คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3558/2552
#505926
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันที่ที่ว่าการอำเภอท่าเรือว่า ให้รังวัดแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 5 ส่วน โดยยึดการถือครองตามเดิมเป็นหลัก ทางเดินให้ใช้ทางหลังอาคารพาณิชย์กว้าง 1.2 เมตร ออกสู่ถนนทางด้านข้างอาคารพาณิชย์ถึงถนนสาธารณะโดยให้ใช้ได้ตลอดไป ส่วนท่อระบายนำให้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยขุดลอกหน้าท่อระบายน้ำให้มีระดับต่ำกว่าปากท่อ สามารถให้น้ำไหลออกสู่ร่องของเทศบาล หากมีการซื้อขายส่วนเกินให้คิดราคา 1,800 บาท ต่อตารางวา และมีการจัดทำแผนที่โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ บันทึกและแผนที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งดินกันอีกตามรูปแผนที่ดังกล่าว จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 180 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่โจทก์เนื้อที่ดินจำนวน 3 ส่วน ใน 5 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามส่วนที่โจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตกตามแผนที่เอกสารหมาย จ.3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 4286 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ประมาณ 3 งาน ส่วนของโจทก์ 3 ส่วนใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 180 ตารางวา ส่วนของจำเลยทั้งสองคนละ 1 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่คนละ 60 ตารางวา โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วน โดยโจทก์ครอบครองทางด้านทิศตะวันตก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออกโดยจำเลยที่ 1 ครอบครองทางด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยที่ 2 ครอบครองทางด้านทิศเหนือโจทก์และจำเลยทั้งสองต้องการแบ่งแยกที่ดิน แต่ตกลงกันไม่ได้จึงให้เจ้าหน้าที่อำเภอท่าเรือไกล่เกลี่ย โดยโจทก์ตกลงเปิดทางเดินทางด้านทิศเหนือกว้าง 1.20 เมตร และให้วางท่อระบายน้ำในที่ดินด้านทิศใต้ จากนั้นโจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดินรังวัดที่ดินแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าหน้าที่ที่ดินจึงยกเลิกการรังวัด ในการทำแผนที่วิวาทตามคำสั่งศาล โจทก์และจำเลยทั้งสองนำชี้ที่ดินส่วนที่แต่ละฝ่ายครอบครองโดยโจทก์นำชี้เนื้อที่ติดกันจะล้ำเข้าไปในส่วนที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างบ้านและห้องน้ำล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำชี้เป็นเหตุให้ที่ดินโจทก์ถูกแบ่งออกเป็น 2 แปลง แปลงเล็กเนื้อที่ 22 ตารางวา โดยมีที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คั่นอยู่

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ควรแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ตามแผนที่วิวาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันที่ที่ว่าการอำเภอท่าเรือว่า ให้รังวัดแบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วน โดยยึดการถือครองตามเดิมเป็นหลัก ทางเดินให้ใช้ทางหลังอาคารพาณิชย์กว้าง 1.2 เมตร ออกสู่ถนนทางด้านข้างอาคารพาณิชย์ถึงถนนสาธารณะโดยให้ใช้ได้ตลอดไป ส่วนท่อระบายน้ำให้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยขุดลอกหน้าท่อระบายน้ำให้มีระดับต่ำกว่าปากท่อ สามารถให้น้ำไหลออกสู่ร่องของเทศบาล หากมีการซื้อขายส่วนเกินให้คิดราคา 1,800 บาท ต่อตารางวา และภายหลังจัดทำแผนที่เอกสารหมาย จ.3 โจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ เห็นว่า บันทึกและแผนที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมความซึ่งนายสละ สามีโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งที่ดินกันอีกตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองลายมือชื่อรับรองไว้ จึงมีผลผูกพันคู่ความ แม้โจทก์จะมิได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงด้วยตนเอง แต่พฤติการณ์โจทก์ถือได้ว่าเชิดนายสละเป็นผู้ลงลายมือชื่อกระทำการแทน มีผลเช่นเดียวกับที่โจทก์ลลายมือชื่อเอง และแผนที่ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้น ซึ่งรูปแผนที่ตรงกับแผนที่วิวาทจึงต้องแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินไปตามแผนที่วิวาท ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปตามแผนที่วิวาทโดยให้จำเลยที่ 1 ได้รับที่ดินในส่วนที่นำชี้และในส่วนที่ระบุว่าเป็นส่วนของโจทก์ ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกอีก 22 ตารางวา โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 1,800 บาท เป็นการตอบแทน ค่าใช้จ่ายในการโอนรวมทั้งภาษีเงินได้ให้ออกคนละครึ่งและให้โจทก์และจำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ตามส่วนของตน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจมาศ เธียรประดิษฐ์
จำเลย — นายเหวย คงเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2552
#501637
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่า โจทก์ทั้งสามนำชี้แนวเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิคัดค้านการรังวัดดังกล่าว อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า จำเลยมีสิทธิคัดค้านการรังวัดแนวเขตแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามตามฟ้องหรือไม่ครอบคลุมถึงประเด็นที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลยแล้ว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยไม่คัดค้านการรังวัดภายในกำหนดตามกฎหมายที่ดิน จำเลยจึงหมดสิทธิคัดค้านนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วว่าโจทก์ทั้งสามนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลย จำเลยในฐานะของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขัดขวางหรือคัดค้านการกระทำของโจทก์ทั้งสามได้เสมอ ดังนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อดังกล่าว เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า เมื่อปี 2532 โจทก์ทั้งสามร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22627 เนื้อที่ 3 งาน 19 ตารางวา จากนางสาวนวพร เมื่อปี 2536 โจทก์ที่ 3 ได้ปลูกบ้านลงในที่ดินดังกล่าว 1 หลัง ส่วนจำเลยซื้อที่ดินจากนางสาวนวพรแปลงติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามในระยะเวลาใกล้เคียงกับที่โจทก์ทั้งสามซื้อและเมื่อปี 2537 จำเลยปลูกหรือยินยอมให้บริวารของจำเลยปลูกเพิงขายของลงบนที่ดินติดกับบ้านของโจทก์ที่ 3 ต่อมาในปี 2540 โจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตเพื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและนัดทำการรังวัด ซึ่งในวันนัดได้มีการรังวัดตามโฉนดที่ดินเดิมพร้อมกับทำการรังวัดปักเขตแต่จำเลยไม่ยอมรับรองแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินจึงให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนและแก้ไขโฉนดให้ตรงกับการรังวัดใหม่ซึ่งโจทก์ทั้งสามดำเนินการเรียบร้อยภายในกำหนดโดยจำเลยไม่ได้มาคัดค้าน หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและมีการนัดทำการรังวัด โดยโจทก์ทั้งสามมีหนังสือไปถึงเจ้าของที่ดินทั้งสี่ด้านรวมทั้งจำเลย ในวันรังวัดโจทก์ทั้งสามนำรังวัดปักหลักเขตโดยชี้ตรงตำแหน่งเดิมที่ได้รังวัดครั้งก่อน นายช่างรังวัดทำการลงหลักปักหลักเขตทางด้านติดทางหลวงสายพหลโยธิน-ลำลูกกา และทางด้านติดคลองชลประทานรวม 2 หลัก โดยเจ้าหน้าที่ทางหลวงและเจ้าหน้าที่ชลประทานลงนามรับรองแนวเขต ส่วนการลงหลักปักหลักเขตทางด้านติดที่ดินของจำเลย จำเลยโต้แย้งว่ารุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นแนวเขตเดียวกับที่โจทก์ทั้งสามเคยนำรังวัดครั้งแรก ในที่สุดโจทก์ทั้งสามได้นำปักหลักเขตที่จะแบ่งแยกตามที่นายช่วงรังวัดชี้ ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำคัดค้านเขตและระงับเรื่องขอยื่นแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสามในวันที่ 20 กันยายน 2540 เจ้าพนักงานที่ดินเรียกโจทก์ทั้งสามและจำเลยไปไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันไม่ได้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำคัดค้านดังกล่าวนั้นเสีย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยดังกล่าว และห้ามจำเลยขัดขวางการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 22628 เนื้อที่ 1 งาน 49 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามทางด้านทิศเหนือ จำเลยซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนางสาวนวพร โดยซื้อมาก่อนโจทก์ทั้งสามและแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยมีเสาหินหรือหมุดหลักเขตถาวรฝังดินไว้เป็นเขตที่ดินแน่นอนแล้วตั้งแต่ปี 2529 แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามทำการรังวัดเสาหินหรือหมุดหลักเขตได้สูญหายไป โจทก์ทั้งสามรังวัดปักหลักเขตรุกล้ำแนวเขตที่ดินของจำเลยตลอดแนวด้านทิศใต้ประมาณ 3 วา จำเลยจึงได้คัดค้าน โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้พ้นกำหนด 90 วัน นับจากวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ที่เจ้าพนักงานที่ดินทำการไกล่เกลี่ยโจทก์ทั้งสามและจำเลยแล้ว คดีโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสาวสุรีย์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อแรกที่ว่าโจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสามได้นั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่า โจทก์ทั้งสามนำชี้แนวเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิคัดค้านการรังวัดดังกล่าว อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้รับรองให้ฎีกา รวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามหรือจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดในข้อแรกว่า จำเลยมีสิทธิคัดค้านการรังวัดแนวเขตแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามตามฟ้องหรือไม่นั้นครอบคลุมถึงประเด็นที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือของจำเลยแล้ว ส่วนข้อที่ว่าจำเลยไม่คัดค้านการรังวัดภายในกำหนดตามกฎหมายที่ดิน จำเลยจึงหมดสิทธิคัดค้านนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วว่าโจทก์ทั้งสามนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลย จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขัดขวางหรือคัดค้านการกระทำของโจทก์ทั้งสามได้เสมอ ดังนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อดังกล่าว เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เปลี่ยนแปลงไป

อนึ่งโจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์จำนวน 200 บาท เมื่อจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทแล้วแต่ไม่ได้หักค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียไว้แล้วจึงเสียเกินมาซึ่งไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินให้แก่โจทก์ทั้งสาม"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นส่วนที่โจทก์ทั้งสามเสียไว้เกินจำนวน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงัด วิเชียรสมุทร ฯ กับพวก
จำเลย — นางจรูญ พูลสวัสดิ์หรือทับทิมโต
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย หรหมศร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3548/2552
#501636
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงหน่ายการใช้ไฟฟ้าไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไปจริง แต่มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ทั้งการติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบก็ไม่ได้แสดงแน่ชัดว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อนมาแต่เมื่อใด การที่โจทก์คิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังโดยดูจากประวัติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงแต่คาดคะเนเอง ไม่อาจฟังเอาแน่นอนว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าคลาดเคลื่อนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังตั้งแต่เดือนดังกล่าวจนถึงวันที่ 12 มกราคม 2538 ที่พบความชำรุดบกพร่อง โจทก์คงมีสิทธิคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องใหม่ให้จำเลยที่ 1

โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าแก่จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตฟิล์มของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าเพิ่มและใช้ไฟฟ้าที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ พิเศษ แอลบี-8695 ขนาด 200 แอมแปร์ 24,000 โวลต์ 3 ยก 3 สาย ติดตั้งที่เลขที่ 73/3 หมู่ที่ 4 ถนนบางนา-ตราด กม.13 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตกลงว่าจะชำระเงินค่าธรรมเนียมการใช้ไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าตามอัตราที่โจทก์กำหนดจนกว่าจะบอกเลิกการใช้ไฟฟ้าเป็นลายลักษณ์อักษรและจะปฏิบัติตามข้อบังคับการบริการและใช้ไฟฟ้าของโจทก์ โจทก์ได้อนุมัติตามคำขอของจำเลยที่ 1 โดยติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเพิ่มดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 พนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าดังกล่าวที่ใช้วัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 แสดงค่าหน่วยและค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดลดลงผิดปกติ จึงได้ตรวจสอบพบว่าสายคอนโทรล (สายควบคุม) เส้นสีเขียววัดกระแสไม่ขึ้นเนื่องจากสายคอนโทรลเส้นสีดำช็อตขาดภายใน (กล่องต่อสายซีที.เฟส 3) เป็นผลให้เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าไม่ถูกต้อง จากนั้นโจทก์ได้นำเครื่องวัดมาตรฐานไปทำการติดตั้งเปรียบเทียบตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2539 ปรากฏว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าดังกล่าวแสดงจำนวนหน่วยมากกว่าเครื่องวัดเทียบ 185.35 เปอร์เซ็นต์ แสดงค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดมากกว่าเครื่องวัดเทียบช่วงออนพีค 180 เปอร์เซ็นต์ ช่วงพาเชียลพีค 177.78 เปอร์เซ็นต์ ช่วงออฟพีค 175 เปอร์เซ็นต์ และผลเทียบแสดงค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูญเสียสูงสุด (กิโลวาร์) น้อยกว่าเครื่องวัดเทียบ 8.33 เปอร์เซ็นต์ และจากการตรวจสอบสถิติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 พบว่าค่าพลังงานไฟฟ้าเริ่มลดลง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 และค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดเริ่มลดลงผิดปกติตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เป็นต้นมา แสดงว่าเครื่องวัดกิโลวัตต์แสดงค่าไม่ถูกต้องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 ทำให้โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องน้อยกว่าความเป็นจริงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2539 ดังนั้นโจทก์จึงคำนวณค่าไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในช่วงระยะเวลาดังกล่าวใหม่ให้ถูกต้องปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มให้แก่โจทก์อีกเป็นเงินจำนวน 12,225,592 บาท จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 4,228,200 บาท และจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 1,783,200 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดในวงเงินที่ค้ำประกันแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 12,818,450 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 4,305,524 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 1,814,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อบังคับใดๆ ของโจทก์ มาตรวัดหน่วยไฟฟ้าที่โจทก์ติดตั้งเพื่อวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำรุดและโจทก์ไม่เคยแจ้งเรื่องความชำรุดให้จำเลยที่ 1ทราบ หากชำรุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 โจทก์ควรทราบหลังจากนั้นไม่นานนัก และการนำเครื่องวัดมาตรฐานไปติดตั้งเปรียบเทียบก็กระทำล่าช้าโดยปราศจากเหตุผล จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เหตุที่การใช้กระแสไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ลดลง เนื่องจากในช่วงดังกล่าวจำเลยที่ 1 ลดกำลังการผลิตลง การประเมินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าเพิ่ม จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2538 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ค่าไฟฟ้าตามฟ้องจึงเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 เข้าผูกพันตามสัญญา จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์นำเครื่องวัดมาตรฐานไปติดตั้งเปรียบเทียบห่างจากวันที่ตรวจพบความบกพร่องกว่า 1 ปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดนัดชำระค่าไฟฟ้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,225,592 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกินจำนวน 592,858 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในต้นเงินไม่เกินจำนวน 4,228,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 77,324 บาท และจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในต้นเงินไม่เกินจำนวน 1,783,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 31,512 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501 มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้าจากโจทก์ โจทก์ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเลขที่ พิเศษ แอลบี-8695 ให้จำเลยที่ 1 ที่โรงงานเลขที่ 73/3 หมู่ 4 ถนนบางนา-ตราด ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่ติดตั้งสายควบคุมเส้นสีเขียววัดกระแสไม่ขึ้น เนื่องจากสายควบคุมเส้นสีดำเกิดลัดวงจร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมย้อนหลังแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดได้ความจากนายนภดลและนายนิโรจน์พยานโจทก์ว่า หลังจากตรวจพบว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุด ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ติดตั้งเครื่องวัดหน่ายไฟฟ้าเปรียบเทียบและจากการตรวจวัดเปรียบเทียบระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2539 พบว่าค่าความต้องการพลังไฟฟ้าและค่าหน่วยพลังไฟฟ้าคลาดเคลื่อนดังปรากฏตามรายงานแบบติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ทำให้เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยลงไป ซึ่งนางพยอมและนายเจริญ พยานโจทก์เบิกความได้ความว่าจากการตรวจสอบประวัติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.15 พบว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ลดลงผิดปกติตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 จากก่อนหนี้นี้ประมาณ 800,000 หน่วย เหลือเพียงประมาณ 600,000 หน่วย โจทก์จึงคิดค่าไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวและเรียกให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมตามใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าเอกสารหมาย จ.6 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระแก่โจทก์ เห็นว่า การที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเกิดชำรุดบกพร่องดังโจทก์นำสืบ เชื่อว่าทำให้เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าลดลง แม้โจทก์จะติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบล่าช้าไปบ้างหลังตรวจพบความชำรุดบกพร่อง แต่ความล่าช้าก็น่าเชื่อว่ามาจากโจทก์ต้องไปดำเนินการซื้อหาเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่มีขนาดและชนิดเดียวกันเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเดิมที่ชำรุดบกพร่องและใช้เฉพาะแต่โรงงานขนาดใหญ่ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าจำนวนมากมาจากต่างประเทศจึงยังไม่พอฟังว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ลดการผลิตทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ดังกล่าว เชื่อว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไปจริง อย่างไรก็ตาม การที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเกิดชำรุดบกพร่องมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ทั้งการติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเปรียบเทียบก็ไม่ได้แสดงแน่ชัดว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าคลาดเคลื่อนมาแต่เมื่อใด การที่โจทก์คิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังโดยดูจากประวัติการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงแต่คาดคะเนเอง ไม่อาจฟังเอาแน่นอนว่าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าคลาดเคลื่อนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังตั้งแต่เดือนดังกล่าวจนถึงวันที่ 12 มกราคม 2538 ที่พบความชำรุดบกพร่อง โจทก์คงมีสิทธิคิดค่าไฟฟ้าย้อนหลังนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องใหม่ให้จำเลยที่ 1 คิดเป็นเงิน 11,363,743.50 บาท ตามใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้าและบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.6 และ จ.14 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงินที่ตนค้ำประกัน ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อมา คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าแก่จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการประกอบกิจการจากโรงงานผลิตฟิล์มของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่า เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 11,363,743.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี น้บแต่วันที่ 11 มีนาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540) ไม่เกิน 592,858 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 4,228,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกิน 77,324 บาท และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 1,783,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกิน 31,512 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 139/34 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — บริษัทไทยฟิล์มอินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3545/2552
#492448
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานบ้านซึ่งเปิดเป็นร้านเสริมสวยโดยให้โจทก์ซักผ้า ทำงานบ้าน กวาดร้านทำผม และซักผ้าเช็ดผม ถือได้ว่า เป็นการให้โจทก์ทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย การให้โจทก์ทำความสะอาดและซักผ้าเช็ดผมซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งในสถานประกอบการถือได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างทั่วไปที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จำเลยอุทธรณ์ว่า จากพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยฟังได้ว่า โจทก์ทำงานบ้านแยกส่วนกันกับร้านเสริมสวยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนนวน 8,330 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 56,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 2,210 บาท และค่าชดเชยจำนวน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 2,210 บาท จ่ายค่าชดเชยจำนวน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้อง (14 ธันวาคม 2547) จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,330 บาท จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานบ้านโดยให้โจทก์ซักผ้า ทำงานบ้าน กวาดร้านทำผมและซักผ้าเช็ดผม ถือได้ว่าเป็นการให้โจทก์ทำงานเกี่ยวกับงานบ้านที่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย การให้โจทก์ทำความสะอาดและซักผ้าเช็ดผม ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งในสถานประกอบการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างทั่วไปที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จำเลยอุทธรณ์ว่า จากคำเบิกความพยานโจทก์จำเลยฟังได้ว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งแม่บ้าน มีหน้าที่ทำงานบ้าน ซักผ้า และทำอาหาร แยกส่วนกันกับร้านเสริมสวย โจทก์เป็นลูกจ้างทำงานบ้านจึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เห็นได้ว่า เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ทำเพียงงานบ้านไม่ได้ทำงานในส่วนของร้านเสริมสวยดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย...

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 186 บาท และค่าชดเชย 40,800 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุทัศนี ศิริกุล
จำเลย — นางสาวประนอม นีซัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2552
#494006
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 19,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวระหว่างปลายปี 2541 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้อง จึงกระทำลงทั้งก่อนและภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ กรณีจึงมิต้องตามมาตรา 58 วรรคแรก ไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 277 กับบวกโทษที่รอไว้เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 921/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่โจทก์ขอให้นำโทษจำคุกของจำเลย ซึ่งศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 921/2542 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษในคดีก่อน ดังนั้นเมื่อคดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 921/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2542 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 19,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวระหว่างปลายปี 2541 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องจึงกระทำลงทั้งก่อนและภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ กรณีจึงมิต้องตามมาตรา 58 วรรคแรก ไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ยกคำขอให้บวกโทษ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายสำอางค์หรือสำอาง พวงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายกิจจา สมะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2552
#504424
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยประสงค์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาซื้อขายเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่สามารถชำระราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาตกลงขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไป โดยโจทก์ทั้งสองยอมเสียค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือรวม 14 ครั้ง รวมเวลานับจากกำหนดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ครั้งแรกถึง 8 ปีเศษ แม้ตามสัญญาจะซื้อขายไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่า หากโจทก์ทั้งสองผู้ซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาที่เหลือหรือค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยผู้ขายตามกำหนด สัญญาจะซื้อขายเป็นอันเลิกกันทันทีหรือจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แต่ตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญานั้นเห็นได้ว่า โดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาแสดงไว้มิใช่ว่าจะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่การชำระหนี้ ณ เวลาที่กำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 388 ดังนั้น การที่จำเลยจะใช้สิทธิเลิกสัญญาจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 387 หากจำเลยต้องการเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชำระราคาที่ดินที่เหลือภายในระยะเวลาพอสมควรก่อน ถ้าโจทก์ทั้งสองไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองได้ตามมาตรา 387 ซึ่งตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำของจำเลย จำเลยหาได้บอกกล่าวกำหนดเวลาให้โจทก์ทั้งสองนำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือมาชำระให้แก่จำเลยเสียก่อนไม่ จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสอง แต่การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย หนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทั้งสองส่งให้แก่จำเลยโดยมีผู้รับแทนในวันที่ 8 กรกฎาคม 2541 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกสัญญากันในวันดังกล่าว

เมื่อสัญญาจะซื้อขายเลิกกันแล้ว คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่เวลาที่ได้รับไปตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินรวมทั้งเงินมัดจำที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยไว้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป ส่วนเงินค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนเรื่อยมานั้น หากมีการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาทุกฉบับโดยครบถ้วน โจทก์ทั้งสองหามีสิทธิเรียกเงินค่าตอบแทนดังกล่าวนี้คืนจากจำเลยแต่อย่างใด เงินค่าตอบแทนดังกล่าวมิใช่เงินค่าที่ดินเพิ่ม แต่ถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนการที่จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไป ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ตกเป็นผู้ผิดสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าตอบแทนดังกล่าวคืนจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,167,912 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไป ของต้นเงิน 66,967,912 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 66,933,412 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 31,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2533 โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 12299 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี จากจำเลยในราคา 62,000,000 บาท ตกลงชำระเงินมัดจำในการทำสัญญาให้แก่จำเลยจำนวน 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นงวด โดยงวดที่ 2 จะต้องชำระภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2533 เป็นเงินจำนวน 15,000,000 บาท งวดที่ 3 ชำระวันที่ 14 ธันวาคม 2533 เป็นเงินจำนวน 16,000,000 บาท พร้อมกับออกตั๋วอาวัลธนาคารเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท โดยตั๋วอาวัลจะต้องลงวันที่ 14 เมษายน 2534 ตามสัญญาจะซื้อขาย ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2533 โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินงวดที่ 2 ให้แก่จำเลยอีกจำนวน 15,000,000 บาท ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาวันที่ 14 ธันวาคม 2533 โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาตกลงเลื่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากวันที่ 14 ธันวาคม 2533 ไปเป็นวันที่ 14 เมษายน 2534 โดยโจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินบางส่วนของงวดที่ 3 ให้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 1,200,000 บาท ราคาที่ดินที่เหลืออีก 14,800,000 บาท จะชำระให้แก่จำเลยในวันที่ 14 เมษายน 2534 โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,800,000 บาท ให้แก่จำเลย นับจากวันที่ 14 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 14 เมษายน 2534 เป็นเงินจำนวน 789,314 บาท จำเลยได้รับเงินดังกล่าวแล้วตามหนังสือบันทึกต่อท้ายสัญญา วันที่ 14 เมษายน 2534 โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาตกลงเลื่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากวันที่ 24 เมษายน 2534 ไปเป็นวันที่ 14 ตุลาคม 2534 โดยโจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินบางส่วนจำนวน 2,800,000 บาท และจะชำระราคาที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยอีกภายในวันที่ 14 กรกฎาคม 2534 เป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท ราคาที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 38,000,000 บาท โจทก์ทั้งสองจะชำระเงินให้แก่จำเลยภายในวันที่ 14 ตุลาคม 2534 และตกลงให้มีการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของราคาที่ดินส่วนที่เหลือภายในวันที่ 14 เมษายน 2534 และวันที่ 14 ของเดือนถัดไปตามหนังสือบันทึกต่อท้ายสัญญา วันที่ 14 กรกฎาคม 2534 โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายว่า โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยจำนวน 4,000,000 บาท สำหรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 1,520,076 บาท นั้น จะขอผ่อนชำระเป็น 3 งวด ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญา วันที่ 14 ตุลาคม 2534 โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาว่า จำเลยได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ทั้งสองอีกบางส่วนเป็นเงินจำนวน 5,500,000 บาท และมีการขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากเดิมคือวันที่ 14 ตุลาคม 2534 ไปเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 โดยโจทก์ทั้งสองตกลงจะชำระค่าตอบแทนหรือดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระจำนวน 32,500,000 บาท เป็นงวดรายเดือน เดือนละ 433,334 บาท โดยจะชำระภายในวันที่ 14 ของแต่ละเดือน เริ่มชำระนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2534 ไปจนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเป็นที่เรียบร้อยตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายว่า โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยจำนวน 2,500,000 บาท และขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากเดิมคือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 ไปเป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2535 โดยโจทก์ทั้งสองจะต้องชำระค่าตอบแทนหรือดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระ 30,000,000 บาท เป็นรายเดือน เดือนละ 400,000 บาท ชำระภายในวันที่ 14 ของแต่ละเดือน นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 ไปจนกว่าจะมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กันตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญา โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ปฏิบัติต่อกันเช่นนี้เรื่อยมาตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญา ต่อมาโจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทนหรือดอกเบี้ยเดือนละ 400,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2541 เป็นต้นไป เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองและริบเงินมัดจำ

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยกับโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินโจทก์ทั้งสองกับจำเลยประสงค์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่สามารถชำระราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาตกลงขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไป โดยโจทก์ทั้งสองยอมเสียค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือรวม 14 ครั้ง รวมเวลานับจากกำหนดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ครั้งแรกถึง 8 ปีเศษ แม้ตามสัญญาจะซื้อขายไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่า หากโจทก์ทั้งสองผู้ซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาที่เหลือหรือค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยผู้ขายตามกำหนด สัญญาจะซื้อขายเป็นอันเลิกกันทันทีหรือจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แต่ตามวัตถุประสงค์แห่งปัญญานั้นเห็นได้ว่าโดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาแสดงไว้มิใช่ว่าจะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่การชำระหนี้ ณ เวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ดังนั้น การที่จำเลยจะใช้สิทธิ์เลิกสัญญาจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 387 นอกจากนี้ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยได้ผ่อนเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสองในการชำระค่าตอบแทนในการขยายเวลาไม่ตรงเวลาตามที่ตกลงกันไว้รวมถึง 7 ครั้ง โดยล่าช้าตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 1 เดือนก็มี เช่น เช็คเลขที่ 0107189 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เรียกเก็บเงินได้ในวันที่ 14 มีนาคม 2537 เช็คเลขที่ 0170150 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2539 เรียกเก็บเงินได้ในวันที่ 21 มีนาคม 2539 อีกทั้งตามคำเบิกความของจำเลยตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ทั้งสองก็เจือสมกับพยานโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คซึ่งเป็นค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ล่าช้าไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ในบางครั้ง แสดงว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาดังกล่าวเป็นสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยต้องการเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชำระราคาที่ดินที่เหลือภายในระยะเวลาพอสมควรก่อน ถ้าโจทก์ทั้งสองไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองได้ตามมาตรา 387 ซึ่งตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำของจำเลย จำเลยหาได้บอกกล่าวกำหนดเวลาให้โจทก์ทั้งสองนำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือมาชำระให้แก่จำเลยเสียก่อนไม่ ดังนั้นจำเลยจึงยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนข้อต่อสู้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยได้โทรศัพท์และมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำแก่โจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองมีเจตนาที่จะไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทอีกต่อไป จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า จำเลยคงมีแต่ตัวจำเลยกับนางสาวสุขสินบุตรสาวจำเลยมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวเท่านั้น จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบสนับสนุนให้ชัดเจน เมื่อคำนึงถึงเงินค่าที่ดินและค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยเป็นเงินถึง 66,000,000 บาทเศษแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองยังคงต้องการที่จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทอยู่ ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น การบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองจึงไม่ชอบ แต่การที่โจทก์ทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย หนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ทั้งสองส่งให้แก่จำเลยโดยมีผู้รับแทนในวันที่ 8 กรกฎาคม 2541 จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกสัญญากันในวันดังกล่าว เมื่อสัญญาจะซื้อขายเลิกกันแล้ว คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดแต่เวลาที่ได้รับไปตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินจำนวน 31,000,000 บาท รวมทั้งเงินมัดจำอีกจำนวน 1,000,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยไว้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยกำหนดให้นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป ตามคำขอท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสอง ส่วนเงินค่าตอบแทนในการขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนเรื่อยมานั้นในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าโจทก์ทั้งสองยินยอมชำระค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสอันเกิดจากการขยายระยะเวลาดังกล่าวให้จำเลยโดยคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของราคาที่ดินที่ค้างชำระและราคาที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยประเภทเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ในขณะนั้นเนื่องจากหากโจทก์ทั้งสองชำระราคาที่ดินตามงวดแก่จำเลย จำเลยสามารถนำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวอยู่แล้ว ดังนี้ หากมีการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาทุกฉบับโดยครบถ้วน โจทก์ทั้งสองหามีสิทธิเรียกเงินค่าตอบแทนดังกล่าวนี้คืนจากจำเลยแต่อย่างใด เงินค่าตอบแทนดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเงินค่าที่ดินเพิ่มดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง แต่ถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นไปแล้ว เพื่อเป็นการตอบแทนการที่จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองขยายระยะเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไป ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ตกเป็นผู้ผิดสัญญา ดังนั้น เมื่อเลิกสัญญาต่อกันแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าตอบแทนดังกล่าวคืนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 32,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 388 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิทัศน์ เนตรอำนวย กับพวก
จำเลย — นางอรุณี วงษ์สกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3516/2552
#502787
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับฝากอาวุธปืนของกลางไว้จาก ป. แล้วนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของในรถยนต์ของ ม. โดยจำเลยนั่งไปด้วย ถือได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปด้วย เมื่อจำเลยนั่งโดยสารรถยนต์ของ ม. จากร้านอาหาร จ. ไปตามถนนจรัญสนิทวงศ์ถึงบริเวณที่เกิดเหตุสี่แยกบรมราชชนนี อันเป็นเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนที่จำเลยอ้างว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของ ส. ได้นำมาฝาก บ. ไว้จะไปทำธุระในเมือง แต่ บ. กลัวว่าบุตรของตนซึ่งยังเล็กและซุกซนจะได้รับอันตรายจึงฝากจำเลยไว้ ก็มิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องมีอาวุธปืนของกลางติดตัวไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายชัยยศผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบอาวุธปืนของกลาง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม (ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น) จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยรับฝากอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้จากนายบันเทิงแล้วนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของในรถยนต์ของนายมนัสเพื่อนำไปเก็บไว้ที่บ้านของตน แต่ระหว่างที่นายมนัสขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่บ้านนั้นถูกรถยนต์ของโจทก์ร่วมชนท้าย แล้วโจทก์ร่วมกับนายมนัสทะเลาะวิวาทกัน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนของกลางขู่โจทก์ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยรับฝากอาวุธปืนของกลางไว้จากนายบันเทิงแล้วนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของในรถยนต์ของนายมนัส โดยจำเลยนั่งไปด้วย ถือได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปด้วย เมื่อจำเลยนั่งโดยสารรถยนต์ของนายมนัสจากร้านอาหารเจ้าพระยาคาเฟ่ไปตามถนนจรัญสนิทวงศ์ถึงบริเวณที่เกิดเหตุสี่แยกบรมราชชนนี อันเป็นเมืองและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนที่จำเลยอ้างว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของนายสมบัติได้นำมาฝากนายบันเทิงไว้จะไปทำธุระในเมือง แต่นายบันเทิงกลัวว่าบุตรของตนซึ่งยังเล็กและซุกซนจะได้รับอันตรายจึงฝากจำเลยไว้ ก็มิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องมีอาวุธปืนของกลางติดตัวไป การที่จำเลยใช้อาวุธปืนขู่โจทก์ร่วมเพื่อมิให้ทะเลาะวิวาทกับนายมนัสนั้น ก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังซึ่งไม่มีผลลบล้างความผิดที่จำเลยได้กระทำไปสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 72 ทวิ วรรคสอง ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุอันสมควรอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นแล้ว คงจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายชัยยศ แจ่มรัศมี
จำเลย — นายอุดมศักดิ์ ศักดิ์ธงชัย
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2552
#508283
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ซึ่งพนักงานอัยการใช้เป็นข้อมูลในการบรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลแตกต่างขัดแย้งกันไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้คำเบิกความของพนักงานสอบสวนและเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่า ถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเมาสุราหมดสติ เป็นการขัดต่อเหตุผล จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

หลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. รวมการกระทำความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอยู่ในฟ้องข้อเดียวกัน แยกออกจากฟ้องข้อ 1 ข. ฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์เพียงกรรมเดียว หาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 เหมือนเช่นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1 ข. อีกกระทงหนึ่งไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก กระทงหนึ่ง และฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 319, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาข่มขืนกระทำชำเรายังคงให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 319 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสาภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อีกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแล้วรวมจำคุก 8 ปี โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ...คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 ผู้เสียหายที่ 1 ได้รู้จักกับจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปเที่ยวที่น้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก พาไปที่บ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วจำเลยพาไปส่งที่ตลาดท่าแซะเพื่อกลับบ้าน และจำเลยได้ข่มขู่ว่า หากไปเล่าให้ปู่และย่าฟังจะทำร้าย หลังจากนั้นจำเลยก็ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ 1 อีกประมาณเดือนละครั้ง และพาไปข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของนายเอกเช่นเดิม ประมาณ 10 ครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวจำเลยจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ปู่และย่าฟังดังที่จำเลยได้ข่มขู่ไว้ ทั้งกลัวว่าจำเลยจะทำร้าย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกแล้วพาไปที่บ้านของนายตุ๋ย ซึ่งในวันนั้นผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดสีขาวและมีเสื้อคลุมสีดำ และใช้เสื้อคลุมหน้าเพราะกลัวบุคคลบริเวณนั้นจะรู้ เมื่อไปถึงบ้านของนายตุ๋ย จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว โดยจำเลยก็ดื่มด้วย หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็รู้ว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอีก และจำเลยได้บอกให้ทราบว่าได้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยบอกว่าจะได้เอาไว้เปิดเผยหากไม่ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกและพาไปบ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวว่าจำเลยจะเอารูปถ่ายเปิดเผย รุ่งขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยได้นัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาอีกแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไปตามนัด จากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ติดต่ออีกเพราะเป็นช่วงหยุดภาคเรียน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2546 นายบัญชา ซึ่งเป็นลุงผู้เสียหายที่ 1 ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับรูปถ่ายของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยถ่ายไว้และนำไปล้างที่ร้านถ่ายรูป จึงสอบถามผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 เล่าความจริงให้ฟัง นายบัญชาจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนี้ เห็นว่า แม้ในเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 นั้นผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความในรายละเอียดแห่งการกระทำของจำเลยว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปในห้องนอนแล้วจับผู้เสียหายที่ 1 กอดปล้ำพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 ออก จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของจำเลยแล้วเอาร่างกายทับร่างของผู้เสียหายที่ 1 คือ คร่อมตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ แล้วเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกประมาณ 10 นาที จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าไม่สามารถร้องให้ใครช่วยได้ เนื่องจากแถวนั้นไม่มีบ้านบุคคลอื่นอยู่ใกล้ก็ตาม แต่คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดต่อเหตุมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ก่อนที่จะถูกจำเลยพาไปข่มขืนกระทำชำเราประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวน้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากโรงเรียนพาไปที่บ้านนายเอก เมื่อไปถึงบ้านนายเอกเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ได้พบนายเอกและนายโอ๋เพื่อนของจำเลยอีกคนหนึ่ง แล้วบุคคลทั้งสองก็พากันออกจากบ้านไป ซึ่งความข้อนี้นายเอกชัย หรือนายเอ เจ้าของบ้านเกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงกลับเบิกความว่า จำเลยเคยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านเกิดเหตุโดยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปกันสองคน ทุกครั้งที่ไปจะเป็นเวลากลางวันและผู้เสียหายที่ 1 แต่งกายในชุดนักเรียน ปกติบ้านดังกล่าวจะปิด แต่เมื่อจำเลยไปถึงจำเลยก็จะเปิดบ้านเอง เพราะจำเลยรู้ว่าพยานเก็บกุญแจบ้านไว้ตรงไหน บางครั้งจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาในขณะที่พยานหลับ กับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุ พยานเห็นเพียง 4 ถึง 6 ครั้ง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายมาในลักษณะเป็นคู่รักกัน ตามที่พยานสังเกตเห็นผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีท่าทางที่จะร้องไห้หรือถูกบังคับ บ้านที่เกิดเหตุพนายอยู่กับน้าซึ่งเป็นผู้หญิง และมีบุตรสองคนซึ่งโตแล้ว ขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุครั้งแรกได้พบกับพยาน พยานอยู่กับจำเลยเพียงครู่เดียวจึงออกไปในครั้งแรกพยานเห็นผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยสนิทสนมกัน ระหว่างที่จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 พยานไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องและก่อนที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 จะกลับ พยานก็สังเกตเห็นผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาการร้องไห้และนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จำเลยออกไปพร้อมกัน พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า แท้จริงแล้วก่อนวันที่ 18 มกราคม 2546 อันเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้องนั้น จำเลยหาได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างไม่ หากแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยได้แอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รักตลอดมา ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในฟ้องข้อ 1 ข. นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาทับขาของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่สามารถขัดขืนได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในวันที่ 18 มกราคม 2546 ว่า จำเลยกระทำโดยการบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว ต่อเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาจึงรู้ตัวว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เช่นว่านี้นอกจากจะไม่มีรายละเอียดแห่งการกระทำว่าจำเลยบังคับขืนใจให้ผู้เสียหายที่ 1 เสพสุราด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อพิรุธในเบื้องต้นแล้ว ยังแตกต่างขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยกระทำการข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาทับขาของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ จนผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 อีกนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ก็เพียงแต่เบิกความว่าถูกข่มขืนกระทำชำเราเหมือนเดิม แต่ก็มิได้กล่าวในรายละเอียดว่าจำเลยกระทำด้วยวิธีการอย่างไร เพียงแต่อ้างว่าเหตุที่ยินยอมไปกับจำเลยเพราะเกรงว่าจำเลยจะเปิดเผยรูปถ่ายเท่านั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราจึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือเพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ ซึ่งพนักงานอัยการใช้เป็นข้อมูลในการบรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลแตกต่างขัดแย้งกันไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนวันเกิดเหตุในวันที่ 18 มกราคม 2546 ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยแอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รักตลอดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอะไรว่าผู้เสียหายที่ 1 จะขัดขืนหรือไม่ยินยอมให้จำเลยร่วมประเวณีอีก ประกอบกับในวันดังกล่าวจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกพาไปที่บ้านนายตุ๋ยเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาตามปกติ ไม่มีพฤติการณ์ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะขัดหรือไม่ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีอีกแต่อย่างใด ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัวเมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเมาสุราจนหมดสติ จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้ประมวลวิเคราะห์มาแล้ว จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและคำขอท้ายฟ้องก็ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วยก็ตามแต่ตามฟ้องข้อ 1 ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมและเต็มใจไปด้วยอยู่ในคำฟ้องข้อ 1 ก. ข้อเดียวแยกออกจ่างหากจากฟ้องข้อ 1 ข. ที่บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งลักษณะการบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดหลายกระทงจะรวมในฟ้องเดียวกันก็ได้ แต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไป" แล้ว ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. รวมการกระทำความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอยู่ในฟ้องข้อเดียวกัน แยกออกจากฟ้องข้อ 1 ข. ฐานข่มขืนกระทำชำเรา นั้น โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์เพียงกรรมเดียวหาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหมือนเช่นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1 ข. อีกระทงหนึ่งไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก กระทงหนึ่งและฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามมาโดยมิได้แก้ไขเสียให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 319 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวตามมาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 283 ทวิ วรรคแรก ม. 319 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคหนึ่ง วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายจีรนันท์ ผลพูนเกิด
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3511/2552
#451871
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความเป็นพยาน เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ย้ายที่อยู่หาตัวไม่พบ คำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักจิตวิทยาและพนักงานอัยการโดยมีการบันทึกภาพและเสียงไว้ตามแถบวิดีทัศน์วัตถุพยานหมาย ว.จ.1 อันเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 284, 310, 318

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้าย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้าย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลซึ่งน่าจะรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งไม่ใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 18 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ย้ายที่อยู่หาตัวไม่พบแต่โจทก์มีคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งยืนยันว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทั้งสองกับพวกข่มขืนกระทำชำเราในบ้านเกิดเหตุโดยมีพันตำรวจโทไพวรรณพนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว คำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่าแต่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักจิตวิทยาและพนักงานอัยการโดยมีการบันทึกภาพและเสียงไว้ด้วยตามแถบวิดีทัศน์วัตถุพยานหมาย ว.จ.1 อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ผู้เสียหายที่ 1 เคยรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อนเนื่องจากเรียนหนังสือที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรีด้วยกันประกอบกับ ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 พาพันตำรวจโทไพวรรณไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พันตำรวจโทไพวรรณรวบรวมเส้นผมและเส้นขนในห้องเกิดเหตุ ซึ่งตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.2 การตรวจพิสูจน์วัตถุพยานดังกล่าวได้กระทำตามหลักวิชานิติวิทยาศาสตร์โดยผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ห้องเกิดเหตุมิได้เป็นห้องพักอยู่อาศัยของจำเลยทั้งสอง การที่มีเส้นผมและเส้นขนบริเวณอวัยวะเพศของจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องเกิดเหตุย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคดีนี้อันเป็นการสนับสนุนคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวนให้มีน้ำหนักในการรับฟัง จำเลยที่ 1 ก็นำสืบยอมรับว่าเป็นคนพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านเกิดเหตุ หลังจากผู้เสียหายที่ 1 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจไปบ้านเกิดเหตุ และควบคุมตัวจำเลยทั้งสองกับพวกรวม 6 คน ซึ่งอยู่ในบ้านดังกล่าวมาให้ผู้เสียหายที่ 1 ดูตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองราชบุรี ผู้เสียหายที่ 1ได้ชี้ตัวยืนยันว่าเฉพาะจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่เป็นคนร้ายร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราตน ส่วนบุคคลอื่น 4 คน ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งว่ามิใช่คนร้าย จึงแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 จำจำเลยทั้งสองได้อย่างแม่นยำ ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่าไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ ม. 172 ตรี วรรคท้าย ม. 226/3 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายกฤษณ์ อุทัยรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายสุพจน์ อินทิวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3499/2552
#505585
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเฉพาะโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันใช้และฐานร่วมกันนำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมจากกระทงละ 2 ปี และ 4 ปี เป็นกระทงละ 1 ปี และ 3 ปี ตามลำดับ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อแต่ละกระทงยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปลอม นำเข้า และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อย่างอื่นแทนการชำระด้วยเงินสด อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/7 ซึ่งบัญญัติให้ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในความผิดดังกล่าวกึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวางโทษจำคุกให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และเนื่องจากเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2548 เวลากลางคืน ถึงวันที่ 21 มีนาคม 2548 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดขึ้นทั้งฉบับ โดยจำเลยทั้งสองได้ใช้บัตรแข็งที่มีขนาดเท่ากับบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดฉบับที่แท้จริง จำนวน 38 บัตร นำมาพิมพ์กรอกข้อความอันเป็นเท็จลงบนแถบแม่เหล็กด้านหน้าของบัตรพลาสติกที่มีแถบแม่เหล็ก ให้เป็นแถบแม่เหล็กของบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของบริษัทซัมซุง การ์ด จำกัด จำนวน 21 บัตร 21 หมายเลขบัตร และของบริษัทแอลจี การ์ด จำกัด จำนวน 17 บัตร 17 หมายเลขบัตร อันเป็นเท็จ ซึ่งความจริงแล้วหมายเลขบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำนั้นไม่ใช่บัตรเครดิตวีซ่าการ์ดของบริษัทซัมซุง การ์ด จำกัด และบริษัทแอลจี การ์ด จำกัด ฉบับที่แท้จริง โดยจำเลยทั้งสองมิได้เกี่ยวข้องมีชื่อเป็นผู้ถือบัตรเครดิตดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นบัตรเครดิตดังกล่าวหลงเชื่อว่า บัตรเครดิตวีซ่าการ์ดปลอมดังกล่าวเป็นหมายเลขบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดที่แท้จริงที่บริษัทซัมซุง การ์ด จำกัด และบริษัทแอลจี การ์ด จำกัด ออกให้แก่จำเลยทั้งสอง เพื่อใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัทซัมซุง การ์ด จำกัด และบริษัทแอลจี การ์ด จำกัด ผู้ออกบัตรเจ้าของบัตรที่แท้จริง ผู้อื่น และประชาชน จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดปลอมอันเป็นความผิดดังกล่าวจำนวน 38 ใบ เข้ามาในราชอาณาจักรไทยอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์บัตรเครดิตวีซ่าการ์ดปลอมอันเป็นความผิดดังกล่าวจำนวน 38 ใบ ออกใช้ยังสถานบริการอาบอบนวดแพนโดร่าของบริษัทโปรเกสรซิพ เอนเตอร์เทนเมน จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่าเป็นของที่ทำปลอมขึ้น ซึ่งจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว เพื่อลักเอาเงินจำนวน 92,700 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตแต่จำเลยทั้งสองกระทำไปไม่ตลอด โดยพนักงานของสถานบริการแพนโดร่าสามารถตรวจพบและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่สามารถลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวจำเลยทั้งสองได้พร้อมบัตรอิเล็กทรอนิกส์เครดิตวีซ่าการ์ดปลอม จำนวน 39 ใบ ใบแสดงรายการหนี้ที่ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด (สลิฟ) จำนวน 7 ใบ กระเป๋ามีสายสะพาย 1 ใบ ที่ใช้ใส่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 269/1, 269/3, 269/4, 269/7, 334 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยทั้งสองกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/3, 269/4 ประกอบมาตรา 269/1, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/4 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 38 กระทง ให้ลงโทษกระทงละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 76 ปี ฐานนำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 40 ปี แต่คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 1 ปี เป็นจำคุกคนละ 38 ปี ฐานนำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมจำคุกคนละ 3 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 41 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 20 ปี 6 เดือน แต่คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมและจำเลยที่ 1 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพียง 7 ใบ มิใช่ 38 ใบ ตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพียง 7 กระทง เป็นทำนองปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เพิ่มจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาทั้งยังขัดกับที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเฉพาะโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันใช้และฐานร่วมกันนำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม เป็นกระทงละ 1 ปี และ 3 ปี ตามลำดับอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อแต่ละกระทงยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 เช่นกัน

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปลอม นำเข้า และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ซึ่งบัญญัติให้ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในความผิดดังกล่าวกึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวางโทษจำคุกให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และเนื่องจากเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้กระเป๋ามีสายสะพาย 1 ใบ ที่ใช้ใส่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ทั้งมิใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามมาตรา 33 (1) (2) ซึ่งตามปกติกระเป๋าของกลางโดยสภาพก็มีไว้เพื่อใช้บรรจุสิ่งของอันเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/1, 269/3, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 83 จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและร่วมใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมแต่กระทงเดียว ตามมาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 83 มาตรา 269/4 วรรคสาม รวม 38 กระทง และลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม ตามมาตรา 269/3 ประกอบมาตรา 269/7, 83 อีก 1 กระทง กระเป๋ามีสายสะพาย 1 ใบ ของกลางไม่ริบแต่ให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 269/7
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 213 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายคิม คอง โฮ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3473/2552
#502942
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุคดีนี้ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มีผลใช้บังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อคดีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4ถึงที่ 6 และที่ 9 ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 113,580.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 105,696.24 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสิบให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 จำเลยดังกล่าวไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 52,848.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 9 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยมิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 3 หาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 3 แต่ประการใดไม่ และโจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังนั้น เมื่อคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบมาตรา 247 การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขึ้นมา แม้จะมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกา ก็เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3...ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 425 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เนื่องจากขณะเกิดเหตุคดีนี้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับแล้ว สิทธิของโจทก์อันเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 9 ให้เป็นพับและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหายแก๊สอ๊อกซิเจน จำกัด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3472/2552
#502777
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 ของจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ของจำเลยที่ 1 เช่นกันซึ่งเป็นอักษรญี่ปุ่นแล้ว จะเห็นได้ว่า อักษรญี่ปุ่น อ่านว่า "นายาโก้ เปปาร์" และกรอบลวดลายดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 จะมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น อักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันซึ่งเป็นคำบรรยายของสินค้า และอักษรโรมัน คำว่า "Na" ขนาดใหญ่จำนวน 7 คำ อยู่ตรงกลางของเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งแม้จะมีการนำข้อความอื่น ๆ มาประกอบเช่นนี้ก็ยังเห็นได้จากตัวเครื่องหมายการค้า หาใช่ข้อความที่มีลักษณะเป็นการบรรยายของสินค้า หรือแม้แต่ตัวอักษรโรมัน "Na" ก็หาได้เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น การที่มีอักษรโรมัน "Na" ในเครื่องหมายการค้าถึง 8 แห่ง ก็ไม่ทำให้สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแตกต่างไป คดีเป็นอันรับฟังว่าสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 คือ อักษรญี่ปุ่นเหมือนกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของได้ กับให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งภายหลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2542 แล้ว โดยมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าซึ่งมีสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน ถือว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายอันไม่พึงรับจดทะเบียนให้โจทก์ที่ 1 จึงร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพื่อให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้

สำหรับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.97406 ของจำเลยที่ 1 นั้นมีสาระสำคัญอยู่ที่อักษรญี่ปุ่น อ่านว่า "เอ็นเอ เปปาร์" ซึ่งคำดังกล่าวไม่มีความหมายและจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 ส่อแสดงว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็เห็นอยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้าทั้ง 2 เครื่องหมายคล้ายกันมาก เพียงแต่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนอักษรญี่ปุ่น 3 ตัวแรกให้แตกต่างจากเดิมเท่านั้น โดยตัวอักษรที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังคงมีลักษณะใกล้เคียงกันมากเท่ากับว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.97406 มีส่วนสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้แล้ว ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.97406 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายและไม่พึงรับจดทะเบียนให้เช่นกัน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ห้ามมิให้รับจดทะเบียน ย่อมไม่สมควรนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และเมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองมีลักษณะบ่งเฉพาะ และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเครื่องหมายการค้าเดียวกัน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวต้องผูกพันตามผลแห่งคำพิพากษานั้น และมีผลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานและเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่พิจารณาการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องถือตามผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว

สำหรับคำขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองต่อไปนั้น เป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองไปเลย ทั้งที่นายทะเบียนยังจักต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าในประการอื่นต่อไปเสียก่อน ในชั้นนี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองตามคำขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นอ่านว่า "ชาโค เปปาร์" พร้อมภาพประกอบ ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วในประเทศญี่ปุ่น สำหรับสินค้ากระดาษลอกลาย มีการผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวมาเป็นเวลานานจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมใช่แพร่หลายของสาธารณชนทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทย จำเลยที่ 1 ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องโดยทุจริต และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 สำหรับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้าแบบลอกลาย ซึ่งเป็นสินค้าชนิดและประเภทเดียวกับของโจทก์ทั้งสอง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 270285 ทะเบียนเลขที่ ค.27202 โจทก์ทั้งสองจึงดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำภาษาญี่ปุ่นตามฟ้องดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว และให้จำเลยที่ 1 ใช่ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งได้มีการดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นอ่านว่า "ชาโค เปปาร์" พร้อมภาพประกอบต่อจำเลยที่ 3 ตามคำขอเลขที่ 410468 สำหรับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้าแบบลอกลาย จำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วและให้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนเองแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรญี่ปุ่นทั้งหมดและรูปแบบลวดลายเพราะเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย หรือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์ที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นประธานวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 โจทก์ทั้งสองเพิ่งทราบจากคำสั่งของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวว่า ระหว่างการดำเนินคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ข้างต้นนั้น จำเลยที่ 1 โดยทุจริต ได้นำอักษรญี่ปุ่น อ่านว่า "นายาโก้ เปปาร์" และ "เอ็นเอ เปปาร์" พร้อมภาพประกอบ ไปยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้าแบบลอกลายเป็นคำขอเลขที่ 336329 และ 370494 ตามลำดับ และได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 ตามลำดับ โจทก์ที่ 1 จึงยื่นคำขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้ยกคำขอของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองมีลักษณะบ่งเฉพาะและโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 ของจำเลยที่ 1 นำอักษรญี่ปุ่นและลวดลายประดิษฐ์ตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองไปใช้เป็นสาระสำคัญอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้นับเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อรัฐประศาสโนบาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังผลิตสินค้าออกจำหน่ายโดยมีเจตนาลวงขายสินค้า ทำให้สาธารณชนสับสนหลงเชื่อว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์ทั้งสอง หรือโจทก์ทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นคำว่า "ชาโค เปปาร์" พร้อมภาพประกอบ ตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่เป็นคำสามัญหรือเป็นคำที่มีความหมายใช้กันทั่วไปและโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 17/2544 และคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 18/2544 ให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 573/2544 ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 410468 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เป็นเงินจำนวน 190,000 บาท และจำนวนเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะยุติการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าตามฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาทุจริต เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง และไม่ขัดต่อรัฐประศาสโนบาย คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องในคดีนี้ คำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายและถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในส่วนของค่าเสียหายเป็นฟ้องซ้ำ และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำสั่งและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายและแนวทางปฏิบัติแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองตามฟ้องไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่เป็นคำสามัญหรือเป็นคำที่มีความหมายใช้กันทั่วไป และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 17/2544 และคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 18/2544 ให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 และเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 573/2544 ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 410468 กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้ คือ เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และทะเบียนเลขที่ ค.97406 ของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องหมายการค้าที่อาจรับจดทะเบียนได้โดยชอบหรือไม่ จึงเกี่ยวพันกันและสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยประเด็นแรกที่เห็นควรจะวินิจฉัยก่อนคือเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 ของจำเลยที่ 1 มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุผลในการพิจารณาต่อไปว่า คำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยกคำร้องขอเพิกถอนของโจทก์ที่ 1 ชอบหรือไม่ สำหรับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 นั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ซึ่งเป็นอักษรญี่ปุ่นคำว่า แล้วจะเห็นได้ว่า อักษรญี่ปุ่น อ่านว่า "นายาโก้ เปปาร์" และกรอบลวดลายดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกัน เพียงแต่ว่า เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 จะมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น อักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันซึ่งเป็นคำบรรยายของสินค้าและอักษรโรมัน คำว่า "Na" ขนาดใหญ่จำนวน 7 คำ อยู่ตรงกลางของเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งแม้จะมีการนำข้อความอื่น ๆ มาประกอบเช่นนี้ ก็ยังเห็นได้จากตัวเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเองว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาใช้อักษรญี่ปุ่นนี้เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า หาใช่ข้อความที่มีลักษณะเป็นการบรรยายของสินค้าหรือแม้แต่ตัวอักษรโรมัน "Na" ก็หาได้เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น การที่มีอักษรโรมัน "Na" ในเครื่องหมายการค้าถึง 8 แห่ง ก็ไม่ทำให้สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแตกต่างไปตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบ คดีเป็นอันรับฟังว่าสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 คือ อักษรญี่ปุ่นเหมือนกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของได้ กับให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2540 ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์ทั้งสองพิพาทกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองในคดีเดิมนั้นก็คือ เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ และโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ปรากฏตามคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.18 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งที่ 17/2544 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.21 แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งภายหลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2542 แล้ว โดยมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าซึ่งมีสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน ถือว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) อันไม่พึงรับจดทะเบียนให้ โจทก์ที่ 1 จึงร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพื่อให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 62 ซึ่งการที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างในคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน โดยอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2542 และเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 กับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 นั้น ก็เพื่อแสดงให้ปรากฏถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่พิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว และยกคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองในประเด็นนี้โดยวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 ของจำเลยที่ 1 แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองก็ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 18/2544 ซึ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค.97406 ของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ที่อักษรญี่ปุ่น.. ........อ่านว่า "เอ็นเอ เปปาร์" คำดังกล่าวไม่มีความหมาย และจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 ปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า ส่อแสดงว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็เห็นอยู่แล้วว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้ง 2 เครื่องหมายคล้ายกันมาก นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เพียงเปลี่ยนอักษรญี่ปุ่น 3 ตัวแรก เพื่อให้แตกต่างไปจากอักษรญี่ปุ่นเดิมเท่านั้น โดยตัวอักษรที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังคงมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับตัวอักษรญี่ปุ่นในเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 นั่นเอง และพฤติการณ์แสดงอยู่ว่าอักษรญี่ปุ่นดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เท่ากับว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.97406 มีส่วนสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 ปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2543 และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งที่ 18/2544 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2544 ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.97406 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และไม่พึงรับจดทะเบียนให้เช่นกัน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 18/2544 และคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสอง เป็นเครื่องหมายการค้าที่อาจรับจดทะเบียนได้โดยชอบหรือไม่ โดยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 ปรากฏตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 573/2544 เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ได้กล่าวอ้างถึงความไม่สมบูรณ์ของเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 ไว้แล้ว แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ได้นำมาพิจารณาวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ที่ 1 นำส่งนั้น เป็นกรณีของรูปเครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกันกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้จึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ซึ่งการกล่าวอ้างของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองนั้นไม่ถูกต้องเช่นใด คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 573/2544 เช่นนี้จึงไม่ชอบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ห้ามมิให้รับจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) ย่อมไม่สมควรนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองต่อไป คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในส่วนนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองมีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงไม่ต้องดำเนินการตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้โจทก์ทั้งสองไม่ขอถือสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรญี่ปุ่นทั้งหมดและรูปแบบลวดลายหรือไม่ ปัญหานี้แม้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะยังไม่ได้วินิจฉัยคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะยังไม่วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจนกว่าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นแล้ว แต่เพื่อไม่ให้คดีเนิ่นช้า และข้อเท็จจริงดังกล่าวมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2542 วินิจฉัยไว้แล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นไป เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าววินิจฉัยแล้วว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองมีลักษณะบ่งเฉพาะ และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นเครื่องหมายการค้าเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวต้องผูกพันตามผลแห่งคำพิพากษานั้น และมีผลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานและเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่พิจารณาการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องถือตามผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองมีลักษณะบ่งเฉพาะจึงไม่ต้องดำเนินการตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้โจทก์ทั้งสองไม่ขอถือสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรญี่ปุ่นทั้งหมดและรูปแบบลวดลาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 มีส่วนสาระสำคัญคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ซึ่งศาลฎีกาได้เคยตัดสินว่า มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองจนอาจทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของได้และการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.27202 ของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง และคดีนี้รับฟังต่อไปด้วยว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 โดยทราบถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองดีอยู่แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังคงนำสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกับของโจทก์ทั้งสองและนำออกจำหน่ายโดยซองสินค้าของจำเลยก็ใช้สีและรูปแบบเดียวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสองเช่นนี้ ถือว่าเป็นการเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง สำหรับพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบหักล้างมานั้นเป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ ของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยไม่พอรับฟังหักล้างได้ ส่วนค่าเสียหายนั้นศาลฎีกาได้เคยกำหนดไว้ในคดีก่อนเป็นค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 5,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท ตามคำขอ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

ส่วนคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้แสดงว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ดีกว่าจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5269/2542 ได้พิพากษาไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพิพากษาให้อีก สำหรับคำขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองต่อไปนั้นเป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองไปเลย ทั้งที่นายทะเบียนยังจักต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าในประการอื่นต่อไปเสียก่อน ในชั้นนี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองตามคำขอได้ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับว่า เครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นคำว่า "ชาโค เปปาร์" พร้อมภาพประกอบตามคำขอเลขที่ 410468 ของโจทก์ทั้งสองเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 17/2544 และคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 18/2544 เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า 573/2544 กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.78846 และ ค.97406 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน 190,000 บาท และจำนวนเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มกราคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะยุติการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าตามฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 ม. 8 (9) ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชาโค เปเปอร์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายสมชาย จิระวัฒนชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บวร กุลทนันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3461/2552
#502935
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 มาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดคดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) และต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวเสียตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันเดือนใดไม่ปรากฏ พ.ศ. 2540 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันประเภททุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ บริเวณแหลมพรหมเทพ หมู่ที่ 2 (ปัจจุบันหมู่ที่ 6) ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 400 ตารางเมตร โดยก่อสร้างอาคาร 1 หลัง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และระหว่างวันใดไม่ปรากฏชัด ต้นเดือนสิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 จำเลยร่วมก่อสร้างอาคารชนิดคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นเดียว 1 หลัง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 21, 65, 71 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2478 (ที่ถูกไม่ต้องระบุ พ.ศ. และใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) มาตรา 1, 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุกยึดถือครอบครอง และให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันนับแต่วันที่จำเลยกระทำผิดจนถึงวันที่ศาลพิพากษา

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จนถึงวันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 15,000 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จนถึงวันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 7,500 และปรับอีกวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 จนถึงวันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุกยึดถือครองครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภารลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 4 เดือน ปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันในทำนองว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ทั้งยังขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ความผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายความอาญา มาตรา 95 (4) โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิด คดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 39 (6) และต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลดโทษปรับรายวันให้ต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดในความผิดฐานดังกล่าวอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำเลยฐานบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่กระทงเดียวจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (4)
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 65 วรรคหนึ่ง, ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสุรพงษ์ แพทยานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3413/2552
#508282
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดแม้จะกระทำต่อเนื่องและใกล้ชิดกันจะเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือต่างกรรมกันนั้น ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำด้วย เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก่อน 1 นัด ทันทีที่ผู้ตายกระโดดลงจากรถ ผู้ตายล้มลงและหมดสติไป และเมื่อผู้เสียหายกระโดดลงจากรถ จำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ทันที การกระทำของจำเลยจึงเห็นได้ชัดว่า มีเจตนาประสงค์ต่อผลในการกระทำทั้งสองครั้งแตกต่างกัน กล่าวคือหากผู้เสียหายไม่กระโดดลงจากรถ จำเลยอาจไม่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 30 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำผิดของจำเลยข้อหาฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 15 มิถุนายน 2546 นายประเสริฐ พาลูกจ้างประมาณ 10 คน รวมทั้งผู้ตายกับผู้เสียหาย ขับรถกระบะไปหาจำเลยที่บ้านเช่าในซอยเยื้องหมู่บ้านจิตรณรงค์ 6 ถนนบางกรวย - จงถนอม ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายวิวัฒน์หรือช้าง ทำหน้าที่ขับรถ แต่ไม่พบจำเลยจึงพากันกลับ ขณะขับรถจะออกจากปากซอยบ้านจำเลยเป็นเวลา 21 นาฬิกา พบภริยาจำเลยขับรถจักรยานยนต์ มีบุตรีและจำเลยนั่งซ้อนท้ายมาทางขวาของรถกระบะพอดี ผู้ตายตะโกนเรียกจำเลยแล้วกระโดดลงจากรถ จำเลยชักอาวุธปืนสั้นออกมายิง 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณท้องของผู้ตาย ผู้เสียหายกระโดดลงจากรถ จำเลยยิงมาที่ผู้เสียหายอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกต้นแขนขวาของผู้เสียหาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปเพียงคนเดียว ผู้ตายกับผู้เสียหายถูกนำส่งโรงพยาบาล หลังจากเกิดเหตุสองวันผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายกระดูกแขนขวาหัก ต้องรับการผ่าตัด ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 จำเลยถูกจับที่จังหวัดน่าน เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามหมายจับว่า ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุมและแจ้งข้อหาเพิ่มว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วจึงยิงผู้เสียหายในระยะเวลาไล่เลี่ยกันเป็นการกระทำต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดแม้จะกระทำต่อเนื่องและใกล้ชิดกันจะเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือต่างกรรมกันนั้นต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก่อน 1 นัด ทันทีที่ผู้ตายกระโดดลงจากรถ ซึ่งได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายว่า เมื่อถูกยิงก็ล้มลงและหมดสติไป และเมื่อกระโดดลงจากรถจำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ทันที การกระทำของจำเลยจึงเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลในการกระทำทั้งสองครั้งแตกต่างกัน กล่าวคือหากผู้เสียหายไม่กระโดดลงจากรถ จำเลยอาจไม่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก 10 ปี รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว 25 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายประภาส วงศ์ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2552
#451875
เปิดฉบับเต็ม

ม.ประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตาย รับฟังเชื่อถือไม่ได้เพราะเบิกความขัดแย้งกับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน

โจทก์มีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ของ ล. และ ม. โดย ล. ให้ถ้อยคำว่า ขณะเกิดเหตุเห็น ม. ผู้ตาย จำเลย และ ส. นั่งดื่มสุราแล้วโต้เถียงกัน มี ว. เข้าไปด่าพวกที่ทะเลาะกัน ม. ลุกขึ้นเดินไปทางหน้าบ้าน ผู้ตายเดินตามไปแล้วเดินเข้าป่าละเมาะข้างบ้าน จำเลยลุกจากโต๊ะไล่ตามผู้ตายไปติดๆ แล้วออกมาในมือถือมีดปลายแหลมด้วยอาการรีบร้อนเดินไปทางทิศเหนือ ล. เข้าใจว่าผู้ตายถูกทำร้ายจึงเข้าไปดูพบว่าได้รับบาดเจ็บ จึงเรียกคนช่วยกันนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล ต่อมาทราบว่าถึงแก่ความตาย ม. ให้ถ้อยคำว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อมีการโต้เถียงกันจำเลยมีท่าทางจะทำร้ายผู้ตาย จึงชวนผู้ตายออกไป จำเลยไล่ตามผู้ตายไป ส่วนตนไปหลบในสวนยางพารา เห็นจำเลยถือมีดปลายแหลมออกจากป่าละเมาะ โจทก์ไม่ได้ตัว ล. มาเบิกความเพราะ ล. ออกจากบ้านอันเป็นภูมิลำเนาไปนานแล้ว แต่ ล. ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำของ ช. พี่ชายจำเลย และของ ม. ส่วน ม. ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาจะแต่งเติมเรื่องราวเชื่อว่าได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามจริงตามที่รู้เห็นมา แม้คำให้การของ ล. และ ม. จะเป็นพยานบอกเล่า แต่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่ไม่ห้ามมิให้รับฟังเป็นข้อสำคัญ เมื่อรับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นรับมอบตัวและชั้นสอบสวน พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายแทงฆ่าผู้ตายตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนายไมตรีเป็นประจักษ์พยานโจทก์เพียงปากเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายลำพังที่เข้าแทงผู้ตายในขณะเกิดเหตุซึ่งรับฟังเชื่อไม่ได้เพราะขัดแย้งกับที่นายไมตรีเองเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างสนับสนุนคดีไว้ดังที่จำเลยยกอ้างเถียงเป็นข้อสำคัญในฎีกา แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเลยมาเสนอแสดง ซึ่งมีรายละเอียดที่นายเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะเกิดเหตุในงานเลี้ยงฉลองการสมรสที่บ้านที่เกิดเหตุของนายเลยเอง มีการโต้เถียงกันที่โต๊ะซึ่งนายไมตรี ผู้ตาย จำเลยและนายสุวัฒน์นั่งดื่มสุรากันอยู่ สักครู่นายวิชัยเข้าไปด่าจำเลยกับพวกที่ทะเลาะกัน นายไมตรีลุกขึ้นเดินมาทางหน้าบ้านมีผู้ตายเดินตามมา ต่อจากนั้นเกิดเสียงเอะอะขึ้น นายเลยเห็นจำเลยลุกขึ้นจากโต๊ะเสียงดังโครมครามแล้ววิ่งไล่ตามผู้ตายไป นายไมตรีวิ่งตรงมาทางหน้าบ้านที่นายเลยนั่งอยู่ แล้ววิ่งเลี้ยวซ้ายออกไปทางถนน ส่วนผู้ตายวิ่งผ่านหน้านายเลยเข้าไปในป่าละเมาะซึ่งเป็นสวนหย่อมที่นายเลยปลูกไว้มีหญ้าขึ้นปกคลุมท่วมศีรษะ จำเลยวิ่งไล่ตามไปติด ๆ เมื่อจำเลยออกมาจากป่าละเมาะในมือขวาถือมีดปลายแหลมโดยออกมาด้วยอาการอยู่ในลักษณะรีบร้อนเดินเร็วไปทางทิศเหนือ นายเลยเข้าใจได้ทันทีว่าผู้ตายต้องได้รับบาดเจ็บแน่ นายเลยจึงเข้าไปดูพบผู้ตายนอนหงายมีเสียงอืออาในลำคอ ต่อจากนั้นนายเลยเรียกคนมาช่วยนำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลและทราบในเวลาต่อมาว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นอย่างเดียวกับที่นายวิชัยพี่ชายของจำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า ก่อนผู้ตายถูกแทงประมาณ 5 นาที นายวิชัยได้เข้าไปห้ามปรามผู้ตายกับพวกที่มึนเมาสุราส่งเสียงเอะอะโวยวายในงานดังกล่าว ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายวิชัย ทั้งรับสมกับรายละเอียดในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายไมตรี ดังกล่าว ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อเกิดการโต้เถียงกันในโต๊ะ โดยผู้ตายกับจำเลยพูดจาท้าทายกันและจำเลยมีท่าทางคล้ายจะเข้าทำร้ายผู้ตาย นายไมตรีจึงชวนผู้ตายออกมาจากโต๊ะ และได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังว่าเก่งจริงอย่าหนี นายไมตรีหันไปดูเห็นจำเลยชักมีดปลายแหลมออกมาจากเอวแล้ววิ่งออกจากโต๊ะตามมา นายไมตรีจึงบอกผู้ตายให้วิ่งหนี เมื่อวิ่งกันไปได้ 5 ถึง 6 ก้าว ตรงไปข้างหน้าเป็นช่องแท็งก์น้ำกับตัวบ้านของนายเลย และเป็นป่าละเมาะเป็นทางตัน นายไมตรีจึงวิ่งออกไปทางซ้ายมือตัดข้ามปั๊มน้ำมันหลอดไปทางด้านถนนสายทุ่งยาว - นาโยง เลยเข้าไปหลบในสวนยางพารา เมื่อไม่เห็นผู้ตายวิ่งตามมา นายไมตรีมองกลับไปดู เห็นจำเลยอยู่ห่าง 20 เมตร ถือมีดปลายแหลมออกมาจากป่าละเมาะเดินผ่านบ้านนายเลยไปทางทิศเหนือและเห็นนายสุวัฒน์ นายวิชัย กับนายชาติชาย เดินออกจากป่าละเมาะ แต่ไม่เห็นผู้ตาย สักครู่หนึ่งมีคนตะโกนขึ้นมาว่าผู้ตายถูกแทง ต่อจากนั้นมีการนำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล และนายไมตรีได้แอบขึ้นรถคันดังกล่าวไปด้วย ซึ่งแม้คำให้การชั้นสอบสวนของนายเลยที่โจทก์ไม่ได้ตัวมาเบิกความเพราะนายเลยออกจากบ้านอันเป็นภูมิลำเนาไปนานแล้ว และคำให้การชั้นสอบสวนของนายไมตรีดังกล่าวเหล่านี้จะเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ก็ต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทกฎหมายที่ไม่ห้ามมิให้ศาลรับฟังในข้อสำคัญที่ว่า นายไมตรีไปให้การดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันเกิดเหตุ ยังไม่มีเวลาจะแต่งเติมเรื่องราว จึงเชื่อได้ว่านายไมตรีให้การต่อพนักงานสอบสวนไปตามความจริงที่เกิดขึ้นตามที่นายไมตรีรู้เห็นซึ่งตามรายละเอียดที่นายเลยกับนายไมตรีให้การในชั้นสอบสวนไว้นั้น ฟังได้ว่าจำเลยมีเรื่องโต้เถียงกับผู้ตาย แล้วต่อมาจำเลยชักมีดปลายแหลมวิ่งไล่ตามผู้ตายซึ่งเดินออกมาจากโต๊ะ ผู้ตายวิ่งเข้าไปในป่าละเมาะโดยจำเลยลำพังวิ่งไล่ตามไปติด ๆ หลังจากนั้นจำเลยถือมีดปลายแหลมเดินออกมาจากป่าละเมาะ และปรากฏในทันทีนั้นว่าผู้ตายถูกแทงในป่าละเมาะดังกล่าว จึงย่อมเป็นพยานใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นคนใช้มีดปลายแหลมที่ถือมาแทงผู้ตาย เมื่อประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นมอบตัวและในชั้นสอบสวน ตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหา และบันทึกคำให้การจำเลย จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายวิชา เพ็งเซ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวิทยา หะยิหมัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจินดา ปัณฑะโชติ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2552
#502158
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จะต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 528 และมาตรา 538 หรือตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี และบทกฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่า ถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นมาอ้างภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นแม้จำเลยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้

โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพ่วงกับอุปกรณ์ของจำเลยในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับบุคคลภายนอก นอกจากจะเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบจากการใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์และอุปกรณ์ของจำเลยแล้วยังเป็นการเบียดบังเวลาทำงานของจำเลยอีกด้วย ย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยตักเตือนและสั่งห้ามแล้ว โจทก์ยังกระทำเช่นนั้นอีกจนต้องมีการตักเตือนเช่นนั้นถึง 5 ครั้ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณและเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และตามพฤติการณ์การกระทำของโจทก์ดังกล่าว ยังยากแก่การบังคับบัญชา หากจ้างโจทก์ทำงานต่อไปก็มีแต่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากขึ้น จำเลยย่อมมีเหตุผลที่จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์

ส่วนค่าชดเชยจำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้โจทก์ทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจึงจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยได้ปิดประการเลิกจ้างโจทก์ที่ทางเข้าบริษัท โดยไม่ได้ระบุเหตุผลและโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 31,500 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 20,300 บาท อีกทั้งจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 รวม 8 วัน เป็นเงิน 2,800 บาท การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 2,800 บาท กับค่าชดเชยจำนวน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 20,300 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพ่วงกับอุปกรณ์ของจำเลย เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพูดคุยทางคอมพิวเตอร์ในเวลาทำงานเป็นประจำอันเป็นข้อห้ามของจำเลยและออกไปติดต่อทำการค้าขายในกิจการส่วนตัวกับบุคคลภายนอกโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยได้ตักเตือนเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวในที่ประชุมแล้วแต่โจทก์ยังคงประพฤติปฏิบัติเช่นเดิม จำเลยจึงมีหนังสือตักเตือนโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 หลังจากนั้นโจทก์ได้กระทำความผิดอีกในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 1,050 บาท และค่าชดเชยจำนวน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าว กับให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 20,300 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 21,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าว โดยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการและบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 โดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ และฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า จดหมายเตือนเอกสารหมาย ล.4 ที่มีข้อความว่า "ด้วย น.ส. นงลักษณ์ พนักงานประจำของบริษัท ยูนิฟาย พรีเซนเทชั่น จำกัด ได้กระทำการหรือปฏิบัติหน้าที่การงานซึ่งผิดจากข้อบังคับของบริษัทฯ และคำสั่งการของผู้บริหาร โดยกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งผู้บริหารและจงใจทำให้บริษัทฯ เกิดความเสียหายโดยใช้ Computer Note Book ซึ่งมีงานส่วนตัวมาพ่วงต่อกับอุปกรณ์ของบริษัทฯ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในเวลาทำงานและมักออกไปติดต่อบุคคลภายนอกบริษัทฯ เพื่อทำการค้าขายผลประโยชน์ส่วนตัวในเวลาทำงานโดยไม่แจ้งให้ผู้บริหารหรือหัวหน้าทราบอยู่เสมอ มีการค้าขายสินค้าส่วนตัวและทำการพูดคุยทางคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า Chat ภายในเวลาทำงานของบริษัทฯ เป็นประจำทุกวันซึ่งเป็นข้อห้ามของทางบริษัทฯ อย่างรุนแรง และเป็นคำสั่งห้ามจากทางผู้บริหารโดยติดประกาศเตือนและแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบในที่ประชุมแล้วทุกครั้ง ซึ่งการตักเตือนของทางผู้บริหาร ได้ทำการตักเตือนในที่ประชุมบริษัทฯ แล้วถึง 5 ครั้ง โดยระบุถึง น.ส. นงลักษณ์ โดยเฉพาะด้วย แต่ก็ยังคงปฏิบัติผิดกฎระเบียบและคำสั่งผู้บริหารของบริษัทฯ เช่นเดิม..." นั้น โจทก์ไม่ทราบหนังสือตักเตือนดังกล่าวมาก่อนและวินิจฉัยว่าความผิดที่ตักเตือนดังกล่าวมิใช่ความผิดกรณีร้ายแรงที่นายจ้างเลิกจ้างได้ทันที่โดยไม่ต้องตักเตือน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 2.4 ที่ศาลฎีกาสั่งให้รับไว้พิจารณาว่า จำเลยมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.7 โดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ จำเลยมีสิทธิยกเหตุผลซึ่งมิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นอ้าง เพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่เพียงใด นั้น จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และมาตรา 583 หรือตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี และบทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติไว้ว่า ถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้ว นายจ้างจะยกเหตุผลแห่งการเลิกจ้างขึ้นมาอ้างภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นแม้จำเลยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างจำเลยก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.2 ที่ศาลฎีกาสั่งให้รับไว้พิจารณาว่า การกระทำของโจทก์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพวงกับอุปกรณ์ของจำเลยในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับบุคคลภายนอก โดยใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์ของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จำเลยได้ตักเตือนและสั่งห้ามโจทก์ในที่ประชุมบริษัทฯ แล้ว 5 ครั้ง นั้นเป็นการกระทำที่จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานก็ย่อมมุ่งหวังจะได้รับประโยชน์จากการทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างให้คุ้มกับค่าจ้างที่เสียไป การที่โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวต่อพวงกับอุปกรณ์ของจำเลยในเวลาทำงานเพื่อทำการค้ากับบุคคลภายนอก นอกจากจะเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบจากการใช้กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์และอุปกรณ์ของจำเลยเพื่อเป็นประโยชน์ส่วนตัวแล้วยังเป็นการเบียดบังเวลาทำงานของจำเลยอีกด้วย ย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยตักเตือนและสั่งห้ามในที่ประชุมแล้ว โจทก์ยังกระทำเช่นนั้นอีกจนต้องมีการตักเตือนเช่นนั้นถึง 5 ครั้ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณและเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และตามพฤติการณ์การกระทำของโจทก์ดังกล่าวนอกจากจะแสวงหาประโยชน์อันมิชอบและเบียดบังเวลาทำงานของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายแล้ว ยังยากแก่การบังคับบัญชา หากจ้างโจทก์ทำงานต่อไปก็มีแต่จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากขึ้น จำเลยย่อมมีเหตุผลที่จะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีกเช่นกัน ส่วนค่าชดเชยนั้นจำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในสัญญาหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้โจทก์ทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจึงจะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตามหนังสือบอกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงลักษณ์ อยู่ศรี
จำเลย — บริษัทยูนิฟาย พรีเชนเทชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3401/2552
#502154
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินของจำเลยที่โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยนำไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องแย้งเรียกเอาเงินค่าจ้างที่จำเลยได้จ่ายให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไปล่วงหน้าคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/4 (9) และสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/30

จำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในการทำงานช่วงก่อนครบเกษียณอายุโดยนับอายุงาน 31 ปี 9 เดือน อยู่แล้ว และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 มาตรา 118 (5) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน เป็นค่าชดเชยสูงสุด ดังนั้น ไม่ว่าจะนำระยะเวลาการทำงานของโจทก์หลังครบเกษียณอายุอีก 5 ปี 5 เดือน มานับรวมเป็นอายุงานในการคำนวณค่าชดเชยของโจทก์ด้วยได้หรือไม่ โจทก์ก็คงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วันอยู่ดี อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2507 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งสมุห์บัญชีใหญ่ ต่อมาปี 2531 จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการจนกระทั่งโจทก์อายุครบ 60 ปี ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์จะต้องเกษียณอายุแต่จำเลยไม่มีผู้ทำงานแทนโจทก์ โจทก์จึงทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยต่อมาจนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2544 จำเลยได้แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่มาทำหน้าที่แทนโจทก์ โจทก์จึงได้เกษียณอายุ ก่อนออกจากงานโจทก์ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 457,800 บาท ได้เงินสะสมสมทบอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนและได้รับเงินโบนัสประจำปี โดยจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีเงินได้ทั้งหมดแทนโจทก์ เริ่มด้วยการชำระภาษีเงินเดือนแทนโจทก์ตั้งแต่ปี 2511 และชำระภาษีเงินได้อื่นๆ แทนโจทก์ด้วยตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา จนเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยต้องถือปฏิบัติ แต่เมื่อจำเลยจ่ายค่าจ้างประจำเดือนกันยายน 2544 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายในการทำงานของโจทก์ จำเลยกับหักเงินเดือนของโจทก์ชำระค่าภาษีเงินได้ไว้ 240,017.58 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์ออกจากงานโดยการเกษียณอายุซึ่งเป็นการเลิกจ้าง จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 4,578,000 บาท โจทก์ทำงานครบ 30 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เมื่อออกจากงานมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จในอัตรา 1.5 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานคิดเป็นเงิน 25,522,372.89 บาท จำเลยจัดให้มีกองทุนเงินสะสม โดยให้หักเงินเดือนของลูกจ้างที่เป็นสมาชิกเข้ากองทุนไว้ในอัตราร้อยละ 5 และจำเลยได้จ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีให้สมาชิกแต่ละคนเท่ากับจำนวนเงินที่สะสมในแต่ละปี โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสมดังกล่าว ขณะโจทก์ออกจากงานบัญชีเงินสะสมของโจทก์มีจำนวน 10,667,301.08 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเมื่อออกจากงาน ก่อนโจทก์ออกจากงานจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ค่าชดเชยและเงินสะสมรวมทั้งสิ้น 40,767,673.97 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 2 แต่เมื่อโจทก์ออกจากงานจำเลยกลับไม่จ่ายเงินใดๆ ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2544 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจะแบ่งจ่ายเงินสะสมให้โจทก์เป็นงวดรายเดือนรวม 4 งวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยได้โอนเงินสะสมงวดแรกจำนวน 2,667,301.08 บาท เข้าบัญชีให้โจทก์ แต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 จำเลยกลับมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินสะสมส่วนที่เหลือให้โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นหนี้ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยได้จ่ายแทนโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นมารวมทั้งสิ้น 14,324,935.72 บาท เพราะเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2535 ที่ประชุมกรรมการของจำเลยได้มีมติให้โจทก์เป็นผู้จ่ายเงินค่าภาษีเงินได้เอง ทั้งยังแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าภาษีเงินได้ดังกล่าวที่เหลือจากการหักทอนกับเงินสะสมของโจทก์แล้วจำนวน 6,324,935.72 บาท ไปชำระคืนให้แก่จำเลยตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 โจทก์ไม่เคยทราบและมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยกับมติของคณะกรรมการจำเลยซึ่งเป็นมติเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ มติดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยยังต้องชำระค่าภาษีเงินได้แทนโจทก์เต็มจำนวนเช่นเดิม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างเดือนกันยายน 2544 อีก 240,017.58 บาท และค่าชดเชย 4,578,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเงินบำเหน็จ 25,522,372.89 บาท และเงินสะสม 8,000,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าภาษีเงินได้ในเงินค่าจ้าง ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จดังกล่าวแทนโจทก์ เต็มจำนวน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2479 ทำงานกับจำเลยมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2507 อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องเกษียณอายุโดยอัตโนมัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยหมวดที่ 9 ข้อ 10 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 การที่จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไปถือได้ว่าเป็นการจ้างให้โจทก์ทำงานใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 และวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้ขอลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไปเอง โดยจำเลยไม่ได้เลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 4,578,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จในการทำงานกับจำเลยช่วงแรกก่อนเกษียณอายุเป็นเวลา 31 ปี 9 เดือน คิดเป็นเงิน 21,802,725 บาท ช่วงหลังเกษียณอายุจนถึงวันลาออกอีก 5 ปี 5 เดือน คิดเป็นเงิน 457,000 บาท รวมเป็นเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 22,260,525 บาท เนื่องจากเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชย จึงถือว่าค่าชดเชยได้รวมอยู่ในเงินบำเหน็จที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยแล้ว โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสะสมจำนวน 10,667,301.08 บาท และจำเลยชำระให้โจทก์แล้ว 2,667,302.08 บาท จริง ส่วนที่เหลืออีก 8,000,000 บาท จำเลยนำไปหักกลบลบหนี้กับค่าภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ที่จำเลยชำระให้โจทก์ไปในระหว่างปี 2536 ถึงปี 2543 โดยไม่ทราบว่าจำเลยไม่ต้องชำระรวมเป็นเงิน 14,328,935.72 บาท ซึ่งโจทก์ต้องคืนให้จำเลยเหตุเพราะจำเลยตรวจพบว่าเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2535 ที่ประชุมพิเศษของคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 ซึ่งโจทก์ในฐานะกรรมการผู้จัดการได้เข้าร่วมประชุมด้วยได้มีมติให้โจทก์เป็นผู้ชำระภาษีเงินได้เอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไปอันมีผลเป็นการยกเลิกมติที่ประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 41 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2511 ที่ให้จำเลยชำระภาษีเงินได้แทนโจทก์ ซึ่งมิได้เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเพราะเป็นเพียงการออกเงินแทนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยเท่านั้น จำเลยจึงสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทั้งโจทก์มิได้คัดค้านในระหว่างการประชุมลงมติเมื่อมีการรับรองรายงานการประชุมลงมติดังกล่าวในการประชุมคราวต่อมา ครั้งที่ 146 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 โจทก์ซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วยก็มิได้โต้แย้ง นอกจากนี้โจทก์ในฐานะกรรมการผู้จัดการยังได้ทราบเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการของจำเลยด้วย จึงถือได้ว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการจำเลยแล้ว เมื่อนำเงินสะสมที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้โจทก์จำนวน 8,000,000 บาท กับเงินค่าภาษีเงินได้ที่โจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลยจำนวน 14,324,935.72 บาท มาหักลบลบหนี้กันแล้ว โจทก์ยังต้องคืนเงินค่าภาษีเงินได้ให้จำเลยอีก 6,324,935.72 บาท และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คงคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนเงินค่าภาษีเงินได้จำนวน 6,324,535.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สิทธิในการได้รับการออกเงินค่าภาษีเงินได้เต็มจำนวนของโจทก์เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยมติของคณะกรรมการจำเลยเมื่อปี 2531 และถือปฏิบัติกันตลอดมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งจำเลยจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ก็แต่โดยการยื่นข้อเรียกร้องหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ มติที่ประชุมพิเศษของคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 ที่ให้ยกเลิกการชำระภาษีเงินได้แทนโจทก์ไม่มีผลใช้บังคับ เพราะเป็นมติเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ และโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุม ไม่ทราบผลการประชุม ไม่ได้รับรายงานการประชุมและไม่ได้รับรองรายงานการประชุม ทั้งไม่เคยได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมดังกล่าว จำเลยจึงต้องชำระภาษีเงินได้แทนโจทก์เช่นเดิม และฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความเพราะสิทธิเรียกเอาเงินค่าภาษีเงินได้ที่ออกชำระแทนไปคืนมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 4,578,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 และเงินบำเหน็จจำนวน 25,522,372.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 6,324,535.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 11 ธันวาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2507 ตลอดมาจนถึงวันครบเกษียณอายุ 60 ปี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2536 แต่จำเลยยังคงจ้างโจทก์ให้ทำงานต่อไปในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเหมือนเดิม โดยจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราเดิมและให้ได้รับสวัสดิการต่างๆ เหมือนเดิม เนื่องมาจากจำเลยยังไม่มีกรรมการผู้จัดการคนใหม่มาทำงานแทนโจทก์ จนกระทั่งจำเลยได้แต่งตั้งให้นายจิราวัฒน์ มาเป็นกรรมการผู้จัดการแทนโจทก์ คณะกรรมการของจำเลยจึงได้มีมติให้โจทก์เกษียณอายุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 นิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นไปอย่างต่อเนื่องมิได้ขาดตอนไปเพราะการเกษียณอายุ 60 ปี จึงต้องนับอายุงานของโจทก์ติดต่อกันตั้งแต่วันเริ่มเข้าทำงานรวมเป็นเวลา 37 ปี 2 เดือน ข้อความในประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.7 เพียงประสงค์ที่จะแจ้งให้บุคคลในองค์กรทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหม่ โดยมีนายจิราวัฒน์ มาทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการแสดงเจตนาลาออกจากงานเพราะการแสดงเจตนาลาออกจะต้องกระทำต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายคือจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเท่านั้น ประกอบกับมติของคณะกรรมการจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 ก็กล่าวไว้ชัดเจนว่าโจทก์ออกจากงานเพราะเกษียณอายุโจทก์จึงมิได้ลาออก การออกจากงานเพราะเกษียณอายุของโจทก์ถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย โจทก์มีอายุงาน 37 ปี 2 เดือน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 457,800 บาท มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 4,578,000 บาท จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ตั้งแต่วันเลิกจ้างแต่จำเลยไม่จ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 ระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2522 ตามเอกสารหมาย จ.4 หมวดที่ 9 ข้อ 3 กำหนดว่าจำเลยจะจ่ายเงินบำเหน็จให้ผู้ที่มีเวลาทำงานกับจำเลยตั้งแต่ 30 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ในอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินเดือนครั้งสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 37 ปี 2 เดือน ได้รับเงินเดือนครั้งสุดท้ายเดือนละ 457,800 บาท จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจำนวน 25,522,372.89 บาท และมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ตั้งแต่วันฟ้อง การจ่ายเงินค่าชดเชยและเงินบำเหน็จมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันและระเบียบข้อบังคับของจำเลยมิได้กำหนดว่าหากเงินบำเหน็จมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยแล้วให้ถือว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเงินบำเหน็จมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยจึงถือว่าการจ่ายเงินบำเหน็จเป็นการจ่ายค่าชดเชยจึงรับฟังไม่ได้ จำเลยอนุมัติตามที่โจทก์ร้องขอและได้ออกเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนโจทก์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2511 จนกระทั่งวันที่ 9 ตุลาคม 2535 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยจำเลยมีพลเอกณรงค์ ประธานคณะกรรมการจำเลยและนายอรรขเจต์ เลขานุการคณะกรรมการจำเลยเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า วันดังกล่าวหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 เมื่อเวลา 12 นาฬิกา ตามรายงานการประชุม เอกสารหมาย ล.2 แล้ว ได้มีการประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษต่อเนื่องกันไป เริ่มประชุม ตั้งแต่เวลา 12 นาฬิกา โดยคณะกรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุมด้วย ยกเว้นโจทก์ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โจทก์ถูกเชิญออกนอกห้องประชุมเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เนื่องจากเป็นการประชุมเรื่องการยกเลิกการออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้แก่โจทก์ ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.3 และปรากฏในรายงานการประชุมคณะกรรมการจำเลยคราวถัดไป ครั้งที่ 146 ซึ่งคณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมครั้งที่ 145 และ 145 พิเศษ ได้เข้าร่วมประชุมด้วยทุกคนรวมทั้งโจทก์ต่างก็ได้รับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้วมา ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.6 แม้ในรายงานการประชุมดังกล่าวจะเขียนไว้แต่เพียงว่าเป็นการรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 145 ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่ารวมถึงการประชุมครั้งที่ 145 พิเศษด้วย โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการเป็นผู้บริหารสูงสุด มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจัดการประชุมคณะกรรมการจำเลยตั้งแต่มีหนังสือเชิญประชุมจัดทำรายงานและตรวจรายงานการประชุมโดยมีนายอรรขเจต์ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ซึ่งเป็นเลขานุการในที่ประชุมเป็นผู้ช่วยดำเนินการทุกครั้ง จึงฟังได้ว่ามีการประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษ และที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้แก่โจทก์ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.3 จริง หลังจากโจทก์ออกจากงานแล้ว วันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 จำเลยตรวจพบว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการจำเลยดังกล่าวโดยยังนำเงินของจำเลยไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์ตลอดมา และจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามเอกสารหมาย ล.10 โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือกล่าวอ้างว่ารายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.3 เป็นเอกสารปลอม จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ทราบมติของคณะกรรมการจำเลยที่ให้ยกเลิกการออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 มาตั้งแต่แรก จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าจ้างเดือนกันยายน 2544 จำนวน 240,017.58 บาท ไว้เพื่อนำส่งเป็นเงินค่าภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร โจทก์มีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการจำเลยได้ทราบมติที่ให้ยกเลิกการออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้แก่โจทก์แล้ว ไม่ปฏิบัติตามยังนำเงินของจำเลยไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2543 รวมเป็นเงิน 14,324,935.72 บาท จึงเป็นการละเมิดและเป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งถึงกำหนดแล้วคืนให้แก่จำเลย จำเลยจึงขอหักกลบลบหนี้กับเงินสะสมที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยจำนวน 10,667,301.08 บาท ยังค้างอยู่ 8,000,000 บาท และเรียกให้โจทก์ชำระส่วนที่เหลือได้ อายุความฟ้องให้รับผิดฐานกระทำผิดตามสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ผิดสัญญาจ้างแรงงานนำเงินของจำเลยไปชำระภาษีเงินได้ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิตั้งแต่ปี 2535 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2543 จำเลยตรวจพบและฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดเมื่อปี 2545 ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วโจทก์ต้องชำระเงินค่าภาษีเงินได้คืนให้จำเลย 6,324,935.72 บาท แต่จำเลยฟ้องแย้งขอมา 6,324,535.72 บาท จึงกำหนดให้ตามขอ และจำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่จำเลยมิได้นำสืบว่าโจทก์ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด จึงกำหนดให้ตั้งแต่วันฟ้องแย้ง ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินค่าชดเชยและเงินบำเหน็จ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้ให้โจทก์

ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2 ว่า การประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษ เป็นการประชุมที่เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานได้กล่าวปิดการประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 แล้ว รายงานการประชุมก็จัดทำแยกกันไว้เป็นคนละฉบับ และที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 146 รับรองรายงานการประชุมไว้เฉพาะรายงานการประชุมครั้งที่ 145 แม้การประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวจะกระทำต่อเนื่องกันก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมครั้งเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากการนำสืบของคู่ความว่ามิได้มีการแจ้งประชุมครั้งที่ 145 พิเศษ ให้กรรมการทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ก่อนการประชุมตามข้อบังคับของจำเลยการประชุมครั้งที่ 145 พิเศษ จึงเป็นการประชุมที่ไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่ามีการประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษ มติของที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยเพราะโจทก์มิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการประชุมคณะกรรมการจำเลย เป็นหน้าที่ของประธานกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจัดขึ้นโดยปกปิดโจทก์และมิได้มีผู้ใดแจ้งมติของที่ประชุมให้โจทก์ทราบ ข้อวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าโจทก์ทราบมติของที่ประชุมแล้วไม่ปฏิบัติตามยังนำเงินของจำเลยไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์ก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ตกลงยินยอมตามมติของที่ประชุม มติที่ประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษ จึงไม่มีผลบังคับต่อโจทก์ กับอุทธรณ์ในข้อ 3 ว่า ระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.4 หมวดที่ 9 ข้อ 3 กำหนดว่า "ผู้ที่ทำงานกับบริษัทมาครบ 3 ปีขึ้นไป เมื่อต้องออกจากบริษัทไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทจะจ่ายเงินบำเหน็จให้ดังนี้..." แสดงว่าสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ออกจากงานข้อความท้ายหนังสือแจ้งการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินสะสมของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 ก็ระบุ "การจ่ายเงินบำเหน็จและเงินสะสมจะจ่ายให้ภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2545 ตามระเบียบที่เคยปฏิบัติมา" แสดงว่าจะมีการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินสะสมภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หลังออกจากงาน ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะนำมาวินิจฉัยได้แล้วว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่โจทก์ออกจากงาน ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์อุทธรณ์โดยยกเหตุผลต่างๆ ขึ้นหักล้างคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่า มิได้มีการประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้แก่โจทก์ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.3 โดยโจทก์รู้เห็นยินยอมกับมติที่ประชุมคณะกรรมการจำเลยครั้งที่ 145 พิเศษนั้นแล้วและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้แล้วว่าจำเลยผิดนัดไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตั้งแต่วันโจทก์ออกจากงาน อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและต้องรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า ได้มีการยกเลิกการออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้โจทก์แล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 5 ว่า ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ศาลแรงงานกลางชอบที่จะนำไปรวมกับเงินเดือนของโจทก์ ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระภาษีเงินได้เอง หรือมิฉะนั้นก็ต้องกำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าภาษีเงินได้แทนโจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าได้มีการยกเลิกข้อตกลงการจ่ายค่าภาษีเงินได้ให้โจทก์ไปแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 4 ตอนต้นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่าการที่โจทก์นำเงินของจำเลยไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิเป็นการละเมิด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้รู้ถึงการละเมิดดังกล่าวตั้งแต่ก่อนวันที่ 11 ธันวาคม 2544 แต่จำเลยเพิ่งฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545 จึงขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 4 ตอนท้ายแต่เพียงว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีอายุความสองปี... (9) ลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวหรือลูกจ้างรายวัน รวมทั้งผู้ฝึกหัดงานเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือนายจ้างเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินที่จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์คืนแก่จำเลยในคดีนี้คือเงินของจำเลยที่โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยนำไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่ใช่กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องแย้งเรียกเอาเงินค่าจ้างที่จำเลยได้จ่ายให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไปล่วงหน้าคืนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) และสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 (2) ข้อ 2.3 ตอนต้นและข้อ 2.4 ว่า การที่โจทก์นำเงินของจำเลยไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิรวมเป็นเงินถึง 14,324,935.72 บาท เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เบียดบัง ยักยอก กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อจำเลย กระทำความผิดวินัยที่ร้ายแรง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานเอกสารหมาย ล.4 หมวดที่ 7 ข้อ 6 และหมวดที่ 9 ข้อ 3 ทั้งไม่มีสิทธิได้รับเงินสะสมส่วนที่จำเลยจ่ายสมทบเข้าบัญชีให้โจทก์ คงมีสิทธิได้รับเงินสะสมเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสะสมของโจทก์เอง พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 5,333,650.54 บาท เท่านั้น ตามระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานฯ เอกสารหมาย ล.6 หมวดที่ 9 ข้อ 7.6 จึงเหลือเงินสะสมที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้โจทก์เพียง 2,666,349.46 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วโจทก์จึงต้องชำระเงินค่าภาษีเงินได้คืนให้จำเลย 11,658,586.26 บาท ไม่ใช่ 6,324,535.72 บาท ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำให้การและฟ้องแย้งจึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ข้อ 2.2 (1) และข้อ 2.3 ตอนท้ายว่า ระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.4 หมวดที่ 8 ข้อ 3 กำหนดให้การเกษียณอายุเป็นการสิ้นสุดสภาพการจ้าง และหมวดที่ 9 ข้อ 10.1 กำหนดว่า "ลูกจ้างเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ถือว่าเป็นการเกษียณอายุโดยอัตโนมัติโดยให้ถือเอาวันที่ 1 ของเดือนถัดไปหลังจากที่ลูกจ้างอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นวันเกษียณอายุ..." สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยจึงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 เพราะโจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ รวมเวลาทำงาน 31 ปี 9 เดือน ช่วงที่สองหลังจากโจทก์เกษียณอายุ และจำเลยยังให้โจทก์ทำงานต่อไปอันถือได้ว่าเป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จนถึงวันที่โจทก์สิ้นสุดการเป็นพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 รวมเวลาทำงาน 5 ปี 5 เดือน การคิดเงินบำเหน็จของโจทก์จึงต้องคิดเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคิดจากอายุงาน 31 ปี 9 เดือน เป็นเงิน 21,802,725 บาท ช่วงที่สองคิดจากอายุงาน 5 ปี 5 เดือน เป็นเงิน 457,800 บาท จึงรวมเป็นเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 22,260,525 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 25,522,372.89 บาท ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย และประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.7 เป็นประกาศลาออกจากงาน โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของจำเลย การที่โจทก์ประกาศลาออกจากงานถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาลาออกต่อจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสำหรับการทำงานในช่วงที่สองหลังจากที่โจทก์เกษียณอายุแล้ว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่โจทก์เข้าทำงานจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2544 รวมเป็นเวลา 37 ปี 2 เดือน มิได้ขาดตอนไป เพราะการเกษียณอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลย โดยพิเคราะห์ระเบียบข้อบังคับดังกล่าวประกอบพฤติการณ์ที่ปรากฏว่าในวันโจทก์ครบเกษียณอายุ 60 ปี จำเลยยังไม่มีกรรมการผู้จัดการคนใหม่มาทำงานแทนโจทก์ จึงเลยจึงจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการต่อไปโดยให้ค่าจ้างและสวัสดิการต่างๆ เหมือนเดิม จนกระทั่งจำเลยแต่งตั้งให้นายจิราวัฒน์ มาเป็นกรรมการผู้จัดการแทนโจทก์แล้วคณะกรรมการของจำเลยจึงได้มีมติให้โจทก์เกษียณอายุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.4 กำหนดให้การเกษียณอายุเป็นการสิ้นสุดสภาพการจ้าง และเมื่อลูกจ้างมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยจึงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 เพราะโจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ รวมเวลาทำงาน 31 ปี 9 เดือน ช่วงที่สองหลังจากโจทก์เกษียณอายุและจำเลยยังให้โจทก์ทำงานต่อไปซึ่งถือได้ว่าเป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จนถึงวันที่โจทก์สิ้นสุดการเป็นพนักงานของจำเลย รวมเวลาทำงาน 5 ปี 5 เดือน การคิดเงินบำเหน็จของโจทก์จึงต้องคิดเป็น 2 ช่วงตามเกณฑ์ระยะเวลาทำงานของโจทก์ในแต่ละช่วง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเพียง 22,260,525 บาท จึงเป็นอุทธรณ์ที่ยกข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานกลางใช้ประกอบการวินิจฉัยขึ้นอ้างเพียงบางส่วน อันเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.7 เป็นประกาศลาออกจากงานที่ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลาออกต่อจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสำหรับการทำงานในช่วงที่สองหลังจากที่โจทก์เกษียณอายุแล้ว เห็นว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในการทำงานช่วงก่อนครบเกษียณอายุโดยนับอายุงาน 31 ปี 9 เดือน อยู่แล้ว และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (5) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไปไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน เป็นค่าชดเชยสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าจะนำระยะเวลาการทำงานของโจทก์หลังครบเกษียณอายุอีก 5 ปี 5 เดือน มานับรวมเป็นอายุงานในการคำนวณค่าชดเชยของโจทก์ด้วยได้หรือไม่ โจทก์ก็คงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วันอยู่ดี อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ ลือสกุล
จำเลย — บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2552
#502934
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อที่ดินมีข้อความระบุไว้ในข้อ 7 ว่า "ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องทำถนนกว้าง 3 เมตร และถนนแยกกว้าง 4 เมตร ผ่านที่ดินของผู้เช่าซื้อตามสัญญานี้ และยินยอมให้ผู้เช่าซื้อใช้ถนนดังกล่าวนี้ตลอดไป..." เชื่อว่าจำเลยได้ตกลงว่าจะจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าแปลง ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทแก่โจทก์ เมื่อได้จดทะเบียนเช่นนั้นแล้วการได้มาซึ่งภาระจำยอมโดยนิติกรรมดังกล่าวย่อมบริบูรณ์ตามกฎหมายสมเจตนาของคู่กรณี สิทธิของโจทก์ตามนิติกรรมดังกล่าวนี้เป็นสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณี แม้ตามข้อเท็จจริงจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งห้าแปลงให้บุตรของจำเลยก่อน คือ อ. และ ศ. ต่อมาบุตรของจำเลยจึงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้แก่โจทก์ จำเลยก็ยังผูกพันตามข้อตกลงที่จำเลยตกลงไว้กับโจทก์ไม่เปลี่ยนแปลง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาทแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 10326 และ 60322 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โฉนดเลขที่ 78416, 78417, 78418,79865 และ 79866 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท และชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์กับนายพิชัย และนายแสง พี่ชาย ซื้อที่ดินจากจำเลยรวม 5 แปลง ภายหลังพี่ของโจทก์ขายที่ดินที่ซื้อให้โจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลง ที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ คือ ถนนนนทบุรี 1 โดยต้องผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 10326 และ 60322 คือที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 3 เมตร ยาย 99 เมตร และ 44 เมตร ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า มีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายแสง พี่ของโจทก์เบิกความว่าในการซื้อที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลยมีข้อตกลงว่า เมื่อชำระราคาครบถ้วนแล้ว จำเลยจะจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทให้ ส่วนจำเลยมีนายกฤษณรักษ์ บุตรของจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่เคยตกลงจะจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทแก่ผู้ซื้อที่ดิน และจำเลยอนุญาตให้ผู้ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินที่จำเลยแบ่งขายสามารถใช้ทางพิพาทได้โดยมีนางปรียากุล ภริยาของนายรังสฤษฏ์ ผู้เช่าซื้อที่ดินแปลงอื่นเบิกความสนับสนุน เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าซื้อที่ดินแล้ว ปรากฏว่ามีข้อความระบุไว้ในข้อ 7 ว่า "ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องทำถนนกว้าง 3 เมตร และถนนแยกกว้าง 4 เมตร ผ่านที่ดินของผู้เช้าซื้อตามสัญญานี้ และยินยอมให้ผู้เช้าซื้อใช้ถนนดังกล่าวนี้ตลอดไป..." จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานเชื่อว่า จำเลยได้ตกลงว่าจะจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าแปลง ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดบุคคลสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะเรียกร้องให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทแก่โจทก์ เมื่อได้จดทะเบียนเช่นนั้นแล้วการได้มาซึ่งภาระจำยอมโดยนิติกรรมดังกล่าวย่อมบริบูรณ์ตากฎหมายสมเจตนาของคู่กรณี สิทธิของโจทก์ตามนิติกรรมดังกล่าวนี้เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งห้าแปลงให้บุตรของจำเลยก่อน คือ นายอานุภาพ และว่าที่ร้อยตรีหญิงศันสนีย์ ต่อมาบุตรของจำเลยจึงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้แก่โจทก์ จำเลยก็ยังผูกพันตามข้อตกลงที่จำเลยตกลงไว้กับโจทก์ไม่เปลี่ยนแปลง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาทแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าแปลง ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ได้ภาระจำยอมทางพิพาทโดยขาดอายุความหรือไม่"

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 10326 และ 60322 ตำบลสวนใหญ่ (บ้านแขกตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 78418, 79865, 79866, 78416 และ 78417 เลขที่ดิน 818, 840, 841, 816 และ 817 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำพัน อุเทนนาม
จำเลย — นางประทิน ธีรรัฐ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2552
#502773
เปิดฉบับเต็ม

การแบ่งปันทรัพย์มรดก นอกจากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ที่ดินพิพาทที่มีเพียงใบไต่สวน ผู้เป็นเจ้าของจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงกระทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองเท่านั้น เมื่อที่ดินพิพาทมีการตกลงแบ่งปันกันระหว่างทายาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว ว. ทายาทซึ่งเป็นมารดาโจทก์ครอบครองที่ดินส่วนพิพาทตอนกลางเพื่อตนเองตลอดมาและมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 หรือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 12 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์หรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนางพันที่ยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท ห้ามโจทก์และบริวารกระทำการรบกวนการครอบครองอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 หรือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 12 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท เป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนายพันที่ยังมิได้มีการจัดการ ห้ามโจทก์และบริวารกระทำการรบกวนหรือโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 หรือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 12 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี บริเวณส่วนกลางเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าว ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา เดิมเป็นของนายกันและนางพันซึ่งมีบุตรด้วยกัน 7 คน คือนางปั้น นายหน่า นายแก นางแป้น นางแป้ง จำเลยและนางวงษ์มารดาโจทก์ ปี 2498 นางวงษ์ นางแป้นและนายหลุย สามีของนางแป้งได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตาม ส.ค.1 เลขที่ 12 ปัจจุบันโจทก์ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ดินเนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนางพันได้ตกลงแบ่งปันและต่างครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้มีการแบ่งปันให้แก่ทายาทเพราะไม่ปรากฏว่ามีหนังสือตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือหนังสือสละมรดกของทายาทที่เป็นเอกสารมาแสดงต่อศาล โจทก์มีแต่พยานบุคคลกล่าวอ้างลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังนั้นข้อนี้ได้ความจากพยานโจทก์ว่านายกันและนางพันเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมา 70 ปีเศษแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนางพัน เมื่อบุคคลทั้งสองถึงแก่ความตาย บุตรของบุคคลทั้งสองต่างตกลงแบ่งปันกันและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดโดยนางแป้งบุตรคนหนึ่งครอบครองทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ นางวงษ์มารดาโจทก์ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ และนางแป้นบุตรอีกคนหนึ่งครอบครองทางด้านทิศใต้ เนื้อที่ 14 ไร่ ที่ดินส่วนที่นางวงษ์ครอบครองนั้นต่อเนื่องมาถึงโจทก์ซึ่งครอบครองต่อมาจนถึงปัจจุบันแม้โจทก์จะมีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความโดยไม่มีพยานเอกสารการแบ่งปันทรัพย์มรดกมาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การแบ่งปันทรัพย์มรดก นอกจากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินที่มีเพียงใบไต่สวน ผู้เป็นเจ้าของจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้นการแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงกระทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองเท่านั้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินของนางแป้งด้านทิศเหนือประมาณ 10 ไร่ และของนางแป้นทางด้านทิศใต้ 14 ไร่ ซึ่งต่างก็ครอบครองเป็นของตนเรื่อยมาจนกระทั่งขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของร่วมโต้แย้งหรือใช้ติดตามเอาทรัพย์คืน คงปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 70 ปี ยิ่งกว่านั้นยังได้ความต่อไปว่าในปี 2498 ทายาทที่ครอบครองที่ดินรวมถึงนางวงษ์ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน แต่มีนายแกคัดค้านจนเป็นคดีพิพาทขึ้นมาสู่ศาลชั้นต้นและมีการประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยนายแกยอมรับว่าที่ดินพิพาท นายหลุย สามีของนางแป้งครอบครอง 10 ไร่ ที่ดินส่วนที่เหลือ นางวงษ์ มารดาโจทก์ และนางแป้งครอบครองเป็นสัดส่วนโดยได้รับมรดกมาจากนายกันและนางพัน ส่วนนายแกอยู่ในฐานะผู้อาศัยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จำเลยเป็นเพียงผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยก็ตาม แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าในช่วงที่นายแกมีเรื่องฟ้องร้องกับนายหลุย นางวงษ์ และนางแป้น ที่ศาลชั้นต้นและมีการประนีประนอมยอมความกันนั้น จำเลยได้เข้ามาช่วยพูดคุยและไม่ให้ทะเลาะกันเนื่องจากเป็นพี่น้องกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยรับรู้ถึงข้อพิพาทระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่ายดังกล่าวแล้ว หากที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันให้แก่ทายาทแล้ว จำเลยน่าจะต้องไกล่เกลี่ยเพื่อให้แบ่งปันที่ดินให้แก่จำเลยและทายาทอื่นที่มิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แต่จำเลยกลับไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่ายจนกระทั่งยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเท่ากับจำเลยยอมรับสิทธิของนางวงษ์มารดาโจทก์ว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการรับมรดกแล้ว หาใช่เป็นการครอบครองที่ดินดังกล่าวแทนจำเลยและทายาทอื่นแต่อย่างใดไม่ ทั้งยังได้ความจากโจทก์โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อนางวงษ์มอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อปี 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดที่ดินพิพาท มีนายนัดกับนายน้อมบุตรของนายแกเข้ามาคัดค้านจนเป็นคดีพิพาทกันในศาลชั้นต้นในที่สุดนายนัดกับนายน้อมก็ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดอีกเช่นกัน ส่วนที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า นายพิสูจน์เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาการออกโฉนด การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ปัจจุบันที่ดินแปลงเลขที่ 262 ยังไม่มีการแบ่งปันให้แก่ทายาท แสดงว่าที่ดินพิพาทยังไม่ได้แบ่งกันให้แก่ทายาทนั้นเป็นกรณีที่พยานเบิกความตามความเอกสารเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ทนายโจทก์ให้พยานดูเอกสารหมาย จ.5 แล้วพยานเบิกความว่าเป็นเรื่องที่จำเลยมาขอตรวจหลักฐานทางทะเบียนของที่ดินตามใบนำเลขที่ 262 ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เนื่องจากมีคดีฟ้องร้องกันอยู่ที่ศาล ดังนั้น จึงรับฟังได้แต่เพียงว่าในทะเบียนของสำนักงานที่ดิน ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินยังคงเป็นชื่อของนายกันและนางพัน และยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อของทายาทเท่านั้น พยานไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงว่าได้มีการแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทของนายกันและนางพันแล้วหรือไม่ ยิ่งกว่านั้นจำเลยเพิ่งเข้ามาคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์เมื่อปี 2541 ทั้งที่จำเลยสามารถคัดค้านและขอแบ่งปันได้ตั้งแต่จำเลยเข้าไปเป็นผู้ไกล่เกลี่ยดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่จำเลยหาได้ดำเนินการแต่อย่างใดไม่พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีการตกลงแบ่งปันกันระหว่างทายาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว เมื่อนางวงษ์มารดาโจทก์ครอบครองที่ดินส่วนพิพาทตอนกลางเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เพื่อตนเองตลอดมาและมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ฟ้องแย้งยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายกันถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี 2457 นางพันถึงแก่ความตายประมาณปี 2464 มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกและทายาทผู้รับมรดกได้ครอบครองเพื่อตนเองมาตั้งแต่ปี 2498 เมื่อนับถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งเพื่อขอแบ่งมรดกคือวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 เป็นเวลาเกินกว่า 70 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และเป็นเวลาประมาณ 45 ปี นับแต่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดก ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยแม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังเวียน พุ่มพวง
จำเลย — นายวัง ทองพูน
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3389/2552
#502450
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระหนี้ค่าใช้บริการ...ผู้ใช้บริการยินยอมเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน สำหรับค่าใช้บริการที่ค้างชำระ" อันเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 หาใช่ดอกเบี้ยไม่และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดอัตราไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดเบี้ยปรับกรณีจำเลยผิดนัดชำระหนี้ค่าใช้บริการในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 24 ต่อปีได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลดเบี้ยปรับลงเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว

สิทธิเรียกร้องค่าบริการให้เช่าวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเป็นการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ค่าบริการรายเดือนถึงกำหนดชำระ ตามมาตรา 193/12 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2545 มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าว 523,123 บาท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2545 จำเลยมีหนังสือยืนยันยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงินจำนวนดังกล่าว รายการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นให้ถือว่าไม่เกี่ยวข้อง แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นวิธีปฏิบัติของการตรวจสอบบัญชีแต่ก็ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) จะต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าบริการรายเดือนที่ถึงกำหนดชำระนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2544 ตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับถึงวันฟ้องจึงสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2545 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 721,411 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 523,123 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 721,123 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 523,123 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 9,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ติดตั้งอุปกรณ์วงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเต็มประสิทธิภาพในการใช้งานแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศ ข้อ 6 กำหนดว่าในกรณีที่บริการ Non POTS เกิดการขัดข้อง...หรือเครื่องอุปกรณ์ปลายทางเกิดการชำรุดบกพร่องใช้งานไม่ได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ผู้ใช้บริการจะต้องแจ้งให้หน่วยงานที่ผู้ให้บริการจัดเตรียมไว้เพื่อการรับแจ้งเหตุขัดข้องและหรือชำรุดบกพร่องทราบทันทีเพื่อที่ผู้ให้บริการจะได้ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้อง...และ ข้อ 7 กำหนดว่า หากบริการ Non POTS เกิดการขัดข้อง...หรือเครื่องอุปกรณ์ปลายทางเกิดการชำรุดบกพร่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงติดต่อกันในเดือนใด ผู้ให้บริการยินยอมปรับลดค่าใช้บริการในเดือนนั้นสำหรับเวลาที่ไม่สามารถใช้บริการ Non POTS ได้ ดังนี้ หากอุปกรณ์วงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเกิดการขัดข้อง หรือชำรุดบกพร่องไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งานบ่อยครั้งจริง จำเลยก็น่าจะมีหลักฐานการแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้มาดำเนินการแก้ไข หรือหลักฐานที่โจทก์ผู้ให้บริการยินยอมปรับลดค่าใช้บริการในเดือนที่เครื่องอุปกรณ์ปลายทางเกิดการชำรุดบกพร่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงติดต่อกันในเดือนนั้น ทำให้จำเลยไม่สามารถรับบริการได้ตามข้อตกลงในสัญญามาแสดงบ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหลักฐานดังกล่าวมาแสดง คงมีเพียงนายจิรศักดิ์ อธิการบดีของจำเลยขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญาให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงฯแทนจำเลยคนเดียวเป็นพยานเบิกความอ้างว่านับแต่โจทก์ให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงจะมีปัญหาการใช้บริการทุกสัปดาห์ โจทก์ทราบปัญหาดังกล่าวโดยจำเลยและโจทก์ได้ประสานงานกันในระบบคอมพิวเตอร์และทางโทรศัพท์ซึ่งจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบปัญหาแล้วเท่านั้น จึงมีน้ำหนักน้อย ทำให้น่าเชื่อตามที่ผู้จัดการฝ่ายการเงินของโจทก์เบิกความว่า ภายหลังจากโจทก์ให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงแก่จำเลย จำเลยไม่เคยโต้แย้งในเรื่องประสิทธิภาพการให้บริการของโจทก์ดังกล่าว ทั้งไม่เคยขอคืนเงินเนื่องจากไม่สามารถใช้บริการช่องสัญญาณของโจทก์ได้ด้วย นอกจากนี้ เมื่อโจทก์ปิดการให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงและให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ค่าใช้บริการและใบตอบรับทางไปรษณีย์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยยกเรื่องวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงมีปัญหาการใช้บริการขึ้นกล่าวอ้างแก่โจทก์แต่อย่างใด พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ติดตั้งอุปกรณ์วงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเต็มประสิทธิภาพในการใช้งานแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การเรียกดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแตกต่างกัน เพราะการเรียกดอกเบี้ยหากไม่มีข้อตกลงกันไว้ก็จะเรียกได้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนการเรียกเบี้ยปรับก็จะต้องมีข้อกำหนดในสัญญาให้เรียกได้ เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยมาตามคำฟ้องโดยในสัญญาไม่ได้กำหนดให้โจทก์เรียกได้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกนั้น เห็นว่า ตามสัญญาให้บริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงภายในประเทศ ข้อ 18 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระหนี้ค่าใช้บริการ...ผู้ใช้บริการยินยอมเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน สำหรับค่าใช้บริการที่ค้างชำระ" อันเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 381 หาใช่ดอกเบี้ยไม่ และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดอัตราไว้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดเบี้ยปรับกรณีจำเลยผิดนัดชำระหนี้ค่าใช้บริการในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 24 ต่อปีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลดเบี้ยปรับดังกล่าวลงเป็นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าบริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเป็นการให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ค่าบริการรายเดือนถึงกำหนดชำระ ตามมาตรา 193/12 ได้ความว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2545 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ค่าบริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงที่จำเลยค้างชำระเป็นเงิน 523,123 บาท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2545 จำเลยมีหนังสือยืนยันยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 523,123 บาท รายการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ให้ถือว่าไม่เกี่ยวข้องแม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นวิธีปฏิบัติของการตรวจสอบบัญชี แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) จะต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าบริการรายเดือนที่ถึงกำหนดชำระนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2544 ตามตารางคำนวณดอกเบี้ยที่ครบกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับถึงวันฟ้องจึงสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2545 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนสิทธิเรียกร้องค่าบริการรายเดือนที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 นั้น แม้จำเลยมีหนังสือยืนยันยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์ดังกล่าวข้างต้นไปภายหลังจากสิทธิเรียกร้องค่าบริการรายเดือนถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เกิน 2 ปี ขาดอายุความแล้วจะไม่เป็นการรับสภาพหนี้ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่ถือได้ว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งอายุความนั้นเสียแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกอายุความเดิมขึ้นต่อสู้และต้องรับผิดชำระหนี้ค่าบริการรายเดือนที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 9,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (1) ม. 193/15 วรรคสอง ม. 193/24 ม. 193/34 (6) ม. 381
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น
ไฮเวย์ จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยณิวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ