คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3384/2552
#502151
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคารเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในวันเดียวกับที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันซึ่งผู้ให้ไม่อาจถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 535 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นหลานของโจทก์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533 โจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์โฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ 2 งาน 69 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 16347 เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 และนายทองสุข โดยเสน่หา ต่อมาจำเลยที่ 2 แบ่งแยกที่ดินเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ที่ได้รับการยกให้ดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 63327 เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 เป็นต้นมา จำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ไม่ยอมให้เงินที่โจทก์ฝากให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้เพื่อโจทก์จะนำไปใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล และจำเลยที่ 1 พูดว่า "ไม่มีให้ ปากดีนัก ต่อไป จะไม่ให้กิน จะปล่อยให้อดตายห่า" โจทก์จึงขอที่ดินคืน จำเลยที่ 1 ก็พูดว่า "ยกที่ดินให้แล้วหมาที่ไหนจะคืนให้ พูดไม่มีศีลธรรม ไม่นับเป็นแม่ลูกกันอีกต่อไป" อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง และจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะจะช่วยเหลือโจทก์ได้แต่ไม่ช่วยเหลือกลับปล่อยให้โจทก์อยู่อย่างยากไร้โดยไม่มีสิ่งจำเป็นในการเลี้ยงชีพ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 ตำบลคลองหก (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนที่โจทก์ยกให้คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 63327 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่โจทก์ยกให้คืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังมีพี่น้องร่วมบิดาและมารดาเดียวกันอีก 2 คน คือนายต่อม และนายทองสุข หลังจากที่นายต่อมและนายทองสุขแยกครอบครัวออกไป โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยทำการค้าและการเกษตรร่วมกันจนสามารถซื้อขายที่ดินร่วมกันได้หลายแปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 9789 เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ 46 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และที่ดินยังไม่ทราบหมายเลขโฉนด ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ใส่ชื่อโจทก์เพียงผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ยกที่ดินยังไม่ทราบหมายเลขโฉนดดังกล่าวให้แก่นายทองสุข และนายต่อม คนละกึ่ง และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9789 ให้แก่นายต่อม ทั้งที่เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อมา โจทก์จึงสัญญาว่าจะยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เฉพาะส่วนของโจทก์ และที่ดินเลขที่ 16347 อันเป็นทรัพย์มรดกของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 ประมาณ 10 ไร่ เพื่อทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9789 ที่โจทก์ยกกรรมสิทธิ์ให้แก่นายต่อมไป ต่อมาโจทก์ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 1605 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16347 เฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป้ฯเงิน 250,000 บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทน จำเลยทั้งสองไม่เคยประพฤติเนรคุณโจทก์ ไม่เคยพูดจาต่อว่าโจทก์ ตามที่โจทก์ฟ้อง และไม่เคยพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามหรือหมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยทั้งสองร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูคอยดูแลโจทก์มาโดยตลอด ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์มิได้เป็นผู้ยากไร้เพราะโจทก์อาศัยอยู่กับนายสำเริง ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้มีฐานะดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นายทองสุข ยื่นคำขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 นายต่อมหรือพระภิกษุต่อม และนายทองสุข ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นมารดาของจำเลยที่ 2 และนายสำเริงหรือณัฐ โจทก์พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533 โจทก์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1605 ตำบลบึงตะเคียน (เดิม) หรือตำบลคลองหก (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และโจทก์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16347 ตำบลคลองหก (คลองหกวาฝั่งใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากนั้น 3 ปี โจทก์ไม่อาศัยอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยย้ายไปอยู่บ้านนายสำเริง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า นอกจากโจทก์ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์ยังยกทรัพย์สินอื่นให้แก่จำเลยที่ 1 อีก คือ ทองคำ จำนวน 8 บาท ปืนสั้น 1 กระบอก ปืนยาว 1 กระบอก บ้านจำนวน 3 หลัง และยังฝากเงินสดไว้ให้อีกจำนวน 250,000 บาท หลังจากยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลและเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์จึงประสงค์จะขอถอนคืนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 นายต่อมหรือพระภิกษุต่อม และนายทองสุข ทั้งนายต่อมและนายทองสุขต่างมีครอบครัวและแยกตัวออกไปอาศัยอยู่ที่อื่น โดยบิดามารดาได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองคนไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกับบิดาและมารดา ต่อมาจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินจึงประสงค์จะยกที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์บอกให้จำเลยที่ 1 มอบเงินจำนวน 250,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อไว้ใช้แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้ จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมและได้นำเงินจำนวนดังกล่าวฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาวังน้อย ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นโจทก์ก็ได้เบิกถอนเงินในบัญชีดังกล่าวไปใช้โดยครั้งที่ถอนมากที่สุดเป็นเงิน 188,500 บาท ซึ่งโจทก์ให้นายทองสุขนำใบถอนเงินมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แปลงหนึ่ง ส่วนอีกแปลงหนึ่งยกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยยกให้ในวันเดียวกัน และจำเลยทั้งสองได้มอบเงินจำนวน 250,000 บาท ให้แก่โจทก์ เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้มอบเงินจำนวน 250,000 บาท ให้ไว้แก่โจทก์ ตามที่โจทก์เรียกร้องเพื่อตอบแทนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยจำเลยทั้งสองได้นำเงินจำนวน 250,000 บาท ฝากเข้าในบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาวังน้อย ในวันที่ 22 สิงหาคม 2533 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสอง สมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวระบุชื่อบัญชีว่า "นางอุดร (คือจำเลยที่ 1) เพื่อนางกิมลี้ (คือโจทก์) เปิดบัญชีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 จำนวนเงิน 50,000 บาท ซึ่งในชั้นไต่สวนคำร้องขออนาถาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1676/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าโจทก์มีบัญชีเงินฝากตามเอกสารหมาย ล.1 เปิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 มีเงินจำนวน 50,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ฝากเงินในบัญชีเพื่อโจทก์ และนายทองสุขตอบทนายโจทก์ถามติงในสำนวนคดีดังกล่าวว่า เงินในบัญชีเอกสารหมาย ล.1 จำนวน 50,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 คืนให้โจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขอยืมเงินโจทก์ไปซื้อที่นา แล้วจำเลยที่ 1 ก็เปิดบัญชีดังกล่าวคืนเงินจำนวน 50,000 บาท ให้ และการถอนเงินในบัญชีเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถอนเนื่องจากโจทก์เขียนหนังสือไม่ได้ และโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านในคดีดังกล่าวอีกว่า ในวันที่ 22 สิงหาคม 2533 ซึ่งเป็นวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 250,000 บาท ฝากเข้าในบัญชีดังกล่าว โจทก์มีบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย ล.1 เพียงบัญชีเดียว ไม่มีบัญชีอื่น และโจทก์เบิกเงินในบัญชีดังกล่าวมารักษาตัว นายทองสุขเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านในคดีดังกล่าวว่า นายทองสุขเคยถอนเงินจากบัญชีเอกสารหมาย ล.1 จำนวน 188,500 บาท แล้วนำเงินไปให้โจทก์ และโจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้จ่าย และในชั้นพิจารณาคดีนายทองสุขก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เมื่อปี 2539 นายทองสุกเคยเบิกเงินจากธนาคารจำนวนประมาณ 180,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบเบิกเงินดังกล่าว และมอบให้นายทองสุขไปเบิก เมื่อเบิกได้เงินจากธนาคารแล้วได้นำเงินทั้งหมดไปให้แก่โจทก์ และพระภิกษุต่อมหรือนายต่อมเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินจากบัญชีในธนาคาร และมอบให้นายทองสุขไปเบิกเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อนำไปใช้ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ ส่วนที่ในชั้นพิจารณาคดีนี้โจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าเงินจำนวน 250,000 บาท มิใช่เงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีให้แก่โจทก์ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านในชั้นไต่สวนคำร้องขออนาถาจึงเป็นพิรุธ พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าบัญชีเงินฝากตามเอกสารหมาย ล.1 นั้น จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีโดยระบุชื่อบัญชีว่า "นางอุดร เพื่อนางกิมลี้" ก็เพื่อเก็บรักษาเงินของโจทก์ไว้ เพราะโจทก์อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน โจทก์จึงให้ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เปิดบัญชี ซึ่งบุคคลอื่นของโจทก์ทั้งนายทองสุขและพระภิกษุต่อมต่างก็ยอมรับว่า การเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เบิกแทนโจทก์ และเงินที่เบิกได้จะนำมาให้โจทก์เป็นผู้ใช้จ่าย จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าเงินในบัญชีตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นเงินส่วนของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนแทนให้เท่านั้นเอง ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองนำเงินจำนวน 250,000 บาท ฝากเข้าในบัญชีตามเอกสารหมาย ล.1 ในวันเดียวกับที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสอง การให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์แก่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน ซึ่งผู้ให้ไม่อาจถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตาม 535 (2) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์เรียกถอนคืนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพราะเหตุจำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณได้หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมลี้ ใหม่เอี่ยมฯ
จำเลย — นางอุดร หลีนวรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3383/2552
#501662
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 กระทำต่อโจทก์หรือไม่ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มเติมคำว่า "และผู้มีชื่ออื่น" ต่อท้ายจำเลยที่ 3 ทุกแห่ง ก็ยังไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้มีชื่ออื่นนั้นหมายถึง ภ. ด้วย เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้อง และจำเลยที่ 5 ก็ไม่ได้ให้การถึง จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมกับ ภ. รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึง ภ. ย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็น

รถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจยึดรถยนต์พิพาทมาไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร ไม่ว่ารถยนต์ของกลางจะอยู่ในความครอบครองของผู้ใด การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมที่ไปยึดรถยนต์ของกลางจากโจทก์จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรมตำรวจจำเลยที่ 7 หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ แม้โจทก์จะรับซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ แต่เมื่อรถยนต์พิพาทต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากรโจทก์ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่เจ้าของที่แท้จริงติดตามเอาทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332

รถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร ซึ่งจะต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร และอาจจะต้องถูกริบไปในที่สุด ดังนี้ แม้โจทก์จะซื้อรถยนต์พิพาทมาจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์และเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกจำเลยที่ 6 จะจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทได้อีกต่อไป จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ใช้สอยในรถยนต์พิพาทภายหลังรถถูกยึดได้ คงเรียกได้แต่ราคาพร้อมดอกเบี้ยจากผู้ที่หลอกลวงขายรถให้เท่านั้น

รถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำมาให้ตรวจสภาพรถและขอจดทะเบียนเป็นรถยนต์ที่มีสภาพค่อนข้างใหม่และมีราคาสูงมิใช่รถเก่าก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกจำเลยที่ 6 จะได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หากได้ตรวจสอบเอกสารและสภาพรถยนต์พิพาทให้ถี่ถ้วนรอบคอบก็จะทราบถึงความแตกต่างของสภาพรถที่นำมาตรวจเพื่อขอจดทะเบียนโดยไม่ยาก และคงจะไม่รับจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นแน่ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบเอกสารและสภาพรถยนต์พิพาทให้รอบคอบ จึงเป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์เนื่องจากทำให้โจทก์ไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทที่ซื้อไว้โดยสุจริต จึงเป็นการกระทำละเมิดจำเลยที่ 6 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์ ทะเบียน 9 ว-7266 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นพ่อค้าซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์ จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคามและมีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำสั่งของกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ว-7266 กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ราคา 1,750,000 บาท สำนักงานของกรมการขนส่งทางบกจำเลยที่ 6 ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาลของกรมตำรวจจำเลยที่ 7 ยึดรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ โดยอ้างว่าเป็นรถยนต์ที่ได้มาโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้มีชื่ออื่นร่วมกันนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้เสียภาษีศุลกากรตามกฎหมาย และร่วมกันปลอมเอกสารเกี่ยวกับการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2530 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากการขายทอดตลาด แล้วทำปลอมเอกสารหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคามและปลอมลายมือชื่อผู้พิพากษาแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งสังกัดจำเลยที่ 6 ทำการจดทะเบียน เจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีได้ปฏิบัติหน้าที่โดยความประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบให้รอบคอบทำการจดทะเบียนรถให้จำเลยที่ 1 เป็นหมายเลขทะเบียน ก-3245 ปราจีนบุรี และแจ้งโอนย้ายไปกรุงเทพมหานคร เป็นหมายเลขทะเบียน 9 ว-7266 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้มีชื่ออื่น เป็นการกระทำโดยจงใจหลอกลวงโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องร่วมกันส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หรือใช้ราคา 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 126,215.75 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดประโยชน์ใช้รถยนต์คันดังกล่าววันละ 500 บาท นับถึงวันฟ้องจำนวน 175,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 9 ว-7266 กรุงเทพมหานคร ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้คืนแก่โจทก์หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้เงินจำนวน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องจำนวน 126,215.75 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 175,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่รองจ่าศาลจังหวัดมหาสารคาม จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่รองจ่าศาลจังหวัดมหาสารคาม แต่มิได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2530 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมิได้เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาท แต่มีผู้ทำปลอมเอกสารเกี่ยวกับการขายทอดตลาดและปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ขึ้นทั้งหมด โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะรถยนต์พิพาทมิใช่ของโจทก์ และมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จำเลยที่ 3 สังกัดกระทรวงยุติธรรม จำเลยที่ 5 มิได้สังกัดกรมบังคับคดี จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของทางราชการ มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อเพราะไม่ทราบถึงการปลอมเอกสารในการขอให้จดทะเบียนรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถได้ทำการยึดรถยนต์พิพาทนำส่งกรมศุลกากรเพราะเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบ กรมตำรวจจำเลยที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาในราคา 200,000 บาท และค่าเสียหายไม่เกินวันละ 20 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้กระทำผิดต่อกฎหมายหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ รถยนต์พิพาทราคาเพียง 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,750,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิด จำนวน 875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคาม สังกัดกระทรวงยุติธรรม จำเลยที่ 5 สำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี สังกัดกรมการขนส่งทางบก จำเลยที่ 6 เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สังกัดกรมตำรวจ จำเลยที่ 7 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2535 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 ได้รับจดทะเบียนรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน คันพิพาทให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ได้รับหมายเลขทะเบียน ก-3245 ปราจีนบุรี ตามสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนและรายการจดทะเบียน เอกสารหมาย จ.5 และ จ.8 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งย้ายรถยนต์พิพาทไปยังกรุงเทพมหานคร จดทะเบียนเป็นหมายเลข 9 ว-7266 กรุงเทพมหานคร ตามสำเนารายการจดทะเบียนรถเอกสารหมาย จ.9 ครั้นวันที่ 15 มกราคม 2536 จำเลยที่1 ได้จดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถได้ยึดรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์โดยอ้างว่ามีผู้ลักลอบนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและยึดรถยนต์พิพาทไปเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวสอบสวนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร แล้วร่วมกับเจ้าหน้าที่ของศาลจังหวัดมหาสารคามและเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี ทำปลอมเอกสารเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2530 ของศาลจังหวัดมหาสารคามโดยไม่ได้มีการยึดและขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทกันจริง แล้วได้ปลอมหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคามโดยปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดมหาสารคาม และลายมือชื่อของผู้พิพากษาแจ้งไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อขอให้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ล.20 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันนำรถยนต์พิพาทมาหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียหายไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น ข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในคำฟ้องข้อ 2 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และผู้มีชื่ออื่น ซึ่งผู้มีชื่ออื่นนั้นหมายถึงนายภาคภูมิ รองจ่าศาลจังหวัดมหาสารคามที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย การนำสืบถึงผู้มีชื่ออื่นของโจทก์จึงเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงตามฟ้องและอยู่ในประเด็น เมื่อนายภาคภูมิกระทำการตามหน้าที่ในฐานะรองจ่าศาลและเจ้าพนักงานบังคับคดี และทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องมีใจความว่า จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่5 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคามในขณะเกิดเหตุ มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 เป็นกรมหนึ่งในสังกัดของจำเลยที่ 5 มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลอมเอกสารเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทของศาลจังหวัดมหาสารคาม โดยไม่มีการยึดและขายทอดตลาดกันจริง แล้วร่วมกันปลอมหนังสือและปลอมลายมือชื่อผู้พิพากษาศาลจังหวัดมหาสารคาม แจ้งไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีให้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยึดรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้บังคับบัญชาและต้นสังกัดของจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 กระทำต่อโจทก์หรือไม่ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มเติมคำว่า "และผู้มีชื่ออื่น" ต่อท้ายจำเลยที่ 3 ทุกแห่งก็ตาม ก็ยังไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้มีชื่ออื่นนั้นหมายถึงนายภาคภูมิ ที่มีตำแหน่งเป็นรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคาม ในขณะเกิดเหตุอีกคนหนึ่งด้วยเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้อง และจำเลยที่ 5 ก็ไม่ได้ให้การถึงนายภาคภูมิแต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมกับนายภาคภูมิ รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึงนายภาคภูมิ ย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดซึ่งทำให้จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปแล้วโดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา ย่อมไม่มีทางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่โจทก์ฎีกาข้างต้นให้เป็นคุณแก่โจทก์ได้ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อที่สองมีว่า จำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาในข้อนี้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากพ่อค้าในท้องตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแม้รถยนต์พิพาทจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้เสียภาษีศุลกากร กรมศุลกากรก็ชอบที่จะมีสิทธิติดตามเรียกเก็บภาษีอากรจากผู้นำเข้ารถยนต์พิพาทได้ มิใช่มายึดทรัพย์จากโจทก์ การยึดรถยนต์ไปจากโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 7 ในฐานะเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดรถยนต์ไปจากโจทก์จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร อันเป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร เจ้าพนักงานตำรวจจึงย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องไปดำเนินการยึดรถยนต์พิพาทมาไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร ไม่ว่ารถยนต์ของกลางนั้นจะอยู่ในความครอบครองของผู้ใด การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมที่ไปยึดรถยนต์ของกลางจากโจทก์จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ แม้โจทก์จะรับซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์พิพาทต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร โจทก์ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามที่ฎีกา เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่เจ้าของที่เจ้าของที่แท้จริงติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อที่สามมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยรถยนต์พิพาทได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาในข้อนี้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากพ่อค้าผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ในท้องตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และโจทก์ได้ครอบครองรถยนต์พิพาทโดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การที่รถยนต์ของโจทก์ถูกยึดไปเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาท จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร ซึ่งจะต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร และอาจจะต้องถูกริบไปในที่สุด ดังนี้ แม้โจทก์จะซื้อรถยนต์พิพาทมาจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จะจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้โจทก์แล้วก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทได้อีกต่อไป จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ใช้สอยในรถยนต์พิพาทภายหลังรถถูกยึดได้ คงเรียกได้แต่ราคารถพร้อมดอกเบี้ยจากผู้ที่หลอกลวงขายรถให้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 6 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ร่วมกันนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรแล้วร่วมกันปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นรองจ่าศาลจังหวัดมหาสารคามในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าได้ยึดรถยนต์ยี่ห้อนิสสันไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2530 ของศาลจังหวัดมหาสารคามแล้วทำการขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 200,000 บาท และปลอมลายมือชื่อผู้พิพากษาแจ้งให้สำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 6 จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 (ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7) เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 คือนายสมชาย ในฐานะนายทะเบียน จ่าสิบตำรวจทรงพล ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการขอจดทะเบียน และนายวินัย ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสภาพรถยนต์คันที่ขอจดทะเบียน ได้ร่วมกันจดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยอาศัยหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 (หรือ ล.6 และ ล.7) ดังกล่าว เห็นว่า ตามหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 (หรือ ล.6 และ ล.7) ซึ่งมีเอกสารเกี่ยวกับการยึดและขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำมายื่นขอจดทะเบียนรวมอยู่ด้วยระบุไว้ชัดเจนว่ารถยนต์ที่ขายทอดตลาดมีสภาพชำรุดไม่มีป้ายทะเบียน มีราคาที่ขายทอดตลาดเพียง 200,000 บาท ทั้งยังมีสำเนาภาพถ่ายรถยนต์แนบมาด้วย แต่รถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำมาให้ตรวจสภาพรถและขอจดทะเบียนเป็นรถยนต์ที่มีสภาพค่อนข้างใหม่และมีราคาสูง ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปขายให้แก่โจทก์ได้ราคาถึง 1,750,000 บาท แสดงว่า ต้องมีสภาพแตกต่างจากที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 (หรือ ล.6 และ ล.7) มาก ดังนั้นก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จะได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หากได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวและตรวจสภาพรถยนต์พิพาทให้ถี่ถ้วนรอบคอบก็จะทราบถึงความแตกต่างของสภาพรถที่นำมาตรวจเพื่อขอจดทะเบียนกับสภาพรถที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 (หรือ ล.6 และ ล.7) ได้โดยไม่ยาก และคงจะไม่รับจดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นแน่ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบเอกสารและสภาพรถยนต์พิพาทให้รอบคอบ จึงเป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์เนื่องจากทำให้โจทก์ไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทที่ซื้อไว้โดยสุจริต จึงเป็นการกระทำละเมิด จำเลยที่ 6 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นด้วย สำหรับความผิดของจำเลยที่ 6 นั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์จากการขายรถยนต์พิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเท่านั้น ดังนั้นความเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงมิได้เกิดจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 เสียทั้งหมด ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นราคารถยนต์พิพาทจึงต้องลดลงตามส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกึ่งหนึ่งของราคารถยนต์พิพาทพร้อมดอกเบี้ยนั้นจึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 6 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1332
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประชุม สงสาร
จำเลย — นายชนัชพงษ์ สุทธิรูป กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3383/2552
#506657
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องมีใจความว่า จำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทรวงยุติธรรม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองจ่าศาลมีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 4 กรมบังคับคดีเป็นกรมหนึ่งในสังกัดของจำเลยที่ 5 มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลอมเอกสารเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทของศาล โดยไม่มีการยึดและขายทอดตลาดกันจริง แล้วร่วมกันปลอมหนังสือและปลอมลายมือชื่อผู้พิพากษาแจ้งไปยังสำนักงานขนส่งให้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยึดรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มเติมคำว่า "และผู้มีชื่ออื่น" ต่อท้ายจำเลยที่ 3 ทุกแห่งก็ตาม ก็ยังไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้มีชื่ออื่นนั้นหมายถึง ภ. ที่มีตำแหน่งเป็นรองจ่าศาลประจำศาลในขณะเกิดเหตุอีกคนหนึ่งด้วย เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องและจำเลยที่ 5 ไม่ได้ให้การถึง ภ. แต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมกับ ภ. รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึง ภ. ย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดซึ่งทำให้จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปแล้วโดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา ย่อมไม่มีทางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่โจทก์ฎีกาข้างต้นให้เป็นคุณแก่โจทก์ได้

รถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรอันเป็นการกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2499 เจ้าพนักงานตำรวจจึงย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องไปดำเนินการยึดรถยนต์พิพาทมาไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2499 ไม่ว่ารถยนต์ของกลางนั้นจะอยู่ในความครอบครองของผู้ใด การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมที่ไปยึดรถยนต์ของกลางจากโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 กรมตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ แม้โจทก์จะรับซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์พิพาทต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2499 โจทก์ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่เจ้าของที่แท้จริงติดตามเอาทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. 1332

ตามเอกสารเกี่ยวกับการยึดและขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปยื่นขอจดทะเบียนมีราคาขายทอดตลาดเพียง 200,000 บาท โดยแนบสำเนาภาพถ่ายรถยนต์ไปด้วยแต่รถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปให้ตรวจสภาพรถและขอจดทะเบียนเป็นรถยนต์ที่มีสภาพค่อนข้างใหม่และมีราคาสูง จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปขายให้โจทก์ได้ราคาถึง 1,750,000 บาท แสดงว่ามีสภาพแตกต่างจากที่ระบุไว้ดังกล่าวมาก หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 ตรวจสอบเอกสารและตรวจสภาพรถยนต์พิพาทให้ถี่ถ้วนรอบคอบก็จะทราบถึงความแตกต่างของสภาพรถที่นำมาตรวจเพื่อขอจดทะเบียนกับสภาพรถที่ปรากฏในเอกสารได้โดยไม่ยาก และคงไม่รับจดทะเบียน การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทที่ซื้อไว้โดยสุจริตจำเลยที่ 6 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 9 ว - 7266 กรุงเทพมหานคร ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้เงินจำนวน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องจำนวน 126,215.75 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 175,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,750,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดจำนวน 875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคาม สังกัดกระทรวงยุติธรรม จำเลยที่ 5 สำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี สังกัดกรมการขนส่งทางบก จำเลยที่ 6 เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สังกัดกรมตำรวจ จำเลยที่ 7 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2535 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 ได้รับจดทะเบียนรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน คันพิพาทให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ได้รับหมายเลขทะเบียน ก - 3245 ปราจีนบุรี ตามสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนและรายการจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งย้ายรถยนต์พิพาทไปยังกรุงเทพมหานคร จดทะเบียนเป็นหมายเลข 9 ว - 7266 กรุงเทพมหานคร ตามสำเนารายการจดทะเบียนรถ ครั้นวันที่ 15 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถได้ยึดรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์โดยอ้างว่ามีผู้ลักลอบนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและยึดรถยนต์พิพาทไปเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวสอบสวนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรแล้วร่วมกับเจ้าหน้าที่ของศาลจังหวัดมหาสารคามและเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี ทำปลอมเอกสารเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2530 ของศาลจังหวัดมหาสารคามโดยไม่ได้มีการยึดและขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทกันจริง แล้วได้ปลอมหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคามโดยปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดมหาสารคามและลายมือชื่อของผู้พิพากษาแจ้งไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อขอให้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันนำรถยนต์พิพาทมาหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียหายไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น ข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในคำฟ้องข้อ 2 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และผู้มีชื่ออื่น ซึ่งผู้มีชื่ออื่นนั้นหมายถึงนายภาคภูมิ รองจ่าศาลจังหวัดมหาสารคามที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย การนำสืบถึงผู้มีชื่ออื่นของโจทก์จึงเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงตามฟ้องและอยู่ในประเด็น เมื่อนายภาคภูมิกระทำการตามหน้าที่ในฐานะรองจ่าศาลและเจ้าพนักงานบังคับคดี และทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องมีใจความว่า จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 5 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคามในขณะเกิดเหตุ มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 เป็นกรมหนึ่งในสังกัดของจำเลยที่ 5 มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับดคีให้เป็นไปตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลอมเอกสารเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทของศาลจังหวัดมหาสารคาม โดยไม่มีการยึดและขายทอดตลาดกันจริง แล้วร่วมกันปลอมหนังสือและปลอมลายมือชื่อผู้พิพากษาศาลจังหวัดมหาสารคาม แจ้งไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีให้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยึดรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้บังคับบัญชาและต้นสังกัดของจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 3 กระทำต่อโจทก์หรือไม่ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มเติมคำว่า "และผู้มีชื่ออื่น" ต่อท้ายจำเลยที่ 3 ทุกแห่งก็ตาม ก็ยังไม่อาจจะแปลได้ว่าผู้มีชื่ออื่นนั้นหมายถึงนายภาคภูมิ เทพกุศล ที่มีตำแหน่งเป็นรองจ่าศาลประจำศาลจังหวัดมหาสารคาม ในขณะเกิดเหตุอีกคนหนึ่งด้วย เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้อง และจำเลยที่ 5 ก็ไม่ได้ให้การถึงนายภาคภูมิแต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต้องร่วมกับนายภาคภูมิ เทพกุศล รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึงนายภาคภูมิ เทพกุศล ย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดซึ่งทำให้จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปแล้วโดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์และฎีกา ย่อมไม่มีทางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่โจทก์ฎีกาข้างต้นให้เป็นคุณแก่โจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อที่สองมีว่า จำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาในข้อนี้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากพ่อค้าในท้องตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แม้รถยนต์พิพาทจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้เสียภาษีศุลกากร กรมศุลกากรก็ชอบที่จะมีสิทธิติดตามเรียกเก็บภาษีอากรจากผู้นำเข้ารถยนต์พิพาทได้ มิใช่มายึดทรัพย์จากโจทก์ การยึดรถยนต์ไปจากโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 7 ในฐานะเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดรถยนต์ไปจากโจทก์จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร อันเป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากรเจ้าพนักงานตำรวจจึงย่อมมีอำนาจหน้าที่ต้องไปดำเนินการยึดรถยนต์พิพาทมาไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร ไม่ว่ารถยนต์ของกลางนั้นจะอยู่ในความครอบครองของผู้ใด การกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถที่ไปยึดรถยนต์ของกลางจากโจทก์จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบ ไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ แม้โจทก์จะรับซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์พิพาทต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร โจทก์ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามที่ฎีกา เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่เจ้าของที่แท้จริงติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อที่สามมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยรถยนต์พิพาทได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาในข้อนี้ว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากพ่อค้าผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ในท้องตลาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และโจทก์ได้ครอบครองรถยนต์พิพาทโดยสุจริตจึงชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การที่รถยนต์ของโจทก์ถูกยึดไป เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาท จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถยนต์พิพาทเป็นรถที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร ซึ่งจะต้องถูกยึดไปดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร และอาจจะต้องถูกริบไปในที่สุด ดังนี้ แม้โจทก์จะซื้อรถยนต์พิพาทมาจากพ่อค้าซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จะจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้โจทก์แล้วก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทได้อีกต่อไป จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ใช้สอยในรถยนต์พิพาทภายหลังรถถูกยึดได้ คงเรียกได้แต่ราคารถพร้อมดอกเบี้ยจากผู้ที่หลอกลวงขายรถให้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 6 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ร่วมกันนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรแล้วร่วมกันปลอมเอกสารโดยปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นรองจ่าศาลจังหวัดมหาสารคามในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าได้ยึดรถยนต์ยี่ห้อนิสสันไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2530 ของศาลจังหวัดมหาสารคามแล้วทำการขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 200,000 บาท และปลอมลายมือชื่อผู้พิพากษาแจ้งให้สำนักงานขนส่งจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 6 จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 คือนายสมชาย ในฐานะนายทะเบียน จ่าสิบตำรวจ ทรงพล ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการขอจดทะเบียน และนายวินัย ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสภาพรถยนต์คันที่ขอจดทะเบียน ได้ร่วมกันจดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยอาศัยหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคาม ดังกล่าว เห็นว่า ตามหนังสือของศาลจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีเอกสารเกี่ยวกับการยึดและขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำมายื่นขอจดทะเบียนรวมอยู่ด้วยระบุไว้ชัดเจนว่ารถยนต์ที่ขายทอดตลาดมีสภาพชำรุดไม่มีป้ายทะเบียน มีราคาที่ขายทอดตลาดเพียง 200,000 บาท ทั้งยังมีสำเนาภาพถ่ายรถยนต์แนบมาด้วย แต่รถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 นำมาให้ตรวจสภาพรถและขอจดทะเบียนเป็นรถยนต์ที่มีสภาพค่อนข้างใหม่และมีราคาสูง ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปขายให้แก่โจทก์ได้ราคาถึง 1,750,000 บาท แสดงว่าต้องมีสภาพแตกต่างจากที่ระบุไว้ดังกล่าว มาก ดังนั้น ก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จะได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หากได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวและตรวจสภาพรถยนต์พิพาทให้ถี่ถ้วนรอบคอบก็จะทราบถึงความแตกต่างของสภาพรถที่นำมาตรวจเพื่อขอจดทะเบียนกับสภาพรถที่ปรากฏในเอกสาร ได้โดยไม่ยาก และคงจะไม่รับจดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นแน่ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 จดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบเอกสารและสภาพรถยนต์พิพาทให้รอบคอบ จึงเป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงแก่โจทก์เนื่องจากทำให้โจทก์ไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทที่ซื้อไว้โดยสุจริต จึงเป็นการกระทำละเมิด จำเลยที่ 6 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นด้วย สำหรับความผิดของจำเลยที่ 6 นั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์จากการขายรถยนต์พิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเท่านั้น ดังนั้น ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงมิได้เกิดจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 6 เสียทั้งหมด ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นราคารถยนต์พิพาทจึงต้องลดลงตามส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดกึ่งหนึ่งของราคารถยนต์พิพาทพร้อมดอกเบี้ยนั้นจึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 6 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1332
ป.วิ.พ. ม. 87 (1)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2499
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประชุม สงสาร
จำเลย — นายชนัชพงษ์ สุทธิรูป กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2552
#502926
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาใบรับขนทางอากาศด้านหน้า ช่องที่ 9 มีผู้ลงลายมือชื่อใต้ข้อความตัวพิมพ์ที่มีข้อความชัดเจนว่า ผู้ส่งตกลงตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศด้านหลังและช่องที่ 3 มีข้อความว่า สินค้าจำนวน 1 กล่อง น้ำหนักรวม 1 กิโลกรัม ช่องให้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการศุลกากร (TOTAL VALUE FOR CUSTOMS) ซึ่งจะต้องใช้ในการคำนวณภาษีศุลกากร มีข้อความว่า "โปรดดูใบกำกับสินค้า" ส่วนช่องสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง (TOTAL DECLARED VALUE FOR CARRIAGE) ระบุตัวเลข 100 โดยไม่แสดงหน่วยเงินแต่อย่างใด พฤติการณ์ที่ผู้ส่งระบุเพียงตัวเลข 100 น่าเชื่อว่า ผู้ส่งทราบดีว่าจำเลยที่ 2 อนุญาตให้ผู้ส่งสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งสำหรับสินค้าในหีบห่อไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐและจะจำกัดความรับผิดไว้ในกรณีนี้ไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 ครั้ง หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่าการที่ผู้ส่งกรอกข้อความเช่นนั้น จึงน่าจะเป็นการกรอกรายละเอียดเพื่อให้ผู้ขนส่งคิดค่าระวางขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า เพราะหากแจ้งราคามูลค่าสินค้าที่แท้จริงจะต้องเสียค่าธรรมเสียมการขนส่งเพิ่ม และถึงแม้จะเป็นกรณีส่งสินค้าที่มีราคาสูง ผู้ขนส่งก็อนุญาตให้สำแดงราคาไม่เกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ และจำกัดความรับผิดไม่เกินมูลค่าที่สำแดง ผู้ส่งน่าจะทราบเงื่อนไขดังกล่าวจึงได้เอาประกันเพื่อความเสี่ยงภัยสูญหาย เสียหายของสินค้าไว้กับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้า จึงเชื่อว่าบริษัท ซ. ผู้ส่งสินค้ารู้และตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามที่ระบุไว้ในด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ดังนั้น ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้ส่งสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 371,169.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 367,768.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า หากจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดก็ได้รับการจำกัดความรับผิดโดยข้อตกลงด้วยชัดแจ้งของผู้ส่งไม่มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ การที่ผู้ส่งเลือกที่จะเอาประกันภัยสินค้ากับโจทก์เพื่อความเสี่ยวงภัยของสินค้า แสดงว่าผู้ส่งทราบดีว่าจำเลยทั้งสองมีข้อจำกัดความรับผิด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง จำนวน 3,400.60 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขำระเงินจำนวน 4,143.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ข้อจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนทางอากาศที่กำหนดให้ผู้ขนส่งรับผิดไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 ครั้ง หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ามีผลใช้บังคับได้หรือไม่โจทก์อุทธรณ์เป็นประการแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ที่ผู้ขนส่งพึงมีเป็นเหตุให้สินค้าสูญหาย จึงเป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดในกรณีนี้ได้ เมื่อพิจารณาข้อสรุปจากรายงานการสำรวจและหาสาเหตุการสูญหายที่โจทก์อ้างส่งคงได้ความเพียงว่า สินค้าสูญหายในช่วงเวลาที่ศูนย์เฟ็ดเอ็กซ์ที่สแตนสเต็ทจะส่งต่อให้บิสซิเนส โพสต์ ที่คาร์ดิฟฟ์ เท่านั้นโดยไม่มีข้อความใดที่ระบุถึงเรื่องการทุจริต ลักขโมยสินค้าหรือเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ขนส่ง คงรับฟังได้เพียงว่าสินค้าสูญหายไประหว่างการขนส่งของจำเลยทั้งสองเท่านั้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า บริษัทโซฟราเจม จำกัด ผู้เอาประกันในฐานะผู้ส่งสินค้ารายนี้ได้ตกลงด้วยอย่างชัดแจ้งกับข้อความความรับผิดของจำเลยทั้งสองด้านหลังในรับขนทางอากาศหรือไม่ เมื่อพิจารณาใบรับขนทางอากาศด้านหน้า ช่องที่ 9 มีผู้ลงลายมือชื่อใช้ข้อความตัวพิมพ์ที่มีข้อความชัดเจนว่า ผู้ส่งตกลงตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศด้านหลัง และช่องที่ 3 มีข้อความว่าสินค้าจำนวน 1 กล่อง น้ำหนักรวม 1 กิโลกรัม ช่องให้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการศุลกากร (TOTAL VALUE FOR CUSTOMS) ซึ่งจะต้องใช้ในการคำนวณภาษีศุลกากรมีข้อความว่า "โปรดดูใบกำกับสินค้า" ส่วนช่องสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง (TOTAL DECLARED VALUE FOR CARRIAGE) ระบุตัวเลข 100 โดยไม่แสดงหน่วยเงินแต่อย่างใด ซึ่งส่วนนี้นางญาณศิ พยานจำเลยที่ทั้งสอง เบิกความว่า สำหรับสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 คิดค่าขนส่งตามน้ำหนักสินค้าที่แจ้งคือ 1 กิโลกรัม บวกค่าบริการประกันภัยเพิ่มอีก 40 เซนต์ พฤติการณ์ที่ผู้ส่งระบุเพียงตัวเลข 100 น่าเชื่อว่า ผู้ส่งทราบดีว่าจำเลยที่ 2 อนุญาตให้ผู้ส่งสำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งสำหรับสินค้าในหีบห่อไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ และจะจำกัดความรับผิดไว้ในกรณีนี้ไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการขนส่ง 1 ครั้ง หรือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า การที่ผู้ส่งกรอกข้อความเช่นนั้นจึงน่าจะเป็นการกรอกรายละเอียดเพื่อให้ผู้ขนส่งคิดค่าระวางขนส่งตามน้ำหนักของสินค้า เพราะหากแจ้งราคามูลค่าสินค้าที่แท้จริง จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขนส่งเพิ่ม และถึงแม้จะเป็นกรณีส่งสินค้าที่มีราคาสูง ผู้ขนส่งก็จะอนุญาตให้สำแดงราคาราคามาเกิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ และจะจำกัดความรับผิดไม่เกินมูลค่าที่สำแดง ผู้ส่งน่าจะทราบเงื่อนไขดังกล่าวจึงได้เอาประกันเพื่อความเสี่ยงภัยสูญหาย เสียหายของสินค้าไว้กับโจทก์เต็มมูลค่าของสินค้า นอกจากนี้ จากบันทึกถ้อยคำของนางญาณศิ พยานจำเลยทั้งสองยังได้ความว่า เมื่อปี 2545 สินค้าที่ผู้เอาประกันซึ่งเป็นผู้ส่งรายนี้จ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งเคยสูญหายและผู้ส่งได้ยอมรับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 จำนวน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ตามจำนวนที่สำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งในใบรับขนทางอากาศ ตามสำเนาคำพิพากษาตามยอมของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งส่วนนี้โจทก์มิได้นำสืบหักล้าง จึงเชื่อว่า บริษัทโซฟราเจม จำกัด ผู้ส่งสินค้ารู้และตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามที่ระบุไว้ในด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้ส่งสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดความรับผิดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625 ม. 880
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฟดเดอรัล เอกซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3368/2552
#502744
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่ออนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์และนำกฎหมายของประเทศสิงคโปร์มาใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวหาได้ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งจำเลยก็มิได้เป็นผู้กำหนดข้อตกลงดังกล่าวด้วยตนเอง ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการจึงสมบูรณ์และสามารถบังคับได้ หาใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ และที่โจทก์อ้างว่า การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์ก่อให้เกิดภาระและทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนสูง ก็มิใช่เหตุที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ คดีไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 29,096.80 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นเงินไทย 1,181,330.08 บาท โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2548 พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่า ตามบันทึกข้อตกลงข้อ 19 โจทก์และจำเลยตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น โดยเสนอต่ออนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์และนำกฎหมายประเทศสิงคโปร์มาใช้บังคับ โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนตามสัญญา จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ขอให้จำหน่ายคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบคู่ความในวันนัดพร้อมแล้ว มีคำสั่งจำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องขอให้จำหน่ายคดีของจำเลยเสียใหม่ โดยกำหนดเวลาเพื่อให้โจทก์มีโอกาสคัดค้านคำร้องดังกล่าว แล้วทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการในข้อ 19 ตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ เพราะคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาและประกอบกิจการในราชอาณาจักรไทย การที่คู่สัญญาตกลงให้ใช้อนุญาโตตุลาการและกฎหมายประเทศสิงคโปร์มาบังคับในกรณีมีข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อให้เกิดภาระและทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่ต้องเสนอข้อพิพาทเสียเปรียบเนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญารับขนของทางทะเล จึงต้องนำพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาบังคับแก่คดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นไต่สวนคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการในบันทึกข้อตกลงข้อ 19 ตกเป็นโมฆะ เพราะขัดแย้งกับข้อความในข้อตกลงข้อ 20 ที่ให้นำข้อกำหนดของสัญญาเช่าเรือบรรทุกน้ำตาลที่ไม่มีการแก้ไข ค.ศ.1999 มาใช้บังคับ ซึ่งในสัญญาเช่าเรือดังกล่าวกำหนดให้ใช้อนุญาโตตุลาการที่กรุงลอนดอนชี้ขาดข้อพิพาท เมื่อข้อตกลงขัดแย้งกันจึงไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เห็นว่า โจทก์มิได้กล่าวอ้างเรื่องนี้ไว้ในคำคัดค้าน ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์นอกไปจากคำคัดค้านของโจทก์ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการตกเป็นโมฆะ เนื่องจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย การตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทให้ใช้อนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์ชี้ขาดและกฎหมายประเทศสิงคโปร์บังคับแก่คดีเป็นข้อตกลงที่ก่อภาระแก่คู่สัญญาฝ่ายที่เสนอข้อพิพาทให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร จึงเป็นข้อตกลงที่เกิดจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อความความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่อาจบังคับได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่ออนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์และนำกฎหมายประเทศสิงคโปร์มาใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวหาได้ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งจำเลยก็มิได้เป็นผู้กำหนดข้อตกลงดังกล่าวด้วยตนเอง ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการจึงสมบูรณ์และสามารถบังคับได้ หาใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ และที่โจทก์อ้างว่า การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์ก่อให้เกิดภาระและทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนสูง ก็มิใช่เหตุที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ คดีไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นไต่สวนคำร้องให้เป็นพับ โดยไม่ได้สั่งให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (11)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
บริษัทรวมชัย อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์
โจทก์ — เอเจนซี่ จำกัด
จำเลย — บริษัทกันกุล เทรดดิ้ง แอนด์ เอเยนซี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3367/2552
#582387
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจัดให้นักดนตรีและนักร้องประจำร้านคัดลอกเนื้อร้องและทำนองเพลง ค. อันเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แล้วนำเนื้อร้องและทำนองเพลงดังกล่าวมาบรรเลงและขับร้องให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นสาธารณชนผู้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้าน ย. ได้ฟังเพลงดังกล่าว อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาผลกำไรในทางการค้าและเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31, 69 และ 70 ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องและคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด 2 ข้อหา ข้อหาที่ 1 คือ การละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมของผู้เสียหายโดยการทำซ้ำและดัดแปลง ด้วยการให้นักร้องนักดนตรีประจำร้านของจำเลยคัดลอกเนื้อร้องและทำนองเพลงของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ข้อหาที่ 2 คือ การละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมของผู้เสียหายโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อหากำไรในทางการค้า ด้วยการให้นักร้องนักดนตรีประจำร้านขับร้องและบรรเลงเพลงที่ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดนั้นให้แก่ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ข้อเท็จจริงและรายละเอียดในคำฟ้องดังกล่าวพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของผู้เสียหายโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อหากำไรในทางการค้า จึงเป็นฟ้องครบองค์ประกอบความผิด ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ามีการเรียกเก็บค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากค่าอาหารและเครื่องดื่ม ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์กลายเป็นฟ้องเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 76 และสั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจัดให้นักดนตรีและนักร้องประจำร้านคัดลอกเนื้อร้องและทำนองเพลงคนเลวที่รักเธอ อันเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แล้วนำเนื้อร้องและทำนองเพลงดังกล่าวมาบรรเลงและขับร้องให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นสาธารณชนผู้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านย่างกับเพลงได้ฟังเพลงดังกล่าว อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าและเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31,69 และ 70 เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องและคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด 2 ข้อหา ข้อหาที่ 1 คือ การละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมของผู้เสียหายโดยการทำซ้ำและดัดแปลง ด้วยการให้นักร้องนักดนตรีประจำร้านของจำเลยคัดลอกเนื้อร้องและทำนองเพลงของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ข้อหาที่ 2 คือ การละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมของผู้เสียหายโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อหากำไรในทางการค้า ด้วยการให้นักร้องดนตรีประจำร้านขับร้องและบรรเลงเพลงที่ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดนั้นให้แก่ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟังซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ข้อเท็จจริงและรายละเอียดในคำฟ้องดังกล่าวพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมของผู้เสียหายโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อหากำไรในทางการค้า จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิด ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า มีการเรียกเก็บค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากค่าอาหารและเครื่องดื่ม ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์กลายเป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 (2) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรในทางการค้าตามมาตรา 70 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้รอการกำหนดโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายบุญทัน บางวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจรูญลัขณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2552
#501660
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทมหาชนจำกัดเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 41 จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ทั้งการฟ้องคดีต่อศาลมิใช่การทำนิติกรรม แม้บริษัทมหาชนจำกัดถูกระงับกิจการไม่สามารถดำเนินกิจการของตนได้ ก็ไม่ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 จำเลยเป็นลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ และทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและนายหน้าพร้อมทั้งทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการซื้อหรือขายหลักทรัพย์แทนจำเลย จำเลยเปิดบัญชีทดรองจ่ายเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์กับโจทก์ โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆ ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ยสำหรับหนี้ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดเท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 21 ต่อปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2539 จำเลยสั่งให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทคาสเซ่อร์ฟิค โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์หลายครั้งรวมทั้งสิ้น 205,400 หุ้น เป็นเงินค่าซื้อหลักทรัพย์และค่าบำเหน็จนายหน้าทั้งสิ้น 24,245,926.50 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จำเลยทำบันทึกต่อโจทก์ยอมรับว่า คงค้างชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ต่อโจทก์เป็นจำนวนเงินดังกล่าวข้างต้นและยินยอมให้โจทก์นำเงินจำนวน 9,813,828.70 บาท ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยวางไว้เป็นประกันหนี้มาหักชำระค่าซื้อหลักทรัพย์ได้ โจทก์จึงนำต้นเงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินมาหักชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระ ต่อมาหลักทรัพย์ที่จำเลยวางเป็นประกันในบัญชีของจำเลยมีมูลค่าลดลง จนทำให้อัตราส่วนระหว่างมูลค่าของหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันรวมกับทรัพย์สินที่วางเป็นประกันหักด้วยหนี้ต่อมูลค่าของหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันมีอัตราต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในคำขอเปิดบัญชีทดรองจ่ายเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ และตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยนำทรัพย์สินมาวางเพิ่มแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงนำหุ้นของบริษัทที่จำเลยซื้อไว้ออกขายทั้งหมด แต่ขายหุ้นได้ต่ำกว่าราคาที่ซื้อ ทำให้จำเลยมีหนี้ขาดทุนทั้งสิ้น 13,324,328.77 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่ขาดทุนจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 เป็นเงิน 1,306,595.73 บาท และจำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยมีหนี้ขาดทุนนับแต่วันที่โจทก์หักทอนบัญชีในแต่ละครั้งที่ขายหุ้นคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,506,613.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 16,137,537.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 13,324,328.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงไม่มีสิทธิกระทำการเป็นตัวแทนและนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลเพราะกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ปิดกิจการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้นำหุ้นของจำเลยจำนวน 205,400 หุ้น ออกขายทอดตลาดในราคาหุ้นละ 117 บาท ซึ่งหากโจทก์นำออกขายในราคาดังกล่าวแล้วจะได้เงินจำนวน 24,031,800 บาท และนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักชำระหนี้ของจำเลยได้ทั้งหมด แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการขายหุ้นในฐานะตัวแทนที่พึงกระทำ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 24 ต่อปี เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจออกประกาศกำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว และการเรียกดอกเบี้ยของโจทก์ เป็นการเรียกดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือน โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบถึงอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บ ดังนั้น ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 16,137,537.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 13,324,328.77 บาท นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2546 ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแทน ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่บริษัทหลักทรัพย์ทั่วไปซึ่งสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อนโดยจำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ถูกคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ 184/2540 ให้ระงับกิจการ การทำนิติกรรมหรือการตั้งทนายความในการดำเนินคดีจึงไม่สามารถดำเนินการได้ การดำเนินคดีของโจทก์มาตั้งแต่เริ่มแรกเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 41 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งการฟ้องคดีต่อศาลมิใช่การทำนิติกรรม แม้โจทก์ถูกระงับกิจการไม่สามารถดำเนินกิจการของโจทก์ได้ ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายสรุปเป็นใจความว่า สัญญานายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีความแตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง โจทก์มิได้กำหนดการบังคับขายหลักทรัพย์ตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปล่อยให้ราคาหุ้นลดลงต่ำมากถึงที่ราคา 113 บาท ต่อหุ้น แล้วขายเป็นการเอาเปรียบจำเลย และต้องห้ามตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 98 (3) โจทก์มิได้รักษาผลประโยชน์ของจำเลยตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพในฐานะเป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากการกระทำของโจทก์และเป็นการกระทำโดยมีเจตนาไม่สุจริต จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยในข้อนี้ จำเลยให้การว่า จำเลยได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 9,813,828.70 บาท มาวางเป็นหลักประกันในหนี้เงินกู้ และจำเลยได้นำหุ้นจำนวน 205,400 หุ้น มอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกันด้วยโดยมีข้อตกลงเป็นสาระสำคัญว่าให้โจทก์มีอำนาจนำตั๋วสัญญาใช้เงินมาหักกลบลบหนี้ได้ และให้โจทก์มีหน้าที่และมีอำนาจในการนำหุ้นซึ่งเป็นหลักประกันออกขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ ทั้งนี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ดูแลและนำหุ้นดังกล่าวออกขายในราคาอันสมควรมิให้โจทก์หรือจำเลยได้รับความเสียหาย แต่ปรากฏว่าโจทก์กลับนำตั๋วสัญญาใช้เงินมาหักชำระหนี้จนเหลือเงินจำนวน 7,351,346.93 บาท ซึ่งตามข้อตกลงแล้ว โจทก์ต้องนำหุ้นจำนวน 205,400 หุ้น ออกขาย หากขายในราคาหุ้นละ 117 บาท ก็จะได้รับเงิน 24,031,800 บาท ซึ่งเป็นการเพียงพอที่จะหักกลบลบหนี้ได้ทั้งหมด แต่โจทก์กลับเพิกเฉย จำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินค่าหุ้นหรือหนี้เงินใดๆ แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่นอกเหนือคำให้การ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่บริษัทหลักทรัพย์ทั่วไป ซึ่งเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำขอเปิดบัญชีทดรองจ่ายเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย จ.13 ข้อ 15 ที่ระบุว่าจำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยในยอดหนี้ที่ค้างชำระต่อโจทก์ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นั้น จำเลยได้เบิกความเป็นพยานว่า ตามเอกสารหมาย จ.13 ข้อ 15 ซึ่งมีการกรอกจำนวนอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี นั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้กรอกข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด จะเห็นได้ว่าโจทก์โดยพนักงานของโจทก์ประกอบธุรกิจโดยเอาเปรียบจำเลย ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้มิได้กำหนดโดยให้จำเลยทราบด้วย และโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ ส่วนของดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยทั้งหมด แต่ปรากฏว่าในปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องการคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ก่อนฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น แต่การคำนวณอัตราดอกเบี้ยของโจทก์หลังฟังคดี โจทก์ยังต้องถือปฏิบัติตามประกาศโจทก์ให้สอดคล้องกับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่โจทก์ถูกระงับการดำเนินกิจการมีการชำระบัญชีจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงไม่มีประกาศโจทก์ที่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยหลังฟ้องคดีได้อีก ทั้งอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ที่โจทก์ขอมาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ศาลอุทธรณ์จึงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์อาจคำนวณดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่บริษัทหลักทรัพย์ทั่วไปซึ่งเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศกำหนดนับถัดจากวันฟ้องคดีจนกว่าจำเลยจะชำระเงินต้นคืนให้โจทก์ เป็นการวินิจฉัยนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — นางสาวทิพย์วรรณ กังรวมบุตร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2552
#501621
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายจะต้องนำพยานมาสืบต่อศาลเพื่อให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานว่าพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน หากพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าศาลก็จะใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะคดี แตกต่างกับคดีอาญาที่โจทก์จะต้องนำพยานเข้าสืบแสดงต่อศาลจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาชั่งน้ำหนักพยานแล้วเห็นว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานจำเลยจึงพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ในคดีแพ่งจำเลยจะต้องยื่นคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เมื่อคำให้การของจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าการประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจหลักทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีประเด็นพิพาทในศาลชั้นต้น จำเลยจะหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก และมาตรา 249 วรรคแรก

สัญญากู้ยืมเงินกำหนดเวลาชำระคืนเงินกู้ภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญา จึงเป็นการกำหนดเวลาชำระไว้แน่นอน ส่วนทางปฏิบัติแม้จะมีการขยายเวลาให้ชำระกันบ้างก็ไม่มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นสัญญาที่ไม่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์มีการมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2536 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์และผู้ให้กู้รายอื่นโดยทำสัญญาสนับสนุนทางการเงินตามสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด และธนาคารนครธน จำกัด รวมวงเงิน 370,000,000 บาท โดยโจทก์ให้กู้ในวงเงิน 200,000,000 บาท จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์และผู้ให้กู้รายอื่นในอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คิดกับลูกค้าชั้นดีประเภทเบิกเงินเกินบัญชีบวกด้วยร้อยละ 1 ต่อปี (ขณะทำสัญญาจึงเท่ากับอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี) กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือน ส่วนต้นเงินจำเลยตกลงชำระคืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2538, 30 พฤศจิกายน 2538, 31 พฤษภาคม 2539, 30 พฤศจิกายน 2539 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 ครั้งละ 60,000,000 บาท และชำระวันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 70,000,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามสัญญายอมให้ปรับดอกเบี้ยเป็นอัตราสูงสุดตามที่โจทก์และผู้ให้กู้รายอื่นประกาศเรียกเก็บจากลูกหนี้ นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยได้นำสัญญาเช่าอาคารเอกสาร เลขที่ 119 ถนนสาธรใต้ ระหว่างจำเลยกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าสร้างยกกรรมสิทธิ์อาคารเป็นประกันหนี้ไว้กับโจทก์ และจำเลยนำสัญญาเช่าพื้นที่และบริการในอาคารเอกสารระหว่างจำเลยกับบริษัทเอกโฮลดิ้ง จำกัด บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด มาเป็นประกันหนี้ไว้กับโจทก์ เพื่อประโยชน์แก่โจทก์และผู้ให้กู้รายอื่นในกรณีที่จำเลยผิดสัญญากู้ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2536 จำเลยมาเบิกเงินกู้ตามสัญญาจากโจทก์จำนวน 200,000,000 บาท และจากผู้ให้กู้รายอื่นรายละ 85,000,000 บาท โดยในส่วนที่รับจากโจทก์ จำเลยขอให้โจทก์จัดหาเงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากต่างประเทศต่ำกว่าภายในประเทศ วันที่ 29 มิถุนายน 2536 จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมกับโจทก์โดยใช้ฐานเงินกู้ดอลลาร์สหรัฐในวงเงินจำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินกู้ที่เบิกใช้และเงินกู้ที่ค้างชำระรวมกันแล้วคำนวณเป็นเงินบาทต้องไม่เกิน 107,100,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราที่เรียกเก็บจากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐที่กู้ยืมกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ในสิงคโปร์บวกด้วยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หากผิดนัดยอมให้โจทก์เปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์สามารถเรียกเก็บจากลูกหนี้ วันที่ 2 สิงหาคม 2536 จำเลยรับเงินกู้ฐานเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 29 กรกฎาคม 2536 ซึ่งเป็นวันเบิกเงินกู้เป็นเงินจำนวน 100,920,000 บาท กำหนดชำระคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระหนี้ตามสัญญาสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งจำเลยรับเงินกู้ล่วงหน้าแบบเร่งด่วนไปแล้วและตกลงให้นำเงินกู้ตามสัญญาสนับสนุนทางการเงินไปหักชำระ จึงทำให้ ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2536 จำเลยคงค้างชำระหนี้ตามสัญญาสนับสนุนทางการเงินแก่โจทก์จำนวน 99,080,000 บาท และเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินโดยใช้ฐานเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน 100,920,000 บาท หนี้ตามสัญญาสนับสนุนทางการเงินจำเลยผิดนัดชำระตั้งแต่งวดวันที่ 31 พฤษภาคม 2539 คงค้างชำระส่วนที่เป็นหนี้โจทก์จำนวน 34,215,200 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินโดยใช้ฐานเงินดอลลาร์สหรัฐ จำเลยขอขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้รวม 11 ครั้ง ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ขยายให้ครั้งสุดท้ายจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงโอนเงินกู้ที่ค้างชำระจำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 25.34 บาท คิดเป็นเงินไทยจำนวน 101,360,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 135,575,200 บาท หลังจากนั้นจำเลยนำเงินมาชำระดอกเบี้ยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 764,286.21 บาท คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 135,575,200 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 8,741,346.17 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 40 ต่อปี ของต้นเงิน 135,575,200 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 29,566,536.77 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 173,883,082.94 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 40 ต่อปี ของต้นเงิน 135,575,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือปลอม จำเลยไม่เคยทำสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ กับโจทก์ และไม่เคยได้รับเงินกู้จากโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะบรรยายฟ้องวกวน ไม่อาจเข้าใจได้ว่าโจทก์อาศัยมูลหนี้จากสัญญาฉบับใดและจำเลยผิดนัดในสัญญาใดนับแต่เมื่อใด โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 141,209,459.82 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 135,575,200 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า พยานโจทก์รับฟังได้หรือไม่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายจะต้องนำพยานมาสืบต่อศาลเพื่อให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจไตร่ตรองชั่งน้ำหนักพยานว่าพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน หากพยานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าศาลก็จะใช้ดุลพินิจพิพากษาให้ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งแตกต่างกับคดีอาญาที่โจทก์จะต้องนำพยานเข้าสืบแสดงต่อศาลจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาชั่งน้ำหนักพยานแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานจำเลย จึงพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าตามฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎหมาย แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าก่อนหน้านั้นโจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ว่าสัญญากู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เห็นว่า ในคดีแพ่งจำเลยจะต้องยื่นคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เมื่อคำให้การของจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าการประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจหลักทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีประเด็นพิพาทในศาลชั้นต้น จำเลยจะหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก และมาตรา 249 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยที่ว่า สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญากู้ที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ไว้แน่นอน โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวทวงถามชำระหนี้ เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.34 ได้มีการกำหนดเวลาชำระคืนเงินกู้ภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญา ดังนั้น การกู้เงินดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดเวลาชำระไว้แน่นอน ส่วนทางปฏิบัติแม้จะมีการขยายเวลาให้ชำระกันบ้างก็ไม่มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นสัญญาที่ไม่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ส่วนประเด็นที่ว่า การบอกกล่าวชำระหนี้ไม่ชอบเพราะผู้บอกกล่าวไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์และการเรียกดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ข้อฎีกาดังกล่าวจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงไม่มีประเด็นพิพาทในศาลชั้นต้นเช่นกัน จำเลยจะหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกามิได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก และมาตรา 249 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203
ป.วิ.พ. ม. 84 เดิม ม. 177 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทยูนิเวสท์ แลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2552
#508281
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยที่ 2 ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ก็ตาม แต่การจะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่าในขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 ได้รู้อยู่ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา 62 วรรคท้าย ซึ่งในข้อนี้ตามทางพิจารณาได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 รับรถยนต์กระบะของกลางมาจาก ข. เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ได้รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 คงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเมื่อศาลฎีกาไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 357 วรรคสอง นั้นชอบหรือไม่ เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 และริบแผ่นป้ายทะเบียนสีแดง หมายเลข ก-5478 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 16 เดือน ริบแผ่นป้ายทะเบียนสีแดง หมายเลข ก-5478 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง มีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายไพบูลย์ จนถึงแก่ความตาย แล้วชิงรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บฉ 6833 ร้อยเอ็ด ของบริษัทโค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด สาขาร้อยเอ็ด ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายไพบูลย์ไป หลังเกิดเหตุชิงทรัพย์ดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์กระบะดังกล่าวได้จากอู่ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นของกลางโดยรถยนต์กระบะของกลางติดแผ่นป้ายทะเบียนสีแดง หมายเลข ก-5478 กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถังรถยนต์ปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกับรถยนต์กระบะที่ถูกคนร้ายชิงไป จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าซื้อรถยนต์กระบะของกลางมาจากนายประวิทย์ และนายนพดล ในราคา 120,000 บาท นายประวิทย์ให้การว่า ร่วมกับนายนพดลขายรถให้แก่จำเลยที่ 1 จริง โดยนายนพดล นำรถมาจากนายสัณหกชหรือเว้ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมนายสัณหกชซึ่งยอมรับว่า ได้รับรถมาจากจำเลยที่ 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มีอาชีพเป็นนายหน้าติดต่อซื้อขายสินค้าทั่วไป ได้รับรถมาจากนายแขกไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล แล้วไปให้นายสัญหกชและอีกหลายคนช่วยขายต่อ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 รับรถยนต์กระบะของกลางไปขายต่อโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเป็นนายหน้าติดต่อซื้อขายสินค้าทั่วไปซึ่งโดยปกติแล้วย่อมต้องมีความรอบรู้เป็นพิเศษเกี่ยวกับแหล่งที่มาของทรัพย์สินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มากกว่าบุคคลทั่วไป ประการสำคัญรถยนต์เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูง และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัจจุบันมีการประทุษร้ายต่อทรัพย์ประเภทนี้ซึ่งกระทำโดยพวกมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์ประเภทดังกล่าวย่อมต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ของรถยนต์ เพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงและแหล่งที่มาของรถยนต์อันจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจมีขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 2 รับรถยนต์กระบะของกลางไว้จากบุคคลที่อ้างว่าชื่อนายแขก กลับเป็นการกระทำกันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ของรถยนต์กระบะของกลางเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงและแหล่งที่มาของรถยนต์ก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกรรมเกี่ยวกับรถยนต์โดยสุจริตทั่วไป การที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างเป็นทำนองว่านายแขกบอกว่าจะนำหลักฐานเกี่ยวกับรถยนต์กระบะของกลางมาให้ในภายหลัง และต่อมานายแขกมอบซองเอกสารให้จำเลยที่ 2 โดยบอกว่า เป็นเอกสารเกี่ยวกับรถแต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตรวจดูเอกสารในซองดังกล่าวจึงไม่ทราบว่าเป็นรถที่ได้มาโดยผิดกฎหมายนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและผิดปกติวิสัยดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น และที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าการซื้อขายรถยนต์กระบะของกลางเป็นการซื้อขายเงินดาวน์ในราคา 80,000 บาท ซึ่งผู้ซื้อต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อ แต่จำเลยที่ 2 กลับเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ตรวจสอบว่ารถยนต์กระบะของกลางมีการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อมาแล้วกี่งวด เช่าซื้อมาจากบริษัทใด และขาดส่งค่าเช่าซื้อมาแล้วกี่งวด ยิ่งส่อแสดงถึงพฤติกรรมอันผิดปกติวิสัยของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวเสียก่อนซึ่งเป็นพิรุธ แม้จะรับฟังได้ว่านายประวิทย์เป็นผู้เปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กระบะของกลางโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมเปลี่ยนด้วยดังที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกาก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 2 จะไม่ทราบว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นรถที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีอันเป็นพิรุธของจำเลยที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 2 รับรถยนต์กระบะของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด และเมื่อความผิดนั้นเข้าลักษณะชิงทรัพย์ จำเลยที่ 2 จึงกระทำความผิดฐานรับของโจร ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีแม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยที่ 2 โดยกระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ ซึ่งต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสองก็ตาม แต่การจะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่า ในขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 ได้รู้อยู่ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา 62 วรรคท้าย ซึ่งในข้อนี้ตามทางพิจารณาได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 รับรถยนต์กระบะของกลางมาจากนายแขกเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 ได้รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 คงเป็นความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเมื่อศาลฎีกาไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง แล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 357 วรรคสอง นั้น ชอบหรือไม่ เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคท้าย ม. 357 วรรคแรก วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุธงทอง สมจริงจงรัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3325/2552
#502923
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 153,234.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้จึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แต่คู่ความยังมีสิทธิฎีกาในข้อกฎหมาย หรือขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสี่ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคำพิพากษาจึงถึงที่สุดในวันที่ 18 ตุลาคม 2539 ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งจะครบกำหนดสิบปีในวันที่ 18 ตุลาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 16 ตุลาคม 2549 ยังอยู่ภายในระยะเวลาสิบปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอของผู้ร้องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบและการร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้ แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสินระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 153,234.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำเสร็จ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยคู่ความทราบนัดแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นถือว่าคู่ความทราบคำพิพากษาในวันที่ 18 กันยายน 2539 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ต่อมาโจทก์ตกเป็นผู้ล้มละลาย ผู้ร้องประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องของผู้ล้มละลายรวมทั้งสิทธิในคดีนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

วันที่ 24 สิงหาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ผู้ร้องจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ

ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำขออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาและอ่านให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 โจทก์ต้องบังคับภายใน 10 ปี นับแต่วันดังกล่าว แต่ผู้ร้องยื่นขอหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดี จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดีหรือไม่ และมีเหตุต้องขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นหมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คดีนี้ถือว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 153,234.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้จึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แต่คู่ความยังมีสิทธิฎีกาในข้อกฎหมายหรือขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสี่ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุดในวันที่ 18 ตุลาคม 2539 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งจะครบกำหนดสิบปีในวันที่ 18 ตุลาคม 2549 ยังอยู่ภายในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอของผู้ร้องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และการร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้ แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของผู้ร้องโดยไม่ชอบ นับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ และกรณีต้องมีการบังคับคดีต่อไป แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้ล่วงพ้นไปแล้ว อันเป็นผลมาจากศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยไม่ชอบ เป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องอุทธรณ์ฎีกาต่อมาทำให้ไม่อาจขอขยายระยะเวลาบังคับคดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เพื่อให้การบังคับคดีสามารถดำเนินการต่อไปได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องเป็นเวลา 30 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของผู้ร้อง และให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องต่อไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 147 วรรคสอง ม. 248 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคสี่ ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบางกอก อินเวสทิเกชั่น แอนด์รีกัล จำกัด
จำเลย — นายพงษ์สิงห์ ไหวพริบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มนตรี ยอดปัญญา
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3321/2552
#508280
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นหมายถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องจะขอบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาจำนวน 248,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จำนวน 77,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนเป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 246,500 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้ออกขายโดยวิธีประมูลขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูล และได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาในคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำบังคับ เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอ ค่าคำขอให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาแต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้วหรือไม่ เห็นว่า กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องจะขอบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของผู้ร้องโดยไม่ชอบ และกรณีต้องมีการบังคับคดีต่อไป แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้ล่วงพ้นไปแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาอันเป็นผลมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวนับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะต้องขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้อง เพื่อให้การบังคับคดีสามารถดำเนินการต่อไปได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องเป็นเวลา 30 วัน"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของผู้ร้องและให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องต่อไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 229 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทจีเนียสเนอร์สซิ่ง แคร์ จำกัด
จำเลย — นางศิริวรรณหรือนางวลัยกร ไชยศร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3319/2552
#503122
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวนเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวนเงิน 200,000 บาท แต่โจทก์กับจำเลยมีมูลหนี้กัน 100,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 100,000 บาท ทั้งนี้โดยรับฟังข้ออ้างของจำเลยที่ว่า หากจำเลยต้องรับผิดก็คงรับผิดเพียงหนี้ตามเช็คที่ ส. ได้สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท รวม 100,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คทั้งสองไว้เท่านั้น ทั้งนี้จำเลยได้ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกสมุดบัญชีเงินสดรายวันของโจทก์ที่แสดงให้ปรากฏรายการรับเงินการจ่ายเงินทุกประเภทของทุกวันทำการระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 และระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์มาเป็นพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ถึงข้ออ้างของจำเลยแต่โจทก์ไม่สามารถส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงได้วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเอกสารของศาลโดยไม่มีเหตุผลสมควร ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างของจำเลยที่ว่ามูลหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์จำนวน 100,000 บาท โจท์ยอมรับแล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 123 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาทเพียง 100,000 บาท เท่านั้น การจะนำข้อสันนิษฐานตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับต่อคดีได้นั้น ต้นฉบับเอกสารที่จำเลยอ้างว่าอยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่จำเลยประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานจะต้องเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้สามารถพิสูจน์พยานซึ่งเป็นประเด็นในดคีได้โดยตรง คดีนี้ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งรับเองว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ในปี พ.ศ.2541 ส่วนพยานเอกสารที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกจากโจทก์นั้น เป็นสมุดเงินสดรายวันของโจทก์ระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 และระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2543 ซึ่งไม่อยู่ในระยะเวลาที่จำเลยอ้างว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์ ดังนั้น แม้จะได้เอกสารที่จำเลยขอมาและจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นคนนำเช็คไปขายลดเช็คให้โจท์หรือมีหลักฐานว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ แล้วต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบนำเช็คไปขึ้นเงินต่อธนาคารแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวนเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าแม้จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวนเงิน 200,000 บาท แต่โจทก์กับจำเลยมีมูลหนี้กัน 100,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 100,000 บาท ทั้งนี้โดยรับฟังข้ออ้างของจำเลยที่ว่าหากจำเลยต้องรับผิดก็คงรับผิดเพียงหนี้ตามเช็คที่นายสุรชัย ได้สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท รวม 100,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.2 ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คทั้งสองไว้เท่านั้น ทั้งนี้จำเลยได้ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกสมุดบัญชีเงินสดรายวันของโจทก์ที่แสดงให้ปรากฏรายการรับเงินการจ่ายเงินทุกประเภทของทุกวันทำการระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2510 และระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์มาเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ถึงข้ออ้างของจำเลย แต่โจทก์ไม่สามารถส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงได้วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเอกสารของศาลโดยไม่มีเหตุผลสมควรถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างของจำเลยที่ว่ามูลหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์จำนวน 100,000 บาท โจทก์ยอมรับแล้วตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาทเพียง 100,000 บาท นั้น เห็นว่า การจะนำข้อสันนิษฐานตามมาตรา 123 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับต่อคดีได้นั้น ต้นฉบับเอกสารที่จำเลยอ้างว่าอยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่จำเลยประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานจะต้องเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้สามารถพิสูจน์พยานซึ่งเป็นประเด็นในคดีได้โดยตรง คดีนี้ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งรับเองว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ในปี พ.ศ.2541 ส่วนพยานเอกสารที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกจากโจทก์นั้น เป็นสมุดเงินสดรายวันของโจทก์ระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 และระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2543 ซึ่งไม่อยู่ในระยะเวลาที่จำเลยอ้างว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์ ดังนั้น แม้จะได้เอกสารที่จำเลยขอมาและจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นคนนำเช็คเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.2 ไปขายลดเช็คให้โจทก์หรือมีหลักฐานว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจายเช็คพิพาทจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ แล้วต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบนำเช็คไปขึ้นเงินต่อธนาคารแต่ธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงิน จำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็นนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900
ป.วิ.พ. ม. 123 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัวใหญ่ธุรกิจ จำกัด
จำเลย — นายสุรยุทธ โคตระวีระ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2552
#502448
เปิดฉบับเต็ม

ค. บิดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแก่ บ. ภริยาจำเลยแล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด สิทธิในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของ บ. แม้ ค. ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาเป็นเวลานานเพียงใดก็เป็นการครอบครองแทนและโดยอาศัยสิทธิของ บ. หาได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่ และหลังจาก ค. ถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ค. แล้ว โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. จึงไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร และโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง การครอบครองและรับโอนที่ดินพิพาทเป็นการสืบสิทธิของ ค. โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่า ค.ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยัง บ. หรือจำเลยผู้ครอบครองว่าโจทก์ไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 แต่อย่างใด แม้โจทก์จะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลานานเพียงใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและได้สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่1702 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ห้ามจำเลยกับริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้เพิกถอน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 หากไม่อาจเพิกถอนได้ให้เปลี่ยนชื่อหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือหนังสืออื่นใดที่เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายธนากร บุตรของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งฎีกาว่า เดิมนายคำมา บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2513 บิดาโจทก์ขายฝากที่ดินดังกล่าวไว้แก่นางบุญทอง ภริยาจำเลย มีกำหนดเวลาไถ่คืน 3 ปี แต่นายคำมามิได้ไถ่ที่ดินที่ขายฝากจากนางบุญทองภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2516 มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1702 เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1703 เนื้อที่ 5 ไร่ 20 ตารางวา ทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และนิติกรรมเกี่ยวกับ น.ส. 3 ก. เลขที่ 1702 ที่พิพาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายคำมา บิดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 139 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแก่นางบุญทอง ภริยาจำเลย แล้วนายคำมาไม่ไถ่คืนภายในกำหนดสิทธิในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนางบุญทอง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า นายคำมา บิดาโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาเป็นเวลานานเพียงใดก็เป็นการครอบครองแทนและโดยอาศัยสิทธิของนางบุญทองหาได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่ และที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากนายคำมาถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่โจทก์เบิกความว่า โจทก์ไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งขัดข้องไม่ดำเนินการให้ เว้นแต่โจทก์จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำมาก่อน โจทก์จึงไปดำเนินการร้องขอและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายคำมา จากนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำมาจึงไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด และโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง แสดงว่าการครอบครองและรับโอนที่ดินพิพาทเป็นการสืบสิทธิของนายคำมา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านายคำมา ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนางบุญทองหรือจำเลยผู้ครอบครองว่าโจทก์ไม่เจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลานานเพียงใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 491 ม. 1381
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก้ว ถึงการ
นายบุญมี เพียรงาม โดยนายธนากร
จำเลย — เพียรงาม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
อิศเรศ ชัยรัตน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3302/2552
#474578
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คดีอาญาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลจะต้องพิจารณาอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามคำฟ้องว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ ตามป.อ. มาตรา 83, 339, 340 ตรี มีระวางโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339, 340 ตรี และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หรือไม่ เห็นว่า การอุทธรณ์คดีอาญาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลจะต้องพิจารณาอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามคำฟ้องว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือหรือจิตใจโดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี มีระวางโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายโสภณ เย็นใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3300/2552
#419903
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297, 364, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 297 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานบุกรุก ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ และพิพากษาลดโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คงจำคุก 4 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้โทษของความผิดในบทหนักอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษแม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาพอฟังว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297, 364, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 364, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 83 สำหรับจำเลยที่ 1 และลดโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 364, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 297 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานบุกรุก ให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ และพิพากษาลดโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คงจำคุก 4 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้โทษของความผิดในบทหนักอันเป็นบทที่ศาลชั้นต้นลงโทษ แม้จะยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาพอฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกนั้นก็เป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานบุกรุก และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อแรกก่อนว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความเป็นพยานโจทก์ได้ความว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสองกวนทุเรียนอยู่ในบ้านของผู้เสียหายทั้งสอง มีนายเล็ก ไม่ทราบนามสกุล มาเคาะประตูเรียกให้เปิดประตู เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เปิดประตูให้ นายเล็กได้เข้ามาล็อกคอผู้เสียหายที่ 2 ลากตัวผู้เสียหายที่ 2 ออกนอกบ้านพร้อมกับร้องเรียกจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายเอกชัยบุตรของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในบ้านของจำเลยทั้งสองวิ่งออกจากบ้านมายังผู้เสียหายที่ 2และร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 จนสิ้นสติไป คำเบิกความดังกล่าวต่างจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสอง ที่เบิกความเป็นพยานจำเลยว่าก่อนจะเกิดเหตุทำร้าย ผู้เสียหายที่ 2 ได้ยืนด่าว่าจำเลยทั้งสองอยู่ที่หน้าบ้านของผู้เสียหายทั้งสอง ด่าจำเลยที่ 1 ว่าหน้าตัวเมีย และว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 คบชู้ จำเลยที่ 1 จึงชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างมีคำเบิกความแย้งกัน อย่างไรก็ตามได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองว่า ที่นายเล็กมาเคาะประตูก็เพียงเพื่อจะชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปร่วมดื่มสุรา ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ไม่อยากไป หากด้วยเหตุเท่านี้ ก็ไม่น่าที่จะทำให้ถึงกับต้องทำร้ายร่างกายกัน จึงมีเหตุน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็มีนายผิวพี่ของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางมาเบิกความสอดคล้องกับจำเลยทั้งสองว่า ก่อนทำร้ายร่างกายกันได้ยินเสียงทะเลาะกันเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างเมาสุรา จึงฟังว่าเหตุเกิดขึ้นบนที่ดินนอกตัวบ้านของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเป็นที่ดินที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 รับมรดกเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ละฝ่ายมีสิทธิใช้ร่วมกัน จำเลยที่ 2 จึงยังไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกบุกรุก ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประพันธ์ ไวเรียบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3298/2552
#520488
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือบริคณห์สนธิเป็นเพียงหนังสือที่จำเลยจัดทำขึ้น เพื่อจะนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ยังไม่มีเจ้าพนักงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และไม่ใช่สำเนาเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่เป็นเอกสารราชการตามความใน ป.อ. มาตรา 1 (8)

จำเลยรู้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในหนังสือบริคณห์สนธิเป็นลายมือชื่อปลอม แต่จำเลยก็ยังส่งมอบหนังสือดังกล่าวให้แก่ จ. เพื่อนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จ. นายทะเบียน ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 264, 265, 268, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงจำนวน 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางหนูแพง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนด จำนวน 24 ชั่วโมง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ด้วย คืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมกับบุคคลอื่นอีก 6 คน ก่อตั้งบริษัทรื่นรมย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ตามสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ มีโจทก์ร่วมเป็นผู้เริ่มก่อการอยู่ในลำดับที่ 2 ก่อนจดทะเบียนตามหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อร่วมลงทุนในการก่อตั้งบริษัท มีปัญหาที่ต้องพิจารณาคือลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในหนังสือบริคณห์สนธิเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบเมื่อฟังประกอบความเห็นของผู้ชำนาญการพิเศษคือ พันตำรวจโทสมชายในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโจทก์ร่วมตามผลการตรวจพิสูจน์เอกสารแล้ว ฟังเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในหนังสือบริคณห์สนธิ เป็นลายมือชื่อปลอม อย่างไรก็ดี แม้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งจะฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยเคยนำกระดาษเปล่ามาให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งโจทก์ร่วมได้ลงลายมือชื่อไว้เต็มหน้ากระดาษอันเป็นการส่อพิรุธว่าจำเลยจะนำลายมือชื่อดังกล่าวให้เป็นตัวอย่างในการปลอม แต่ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่มีผู้ใดเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมในพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนที่ว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมดังกล่าวหรือไม่ จึงยังมีความสงสัยตามสมควร จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้แก่จำเลย แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมเป็นลายมือชื่อปลอม แต่จำเลยก็ยังส่งมอบเอกสารดังกล่าวแก่นายเจษฎาเพื่อนำไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่อนายทะเบียน ดังนั้น การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการใช้เอกสารปลอมดังกล่าว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม นายเจษฎา นายทะเบียนที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่ทางฝ่ายจำเลยได้จัดทำขึ้นเพื่อนำไปใช้ยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อขอจดทะเบียนเป็นหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นต่อไปเท่านั้น เป็นเอกสารที่ยังไม่มีเจ้าพนักงานเข้าเกี่ยวข้อง จึงไม่ใช่เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ หรือเป็นสำเนาเอกสารที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ จึงมิใช่เอกสารราชการตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันทำให้มีโทษหนักขึ้นตามที่โจทก์ฟ้องและฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมอันเป็นฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า รวมทั้งกำหนดโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อย่างไรก็ดี ตามพฤติการณ์แห่งคดี เมื่อจำเลยได้เงินของโจทก์ร่วมมาแล้วได้นำเงินทั้งหมดมาลงทุนจัดตั้งบริษัทซื้อขายที่ดินจริงตามที่ได้แจ้งแก่โจทก์ร่วม และลงหุ้นให้โจทก์ร่วมเต็มตามจำนวนเงิน แสดงว่ามิได้มีเจตนาที่จะฉ้อโกงโจทก์ร่วม แต่อาจด้วยเหตุที่มาดำเนินการในช่วงที่ประเทศประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้บริษัทขาดทุน ไม่อาจมีเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น แต่บริษัทก็ยังคงดำเนินกิจการเรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมีจำเลยเป็นผู้ดำเนินการ หากให้จำเลยต้องโทษจำคุก กิจการของบริษัทอาจเสียหาย ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์ร่วมเพราะจะมีโอกาสได้เงินคืนน้อย ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ก่อน และจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดในการคุมประพฤติจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องคุมประพฤติจำเลยอีก แต่เพื่อให้หลาบจำให้ลงโทษปรับด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก วางโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์ร่วม — นางหนูแพง สุวรรณ์
จำเลย — นายสุวิทย์ สืบสารคาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมยศ ไขประพาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3284/2552
#451873
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจอดรถยนต์บรรทุกพ่วงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถช่องซ้ายโดยไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถหรือให้สัญญาณใดๆ ในขณะที่ที่เกิดเหตุมืด เป็นเหตุให้ ค. ซึ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมาทางด้านหลังไม่สามารถมองเห็นรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่ ค. จะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้ ค. จึงขับรถยนต์บรรทุกหกล้อชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงดังกล่าวมีผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย การที่ ค. ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงดังกล่าว จึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291, 300, 390 แต่มิใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถโดยประมาทของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายรุ่งโรจน์ และนายนิกร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกต้อง อนุญาตให้นายรุ่งโรจน์ซึ่งได้รับอันตรายแก่กายเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และอนุญาตให้นายนิกรซึ่งได้รับอันตรายแก่กายสาหัสเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า จำเลยมีส่วนร่วมกระทำโดยประมาทด้วยหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าฟังเชื่อได้ว่า รถยนต์บรรทุกพ่วงของจำเลยจอดล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถช่องซ้ายโดยไม่มีการให้สัญญาณใด ๆ ในขณะที่ที่เกิดเหตุมืด จึงเป็นการประมาทในลักษณะการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลเช่นนั้น แต่จำเลยมิได้กระทำคือการไม่เปิดสัญญาณไฟกระพริบหรือให้สัญญาณอื่นใด จึงฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำโดยประมาทด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่เกิดเหตุมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร จำเลยจึงไม่ต้องเปิดสัญญาณไฟหรือใช้แสงสว่างตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะแสงสว่างในที่เกิดเหตุตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร จำเลยมิได้นำสืบให้ชัดเจน มีแต่ตัวจำเลยคนเดียวเบิกความลอย ๆ ส่วนบรรดาหลอดไฟที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกมาวินิจฉัยก็ไม่มีการนำสืบให้เชื่อได้ว่าขณะเกิดเหตุได้เปิดอยู่ทุกดวงหรือไม่ และระยะทางของดวงไฟอยู่ห่างที่เกิดเหตุในลักษณะจะให้แสงสว่างได้ขนาดนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 คาดหมายเอาเท่านั้น อีกทั้งขัดแย้งกับความสมด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุที่นายคำมูลขับรถยนต์บรรทุกหกล้อพุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยขับ ซึ่งจอดอยู่ริมถนนมิตรภาพจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถให้นายคำมูลซึ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมาทางด้านหลังสามารถมองเห็นรถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่นายคำมูลจะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้ การที่นายคำมูลขับรถยนต์บรรทุกหกล้อชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300 ม. 390
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 61 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นายรุ่งโรจน์ ลอยคลัง กับพวก
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ ชิดสำโรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2552
#502424
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกเป็นเรื่องที่ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต คำว่าโดยทุจริต หมายถึง การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง หรือผู้อื่น เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหลาย ในการประชุมทายาท โจทก์ขอแบ่งทรัพย์มรดกแต่จำเลยไม่ยินยอมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตน มูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าว และโจทก์รู้เรื่องความผิดนับตั้งแต่นั้นหาได้นับตั้งแต่โจทก์ทราบว่าจำเลยขายทรัพย์มรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354, 91 และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5076/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ขณะนั้น) พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรคนโตของนายจารุ เจ้ามรดก และเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ส่วนโจทก์เป็นทายาทผู้มิสิทธิรับมรดกของนายจารุ และเป็นน้องสาวของจำเลยต่างมารดา ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 23 มกราคม 2535 จำเลยขายที่ดินมรดกพร้อมห้องแถว ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 6 แปลง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องขาดอายุความหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า หลังจากจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขายทรัพย์มรดกไม่ได้แจ้งให้ทายาททราบ โจทก์ทราบว่าจำเลยขายที่ดินมรดกจึงขอให้นัดประชุมทายาทในวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 และในวันประชุมขอให้จำเลยนำเงินที่ขายทรัพย์มรดกแบ่งแก่โจทก์และทายาท จำเลยไม่ยินยอม โจทก์จึงนำความไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานยักยอกเงินจากการขายทรัพย์มรดก เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2536 และนำคดีมาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2537 เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกเป็นเรื่องที่ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต คำว่าโดยทุจริตหมายถึง การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหลาย ในการประชุมทายาท โจทก์ขอแบ่งทรัพย์มรดกแต่จำเลยไม่ยินยอมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตน มูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าว และโจทก์รู้เรื่องความผิดนับตั้งแต่นั้น หาได้นับตั้งแต่โจทก์ทราบว่าจำเลยขายทรัพย์มรดกในปี 2535 สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องไม่ขาดอายุความดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ตามฎีกาของโจทก์อ้างว่า นับแต่จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกจำเลยจงใจละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก กลับอาศัยอำนาจหน้าที่ผู้จัดการมรดกปกปิด เบียดบัง ยักย้ายทรัพย์มรดกโดยทุจริต เช่น ขณะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ความจริงนายจารุเจ้ามรดกมีภริยาสี่คนและบุตรแปดคน แต่จำเลยอ้างและนำสืบเพียงสี่คนเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ไม่ได้เสนอบัญชีทรัพย์มรดกต่อศาล และไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยขายที่ดินทรัพย์มรดกรวม 6 แปลง ไปแล้ว โดยไม่ได้แจ้งให้ทายาททราบไม่ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ส่วนเงินที่ขายได้ก็ไม่ได้นำมาแบ่งปันแก่โจทก์และทายาทอื่น ทางพิจารณาตามท้องสำนวนได้ความว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร น้องๆ ประสงค์ไปเรียนที่กรุงเทพมหานครก็ไปพักอาศัยอยู่กับจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่ทุกคนโดยเฉพาะโจทก์เองไปอยู่กับจำเลยตั้งแต่อายุ 15 ปี เป็นเวลา 10 ปี เมื่อโจทก์แต่งงานจำเลยมอบเงินให้ 200,000 บาท ในปี 2536 โจทก์ประสงค์เปลี่ยนรถยนต์คันใหม่จำเลยให้เงินโจทก์อีก 500,000 บาท ส่วนทายาทอื่นก็ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสิ้น เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยขายที่ดินทรัพย์มรดกไปโดยวิธีการอันไม่สุจริต หรือมีเจตนาเบียดบังเงินที่ได้จากการขายที่ดินทรัพย์มรดกไว้โดยทุจริตอย่างไร ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑารัตน์ จุฑารัตนกุล
จำเลย — นายจเร จุฑารัตนกุล
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2552
#502423
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่

คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21, 22, 24, 25, 152 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 84, 91, 289, 371 ริบของกลางนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น และโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมโดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถไม่มีใบอนุญาต ขับรถโดยฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง, 22 (2), 24 (3), 25 (1), 152 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน ปรับ 500 บาท ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จำคุกตลอดชีวิตคำรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 จำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้ว รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่น คืนอาวุธปืนขนาด .38 และกระสุนปืนขนาด .38 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์เก๋งมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยกันในรถฝ่าด่านตรวจค้นไป มาดำเนินคดีหลายข้อหา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตและขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสี่แยกถนนสายหล่มสัก - พิษณุโลก ซึ่งเป็นถนนสายหลักเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดตัดกับถนนสายบ้านน้ำชุน - บ้านน้ำก้อ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20.20 นาฬิกา มีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะข้างทางและไฟนีออนที่แผงไฟจราจรซึ่งนำไปตั้งขวางทางที่กลางสี่แยกส่องสว่างมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ร้อยตำรวจโทบุญเลิศ ผู้เสียหายเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจประมาณ 15 คน ยืนอยู่กลางถนนด้านหน้าห่างจากแผงไฟจราจรประมาณ 30 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถยนต์ที่แล่นผ่านมาจอดที่ข้างทาง ส่วนผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน ยืนอยู่ด้านหลังแผงไฟจราจรห่างประมาณ 3 เมตร คอยให้สัญญาณเรียกให้รถที่ผ่านจุดแรกมาจอดเพื่อตรวจค้นอีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมีจำเลยที่ 2 นั่งมาในรถแล่นผ่านมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึงจุดเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกยืนอยู่ลักษณะชะลอความเร็วรถลงแต่ไม่จอดข้างทาง ผู้เสียหายจึงออกไปที่กลางถนนให้สัญญาณมือและสัญญณกหวีดเรียกให้หยุดขณะรถจำเลยที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 10 เมตร จำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดรถเพียงชะลอความเร็วรถลงเมื่อขับเข้ามาใกล้ระยะห่างจากผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร กลับเร่งความเร็วรถขับพุ่งตรงมาที่ผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ที่กลางถนนคนเดียว ผู้เสียหายต้องกระโดดหลบรถเข้าข้างทางแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนี ผู้เสียหายกับพวกจึงนำรถยนต์ออกแล่นติดตามไปพบรถยนต์จำเลยที่ 1 จอดอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำในสถานีบริการน้ำมันห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร จับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า แผงไฟจราจรสามารถมองเห็นได้ในระยะ 500 เมตร ส่วนพันตำรวจโทธีรพงษ์ ประจักษ์พยานผู้ร่วมจับกุมอีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจให้สัญญาณนกหวีดเรียกให้หยุด จำเลยที่ 1 ไม่ยอมหยุด ขณะนั้นผู้เสียหายยืนอยู่ท้ายด่านห่างจากพยานประมาณ 8 เมตร ได้ออกมายืนขวางทางเดินรถเพื่อให้หยุดรถ จำเลยที่ 1 กลับขับรถแล่นเข้าหาผู้เสียหายกับพวกโดยไม่ยอมหยุดรถ ผู้เสียหายกระโดดออกจากช่องเดินรถและจำเลยที่ 1 ขับรถแล่นเลยด่านหลบหนี พยานกับพวกนำรถยนต์ออกแล่นติดตามไปจับกุมจำเลยทั้งสองได้ที่บริเวณห้องน้ำในสถานีบริการน้ำมัน บันทึกการจับกุมซึ่งจัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุมีข้อความระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่ด่านตรวจให้สัญญาณมือเพื่อให้หยุดรถจำเลยที่ 1 ไม่หยุดขับรถพุ่งผ่านด่านด้วยความรวดเร็ว เจ้าพนักงานตำรวจยืนขวางทางรถให้สัญญาณนกหวีดยาวให้หยุดรถทันที จำเลยที่ 1 ไม่หยุดขับรถพุ่งเข้าใส่อีก เจ้าพนักงานตำรวจต้องพากันหลบเข้าข้างทาง ส่วนผู้เสียหายยืนอยู่เกือบสุดจุดตรวจออกมายืนขวางให้สัญญาณหยุดรถ จำเลยที่ 1 ยังคงขับรถพุ่งเข้าใส่อีกผู้เสียหายต้องกระโดดหลบเข้าข้างทาง หากผู้เสียหายกับพวกไม่กระโดดหลบต้องได้รับอันตรายถึงชีวิต เพราะจำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็ว เห็นได้ว่าพยานโจทก์แตกต่างขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธจึงมีน้ำหนักรับฟังน้อย อย่างไรก็ดีจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุว่า จำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงเห็นด่านเจ้าพนักงานตำรวจที่เกิดเหตุได้ลดความเร็วลงเหลือ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรงตามคำเบิกความของผู้เสียหาย น่าเชื่อว่าขณะมาถึงด่านบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วชะลอความเร็วลงอีกแต่ไม่ยอมจอดรถข้างทางโดยขับรถผ่านเจ้าพนักงานตำรวจชุดแรกที่ยืนอยู่บริเวณก่อนถึงแผงไฟจราจรไป เมื่อผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์ออกมายืนขวางที่กลางถนนเรียกให้หยุดจำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดรถเพียงชะลอความเร็วรถลงอีก เมื่อขับถึงระยะห่างผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร จึงเร่งความเร็วรถพุ่งตรงมาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่จนผู้เสียหายต้องกระโดดหลบเข้าข้างทางดังที่ผู้เสียหายเบิกความ เห็นได้ว่าจากลักษณะการขับรถของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ขับรถด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนผู้เสียหายแต่แรก แต่ชะลอความเร็วรถลงต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว เพื่อมาเร่งความเร็วรถเมื่อรถอยู่ห่างจากผู้เสียหายเพียงประมาณ 3 เมตร ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หักรถเลี้ยวแล่นไล่ตามเพื่อจะพุ่งชนผู้เสียหายแต่อย่างใด ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มุ่งประสงค์จะขับรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายด้วยเจตนาฆ่า แต่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า มีเจ้าพนักงานตำรวจคนหนึ่งมายืนขวางรถกางมือลักษณะเรียกให้หยุดรถเป็นการเจือสมพยานโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง บันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมคิด พนักงานสอบสวนว่า เมื่อรถมาถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเพราะจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกไม่มีทะเบียน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืนอยู่ในรถ จำเลยที่ 1 ขับรถผ่านด่านจุดตรวจไปมีผู้เสียหายวิ่งมาขวางหน้ารถ จำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งเข้าหาผู้เสียหายจนผู้เสียหายต้องกระโดดหลบแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถหลบหนีไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่า รถที่จำเลยที่ 1 ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาโจทก์ที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอื่นนั้นตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเฉพาะในส่วนคำขอท้ายฟ้องหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 5 ต่อจาก "ริบของกลางทั้งหมด" เพิ่มเติมว่า "นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่นและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471/2542 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์" เท่านั้น นอกจากที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโจทก์ยังคงฟ้องเดิมไว้ทุกประการ จึงต้องถือว่าคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อก็เป็นคำขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคำฟ้องเพราะคำฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ข้อความที่โจทก์ระบุมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องอื่นที่มิได้ระบุว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดังกล่าวเป็นเพียงคำอธิบายและเหตุผลของโจทก์ในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายมาในคำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์จะขอให้ถือเอาคำขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนับโทษติดต่อกันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำขอนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 679/2544 ของศาลจังหวัดขอนแก่นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายไสว ดีทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3268/2552
#507952
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธฯ มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และตาม ป.อ. มาตรา 80, 288,371 โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องอันฟ้องอันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซอง ไม่ทราบขนาด ไม่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับตรา 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเบอร์ 20 หลายนัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาติดตัวไปตามถนนหน้าร้านอั๋นยานยนต์ เลขที่ 20/2 หมู่ 1 ตำบลพงศ์ประศาสน์ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่ใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามควรแก่พฤติการณ์ และร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายเกรียงศักดิ์ ผู้เสียหายกับพวก 1 นัด โดยเจตนาฆ่า จำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดได้ลูกปรายของกระสุนปืนลูกซอง 2 นัด และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาดเบอร์ 20 จำนวน 1 ปลอก เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 288, 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุสิบแปดปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำคุ 4 เดือน คงจำคุก 6 ปี 16 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 จำคุก 6 วัน รวมจำคุก 8 เดือน 6 วัน ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอห้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีและพาอาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนที่มีอยู่ในสภาพใช้ยิงได้ไปที่เกิดเหตุซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ และจำเลยกับพวกยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงในขณะเกิดเหตุ นับว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรกอันเป็นการไม่ชอบและปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบ มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับบอนุญาต รวม 2 กระทง จำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคแรก วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายจักรกฤษหรือเบท ม่วงศรีจันทร์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ