คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2552
#502414
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารใดจะเป็นเอกสารมหาชนหาได้ถือเอาแต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนไม่ แต่ข้อความในเอกสารนั้นต้องพาดพิงถึงประชาชนในทางใดทางหนึ่ง ทั้งต้องกระทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากเอกสารนั้นได้ ด้วยการตรวจสอบหรืออ้างอิงข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าว แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเพียงเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีการแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนอ้างอิงข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นเอกสารมหาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 260,277.84 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 242,118.93 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 242,118.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 บาท ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ต้นไม้ด้งกล่าวอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์มีคำเบิกความของนายเสงี่ยม ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานยืนยันว่า ต้นไม้ที่ล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ภายในบริเวณบ้านของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีใบสั่งงานประเภทเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินของโจทก์กับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของนายเสงี่ยมว่า ข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับระบุชัดว่าต้นไม้ที่หักทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในบ้านของจำเลย โจทก์เห็นว่าใบสั่งงานประเภทเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักพอให้รับฟังว่า ต้นไม้ที่หักโค่นทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นต้นไม้ในบ้านของจำเลย เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่า ต้นไม้ที่หักทับสายไฟฟ้าของโจทก์ไม่ใช่ต้นไม้ในบ้านของจำเลย โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่โจทก์คงมีนายเสงี่ยมเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ได้รับรายงานว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยหักโค่นทับสายไฟฟ้าของโจทก์ เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์เสียหายหลายรายการ อย่างไรก็ดี นายเสงี่ยมยอมรับว่าในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้เดินทางไปตรวจดูความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุแล้ว 6 เดือน ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ได้ซ่อมแซมเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์จนใช้การได้แล้ว ทั้งยังยอมรับด้วยว่าไม่ได้ตรวจดูว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มอย่างไร เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปในบ้านของจำเลยได้ คำเบิกความของนายเสงี่ยมไม่เป็นหลักฐานที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์จนเป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ มีข้อความระบุชัดว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยโค่นทับสายไฟฟ้าแรงสูง เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าในบริเวณนั้นและอุปกรณ์ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ก็ได้ความจากร้อยตำรวจโทสถาปนา พยานจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อว่า ในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ไปแจ้งความแก่พยานว่า ในวันเกิดเหตุต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์ ทำให้เสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย พยานจึงบันทึกรับแจ้งความไว้ในรายงานเกี่ยวกับคดีฉบับดังกล่าว แต่ความจริงจะเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารฉบับนั้นหรือไม่ พยานไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากไม่ได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ยกขึ้นฎีกาเป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่ามีผู้แจ้งความว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์เท่านั้น หาใช่หลักฐานที่จะพิสูจน์ว่า ความจริงเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า ความจริงเป็นดังที่เอกสารดังกล่าวระบุไว้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่า ต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเอกสารมหาชน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าข้อความในเอกสารฉบับนั้นเป็นข้อความที่ถูกต้องแท้จริง ซึ่งโจทก์เห็นว่าศาลฎีกาควรรับฟังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อความในเอกสารดังกล่าว เห็นว่า เอกสารใดจะเป็นเอกสารมหาชนได้ถือเอาแต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนไม่ แต่ข้อความในเอกสารนั้นต้องพาดพิงถึงประชาชนในทางใดทางหนึ่งทั้งต้องกระทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากเอกสารนั้นได้ ด้วยการตรวจสอบหรืออ้างอิงข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าว แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเพียงเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีการแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนอ้างอิงข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นเอกสารมหาชนตามที่โจทก์ฎีกา กล่าวโดยสรุป ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่า ต้นไม้ของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายสมิทธิ์ เนาถาวร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2552
#502766
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ก. เป็นผู้ได้รับโอนสิทธิการเช่ามาจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและได้โอนสิทธิการเช่าและส่งมอบอาคารให้แก่โจทก์ ดังนั้น การที่ผู้ใดจะกล่าวอ้างว่าได้รับโอนสิทธิการเช่าจึงต้องรับโอนสิทธิมาจากบริษัท ก. เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้ได้รับโอนสิทธิการเช่ามาจากบริษัท ก. ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิการเช่าอาคารพิพาท ส่วนหนี้สินที่มีการชำระและค้างชำระกันระหว่างโจทก์กับผู้ร้องนั้น หากมีการชำระหรือค้างชำระกันจริงก็ยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิการเช่า เพราะผู้ที่จะโอนสิทธิการเช่าให้ผู้ร้องนั้นต้องเป็นบริษัท ก. เท่านั้น ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องเป็นคู่ความในคดีนี้ ผู้ร้องจึงเป็นเพียงบริวารของจำเลย มิใช่ผู้แสดงอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องออกไปจากอาคารพิพาทในฐานะบริวารของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารเลขที่ A-9 หรือ 51 ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยแต่ผู้ร้องได้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขับไล่ผู้ร้องออกจากอาคารพิพาทดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่เคยขายสิทธิการเช่าอาคารพิพาทแก่ผู้ร้อง ไม่เคยให้ผู้ร้องชำระค่างวดแทนและไม่เคยได้รับเงินจำนวน 400,000 บาท จากผู้ร้องและผู้ร้องอาศัยสิทธิอยู่ในอาคารพิพาทเพราะเป็นภริยาจำเลย ซึ่งเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย ผู้ร้องในฐานะบริวารจึงต้องออกจาอาคารพิพาทด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้งดการบังคับคดีขับไล่ผู้ร้องออกจากอาคาร A-9 หรือ 51 ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า อาคารพิพาทเลขที่ A-9 หรือ 51 ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โจทก์เป็นผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในราคา 1,000,000 บาทเศษ ต่อมาได้ให้จำเลยซึ่งเป็นสามีของผู้ร้องเช่าประกอบกิจการประดับยนต์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2542 โดยคิดค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ต่อมาภายหลังจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2544 โจทก์จึงได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า เดือนมีนาคม 2544 ผู้ร้องตกลงขอซื้ออาคารจากโจทก์ในราคา 670,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้ร้องจะผ่อนชำระให้แก่บริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ร้องชำระเงินให้โจทก์แล้ว 400,000 บาท ยังคงค้างชำระเงินให้โจทก์อีก 270,000 บาท ซึ่งจะชำระให้ในวันที่โจทก์โอนสิทธิการเช่า และผู้ร้องตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเงินที่ค้างชำระจำนวน 270,000 บาท นั้น จนปัจจุบันผู้ร้องยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์และยังไม่ได้แจ้งให้โจทก์ดำเนินการโอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้ร้อง ส่วนโจทก์มีนางสาวสุชาดา ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มาเบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อสิทธิการเช่าไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเคยมาติดต่อขอโอนสิทธิจากพยาน บริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์นี้ จำกัด ได้โอนสิทธิการเช่าและส่งมอบอาคารให้แก่โจทก์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนคดีหลัก เอกสารดังกล่าวซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 บริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้โอนสิทธิการเช่าได้รับสิทธิดังกล่าวมาจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และระบุว่าโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่า ดังนั้นการที่ผู้ใดจะกล่าวอ้างว่าได้รับโอนสิทธิการเช่าจึงต้องรับโอนสิทธิมาจากบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เท่านั้น ไม่ปรากฏเลยว่าผู้ร้องเคยมาติดต่อขอโอนสิทธิการเช่าจากบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งถ้าผู้ร้องกล่าวอ้างว่าได้ซื้อสิทธิการเช่ามาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องก็ชอบที่จะมาติดต่อขอรับโอนสิทธิในการเช่าจากบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ข้อนี้จึงเป็นข้อพิรุธที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้รับโอนสิทธิการเช่าจากโจทก์ ซึ่งผู้ร้องก็ได้เบิกความเองว่าผู้ร้องยังไม่ได้ไปเจรจาเพื่อขอให้โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้ เนื่องจากผู้ร้องยังขาดชำระเงินจำนวน 270,000 บาท แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ยังไม่ได้โอนสิทธิการเช่าให้ผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องยังค้างชำระเงินจำนวน 270,000 บาท อยู่ เท่ากับผู้ร้องยอมรับว่าสิทธิการเช่ายังเป็นของโจทก์ และอีกประการหนึ่งตราบใดที่ผู้ร้องยังมิได้สัญญาโอนสิทธิการเช่าและส่งมอบอาคารตามเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนหลักมาแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิการเช่าอาคารพิพาท ส่วนหนี้สินที่มีการชำระและค้างชำระกันระหว่างโจทก์กับผู้ร้องนั้น หากมีการชำระหรือค้างชำระจริงก็ยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิการเช่า เพราะผู้ที่จะโอนสิทธิการเช่าให้ผู้ร้องนั้นต้องเป็นบริษัทโกลเด้นเกตพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เท่านั้น ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องเป็นคู่ความในคดีนี้ ผู้ร้องจึงเป็นเพียงบริวารของจำเลย มิใช่ผู้แสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องออกไปจากอาคารพิพาทในฐานะบริวารของจำเลย อีกประการหนึ่งการที่ผู้ร้องนำสืบว่ายังค้างชำระเงินให้โจทก์ 270,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็พิพากษาต้องกันให้งดการบังคับคดีขับไล่ผู้ร้องออกจากอาคารจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่จำต้องชำระเงิน 270,000 บาท ให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะศาลพิพากษาให้งดการบังคับคดีแล้ว โจทก์ก็จะไม่สามารถบังคับคดีต่อไปได้ โดยผลของคำพิพากษาซึ่งไม่น่าจะเป็นธรรมกับโจทก์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัมพร ฝัดศิริ
ผู้ร้อง — นางกาญจนา จานทอง
จำเลย — นายอุดม ฝัดศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
พิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563 -ที่ 2565/2552
#508249
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระบุเพียงว่า "บริษัท ฯ ตกลงจัดให้มีการพักย่อย 15 นาที เพิ่มเติมจากการหยุดพักปกติโดยให้หยุดช่วงแรกเวลา 9.45-10.00 น. และช่วงที่สองเวลา 15.00-15.15 น." เท่านั้น โดยไม่ได้จำกัดว่าจำเลยต้องจัดสถานที่พักย่อยให้เฉพาะที่โรงอาหาร จำเลยจึงอาจจัดสถานที่พักย่อยให้แก่ลูกจ้างได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่ ลักษณะการทำงาน และจำนวนลูกจ้าง เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้น แม้ว่าจำเลยจะเคยให้ลูกจ้างออกจากอาคารโรงงานไปพักย่อยที่โรงอาหาร แต่เมื่อลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดประมาณ 300 คน สละสิทธิพักย่อยโดยขอรับเงินเพิ่มเดือนละ 60 บาทแทน ดังนั้น ในขณะที่โจทก์พักย่อย ลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดจึงอยู่ระหว่างการทำงาน และเวลาพักย่อยแต่ละช่วงมีเพียง 15 นาทีเท่านั้น ทั้งเป็นเพียงการพักสายตาซึ่งสามารถพักในบริเวณที่นั่งทำงานได้ การที่จำเลยเปลี่ยนสถานที่พักย่อยให้โจทก์พักเฉพาะในบริเวณที่กำหนดจึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง เมื่อจำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ออกนอกอาคารโรงงาน แต่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งจำเลยออกไปพักย่อยที่โรงอาหารจำเลยจึงมีคำสั่งลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือ แต่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวอีกจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยชอบและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยทำหน้าที่เจียระไนเพชร วันเข้าทำงานและอัตราค่าจ้างปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยประกอบกิจการเจียระไนเพชรเพื่อการส่งออกมีลูกจ้าง 340 คน วันทำงานคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลาทำงานปกติ 7.30 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา เวลาพัก 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา และเวลาพักย่อย 9.45 นาฬิกา ถึง 10 นาฬิกา และ 15 นาฬิกา ถึง 15.15 นาฬิกา การพักย่อยดังกล่าวเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2546 ซึ่งเกิดจากการที่สหภาพแรงงานเจียระไนเพชรแห่งประเทศไทยยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยโดยทางปฏิบัติลูกจ้างจะพักย่อยที่โรงอาหาร โจทก์ทั้งสามเป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพแรงงานดังกล่าว ต่อมาจำเลยยื่นข้อเรียกร้องโดยขอปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับการพัก แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยจึงประกาศเปลี่ยนเวลาพักย่อยเป็นเวลาทำงานปกติและสั่งห้ามโจทก์ทั้งสามพักย่อยที่โรงอาหารโดยไม่ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดประตู โจทก์ทั้งสามจึงพักย่อยในอาคารโรงงานจำเลยลงโทษโจทก์ทั้งสามด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง คดีตกลงกันได้โดยจำเลยเพิกถอนคำสั่งลงโทษทั้งหมดให้ถือว่าโจทก์ทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดวินัย หลังจากนั้นจำเลยให้โจทก์ทั้งสามพักย่อยในที่นั่งทำงานแต่โจทก์ทั้งสามยังคงใช้สิทธิพักย่อยที่โรงอาหาร จำเลยจึงปิดประกาศห้ามพนักงานออกนอกบริเวณที่กำหนด โจทก์ทั้งสามจึงพักย่อยในสถานที่พักย่อยของช่างฝีมือผู้ชำนาญการ ต่อมาจำเลยลงโทษโจทก์ทั้งสามหลายครั้งด้วยการตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นหนังสือและพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างในที่สุดจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิพักย่อยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยชอบ ไม่ได้ออกนอกสถานที่ทำงานในเวลาทำงาน ไม่ได้ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ได้จงใจทำงานเฉื่อยไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่ได้กระทำความผิด การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามนั่งพักย่อยในที่ทำงาน ไม่ให้พักย่อยนอกสถานที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อโจทก์ทั้งสามคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและได้สิทธิประโยชน์ตามสภาพการจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม และจ่ายค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ย หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สิทจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ทั้งสาม และจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 3 ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2534 พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยกำหนดเวลาทำงานปกติ 7.30 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา เวลาพัก 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา และเวลาพักย่อย 9.45 นาฬิกา ถึง 10 นาฬิกา และ 15 นาฬิกา ถึง 15.15 นาฬิกา ต่อมาจำเลยประกาศยกเลิกเวลาพักย่อยทั้งหมด ลูกจ้างของจำเลยประมาณ 300 คน ยินยอมตามที่จำเลยขอ คงมีเพียงโจทก์ทั้งสามที่ไม่ยินยอมให้ยกเลิกเวลาพักย่อย จำเลยจึงให้โจทก์ทั้งสามพักย่อยตามเดิมแต่ต้องอยู่ภายในบริเวณสถานที่ทำงานของแต่ละคน ห้ามออกจากสถานที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากกิจการของจำเลยมีวัตถุดิบและผลงานเป็นเพชรและอัญมณีมีราคาสูง ต้องมีมาตรการเคร่งครัดและเข้มงวดต่อระเบียบในการตรวจสอบดูแลทรัพย์ จำเลยจึงต้องกำหนดสถานที่พักให้ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง โจทก์ทั้งสามไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของจำเลยโดยลงไปชั้นล่างและออกนอกบริเวณพื้นที่ไปในสถานที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานที่ช่างผู้ชำนาญการ ช่างฝีมือช่าวต่างชาติ พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่น ไม่ตั้งใจทำงานเต็มความสามารถ (เฉื่อยงาน) แสดงกิริยาวาจาหยาบคายต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยตักเตือนด้วยวาจา ตัดเตือนเป็นหนังสือ และสั่งพักงานหลายครั้ง แต่โจทก์ทั้งสามไม่เชื่อฟัง กระทำความผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่จ่ายค่าชดเชยก่อนถูกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเคยนำเรื่องที่จำเลยลงโทษทางวินัยไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานมีคำวินิจฉัยว่าจำเลยลงโทษโจทก์ทั้งสามชอบด้วยระเบียบข้อบังคับ คำสั่งถึงที่สุด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งอัตราค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมโดยนับอายุงานต่อเนื่อง พร้อมทั้งชำระค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานแก่โจทก์แต่ละคน หากจำเลยไม่ยอมรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 3 ตามจำนวนในบัญชีท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2546 ข้อ 1 ระบุเพียงว่า "บริษัท ฯ ตกลงจัดให้มีการพักย่อย 15 นาที เพิ่มเติมจากการหยุดพักปกติโดยให้หยุดช่วงแรกเวลา 9.45-10.00 น. และช่วงที่สองเวลา 15.00-15.15 น." เท่านั้น โดยไม่ได้จำกัดว่าจำเลยต้องจัดสถานที่พักย่อยให้เฉพาะที่โรงอาหาร จำเลยจึงอาจจัดสถานที่พักย่อยให้แก่ลูกจ้างได้ตามความจำเป็นและความเหาะสม ซึ่งอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่ ลักษณะการทำงานและจำนวนลูกจ้าง เพื่อประสิทธิในการทำงาน อีกทั้งกิจการของจำเลยเป็นกิจการเกี่ยวกับการเจียระไนเพชร ซึ่งมีราคาสูงและโดยสภาพมีขนาดเล็กสามารถลักลอบพกพาออกไปได้สะดวก จึงอาจจำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อทรัพย์สินของจำเลยด้วย ซึ่งในคดีที่โจทก์ทั้งสามฟ้องต่อศาลแรงงานกลางและศาลไกล่เกลี่ยแล้วจำเลยตกลงเพิกถอนคำสั่งที่เคยลงโทษโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับเรื่องการพักย่อยทุกคำสั่งโดยถือว่าโจทก์ทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดทางวินัยมาก่อนและให้โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิพักย่อยได้ โจทก์ทั้งสามจึงถอนฟ้องตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาก็ระบุเพียงว่าจำเลยตกลงให้โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิพักย่อยได้ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2546 มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าให้โจทก์ทั้งสามไปพักย่อยที่โรงอาหาร ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาปรากฏว่าหลังจากนั้นจำเลยออกคำสั่งไม่ให้โจทก์ทั้งสามออกนอกอาคารโรงงานแต่โจทก์ทั้งสามคงออกไปพักย่อยที่โรงอาหารตามเดิม จำเลยจึงมีคำสั่งลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือ ต่อมาจำเลยให้พนักงานรักษาความปลอดภัยปิดประตูเข้าออกระหว่างอาคารโรงงานกับโรงอาหาร โจทก์ทั้งสามจึงเดินอยู่ภายในอาคารโรงงานช่วงเวลาพักย่อย จำเลยก็มีคำสั่งลงโทษตักเตือนโจทก์ทั้งสามเป็นหนังสือฐานไม่เชื่อฟังคำสั่งที่ออกนอกบริเวณที่กำหนด ฐานออกนอกสถานที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยยังมีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามโดยไม่จ่ายค่าจ้างและไม่จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วย โจทก์ทั้งสามร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 77/2548 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 และคำสั่งที่ 86/2548 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ว่า จำเลยจึงมีสิทธิลงโทษพักงานโจทก์ทั้งสามโดยไม่จ่ายค่าจ้างได้และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุด ปรากฏว่าหลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามก็ยังคงออกไปพักย่อยนอกบริเวณที่กำหนดและจำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ทั้งสามหลายครั้งในที่สุดจำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้ง การที่ไม่มีข้อตกลงไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยจะต้องจัดสถานที่พักย่อยให้แก่ลูกจ้างที่โรงอาหาร และการจัดสถานที่พักย่อยจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ทั้งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้ว่าการพักย่อยเป็นการถนอมสมรรถภาพทางสายตาของลูกจ้าง ดังนั้น แม้ว่าจำเลยจะเคยให้ลูกจ้างออกจากอาคารโรงงานไปพักย่อยที่โรงอาหาร แต่เมื่อลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดประมาณ 300 คน สละสิทธิพักย่อยโดยขอรับเงินเพิ่มเดือนละ 60 บาทแทน ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ทั้งสามพักย่อยลูกจ้างของจำเลยเกือบทั้งหมดจึงอยู่ระหว่างการทำงาน และเวลาพักย่อยแต่ละช่วงมีเพียง 15 นาทีเท่านั้น ทั้งเป็นเพียงการพักสายตาซึ่งสามารถพักในบริเวณที่นั่งทำงานได้ การที่จำเลยเปลี่ยนสถานที่พักย่อยให้โจทก์ทั้งสามพักเฉพาะในบริเวณที่กำหนดจึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเมื่อโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยชอบและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่าการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมีจุดประสงค์เพื่อบีบบังคับกดดันโจทก์ทั้งสามให้จำยอมสละสิทธิพักย่อยที่ได้มาจากการเรียกร้องจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือต้องการทำลายสหภาพแรงงาน หรือทำให้กรรมการสหภาพแรงงานหมดความสำคัญสำหรับลูกจ้าง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสามในส่วนที่ขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงาน และที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่ยอมรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา แย้มผกา กับพวก
จำเลย — บริษัทบี.วี. ไดมอนด์ โพลิชชิ่งเวอร์คส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2562/2552
#503105
เปิดฉบับเต็ม

อ. เป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 33 จ่ายเงินสมทบเพียง 9 เดือน ก่อนสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ทำให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) อ. จึงไม่อาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 การที่สำนักงานประกันสังคมอนุมัติให้ อ. เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรับเงินสมทบที่ อ. นำส่งตามมาตรา 39 จึงเป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ สำนักงานประกันสังคมจึงต้องคืนเงินสมทบเต็มจำนวนให้ทายาทของ อ. โดยไม่มีสิทธิหักเงินที่สำนักงานประกันสังคมเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของ อ. ในฐานะผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ออกจากเงินสมทบดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนางสะอาด ผู้ประกันตน ซึ่งได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ต่อมานางสะอาดออกจากงานจึงสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2548 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2548 นางสะอาดถึงแก่ความตาย โจทก์ขอรับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีถึงแก่ความตายเป็นเงิน 30,000 บาท แต่จำเลยอ้างว่านางสะอาดส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน จึงไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมีคำสั่งให้คืนเงินสมทบที่เก็บมาเฉพาะกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ทายาทของผู้ประกันตนซึ่งไม่เต็มจำนวนจากที่นางสะอาดได้ส่งเป็นเงินสมทบ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1768/2548 และให้จำเลยคืนเงินสมทบในส่วนที่ส่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า นางสะอาด เคยส่งเงินสมทบในฐานะผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 เพียง 9 เดือน ไม่ครบ 12 เดือน ตามเงื่อนไขที่มาตรา 39 กำหนด และได้ถึงแก่ความตายเกินกว่าหกเดือนหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 จึงไม่ได้รับสิทธิตามมาตรา 38 วรรคสอง ส่วนเงินสมทบที่นางสะอาดนำส่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 นางสะอาดไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งแต่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยจึงได้พิจารณาคืนเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ทายาทของนางสะอาดตามแนวปฏิบัติซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า นางสะอาด เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งเป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการร่วมค้า ที ซี เค ที (ที่ถูก บีซีเคที) และส่งเงินสมทบเป็นเวลา 9 เดือน ต่อมาเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว นางสะอาดได้ยื่นแบบแสดงความจำนงขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุรินทร์ได้อนุมัติให้เป็นผู้ประกันตนมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 นางสะอาดได้ส่งเงินสมทบตามมาตรา 39 มาโดยตลอดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 เป็นเงินทั้งสิ้น 24,030 บาท ต่อมานางสะอาดถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนางสะอาดและเป็นผู้จัดการศพได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย จำเลยได้ตรวจสอบฐานข้อมูลเงินสมทบแล้วเห็นว่า นางสะอาดไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงมีคำสั่งประโยชน์ทดแทนว่าไม่มีสิทธิได้รับค่าทำศพ แต่เห็นควรให้คืนเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ทายาทเป็นเงิน 16,920.48 บาท จำเลยได้เหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลสุรินทร์ปีละ 1,100 บาท เป็นเวลา 7 ปี เป็นเงิน 7,700 บาท แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยรับเงินสมทบไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นการทำให้นางสะอาดเสียเปรียบซึ่งเป็นลาภมิควรได้จึงต้องคืนเงินสมทบเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่มีสิทธิหักเงิน 7,700 บาท ที่จำเลยเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลสุรินทร์ เนื่องจากจำเลยรับเงินสมทบไว้โดยไม่สุจริต พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 29,858.27 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจำนวน 7,700 บาท ที่จำเลยจ่ายให้แก่โรงพยาบาลตามสิทธิเพื่อคุ้มครองสิทธิของนางสะอาดในฐานะผู้ประกันตนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า "ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) ถ้าผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน" ดังนั้นเมื่อนางสะอาดซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบเพียง 9 เดือน ก่อนสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง อันทำให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) นางสะอาดจึงไม่อาจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ การที่จำเลยอนุมัติให้นางสะอาดเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิรับเงินสมทบที่นางสะอาดนำส่งตามมาตรา 39 วรรคสาม การที่จำเลยรับเงินสมทบดังกล่าวไว้จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ซึ่งจำเลยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จำเลยจึงมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลผู้ที่ประสงค์จะเข้าเป็นผู้ประกันตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่บุคคลนั้นแสดงความประสงค์ขอเข้าเป็นผู้ประกันตน มิใช่อนุมัติให้ทันทีโดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนแล้วมาทำการตรวจสอบในภายหลังเมื่อมีการขอรับประโยชน์ทดแทนส่วนอื่นๆ การที่จำเลยละเลยหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ว่าด้วยเหตุที่อ้างว่าเพื่อความรวดเร็วให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทันทีในส่วนความคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาล ย่อมเป็นการละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเป็นการรับเงินสมทบดังกล่าวจากนางสะอาดไว้โดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่อาจหักค่าใช้จ่ายจำนวน 7,700 บาท ไว้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 38 (2) ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำเพย วิบูลย์อรรถ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2552
#501635
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 8 (15) ระบุให้จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนก่อนเพราะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงและไม่จ่ายค่าชดเชยหากลูกจ้าง "ดื่มสุราเครื่องดองของเมาในที่ทำการหรือบริเวณบริษัทฯ ในเวลาทำงานหรือเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมึนเมา" ทั้งโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ชำนาญงาน มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของแบตเตอรี่และแผ่นธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพของแบตเตอรี่อันเป็นสินค้าที่จำเลยผลิต การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุรา ย่อมทำให้การปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าของจำเลยได้ ดังนั้น แม้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์จะไม่ให้โจทก์เข้าทำงานและให้กลับบ้านไป แต่การที่โจทก์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุราก็เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรงจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการผลิตแบตเตอรี่ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อเดือนเมษายน 2536 ตำแหน่งผู้ชำนาญงานชั้นหนึ่งฝ่ายประกันคุณภาพ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,761 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2548 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2548 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 รวม 50 วัน คิดเป็นเงิน 12,935 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างเป็นเวลา 12 ปีเศษ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 77,610 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 100,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าชดเชย 77,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2548 โจทก์ขอทำงานในวันที่ 11 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ แต่โจทก์มาทำงานสายโดยมาถึงเวลา 10.24 นาฬิกา และอยู่ในสภาพเมาสุรา ไม่พร้อมที่จะทำงานได้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์และเพื่อนร่วมงานจึงให้โจทก์ออกจากบริเวณโรงงานและไม่ให้โจทก์ทำงานในวันดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม 2548 จำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เพราะเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งถือว่าเป็นกรณีร้ายแรง และระหว่างที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหลายครั้ง กล่าวคือวันที่ 15 กันยายน 2543 โจทก์ขาดงานทำให้งานทดสอบแบตเตอรี่เสียหาย วันที่ 26 มีนาคม 2545 เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ วันที่ 22 กันยายน 2545 ละทิ้งหน้าที่ไปดื่มสุราและกลับเข้ามาทำงานในสภาพมึนเมา วันที่ 19 เมษายน 2546 ละทิ้งหน้าที่ออกไปดื่มเบียร์นอกโรงงาน วันที่ 9 มกราคม 2547 ละทิ้งหน้าที่ออกไปนอกโรงงาน วันที่ 10 มกราคม 2547 ละทิ้งหน้าที่ออกไปนอกโรงงานและกลับเข้ามาทำงานหลังจากเวลาเลิกทำงานและมีสภาพมึนเมา วันที่ 5 วันที่ 6 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โจทก์ขาดงานโดยไม่แจ้งเหตุ เป็นผลทำให้แบตเตอรี่ของจำเลยเสียหาย และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ละทิ้งหน้าที่ออกไปนอกโรงงาน จำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์มิได้ละทิ้งหน้าที่และการที่โจทก์เข้าไปปฏิบัติงานโดยมีอาการเมาสุราแต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติเป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีไม่ร้ายแรง จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์จึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์อาจก่อความเสียหายแก่จำเลยได้ในอนาคต การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องและจ่ายค่าชดเชย 77,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 12 ธันวาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นขอให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2536 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,761 บาท จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ชำนาญงานชั้นหนึ่ง มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติแบตเตอรี่และแผ่นธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2548 โจทก์ต้องทำงานเวลา 7 นาฬิกา ถึง 15 นาฬิกา แต่โจทก์เข้าทำงานเวลา 10.24 นาฬิกา โดยมีอาการเมาสุรา ในวันดังกล่าวนายธนู หัวหน้าแผนกห้ามโจทก์ทำงานภายในโรงงาน โจทก์จึงออจากโรงงานและกลับบ้าน ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2548 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่และดื่มสุราเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการมึนเมาซึ่งเป็นการกระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.7 ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย จำเลยเคยมีหนังสือเตือนเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทางวินัย 8 ครั้ง ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.5 โดยปี 2543 มีหนังสือเตือนเนื่องจากโจทก์ขาดงาน ปี 2545 มีหนังสือเตือนเนื่องจากโจทก์เมาสุราในขณะปฏิบัติงาน 2 ฉบับ ปี 2546 มีหนังสือเตือนเนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่ออกไปดื่มเบียร์นอกบริษัทฯ ปี 2547 มีหนังสือเตือน 2 ฉบับ เนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่ไม่มาปฏิบัติงานและเนื่องจากโจทก์มาปฏิบัติหน้าที่แต่ออกจากบริษัทฯ ไปดื่มสุราจนมึนเมา และในปี 2548 ก่อนจะถูกเลิกจ้างมีหนังสือเตือน 2 ฉบับ เนื่องจากโจทก์ขาดงานและเนื่องจากโจทก์ละทิ้งหน้าที่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 5.2.1 ว่า การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนหรือไม่ และการที่โจทก์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุราเป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือในความผิดฐานละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควร เมื่อจำเลยเลิกจ้างเพราะเหตุที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่และเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในอาการเมาสุรา จึงเป็นการเลิกจ้างในความผิดที่โจทก์ได้รับการตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว และการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในอาการเมาสุราเป็นความผิดร้ายแรงตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 11 ส่วนที่ 2 ข้อ 8 (15) และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย เห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า การที่โจทก์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุราเป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรงหรือไม่ก่อนเห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.7 หมวดที่ 11 วินัยและมาตรการทางวินัย ส่วนที่ 2 การลงโทษ ข้อ 8 (15) ระบุให้จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนก่อนเพราะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงและไม่จ่ายค่าชดเชยหากลูกจ้าง "ดื่มสุราเครื่องดองของเมาในที่ทำการหรือบริเวณบริษัทฯ ในเวลาทำงานหรือเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมึนเมา" ทั้งโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ชำนาญงาน มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของแบตเตอรี่และแผ่นธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ซี่งเป็นหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพของแบตเตอรี่อันเป็นสินค้าที่จำเลยผลิต การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุรา ย่อมทำให้การปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าของจำเลยได้ การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง ดังนั้น แม้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์จะไม่ให้โจทก์เข้าทำงานและให้กลับบ้านไปก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุราก็เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.7 หมวดที่ 11 วินัยและมาตราการทางวินัยส่วนที่ 2 การลงโทษ ข้อ 8 (15) ซึ่งเป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย วงษ์ครุฑ
จำเลย — บริษัทยัวซ่าแบตเตอรี่ประเทศไทยจำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2552
#502408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ชำนาญงาน มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของแบตเตอรี่และแผ่นธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพของแบตเตอรี่อันเป็นสินค้าที่จำเลยผลิต การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุรา ย่อมทำให้การปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าของจำเลยได้ ดังนั้น แม้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์จะไม่ให้โจทก์เข้าทำงานและให้กลับบ้านไป แต่การที่โจทก์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุราก็เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) และเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการผลิตแบตเตอรี่ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อเดือนเมษายน 2536 ตำแหน่งผู้ชำนาญงานชั้นหนึ่งฝ่ายประกันคุณภาพ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,761 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2548 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2548 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 รวม 50 วัน คิดเป็นเงิน 12,935 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างเป็นเวลา 12 ปีเศษ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 77,610 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 100,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าชดเชย 77,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2548 โจทก์ขอทำงานในวันที่ 11 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ แต่โจทก์มาทำงานสายโดยมาถึงเวลา 10.24 นาฬิกา และอยู่ในสภาพเมาสุรา ไม่พร้อมที่จะทำงานได้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์และเพื่อนร่วมงานจึงให้โจทก์ออกจากบริเวณโรงงานและไม่ให้โจทก์ทำงานในวันดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม 2548 จำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เพราะเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งถือว่าเป็นกรณีร้ายแรง และระหว่างที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหลายครั้ง กล่าวคือวันที่ 15 กันยายน 2543 โจทก์ขาดงานทำให้งานทดสอบแบตเตอรี่เสียหาย วันที่ 26 มีนาคม 2545 เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ วันที่ 22 กันยายน 2545 ละทิ้งหน้าที่ไปดื่มสุราและกลับเข้ามาทำงานในสภาพมึนเมา วันที่ 19 เมษายน 2546 ละทิ้งหน้าที่ออกไปดื่มเบียร์นอกโรงงาน วันที่ 9 มกราคม 2547 ละทิ้งหน้าที่ออกไปนอกโรงงาน วันที่ 10 มกราคม 2547 ละทิ้งหน้าที่ออกไปนอกโรงงานและกลับเข้ามาทำงานหลังจากเวลาเลิกทำงานและมีสภาพมึนเมา วันที่ 5 วันที่ 6 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โจทก์ขาดงานโดยไม่แจ้งเหตุ เป็นผลทำให้แบตเตอรี่ของจำเลยเสียหาย และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ละทิ้งหน้าที่ออกไปนอกโรงงาน จำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และจ่ายค่าชดเชย 77,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 12 ธันวาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นขอให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 11 วินัยและมาตรการทางวินัย ส่วนที่ 2 การลงโทษ ข้อ 8 (15) ระบุให้จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนก่อนเพราะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงและไม่จ่ายค่าชดเชยหากลูกจ้าง "ดื่มสุราเครื่องดองของเมาในที่ทำการหรือบริเวณบริษัทฯ ในเวลาทำงานหรือเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมึนเมา" ทั้งโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ชำนาญงาน มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของแบตเตอรี่และแผ่นธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพของแบตเตอรี่อันเป็นสินค้าที่จำเลยผลิต การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุรา ย่อมทำให้การปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าของจำเลยได้ การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง ดังนั้น แม้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์จะไม่ให้โจทก์เข้าทำงานและให้กลับบ้านไปก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยอาการเมาสุราก็เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 11 วินัยและมาตรการทางวินัยส่วนที่ 2 การลงโทษ ข้อ 8 (15) ซึ่งเป็นความผิดวินัยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย วงษ์ครุฑ
จำเลย — บริษัทยัวซ่าแบตเตอรี่ประเทศไทยจำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2552 -ที่ 2554/2552
#503103
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานให้ศาลแรงงานกลางเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบอย่างไรและไม่สุจริตอย่างไร แต่โจทก์กลับอุทธรณ์ว่า พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ ไม่มีบทบัญญัติให้คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นที่สุด และไม่ต้องห้ามใช้สิทธินำคดีไปสู่กระบวนการยุติธรรม และการตีความว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดนั้น เป็นคำสั่งทางปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในเหตุผลที่ยกฟ้องโจทก์ แต่กลับนำเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลแรงงานกลางไม่ได้ตัดสิทธิมาอุทธรณ์ และยกเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางมาเป็นข้ออุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาคดีเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามประกอบกิจการขนส่งให้เช่ารถยนต์โดยสารไม่ประจำทางนำนักท่องเที่ยวไปสถานที่ต่างๆ ภายในประเทศ ต่อมาสหภาพแรงงานพนักงานขนส่งและการท่องเที่ยวสหภาพแรงงาน เอส ซี บริการ และสหภาพแรงงานโกลเด้นไทยในฐานะผู้แทนลูกจ้างของโจทก์ทั้งสามได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ทั้งสามจำนวน 13 ข้อ แต่ตกลงกันไม่ได้จึงได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัย จำเลยทั้งสิบสองในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำวินิจฉัยที่ 10/2547, 11/2547, และ 12/2547 ในข้อที่ยังตกลงกันไม่ได้ 7 ข้อ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสองต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 050/2547, 051/2547 และ 052/2547 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ว่า คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสองถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสองและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดังกล่าวในข้อ 3 ที่ให้โจทก์ทั้งสามปรับเพิ่มเงินเดือนพื้นฐานให้พนักงานขับรถที่ไม่ได้กระทำความผิดและถูกลงโทษทางวินัยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของเงินเดือนพื้นฐาน ข้อ 4 ที่ให้โจทก์ทั้งสามจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่พนักงานขับรถที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานต่างจังหวัดในลักษณะเหมาจ่ายคืนละ 100 บาท ข้อ 5 ที่ให้โจทก์ทั้งสามจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานขับรถที่ไม่ได้กระทำความผิดและถูกลงโทษทางวินัยในสัดส่วนเท่ากับที่โจทก์ทั้งสามจ่ายให้พนักงานประจำสำนักงานและพนักงานซ่อมบำรุง และข้อ 6 ที่ให้โจทก์ทั้งสามจ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่พนักงานขับรถในลักษณะเหมาจ่ายคนละ 150 บาทต่อเดือน ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดังกล่าว

จำเลยทั้งสิบสองทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยทั้งสิบสองดำเนินการสอบสวนพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามและสหภาพแรงงานของบริษัทโจทก์ทั้งสามถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และกระทำไปโดยสุจริต คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสองดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 23 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ที่ศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์ทั้งสามก็เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่สามารถนำสืบพยาน ให้ศาลแรงงานกลางเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสิบสองในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบอย่างไร และไม่สุจริตซึ่งตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามก็หาได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้แต่ประการใด แต่กลับอุทธรณ์โต้แย้งเป็นทำนองว่า การตีความมาตรา 25 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ว่า คำชี้ขาดของคณะบุคคลคณะใดคณะหนึ่งที่รัฐมนตรีจะได้กำหนดหรือแต่งตั้งตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุดนั้น เป็นคำสั่งทางปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2510 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 26 ว่าการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หมวดที่ 2 ว่าด้วยวิธีระงับข้อพิพาทมาตรา 21 ถึงมาตรา 33 ก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้โดยชัดเจนว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นที่สุด และต้องห้ามใช้สิทธินำคดีไปสู่กระบวนการยุติธรรม โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดังกล่าวตามฟ้องได้เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในเหตุผลที่ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามดังกล่าวมาแล้วข้างต้นแต่กลับนำเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลแรงงานกลางไม่ได้ตัดสิทธิมาอุทธรณ์ ทั้งยกเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางมาเป็นข้ออุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2552
#502764
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลแรงงานกลางส่งสำเนาคำร้องที่ ร. ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และไต่สวนคำร้องว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกาแล้ว แต่มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ด้วยซึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะเมื่อมีการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้ว การสั่งเรื่องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะอยู่ในอำนาจของศาลฎีกา จึงให้ยกคำสั่งศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เสีย แต่เนื่องจากมีการไต่สวนพยานหลักฐานแล้ว ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และโจทก์ถึงแก่กรรมแล้วจึงอนุญาตให้ ร. ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่า ว. ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของจำเลยได้สอบสวนอย่างไร และวินิจฉัยว่าการที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยักยอกเงินของเพื่อนพนักงานซึ่งจำเลยถือว่าโจทก์ทำผิดระเบียบของโรงแรมจำเลยนั้น การยักยอกเงินของเพื่อนพนักงานไม่ได้ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับว่าเป็นความผิดร้ายแรงด้วย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีโดยโจทก์มิได้กระทำผิดร้ายแรง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วย กฎหมาย อันมีความหมายว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่า โจทก์ยักยอกเงินที่แขกทิปให้พนักงานก็ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง เท่ากับศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ชัดว่าโจทก์ได้กระทำการยักยอกเงินที่แขกทิปให้พนักงานหรือไม่ จึงยังไม่อาจนำข้อเท็จจริงในปัญหาเรื่องนี้ไปวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ตามที่จำเลยให้การต่อสู้เสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสจ๊วต ต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยครบ 10 ปีขึ้นไป เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,800,000 บาท จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2547 เป็นค่าจ้าง 24,648.41 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37,655 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,800,000 บาท ค่าจ้างค้างชำระ 24,648.41 บาท และค่าชดเชย 221,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยได้รับแจ้งว่าโจทก์ยักยอกเงินของพนักงานซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานเป็นเวลา 10 ปี ติดต่อกัน ขณะจำเลยสอบสวนการกระทำของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ทำงาน ขาดงานเกินกว่า 3 วัน โดยจำเลยยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ การกระทำของโจทก์ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำผิดหน้าที่ และเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37,655 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 287,950 บาท ค่าจ้างที่ค้างชำระ 24,648.41 บาท และค่าชดเชย 221,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุรัมภาหรือรวงทิพย์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "หลังจากศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลแรงงานกลางส่งสำเนาคำร้องที่นางสุรัมภาหรือรวงทิพย์ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ และไต่สวนคำร้องว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกาแล้ว แต่มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ด้วย ซึ่งเป็นการไม่ชอบ เพราะเมื่อมีการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้ว การสั่งเรื่องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะอยู่ในอำนาจของศาลฎีกา จึงให้ยกคำสั่งศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เสีย แต่เนื่องจากมีการไต่สวนพยานหลักฐานมาแล้ว ได้ความว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และโจทก์ถึงแก่กรรมแล้วจึงอนุญาตให้นางสุรัมภาหรือรวงทิพย์ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้

ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยเพียงว่านายวรัญญูผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของจำเลยได้สอบสวนเรื่องนี้อย่างไรและวินิจฉัยในตอนท้ายว่าการที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยักยอกเงินของเพื่อนพนักงานซึ่งจำเลยถือว่าโจทก์ทำผิดระเบียบของโรงแรมจำเลยนั้น การยักยอกเงินของเพื่อนพนักงานไม่ได้ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับว่าเป็นความผิดร้ายแรงด้วย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีโดยโจทก์มิได้กระทำผิดร้ายแรง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวมีความหมายว่าแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่า โจทก์ยักยอกเงินที่แขกทิปให้พนักงานก็ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง เท่ากับศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ชัดว่าโจทก์ได้กระทำการยักยอกเงินที่แขกทิปให้พนักงานจริงดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้หรือไม่ จึงยังไม่อาจนำข้อเท็จจริงในปัญหาเรื่องนี้ไปวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ตามที่จำเลยให้การต่อสู้เสียก่อน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นว่าโจทก์ยักยอกเงินที่แขกทิปให้พนักงานของจำเลยหรือไม่ แล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว แต่หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุสรณ์ พรหมมัญ
โดยนางสุรัมภาหรือรวงทิพย์
พรหมมัญ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทสาธร พาร์ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2546/2552
#508248
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นตัวแทนฝ่ายลูกจ้างภายหลังเป็นประธานและกรรมการสหภาพแรงงานที่ร่วมยื่นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างมาโดยตลอด โจทก์ย่อมทราบแล้วว่าถ้าฝ่ายนายจ้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า นายจ้างต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง โจทก์ควรแจ้งการเรียกประชุมเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่นายจ้างมิได้กระทำให้ถูกต้องตามกฎหมายให้ฝ่ายนายจ้างทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โจทก์ปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนโจทก์ลาออกแล้วอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่นายจ้างจะพึงได้รับเช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2520 จำเลยทั้งสามร่วมกันจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ประจำส่วนงานออกแบบ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 16,730 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน โจทก์ลาออกจากการทำงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2546 ในระหว่างทำงานจำเลยทั้งสามปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องเงินสะสม ค่าครองชีพ และเงินโบนัสประจำปี ในระหว่างเดือนธันวาคม 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 มิได้หักค่าจ้างเป็นเงินสะสมและมิได้จ่ายเงินสมทบ เมื่อโจทก์ลาออกจากงาน เมื่อโจทก์ลาออกจากงาน จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานทุกคนเดือนละ 700 บาท ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2543 จำเลยที่ 1 งดจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ทำให้โจทก์ไม่ได้รับค่าครองชีพเป็นเวลา 29 เดือน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คำนวณตามอัตราเงินเดือนคูณด้วยอายุการทำงานของพนักงานแต่ละคน แต่ไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือน ตกลงจ่ายให้ในวันตรุษจีนของแต่ละปี ในกรณีของโจทก์ เมื่อคำนวณแล้วมีสิทธิได้รับเงินโบนัสในอัตรา 3 เท่าของเงินเดือน แต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 มีมติงดการจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและไม่เป็นคุณกับลูกจ้าง เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสะสม 4,422 บาท ค่าครองชีพ 20,300 บาท เงินโบนัสประจำปี 212,040 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ประสบปัญหาทางด้านการเงิน เนื่องจากเกิดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ภาวะเงินตกต่ำ โจทก์ในฐานะประธานสหภาพแรงงานทราบดี โจทก์และกรรมการสหภาพแรงงานได้ร่วมประชุมกับคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ที่ประชุมมีมติไม่หักเงินสะสมในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2541 ไม่มีบุคคลใดคัดค้านหรือโต้แย้ง จึงไม่ได้มีการจ่ายเงินสมทบในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยเรียกร้องเงินสมทบดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความ สำหรับค่าครองชีพ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 และโจทก์ในฐานะผู้แทนพนักงานกรรมการสหภาพแรงงานได้ร่วมประชุมเพื่อกำหนดและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ประชุมมีมติงดจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ในที่ประชุมไม่มีบุคคลใดคัดค้าน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้ ค่าครองชีพถือเป็นค่าจ้าง โจทก์ฟ้องเรียกเกินกำหนด 2 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ สำหรับเงินโบนัส เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 โจทก์ในฐานะผู้แทนพนักงาน และกรรมการสหภาพแรงงานได้ร่วมประชุมและมีมติไม่จ่ายเงินโบนัส ในที่ประชุมไม่มีผู้ใดคัดค้าน ในปี 2541 จำเลยที่ 1 มีผลประกอบการไม่ดี จึงไม่จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2540 โจทก์ไม่ได้ทวงถามหรือคัดค้าน ต่อมาในปี 2542 ถึงปี 2545 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานในอัตราเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน ไม่มีพนักงานคนใดโต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าสภาพการจ้างเกี่ยวกับเงินโบนัสได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา พนักงานทุกคนได้รับเงินโบนัสเหมือนกันกับโจทก์ โจทก์คำนวณเงินโบนัสตามฟ้องไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 บัญญัติว่า เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า เห็นว่า บทบัญญัติมาตราดังกล่าวบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 13 ถึงมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วมีการเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้ มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างนำไปจดทะเบียนอันมีผลบังคับทั้งสองฝ่ายแล้วต่อด้วยมาตรา 20 ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตาม มาตรา 20 จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างประสงค์จะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 คดีนี้นายจ้างมิได้แจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือ แม้มีการประชุมร่วมกัน เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ข้อตกลงตามบันทึกการประชุม ย่อมขัดต่อมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ข้อเท็จจริงเฉพาะคดีนี้ปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จึงเรียกประชุมพนักงานระดับหัวหน้าตัวแทนสหภาพรวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นประธานและกรรมการสหภาพแรงงานในวันที่ 17 ตุลาคม 2540 แล้วตกลงร่วมกันให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นการชั่วคราวให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป วันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 มีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง มีมติร่วมกันให้หยุดงาน 2 เดือน โดยตัดค่าจ้าง 10 เปอร์เซ็นต์ของทุกคน วันที่ 21 สิงหาคม 2541 ประชุมร่วมกันอีก มีมติร่วมกันให้ปิดงานบางแผนกเป็นเวลา 4 เดือน โดยจ่ายค่าจ้าง 50 เปอร์เซ็นต์ โจทก์และพนักงานคนอื่นไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ยอมรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมาโดยตลอด เมื่อโจทก์ลาออกตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2546 แล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 โจทก์เป็นตัวแทนฝ่ายลูกจ้างภายหลังเป็นประธานและกรรมการสหภาพแรงงานที่ร่วมยื่นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างมาโดยตลอด โจทก์ย่อมทราบแล้วว่าถ้าฝ่ายนายจ้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า นายจ้างต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง โจทก์ควรแจ้งการเรียกประชุมเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่นายจ้างมิได้กระทำให้ถูกต้องตามกฎหมายให้ฝ่ายนายจ้างทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โจทก์ปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนโจทก์ลาออกแล้วอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่นายจ้างจะพึงได้รับเช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบันลือ กฤตทองธนบดี หรือกืกทอง
จำเลย — บริษัทเอทีพีหรือเอ.ที.พี. อินดัสตรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2552
#494302
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามความในมาตรา 110 วรรคสาม โจทก์ในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของจำเลยที่ 4 จึงย่อมมีสิทธิที่จะเลือกยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่จำเลยที่ 4 ถูกศาลแพ่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดหรือไม่ก็ได้ สุดแท้แต่โจทก์จะเห็นสมควรว่าวิธีการใดจะเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ตนมากกว่ากัน เมื่อโจทก์ไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 4 ถูกฟ้องล้มละลายแล้วเช่นนี้ หนี้ที่จำเลยที่ 4 มีอยู่แก่โจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่หนี้อันพึงขอรับชำระหนี้ได้ตามนัยแห่งมาตรา 77 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยที่ 4 ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นจากหนี้จำนองที่มีอยู่แก่โจทก์ในคดีนี้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 3,627,267.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 2,133,499.34 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 1,500,000 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในวงเงิน 2,500,000 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดในวงเงินคนละ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 และดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยคนใดบิดพลิ้ว ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 224911 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 134590 ตำบลคลองตัน (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 227617 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแต่ละแปลงออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ถ้าเงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเหล่านั้นออกขายทอดตลาดใช้หนี้จนกว่าจะครบ

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งงดขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 227617 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ตนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งถูกฟ้องล้มละลายตามคดีหมายเลขแดงที่ล.311/2542 ของศาลแพ่ง และถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 แต่ต่อมาได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จึงหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 รวมทั้งหนี้ในคดีนี้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องให้ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 จะบัญญัติว่า "คำสั่งปลดจากล้มละลาย ทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้..." ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อบุคคลล้มละลายคนใดได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว บุคคลนั้นย่อมหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนด ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้สามัญหรือหนี้มีประกันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ โดยสละสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกันนั้นก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามความในมาตรา 110 วรรคสาม โจทก์ในคดีนี้ผู้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของจำเลยที่ 4 จึงย่อมมีสิทธิเลือกที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่จำเลยที่ 4 ถูกศาลแพ่งสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดหรือไม่ก็ได้ สุดแท้แต่โจทก์จะเห็นสมควรว่าวิธีการใดจะเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ตนมากกว่ากัน เพราะหากขอรับชำระหนี้ร่วมกับเจ้าหนี้สามัญก็จะต้องสละสิทธิที่จะพึงได้รับชำระหนี้จากหลักประกันนั้นก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่ถ้าไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเพราะเห็นว่าหลักประกันที่มีอยู่นั้นคุ้มกับจำนวนหนี้ โจทก์ก็ยังคงครองสิทธิจำนองเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอยู่ในลำดับเดิมต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 4 ถูกฟ้องล้มละลายแล้วเช่นนี้ หนี้ที่จำเลยที่ 4 มีอยู่แก่โจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่หนี้อันพึงขอรับชำระได้ตามนัยแห่งมาตรา 77 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นจากหนี้จำนองที่มีอยู่แก่โจทก์ในคดีนี้แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองของจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 77 ม. 95 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด
บริษัทโทเทิล แอดวานซ์ คอมมิวนิเคชั่น
จำเลย — เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2526/2552
#502763
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ออกแบบก่อสร้าง ทำการก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้างอาคารที่ทำการสื่อสารโทรคมนาคมยานนาวาตามสัญญาว่าจ้าง โดยมีข้อตกลงในการประกันผลงานในข้อ 5.3 ซึ่งให้สิทธิโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างในการดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้เองในกรณีที่เกิดการชำรุดเสียหายแก่อาคารซึ่งเหตุชำรุดเสียหายเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้าง และโจทก์ได้แจ้งให้ผู้รับจ้างต้องรีบทำการแก้ไข ซ่อมแซมภายในระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนดแล้ว แต่ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องให้เสร็จภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โดยผู้รับจ้างยินยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้สัญญาว่าจ้างข้อ 10.2 ในกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา ยังให้สิทธิโจทก์ที่จะว่าจ้างผู้อื่นมาทำงานแทนผู้รับจ้างได้โดยมิต้องบอกกล่าวหรือให้ผู้รับจ้างยินยอมแต่อย่างใด และค่าใช้จ่ายทั้งหมดผู้รับจ้างยินยอมให้โจทก์เรียกร้องจากผู้รับจ้างทั้งหมด สัญญาข้อที่ 10.2 นี้อยู่ในส่วนของเงื่อนไขทั่วไปของสัญญาว่าจ้าง จึงไม่ใช่ใช้เฉพาะกรณีที่งานของจำเลยที่ 1 ยังไม่แล้วเสร็จเท่านั้น แต่ใช้ได้ตลอดเวลาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมีนิติสัมพันธ์กันอยู่และยังเป็นข้อตกลงตามสัญญาอย่างหนึ่งที่ให้สิทธิโจทก์ในการว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานแทนผู้รับจ้างได้ในกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา สำหรับกรณีคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดพบพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 601 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับกรณีที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 600 กล่าวคือ ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา เมื่อได้ส่งมอบงานกันแล้วปรากฏว่างานที่ว่าจ้างมีการชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นภายหลังจึงกำหนดให้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้น แต่กรณีคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างตามที่มีข้อสัญญาตกลงกันไว้เป็นพิเศษ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญานั้นซึ่งผูกพันกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามสัญญา กรณีนี้จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 601 ทั้งกรณีของโจทก์ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังนั้น เมื่อโจทก์พบความชำรุดบกพร่องในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมแซมแก้ไขอาคารรวม 2 ครั้งแล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมแซมแทนจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบค่าจ้างที่โจทก์เสียไปทั้งหมดตามสัญญาข้างต้น โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 ซึ่งนับแต่วันที่พบความชำรุดบกพร่องถึงวันฟ้องยังไม่เงิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 91,401.35 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 88,275 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยทั้งสองสละประเด็นต่อสู้อื่นทั้งหมด โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 88,275 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,126.35 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประเด็นเดียวว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2540 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ออกแบบก่อสร้าง ทำการก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้างอาคารที่ทำการสื่อสารโทรคมนาคมยานนาวา ตามสัญญาจ้างโจทก์ได้รับมอบงานแล้วเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างครบถ้วนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 โจทก์พบว่ามีน้ำรั่วซึมที่ห้องประชุมชั้น 3 ถึงชั้น 5 โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขตามหนังสือลงวันที่ 23 กันยายน 2545 และวันที่ 16 ตุลาคม 2545 หลังจากนั้นโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกวารีคอนเซนเทรทซ่อมแซมแก้ไขแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างที่โจทก์เสียไปเป็นค่าเสียหายคืนแก่โจทก์รวม 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 และวันที่ 18 ตุลาคม 2548 จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบงานและปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์ตรวจพบความชำรุดบกพร่องเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 (ที่ถูก 9 สิงหาคม 2545) ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่พบความชำรุบกพร่อง คือ ภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2546 (ที่ถูก 9 สิงหาคม 2546) แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว และแม้โจทก์จะเสียค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องให้แก่บุคคลภายนอกก็ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องนอกจากที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 และ 601 เห็นว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ออกแบบก่อสร้าง ทำการก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้างอาคารที่ทำการสื่อสารโทรคมนาคมยานนาวาตามสัญญาว่าจ้าง โดยมีข้อตกลงในการประกันผลงานในข้อ 5.3 ซึ่งให้สิทธิโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างในการดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้เองในกรณีที่เกิดการชำรุดเสียหายแก่อาคาร ซึ่งเหตุชำรุดเสียหายเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้าง และโจทก์ได้แจ้งให้ผู้รับจ้างต้องรีบทำการแก้ไข ซ่อมแซมภายในระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนดแล้วแต่ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องให้เสร็จภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โดยผู้รับจ้างยินยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้สัญญาว่าจ้างข้อ 10.2 ในกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา ยังให้สิทธิโจทก์ที่จะว่าจ้างผู้อื่นมาทำงานแทนผู้รับจ้างได้โดยมิต้องบอกกล่าวหรือให้ผู้รับจ้างยินยอมแต่อย่างใดและค่าใช้จ่ายทั้งหมดผู้รับจ้างยินยอมให้โจทก์เรียกร้องจากผู้รับจ้างทั้งหมดสัญญาข้อที่ 10.2 นี้อยู่ในส่วนของเงื่อนไขทั่วไปของสัญญาว่าจ้าง แต่ใช้ได้ตลอดเวลาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมีนิติสัมพันธ์กันอยู่และยังเป็นข้อตกลงตามสัญญาอย่างหนึ่งที่ให้สิทธิโจทก์ในการว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานแทนผู้รับจ้างได้ในกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา สำหรับกรณีคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับกรณีที่เกิดขึ้นตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 กล่าวคือ ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา เมื่อได้ส่งมอบงานกันแล้วปรากฏว่า งานที่ว่าจ้างมีการชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นภายหลังจึงกำหนดให้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้น แต่กรณีคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างตามที่มีข้อสัญญาตกลงกันไว้เป็นพิเศษ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญานั้นซึ่งผูกพันกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามสัญญา กรณีนี้จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 601 ทั้งกรณีของโจทก์ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องให้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้นเมื่อโจทก์พบความชำรุดบกพร่องในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมแซมแก้ไขอาคารรวม 2 ครั้งแล้ว คือ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 และวันที่ 16 ตุลาคม 2545 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมแซมแทนจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบค่าจ้างที่โจทก์เสียไปทั้งหมดตามสัญญาข้างต้น โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 ซึ่งนับแต่วันที่พบความชำรุดบกพร่องถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 600 ม. 601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดงามวงศ์วานการช่าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2525/2552
#502405
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินพิพาทจะถูกแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินมาแต่แรก อันเป็นสิทธิของผู้จัดสรรที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้ แต่ในเมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้แสดงออกโดยปริยายตามแผนผังที่ดินในแผ่นพับโฆษณาแล้วว่าที่ดินทุกแปลงที่จัดสรรรวมทั้งที่ดินพิพาทมีถนนผ่านหน้าที่ดิน อันเป็นสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 โดยหาจำต้องจดทะเบียนไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทต่อมาภาระจำยอมในที่ดินพิพาทยังคงอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามที่จะต้องรักษาสาธารณูปโภคคือที่ดินพิพาทซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมให้คงสภาพตลอดไปการที่มีการสร้างโรงรถในที่ดินพิพาทไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารที่จอดรถและประตูรั้วที่ปิดกั้นถนนในที่ดินโฉนดเลขที่ 122731 เลขที่ดิน 5519 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกระปิ) กรุงเทพมหานคร และปรับที่ดินให้เป็นถนนดังเดิม หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้โจทก์มีอำนาจเข้าดำเนินการรื้อถอนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารที่จอดรถและประตูรั้วที่ปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 122731 เลขที่ดิน 5519 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร และปรับที่ดินให้เป็นถนนดังเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสหมิตรก่อสร้าง ได้ปลูกสร้างบ้านขายพร้อมที่ดิน ในโครงการพร้อมมิตรทาวน์เฮาส์โดยแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อย 24 แปลง โจทก์เป็นเจ้าของบ้านพร้อมที่ดิน ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของบ้านพร้อมที่ดิน กันที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ข้างบ้านของโจทก์และหน้าบ้านของจำเลยทั้งสาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 พ.ศ.2515 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสหมิตรก่อสร้าง ดำเนินการในโครงการดังกล่าว ในข้อ 1. ระบุว่า "การจัดสรรที่ดิน หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อมมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทนและมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ..." และข้อ 30 "ระบุว่าสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น เพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนนสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้..." โจทก์นำสืบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสหมิตรก่อสร้าง ได้กันที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ระหว่างแปลง A8 ของโจทก์กับแปลง C22 และ B23 ซึ่งจำเลยทั้งสามรับโอนต่อมาไว้เป็นถนนและเป็นที่กลับรถและจอดรถตามแผนผังที่ดินในแผ่นพับโฆษณาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสหมิตรก่อสร้าง จัดทำขึ้น จำเลยทั้งสามนำสืบว่าที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสหมิตรก่อสร้าง ไม่มีแปลงใดจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมหรือระบุไว้เป็นทางสาธารณะ แต่ปรากฎตามรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าวมีการเว้นที่ว่างไว้หน้าที่ดินแปลงย่อยทั้ง 23 แปลง ซึ่งสอดคล้องกับแผนผังที่ดิน เว้นแต่ที่ดินแปลงเลขที่ 5519 อันเป็นที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามซึ่งอยู่หน้าที่ดินของจำเลยทั้งสามอีก 2 แปลงนั้น จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นที่ดินแบ่งแยกมาตั้งแต่แรก แต่จากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านได้ความว่า โครงการพร้อมมิตรทาวน์เฮาส์เป็นไปตามแผนผังที่ดิน เพียงแต่อ้างว่าไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อนเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสหมิตรก่อสร้าง ได้โฆษณาตามแผนผังที่ดินว่า มีถนนผ่านหน้าที่ดินทุกแปลงอันเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคดังกล่าวในที่ดินที่จัดจำหน่ายเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าการจัดสรรที่ดินดังกล่าวจะมีการขออนุญาตหรือไม่ก็ตาม โดยในส่วนนี้เป็นการดำเนินการอีกขั้นตอนหนึ่ง หากฝ่าฝืนย่อมเป็นความผิด มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนที่ถูกกันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทจะถูกแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินมาแต่แรก อันเป็นสิทธิของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสหมิตรก่อสร้าง ผู้จัดสรรที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะดำเนินการเช่นนั้นได้ แต่ในเมื่อผู้จัดสรรที่ดินได้แสดงออกโดยปริยายตามแผนผังที่ดินแล้วว่าที่ดินทุกแปลงที่จัดสรรรวมทั้งที่ดินพิพาทมีถนนผ่านหน้าที่ดิน อันเป็นสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้น ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรโดยผลของกฎหมายดังกล่าว โดยหาจำต้องจดทะเบียนไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทต่อมา ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทยังคงอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามที่จะต้องรักษาสาธารณูปโภคคือที่ดินพิพาทซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมให้คงสภาพตลอดไปการที่มีการสร้างโรงรถในที่ดินพิพาทไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่ย่อมทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว ถึงแม้โจทก์จะมิได้ทักท้วงมาตั้งแต่ต้น ก็ไม่ทำให้ภาระจำยอมดังกล่าวสิ้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1390
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเยาวลักษณ์ อุทิศกุล
จำเลย — นางสาวบุษบา เลิศบรรณพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2521/2552
#501631
เปิดฉบับเต็ม

บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางหลวงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ถ้ามีการอนุญาตให้ใช้โดยกรมทางหลวงกำหนดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดไว้อย่างไร ผู้ได้รับอนุญาตมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเช่นนั้น ซึ่งหน้าที่เช่นนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยอาศัยสิทธิของผู้ได้รับอนุญาต ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตทางหลวงดังกล่าวในฐานะผู้ร่วมการงานและร่วมลงทุนกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เข้ามาโดยอาศัยสิทธิขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยย่อมต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดดังกล่าวดัวย เสมือนดั่งโจทก์เป็นตัวการและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตทางหลวงจากกรมทางหลวงแทนโจทก์

ตามบันทึกข้อตกลงข้อ 8 กำหนดว่า ในกรณีที่กรมทางหลวงจะทำการก่อสร้าง บูรณะหรือขยายทางหลวง เมื่อกรมทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้รื้อย้ายเสาพาดสาย ท่าร้อยสาย บ่อพัก ตั้งตู้สลับสายหรือสิ่งใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ออกไปให้พ้นเขตก่อสร้างทางหลวงภายในเวลาที่กำหนด องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะทำการรื้อย้ายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้รับแจ้ง และตามหนังสืออนุญาตที่กรมทางหลวงอนุญาตให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยใช้ทางหลวงดำเนินการเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมไว้ในข้อ 7 (7) ว่า เมื่อกรมทางหลวงต้องสร้างหรือขยายทางหลวงหรือซ่อมแซมบำรุงทางหลวง ถ้าทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ได้รับอนุญาต ผู้ได้รับอนุญาตจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากกรมทางหลวง เมื่อกรมทางหลวงโดยแขวงการทางกาญจนบุรีได้มีหนังสือถึงองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้ดำเนินการรื้อย้ายบรรดาสาธารณูปโภคอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตบริเวณทางหลวงที่จะก่อสร้างซึ่งรวมถึงทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว กรมทางหลวงย่อมไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก

โจทก์ทราบแล้วไม่ย้ายทรัพย์สินออกไปทั้งที่มีเวลาประมาณ 3 เดือน ถ้ามิใช่การตั้งใจเข้าเสี่ยงภัยอันถือได้ว่าเป็นการยินยอมก็เป็นการประมาทของฝ่ายโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อได้รับมอบหมายจากกรมทางหลวงให้ดำเนินการก่อสร้างทางโดยกรมทางหลวงได้แจ้งให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทราบ ซึ่งถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้วได้เข้าดำเนินการตามคำสั่งและภายในกรอบเงื่อนไขที่กรมทางหลวงกำหนดไว้ ย่อมถือได้ว่าไม่มีความประมาทในการดำเนินการขุดทำทางและวางท่อระบายน้ำในทางหลวงเป็นเหตุให้ท่อร้อยสายโทรศัพท์ของโจทก์ ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินเสียหาย และจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก ทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะสามารถอนุมานได้ว่าถึงหากกรมทางหลวงเข้าดำเนินการด้วยตนเอง ก็คงจะทำอย่างจำเลยที่ 1 เช่นกัน ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ย่อมไม่แตกต่างกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 เวลา 18.30 นาฬิกา และวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เวลา 15.30 นาฬิกา ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยทั้งสามขับรถแบ็กโฮขุดทำถนนและวางท่อระบายน้ำถนนสายกาญจนบุรี-ลาดหญ้า โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังโดนท่อร้อยสายเคเบิลโทรศัพท์ของโจทก์ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 338,271.72 บาท โจทก์ใช้เวลาซ่อมแซมแก้ไขเป็นเวลา 5 วัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 423,512.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 368,271.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองสายเคเบิลโทรศัพท์ดังกล่าว จำเลยทั้งสามไม่ใช่ผู้รับเหมาก่อสร้างถนนที่เกิดเหตุ รถแบ็กโฮที่โจทก์อ้างไม่ใช่คันที่ทำละเมิด จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของคนขับรถแบ็กโฮ และไม่เคยใช้ให้ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยทั้งสามไปขับรถแบ็กโฮที่โจทก์อ้าง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิด ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดของโจทก์และคู่สัญญาของโจทก์ที่ละเว้นการกระทำตามข้อตกลงระหว่างแขวงการทางกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกล่าวคือ ก่อนมีการก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำดังกล่าว แขวงการทางมีหนังสือแจ้งไปยังหัวหน้าชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีขอให้ย้ายสายเคเบิลที่ฝังอยู่ออกไปให้พ้นบริเวณก่อสร้างภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์และคู่สัญญาของโจทก์จงใจละเว้นโดยไม่ขนย้ายสายเคเบิลดังกล่าวถือว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเอง โจทก์มีหน้าที่ต้องซ่อมแซมความเสียหายเอง จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยอ้างว่าต้องไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพราะเป็นการนำมาทำธุรกิจการค้าของโจทก์ เหตุคดีนี้เกิดก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2540 คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า โจทก์และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ 1,000,000 เลขหมายในเขตโทรศัพท์ภูมิภาคตามเอกสารหมาย จ.7 โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองสายเคเบิลโทรศัพท์ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับจ้างกรมทางหลวงโดยแขวงการทางกาญจนบุรีให้ก่อสร้าง ขยายและปรับปรุงถนนกาญจนบุรีลาดหญ้า ซึ่งรวมถึงถนนบริเวณที่เกิดเหตุหน้าโรงแรมมิตรพันธ์คอมเพล็กซ์ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจำเลยที่ 1 ลงมือก่อสร้างแขวงการทางกาญจนบุรีได้มีหนังสือลงวันที่ 12 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย ป.ล.3 ถึงชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีให้ย้ายสาธารณูปโภคอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ออกไปจากบริเวณที่จะก่อสร้างภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 กรมทางหลวงและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้เกี่ยวกับเรื่องการปักเสาพาดสาย วางท่อร้อยสาย สร้างบ่อพัก ตั้งตู้สลับสาย หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตทางหลวงตามเอกสารหมาย ป.ล.2 อันเป็นข้อตกลงทั่วไป และกรมทางหลวงได้มีหนังสืออนุญาตสำหรับกรณีการก่อสร้าง ขยายและปรับปรุงถนนกาญจนบุรีลาดหญ้า ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขอมาตามเอกสารหมาย ป.ล.1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดแก่สายเคเบิลโทรศัพท์ของโจทก์หรือไม่เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางหลวง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยกรมทางหลวงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการกำกับ ตรวจตรา ควบคุมและบำรุงรักษา รวมทั้งการบูรณะและการขยายทางดังกล่าว ผู้ใดจะใช้หรือทำสิ่งใดๆ ต่อทางดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากกรมทางหลวง ซึ่งกรมทางหลวงย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ หรืออนุญาตใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดอย่างไรก็ได้ ถ้ามีการอนุญาตโดยกำหนดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดไว้ ผู้ได้รับอนุญาตมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเช่นนั้น ซึ่งหน้าที่เช่นนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยอาศัยสิทธิของผู้ได้รับอนุญาต ดังนั้น เงื่อนไขหรือข้อกำหนดใดที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะต้องรักษาหรือปฏิบัติต่อกรมทางหลวงตามเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.1 อันเกี่ยวข้องกับการใช้ทางหลวงในบริเวณที่เกิดเหตุ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตทางหลวงดังกล่าวในฐานะผู้ร่วมการงานและร่วมลงทุนกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้เข้ามาโดยอาศัยสิทธิขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยย่อมต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดดังกล่าวด้วย เพราะหากปราศจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะใช้ทางหลวงดังกล่าวได้เสมือนดั่งโจทก์เป็นตัวการและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตทางหลวงจากกรมทางหลวงแทนโจทก์ ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ป.ล.2 ข้อ 8 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่กรมทางหลวงจะทำการก่อสร้าง บูรณะหรือขยายทางหลวง เมื่อกรมทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้รื้อย้ายเสาพาดสาย ท่อร้อยสาย บ่อพัก ตั้งตู้สลับสายหรือสิ่งใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ออกไปให้พ้นเขตก่อสร้างทางหลวงภายในเวลาที่กำหนด องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะทำการรื้อย้ายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้รับแจ้ง โดยเป็นผู้จัดหาสถานที่และเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และตามหนังสืออนุญาตเอกสารหมาย ป.ล.1 ที่กรมทางหลวงอนุญาตให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยใช้ทางหลวงที่เกิดเหตุดำเนินการเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมไว้ในข้อ 7 (7) ว่า เมื่อกรมทางหลวงต้องสร้างหรือขยายทางหลวงหรือซ่อมแซมบำรุงทางหลวง ถ้าทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ได้รับอนุญาต ผู้ได้รับอนุญาตจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากกรมทางหลวง เมื่อปรากฎว่ากรมทางหลวงโดยแขวงการทางกาญจนบุรีได้มีหนังสือลงวันที่ 12 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย ป.ล.3 ถึงองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโดยผ่านทางหัวหน้าชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีให้ดำเนินการรื้อย้ายบรรดาสาธารณูปโภคอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตบริเวณทางหลวงที่จะก่อสร้างซึ่งรวมถึงทางบริเวณที่เกิดเหตุภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 แล้ว กรมทางหลวงย่อมไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก เพราะเป็นกรณีที่ถือว่าโจทก์ทราบแล้ว เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 19 และ 25 ธันวาคม 2540 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและโจทก์มีเวลาถึง 3 เดือนเศษ ที่จะดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งไปเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย หากมีข้อขัดข้องประการใดก็สมควรอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้กรมทางหลวงทราบเพื่อแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฎว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการบอกกล่าวของกรมทางหลวง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอิทธินันท์ ช่างเทคนิคของโจทก์ที่สาขาจังหวัดกาญจนบุรีเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสามว่า ก่อนเกิดเหตุ พยานทราบว่ามีการขุดถนน เพราะขับรถผ่านเห็นรถแบ็กโฮ และบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีป้ายบอกว่ามีสายเคเบิลของโจทก์ฝังอยู่ พยานคิดว่าคนทั่วไปไม่ทราบว่ามีสายเคเบิลดังกล่าวฝังอยู่ และนายวันชัย ผู้จัดการแผนกซ่อมและบำรุงรักษาข่ายสายที่ดูและรับผิดชอบเขตที่เกิดเหตุเบิกความว่า นายอิทธินันท์ได้แจ้งให้ทราบถึงเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2540 แสดงว่าฝ่ายโจทก์ได้ทราบการการขุดถนนของจำเลยที่ 1 แล้วก่อนเกิดเหตุ แต่ก็มิได้ใยดีว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นแก่ทรัพย์สินของตน ทำให้อาจมองได้ว่า โจทก์อาจคิดว่าถ้าโจทก์ย้ายทรัพย์สินทั้งหมดตามที่กรมทางหลวงแจ้งมาโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายแน่นอน ซึ่งอาจจะมีจำนวนค่าใช้จ่ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเสี่ยงต่อการที่จะถูกฝ่ายกรมทางหลวงดำเนินการแล้วโดนทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย แต่ถ้าฝ่ายกรมทางหลวงดำเนินการแล้วไม่โดนทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ก็ไม่ต้องเสียค่าย้ายเลยจึงคุ้มค่าแก่การเสี่ยง พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ทราบแล้วไม่ย้ายทรัพย์สินออกไปทั้งที่มีเวลาประมาณ 3 เดือน ถ้ามิใช่การตั้งใจเข้าเสี่ยงภัยอันถือได้ว่าเป็นการยินยอมก็เป็นการประมาทของฝ่ายโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อได้รับมอบหมายจากกรมทางหลวงให้ดำเนินการก่อสร้างทางพิพาทโดยกรมทางหลวงได้แจ้งให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทราบ ซึ่งถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้ว ได้เข้าดำเนินการตามคำสั่งและภายในกรอบเงื่อนไขที่กรมทางหลวงกำหนดไว้ ย่อมถือได้ว่าไม่มีความประมาทในการดำเนินการดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก อีกทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะสามารถอนุมานได้ว่า ถึงหากกรมทางหลวงเข้าดำเนินการด้วยตนเอง ก็คงจะทำอย่างจำเลยที่ 1 เช่นกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ย่อมไม่แตกต่างกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดเช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหสถาพรขนส่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2521/2552
#502723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองสายเคเบิลโทรศัพท์ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางหลวงโดยกรมทางหลวงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการกำกับ ตรวจตรา ควบคุมและบำรุงรักษา รวมทั้งการบูรณะและการขยายทาง ผู้ใดจะใช้หรือทำสิ่งใดๆ ต่อทางดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากกรมทางหลวง ซึ่งกรมทางหลวงย่อมมีอำนาจพิจารณาอนุญาตหรือไม่ หรืออนุญาตภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดก็ได้ถ้ามีการอนุญาตโดยกำหนดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดไว้ ผู้ได้รับอนุญาตมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเช่นนั้น ซึ่งหน้าที่เช่นนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยอาศัยสิทธิของผู้ได้รับอนุญาต ดังนั้น เงื่อนไขหรือข้อกำหนดใดที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะต้องรักษาหรือปฏิบัติต่อกรมทางหลวง อันเกี่ยวข้องกับการใช้ทางหลวงในบริเวณที่เกิดเหตุ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการในฐานะผู้ร่วมการงานและร่วมลงทุนกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เข้ามาโดยอาศัยสิทธิขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยย่อมต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดดังกล่าวด้วย เพราะหากปราศจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้วโจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะใช้ทางหลวงดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏว่ากรมทางหลวงโดยแขวงการทางกาญจนบุรีได้มีหนังสือถึงองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโดยผ่านทางหัวหน้าชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีให้ดำเนินการรื้อย้ายบรรดาสาธารณูปโภคอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตบริเวณทางหลวงที่จะก่อสร้างซึ่งรวมถึงทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว กรมทางหลวงย่อมไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีกเพราะเป็นกรณีที่ถือว่าโจทก์ทราบแล้ว

การที่โจทก์ได้ทราบการขุดถนนของจำเลยที่ 1 แล้วก่อนเกิดเหตุ แต่ก็มิได้ไยดีว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นแก่ทรัพย์สินของตน พฤติการณ์ดังกล่าวถ้ามิใช่การตั้งใจเข้าเสี่ยงภัยอันถือได้ว่าเป็นการยินยอมก็เป็นการประมาทของฝ่ายโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อได้รับมอบหมายจากกรมทางหลวงให้ดำเนินการก่อสร้างทางพิพาทโดยกรมทางหลวงได้แจ้งให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทราบ ซึ่งถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้วได้เข้าดำเนินการตามคำสั่งและภายในกรอบเงื่อนไขที่กรมทางหลวงกำหนดไว้ ย่อมถือได้ว่าไม่มีความประมาทในการดำเนินการดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะสามารถอนุมานได้ว่าถึงหากกรมทางหลวงเข้าดำเนินการด้วยตนเองก็คงจะทำอย่างจำเลยที่ 1 เช่นกัน ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ย่อมไม่แตกต่างกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยทั้งสามขับรถแบ็กโฮขุดทำถนนและวางท่อระบายน้ำถนนสายกาญจนบุรี - ลาดหญ้า โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังโดนท่อร้อยสายเคเบิลโทรศัพท์ของโจทก์ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 338,271.72 บาท โจทก์ใช้เวลาซ่อมแซมแก้ไขเป็นเวลา 5 วันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 423,512.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 368,271.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองสายเคเบิลโทรศัพท์ดังกล่าว โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า คนขับรถแบ็กโฮเป็นใคร ชื่ออะไร เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม จำเลยทั้งสามไม่ใช่ผู้รับเหมาก่อสร้างถนนที่เกิดเหตุ รถแบ็กโฮที่โจทก์อ้างไม่ใช่คันที่ทำละเมิด จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของคนขับรถแบ็กโฮและไม่เคยใช้ให้ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยทั้งสามไปขับรถแบ็กโฮที่โจทก์อ้าง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิด ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดของโจทก์และคู่สัญญาของโจทก์ที่ละเว้นการกระทำตามข้อตกลงระหว่างแขวงการทางกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกล่าวคือ ก่อนมีการก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำดังกล่าวแขวงการทางมีหนังสือแจ้งไปยังหัวหน้าชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีขอให้ย้ายสายเคเบิลที่ฝังอยู่ออกไปให้พ้นบริเวณก่อสร้างภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์และคู่สัญญาของโจทก์จงใจละเว้นโดยไม่ขนย้ายสายเคเบิลดังกล่าว ถือว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเอง การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินกว่าความจริงความเสียหายของโจทก์มีไม่เกิน 5,000 บาท โจทก์มีหน้าที่ต้องซ่อมแซมความเสียหายเอง จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยอ้างว่าต้องไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพราะเป็นการนำมาทำธุรกิจการค้าของโจทก์ เหตุคดีนี้เกิดก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2540 คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่าโจทก์และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบิรการโทรศัพท์ 1,000,000 เลขหมายในเขตโทรศัพท์ภูมิภาค โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองสายเคเบิลโทรศัพท์ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับจ้างกรมทางหลวงโดยแขวงการทางกาญจนบุรีให้ก่อสร้างขยายและปรับปรุงถนนกาญจนบุรี - ลาดหญ้า ซึ่งรวมถึงถนนบริเวณที่เกิดเหตุหน้าโรงแรมมิตรพันธ์คอมเพล็กซ์ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจำเลยที่ 1 ลงมือก่อสร้างแขวงการทางกาญจนบุรีได้มีหนังสือลงวันที่ 12 มิถุนายน 2540 ถึงชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีให้ย้ายสาธารณูปโภคอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ออกไปจากบริเวณที่จะก่อสร้างภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 กรมทางหลวงและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้เกี่ยวกับเรื่องการปักเสาพาดสายวางท่อร้อยสาย สร้างบ่อพัก ตั้งตู้สลับสาย หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตทางหลวง อันเป็นข้อตกลงทั่วไป และกรมทางหลวงได้มีหนังสืออนุญาตสำหรับกรณีการก่อสร้าง ขยายและปรับปรุงถนนกาญจนบุรี - ลาดหญ้า ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขอมา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดแก่สายเคเบิลโทรศัพท์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางหลวง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยกรมทางหลวงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการกำกับ ตรวจตรา ควบคุมและบำรุงรักษา รวมทั้งการบูรณะและการขยายทางดังกล่าว ผู้ใดจะใช้หรือทำสิ่งใดๆ ต่อทางดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากกรมทางหลวง ซึ่งกรมทางหลวงย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่หรืออนุญาตภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดอย่างไรก็ได้ถ้ามีการอนุญาตโดยกำหนดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดไว้ ผู้ได้รับอนุญาตมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเช่นนั้น ซึ่งหน้าที่เช่นนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยอาศัยสิทธิของผู้ได้รับอนุญาต ดังนั้น เงื่อนไขหรือข้อกำหนดใดที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะต้องรักษาหรือปฏิบัติต่อกรมทางหลวง อันเกี่ยวข้องกับการใช้ทางหลวงในบริเวณที่เกิดเหตุ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตทางหลวงดังกล่าวในฐานะผู้ร่วมการงานและร่วมลงทุนกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้เข้ามาโดยอาศัยสิทธิขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยย่อมต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดดังกล่าวด้วย เพราะหากปราศจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะใช้ทางหลวงดังกล่าวได้เสมือนดั่งโจทก์เป็นตัวการและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตทางหลวงจากกรมทางหลวงแทนโจทก์ ซึ่งตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 8 กำหนดไว้ว่าในกรณีที่กรมทางหลวงจะทำการก่อสร้าง บูรณะหรือขยายทางหลวง เมื่อกรมทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้รื้อย้ายเสา พาดสาย ท่อร้อยสาย บ่อพัก ตั้งตู้สลับสาย หรือสิ่งใดๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ออกไปให้พ้นเขตก่อสร้างทางหลวงภายในเวลาที่กำหนด องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะทำการรื้อย้ายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้รับแจ้ง โดยเป็นผู้จัดหาสถานที่และเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และตามหนังสืออนุญาตที่กรมทางหลวงอนุญาตให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยใช้ทางหลวงที่เกิดเหตุดำเนินการเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมไว้ในข้อ 7 (7) ว่าเมื่อกรมทางหลวงต้องสร้างหรือขยายทางหลวงหรือซ่อมแซมบำรุงทางหลวง ถ้าทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ได้รับอนุญาต ผู้ได้รับอนุญาตจะได้เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จากกรมทางหลวง เมื่อปรากฏว่ากรมทางหลวงโดยแขวงการทางกาญจนบุรีได้มีหนังสือลงวันที่ 12 มิถุนายน 2540 ถึงองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโดยผ่านทางหัวหน้าชุมสายโทรศัพท์กาญจนบุรีให้ดำเนินการรื้อย้ายบรรดาสาธารณูปโภคอันเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ในเขตบริเวณทางหลวงที่จะก่อสร้างซึ่งรวมถึงทางบริเวณที่เกิดเหตุภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 แล้ว กรมทางหลวงย่อมไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก เพราะเป็นกรณีที่ถือว่าโจทก์ทราบแล้วเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 19 และ 25 ธันวาคม 2540องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและโจทก์มีเวลาถึง 3 เดือนเศษ ที่จะดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งไปเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย หากมีข้อขัดข้องประการใดก็สมควรอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้กรมทางหลวงทราบเพื่อแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการบอกกล่าวของกรมทางหลวง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอิทธินันท์ช่างเทคนิคของโจทก์ที่สาขาจังหวัดกาญจนบุรีเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสามว่า ก่อนเกิดเหตุพยานทราบว่ามีการขุดถนน เพราะขับรถผ่านเห็นรถแบ็กโฮ และบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีป้ายบอกว่ามีสายเคเบิลของโจทก์ฝังอยู่ พยานคิดว่าคนทั่วไปไม่ทราบว่ามีสายเคเบิลดังกล่าวฝังอยู่ และนายวันชัยผู้จัดการแผนกซ่อมและบำรุงรักษาข่ายสายที่ดูแลรับผิดชอบเขตที่เกิดเหตุเบิกความว่า นายอิทธินันท์ได้แจ้งให้ทราบถึงเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2540 แสดงว่าฝ่ายโจทก์ได้ทราบการขุดถนนของจำเลยที่ 1 แล้วก่อนเกิดเหตุ แต่ก็มิได้ไยดีว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นแก่ทรัพย์สินของตน ทำให้อาจมองได้ว่าโจทก์อาจคิดว่าถ้าโจทก์ย้ายทรัพย์สินทั้งหมดตามที่กรมทางหลวงแจ้งมา โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายแน่นอน ซึ่งอาจจะมีจำนวนค่าใช้จ่ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเสี่ยงต่อการที่จะถูกฝ่ายกรมทางหลวงดำเนินการแล้วโดนทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย แต่ถ้าฝ่ายกรมทางหลวงดำเนินการแล้วไม่โดนทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ก็ไม่ต้องเสียค่าย้ายเลย จึงคุ้มค่าแก่การเสี่ยง พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ทราบแล้วไม่ย้ายทรัพย์สินออกไปทั้งที่มีเวลาประมาณ 3 เดือน ถ้ามิใช่การตั้งใจเข้าเสี่ยงภัยอันถือได้ว่าเป็นการยินยอมก็เป็นการประมาทของฝ่ายโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อได้รับมอบหมายจากกรมทางหลวงให้ดำเนินการก่อสร้างทางพิพาทโดยกรมทางหลวงได้แจ้งให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทราบซึ่งถือว่าโจทก์ได้ทราบแล้วได้เข้าดำเนินการตามคำสั่งและภายในกรอบเงื่อนไขที่กรมทางหลวงกำหนดไว้ย่อมถือได้ว่าไม่มีความประมาทในการดำเนินการดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบอีก อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะสามารถอนุมานได้ว่า ถึงหากกรมทางหลวงเข้าดำเนินการด้วยตนเองก็คงจะทำอย่างจำเลยที่ 1 เช่นกัน ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ย่อมไม่แตกต่างกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดเช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหสถาพรขนส่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2507/2552
#451852
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าข้อตกลงในสัญญาเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องยึดหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสาม ซึ่งได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น

ก่อนที่โจทก์จะรับเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลย โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากบริษัทในต่างประเทศซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีราคาสูงเช่นเดียวกับรถยนต์ของจำเลย อีกทั้งจำเลยได้ส่งร่างสัญญาตัวแทนให้แก่โจทก์ตรวจสอบก่อนที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลย ตามสัญญาข้อ 11.2 กำหนดให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นเดียวกับที่ให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามข้อสัญญาข้อ 11.3 โจทก์จึงไม่ตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลย ถือว่าการเข้าทำสัญญากับจำเลยเป็นไปด้วยความสมัครใจของโจทก์และอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบซึ่งกันและกัน และจำเลยได้นำสืบสาเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญารวมถึงพฤติการณ์อื่นๆ จะถือว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ ดังนั้น ข้อตกลงที่ให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 11.3 จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับชอบแล้ว เมื่อการบอกเลิกสัญญามีเหตุสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายดังนี้ คือ เงินลงทุนในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู สาขาบางนา - ตราด จำนวน 57,214,000 บาท และสาขาวิภาวดีรังสิต จำนวน 82,685,000 บาท โจทก์เสียเงินซื้อสิทธิการเช่าและค่าเช่าผูกพันตามสัญญาเช่า เป็นเวลา 22 ปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 ที่โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินเพื่อตั้งที่ทำการสำนักงาน สาขาบางนา - ตราด นับแต่วันถูกบอกเลิกสัญญา ตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 โจทก์ต้องเสียค่าตอบแทนการเช่าเป็นจำนวน 11,578,947.37 บาท โจทก์ต้องชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 จำนวน 9,341,640 บาท โจทก์ต้องเสียหายจากการขายคืนอะไหล่ทั้งสองสาขาให้จำเลยหลังจากสัญญาเลิกกัน ในส่วนของสาขาบางนา - ตราด จำนวน 1,789,214.78 บาท และสาขาวิภาวดีรังสิต จำนวน 2,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,089,214.78 บาท แต่จำเลยไม่ยอมซื้ออะไหล่ที่เหลือ รถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูที่เหลืออีก 4 คัน มูลค่า 11,729,000 บาท มูลค่าของรถยนต์ลดลงไปเป็นจำนวนเงิน 2,345,800 บาท ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างจำนวน 5,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์จะได้รับกำไรจากการเป็นตัวแทนขายรถยนต์ในปี 2543 จำนวน 6,586,818 บาท และปี 2544 จำนวน 42,843,352 บาท และต่อไปอีก 30 ปี ตั้งแต่ปี 2545 รายได้จากกำไรในการขายรถยนต์จำนวน 1,512,420,000 บาท รายได้จากการขายอะไหล่รถยนต์ 180,000,000 บาท และรายได้จากค่าแรงซ่อมรถยนต์อีกจำนวน 120,000,000 บาท รวมเป็นเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,861,850,170 บาท ความเสียหายในชื่อเสียงที่ถูกจำเลยยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถ จำนวนเงิน 100,000,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายจำนวน 2,134,104,772.15 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยจำนวน 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำแปลสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ข้อ 11.3 กำหนดแต่เพียงว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ โดยการบอกกล่าวให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือล่วงหน้า 90 วัน และจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่ได้รับการบอกกล่าวแล้วเท่านั้น หาได้กำหนดเงื่อนไขหรือเหตุที่จะทำให้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใดไม่ ปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวในสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 หรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ของพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์หรือไม่ โดยมาตรา 4 วรรคสามดังกล่าวได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความข้างต้นไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น

ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยคงได้ความว่า ก่อนที่โจทก์จะรับเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูของจำเลย ตัวแทนของจำเลยได้เป็นผู้ติดต่อเจรจาเพื่อขอให้โจทก์รับเป็นตัวแทนจำหน่าย และจำเลยได้ส่งร่างสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้โจทก์ตรวจสอบก่อนที่จะมีการลงนามเข้าทำสัญญากับจำเลย อีกทั้งโจทก์ในขณะเข้าทำสัญญากับจำเลยนั้น โจทก์ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อโรเวอร์ และแลนด์โรเวอร์ จากบริษัทในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพและราคาสูงเช่นเดียวกับรถยนต์ของจำเลย อันแสดงว่าจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีประสบการณ์และรอบรู้ในธุรกิจด้านนี้เป็นอย่างดีจึงประสงค์จะได้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของตน และตามคำแปลสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ข้อ 11.2 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นเดียวกับที่ให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 11.3 เหมือนกัน โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลยแต่อย่างใด ถือว่าการเข้าทำสัญญากับจำเลย เป็นไปด้วยความสมัครใจของโจทก์และอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ส่วนการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่กล่าวถึงเหตุแห่งการบอกเลิกว่าโจทก์ทำผิดเงื่อนไขหรือข้อตกลงในสัญญาอย่างไรบ้างนั้น นอกจากการบอกเลิกดังกล่าวจะเป็นไปตามข้อตกลงข้อ 11.3 ตามสัญญาแล้ว จำเลยก็ได้นำสืบให้เห็นถึงสาเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาไว้ด้วย โดยเฉพาะผลของการจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ทั้งสองสาขาไม่เป็นไปตามเป้าหมายของจำเลยที่กำหนดไว้ ทำให้จำเลยมีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ทราบเป็นระยะ จำเลยยังนำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ของโจทก์ที่เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยทั้ง ๆ ที่ในช่วงนั้นมีรายการส่งเสริมการขายรถยนต์ให้ลูกค้าพร้อมประกันภัยโดยไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเวลา 1 ปี จำเลยจึงหักเงินโบนัสของโจทก์เพื่อนำไปชำระคืนให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยมีหนังสือมอบเงินชดใช้พร้อมแสดงความเสียใจแก่ลูกค้าคนดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยตรวจสอบพบว่าโจทก์นำรถยนต์ที่ใช้ทดลองขับไปขายให้แก่ลูกค้าชื่อนายพารณในราคาของรถยนต์ใหม่จนนายพารณมีหนังสือสอบถามจำเลย ทำให้จำเลยต้องมีหนังสือชี้แจงนายพารณให้ทราบถึงความเป็นจริง ดังนี้ จะถือว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือบอกเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นการผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงตามสัญญาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อตกลงที่ให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ตามข้อ 11.3 จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับชอบแล้ว เมื่อการบอกเลิกสัญญาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายอันมีเหตุสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ผิดสัญญาดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ดังนั้น สัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ข้อ 12.9 ที่กำหนดว่าเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ จะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยเป็นเงิน 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยอัลติเมทคาร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2507/2552
#503094
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ข้อ 11.3 กำหนดเพียงว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ โดยการบอกกล่าวให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือล่วงหน้า 90 วัน และจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่ได้รับการบอกกล่าวแล้วเท่านั้น หาได้กำหนดเงื่อนไขหรือเหตุที่จะทำให้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใดไม่ และข้อ 11.2 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นเดียวกับตามสัญญาข้อ 11.3 เหมือนกัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 4 หรือไม่ ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์หรือไม่ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลยแต่อย่างใด ถือว่าการเข้าทำสัญญากับจำเลยเป็นไปด้วยความสมัครใจของโจทก์และอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ทั้งว่าจำเลยก็ได้นำสืบถึงสาเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญา จะถือว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือบอกเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำด้วยประการใดๆ ที่เป็นการผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงตามสัญญาไม่ได้ ข้อตกลงข้อ 11.3 จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินลงทุนในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู สาขาบางนา - ตราด จำนวน 57,214,000 บาท และสาขาวิภาวดีรังสิต จำนวน 82,685,000 บาท โจทก์เสียเงินซื้อสิทธิการเช่าและค่าเช่าผูกพันตามสัญญาเช่า เป็นเวลา 22 ปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 ที่โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินเพื่อตั้งที่ทำการสำนักงาน สาขาบางนา - ตราด นับแต่วันถูกบอกเลิกสัญญา ตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 โจทก์ต้องเสียค่าตอบแทนการเช่าเป็นจำนวน 11,578,947.37 บาท โจทก์ต้องชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 จำนวน 9,341,640 บาท โจทก์ต้องเสียหายจากการขายคืนอะไหล่ทั้งสองสาขาให้จำเลยหลังจากสัญญาเลิกกันในส่วนของสาขาบางนา - ตราด จำนวน 1,789,214.78 บาท และสาขาวิภาวดีรังสิต จำนวน 2,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,089,214.78 บาท แต่จำเลยไม่ยอมซื้ออะไหล่ที่เหลือ รถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูที่เหลืออีก 4 คัน มูลค่า 11,729,000 บาท มูลค่าของรถยนต์ลดลงไปเป็นจำนวนเงิน 2,345,800 บาท ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง จำนวน 5,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์จะได้รับกำไรจากการเป็นตัวแทนขายรถยนต์ในปี 2543 จำนวน 6,586,818 บาท และปี 2544 จำนวน 42,843,352 บาท และต่อไปอีก 30 ปี ตั้งแต่ปี 2545 รายได้จากกำไรในการขายรถยนต์จำนวน 1,512,420,000 บาท รายได้จากการขายอะไหล่รถยนต์ 180,000,000 บาท และรายได้จากค่าแรงซ่อมรถยนต์อีกจำนวน 120,000,000 บาท รวมเป็นเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,861,850,170 บาท ความเสียหายในชื่อเสียงที่ถูกจำเลยยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถ จำนวนเงิน 100,000,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายจำนวน 2,134,104,772.15 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยจำนวน 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 โจทก์ทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ บีเอ็มดับเบิลยูกับจำเลย 2 ฉบับ โดยตกลงเป็นตัวแทนจำหน่ายสาขาวิภาวดีรังสิตและสาขาบางนา - ตราด ตามคำแปลงสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ สาขาบางนา - ตราด แก่โจทก์ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมคำแปล และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 จำเลยบอกเลิกสัญญาสาขาวิภาวดีรังสิต แก่โจทก์ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมคำแปล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำแปลสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ข้อ 11.3 กำหนดแต่เพียงว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้โดยการบอกกล่าวให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือล่วงหน้า 90 วัน และจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อครบกำหนด 90 วัน นับแต่ได้รับการบอกกล่าวแล้วเท่านั้น หาได้กำหนดเงื่อนไขหรือเหตุที่จะทำให้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใดไม่ ปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวในสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 หรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม ของพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์หรือไม่ โดยมาตรา 4 วรรคสามดังกล่าวได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความข้างต้นไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญเป็นต้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยคงได้ความว่า ก่อนที่โจทก์จะรับเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูของจำเลย ตัวแทนของจำเลยได้เป็นผู้ติดต่อเจรจาเพื่อขอให้โจทก์รับเป็นตัวแทนจำหน่าย และจำเลยได้ส่งร่างสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้โจทก์ตรวจสอบก่อนที่จะมีการลงนามเข้าทำสัญญากับจำเลย อีกทั้งโจทก์ในขณะเข้าทำสัญญากับจำเลยนั้น โจทก์ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อโรเวอร์และแลนด์โรเวอร์จากบริษัทในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพและราคาสูงเช่นเดียวกับรถยนต์ของจำเลย อันแสดงว่าจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีประสบการณ์และรอบรู้ในธุรกิจด้านนี้เป็นอย่างดีจึงประสงค์จะได้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของตน และตามคำแปลสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ข้อ 11.2 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นเดียวกับที่ให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามสัญญข้อ 11.3 เหมือนกัน โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลยแต่อย่างใด ถือว่าการเข้าทำสัญญากับจำเลยเป็นไปด้วยความสมัครใจของโจทก์และอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ส่วนการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่กล่าวถึงเหตุแห่งการบอกเลิกว่าโจทก์ทำผิดเงื่อนไขหรือข้อตกลงในสัญญาอย่างไรบ้างนั้น นอกจากการบอกเลิกดังกล่าวจะเป็นไปตามข้อตกลงข้อ 11.3 ตามสัญญาแล้ว จำเลยก็ได้นำสืบให้เห็นถึงสาเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาไว้ด้วยโดยเฉพาะผลของการจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ทั้งสองสาขาไม่เป็นไปตามเป้าหมายของจำเลยที่กำหนดไว้ ทำให้จำเลยมีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ทราบเป็นระยะ จำเลยยังนำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ของโจทก์ที่เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยทั้งๆ ที่ในช่วงนั้นมีรายการส่งเสริมการขายรถยนต์ให้ลูกค้าพร้อมประกันภัยโดยไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเวลา 1 ปี จำเลยจึงหักเงินโบนัสของโจทก์เพื่อนำไปชำระคืนให้แก่ลูกค้า ตามบันทึกการหักผลตอบแทนเพื่อมอบให้ลูกค้าพร้อมคำแปล โดยจำเลยมีหนังสือมอบเงินชดใช้พร้อมแสดงความเสียใจแก่ลูกค้าคนดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยตรวจสอบพบว่าโจทก์นำรถยนต์ที่ใช้ทดลองขับไปขายให้แก่ลูกค้าชื่อนายพารณ ในราคาของรถยนต์ใหม่จนนายพารณมีหนังสือสอบถามจำเลย ทำให้จำเลยต้องมีหนังสือชี้แจงนายพารณให้ทราบถึงความเป็นจริงดังนี้ จะถือว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือบอกเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำด้วยประการใดๆ ที่เป็นการผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงตามสัญญาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อตกลงที่ให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 11.3 จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 จำเลยบอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองฉบับชอบแล้ว เมื่อการบอกเลิกสัญญาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายอันมีเหตุสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ดังนั้น สัญญาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ข้อ 12.9 ที่กำหนดว่าเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ จะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยเป็นเงิน 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยอัลติเมทคาร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2503/2552
#495538
เปิดฉบับเต็ม

กิจการจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติ เป็นกิจการที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็น "รัฐวิสาหกิจ" และเป็น "หน่วยงานเจ้าของโครงการ" มีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำได้ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 มาตรา 5 (3) เพราะเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงเข้าลักษณะเป็น "กิจการของรัฐ" และเป็นกิจการที่มีเงินลงทุนหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเข้าเกณฑ์เป็น "โครงการ" ในกิจการของรัฐตามนัยของบทนิยามความหมายต่างๆ ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และตามข้อตกลงในสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติก็มีข้อตกลงในสาระสำคัญว่าผู้คัดค้านได้มอบหมายให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียวโดยวิธีการอนุญาตหรือให้สิทธิที่จะดำเนินกิจการแทนผู้คัดค้านในการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการของรัฐ ซึ่งเข้าบทนิยามความหมายของคำว่า "ร่วมงานหรือดำเนินการ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ด้วย สัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาคือผู้ร้องและผู้คัดค้านจะต้องกระทำภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เมื่อการทำสัญญาฉบับนี้มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งขั้นตอนการเสนอโครงการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 มาตรา 6 ถึงมาตรา 11 ตลอดจนขั้นตอนในส่วนของวิธีการดำเนินโครงการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วตามความในหมวด 3 ตั้งแต่มาตรา 12 ถึงมาตรา 21 สัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติจึงกระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 จึงเป็นสัญญาที่ไม่มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่สัญญา และย่อมส่งผลทำให้สัญญาข้อ 26 ซึ่งเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งในสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดไม่มีผลบังคับใช้ไปด้วย ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดจึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้น กรณีย่อมเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการให้จึงเป็นการพิพากษารับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 และเนื่องจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เป็นบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ให้การลงทุนในกิจการของรัฐที่มีวงเงินลงทุนสูงไม่ตกอยู่ภายใต้การพิจารณาของบุคคลผู้เดียวหรือหน่วยงานเดียว เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ ซึ่งเป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 26 (2) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 และมาตรา 45 (2) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลยกคำร้องและปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 63/2543 ของสำนักงานอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง จำนวน 2,508,593,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ จำนวน 200,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า กิจการจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติ ตามข้อตกลงในสัญญาเป็นกิจการที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็น "รัฐวิสาหกิจ" และเป็น "หน่วยงานเจ้าของโครงการ" มีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำได้ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 5 (3) เพราะเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงเข้าลักษณะเป็น "กิจการของรัฐ" และเป็นกิจการที่มีเงินลงทุนหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเข้าเกณฑ์เป็น"โครงการ" ในกิจการของรัฐตามนัยของบทนิยามความหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ทุกถ้อยคำ และตามข้อตกลงในสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติก็มีข้อตกลงในสาระสำคัญว่าผู้คัดค้านได้มอบหมายให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียวโดยวิธีการอนุญาตหรือให้สิทธิที่จะดำเนินกิจการแทนผู้คัดค้านในการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการของรัฐ ซึ่งเข้าบทนิยามความหมายของคำว่า "ร่วมงานหรือดำเนินการ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ด้วย ดังนั้น สัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาคือผู้ร้องและผู้คัดค้านจะต้องกระทำภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่าการทำสัญญาฉบับนี้ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งขั้นตอนการเสนอโครงการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 มาตรา 6 ถึงมาตรา 11 ตลอดจนขั้นตอนในส่วนของวิธีการดำเนินโครงการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วตามความในหมวด 3 ตั้งแต่มาตรา 12 ถึงมาตรา 21 ด้วย สัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติจึงกระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 จึงเป็นสัญญาที่ไม่มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่สัญญาและย่อมส่งผลพลอยทำให้สัญญาข้อ 26 ซึ่งเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งในสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดไม่มีผลบังคับใช้ไปด้วย ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2543 ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดจึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้น กรณีย่อมเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 63/2543 ของสำนักงานอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องจำนวน 2,508,593,718 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงเป็นการพิพากษารับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 และศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เป็นบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ให้การลงทุนในกิจการของรัฐที่มีวงเงินลงทุนสูงไม่ตกอยู่ภายใต้การพิจารณาของบุคคลผู้เดียวหรือหน่วยงานเดียว เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ ซึ่งเป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 26 (2) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 และมาตรา 45 (2) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 26 (2)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 (2)
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ม. 5 (3)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จาโก จำกัด ผู้ร้อง
จำเลย — สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้คัดค้าน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชาลี ทัพภวิมล
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2552
#502403
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การกำหนดค่าทดแทนกรณีศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุสามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามีเป็นชู้ หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากหญิงอื่นหรือชู้ ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง นั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์โดยศาลจะสั่งให้ชำระครั้งดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวดๆ มีกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จะต้องชำระค่าทดแทนเป็นคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่านั้นด้วย เมื่อโจทก์เรียกค่าทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรสเป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยมิได้แสดงพฤติการณ์พิเศษให้เห็นว่าเพราะเหตุใดโจทก์จึงควรได้ค่าทดแทนจำนวนดังกล่าว ศาลจึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงฐานานุรูปของโจทก์ จำเลยและพฤติการณ์แห่งคดี อีกทั้งทรัพย์สินที่โจทก์ได้รับจากการแบ่งสินสมรสตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองตามบทบัญญัติมาตรา 1525 ดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนเพราะเหตุจำเลยอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเงิน 500,000 บาท นับว่าเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดค่าทดแทนให้มากไปกว่านี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2518 ภายหลังได้จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2540 จำเลยออกจากบ้านโดยมีเจตนาที่จะละทิ้งร้างโจทก์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นจำเลยจำหน่ายสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ห้องชุดบ้านสวนบางเขน ทาวน์เฮาส์ ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารหุ้นและเงินปันผลของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมประมง และเงินบำเหน็จที่จำเลยได้รับเนื่องจากลาออกจากกรมประมง ซึ่งเงินจากการขายรถยนต์ทั้งสองคัน ค่าหุ้น และเงินปันผลรวมทั้งเงินบำเหน็จ จำเลยต้องชดใช้คืนแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 671,000 บาท ส่วนห้องชุดทาวน์เฮาส์และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารซึ่งเป็นสินสมรส จำเลยต้องแบ่งในส่วนของโจทก์ด้วยการที่จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสียชื่อเสียงขอคิดค่าทดแทนเป็นเงิน 5,000,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท และชดใช้สินสมรสที่ได้จัดการไปในทางที่เสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 671,000 บาท ให้จำเลยถอนดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (ที่ถูก บัญชีเงินฝากประจำ) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่ 047-2-12xxx-x ณ วันทำการเบิกถอนให้โจทก์ครึ่งหนึ่งและให้จำเลยแบ่งสินสมรส คือห้องชุดบ้านสวนบางเขน เลขที่ 21/168 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร และทาวน์เฮาส์เลขที่ 99/81 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 137137 ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 137137 แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร) ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้มีการพิจารณาพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 920/2544 มาแล้ว คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเกี่ยวกับเหตุหย่าว่ายังไม่พอฟังว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) ทิ้งร้างโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ไปเกิน 1 ปี ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นเหตุหย่าตามฟ้อง คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำจำเลยไม่ได้จ่ายโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าทดแทนแก่โจทก์ แต่จำเลยยินดีแบ่งดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารให้โจทก์ครึ่งหนึ่งตามความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท ให้จำเลยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี 047-2-12xxx-x จำนวนเงิน 2,646,484.08 บาท มาชำระแก่โจทก์ และให้จำเลยถอนดอกเบี้ยของเงินฝากดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดมาชำระแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ถอนเงินทั้งสองรายการมาชำระแก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์และจำเลยแบ่งห้องชุดบ้านสวนบางเขน เลขที่ 21/168 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร และทาวน์เฮาส์เลขที่ 99/81 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 137137 ถนนรัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจัตุจักร กรุงเทพมหานคร (ที่ถูกโฉนดเลขที่ 137137 แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร) คนละครึ่ง หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้นำออกประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 9 ฬ - 3113 กรุงเทพมหานคร จำเนวน 500,000 บาท เงินค่าหุ้นและเงินปันผลจากสหกรณ์ออมทรัพย์กรมประมง จำนวน 142,000 บาท และเงินบำเหน็จจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยลงชื่อเบิกถอนดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่ 047-2-12xxx-x มาชำระแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยถอนดอกเบี้ยเงินฝากที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 13 ธันวาคม 2544 ไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทั้งนี้ดอกเบี้ยเงินฝากจนถึงวันดังกล่าวหลังจากแบ่งกันแล้วต้องไม่เกิน 2,799,644.21 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากหญิงอื่นหรือชู้ แล้วแต่กรณี และมาตรา 1525 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 และมาตรา 1524 นั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์โดยศาลจะสั่งให้ชำระครั้งเดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวดๆ มีกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จะต้องชำระค่าทดแทนเป็นคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่านั้นด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนจำเลยจะละทิ้งร้างโจทก์ไปนั้น เมื่อเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2540 จำเลยป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบซึ่งแพทย์แนะนำให้จำเลยงดการขับรถยนต์ส่อแสดงสมรรถภาพทางร่างกายของจำเลยไม่ปกติเช่นคนธรรมดาทั่วไป และขณะถูกฟ้องจำเลยมีอายุ 60 ปี อีกทั้งโจทก์เบิกความว่า นอกจากทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งแล้วโจทก์ยังประสงค์จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยในกรณีจำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน เพื่อนฝูงและคนรู้จักกันจะว่าโจทก์เป็นหญิงหม้ายที่สามีทิ้งร้างไป ทำให้โจทก์อับอายโดยคนเหล่านั้นเข้าใจว่าโจทก์เองเป็นฝ่ายผิดโจทก์จึงต้องการเรียกร้องค่าทดแทนดังกล่าวเป็นเงิน 5,000,000 บาท ตามฟ้องโจทก์มิได้แสดงพฤติการณ์พิเศษให้เห็นว่า โจทก์ควรได้ค่าทดแทนเท่าใด เมื่อคำนึงถึงฐานานุรูปของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบบทบัญญัติ มาตรา 1525 แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งทรัพย์สินที่โจทก์ได้รับจากการแบ่งสินสมรสตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนเพราะเหตุจำเลยอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเงิน 500,000 บาท นับว่าเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฏีกาจะกำหนดค่าทดแทนให้มากไปกว่านี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในประเด็นข้อนี้จึงชอบด้วยเหตุผลศาลฏีกาเห็นพ้องด้วย ฏีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฏีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1523 ม. 1524 ม. 1525
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดาริกา ศรีเล็กดี
จำเลย — นายอำนาจ ศรีเล็กดี
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2497/2552
#502715
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันในขณะจดทะเบียนสมรสว่า ไม่ประสงค์จะให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แม้ภายหลังในวันเดียวกันทั้งสองฝ่ายจะมาขอบันทึกเพิ่มเติ่มว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลงจะยกให้โจทก์ บันทึกครั้งหลังนี้ก็มิใช่สัญญาก่อนสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1466 แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันตามมาตรา 1469 ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกล้างได้ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการสุจริต การที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอเลิกสัญญาถือเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่แล้ว จำเลยมีสิทธิเรียกร้องที่ดินคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาจำเลยทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ทั้งไม่ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และขู่ฆ่าโจทก์กับบิดามารดาโจทก์ ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นของจำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 คงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยมีสิทธิเรียกคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยในส่วนขอเรียกทรัพย์คืน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์จดทะเบียนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์จำเลยแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภริยาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2547 จึงจดทะเบียนสมรสกัน โดยมีการทำบันทึกต่อท้ายทะเบียนสมรสไว้ 2 ครั้ง ครั้งแรกระบุว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายไม่เคยอยู่กินกันมาก่อนจดทะเบียนสมรสและไม่ประสงค์ให้มีการบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน แล้วโจทก์ จำเลย พยานบุคคลสองคนและนายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้ ในวันเดียวกันนั้นเองมีการทำบันทึกเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2 ระบุว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอยู่กินกันมาก่อนจดทะเบียนสมรสประมาณ 7 เดือน ไม่มีบุตรด้วยกัน ทรัพย์สินก่อนสมรสมีที่ดิน 1 แปลง ตาม น.ส. 4 จ. เลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ 2 งาน 43 ตารางวา กรรมสิทธิ์ของจำเลยยินยอมยกให้โจทก์แล้วโจทก์ จำเลยและนายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้ตามทะเบียนสมรส วันที่ 6 กันยายน 2547 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้าน 1 หลัง ให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินและโฉนดที่ดิน

คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิเรียกคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างว่า เดิมจำเลยตกลงจะยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้เป็นค่าสินสอดในการมาสู่ขอแต่งงานกับโจทก์แต่ก็ไม่ยกให้ ต่อมาจำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้ให้โจทก์อีกก่อนจดทะเบียนสมรสเพื่อเป็นหลักประกันว่าจำเลยจะปรับปรุงตัวเกี่ยวกับความประพฤติของจำเลยจึงได้ทำบันทึกว่าจำเลยยอมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ในวันจดทะเบียนเป็นสัญญาก่อนสมรสซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างโจทก์จำเลยก็น่าจะแจ้งให้นายทะเบียนทำบันทึกข้อความยกทรัพย์สินดังกล่าวให้กันแต่แรกที่มีการจดทะเบียน แต่ตามบันทึกครั้งแรกในทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 กลับมีข้อความระบุว่า เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก แสดงว่าขณะจดทะเบียนสมรสโจทก์ไม่ได้ขอให้บันทึกเรื่องที่อ้างว่าจำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นางวัชราภรณ์หัวหน้างานทะเบียนทั่วไป ที่ว่าการอำเภอเมืองอำนาจเจริญซึ่งเป็นผู้จัดทำบันทึกและลงลายมือชื่อในฐานะนายทะเบียนผู้จดทะเบียนสมรสดังกล่าวเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าบันทึกท้ายทะเบียนสมรสครั้งแรกและบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 2 ไม่ได้ทำในเวลาเดียวกัน การจดทะเบียนสมรสเป็นอันสมบูรณ์ตั้งแต่มีการทำบันทึกครั้งแรกเสร็จเรียบร้อย โจทก์เบิกความว่า หลังจากทำบันทึกแผ่นแรกเสร็จแล้วต่อมาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจึงทำบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ว่าจำเลยยินยอมยกที่ดิน 1 แปลง ให้โจทก์ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 ซึ่งมิได้ระบุถึงเรื่องบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด จนต่อมาหลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้วประมาณ 1 เดือน จำเลยจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินและโฉนดที่ดิน กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยตกลงยกที่ดินให้โจทก์ก่อนจดทะเบียนสมรส เนื่องจากโจทก์จำเลยเพิ่งมาแจ้งให้บันทึกเพิ่มเติมไว้ในภายหลังตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 การที่มาแจ้งว่ามีการตกลงกันภายหลังจากจดทะเบียนสมรสโดยให้บันทึกเพิ่มเติมว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลงยินยอมยกให้โจทก์เช่นนี้จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการตกลงกันไว้แล้วก่อนจดทะเบียนสมรส แต่การสมรสระหว่างโจทก์จำเลยเสร็จสมบูรณ์เมื่อจัดทำทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 แล้วเสร็จโดยไม่มีการจดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส เพราะโจทก์จำเลยแจ้งในขณะจดทะเบียนสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ให้มีการบันทึก ดังนั้น เมื่อมีการตกลงกันหลังจากนั้นว่าจำเลยตกลงจะยกที่ดินให้โจทก์แล้วโจทก์จำเลยมาแจ้งนายทะเบียนให้ทำบันทึกเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ว่าจำเลยมีที่ดิน 1 แปลง ยินยอมยกให้โจทก์ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการจดแจ้งข้อตกลงไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส บันทึกเพิ่มเติมดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาก่อนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 ข้อที่โจทก์อ้างว่า ในวันจดทะเบียนสมรสจำเลยไปติดต่อนายทะเบียนจัดเตรียมการยื่นเอกสารและให้ปากคำเพื่อขอจดทะเบียนสมรสเองโดยลำพังฝ่ายเดียวแล้วไปรับโจทก์ซึ่งกำลังสอบอยู่ที่โรงเรียนโปลีเทคนิคอำนาจเจริญพาไปที่สำนักทะเบียนอำนาจเจริญ โจทก์ลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรสโดยยังไม่ทันได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าว ก็ปรากฏตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 1 นั้นเองว่า โจทก์เคยจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่ามาก่อนแล้ว โจทก์ย่อมมีประสบการณ์และทราบถึงเรื่องการจดแจ้งข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรสไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสเป็นอย่างดีข้ออ้างของโจทก์จึงไม่น่าเชื่อ บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ตามทะเบียนสมรสแผ่นที่ 2 จึงเป็นเพียงสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งบอกเลิกข้อตกลงเข้ามาแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ สัญญาจึงไม่มีผลบังคับอีกต่อไป จำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1466 ม. 1469
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชนากานต์ กาญจนะทิศ
หรือแก้วศรีนวน
จำเลย — นายสมชาย แก้วศรีนวน
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2492/2552
#494318
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 ถึงมาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยปริยาย ไม่ว่าผู้เยาว์จะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลา นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดว่าพรากโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านไปเองโดยมีผู้ชักนำ หรือไม่มีผู้ชักนำก็ตาม ก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น การที่ผู้เยาว์ไปหาจำเลยที่บ้าน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนกันก่อนแล้วจำเลยร่วมประเวณีกับผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ถูกพรากจากไปโดยปริยาย และการที่ผู้เยาว์โทรศัพท์หาจำเลยว่าจะหนีออกจากบ้านไปพัทยาและนัดพบจำเลย เมื่อพบกันจำเลยไม่ยอมให้ผู้เยาว์ไปตามลำพัง แต่จำเลยขอไปด้วย โดยเปิดห้องพักอยู่ด้วยกัน 2 คืน ผู้เยาว์เป็นคนชำระค่าห้องพักและค่าใช้จ่าย ทั้งผู้เยาว์ยังให้เงินจำเลยเป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนีด้วยก็ตาม แต่จำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายทุกคืน พฤติการณ์จำเลยมิใช่การไปเป็นเพื่อนแต่เป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารทั้งสองกรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลย 3 ปี 18 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องทั้งสามกรรมหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ถึงมาตรา 319 การพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล จะต้องเป็นการกระทำที่ปราศจากเหตุอันสมควรตามมาตรา 317 วรรคแรก และถ้ามีเจตนาพิเศษเพื่อหากำไรหรือ เพื่อการอนาจารก็ต้องรับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 317 วรรคสาม และถ้ากรณีผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 318 ย่อมมีโทษหนักกว่ากรณีผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลนั่นเอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยปริยาย ไม่ว่าผู้เยาว์จะไปอยู่ที่แห่งใด หากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใด และไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านไปเองโดยมีผู้ชักนำ หรือไม่มีผู้ชักนำก็ตามก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น ดังนั้น ในวันที่ 19 และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 ที่ผู้เยาว์ไปหาจำเลยที่บ้านของจำเลย ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนกันก่อน และจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาที่มีต่อผู้เยาว์ย่อมถูกพรากจากไปโดยปริยาย โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพราะตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า มารดาของผู้เยาว์ห้ามปรามมิให้ผู้เยาว์คบหากับจำเลย ทั้งจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กับเพื่อนพี่สาวผู้เยาว์จนตั้งครรภ์ การร่วมประเวณีกับผู้เยาว์จึงมิใช่การอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยสุจริต แม้ผู้เยาว์จะสมัครใจก็เป็นความผิด สำหรับวันที่ 24 พฤศจิกายน 2545 แม้ผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหาจำเลยบอกว่าไม่อยากอยู่บ้านแล้ว จะหนีออกจากบ้านไปพัทยาและบอกจำเลยให้ไปพบที่ท่าน้ำพระประแดง และเมื่อพบกันจำเลยไม่ยอมให้ผู้เยาว์ไปตามลำพัง แต่ขอไปด้วย โดยเปิดห้องพักอยู่ด้วยกัน 2 คืน โดยผู้เยาว์เป็นคนจ่ายค่าห้องและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพียงผู้เดียว ทั้งเมื่อกลับถึงจังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้ไปเปิดห้องพักที่โรงแรม และผู้เยาว์ทราบจากจำเลยว่ามารดาของผู้เยาว์แจ้งความเรื่องผู้เยาว์หายไป ผู้เยาว์จึงให้เงินจำเลยอีก 10,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี ดังจำเลยต่อสู้ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เยาว์ทุกคืน พฤติการณ์ของจำเลยจึงมิใช่ตามไปเป็นเพื่อนในกรณีผู้เยาว์หนีออกจากบ้าน แต่เป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น การที่มารดาผู้เยาว์ไปแจ้งความ แสดงว่ามารดาผู้เยาว์ยังเอาใจใส่ดูแลผู้เยาว์อยู่ ไม่ทำให้อำนาจปกครองของมารดาผู้เยาว์สิ้นไปในระหว่างผู้เยาว์หนีไปเที่ยวพัทยา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 ม. 318 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายกิตติหรือเอกหรือกอล์ฟ รัตน์ไทรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิฑูรย์ วิริยะวิธสัจจา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา