแน่นอนสามารถคำนวณได้ตามระยะทางและจำนวนเที่ยวที่โจทก์แต่ละคนทำได้ตามตารางกำหนดอัตราค่าเที่ยวเอกสารหมาย จ.ล.2 ซึ่งมีผลบังคับนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2547 โดยกำหนดระยะทางไว้เป็นกิโลเมตร และจำนวนพนักงานขับรถคูณด้วยค่าเที่ยว เช่น ลำดับที่ 5 สระบุรี 110 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 บาท คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) ลำดับที่ 14 พระนครศรีอยุธยา 55 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 200 บาท คูณด้วย 1 (ขับคนเดียว) ลำดับที่ 25 ชลบุรี 300 กิโลเมตร ค่าเที่ยว 250 บาท คูณ 1 และ 140 บาท คูณ 2 (ขับเดียว 250 บาท ขับ 2 คน คนละ 140 บาท) ลำดับที่ 31 หาดใหญ่ 2,100 กิโลเมตร 1,000 บาท คูณ 2 (ขับ 2 คน คนละ 1,000 บาท) โดยไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.ล.2 ว่า การขับรถไปส่งสินค้าระยะประมาณ 100 กิโลเมตร เช่น จังหวัดสระบุรีหรือพระนครศรีอยุธยา พนักงานขับรถได้รับค่าขับรถต่อเที่ยวคนละ 200 บาท หรืออัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 2 บาท และการขับรถไปส่งสินค้าระยะไกลเกิน 1,000 กิโลเมตร เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พนักงานขับรถยังได้ค่าขับรถต่อเที่ยวเพียงคนละ 1,000 บาท หรืออัตราเฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณ 1 บาทเศษ เห็นได้ว่าค่าเที่ยวดังกล่าวกำหนดขึ้นตามระยะทางเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ แสดงว่าค่าเที่ยวดังกล่าวไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการขับรถในส่วนที่เกินเวลาทำงานปกติ แต่มีลักษณะเป็นการตอบแทนการเดินทางไปปฏิบัติงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้พนักงานขับรถเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ทั้งคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหมดซึ่งเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกกับจำเลยมีข้อตกลงให้จ่ายค่าเที่ยวเป็นการตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เงินค่าเที่ยวดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งหมดเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบกจะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าล่วงเวลาในชั่วโมงที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (8) (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) แต่จำเลยก็ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งหมดสำหรับเวลาที่งานเกินเวลาทำงานปกตินั้นด้วย หาใช่ว่าเมื่อลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาแล้วจะถูกตัดสิทธิมิให้ได้รับค่าจ้างธรรมดาไปด้วยไม่ โจทก์ทั้งหมดจึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามจำนวนเวลาที่โจทก์ทั้งหมดได้ทำงานเกินจากวันละ 8 ชั่วโมง โดยถือเกณฑ์คำนวณค่าจ้างเฉลี่ยเงินค่าเที่ยวรวมกับเงินเดือนได้ค่าจ้างเฉลี่ยวันละหรือชั่วโมงละเท่าใด แล้วนำค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงนั้นมาคำนวณค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคนเป็นต้นไป แต่จำนวนเงินดังกล่าวไม่ให้เกินคำขอของโจทก์แต่ละคน

อนึ่ง ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษาถึงจำนวนเงินค่าตอบแทนในการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้โจทก์แต่ละคนได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนว่ามีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานเกินเวลาทำงานปกติจำนวนกี่ชั่วโมง และมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติคนละเท่าไรก่อนแล้วพิพากษาคดีเสียใหม่ตามรูปคดี"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 24 และที่ 26 ถึงที่ 42 ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคท้าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 65 (8)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย พูลศิลป์ กับพวก
จำเลย — บริษัทลินฟ๊อกซ์ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2552
#503125
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาเป็นข้อตกลงในศาลชั้นบังคับคดีหลังจากที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและได้ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยอมตกลงกับจำเลยในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิพากษาคดีใหม่ โดยยอมรับตามที่จำเลยขอผ่อนชำระหนี้ในยอดเงิน 41,000 บาท โดยแบ่งชำระเป็น 2 งวด เป็นเพียงโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย หากจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามกำหนดในข้อตกลงดังกล่าว ทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าโจทก์ยอมยกเลิกหรือไม่ติดใจบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมจากจำเลยทันที แต่ระบุว่าหากจำเลยนำเงินมาชำระครบถ้วนแล้ว โจทก์ก็ไม่ติดใจจะบังคับคดีกับจำเลยในคดีนี้อีกเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาสิ้นผลบังคับไป ฉะนั้นเมื่อจำเลยผิดข้อตกลงไม่นำเงินงวดที่ 2 จำนวน 31,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอีก และโจทก์จำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาเดิม โจทก์จึงยังคงมีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเดิมต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายต่อมาโจทก์ได้ยื่นหนังสือลาออกจากงานโดยให้มีผลในวันที่ 25 มิถุนายน 2549 แต่จำเลยมีหนังสืออนุมัติให้โจทก์ลาออกตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไป ทำให้โจทก์เสียหาย เสียโอกาสในการทำงานและได้รับค่าจ้างถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์กำหนดให้มีผลเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้าง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าจ้าง 1 เดือน ค่าจ้างที่โจทก์ทำงานในวันหยุดชดเชย 2 วัน ค่าเบี้ยเลี้ยงรวมเป็นค่าจ้างค้างจ่ายทั้งสิ้น 44,833.34 บาท ค่าเงินประกัน 4,000 บาท และให้จำเลยจ่ายค่าคอมมิสชันอัตราร้อยละ 1 จากยอดขายที่โจทก์ทำได้ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และค่าเสียหายจากการทำละเมิด 41,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยได้รับหมายเรียกแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 44,833.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 52,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีใหม่

ระหว่างนัดไต่สวนคำร้อง วันที่ 8 พฤษภาคม 2550 นายวิทยา กรรมการจำเลย แถลงต่อศาลว่ายินยอมที่จะชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 41,000 บาท โดยจะนำเงินมาวางศาลชำระเป็น 2 งวด ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ศาลสอบโจทก์แล้วแถลงว่า หากจำเลยนำเงินมาชำระครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ติดใจที่จะบังคับคดีกับจำเลยในคดีนี้อีก ศาลแรงงานกลางจึงให้เลื่อนไปนัดไต่สวนใหม่ในวันที่ 14 มิถุนายน 2550 เวลา 9 นาฬิกา ตามวันว่างของคู่ความรายละเอียดตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระงวดแรกวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 จำเลยได้นำเงินมาวางศาลชำระให้แก่โจทก์จำนวน 10,000 บาท ตามคำร้องขอวางเงินฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 ต่อมาถึงวันนัดไต่สวนใหม่วันที่ 14 มิถุนายน 2550 ปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัด โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลแรงงานกลางถือว่าจำเลยไม่ติดใจคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องว่า ได้นำเงินสดที่เหลือจำนวน 31,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจทก์ และขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดี ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดบัญชีเงินฝากของจำเลย 3 บัญชี

ศาลแรงงานกลางพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลมีคำสั่งยกคำร้องเพราะจำเลยไม่มาศาล ถือว่าไม่ติดใจร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แม้จะปรากฏในชั้นไต่สวนขอพิจารณาคดีใหม่ว่าได้มีการตกลงกับโจทก์ว่า หากนายวิทยาชำระเงินแก่โจทก์ 41,000 บาท โดยแบ่งชำระเป็น 2 งวด โจทก์จะไม่บังคับคดีจำเลย แต่เมื่อคำร้องพิจารณาคดีใหม่ถูกยกไปแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกไปด้วยโดยจะต้องบังคับตามคำพิพากษา ดังนั้น จึงไม่มีการณีที่จำเลยจะต้องนำเงินมาวางศาลเพื่อให้โจทก์ไม่ต้องบังคับคดีแก่จำเลยตามที่ตกลงในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่อีก ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงินส่วนที่เหลืออีก 31,000 บาท ให้แก่โทก์ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 โดยอ้างว่าข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันโจทก์จำเลยที่ลงลายมือชื่อไว้และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยชอบแล้วหรือไม่ โดยที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 ดังกล่าวถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ลงลายมือชื่อไปแล้ว ทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาสิ้นผลไปและไม่ได้มีข้อตกลงว่าหากจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความภายในกำหนดแล้ว โจทก์สามารถบังคับกับจำเลยได้ทันที จำเลยจึงยังคงมีความผูกพันตามข้อตกลงที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในหนี้ส่วนที่เหลือให้ครบถ้วนและโจทก์ไม่มีอำนาจแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากของจำเลยต่อไปนั้น เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวแม้จะเป็นข้อตกลงในศาล แต่ก็เป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีหลังจากที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและได้ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยอมตกลงกับจำเลยในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ โดยยอมรับตามที่จำเลยขอผ่อนชำระหนี้ในยอดเงิน 41,000 บาท โดยแบ่งชำระเป็น 2 งวด ดังกล่าวนั้นก็เป็นเพียงโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย หากจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามกำหนดในข้อตกลงดังกล่าว ทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าโจทก์ยอมยกเลิกหรือไม่ติดใจบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมจากจำเลยทันที แต่ระบุว่าหากจำเลยนำเงินมาชำระครบถ้วนแล้ว โจทก์ก็ไม่ติดใจจะบังคับคดีกับจำเลยในคดีนี้อีกเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาสิ้นผลบังคับไป ฉะนั้นเมื่อจำเลยผิดข้อตกลงไม่นำเงินงวดที่ 2 จำนวน 31,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอีก และโจทก์จำเลยยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาเดิม โจทก์จึงยังคงมีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเดิมต่อไปได้ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องที่จำเลยขอวางเงินส่วนที่เหลือชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 31,000 บาท ตามข้อตกลงดังกล่าว และที่ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจตุรงค์ วัฒนชาติ
จำเลย — บริษัทเจเนซิส มีเดียคอม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3568/2552
#505929
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปจากจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเพียงผู้เช่าซื้อก็สามารถนำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลได้ การที่จำเลยที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปใช้ในการประกอบการขนส่งและใช้ใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลของจำเลยที่ 4 ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 4 มิได้ทักท้วงหรือแจ้งถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว ทั้งรถคันเกิดเหตุมีป้ายวงกลมซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 4 ติดอยู่ที่หน้ากระจกรถด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบการขนส่งโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ เมื่อขณะเกิดเหตุกระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ได้กระทำในทางการที่จ้างและในธุรกิจประกอบการขนส่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 381,306 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 361,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 301,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 266,000 บาท นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2542 ไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 6,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 301,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 266,000 บาท นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ นอกจากนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน นค-674 เชียงใหม่ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขนส่งโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 4 มีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-0782 ศรีสะเกษ และได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล จำเลยที่ 4 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถและนำรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไปประกอบกิจการขนส่ง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2542 เวลา 13.40 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-0782 ศรีสะเกษ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 มาตามถนนสายเอเชียแล่นมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครสวรรค์ด้วยความประมาทเมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 92 ถึง 93 ตำบลตานิม อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวหลุดออกจากตัวรถกระเด็นข้ามร่องกลางถนนมายังฝั่งตรงข้ามกระแทกถูกรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน กง-2466 นครสวรรค์ ที่มีนายสุรพงษ์ ขับแล่นสวนทางมาตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร ทำให้รถยนต์เก๋งเสียหลักไปทางด้านซ้ายและเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งและรถยนต์ของโจทก์พลิกคว่ำตกลงไปในร่องกลางถนนได้รับความเสียหาย และมีผู้โดยสารในรถยนต์ของโจทก์ถึงแก่ความตาย 1 คน และได้รับอันตรายสาหัส 2 คน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-0782 ศรีสะเกษ คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้เช่าซื้อมาจากจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 4 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขนส่ง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวและนำรถไปประกอบกิจการขนส่ง นายอาคม พยานโจทก์ซึ่งรับราชการตำแหน่งขนส่งจังหวัดศรีสะเกษเบิกความว่า เงื่อนไขในการขอใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลนั้น ผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นผู้ประกอบการและมีรถยนต์เป็นของตนเองหรือเป็นผู้เช่าซื้อก็ได้ จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ทราบว่าจำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวมาเพื่อใช้ในการประกอบการใช้รถขนส่ง ในการขนส่งนั้นจะต้องมีใบอนุยาตประกอบการจึงจะรับจ้างขนส่งได้ ที่จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวมาก็เพื่อจะใช้ใบประกอบการของจำเลยที่ 4 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปจากจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเพียงผู้เช่าซื้อก็ย่อมสามารถนำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลได้ การที่จำเลยที่ 4 ยังยินยอมให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปใช้ในการประกอบการขนส่งและใช้ใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลของจำเลยที่ 4 อยู่ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 4 มิได้ทักท้วงหรือแจ้งถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวอีกทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 3 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า รถคันเกิดเหตุมีป้ายวงกลมซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 4 ติดอยู่ที่หน้ากระจกรถด้วย ดังนี้ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือรับประโยชน์จากจำเลยที่ 2 นั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบการขนส่งโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ เมื่อขณะเกิดเหตุกระทำละเมิดจำเลยที่ 1 ได้กระทำในทางการที่จ้างและในธุรกิจประกอบการขนส่งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ เทพรักษ์
จำเลย — นายเกรียงไกร นามวิจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3558/2552
#501670
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันที่ว่าการอำเภอท่าเรือว่า ให้รังวัดแบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วน โดยยึดการถือครองตามเดิมเป็นหลัก ทางเดินให้ใช้ทางหลังอาคารพาณิชย์กว้าง 1.2 เมตร ออกสู่ถนนทางด้านข้างอาคารพาณิชย์ถึงถนนสาธารณะโดยให้ใช้ได้ตลอดไป ส่วนท่อระบายน้ำให้ขุดลอกหน้าท่อระบายน้ำให้มีระดับต่ำกว่าปากท่อ หากมีการซื้อขายส่วนเกินให้คิดราคา 1,800 บาท ต่อตารางวา และภายหลังจัดทำแผนที่โจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ บันทึกและแผนที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งที่ดินกันอีกตามรูปแผนที่ ซึ่งทั้งโจทก์ และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองไว้ จึงมีผลผูกพันคู่ความ แม้โจทก์จะมิได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงด้วยตนเอง แต่พฤติการณ์โจทก์ถือได้ว่าเชิด ส. เป็นผู้ลงลายมือชื่อกระทำการแทน มีผลเช่นดียวกับที่โจทก์ลงลายมือชื่อเอง และถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้น ซึ่งรูปแผนที่ตรงกับแผนที่วิวาทจึงต้องแบ่งแยกกรรมสิทธิที่ดินไปตามแผนที่วิวาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินส่วนของโจทก์เนื้อที่จำนวน 180 ตารางวา ส่วนของจำเลยทั้งสองเนื้อที่คนละ 60 ตารางวา โจกท์และจำเลยทั้งสองตกลงกันแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและตกลงให้เจ้าหน้าที่ที่ดินรังวัดตามส่วนที่มีกรรมสิทธิและตามที่ครอบครอง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดินทำการรังวัดตามขอ จำเลยทั้งสองกลับไม่ยินยอมตามที่ตกลงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 180 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านพักอาศัยและแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเกินกว่า 20 ปีแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งที่ดินตามส่วนสัด แต่หากรังวัดแบ่งแยกแล้วส่วนที่แต่ละฝ่ายครอบครองเกินส่วนของตนให้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เกินเป็นเงินตารางวาละ 1,800 บาท และโจทก์ตกลงกันที่ดินเป็นทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะและทำทางระบายน้ำให้แก่จำเลยทั้งสองแต่เจ้าหน้าที่ที่ดินงดการรังวัดแบ่งแยกเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่โจทก์เนื้อที่ดินจำนวน 3 ส่วน ใน 5 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามส่วนที่โจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตกตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ประมาณ 3 งาน ส่วนของโจทก์ 3 ส่วนใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 180 ตารางวา ส่วนของจำเลยทั้งสองคนละ 1 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่คนละ 60 ตารางวา โดยโจทก์ได้กรรมสิทธิ์เนื้อที่ 120 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 80 จากนางสาวชูศรี และต่อมาซื้อที่ดินส่วนของนางวรรณา เพิ่มอีก 60 ตารางวา ที่ดินทั้งสองส่วนอยู่ติดกัน โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วน โดยโจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตก จำเลยทั้งสองครองครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออก โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองทางด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยที่ 2 ครอบครองทางด้านทิศเหนือ โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องการแบ่งแยกที่ดิน แต่ตกลงกันไม่ได้จึงให้เจ้าหน้าที่อำเภอท่าเรือไกล่เกลี่ย โดยโจทก์ตกลงเปิดทางเดินทางด้านทิศเหนือกว้าง 1.20 เมตร และให้วางท่อระบายน้ำในที่ดินด้านทิศใต้ จากนั้นโจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดินรังวัดที่ดินแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าหน้าที่ที่ดินจึงยกเลิกการรังวัด ในการทำแผนที่วิวาทตามคำสั่งศาล โจทก์และจำเลยทั้งสองนำชี้ที่ดินส่วนที่แต่ละฝ่ายครอบครอง โดยโจทก์นำชี้เนื้อที่ติดกันจะล้ำเข้าไปในส่วนที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างบ้าน และห้องน้ำล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำชี้เป็นเหตุให้ที่ดินโจทก์ถูกแบ่งออกเป็น 2 แปลง แปลงเล็กเนื้อที่ 22 ตารางวา โดยมีที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คั่นอยู่

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ควรแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ตามแผนที่วิวาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันที่ว่าการอำเภอท่าเรือ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 ว่า ให้รังวัดแบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วน โดยยึดการถือครองตามเดิมเป็นหลักทางเดินให้ใช้ทางหลังอาคารพาณิชย์กว้าง 1.2 เมตร ออกสู่ถนนทางด้านข้างอาคารพาณิชย์ถึงถนนสาธารณะโดยให้ใช้ได้ตลอดไป ส่วนท่อระบายน้ำให้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยขุดลอกหน้าท่อระบายน้ำให้มีระดับต่ำกว่าปากท่อ สามารถให้น้ำไหลออกสู่ร่องของเทศบาล หากมีการซื้อขายส่วนเกินให้คิดราคา 1,800 บาทต่อตารางวา และภายหลังจัดทำแผนที่เอกสารหมาย จ.3 โจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ เห็นว่า บันทึกและแผนที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งนายสละ สามีโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งที่ดินกันอีกตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งท้งโจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองไว้ จึงมีผลผูกพันคู่ความ แม้โจทก์จะมิได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงด้วยตนเอง แต่พฤติการณ์โจทก์ถือได้ว่าเชิดนายสละเป็นผู้ลงลายมือชื่อกระทำการแทน มีผลเช่นเดียวกับที่โจทก์ลงลายมือชื่อเอง และแผนที่ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้น ซึ่งรูปแผนที่ตรงกับแผนที่วิวาทจึงต้องแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินไปตามแผนที่วิวาท"

พิพากษาแห้เป็นว่า ให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปตามแผนที่วิวาทโดยให้จำเลยที่ 1 ได้รับที่ดินในส่วนที่นำชี้และในส่วนที่ระบุว่าเป็นส่วนของโจทก์ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกอีก 22 ตารางวา โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 1,800 บาทเป็นการตอบแทน ค่าใช้จ่ายในการโอนรวมทั้งภาษีเงินได้ให้ออกคนละครึ่ง และให้โจทก์และจำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ตามส่วนของตน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจมาศ เธียรประดิษฐ์
จำเลย — นางเหวย คงเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา