คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3094/2552
#502915
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้ให้แก่จำเลยในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคืนแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 894/2535 ของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าได้ขอบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ด้วย ทั้งที่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในขณะฟ้อง และโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องเช่นนั้นได้แม้ต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายกฟ้องคำขอที่บังคับให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อันถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่แล้ว ทั้งต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยและเจ้าของรวมทุกคนขอให้บังคับแบ่งแยกที่ดินตามที่โจทก์ต้องการแล้วจดทะเบียนโอนที่ดินที่แบ่งแยกแก่โจทก์ตามสิทธิที่ได้รับตามคำพิพากษาศาลฎีกาและเรียกค่าเสียหาย แต่โจทก์ก็ไม่มีคำขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำหากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ซึ่งต่อมาคดีที่โจทก์ฟ้องใหม่นี้ ศาลชั้นต้นก็พิพากษายกฟ้องตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4934/2542 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงถือว่าสัญญาเลิกกันและขอเงินมัดจำคืน เท่ากับศาลต้องวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ซ้ำกับคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีและถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และปัญหาว่าคดีโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความในหยิบยกขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 สิงหาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 1937 ตำบลบางซื่อ (บางกระสอ) อำเภอตลาดขวัญ (เมืองนนทบุรี) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2531 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย เนื้อที่ 599 ตารางวา ราคาตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 5,990,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า ที่ดินที่จะขายแก่โจทก์ต้องมีอาณาเขตทิศตะวันออกติดสถานีบริการน้ำมันตราหอย ทิศตะวันตกติดที่ดินของโจทก์ และทิศเหนือติดถนนรัตนาธิเบศร์ จำเลยจะรังวัดแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ภายใน 18 เดือน หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก 2,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2532 จำเลยฟ้องเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นให้แบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนของที่จำเลยตกลงขายให้แก่โจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 7/2532 ของศาลชั้นต้น จำเลยกับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน แต่จำเลยได้ที่ดินไม่ตรงกับที่ตกลงขายให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ 166/2533 หมายเลขแดงที่ 894/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวให้แบ่งที่ดินที่มีเจ้าของรวม คำขอโจทก์ส่วนนี้ไม่อาจบังคับได้ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ สำหรับค่าเสียหายศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ต่ำเกินไป จึงพิพากษาแก้เฉพาะค่าเสียหายโดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1396/2539 ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทุกคนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ โดยขอให้บังคับจำเลยกับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกันแบ่งแยกที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ หากมาปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) รับเงินค่าที่ดินที่เหลือ กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 จึงไม่อาจบังคับจำเลยแบ่งแยกตามที่จำเลยต้องการจะแบ่งขายแก่โจทก์ได้ ส่วนเจ้าของรวมคนอื่นไม่ใช่คู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2307/2542 หมายเลขแดงที่ 4934/2542 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและมาฟ้องคดีนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้ให้แก่จำเลยในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินคืนแก่โจทก์ ได้ความว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางเงินมัดจำกันเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2531 โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่จะขายให้แก่โจทก์ ตามสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน จึงครบกำหนดตามสัญญาภายในวันที่ 11 กันยายน 2532 แต่ปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยแบ่งขายแก่โจทก์นั้นเป็นที่ดินที่มีลักษณะเป็นกรรมสิทธิ์รวมยังมิได้แบ่งแยกหรือมีการครอบครองเป็นส่วนสัด จึงไม่อาจรู้ได้ว่าที่ดินของจำเลยมีอาณาเขตที่ตั้งอยู่ส่วนใดในที่ดินทั้งแปลง และเจ้าของรวมคนอื่นไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนให้ความยินยอมในการทำสัญญาระหว่างโจทก์จำเลย ดังนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยไม่สามารถแบ่งแยกและโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันได้ ถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะยกเลิกสัญญาเสียก็ได้ แต่ในส่วนของเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยนั้น ไม่ว่าโจทก์จะใช้สิทธิทางใด โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเรียกคืนไป กล่าวคือ หากเป็นการบังคับคดีให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาก็เป็นการเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 ซึ่งบัญญัติไว้ความว่า มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกกันไว้เป็นอย่างอื่นท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (3) ให้ส่งคืน ถ้าฝ่ายที่ได้รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ หรือหากบอกเลิกสัญญาคู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โจทก์สามารถเรียกมัดจำคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ฉะนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 894/2535 ของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าได้บังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ด้วย ทั้งที่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในขณะฟ้องและโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่เรียกร้องเช่นนั้นได้ แม้ต่อมาคดีดังกล่าวศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายกฟ้องคำขอที่บังคับให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อันถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่แล้ว ทั้งต่อมาปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยและเจ้าของรวมทุกคนขอให้บังคับแบ่งแยกที่ดินตามที่โจทก์ต้องการแล้วจดทะเบียนโอนที่ดินที่แบ่งแยกแก่โจทก์ตามสิทธิที่ได้รับตามคำพิพากษาศาลฎีกาและเรียกค่าเสียหาย แต่โจทก์ก็ไม่มีคำขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำหากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ซึ่งต่อมาคดีที่โจทก์ฟ้องใหม่นี้ ศาลชั้นต้นก็พิพากษายกฟ้องตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4934/2542 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงถือว่าสัญญาเลิกกันและขอเงินมัดจำคืนเท่ากับศาลต้องวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ซ้ำกับคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีและถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหาว่าคดีโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ ฬาพานิช
จำเลย — นายสมบัติ บ้านศาลเจ้า
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2552
#506646
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่จำเลยมีถึงโจทก์แจ้งว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยย้ายออกจากพื้นที่เช่าจึงขอคืนพื้นที่จอดรถ ใบส่งโทรสารของโจทก์ถึงจำเลยเกี่ยวกับพื้นที่จอดรถ และหนังสือที่โจทก์คืนเงินค่าหมายเลขโทรศัพท์ให้แก่จำเลย แม้จำเลยมิได้อ้างไว้ในบัญชีระบุพยาน ซึ่งฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 88 แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีศาลฎีกามีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

เอกสารที่จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารนั้นให้แก่โจทก์ เป็นเอกสารโต้ตอบระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งต่างฝ่ายต่างทราบดีอยู่แล้วถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้นแล้ว จึงไม่จำต้องส่งสำเนาให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (1)

จำเลยไม่เสียค่าอ้างเอกสาร เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจฝ่าฝืนไม่เสีย ประกอบกับศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายย่อมไม่ควรยกเป็นเหตุไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวนั้น ศาลจึงมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้

ป.พ.พ. มาตรา 386 ให้สิทธิคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาหรือตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ นอกจากนี้คู่สัญญาอาจตกลงเลิกสัญญากันเองภายหลังทำสัญญาก็ได้ ซึ่งอาจตกลงเลิกสัญญากันโดยชัดแจ้งหรือถือว่าสัญญาเลิกกันโดยปริยายก็ได้ และการบอกเลิกสัญญาโดยปริยายไม่มีกฎหมายบังคับไว้ว่าจะต้องบอกเลิกสัญญาเป็นหนังสือ แต่ต้องทำโดยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง แม้ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจะให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพียงฝ่ายเดียว โดยจำเลยไม่สามารถบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญาก็ตาม แต่การที่ ธ. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเคยแจ้งให้โจทก์ทราบทางจดหมายว่าจะไม่เช่าพื้นที่ทั้งหมดและจะย้ายออกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 โจทก์ทราบว่าจำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกสถานที่เช่า ทั้งจำเลยซ่อมแซมพื้นที่เช่าไปด้วย โจทก์ไม่ได้โต้แย้ง โจทก์ไม่ได้ให้บริการแก่จำเลยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2540 และจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อคืนกุญแจห้องและสถานที่จอดรถตั้งแต่เดือนธันวาคม 2539 ในเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยว่าจ้างบริษัท ท. มาปรับปรุงอาคารที่เช่าเพื่อส่งมอบคืนแก่โจทก์ โจทก์ตอบกลับว่างานที่ปรับปรุงยังมีความบกพร่องต้องแก้ไข ทั้งโจทก์คืนเงินมัดจำค่าโทรศัพท์ให้จำเลย 2 ครั้ง ดังนั้นเมื่อจำเลยทำคำเสนอแสดงเจตนาขอเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์และโจทก์ทำคำสนองรับด้วยพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยว่าต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการต่อกันโดยปริยายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 19,304,513.36 บาท พร้อมดอกบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าเช่าพื้นที่อาคารตามสัญญาเช่า 1,455,346.44 บาท ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ตามสัญญาเช่า 623,719.90 บาท ค่าบริการตามสัญญาให้บริการ 2,079,058.14 บาท และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงตกแต่ง ค่าเปลี่ยนกระจกและค่าเสียหายจำนวน 14,566,815.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ให้ชำระเงินจำนวน 2,873,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,761,500 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยจนเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำตามสัญญาเช่าได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 2,484,150 บาท ให้แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 243,315.99 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานของอาคารดีทแฮล์มทาวเวอร์จากโจทก์รวมพื้นที่ทั้งหมด 1,315 ตารางเมตร โดยทำสัญญาเช่ารวม 3 ฉบับ ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2535 วันที่ 20 กรกฎาคม 2535 และวันที่ 10 กันยายน 2535 นอกจากนี้โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาให้บริการอีกรวม 3 ฉบับ ลงวันที่เดียวกันกับสัญญาเช่าทั้งสามฉบับ สัญญาทุกฉบับมีระยะเวลาสิ้นสุด 3 ปี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาต่ออายุสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการออกไปอีก 3 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.17 และถึง จ.28

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า เอกสารหมาย ล.1 ล.3 ล.12 ถึง ล.14 เป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าเอกสารดังกล่าวล้วนอยู่ในความครอบครองของจำเลย ซึ่งจำเลยได้อาศัยข้อความในเอกสารนำมาใช้ประโยชน์ในคำให้การและฟ้องแย้ง ทั้งจำเลยทราบดีว่าเป็นเอกสารสำคัญที่จะต้องนำมาแสดงต่อศาล จำเลยต้องยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมส่งสำเนาเอกสารให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำดังกล่าวเจตนาเพื่อจะเอาเปรียบโจทก์ในทางคดี แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ รวมทั้งรับฟังพยานเอกสารที่ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสารเป็นพยาน ทั้งที่โจทก์ได้คัดค้านไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2543 และฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2544 นั้น เห็นว่า เอกสารหมาย ล.1 เป็นหนังสือลงวันที่ 26 ธันวาคม 2539 ที่จำเลยมีถึงโจทก์แจ้งว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยย้ายออกจากพื้นที่เช่าตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 จึงขอคืนพื้นที่จอดรถ เอกสารหมาย ล.3 เป็นสำเนาใบเสนอราคาการซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่าเอกสารหมาย ล.12 เป็นใบส่งโทรสารของโจทก์ถึงจำเลยเกี่ยวกับพื้นที่จอดรถและเอกสารหมาย ล.13 กับ ล.14 เป็นหนังสือที่โจทก์คืนเงินมัดจำค่าหมายเลขโทรศัพท์ให้แก่จำเลย การที่จำเลยมิได้อ้างเอกสารหมาย ล.1 ล.12 ถึง ล.14 ไว้ในบัญชีระบุพยาน ซึ่งฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) แม้จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย ล.1 ล.12 ถึง ล.14 ให้แก่โจทก์แต่เป็นเอกสารโต้ตอบระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งต่างฝ่ายต่างทราบดีอยู่แล้วถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารดังกล่าว ไม่จำต้องส่งสำเนาให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (1) ส่วนเอกสารหมาย ล.3 จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2542 ระบุเอกสารหมาย ล.3 เป็นพยานอันดับ 3 และได้แนบสำเนาเอกสารหมาย ล.3 มาท้ายบัญชีพยานดังกล่าวนับว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วที่มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กันนอกจากนี้การที่จำเลยไม่เสียค่าอ้างเอกสารนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจฝ่าฝืนไม่เสียประกอบกับศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายย่อมไม่ควรยกเป็นเหตุไม่รับฟังเอกสารดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า โจทก์กับจำเลยตกลงเลิกสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการกันโดยปริยายหรือไม่ เมื่อใด โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามเนื้อความแห่งสัญญาเช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดโดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดสัญญาไม่ได้และโจทก์ไม่เคยมีหนังสือยอมรับการบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยพฤติการณ์ที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยปรับปรุงอาคารที่เช่าให้กลับคืนดังเดิม หรือเข้าไปตรวจสอบดูความถูกต้องเรียบร้อยของงานที่จำเลยปรับปรุง หรือโจทก์ยอมคืนเงินมัดจำค่าโทรศัพท์แก่จำเลย ไม่อาจถือว่าโจทก์ยอมรับการบอกเลิกสัญญาของจำเลย อีกทั้งเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สัญญาเช่าและสัญญาให้บริการยังมีผลบังคับจนถึงวันที่ 18 เมษายน 2541 อันเป็นวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่นนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ให้สิทธิคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาหรือตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ นอกจากนี้คู่สัญญาอาจตกลงเลิกสัญญากันเองภายหลังทำสัญญาก็ได้ ซึ่งอาจตกลงเลิกสัญญากันโดยชัดแจ้งหรือถือว่าสัญญาเลิกกันโดยปริยายก็ได้ ซึ่งการบอกเลิกสัญญาโดยปริยายไม่มีกฎหมายบังคับไว้ว่าจะต้องบอกเลิกสัญญาเป็นหนังสือ แต่ต้องทำโดยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่งแม้ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจะให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพียงฝ่ายเดียว โดยจำเลยไม่สามารถบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญาก็ตามแต่การที่นายธนัท ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยเคยแจ้งให้โจทก์ทราบทางจดหมายว่าจะไม่เช่าพื้นที่ทั้งหมดและจะย้ายออกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 โจทก์ทราบว่าจำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากสถานที่เช่า ทั้งจำเลยซ่อมแซมพื้นที่เช่าไปด้วย โจทก์ไม่ได้โต้แย้งโจทก์ไม่ได้ให้บริการแก่จำเลยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2540 ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายวีรชาติ พยานจำเลยและได้ความอีกว่า จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อคืนกุญแจห้องและสถานที่จอดรถตั้งแต่เดือนธันวาคม 2539 ในเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยว่าจ้างบริษัททรูซแวล จำกัด มาปรับปรุงอาคารที่เช่าเพื่อส่งมอบคืนแก่โจทก์ โจทก์ตอบกลับว่างานที่ปรับปรุงยังมีความบกพร่องต้องแก้ไข นอกจากนี้เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 และวันที่ 15 ตุลาคม 2540 โจทก์คืนเงินมัดจำค่าโทรศัพท์ให้จำเลย 2 ครั้ง เป็นเงิน 280,000 บาท และ 1,050,000 บาท ดังนั้นเมื่อจำเลยทำคำเสนอแสดงเจตนาขอเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์และโจทก์ทำคำสนองรับด้วยพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยว่าต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการต่อกันโดยปริยาย ส่วนปัญหาว่าสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการเลิกเมื่อใด โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ว่าให้บริษัททรูซแวล จำกัด จบงานซ่อมแซมอาคารที่เช่าและไม่ต้องดำเนินงานใดๆ ในอาคารอีก ประกอบกับจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ว่า จำเลยยินยอมให้โจทก์คิดค่าใช่จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องอาคารที่เช่าโดยบริษัททรูซแวล จำกัด ยินยอมชำระแทน แสดงว่าจำเลยไม่ต้องการเข้าไปซ่อมแซมอาคารที่เช่าอีกต่อไปด้วยจึงให้โจทก์คิดคำนวณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องอาคารที่เช่าออกมาเป็นตัวเงินเพื่อจำเลยจะได้ชดใช้คืน ถือได้ว่าโจทก์รับมอบอาคารที่เช่าคืนจากจำเลยในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 สัญญาเช่าและสัญญาให้บริการระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเลิกกันในวันดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่า ค่าเปลี่ยนกระจกและค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่าเมื่อสัญญาเช่าเลิกกันจำเลยต้องส่งมอบพื้นที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ในสภาพดี ความเสียหายแก่ทรัพย์ที่เช่าเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ทำการตกแต่งต่อเติมพื้นที่เช่า บริษัททรูซแวล จำกัด ที่จำเลยว่าจ้างซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่ามีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานและที่จำเลยอ้างว่าค่าซ่อมแซมเป็นจำนวนเพียง 277,350 บาท ไม่ถูกต้อง โจทก์ตกลงจ้างบริษัท นันทวัน จำกัด ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่าจนกลับมีสภาพดีดังเดิมจำนวน 2,310,000 บาท กระจกอาคารที่เช่าเป็นกระจกกรองแสงและเคลือบสารพิเศษกันความร้อน แต่มีรอยขูดขีดเป็นร่องลึกถึง 127 บาน คิดเป็นเงินจำนวน 4,078,800 บาท และโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่สามารถหาผู้เช่ารายอื่นมาเช่าต่อจากจำเลยได้ทันที คิดเท่ากับค่าเช่าและค่าบริการตลอดระยะเวลาการเช่าที่เหลือตามสัญญาเดิมจำนวน 8,178,018.01 บาทนั้น เห็นว่า ค่าซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่าเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2541 โจทก์กับจำเลยได้ประชุมเจรจาต่อรองราคาให้จำเลยรับผิดจำนวน 277,350 บาท และโจทก์มีหนังสือตอบกลับว่างานฝ้าเพดานต้องปรับปรุง โดยไม่ปรากฏว่ามีงานอย่างอื่นที่ต้องซ่อมแซมปรับปรุงอีกประกอบกับนายดนุช พยานจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ซ่อมแซมปรับปรุงไปประมาณร้อยละ 90 แล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์จ้างบริษัท นันทวัน จำกัดซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่าจำนวน 2,310,000 บาท และต้องเปลี่ยนกระจกที่มีรอยขูดขีดจำนวน 4,078,800 บาทนั้น เห็นว่า การซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่าดังกล่าวและการจะเปลี่ยนกระจกกระทำหลังจากจำเลยออกไปจากพื้นที่เช่าหลายเดือนแล้วและไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักรับฟัง ดังนั้น กรณีจึงฟังได้ว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยใช้สอยทรัพย์ที่เช่าตามปกติจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าซ่อมแซมทั้งสองรายการดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาอันสมควร ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำออกให้ผู้อื่นเช่าเป็นเหตุให้โจทก์สูญเสียรายได้จำนวน 8,178,015.01 บาทนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์กับจำเลยต่างมีเจตนาที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ผลของการบอกเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งจำเลยได้ส่งมอบพื้นที่เช่าให้โจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าวแล้วและเป็นกรณีที่การเลิกสัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา ทั้งค่าเสียหายนี้มิใช่หนี้ค้างชำระที่จำเลยต้องรับผิด จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ฎีกา ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิริบเงินมัดจำหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่ชอบด้วยข้อสัญญาและข้อกฎหมายรวมทั้งโจทก์ไม่เคยตกลงด้วยกับการบอกเลิกสัญญาของจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าก็ดี หรือการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบพื้นที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีจนเป็นที่พอใจของผู้ให้เช่าก็ดี ถือว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาเช่าข้อ 8.5 โจทก์จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำตามสัญญาเช่าข้อ 6 นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยโดยนำเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับคือ ค่าซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เช่าจำนวน 277,350 บาท ค่าเช่าพื้นที่ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ และค่าบริการระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 2,240,834.01 บาท มาหักออกคงเหลือเงินมัดจำจำนวน 243,315.99 บาท ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 ม. 90 วรรคสาม (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีทแฮล์ม จำกัด
จำเลย — บริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด มหาชน
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3088/2552
#502416
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องค่าสมาชิกสนามกอล์ฟแยกต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเป็นสำคัญ เมื่อตามคำฟ้อง คำให้การและข้อที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยต้องคืนค่าที่ศาลพิพากษาและค่าสนามกอล์ฟให้โจทก์ ถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเกี่ยวกับสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟและไม่ต้องคืนเงินค่าสมาชิกสนามกอล์ฟให้แก่โจทก์ได้

เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งกรณีนี้หมายรวมถึงการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่ได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อดอกเบี้ยที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 391 วรรคสอง อันเนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา จึงไม่ใช่ดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1)

เมื่อสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยเกิดแต่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา จึงเป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่โจทก์เรียกคืนอันเป็นส่วนที่เป็นหนี้ประธานสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจึงมีอายุความและเริ่มนับอายุความเช่นเดียวกันกับหนี้ประธาน สิทธิเรียกร้องเงินค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่โจทก์เรียกคืนจากจำเลยยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนที่เป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟอันเป็นส่วนที่เป็นหนี้ประธานย่อมไม่ขาดอายุความไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,415,672.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 3,415,672.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ปัญหาเรื่องค่าสมาชิกสนามกอล์ฟแยกต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้อง คำให้การและทางพิจารณาแสดงให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวได้ว่ากันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยดำเนินการเกี่ยวกับสนามกอล์ฟและคลับเฮาส์เสร็จตั้งแต่ปี 2534 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับสมาชิกสนามกอล์ฟได้นั้น เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาข้อนี้ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเป็นสำคัญ ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 2 ได้บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า กลางปี 2533 จำเลยทำสัญญาจะแบ่งขายที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ในราคา 1,700,000 บาท และจำเลยชักชวนให้โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกอล์ฟอันเป็นการบริการในโครงการของจำเลยเพื่อรับสิทธิพิเศษในการเล่นกอล์ฟเป็นเงิน 200,000 บาท รวมค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟคลับเป็นงิน 1,900,000 บาท และบรรยายฟ้องต่อไปว่า เมื่อจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องคืนเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ส่วนจำเลยให้การในข้อ 1 วรรคสองว่า ส่วนของค่าสมาชิกสนามกอล์ฟจำนวน 200,000 บาท จำเลยได้ก่อสร้างสนามกอล์ฟเสร็จตั้งแต่ปี 2534 และได้เปิดดำเนินกิจการมาโดยตลอด โจทก์มีสิทธิเข้าไปใช้บริการในสนามกอล์ฟได้ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาส่วนนี้ และวรรสามให้การเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา เช่นนี้ตามคำให้การจำเลยได้แยกสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟและสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่างหากจากกันทั้งศาลชั้นต้นได้พิจารณาสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทก่อนแล้วฟังว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินพิพาทให้โจทก์ และพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟแล้วฟังว่า ผู้ซื้อที่ดินจะต้องสมัครเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟด้วย เมื่อคู่สัญญาซื้อขายที่ดินกลับคืนสู่ฐานะเดิม ค่าสมาชิกสนามกอล์ฟจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมเช่นกัน ดังนั้นปัญหาเรื่องค่าสมาชิกสนามกอล์ฟแยกต่างหากจากค่าที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเกี่ยวกับสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟและไม่ต้องคืนเงินค่าสมาชิกสนามกอล์ฟให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟแยกต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทและแม้จะฟังว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเลิกกันต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่ไม่มีผลถึงสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟ จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินค่าสมาชิกสนามกอล์ฟจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน ซึ่งศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหานี้ไปพร้อมกับปัญหาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์จึงทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 ส่งให้โจทก์ แม้หนังสือมิได้กำหนดวันรับโอน แต่โจทก์ต้องส่งเอกสารคืนจำเลยภายในเวลาอันสมควรเพื่อดำเนินการให้โจทก์รับโอนที่ดินจากจำเลย ทั้งการไถ่ถอนจำนองและแบ่งแยกโฉนดที่ดินต้องใช้หนังสือมอบอำนาจที่แนบไปกับหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งหากโจทก์ส่งเอกสารคืน จำเลยก็แบ่งแยกที่ดิน ไถ่ถอนจำนองและโอนให้โจทก์ในคราวเดียวดังที่จำเลยโอนให้ลูกค้ารายอื่น ตามโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดิน การที่จำเลยขอชำระหนี้ให้โจทก์แล้วบรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยเป็นอันปลดเปลื้องไปและไม่ถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อจำเลยและบริษัทกอล์ฟ ฟอร์ซ จำกัด มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนที่ดินแต่โจทก์เพิกเฉย ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืน ส่วนสนามกอล์ฟและคลับเฮาส์สร้างเสร็จเมื่อปี 2534 โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสามารถเข้าไปใช้บริการได้ จำเลยไม่ได้ผิดนัด เมื่อค่าสมาชิกสนามกอล์ฟแยกต่างหากจากค่าที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเกี่ยวกับสมาชิกสนามกอล์ฟได้ สำหรับดอกเบี้ย เมื่อจำเลยยังไม่ได้คืนให้แก่โจทก์ ดอกเบี้ยจึงมีลักษณะเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยในแต่ละงวดเกินกว่า 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เห็นว่า แม้ขณะที่จำเลยทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 แจ้งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ หนังสือยินยอมคู่สมรสและจัดเตรียมเอกสารตามที่จำเลยแจ้งแล้วส่งกลับมาให้จำเลยเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์นั้น ที่ดินแปลงพิพาทยังติดจำนองและยังไม่ได้แบ่งแยกก็ตาม แต่จำเลยมีนางพันทิพา ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลย นายวิชาญ ผู้ซื้อที่ดินในโครงการเดียวกับโจทก์จากจำเลยและนายพิชิต ข้าราชการสังกัดกรมที่ดินซึ่งในช่วงระหว่างปี 2536 ถึง 2538 ดำรงตำแหน่งช่างรังวัดประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี เป็นพยานเบิกความประกอบโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินได้ความว่า จำเลยจะจัดส่งหนังสือและเอกสารทำนองเดียวกับเอกสารหมาย จ.4 ให้ผู้ซื้อที่ดินทุกราย หลังจากที่ผู้ซื้อลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยส่งมาและส่งเอกสารต่างๆ ตามที่แจ้งกลับไปยังจำเลยแล้ว จำเลยจะดำเนินการโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อโดยปลอดจำนอง โดยจะให้ลูกค้าแต่ละรายที่ซื้อที่ดินโฉนดเดียวกันถือกรรมสิทธิ์รวมไปก่อน หลังจากนั้นจำเลยจะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมให้แก่ผู้ซื้อต่อไป ซึ่งการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน นับแต่วันที่ยื่นคำขอรังวัดซึ่งที่ดินของนายวิชาญที่จำเลยดำเนินการจนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้แล้วคือที่ดินตามโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินแผ่นสุดท้าย ซึ่งจากการตรวจดูเอกสารดังกล่าวทุกฉบับ อันเป็นเอกสารที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีส่งมาแล้ว จะเห็นตามสารบัญจดทะเบียนและหนังสือสัญญาขายที่ดินว่าที่ดินเหล่านั้นจำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนปลอดจำนองและจดทะเบียนขายให้ผู้ซื้อถือกรรมสิทธิ์รวมก่อนในวันเดียวกันจากนั้นจึงจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้ในภายหลัง ส่วนที่ดินแปลงอื่นนอกจากที่กล่าวมานี้ก็มีการจดทะเบียนปลอดจำนองและจดทะเบียนขายให้ผู้ซื้อในวันเดียวกัน และแม้ในวันเดียวกันนั้นผู้ซื้อได้นำไปจดทะเบียนจำนองใหม่กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ซื้อแต่ละรายเอง เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยขายและแจ้งให้ผู้ซื้อรับโอน แม้ในขณะนั้นจะติดจำนองและยังไม่มีการแบ่งแยกโฉนด แต่จำเลยก็สามารถจดทะเบียนโดยปลอดจำนองโอนให้ผู้ซื้อและแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแต่ละรายได้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยส่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อและเอกสารที่โจทก์ต้องจัดส่งให้จำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารทำนองเดียวกับที่จำเลยแจ้งให้นายวิชาญและผู้ซื้อรายอื่นส่งคืนให้จำเลย ดังนี้ย่อมเชื่อได้ว่าหากโจทก์ส่งเอกสารตามที่จำเลยแจ้งในหนังสือเอกสารหมาย จ.4 แล้ว จำเลยจะสามารถโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้เช่นกัน ส่วนหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 ที่ไม่ได้กำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และมิได้กำหนดวันให้โจทก์ส่งเอกสารแก่จำเลยเมื่อใดนั้นแต่เห็นได้ว่าการที่จำเลยส่งแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ แล้วส่งเอกสารนั้น และเอกสารอื่นตามที่แจ้งไปยังจำเลยก็เพื่อที่จำเลยจะไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์เองเช่นนี้จึงไม่จำต้องกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกับโจทก์อีก แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ต้องส่งเอกสารให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายและมีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาอันสมควรด้วยเพราะมิฉะนั้นจะเป็นว่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อไรขึ้นอยู่กับความพอใจของโจทก์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่เคยส่งเอกสารเกี่ยวกับการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่แจ้งในเอกสารหมาย จ.4 ให้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว แต่จำเลยไม่เคยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ฉะนั้นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทยังคงมีผลผูกพันอยู่ จำเลยจึงยังมีหน้าที่ต้องแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยปลอดจำนองให้แก่โจทก์ต่อไป สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า การทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 ส่งให้โจทก์ถือได้ว่าจำเลยได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ แต่โจทก์เพิกเฉย บรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้เป็นอันปลดเปลื้องไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 330 จำเลยไม่ต้องคืนเงินแก่โจทก์นั้น เป็นข้ออ้างที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2544 โจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.5 แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่จำเลยไม่ไปตามนัด ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่จำเลยได้ ซึ่งวันที่ 29 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและให้จำเลยคืนเงินที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จึงไม่อาจรับฟังได้

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือที่จำเลยและบริษัทกอล์ฟ ฟอร์ซ จำกัด ตัวแทนจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทแจ้งให้โจทก์ดำเนินการเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่โจทก์เพิกเฉย ถือว่าโจทก์ผิดนัดนั้น เห็นว่า จำเลยทำหนังสือดังกล่าวหลังจกาที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสัญญาที่จะให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยอีก ทั้งเป็นการบอกกล่าวภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว จึงเป็นการบอกกล่าวเพื่อสร้างหลักฐานว่าโจทก์ผิดนัด ความรับผิดย่อมตกแก่โจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้องเท่านั้น ฉะนั้นข้ออ้างตามฎีกาข้อนี้จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟนั้น เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยไม่มีฝ่ายใดอ้างส่งสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทหรือคำโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อที่ดินและให้สมัครเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟเพื่อให้ตรวจดูว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทพร้อมสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟหรือไม่ แต่จากการตรวจดูใบรับเงินชั่งคราวที่จำเลยออกให้โจทก์ในวันที่จำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจกท์ จำเลยออกใบรับเงินชั่วคราวว่าได้รับเงินเพื่อจองซื้อสมาชิกของสนามกอล์ฟเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมที่ดินและรวมค่าพัฒนาที่ดินเป็นเงิน 1,700,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,900,000 บาท โดยการผ่อนชำระราคาด้วยเช็ครวม 20 งวด ซึ่งชำระเป็นราคาเท่ากันทุกเดือน ส่วนใบเสร็จรับเงินแผ่นที่ 1 และ 2 แม้ระบุว่าชำระค่าสมาชิกอันหมายถึงค่าสมาชิกสนามกอล์ฟ แต่ก็อ้างถึงที่ดินแปลงเลขที่ 19 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงพิพาท ทั้งใบเสร็จรับเงินแผ่นที่ 3 จำเลยระบุเป็นการชำระเงินค่าที่ดิน ซึ่งหากการคิดค่าสมาชิกสนามกอล์ฟแยกต่างหากจากค่าซื้อที่ดินก็ควรที่จะแยกค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่เหลืออยู่ 10,000 บาท ออกจากค่าซื้อที่ดินในงวดนี้ด้วย พฤติการณ์ที่จำเลยให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟโดยออกใบรับเงินเหล่านี้ จึงเสมือนกับจำเลยต้องการขายที่ดินพร้อมกับสิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟไปพร้อมกัน เมื่อที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์และผู้ซื้อรายอื่นเป็นที่ดินผืนเดียวกันกับที่จำเลยสร้างสนามกอล์ฟและคลับเฮาส์ประกอบกับนายวิชาญพยานจำเลยก็เบิกความว่า พยานซื้อที่ดิน 1 แปลง เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมสมาชิกสนามกอล์ฟจำนวน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท เช่นนี้ เชื่อว่าผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยต้องสมัครเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟด้วย สิทธิการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟหาได้แยกต่างหากจากสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งในกรณีนี้หมายรวมถึงการเป็นสมาชิกสนามกอล์ฟที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมด้วยโจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่ได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เมื่อดอกเบี้ยที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์นี้เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 391 วรรคสอง อันเนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญา จึงไม่ใช่ดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1) ดังที่จำเลยฎีกา

ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยในแต่ละงวดเกินกว่า 10 ปี ตามมาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยของค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์ตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ ซึ่งบางจำนวนนับแต่วันที่รับไว้จนถึงวันฟ้องแม้เกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่วันที่จำเลยรับเงินไว้ดังกล่าวหาใช่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ เมื่อสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยนี้เกิดแต่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่โจทก์เรียกคืนอันเป็นส่วนที่เป็นหนี้ประธาน เช่นนี้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจึงมีอายุความและเริ่มนับอายุความเช่นเดียวกันกับหนี้ประธานซึ่งศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแล้วว่า สิทธิเรียกร้องเงินค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟที่โจทก์เรียกคืนจากจำเลยยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี โดยที่จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ดังนั้น สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนที่เป็นหนึ้อุปกรณ์ของค่าซื้อที่ดินและค่าสมาชิกสนามกอล์ฟอันเป็นส่วนที่เป็นหนี้ประธานย่อมไม่ขาดอายุความไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (1) ม. 330 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติชัย เดชตระกูล
จำเลย — บริษัทมิชชั่น ฮิลล์ กอล์ฟ คลับ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ไพโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3078 -ที่ 3079/2552
#502411
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำมั่นจะให้เช่าจะผูกพันผู้ให้เช่าในอันที่ต้องยอมให้ผู้เช่าได้เช่าทรัพย์สินต่อไปอีก และผู้ให้เช่าไม่อาจถอนคำมั่นนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามคู่สัญญาในอันที่จะตกลงกันยกเลิกคำมั่นนั้นเสียได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเกี่ยวกับคำมั่นนั้นเสียแล้ว คำมั่นดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าต่อไปภายหลังครบกำหนดเวลาเช่าได้อีก อีกทั้งการตกลงกันยกเลิกคำมั่นดังกล่าวก็หาใช่การที่จำเลยถอนคำมั่นเพียงฝ่ายเดียวอันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นโมฆะกรรมดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่

แม้สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทน ข้อ 3 ท้ายสัญญาเช่าเป็นคำมั่นที่จำเลยให้โอกาสแก่โจทก์ในอันที่จะต่อสัญญาเช่าได้อีกเท่านั้น จึงเป็นเพียงข้อตกลงที่แยกต่างหากนอกเหนือจากสัญญาเช่าได้ และคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ระบุให้ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญก็มีผลใช้บังคับได้แล้ว ดังนั้นเมื่อคำมั่นจะให้เช่าไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การทำบันทึกยกเลิกคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นกัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระยะเวลาการเช่า 5 ปี จำนวน 2 ครั้ง ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาโดยให้จำเลยรับเงินค่าเช่าปีละ 36,000 บาท ทุกปีจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์สำนวนหลังฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11664 เลขที่ดิน 459 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินเพื่อกิจการค้าน้ำมันบริการล้างอัดฉีด และซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 155,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นเงิน 465,000 บาท และอีกเดือนละ 155,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นางจรวยพร ภริยาของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11664 เลขที่ดิน 459 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินเพื่อกิจการค้าน้ำมันบริการล้างอัดฉีด และซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย กับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลยเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนของฟ้องจำเลยแทนจำเลย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 14,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายมนตรี เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือรับรอง โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 11664 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 3 งาน 79 ตารางวา จากจำเลยเพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ในอัตราค่าเช่าปีละ 36,000 บาท มีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าผู้เช่ายินยอมให้สิ่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินตกเป็นของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าจะยินยอมให้ผู้เช่าต่อสัญญาการเช่าได้อีกคราวละ 5 ปี โดยคิดค่าเช่าในอัตราเดิม สัญญาเช่าดังกล่าวได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนท้ายสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.2 ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงยกเลิกข้อความตามหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 3 ที่ระบุว่า "และผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าต่อสัญญาการเช่าได้อีกคราวละ 5 ปี โดยคิดค่าเช่าในอัตราเดียวกับข้อ 4" คงเหลือความในข้อ 3 ว่า "เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าในข้อ 1 แล้ว ผู้เช่ายินยอมให้สิ่งปลูกสร้างอันติดกับที่ดินตกเป็นของผู้ให้เช่า" ตามบันทึกข้อตกลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงยกเลิกข้อความในหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 3 ตามบันทึกข้อตกลงมีผลใช้บังคับหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยมีนางจรวยพร ภริยาจำเลยซึ่งเป็นผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ เบิกความว่า พยานกับจำเลยตกลงให้นายมนตรีเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 15 ปี โดยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่านายมนตรีจะยกสถานีบริการน้ำมันและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ก่อสร้างลงบนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ได้ไปจดทะเบียนการเช่ากันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยนายมนตรีเป็นผู้จัดทำหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 มาให้จำเลยและพยานลงลายมือชื่อที่สำนักงานที่ดินในวันเดียวกัน ภายหลังจดทะเบียนการเช่าแล้ว พยานและจำเลยกลับไปตรวจดูหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 พบว่า เงื่อนไขตามข้อ 3 ไม่ได้เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ เพราะพยานและจำเลยไม่เคยเสนอให้มีการต่อสัญญาเช่าได้อีกคราวละ 5 ปี พยานจึงไปปรึกษากับบุตร ในวันรุ่งขึ้นพยานและจำเลยจึงเดินทางไปพบนายมนตรีเพื่อขอให้แก้ไขยกเลิกข้อสัญญาดังกล่าวแต่นายมนตรีไม่ตกลง พยานและจำเลยจึงแจ้งว่าถ้าไม่แก้ไขก็จะไม่ยอมให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2530 จำเลยกับนายมนตรีเจรจาตกลงกันได้ จึงได้จัดทำเป็นบันทึกข้อตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 3 ตามบันทึกข้อตกลง โดยจำเลยมีนางสาวจิราพร กับสิบเอกสันติภาพ บุตรสาวและบุตรชายของจำเลยเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยและมารดาได้นำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยกับโจทก์ไปให้พยานดูว่ามีเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในข้อ 3 ซึ่งไม่ถูกต้องตรงตามที่จำเลยกับนายมนตรีตกลงกันไว้ และมีนายวิชัย กำนันตำบลสูงเนินมาเบิกความสนับสนุนอีกว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2530 จำเลยให้คนไปตามพยานมาที่บ้านจำเลย แล้วจำเลยกับนายมนตรีได้เจรจาตกลงยกเลิกข้อความในหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 3 และทำบันทึกข้อตกลงขึ้นมาโดยพยานได้ร่วมรับฟังการเจรจาและลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย ส่วนโจทก์มีนายบังเอิญ ทนายโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ก่อนทำสัญญาเช่านายมนตรีได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วว่า ต้องการเช่าที่ดินไปทำสถานีบริการน้ำมันมีระยะเวลาการเช่าประมาณ 30 ปี จำเลยจึงยอมตกลงให้เช่าเป็นเวลา 25 ปี หลังจากโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้วโจทก์จะเข้าทำการปลูกสร้างติดตั้งเครื่องมือวัสดุและอุปกรณ์เพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันในที่ดินพิพาท แต่บุตรชายของจำเลยได้เรียกร้องเงินจำนวน 20,000 บาท เป็นค่าขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และได้นำคนงานหลายคนเข้ามานั่งดื่มสุราในทำนองไม่ให้โจทก์เข้าไปปรับปรุงพื้นที่ ต่อมาจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงไปให้นายมนตรีลงลายมือชื่อ นายมนตรีจำเป็นต้องยอมลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าว เพราะเกรงว่าโจทก์จะไม่สามารถเข้าดำเนินกิจการได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทการปิโตเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (ปตท.) และจะถูกบริษัทดังกล่าวยกเลิกสัญญากับริบเงินประกันความเสียหายจำนวน 1,500,000 บาท เห็นว่าจำเลยมีพยานบุคคลมาเบิกความสอดคล้องต้องกันโดยเฉพาะนายวิชัยซึ่งมีตำแหน่งเป็นกำนันตำบลสูงเนินและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับทั้งจำเลยและนายมนตรีหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์มาก่อน นั้นเป็นพยานคนกลางซึ่งไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด คำเบิกความของนายวิชัยจึงน่าเชื่อถือและสนับสนุนให้คำเบิกความของพยานจำเลยมีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น นอกจากนี้จำเลยยังมีเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีนายมนตรีลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้เช่ามาแสดงประกอบตรงตามคำเบิกความของพยานจำเลย ส่วนโจทก์มีเพียงนายบังเอิญ ทนายโจทก์เบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งทนายโจทก์มิได้อยู่ร่วมรู้เห็นในขณะมีการทำบันทึกข้อตกลงโดยเพียงแต่เป็นผู้ได้รับการบอกเล่าในทำนองปรึกษาจากนายมนตรีเท่านั้น จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์มิได้นำนายมนตรีหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ติดต่อขอเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยตรงมาเบิกความ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่านายมนตรีลงชื่อในบันทึกข้อตกลง เพราะตกอยู่ในภาวะจำยอมดังที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงยกเลิกข้อความในหนังสือสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 2 ตามบันทึกข้อตกลงโดยสมัครใจ บันทึกข้อตกลงจึงมีผลใช้บังคับได้

ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า สัญญาข้อ 3 ในเอกสารหมาย ล.2 ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และเป็นคำมั่นจะให้เช่าของผู้ให้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าตกเป็นลูกหนี้ที่ผู้เช่ามีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาได้ และคำมั่นนั้นจำเลยไม่อาจที่จะถอนได้นั้น เห็นว่า แม้คำมั่นจะให้เช่าจะผูกพันผู้ให้เช่าในอันที่ต้องยอมให้ผู้เช่าได้เช่าทรัพย์สินต่อไปอีก และผู้ให้เช่าไม่อาจที่จะถอนคำมั่นนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ตามแต่ก็มิได้ห้ามคู่สัญญาในอันที่จะตกลงกันยกเลิกคำมั่นนั้นเสียได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเกี่ยวกับคำมั่นนั้นเสียแล้ว คำมั่นดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป โจทก์ยอมไม่อาจบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าต่อไปภายหลังครบกำหนดเวลาเช่าได้อีก อีกทั้งการตกลงกันยกเลิกคำมั่นดังกล่าวก็หาใช่การที่จำเลยถอนคำมั่นเพียงฝ่ายเดียวอันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นโมฆะกรรมดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า นายมนตรีไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แต่ได้ลงชื่อทำบันทึกข้อตกลงไปโดยพลการโดยไม่ได้ประทับตราของโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจนั้น เห็นว่า หนังสือรับรองของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 ระบุไว้ชัดแจ้งว่า หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์มีเพียงคนเดียวคือนายมนตรี ทั้งไม่มีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการแต่อย่างใด จึงย่อมมีความหมายว่านายมนตรีมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ทุกประการโดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ด้วย ดังนั้น เมื่อในบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุว่า จำเลยในฐานะผู้ให้เช่ากับห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวทองมี โดยนายมนตรี กรรมการผู้จัดการ (ที่ถูกคือ หุ้นส่วนผู้จัดการ) ซึ่งเรียกว่าผู้เช่า ร่วมกันทำบันทึกดังกล่าวขึ้น อันแสดงว่าเป็นการกระทำการแทนโจทก์ แม้นายมนตรีจะลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าวโดยมิได้ประทับตราของโจทก์ก็ถือเป็นการกระทำภายในของอำนาจของตัวแทนและเป็นการกระทำการแทนโจทก์โดยชอบแล้ว โจทก์จึงต้องถูกผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การทำบันทึกเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 จึงต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อไม่จดทะเบียนบันทึกข้อตกลงจึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า แม้สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 3 ท้ายสัญญาเช่า เป็นคำมั่นที่จำเลยให้โอกาสแก่โจทก์ในอันที่จะต่อสัญญาเช่าได้อีกเท่านั้น จึงเป็นเพียงข้อตกลงที่แยกต่างหากนอกเหนือจากสัญญาเช่าได้ และคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ระบุให้ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญก็มีผลใช้บังคับได้แล้ว ดังนั้นเมื่อคำมั่นจะให้เช่าไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การทำบันทึกยกเลิกคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นกันบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงย่อมมีผลผูกพันโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดและจำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินที่เช่าอีกต่อไป การที่โจทก์อยู่ในที่ดินที่เช่าจึงเป็นการทำละเมิดต่อจำเลย จำเลยย่อมขับไล่โจทก์และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้นั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับในเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ควรจะต้องชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลยเพียงเดือนละ 3,000 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง กับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้จะฎีกาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกพิจารณา เมื่อทุนทรัพย์ในส่วนของค่าเสียหายศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยเดือนละ 40,000 บาท รวมค่าเสียหาย 3 เดือน ก่อนฟ้องเป็นเงินจำนวน 120,000 บาท ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเท่ากับขอลดค่าเสียหายรวม 3 เดือน ก่อนฟ้องจาก 120,000 บาท เหลือเพียง 9,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในส่วนฟ้องของจำเลยในชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวทองมี
จ่าสิบเอกสุรพงษ์ สุขชัย
โดยนางจรวยพร สุขชัย
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
โจทก์ — จ่าสิบเอกสุรพงษ์ สุขชัย
โดยนางจรวยพร สุขชัย
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวทองมี
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3075/2552
#505584
เปิดฉบับเต็ม

ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทกับสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความสอดคล้องตรงกัน ด้านหน้าตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาท มีข้อความระบุว่า ราคาเป็นจำนำ และมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อไว้ ทั้งสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวก็มีรายการของตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทที่นำมาจำนำรวมอยู่ด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 3 นำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทมาจำนำไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. ตามสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้จำนำไว้ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 3 สลักหลังโอนกรรมสิทธิ์ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ส. ต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ย่อมใช้ได้เพียงในฐานเป็นคำสลักหลังของตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 926 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 985 มิใช่ผู้สลักหลังที่ต้องรับผิดในฐานะผู้สลักหลังที่ต้องใช้เงินแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามตั๋วพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 2,098,356.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 98,356.16 บาท) กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้จำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่หากโจทก์บังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินและมีเงินเหลือมากกว่าหนี้จำนำต้องส่งคืนให้จำเลยที่ 3 หากได้เงินน้อยกว่าจำนวนที่ค้างชำระให้จำเลยที่ 3 รับใช้ส่วนที่ขาด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาท ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2537 สัญญาว่าจะจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 หรือตามคำสั่งจำนวน 2,000,000 บาท ในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ณ บริษัทจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 3 นำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทไปจำนำไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน และโจทก์เป็นผู้รับโอนตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ต่อมาเมื่อตั๋วถึงกำหนด โจทก์ยื่นตั๋วให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการดำเนินกิจการ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางสาวชนัยการต์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 8 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับอาวัลการใช้เงิน ต่อมาจำเลยที่ 3 สลักหลังโอนตั๋วต่อให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และบริษัทดังกล่าวได้นำมาขายลดและสลักหลังโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาท เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดโจทก์นำตั๋วยื่นให้จำเลยที่ 2 ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกทางราชการสั่งปิดกิจการตามหนังสือกระทรวงการคลัง ส่วนจำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 3 นายทรงศักดิ์ และนางทองเฟื้อ เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 กับญาติได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระค่าที่ดินเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินหลายฉบับรวมทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัลการใช้เงินตามตั๋ว ต่อมาจำเลยที่ 3 นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปจำนำแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินใต้ข้อความว่า "ราคาเป็นจำนำ" และทำสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) พร้อมมอบตั๋วสัญญาใช้เงินไว้แก่บริษัทเพื่อเป็นประกันตามสัญญาจำนำ จำเลยที่ 3 มิได้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จึงไม่มีสิทธิสลักหลังโอนตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทกับสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อความสอดคล้องตรงกัน ด้านหน้าตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาท มีข้อความระบุว่า ราคาเป็นจำนำและมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อไว้ ทั้งสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวก็มีรายการของตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทที่นำมาจำนำรวมอยู่ด้วย พยานโจทก์จึงเจือสมกับพยานจำเลยที่ 3 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 นำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทมาจำนำไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาจำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้จำนำไว้ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 3 สลักหลังโอนกรรมสิทธิ์ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับพิพาทให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ย่อมใช้ได้เพียงในฐานเป็นคำสลักหลังของตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 926 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 985 แม้โจทก์จะอ้างว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลด และโจทก์เป็นผู้ทรง ก็เป็นผู้ทรงในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ที่จะเรียกให้ผู้ต้องจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินรับผิด ซึ่งได้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับอาวัลเท่านั้น จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้สลักหลังเพื่อจำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ใช่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงมิใช่ผู้สลักหลังที่ต้องรับผิดในฐานะผู้สลักหลังที่ต้องใช้เงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้จำนำนั้น เห็นว่า โจทก์มิใช่ผู้รับจำนำและคำพิพากษาในส่วนนี้เป็นคำพิพากษาที่เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 926 วรรคหนึ่ง ม. 985
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินพัฒนา
จำเลย — บริษัทซิตี้พรอพ แอนด์ แลนด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3063/2552
#494007
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ซึ่งผู้เสียหายถึงแก่ความตายด้วยโรคประจำตัว ผู้บุพการีไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องหรือเข้าร่วมกับพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องแทนผู้เสียหาย เพราะไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) ประกอบมาตรา 5 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

จำเลยกับพวกร่วมกันนำเอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายและแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่มีเพียงลายมือชื่อของผู้เสียหายลงไว้ในช่องผู้มอบอำนาจไปโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำไปกรอกข้อความว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยยื่นขอจดทะเบียนโอนที่ดินของผู้เสียหายให้แก่จำเลยโดยเสน่หา เป็นการกระทำความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 188 และเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 แต่การกระทำความผิดดังกล่าวก็เพื่อโอนที่ดินเป็นของจำเลยซึ่งเป็นเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, 268, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางถ้ายมารดาของนายวิสุทธิ์ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และมาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคสอง, ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าโจทก์ร่วมเป็นมารดาของนายวิสุทธิ์ผู้เสียหายมีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหายหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เห็นว่า ผู้บุพการีมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) ประกอบมาตรา 5 (2) แต่คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและความผิดเกี่ยวกับเอกสารซึ่งผู้เสียหายถึงแก่ความตายด้วยโรคประจำตัวของผู้เสียหายเอง กรณีของโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้โจทก์ร่วมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นางถ้ายมารดาของผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสีย

ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจและข้อนำสืบของจำเลยระบุว่ามอบอำนาจวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ปรากฏว่าผู้เสียหายป่วยจนแพทย์รับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ตามบัตรตรวจโรคระหว่างวันที่ 17 ถึง 24 ธันวาคม 2541 และในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ผู้เสียหายได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดังกล่าวอีกจนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2541 ซึ่งแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายเป็นโรคเบาหวานมีไข้สูงเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งนายศักดิ์ชัยแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาเบิกความยืนยันว่า ตามใบตรวจรักษา ผู้เสียหายมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้เล็กน้อย รับประทานอาหารไม่ได้ พยานทำการรักษาโดยให้น้ำเกลือ จากการตรวจผู้เสียหายมีระดับน้ำตาลค่อนข้างสูง ขณะที่ผู้เสียหายเข้ารับการรักษาเป็นเวลานอกเวลาทำการของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะต้องรับตัวผู้เสียหายไว้ที่ห้องฉุกเฉิน บุคคลภายนอกไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไปที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง นำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จึงเป็นเวลาก่อนที่ผู้เสียหายจะไปถึงโรงพยาบาล นอกจากนั้น ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในห้องฉุกเฉิน ทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าเยี่ยม ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าไปให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในขณะอยู่ในห้องฉุกเฉิน นอกจากนั้นในวันดังกล่าวเวลาประมาณ 17 นาฬิกา นางอัมพาอ้างว่าได้ไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาลพร้อมกับนายปรีดา นางราศีและนางประเยี่ยม และให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย ไม่น่าเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการมอบอำนาจในขณะดังกล่าวได้ สำหรับการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยนำสืบว่า จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจไปให้นางอัมพากรอกรายละเอียดให้ที่เทศบาลนครตรังซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของนางอัมพาเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ซึ่งในขณะดังกล่าวผู้เสียหายพักอยู่ที่บ้านยังไม่ได้ไปโรงพยาบาล แต่จำเลยกลับบอกว่าผู้เสียหายอยู่ที่โรงพยาบาลจนนางอัมพากับพวกไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาลดังกล่าวในตอนเย็น ยิ่งไปกว่านั้นข้อความที่นางอัมพาเขียนรับรองไว้ที่ด้านหลังหนังสือมอบอำนาจว่า ข้าพเจ้านางอัมพา ตำแหน่ง เจ้าพนักงานทะเบียน 5 ขอรับรองว่า ผู้มอบอำนาจมีความประสงค์จะกระทำการตามที่มอบอำนาจนี้จริง ผู้มอบอำนาจมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และยังมีชีวิตอยู่ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ก็ระบุว่าเขียนที่สำนักงานเทศบาลเมืองตรัง แต่นางอัมพาเบิกความว่า พยานเขียนข้อความดังกล่าวที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง และการมอบอำนาจก็มิได้มีระเบียบให้ต้องมีการรับรองดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่พยานจะต้องเขียนคำรับรองดังกล่าวไว้ ข้อความรับรองดังกล่าวไม่น่าเชื่อว่ากระทำกันที่โรงพยาบาลในขณะที่ผู้เสียหายนอนรับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจริง สำหรับพยานฝ่ายโจทก์มีนางขิ้มพี่สาวของผู้เสียหายซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจเบิกความยืนยันว่า พยานไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในวันที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจ แต่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก่อนหน้านี้เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินให้ไม่ได้ นอกจากนั้น ผู้เสียหายก็ได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่นำหนังสือมอบอำนาจไปทำให้เสียหายดังกล่าว พยานของโจทก์ประกอบกับข้อพิรุธของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแต่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายในช่องผู้มอบอำนาจ และโฉนดที่ดินเลขที่ 12207 ของผู้เสียหายไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย อันเป็นความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และร่วมกับพวกกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยยื่นขอจดทะเบียนการให้โดยเสน่หาที่ดินของผู้เสียหายแก่จำเลย และใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังให้หลงเชื่อจนจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12207 แก่จำเลย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 จำเลยจึงกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวก็เพื่อโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยซึ่งเป็นเจตนาเดียว ความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน และต้องลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาเป็น 2 กรรม ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ นอกจากนั้นขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยากัน ความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปโดยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางถ้าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 264 วรรคสอง ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 3 (2) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นางถ้าย โสมวิภาตหรือโสมวิภาค
จำเลย — นางเทพี วังพยอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุเมธ รักษภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3063/2552
#501485
เปิดฉบับเต็ม

ผู้บุพการีมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) ประกอบมาตรา 5 (2) แต่คดีที่เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและความผิดเกี่ยวกับเอกสารซึ่งผู้เสียหายถึงแก่ความตายด้วยโรคประจำตัวของผู้เสียหายเอง ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

จำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแต่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายในช่องผู้มอบอำนาจและโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 และร่วมกับพวกกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยยื่นขอจดทะเบียนการให้โดยเสน่หาที่ดินของผู้เสียหายแก่จำเลย และใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้หลงเชื่อจนจดทะเบียนโอนที่ดินแก่จำเลย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 แต่การที่จำเลยกระทำความผิดก็เพื่อโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยซึ่งเป็นเจตนาเดียว ความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างปี 2541 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 วันเวลาใดไม่ปรากกฎชัด จำเลยกับพวกร่วมกันเอาไปเสียซึ่งหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ เพียงแต่ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ 1 ฉบับ และโฉนดที่ดินเลขที่ 12207 จำนวน 1 ฉบับ และโฉนดที่ดินเลขที่ 12207 จำนวน 1 ฉบับ ของนายวิสุทธิ์ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิสุทธิ์ หลังจากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งนายวิสุทธิ์ลงลายมือชื่อไว้ว่ามอบให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจจัดการยื่นขอจดทะเบียนในที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 33/20 ถนนจริงจิตร ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ตลอดจนให้ถ้อยคำต่างๆ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งนี้โดยนายวิสุทธิ์ไม่ยินยอมในการกรอกข้อความดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2542 เวลากลางวันจำเลยกับพวกนำหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวไปอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริง จึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลย ทำให้นายวิสุทธิ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง และประชาชนเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, 268, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณานางถ้าย มารดาของนายวิสุทธิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และมาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคสอง, ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าโจทก์ร่วมเป็นมารดาของนายวิสุทธิ์ ผู้เสียหาย มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหายหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เห็นว่า ผู้บุพการีมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) ประกอบมาตรา 5 (2) แต่คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและความผิดเกี่ยวกับเอกสารซึ่งผู้เสียหายถึงแก่ความตายด้วยโรคประจำตัวของผู้เสียหายเอง กรณีของโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้โจทก์ร่วมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายโดยเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายถ้าย มารดาของผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสีย

ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นายวิสุทธิ์ ผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2536 ถึงปี 2541 หลังจากนั้นผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนางถ้าย มารดา ผู้เสียหายป่วยเป็นโรคเบาหวานและถึงแก่ความตายวันที่ 2 กรกฎาความ 2543 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2542 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังได้จดทะเบียนการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12207 ตำบลทับเที่ยง (บางรัก) อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ระหว่างผู้เสียหายผู้ให้สัญญากับจำเลยผู้รับสัญญา โดยจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจจัดการยื่นขอจดทะเบียนการให้ที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับข้อเท็จจริงที่คู่ความโต้เถียงกันมีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งโจทก์นำสืบว่า ผู้เสียหายลงลายมือชื่อมอบอำนาจในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 222 ตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ของผู้เสียหาย โดยให้นายนพสิทธิ์ บุตรเขยของนางขิ้ม พี่สาวของผู้เสียหายเป็นผู้นำหนังสือดังกล่าวไปกรอกข้อความเองและมีนางขิ้มลงลายมือชื่อเป็นพยาน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ นายนพสิทธิ์นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหายโดยยังมิได้กรอกข้อความ ผู้เสียหายเก็บหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไว้ในถุงเอกสารภายในบ้าน จำเลยลักเอาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปกรอกข้อความว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยยื่นขอจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 12207 ตำบลทับเที่ยง (บางรัก) อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยโดยผู้เสียหายมิได้ยินยอม ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2541 ผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง ผู้เสียหายต้องการยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2541 จำเลยนำหนังสือมอบอำนาจและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เสียหายไปพบนางอัมพา ซึ่งรับราชการที่เทศบาลนครตรัง ขอให้นางอัมพาเขียนรายละเอียดในหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลย หลังจากนั้นจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปให้ผู้เสียหายซึ่งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง มีนางขิ้มอยู่กับผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายตกลงมอบอำนาจให้แก่จำเลยและลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและนางขิ้มลงลายมือชื่อเป็นพยาน ต่อมาในตอนเย็น นางอัมพาไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาล นางอัมพาสอบถามผู้เสียหายว่าจะยกที่ดินให้แก่จำเลยแน่หรือ ผู้เสียหายพยักหน้า นางอัมพาจึงเขียนข้อความเกี่ยวกับความประสงค์ของผู้เสียหายไว้ที่ด้านหลังหนังสือมอบอำนาจ นายปรีดาและนางราศี อยู่ขณะดังกล่าวด้วย ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในข้อความดังกล่าว นอกจากนั้นนางประเยี่ยม ซึ่งอยู่ในขณะดังกล่าวด้วยเช่นกันได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานที่ด้านหน้าของหนังสือมอบอำนาจ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 และข้อนำสืบของจำเลยระบุว่ามอบอำนาจวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ปรากฏว่า ผู้เสียหายป่วยจนแพทย์รับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง ตามบัตรตรวจโรคระหว่างวันที่ 17 ถึง 24 ธันวาคม 2541 และในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ผู้เสียหายได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดังกล่าวอีก จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2541 ซึ่งแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายเป็นโรคเบาหวานมีไข้สูงเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตามใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งนายศักดิ์ชัย แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาเบิกความยืนยันว่า ตามใบตรวจรักษา ผู้เสียหายมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้เล็กน้อย รับประทานอาหารไม่ได้ พยานทำการรักษาโดยให้น้ำเกลือ จากการตรวจผู้เสียหายมีระดับน้ำตาลค่อนข้างสูง ขณะที่ผู้เสียหายเข้ารับการรักษาเป็นเวลานอกเวลาทำการของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะต้องรับตัวผู้เสียหายไว้ที่ห้องฉุกเฉิน บุคคลภายนอกไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไปที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง นำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จึงเป็นเวลาก่อนที่ผู้เสียหายจะไปถึงโรงพยาบาล นอกจากนั้น ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในห้องฉุกเฉิน ทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าเยี่ยม ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าไปให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในขณะอยู่ในห้องฉุกเฉิน นอกจากนั้นในวันดังกล่าวเวลาประมาณ 17 นาฬิกา นางอัมพาอ้างว่าได้ไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาลพร้อมกับนายปรีดา นางราศีและนางประเยี่ยม และให้บุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วยไม่น่าเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการมอบอำนาจในขณะดังกล่าวได้ สำหรับการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยนำสืบว่า จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจไปให้นางอัมพากรอกรายละเอียดให้ที่เทศบาลนครตรังซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของนางอัมพาเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ซึ่งในขณะดังกล่าวผู้เสียหายพักอยู่ที่บ้านยังไม่ได้ไปโรงพยาบาล แต่จำเลยกลับบอกว่าผู้เสียหายอยู่ที่โรงพยาบาลจนนางอัมพากับพวกไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาลดังกล่าวในตอนเย็น ยิ่งไปกว่านั้นข้อความที่นางอัมพาเขียนรับรองไว้ที่ด้านหลังหนังสือมอบอำนาจว่าข้าพเจ้านางอัมพา ตำแหน่ง เจ้าพนักงานทะเบียน 5 ขอรับรองว่า ผู้มอบอำนาจมีความประสงค์จะกระทำการตามที่มอบอำนาจนี้จริง ผู้มอบอำนาจมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และยังมีชีวิตอยู่จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ก็ระบุว่าเขียนที่สำนักงานเทศบาลเมืองตรัง แต่นางอัมพาเบิกความว่า พยานเขียนข้อความดังกล่าวที่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง และการมอบอำนาจก็มิได้มีระเบียบให้ต้องมีการรับรองดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่พยานจะต้องเขียนคำรับรองดังกล่าวไว้ ข้อความรับรองดังกล่าวน่าเชื่อว่ากระทำกันที่โรงพยาบาลในขณะที่ผู้เสียหายนอนรับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจริง สำหรับพยานฝ่ายโจทก์มีนางขิ้มพี่สาวของผู้เสียหายซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจเบิกความยืนยันว่า พยานไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก่อนหน้านี้เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินให้ไม่ได้ นอกจากนั้นผู้เสียหายก็ได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่นำหนังสือมอบอำนาจไปทำให้เสียหายดังกล่าว พยานของโจทก์ประกอบกับข้อพิรุธของหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแต่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายในช่องผู้มอบอำนาจและโฉนดที่ดินเลขที่ 12207 ของผู้เสียหายไปโดยไม่ได้รับอนุญาตในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย อันเป็นความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และร่วมกับพวกกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้จำเลยยื่นขอจดทะเบียนการให้โดยเสน่หาที่ดินของผู้เสียหายแก่จำเลย และใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรังให้หลงเชื่อจนจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12207 แก่จำเลย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 จำเลยจึงกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวก็เพื่อโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยซึ่งเป็นเจตนาเดียว ความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน และต้องลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาเป็น 2 กรรม ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ นอกจากนั้นขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินฉันสามีภริยากัน ความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปโดยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางถ้าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 264 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นางถ้าย โสมวิภาตหรือโสมวิภาค
จำเลย — นางเทพี วังพยอม
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2552
#501565
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้ร้องที่ 2 ที่ได้ชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้ว แม้จะเป็นเงินทุนของผู้ร้องที่ 2 แต่ผู้คัดค้านก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ อีกทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285, 286 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านในสหกรณ์ผู้ร้องที่ 2 โดยให้จัดส่งเงินตามที่อายัดภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย คำสั่งอายัดดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 (3) ผู้ร้องที่ 2 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หลังจากผู้ร้องที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งอายัดแล้ว ผู้ร้องที่ 2 กับเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือโต้ตอบกันเกี่ยวกับเงินที่มีคำสั่งอายัดหลายฉบับ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านยังมิได้ขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องส่งเงินค่าหุ้นให้เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เมื่อผู้คัดค้านขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นนั้น เป็นผลให้เงินค่าหุ้นถึงกำหนดจ่าย ผู้ร้องที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินค่าหุ้นตามคำสั่งอายัด จะอ้างว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดอีกหลายฉบับต่อจากคำสั่งอายัดเดิมถือว่าคำสั่งอายัดเดิมเป็นอันสิ้นผล และผู้ร้องที่ 2 ได้รับคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นครั้งสุดท้ายหลังจากที่ผู้ร้องที่ 2 ได้นำเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านไปหักกลบลบหนี้กับเงินกู้ของผู้คัดค้านแล้วหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านซึ่งนางอรพินท์เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดกระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตกลงกันได้และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยผู้คัดค้านตกลงชำระเงินจำนวน 18,415,042.69 บาท ให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมของนางอรพินท์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางอรพินท์ร่วมกันแต่ผู้คัดค้านมิได้ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องที่ 1 จึงดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 แจ้งอายัดเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้าน ซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 จึงได้จัดส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้านจำนวน 265,844.30 บาท (ที่ถูก 265,844.50 บาท) แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องที่ 2 ได้ปฏิเสธการส่งเงินเนื่องจากผู้คัดค้านไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินดังกล่าวอีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านจำนวนเงิน 1,712,360 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องที่ 2 ขอคัดค้านคำสั่งอายัดและคำสั่งให้จัดส่งเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเนื่องจากผู้คัดค้านเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2524 ได้ส่งเงินค่าหุ้นแก่ผู้ร้องที่ 2 คิดถึงวันที่ 29 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านมีหุ้นสะสมอยู่จำนวน 170,440 หุ้น คิดเป็นเงิน 1,704,400 บาท ตามข้อบังคับของผู้ร้องที่ 2 เงินค่าหุ้นของสมาชิกที่ได้ส่งชำระให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ถือเป็นเงินทุนของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งสมาชิกจะถอนคืนในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ สิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นของสมาชิกยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะขาดจากการเป็นสมาชิกและปราศจากภาระหนี้ที่มีอยู่กับผู้ร้องที่ 2 แต่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญาเงินกู้พิเศษกู้ยืมเงินผู้ร้องที่ 2 จำนวน 2,200,000 บาท ณ วันที่ 29 มกราคม 2542 มีหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น 1,698,570 บาท ดอกเบี้ย 1,116.87 บาท และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญาเงินกู้สามัญกู้ยืมเงินผู้ร้องที่ 2 จำนวน 1,200,000 บาท ณ วันที่ 29 มกราคม 2542 มีหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น 715,992.99 บาท ดอกเบี้ย 470.79 บาท ในการทำสัญญากู้ยืมดังกล่าว ผู้คัดค้านได้นำหุ้นของผู้คัดค้านจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ และนางเพชรรัตน์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64822, 26430 และ 57326 ตำบลในเมือง (เมืองเก่า) ตำบลในเมือง (พระลับ) และตำบลเมืองเก่า ตามลำดับ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านได้ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 อนุมัติให้ลาออกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 ผู้ร้องที่ 2 จึงได้นำเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านหักชำระหนี้เงินกู้ทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยหักชำระหนี้เงินกู้พิเศษได้บางส่วน คงเหลือหนี้จำนวน 711,750.65 บาท ส่วนหนี้เงินกู้สามัญสามารถหักชำระได้ทั้งหมดทำให้ไม่มีเงินค่าหุ้นเหลือคืนให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นเอาแก่ผู้ร้องที่ 2 ได้ ผู้ร้องที่ 2 ได้ดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสืออายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงผู้ร้องที่ 2 และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ว่าผู้ร้องที่ 2 ใช้สิทธิหักเงินค่าหุ้นหลังจากที่ผู้ร้องที่ 2 ได้รับหนังสืออายัดฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 และผู้ร้องที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธินั้นไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหนังสืออายัดฉบับใหม่ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 ทับหนังสือฉบับดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าจะอายัดเฉพาะเพียงเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนเท่านั้น จึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ประสงค์จะดำเนินการตามหนังสือที่ออกก่อนหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 การบังคับคดีเอาจากหุ้นของผู้คัดค้านโดยการยึดหุ้นออกขายทอดตลาดหรืออายัดเงินค่าหุ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องระบุให้ถูกต้องชัดเจนตามระเบียบกรมบังคับคดีและภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย จะกลับไปอายัดเงินค่าหุ้นตามหนังสือฉบับเก่าที่ตนเองไม่ประสงค์แล้วให้กระทบสิทธิของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินค่าหุ้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจบังคับแก่ผู้ร้องที่ 2 ได้ และหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ ยธ 0404/(201)/8885 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 (ที่ถูก ยธ 0404(201)/38302 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541) ไม่ใช่คำสั่งที่ใช้บังคับแก่ผู้ร้องที่ 2 ได้ต่อไป

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นตามคำร้อง เมื่อผู้ร้องที่ 2 ได้รับหมายบังคับคดีและคำสั่งให้อายัดเงินค่าหุ้นของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 และ 311 แล้ว ผู้ร้องที่ 2 ได้ฝ่าฝืนคำสั่งบังคับคดีที่ให้อายัดเงินค่าหุ้นดังกล่าว โดยผู้ร้องที่ 2 ก่อให้เกิดการโอนหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิในเงินค่าหุ้นหลังจากถูกอายัดไว้แล้ว ผู้ร้องที่ 2 ได้หักกลบลบหนี้เงินค่าหุ้นโดยพลการ ปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้และไม่เคยแจ้งการหักกลบลบหนี้เงินค่าหุ้นให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ขออายัดเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านจำนวน 1,712,360 บาท เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน ซึ่งผู้ร้องที่ 2 จะต้องจ่ายให้แก่ผู้คัดค้าน หมายบังคับคดีและคำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนผู้คัดค้าน เงินค่าหุ้นหาได้ตกเป็นเงินของผู้ร้องที่ 2 ไม่ ทั้งไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 ที่จะไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ข้อบังคับของผู้ร้องที่ 2 ที่กำหนดถึงสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ของการเป็นสมาชิกผู้ถือหุ้นสหกรณ์มิใช่กฎหมายแต่เป็นการจัดวางระเบียบบริหารงานภายในของผู้ร้องที่ 2 เองจึงไม่ผูกพันผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหนังสือฉบับใหม่ทับฉบับเก่าแล้วนั้น หนังสืออายัดดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือโต้ตอบระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับผู้ร้องที่ 2 ไม่อาจถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการอายัดเงินค่าหุ้น หรือมีความประสงค์ที่จะยกเลิกเพิกถอนการอายัดเงินค่าหุ้น เพราะการเพิกถอนการบังคับคดีจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 เท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าผู้คัดค้านได้จำนำหุ้นดังกล่าวเป็นประกันแก่ผู้ร้องที่ 2 นั้น หุ้นของสหกรณ์ถือเป็นเงินทุนของสหกรณ์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1143 ห้ามมิให้บริษัทจำกัดเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองหรือรับจำนำหุ้นของตนเอง การรับจำนำหุ้นดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมาย และเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์แห่งข้อบังคับของผู้ร้องที่ 2 และไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก การกล่าวอ้างถึงการจำนำหุ้นของผู้ร้องที่ 2 เป็นการฉ้อฉลที่ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านได้กระทำขึ้นทั้งที่รู้ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ การกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายเอกราชและนางนาตยาซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางอรพินท์แทนที่ผู้ร้องที่ 1 ร่วมกับผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ผู้คัดค้านมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ทำไว้ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ผู้ร้องที่ 1 จึงบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้าน โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านในสหกรณ์ผู้ร้องที่ 2 จำนวนเงิน 1,712,360 บาท เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน ให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินดังกล่าวภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้คัดค้านยังมิได้ขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องที่ 2 ชำระเงินค่าหุ้น และผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องที่ 2 ชำระเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินค่าหุ้น เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2542 ถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้านที่มีสิทธิได้รับทุกปี ให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินดังกล่าวให้ภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย ผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ผู้ร้องที่ 2 ตามสัญญากู้ยืม ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิหักกลบลบหนี้เงินกู้กับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนผู้ร้องที่ 2 ขอสงวนสิทธิในการหักกลบลบหนี้และจะส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเฉพาะจำนวนที่เหลือสุทธิจากการหักกลบลบหนี้แล้ว หากเจ้าพนักงานบังคับคดีประสงค์ที่จะอายัดเงินคงเหลือสุทธิดังกล่าวให้แจ้งต่อผู้ร้องที่ 2 อีกครั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 ถึงผู้ร้องที่ 2 ว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิหักเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนหลังจากได้รับหนังสืออายัด ขออายัดเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้านทั้งหมดทุกปี ให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนของผู้คัดค้านให้ตามที่อายัด ผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ถึงเจ้าพนักงานบังคับคดี จัดส่งเงินปันผลจำนวน 221,209.28 บาท และเงินเฉลี่ยคืนจำนวน 44,635.22 บาท รวมเป็นเงิน 265,844.50 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหนังสืออายัด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงผู้ร้องที่ 2 ว่าผู้แทนของผู้ร้องที่ 1 ได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้คัดค้านได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 แล้ว ขออายัดเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้าน จำนวนเงิน 1,712,360 บาท เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน ขอให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินตามที่อายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย ผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2543 ถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้คัดค้านขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนจากผู้ร้องที่ 2 คงมีแต่เพียงเงินค่าหุ้นจำนวน 1,712,360 บาท ผู้ร้องที่ 2 ได้นำเงินค่าหุ้นดังกล่าวหักกลบลบหนี้ตามสัญญากู้แล้วและได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองต่อศาลชั้นต้นแล้วผู้คัดค้านยังคงเป็นหนี้ที่เหลืออยู่แก่ผู้ร้องที่ 2 อีกจำนวน 711,750.65 บาท ผู้ร้องที่ 2 ไม่สามารถจัดส่งเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2543 ถึงผู้ร้องที่ 2 ว่าผู้ร้องที่ 2 เป็นเจ้าหนี้จำนองเหนือที่ดินที่นำมาจำนอง มิได้มีสิทธิเหนือเงินค่าหุ้น ขอให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านตามที่อายัด ผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 ถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าในวันที่ผู้คัดค้านขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้มีคำสั่งอายัดผู้ร้องที่ 2 จึงได้นำเงินค่าหุ้นดังกล่าวหักกลบลบหนี้ตามสัญญากู้แล้ว ผู้ร้องที่ 2 ไม่สามารถส่งเงินค่าหุ้นให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อีก หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีกับผู้ร้องที่ 2 ต่างมีหนังสือโต้แย้งกันเกี่ยวกับเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรก คือ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ผู้ร้องที่ 2 ส่งเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านจำนวน 1,712,360 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ได้ชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้วนั้นแม้ว่าจะเป็นเงินทุนของผู้ร้องที่ 2 แต่ผู้คัดค้านก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ อีกทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285, 286 ดังนั้น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ผู้ร้องที่ 2 จัดส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไป คือ ผู้ร้องที่ 2 สามารถปฏิเสธการส่งเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นฉบับเดิมของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีผลบังคับเพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งอายัดฉบับใหม่ถึงผู้ร้องที่ 2 คือ คำสั่งอายัดฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากผู้ร้องที่ 2 ได้หักกลบลบหนี้เงินค่าหุ้นกับเงินกู้ของผู้คัดค้านแล้วดังที่ผู้ร้องที่ 2 กล่าวอ้างหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือที่ ยธ 0404 (201)/38302 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 ถึงผู้ร้องที่ 2 ขออายัดเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านในสหกรณ์ผู้ร้องที่ 2 จำนวนเงิน 1,712,360 บาท เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนขอให้จัดส่งเงินตามที่อายัดภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันถึงกำหนดจ่าย คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 (3) ให้อำนาจไว้ ผู้ร้องที่ 2 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม คือ ต้องส่งเงินค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนตามที่ระบุในคำสั่งอายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนด หลังจากผู้ร้องที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องที่ 2 กับเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือโต้ตอบกันเกี่ยวกับเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดหลายฉบับ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านยังมิได้ขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 2 จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องส่งเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพราะเงินค่าหุ้นนั้นยังไม่ถึงกำหนดจ่าย แต่เมื่อผู้คัดค้านขาดจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องที่ 2 ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นนั้นเป็นผลให้เงินค่าหุ้นนั้นถึงกำหนดจ่าย ผู้ร้องที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินค่าหุ้นดังกล่าวตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องที่ 2 จะอ้างว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดอีกหลายฉบับต่อจากคำสั่งอายัดเดิมถือว่าคำสั่งอายัดเดิมเป็นอันสิ้นผล และผู้ร้องที่ 2 ได้รับคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นครั้งสุดท้ายคือคำสั่งฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 หลังจากที่ผู้ร้องที่ 2 ได้นำเงินค่าหุ้นของผู้คัดค้านไปหักกลบลบหนี้กับเงินกู้ของผู้คัดค้านหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งให้ผู้ร้องส่งเงินค่าหุ้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนำนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนำหรือไม่ ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน และให้ยกฎีกาของผู้ร้องที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่ผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 282
ชื่อคู่ความ
นายเกตุทัต ไชยกาล ในฐานะผู้จัดการมรดก
ผู้ร้อง — ของนางอรพินท์ ไชยกาล ฯ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายปกครอง ไชยกาล
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3040/2552
#419893
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การที่จะถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ในระหว่างสืบพยานได้ โดยจำเลยจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก โจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปาก ไม่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยซึ่งมาศาลขอใช้สิทธิถามค้าน กระทั่งในวันสืบพยานโจทก์ปากสุดท้าย จำเลยมาศาล แต่ไม่ใช้สิทธิถามค้าน เพราะในบันทึกคำพยานโจทก์ดังกล่าว มีข้อความว่า "ตอบจำเลยถามค้าน (ไม่ถาม)" ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า หมดพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษา จำเลยก็ไม่โต้แย้งกลับลงชื่อรับทราบ ถือว่าจำเลยไม่ใช้สิทธิถามค้านแล้ว จึงเอาเหตุที่มิได้ถามค้านดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในภายหลังว่า เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบเพื่อให้ศาลยกเลิกกระบวนพิจารณานั้นไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินในส่วนพื้นที่สีแดงตามรูปแผนที่ท้ายคำฟ้องเป็นของโจทก์ ให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24823 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินที่มีเครื่องหมายดอกจันในแผนที่พิพาททางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 30 ตารางวา โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท (ที่ถูกคำขอนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยถามค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง หรือไม่ และหากไม่ให้โอกาสจำเลยถามค้านแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่ต้องรอให้คู่ความโต้แย้งก่อนตามมาตรา 27 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 199 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การที่จะถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ในระหว่างสืบพยานได้โดยจำเลยจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2544 โจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปาก ไม่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยซึ่งมาศาลขอใช้สิทธิถามค้าน กระทั่งในวันสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยมาศาล แต่ไม่ใช้สิทธิถามค้านเพราะในบันทึกคำพยานโจทก์ดังกล่าว มีข้อความว่า "ตอบจำเลยถามค้าน (ไม่ถาม)"ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า หมดพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษาจำเลยก็ไม่โต้แย้งกลับลงชื่อรับทราบ ถือว่าจำเลยไม่ใช้สิทธิถามค้านแล้ว จึงเอาเหตุที่มิได้ถามค้านดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในภายหลังว่า เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบเพื่อให้ศาลยกเลิกกระบวนพิจารณานั้นไม่ได้ กรณีไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบตามมาตรา 27 วรรคหนึ่งหรือไม่อีก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีลัย มะโนสม
จำเลย — นายคำ สุริยาสม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายพงษ์เทพ รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3022/2552
#503111
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่วๆ ไป โดยมี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้น จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ เท่านั้น

คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางได้กำหนดเวลานัดพิจารณาและสืบพยาน โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในเวลานัด พร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยชอบแล้วจึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40 จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดเมื่อจำเลยยื่นคำร้องพ้นกำหนด กรณีจึงต้องยกคำร้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงเป็นการถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 1 ตุลาคม 2550 เวลา 9 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าวส่งให้จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 38/12 หมู่ 12 ถนนบางนา - ตราด ซอยพารุ่งเรืองตรงข้ามข้ามสะพานยูเทิร์นไบเทค แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ตามที่โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของลำเลย ครั้นถึงวันเวลานัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดแล้วพิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามคำฟ้อง วันที่ 22 ตุลาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องว่า การดำเนินคดีของโจทก์ตั้งแต่ฟ้องจนถึงการบังคับคดีจำเลยไม่ทราบ เพราะไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยไม่คิดว่าโจทก์จะฟ้องจำเลยเนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 23 ถึง 27 มกราคม 2550 เป็นเวลาเกินกว่า 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงซึ่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย และจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินใดๆ แก่โจทก์ ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550 ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ อาคารสำนักงานของจำเลย ซึ่งคณะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้อยู่ที่สำนักงานของจำเลย จำเลยจึงไม่ทราบและไม่ได้ไปศาลตามกำหนดนัดในวันที่ 1 ตุลาคม 2550 กรณีดังกล่าวมิใช่ความผิดของจำเลยแต่เป็นพฤติการณ์นอกเหนือซึ่งจำเลยไม่อาจหยั่งรู้และไม่อาจบังคับได้ จำเลยจึงไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 เนื่องจากพนักงานบริษัทอื่นซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องนำหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องและคำบังคับมาให้จำเลย จึงต้องถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้เพิ่งสิ้นสุดลง และจำเลยเพิ่งทราบถึงคดีที่จำเลยขาดนัดในวันดังกล่าวซึ่งจะครบกำหนดยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ภายใน 7 วัน ในวันที่ 25 ตุลาคม 2550 คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 ขอให้ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 เวลา 13 นาฬิกา เมื่อถึงกำหนดนัดศาลแรงงานกลางได้สอบถามจำเลย จำเลยยอมรับว่าบ้านเลขที่ 38/12 หมู่ที่ 12 ถนนบางนา - ตราด ซอยรถรุ่งเรือง (ที่ถูกคือซอยพารุ่งเรือง) ใกล้เคียงตรงข้ามสะพานยูเทิร์นไบเทค แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เป็นภูมิลำเนาของจำเลย ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดการไต่สวน

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานเดินหมายของศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาของจำเลยตามคำสั่งศาลโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 ประกอบมาตรา 79 จำเลยไม่มาศาลตามนัดโดยไม่แจ้งให้ทราบเหตุที่ไม่มา และจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เกินกำหนด 7 วัน นับแต่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่วๆ ไป โดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น

คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางได้กำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยาน โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัด พร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด เมื่อจำเลยยื่นคำร้องพ้นกำหนด กรณีต้องยกคำร้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงเป็นการถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี ศรีอยู่พุ่ม
จำเลย — บริษัทรถรุ่งเรือง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3012/2552
#504321
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากงานก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานเพิ่มเติมไปจากสัญญา ซึ่งโจทก์ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งงานงวดที่ 14 และที่ 15 โจทก์ส่งมอบพร้อมกันภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่างวดทั้งสองงวดให้โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าในขณะรับมอบงานจำเลยที่ 1 ได้อิดเอื้อนหรือสงวดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไว้ การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกโจทก์แล้วว่าจะมีคนมาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างก็เป็นเพียงคำปรารภหาใช่เป็นการสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไม่

การที่จำเลยที่ 1 รับมอบงานงวดที่ 14 และที่ 15 ทั้งที่ระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้วและให้โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 16 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายต่อไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาเป็นสำคัญ ทั้งมีงานที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำนอกเหนือสัญญาด้วย จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญานี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาให้ระงับกันไปไม่ถือเป็นการผิดสัญญา จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม และมาตรา 597

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารแมนชั่น 7 ชั้น โดยสร้างตามแบบแปลนของสำนักงานเขตหรือสำนักงานโยธาและรายการแนบท้ายให้เสร็จภายใน 18 เดือน นับจากวันได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ตกลงค่าจ้างราคา 16,700,000 บาท แบ่งชำระเป็น 16 งวด ตามผลงานที่ทำ งวดละ 1,043,750 บาท งวดสุดท้ายชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งมอบงานเมื่อโจทก์เทพื้นชั้นล่าง ติดตั้งสุขภัณฑ์ ทาสี เก็บกวาดพร้อมส่งมอบนอกจากนั้นระหว่างก่อสร้างจำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์เทถอนเพิ่มเติม และทำกระจกเป็นสีชาดำ รวมเป็นเงินเพิ่มอีก 175,640 บาท อีกด้วย โจทก์ทำงานตามสัญญาและส่วนเพิ่มเติมเสร็จกลางเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์หักเงินคืนจำเลยทั้งสองเป็นค่าก่ออิฐด้านหน้าและค่าประตูอลูมิเนียมรวมเป็นเงิน 100,000 บาท แล้ว คงเหลือยอดเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์จำนวน 1,118,750 บาท โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามสัญญาพร้อมงานเพิ่มเติมในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระค่าจ้าง โจทก์ทวงถามโดยแจ้งไปด้วยว่าต้องเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคารอัตราสูงแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,118,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่า เงินส่วนที่หักคืนค่าก่ออิฐและประตูอลูมิเนียมเป็นส่วนไหนของสัญญาว่าจ้าง ไม่บรรยายว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่อย่างไร และเหตุใดจึงมีการหักเงินคืนจำเลย จำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 โดยลำพังเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโจทก์ ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงดสุดท้ายแก่โจทก์ แต่โจทก์ต้องหักค่าเสาเข็มเป็นเงิน 756,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแทนโจทก์ไปก่อนออกด้วย เพราะค่าเสาเข็มรวมอยู่ในราคาที่ตกลงว่าจ้างกันแล้ว จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เทถนนเพิ่มเติมเป็นเงินเพียง 89,040 บาท และว่าจ้างโจทก์เปลี่ยนสีกระจกจากสีขาวใสเป็นสีชาดำเป็นเงินเพียง 6,000 บาท เท่านั้น การหักเงินคืนค่าก่ออิฐด้านหน้าต้องรวมเงินค่าทาสีด้วย รวมเป็นเงิน 89,400 บาท และการหักเงินคืนค่าประตูมีทั้งประตูอลูมิเนียมและประตูไม้สักอีกหลายบานรวมเป็นเงิน 89,500 บาท มิใช่เพียงเท่าที่โจทก์อ้าง โจทก์ก่อสร้างงานเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 103 วัน ต้องเสียค่าปรับวันละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 206,000 บาท หักทอนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ค้างกับโจทก์ตามฟ้องทั้งตามสัญญาว่าจ้างไม่มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 962,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพาทษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาใจความว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าเหตุใดจึงยอมคืนเงินค่าอิฐและค่าประตูอลูมิเนียมแก่จำเลย และชิ้นงานดังกล่าวอยู่ในงานงวดใดของสัญญา ทำให้จำเลยไม่เข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาว่าจ้างก่อสร้างและงานที่ให้โจทก์ทำเพิ่มเติม สำหรับงานเพิ่มเติมจำนวนเงินรวม 175,640 บาท โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นงานเทถนนและทำกระจกอลูมิเนียมแผงหน้าสีชาดำซึ่งโจทก์หักเงินคืนเป็นค่าก่ออิฐด้านหน้า 80,000 บาท หักเงินคืนค่าประตูอลูมิเนียมเป็นเงิน 20,000 บาท แก่จำเลย คงเหลือเงินค้าจ้างในงานเพิ่มเติม 75,000 บาท เมื่อรวมค่าจ้างในงานงวดที่ 16 จำนวน 1,043,750 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 1,118,750 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด ส่วนสาเหตุใดที่โจทก์ต้องคืนเงินค่าอิฐและค่าประตูอลูมิเนียมนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ เช่นนี้ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ทั้งตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง ข้อ 2.3 และข้อ 2.4 จำเลยได้ต่อสู้คดีเรื่องหักคืนค่าก่ออิฐและหักคืนค่าประตูอลูมิเนียมได้ละเอียดและยังโต้แย้งในส่วนของเงินค่าก่ออิฐว่าต้องเป็นเงิน 80,320 บาท และจะต้องคืนค่าทาสีด้วย ส่วนค่าประตูอลูมิเนียมโจทก์จะต้องคืนให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 89,500 บาท ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้คดีจึงให้การเช่นว่านั้นได้ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมชอมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า งานเสาเข็มเป็นงานในสัญญาว่าจ้างหรือไม่ และการที่โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 16 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาแล้วโจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เคยว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์มาก่อน เป็นการว่าจ้างแบบเหมาทั้งหมด ต่อมาทำสัญญาว่าจ้างการก่อสร้างพิพาทจึงเป็นการเหมาค่าแรงงานและสิ่งของ ซึ่งหากมีการยกเว้นความรับผิดในราคาของงานเสาเข็มว่าโจทก์ไม่ต้องชำระก็ต้องระบุให้ชัดเจนในสัญญาที่โจทก์เป็นผู้จัดทำเองทั้งฉบับ จำเลยที่ 2 เชื่อใจโจทก์ที่เป็นเพื่อนกันมานานจึงช่วยออกเงินค่าเสาเข็มไปก่อน และตามสัญญาว่าจ้างระบุถึงสิทธิของผู้ว่าจ้างและของผู้รับจ้างไว้แล้วจึงไม่ต้องแจ้งสิทธิหรือสงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับอีก แม้จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้โจทก์ก็จะถือว่าคู่สัญญาไม่ยึดถือสัญญาว่าจ้างในการเรียกร้องสิทธิหาได้ไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เคยบอกโจทก์แล้วว่าจะมีผู้มาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างซึ่งเป็นการทักท้วงที่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้เสร็จภายในกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าปรับตามสัญญาว่าจ้างด้วยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างการก่อสร้าง แม้ไม่ได้ระบุว่างานเสาเข็มโจทก์ไม่ต้องชำระราคาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา แต่ก็ไม่ได้ระบุถึงงานเสาเข็มไว้ในสัญญานั้น โดยงานงวดที่ 1 ระบุว่าเป็นงานก่อสร้างฐานรากซึ่งนายสวิง ช่างก่อสร้างลูกจ้างของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ภายหลังจากงานตอกเสาเข็มก็จะต้องผูกเหล็กเพื่อวางฐานราก ซึ่งงานก่อสร้างฐานรากที่นายสวิงเบิกความตรงกับงานงวดที่ 1 ที่ระบุในสัญญาว่าจ้าง เช่นนี้งานก่อสร้างฐานรากจะทำได้ต่อเมื่องานตอกเสาเข็มเสร็จแล้วประกอบกับสัญญาดังกล่าวข้อ 8 ระบุโดยสรุปถึงความรับผิดของโจทก์ต่ออุบัติเหตุหรือภยันตรายความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากงานของโจทก์และต้องรับผิดชอบแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบริเวณที่ทำการจ้างและทรัพย์สินของผู้อื่นในบริเวณใกล้เคียงที่ก่อสร้างโดยการกระทำของคนงาน ช่าง หรือบริวารของโจทก์ด้วย เว้นแต่ในกรณีตอกเสาเข็มลงฐานรากทั้งโครงการผลเสียหายจะไม่เกี่ยวกับโจทก์ เมื่อข้อสัญญาดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากการตอกเสาเข็ม ทั้งงานก่อสร้างฐานรากเป็นงานงวดแรกตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ทำให้เชื่อว่าการซื้อและการตอกเสาเข็มไม่ได้เป็นงานในสัญญาว่าจ้างซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบมาและที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ต้องรับผิดในราคาเสาเข็มแต่โจทก์นำใบวางบิลค่างานเสาเข็มให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสาเข็มแทนไปก่อนเพราะขณะนั้นโจทก์ไม่มีเงินเพียงพอแล้วจะไปหักกลบกับค่าจ้างในงานงวดสุดท้ายนั้น เห็นว่า ตามใบวางบิลประกอบคำเบิกความของนางณัฐธิสากรรมการของบริษัทไกรแสง จำกัด ผู้จำหน่ายและตอกเสาเข็มคดีนี้เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า กำหนดชำระเงินค่าเสาเข็มวันที่ 12 ธันวาคม 2539 ทำให้ฟังได้ว่ากำหนดชำระเงินค่าเสาเข็มคือวันที่ดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์รับเงินค่าจ้างในงานงวดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งโจทก์รับมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 แล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีเงินเพียงพอที่จะชำระค่าเสาเข็มในวันที่ครบกำหนดชำระได้ อีกทั้งหากจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสาเข็มก็ไม่ควรที่จะชำระค่าเสาเข็มแทนโจทก์เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระ ทั้งวันที่ลงในเช็คก็เป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะได้รับเงินค่าจ้างในงานงวดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเงินจำนวน 2,087,500 บาท เพียง 5 วัน โจทก์ย่อมสามารถชำระค่าเสาเข็มได้เอง และระยะเวลาเพียงเท่านี้หากโจทก์ไม่ได้ชำระราคาค่าเสาเข็มก็ไม่อาจทำให้การก่อสร้างของโจทก์ล่าช้าไปได้ นอกจากนี้การว่าจ้างก่อสร้างพิพาทได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ ทั้งจำเลยยังอ้างในฎีกาอีกว่าหากมีการยกเว้นราคาของงานค่าเสาเข็มว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดก็ต้องระบุให้ชัดเจนในสัญญาเช่นนี้ ในทำนองเดียวกันหากการชำระราคาเสาเข็มของจำเลยที่ 2 เป็นการชำระแทนโจทก์ซึ่งจะนำไปหักกลบลบกันในงานงวดสุดท้าย จำเลยที่ 2 ก็ควรที่จะจดแจ้งไว้ในสัญญาให้ปรากฏหลักฐานเช่นเดียวกัน ทำให้ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟ้องน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระราคาค่าเสาเข็มซึ่งรวมถึงค่าตอกเสาเข็มด้วยทำให้ไม่อาจนำค่าเสาเข็มนี้มาหักออกจากค่าจ้างในงานงวดสุดท้ายได้ ส่วนปัญหาที่โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายล่วงพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาแล้วจะต้องเสียเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างการก่อสร้าง ข้อ 4 โจทก์ต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน หลังจากได้รับใบอนุญาตก่อสร้างและตามข้อ 17 ระบุว่าหากโจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดโจทก์ยอมให้จำเลยปรับเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท จนถึงวันงานแล้วเสร็จบริบูรณ์ทั้งโครงการ ซึ่งเกี่ยวกับใบอนุญาตก่อสร้างนี้เจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้อนุญาตได้ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2539 ฉะนั้นระยะเวลาก่อสร้างจะสิ้นสุดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ทางพิจารณาได้ความว่านอกจากงานก่อสร้างตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานเพิ่มเติมไปจากสัญญาด้วย เช่น งานเทคอนกรีตถนนและเปลี่ยนสีกระจกตามแบบแปลนเป็นสีชาดำซึ่งโจทก์ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งงานงวดที่ 14 และที่ 15 โจทก์ส่งมอบพร้อมกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่างวดทั้งสองงวดนั้นให้โจทก์ด้วยเช็คลงวันที่ 25 มีนาคม 2541 ตามใบส่งมอบงานแผ่นที่ 1 ถึงที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าในขณะรับมอบงานนั้นจำเลยที่ 1 ได้อิดเอื้อนหรือสงวนสิทธิที่จะเอาเบี้ยปรับไว้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกโจทก์แล้วว่า จะมีคนมาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างก็เป็นเพียงคำปรารภในการพูดคุยธรรมดาว่าจะมีคนมาเช่าอาคารที่กำลังก่อสร้าง หาใช่เป็นการสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ในสัญญามีระบุเรื่องเบี้ยปรับไว้แล้วจึงไม่ต้องแสดงสิทธิหรือสงวนสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับอีกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 รับมอบงวนงวดที่ 14 และที่ 15 ทั้งที่ล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้วและให้โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 16 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายต่อไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาเป็นสำคัญทั้งมีงานที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำนอกเหนือสัญญาด้วย จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญานี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาให้ระงับกันไปไม่ถือเป็นการผิดสัญญาอีก ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่จะไม่สงวนสิทธิแล้วเรียกเอาค่าปรับจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 ไม่อาจบังคับเรียกเบี้ยปรับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคท้าย และมาตรา 597 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสาเข็มและไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากโจทก์เพื่อนำมาหักทอนกับค่าจ้างงวดสุดท้ายได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการสุดท้ายว่าค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์จำนวน 15,000 บาท สูงเกินไปสมควรกำหนดให้เพียง 3,000 บาท หรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องทุนทรัพย์เป็นเงิน 1,118,750 บาท ฉะนั้น ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเป็นเพียงร้อยละ 1.35 ของจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่อาจกำหนดค่าทนายความให้ในอัตราขั้นสูงได้ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับเดิมซึ่งใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง ทั้งคดีนี้นับแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้องถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใช้เวลาประมาณ 3 ปี และต้องพิจารณาถึงความยากง่ายของคดีประกอบด้วย ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 15,000 บาท จึงไม่สูงเกินไป ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เพียง 3,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 วรรคสาม ม. 597
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวราพงษ์ พงศ์โชติวัฒน์
บริษัทเอส.พี. เซอร์วิส เซ็นเตอร์
จำเลย — (1991) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ไฟโรจน์ วายุภาพ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2552
#503553
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำจึงย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบรายการในเช็คว่าถูกต้องหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาทั้งจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คบางฉบับให้แก่ผู้นำมาเรียกเก็บเงินไปโดยที่ในเช็คมีความพิรุธปรากฏอยู่ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยจะยกข้อตกลงยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมาอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 แต่เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใดนั้นจึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณข้อสำคัญคือความเสียหายเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรเมื่อความพิรุธในเช็คที่น่าจะตรวจสอบพบมีหนึ่งในสาม ส่วนอีกสองในสามมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารรับฝากเงินจากลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม เป็นสาขาของจำเลย โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับสาขาสีลมของจำเลยโดยตกลงกันว่า การเบิกจ่ายเงินจากบัญชีโจทก์ต้องใช้เช็คในการเบิกจ่ายและเมื่อมีผู้นำเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเรียกเก็บเงินจากจำเลย จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบเช็คทุกฉบับที่มีผู้นำไปเรียกเก็บเงินว่าถูกต้องไม่มีการแก้ไขก่อนที่จำเลยจะหักทอนเงินจากบัญชีของโจทก์เพื่อจ่ายเงินแก่ผู้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินนั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 จำเลยแจ้งให้พนักงานของโจทก์ไปรับเช็คจำนวน 2 ฉบับ ที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงิน เช็คดังกล่าวเป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของโจทก์ซึ่งมีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คให้สูงกว่าความเป็นจริงโดยมีการเติมตัวเลขที่หน้าตัวเลขเดิมและเติมตัวอักษรจำนวนเงินที่หน้าตัวอักษรจำนวนเงินเดิมให้จำนวนเงินสั่งจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวอักษรที่เติมมีลักษณะลีบเล็กกว่าตัวอักษรที่เขียนไว้เดิมสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นอกจากนี้โจทก์ได้ตรวจสอบเช็คที่โจทก์ออกให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของโจทก์ย้อนหลังไปอีกพบว่า มีการแก้ไขรายการในเช็คด้วยวิธีการดังกล่าวอีกจำนวน 76 ฉบับ นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยและจำเลยได้หักทอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันของโจทก์และจ่ายเงินไปตามเช็คทุกฉบับนั้นแล้ว ต่อมาโจทก์แจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ที่ปลอมแปลงเช็คของโจทก์และศาลพิพากษาลงโทษผู้ปลอมแปลงแล้ว ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจธนาคารซึ่งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไปแต่กลับประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวที่มีรอยแก้ไขเห็นได้ด้วยตาเปล่าไป เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องจ่ายเงินสูงกว่าความเป็นจริงเป็นเงิน 6,610,000 บาท เป็นการละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบการละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 411,745.50 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 7,021,745.50 บาท ขอใช้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,021.745.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,610,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า พนักงานของจำเลยปฏิบัติหนี่ตรวจสอบความถูกต้องของเช็คจำนวน 76 ฉบับ ตามฟ้องโดยรอบคอบและใช้ความระมัดระวังมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด เช็คทุกฉบับสมบูรณ์และการจ่ายเงินตามเช็คเป็นไปตามทางการค้าโดยสุจริต จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความเสียหายเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เองที่ไม่ใช้ความระมัดระวังในการสั่งจ่ายเช็ค เป็นเหตุให้นางสาวกาญจนาพนักงานของโจทก์กระทำการทุจริต กรณีตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เรื่องผิดสัญญาฝากทรัพย์ หากแต่เป็นเรื่องละเมิด โจทก์มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 4,406,666.67 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลเป็นเงิน 10,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉันว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยสาขาสีลม ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน การจ่ายเงินจากบัญชีดังกล่าวก็โดยการใช้เช็คที่โจทก์ออกให้แก่ผู้อื่นแล้วผู้นั้นนำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 จำเลยแจ้งให้พนักงานของโจทก์ไปรับเช็คคืนจำนวน 2 ฉบับ ที่โจทก์ออกให้แก่เจ้าหนี้ในทางการค้าของโจทก์ แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อโจทก์รับคืนเช็คมาตรวจสอบแล้วพบว่ามีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คทั้งสองฉบับโดยการเติมตัวเลขและตัวอักษรลงข้างหน้าตัวเลขและตัวอักษรเดิมให้มีจำนวนเงินสูงขึ้นกว่าจำนวนเงินเดิม โจทก์ตรวจสอบเช็คที่โจทก์ออกให้แก่เจ้าหนี้ในทางการค้าย้อนหลังไป พบว่ามีการกระทำด้วยวิธีการดังกล่าวในเช็คอีก 76 ฉบับ รวมเป็นเงินที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม 6,610,000 บาท ซึ่งในขณะนั้นนางสาวกาญจนาเป็นพนักงานบัญชีของโจทก์ ต่อมาพนักงานอัยการดำเนินคดีแก่นางสาวกาญจนาฐานทำให้เสียทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารปลอม นางสาวกาญจนาให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาจำคุกนางสาวกาญจนา โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การแก้ไขเช็คทั้งหมดเขียนด้วยลายมือเขียนเดียวกันของนางสาวกาญจนาโดยใช้ปากกาด้ามเดียวกัน ไม่มีการแก้ไขให้เห็นประจักษ์ จำเลยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและโจทก์ได้รับเงินคืนจากนางสาวกาญจนาเป็นเงิน 710,000 บาท ไปแล้วนั้น โจทก์มีนายพรศักดิ์รองกรรมการผู้จัดการของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ขั้นตอนการจ่ายเช็คของโจทก์ให้แก่เจ้าหนี้เริ่มจากนางสาวกาญจนากรอกข้อความและตัวเลขตามใบแจ้งหนี้ของเจ้าหนี้จากนั้นนางสาวกาญจนานำใบสำคัญการจ่าย ใบแจ้งหนี้และเช็คที่ลงรายการแล้วเสนอต่อนายพรศักดิ์ นายพรศักดิ์ตรวจแล้วเห็นว่าถูกต้องก็จะคืนเอกสารทั้งหมดให้แก่นางสาวกาญจนาเพื่อนำไปให้นายธนาคม กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่บริษัท พี.เอ.อี. จำกัด ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในช่องข้อความจำนวนเงินที่เป็นตัวอักษจะเริ่มต้นและปิดท้ายด้วยวงเล็บหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินหน้าวงเล็บจะต้องเขียนด้วยตัวอักษรที่ตัวเล็กมากเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2541 โจทก์ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากธนาคารจำเลยสาขามีนบุรีว่า นางสาวกาญจนานำเช็คที่โจทก์ออกชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปเข้าบัญชีของตนเอง และจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากมีการแก้ไขจำนวนเงินให้สูงขึ้นเห็นได้อย่างชัดเจน ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.8 จากนั้นโจทก์ให้จำเลยตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีย้อนหลัง พบว่านางสาวกาญจนาได้เขียนเพิ่มตัวเลขและตัวอักษรจำนวนเงินในเช็คอีก 76 ฉบับ และนำเช็คไปเข้าบัญชีของตนเองที่ธนาคารจำเลยสาขามีนบุรี และนำเงินสดไปจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แทน ตามเช็คและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.9 จำเลยหักเงินจากบัญชีของโจทก์ตามจำนวนเงินที่มีการเขียนเพิ่มเติมนั้น ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงรวม 6,610,000 บาท โดยพนักงานของจำเลยต้องมีความชำนาญและใช้ความระมัดระวังมากกว่าบุคคลธรรมดาในการตรวจสอบตัวเลขและตัวอักษรในเช็ค และมีนางสาวกาญจนาเป็นพยานเบิกความรับรองถึงขั้นตอนการออกเช็คของโจทก์ดังกล่าว และเบิกความยอมรับว่าเมื่อนางสาวกาญจนาได้รับเช็คที่นายธนาคมลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์แล้ว นางสาวกาญจนาแก้ไขเพิ่มเติมตัวเลขและตัวอักษรจำนวนเงินในเช็คให้สูงขึ้นโดยวิธีเขียนทับวงเล็บเปิดด้านหน้าของตัวอักษรจำนวนเงินและเพิ่มตัวเลขในช่องตัวเลขจำนวนเงิน เช็คบางฉบับจำเลยจ่ายเงินให้แก่นางสาวกาญจนาแต่บางฉบับจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินและติดต่อให้นางสาวกาญจนาไปรับเช็คคืนเห็นว่า โจทก์นำสืบพยานเพียง 2 ปากดังกล่าวถึงขั้นตอนในการออกเช็คของโจทก์และกล่าวอ้างแต่เพียงว่าพนักงานของจำเลยต้องมีความชำนาญและต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าบุคคลธรรมดาในการตรวจสอบตัวเลขและตัวอักษรในเช็คเท่านั้นโดยมิได้นำสืบว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างร้ายแรงประการใดบ้าง ในทางตรงข้ามนางสาวกาญจนากลับเบิกความยอมรับว่า เช็คบางฉบับธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและติดต่อให้นางสาวกาญจนาไปรับเช็คคืน เมื่อนางสาวกาญจนาได้รับเช็คคืนมาแล้ว บางฉบับนางสาวกาญจนาทำรายการยกเลิกเช็คแล้วนำไปติดไว้กับต้นขั้วเช็คเดิม บางฉบับก็ฉีกทิ้งไป และบางครั้งนางสาวกาญจนานำใบวางบิลและใบสำคัญการจ่ายมาออกเช็ดด้วยวิธีเดียวกันมากว่า 1 ฉบับ อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่นำพนักงานผู้ตรวจสอบเช็คของจำเลยหลายคนมาเบิกความสรุปได้ว่าพนักงานผู้ตรวจสอบเช็คของจำเลยทุกคนต้องดำเนินการตามคู่มือปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย ล.5 โดยเฉพาะข้อ 1.5 ที่ว่า ตรวจสอบจำนวนเงินในเช็คว่าตัวเลขและตัวอักษรตรงกันหรือไม่ ข้อ 1.7 ที่ว่า ตรวจสอบว่า ต้องไม่มีรอยขีดฆ่าหรือแก้ไขในกรณีที่มีการขีดฆ่าหรือเปลี่ยนแปลงข้อความอันเป็นสาระสำคัญในเช็ค ผู้สั่งจ่ายต้องลงนามกำกับข้อความที่ขีดฆ่าหรือแก้ไขนั้น ๆ ไว้ จึงจ่ายเงินตามเช็คให้ไป การที่ได้ความจากนางสาวกาญจนาเองว่า จำเลยเคยปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คของโจทก์มาแล้วหลายฉบับเนื่องจากจำเลยตรวจสอบพบการแก้ไข แสดงว่าพนักงานของจำเลยตรวจสอบพบการแก้ไขเช็คของโจทก์มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดตามเช็คเอกสารหมาย จ.5 และใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.6 ที่ระบุว่าโปรดให้ผู้สั่งจ่ายลงนามเต็มกำกับการแก้ไข และเมื่อพิจารเช็คและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.9 ทั้งหมดแล้ว เห็นว่า โจทก์เองขาดความระมัดวังและความละเอียดรอบคอบในการออกเช็ค และการตรวจสอบบัญชีหลายประการ กล่าวคือ การออกเช็คให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ตามใบแจ้งหนี้และใบสำคัญการจ่ายตามสำเนาเอกสารหมาย จ.4 ทุกฉบับ ยกเว้นฉบับที่ 5 ระบุชื่อเจ้าหนี้ของโจทก์อย่างชัดแจ้ง โจทก์ควรที่จะให้นางสาวกาญจนาระบุชื่อผู้รับเงินลงในเช็คให้ชัดเจน แต่ตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 เป็นเช็คเงินสดหรือเช็คผู้ถือทั้งสิ้น ซึ่งผู้ใดที่ยึดถือเช็คนั้นไว้ย่อมเป็นผู้ทรง ทำให้ง่ายต่อการนำไปเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่มิใช่บัญชีของเจ้าหนี้ตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ ส่วนในช่องจำนวนเงินที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรตามเช็คเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ยินยอมให้นางสาวกาญจนาเว้นช่องว่างด้านหน้ามากเกินสมควร และด้านหน้าและด้านหลังตัวอักษรจำนวนเงินใช้วงเล็บเปิดและวงเล็บปิดแทนการใช้ขีดเส้น ซึ่งง่ายต่อการเขียนทับ เชื่อได้ว่าเป็นเจตนาของนางสาวกาญจนาเพื่อที่จะนำไปเติมข้อความในภายหลัง นอกจากนี้นายพรศักดิ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในฝ่ายบัญชีของโจทก์มีพนักงานเพียงคนเดียวคือนางสาวกาญจนา ไม่มีระเบียบการปฏิบัติงานเป็นลายลักษณ์อักษร นางสาวกาญจนาเป็นผู้เก็บดวงตราประทับของบริษัท และในช่องจำนวนเงินที่เป็นตัวอักษรมีช่องว่างห่างอยู่เล็กน้อยจึงไม่ได้บอกให้นางสาวกาญจนาเขียนให้ชิดขึ้นอีก และในช่วงระยะเวลาเกิดเหตุจำเลยส่งสำเนาบัญชีกระแสรายวันตามเอกสารหมาย จ.10 ให้โจทก์แต่นายพรศักดิ์ไม่เคยเห็นเพราะนางสาวกาญจนาเป็นผู้เก็บไว้ เมื่อโจทก์ได้รับสำเนาบัญชีดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมิได้ทักท้วงไปยังจำเลย แต่นางสาวกาญจนาเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า นายธนาคมเคยเรียกสำเนาบัญชีกระแสรายวันไปตรวจสอบ แต่ไม่เคยทักท้วงในเรื่องการเคลื่อนไหวทางบัญชีดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าโจทก์เองขาดการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คส่วนใหญ่ แก้ไขจากหลักพันเป็นหลักหมื่น หลักหมื่อนเป็นหลักแสน และบางฉบับจากหลักร้อยเป็นหลักแสน หากโจทก์ตรวจสอบสำเนาบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยส่งไปให้โจทก์ยืนยันบ้างก็น่าจะเห็นข้อพิรุธ แต่นายธนาคมก็ไม่เคยทักท้วง และนายพรศักดิ์ก็เบิกความว่าในช่วงที่นางสาวกาญจนากระทำการดังกล่าวอยู่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2541 การออกเช็คมีสมุดคุมเช็คอีกชั้นหนึ่งหากนายพรศักดิ์นำสมุดคุมเช็คมาเทียบดูกับสำเนาบัญชีกระแสรายวัน ก็ย่อมจะเห็นความแตกต่าง แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ นับเป็นเวลานานถึงประมาณ 3 ปี โจทก์จึงมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย ในส่วนของเช็คและสำเนาเช็คตามเอกสารหมาย จ.9 นั้นส่วนใหญ่มีการเขียนเติมตัวเลขและตัวอักษรของจำนวนเงินได้อย่างแนบเนียนยากที่จะตรวจสอบให้เห็นเป็นพิรุธว่ามีการเขียนเติมเพราะผู้เขียน คือ นางสาวกาญจนาซึ่งเป็นลายมือของบุคคลคนเดียวกัน และใช้ปากกาด้ามเดียวกัน สีเดียวกัน ยกเว้นบางฉบับที่พอมองเห็นความพิรุธได้บ้าง เช่น ฉบับที่ 2 ตัวอักษรสองหลักแรกเล็กกว่าตัวอักษรตัวอื่น ฉบับที่ 6 ตัวอักษรหกหมื่นทับกับตัวอักษรที่พิมพ์ไว้ในเช็ค ฉบับที่ 25 ตัวอักษรสองแสน ไม่ชัดเจน และตัวเลข 200 เล็กกว่าตัวเลขถัดไป ฉบับที่ 31 ตัวอักษรสองหลักแรกเล็กกว่าตัวอักษรตัวอื่น ฉบับที่ 48 ตัวอักษรสองหลักแรกไม่ชัดเจน ฉบับที่ 51, 53 ถึง 62, 66, 67 ถึง 74 ตัวอักษรสองหลักแรกเล็กกว่าตัวอักษรตัวอื่น ความพิรุธที่น่าจะตรวจสอบพบดังกล่าวคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของปริมาณเช็คเอกสารหมาย จ.9 ประกอบกันนายวิชัย หัวหน้าหน่วยงานบัญชีกระแสรายวันของจำเลยสาขาสีลมเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าเช็คตามเอกสารหมาย จ.9 บางฉบับถ้าตรวจสอบโดยละเอียดจะปรากฏการแก้ไขการที่จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบรายการในเช็คว่าถูกต้องหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาทั้งจำเลยจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วๆ ไป การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คบางฉบับดังกล่าวให้แก่ผู้นำมาเรียกเก็บเงินไปโดยที่ในเช็คมีความพิรุธปรากฏอยู่ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลย เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยจะยกข้อตกลงยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมาอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 แต่เหตุของการละเมิดดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ด้วยดังที่กล่าวมาแล้ว ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใดนั้นจึงต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อความพิรุธในเช็คที่น่าจะตรวจสอบพบมีหนึ่งในสาม ส่วนอีกสองในสามมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญ ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า จำนวนเงินที่มีการเขียนเพิ่มเติมนั้น สูงกว่าความเป็นจริงรวม 6,610,000 บาท แต่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวกาญจนาพยานโจทก์เองว่า นางสาวกาญจนาคืนเงินให้แก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 710,000 บาท จึงต้องนำมาหักออกไป ซึ่งหักแล้วคงเหลือ 5,900,000 บาท หนึ่งในสามส่วนคิดเป็นเงิน 1,966,666.66 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากแก้เป็นว่าให้จำเลยใช้เงินจำนวน 1,966,666.66 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุกทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวมเป็นเงิน 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพาเวอร์ ดราย จำกัด
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3009/2552
#501666
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่กรอกข้อความให้ อ. และ ว. ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่บุคคลทั้งสองกลับสมคบกับโจทก์ไปกรอกข้อความจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์ จำเลยจะต้องรับผลในความเสียงภัยที่ตนก่อขึ้นดังกล่าว และถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน การที่ อ. และ ว. ปลอมหนังสือมอบอำนาจเป็นผลสืบเนื่องจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยโดยตรง เมื่อโจทก์มิได้ล่วงรู้ถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ อ. และ ว. ผู้รับมอบอำนาจ ทั้งไม่อาจทราบว่า อ. และ ว. สมคบกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ จึงยอมรับจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หากให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างมาก การที่โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 114 ไว้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 2,000,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง แล้วจำเลยผิดนัดชำระหนี้โจทก์ทั้งสองทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 2,3000,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง มิฉะนั้นให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไดม่ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและไม่ได้รับเงินตามสัญญาจำนองจากโจทก์ทั้งสอง ความจริงจำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความจำนวน 2 ฉบับ เพื่อให้นายวีรศักดิ์ กับนายอนุวัตร ไปยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามฟ้องแทนจำเลยเท่านั้น แต่นายวีรศักดิ์และนายอนุวัตรกลับสมคบกับโจทก์ทั้งสองนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปกรอกข้อความเป็นการจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลยไว้แก่โจทก์ทั้งสองโดยทุจริต อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งและโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยการจำนองจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย อีกทั้งจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนรับจำนองที่ดินจากจำเลยโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งนี้ โดยนายวีรศักดิ์ ได้รับมอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนองและรับเงินแทนจำเลย และก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงจำเลยโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 114 เล่ม 2 หน้า 113 (ที่ถูก 133) หมู่ที่ 4 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (9 มิถุนายน 2540) ต้องไม่เกิน 300,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ปฏิบัติตามให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องแย้ง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ก่อนยื่นฎีกา จำเลยถึงแก่กรรม นางประทุม ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ โจทก์ทั้งสองเบิกความเป็นพยานว่า เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาท โดยนายอนุวัตร ซึ่งเป็นลูกค้าโจทก์และรู้จักกันมานานกับนายวีรศักดิ์ เป็นผู้มาติดต่อขอให้รับจำนองที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยต้องการเงิน โจทก์ทั้งสองพูดคุยทางโทรศัพท์กับจำเลยแล้ว ยืนยันว่ามอบอำนาจให้นายอนุวัตรและนายวีรศักดิ์ดำเนินการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแทนจริง โจทก์ทั้งสองจึงรับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้ และมอบเงินให้นายวีระศักดิ์นำไปให้จำเลยที่จำเลยอ้างว่า จำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่กรอกข้อความให้นายอนุวัตรและนายวีรศักดิ์ไปยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่บุคคลทั้งสองกลับสมคบกับโจทก์ไปกรอกข้อความจดทะเบียนที่ดินพิพาทไว้กับโจทก์ทั้งสอง นั้น เห็นว่า จำเลยประกอบอาชีพค้าขายที่ดินย่อมมีความเชี่ยวชาญและรู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำดังกล่าว อาจทำให้เกิดความเสียหาย จึงย่อมต้องมีความระมัดระวัง หากเกิดความเสียหายในภายหลัง จำเลยจะต้องรับผลในความเสี่ยงภัยที่ตนก่อขึ้นดังกล่าว และถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน แม้ความจะปรากฎว่า นายอนุวัตรและนายวีรศักดิ์จะปลอมหนังสือมอบอำนาจตามที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวก็เป็นผลสืบเนื่องจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยโดยตรง เมื่อโจทก์มิได้ล่วงรู้ถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยกับนายอนุวัตรและนายวีรศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจ ทั้งไม่อาจทราบว่านายอนุวัตรและนายวีรศักดิ์สมคบกันปลอมหนังสือมอบอำนาจดังที่จำเลยอ้างจึงยอมรับจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หากให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทตามฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองอย่างมาก ดังนั้นที่ศาลอทุธรณ์ภาค 2 เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยชอบแล้วและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 40,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 822
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญ จุรีกานนท์
จำเลย — นายศุภชัย บูลกุลฯ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมชาย สินเกษม
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3002/2552
#502910
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินที่เกิดเหตุจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นที่ดินของรัฐ แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และเป็นทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ มิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) (2) ดังนั้น ผู้เข้าไปยึดถือครอบครองอาจมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 แต่ความผิดฐานบุกรุกเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ส่วนการที่จำเลยยึดถือครอบครองต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ซึ่งความผิดตามมาตรา 365 มีกำหนดอายุความ 10 ปี และตามมาตรา 362 มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) และ (4) เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 กับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่เข้าไปยึดถือครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ยุติว่า ที่ดินบริเวณเขตรถไฟธนบุรีเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้เสียหายตามประกาศพระราชกฤษฎีกาในการจัดซื้อที่ดินสร้างทางรถไฟสายเพ็ชร์บุรี ลงวันที่ 4 ธันวาคม ร.ศ. 118 อันเป็นที่ดินของรัฐ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 46002 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 8 ไร่เศษ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามประกาศพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวและผู้เสียหายประสงค์จะมอบให้แก่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อสร้างตึกอุบัติเหตุ จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 218 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 46002 ของผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ เห็นว่าประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ ได้บัญญัติถึงผู้กระทำการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 ด้วยการเข้าไปยึดถือครอบครอบที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 ช่วงระยะเวลา กล่าวคือ หากผู้ฝ่าฝืนมาตรา 9 อยู่ก่อนประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ใช้บังคับซึ่งคือ ก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดเสียก่อน ถ้าผู้ฝ่าฝืนเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบและเจ้าพนักงานมีคำสั่งเป็นหนังสือให้ออกจากที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงจะมีความผิดตามมาตรา 108 แต่ถ้ากระทำการฝ่าฝืนมาตรา 9 ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2515 เป็นต้นไป ผู้ฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตามมาตรา 108 ทวิ ทันที่โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนใดๆ ทั้งสิ้น โจทก์ฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนติดต่อกันตลอดมา จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณริมถนนรถไฟ ซอย 2 อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้เสียหายและเป็นที่ดินของรัฐเพื่อยึดถือครอบครอง โดยปลูกบ้านไม้ชั้นเดียวพักอาศัย อันเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 9 หลังวันที่ 4 มีนาคม 2515 ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 108 ทวิ แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินตั้งแต่เมื่อใด คงได้ความจากคำเบิกความของนายอรรถสิทธิ์ พยานโจทก์ซึ่งเคยทำงานในตำแหน่งพนักงานสถานที่ของผู้เสียหายที่สถานีรถไฟธนบุรีว่า พยานตรวจสอบที่ดินเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2544 พบมีผู้บุกรุกปลูกสร้างบ้านอยู่ในที่ดินประมาณ 13 ราย รวมทั้งบ้านเลขที่ 218 ของจำเลย แสดงว่าบ้านของจำเลยได้ปลูกสร้างอยู่ก่อนแล้ว มิใช่เพิ่งบุกรุกในวันที่ 21 มีนาคม 2544 นายอรรถพร พยานโจทก์ พนักงานของผู้เสียหายที่รับช่วงงานต่อจากนายอรรถสิทธิ์เบิกความว่า พยานไปพบจำเลยที่บ้านเลขที่ 218 จำเลยบอกพยานว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวมานาน 30 ปี ถึง 40 ปี แล้ว กับเบิกความตอบทนายจำเลยถานค้านว่าบริเวณใกล้ๆ กับบ้านของจำเลยเดิมเป็นที่พักพนักงานของผู้เสียหาย สอดคล้องกับที่จำเลยนำสืบว่าบิดาของจำเลยทำงานก่อสร้างให้ผู้เสียหายแล้วบิดาปลูกบ้านเลขที่ 218 พักอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับบ้านพักพนักงานของผู้เสียหายโดยจำเลยอาศัยอยู่กับบิดามาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งยังได้ความตามหลักฐานทะเบียนราษฎร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านว่า จำเลยเกิดเมื่อปี 2470 กับมีชื่ออยู่อาศัยในบ้านเลขที่ดังกล่าวตลอดมาโดยมิได้มีรายการแจ้งย้ายเข้ามาจากที่อื่นจึงฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108 ทวิ ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ทั้งมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 จึงไม่มีข้อที่ต้องวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว

ส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 นั้น เห็นว่า แม้ที่ดินที่เกิดเหตุจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นที่ดินของรัฐ แต่ผู้เสียหายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และเป็นทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) (2) ดังนั้นผู้เข้าไปยึดถือครอบครองอาจมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 แต่ความผิดฐานบุกรุกเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันที่ที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ส่วนการที่จำเลยยึดถือครอบครองต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ซึ่งความผิดตามมาตรา 365 มีกำหนดอายุความ 10 ปี และตามมาตรา 362 มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) และ (4) เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1) (2)
ป.อ. ม. 95 (3) (4) ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางกลึง เปลี่ยนแฉ่ง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2989/2552
#507950
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" กฎหมายบัญญัติให้มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ทั้งมิได้บังคับว่าเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจะต้องขอผ่านที่ดินที่ล้อมซึ่งอยู่ใกล้ทางสาธารณะมากที่สุด เจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจึงมีสิทธิขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้น มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่านกับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิขอเปิดทางในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็น

ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นจึงต้องใช้โดยมีขอบเขตด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลเสียหายอันเกิดขึ้นแก่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกบังคับใช้ทางจำเป็นด้วย เมื่อที่ดินของโจทก์เป็นที่ว่างเปล่ายังไม่ทำประโยชน์ใดๆ ส่วนที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมอยู่โดยรอบมีสภาพเป็นทุ่งนา โจทก์ซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปี 2517 ขณะนั้นยังไม่มีทางสาธารณะ โจทก์ย่อมรู้อยู่แล้วแต่ในขณะนั้นว่า ที่ดินที่โจทก์ซื้อไม่อาจใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ คงใช้ทางได้เฉพาะการเดินเข้าออกเท่านั้น เมื่อโจทก์ยอมรับสภาพการที่จะไม่ใช้รถยนต์เข้าออกในทางขณะที่ซื้อที่ดินมาแต่แรกเท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพที่จะต้องจอดรถยนต์ไว้ในสถานที่อื่น โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นทางจำเป็นเพื่อการใช้รถยนต์ ประกอบกับที่ดินของจำเลยมีเนื้อที่ประมาณ 3 งานเศษเท่านั้น หากเปิดทางกว้างถึง 2 วา หรือ 4 เมตร ตามที่โจทก์ขอย่อมเสียหายแก่จำเลยเกินสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็น กว้างประมาณ 2 วา ยาวประมาณ 24 วา ด้านทิศเหนือ ที่ดินของจำเลยโฉนดที่ดินเลขที่ 33960 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เพื่อโจทก์ออกไปทางสาธารณประโยชน์ได้

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การและฟ้องแย้งแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางกว้าง 4 เมตร ความยาวตลอดแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 33960 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ด้านทิศเหนือนับจากแนวเขตที่ติดต่อกับที่ดินโจทก์จนบรรจบทางสาธารณะ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17193 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 33960 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ โดยด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์อยู่ติดที่ดินของจำเลย และด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลยอยู่ติดทางสาธารณะ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์สามารถใช้ทางผ่านที่ดินแปลงอื่นเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" เห็นว่า การขอทางผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะนั้น กฎหมายบัญญัติให้มุ่งพิจารณาถึงสภาพของที่ดินนั้นจะต้องถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นสำคัญ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะได้ บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับว่าเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจะต้องขอผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ซึ่งอยู่ใกล้ทางสาธารณะมากที่สุด เจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจึงมีสิทธิขอผ่านที่ดินที่ล้อมแปลงใดก็ได้ เพียงแต่การที่จะผ่านที่ดินที่ล้อมนั้น มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้" เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิขอเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็น ฎีกาของจำเลยปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับรถยนต์หรือไม่ เห็นว่า ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นจึงต้องใช้โดยมีขอบเขตด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลเสียหายอันจะเกิดขึ้นแก่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกบังคับใช้ทางจำเป็นด้วย โจทก์เบิกความรับว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ว่างเปล่ายังไม่ทำประโยชน์ใดๆ ส่วนที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมอยู่โดยรอบก็มีสภาพเป็นทุ่งนา โจทก์ซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปี 2517 ขณะนั้นยังไม่มีทางสาธารณะ โจทก์ย่อมรู้อยู่แล้วแต่ในขณะนั้นว่าที่ดินที่โจทก์ซื้อไม่อาจใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ คงใช้ทางพิพาทได้เฉพาะการเดินเข้าออกเท่านั้น เมื่อโจทก์ยอมรับสภาพการที่จะไม่ใช้รถยนต์เข้าออกในทางพิพาทขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินมาแต่แรกเท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพที่จะต้องจอดรถยนต์ไว้ในสถานที่อื่น โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อการใช้รถยนต์ประกอบกับที่ดินของจำเลยมีเนื้อที่ประมาณ 3 งานเศษเท่านั้น หากเปิดทางพิพาทกว้างถึง 2 วา หรือ 4 เมตร ตามที่โจทก์ขอย่อมเสียหายแก่จำเลยเกินสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เปิดทางจำเป็นกว้าง 4 เมตร จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยปัญหานี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง ย่อมอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนฟ้องแย้งให้แก่จำเลยทั้งหมด แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เป็นพับ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเปิดทางกว้าง 1 เมตร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนฟ้องแย้งให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคหนึ่ง วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัลชลาน์ จินดา
จำเลย — นายสุพจน์ นามพิกุล
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2974 -ที่ 2975/2552
#503108
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมและเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อไป ผู้ร้องก็ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากเจ้าของที่ดินพิพาทรายต่อๆ ไป การครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะดังกล่าวของผู้ร้องไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ไม่ใช่การครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้ภายหลัง ส. เจ้าของที่ดินพิพาทถึงแก่กรรม ก็ต้องถือว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากทายาทของ ส. อยู่ตลอดไปจนกว่าผู้ร้องจะได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของที่ดินพิพาทว่าไม่เจตนาจะยึดถือแทนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เมื่อไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแล้วจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 สำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนผู้คัดค้านที่เหลือ คงให้เรียกชื่อตามลำดับในสำนวนแรก

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสำนวนแรกว่า เดิมที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดเลขที่ 3297 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีเนื้อที่ประมาณ 99 ไร่ 1 งาน 66 ตารางวา มีชื่อนางสุงิ้ม มารดาผู้คัดค้านทั้งหกถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายอนันต์ โดยแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นสัดส่วนที่ดินส่วนของมารดาผู้คัดค้านทั้งหกอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตก ส่วนที่ดินของนายอนันต์อยู่ฝั่งทิศตะวันออก ต่อมามีถนนสายสำโรง - บางพลี - บางบ่อ ตัดผ่านที่ดินแบ่งเป็นฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ ที่ดินพิพาทอยู่ในส่วนที่ดินของมารดาผู้คัดค้านทั้งหกทางด้านฝั่งทิศเหนือ เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ นับแต่มารดาผู้คัดค้านทั้งหกมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นต้นมา มารดาผู้คัดค้านทั้งหกไม่ได้เข้าไปครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวด้วยตนเอง แต่มอบให้ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลที่ดินแทนตลอดมา ต่อมาปี 2520 มารดาผู้คัดค้านทั้งหกได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้อง เป็นการตอบแทนที่ผู้ร้องดูแลที่ดินให้ โดยไม่ได้จดทะเบียนการยกให้ แต่มารดาผู้คัดค้านทั้งหกได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านอยู่อาศัย ขุดบ่อเลี้ยงปลา นับแต่นั้นเป็นต้นมาด้วยความสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 20 ปีเศษ ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งปัจจุบันที่ดินพิพาทได้แบ่งแยกจากโฉนดเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 41986 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม โดยรับโอนมรดกมาจากมารดาผู้คัดค้านทั้งหก ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งหกเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเล็ก กับนางสุงิ้ม เมื่อปี 2510 นายเล็กบิดาผู้คัดค้านทั้งหกได้ซื้อที่ดินโฉนดพิพาทเดิมเนื้อที่ 99 ไร่เศษ เฉพาะส่วนของนายสำราญ ที่ถือกรรมสิทธิ์คนละกึ่งรวมกับนางสาวเพี้ยน ต่อมีปี 2512 นางสาวเพี้ยน ได้ขายที่ดินส่วนของตนให้แก่นายอนันต์ พร้อมกันนั้น บิดาผู้คัดค้านทั้งหกได้จดทะเบียนยกที่ดินส่วนของตนให้แก่มารดาผู้คัดค้านทั้งหก นับแต่นั้นเป็นต้นมามารดาผู้คัดค้านทั้งหกก็ได้เข้าครอบครองและเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปี 2518 มารดาผู้คัดค้านทั้งหกกับนายอนันต์ได้แบ่งขายที่ดินโฉนดเดิมบางส่วนให้แก่กรมทางหลวงเพื่อทำถนนสายสำโรง - บางพลี - บางบ่อ ตัดผ่านที่ดินดังกล่าว ทำให้ที่ดินส่วนของมารดาผู้คัดค้านทั้งหกต้องจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นสองโฉนด โดยที่ดินด้านทิศเหนือของถนนแบ่งแยกเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41986 เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา ส่วนที่ดินด้านทิศใต้ของถนนยังอยู่ในโฉนดเดิมเนื้อที่ 31 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา มารดาผู้คัดค้านทั้งหกได้ครอบครองดูแลที่ดินทั้งสองโฉนดเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมเมื่อปี 2534 ต่อมาปี 2535 นางสาวสุนันท์ ผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของมารดาผู้คัดค้านทั้งหกตามคำสั่งศาลได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินทั้งสองโฉนดแล้วจดทะเบียนใส่ชื่อผู้คัดค้านทั้งหกถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 นับแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คัดค้านทั้งหกจึงได้ร่วมกันครอบครองที่ดินมรดกทั้งสองโฉนดสืบทอดต่อจากมารดาผู้คัดค้านทั้งหกมาจึนถึงปัจจุบัน โดยขณะที่มารดาผู้คัดค้านทั้งหกยังมีชีวิตอยู่ไม่เคยยกที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ที่ผู้ร้องอ้างว่ามารดาผู้คัดค้านทั้งหกยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเพื่อตอบแทนที่ผู้ร้องดูแลที่ดินให้นั้นจึงไม่เป็นความจริง ที่ผู้ร้องเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทนั้น ก็โดยขออนุญาตจากมารดาผู้คัดค้านทั้งหกเข้ามาอยู่ชั่วคราวในที่ดินพิพาท เนื่องจากผู้ร้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินของสุเหร่าบ้านไร่ มารดาผู้คัดค้านทั้งหกยังไม่ทันอนุญาตก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน ส่วนที่ผู้ร้องเคยเข้ามาจับปลาหรือปลูกต้นกล้วยไม้ในที่ดินก็เป็นครั้งเป็นคราวและให้ค่าตอบแทนเป็นปลาแห้งบ้าง กล้วยบ้าง แต่ผู้ร้องก็เลิกจับปลาและปลูกกล้วยไป 6 ถึง 7 ปีแล้ว การเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องจึงเป็นการเข้ามาโดยการขออนุญาตจากมารดาผู้คัดค้านทั้งหกและให้ค่าตอบแทนเป็นรายปี ผู้ร้องจึงไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ทั้งไม่ได้ครอบครองเกินกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกคำร้องขอ

สำนวนที่สองผู้คัดค้านที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทร่วมกับพี่น้องรวม 6 คน เมื่อปี 2532 ผู้ร้องได้บุกรุกเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยและขุดบ่อในที่ดินพิพาททำให้ที่ดินพิพาทได้รับความเสียหายซึ่งค่าเสียหายจากการบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านในที่ดินพิพาท เป็นค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2532 ไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 116 เดือน เป็นเงิน 2,320,000 บาท และค่าเสียหายในกรณีที่เข้าไปขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาททำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องว่าจ้างผู้อื่นนำดินมาถมบ่อเลี้ยงปลาที่ผู้ร้องขุดขึ้นให้อยู่ในสภาพเดิม ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 1,100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่ผู้ร้องต้องชดใช้ทั้งสิ้นจำนวน 3,420,000 บาท ขอให้บังคับผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2541 ไปจนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

ผู้ร้องขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกพิพาทด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกประเมินราคาที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดเป็นทุนทรัพย์และให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องก่อนมีคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ผู้ร้องรื้อถอนบ้านพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 41986 เลขที่ดิน 406 ที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งหก ห้ามจำเลย (ที่ถูกคือผู้ร้อง) และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทดังกล่าวอีกต่อไป และให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท (ที่ถูก แก่ผู้คัดค้านที่ 2) นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเสร็จสิ้น และให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งสองสำนวนแทนผู้คัดค้านทั้งหก ส่วนค่าทนายความเห็นสมควรให้เป็นพับ คำขอของผู้คัดค้านทั้งหกนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ผู้ร้องถึงแก่กรรม นายปรีชา ทายาทของผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนแทนผู้คัดค้านทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนรวม 50,000 บาท

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3297 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 99 ไร่ 1 งาน 66 ตารางวา มีชื่อนางโต๊ะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมานางโต๊ะถึงแก่กรรม นางสาวเพี้ยน กับนายสำราญ ได้ร่วมกันรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2506 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2510 นายสำราญขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายเล็ก บิดาผู้คัดค้านทั้งหก นายเล็กจึงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกับนางสาวเพี้ยน ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2512 นางสาวเพี้ยนขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้นายอนันต์ และในวันเดียวกันนั้นนายเล็กได้ยกที่ดินดังกล่าวส่วนของตนให้แก่นางสุงิ้ม มารดาผู้คัดค้านทั้งหก นางสุงิ้มกับนายอนันต์จึงถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวร่วมกัน ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2518 นางสุงิ้มกับนายอนันต์ได้จดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา ให้แก่กรมทรงหลวงเพื่อตัดถนนสายสำโรง - บางพลี - บางบ่อ ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2530 นางสุงิ้มกับนายอนันต์ได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเดิมออกเป็น 4 โฉนด ตามแนวถนนที่ตัดผ่านที่ดินเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ของที่ดินเดิมเป็นคนละ 2 โฉนด ที่ดินพิพาทคือที่ดินด้านทิศเหนือส่วนของนางสุงิ้มซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 41986 ตำบลบางเสาธง กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา ที่ดินด้านทิ้งใต้ยังอยู่ในโฉนดเดิม ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 ผู้คัดค้านที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุงิ้มได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินทั้งสองโฉนด และในวันเดียวกันผู้คัดค้านที่ 4 ได้จดทะเบียนระบุชื่อผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองโฉนดตามสำเนาโฉนดที่ดิน

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกคือ ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องตอบคำถามค้านของทนายผู้คัดค้านทั้งหกสรุปว่า ผู้ร้องเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทเพราะแต่งงานกับนางสมยา โดยขณะนั้นผู้ร้องทราบว่าที่ดินพิพาทมารดาของนางสมยาเช่ากับนางโต๊ะ ต่อมาเมื่อนางโต๊ะถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทตกได้แก่นางสาวเพี้ยน ผู้ร้องได้เช่าและจ่ายค่าเช่าที่ดินพิพาทให้แก่นางสาวเพี้ยนเรื่อยมา ต่อมาปี 2520 ผู้ร้องพบกับนางสุงิ้มมารดาผู้คัดค้านทั้งหก ผู้ร้องจึงทราบว่านางสุงิ้มเป็นภริยาของนายเล็กผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากนางสาวเพี้ยน และนางสุงิ้มบอกให้ผู้ร้องดูแลและทำกินในที่ดินพิพาทต่อไป เมื่อถึงปีนางสุงิ้มก็ไปดูที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้จ่ายค่าเช่าให้นางสุงิ้มแต่นางสุงิ้มไม่รับค่าเช่า หลังจากนั้นผู้ร้องได้นำค่าเช่าที่ดินพิพาทไปให้แก่นางสุงิ้มที่บ้านพระโขนงทุกปีจนกระทั่งนางสุงิ้มถึงแก่กรรม เห็นว่า การที่ผู้ร้องเข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ต้นและเรื่อยมาเป็นการเข้าไปครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม และเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อไป ผู้ร้องก็ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทรายต่อๆ ไป การครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะดังกล่าวของผู้ร้องไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ไม่ใช่การครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแม้ภายหลังนางสุงิ้มจะถึงแก่กรรมแล้วตามกฎหมายก็ต้องถือว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าจากทายาทของนางสุงิ้มอยู่ตลอดไปจนกว่าผู้ร้องจะได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของที่ดินพิพาทว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าผู้ร้องได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทนอกจากนั้นจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า เมื่อนางสุงิ้มถึงแก่กรรมแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 4 ไปดูที่ดินพิพาททุกปี ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องได้บอกกล่าวแสดงเจตนาต่อบุคคลทั้งสองว่าผู้ร้องเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทเป็นการยึดถือเพื่อตน ในส่วนที่ผู้ร้องเบิกความอ้างว่านางสุงิ้มยกที่ดินพิพาททั้งหมดให้แก่ผู้ร้องเป็นการตอบแทนที่ผู้ร้องดูแลที่ดินทางด้านทิศเหนือนั้น เห็นว่า เป็นการเบิกความลอยๆ โดยไม่มีเอกสารหลักฐานสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อนึ่ง คดีทั้งสองสำนวนมีประเด็นหลักคือผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนด ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าตนครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงมีภาระการพิสูจน์ เมื่อพยานหลักฐานของผู้ร้องรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท กรณีจึงไม่ต้องวินิฉัยพยานหลักฐานอื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหก และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นๆ ของผู้ร้องที่เหลือเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนแทนผู้คัดค้านทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองสำนวนรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายประสิทธิ์ บุญเนียม
โดยนายปรีชา บุญเนียม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — นายเพิ่มศักดิ์ สิงห์สมบุญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2552
#501623
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า ป. ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ร่วมอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยล่วงหน้าได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ขออนุมัติจาก ป. ก่อนตามระเบียบการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงาน ก็ไม่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทปีเตอร์ สโตน จำกัด ผู้เสียหาย ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มีอำนาจเบิกเงินสดของผู้เสียหายสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายของผู้เสียหายหรือเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงานแต่ละเดือนเบิกและรับมอบเงินจากผู้เสียหายไว้ในความครอบครองของจำเลย แล้วจำเลยจ่ายเป็นเงินเดือนล่วงหน้าให้แก่พนักงานของผู้เสียหายบางส่วน ส่งเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายบางส่วน และเงินส่วนที่เหลือนอกจากนี้ จำเลยเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ของตนหรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต 14 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 593,953.50 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือให้เงิน 593,953.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทปีเตอร์ สโตน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 รวม 14 กรรม ลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี รวมจำคุก 14 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 593,953.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายปีเตอร์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป โจทก์ร่วมวางระเบียบการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงานว่า จำเลยมีสิทธิอนุมัติการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงานได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน ส่วนกรณีที่จำเลยต้องการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า จำเลยจะต้องได้รับอนุมัติจากนายปีเตอร์ก่อน และพนักงานทุกคนที่เบิกเงินเดือนล่วงหน้าไปจะต้องดำเนินการหักยอดเงินที่เบิกออกมาใช้ล่วงหน้าจากเงินเดือนเพื่อคืนให้แก่โจทก์ร่วม โดยผ่านระบบบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนั้นตามระเบียบการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงานโจทก์ร่วมเอกสารหมาย จ.ร.3 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยล่วงหน้าไปหลายครั้ง และมีการหักเงินเดือนของจำเลยคืนให้แก่โจทก์ร่วมแล้วบางส่วน คงค้างชำระเป็นเงิน 593,953.50 บาท ตามรายงานเอกสารหมาย จ.24 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยล่วงหน้าไปดังกล่าว เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสุวารี ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์ร่วมพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า บัญชีของโจทก์ร่วมไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชี ได้แจ้งให้ฝ่ายบุคคลทำการตรวจสอบสาเหตุที่พนักงานเบิกเงินเดือนล่วงหน้าตามสิทธิของตนแล้วคืนเงินทดรองจ่ายไม่ตรง แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงจากนางสาวมณีรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลอ้างว่างานยุ่ง โดยไม่ปรากฏว่านางสาวมณีรัตน์บอกว่าจำเลยสั่งให้พนักงานฝ่ายบัญชีไม่ให้หักเงินเดือนของจำเลยแต่อย่างใด นางสาวสุวารียังเบิกความด้วยว่า จำเลยอนุมัติการเบิกค่าใช้จ่ายหรือเงินเดือนล่วงหน้าได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วม หากเบิกเกินวงเงินนายปีเตอร์จะร่วมอนุมัติด้วย แต่ในทางปฏิบัติ แม้จะเบิกเกินวงเงินแต่มีเหตุจำเป็น จำเลยก็ลงลายมือชื่ออนุมัติเพียงคนเดียวได้ แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ถือตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงานโดยเคร่งครัด และไม่น่าเชื่อว่าจำเลยใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการทั่วไป ในเชิงบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่การเงินซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยเบิกเงินของโจทก์ร่วมมามอบให้แก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางพรวดี ภริยานายปีเตอร์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า หลังจากมีการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าแล้ว ใบสำคัญจ่ายทั้งหมดจะเก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชี ซึ่งนายปีเตอร์สามารถตรวจสอบเอกสารดังกล่าวได้ทุกเวลา ทั้งการเบิกเงินเดือนของจำเลยล่วงหน้าจำเลยก็ระทำตามขั้นตอน ผ่านการตรวจสอบของฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีของโจทก์ร่วม โดยเปิดเผยมาเป็นเวลาปีเศษ และมีใบสำคัญจ่ายเป็นหลักฐานให้ตรวจสอบ เชื่อว่านายปีเตอร์ทราบว่าจำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยล่วงหน้าไปหลายครั้ง โดยมิได้ขออนุมัติจากนายปีเตอร์ก่อน แต่ไม่ปรากฏว่านายปีเตอร์ทักท้วง พฤติการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้จำเลยเข้าใจสุจริตว่านายปีเตอร์อนุมัติให้จำเลยเบิกเงินเดือนของจำเลยล่วงหน้าได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ขออนุมัติจากนายปีเตอร์ก่อนตามระเบียบการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงานก็ตาม ก็หาใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยมีเจตนาทุจริตไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทปีเตอร์ สโตน จำกัด
จำเลย — นายเฉลิมพล สุนทราณู
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2936/2552
#419899
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ให้เหตุผลโดยชัดแจ้งว่า ที่ศาลชั้นต้นยกเหตุต่างๆ ที่แสดงว่า ง. ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้นไม่ชอบอย่างไร พยานหลักฐานอื่นที่แสดงว่าโจทก์ได้รับมอบที่ดินพิพาทในวันแต่งงานดังที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็ไม่ได้ระบุไว้ในอุทธรณ์ ดังนั้น อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้จึงไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนั้น ฎีกาโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อว่า ง. ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์จริง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาทโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงข้อเดียวว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นายเงินไม่เคยมอบเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาทให้โจทก์รวมถึงยกที่ดินพิพาทให้ น่าเชื่อว่านายเงินเพียงอนุญาตให้โจทก์ในฐานะบุตรทำกินในที่ดินพิพาทเท่านั้น การครอบครองของโจทก์จึงเป็นการครอบครองแทนนายเงินซึ่งเป็นบิดา เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังนายเงินว่าไม่มีเจตนาที่จะยึดถือทรัพย์สินแทน ตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต อาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แม้ว่าโจทก์ทำกินมานานเท่าใดก็หาได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไม่ แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์เพียงว่า "ที่ดินพิพาทดังกล่าว นายเงินบิดาของโจทก์และจำเลยยกให้ในวันแต่งงานโจทก์เป็นเวลา 27 ปีแล้ว และโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนเองโดยตลอด ไม่ได้ครอบครองแทนบิดาแต่อย่างใด" อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้ให้เหตุผลโดยชัดแจ้งว่า ที่ศาลชั้นต้นยกเหตุต่าง ๆ ที่แสดงว่านายเงินไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้นไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้จึงไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับพิจารณาประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้น ฎีกาโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อว่า นายเงินได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์จริง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีจึงต้องรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมาข้างต้น...

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมนึก ใครอามาตย์
จำเลย — นายสานิตย์ ไชยพะยวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นางรุ่งทิพย์ ไชยนาแพง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2552
#502771
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายช้อนส้อมเช่นเดียวกับที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์และต้องหยุดดำเนินการไป นับได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกกระทบหรือถูกโต้แย้งสิทธิแต่ผู้เดียวในสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะกล่าวอ้างว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 64 วรรคสอง ได้ความว่าช้อนส้อมของโจทก์มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยจะขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทั้งการตรวจคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ได้พิจารณาถึงแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันขอรับสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 57 (1) และเมื่อไม่ปรากฏว่าแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยแตกต่างจากช้อนส้อมของโจทก์ เท่ากับว่าแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยมีหรือใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันขอรับสิทธิบัตรและถือว่าไม่มีความใหม่ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 57 (1)

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 56 ต้องประกอบด้วยลักษณะ 2 ประการ คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้

การที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยไม่มีความใหม่ ย่อมจะไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรของจำเลยจึงได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ถือเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์และเพิกถอนได้ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 64

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 17419 และ 17420 และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,349,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเพิกถอนและจำเลยได้ยกเลิกการจดทะเบียน กับขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 270,000 บาท ต่อเดือน ให้แก่โจทก์จนกว่าจะมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิบัตรและจำเลยได้ยกเลิกการจดทะเบียน

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 17419 และ 17420 เป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3 มาตรา 56 และมาตรา 57 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าต่างๆ รวมถึงช้อนส้อมภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์และได้มีหนังสือถึงผู้จำหน่ายสินค้าช้อนส้อมต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโจทก์เพราะทำให้โจทก์จำหน่ายสินค้าช้อนส้อมไม่ได้และต้องหยุดการผลิต เมื่อโจทก์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าช้อนส้อมเช่นเดียวกับที่จำเลยได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์และต้องหยุดดำเนินการไปเช่นนี้ นับได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกกระทบหรือถูกโต้แย้งโดยสิทธิแต่ผู้เดียวในสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยแล้วโจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะกล่าวอ้างว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคสอง

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การผลิตและจำหน่ายช้อนส้อมของโจทก์มีมาก่อนที่จำเลยขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือไม่ เห็นว่า พยานบุคคลของโจทก์เกือบทุกปากต่างประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว จึงมีความน่าเชื่อถือว่าจะรู้ว่าเห็นในเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง และใบส่งสินค้าก็แสดงว่าช้อนส้อมของโจทก์ซึ่งใช้รหัสว่า K707/10 มีการซื้อขายกันมาตั้งแต่ปี 2540 พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักน่าเชื่อว่าช้อนส้อมของโจทก์มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยจะขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์คือวันที่ 18 กันยายน 2544 ทั้งโจทก์ยังนำสืบเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจคำขอรับสิทธิบัตรด้วยว่า การตรวจคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้พิจารณาถึงแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (1) คดีเป็นอันรับฟังว่า ช้อนส้อมของโจทก์มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อนที่จำเลยขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์และถือได้ว่าเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันขอรับสิทธิบัตร

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปคือ แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยแตกต่างจากช้อนส้อมของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ไม่ปรากฏความแตกต่างในสาระสำคัญระหว่างช้อนส้อมของโจทก์กับของจำเลย กล่าวคือ ช้อนส้อมดังกล่าวต่างมีลักษณะเป็นช้อนส้อมอันเป็นอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารโดยทั่วไป ช้อนมีใบช้อนติดต่อกับด้ามจับซึ่งยาวเรียวตอนปลาย ส่วนส้อมมีใบส้อม 4 ซี่ ติดต่อกับด้ามจับซึ่งยาวเรียวตอนปลาย เฉพาะด้ามจับด้านบนของช้อนส้อมจะมีเส้นขอบนูนรอบด้านตามลักษณะลวดลาย "ลายขอบตั้ง" เหมือนกัน ช้อนส้อมของโจทก์และของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะที่เกือบจะเหมือนกัน แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างคือใบช้อนของโจทก์มีลักษณะเป็นรูปไข่ ในขณะที่ใบช้อนของจำเลยมีลักษณะเรียวแหลมกว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยแตกต่างจากช้อนส้อมของโจทก์แล้ว เท่ากับว่าแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยมีหรือใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศไทยก่อนวันขอรับสิทธิบัตรและถือว่าไม่มีความใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56 นั้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะ 2 ประการ คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ การที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยไม่มีความใหม่ ย่อมจะไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้สิทธิบัตรของจำเลยจึงได้ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ถือเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์และเพิกถอนได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามสิทธิบัตรเลขที่ 17419 และ 17420 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 56 ม. 57 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจากัวร์อินดัสตรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางณัฏฐินี เอื้อวิพุธ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2552
#501649
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการทุกอย่างเพื่อยับยั้งและกำจัดการเลียนแบบการปลอมแปลง การละเมิดและการกระทำใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับการชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ รูปและรอยประดิษฐ์ ตลอดจนสิ่งต่างๆ ทำนองเดียวกันที่เกี่ยวข้องหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ซึ่งผู้รับมอบอำนาจสามารถใช้ในการดำเนินคดีแก่บุคคลใดก็ได้ จึงไม่จำต้องระบุให้มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะเจาะจง

โจทก์ฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายและยังมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 และเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งนี้เพี่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม และ มาตรา 180 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว และไม่ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอนุญาตหรือไม่ หากศาลเห็นสมควรศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องอำนาจวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้วเนื่องจากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 142 (5)

จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีและนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีเป็นผู้รับจดทะเบียน ไม่ใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2491) ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2527) ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2536) ออกตามความใน ป.พ.พ. (ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท) ระบุว่า การจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครและสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอื่น มีการกำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบแยกกันอย่างชัดเจนจึงเห็นได้ชัดว่าที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานทะเบียนของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียน จึงเป็นการฟ้องผิดตัว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่2

สัญญาการจัดจำหน่าย ข้อ 13 (2) ระบุว่า ผู้จำหน่ายมีสิทธิและหน้าที่ในการใช้ชื่อ เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายการบริการของโจทก์เฉพาะกับสินค้าและบริการของโจทก์ตามที่ได้รับอนุมัติและจะต้องไม่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทของผู้จำหน่ายโดยไม่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรโดยชัดแจ้งล่วงหน้าจากโจทก์ก่อนดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์หรือไม่ จึงมิใช่สาระสำคัญเพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่จำนำชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ 1

โจทก์ใช้คำว่า เบนซ์ และ BENZ เป็นชื่อทางการค้าและใช้รูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมกับกิจการค้าขายรถยนต์ของโจทก์มาเป็นเวลานานจนเป็ที่เรียกขานเป็นยี่ห้อสินค้าที่มีชื่อเสียงทั่วไป ชื่อและรูปประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในการที่จะใช้ชื่อทางการค้าและรูปประดิษฐ์ดังกล่าวในการประกอบกิจการค้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 และ ป.อ. มาตรา 272 (1)

กลุ่มผู้บริหารจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าโดยซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ของโจทก์จากตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าตั้งแต่ปี 2535 จนกระทั่งปี 2539 เป็นเวลานนาน 4 ปี จึงนำชื่อคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมไปจดทะเบียนและดวงตรานิติบุคคล ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์จัดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยแล้วเกือบ 40 ปี ย่อมทราบดีว่า ชื่อเสียงเกียรติคุณของชื่อทางการค้าและรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมของโจทก์เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค เป็นเสมือนหลักประกันคุณภาพของสินค้าและบริการ อีกทั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สาธารณชนเลือกที่จะซื้อสินค้าและบริการจากโจทก์หรือตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ก่อให้เกิดรายได้และผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสูงแก่ผู้ประกอบการพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการประเภทเดียวกับโจทก์ ใช้ชื่อ บริษัท เบนซ์แจ้งวัฒนะ จำกัด และชื่อภาษาอังกฤษว่า BENZ CHANGWAT-TANA CO., LTD. อันเป็นการนำคำว่า เบนซ์ และ BENZ ไปเป็นคำนำหน้าชื่อในส่วนสำคัญ ตลอดจนใช้รูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมเป็นดวงตรานิติบุคคล ย่อมแสดงถึงเจตนาที่คาดหมายว่าสาธารณชนทั่วไปจะเข้าใจว่ากิจการของจำเลยที่ 1 เป็นกิจการในเครือ หรือเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นการมุ่งแสวงหาประโยชน์จากเชื่อเสียงเกียรติคุณจากชื่อทางการค้าและรูประดิษฐ์ของโจทก์โดยไม่สุจริต

จำเลยที่ 1 สั่งซื้อรถยนต์ยี้ห้อเบนซ์จากแหล่งอื่นมาจำหน่ายต่อให้ลูกค้าภายใต้ชื่อบริษัทที่มีชื่อทางการค้าของโจทก์ประกอบอยู่ในส่วนสาระสำคัญ โดยไม่ลงทุนในค่าสิทธิและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรฐานของโจทก์เฉกเช่นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์รายอื่น เข้าลักษณะเป็นการแข่งขันทางการค้ากับบริษัทในเครือหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์ และทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันควรได้จากการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิ ไม่สามารถควบคุมระดับคุณภาพของสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังไม่อาจควบคุมระดับคุณภาพของสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังไม่อาจควบคุมราคาสินค้าและบริการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า เบนซ์,BENZ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมโดยชอบ จำเลยที่ 1 นำไปใช้ในการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เป็นการแสวงหาประโยชน์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ระงับความเสียหายและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อและรูปรอยประดิษฐ์ของโจทก์ได้สิทธิของโจทก์ในเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรไว้แล้วตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวเพื่อใช้เครื่องหมายนั้นสำหรับสินค้าจำพวกที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อแยกแยะให้เห็นว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของผู้อื่นเท่านั้น มิได้รวมถึงการนำเครื่องหมายนั้นมาใช้เป็นชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลด้วย จำเลยที่ 1 นำคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม มาใช้เป็นชื่อบริษัทและดวงตรานิติบุคคลไม่ได้นำมาใช้กับสินค้า การกระทำดังกล่าวจึงมิได้เป็นการใช้คำและรูปรอยประดิษฐ์ของโจทก์ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ จึงไม่ได้ละเมิดสิทธิโจทก์ในเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 44

คำว่า เบนซ์, BENZ และรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของโจทก์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 และ ป.อ. มาตรา 272 (1) เมื่อจำเลยที่ 1 นำชื่อและรูปประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้โดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อและรูปรอยประดิษฐ์นั้นได้ ซึ่งแม้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะมิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 แต่การห้ามมิให้ใช้ดังกล่าวก็ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจประกอบกิจการค้าจำหน่ายรถยนต์และให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ภายใต้ชื่อ "บริษัทเบนซ์แจ้งวัฒนะ จำกัด" และใช้ดวงตรานิติบุคคลที่เป็นรูปรอยประดิษฐ์ของโจทก์ได้อีก อันเป็นการห้ามมิให้กระทำการละเมิดอันก่อความเสียหายแก่โจทก์อยู่ในตัว

จำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้ให้ปรากฏเป็นป้ายชื่อโชว์รูม ตลอดจนใช้ในการโฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่กิจการค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำคำและรูปรอยประดิษฐ์ตามฟ้องไปใช้กับสินค้าของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ได้ แต่ ป.อ. มาตรา 272 (1) วางโทษทางอาญาสำหรับผู้ใดที่เอาชื่อรูปรอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความรายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นเมื่อจำเลยที่ 1 นำชื่อและรูปรอยประดิษฐ์อันเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้โดยส่อเจตนาให้ประชาชนสับสนหลงผิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทางการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิข้อบังคับห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษณะที่เป็นชื่อทางการค้าและรูปรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ในการประกอบธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ได้

โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ หรือใช้ หรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ รวมทั้งชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการอื่นใดที่เหมือน หรือคล้ายกับชื่อทางการค้าเครื่องหมายทางการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ไม่ว่ากับกิจการค้าสินค้าหรือบริการใดๆ ซึ่งเป็นคำขอในอนาคตที่โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ คำว่า MERCEDES-BENZ, MERCEDES, BENZ, เมอร์ซิเดส-เบนซ์, เมอร์ซิเดส, เบนซ์ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในประเทศไทย เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ได้นำคำว่า BENZ และเบนซ์ รวมทั้งรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม ซึ่งเป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ไปยื่นขอจดชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ใช้ชื่อนิติบุคคลว่า บริษัทเบนซ์แจ้งวัฒนะ จำกัด โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังนำเครื่องหมายการค้างของโจทก์ไปใช้ให้ปรากฏเป็นป้ายชื่อและโชว์รูม ใช้ในการโฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่กิจการค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ตลอดจนใช้ในการประกอบกิจการค้า จำหน่ายและซ่อมแซมยานพาหนะซึ่งเป็นกิจการค้าประเภทเดียวกับโจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์อันพึงได้จากการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ และทำให้โจทก์ไม่สามารถควบคุมระดับคุณภาพสินค้าและบริการของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อพ้องกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลให้จำเลยที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นชื่อและดวงตรานิติบุคคลที่เหมือนและมีชื่อเสียงเรียกขานตรงกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจก่อให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่ากิจการของจำเลยที่ 1 เป็นกิจการของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แก้ไขชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคล โดยมิให้มีคำว่า BENZ หรือเบนซ์ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม หากไม่ดำเนินการให้จำเลยที่ 2 เพิกถอน หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1 ยุติการแสดงชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยสิ้นเชิง ห้ามจำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการใช้หรือเข้าเกี่ยวข้องในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์และที่เหมือนหรือคล้ายกับของโจทก์ในกิจการค้าสินค้าหรือบริการใดๆ กับให้จำเลยที่ 1ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะยุติการทำละเมิด

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศเยอรมนี และผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ดำเนินคดีนี้ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของชื่อทางการค้า เครื่องหมายทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่พิพาทและเครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ก็มิได้มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเปิดเผยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และได้จดทะเบียนตามกฎหมายแล้วโดยชอบ จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายรถยนต์และอะไหล่รถใหม่ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ โดยสั่งซื้อมาจากบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด หรือบริษัทเดมเลอร์ไครสเล่อร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ สินค้าดังกล่าวเป็นของใหม่แท้จริง มิใช่ของปลอมหรือของเลียนแบบ การที่จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์ของโจทก์มาจำหน่าย ตลอดจนโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้โจทก์โดยโจทก์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 ให้บริการซ่อมแซม บำรุงรักษารถยนต์แก่ลูกค้าตามมาตรฐานประเทศเยอรมนี ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยที่ 1ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในจังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานผู้มีอำนายหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาและสั่งรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แก้ไขรายการจดทะเบียน เพิกถอนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 คือนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี ไม่ใช่จำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานทะเบียนของห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในพื้นที่เขนกรุงเทพมหานครเท่านั้น การที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีรับจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ.2528 จึงไม่เป็นทำการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "เบนซ์" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะยุติการใช้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดเป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิต จำหน่ายรถยนต์ รถโดยสาร รถบรรทุกและยานพาหนะอื่นที่ใช้เครื่องยนต์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ คำว่า MERCEDES-BINZ, MERCEDES, BENZ, เมอร์ซิเดส-เบนซ์, เมอร์ซิเดส, เบนซ์ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป สำหรับในประเทศไทยเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 ประเภทรถยนต์ รถบรรทุก รถบัส รถจักรยานยนต์ ฯลฯ และบริการจำพวก 37 ได้แก่ บริการบำรุงรักษาซ่อมแซม ให้บริการตรวจซ่อมถนอมรักษายวดยานยนต์ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ประกอบ ตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า เอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2500 ซึ่งเดิมโจทก์ตั้งให้บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ ปี 2535 กลุ่มผู้บริหารจำเลยที่ 1 ได้ก่อตั้งบริษัทเอส. เอส.ออโต้เซล จำกัด ขึ้น ประกอบการค้าซื้อรถยน์ยี่ห้อเบนซ์ของโจทก์จากบริษัทธนยุรี ประกอบรถยนต์ จำกัด ไปจำหน่ายต่อ รวมถึงให้บริการซ่อม ดูแลบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ใช้ชื่อในการดำเนินกิจการว่า "เบนซ์แจ้งวัฒนะ" ปี 2539 จึงได้ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นโดยนำคำว่า BENZ และเบนซ์ รวมทั้งรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมไปยื่นขอจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีและได้รับการจดทะเบียนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ต่อมาปี 2541 โจทก์ก่อตั้งบริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้น เพื่อดูแลการจัดจำหน่ายรถยนต์ และพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ในประเทศไทย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศเยอรมนี และหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ในข้อนี้ โจทก์มีนายรุทธร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความยืนยันว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศเยอรมนี โจทก์มอบอำนาจให้พยานดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจกับหนังสือรับรองลายมือชื่อพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.10 และหนังสือถ้อยแถลงเกี่ยวกับชื่อและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เอกสารหมาย จ.21 ซึ่งหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวลงนามโดยผู้มีอำนายกระทำการแทนโจทก์ มีเจ้าหน้าที่โนตารีปับลิคลงนามรับรองลายมือชื่อและประธานศาลแขวงแห่งเมืองสตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนีรับรองว่าเจ้าหน้าที่โนตารีปับลิคมีอำนาจรับรองโดยชอบ โดยมีเจ้าหน้าที่สถานกงสุลไทย ณ เมืองสตุทท์การ์ทรับรองลายมือชื่อและตราประทับของประธานศาลแขวง จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบหักล้าง เมื่อหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.10 ระบุชื่อโจทก์ที่หัวกระดาษ และมีการรับราองลงลายมือชื่อถูกต้องทั้งจากโตตารีปับลิคและสถานกงสุลไทยส่วนหนังสือถ้อยแถลงเกี่ยวกับชื่อและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 มีข้อความระบุว่าโจทก์เป็นนุติบุคคลที่จัดตั้งและอยู่ภายใต้กฎหมายประเทศเยอรมนีมีสำนักงานอยู่ที่เมืองสตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี จึงรับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศเยอรมนี ส่วนปัญหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.10 มีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายรุทธร เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการทุกอย่างเพื่อยับยั้งและกำจัดการเลียนแบบ การปลอมแปลง การละเมิดการกระทำใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ รูปและรอยประดิษฐ์ ตลอดจนสิ่งต่างๆ ทำนองเดียวกันที่เกี่ยวข้อง หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ซึ่งผู้รับมอบอำนาจสามารถใช้ในการดำเนินคดีแก่บุคคลใดก็ได้เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างบุคคลนั้นๆ กับโจทก์เกี่ยวกับกิจการค้าของโจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายไว้ฉะนั้น จึงไม่จำต้องระบุให้มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะเจาะจงหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของจำเลยที่1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วเป็นการขัดต่อหลักการรับฟังพยานหลักฐานและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ทำให้โจทก์เสียเปรียบ เห็นว่า เอกสารทั้งหมดตามคำร้องของจำเลยที่2 ที่ขอระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เป็นสำเนาเอกสารราชการที่เป็นคำสั่งทั่วไป ไม่ได้เป็นคำสั่งที่มีผลเฉพาะเจาะจงต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจโดยเหตุปลว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ระบุพยานเพิ่มเติมได้ก่อนพิพากษาคดีตามมาตรา 88 วรรคสาม กับอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การแม้จะพ้นระยะเวลาที่ก็หมายอกำนดแล้ว โดยเห็นว่าแม้จะมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร อันเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงลเรียบร้อยของประชาชน กรณีมีเหตุสมควรให้แก้ไขคำให้การนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร แต่ทางนำสืบของโจทก์ประกอบกับปรากฏจากสำเนาแบบจองชื่อนิติบุคคล หนังสือบริคณห์สนธิ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.19 กลับได้ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีเป็นผู้รับจดทะเบียน ไม่ใช่จำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมซึ่งเป็นสำเนาเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานทะเบียนในสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัด โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายและยังมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 และเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม และมาตรา 180 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว และในกรณีนี้ ไม่ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม หากศาลเห็นสมควรศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยที่2 ได้อยู่แล้วเนื่องจากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวดัวยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 142 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่1 ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีและนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีเป็นผู้รับจดทะเบียน ไม่ใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งตามกฎหมายกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2491) ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2536) ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท) ระบุว่าการจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครและสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอื่น มีการกำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบแยกกันอย่างชัดเจนจึงเห็นได้ชัดว่าที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานทะเบียนของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียน จึงเป็นการฟ้องผิดตัว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลทรัพย์สินทางปํญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งและวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ 1 นำคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมไปจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และโจทก์เสียหายหรือไม่ปัญหานี้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์และบริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด รับรู้และยอมรับมาตลอดว่าจำเลยที่ 1 และบริษัท เอส.เอส. ออโต้เซล จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์มาก่อนหน้าที่โจทก์จะก่อตั้งบริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 กับบริษัทเอส. เอส. ออโต้เซล จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายที่แต่งตั้งโดยบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และได้ใช้ชื่อหน้าร้านโชว์รูมว่า "เบนซ์แจ้งวัฒนะ) มาตั้งแต่ปี 2535 แต่จากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 กลับได้ความจากคำเบิกความและบันทึกถ้อยคำของนายธรรศ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ต่างตอบคำถามค้านทนายโจทก์ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ในปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้ชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์ พิจารณาจากสัญญาการจัดจำหน่ายเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 13 (2) ระบุว่า ผู้จำหน่ายมีสิทธิและหน้าที่ในการใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายการบริการของโจทก์เฉพาะกับสินค้าและบริการของโจทก์ตามที่ได้รับอนุมัติ... และจะต้องไม่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทของผู้จำหน่ายโดยไม่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษร์อักษรโดยชัดแจ้งล่วงหน้าจากโจทก์ก่อน ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์หรือไม่จึงมิใช่สาระสำคัญเพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่จะนำชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัท โจทก์ใช้คำว่า เบบนซ์ และ BENZ เป็นชื่อทางการค้าและใช้รูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมกับกิจการค้าขายรถยนต์ของโจทก์มาเป็นเวลานนานจนเป็นที่เรียกขานเป็นยี่ห้อสินค้าที่มีชื่อเสียงทั่วไป ชื่อและรูปประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในการที่จะใช้ชื่อทางการค้าและรูปประดิษฐ์ดังกล่าวในการประกอบกิจการค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิ กลุ่มผู้บริหารจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าโดยซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ของโจทก์จากตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าตั้งแต่ปี 2535 จนกระทั่งปี 2539 เป็นเวลานาน 4 ปี จึงนำชื่อคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปประดิษฐ์ดังกล่าวไปจดทะเบียนชื่อและดวงตรานิติบุคคล ซึ่งเป็นเวลากลังจากที่โจทก์จัดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยแล้ว เกือบ 40 ปี ย่อมทราบดีว่า ชื่อเสียงเกียรติคุณของชื่อทางการค้าและรูปรายประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมของโจทก์เป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค เป็นเสมือนหลักประกันคุณภาพของสินค้าและบริการ อีกทั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สาธารณชนเลือกที่จะซื้อสินค้าและบริการจากโจทก์หรือตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ ก่อให้เกิดรายได้และผลประโยชน์ตอบแทนอย่างสูงแก่ผู้ประกอบการ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการประเภทเดียวกับโจทก์ ใช้ชื่อ บริษัท เบนซ์แจ้งวัฒนะ จำกัด และชื่อภาษาอังกฤษว่า BENZ CHANGWATTANA CO., LTD. อันเป็นการนำคำว่า เบนซ์ และ BENZ ไปเป็นคำนำหน้าชื่อในส่วนสำคัญ ตลอดจนใช้รูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมเป็นดวงตรานิติบุคคล ย่อมแสดงถึงเจตนาที่คาดหมายว่าสารธารณชนทั่วไปจะเข้าใจว่ากิจการของจำเลยที่ 1 เป็นกิจการในเครือหรือเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อันเป็นการมุ่งแสวงหาประโยชน์โดยไม่สุจริต ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ไม่เสียหายเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายสินค้ารถยนต์และอะไหล่ยี้ห้อเบนซ์ จึงเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่งและยังเป็นเผยแพร่โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์ ส่วนนี้กลับได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายธรรศ พยานจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากที่บริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัดความสัมพันธ์ทางการค้า จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องหารถยนต์เมอร์ซีเดสเบนซ์จากแหล่งอื่นมาขายให้ลูกค้าเพื่อความอยู่รอดของบริษัทนอกจากนี้นายสุรสิทธิ์ พยานจำเลยที่ 1 อีกปากหนึ่งยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี ต้องลงทุนและดำเนินธุรกิจตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้... ตัวแทนจำหน่ายแต่ละแห่งอาจมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น การใช้อะไหล่แท้หรือปลอม อัตราค่าบริการ การฝึกอบรมช่าง เป็นต้น จากบันทึกถ้อยคำและคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองปากนี้ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เคยเสนอขอเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีถึงความแตกต่างและสิทธิประโยชน์ในผู้ค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์กับผู้ค้าที่ไม่ได้เป็น รวมถึงเรื่องที่อาจมีความแตกต่างของคุณภาพสินค้าที่จัดจำหน่ายโดยตรงจากโจทก์หรือจากตัวแทน กับสินค้าที่มาจากแหล่งอื่น ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าและบริการของจำเลยที่ 1 ได้ และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าการกระทำดังกล่าวไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเนื่องจากโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบนั้น หากโจทก์กระทำเช่นว่านั้น โจทก์ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ยเพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่ควรจะต้องเสีย จึงหาใช่เป็นการขยายช่องทางทางการค้าอย่างที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่ การที่จำเลยที่ 1 ที่สั่งซื้อรถยน์ยี่ห้อเบนซ์จากแหล่งอื่นมาจำหน่ายต่อให้ลูกค้าภายใต้ชื่อบริษัทที่มีชื่อทางการค้าของโจทก์ประกอบอยู่ในส่วนสาระสำคัญ โดยไม่ลงทุนในค่าใช้สิทธิและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรฐานของโจทก์เฉกเช่นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์รายอื่น เข้าลักษณะเป็นการแข่งขันทางการค้ากับบริษัทในเครือหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์ และทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันควรได้จากการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิ ไม่สามารถควบคุมระดับคุณภาพของสินค้าและอัตราค่าบริการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ในส่วนที่ลูกค้าจะต้องรับภาระให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้า คำว่า เบนซ์, BENZ และรูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมโดยชอบ จำเลยที่ 1 นำชื่อดังกล่าวไปใช้ในการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เป็นการแสวงหาประโยชน์จากชื่อทางการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริตทำให้โจทก์ผู้เบ็นเจ้าของชื่อเสื่อมประโยชน์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 iระงับความเสียหายและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อและรูปรรอยประดิษฐ์ของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟั้งไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่าโจทก์มีสิทธิขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลที่พิพาทหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม ไม่ใช่เพียงในฐานะที่เป็นนามหรือชื่อทางการค้าของโจทก์เท่านั้น คำและรูปประดิษฐ์ดังกล่าวยังมีสถานะเป็นเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรด้วย โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 โดยเป็นผู้มีสิทธิเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ เห็นว่า สิทธิของโจทก์ในเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรไว้แล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวเพื่อใช้เครื่องหมายนั้นสำหรับสินค้าจำพวกที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อแยกแยะให้เห็นว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของผู้อื่นเท่านั้น หาได้รวมถึงการนำเครื่องหมายนั้นมาใช้เป็นชื่อนิติบุคคลและดวงตรานิติบุคคด้วยไม่ จำเลยที่ 1 นำคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลม มาใช้เป็นชื่อบริษัทและดวงตรานิติบุคลไม่ได้นำมาใช้กับสินค้า การกระทำดังกล่าวจึงมิได้เป็นการใช้คำและรูปรายประดิษฐ์ของโจทก์ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ จึงไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิโจทก์ในเครื่องหมายการค้าตามนัยแห่ง มาตรา 44 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม ดังที่วินิจฉัยแล้วว่า คำว่า เบนซ์, BENZ และรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของโจทก์ที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เมื่อจำเลยที่ 1 นำชื่อและรูปประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้โดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อและรูปรอยประดิษฐ์นั้นได้ ซึ่งแม้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะมิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 แต่การห้ามมิให้ใช้ดังกล่าวก็ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจประกอบกิจการค้าจำหน่ายรถยนต์และให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ภายใต้ชื่อ "บริษัทเบนซ์แจ้งวัฒนะ จำกัด" และใช้ดวงตรานิติบุคคลที่เป็นรูปรอยประดิษฐ์ของโจทก์ได้อีก อันเป็นการห้ามมิให้กระทำการละเมิดอันก่อความเสียหายแก่โจทก์อยู่ในตัวแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 อยุติการแสดงชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ คำว่า BENZ, เบนซ์, MERCEDES-BENZ, MERCEDES และรูปประดิษฐ์ดาวสามแกในวงกลมของโจทก์ในการประกอบธุรกิจโดยสิ้นเชิง โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องเพื่อห้ามมิให้จำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้าของโจทก์ แต่ขอห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนของโจทก์ในการประกอบกิจการค้า การโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เอง จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้ให้ปรากฎเป็นป้ายชื่อโชว์รูมตลอดจนใช้ในการโฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่กิจการค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ตามภาพถ่ายหมาย จ.7 แต่เมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 นำคำและรูปรอยประดิษฐ์ตามฟ้องไปใช้กับสินค้าของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2543 มาตรา 44 ได้ อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) วางโทษทางอาญาสำหรับผู้ใดที่เอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฎที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้ห้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น เมื่อพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นแจ้งชัดถึงเจตนาในการนำชื่อและรูปรอยประดิษฐ์ อันเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้โดยส่อเจตนาให้ประชาชนสับสนหลงผิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทางการค้าของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอบังคับห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษณะที่เป็นชื่อทางการค้าและรูปรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของโจทก์ในการประกอบธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 ยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ หรือใช้หรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ รวมทั้งชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ไม่ว่ากับกิจการค้าสินค้าหรือบริการใดๆ เห็นว่า ส่วนนี้เป็นคำขอให้อานาคตที่โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 เรื่อง ค่าเสียหายนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่1 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น สำหรับจำนวนค่าความเสียหายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานใดๆ มานำสืบแสดงให้เป็นว่าโจทก์ต้องเสียหายถึงเดือนละ 300,000 บาท ตามที่เรียกร้อง แต่กิจการค้าของโจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่ สินค้ารถยนต์ของโจทก์จัดว่าเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วไปไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย ผู้ที่ประสงค์จะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโจทก์จะต้องลงทุนด้วยเงินเป็นจำนวนมากทั้งในด้านทำแลที่ตั้งของสถานประกอบการ การก่อสร้างอาคารสำนักงานและโชว์รูม ค่าเช่าเครื่องมีและอุปกรณ์ การอบรมพนักงาน เงินทุนหมุนและเครดิตทางการค้า ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์เพียงเดือนละ 2,000 บาท ยังถือว่าน้อยเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้รูปประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมเป็นดวงตรานิติบุคคลชองจำเลยที่ 1 อีกต่อไป และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 แสดงชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ คำว่า BENZ, เบนซ์, MERCEDES-BENZ, MERCEDES และรูปรอยประดิษฐ์ดาวสามแฉกในวงกลมของโจทก์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะยุติการใช้ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 55 ม. 88 ม. 142 ม. 180
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดมเลอร์ไครสเลอร์ เอยี
จำเลย — บริษัทเบนซ์แจ้งวัฒนะ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา