คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2552
#502391
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แทนจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขั้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 (4)

พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับสำหรับในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ มิได้นำมาใช้ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าคดีมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ การมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่านางดวงพร จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.9362/2545 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 รวม 2 กระทง ให้จำคุก 7 ปี 4 เดือน ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวอ่อนจันทร์ จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวกับผู้ร้องเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นตามคำแนะนำของทนายจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและทำความเห็นส่งสำนวนไปศาลฎีกา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 (4) บัญญัติว่า ผู้บุพการี, ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่ตามคำร้องของผู้ร้องปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แทนจำเลยที่ 1 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะมีคำสั่งว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ โดยอ้างพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (2) และให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาให้ศาลฎีกาสั่งนั้น เห็นว่า มิชอบด้วยมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้เพราะการสั่งคำร้องดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ส่วนมาตรา 13 (2) เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับสำหรับในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ มิได้นำมาใช้ในชั้นไต่สวนคำร้องว่าคดีมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และปัญหาเรื่องบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งใหม่ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำร้องขอของผู้ร้องชอบด้วยมาตรา 5 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่"

พิพากษาให้ยกคำร้องของของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 6 ม. 10 ม. 13
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายไพรินทร์ เพชราวุธ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3862/2552
#505930
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่พิพาทมีชื่อของจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 ตกลงยอมแบ่งที่พิพาทให้เป็นของผู้ร้องตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2513 ผู้ร้องได้ครอบครองตลอดมา โดยจำเลยที่ 2 ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่พิพาทเลย การที่จำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินซึ่งได้มาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ยอมแบ่งที่พิพาทให้เป็นของผู้ร้องแต่ผู้เดียวแล้ว เห็นได้ชัดว่า การขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่พิพาทของจำเลยที่ 2 มิได้กระทำไปในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองอยู่ด้วยแล้ว พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เมื่อที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นยันแก่โจทก์เจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาผู้นำยึดได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้ปล่อยที่พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจกท์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 308 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี โดยยึดที่ดินจำนองดังกล่าวขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้แล้วบางส่วน ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13263 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงิน 860,620 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2513 โดยมีบันทึกตกลงแบ่งทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าว่าให้ที่พิพาทตาม น.ส.3 เลขที่ 132 เป็นของผู้ร้อง และต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 13263 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 โดยมีชื่อผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และหลังจากหย่าขาดจากกันผู้ร้องได้ครอบครองที่พิพาทซึ่งมีบ้านเลขที่ 67 ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตลอดมา ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่พิพาทหรือไม่... เห็นว่า แม้ที่พิพาทมีชื่อของจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 ตกลงยอมแบ่งที่พิพาทให้เป็นของผู้ร้องตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2513 ผู้ร้องได้ครอบครองตลอดมา โดยจำเลยที่ 2 ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่พิพาทเลย การที่จำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินซึ่งได้มาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ยอมแบ่งที่พิพาทให้เป็นของผู้ร้องแต่ผู้เดียวแล้ว เห็นได้ชัดว่าการขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่พิพาทของจำเลยที่ 2 มิได้กระทำไปในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองอยู่ด้วยแล้วพยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นยันแก่โจทก์เจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาผู้นำยึดได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาทผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้ปล่อยที่พิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศษลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางแจ้ว ใจมั่น
จำเลย — นางสาวสุลัดดา ใจมั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3861/2552
#502765
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จะอ้างสิทธิที่จะเกิดจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ส่วนที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,920,518.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินบางส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่โจทก์นำยึดเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้อง โดยผู้ร้องซื้อที่ดินส่วนดังกล่าวมาจากนายคำ นางเบา และได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินที่ซื้อมา ต่อมานางทองอินทร์ บุตรของนายคำกับนางเบานำที่ดินแปลงใหญ่ทั้งแปลงไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แบ่งขายให้จำเลย ขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่โจทก์นำยึด

โจทก์ให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทที่โจทก์นำยึด ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทมาจากนางทองอินทร์ ทายาทของนายคำ นางเบา จำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเฉพาะส่วนบริเวณที่ดินพิพาท ตามเส้นกรอบสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 9 ตารางวา ตามเอกสารหมาย ร.จ.1 กับโจทก์และจำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ร้องและจำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายคำ นางเบา โดยในขณะนั้นผู้ร้องมีอายุประมาณ 20 ปีเศษ นับถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 50 ปีแล้ว หลังจากผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทได้ประมาณ 1 เดือนก็ปลูกบ้านและทำเป็นร้านค้า โดยผู้ร้องมีนายเลี้ยง ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ที่ดินพิพาทและนายประเทือง กำนันตำบลสะแกซำ และเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนทำนองเดียวกัน เห็นว่า นายเลี้ยงเป็นคนในท้องที่อาศัยอยู่ใกล้ที่ดินพิพาท ขณะเบิกความมีอายุ 77 ปี ย่อมอยู่ในฐานะที่จะทราบประวัติความเป็นมาของที่ดินพิพาทโดยไม่มีข้อน่าสงสัย ส่วนนายประเทืองเบิกความยืนยันว่า ระหว่างที่พยานดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน นายคำกับนางเบาได้มาแจ้งสำรวจผู้เสียภาษี พยานจึงทราบเรื่องที่นายคำกับนางเบาขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้อง ซึ่งในข้อนี้ผู้ร้องมีใบเสร็จภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมทั้งใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเจ้าของเป็นส่วนสัดของตนต่างหาก พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงสอดคล้องกันสมเหตุผลมีน้ำหนัก ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์นั้นโจทก์คงมีจำเลยเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 56 จากนางทองอินทร์ซึ่งเป็นบุตรของนายคำกับนางเบา เมื่อปี 2528 โดยนางทองอินทร์บอกจำเลยว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัย จำเลยจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยลำพัง ประกอบกับจำเลยจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 56 ไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจนครบถ้วน จำเลยจึงมีส่วนได้เสียในคดีร้องขัดทรัพย์นี้โดยตรง พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าจากนายคำ นางเบา ผู้เป็นเจ้าของ เมื่อนายคำ นางเบาสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทและโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง และผู้ร้องเข้าครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนแล้วการครอบครองที่ดินพิพาทของนายคำ นางเบาจึงสิ้นสุดลง ผู้ร้องย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1377 และ 1378 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของผู้ร้อง ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนรับจำนองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น เห็นว่า เมื่อนายคำ นางเบาไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทแล้ว ดังนี้ นางทองอินทร์ผู้เป็นทายาทของนายคำกับนางเบาจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นของตน และไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยแม้จำเลยจะมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้รับโอน ก็ไม่ทำให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยหามีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจำนองแก่โจทก์ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 การจำนองจึงไม่มีผล โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสุจริตหรือไม่ เพราะสิทธิของผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในส่วนที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จะอ้างสิทธิที่เกิดจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ส่วนที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705 ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางบุญช่วย พรหมภักดิ์
จำเลย — นายสว่าง โกศลศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มนตรี ยอดปัญญา
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3851/2552
#502762
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ในกรณีที่ไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกามาพร้อมคำแก้อุทธรณ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมสินเชื่อเงินสดจำนวน 63,582.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 33,622.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 45,837.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,622.97 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ในกรณีที่ไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกามาพร้อมคำแก้อุทธรณ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีอี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสาโรจน์ เฮงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2552
#503014
เปิดฉบับเต็ม

ทนายความโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เสียค่าฤชาธรรมเนียมเพิ่ม และได้ลงลายมือชื่อในตราประทับให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์วันที่ 23 กรกฎาคม 2544 จึงถือไม่ได้ว่าทนายความโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วในวันนั้น แม้ต่อมาทนายความโจทก์ได้มายื่นคำคัดค้านคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานในชั้นไต่สวนอนาถาต่อศาลชั้นต้นและต่อมาได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายความโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาก็ไม่เกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่เป็นการดำเนินคดีชั้นไต่สวนอนาถา เมื่อถึงวันนัดไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินการไต่สวนได้เพราะศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งในเรื่องที่โจทก์ไม่นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ทนายความโจทก์จึงได้ยื่นคำแถลงขออนุญาตนำส่งและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ทั้งค่าขึ้นศาลที่เสียเพิ่มไปแล้วก็เป็นเงินจำนวนมาก ไม่มีเหตุผลอะไรที่โจทก์จะทิ้งฟ้องอุทธรณ์ พฤติการณ์ไม่แน่ชัดว่าทนายความโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการนำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ประกอบกับทนายความโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขออนุญาตนำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์ส่งคำพิพากษามาอ่าน และปัญหาที่อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมควรให้โอกาสโจทก์ได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดหลายข้อหาแยกต่างหากจากกัน โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200,000 บาท ยังไม่ครบถ้วน ให้โจทก์นำค่าขึ้นศาลมาวางเพิ่ม 1,425,265 บาท ภายใน 15 วัน โจทก์ได้นำค่าขึ้นศาลที่สั่งให้เสียเพิ่มมาชำระจนครบ และยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 52,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ศาลชั้นต้นสั่งให้รับอุทธรณ์สำเนาให้จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์นำส่งภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ หากมาแถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของศาลได้รายงานศาลชั้นต้นว่า โจทก์มิได้นำส่งหมายนัดพร้อมสำเนาอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยทั้งสองทราบและมิได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เฉพาะฎีกาข้อ 2.1 ไม่รับฎีกาข้อ 2.2 และ 2.3 โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาข้อง 2.2 และ 2.3 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ทนายความโจทก์ได้มายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เสียค่าฤชาธรรมเนียมเพิ่ม และได้ลงลายมือชื่อในตราประทับให้มาทราบคำสั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 หลังวันที่สั่งให้ทนายความโจทก์มาฟังคำสั่ง จึงถือไม่ได้ว่าทนายความโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วในวันนั้น แม้ต่อมาคนอนาถาของจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานในชั้นไต่สวนอนาถาต่อศาลชั้นต้น และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 ได้มอบฉันทะให้เสมียนของโจทก์ แต่เป็นการดำเนินคดีชั้นไต่สวนอนาถา วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง แต่ไม่อาจดำเนินการไต่สวนได้เพราะว่าศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งเรื่องที่โจทก์ไม่นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ทนายความโจทก์จึงทราบว่ายังไม่ได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 หลังจากที่ทนายความโจทก์ทราบจากศาลชั้นต้นแล้ว ทนายความโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขออนุญาตนำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ โดยอ้างว่าหลังจากได้ยื่นอุทธรณ์แล้วทนายความโจทก์ได้มอบหมายให้เสมียนของทนายความโจทก์ไปดำเนินการวางเงินค่านำหมายและสำเนาอุทธรณ์แล้ว และเสมียนของทนายความโจทก์ได้แจ้งแก่ทนายความโจทก์ว่านำหมายและสำเนาอุทธรณ์และส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ทั้งค่าขึ้นศาลที่เสียเพิ่มไปแล้วก็เป็นเงินจำนวนมาก ไม่มีเหตุผลอะไรที่โจทก์จะทิ้งฟ้องอุทธรณ์ พฤติการณ์ไม่แน่ชัดว่าทนายความโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการนำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ประกอบกับทนายความโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขออนุญาตนำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ก่อนศาลอุทธรณ์ส่งคำพิพากษามาอ่าน และปัญหาที่อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมความให้โอกาสโจทก์ได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ตามที่ขอ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์และพิพากษาให้จำหน่ายคดีนั้นไม่ชอบ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ดำเนินการนำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล ทรัสต์
โจทก์ — และเซฟวิ่งส์ แอสโซซิเอชั่น
จำเลย — บริษัท สยามแมกซีม่า (1987) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2552
#502758
เปิดฉบับเต็ม

การนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ให้ถูกต้อง เพราะการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเป็นหน้าที่ของศาลอยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อนี้โดยนำเอาบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 466 มาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่มีอยู่จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันแต่อย่างใด

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า การที่โจทก์อ้างว่าที่ดินที่เช่าซื้อมีขนาดถึง 69 ตารางวาเพิ่มมากขึ้น 42 ตารางวา หรือมากกว่า 1.5 เท่าของเนื้อที่ดินที่เช่าซื้อ โจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่รับไว้ก็ได้ หากการล้ำจำนวนนั้นเกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ แต่โจทก์หาได้ทำเช่นนั้นไม่ กลับยื่นคำร้องขอชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือเป็นเงินสด แต่ตามพยานหลักฐานจำเลยเท่าที่นำสืบมาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือเป็นเงินสดตามคำให้การจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาว่าสัญญาเช่าซื้อไม่อาจกำหนดเนื้อที่ดินได้แน่นอนนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อกันไว้ว่า โจทก์ตกลงเช่าซื้อที่ดินจากจำเลยเนื้อที่ 27 ตารางวา ภายหลังที่รังวัดออกโฉนดแล้วหากปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ คู่สัญญายอมให้คิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วนในอัตราตารางวาละ 20,000 บาท โดยผู้เช่าซื้อยินยอมชำระราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามวิธีการที่กำหนดไว้ และเมื่อถึงเวลาส่งมอบที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เป็นจำนวนถึง 69 ตารางวา ซึ่งมากกว่าที่ได้ตกลงทำสัญญากันไว้ถึง 1.5 เท่าของเนื้อที่ตามสัญญา ซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถจะหาเงินมาชำระเพิ่มให้แก่จำเลยได้ กรณีจึงต้องปรับด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. เกี่ยวกับการซื้อขายว่าด้วยการส่งมอบทรัพย์สิน มาตรา 466 ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ดินล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิบอกปัดเสียและเลิกสัญญากับจำเลยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 5 มาตรา 572 ยังได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขาย จึงสามารถนำบทบัญญัติในลักษณะเช่าทรัพย์และลักษณะซื้อขายมาใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์นำ ป.พ.พ. มาตรา 466 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงชอบแล้ว

โจทก์มีสิทธิบอกปัดไม่รับที่ดินที่จำเลยส่งมอบให้เกินกว่าจำนวนสัญญาเช่าซื้อและโจทก์ได้ใช้สิทธินั้นแล้วโดยโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ชำระค่าที่ดินส่วนเกิน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญากับโจทก์จึงไม่มีผลแต่ประการใด เนื่องจากจำเลยยังมิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะปัดเสียหรือรับเอาไว้ซึ่งเนื้อที่ดินซึ่งล้ำจำนวน จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อน เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายบอกปัดไม่รับที่ดิน และสัญญาเลิกกันโดยมิใช่ความผิดของฝ่ายโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระมาแล้ว จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดให้แก่โจทก์ โจทก์ต้องส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่จำเลย ส่วนการที่โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เช่าซื้อนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบให้โจทก์นั้น ถือเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์ตามมาตรา 391 วรรคสาม การที่โจทก์จะชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าสัญญาเช่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการเคหะชุมชนนนทบุรีส่วนที่สอง ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2535 ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,013,641 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 950,340 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินที่เช่าซื้อและส่งมอบที่ดินที่เช่าซื้อคืนจำเลย กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 108,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 10,800 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าโจทก์จะออกไปและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เช่าซื้อคืนจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าซื้อ และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจำเลยในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 108,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 10,800 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าโจทก์จะออกไปและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าซื้อคืนจำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 723,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2535 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์ เลขที่ 126/880 เนื้อที่ 27 ตารางวา ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากจำเลยในราคา 2,972,000 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อและบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ วันที่ 17 มีนาคม 2537 จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ที่เช่าซื้อและกุญแจให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อโครงการเคหะชุมชนนนทบุรี วันที่ 8 ตุลาคม 2540 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าที่ดินที่เช่าซื้อมีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุในสัญญา 42 ตารางวา ให้โจทก์ชำระเงินเพิ่ม 840,000 บาท ภายใน 30 วัน ตามหนังสือขอให้ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่มากกว่าสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ชำระ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่มากกว่าสัญญาเช่าซื้อภายใน 30 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ตามหนังสือให้ชำระค่าที่ดินส่วนที่เกินและบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2540 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ดังนั้น นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัตินี้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อทำขึ้นเมื่อ 26 พฤษภาคม 2535 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับ จึงนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่สัญญาเช่าซื้อไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 มีเหตุผลอันสมควรตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย กำหนดหลักเกณฑ์ในการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเมื่อพ้น 15 วัน นับแต่วันสืบพยานไปแล้วว่า มีเหตุสมควรแสดงได้ว่า ตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างมีอยู่ หรือมีเหตุอันควรอื่นใด ตามคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของจำเลยระบุว่า บัญชีพยานของจำเลยยังบกพร่องอยู่ พยานเอกสารบางฉบับเพิ่งค้นพบ พยานบุคคลบางคนเกษียณไปแล้วเพิ่งตามตัวได้ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเลยขออ้างบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 รวม 5 อันดับ ซึ่งตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 นั้น ได้ระบุพยานบุคคล 3 อันดับ พยานเอกสาร 2 อันดับ พยานบุคคลทั้งสามอันดับนั้นจำเลยนำมาเบิกความเป็นพยานเพียงอันดับที่ 1 นายจิระ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของจำเลยให้ดำเนินคดีนี้ พยานปากนี้จึงเป็นพยานปากสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี จำเป็นที่จำเลยจะต้องนำมาเบิกความตามข้อต่อสู้และฟ้องแย้งของตน จึงเป็นกรณี "มีเหตุอันสมควรอื่นใดๆ นอกจากนี้ในการรับฟังพยานหลักฐาน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ยังบัญญัติให้ศาลมีอำนนาจรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีพยานตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 ดังกล่าว หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ส่วนเอกสาร 2 อันดับที่ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็มิได้รับฟังให้เป็นโทษแก่โจทก์ คำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของจำเลยจึงมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆียะด้วยเหตุสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่เช่าซื้อหรือไม่และโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการเคหะชุมชนนนทบุรีส่วนที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการเคหะชุมชนนนทบุรีส่วนที่ 2 ของโจทก์ไม่อาจเป็นโมฆียะด้วยเหตุสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่เช่าซื้อได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆียะด้วยเหตุสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่เช่าซื้อแต่อย่างใด แต่กลับวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นกรณีต้องปรับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ซึ่งมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในศาลชั้นต้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกัน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 เห็นว่า ในประเด็นที่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆียะหรือไม่นั้นศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยแต่กลับวินิจฉัยว่าเป็นกรณีที่ต้องปรับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 นั้น แสดงว่าศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นนำเอาข้อเท็จจริงในประเด็นข้อนี้มาปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายยังไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์จึงนำเอาข้อเท็จจริงเดิมมาปรับบทกฎหมายใหม่ โดยวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิบอกปัดไม่รับที่ดินที่จำเลยส่งมอบซึ่งมีเนื้อที่มากกว่าที่ได้ตกลงทำสัญญากันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 และโจทก์ได้ใช้สิทธินั้น ไม่ใช่เรื่องนิติกรรมเป็นโมฆียะและโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้านปัญหาที่ว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่จึงเป็นอันยุติ คงเหลือแต่ปัญหาที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นกรณีต้องปรับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ส่งมอบที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เกินจำนวนถึง 42 ตารางวา คิดเป็นร้อยละ 155.56 ของเนื้อที่ทั้งหมดที่ตกลงกันจึงเป็นการส่งมอบที่ดินล้ำจำนวนถึงขนาดซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญากับจำเลยอย่างแน่นอน โจทก์จึงมีสิทธิบอกปัดเสียหรือเลิกสัญญาได้ และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้วนั้นเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันหรือไม่ เห็นว่า การนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ให้ถูกต้อง เพราะการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเป็นหน้าที่ของศาลอยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อนี้โดยนำเอาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงที่มีอยู่จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า กรณีของโจทก์และจำเลยที่ทำสัญญาเช่าซื้อกันเป็นเรื่องที่โจทก์ได้สิทธิจองซื้อที่ดินจากจำเลยเป็นลำดับแรก โจทก์จึงเลือกจองซื้ออาคารทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 126/880 ซึ่งโจทก์ทราบดีว่ามีเนื้อที่ดินมากกว่าแปลงมาตรฐานอื่นเพราะอยู่ตรงหัวมุม และเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้อธิบายให้โจทก์ทราบแล้วว่าจำนวนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะทราบต่อเมื่อทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดแล้ว โจทก์จึงทราบดีตั้งแต่แรกแล้วว่าเนื้อที่ดินต้องมากกว่าเนื้อที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อและไม่อาจกำหนดเนื้อที่ดินได้แน่นอน โจทก์ก็สมัครใจเข้าทำสัญญาโดยมิได้คำนึงว่าเนื้อที่จะเพิ่มขึ้นเท่าใด กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาปรับใช้ได้นั้น เห็นว่า ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยข้อ 4.7 จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า การที่โจทก์อ้างว่าที่ดินที่เช่าซื้อมีขนาดถึง 69 ตารางวา เพิ่มมากขึ้น 42 ตารางวา หรือมากกว่า 1.5 เท่าของเนื้อที่ดินที่เช่าซื้อ โจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่รับไว้ก็ได้ หากการล้ำจำนวนนั้นเกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ แต่โจทก์หาได้ทำเช่นนั้นไม่ กลับยื่นคำร้องขอชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือเป็นเงินสด แต่ตามพยานหลักฐานจำเลยเท่าที่นำสืบมาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือเป็นเงินสดตามคำให้การจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาว่าสัญญาเช่าซื้อไม่อาจกำหนดเนื้อที่ดินได้แน่นอนนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อกันไว้ว่า โจทก์ตกลงเช่าซื้อที่ดินจากจำเลยเนื้อที่ 27 ตารางวา ในราคา 2,972,000 บาท ภายหลังที่รังวัดออกโฉนดแล้วหากปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ คู่สัญญายอมให้คิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วนในอัตราตารางวาละ 20,000 บาท โดยผู้เช่าซื้อยินยอมชำระราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามวิธีการที่กำหนดไว้ และเมื่อถึงเวลาส่งมอบที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เป็นจำนวนถึง 69 ตารางวา ซึ่งมากกว่าที่ได้ตกลงทำสัญญากันไว้ถึง 1.5 เท่าของเนื้อที่ตามสัญญา ซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถจะหาเงินมาชำระเพิ่มให้แก่จำเลยได้ กรณีจึงต้องปรับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับการซื้อขายว่าด้วยการส่งมอบทรัพย์สิน มาตรา 466 ว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นถ้าผู้ขายทรัพย์สินได้ส่งมอบทรัพย์สินมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก" และในวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วนแต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น" ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ดินล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุไว้ในสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิบอกปัดเสียและเลิกสัญญากับจำเลยได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 มาตรา 572 ยังได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเช่าซื้อไว้ว่า "คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว" สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขาย จึงสามารถนำบทบัญญัติในลักษณะเช่าทรัพย์และลักษณะซื้อขายมาใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ ริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วและมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิบอกปัดไม่รับที่ดินที่จำเลยส่งมอบให้เกินกว่าจำนวนตามสัญญาเช่าซื้อและโจทก์ได้ใช้สิทธินั้นแล้ว กล่าวคือโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยลงวันที่ 10 ธันวาคม 2540 สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ชำระค่าที่ดินส่วนเกิน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญากับโจทก์จึงไม่มีผลแต่ประการใด เนื่องจากจำเลยยังมิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะปัดเสียหรือรับเอาไว้ซึ่งเนื้อที่ดินซึ่งล้ำจำนวน จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อน เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายบอกปัดไม่รับที่ดิน และสัญญาเลิกกันโดยมิใช่ความผิดของฝ่ายโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระมาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินคืนโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันเนื่องจากโจทก์บอกปัดไม่รับที่ดินจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดให้แก่โจทก์ โจทก์ต้องส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่จำเลย ส่วนการที่โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เช่าซื้อนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบให้โจทก์นั้น ถือเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์ตามมาตรา 391 วรรคสาม การที่โจทก์จะชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อ เงินส่วนเกิน เงินค่าปรับ และเงินอื่นๆ ให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน 950,340 บาท ตามหลักฐานรายการหักบัญชีเงินฝากและบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.10/1 และ จ.11 ไม่ใช่จำนวน 903,680 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ตามหลักฐานรายการหักบัญชีเงินฝากและบัญชีเงินฝากดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยหักเงินค่าเช่าซื้อและเงินอื่นๆ จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งหมดจำนวน 950,340 บาทจริง แต่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวกัลยาณี พยานจำเลยว่า ในการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 17 จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เกินมา วันที่ 18 สิงหาคม 2536 จำเลยได้โอนเงินคืนให้โจทก์ 46,640 บาท เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.11 ปรากฏว่าในวันที่ 11 สิงหาคม 2536 มีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ถึง 3 ครั้ง เป็นเงินถึง 68,640 บาท และวันที่ 18 สิงหาคม 2536 มีรายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในวันดังกล่าวจำนวนเงิน 46,640 บาท จึงเชื่อได้ว่ามีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เกินมาแล้วโอนเงินจำนวน 46,640 บาท ส่วนที่เกินคืนให้โจทก์จริง จึงต้องนำเงินจำนวนนี้ไปหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยรับไปทั้งหมดจำนวน 950,340 บาท คงเหลือเป็นเงินจำนวน 903,700 บาท ซึ่งจำเลยได้รับไปจริงและต้องคืนให้แก่โจทก์ มิใช่จำนวน 950,340 บาท เต็มตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 903,680 บาท ให้แก่โจทก์ จึงยังขาดจำนวนอยู่อีก 20 บาท ส่วนค่าใช้ทรัพย์ที่โจทก์จะต้องชดใช้คืนให้แก่จำเลยนั้นปรากฏว่าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2537 โจทก์ได้ลงลายมือชื่อรับมอบที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่เช่าซื้อและลูกกุญแจ 9 ดอก ในหนังสือรับมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อโครงการเคหะชุมชนนนทบุรี แม้โจทก์จะได้มอบลูกกุญแจจำนวน 3 ดอก ให้แก่ช่างของจำเลยเพื่อซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ และมิได้เข้าอยู่อาศัยในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่เช่าซื้อ ก็ถือว่าโจทก์ได้รับมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อและมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์ที่เช่าซื้อแล้ว จำเลยย่อมไม่สามารถเข้าครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อในระหว่างนั้นได้ จำเลยจึงมีสิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์ได้ตั้งแต่วันดังกล่าวจนกว่าโจทก์จะได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนจำเลย ได้ความว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปถึงจำเลยวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ถือว่าโจกก์ไม่มีเจตนายึดถือครอบครองทรัพย์ที่เช่าซื้อแล้ว จำเลยสามารถเข้ายึดถือครอบครองได้ตั้งแต่วันดังกล่าว ไม่จำต้องให้โจทก์ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อเป็นทางการอีก จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้ทรัพย์ได้จนถึงวันดังกล่าว มิใช่จนถึงวันที่โจทก์ส่งมอบตามฎีกาของจำเลย และที่จำเลยอ้างว่าที่ดินและทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น อยู่ในโครงการใหญ่และในทำเลที่ดี หากนำให้เช่าจะได้ค่าเช่าใกล้เคียงกับค่าเช่าซื้อเดือนละ 10,800 บาท ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 10,800 บาทนั้น เห็นว่า ค่าใช้ทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยขอมานั้นสูงเกินไป เพราะยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่เช่าซื้ออย่างเต็มที่ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าใช้ทรัพย์ให้เดือนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 45 เดือน เป็นเงินจำนวน 180,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว เมื่อหักค่าใช้ทรัพย์ดังกล่าวแล้วจำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสิ้น 723,700 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 723,700 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 466 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชัย ประเจิดชัยวงศ์
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2552
#494307
เปิดฉบับเต็ม

การแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น ป.พ.พ. มาตรา 350 ห้ามแต่เพียงว่าจะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้เท่านั้น เมื่อได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ป. กู้เงินเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปลงทุนด้วยแล้ว กรณีจะทำโดยขืนใจ ป. ลูกหนี้เดิมย่อมไม่มี เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันมิได้ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญากู้เงิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 350 ม. 698
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสุนีย์ อาติเกิด โดยนายชนาธิปหรือธงชัย อาติเกิด
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายอินจ๋อน กันทาคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2552
#502750
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดใช้หนี้ที่ ป. มีต่อโจทก์ด้วยการทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญากู้เงินขึ้นใหม่ ทั้งสัญญากู้เงินฉบับใหม่และหนังสือรับสภาพหนี้ระบุจำนวนหนี้ใหม่โดยรวมต้นเงินกู้เดิมและดอกเบี้ยเข้าด้วยกัน ย่อมเห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า ต้องการจะทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินเดิมระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ การแปลงหนี้ดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 2 จะทำสัญญากันโดยลำพัง ไม่ต้องให้ ป. ลูกหนี้คนเดิมเข้าเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ เพราะการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ห้ามแต่เพียงว่าจะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้เท่านั้น เมื่อ ป. กู้เงินเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปลงทุน กรณีจะทำโดยขืนใจ ป. ลูกหนี้เดิมย่อมไม่มี เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน มิได้ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีนางแป๋ และเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางแป๋ นางแป๋กู้เงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อครบกำหนดชำระหนี้นางแป๋เพิกเฉยไม่ชำระเงินตามสัญญา ต่อมานางแป๋ถึงแก่ความตาย โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้บังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลอดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่สำหรับจำเลยที่ 1 ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรร์ภาค 5 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชนาธิปหรือธงชัย ซึ่งเป็นบุตรยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2536 นางแป๋ ภรรยาจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นางแป๋นำที่ดินโฉนดเลขที่ 52585 ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้เงินดังกล่าวและให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วยตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 นางแป๋กู้เงินจากโจทก์อีกจำนวน 200,000 บาท สัญญากู้เงินระบุว่ายอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และตกลงว่าจะชำระเงินกู้คืนภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้เงินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เมื่อครบกำหนดชำระนางแป๋ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงินและหนังสือรับสภาพหนี้ จำนวน 300,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2542 นางแป๋ถึงแก่ความตาย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้นางแป๋และจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแล้วแต่นางแป๋และจำเลยที่ 2 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนางแป๋ และจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ขึ้นใหม่ตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ทำให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่ทำขึ้นใหม่ตามเอกสารหมาย จ.5 เนื่องจากในคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงินที่ทำขึ้นใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้องนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในหนี้ที่นางแป๋มีต่อโจทก์ โดยการทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญากู้เงินขึ้นใหม่ โดยจำเลยที่ 2 รับใช้หนี้ของนางแป๋ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เหตุที่สัญญากู้เงินและหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ระบุจำนวนเงิน 300,000 บาท นั้น เนื่องจากรวมต้นเงินกู้เดิม 250,000 บาท และดอกเบี้ยอีก 50,000 บาท เข้าด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่าต้องการจะให้หนี้ตามสัญญากู้เงินเดิมระงับไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ และการแปลงหนี้ดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญากันโดยลำพังไม่ต้องให้นางแป๋ลูกหนี้คนเดิมเข้าเกี่ยวข้องด้วยก็ได้เพราะการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 ห้ามแต่เพียงว่าจะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้เท่านั้น เมื่อได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่านางแป๋กู้เงินเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปลงทุนด้วยแล้ว กรณีจะทำโดยขืนใจนางแป๋ลูกหนี้เดิมย่อมไม่มี เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.3 ระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 มิได้ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 จึงเป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 350 ม. 698
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางสุนีย์ อาติเกิด
โดยนายชนาธิปหรือธงชัย อาติเกิด
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายอินจ๋อน กันทาคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2552
#495437
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา และศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้ เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 จากนั้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้

ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 คดีจึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีวันนี้ (วันที่ 23 เมษายน 2550) พ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว จึงไม่อาจออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ได้ ยกคำขอ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการชอบหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์โดยสรุปว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง คดีนี้จึงถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง ซึ่งหากนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี ยังไม่เกิน 10 ปี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ยื่นคำขอภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 207 (เดิม) ม. 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 271
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าว่าคดีแทน
จำเลย — นางสาวสุภาวดี เพ็งทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวเสริมศรี ผ่องศรี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2552
#501654
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 (เดิม) ย่อมถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 147 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 จากนั้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 คดีจึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรสอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีนี้ (วันที่ 23 เมษายน 2550) พ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว จึงไม่อาจออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ได้ยกคำขอ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นว่าคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการชอบหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์โดยสรุปว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง คดีนี้จึงถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง ซึ่งหากนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี ยังไม่เกิน 10 ปี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ยื่นคำขอภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุภาวดี เพ็งทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2552
#502748
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 (เดิม) คดีย่อมถึงที่สุด เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 จากนั้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 คดีจึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรสอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีวันนี้ (วันที่ 23 เมษายน 2550) พ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว จึงไม่อาจออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ได้ ยกคำขอ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการชอบหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์โดยสรุปว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง คดีนี้จึงถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง ซึ่งหากนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดียังไม่เกิน 10 ปี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ยื่นคำขอภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุด เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 207 (เดิม) ม. 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 271
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน
จำเลย — นางสาวสุภาวดี เพ็งทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2552
#501644
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงซื้อขายหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 วรรคแรก มีข้อความว่า "ผู้ขายตกลงเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัท ก. มีวงเงินค้ำประกัน 350,000,000 บาท ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534... และภายในวันที่ 3 เมษายน 2534 เช่นกัน ผู้ซื้อจะดำเนินการให้ธนาคารปลดผู้ขาย ส. และ ว. ออกจากเป็นผู้ค้ำประกัน และปลดจำนองทรัพย์สินซึ่งจำนองประกันหนี้สินของบริษัท ก. ทั้งหมด" วรรคสอง มีข้อความว่า "ถ้าหากล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ซื้อไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ ผู้ซื้อและบริษัท ก. ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ขายเดือนละ 1,000,000 บาท ทุกๆ เดือนจนกว่าผู้ขายจะหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนรายเดือนต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อหุ้นจากโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองให้สำเร็จได้อันเป็นการผิดข้อตกลงแล้วเท่านั้น ค่าตอบแทนรายเดือนจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าวก็มิได้ระบุว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ภายเวลาที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องดำเนินการเช่นนั้นอีกต่อไปจนสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคแรก ซึ่งหากเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป

หลังจากพ้นกำหนดวันที่ 3 เมษายน 2534 โจทก์ที่ยอมรับเอาค่าตอบแทนของเดือนพฤษภาคม 2534 และต่อมาโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าตอบแทนที่ยังค้างชำระสำหรับเดือนต่อไป ถือว่าโจทก์ที่ 1 แสดงต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับ สทิธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ที่จะบังคับให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองย่อมเป็นอันขาดไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคแรก

สิทธิของผู้ค้ำประกันที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ย่อมจะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ส่วนสิทธิของผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระตาม มาตรา 724 บัญญัติให้ผู้จำนองที่เข้าชำระหนี้เสียเองแทนลูกหนี้เพื่อจะปัดป้องมิให้ต้องบังคับจำนองชอบที่จะได้รับเงินใช้คืนจากลูกหนี้ตามจำนวนที่ได้ชำระไป และถ้าว่าต้องบังคับจำนอง ผู้จำนองก็ชอบที่จะได้รับเงินใช้คืนจากลูกหนี้ตามจำนวนซึ่งผู้รับจำนองจะได้รับใช้หนี้จากการบังคับจำนอง ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าโจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้เสียเองแทนจำเลยที่ 1 หรือมีการบังคับจำนองทรัพย์สินที่จำนองแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้เข้าชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้แทนจำเลยที่ 1 หรือธนาคารได้บังคับจำนองแล้ว สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันและโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จำนองจึงยังไม่เกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อจัดทำเป็นนิคมอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2533 โจทก์ที่ 1 เข้าซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 200,000 หุ้น เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่กรรมการของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีภารกิจหลายด้าน แต่ได้สนับสนุนกิจการของจำเลยที่ 1 โดยเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินของโจทก์ที่ 1 เอง 8 แปลง และดำเนินการให้โจทก์ที่ 2 จำนองที่ดิน 3 แปลง กับให้โจทก์ที่ 3 จำนองที่ดิน 1 แปลง เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังค้ำประกันหนี้อาวัลตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญา ใช้เงินของจำเลยที่ 1 อีกส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2534 โจทก์ที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงขายหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000,000 บาท และโจทก์ทั้งสามจะค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 350,000,000 บาท ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะดำเนินการให้ธนาคารปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทั้งหมดภายในวันดังกล่าว หากดำเนินการไม่สำเร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสามจะหลุดพ้นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง ในการนี้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ตกลงเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงธนาคารจึงเรียกให้โจทก์ทั้งสามชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาจำเลยทั้งหกต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงินรวม 7,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อปลดจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองทรัพย์สินจำนวนเท่าใด ให้โจทก์ทั้งสามบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกจนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 7,000,000 บาท กับอีกเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทรัพย์สินดังกล่าว

จำเลยทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทั้งสามยังมิได้ชำระหนี้ให้แกธนาคารแทนจำเลยที่ 1 และบันทึกข้อตกลงตามฟ้องเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยที่ 2 กระทำนอกอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 ทำให้ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย บันทึกข้อตกลงตามฟ้องเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสามจะหลุดพ้นจากความรับผิดต่อธนาคาร ส่วนโจทก์ทั้งสามก็มีหน้าที่ต้องค้ำประกันและจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตลอดไปจนกว่าการพัฒนาที่ดินของจำเลยที่ 1 จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ แต่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยทำเรื่องแจ้งถอนการค้ำประกันและการจำนองไปยังธนาคาร และโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันการออกตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วสัญญาใช้เงินให้ธนาคารเพื่อกลั่นแกล้งไม่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงิน เป็นเหตุให้ธนาคารระงับการให้สินเชื่อและการเบิกจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ทันที โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดข้อตกลง เหตุที่จำเลยทั้งหกยอมทำบันทึกข้อตกลง และสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง เพราะโจทก์ที่ 1 ข่มขู่ว่าจะไม่ลงลายมือชื่อค้ำประกันการออกตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ทั้งจะทำเรื่องอายัดการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารซึ่งจะทำให้กิจการของจำเลยที่ 1 เสียหาย บันทึกข้อตกลงและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องจึงเป็นโมฆียกรรม จำเลยทั้งหกขอถือเอาคำให้การเป็นการบอกล้างโมฆียกรรมดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่ได้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่สามารถดำเนินการได้ และโจทก์ทั้งสามได้ชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อให้ปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองไปเป็นเงินเท่าใด ก็ให้จำเลยทั้งหกชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามตามนั้น ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 300,000 บาท

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ว่า หากจำเลยทั้งหกไม่สามารถดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวนเท่าใด เพื่อปลดจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนอง ให้โจทก์ทั้งสามบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งหก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาของโจทก์ทั้งสาม แต่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องวางในชั้นฎีกามาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 เข้าซื้อหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ยังจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่ธนาคารดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2534 โจทก์ที่ 1 ตกลงขายหุ้นของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ยอมแบ่งผลกำไรจากการซื้อขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่างหากจากการขายหุ้นอีก 50,000,000 บาท และมีข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 จะค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 350,000,000 บาท ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ธนาคารปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองทรัพย์สินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หากดำเนินการไม่สำเร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสามจะหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการเพื่อปลดโจทก์ทั้งสามให้หลุดพ้นจากความรับผิดต่อธนาคารตามข้อตกลง และได้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงครั้งเดียวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าตอบแทนที่ยังค้างชำระตามบันทึกข้อตกลง และทวงถามให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.20

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเพียงว่า โจทก์ทั้งสามจะฟ้องขอให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกสำหรับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสามอาจต้องชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด แทนจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 ข้อ 3 วรรคแรก มีข้อความว่า "ผู้ขายตกลงเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัทเกียรตินัฏฐชัย จำกัด มีวงเงินค้ำประกัน 350,000,000 บาท (สามร้อยห้าสิบล้านบาทถ้วน) ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534... และภายในวันที่ 3 เมษายน 2534 เช่นกันผู้ซื้อจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ปลดผู้ขาย นายสุรเกียรติ และนางสาววิลัดดา ออกจากเป็นผู้ค้ำประกัน และปลดจำนองทรัพย์สิน... ซึ่งจำนองประกันหนี้สินของบริษัทเกี่ยรตินัฏฐชัย จำกัด ทั้งหมด..." วรรคสอง มีข้อความว่า "ถ้าหากล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้ซื้อไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จได้ ผู้ซื้อและบริษัทเกียรตินัฏฐชัย จำกัด ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ขายเดือนละ 1,000,000 บาท (หนึ่งถ้วนบาทถ้วน) ทุกๆ เดือนจนกว่าผู้ขายจะหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนเดือนละ 1,000,000 บาท ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อหุ้นจากโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนดอันเป็นการผิดข้อตกลงแล้วเท่านั้น ค่าตอบแทนภายเดือนดังกล่าวจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าวก็มิได้ระบุว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ภายเวลาที่กำหนดแล้วยังจะต้องดำเนินการเช่นนั้นอีกต่อไปจนสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคแรก ซึ่งหากเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป คดีได้ความว่า หลังจากพ้นกำหนดวันที่ 3 เมษายน 2534 โจทก์ที่ 1 ยอมรับเอาค่าตอบแทนของเดือนพฤษภาคม 2534 และต่อมาโจทก์ที่ 1 ยังมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.20 ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าตอบแทนที่ยังค้างชำระสำหรับเดือนต่อไป ถือว่าโจทก์ที่ 1 แสดงต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ที่จะบังคับให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองย่อมเป็นอันขาดไป ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงไม่ชอบ เพราะมีผลให้จำเลยทั้งหกต้องรับผิดเกินความรับผิดตามกฎหมายปัญหานี้ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเอง และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ เพื่อจะบังคับคดีเอาจากจำเลยทั้งหกสำหรับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสามอาจต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ของธนาคารซึ่งโจทก์ทั้งสามอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองนั้น สิทธิของผู้ค้ำประกันที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ย่อมจะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้วตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ส่วนสิทธิของผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 724 บัญญัติให้ผู้จำนองที่เข้าชำระหนี้เสียเอง แทนลูกหนี้เพื่อจะปัดป้องมิให้ต้องบังคับจำนองชอบที่จะได้รับเงินใช้คืนจากลูกหนี้ตามจำนวนที่ได้ชำระไป และถ้าว่าต้องบังคับจำนอง ผู้จำนองก็ชอบที่จะได้รับเงินใช้คืนากลูกหนี้ตามจำนวนซึ่งผู้รับจำนองจะได้รับใช้หนี้จากการบังคับจำนอง ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด จึงขึ้นอยู่กับว่าโจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้เสียเองแทนจำเลยที่ 1 หรือมีการบังคับจำนองทรัพย์สินที่จำนองแล้วหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้แทนจำเลยที่ 1 หรือธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ได้บังคับจำนองแล้วแต่อย่างใด สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันและโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จำนองจึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสามชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อการไล่เบี้ยเมื่อได้เข้าชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 หรือได้มีการบังคับจำนองทรัพย์สินที่จำนองแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีนี้ดังที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีกาแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และมีเหตุที่ต้องยกคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองดังเหตุผลที่วินิจัยไว้ข้างต้นด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 380 ม. 693 ม. 724
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนีย์ อินฉัตร กับพวก
จำเลย — บริษัทเกียรตินัฏฐ์ชัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2552
#503013
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อตกลงซื้อขายหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนเดือนละ 1,000,000 บาท ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนดอันเป็นการผิดข้อตกลงแล้วเท่านั้น ค่าตอบแทนรายเดือนดังกล่าวจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าวก็มิได้ระบุว่าหากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องดำเนินการเช่นนั้นอีกต่อไปจนสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป คดีได้ความว่า หลังจากพ้นเวลาที่กำหนดคือวันที่ 3 เมษายน 2534 โจทก์ยอมรับเอาค่าตอบแทนของเดือนพฤษภาคม 2534 และต่อมาโจทก์ที่ 1 ยังมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าตอบแทนที่ยังค้างชำระสำหรับเดือนต่อไป ถือว่าโจทก์ที่ 1 แสดงต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ที่จะบังคับให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองย่อมขาดไป

สิทธิของของโจทก์ที่ 1 ที่จะไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 ในฐานะที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันนั้นจะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ส่วนสิทธิของผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จะไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าโจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้เสียเองแทนจำเลยที่ 1 หรือมีการบังคับจำนองทรัพย์สินที่จำนองแล้วหรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 724 เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้แทนจำเลยที่ 1 หรือธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ได้บังคับจำนองแล้วแต่อย่างใด สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันและโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จำนองจึงยังไม่เกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อจัดทำเป็นนิคมอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2533 โจทก์ที่ 1 เข้าซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 200,000 หุ้น เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่กรรมการของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีภารกิจหลายด้าน แต่ได้สนับสนุนกิจการของจำเลยที่ 1 โดยเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินของโจทก์ที่ 1 เอง 8 แปลง และดำเนินการให้โจทก์ที่ 2 จำนองที่ดิน 3 แปลง กับให้โจทก์ที่ 3 จำนองที่ดิน 1 แปลง เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังค้ำประกันหนี้อาวัลตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญา ใช้เงินของจำเลยที่ 1 อีกส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2534 โจทก์ที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงขายหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000,000 บาท และโจทก์ทั้งสามจะค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 350,000,000 บาท ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะดำเนินการให้ธนาคารปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทั้งหมดภายในวันดังกล่าว หากดำเนินการไม่สำเร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสามจะหลุดพ้นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง ในการนี้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ตกลงเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงธนาคารจึงเรียกให้โจทก์ทั้งสามชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาจำเลยทั้งหกต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงินรวม 7,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อปลดจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองทรัพย์สินจำนวนเท่าใด ให้โจทก์ทั้งสามบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกจนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 7,000,000 บาท กับอีกเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทรัพย์สินดังกล่าว

จำเลยทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง บันทึกข้อตกลงตามฟ้องเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสามจะหลุดพ้นจากความรับผิดต่อธนาคาร ส่วนโจทก์ทั้งสามก็มีหน้าที่ต้องค้ำประกันและจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตลอดไปจนกว่าการพัฒนาที่ดินของจำเลยที่ 1 จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ แต่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยทำเรื่องแจ้งถอนการค้ำประกันและการจำนองไปยังธนาคาร และโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันการออกตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วสัญญาใช้เงินให้ธนาคารเพื่อกลั่นแกล้งไม่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงิน เป็นเหตุให้ธนาคารระงับการให้สินเชื่อและการเบิกจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ทันที โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดข้อตกลง บันทึกข้อตกลงและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องเป็นโมฆียกรรม เนื่องจากจำเลยทั้งหกทำบันทึกขึ้นเพราะถูกโจทก์ที่ 1 ข่มขู่ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่ได้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หากไม่สามารถดำเนินการได้ และโจทก์ทั้งสามได้ชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อให้ปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองไปเป็นเงินเท่าใด ก็ให้จำเลยทั้งหกชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามตามนั้น ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 300,000 บาท

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ว่า หากจำเลยทั้งหกไม่สามารถดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนองทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวนเท่าใด เพื่อปลดจากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดจำนอง ให้โจทก์ทั้งสามบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งหก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาของโจทก์ทั้งสาม แต่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องวางในชั้นฎีกามาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 เข้าซื้อหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ยังจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่ธนาคารดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2534 โจทก์ที่ 1 ตกลงขายหุ้นของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ยอมแบ่งผลกำไรจากการซื้อขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่างหากจากการขายหุ้นอีก 50,000,000 บาท และมีข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 จะค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 350,000,000 บาท ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ธนาคารปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองทรัพย์สินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หากดำเนินการไม่สำเร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท จนกว่าโจทก์ทั้งสามจะหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองตามบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการเพื่อปลดโจทก์ทั้งสามให้หลุดพ้นจากความรับผิดต่อธนาคารตามข้อตกลง และได้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงครั้งเดียวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าตอบแทนที่ยังค้างชำระตามบันทึกข้อตกลง และทวงถามให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเพียงว่า โจทก์ทั้งสามจะฟ้องขอให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งหกสำหรับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสามอาจต้องชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด แทนจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลง ข้อ 3 วรรคแรก มีข้อความว่า "ผู้ขายตกลงเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัทเกียรตินัฏฐชัย จำกัด มีวงเงินค้ำประกัน 350,000,000 บาท (สามร้อยห้าสิบล้านบาทถ้วน) ต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2534... และภายในวันที่ 3 เมษายน 2534 เช่นกันผู้ซื้อจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ปลดผู้ขาย นายสุรเกียรติ และนางสาววิลัดดา ออกจากเป็นผู้ค้ำประกัน และปลดจำนองทรัพย์สิน... ซึ่งจำนองประกันหนี้สินของบริษัทเกียรตินัฏฐชัย จำกัด ทั้งหมด..." วรรคสอง มีข้อความว่า "ถ้าหากล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้ซื้อไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จได้ ผู้ซื้อและบริษัทเกียรตินัฏฐชัย จำกัด ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ขายเดือนละ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านถ้วนบาทถ้วน) ทุกๆ เดือนจนกว่าผู้ขายจะหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์ที่ 1 จะมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนเดือนละ 1,000,000 บาท ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อหุ้นจากโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนดอันเป็นการผิดข้อตกลงแล้วเท่านั้น ค่าตอบแทนรายเดือนดังกล่าวจึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ทั้งตามข้อตกลงดังกล่าวก็มิได้ระบุว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ภายเวลาที่กำหนดแล้วยังจะต้องดำเนินการเช่นนั้นอีกต่อไปจนสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคแรก ซึ่งหากเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็เป็นอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป คดีได้ความว่า หลังจากพ้นกำหนดวันที่ 3 เมษายน 2534 โจทก์ที่ 1 ยอมรับเอาค่าตอบแทนของเดือนพฤษภาคม 2534 และต่อมาโจทก์ที่ 1 ยังมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าตอบแทนที่ยังค้างชำระสำหรับเดือนต่อไป ถือว่าโจทก์ที่ 1 แสดงต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ที่จะบังคับให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ดำเนินการปลดโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้ค้ำประกันและปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้จำนองย่อมเป็นอันขาดไป ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงไม่ชอบ เพราะมีผลให้จำเลยทั้งหกต้องรับผิดเกินความรับผิดตามกฎหมายปัญหานี้ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเอง และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ เพื่อจะบังคับคดีเอาจากจำเลยทั้งหกสำหรับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสามอาจต้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 โดยอาศัยบันทึกข้อตกลงได้ ส่วนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ของธนาคารซึ่งโจทก์ทั้งสามอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองนั้น สิทธิของผู้ค้ำประกันที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ย่อมจะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้วตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ส่วนสิทธิของผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 724 บัญญัติให้ผู้จำนองที่เข้าชำระหนี้เสียเอง แทนลูกหนี้เพื่อจะปัดป้องมิให้ต้องบังคับจำนองชอบที่จะได้รับเงินใช้คืนจากลูกหนี้ตามจำนวนที่ได้ชำระไป และถ้าว่าต้องบังคับจำนอง ผู้จำนองก็ชอบที่จะได้รับเงินใช้คืนจากลูกหนี้ตามจำนวนซึ่งผู้รับจำนองจะได้รับใช้หนี้จากการบังคับจำนอง ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด จึงขึ้นอยู่กับว่าโจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้เสียเองแทนจำเลยที่ 1 หรือมีการบังคับจำนองทรัพย์สินที่จำนองแล้วหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสามเข้าชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้แทนจำเลยที่ 1 หรือธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ได้บังคับจำนองแล้วแต่อย่างใด สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันและโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จำนองจึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสามชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อการไล่เบี้ยเมื่อได้เข้าชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 หรือได้มีการบังคับจำนองทรัพย์สินที่จำนองแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีนี้ดังที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีกาแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และมีเหตุที่ต้องยกคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองดังเหตุผลที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการปลดโจทก์ทั้งสามจากการเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 380 วรรคหนึ่ง ม. 693 ม. 724
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนีย์ อินฉัตร กับพวก
จำเลย — บริษัทเกียรตินัฏฐ์ชัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3827/2552
#502954
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาแม้ใช้ถ้อยคำว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวข้อ 1 ระบุว่า จำนวนสินค้าที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นการประมาณการเท่านั้น การปรับปรุงราคาสินค้าที่ต้องชำระจะคิดคำนวณตามจำนวนสินค้าที่แท้จริง และข้อ 3 มีใจความว่า วันกำหนดส่งสินค้า และ/หรือกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าตามที่ระบุในสัญญาเป็นการกำหนดวันที่โดยประมาณ เช่นนี้ จำนวนสินค้า ราคาและกำหนดเวลาส่งสินค้าซึ่งจะมีผลไปถึงกำหนดวันที่ต้องชำระเงินจึงหาได้กำหนดไว้แน่นอนไม่โดยเฉพาะราคาสินค้านั้น ทั้งโจทก์และจำเลยมีการเจรจาโดยต่างเสนอข้อต่อรองเพื่อกำหนดราคาสินค้า เมื่อไม่ตกลงกันทำให้ราคาสินค้าไม่อาจกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ราคาสินค้าจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาซื้อขายที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้เงื่อนไขของสัญญา ข้อ 13 ระบุว่า การลงนามทั้งหลายจะมีผลสมบูรณ์เมื่อกรรมการผู้จัดการของจำเลยลงนามแล้วเท่านั้น แต่กรรมการผู้จัดการของจำเลยหาได้ลงนามใน Sales contract (สัญญาซื้อขาย) ไม่ทั้งไม่ปรากฏว่า ส. ลงนามในเอกสารดังกล่าวโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้ว ดังนั้นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ Sales contract (สัญญาซื้อขาย) หาได้มีผลเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีน้ำเงิน ขนาด 36 วัตต์ จำนวน 18,360 หลอด และขนาด 18 วัตต์ จำนวน 4,320 หลอด จากจำเลยในราคา 4,455,000 บาท จำเลยตกลงขายโดยมีกำหนดส่งมอบให้โจทก์ประมาณกลางเดือนเมษายน 2541 เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน มีกำหนดชำระค่าสินค้าภายใน 90 วัน นับแต่รับสินค้า หลังทำสัญญาซื้อขายแล้วจำเลยผิดสัญญา โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายกับโจทก์โดยอ้างว่าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ เนื่องจากค่าเงินบาทลอยตัวทำให้ราคาต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในสัญญาได้ระบุให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีนี้ได้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด โดยโจทก์ต้องนำส่งสินค้าดังกล่าวให้ลูกค้าของโจทก์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งการขายจะทำได้ในช่วงก่อนฤดูฝนเพื่อใช้ดักแมลง โจทก์ไม่สามารถหาสินค้าจากบริษัทอื่นมาทดแทนได้ทันกำหนดที่จะต้องส่งมอบให้ลูกค้าโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้และผลประโยชน์จากค่าขายสินค้า หากโจทก์ขายสินค้าได้ทั้งหมดจะได้กำหนดจะได้กำไรไม่น้อยกว่า 1,782,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 178,200 บาท และการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงในทางการค้า ลูกค้าหมดความเชื่อถือโจทก์คิดเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,960,200 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,960,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,782,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยติดต่อค้าขายกันมาหลายครั้ง โดยจำเลยประกอบธุรกิจค้าขายหลอดไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า โจทก์ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ขายสินค้าให้ใครอย่างไร ในราคาใด เหตุใดมีกำไรเป็นจำนวน 1,782,000 บาท และหน้าฝนคือเมื่อใด ไม่มีข้ออ้างใดในคำฟ้องโจทก์ที่ทำให้จำเลยเข้าใจได้ ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าโจทก์เสียชื่อเสียงทางการค้าอย่างไร ลูกค้าโจทก์รายใดที่ขาดความเชื่อถือโจทก์ เหตุใดค่าเสียหายส่วนนี้ถึงกำหนดเป็นค่าเงินได้ถึง 1,000,000 บาท คิดจากอะไรเป็นเกณฑ์ การคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดโดยอาศัยอำนาจใดและโจทก์เสียชื่อเสียงในทางการค้าเพราะจำเลยอย่างไร หากลูกค้าโจทก์หมดความเชื่อถือทางการค้ากับโจทก์เป็นเพราะโจทก์เอง ไม่เกี่ยวกับจำเลย ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยขายสินค้าให้โจทก์หลายครั้งและทุกครั้งที่ตกลงขายจำเลยจะมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยหรือกรรมการผู้มีอำนาจจะสั่งการให้พนักงานของจำเลยส่งสินค้า หากยังไม่มีสินค้าที่จะขายให้ลูกค้าจำเลยจะให้ลูกค้าวางเงินมัดจำ จำเลยยังไม่ได้ตกลงขายสินค้าตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ซื้อสินค้าจากจำเลยครั้งสุดท้ายซึ่งจำเลยส่งสินค้าให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้างวดดังกล่าวเป็นเงิน 580,000 บาท จึงให้สิทธิโดยไม่สุจริตเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ และขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับจำเลย จำเลยไม่เคยตกลงขายหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีน้ำเงินตามฟ้องเนื่องจากกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยไม่เคยทำหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อขายสินค้าให้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ไม่ได้วางเงินมัดจำค่าสินค้าและชำระราคา ทั้งจำเลยไม่ได้ส่งสินค้าให้โจทก์ โจทก์ยังค้างชำระค่าสินค้าที่จำเลยขายให้โจทก์ครั้งสุดทาย ซึ่งจำเลยได้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 17558/2541 เรียกเงินค่าสินค้า 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์ประสงค์ที่จะไม่ชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวจึงใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนำคดีมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใดๆ จากจำเลย การที่จำเลยจะขายสินค้าให้ลูกค้าต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างเป็นข้อพิจารณา ที่สำคัญคือความสมัครใจที่จะขายสินค้า คุณสมบัติของลูกค้าที่จะขายด้วย และปัจจัยสภาวะเศรษฐกิจที่จะส่งผลให้จำเลยประกอบธุรกิจได้ในสภาวะถดถอย และการที่ประชาคมโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าเงินสกุลต่างๆ รวมทั้งเงินบาทมีค่าน้อยส่งผลกระทบแก่จำเลยเนื่องจากราคาสินค้าสูงขึ้น จำเลยพยายามฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้ แต่โจทก์ฉวยโอกาสใช้สิทธิไม่สุจริตเพื่อประโยชน์ของตน ไม่รับข้อเสนอที่เหมาะสมพอเพียงทำให้จำเลยต้องยุติค้าขายกับโจทก์อันไม่ใช่ความผิดของจำเลย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นไม่ได้เป็นค่าเสียหายที่แท้จริง โจทก์ยังไม่มีความเสียหายใดๆ เพราะยังไม่ได้ขายสินค้าให้ลูกค้า ทั้งไม่มีทางที่จะขายสินค้าได้กำไรถึง 1,782,000 บาท ส่วนค่าเสียหายที่เสียชื่อเสียงทางการค้านั้น โจทก์จะเสียหายมาก่อนหรือไม่จำเลยไม่ทราบ แต่จำเลยไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้เช่นกัน นอกจากนี้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 โจทก์สั่งซื้อหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์สีน้ำเงินจากจำเลยไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าของโจทก์เพื่อใช้ในการดักแมลงในฤดูฝนโดยขอซื้อหลอดไฟขนาด 36 วัตต์ จำนวน 18,360 หลอด ราคาหน่วยละ 190 บาท และขนาด 18 วัตต์ จำนวน 4,320 หลอด ราคาหน่วยละ 130 บาท เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 4,455,000 บาท กำหนดส่งสินค้ากลางเดือนเมษายน 2541 และกำหนดชำระราคา 90 วัน ตาม Sales contract (สัญญาซื้อขาย) พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ โดยเอกสารดังกล่าวจำเลยเป็นผู้จัดทำแล้วนายสุเมธ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดแผนก 2 ของจำเลยซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ในช่องบริษัทจำเลย จากนั้นโจทก์ลงชื่อในฐานะผู้ซื้อ ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2541 จำเลยโดยนายสุเมธทำหนังสือถึงโจทก์ขอยกเลิก Sales contract ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยอ้างว่าการประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวของรัฐบาลทำให้ราคาต้นทุนสินค้าสูงขึ้นมากจนจำเลยไม่อาจขายสินค้าในราคาเดิมได้ และจำเลยได้เจรจากับโจทก์หลายครั้งแล้วแต่ไม่เป็นที่ตกลงตามหนังสือเอกสารหมาย จ.3

เมื่อคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างฎีกาแต่ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจะมีผลไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายตามฎีกาของโจทก์ จึงสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า Sales contract (สัญญาซื้อขาย) ตามเอกสารหมาย จ.1 มีผลเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปใจความว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 จำนวนสินค้า ราคาและกำหนดเวลาเป็นการประมาณการทั้งสิ้น ต้องมีการตกลงกันอีกโดยเฉพาะราคาต้องเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาท ซึ่งการกำหนดราคาสินค้าถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาและสัญญาซื้อขายจะสมบูรณ์มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ต่อเมื่อนายปูมเทพ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้ลงนามแล้ว ซึ่งยังมิได้ลงนามไว้ ทั้งการลงนามของนายสุเมธที่จะมีผลผูกพันจำเลยจะต้องมีการมอบอำนาจเป็นหนังสือจากจำเลยด้วย เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่มีผลเป็นสัญญาซื้อขาย การที่จำเลยทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 ขอยกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายนั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ.1 แม้ใช้ถ้อยคำว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวข้อ 1 ระบุว่า จำนวนสินค้าที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นการประมาณการเท่านั้น การปรับปรุงราคาสินค้าที่ต้องชำระจะคิดคำนวณตามจำนวนสินค้าที่แท้จริง และ ข้อ 3 มีใจความว่า วันกำหนดส่งสินค้า และ/หรือกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าตามที่ระบุในสัญญาเป็นการกำหนดวันที่โดยประมาณ เช่นนี้ จำนวนสินค้า ราคาและกำหนดเวลาส่งสินค้าซึ่งจะมีผลไปถึงกำหนดวันที่ต้องชำระเงินจึงหาได้กำหนดไว้แน่นอนไม่ โดยเฉพาะราคาสินค้านั้นทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความตรงกันว่า จำเลยได้ขอปรับขึ้นราคาสินค้าอีก โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยขอขึ้นราคาร้อยละ 30 ส่วนจำเลยอ้างว่าจำเลยขอขึ้นราคาร้อยละ 10 ซึ่งราคาที่จำเลยขอปรับขึ้นแตกต่างกันนี้หาใช่สาระสำคัญไม่ เพราะไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยขอปรับราคาเท่าใด ซึ่งการขอปรับขึ้นราคานี้นายชาญกิจ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยขอปรับขึ้นราคาร้อยละ 30 พยานขอให้จำเลยปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณร้อยละ 5 แต่จำเลยไม่ยอม เช่นนี้แสดงว่าทั้งโจทก์และจำเลยมีการเจรจาโดยต่างเสนอข้อต่อรองเพื่อกำหนดราคาสินค้า เมื่อไม่ตกลงกันทำให้ราคาสินค้าไม่อาจกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ เช่นนี้ราคาสินค้าจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาซื้อขายที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้เงื่อนไขของสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 13 ระบุว่า การลงนามทั้งหลายจำมีผลสมบูรณ์เมื่อกรรมการผู้จัดการของจำเลยลงนามแล้วเท่านั้น แต่กรรมการผู้จัดการของจำเลยหาได้ลงนามใน Sales contract (สัญญาซื้อขาย) ตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่านายสุเมธลงนามในเอกสารดังกล่าวโดยได้รับมอบอำนาจจากกรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้ว ดังนั้นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เกิดขึ้นทำให้ Sales contract (สัญญาซื้อขาย) ตามเอกสารหมาย จ.1 หาได้มีผลเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ ทั้งการที่จำเลยทำเอกสารหมาย จ.3 เพื่อยกเลิก Sales contract (สัญญาซื้อขาย) หาได้ถือเป็นหลักฐานของสัญญาจะซื้อขายตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ซึ่งจำเลยสามารถทำเอกสารดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อฟังว่าไม่มีสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเกิดขึ้นแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชุมแสงอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทซีลวาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3821/2552
#451851
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และหนี้อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่าอาคารพาณิชย์ ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ตามป.พ.พ. มาตรา 259 (1) แต่คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า ไม่ได้ขอบังคับเอาจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาไว้ในที่ดินหรือโรงเรือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 261 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ทั้งมิใช่เงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา 262 ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินจากการขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนตามป.วิ.พ. มาตรา 287 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2)(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 405 และ 407 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จำเลยเช่าจากผู้ร้องขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มอบเงินจำนวน 136,798.60 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิ ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า โดยอาศัยบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าเป็นเงินที่ผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 262 ประกอบกับข้อสัญญาที่จำเลยทำไว้กับผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 108,000 บาท นำมาคำนวณเป็นเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าในอัตราร้อยละ 15 เป็นการชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาว่าผลบังคับของบุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 260 แล้ว ยังมีมาตรา 262 ขยายออกไปอีก ผู้ร้องจึงมีบุริมสิทธิในหนี้ค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนที่ได้ชำระไปแทนจำเลย ค่าตอบแทนการโอนสิทธิตามสัญญาเช่า และขอรับชำระหนี้ในฐานะเป็นหนี้บุริมสิทธิได้ นั้น ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอ้างเหตุผู้ร้องเป็นผู้ให้เช่า จำเลยติดค้างค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนและค่าปรับเงินเพิ่มที่ผู้ร้องออกแทนจำเลยและเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าของจำเลยให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าที่ได้ตกลงกันไว้กับจำเลยในสัญญาเช่าร้อยละ 15 ของเงินค่าตอบแทนโอนสิทธินั้น เห็นว่า แม้หนี้ที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และหนี้อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 405 และ 407 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 259 (1) ซึ่งมาตรา 261 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าที่ดินนั้นมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายอันผู้เช่าได้นำเข้ามาไว้บนที่ดินที่ให้เช่า หรือนำเข้ามาไว้ในเรือนโรงอันใช้ประกอบกับที่ดินนั้น และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์เช่นสำหรับที่ใช้ในที่ดินนั้น กับทั้งเหนือดอกผลอันเกิดจากที่ดินซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เช่านั้นด้วย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงย่อมมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาไว้ในเรือนโรงนั้นด้วย" แต่คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า ไม่ได้ขอบังคับเอาจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาไว้ในที่ดินหรือโรงเรือน ทั้งมิใช่เงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจึงพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 262 ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินจากการขายทอดตลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องของผู้ร้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) (ก) ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่ผู้ร้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 259 (1) ม. 261
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — วัดสวนป่าน
จำเลย — นางอรุณี เหนิดกระโทก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประเสริฐ กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชูวงศ์ ละอองศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3821/2552
#502944
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และหนี้อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่าอาคารพาณิชย์ ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 (1) ซึ่งมาตรา 261 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าที่ดินนั้นมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายอันผู้เช่าได้นำเข้ามาไว้บนที่ดินที่ให้เช่า หรือนำเข้ามาไว้ในเรือนโรงอันใช้ประกอบกับที่ดินนั้น และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์เช่นสำหรับที่ใช้ในที่ดินนั้น กับทั้งเหนือดอกผลอันเกิดจากที่ดินซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เช่านั้นด้วย" และวรรคสองบัญญัติว่า "บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงย่อมมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาไว้ในเรือนโรงนั้นด้วย" แต่คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า ไม่ได้ขอ บังคับเอาจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาไว้ในที่ดินหรือโรงเรือน ทั้งมิใช่เงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา 262 ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินจากการขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 405 และ 407 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จำเลยเช่าจากผู้ร้องขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยค้างค่าเช่าเดือนพฤษภาคม 2543 ถึงเดือนเมษายน 2544 รวม 12 เดือน เป็นเงิน 9,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนพร้อมเงินเพิ่ม ประจำปี 2541 ถึง 2543 จำนวน 22,798.60 บาท จำเลยชำระแล้วบางส่วนจำนวน 3,000 บาท คงเหลือภาษีโรงเรือนและเงินเพิ่มค้างชำระ 19,798.60 บาท หนี้เงินร้อยละ 15 ของเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 108,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 136,798.60 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิ ผู้ร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า ขอให้มอบเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2527 นายประกอบ เช่าอาคาร 3 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 405 และ 407 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จากผู้ร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2534 นายประกอบโอนสิทธิการเช่าอาคารทั้งสองคูหาให้จำเลยและจำเลยทำสัญญาเช่ากับผู้ร้องมีรายละเอียดเหมือนกับสัญญาที่นายประกอบทำไว้กับผู้ร้อง ต่อมาจำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาและไม่ชำระหนี้ โจทก์ยึดสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 405 และ 407 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้และมีผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยยังติดค้างไม่ชำระค่าเช่าเป็นเวลานานประมาณ 12 เดือน ผู้ร้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและค่าปรับเงินเพิ่มแทนจำเลยกับผู้ร้องที่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าร้อยละ 15 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า โดยอาศัยบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าเป็นเงินที่ผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 262 ประกอบกับข้อสัญญาที่จำเลยทำไว้กับผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 108,000 บาท นำมาคำนวณเป็นเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าในอัตราร้อยละ 15 เป็นการชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาว่าผลบังคับของบุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 260 แล้ว ยังมีมาตรา 262 ขยายออกไปอีก ผู้ร้องจึงมีบุริมสิทธิในหนี้ค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนที่ได้ชำระไปแทนจำเลย ค่าตอบแทนการโอนสิทธิตามสัญญาเช่า และขอรับชำระหนี้ในฐานะเป็นหนี้บุริมสิทธิได้ นั้น ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอ้างเหตุผู้ร้องเป็นผู้ให้เช่า จำเลยติดค้างค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนและค่าปรับเงินเพิ่มที่ผู้ร้องออกแทนจำเลยและเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดสิทธิการเช่าของจำเลยให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าที่ได้ตกลงกันไว้กับจำเลยในสัญญาเช่าร้อยละ 15 ของเงินค่าตอบแทนโอนสิทธินั้น เห็นว่า แม้หนี้ที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และหนี้อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 405 และ 407 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 259 (1) ซึ่งมาตรา 261 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าที่ดินนั้นมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายอันผู้เช่าได้นำเข้ามาไว้บนที่ดินที่ให้เช่า หรือนำเข้ามาไว้ในเรือนโรงอันใช้ประกอบกับที่ดินนั้น และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์เช่นสำหรับที่ใช้ในที่ดินนั้น กับทั้งเหนือดอกผลอันเกิดจากที่ดินซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เช่านั้นด้วย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงย่อมมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาไว้ในเรือนโรงนั้นด้วย" แต่คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า ไม่ได้ขอบังคับเอาจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาไว้ในที่ดินหรือโรงเรือน ทั้งมิใช่เงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจึงพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 262 ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินจากการขายทอดตลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องของผู้ร้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) (ก) ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่ผู้ร้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 259 (1) ม. 261 ม. 262
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — วัดสวนป่าน
จำเลย — นางอรุณี เหนิดกระโทก
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3798/2552
#494004
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3" และเมื่อพิจารณาความในมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 แล้ว เห็นว่า กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระทำผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือสำแดงเท็จ แต่ได้สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าหรือขาออกเป็นเหตุให้จำนวนเงินอากรขาดไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ความรับผิดของจำเลยในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 112 ตรี อนุมาตรา 3

ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำขอให้ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าโดยให้เหตุผลวินิจฉัยคดีประการหนึ่งว่า ตามคำฟ้องและแบบแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 มิได้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้านั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่แก้ไขแล้วตอนท้ายได้บรรยายเกี่ยวกับเงินเพิ่มดังกล่าวแล้วว่าจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับตั้งแต่วันตรวจปล่อยคำนวณถึงวันฟ้อง สำหรับแบบแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 แม้จะมิได้ระบุจำนวนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่จำเลยจะต้องชำระ แต่ความในมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม โดยมิได้บัญญัติให้ความรับผิดในการเสียเงินเพิ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่อันจะต้องระบุไว้ในใบแจ้งการประเมิน ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะมีการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกก็ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มดังกล่าว ดังนั้นแม้แบบแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ 1 มิได้ระบุจำนวนเงินเพิ่มอากรที่ต้องชำระ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มดังกล่าวโดยผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 2,406,135.58 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินค่าอากรขาเข้าจำนวน 600,699 บาท แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันตรวจปล่อยจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,611,024 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า กรณีของจำเลยเป็นการตรวจเก็บอากรขาดอันเนื่องมาจากความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และ 2 มิใช่ตรวจเก็บอากรขาดตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ระบุในแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระเงินเพิ่มดังกล่าวก็ไม่เป็นการตัดสิทธิในการเรียกเก็บเงินเพิ่มส่วนนี้ เนื่องจากการเรียกเก็บเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา ให้เรียกเก็บเมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3" ซึ่งมาตรา 102 ตรี บัญญัติว่า "ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งจ่ายเงินสินบนและรางวัลตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีในกรณีต่อไปนี้

1. ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร หรือของต้องห้าม ต้องกำกัดในการนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ 55 จากเงินค่าขายของกลาง แต่ในกรณีที่มิได้ริบของกลาง หรือของกลางไม่อาจจำหน่ายได้ให้หักจ่ายจากเงินค่าปรับ ส่วนรายที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ 30

2. ความผิดฐานสำแดงเท็จ ให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนและรางวัลร้อยละ 55 จากเงินค่าปรับ แต่ในรายที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ให้หักจ่ายเป็นเงินรางวัลร้อยละ 30

3. กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ เป็นผลให้เรียกอากรเพิ่มเติมได้ ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละ 10 ของเงินอากรที่กรมศุลกากรเรียกเก็บเพิ่มเติมได้" เมื่อพิจารณาความในมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 แล้ว เห็นว่า กรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบอันเป็นผลให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระอากรเพิ่มเติม แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้กระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือสำแดงเท็จ แต่ได้สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าหรือใบขนสินค้าขาออก เป็นเหตุให้จำนวนเงินอากรขาดไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ความรับผิดของจำเลยในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าพิพาท จึงไม่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางให้เหตุผลในการวินิจฉัยคดีอีกประการหนึ่งว่า ตามคำฟ้องและแบบแจ้งการประเมิน โจทก์ที่ 1 มิได้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้านั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ที่แก้ไขแล้วตอนท้ายได้บรรยายเกี่ยวกับเงินเพิ่มดังกล่าวแล้วว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับแต่วันตรวจปล่อยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 795,111.58 บาท สำหรับแบบแจ้งการประเมินแม้จะมิได้ระบุจำนวนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่จำเลยจะต้องชำระ แต่ความในมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม โดยมิได้บัญญัติให้ความรับผิดในการเสียเงินเพิ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่อันจะต้องระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมิน ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะมีการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกก็ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ เว้นแต่กรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ดังนั้น แม้แบบแจ้งการประเมินภาษีที่พิพาทจะมิได้ระบุจำนวนเงินเพิ่มอากรที่จำเลยต้องชำระ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มดังกล่าวโดยผลของกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน จากต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 17,493 บาท นับแต่วันที่ 14 เมษายน 2538 จำนวน 24,600 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2538 จำนวน 134,704 บาท นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2538 จำนวน 183,245 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 จำนวน 15,245 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2538 จำนวน 31,648 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2538 จำนวน 183,468 บาท นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2538 และจำนวน 10,296 บาท นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2538 จนถึงวันที่นำเงินมาชำระแก่โจทก์ทั้งสอง แต่เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 795,111.58 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 102 ตรี ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2552
#493992
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 8 ของพ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ววรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้สถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินหรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้สถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และวรรคสอง บัญญัติว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์และการกระทำตราสารตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการกระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 12 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์แต่มีภาระผูกพันอยู่ ต้องจัดการที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใดๆ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินจึงจะอนุญาตให้ทำการจัดสรรได้ โจทก์และธนาคารได้ทำการบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือให้ที่ดินที่จำนองเป็นประกันพ้นจากการจำนอง และได้จดทะเบียนปลดจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารก็เป็นการที่ธนาคารปลดจำนองด้วยหนังสือ เป็นเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (2) การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ให้แก่ น. เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีการจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ น.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำนวน 36,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับการโอนขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางตีความข้อกฎหมายไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 กล่าวคือ มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ก็เพียงกำหนดมิให้ลูกหนี้ที่จำนองอสังหาริมทรัพย์หลังวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ส่วนการจำนองก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 และปลอดจำนองในที่ดินดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามข้อ 12 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 เท่านั้น มาตรา 8 วรรคสอง ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 มิได้บัญญัติว่าการจำนองต้องมีอยู่ในขณะโอนอสังหาริมทรัพย์ และเจตนารมณ์ในการออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ อันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน การแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างปี 2540 ถึง 2543 จึงไม่แล้วเสร็จ ต้องออกพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับให้สิทธิลูกหนี้ทำการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อไป ดังนั้น จึงต้องมีประโยคดังกล่าวเพื่อไม่ให้การจำนองหลังวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากร มิใช่ต้องมีการจำนองจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงิน หรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงิน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และวรรคสอง บัญญัติว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์และการกระทำตราสารตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการกระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ดังนั้น การตีความข้อยกเว้นรัษฎากรจึงต้องตีความโดยมีข้อจำกัด มิฉะนั้นแล้วข้อยกเว้นจะขยายไปจนจัดเก็บภาษีไม่ได้ และเมื่อตัวบทกฎหมายที่ใช้จัดเก็บภาษีไม่ชัดแจ้งหรือตีความได้หลายนัย ก็ต้องตีความตามเจตนารมณ์ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี หากกรณีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้ว ก็ตีความตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ คำว่า ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 หมายความว่า ต้องมีการทำสัญญาจำนองก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 และภาระจำนองยังคงมีอยู่ในระหว่างที่มีการดำเนินการตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้จดทะเบียนโอนขายให้ผู้อื่นที่มิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 12 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์แต่มีภาระผูกพันอยู่ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใดๆ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินจึงจะออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรได้ โจทก์และธนาคารได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือให้ที่ดินที่จำนองเป็นประกันพ้นจากการจำนอง และได้จดทะเบียนปลดจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารก็เป็นการที่ธนาคารปลดจำนองให้แก่โจทก์ผู้จำนองด้วยหนังสือ เป็นเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (2) การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ให้แก่นางสาวนงนุช เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีการจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่นางสาวนงนุช ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744 (2)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชมพูนุท ผลพันธิน
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2552
#501647
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 มาตรา 8 วรรคสอง หมายความว่า ต้องมีการทำสัญญาจำนองก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 และภาระจำนองยังคงมีอยู่ในระหว่างที่มีการดำเนินการตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้จดทะเบียนโอนขายให้ผู้อื่นที่มิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน

โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 12 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์แต่มีภาระผูกพันอยู่ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใด ๆ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินจึงจะออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรได้ โจทก์และธนาคารได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือให้ที่ดินที่จำนองเป็นประกันพ้นจากการจำนอง และได้จดทะเบียนปลดจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารก็เป็นการที่ธนาคารปลดจำนองให้แก่โจทก์ผู้จำนองด้วยหนังสือ เป็นเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (2) การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ให้แก่ น. เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีการจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ น. ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการธุรกิจจัดสรรที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นกรม จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 โจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 67425 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 640,000 บาท จดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดเชียงราย มีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานประเมิน ที่ดินดังกล่าวเดิมโจทก์นำไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 ต่อมาโจทก์นำที่ดินจำนองดังกล่าวไปขออนุญาตจัดสรรที่ดินขายโดยมีเงื่อนไขกับธนาคารว่า หากขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้จะนำเงินมาชำระแก่ธนาคาร และธนาคารต้องจดทะเบียนปลดจำนองให้แก่โจทก์ เมื่อปลดจำนองแล้วโจทก์ยินยอมให้ธนาคารยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันหนี้ หากขายที่ดินแปลงใดได้ธนาคารก็จะนำโฉนดที่ดินแปลงนั้นไปจดทะเบียนขายให้ แต่โจทก์ต้องนำเงินที่ขายได้ชำระหนี้แก่ธนาคาร สาเหตุที่ธนาคารต้องปลดจำนองที่ดิน (โดยที่หนี้จำนองยังคงอยู่) ก็เพราะการจัดสรรที่ดินต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์การจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าว โจทก์และธนาคารเจ้าหนี้เห็นว่าโจทก์สมควรได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงได้แนบหลักฐานการขอยกเว้นภาษี คือ หนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ หนังสือรับรองการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยได้ยื่นไปพร้อมกับคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ซื้อ จำเลยที่ 2 ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมลงความเห็นว่าควรดำเนินการได้ตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินคัดค้านว่ากรณีของโจทก์ไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเพราะที่ดินไม่ได้จำนอง ให้เรียกเก็บภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่เห็นด้วย แต่ได้ชำระภาษีจำนวน 36,962 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกเก็บ จำเลยที่ 2 ได้นำภาษีดังกล่าวส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์ยื่นขอคืนภาษีจำนวนดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ กค 0706/11442 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2547 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีที่ชำระในขณะจดทะเบียนโอนสิทธิและนิติกรรมด้วยเหตุที่ดินของโจทก์ได้ปลดจำนองก่อนทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ไม่เข้าลักษณะเป็นการจำนองประกันหนี้ตามความหมายของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2548 สำนักงานสรรพากรภาค 8 ได้แจ้งผลการพิจารณากรณีอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนภาษีอากรให้โจทก์ทราบว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีที่ชำระในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เชียงรายมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้โจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์เห็นว่าโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร โดยการออกพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีสาเหตุเนื่องมาจากประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจอันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ภาคเอกชน ทำให้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้อื่นต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินกับลูกหนี้ ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 เป็นการตีความกฎหมายตามตัวอักษร มิได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยวินิจฉัยว่าที่ดินของโจทก์มิได้จำนอง (ปลอดจำนอง) จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีที่เรียกเก็บ ซึ่งโจทก์เห็นว่าแม้ที่ดินของโจทก์จะปลอดจำนอง แต่ก็เพื่อให้เป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 เท่านั้น ภาระหนี้สินระหว่างโจทก์กับธนาคารยังคงมีอยู่และเป็นหนี้สินที่ต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ซึ่งต่างกับการมิได้จดทะเบียนจำนองหรือการไถ่ถอนจำนอง เพราะทั้งสองกรณีเป็นการที่มิได้มีหนี้สินกับสถาบันการเงินหรือได้มีการชำระหนี้จำนองแล้วเสร็จจึงมีการไถ่ถอนจำนอง แต่การปลอดจำนองของโจทก์นั้น โจทก์ยังคงมีหนี้สินผูกพันกับที่ดินดังกล่าวอยู่ โดยไม่ได้จดทะเบียนไถ่ถอนการจำนอง ทั้งนี้ตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และสำเนาคำพิพากษาตามยอมเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 13 โจทก์ต้องยินยอมให้ธนาคารยึดถือโฉนดที่ดินปลอดจำนองไว้ หากมีการขายให้บุคคลอื่นจึงไปขอรับโฉนดที่ดินพร้อมเจ้าหน้าที่ธนาคารไปจดทะเบียนโอน และต้องนำเงินที่ขายได้ชำระหนี้แก่ธนาคารด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การปลดจำนองที่ดินของโจทก์ก็ไม่ต่างกับการจำนองที่ดินต่อธนาคารตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์จึงสมควรได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ด้วย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำนวน 36,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า กรณีของโจทก์ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับยกเว้นภาษีกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 67425 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้แก่นางสาวนงนุชในราคา 640,000 บาท โดยได้แนบเอกสารเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ได้แก่ หนังสือรับรองการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร สัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และหลักฐานการให้สินเชื่อระหว่างโจทก์กับธนาคาร เจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิและนิติกรรมเป็นผู้รับคำขอและมีหน้าที่จัดทำหนังสือสัญญาขาย (ท.ด.13) บันทึกการประเมินราคาทรัพย์สิน (ท.ด.86) และบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร (ท.ด.16) เมื่อจัดทำเสร็จจะส่งเรื่องไปยังเจ้าหน้าที่กองกลางเพื่อแก้สารบัญการจดทะเบียน จากนั้นจะเสนอเรื่องไปยังหัวหน้างานนิติกรรมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเพื่อทำการตรวจสอบและลงชื่อในช่องเจ้าพนักงานที่ดินพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินซึ่งเป็นหัวหน้างานนิติกรรมขณะนั้นมีอยู่ 3 คน คือ นายกฤตภาส จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทตามประมวลกฎหมายที่ดินและเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร ในกรณีคำขอของโจทก์เจ้าหน้าที่จะต้องเสนอเรื่องให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่อื่นอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเสนอเรื่องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหัวหน้างานนิติกรรมอีกคนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบริการประชาชน จำเลยที่ 3 พิจารณาคำขอของโจทก์แล้วเห็นว่า กรณีของโจทก์เป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้สถาบันการเงิน จึงอยู่ในข่ายได้รับการลดค่าธรรมเนียมตามมติคณะรัฐมนตรีแต่ไม่น่าจะได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวพ้นจากการจำนอง จึงไม่เข้าลักษณะการจำนองเป็นประกันหนี้ตามความหมายของพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 3 ปรึกษากับหัวหน้างานนิติกรรมทั้งสองคนรวมทั้งหัวหน้าฝ่ายทะเบียนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจควบคุมกำกับดูแลงานในฝ่ายทะเบียนทั้งหมดและหารือทางโทรศัพท์ไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ได้รับคำแนะนำว่าน่าจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีอากร โจทก์ขอให้จดทะเบียนไปก่อน โดยยินยอมชำระค่าภาษีอากรตามการประเมิน หากกรมที่ดินพิจารณาเป็นหนังสือว่ามีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีอากร จะขอคืนเงินภาษีอากรที่ชำระไปในภายหลัง ซึ่งเจ้าพนักงานได้บันทึกถ้อยคำของโจทก์ที่ด้านหลังหนังสือสัญญาขายด้วย จำเลยที่ 2 จึงได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้โจทก์ โดยกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน 633,680 บาท ได้เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15,842 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 19,200 บาท และรายได้ส่วนท้องถิ่น 1,920 บาท รวมเป็นเงิน 36,962 บาท ต่อมาที่ดินจังหวัดเชียงรายมีหนังสือหารือไปยังกรมที่ดิน กรมที่ดินหารือไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 นั้น จะต้องเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินโดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินหรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงินและการโอนอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นการกระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 กรณีโจทก์แม้ที่ดินได้จดจำนองไว้กับธนาคารก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 แต่ได้ปลดจำนองก่อนทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการจำนองเป็นประกันหนี้ตามความหมายของพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ซึ่งภาระจำนองจะต้องมีอยู่จนกว่าจะมีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้จดทะเบียนโอนขายให้ผู้อื่นที่มิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ และไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีที่ชำระในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแต่อย่างใด สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายแจ้งผลการพิจารณาขอคืนเงินภาษีอากรให้โจทก์ทราบ ต่อมากรมที่ดินมีหนังสือเวียนให้เจ้าหน้าที่ทราบและถือปฏิบัติ ดังนั้น การประเมินภาษีของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใด และสำนักงานสรรพากรพื้นที่เชียงรายมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค.30) ไปยังโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว สำนักงานสรรพากรภาค 8 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษี หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรชอบแล้ว คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจจัดสรรขายบ้านและที่ดินจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 67425 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้แก่นางสาวนงนุช ในราคา 640,000 บาท ตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 หนังสือสัญญาขาย (โอนให้ผู้อื่นเพื่อชำระหนี้สถาบันการเงิน) และหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2 ถึง 5 หนังสือรับรองการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากรและค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 6 และ 7 สัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 8 และ 9 โดยโจทก์ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 จำเลยที่ 3 พิจารณาคำขอของโจทก์แล้ว เห็นว่าไม่ได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว โจทก์ยินยอมชำระค่าภาษีอากรตามการประเมิน เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15,842 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 19,200 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 1,920 บาท รวม 36,962 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2547 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) อ้างมูลเหตุที่ขอคืนว่า ชำระภาษีอากรไว้โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามภาพถ่ายคำร้องเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 82 และ 83 จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วไม่คืนภาษีให้ โจทก์อุทธรณ์การวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 18 และ 19 ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งผลการพิจารณากรณีอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรของโจทก์ดังกล่าวว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีที่ชำระในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแต่อย่างใด ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 20 และ 21 คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับการโอนขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางตีความข้อกฎหมายไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 กล่าวคือ มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุว่าการโอนอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ก็เพียงกำหนดมิให้ลูกหนี้ที่จำนองอสังหาริมทรัพย์หลังวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ส่วนการจำนองก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 และปลอดจำนองในที่ดินดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามข้อ 12 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 เท่านั้น มาตรา 8 วรรคสอง ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 มิได้บัญญัติว่าการจำนองต้องมีอยู่ในขณะโอนอสังหาริมทรัพย์ และเจตนารมณ์ในการออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ อันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน การแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างปี 2540 ถึง 2543 จึงไม่แล้วเสร็จ ต้องออกพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับให้สิทธิลูกหนี้ทำการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อไป ดังนั้น จึงต้องมีประโยคดังกล่าวเพื่อไม่ให้การจำนองหลังวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอากร มิใช่ต้องมีการจำนองจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินและสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินหรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และวรรคสอง บัญญัติว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์และการกระทำตราสารตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการกระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ดังนั้น การตีความข้อยกเว้นรัษฎากรจึงต้องตีความโดยมีข้อจำกัดมิฉะนั้นแล้วข้อยกเว้นจะขยายไปจนจัดเก็บภาษีไม่ได้ และเมื่อตัวบทกฎหมายที่ใช้จัดเก็บภาษีไม่ชัดแจ้งหรือตีความได้หลายนัย ก็ต้องตีความตามเจตนารมณ์ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี หากกรณีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ก็ตีความตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ คำว่า ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 หมายความว่า ต้องมีการทำสัญญาจำนองก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 และภาระจำนองยังคงมีอยู่ในระหว่างที่มีการดำเนินการตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้จดทะเบียนโอนขายให้ผู้อื่นที่มิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 12 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์แต่มีภาระผูกพันอยู่ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใด ๆ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินจึงจะออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรได้ โจทก์และธนาคารได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือให้ที่ดินที่จำนองเป็นประกันพ้นจากการจำนอง และได้จดทะเบียนปลดจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารก็เป็นการที่ธนาคารปลดจำนองให้แก่โจทก์ผู้จำนองด้วยหนังสือ เป็นเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (2) การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ให้แก่นางสาวนงนุชเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีการจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่นางสาวนงนุช ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 218) พ.ศ 2547 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชมพูนุท ผลพันธิน
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2552
#502747
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 12 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์แต่มีภาระผูกพันอยู่ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใดๆ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินจึงจะออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรได้ โจทก์และธนาคารได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือให้ที่ดินที่จำนองเป็นประกันพ้นจากการจำนอง และได้จดทะเบียนปลดจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่ธนาคาร แต่การที่ธนาคารปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (2) ดังนั้น การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ให้แก่ น. เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีการจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ น. ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า แม้ที่ดินของโจทก์จะปลอดจำนองแต่โจทก์ยังคงมีหนี้สินผูกพันกับที่ดินดังกล่าวอยู่ โดยไม่ได้จดทะเบียนไถ่ถอนการจำนอง โจทก์จึงสมควรได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำนวน 36,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎกร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงิน หรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และวรรคสอง บัญญัติว่า การโอนอสังหาริมทรัพย์และการกระทำตราสารตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการกระทำในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 และต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ดังนั้น การตีความข้อยกเว้นรัษฎากรจึงต้องตีความโดยมีข้อจำกัด มิฉะนั้นแล้วข้อยกเว้นจะขยายไปจนจัดเก็บภาษีไม่ได้ และเมื่อตัวบทกฎหมายที่ใช้จัดเก็บภาษีไม่ชัดแจ้งหรือตีความได้หลายนัย ก็ต้องตีความตามเจตนารมณ์ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี หากกรณีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ก็ตีความตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ คำว่า ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 หมายความว่า ต้องมีการทำสัญญาจำนองก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 และภาระจำนองยังคงมีอยู่ในระหว่างที่มีการดำเนินการตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และได้จดทะเบียนโอนขายให้ผู้อื่นที่มิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 ข้อ 12 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์แต่มีภาระผูกพันอยู่ ต้องจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรปราศจากภาระผูกพันใดๆ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินจึงจะออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรได้ โจทก์และธนาคารได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือให้ที่ดินที่จำนองเป็นประกันพ้นจากการจำนอง และได้จดทะเบียนปลดจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารก็เป็นการที่ธนาคารปลดจำนองให้แก่โจทก์ผู้จำนองด้วยหนังสือ เป็นเหตุให้จำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (2) การขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ให้แก่นางสาวนงนุช เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีการจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่นางสาวนงนุช ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744 (2)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 ม. 8
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชมพูนุท ผลพันธิน
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ