คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2552
#499712
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยักยอกรถที่เช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองใช้ประโยชน์ของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยโดยตรง ดังนั้น แม้ผู้เช่าซื้อจะแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อก็ตาม ก็ถือได้ว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะเป็นผู้เสียหายเองด้วยเช่นกัน ผู้เช่าซื้อย่อมมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในฐานะที่เป็นผู้เสียหายด้วยคนหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยคืนรถยนต์คันที่จำเลยร่วมกันยักยอกไปให้แก่ผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 330,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนรถยนต์คันที่จำเลยร่วมกันยักยอกไปแก่ผู้เสียหาย หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 330,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายประเวศน์ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์และขอถอนฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นางภัทราพรพวกของจำเลยยืมรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต 873 สุโขทัย ของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อไปจากผู้เช่าซื้อ มาไว้ในครอบครองของนางภัทราพรและจำเลย แล้วร่วมกันเบียดบังไปเป็นของจำเลยและนางภัทราพรโดยทุจริต เมื่อในขณะเกิดเหตุกระทำความผิดผู้เช่าซื้อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เช่าซื้อได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เช่าซื้อจะไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายก็ตาม ก็ถือได้ว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เช่าซื้อเป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เช่าซื้อจึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้และย่อมมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์ เมื่อความผิดฐานยักยอกตามฟ้องเป็นความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายมนตรี นาคพริก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางศิริพร ลีฬหะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3238/2552
#502743
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์เพื่อขอโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่ ท. และโจทก์ได้เรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนสัญญา ค่าเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนโดยใช้แบบพิมพ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าตรวจสภาพรถ ค่าปรับล่าช้าและสั่งจ่ายเช็ครวม 6 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าและโจทก์ยึดรถจากผู้ครอบครองคือ ท. และเป็นการยึดรถที่จังหวัดยโสธรอันเป็นภูมิลำเนาของ ท. ซึ่งโจทก์รับในฎีกาว่ายึดรถยนต์ได้จาก ท. พฤติการณ์ดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าการเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็น ท. นั้น โจทก์จะไม่อนุมัติในภายหลัง สัญญาเช่าซื้อก็เป็นอันเลิกกันแล้วนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 590,832 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 81,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 290,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันใช้ชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ รุ่น 940 เอสอี - เอ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ 9454 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 1,698,055.80 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม งวดละ 30,282 บาท ต่อเดือน รวม 60 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 กันยายน 2538 หากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด ติดต่อกัน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทันที จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมาจนวันที่ 17 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นนางสาวทรงสุดา พนักงานของโจทก์เรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนสัญญาและค่าเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนตามใบรับเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 ประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนและนำออกขายได้เงิน จำนวน 585,000 บาท

มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ จำเลยทั้งสองเบิกความว่า เป็นผู้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์โดยขอเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็น นางสาวทรงสุดา จำเลยทั้งสองมีหลักฐานใบรับเงินค่าเปลี่ยนสัญญา และใบรับเงินค่าเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับเป็นเอกสารของโจทก์ที่ออกให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์รับในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อจะขอเปลี่ยนผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นนางสาวทรงสุดา โจทก์เรียกเงินค่าเปลี่ยนสัญญาและค่าเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนจริง แต่เป็นการเรียกเก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในการตรวจสอบคุณสมบัติของนางสาวทรงสุดาผู้เช่าซื้อรายใหม่ซึ่งเรียกว่าค่าเปลี่ยนสัญญาพร้อมทั้งเรียกเก็บเงินค่าเล่มทะเบียนด้วยเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบชำระไว้ หากคุณสมบัติของนางสาวทรงสุดาไม่ผ่านโจทก์จะคืนเงินค่าเปลี่ยนสัญญา และค่าเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์เลื่อนลอยทั้งยังขัดกับข้อความในเอกสารที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์เพื่อขอโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่นางสาวทรงสุดาและโจทก์ได้เรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนสัญญา ค่าเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน โดยใช้แบบพิมพ์ของโจทก์นั้น นางสาวรัตนาพร พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าตรวจสภาพรถ ค่าปรับล่าช้า และสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน รวม 6 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าตามต้นขั้วเช็ค พยานโจทก์ปากนี้ยังเบิกความตอบคำถามค้านว่า ตามบันทึกการตรวจสภาพรถผู้ครอบครอง คือ นางสาวทรงสุดาและเป็นการยึดรถที่จังหวัดยโสธรอันเป็นภูมิลำเนาของนางสาวทรงสุดาซึ่งโจทก์รับในฎีกาว่ายึดรถยนต์ได้จากนางสาวทรงสุดา พฤติการณ์ดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว ดังนั้นไม่ว่าการเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นนางสาวทรงสุดานั้น โจทก์จะไม่อนุมัติในภายหลัง สัญญาเช่าซื้อก็เป็นอันเลิกกันแล้วนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ตามที่กล่าวมาในฟ้องจากจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสแกนดิเนเวียลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมเกียรติ สุทธินวล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3215/2552
#493983
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง จำเลยที่ 4 เกี่ยวข้องกับการขนส่งโดยทำหนังสือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบการขนส่งที่ท่าเรือปลายทาง กับรับค่าระวางและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งอื่น คงเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งเกี่ยวกับการดำเนินการที่ท่าเรือปลายทางแทนผู้ขนส่งเท่านั้น

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นต่อสู้ว่า ผู้ส่งบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบหรือสินค้าสูญหายไปในระหว่างการบรรจุสินค้าที่ท่าเรือต้นทาง เป็นการกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9) จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ในข้อนี้

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง การระบุไว้ในใบตราส่งว่า มีสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์จำนวน 510 ชุด หน่วยการขนส่งในการขนส่งครั้งนี้จึงหมายถึง 1 ชุด ของสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ เมื่อสินค้าสูญหายไป 50 ชุด ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ คือ ไม่เกิน 500,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 247,362.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 243,657.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 247,362.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 243,657.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า บริษัทซันคัลเลอร์ จำกัด ผู้ซื้อ สั่งซื้อเครื่องรับโทรทัศน์สีจากบริษัทอเมเจอร์ โฟโต้ สโตร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขาย ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จำนวน 510 เครื่อง ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งเพื่อขนสินค้าดังกล่าวทางทะเลจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังประเทศไทย ในรูปแบบการขนส่ง แบบสิงคโปร์ ซีวาย กรุงเทพ ซีวาย ในชื่อ "ACTLINK CONTAINER LINES" และระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง ผู้ขายเป็นผู้ส่งและผู้ซื้อเป็นผู้ได้รับแจ้งการมาถึงของเรือ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งสินค้าให้แทน ซึ่งผู้ขนส่งอื่นก็ได้ตกลงรับขนสินค้าให้และออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่ง ใบตราส่งที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งครั้งนี้ทุกใบต่างก็ระบุถึงสินค้าไว้ว่า 510 ชุด และระบุหมายเลขตู้สินค้าและหมายเลขตรงตราผนึกไว้ตรงกัน คือ ตู้สินค้า หมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 ดวงตราผนึก หมายเลข 113008 เส้นทางที่ใช้ขนส่ง คือ จากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ เรือที่ใช้ในการขนส่งสินค้าคือเรือปิยะภูมิซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 เรือปิยะภูมิเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2538 ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 23 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของผู้ขนส่งอื่นทำหนังสือเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทาง จากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย หรือ เอฟ ซี แอล เป็นแบบ แอล ซี แอล เมื่อเรือปิยะภูมิเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพแล้วได้มีการยกตู้สินค้าบรรจุสินค้าขึ้นจากเรือวางไว้ที่หน้าท่าเรือในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2538 จึงได้มีการเปิดตู้สินค้า เพื่อนำสินค้าเข้าเก็บรักษาในโกดังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีผู้เกี่ยวข้อง คือ ตัวแทนเรือ และเจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าหมายเลขตู้สินค้าในขณะนั้นคือหมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 แต่ดวงตราผนึก ไม่ใช่หมายเลข 113008 กลับกลายเป็นหมายเลข 817334 และสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว ขาดหายไปจำนวน 50 เครื่อง จำเลยที่ 4 ได้ทำหน้าที่รับชำระค่าระวางเรือและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายสูญหายของสินค้าไว้จากผู้ส่งและได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าสูญหายให้แก่ผู้ส่งไปแล้ว...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานใดที่นำสืบพิสูจน์ได้ว่า นอกจากการที่จำเลยที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งในครั้งพิพาทนี้ด้วยการทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือกับจำเลยที่ 3 เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย/ซีวาย เป็นระบบ แอล ซี แอล กับรับค่าระวางและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนแล้ว จำเลยที่ 4 ได้ทำหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าครั้งพิพาทอย่างไร ลำพังการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 นั้น คงเข้าลักษณะเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งที่เกี่ยวกับการดำเนินการที่ท่าเรือปลายทางแทนผู้ขนส่งเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพยานหลักฐานในคดีมีน้ำหนักให้น่าเชื่อได้ว่าสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งในช่วงที่มีการนำดวงตราผนึกตู้หมายเลข 113008 ออกไป ก่อนมีการผนึกดวงตราตู้สินค้าใหม่เป็นหมายเลข 817334 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สินค้ายังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าผู้ส่งบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบหรือสินค้าสูญหายไปในระหว่างบรรจุสินค้าที่ท่าเรือต้นทางนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 52 (9) จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้เช่นนั้นข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 จะจำกัดความรับผิดได้เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ได้มีการระบุสินค้าไว้ในใบตราส่งมีสินค้าจำนวน 510 ชุด หน่วยการขนส่งในการขนส่งครั้งนี้จึงหมายถึง 1 ชุด ของสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 นั้น ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหายไป 50 ชุด เท่ากับว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ คือ ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยไปเพียง 243,657.93 บาท แล้วเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ซึ่งไม่เกินวงเงิน 500,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในเงินจำนวน 243,657.93 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าต้องรับผิดเพียงไม่เกิน 19,500 บาท หรือ 10,000 บาท จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้กับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลล่างทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 (9) ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
จำเลย — บริษัทแอคลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิรันดร์ ควรรักษ์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิติตปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3215/2552
#503023
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำการขนส่งและรับทำการขนส่งสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ตลอดเส้นทางจากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่น ซึ่งต้องร่วมรับผิดในความสูญหายของสินค้ากับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง

จำเลยที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งด้วยการทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือกับจำเลยที่ 3 เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางกับรับค่าระวางและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทน ลำพังการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 คงเข้าลักษณะเพียงเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งเกี่ยวกับการดำเนินการที่ท่าเรือปลายทางแทนผู้ขนส่งเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งอื่น

ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าผู้ส่งบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบหรือสินค้าสูญหายไปในระหว่างบรรจุสินค้าที่ท่าเรือต้นทาง เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9) จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าว

ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหายไป 50 ชุด จึงเท่ากับว่าค่าเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องได้ คือ ไม่เกิน 500,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีไว้จากบริษัทซันคัลเลอร์ จำกัด จำนวน 510 ชุด โดยผู้ส่งสินค้าที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลโดยเรือปิยะภูมิจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าในระหว่างขนส่งเครื่องรับโทรทัศน์สีสูญหายไป 50 ชุด คิดเป็นค่าเสียหายที่เอาประกันไว้เป็นเงิน 243,657.93 บาท ผู้รับตราส่งเรียกให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบสินค้าและชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยและเป็นผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 247,362.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 243,657.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิได้รับประกันภัยสินค้าพิพาท และมิได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นเพียงเจ้าของเรือที่ให้บริษัทอาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) เช่าไปขนส่งสินค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นผู้ขนส่งหรือร่วมขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกในธุรกิจของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเท่านั้น สินค้าพิพาทมิได้สูญหายระหว่างขนส่ง หรืออยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 247,362.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 243,657.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า บริษัท ซันคัลเลอร์ จำกัด ผู้ซื้อ สั่งซื้อเครื่องรับโทรทัศน์สีจากบริษัทอเมเจอร์ โฟโต้ สโตร์ พีทีอี จำกัด ผู้ขาย ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จำนวน 510 เครื่อง ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งเพื่อขนสินค้าดังกล่าวทางทะเลจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังประเทศไทย ในรูปแบบการขนส่ง แบบสิงคโปร์ ซีวาย กรุงเทพ ซีวาย ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.43 ซึ่งเป็นแบบฟอร์มใบตราส่งของจำเลยที่ 1 ในชื่อ "ACTLINK CONTAINER LINES" และระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง ผู้ขายเป็นผู้ส่งและผู้ซื้อเป็นผู้ได้รับแจ้งการมาถึงของเรือ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งสินค้าให้แทน ซึ่งผู้ขนส่งอื่นก็ได้ตกลงรับขนสินค้าให้และออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่ง ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 ทั้งใบตราส่งเอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.43 และใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 ต่างก็ระบุถึงสินค้าไว้ว่า 510 ชุด และระบุหมายเลขตู้สินค้าและหมายเลขตรงตราผนึกไว้ตรงกัน คือ ตู้สินค้า หมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 ดวงตราผนึกหมายเลข 113008 เส้นทางที่ใช้ขนส่ง คือ จากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ เรือที่ใช้ในการขนส่งสินค้าคือเรือปิยะภูมิซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 เรือปิยะภูมิเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2538 ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 23 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของผู้ขนส่งอื่นทำหนังสือเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย หรือ เอฟ ซี แอล เป็นแบบ แอล ซี แอล ตามเอกสารหมาย จ.10 เมื่อเรือปิยะภูมิเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพแล้วได้มีการยกตู้สินค้าบรรจุสินค้าขึ้นจากเรือวางไว้ที่หน้าท่าเรือในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2538 จึงได้มีการเปิดตู้สินค้า เพื่อนำสินค้าเข้าเก็บรักษาในโกดังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีผู้เกี่ยวข้อง คือ ตัวแทนเรือ และเจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าหมายเลขตู้สินค้าในขณะนั้นคือหมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 แต่ดวงตราผนึกไม่ใช่หมายเลข 113008 กลับกลายเป็นหมายเลข 817334 และสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว ขาดหายไปจำนวน 50 เครื่อง ตามเอกสารของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแสดงรายการสินค้าขาดและเกินจากบัญชีสินค้าเรือหมาย จ.11 เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าครั้งพิพาทนี้ จำเลยที่ 4 ได้ทำหน้าที่รับชำระค่าระวางเรือและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายสูญหายของสินค้าไว้จากผู้ส่งและได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าสูญหายให้แก่ผู้ส่งไปแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 คือผู้ขนส่งอื่นที่รับขนส่งสินค้าครั้งพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าให้แก่ผู้ส่งแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งสินค้าให้แทน ซึ่งผู้ขนส่งอื่นก็ตกลงรับขนสินค้าให้และได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 จากนั้นผู้ขนส่งอื่นก็ได้ใช้เรือปิยะภูมิทำการขนส่งสินค้าจากท่าเรือสิงคโปร์จนมาถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อปรากฏตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.14 หรือ ล.12 ว่า ผู้ขนส่งอื่นที่เป็นผู้ประกอบการขนส่งและรับทำการขนส่งครั้งพิพาทแสดงออกที่มุมบนด้านขวาของใบตราส่งต่อลูกค้าที่มาว่าจ้างว่า ตนมีชื่อว่า Regional Container Lines หรือใช้ชื่อย่อว่า RCL ที่มุมล่างด้านขวาของใบตราส่งในช่องที่ผู้ขนส่งต้องลงนามก็ระบุชื่อของผู้ขนส่งว่า Regional Container Lines ตามหนังสือรับรองความเป็นเจ้าของเรือปิยะภูมิเอกสารหมาย ล.1 ที่ทางการสิงคโปร์เป็นผู้ออกในช่องชื่อของเจ้าของเรือปิยะภูมิก็ระบุไว้ว่า Regional Container Lines เพียงแต่มีคำว่า Private Limited ต่อท้ายเข้ามาด้วย ซึ่งคำว่า Private Limited ที่ต่อท้ายเข้ามานั้นก็น่าจะมีความหมายเพิ่มเติมเพียงว่า ผู้ประกอบการที่ใช้ชื่อในการประกอบการว่า Regional Container Lines ซึ่งเป็นเจ้าของเรือปิยะภูมินั้น ในขณะมีการออกหนังสือรับรองดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทเอกชนจำกัด พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า Regional Container Lines หรือ RCL หรือ Regional Container Lines Private Limited เป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ก็ประกอบกิจการและรับผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นผู้ที่รับดำเนินการขนส่งสินค้าทางทะเลครั้งพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ตามชื่อในคำฟ้องที่สะกดเป็นภาษาไทยว่า "บริษัทรีจันนัล คอนเทนเนอร์ไลน์ส หรือเรเจียนนัล คอนเทนเนอร์ไลน์ส พีทีอี จำกัด" นั้น เป็นผู้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำการขนส่งและรับทำการขนส่งสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ตลอดเส้นทางจากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่น ซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในความสูญหายของสินค้าร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งครั้งพิพาททั้งในฐานะผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นเพราะจำเลยชื่อ Regional Container Lines Private Limited จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานใดที่นำสืบพิสูจน์ได้ว่า นอกจากการที่จำเลยที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งในครั้งพิพาทนี้ด้วยการทำหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือกับจำเลยที่ 3 เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย/ซีวายเป็นระบบ แอล ซี แอล กับรับค่าระวางและเจรจาเรื่องค่าเสียหายแทนแล้ว จำเลยที่ 4 ได้ทำหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าครั้งพิพาทอย่างไร ลำพังการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 นั้น คงเข้าลักษณะเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งที่เกี่ยวกับการดำเนินการที่ท่าเรือปลายทางแทนผู้ขนส่งเท่านั้นไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในวันที่ 23 มิถุนายน 2538 ก่อนที่เรือปิยะภูมิจะเดินทางมาถึงท่าเรือปลายทาง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นทำหนังสือเพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการขนส่งที่ท่าเรือปลายทางจากรูปแบบการขนส่ง แบบ ซีวาย หรือ เอฟ ซี แอล เป็นระบบ แอล ซี แอล ตามเอกสารหมาย จ.10 จากนั้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2548 จึงได้มีการเปิดตู้สินค้าเพื่อนำสินค้าเข้าเก็บรักษาในโกดังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าหมายเลขตู้สินค้าในขณะเปิดตู้สินค้าคือหมายเลข อาร์ อี จี ยู 4936300 แต่ดวงตราผนึกไม่ใช่หมายเลข 113008 ดังที่มีการปิดไว้ที่ท่าเรือต้นทาง กลับกลายเป็นหมายเลข 817334 เมื่อมีการตรวจนับสินค้าภายในตู้สินค้าโดยมีทั้งตัวแทนเรือและเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นสักขีพยาน ปรากฏว่าสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้ว ขาดหายไปจำนวน 50 เครื่อง ตามเอกสารของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแสดงรายการสินค้าขาดและเกินจากบัญชีสินค้าเรือหมาย จ.11 โดยที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งอื่น ไม่ได้มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า เหตุใดในระหว่างการขนส่งสินค้าจากท่าเรือสิงคโปร์จนถึงเวลาที่เปิดผนึกและตรวจนับสินค้าโดยมีสักขีพยานดังกล่าวซึ่งถือเป็นเวลาก่อนเวลาที่มีการส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพตามรูปแบบ แอล ซี แอล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถือว่าสินค้ายังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น จึงได้มีการเปลี่ยนดวงตราผนึกตู้สินค้าไปจากหมายเลข 113008 ซึ่งเป็นหมายเลขที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มีการผนึกไว้เพื่อป้องกันการที่จะมีผู้ที่เข้าไปถึงสินค้าในตู้สินค้าได้โดยพลการก่อนที่มีการเปิดตู้สินค้าต่อหน้าทุกฝ่ายใครเป็นผู้เปลี่ยน ขณะเปลี่ยนดวงตราผนึก ซึ่งตามปกติผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลสินค้าควรต้องมีเอกสารหลักฐานบันทึกการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้นั้นหลักฐานดังกล่าวกล่าวไว้อย่างไร พยานหลักฐานในคดีจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อได้ว่าสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งในช่วงที่มีการนำดวงตราผนึกตู้หมายเลข 113008 ออกไป ก่อนมีการผนึกดวงตราตู้สินค้าใหม่เป็นหมายเลข 817334 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สินค้ายังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าผู้ส่งบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าไม่ครบหรือสินค้าสูญหายไปในระหว่างบรรจุสินค้าที่ท่าเรือต้นทางนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (9) จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้เช่นนั้น ข้อต้อสู้ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 จะจำกัดความรับผิดได้เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ได้มีการระบุสินค้าไว้ในใบตราส่งมีสินค้าจำนวน 510 ชุด หน่วยการขนส่งในการขนส่งครั้งนี้จึงหมายถึง 1 ชุด ของสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 นั้น ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหายไป 50 ชุด เท่ากับว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องได้ คือ ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยไปเพียง 243,657.93 บาท แล้วเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว ซึ่งไม่เกินวงเงิน 500,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในเงินจำนวน 243,657.93 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าต้องรับผิดเพียงไม่เกิน 19,500 บาท หรือ 10,000 บาท จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ กับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลล่างทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
จำเลย — บริษัทแอคลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2552
#506651
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ว. ใช้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศกับจำเลยทั้งสองมานาน มีการว่าจ้างขนส่งสินค้าสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง จนกระทั่งมีบัญชีประจำกับจำเลยที่ 1 และนอกจากจำเลยทั้งสองแล้ว บริษัท ว. ยังเคยใช้บริการของบริษัทอื่นที่รับขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยเฉพาะ เชื่อว่าบริษัท ว. ทราบถึงความแตกต่างของเงื่อนไขการขนส่งสินค้าและอัตราค่าบริการของบริษัทผู้ประกอบการรับขนส่งสินค้าทางอากาศแต่ละบริษัทเป็นอย่างดี การที่บริษัท ว. ผู้ส่งระบุข้อความในช่องรายการมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ 500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่แจ้งราคามูลค่าสินค้าตามจริงก็เพราะทราบถึงข้อจำกัดความรับผิดตามเงื่อนไขการขนส่งของจำเลยทั้งสองเป็นอย่างดี เท่ากับเป็นกรณีที่บริษัท ว. ผู้ส่งเลือกที่จะยอมรับข้อจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนทางอากาศและตามเงื่อนไขการขนส่งของจำเลยทั้งสองนั่นเอง โดยทราบดีว่าหากสินค้าสูญหายและจะได้รับชดใช้เท่าใด ทั้งหากบริษัท ว. ผู้ส่งคาดหมายว่า หากเกิดกรณีสินค้าสูญหายจะได้รับชดใช้เต็มตามมูลค่าของสินค้าก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องทำประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์อีก นอกจากนี้การที่บริษัท ว. ผู้ส่งระบุมูลค่าสินค้าในช่องมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งกับช่องมูลค่าสินค้าเพื่อพิธีการศุลกากรแตกต่างกันก็คงเป็นเพราะทราบว่าการสำแดงจำนวนมูลค่าสินค้าในแต่ละช่องรายการจะมีผลต่อเรื่องใด ตลอดจนทราบถึงข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว เชื่อได้ว่าพนักงานประจำแผนกขนส่งของบริษัท ว. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรงทราบเงื่อนไขการขนส่งต่างๆ เป็นอย่างดี เมื่อพนักงานดังกล่าวลงลายมือชื่อในใบรับขนทางอากาศในฐานะตัวแทนบริษัทผู้ส่ง จึงถือได้ว่าบริษัท ว. ผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งเช่นว่านั้นแล้ว ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลบังคับได้ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 166,651.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 156,884.37 บาท (ที่ถูก 156,884.31 บาท) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สถานที่ และเวลาที่ใช้เงิน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ว่าจ้างจำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าประเภทเครื่องประดับ จำนวน 1 หีบห่อ ราคารวม 6,200 ดอลลาร์สหรัฐ ทางอากาศ เพื่อส่งให้กับ อี.แอล.ที.ไดมอนด์ อินค์ โจลี่ ดีไซนส์ ผู้ซื้อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนทำสัญญารับขนทางอากาศในราชอาณาจักรของจำเลยที่ 2 ได้ออกใบรับขนทางอากาศให้แก่ผู้ส่ง การขนส่งสินค้าทางอากาศดังกล่าว บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งได้ทำประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ เมื่อสินค้าถึงผู้รับปลายทางปรากฏว่าสินค้าสูญหายไปรวม 7 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 3,636 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองยอมรับผิดชดใช้เป็นเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด เห็นว่า สินค้าที่สูญหายมีมูลค่าสูงกว่าจึงปฏิเสธและเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทน โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปแล้วเป็นเงิน 3,999.60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 156,884.31 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ขนส่งตามหนังสือเรียกร้อง ใบรับช่วงสิทธิ และสำเนาภาพถ่ายเช็ค มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองที่ว่า ในกรณีที่ผู้ส่งได้สำแดงมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ในใบรับขนทางอากาศ จำเลยทั้งสองจะรับผิดชดใช้ตามมูลค่าสินค้าที่สำแดงไว้ แต่ไม่เกินจำนวน 500 ดอลลาร์สหรัฐ มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ กรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 บัญญัติว่า"ใบรับ ใบตราส่ง หรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นก็ดีซึ่งผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งนั้น ถ้ามีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งประการใด ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น" ซึ่งปัญหาว่า บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดหรือไม่ นั้น เห็นว่า บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ใช้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศกับจำเลยทั้งสองมานาน มีการว่าจ้างขนส่งสินค้าสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง จนกระทั่งมีบัญชีประจำกับจำเลยที่ 1 และนอกจากจำเลยทั้งสองแล้ว บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ยังเคยใช้บริการของบริษัทอื่นที่รับขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงโดยเฉพาะ เชื่อว่าบริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ทราบถึงความแตกต่างของเงื่อนไขการขนส่งสินค้าและอัตราค่าบริการของบริษัทผู้ประกอบการรับขนส่งสินค้าทางอากาศแต่ละบริษัทเป็นอย่างดีเพราะค่าบริการขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศย่อมจัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายประจำของบริษัทที่ประกอบกิจการส่งสินค้าออกจำหน่ายในต่างประเทศและจัดว่าเป็นต้นทุนรายจ่ายหลักของบริษัทอย่างหนึ่ง จึงจำเป็นอยู่เองที่บริษัทผู้ส่งจะต้องเลือกใช้บริการขนส่งสินค้าที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และการที่บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งระบุข้อความในช่องรายการมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งไว้ 500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่แจ้งราคามูลค่าสินค้าตามจริงก็เพราะทราบถึงข้อจำกัดความรับผิดตามเงื่อนไขการขนส่งของจำเลยทั้งสองเป็นอย่างดี เท่ากับเป็นกรณีที่บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งเลือกที่จะยอมรับข้อจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนทางอากาศแผ่นที่ 1 และตามเงื่อนไขการขนส่งของจำเลยทั้งสองนั่นเอง โดยทราบดีว่าหากสินค้าสูญหายจะได้รับชดใช้เท่าใด ทั้งหากบริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งคาดหมายว่า หากเกิดกรณีสินค้าสูญหายจะได้รับชดใช้เต็มตามมูลค่าของสินค้า ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องทำประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์อีก นอกจากนี้การที่บริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งระบุมูลค่าสินค้าในช่องมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งกับช่องมูลค่าสินค้าเพื่อพิธีการศุลกากรแตกต่างกันก็คงเป็นเพราะทราบว่าการสำแดงจำนวนมูลค่าสินค้าในแต่ละช่องรายการจะมีผลต่อเรื่องใด ตลอดจนทราบถึงข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว เชื่อได้ว่านางสาวพรเพ็ญพนักงานประจำแผนกขนส่งของบริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรงทราบเงื่อนไขการขนส่งต่าง ๆ เป็นอย่างดี เมื่อนางสาวพรเพ็ญลงลายมือชื่อในใบรับขนทางอากาศในฐานะตัวแทนบริษัทผู้ส่ง จึงถือได้ว่าบริษัทวัฒนาเจ็มส์ จำกัด ผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งเช่นว่านั้นแล้ว ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลบังคับได้ไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุในใบรับขนทางอากาศ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 2,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเเอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2552
#506649
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งเป็นเช็ค แต่ผู้รับตราส่งไม่สามารถนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้จึงจัดส่งคืนโจทก์ จากนั้นผู้รับตราส่งตกลงให้ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับค่าสินไหมทดแทนผู้รับตราส่ง และโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นตัวแทนของผู้รับตราส่งแล้ว เท่ากับโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่งซึ่งมีต่อผู้ขนส่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ภาชนะขนส่ง" หมายความว่า ตู้สินค้า ไม้รองสินค้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันซึ่งใช้บรรจุหรือรองรับของ หรือใช้รวมหน่วยการขนส่งของหลายหน่วยเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเล และ "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง และแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ อัน หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่นเมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าการขนส่งสินค้าครั้งนี้ สินค้ามี 880 ชุด บรรจุอยู่ในลังหรือกล่องกระดาษรวม 22 ลัง และวางบนไม้รองสินค้า 2 ไม้รองสินค้าดังนี้ แม้สินค้ามี 880 ชุด แต่ชุดของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่หน่วยการขนส่งตามคำนิยามข้างต้น ส่วนไม้รองสินค้าตามคำนิยามก็เป็นเพียงภาชนะขนส่ง เมื่อสินค้าที่ขนส่งมี 22 ลัง แต่ละลังที่บรรจุสินค้าอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ จึงถือว่าแต่ละลังที่บรรจุสินค้าเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อสินค้าทั้งหมดมี 22 ลัง ใน 1 ลังบรรจุสินค้ารวม 40 ชุด แต่สินค้าได้รับความเสียหายรวม 660 ชุด เท่ากับ 17 ลัง หรือ 17 หน่วยการขนส่ง ดังนี้ จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดเป็นเงิน 170,000 บาท และเมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ และผู้รับตราส่งมีสิทธิเท่ากับผู้ส่ง เมื่อผู้ขนส่งมีสิทธินำการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม มาตรา 58 มาใช้บังคับได้ ผู้ขนส่งจึงยกการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวมาใช้อ้างต่อโจทก์ได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 830,378.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 793,528.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทแอโร-มารีน ทรานสเวิลด์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 529,018.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 พฤษภาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าบริษัททาคาคอม (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขายสินค้าจำพวกรีโมทคอนโทรล จำนวน 880 ชุด ให้แก่บริษัทอูเอดะ เจแปน เรดิโอ จำกัด ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 3,275,360 เยน ตามสำเนาใบกำกับสินค้า โดยผู้ขายได้ทำสัญญาประกันภัยสินค้าในระหว่างการขนส่งไว้กับโจทก์ในทุนประกันภัย 1,297,042 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล ผู้ขายได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปส่งให้ผู้ซื้อเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้เงื่อนไขการขนส่งแบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ตามสำเนาใบตราส่งแล้วจำเลยได้มอบหมายให้จำเลยร่วมทำการขนส่งสินค้านั้นตามใบตราส่งจำเลยร่วมได้รับมอบสินค้าในสภาพเรียบร้อย ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 เรือขนส่งสินค้าถึงเมืองโตเกียว จำเลยได้เปิดตู้คอนเทนเนอร์แล้วนำสินค้าไปเก็บในคลังสินค้า วันที่ 29 เดือนเดียวกันผู้รับตราส่งไปขอรับสินค้าตามสำเนาใบส่งปล่อยสินค้า ปรากฏว่ากล่องบรรจุสินค้าฉีกขาดและมีรอยแตก ต่อมาได้สำรวจตรวจสอบปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหาย ผู้รับตราส่งจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยและจำเลยร่วมอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ย่อมไม่ได้เข้ารับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ในข้อนี้โจทก์มีนางสาวนภาภรณ์ เจ้าหน้าที่สินไหมทดแทนของโจทก์เป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่าผู้รับตราส่งในฐานะผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้เรียกร้องมายังโจทก์ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่ง ต่อมาโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 793,529.28 บาท ให้แล้วโดยจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยแทนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ตามใบรับค่าสินไหมทดแทนและใบรับช่วงสิทธิ เหตุที่จ่ายให้ผู้เอาประกันภัยแทนเนื่องจากผู้รับตราส่งไม่สามารถนำเช็คที่โจทก์จ่ายให้ไปเรียกเก็บเงินได้ จึงจัดส่งเช็คกลับคืนมายังโจทก์ตามหลักฐานการคืนเงินของธนาคารและใบเสร็จรับเงิน ยังได้ความตามคำเบิกความของนางสาวนภาภรณ์ตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ได้มีการตกลงระหว่างโจทก์กับผู้รับตราส่งว่าให้โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย โดยผู้รับตราส่งยินยอมให้ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ยังมีนายสุรสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายรับประกันภัยของโจทก์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อสินค้าโดยสั่งจ่ายเป็นเช็คส่งผ่านให้ตัวแทนโจทก์ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ยังจ่ายให้ผู้ซื้อสินค้าไม่ได้เนื่องจากมีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินจึงส่งดราฟต์คืนมาให้โจทก์ ผู้ซื้อสินค้าจึงแจ้งให้โจทก์ให้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขาย เมื่อผู้ขายรับเงินแล้วจึงได้ทำเอกสารใบรับค่าสินไหมทดแทนและใบรับช่วงสิทธิ และโจทก์ทราบว่าผู้ขายได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว รายละเอียดตามสำเนาโทรสารซึ่งผู้รับตราส่งแจ้งเรียกเก็บเงินมา ในข้อนี้จำเลยและจำเลยร่วมมีแต่นายปฐมพล เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายของจำเลยให้ถ้อยคำเพียงว่าไม่ปรากฏหลักฐานพอเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งหรือผู้รับตราส่งมอบหมายให้ใครรับแทนเท่านั้น เห็นว่า โจทก์มีพยาน 2 ปาก ให้ถ้อยคำและเบิกความยืนยันประกอบเอกสารดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งโดยจ่ายเป็นเช็ค แต่ผู้รับตราส่งไม่สามารถนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้จึงจัดส่งคืนโจทก์ จากนั้นผู้รับตราส่งตกลงให้ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับค่าสินไหมทดแทนแทนผู้รับตราส่งและโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นตัวแทนของผู้รับตราส่งแล้ว เช่นนี้ เท่ากับโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่งซึ่งมีต่อผู้ขนส่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมประการต่อไปมีว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยและจำเลยร่วมอ้างว่าจำเลยรับขนสินค้าจากท่าต้นทางกรุงเทพถึงท่าปลายทางเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เหตุแห่งการเสียหายของสินค้านั้นไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของตน แต่เกิดขึ้นหลังจากผู้รับตราส่งรับสินค้าที่เมืองโตเกียวแล้ว เห็นว่า ในข้อนี้นางสาวนภาภรณ์พยานโจทก์ให้ถ้อยคำว่า เมื่อเรือขนส่งสินค้าถึงท่าปลายทางเมืองโตเกียว ผู้รับตราส่งนำใบสั่งปล่อยสินค้าไปขอรับสินค้าจากคลังสินค้าและพบว่าสินค้าได้รับความเสียหาย กล่องบรรจุสินค้าเปียกน้ำ ฉีกขาดและมีรอยแตกหัก ผู้รับตราส่งจึงโต้แย้งไว้กับตัวแทนของจำเลยและคลังสินค้าที่ท่าปลายทางโดยมีการบันทึกความเสียหายตามที่ผู้รับตราส่งได้โต้แย้งไว้ในใบสั่งปล่อยสินค้าดังกล่าว ต่อมาผู้รับตราส่งได้ติดต่อให้บริษัทคอร์เนส จำกัด ซึ่งเป็นผู้สำรวจตัวแทนของลอยด์ไปทำการสำรวจความเสียหายของสินค้าโดยละเอียดพบว่าสินค้าทั้ง 2 ไม้รองสินค้าได้รับความเสียหายกล่าวคือเปียกน้ำ แตกหัก ก่อนที่ผู้รับตราส่งจะรับมอบสินค้า เมื่อผู้รับตราส่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากตัวแทนของจำเลย ตัวแทนของจำเลยก็มิได้ปฏิเสธว่าสินค้ามิได้รับความเสียหายและความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่ง โดยผู้สำรวจได้จัดทำรายงานการสำรวจไว้ เห็นว่า นอกจากมีหมายเหตุไว้ในสำเนาใบสั่งปล่อยสินค้าว่า สินค้า 2 ไม้รองสินค้า แตกหักบางส่วนและบี้แบนบางส่วนแล้ว ตามรายงานการสำรวจดังกล่าวก็ระบุไว้ว่าเมื่อตัวแทนของผู้รับสินค้ามารับสินค้าที่สถานีส่งมอบสินค้าในวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ปรากฏว่ากล่องกระดาษที่อยู่บนไม้รองสินค้าเปียกน้ำ บี้แบน และแตกหักระดับต่างๆ กัน เมื่อรับมอบไม้รองสินค้าดังกล่าวในวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 นั้น ผู้รับสินค้าสังเกตพบว่ากล่องกระดาษมีความเสียหายจากการเปียกน้ำ บี้แบนและแตกหักทั่วไป ทั้งมีกล่องกระดาษ 10 กล่อง ที่วางไว้ในสภาพไม่เรียบร้อยนั้นไม่ได้เป็นของเดิม บางกล่องวางกลับหัว แม้ตามรายงานการสำรวจดังกล่าวจะปรากฏว่าได้ทำการสำรวจในวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ที่โรงงานของผู้รับสินค้า เมืองยูอิดะ จังหวัดนากาโน แต่การสำรวจดังกล่าวก็เป็นการสำรวจโดยผู้สำรวจที่ผู้รับตราส่งติดต่อมาให้สำรวจความเสียหายของสินค้าโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งหลังจากผู้รับตราส่งได้พบสภาพความเสียหายของสินค้าก่อนที่จะรับมอบสินค้าแล้วดังกล่าว ที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างว่าผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าที่เมืองโตเกียวในสภาพเรียบร้อยไม่ปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายนั้น จำเลยและจำเลยร่วมมีแต่นายปฐมพล พยานจำเลยให้ถ้อยคำว่า ขณะส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งที่เมืองโตเกียวพบว่าสินค้า 2 ไม้รองสินค้าบางส่วนแตกหัก บางส่วนบุบบี้เท่านั้น ไม่ได้มีการตรวจสอบว่าสินค้าที่บรรจุภายในกล่องเสียหายหรือไม่อย่างไร และเพิ่งปรากฏตามรายงานการสำรวจว่าสินค้าเปียกน้ำด้วย น่าเชื่อว่าสินค้าเปียกน้ำภายหลังการรับมอบนั้น เห็นว่า ที่ใบสั่งปล่อยสินค้าระบุเพียงว่าสินค้า 2 ไม้รองสินค้าแตกหักบางส่วนและบี้แบนบางส่วนนั้น เป็นเพียงการตรวจสอบพบความเสียหายในเบื้องต้นและระบุถึงสภาพความเสียหายของสินค้าไว้คร่าวๆ โดยยังไม่ได้ทำการตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียด ตามรายงานการสำรวจ ก็ระบุไว้ชัดว่าเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ผู้รับสินค้าสังเกตพบว่ากล่องกระดาษมีความเสียหายจากการเปียกน้ำ จากการบี้แบนและแตกหักทั่วไป นายปฐมพลก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าที่ให้ถ้อยคำว่าได้มีการสำรวจสินค้าพิพาทเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ที่โรงงานของผู้รับตราส่งนั้น ก่อนหน้านั้นสินค้าได้มีการตรวจพบว่าเสียหายตั้งแต่ท่าเมืองโตเกียวแล้ว ทั้งนายพัลลภ พยานจำเลยร่วมก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าก่อนส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยและจำเลยร่วม เชื่อได้ว่า เหตุแห่งการเสียหายของสินค้านั้นเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยและจำเลยร่วม จำเลยผู้ขนส่งและจำเลยร่วมผู้ขนส่งอื่นย่อมต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าดังกล่าว ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดเพียงใด โดยจำเลยและจำเลยร่วมอ้างว่าจำเลยและจำเลยร่วมนำข้อจำกัดความตามมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ซึ่งให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งมาใช้บังคับได้ เห็นว่า มาตรา 60 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้

(1) การสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้..." เมื่อทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าเมื่อผู้รับตราส่งไปรับสินค้าที่ท่าปลายทางพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายจึงได้โต้แย้งไว้เท่านั้น ฝ่ายจำเลยและจำเลยร่วมก็ไม่ได้นำสืบถึงว่าสินค้าเกิดการเสียหายขึ้นอย่างไร ตามทางนำสืบจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไรและเกิดขึ้นเป็นผลจากการที่จำเลย จำเลยร่วมหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยหรือจำเลยร่วมได้กระทำหรืองดเว้นกระทำประการใด เป็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำโดยมีเจตนาที่จะทำให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ ที่จะมิให้ใช้บังคับการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 60 (1) ดังกล่าวข้างต้นดังนี้ จำเลยและจำเลยร่วมย่อมได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม มาตรา 58 ดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม มาตรา 58 ดังกล่าวมาใช้บังคับได้ ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างว่าสินค้าพิพาทมี 2 ไม้รองสินค้า เท่ากับมี 2 หน่วยการขนส่ง จำเลยและจำเลยร่วมจึงรับผิดเพียง 20,000 บาท และโจทก์อ้างว่าสินค้าพิพาทมี 880 ชุด เท่ากับมี 880 หน่วยการขนส่งนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2538 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ภาชนะขนส่ง" หมายความว่า ตู้สินค้า ไม้รองสินค้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันซึ่งใช้บรรจุหรือรองรับของ หรือใช้รวมหน่วยการขนส่งของหลายหน่วยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเล และ "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่าหน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง และแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ อัน หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าการขนส่งสินค้าครั้งนี้ สินค้ามี 880 ชุด บรรจุอยู่ในลังหรือกล่องกระดาษ รวม 22 ลังและวางบนไม้รองสินค้า 2 ไม้รองสินค้า ดังนี้ เห็นว่า แม้สินค้ามี 880 ชุด แต่ชุดของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่หน่วยการขนส่งตามคำนิยามดังกล่าวข้างต้น ส่วนไม้รองสินค้าตามคำนิยามดังกล่าวก็เป็นเพียงภาชนะขนส่ง เมื่อสินค้าที่ขนส่งมี 22 ลัง และแต่ละลังที่บรรจุสินค้าอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ จึงถือว่าแต่ละลังที่บรรจุสินค้าเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อได้ความตามถ้อยคำของนางสาวนภาภรณ์พยานโจทก์ประกอบรายงานการสำรวจว่า สินค้าทั้งหมดมี 22 ลัง ใน 1 ลัง บรรจุสินค้ารวม 40 ชุด แต่สินค้าได้รับความเสียหาย รวม 660 ชุด ซึ่งเท่ากับ 17 ลัง หรือ 17 หน่วยการขนส่ง ดังนี้จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดเป็นเงิน 170,000 บาท และเมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ และผู้รับตราส่งมีสิทธิเท่ากับผู้ส่ง เมื่อผู้ขนส่งมีสิทธินำการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาใช้บังคับได้ ผู้ขนส่งจึงยกการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวมาใช้อ้างต่อโจทก์ได้ด้วย จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 170,000 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 พฤษภาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไวส์เฟรทเซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทแอโร-มารีน ทรานสเวิลด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3210/2552
#502422
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนที่ดินได้ความว่า จำเลยที่ 2 นำที่ดินไปจดทะเบียนและเพิ่มเงินจำนองไว้แก่โจทก์หลายครั้ง คือ จำนองเป็นประกันลำดับแรกและจำนองเป็นประกันลำดับสอง ซึ่งหมายถึง มีการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ในมูลหนี้ต่างรายกัน รวม 2 ราย ส่วนรายละเอียดของการโอนสิทธิจำนองในหนี้สินรายใดย่อมต้องปรากฏอยู่ในหลักฐานการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัท ธ. สัญญาจำนองเพื่อประกันหนี้รายใดย่อมถือว่าหนี้รายนั้นเป็นหนี้ประธาน สัญญาจำนองย่อมถือเป็นอุปกรณ์ของหนี้ประธาน ดังนั้น การโอนสิทธิรับจำนองหนี้รายหนึ่งรายใดไปให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ย่อมหมายถึงมีการตกลงโอนหนี้ประธานไปยังบุคคลคนนั้นแล้ว ได้ความว่า ก่อนฟ้องโจทก์โอนหนี้ของจำเลยบางส่วนไปให้แก่บริษัท ธ. และโอนสิทธิการรับจำนองลำดับที่หนึ่งไปด้วย ส่วนสิทธิจำนองคดีนี้เป็นสิทธิจำนองลำดับสอง ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์มิได้โอนสิทธิเรียกร้องตามฟ้องไปให้แก่บริษัท ธ. ดังนั้น สิทธิจำนองลำดังสองซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้หรือสิทธิเรียกร้องตามฟ้องย่อมไม่อาจโอนไปยังบริษัท ธ. โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 994,641.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 554,489.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 46862 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจากโจทก์ด้วยการชำระหนี้ดังกล่าวหากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องและโอนสิทธิการรับจำนองตามฟ้องคดีนี้ไปแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสี่เป็นอันระงับไป ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาตและจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 994,641.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 554,489.98 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าต่ำกว่าอัตรานี้ ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 13.5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 46862 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 46862 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 46862 ไปจดทะเบียนจำนองและเพิ่มเงินจำนองไว้แก่โจทก์หลายครั้ง คือวันที่ 6 กันยายน 2536 จำนองเป็นประกันลำดับแรกและจำนองเป็นประกันลำดับสองซึ่งหมายถึงมีการจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ในมูลหนี้ต่างรายกัน รวม 2 ราย วันที่ 28 กรกฎาคม 2537 ขึ้นเงินจำนองเป็นประกันลำดับสองครั้งที่หนึ่ง วันที่ 4 ตุลาคม 2537 ขึ้นเงินจำนองเป็นประกันลำดับสองครั้งที่สองซึ่งรายละเอียดของวงเงินจำนองและการขึ้นเงินจำนองแต่ละครั้งจะปรากฏในสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเงินจำนองในแต่ละครั้งไป ส่วนรายการจดทะเบียนครั้งสุดท้ายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 บันทึกว่า โอนสิทธิการรับจำนองระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัดซึ่งรายละเอียดของการโอนสิทธิจำนองในหนี้สินรายใดย่อมต้องปรากฏอยู่ในหลักฐานการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด สัญญาจำนองเพื่อประกันหนี้รายใดย่อมถือว่าหนี้รายนั้นเป็นหนี้ประธาน สัญญาจำนองย่อมถือเป็นอุปกรณ์ของหนี้ประธาน ดังนั้น การโอนสิทธิรับจำนองหนี้รายหนึ่งรายใดไปให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดย่อมหมายถึงมีการตกลงโอนหนี้ประธานไปยังบุคคลคนนั้นแล้ว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ แสดงว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มิได้โอนสิทธิเรียกร้องตามฟ้องไปให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด แต่อย่างใด และข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวเพราะจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ ดังนั้นสิทธิการับจำนองลำดังสองซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้หรือสิทธิเรียกร้องตามฟ้องย่อมไม่อาจโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การโอนสิทธิรับจำนองในรายการจดทะเบียนของที่ดินโฉนดเลขที่ 46862 มิได้โอนสิทธิการรับจำนองเป็นประกันลำดับสองแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 46862 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์โอนสิทธิการรับจำนองเป็นประกันมูลหนี้ตามฟ้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46862 อันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากขายทอดตลาดแล้วยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดอยู่จนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 305 ม. 712
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทพรี เชน กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2552
#451849
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ป. ประกอบกิจการสายการเดินเรือรับส่งสินค้าโดยมีโจทก์เป็นตัวแทน โจทก์ออกใบตราส่ง ใบเสร็จรับเงินค่าระวางขนส่ง ค่าภาระหน้าท่า และค่าธรรมเนียมการออกใบตราส่งแทนบริษัท ป. ดังนั้นบริษัท ป. จึงเป็นคู่สัญญากับผู้ส่งสินค้าในสัญญารับขนของทางทะเลและเป็นผู้ขนส่งสินค้าที่แท้จริง เมื่อโจทก์เป็นเพียงตัวแทนของสายการเดินเรือของบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทดังกล่าวไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี ทั้งไม่ใช่กรณีที่โจทก์อาจรับช่วงสิทธิได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย จำนวน 32,858.15 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 1,303,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,258.15 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 1,303,980 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อจองเรือจากโจทก์ เพื่อขนส่งสินค้าจำพวกเศษโลหะผสม น้ำหนักประมาณ 100,000 กิโลกรัม ด้วยเงื่อนไขการขนส่งแบบซีวาย/ซีวาย จากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือนิวหวางผู่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาโจทก์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 ไปรับตู้สินค้าจำนวน 5 ตู้ จำเลยที่ 1 จึงติดต่อให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าไปรับตู้สินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 2 นำสินค้าไปบรรจุที่โรงงานของจำเลยที่ 2 โดยมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรควบคุมการบรรจุ จากนั้นบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด โดยโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนได้ออกใบตราส่งให้จำเลยที่ 1 เรือได้ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือปลายทางเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์เพื่อขอเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากบริษัทแอนเดอสัน โกลบอล โลจีสติคส์ จำกัด เป็นบริษัทวูเชียน อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กพอร์ตเทรด จำกัด และให้ระบุชื่อผู้รับแจ้ง คือบริษัทแอนเดอสัน โกลบอล โลจีสติคส์ และในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ให้เปลี่ยนท่าเรือไปยังท่าเรือกวาง เบาทอง และต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2543 แจ้งให้โจทก์เปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งใหม่เป็น บริษัทลอคแมนชิปปิ้ง จำกัด และให้ส่งตู้สินค้าไปที่ท่าเรือฮ่องกง แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ในวันที่ 20 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่า ลูกค้าปลายทางไม่สามารถเคลียร์สินค้าได้ จำเลยที่ 2 และบริษัทดังกล่าวจึงขอยกเลิกสินค้าพิพาท โดยไม่ขอรับสินค้ากลับและอนุญาตให้นำสินค้าไปขายทอดตลาดได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบ ในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ขอยกเลิกสินค้าพิพาทและให้สินค้าตกเป็นของแผ่นดินส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาเจ้าหน้าที่ศุลกากรของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตรวจพบว่า สินค้าในตู้สินค้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าจึงลงโทษปรับบริษัทไท่ผิงการเดินเรือ (ประเทศจีน) จำกัด และให้ขนส่งสินค้ากลับไป โดยปรับบริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 หยวน บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด จึงขนส่งสินค้ากลับประเทศไทย และเมื่อเรือขนส่งสินค้าถึงประเทศไทย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองไปรับสินค้าและดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้าแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนของสายการเดินเรือรับส่งสินค้าหลายบริษัทรวมทั้งบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลนส์ (พีทีอี) จำกัด จำเลยที่ 1 ได้จองตู้สินค้าจากโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนสายการเดินเรือรับขนส่งสินค้า จากนั้นโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปรับตู้สินค้าเสร็จแล้วนำไปมอบให้แก่บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์ เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีซี) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสายการเดินเรือที่รับขนส่งสินค้าครั้งนี้ ต่อมาโจทก์ได้มอบสำเนาใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยตามใบตราส่งดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่า โจทก์ออกใบตราส่งแทนบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ผู้ขนส่ง ประกอบกับยังได้ความตามถ้อยคำของพยานจำเลยที่ 1 ทั้งสองคนดังกล่าวว่า ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 ได้มีการชำระค่าระวางขนส่ง ค่าภาระหน้าท่า และค่าธรรมเนียมการออกใบตราส่งให้แก่โจทก์ ฝ่ายโจทก์ได้มอบใบเสร็จรับเงินให้ ปรากฏว่าหลักฐานการรับเงินค่าระวางขนส่งและค่าภาระหน้าท่าดังกล่าว โจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินแทนบริษัทสายการเดินเรือ ส่วนแผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานการรับเงิน ค่าธรรมเนียมการออกใบตราส่ง โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามของตนเอง ดังนี้ บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลนส์ (พีทีอี) จำกัด เป็นผู้รับชำระค่าระวางการขนส่งสินค้าครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลนส์ (พีทีอี) จำกัด เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งสินค้าในสัญญารับขนของทางทะเลครั้งนี้มิใช่โจทก์ ส่วนที่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ก็ต่อสู้อยู่ว่า เพราะโจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ผู้ขนส่ง เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด เป็นผู้ขนส่งสินค้าที่แท้จริง ส่วนโจทก์เป็นเพียงตัวแทนของสายการเดินเรือของบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด เมื่อบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทั้งกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของโจทก์อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีสเทอน มารีไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทริช เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2552
#502740
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์ในสัญญารับขนของทางทะเล โจทก์เป็นตัวแทนของสายการเดินเรือต่างประเทศหลายบริษัทรวมทั้งสายการเดินเรือของบริษัท ป. ผู้ขนส่ง โจทก์ทำหน้าที่รับจองตู้สินค้าและออกใบตราส่ง และตามใบตราส่งก็ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของตู้สินค้า และโจทก์ไม่มีสายการเดินเรือเป็นของตน ต่อมาโจทก์มอบสำเนาใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามใบตราส่งก็ระบุไว้ชัดว่าโจทก์ออกใบตราส่งแทนบริษัท ป. ผู้ขนส่ง ต่อมาได้มีการชำระค่าระวางขนส่ง ค่าภาระหน้าท่า และค่าธรรมเนียมการออกใบขนส่งให้แก่โจทก์ โจทก์ได้มอบใบเสร็จรับเงินให้ ปรากฏว่าหลักฐานการรับเงินค่าระวางขนส่งและค่าภาระหน้าท่า โจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินแทนบริษัท ป. ส่วนหลักฐานการรับเงินค่าธรรมเนียมการออกใบตราส่ง โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามของตนเอง บริษัท ป. จึงเป็นผู้รับชำระค่าระวางการขนส่งสินค้าครั้งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัท ป. เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งสินค้าในสัญญารับขนของทางทะเลครั้งนี้ มิใช่โจทก์ โจทก์เป็นเพียงตัวแทนของสายการเดินเรือของบริษัท ป. เมื่อบริษัท ป. ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทั้งกรณีนี้โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,858.15 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 1,303,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,258.15 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 1,303,980 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...โจทก์มีแต่นายสุรชัยเพียงปากเดียวให้ถ้อยคำและเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการขนส่งสินค้าครั้งนี้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ติดต่อจองเรือต่อโจทก์นั้นโจทก์อาจรับจองเรือในฐานะที่โจทก์เป็นตัวแทนผู้ขนส่งก็ได้ นอกจากนี้โจทก์ไม่มีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์ในสัญญารับขนของทางทะเลดังกล่าว ทั้งนายสุรชัยก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านยอมรับว่า โจทก์เป็นตัวแทนของสายการเดินเรือต่างประเทศหลายบริษัทรวมทั้งสายการเดินเรือของบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ทั้งนายสุรชัยยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า คดีนี้โจทก์ทำหน้าที่รับจองตู้สินค้าและออกใบตราส่งเท่านั้น และตามใบตราส่งดังกล่าวก็ปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของตู้สินค้าดังกล่าวและโจทก์ไม่มีสายการเดินเรือเป็นของตน ตามคำเบิกความของนายสุรชัยดังกล่าวล้วนแต่เจือสมกับพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ความว่า โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนของสายการเดินเรือรับส่งสินค้าหลายบริษัทรวมทั้งบริษัทแปซิฟิคอินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด จำเลยที่ 1 ได้จองตู้สินค้าจากโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนสายการเดินเรือรับขนส่งสินค้า จากนั้นโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปรับตู้สินค้าเสร็จแล้วนำไปมอบให้แก่บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสายการเดินเรือที่รับขนส่งสินค้าครั้งนี้ ต่อมาโจทก์ได้มอบสำเนาใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยตามใบตราส่งดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่า โจทก์ออกใบตราส่งแทนบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ผู้ขนส่ง ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 ได้มีการชำระค่าระวางขนส่ง ค่าภาระหน้าท่า และค่าธรรมเนียมการออกใบตราส่งให้แก่โจทก์ ฝ่ายโจทก์ได้มอบใบเสร็จรับเงินให้ ปรากฏว่าหลักฐานการรับเงินค่าระวางขนส่งและค่าภาระหน้าท่าโจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินแทนบริษัทสายการเดินเรือ ส่วนหลักฐานการรับเงิน ค่าธรรมเนียมการออกใบตราส่งโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามของตนเอง ดังนี้ บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด เป็นผู้รับชำระค่าระวางการขนส่งสินค้าครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งสินค้าในสัญญารับขนของทางทะเลครั้งนี้มิใช่โจทก์ เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทแฟซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด เป็นผู้ขนส่งสินค้าที่แท้จริง ส่วนโจทก์เป็นเพียงตัวแทนของสายการเดินเรือของบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส์ (พีทีอี) จำกัด เมื่อบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี) จำกัด ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทั้งกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของโจทก์อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีสเทอน มารีไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทริช เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2552
#502739
เปิดฉบับเต็ม

วิธีการขนส่งแบบ CY Loading คือผู้ส่งสินค้าจะเป็นผู้บรรจุสินค้าของตนเข้าไปในตู้สินค้า และปิดผนึกตู้สินค้านั้นด้วยผนึกที่ผู้ขนส่งให้มา ดังนั้น ในการขนถ่ายสินค้าทั้งสองครั้ง โจทก์ผู้ส่งมีหน้าที่ในการขนถ่ายสินค้าเข้าตู้สินค้าและผนึกที่ตู้สินค้า เมื่อผนึกที่ตู้สินค้าเมื่อถึงปลายทางที่สถานที่ของผู้รับตราส่งยังเป็นผนึกเดิม แสดงว่าระหว่างการขนส่งสินค้าในตู้สินค้าไม่ได้ถูกขนถ่ายออกจากตู้สินค้าเลย จึงฟังไม่ได้ว่าสินค้าสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งนี้ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 713,637.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 713,637.88 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งในการออกหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลให้แก่ผู้ส่ง จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่บรรจุและตรวจนับสินค้ารวมทั้งการปิดผนึกตู้สินค้า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สินค้าพิพาทสูญหายไปในระหว่างการขนส่งของผู้ขนส่งหรือไม่ เห็นว่า ตามใบตราส่งได้ระบุถึงรูปแบบการขนส่งครั้งพิพาทไว้ว่า เป็นแบบ CY/CY กำหนดหน้าที่ให้โจทก์ผู้ส่งเป็นผู้ขนถ่ายและตรวจนับ (SHIPPER' S LOAD & COUNT) ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีหนังสือของบริษัทกรพินท์กิจขนส่ง จำกัด และบริษัทเค คอนเทนเนอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างจากจำเลยที่ 2 นำรถบรรทุกตู้สินค้าไปรับสินค้าที่บริษัทโจทก์ในครั้งพิพาททั้งสองครั้งซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นหลังจากมีการแจ้งเรื่องสินค้าไม่ครบจำนวนได้ไม่นาน โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ในการขนถ่ายสินค้าเข้าตู้สินค้าไว้โดยลำดับอย่างมีเหตุผลยืนยันว่าหลังจากบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าที่โกดังของโจทก์เสร็จก็ได้มีการผนึกที่ตู้สินค้าต่อหน้าพนักงานของโจทก์ โดยโจทก์ผู้ส่งมีหน้าที่ต้องผนึกที่ตู้สินค้าหลังจากขนถ่ายสินค้าเข้าตู้สินค้าด้วยตนเอง...

นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังอ้างคำอธิบายเรื่องธุรกิจพาณิชยนาวี โดย ดร.กมลชนก ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2534 ซึ่งอธิบายวิธีการขนส่งแบบ CY loading ไว้ว่า "ผู้ส่งสินค้าจะเป็นผู้บรรจุสินค้าของตนเข้าไปในตู้สินค้า และปิดผนึกตู้สินค้านั้นด้วยผนึกที่ผู้ขนส่งให้มา" มาเป็นข้อสนับสนุนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าในการขนถ่ายสินค้าพิพาททั้งสองครั้งโจทก์ผู้ส่งมีหน้าที่ในการขนถ่ายสินค้าเข้าตู้สินค้าและผนึกที่ตู้สินค้า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าผนึกที่ตู้สินค้าเมื่อถึงปลายทางที่สถานที่ของผู้รับตราส่งยังเป็นผนึกเดิม แสดงว่าระหว่างการขนส่งสินค้าในตู้สินค้าไม่ได้ถูกขนถ่ายออกจากตู้สินค้าเลย คดีจึงฟังไม่ได้ว่าสินค้าสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่าสินค้าสูญหายไปในระหว่างการขนส่งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเมื่อฟังไม่ได้ว่าสินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งนี้ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ก็ตาม คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้โจทก์ใช้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 52 (9)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชวาลาเทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทดานซาส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3200/2552
#451872
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ก. ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยนำไม้ซึ่งแปรรูปแล้วใส่กระบะพ่วงรถไถนาเดินตามออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม้การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคหนึ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 (5) ให้ความหมายว่าการนำไม้ออกจากป่าด้วยประการใด ๆ เป็นการทำไม้ ตามนิยามคำว่า "ทำไม้" ด้วยก็ตาม แต่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามด้วยนั้น มิได้บัญญัติให้การนำไม้ออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามฟ้อง เป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันตัดหรือโค่นต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดตามมาตราดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 138, 140, 190, 334, 335 ริบของกลาง ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวมเป็นเงิน 12,500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันตัดหรือโค่นต้นไม้หรือพฤกษชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง, 190 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ฐานร่วมกันหลบหนีไประหว่างถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี 6 เดือน ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอจ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ...คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ก. ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยนำไม้ซึ่งแปรรูปแล้วใส่กระบะพ่วงรถไถนาเดินตามออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม้การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคหนึ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 4 (5) ให้ความหมายว่า การนำไม้ออกจากป่าด้วยประการใด ๆ เป็นการทำไม้ ตามนิยามคำว่า "ทำไม้" ด้วยก็ตาม แต่พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามด้วยนั้น มิได้บัญญัติให้การนำไม้ออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามฟ้อง เป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดตามมาตราดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38, 54 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 38 ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (5) ม. 11 ม. 73 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายใส สมงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายสาวกันยา ติรเศรษฐเสมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
สบโชค สุขารมณ์
มณูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3185/2552
#502421
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความที่ ธ. ให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมแก่ น. ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1469 ที่ให้สิทธิสามีหรือภริยาสามารถบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาได้ในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า น. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตั้งแต่ขณะ น. ยังมีสิทธิตามข้อตกลงในการแบ่งสินทรัพย์ เนื่องจากยังมิได้ถูกบอกล้าง ผลของการบอกล้างดังกล่าวจึงไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริต ตามความตอนท้ายของ ป.พ.พ. มาตรา 1469 เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยสุจริต โจทก์จึงยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยและบริวารร่วมกันชำระเงินค่าใช้สอยที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าในอัตราเดือนละ 131,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 114030 ถึง 114037 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และอาคารคลังเก็บสินค้าเลขที่ 4/653 หมู่ 8 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยชำระเงินในอัตราเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากเดือนที่ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารคลังเก็บสินค้าของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่านายธงชัย เป็นสามีของนางนิตยา มีบุตรด้วยกัน 8 คน รวมทั้งโจทก์ นายธงชัยและนางนิตยาประกอบอาชีพค้าขายเหล็กใช้ชื่อร้านว่าร้านซงไท โดยบุตรทั้ง 8 คน รวมทั้งโจทก์ต่างมีหน้าที่ช่วยเหลือกิจการของร้านค้าเหล็กดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งปี 2530 มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้น ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2541 นายธงชัยและนางนิตยาได้ทำหนังสือข้อตกลงในการแบ่งสินทรัพย์ซึ่งเป็นสินสมรสกัน ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อตกลงว่าที่ดินตามข้อ 4 ถึงข้อ 7 ได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 114030 ถึง 114037 ที่พิพาทนายธงชัยยกให้แก่นางนิตยาเป็นสินส่วนตัวไม่ขอเกี่ยวข้องอีกต่อไป และต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 นายธงชัยได้ทำหนังสือยินยอมให้นางนิตยาทำนิติกรรมใดๆ ในที่ดินพิพาทได้ตามความประสงค์ และให้ความยินยอมล่วงหน้าไว้ด้วยว่า นายธงชัยจะไม่ขอยกเลิกเพิกถอนการให้ความยินยอมตามหนังสือยินยอมโดยเด็ดขาดและตลอดไป หลังจากนั้นนางนิตยาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยจดทะเบียนโอนให้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542 และต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2544 นายธงชัยได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวไปยังนางนิตยา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าหลังจากนายธงชัยบอกเลิกสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแล้วโจทก์ยังมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอยู่หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อความที่นายธงชัยให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมโดยเด็ดขาดและตลอดไปเป็นข้อความที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ นายธงชัยจึงยังมีสิทธิบอกเลิกเพิกถอนการให้ความยินยอมและบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้และเมื่อนายธงชัยได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสไปยังนางนิตยาแล้วกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมกลับเป็นสินสมรสของนายธงชัยและนางนิตยาดังเดิมนั้น เห็นว่า แม้ข้อความที่นายธงชัยให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมแก่นางนิตยาในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่ให้สิทธิสามีหรือภริยาสามารถบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาได้ในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นางนิตยาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตั้งแต่ขณะนางนิตยายังมีสิทธิตามข้อตกลงในการแบ่งสินทรัพย์เนื่องจากยังมิได้ถูกบอกล้าง ผลของการบอกล้างดังกล่าวจึงไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริตตามความตอนท้ายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาทำนองว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ได้วางแผนให้นายธงชัยแบ่งทรัพย์สินให้นางนิตยาแล้วให้นางนิตยายกที่ดินพิพาทให้โจทก์อีกทอดหนึ่งนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนางนิตยาว่า เหตุที่นางนิตยายกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพียงผู้เดียวก็เพราะนายธงชัยแบ่งเอาทรัพย์สินไปเกือบหมดข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่พอที่จะรับฟังว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่สุจริต โจทก์จึงยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ ข้ออ้างอื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวและไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ดูเพียงจากเอกสารซึ่งมิได้บ่งบอกหรือแสดงความเสียหายของโจทก์แล้วกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ถึงเดือนละ 40,000 บาท จึงสูงเกินไปนั้น เห็นว่า แม้โจทก์มีเพียงภาพถ่ายประกอบคำเบิกความ แต่ภาพดังกล่าวก็แสดงถึงตัวอาคารที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์เบิกความว่า เนื้อที่ถึง 810 ตารางเมตร และลานจอดรถซึ่งมีเนื้อที่ถึง 1 ไร่เศษ นอกจากนี้ยังได้ความว่าที่พิพาทอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้ความเจริญและมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจอีกด้วย การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท จากที่โจทก์เรียกร้องเอาถึงเดือนละ 131,000 บาท จึงนับว่าเหมาะสม ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร เลาหธนสาร
จำเลย — บริษัทธนสาร เซ็นทรัล สตีล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3179 -ที่ 3181/2552
#503117
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามเพื่อใช้สร้างวัด จำเลยทั้งสามมิได้ได้ที่ดินพิพาทมาโดยการซื้อขาย จำเลยทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสองเพื่อรอการส่งมอบให้แก่วัด เมื่อวัดนั้นได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วกรณียังถือไม่ได้ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามเป็นการแย่งการครอบครองของโจทก์ทั้งสอง เพราะไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองแต่ประการใด ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเท่าใด จำเลยทั้งสามก็ไม่ได้สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่กรณีการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เมื่อจนถึงปัจจุบันวัด ม. หรือสำนักสงฆ์ ม. มิได้เป็นวัดตามกฎหมาย กรณีจึงยังไม่มีวัดซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามเจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองทวงถามที่ดินพิพาทคืน จำเลยทั้งสามจึงต้องคืนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนแรก สำนวนที่ 2 และสำนวนที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ เมื่อประมาณปลายปี 2516 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระภิกษุประสงค์จะก่อสร้างวัดในบริเวณที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงได้มอบที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา และให้แก่จำเลยที่ 3 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 57 ตารางวา เพื่อให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิในที่ดินแทนโจทก์ทั้งสอง และเมื่อมีการตั้งวัดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็ให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่วัดแทนโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินในส่วนที่ได้รับจากโจทก์ทั้งสองรวมกับที่ดินของบุคคลอื่นทางทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ทั้งสองไปออกเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1356 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6658 เนื้อที่ 34 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนจำเลยที่ 3 ไปออกเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1358 และเลขที่ 1355 และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 9278 และเลขที่ 9279 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา และ 2 ไร่ 41 ตารางวา โดยมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ สำหรับจำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินส่วนที่ได้รับจากโจทก์ทั้งสองรวมกับที่ดินของบุคคลอื่นทางทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ทั้งสองไปออกเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1357 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 6386 เนื้อที่ 59 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา โดยมีชื่อวัดมาลัย (สำนักสงฆ์) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่วัดดังกล่าวมิได้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 6658 และ 6386 เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตกและที่ดินโฉนดเลขที่ 9278 และ 9279 ตามแผนที่พิพาทท้ายฟ้องจึงเป็นของโจทก์ทั้งสอง โดยมีจำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์แทน ต่อมาโจทก์ทั้งสองติดตามและสอบถามความคืบหน้าในการตั้งวัดจากจำเลยที่ 2 หลายครั้ง จำเลยที่ 2 แจ้งว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ จนในที่สุดโจทก์ทั้งสองจึงได้ทราบว่าจำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการตั้งวัดแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสองคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6658 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6386 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9278 และเลขที่ 9279 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ตามแผนที่ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

หลังจากศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 2 มรณภาพ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกวัดธงหงส์เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท หมาย จ.10 เป็นของโจทก์ทั้งสอง ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6386 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6658 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนทางด้านตะวันตก เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท หมาย จ.7 กับให้จำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9278 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9279 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท หมาย จ.12 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1356 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6658 เนื้อที่ 34 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.2 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสองพิพาทกับจำเลยที่ 1 อยู่ทางด้านทิศตะวันตกในส่วนของที่ดินแปลงดังกล่าว มีเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.7 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1358 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6386 เนื้อที่ 59 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา มีชื่อวัดมาลัย (สำนักสงฆ์) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสองพิพาทกับจำเลยที่ 2 อยู่ทางด้านทิศตะวันตกในส่วนของที่ดินแปลงดังกล่าว มีเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.10 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1358 และเลขที่ 1359 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 9278 และเลขที่ 9279 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา และเนื้อที่ 2 ไร่ 41 ตารางวา ตามเอกสารหมาย จ.6 มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสองพิพาทกับจำเลยที่ 3 อยู่ในส่วนของโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา และ 2 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา ตามลำดับ ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.12 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่พิพาทในโฉนดที่ดินตามฟ้องแทนโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เดิมนางบุญช่วย ป้าโจทก์ทั้งสองมีที่ดินมือเปล่า 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมานางบุญช่วยยกที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ ให้แก่นายสมใจ ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ที่ดินส่วนที่เหลือทางด้านทิศตะวันออกยังเป็นของนางบุญช่วย ระหว่างที่ดินทั้งสองแปลงมีคันดินและต้นไม้ใหญ่กั้นเป็นแนวเขต เมื่อต้นปี 2516 นายสมใจขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 4,000 บาท ที่ดินแปลงดังกล่าวทิศเหนือและทิศตะวันตกจดที่ดินของนายเฟื่อง ทิศใต้จดที่ดินของบริษัทสวนกิตติ จำกัด ทิศตะวันออกจดที่ดินของนางบุญช่วยซึ่งปัจจุบันเป็นของสำนักสงฆ์พุทธมาลัย ปลายปี 2516 จำเลยที่ 2 มาติดต่อโจทก์ที่ 1 เพื่อขอที่ดินพิพาทหมายเลข 1, 2 และ 3 ในแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไปสร้างวัด โดยจะขออนุญาตจากทางราชการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 ไปปรึกษากับโจทก์ที่ 2 ในที่สุดโจทก์ทั้งสองตกลงจะยกที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่วัด แต่เนื่องจากยังไม่ได้มีการจัดตั้งวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงขอทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและจะขอออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการวัดไปก่อน เมื่อมีการจัดตั้งวัดถูกต้องแล้ว กรรมการวัดจะโอนที่ดินพิพาทให้แก่วัดต่อไป หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามได้ไปดำเนินการออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทรวมกับที่ดินของนางบุญช่วยเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6658, 6386, 9278 และ 9279 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2, จ.4 และ จ.6 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 วัดมาลัย (สำนักสงฆ์) และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามลำดับ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองเคยสอบถามเจ้าคณะอำเภอเรื่องวัดดังกล่าวได้รับแจ้งว่าสำนักสงฆ์พุทธมาลัยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการจัดตั้งวัดดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงทวงถามให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย นอกจากนี้ยังได้ความจากนางจ่าย บุตรนางบุญช่วยและนายเฟื่อง เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทเบิกความยืนยันในทำนองเดียวกันว่า นางบุญช่วยได้แบ่งที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ทางด้านทิศตะวันตกให้แก่นายสมใจเป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ระหว่างที่ดินของนางบุญช่วยและนายสมใจมีทางเกวียนและคันนากั้นเป็นแนวเขต ปัจจุบันมีต้นไม้กั้นเป็นแนวเขตด้วยตามภาพถ่ายหมาย จ.17 ภาพที่ 1 ต่อมานางบุญช่วยได้เป็นตัวแทนขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายสมใจให้แก่โจทก์ทั้งสองตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปขอที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสองเพื่อนำไปสร้างวัด แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการสร้างวัด ส่วนจำเลยทั้งสามมีนายสิทธิชัย ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยทั้งสามกับตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2503 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากนางบุญช่วยในราคาไร่ละ 1,000 บาท เพื่อทำไร่ ต่อมาปี 2517 จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดิน ปี 2535 จึงขอออกเป็นโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินมาจากโจทก์ที่ 2 ในราคาไร่ละ 1,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดิน ปี 2535 จึงขอออกเป็นโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.4 ในชื่อวัดมาลัย (สำนักสงฆ์) เนื่องจากขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นพระภิกษุ ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางบุญช่วยและโจทก์ที่ 2 เมื่อปี 2516 ในราคาไร่ละ 1,000 บาท เพื่อทำไร่มันสำปะหลัง ต่อมาจำเลยที่ 3 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินและขอออกเป็นโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 ในเวลาต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนอกจากจะมีโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความยืนยันเกี่ยวกับการซื้อที่ดินส่วนพิพาทมาจากนายสมใจและการจะยกที่ดินพิพาทให้แก่วัดเมื่อมีการจัดตั้งวัดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยได้ให้จำเลยทั้งสามทำประโยชน์ในที่ดินและออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินไปพลางก่อน โจทก์ทั้งสองยังมีนางจ่ายบุตรนางบุญช่วยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม และนายเฟื่องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาเบิกความสนับสนุน นางจ่ายและนายเฟื่องถือเป็นคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด คำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟัง ส่วนจำเลยทั้งสามมีนายสิทธิชัย ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยทั้งสามเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากนางบุญช่วยในราคาไร่ละ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินมาจากโจทก์ที่ 2 ในราคาไร่ละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินมาจากนางบุญช่วยและโจทก์ที่ 2 ในราคาไร่ละ 1,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาเบิกความยืนยันการซื้อที่ดินซึ่งก็ขัดกับคำให้การของจำเลยทั้งสามที่ให้การว่า นางบุญช่วยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 2 ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งในสำเนาแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ เอกสารหมาย จ.8, จ.11 และ จ.13 ก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 รับให้ที่ดินมาจากนางบุญช่วย จำเลยที่ 2 รับที่ดินมาจากโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 3 รับให้ที่ดินมาจากนางบุญช่วยมิใช่เป็นการซื้อที่ดินมาจากนางบุญช่วยหรือโจทก์ที่ 2 ดังที่พยานจำเลยทั้งสามเบิกความแต่ประการใด นอกจากนี้เมื่อพิเคราะห์รูปที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมายเลข 1 แผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.7, จ.10 และ จ.12 ประกอบกับรูปที่ดินของโจทก์ที่ 2 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 8961 เอกสารหมาย จ.16 แล้วจะเห็นว่าที่ดินของโจทก์ที่ 2 เป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวจากด้านทิศเหนือลงไปด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงทางด้านทิศใต้เป็นฝืนเดียวกัน จึงไม่น่าเชื่อว่านางบุญช่วยจะกันที่ดินพิพาทแปลงเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.12 ไว้และขายให้แก่จำเลยที่ 3 ในเวลาต่อมาดังที่จำเลยที่ 3 เบิกความ เพราะจะทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่ติดต่อกันเป็นผืนเดียวยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากนางจ่ายพยานโจทก์ทั้งสองว่าสภาพของที่ดินพิพาทกับที่ดินของนางบุญช่วยมารดาพยานมีแนวต้นไม้กั้นเป็นแนวเขตตามภาพถ่ายหมาย จ.17 ภาพที่ 1 ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่าระหว่างที่ดินสำนักสงฆ์กับที่ดินพิพาทมีแนวต้นไม้กั้นอยู่ หากจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางบุญช่วยและจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ที่ 2 ดังที่เบิกความจริงแล้ว ก็ไม่น่าจะมีแนวต้นไม้กั้นเป็นแนวเขตระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินข้างเคียงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปออกเอกสารสิทธิรวมกับที่ดินพิพาทได้ความจากพยานจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมการสำนักสงฆ์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพระภิกษุอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าว การมอบที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองให้จำเลยทั้งสามถือแทนเพื่อรอการมอบให้แก่วัดที่จะจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายจึงมีเหตุผลที่พึงรับฟังตามสำเนาแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย จ.8, จ.11 และ จ.13 ก็ได้ความว่าในการขอเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของที่ดินทั้งสี่แปลงไว้ ซึ่งมีส่วนของที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย จึงเห็นได้ว่าในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินและการขอออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินเพื่อไว้สำหรับการจัดตั้งวัด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระภิกษุเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการ แต่จำเลยทั้งสามก็ไม่นำจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลที่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดีที่สุดมาเบิกความ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามเพื่อใช้สร้างวัด จำเลยทั้งสามมิได้ได้ที่ดินพิพาทมาโดยการซื้อขาย จำเลยทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสองเพื่อรอการส่งมอบให้แก่วัด เมื่อวัดนั้นได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามเป็นการแย่งการครอบครองของโจทก์ทั้งสอง เพราะไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งสองแต่ประการใด ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเท่าใด จำเลยทั้งสามก็ไม่ได้สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสามจึงมิใช่กรณีการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อได้ความจากพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า จนถึงปัจจุบันวัดมาลัยหรือสำนักสงฆ์พุทธมาลัยมิได้เป็นวัดที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายวัดดังกล่าวจึงยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล กรณีจึงยังไม่มีวัดซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามเจตนารมณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ประสงค์จะยกที่ดินพิพาทให้แก่วัดเมื่อจำเลยที่ 2 หรือกรรมการมิได้ดำเนินการเพื่อขอจัดตั้งวัดตามวัตถุประสงค์ของการให้ที่ดินพิพาทแก่วัด ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททวงถามที่ดินพิพาทคืน จำเลยทั้งสามจึงต้องคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6386 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวโดยเห็นว่าโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวได้ผ่านการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 มาแล้ว โดยได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้รับที่ดินจากการยกให้ของโจทก์ที่ 2 และมีการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำสำรวจความถูกต้องตามระเบียบของทางราชการจึงได้มีการออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1357 และได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6386 ในเวลาต่อมา กรณีจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.10 เป็นของโจทก์ทั้งสองนั้นคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เพราะตามแผนที่พิพาทดังกล่าวโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสองเฉพาะด้านทิศตะวันตกของที่ดินแปลงใหญ่เป็นเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา เท่านั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.10 แล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทเฉพาะที่ดินทางด้านทิศตะวันตกตามกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทเป็นเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา เท่านั้น จึงเห็นควรพิพากษาแก้ไขให้ชัดเจน ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ก็ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6386 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6658 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.7 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6386 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.10 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9278 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9279 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.12 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบุญ สงวนศรี กับพวก
จำเลย — นายประมวล หลักชัยวิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3141/2552
#504386
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 ชำระราคาครบถ้วนและส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ในวันที่ทำสัญญาแล้ว แต่ไม่ส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์พิพาท เมื่อโจทก์สอบถามไปยังบริษัท ส. จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นำสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทไปจดทะเบียนให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ 2 ได้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้สั่งซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท ส. และชำระราคาแล้ว แล้วได้มีการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองเมื่อคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทและครอบครองรถยนต์อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1303 ซึ่งผู้มีอำนาจโอนสิทธิในรถยนต์พิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ต้องเป็นบุคคลคนเดียวกัน คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของบริษัท ส. เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหรือไม่ และการที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้นั้นคำพิพากษาต้องมีผลผูกพันบริษัท ส. ด้วย ทำให้บริษัท ส. ต้องเข้ามารับผิดต่อโจทก์ในฐานะคู่สัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว การเพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากรายการจดทะเบียนและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทซึ่งต้องอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัท ส. ตามคำขอของโจทก์ย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบริษัท ส. ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกบริษัท ส. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันบริษัท ส. ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ทุกชนิด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์จดทะเบียน ขอ ซื้อ รับโอนหรือจัดให้ได้มาด้วยวิธีการอื่น ๆ ตามหนังสือรับรองท้ายฟ้อง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2536 โจทก์ตกลงซื้อรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน เลขตัวถังทีจีดี 21 - 678975 หรือทีจีดี 21 - ซี 7897 เลขเครื่องยนต์บีดี 25 - ทีโอ 64402 สีดำ ซึ่งเป็นรถยนต์ใหม่ยังไม่มีหมายเลขทะเบียนประจำรถจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์นำรถยนต์เก่าพร้อมเงินอีก 260,000 บาท มาแลกเปลี่ยนรถยนต์ใหม่จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแก่โจทก์ในวันทำสัญญาซื้อขาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มอบแผ่นป้ายวงกลมและป้ายทะเบียนรถยนต์ 9 ท - 8138 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ ส่วนคู่มือการจดทะเบียนจำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะได้ในภายหลัง ต่อมาโจทก์ได้ติดต่อทวงถามให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แต่ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยที่ 1 ได้ หลังจากนั้นโจทก์สอบถามไปยังบริษัทนิสสัน (ที่ถูก น่าจะเป็นบริษัทสยามกลการ จำกัด) ได้รับแจ้งว่า จำเลยที่ 2 นำคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ไปจดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครอง โดยเป็นผู้เช่าซื้อ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ท - 8138 กรุงเทพมหานคร อยู่ก่อน จึงมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 และมาตรา 1336 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิเดียวกว่าโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้คู่มือจดทะเบียนรถยนต์และไม่สามารถใช้รถยนต์คันดังกล่าวได้ตามปกติสุข ขอให้เพิกถอนรายชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ท - 8138 กรุงเทพมหานคร และให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ให้จำเลยทั้งสามส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่สามารถบังคับได้หรือจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามที่โจทก์ขอ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามให้จำเลยทั้งสามหรือคืนใดคนหนึ่งจดทะเบียนโอน

ระหว่างพิจารณา บริษัทพระนคร ยนตรการ จำกัด ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 3 จากการขายสินทรัพย์ซึ่งกระทำโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โดยชอบ จึงขอเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้มาขอสินเชื่อประเภทเช่าซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 อนุมัติให้สินเชื่อไปโดยได้ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริต และมีค่าตอบแทนจากผู้ขายในท้องตลาดและทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปตามปกติในกิจการของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของทางราชการโดยสุจริตถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจำเลยที่ 3 ก็ได้รับมอบการครอบครองรถยนต์พิพาทจากผู้ขายโดยสุจริตก่อนโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทโดยถูกต้อง สัญญาซื้อขายตามฟ้องเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงยังไม่โอนไปยังโจทก์โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทมาตั้งแต่ปี 2536 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2541 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การว่า กระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 3 รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่นรวม 56 แห่งคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้เข้าควบคุมดูแลพร้อมทั้งชำระบัญชีแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้ง 56 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 3 ด้วย คณะกรรมการได้ประกาศขายสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวรวมทั้งสินทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ปรากฏว่าจำเลยร่วมประมูลซื้อสินทรัพย์ที่เช่าซื้อประเภทรถยนต์ได้ จำเลยร่วมเป็นบุคคลภายนอกได้ประมูลซื้อสินทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยเปิดเผย โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความรับรองและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม จำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยสุจริต และจดทะเบียนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทโดยสุจริตก่อนโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย สัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีผลบังคับและตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมออกจากคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทนั้นเสียให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมมีเหตุขัดข้องไม่อาจดำเนินการใดๆ ได้ดังที่กล่าวมาก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนคำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2536 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ในวันทำสัญญาแต่ไม่ส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์พิพาท คงส่งมอบแผ่นป้ายวงกลมและป้ายทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์สอบถามไปยังบริษัทนิสสัน (ที่ถูกน่าจะเป็นบริษัทสยามกลการ จำกัด) จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 นำสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทไปจดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยในวันที่ 18 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 3 ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ล.ร.1 และจำเลยที่ 3 ได้สั่งซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัทสยามกลการ จำกัด ตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย ล.ร.3 จำเลยที่ 3 ชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่บริษัทสยามกลการ จำกัด แล้ว ตามใบสำคัญการจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.ร.4 ถึง ล.ร.7 จึงมีการจดทะเบียนว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองในวันที่ 6 กันยายน 2536 ตามสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทและครอบครองรถยนต์พิพาทอยู่ก่อนย่อมมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 ซึ่งผู้มีอำนาจโอนสิทธิในรถยนต์พิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 3 ต้องเป็นบุคคลคนเดียวกัน คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของบริษัทสยามกลการ จำกัด เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหรือไม่ และการที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้นั้นคำพิพากษาต้องมีผลผูกพันบริษัทสยามกลการ จำกัด ด้วย ทำให้บริษัทสยามกลการ จำกัด ต้องเข้ามารับผิดต่อโจทก์ในฐานะคู่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว การเพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากรายการจดทะเบียนและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท ซึ่งต้องอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัทสยามกลการ จำกัด ตามคำขอของโจทก์ ย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบริษัทสยามกลการ จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือขอให้เรียกบริษัทสยามกลการ จำกัดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ผลของคำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันบริษัทสยามกลการ จำกัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 1303
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริวรรณ สุโพธิ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโต 92 ออโต้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2552
#501667
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่เจ้าหนี้บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้เลื่อยตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของ ป. ลูกหนี้และไม่รู้ด้วยว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานใช่ของ ป. หรือไม่ไปเพื่อตีชำระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจคล้องประตูบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายเหม ผู้เสียหาย จนหลุดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แล้วเข้าไปในบ้านพักผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและลักเครื่องบดแป้งไฟฟ้า 1 เครื่อง ราคา 7,000 บาท กับรถจักรยาน 1 คัน ราคา 1,500 บาท รวมราคาทรัพย์ 8,500 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้เป็นยุติว่า นายเหม ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 290/1 หมู่ที่5 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นางประภาพร เป็นบุตรสาวของผู้เสียหาย ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายออกจากบ้านไปที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยปิดประตูหน้าบ้านใส่กุญแจไว้ จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจบ้านของผู้เสียหาย แล้วเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ในบ้านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเบิกความว่า นางประภาพรกู้เงินจำเลยไป 30,000 บาท และติดค้างค่าแชร์จำเลยอีก 104,000 บาท วันเกิดเหตุนางประภาพรนัดจำเลยให้ไปตกลงเรื่องหนี้สินที่บ้านเกิดเหตุ แต่เมื่อจำเลยไปถึงพบบ้านปิดใส่กุญแจ ไม่พบนางประภาพรจำเลยเหลือบไปเห็นเลื่อยที่หน้าบ้าน จึงใช้เลื่อยดังกล่าวตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานซึ่งอยู่ภายในบ้าน นำไปยึดหน่วงไว้เพื่อให้นางประภาพรไปตกลงเรื่องหนี้สินที่ติดค้างกันอยู่ ซึ่งหากเป็นความจริงจำเลยก็น่าจะให้การทำนองเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน แต่จากคำให้การของจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้อหาเอกสารหมาย จ.7 จำเลยกลับให้การต่อพนักงานสอบสวนแตกต่างไปว่า จำเลยติดตามทวงถามให้นางประภาพรชำระหนี้ตลอดมา ภายหลังทราบว่านางประภาพรซึ่งพักอยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุได้หนีออกจากบ้านไป โดยนางประภาพรนำทรัพย์สินบางส่วนไปเก็บไว้ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยจึงตามไปที่บ้านเกิดเหตุ แต่พบว่าประตูหน้าบ้านถูกปิดใส่กุญแจ จำเลยจึงใช้เลื่อยตัดกุญแจที่คล้องประตูออกแล้วเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานจากภายในบ้านนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยเพื่อหักหนี้ที่นางประภาพรเป็นหนี้อยู่ไปตีชำระหนี้ซึ่งแม้นางประภาพรจะเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่จริงตามที่จำเลยเบิกความจำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะกระทำการดังกล่าวได้ เพราะการบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจ แล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านเกิดเหตุซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของนางประภาพร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานดังกล่าวใช่ของนางประภาพรหรือไม่ไปเพื่อตำชำระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอนุสิทธิ์ แซ่อุ้ย
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2552
#494175
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม โดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

โจทก์ฟ้องข้อ 2.2 (ข้อหาใช้เอกสารปลอม) 2.3 (ข้อหานำสืบและแสดงหลักฐานเท็จ) และ 2.4 (ข้อหาเบิกความเท็จ) ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งที่จำเลยที่ 1 ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 โดยการครอบครองปรปักษ์ เพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้ ม. ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ทราบคำร้อง และจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดปลอมดังกล่าวอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความผิด แม้ในฟ้องข้อ 2.3 โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งดังกล่าวมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่ตามฟ้องข้อ 2.4 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า คดีแพ่งดังกล่าวมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของ ม. จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่า ม. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ทำให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 หลงเชื่อว่า ม. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องข้อ 2.2 โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้อง เพื่อให้ศาลเชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของ ม. เมื่ออ่านฟ้องรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งดังกล่าว มีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของ ม. หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญแห่งคดี เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเป็นของ ม. ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180, 264, 266, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคหนึ่ง 180 วรรคสอง 266 (1), 268 วรรคแรก 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมเกิดจากการปลอมเอกสารดังกล่าว จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 1 ปี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะฐานร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ฐานร่วมกันปลอมและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2.3 ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องข้อ 2.2, 2.3 และ 2.4 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 เพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อว่า ที่ดินเป็นของนายโมฮารซิงห์และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้นายโมฮาร์ซิงห์ ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่ายโฉนดปลอมดังกล่าวอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความผิด แม้ในฟ้องข้อ 2.3 โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งดังกล่าวมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่ตามฟ้องข้อ 2.4 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า คดีแพ่งดังกล่าวมีเป็นประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ทำให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 หลงเชื่อว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องข้อ 2.2 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมว่าจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้องเพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของนายโมฮารซิงห์ เมื่ออ่านฟ้องดังกล่าวรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 มีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งจึงเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเป็นของนายโมฮารซิงห์และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้นเมื่ออ่านฟ้องทั้งฉบับแล้ว ย่อมเข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ดี ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่งความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมโดยการใช้ภาพถ่ายโฉนดปลอมประกอบคำร้องตามฟ้องข้อ 2.2 ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามฟ้องข้อ 2.3 และ 2.4 โดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มาตรา 266 (1) มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานเบิกความเท็จ ฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

??

??

??

??

2/3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 180 ม. 268 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์หรือเกรียง แซ่อึ้งหรือกัลป์ตินันท์
จำเลย — นางศรีเมือง เชื้อวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายปรีชา พรหมเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2552
#501486
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งเพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้ ม. ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่ายโฉนดปลอมอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความคิด แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า คดีแพ่งมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นของ ม. จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่า ม. เป็นผู้ถือสิทธิ์ในที่ดินและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมว่าจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้องเพื่อให้ศาลเชื่อว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของ ม. เมื่ออ่านฟ้องดังกล่าวรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งมีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินเป็นของ ม. หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมโดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลปทุม (ในเมือง) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 ของศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 โดยการครอบครองปรปักษ์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด โดยการตัดทอนข้อความหรือรายการในสารบัญการจดทะเบียนในภาพถ่ายโฉนดดังกล่าวหลายรายการออกไป ซึ่งรวมถึงรายการการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ระหว่างโจทก์ผู้รับโอน กับนายภูมิชัย นายเล็ก นางสาวกัญญา ผู้โอน คงเหลือแต่รายการที่แสดงการจดทะเบียนของนายโมฮารซิงห์ ผู้จำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด ผู้รับจำนองเป็นรายการจดทะเบียนลำดับสุดท้ายอันเป็นความเท็จ เพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าภาพถ่ายโฉนดดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง มีนายโมฮารซิงห์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารปลอมดังกล่าวเป็นเอกสารท้ายคำร้องในคดีแพ่งดังกล่าวโดยมีเจตนาให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องเป็นที่ดินของนายโมฮารซิงห์ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 2601 โดยการครอบครองปรปักษ์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารปลอมและร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานได้สาบานตนและเบิกความรับรองความถูกต้องของภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ท้ายคำร้องแล้วอ้างส่งเป็นพยานเอกสารต่อศาลเพื่อให้ศาลเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้สาบานตนและเบิกความให้การเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่า "ข้าฯ เป็นผู้ครอบครองโฉนดเลขที่ 2601 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานีปรากฏตามโฉนดหมาย ร.1 ตามแผนที่ด้านหลังโฉนด ข้าฯ ได้ครอบครองที่ดินด้านซ้ายมือซึ่งขีดด้วยหมึกแดง เนื้อที่ 2 งาน ปรากฏตามแผนที่จำลอง ทนายผู้ร้องได้ดูเอกสารหมาย ร.2 ที่ดินดังกล่าวมีชื่อ นายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์..." ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความต่อศาลดังกล่าวถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะประเด็นแห่งคดีที่จะต้องพิสูจน์ว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์จริงหรือไม่ ทำให้ศาลหลงเชื่อว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180, 264, 266, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคหนึ่ง 180 วรรคสอง 266 (1), 268 วรรคแรก 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 1 ปี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะฐานร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ฐานร่วมกันปลอมและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ 2.3 ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องข้อ 2.2, 2.3 และ 2.4 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 เพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของนายโมฮารซิงห์ และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้นายโมฮารซิงห์ ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่ายโฉนดปลอมดังกล่าวอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความผิด แม้ในฟ้องข้อ 2.3 โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งดังกล่าวมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่ตามฟ้องข้อ 2.4 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า คดีแพ่งดังกล่าวมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ทำให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 หลงเชื่อว่านายโมฮารซิงห์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องข้อ 2.2 โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมว่า จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดเลขที่ 2601 ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้องเพื่อให้ศาลเชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของนายโมฮารซิงห์ เมื่ออ่านฟ้องดังกล่าวรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1353/2543 หมายเลขแดงที่ 2812/2543 มีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2601 เป็นของนายโมฮารซิงห์หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งจึงเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเป็นของนายโมฮารซิงห์ และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้นเมื่ออ่านฟ้องทั้งฉบับแล้ว ย่อมเข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ดี ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า กรณีมีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 รับราชการมานานจนเกษียณอายุราชการมีประวัติดีเด่นในราชการ ปัจจุบันจำเลยที่ 2 ก็มีอายุมากถึง 72 ปี และป่วยเป็นโรงมะเร็งในลำไส้ใหญ่ถึง 2 ครั้ง ต้องเข้ารับการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจากแพทย์ ความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรงอยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขฟื้นฟู เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแลซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 2 และสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดทำนองนี้อีกเห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง

อนึ่งความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมโดยการใช้ภาพถ่ายโฉนดปลอมประกอบคำร้อง ตามฟ้องข้อ 2.2 ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามฟ้องข้อ 2.3 และ 2.4 โดยกระทำในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มาตรา 266 (1) มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานเบิกความเท็จ ฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์หรือเกรียง แซ่อึ้งหรือกัลป์ตินันท์
จำเลย — นางศรีเมือง เชื้อวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2552
#501633
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจ ช. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเสนอให้เงิน 70,000 บาท ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจ ช. ไปดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เมื่อพันตำรวจตรี ต. ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจ ช. ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจ ช. และวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้นำเงินมอบให้ และจับกุมได้พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ ช. และพันตำรวจตรี ต. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144

โจทก์ฟ้องว่า ดาบตำรวจ ช. ได้จับกุม พ. กับพวกในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการปล่อยตัว พ. กับพวกซึ่งเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แต่ในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจ ช. ดำเนินการช่วยเหลือ พ. กับพวกโดยเปลี่ยนข้อหาให้เบาลง ก็มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2544 เวลากลางวันดาบตำรวจชัยยันต์เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาได้จับกุมนายไพรัช และนางราตรีในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินเป็นธนบัตรชนิดต่างๆ รวม 69,500 บาท แก่ดาบตำรวจชัยยันต์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัว นายไพรัชและนางราตรี อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ดาบตำรวจชัยยันต์ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตั้งหรือเปลี่ยนข้อหานายไพรัช และนางราตรีได้ตามกฎหมายเพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานตำรวจที่จะเป็นผู้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาภายหลังจากที่มีการทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ต้องหามายังสถานที่ทำการของพนักงานตำรวจแล้วคือพนักงานสอบสวนเท่านั้น ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้ว จากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่าในวันเกิดเหตุตามฟ้อง หลังจากดาบตำรวจชัยยันต์จับกุมนายไพรัชกับพวกและควบคุมตัวไปที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีเพื่อดำเนินคดี ต่อมาในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจชัยยันต์ขอให้ช่วยเหลือนานไพรัชกับพวกโดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตกลงจะให้เงินจำนวน 70,000 บาท ดาบตำรวจชัยยันต์จึงไปรายงานให้พ้นตำรวจตรีชาติชายผู้บังคับบัญชาทราบและวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้จำเลยทั้งสองนำเงินไปมอบให้ที่ด้านหลังสำนักงานกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีในวันเดียวกัน เวลา 11 นาฬิกา เมื่อจำเลยทั้งสองไปพบดาบตำรวจชัยยันต์กับพวกตามนัดและมอบเงินให้ ดาบตำรวจชัยยันต์กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองทันที ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจชัยยันต์เพื่อขอให้ช่วยเหลือนายไพรัชกับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยเสนอให้เงินจำนวน 70,000 บาท นั้น ย่อมเป็นการกระทำที่จำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สิน เพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจชัยยันต์ไปดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เมื่อพันตำรวจตรีชาติชายผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจชัยยันต์ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจชัยยันต์และวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้จำเลยทั้งสองนำเงินมอบให้ และจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเงินของกลาง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังมาจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจชัยยันต์และพันตำรวจตรีชาติชายเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยดังนั้น การที่ดาบตำรวจชัยยันต์จะมีหน้าที่ในการตั้งหรือเปลี่ยนข้อหาแก่ผู้ต้องหาหรือไม่ จึงหาใช่สาระสำคัญไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ว่าคดีนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า ดาบตำรวจชัยยันต์ได้จับกุมนายไพรัชกับพวกในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจชัยยันต์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการปล่อยตัวนายไพรัชกับพวกซึ่งเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แต่ในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจชัยยันต์ดำเนินการช่วยเหลือนายไพรัชกับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาให้เบาลงก็ตาม ก็หาใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญไม่ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ทั้งนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายจรูญ กีโซ๊ะหรือศรีราณีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2552
#502737
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ดาบตำรวจ ช. ได้จับกุม พ. กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการปล่อยตัว พ. กับพวกซึ่งเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แม้ในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจ ช. ดำเนินการช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาให้เบาลงก็ตาม ก็หาใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญไม่ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ดาบตำรวจชัยยันต์ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตั้งหรือเปลี่ยนข้อหานายไพรัชและนางราตรีได้ตามกฎหมาย เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานตำรวจที่จะเป็นผู้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาภายหลังจากที่มีการทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ต้องหามายังสถานที่ทำการของพนักงานตำรวจแล้วคือพนักงานสอบสวนเท่านั้น ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่าในวันเกิดเหตุตามฟ้อง หลังจากดาบตำรวจชัยยันต์จับกุมนายไพรัชกับพวกและควบคุมตัวไปที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีเพื่อดำเนินคดี ต่อมาในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจชัยยันต์ขอให้ช่วยเหลือนายไพรัชกับพวกโดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตกลงจะให้เงินจำนวน 70,000 บาท ดาบตำรวจชัยยันต์จึงไปรายงานให้พันตำรวจตรีชาติชาย ผู้บังคับบัญชาทราบและวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้จำเลยทั้งสองนำเงินไปมอบให้ที่ด้านหลังสำนักงานกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีในวันเดียวกัน เวลา 11 นาฬิกา เมื่อจำเลยทั้งสองไปพบดาบตำรวจชัยยันต์กับพวกตามนัดและมอบเงินให้ ดาบตำรวจชัยยันต์กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองทันที ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจชัยยันต์เพื่อขอให้ช่วยเหลือนายไพรัชกับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยเสนอให้เงินจำนวน 70,000 บาท นั้น ย่อมเป็นการกระทำที่จำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สิน เพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจชัยยันต์ไปดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เมื่อพันตำรวจตรีชาติชายผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจชัยยันต์ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจชัยยันต์และวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้จำเลยทั้งสองนำเงินมอบให้และจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเงินของกลาง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังมาจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจชัยยันต์และพันตำรวจตรีชาติชายเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ดังนั้น การที่ดาบตำรวจชัยยันต์จะมีหน้าที่ในการตั้งหรือเปลี่ยนข้อหาแก่ผู้ต้องหาหรือไม่ จึงหาใช่สาระสำคัญไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ว่าคดีนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า ดาบตำรวจชัยยันต์ได้จับกุมนายไพรัชกับพวกในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจชัยยันต์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการปล่อยตัวนายไพรัชกับพวกซึ่งเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แต่ในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจชัยยันต์ดำเนินการช่วยเหลือนายไพรัชกับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาให้เบาลงก็ตาม ก็หาใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญไม่ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายจรูญ กีโซ๊ะหรือศรีราณีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3095/2552
#507951
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จะต้องเป็นที่ดินซึ่งบุคคลอื่นมีกรรมสิทธิ์อยู่ การที่ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องขอว่าผู้ร้องซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะส่วนจาก ป. โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ได้มีการส่งมอบการครอบครองให้แก่กันอันเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงเหตุแห่งการที่ผู้ร้องได้ที่ดินมาครอบครอง เมื่อที่ดินมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ผู้ร้องจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ผู้ร้องจะครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ต่อมาหลังจากผู้ร้องซื้อที่ดินแล้ว ที่ดินดังกล่าวได้ออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ดังนั้น การที่ผู้ร้องได้เข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งเมื่อนับระยะเวลาการครอบครองตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินถึงวันยื่นคำร้องขอเกินกว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอบปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13711 เฉพาะส่วนของนางสาวเปาะ เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งว่า การครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น จะต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่น หากเป็นการครอบครองทรัพย์สินของตนเองแล้ว หาทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ เมื่อผู้ร้องอ้างว่าซื้อที่ดินเฉพาะส่วนเมื่อปี 2535 ขณะนั้นเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เพียงแต่มีสิทธิครอบครอง เมื่อผู้ร้องอ้างว่ามีการส่งมอบการครอบครองให้ผู้ร้องแล้ว ย่อมถือว่ามีการโอนการครอบครองโดยการส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินนั้นจึงไม่อาจร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินตนเองได้ ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินที่จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้นจะต้องเป็นที่ดินซึ่งบุคคลอื่นมีกรรมสิทธิ์อยู่ การที่ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2535 ผู้ร้องซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะส่วนจากนางสาวเปาะ โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ได้มีการส่งมอบการครอบครองให้แก่กัน อันเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงเหตุแห่งการที่ผู้ร้องได้ที่ดินมาครอบครอง เมื่อที่ดินมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ผู้ร้องจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ผู้ร้องจะครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ เมื่อได้ความตามคำร้องขอต่อมาว่าหลังจากผู้ร้องซื้อที่ดินแล้ว วันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ที่ดินดังกล่าวได้ออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน ดังนั้น การที่ผู้ร้องได้เข้าครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งเมื่อนับระยะเวลาการครอบครองตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินถึงวันยื่นคำร้องขอเกินกว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ดำเนินการและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอนงรัก วงศ์ษร
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ