คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2902/2552
#494012
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) มีผลตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 136 แต่ก็หาทำให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดไม่ ทั้งไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่จำเลยค้างชำระมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีหมายเลขแดงที่ 1008/2539 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2543 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) ซึ่งมีผลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 แต่ก็หาทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดไม่ โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า กรณีมีหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ซึ่งหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน หลังจากนั้นจำเลยก็มิได้ชำระหนี้ส่วนที่ค้างหรือติดต่อขอชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาจากศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งจนถึงโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายคดีนี้เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2443 โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว และต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) นั้น เห็นว่า เพียงแต่เหตุดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135 ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายเอนก ประชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
รัตน กองแก้ว
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2902/2552
#501483
เปิดฉบับเต็ม

การยกเลิกการล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละบาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) มีผลตามมาตรา 136 แต่ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สิน โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1008/2539 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ให้จำเลยชำระเงิน 2,222,969.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,962,385.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2542 ได้เงินชำระหนี้บางส่วน คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์ 3,666,749.62 บาท จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยถูกธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องเป็นคดีล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2543 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้กระทั่งพ้นกำหนดระยะเวลา กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดภูเก็ตคดีหมายเลขแดงที่ 1008/2539 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.6 หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 285 ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ของจำเลยออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วนตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 เอกสารหมาย จ.8 คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์ 3,666,749.62 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2543 ซึ่งเมื่อมีการโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ในคดีนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาศาลคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในคดีดังกล่าวมีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้คือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นขอรับชำระหนี้ 2 สำนวน ต่อมาเจ้าหนี้ได้ขอถอนคำขอรับชำระหนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2549 โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีหมายเลขแดงที่ 1008/2539 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีหมายเลขแดงที่ 1008/2539 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยในคดีของศาลล้มละลายกลางคดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2543 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ซึ่งมีผลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 136 แต่ก็หาทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดไม่ โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนี้ดังกล่าวนั้นเจ้าหนี้จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้หรือไม่ มีผลให้โจทก์ซึ่งไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ต่อไปเหมือนดังก่อนที่มีการฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน หลังจากนั้นจำเลยก็มิได้ชำระหนี้ส่วนที่ค้างหรือติดต่อขอชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาจากศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งจนถึงโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายคดีนี้เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมิได้ขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.511/2543 โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว และต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) นั้น เห็นว่า เพียงแต่เหตุดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135 ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายเอนก ประชา
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
รัตน กองแก้ว
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2894/2552
#507949
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้นต้องมีเหตุจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 (1) ถึง (3) เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกอื่นนอกจากที่ดินพิพาทซึ่งหลังจากศาลชั้นต้นตั้ง ม. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ม. ได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วก่อนที่ ม. จะถึงแก่ความตายโดยจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในโฉนดที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ม. ในฐานะทายาทกรณีจึงไม่จำเป็นต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีก ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าการจัดการมรดกของ ม. ดังกล่าวไม่ถูกต้องนั้นเป็นข้อพิพาทในเรื่องของส่วนแบ่งมรดกซึ่งผู้ร้องชอบที่จะเสนอคดีเรียกร้องต่อกันโดยตรงอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อปี 2538 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจ่าสิบเอกหญิงมะลิ เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าโทธรรมนูญหรือนายธรรมนูญ ผู้ตาย ต่อมาปี 2546 จ่าสิบเอกหญิงมะลิถึงแก่ความตาย ผู้ร้องเป็นบุตรนางอุดมรวี ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแต่นางอุดมวดีแสดงเจตนาสละมรดก ผู้ร้องจึงสืบมรดกต่อจากนางอุดมวดีตามสิทธิ เนื่องจากจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่เสร็จสิ้นและมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า จ่าสิบเอกหญิงมะลิจัดการมรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกใดๆ ต้องจัดการอีก ผู้ร้องกับพวกร่วมกันจัดทำเอกสารเพื่อให้ศาลเชื่อว่าการจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่เสร็จสิ้น กรณีไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจ่าโทธรรมนูญหรือนายธรรมนูญ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2538 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจ่าสิบเอกหญิงมะลิ เป็นผู้จัดการมรดกจ่าโทธรรมนูญหรือนายธรรมนูญ ผู้ตาย ต่อมาปี 2546 จ่าสิบเอกหญิงมะลิถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า กรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องอ้างเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก 2 ประการ ประการแรก คือ ผู้ตายเป็นเจ้าหนี้เงินกู้นายรังสรรค์ ตามเอกสารหมาย ร.13 ซึ่งเป็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายไปตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจ่าสิบเอกหญิงมะลิเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2538 แต่เอกสารหมาย ร.13 ซึ่งเป็นหนังสือที่นายรังสรรค์ ทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียวยอมรับว่าเป็นลูกหนี้เงินกู้ของผู้ตายทำขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 เป็นเวลาภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายและจ่าสิบเอกหญิงมะลิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วถึง 6 ปี และผู้ร้องก็ไม่ได้นำนายรังสรรค์มาเบิกความยืนยันถึงการทำเอกสารหมาย ร.13 รวมทั้งมิได้มีหลักฐานในการทวงถามให้นายรังสรรค์ชำระหนี้ที่ค้างชำระแต่อย่างใด ข้อนำสืบของผู้ร้องจึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ดังกล่าว ประการที่สอง คือ ปัญหาเรื่องการแบ่งปันมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 31656 ตำบลวัดท่าพระ อำเภอบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรากฏตามโฉนดที่ดนเลขที่ 31656 เอกสารหมาย ร.14 ว่ามีการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 ใส่ชื่อจ่าสิบเอกหญิงมะลิในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว และในวันเดียวกันนั้นมีการโอนมรดกเฉพาะส่วนของผู้ตายให้เป็นของจ่าสิบเอกหญิงมะลิ จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว และที่ดินมรดกแปลงนี้ก็ไม่มีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของอยู่ต่อไป ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า จ่าสิบเอกหญิงมะลิจัดการที่ดินมรดกแปลงนี้ไม่ถูกต้องก็เป็นข้อพิพาทในเรื่องของส่วนแบ่งมรดกซึ่งชอบที่จะเสนอคดีเรียกร้องต่อกันโดยตรงอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกด้วยเหตุดังกล่าวเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่กองมรดกแต่ประการใด ดังนั้นข้ออ้างของผู้ร้องทั้งสองประการจึงฟังไม่ได้ว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก กรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 (1) (2) ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนผู้คัดค้านโดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวดวงพร คุปตะวาทิน
ผู้คัดค้าน — นางละม้ายมาศ อ่องบางน้อย
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2552
#493997
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ก่อนเอารถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเช่นนี้ สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ดังกล่าวย่อมหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บ - 9415 สกลนคร มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครอง เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระให้แก่ผู้ร้องก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 กระทำผิดสัญญาให้มีการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อในการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดไปในราคา 65,000 บาท โดยผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ดังกล่าวคืนแก่ผู้ร้อง

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินของตนตามกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เอารถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องได้ปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเช่นนี้ สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ แก้วบัวสา
ผู้ร้อง — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรศักดิ์ ชาชุมวงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นางเพียงตา บุญไพรัตน์สกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2552
#501481
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องผู้ให้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้เช่าซื้อเลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนเอารถยนต์ออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องได้ปล่อยให้ขายทอดตลาดไป สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภาคใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บ-9415 สกลนคร มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครอง เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยจำเลยที่ 2 เช่าซื้อจากผู้ร้อง จำเลยที่ 2 กระทำผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดในการบังคับคดี ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับเงิน 65,000 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าว เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะบังคับเอาแก่รถยนต์ดังกล่าว ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระให้แก่ผู้ร้องก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ใช้สิทธิบังคับคดีตามกฎหมาย ผู้ร้องทราบการยึดรถยนต์ดังกล่าวแล้วแต่มิได้คัดค้านก่อนเอาออกขายทอดตลาด การที่ผู้ร้องปล่อยให้มีการขายแล้วขอกันเงินที่ได้จากการขายก่อนโจทก์ เป็นการใช้สิทธินอกเหนือกฎหมายทำให้โจทก์ถูกลิดรอนสิทธิและเอาเปรียบโจทก์ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องกันส่วน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 กระทำผิดสัญญาให้มีการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อในการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดไปในราคา 65,000 บาท โดยผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ดังกล่าวคืนแก่ผู้ร้อง

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบโดยกฎหมาย อันเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินของตนตามกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เอารถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องได้ปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเช่นนี้ สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคสอง ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ แก้วบัวสา
ผู้ร้อง — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรศักดิ์ ชาชุมวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2552
#503106
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินของตนตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เอารถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องได้ปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเช่นนี้ สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 9415 สกลนคร มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครอง เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระให้แก่ผู้ร้องก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 กระทำผิดสัญญาให้มีการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อในการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดไปในราคา 65,000 บาท โดยผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ดังกล่าวคืนแก่ผู้ร้อง

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินของตนตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เอารถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องได้ปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเช่นนี้ สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคสอง ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ แก้วบัวสา
ผู้ร้อง — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรศักดิ์ ชาชุมวงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2876/2552
#451869
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย และพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ตาม ป.อ.มาตรา 288 และ ป.อ. มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนี้ แต่ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า และแก้ไขบทลงโทษจากหลายบทเป็นบทเดียว โดยไม่ได้แก้ไขโทษด้วยอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 60, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอริศรา ผู้เสียหาย และเด็กชายตุลยวัต บุตรของผู้ตาย โดยนางอริศรา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 8 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่านายสกุล ผู้ตาย และพยายามฆ่านางอริศรา โจทก์ร่วมที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้ตายตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนี้ แต่ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องความผิดในบทที่เบากว่า และแก้ไขบทลงโทษจากหลายบทเป็นบทเดียว โดยไม่ได้แก้โทษด้วย อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อช่วยเหลือมารดาที่ชุลมุนตบตีอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 แต่จำเลยไม่มีความชำนาญในการใช้อาวุธปืน จึงยิงไม่ถูกโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งวินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 90 ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางอริศรา ยะสะวุฒิ กับพวก
จำเลย — นางสาวกัญญาภัทร ตันยะกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวขวัญยืน ศรีพระราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2861/2552
#502415
เปิดฉบับเต็ม

ว.ลูกจ้าง ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนจำเลยได้กำหนดตัวบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินกองทุนจำเลยไว้ตามหนังสือแต่งตั้งผู้รับผลประโยชน์ และผู้จะพึงได้รับผลประโยชน์ยังมีชีวิตอยู่ การจ่ายเงินกองทุนจำเลยจึงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสมาชิก โดยไม่มีข้อจำกัดว่าผู้ที่ลูกจ้างกำหนดเป็นผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นแม้ ร. กับ จ. จะมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ว. ก็ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนตามที่ ว. กำหนดไว้ในหนังสือแต่งตั้งผู้รับผลประโยชน์โดยหาได้ต้องห้ามหรือจะต้องให้แบ่งจ่ายเงินกองทุนดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ มาตรา 23 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายวิเชียร สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เป็นพนักงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายวิเชียรได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลย โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับผลประโยชน์แต่ผู้เดียว ต่อมานายวิเชียรป่วยจึงลาพักรักษาตัวและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล นายวิโรจน์ ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายวิเชียร กับพวกได้มาหาและให้นายวิเชียรลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือลงในเอกสารที่ยังไม่มีการกรอกข้อความใดๆ หลายฉบับ ต่อมานายวิเชียรได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดรวมทั้งเงินผลประโยชน์ในส่วนของตนในฐานะเป็นสมาชิกของจำเลยให้โจทก์แต่ผู้เดียว เมื่อนายวิเชียรถึงแก่กรรม โจทก์ได้ไปติดต่อเพื่อขอรับเงินในฐานะที่เป็นผู้รับผลประโยชน์จากการที่นายวิเชียรเป็นสมาชิกของจำเลย แต่ได้รับแจ้งว่านายวิโรจน์ ได้ยื่นหนังสือเปลี่ยนแปลงหนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ของนายวิเชียร โดยให้มีผู้รับประโยชน์ 3 คน คือ นายวิโรจน์ ได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 50 นางจิราภรณ์ ได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 16 และโจทก์ได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 34 ฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2542 โจทก์เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่รับเรื่องเปลี่ยนแปลงผู้รับผลประโยชน์ดังกล่าวบกพร่องไม่สุจริต การที่จำเลยจ่ายเงินสมาชิกกองทุนของนายวิเชียรตามหนังสือที่นายวิโรจน์ยื่นไว้เป็นการผิดข้อบังคับของกองทุนข้อ 9.4 ที่ระบุว่า ภายใต้บังคับข้อ 9.2 และ 9.3 ในกรณีสมาชิกถึงแก่กรรมให้คณะกรรมการกองทุนจ่ายเงินกองทุนส่วนของสมาชิกให้แก่บุคคลต่อไปนี้ ข้อ 9.4.1 ผู้ที่สมาชิกได้ทำหนังสือมอบไว้ให้แก่คณะกรรมการกองทุน 9.4.2 ผู้ที่สมาชิกได้ทำหนังสือพินัยกรรมยกเงินกองทุนส่วนของสมาชิก หากปรากฏว่าหนังสือพินัยกรรมกระทำภายหลังหนังสือตามข้อ 9.4.1 การที่จำเลยมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามอัตราส่วนร้อยละ 66 เป็นเงิน 1,778,488.80 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่โจทก์ร้องขอนับถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 544,684 บาท รวมค่าเสียหายเป็น 2,323,173.80 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,323,173.80 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยจ่ายเงินกองทุนไปโดยถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับโดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและคดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน..." และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีสิ้นสมาชิกภาพเพราะถึงแก่วามตาย ถ้าลูกจ้างมิได้กำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุนไว้โดยพินัยกรรมหรือทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่ผู้จัดการกองทุน หรือได้กำหนดไว้แต่บุคคลผู้นั้นตายก่อน ให้จ่ายเงินจากกองทุนตามวรรคหนึ่งให้แก่บุคคลตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (1) บุตรให้ได้รับสองส่วน..." ดังนั้น เมื่อนายวิเชียรลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนจำเลยได้กำหนดตัวบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินไว้ตามหนังสือแต่งตั้งผู้รับผลประโยชน์ยังมีชีวิตอยู่จึงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสมาชิก หาใช่ให้แบ่งจ่ายตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 23 ดังกล่าวไม่ ทั้งตามข้อบังคับของจำเลยฉบับปี 2537 ก็กำหนดทำนองเดียวกันโดยไม่มีข้อจำกัดว่าผู้ที่ลูกจ้างกำหนดเป็นผู้จะพึงได้รับจากกองทุนจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้นายวิโรจน์กับนางจิราภรณ์จะมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายวิเชียร ก็ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนตามที่นายวิเชียรกำหนดไว้ในหนังสือแต่งตั้งผู้รับผลประโยชน์ หาต้องห้ามตามกฎหมายไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเมียด งามสมกลิ่น
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน ปตท. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — และบริษัทร่วมทุนซึ่งจดทะเบียนแล้ว
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2552
#502767
เปิดฉบับเต็ม

ไม้มะพอกแปรรูปของกลาง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ต้องมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 และมาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ ของกลางต้องคืนแก่เจ้าของ

คำขอให้สั่งให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสี่ ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวและปรากฏว่าจำเลยยึดถือหรือครอบครองที่ดินดังกล่าว แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวจึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 และขอให้ศาลสั่งริบของกลางทั้งหมด และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกันแปรรูปไม้และมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนฐานร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติและมีไม้มะพอกไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานทำไม้หวงห้าม เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองปริมาตรเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร จำคุกจำเลยที่ 3 กำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติจำคุกจำเลยที่ 3 กำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท และความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 1 ปี 14 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี 14 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 1 ปี 20 เดือนและปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 13 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วที่เกิดเหตุและบริเวณข้างเคียงมีชาวบ้านครอบครองที่ดินเพื่อทำประโยชน์เป็นส่วนมากแล้ว สภาพป่าไม่มีความหนาแน่นเหมือนเมื่อก่อนและพื้นที่ใกล้เคียงในตำบลที่เกิดเหตุบางส่วนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไปแล้ว ประกอบกับไม้ในที่เกิดเหตุเป็นจำนวนเล็กน้อยพฤติการณ์จึงไม่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง ให้จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันทำไม้และแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครรักษาดินแดน ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันทำไม้ แปรรูปไม้ มีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามและร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายสุบรรณ นายแสงอรุณและดาบตำรวจสมใจผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานเดินทางไปยังป่าที่เกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้ยินเสียงเลื่อยโซ่ยนต์และมองเห็นกลุ่มคนประมาณ 3 คน กำลังเลื่อยไม้ จากนั้นกระจายกำลังโอบล้อม ขณะเข้าจับกุม กลุ่มคนดังกล่าวมองเห็นจึงวิ่งหนี สามารถติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ จึงพามาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่ารับจ้างเลื่อยไม้ให้แก่จำเลยที่ 3 จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาไปบ้านจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร ถึง 300 เมตร พบไม้มะพอกแปรรูป 5 แผ่น วางอยู่บริเวณบ้านของจำเลยที่ 3 จึงจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมของกลางอีกหลายรายการตามบันทึกการจับกุม โดยพยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความทำนองเดียวกันว่า ไม่พบจำเลยที่ 3 อยู่ในจุดที่เกิดเหตุที่มีการตัดไม้และแปรรูปไม้ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมานำสืบเพื่อยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ลำพังคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้การว่ารับจ้างจำเลยที่ 3 กระทำความผิด โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนเพื่อให้ศาลรับฟังประกอบคำซัดทอดดังกล่าวซึ่งแม้จะมิได้เป็นคำซัดทอดให้ตนพ้นผิดแต่ก็มีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยที่ 3 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับไม้มะพอกแปรรูปจำนวน 5 แผ่น ของกลางนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มีไม้แปรรูปดังกล่าวปริมาตร 0.19 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครอง เมื่อปริมาตรไม้ไม่เกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็ต้องมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และมาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจริบไม้มะพอกแปรรูปของกลางได้ ต้องคืนแก่เจ้าของ นอกจากนี้ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้สั่งให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น เห็นว่า คำขอในส่วนนี้เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสี่ ซึ่งศาลจะมีคำสั่งได้ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวและปรากฏว่าจำเลยยึดถือหรือครอบครองที่ดินดังกล่าว แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวจึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและให้คืนไม้มะพอกแปรรูปของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสมปอง เขียวดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
เกษม วีรวงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2552
#493993
เปิดฉบับเต็ม

การชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 และในการคำนวณเงินเพิ่ม เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือเป็นเงินอากร จะเห็นได้ว่า กฎหมายมิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเฉพาะกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เท่านั้น จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง จึงเป็นกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท และเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากร จำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว บัญญัติว่า เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 และในการคำนวณเงินเพิ่ม เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือเป็นเงินอากร จะเห็นได้ว่า กฎหมายมิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเฉพาะกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เท่านั้น หากเป็นกรณีอื่น เช่น กรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มเนื่องจากมีการสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ย่อมเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวได้ และกรณีที่มีผู้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ตามความเห็นของศาลภาษีอากรกลาง เพราะกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองเท่านั้น กฎหมายจึงบัญญัติแต่เพียงการจ่ายเงินรางวัลเท่านั้น มิได้บัญญัติถึงการจ่ายเงินสินบนด้วย ต่างกับกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ที่อาจมีผู้แจ้งความนำจับหรือเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองก็ได้ กฎหมายจึงบัญญัติทั้งการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล กล่าวคือ หากเป็นกรณีมีผู้แจ้งความนำจับให้จ่ายทั้งเงินสินบนและเงินรางวัล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับก็ให้จ่ายเป็นเงินรางวัลซึ่งมีอัตราต่ำกว่ากรณีมีผู้แจ้งความนำจับ ฉะนั้นจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 หรืออนุมาตรา 3 สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเรียกเก็บอากรเพิ่มนั้น เนื่องจากมีการสำแดงเท็จหรือไม่ หากมีการสำแดงเท็จย่อมจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 จึงเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้การเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวย่อมกระทำได้ แม้จะมิได้ระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม เพราะเป็นกรณีเรียกเก็บเงินเพิ่มตามที่กฎหมายคือมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติไว้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่เรียกเก็บได้ ต่างจากการเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มที่มาตรา 112 ตรี ให้อำนาจอธิบดีของโจทก์ที่ 1 ที่จะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้ หากเรียกเก็บจึงต้องระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมิน คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง จึงเป็นกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางมิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่เห็นด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทอีเล็คแมทไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2552
#501359
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงอันเป็นกรณีสำแดงเท็จตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยได้นำสินค้าประเภทไขพาราฟิน ซัลเฟตของเหล็ก สังกะสี ออกไซด์ ซัลเฟตของสังกะสี แบเรียมซัลเฟต กรดคลอริก และซัลเฟตของทองแดง จากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ไต้หวันและประเทศมาเลเซียเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ 10 เที่ยว โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเที่ยวต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 โจทก์ที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นบริษัทจำกัดและบริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยยึดได้เอกสารหลักฐานบัญชีราคาสินค้าอันแท้จริงของสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวมาทำการตรวจสอบ ปรากฏว่า ราคาของสินค้าตามที่จำเลยได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสิบฉบับดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงตามที่ตรวจพบ จึงเป็นกรณีสำแดงราคาของอันเป็นเท็จเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ขาดไปรวมทั้งสิ้น 1,860,873 บาท โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระและไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระและรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (3) อีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียคลาดเคลื่อน จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากร เงินเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 3,138,675 บาท และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระนับแต่วันตรวจปล่อยจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์ได้ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท และเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากร จำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร 3,138,675 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ 10 เที่ยว โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อโจทก์ที่ 1 รวม 10 ฉบับ เพื่อขอผ่านพิธีการทางศุลกากร โจทก์ที่ 1 ได้พิจารณาแล้วพอใจราคาสินค้าตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 43, 59, 79, 95, 108, 121, 136, 160, 179 และ 194 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ทำการตรวจค้นสำนักงานของจำเลยและบริษัทเกรดแมน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย ยึดได้เอกสารหลักฐานบัญชีราคาสินค้าอันแท้จริงของสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ราคาของสินค้าตามจำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง กรณีจึงเป็นการสำแดงเท็จเพื่อเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ทำให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปรวมเป็นเงิน 1,860,873 บาท โจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 10 ฉบับเพิ่มเติม คือ อากรขาเข้าที่ชำระขาดจำนวน 1,221,972 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระขาดจำนวน 638,901 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 638,901 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 638,901 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,138,675 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มและรายละเอียดการคำนวณอากรขาด ภาษีมูลค่าเพิ่มขาด เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 32 ถึง 42 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 30 แต่มิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน การประเมินภาษีอากรตามการประเมินจึงยุติ โจทก์ที่ 1 มีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 325 และ 326 แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว บัญญัติว่า เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมาชำระแต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 และในการคำนวณเงินเพิ่ม เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือเป็นเงินอากร จะเห็นได้ว่า กฎหมายมิได้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวเฉพาะกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เท่านั้น หากเป็นกรณีอื่น เช่น กรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มเนื่องจากมีการสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ย่อมเรียกเงินเพิ่มดังกล่าวได้ และกรณีที่มีผู้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 ตามความเห็นของศาลภาษีอากรกลาง เพราะกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 เป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองเท่านั้น กฎหมายจึงบัญญัติแต่เพียงการจ่ายเงินรางวัลเท่านั้นมิได้บัญญัติถึงการจ่ายเงินสินบนด้วย ต่างกับกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ที่อาจมีผู้แจ้งความนำจับหรือเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบเองก็ได้กฎหมายจึงบัญญัติทั้งการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล กล่าวคือหากเป็นกรณีมีผู้แจ้งความนำจับให้จ่ายทั้งเงินสินบนและเงินรางวัล แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีผู้แจ้งความนำจับก็ให้จ่ายเป็นเงินรางวัลซึ่งมีอัตราต่ำกว่ากรณีมีผู้แจ้งความนำจับ ฉะนั้นจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 หรืออนุมาตรา 3 สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเรียกเก็บอากรเพิ่มนั้น เนื่องจากมีการสำแดงเท็จหรือไม่ หากมีการสำแดงเท็จย่อมจะเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 จึงเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้การเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวย่อมกระทำได้ แม้จะมิได้ระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม เพราะเป็นกรณีเรียกเก็บเงินเพิ่มตามที่กฎหมายคือมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติไว้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ดุลพินิจไม่เรียกเก็บได้ ต่างจากการเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มที่มาตรา 112 ตรี ให้อำนาจอธิบดีของโจทกที่ 1 ที่จะเรียกเก็บหรือไม่ก็ได้ หากเรียกเก็บจึงต้องระบุไว้ในแบบแจ้งการประเมิน คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริง จึงเป็นกรณีสำแดงเท็จตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 2 ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งความนำจับหรือไม่ก็ไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 อนุมาตรา 3 เมื่อไม่อาจเป็นกรณีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 3 จึงเป็นกรณีที่เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งและวรรคสามได้ แม้จะมิได้ระบุการเรียกเก็บมาในแบบแจ้งการประเมินก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางมิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่เห็นด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรจำนวน 1,221,972 บาท นับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 102 ตรี ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทอีเล็คแมทไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2835/2552
#507938
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้าง ท. ให้รับเหมาก่อสร้างบ้านโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนมาติดต่อรับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิที่จะบอกกล่าวให้ ท. ทำงานตรงไหนก็ได้ตามที่ต้องการ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้ ท. เปลี่ยนแปลงขนาดเสาเข็มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ราคาแพงกล่าวเดิม และเป็นคนเอาเงินให้ ท. ไปซื้อ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวแทน ดังนั้น แม้ ท. จะเป็นผู้ดำเนินการตอกเสาเข็ม แต่จำเลยที่ 1 ก็มีส่วนผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ และการที่ ท. ไม่ได้เรียนวิชาช่างมาโดยตรง เพิ่งรับเหมางานก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 เป็นงานแรก ก็เกิดเหตุทำให้บ้านของโจทก์ทั้งสองเกิดรอยร้าว เสียหาย แสดงว่า ท. เป็นผู้ขาดความรู้ความสามารถ การที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้ ท. เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถือว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ในการเลือกหาผู้รับจ้างมาก่อสร้างด้วย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และแม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้ฟ้อง ท. ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 820,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 722,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 2,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างบ้านบนที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ทั้งสองและได้จ้างนายทองอยู่ ซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างอาคารบ้านเรือนโดยไม่ได้เรียนวิชาช่างมาโดยเฉพาะ ให้เป็นผู้ก่อสร้างและจ้างจำเลยที่ 3 เป็นวิศวกรควบคุมงานในระหว่างก่อสร้างปรากฏว่าบ้านของโจทก์ทั้งสองเกิดรอยร้าวได้รับความเสียหายเนื่องจากมีการใช้เสาเข็มขนาดใหญ่กว่าที่ระบุไว้ในแบบแปลนที่ขออนุญาตและใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็มดังกล่าวเพื่อทำฐานรากอาคาร ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและแรงดันของดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคารซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5525/2543 ของศาลอาญาธนบุรี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายทองอยู่ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นผู้ดำเนินการตอกเสาเข็ม ดังนั้น นายทองอยู่จึงเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องนายทองอยู่ ทั้งจำเลยที่ 1 มิใช่นายจ้างของนายทองอยู่แต่เป็นเพียงผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้รับจ้าง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 บัญญัติว่า ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ได้ความจากนายทองอยู่พยานจำเลยเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างนายทองอยู่ให้รับเหมาก่อสร้างบ้านโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนมาติดต่อ ไม่ได้ทำสัญญาว่าจ้าง จ่ายค่าจ้างเป็นงวด รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิที่จะบอกกล่าวให้นายทองอยู่ทำงานตรงไหนอย่างไรก็ได้ตามที่ต้องการและจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้นายทองอยู่เปลี่ยนแปลงเสาเข็มที่ใช้ตอกมาเป็นขนาดใหญ่คือขนาด .22 คูณ .22 คูณ 18 เมตร ราคาเสาเข็มซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น แพงกว่าเดิม จำเลยที่ 2 เป็นคนเอาเงินให้นายทองอยู่ไปซื้อ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวแทน ดังนั้น แม้นายทองอยู่จะเป็นผู้ดำเนินการตอกเสาเข็ม แต่จำเลยที่ 1 ก็มีส่วนผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ นอกจากนี้การที่นายทองอยู่เคยทำงานให้บริษัทเกี่ยวกับฐานรากมาบ้างแต่เมื่อไม่ได้เรียนวิชาช่างมาโดยตรง ทั้งนายทองอยู่เพิ่งรับเหมางานก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 เป็นงานแรกก็เกิดเหตุทำให้บ้านของโจทก์ทั้งสองเกิดรอยร้าว เสียหาย แสดงว่านายทองอยู่เป็นผู้ขาดความรู้ความสามารถ การที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้นายทองอยู่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ในการเลือกหาผู้รับจ้างมาก่อสร้างด้วย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และแม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้ฟ้องนายทองอยู่ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิด ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีหรือไม่ เห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมที่ฝ่ายแพ้คดีต้องรับผิดเป็นดุลพินิจของศาล แต่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ควรกำหนดให้คู่ความฝ่ายแพ้คดีต้องรับผิดเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลพิพากษาให้อีกฝ่ายชนะคดีจะเป็นธรรมยิ่งกว่าก็นับว่ามีเหตุผลดี จึงเห็นควรกำหนดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใหม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้ ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสอง แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องรับผิดให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 162, 245 (1), 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 428
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุ่นจิตต์ เติมตะนันท์ กับพวก
จำเลย — นายไชยกร ปลื้มเจริญกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2552
#501622
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอันเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 อยู่ ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 อย่างไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1077 (2) และการที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 จำเลยที่ 2 จะต่อสู้ว่าตนเองมิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหาได้ไม่

ในวันที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยที่ 3 ล้มละลายตามห้าง ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 ได้

มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 3 จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวภายในกำหนด 2 ปี นับแต่ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2545 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 28 มกราคม 2547 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 จึงเกินกำหนดเวลา 2 ปี แล้วจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 โจทก์จึงไม่อาจนำมาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมาลาคอนกรีตและก่อสร้าง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดบอสโก คอนสตรัคชั่น มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3085/2540 หมายเลขแดงที่ 3643/2542 และศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 5,792,298.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี โจทก์อุทธรณ์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยอายัดเงินที่กรมโยธาธิการจะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปเป็นเงิน 4,254,945.79 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้โจทก์ต้องรับผิดลดลงเหลือเพียง 1,521,450.40 บาท และต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้โจทก์ต้องรับผิดเพียง 1,082,774 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดคืนเงินส่วนที่รับเกินไปเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,839,820.03 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืน โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,635,906.48 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขดำที่ 3085/2540 หมายเลขแดงที่ 3643/2542 และคำพิพากษาศาลฎีกามิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้แต่ประการใดจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีที่ดินราคาประเมินถึง 8,782,300 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้ง 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์ และศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 5,792,298.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามสำเนาคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 3085/2540 หมายเลขแดงที่ 3643/2542 เอกสารหมาย จ.6 ขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ได้บังคับคดีและได้รับเงินจากการบังคับคดีไปเป็นเงิน 4,254,945.79 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้โจทก์รับผิดลดลงเหลือเพียง 1,521,450.40 บาท และต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้โจทก์รับผิดเพียง 1,082,774 บาท เมื่อคำนวณหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว โจทก์ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 1,361,125.76 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ 2,733,495.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2545 และโจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ที่จะต้องคืนเงินส่วนที่รับไปเกินมีจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ในระหว่างที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดีนั้น โจทก์ตกลงยอมลดยอดหนี้เหลือเพียง 1,210,000 บาท ตามเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์หมายเลข 2 และเลข 3 เห็นว่า ตามเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 ที่จำเลยที่ 1 อ้างมาก็มีข้อความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ภายนอกให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,550,000 บาท โจทก์ของดการยึดทรัพย์ไว้ และเมื่อมีการชำระครบถ้วนโจทก์ก็จะดำเนินการถอนการบังคับคดี ส่วนเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 3 ก็เป็นเอกสารที่คู่ความดำเนินการจัดทำกันเอง และไม่มีข้อความส่วนใดที่ระบุว่าโจทก์ตกลงลดจำนวนหนี้ที่ค้างให้แก่จำเลยที่ 1 โดยทันที ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ตกลงลดยอดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และมีจำนวนเหลือน้อยกว่า 2,000,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายชานนท์ เป็นกรรมการของโจทก์มาเบิกความว่า ระหว่างบังคับคดี จำเลยที่ 1 ได้ปิดกิจการและหลบหนีไปจากสำนักทำการงานของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ไม่พบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงฟังว่า จำเลยที่ 1 ได้ปิดสถานที่ประกอบธุรกิจเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (4) ข ว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดมานั้นชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามมีว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 ว่าในวันที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายนั้น จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอันเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 อยู่ ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 อย่างไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1077 (2) และกรณีศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละล้ายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 จำเลยที่ 2 จะต่อสู้ว่าตนเองมิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 จึงต้องล้มละลายตามห้าง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 3 ล้มละลายหรือไม่ ปรากฏว่าในวันที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อาจฟ้องให้จำเลยที่ 3 ล้มละลายตามห้าง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 ได้ อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เช่นนี้ มูลหนี้ที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 3 จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวภายในกำหนด 2 ปี นับแต่ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2545 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 28 มกราคม 2547 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 จึงเกินกำหนดเวลา 2 ปีแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 โจทก์จึงไม่มีอาจนำหนี้นี้มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีล้มละลายได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 3 เด็ดขาดมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077 ม. 1080
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 89
ชื่อคู่ความ
บริษัทศรีจันทร์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์
โจทก์ — คอนสตรัคชั่น จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัดมาลาคอนกรีตและก่อสร้าง
จำเลย — หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดบอสโก คอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
รัตน กองแก้ว
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2552
#419904
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้ไฟแช็กแก๊สจุดไฟบริเวณที่ราดน้ำมันซึ่งเป็นพื้นปูนซีเมนต์และประตูหน้าบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นประตูเหล็ก แต่วัตถุดังกล่าวหาใช่ว่าจะไม่สามารถติดไฟได้เลยอย่างแน่แท้ไม่ เพราะน้ำมันเบนซินเป็นวัตถุไวไฟติดไฟง่ายสามารถเผาผลาญปูนซีเมนต์และเหล็กได้ ทั้งเมื่อไฟติดแล้วอาจจะลุกลามกระจายเป็นวงกว้างไปไหม้บ้านของผู้เสียหายได้ การที่จำเลยจุดไฟไม่ติดจึงเป็นเหตุบังเอิญมากกว่า การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 แต่เป็นความผิดฐานพยายามซึ่งอาจบรรลุผลได้ตาม ป.อ. มาตรา 80

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218, 80, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 (1) ประกอบมาตรา 81 จำคุก 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว โทษจำคุกเห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้ไฟแช็กแก๊สจุดไฟบริเวณราดน้ำมันซึ่งเป็นพื้นปูนซิเมนต์และประตูหน้าบ้านซึ่งเป็นประตูเหล็กก็ตาม แต่วัตถุดังกล่าวหาใช่ว่าจะไม่สามารถติดไฟได้เลยอย่างแน่แท้ไม่ เพราะน้ำมันเบนซินเป็นวัตถุไวไฟติดไฟง่าย สามารถเผาผลาญปูนซิเมนต์และเหล็กได้ ทั้งเมื่อไฟติดแล้วอาจจะลุกลามกระจายเป็นวงกว้างไปไหม้บ้านของผู้เสียหายได้ การที่จำเลยจุดไฟไม่ติดจึงเป็นเหตุบังเอิญมากกว่าการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 แต่เป็นความผิดฐานพยายามซึ่งอาจบรรลุผลได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตามเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยและผู้เสียหายเคยเป็นสามีภริยากันมา ทั้งจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกและรอการลงโทษไว้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 (1) ประกอบมาตรา 80 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 218 (1) ม. 80 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายประวิทย์ คันศร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาววาสนา บุญทรงสันติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2716/2552
#502768
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น" จึงเป็นกรณีที่กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะนำกรณีผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาปรับใช้บังคับมิได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 แต่โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามวันที่จำเลยที่ 1 กำหนด จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินดังกล่าวไปวางหรือฝากไว้โดยพลัน ถือได้ว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ต้องวางหรือฝากเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนจำนวน 17,077,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประเภทเผื่อเรียกพิเศษของธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองเข้าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 13,990,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์จำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,629,387.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งเสาเพื่อเดินสายส่งไฟฟ้าหรือสายจำหน่ายไฟฟ้า

(2) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยหรืออุปกรณ์อื่น

(3) การใช้ที่ดินที่ประกาศกำหนดเป็นเขตเดินสายไฟฟ้า

(4) การกระทำตามมาตรา 29 (3)

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติไว้กว้างๆ ว่า ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครองครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น ดังนั้นเมื่อพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง การกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน หรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย กล่าวคือ ให้กำหนดโดยคำนึงถึง

(1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ใน

วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6

(2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่

(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ

(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม

สำหรับคดีนี้ โจทก์ไม่ได้ฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีมติปรับเพิ่มราคาประเมินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ประกาศใช้ในปี 2539 ถึง ปี 2542 ให้อีกอัตราร้อยละ 100 ของราคาประเมินเป็นบัญชีราคาที่ดินอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น

1. เป็นที่ดินติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 สายผ่านศูนย์

ศิลปาชีพบางไทร) ระยะ 80 เมตร ไร่ละ 3,000,000 บาท

2. ที่ดินต่อจาก 1. ระยะไม่เกิน 80 เมตร ไร่ละ 2,400,000 บาท

3. ที่ดินติดซอยทางรพยนต์เข้าออกได้ ระยะ 80 เมตร ไร่ละ 1,000,000 บาท

4. ที่ดินนอกจาก 1. - 3. ไร่ละ 500,000 บาท

ตามลำดับตามบัญชีราคาที่ดินฯ เอกสารหมาย ล.1 (สิ่งแนบ 2) เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์คงโต้เถียงแต่เพียงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์อยู่ในรัศมี 160 เมตร จากถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี จัดอยู่ในราคาประเมินที่ดิน หน่วยที่ 2 ไร่ละ 2,400,000 บาท และคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินได้มีมติให้ที่ดินที่อยู่ในรัศมี 200 เมตร จากถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ในท้องที่อำเภอบางไทรเป็นที่บ้าน ดังนั้น โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินประเภทที่บ้านในอัตราร้อยละ 90 ของราคาประเมินไร่ละ 2,400,000 บาท ส่วนจำเลยที่สองฎีกาว่า ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์อยู่ติดซอยไม่ติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ตามหลักเกณฑ์ในบัญชีราคาที่ดินอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เอกสารหมาย ล.1 กำหนดให้อยู่ในหน่วยราคาที่ดินในข้อ 3 และข้อ 4 ไร่ละ 1,000,000 บาท และไร่ละ 500,000 บาท ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เป็นที่นาและไม่เข้ากรณีที่คณะกรรมการฯ กำหนดให้ถือเป็นที่บ้าน ดังนั้น เงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองจ่ายให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดจึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว จึงเป็นปัญหาว่า ที่ดินหน่วยที่ 2 ตามบัญชีราคาที่ดินอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่กำหนดว่าที่ดินต่อจากหน่วยที่ 1 ระยะ ไม่เกิน 80 เมตร จนถึงไม่เกิน 160 เมตร แม้ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ด้วยดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่าราคาประเมินที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ฝ่ายจำเลยนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการทำบัญชีราคาที่ดินตามบัญชีราคาที่ดินท้ายสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการฯ เอกสารหมาย ล.1 (สิ่งแนบ 1 และสิ่งแนบ 2) นั้น กำหนดราคาประเมินที่ดิน โดยแบ่งเป็นหน่วยตามที่ตั้งของที่ดินตามศักยภาพของที่ดินที่อยู่ติดถนนเป็นสำคัญที่ดินที่สามารถเข้าออกถนนสายหลักโดยตรงที่ความเจริญสูงกว่าก็กำหนดราคาประเมินให้อยู่ในหน่วยที่มีราคาสูงกว่าราคาประเมินดินอยู่ติดถนนสายรองหรือที่ไม่อยู่ติดถนนลดหลั่นกันลงมา ราคาประเมินที่ดินจะสูงหรือต่ำกว่าที่ดินในบริเวณใกล้เพียงใดขึ้นอยู่กับว่าที่ดินแปลงนั้นอยู่ติดถนนหรือไม่ติดถนนเป็นหลักสำคัญ ดังจะเห็นได้ชัดเจนจาก บัญชีราคาที่ดินอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งแนบ 1 ท้ายสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการฯ เอกสารหมาย ล.1 ที่กำหนดหน่วยของที่ดินและราคาไว้ดังนี้

1. ที่ดินติดถนนพหลโยธิน

1.1 ที่ดินในระยะ 80 เมตร จากเขตถนนพหลโยธิน ไร่ละ 8,000,000 บาท

1.2 ที่ดินต่อจากหน่วย 1.1 ไปจนสุดแปลง ไร่ละ 4,000,000 บาท

1.3 ที่ดินในหน่วยที่ 1.2 ซึ่งมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบและไม่มีทางเข้าออก (ที่ดินตาบอด) ไร่ละ 2,400,000 บาท ฯลฯ

ดังนั้น คำว่า ต่อจาก 1 ระยะไม่เกิน 80 เมตร ในบัญชีราคาที่ดินอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน่วยที่ 2 ไร่ละ 2,400,000 บาท สิ่งแนบ 2 ท้ายสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการฯ เอกสารหมาย ล.1 จึงต้องหมายถึงที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินตามหน่วยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ซึ่งส่วนที่อยู่ในระยะ 80 เมตร กำหนดราคาไร่ละ 3,000,000 บาท ส่วนที่ห่างจากถนนดังกล่าวเกิน 80 เมตร ขึ้นไปและอยู่ในระยะ 80 เมตร ถัดไปกำหนดราคาไร่ละ 2,400,000 บาท เมื่อที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินอยู่ติดซอยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในหน่วยที่ 3 และหน่วยที่ 4 ที่ฝ่ายจำเลยกำหนดราคาไว้ไร่ละ 1,000,000 บาท และไร่ละ 500,000 บาท ตามลำดับ ส่วนที่ดินของโจทก์จัดอยู่ในประเภทที่บ้านหรือที่นานั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงขณะซื้อมาเมื่อปี 2531 มีสภาพเป็นที่นาและปัจจุบันก็ยังเป็นที่นาอยู่ และนายโพธิ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทำนาอยู่ในที่ดินทั้งสองแปลงตั้งแต่ยังเป็นของนางเชื่อมเจ้าของเดิม เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาแล้ว ก็อนุญาตให้พยานทำนาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพิจารณาตามรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สิน ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.11 ก็ระบุว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีสภาพเป็นที่นา นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในที่ดินทั้งสองแปลงและไม่มีการปรับปรุงหรือพัฒนาที่ดินเพื่อเปลี่ยนสภาพจากที่นาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น คงมีเพียงความคิดริเริ่มของโจทก์ที่เบิกความว่า ต้องการซื้อที่ดินไว้ประกอบกิจการโรงงาน และปลูกบ้านพักอาศัย แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการจึงต้องฟังว่าที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เป็นที่นา ที่โจทก์ฎีกาว่า คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ได้มีมติที่ประชุมในข้อ 3 ว่า ในรัศมี 200 เมตร จากถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานีในท้องที่ อำเภอบางไทรให้เป็นประเภทที่บ้าน หรือจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในอัตราร้อยละ 90 ของราคาประเมิน ตามเอกสารหมาย ล.1 หรือ ล.13 หน้า 7 แต่การพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ดังกล่าว ก็เป็นเพียงการพิจารณาในเบื้องต้นยังต้องนำไปสู่ชั้นตอนการอนุมัติของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงทำให้น่าสงสัยว่า หากคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ มีมติให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเป็นประเภทที่บ้านแล้ว เหตุใดจำเลยที่ 1 จึงอนุมัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เป็นประเภทที่นา ในประเด็นข้อนี้จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาโต้แย้งว่า คำว่า "รัศมี 200 เมตร" ตามบันทึกมติการประชุมเอกสารหมาย ล.13 หน้า 7 เป็นการพิมพ์บันทึกมติการประชุมที่ผิดพลาด ซึ่งที่ถูกต้องคือ "ในระยะ 200 เมตร" จากถนนพหลโยธินและวงแหวนตะวันตก และที่ดินที่ติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ในระยะ 20 เมตร ตามที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ เสนอ ความข้อนี้สอดคล้องกับคำเบิกความของนายสมภพ หัวหน้าหน่วยกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เบิกความว่า ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สิน ครั้งที่ 2 พยานได้เสนอแนวทางในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน จากเดิมในที่ประชุมกำหนดให้ที่ดินที่ติดถนนสายพหลโยธินและถนนวงแหวนตะวันตกในระยะ 80 เมตร กำหนดให้เป็นที่บ้าน ซึ่งจะได้รับค่าทดแทนการใช้ที่ดินอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนด เพิ่มขึ้นเป็นที่ดินห่างจากแนวถนนทั้งสองฝั่งดังกล่าวในระยะ 200 เมตร ให้เป็นประเภทที่บ้าน นอกจากนี้ในการประชุมดังกล่าวนายอำเภอบางไทร ยังเสนอให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่ติดถนนนายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ในระยะ 200 เมตร ในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนดด้วย ซึ่งประธานที่ประชุมเห็นด้วย ตามรายงานการประชุม เอกสารหมาย ล.6 หน้าที่ 6 และ 7 แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจนว่า เฉพาะที่ดินที่ติดถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ในระยะ 200 เมตร จากแนวถนนทั้งสองฝั่งจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเป็นประเภทบ้าน เมื่อที่ดินของโจทก์ไม่ได้อยู่ติดถนนดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงอนุมัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเป็นประเภทที่นา ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ มีมตินั่นเอง เพราะหากแปลความหมายของมติที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ว่า ในรัศมี 200 เมตร รวมถึงที่ดินที่ไม่ติดกับถนนด้วยแล้ว จำเลยที่ 1 ก็คงอนุมัติจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เป็นประเภทที่บ้านมาแต่ต้น ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะอนุมัติจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในประเภทที่นาโดยปราศจากเหตุผลแต่อย่างใด เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์เป็นประเภทที่นาจึงถูกต้องแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ที่ดินของโจทก์ถูกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเกือบทั้งหมดเหลือเนื้อที่เพียง 3 งาน 39.10 ตารางวา จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถจะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย รวมทั้งการที่จะปลูกสร้างบ้านหรือโรงงานตามที่โจทก์นำสืบ ประกอบกับด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ยายรวมกันประมาณ 301 เมตร ขนานและอยู่ห่างจากถนนสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี ไม่มาก จึงเห็นควรกำหนดราคาที่ดินทั้งสองแปลงเฉลี่ยเท่ากันไร่ละ 1,000,000 บาท หรือตารางวาละ 2,500 บาท เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าและที่ดินที่เหลือนอกแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้ารวมที่ดินทั้งสองแปลงเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา แบ่งเป็นส่วนที่ตั้งเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงเนื้อที่ 1 งาน 32.30 ตารางวา หรือ 132.30 ตารางวา เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินอัตราเต็มร้อยตารางวาละ 2,500 บาท เป็นเงินจำนวน 330,750 บาท และเป็นประเภทที่นาเนื้อที่ 8 ไร่ 82.70 ตารางวา เงินค่าทดแทนจ่ายร้อยละ 50 ของตารางวาละ 2,500 บาท คือตารางวาละ 1,250 บาท เป็นเงินจำนวน 4,103,375 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 4,434,125 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 3,087,437.50 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 1,346,687.50 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นเป็นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตั้งแต่เมื่อใด โดยจำเลยที่ ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ เกิดจากโจทก์ไม่ไปรับเงินจากจำเลยที่ 1 เอง เมื่อโจทก์ไม่ไปรับเงินจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย วางหรือฝากเงินค่าทดแทน" จึงเป็นกรณีที่กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะนำกรณีผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้บังคับมิได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.5 แต่โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามวันที่จำเลยที่ 1 กำหนด จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินดังกล่าวไปวางหรือฝากไว้โดยพลัน ถือได้ว่า วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ต้องวางหรือฝากเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,346,687.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจรากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิรินาฏ หรือปิยาภรณ์ ศิริวงศ์ศาล
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2552
#494317
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลตอนต้นมีความว่า "จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาลักทรัพย์..." และในตอนท้ายมีความว่า "ขอให้ศาลลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษ..." อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้" แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ซึ่งโจทก์ก็ได้แถลงว่า "เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป" อันเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 ริบรถจักรยานยนต์คันไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไขควงหัวแฉกของกลาง อันเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำผิด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหารับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกเหนือจากนี้ให้ยก สำหรับคำขอริบของกลาง เห็นว่าของกลางดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานรับของโจรจึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามคำให้การของจำเลยลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 เป็นคำให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ความในข้อ 1 ตอนต้นของคำให้การดังกล่าวมีว่า คดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในการพาทรัพย์นั้นไป... และในตอนท้ายมีความว่า ดังนั้น จำเลยขอความเมตตากรุณาจากศาลได้ทราบโปรดให้ความเมตตาลงโทษสถานเบาโดยการรอลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่จะเห็นสมควรเพียงแต่ลงโทษปรับ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า จำเลยประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์ก็ได้แถลงว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป ซึ่งเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงเห็นว่า คดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายบุญเลิศ คูณขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายพิทยา มูลศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2552
#419909
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ฉ. และ จ. ผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านและกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างที่ผู้เสียหายไม่อยู่ เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 95,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่นายฉลวย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนางชิตและนายฉลวยเป็นพยานเบิกความว่า คืนที่นางชิตไปนอนเป็นเพื่อนจำเลยนั้นจำเลยชวนนางชิตเข้าไปในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหาย และหยิบถุงเงินในที่นอนออกมาอวดนางชิต แม้ว่านางชิตจะพยายามทัดทาน แต่จำเลยก็ยืนยันว่าจะเอาเงินในถุงใบนั้น ต่อมาเมื่อนายฉลวยรู้ว่าเงินสูญหายและสอบถาม นางชิตจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เห็นว่า แม้คำเบิกความของนางชิตจะเป็นคำพยานเดียวซึ่งศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่ง แต่เมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับข้อเท็จจริงว่าช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยชวนนางชิตเข้าไปนอนในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหายด้วยและระหว่างปัดที่นอนจำเลยหยิบถุงเงินของนายฉลวยมาให้นางชิตดู เจือสมคำเบิกความของนางชิตเช่นนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาจากสถานภาพของนางชิตซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างของนายฉลวยและรับรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างนายฉลวยกับจำเลย จนได้รับความไว้วางใจให้มานอนเป็นเพื่อนจำเลยประกอบแล้วเชื่อว่านางชิตเบิกความไปตามความจริงที่ตนรู้เห็นมา คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนัก แม้นางชิตจะมิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา แต่เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของพยานดังกล่าวที่พยายามทัดทานไม่ให้เอาเงินในถุงใบนั้นไป จำเลยก็ยังยืนยันว่าจะเอาแล้ว กรรมย่อมเป็นเครื่องแสดงเจตนาว่าจำเลยซึ่งถือถุงเงินของนายฉลวยมาให้พยานดู เป็นผู้เอาเงินถุงนั้นไป ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุเกิดจากนางจำรัสผู้เสียหายล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยกับนายฉลวย จึงหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลยเพราะหากทรัพย์สินสูญหายจริงก็ควรต้องรีบร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมคนร้ายทันที มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 3 เดือน เช่นนี้ เห็นว่า ในฎีกาของจำเลยเองก็ยืนยันว่า นายฉลวยไม่ประสงค์จะเอาความกับจำเลยจึงไม่ร้องทุกข์ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านายฉลวยยังมีเยื่อใยต่อจำเลย ในขณะเดียวกันก็เกรงว่านางจำรัสผู้เสียหายจะล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของตนกับจำเลยจึงนิ่งเฉยเสียในช่วงแรก จนกระทั่งรู้ข่าวจากนายสมคิด อคีตคนงานของตนว่าจำเลยไปชักชวนนายสมคิดมาลักทรัพย์ในบ้านของตนอีกจึงต้องพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนั้น การร้องทุกข์ที่เนินออกไปจึงมีเหตุผลอยู่ในตัวและมิใช่ข้อพิรุธบกพร่องในส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยลักเงินของนายฉลวยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้นมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลชั้นต้นศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายฉลวยและนางจำรัสผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านรวมทั้งกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างเดินทางไปกรุงเทพมหานคร เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้วการกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามอนุมาตรานี้ด้วยจึงมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นางสาวสุมิตรา บุญวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
พิทักษ์ คงจันทร์
เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2615/2552
#495444
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 47 บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ คดีนี้แม้ศาลจะยกฟ้องคดีส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ได้ฉ้อโกงโจทก์ร่วม เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมตามกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ชัดเจนว่าโจทก์ร่วมได้ชำระค่าเช่านอกจากค่าเช่าล่วงหน้าเท่าใด อาคารและอุปกรณ์เสียหายเพียงใด เงินค่าน้ำและค่าไฟฟ้ามีการค้างชำระหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด และโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่เช่านานเท่าใด ศาลไม่อาจที่จะวินิจฉัยจำนวนเงินที่จะต้องรับผิดในส่วนคดีแพ่งว่ามีเพียงใด หากจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ก็จะทำให้คดีอาญาเนิ่นช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมไปฟ้องคดีแพ่งใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 41

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 924,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบุษยา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง คงจำคุกรวม 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ และโจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะคดีแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรเป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า นายภิญญูเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ 5 ชั้น เลขที่ 325/118 และเลขที่ 325/119 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2540 โดยมีนายสมชัยซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยและจำเลยกับพวกรวม 7 คน เป็นผู้เริ่มก่อการ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2541 บริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด โดยนายสมชัยได้ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหาดังกล่าวจากนายภิญญูมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 โดยจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันการเช่า (ระบุว่านายสมชัยเป็นผู้เช่า) หลังจากนั้นในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมได้ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/119 ทั้งหลังและอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/118 เฉพาะชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/118 ชั้นล่างเพิ่มเติม ในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์ร่วมชำระค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน เดือนละ 50,000 บาท ค่าประกันอาคารอุปกรณ์ 40,000 บาท และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟฟ้า 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 360,000 บาท สำหรับอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/119 ชำระค่าเซ้ง 150,000 บาท ค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน เดือนละ 12,000 บาท และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 196,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ร่วมชำระค่าเช่าอาคารพาณิชย์สองคูหาเดือนละ 50,000 บาท และเดือนละ 12,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2543 ถึงเดือนมีนาคม 2543 รวมเป็นเงิน 186,000 บาท และชำระค่าเช่าเดือนเมษายน 2543 เป็นเงิน 32,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ร่วมมิได้ชำระค่าเช่าเลย ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังมีพิรุธน่าสงสัยว่า สัญญาเช่าตามข้อ 5 เป็นสาระสำคัญที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติหรือไม่ ส่วนพยานหลักฐานจำเลยสามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สัญญาเช่าตามข้อ 5 ที่ว่าต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือหากจะให้เช่าช่วงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญที่คู่สัญญาจำต้องปฏิบัติ กล่าวคือ ฝ่ายบริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด ผู้เช่าเข้าใจโดยสุจริตว่า สามารถนำอาคารพาณิชย์ที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายภิญญูผู้ให้เช่า ประกอบกับการเช่าทรัพย์สินผู้ให้เช่าหาจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า ฉะนั้นที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่า อาคารพาณิชย์นำไปให้โจทก์ร่วมเช่า จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาทุจริตที่จะฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในส่วนคดีแพ่งว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 924,000 บาท แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ คดีนี้แม้ศาลจะยกฟ้องคดีส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ได้ฉ้อโกงโจทก์ร่วม เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมตามกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ร่วมคือ เงินค่าเช่าบางส่วน เงินค่าประกันอาคารอุปกรณ์ เงินค่าเซ้ง และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟ แต่ทางนำสืบของโจทก์ร่วมและจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงไม่ชัดเจนว่าโจทก์ร่วมได้ชำระค่าเช่านอกจากค่าเช่าล่วงหน้าเท่าใด อาคารและอุปกรณ์เสียหายเพียงใด เงินค่าน้ำและค่าไฟฟ้ามีการค้างชำระหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด และโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่เช่านานเท่าใด ศาลไม่อาจที่จะวินิจฉัยจำนวนเงินที่จะต้องรับผิดในส่วนคดีแพ่งว่ามีเพียงใด หากจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ก็จะทำให้คดีอาญาเนิ่นช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมไปฟ้องคดีแพ่งใหม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 41...

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะฟ้องจำเลยในส่วนคดีแพ่งใหม่ กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่คืนระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 41 ม. 42 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
โจทก์ร่วม — นางบุษยา ยังปรีดา
จำเลย — นางปทุม แซ่เตียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2615/2552
#501567
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ที่ตกลงว่าหากผู้เช่าจะให้เช่าช่วงต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ไม่ใช่สาระสำคัญที่คู่สัญญาจำต้องปฏิบัติ การที่บริษัท จ. ผู้เช่าเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถนำอาคารพาณิชย์ที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า ประกอบกับการเช่าทรัพย์สินผู้ให้เช่าไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท จ. และเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่านำอาคารพาณิชย์ไปให้โจทก์ร่วมเช่าและได้เงินต่างๆ ไปจากโจทก์ร่วม จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาทุจริตที่จะฉ้อโกงโจทก์ร่วม จึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

ศาลพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาเพราะว่าจำเลยไม่ได้ฉ้อโกงโจทก์ร่วมเนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยได้รับเงินค่าเช่าบางส่วน เงินค่าประกันอาคารและอุปกรณ์ เงินค่าเซ้ง และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟไปจากโจทก์ร่วม แต่ทางนำสืบของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ชัดเจนว่าโจทก์ร่วมได้ชำระค่าเช่านอกจากค่าเช่าล่วงหน้าเท่าใด อาคารและอุปกรณ์เสียหายเพียงใด เงินค่าน้ำและค่าไฟฟ้ามีการค้างชำระหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด และโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่เช่านานเท่าใด ศาลไม่อาจที่จะวินิจฉัยจำนวนเงินที่จะต้องรับผิดในส่วนคดีแพ่งได้ว่ามีเพียงใด หากจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ก็จะทำให้คดีอาญาเนิ่นช้าศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมไปฟ้องคดีแพ่งใหม่ ตามมาตรา 41

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2543 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยหลอกลวงนางบุษยาผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น เลขที่ 325/118 และเลขที่ 325/119 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และมีสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าอยู่อาศัยได้ ซึ่งความจริงตึกแถวดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายภิญญูและจำเลยไม่มีสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าอยู่อาศัยได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงเช่าตึกแถวดังกล่าวและส่งมอบเงินค่าเซ้ง ค่าเช่าล่วงหน้าค่าประกันความเสียหาย เงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟฟ้าและค่าเช่า สำหรับตึกแถวเลขที่ 325/118 และเลขที่ 325/119 เป็นเงิน 510,000 บาท และ 414,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 924,000 บาท ให้แก่จำเลยไปตามที่จำเลยหลอกลวงนั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 924,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบุษยาผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง คงจำคุกรวม 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะคดีแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรเป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า นายภิญญูเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ 5 ชั้น เลขที่ 325/118 และเลขที่ 325/119 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2540 โดยมีนายสมชัย ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยและจำเลยกับพวกรวม 7 คน เป็นผู้เริ่มก่อการ ปรากฏตามหนังสือบริคณห์สนธิเอกสารหมาย จ.2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2541 บริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด โดยนายสมชัยได้ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหาดังกล่าวจากนายภิญญูมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 ปรากฏตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 โดยจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันการเช่า (ระบุว่านายสมชัยเป็นผู้เช่า) ปรากฏตามสำเนาค้ำประกันด้านหลังสัญญาเช่า หลังจากนั้นในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ร่วมได้ทำสัญญาเช่า อาคารพาณิชย์เลขที่ 325/119 ทั้งหลังและอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/118 เฉพาะชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/118 ชั้นล่างเพิ่มเติมปรากฏตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 ตามลำดับในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์ร่วมชำระค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน เดือนละ 50,000 บาท ค่าประกันอาคารอุปกรณ์ 40,000 บาท และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟฟ้า 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 360,000 บาท สำหรับอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/119 ชำระค่าเซ้ง 150,000 บาท ค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน เดือนละ 12,000 บาท และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 196,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ร่วมชำระค่าเช่าอาคารพาณิชย์สองคูหาเดือนละ 50,000 บาท และเดือนละ 12,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2543 ถึงเดือนมีนาคม 2543 รวมเป็นเงิน 186,000 บาท และชำระค่าเช่าเดือนเมษายน 2543 เป็นเงิน 32,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ร่วมมิได้ชำระค่าเช่าเลย ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ แม้สัญญาเช่าระหว่างนายภิญญูและบริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด ในข้อ 5 ตามสำเนาเช่าเอกสารหมาย จ.1 จะระบุว่า ผู้เช่าไม่มีสิทธินำไปให้บุคคลเช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็มิได้นำนายภิญญูมาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ข้อตกลงตามข้อ 5 นั้น ถือเป็นสาระสำคัญที่คู่สัญญาปฏิบัติ ข้ออ้างที่ว่านายภิญญูอายุมากแล้ว ไม่ใช่เหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพราะจำเลยไม่มีโอกาสที่จะตรวจสอบโดยการถามค้าน ข้อเท็จจริงกลับปรากฏจากคำเบิกความของนายสมบัติซึ่งเป็นบุตรชายของนายภิญญูว่า เมื่อนายภิญญูทราบว่า จำเลยนำไปให้โจทก์ร่วมเช่าช่วงก็ไม่ได้มีการบอกเลิกสัญญาเช่าแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ประมาณเดือนสิงหาคม 2542 พยานเห็นหน้าอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/119 เขียนป้ายข้อความว่าขายหรือให้เช่า แสดงให้เห็นว่าป้ายดังกล่าวติดไว้โดยเปิดเผยและชัดเจนดังนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่านายภิญญูและนายสมบัติน่าจะเห็นข้อความดังกล่าวเช่นกัน ทั้งโจทก์ร่วมยังเบิกความว่า ขณะตกลงเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/118 นั้น จำเลยให้เช่าเฉพาะชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 ส่วนชั้นล่างมีบุคคลอื่นเช่า จำเลยบอกว่า หากบุคคลที่เช่าชั้นล่างไม่เช่าต่อก็จะให้พยานเช่าและเมื่อพยานเห็นว่าไม่มีบุคคลทำห้องอาหารชั้นล่าง พยานสอบถามแล้ว จำเลยบอกว่าบุคคลที่เช่าไม่ได้ติดต่อเช่าต่อ พยานจึงขอเช่าชั้นล่างจากจำเลย คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า อาคารพาณิชย์เลขที่ 325/118 และ 325/119 จำเลยเช่ามาจากนายภิญญู โดยชั้นล่างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 325/118 ทำเป็นห้องอาหาร ส่วนชั้นบนของอาคารพาณิชย์ (ชั้นที่ 2 ถึงที่ 5) รวมทั้งอาคารพาณิชย์เลขที่ 325/119 ได้แบ่งเป็นห้องๆ ให้บุคคลอื่นเช่า โดยนายภิญญูยอมให้จำเลยนำอาคารพาณิชย์ไปแบ่งให้เช่า ยิ่งกว่านั้นได้ความว่า บริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด ไม่เคยค้างชำระค่าเช่าเลย กลับได้ความว่า โจทก์ร่วมชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยเพียงเดือนเมษายน 2543 เพียงครึ่งเดียว หลังจากนั้นไม่ชำระค่าเช่าที่ค้างเลย ที่โจทก์ร่วมและนายสมบัติเบิกความว่านายสมบัติไปเก็บค่าเช่าเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 โจทก์ร่วมจึงทราบว่า อาคารพาณิชย์ที่เช่าเป็นของนายภิญญู ดังนั้นนายสมบัติกับนายภิญญู จึงทราบว่าจำเลยนำอาคารพาณิชย์ไปให้โจทก์ร่วมเช่าอันเป็นการผิดสัญญาเช่าก็มีพิรุธไม่น่าเชื่อ เพราะโจทก์ร่วมเช่าเพื่อเปิดกิจการศูนย์ดำน้ำต้องตกแต่งอาคารซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความว่า ต้องเสียค่าใช้จ่าย 2,000,000 บาท ซึ่งหากเป็นจริงแสดงว่าต้องปรับปรุงอาคารอย่างมาก หากฝ่ายนายภิญญูซึ่งรวมทั้งนายสมบัติเป็นผู้ไปเก็บค่าเช่าจากจำเลยแล้วก็น่าจะพบการตกแต่งอาคารและพบโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารดังกล่าวตั้งแต่โจทก์ร่วมเข้าไปอยู่ในอาคารแล้วอย่างช้าไม่เกิน 2 เดือน นับแต่ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความว่า ทำสัญญาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2542 คงไม่น่าจะเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วทราบเรื่องในวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ดังที่โจทก์ร่วมและนายสมบัติเบิกความ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังมีพิรุธน่าสงสัยว่าสัญญาเช่าตามข้อ 5 เป็นสาระสำคัญที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติหรือไม่ ส่วนพยานหลักฐานจำเลยสามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สัญญาเช่าตามข้อ 5 ที่ว่าต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือหากจะให้เช่าช่วงนั้น ไม่ใช่สาระสำคัญที่คู่สัญญาจำต้องปฏิบัติ กล่าวคือฝ่ายบริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด ผู้เช่าเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถนำอาคารพาณิชย์ที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายภิญญูผู้ให้เช่าประกอบกับการเช่าทรัพย์สินผู้ให้เช่าหาจำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่า ฉะนั้นที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจงเชาหลีอยู่เป้า จำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์นำไปให้โจทก์ร่วมเช่า จึงเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาทุจริตที่จะฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในส่วนคดีแพ่งว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 924,000 บาท แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ คดีนี้แม้ศาลจะยกฟ้องคดีส่วนอาญาว่าจำเลยไม่ได้ฉ้อโกงโจทก์ร่วม เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลต้องวินิจฉัยส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมตามกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ร่วมคือ เงินค่าเช่าบางส่วน เงินค่าประกันอาคารอุปกรณ์ เงินค่าเซ้ง และเงินมัดจำค่าน้ำค่าไฟ แต่ทางนำสืบของโจทก์ร่วมและจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงไม่ชัดเจนว่าโจทก์ร่วมได้ชำระค่าเช่านอกจากค่าเช่าล่วงหน้าเท่าใด อาคารและอุปกรณ์เสียหายเพียงใด เงินค่าน้ำและค่าไฟฟ้ามีการค้างชำระหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด และโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่เช่านานเท่าใด ศาลไม่อาจที่จะวินิจฉัยจำนวนเงินที่จะต้องรับผิดในส่วนคดีแพ่งว่ามีเพียงใด หากจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ก็จะทำให้คดีอาญาเนิ่นช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมไปฟ้องคดีแพ่งใหม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 41

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยในส่วนคดีแพ่งแก่โจทก์ร่วม จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในส่วนคดีแพ่งในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นศาลชั้นฎีกาโจทก์ร่วมมิได้ชำระจึงไม่มีค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ที่จะคืน"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะฟ้องจำเลยในส่วนคดีแพ่งใหม่กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่คืนระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 41 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
โจทก์ร่วม — นางบุษบา ยังปรีดา
จำเลย — นางปทุม แซ่เตียว จำเลย
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2552
#501561
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารใดจะเป็นเอกสารมหาชนหาได้ถือเอาแต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนไม่ แต่ข้อความในเอกสารนั้นต้องพาดพิงถึงประชาชนในทางใดทางหนึ่ง ทั้งต้องกระทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากเอกสารนั้นได้ ด้วยการตรวจสอบหรืออ้างอิงข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าว แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นเพียงเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีการแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนอ้างอิงข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นเอกสารมหาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า อันเป็นกิจการสาธารณูปโภคให้แก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง จำเลยเป็นเจ้าบ้านเลขที่ 68/1 ซอยสุขุมวิท 21 (อโศก) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ครอบครองดูแลต้นไม้ภายในบริเวณโรงเรือนมีหน้าที่บำรุงรักษาต้นไม้ของจำเลยให้อยู่ในสภาพดี เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น แต่จำเลยประมาทปราศจากระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังได้แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 เวลา 16.45 นาฬิกา ต้นไม้ขนาดใหญ่ภายในบริเวณบ้านของจำเลยได้หักโค่นทับสายไฟฟ้าทำให้เสาไฟฟ้าคอนกรีตของโจทก์หักโค่นลง 5 ต้น หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดเสียหาย โจทก์ต้องปักเสาคอนกรีตใหม่และซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดเสียหายรวมเป็นเงิน 242,118.93 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,158.91 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 260,277.84 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 242,118.93 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เหตุที่เสาไฟฟ้าคอนกรีตของโจทก์หักมิได้เกิดจากต้นไม้ของจำเลยและมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย แต่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติอันเป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจากมีพายุฝนตกหนักติดต่อกันนายหลายชั่วโมง แม้จำเลยใช้ความระมัดระวังเพียงใดก็ไม่อาจป้องกันภัยพิบัติอันเกิดจากพายุดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 242,118.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 บาท ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ไม่ฎีกาโต้เถียงว่า ในวันเกิดเหตุต้นไม้ขนาดใหญ่ในซอยสุขุมวิท 21 (อโศก) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โค่นล้มหักทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าของโจทก์หัก หมอแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ต้นไม้ด้งกล่าวอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์มีคำเบิกความของนายเสงี่ยม ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานยืนยันว่า ต้นไม้ที่ล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ภายในบริเวณบ้านของจำเลย นอกจากนี้ โจทก์ยังมีใบสั่งงานประเภทเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินของโจทก์เอกสารหมาย จ.1 กับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อเอกสารหมาย จ.2 เป็นหลักฐานประกอบคำเบิกความของนายเสงี่ยมว่า ข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับระบุชัดว่าต้นไม้ที่หักทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในบ้านของจำเลย โจทก์เห็นว่าเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารมหาชน ซึ่งต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักพอให้รับฟังว่าต้นไม้ที่หักโค่นทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นต้นไม้ในบ้านของจำเลย เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่า ต้นไม้ที่หักทับสายไฟฟ้าของโจทก์ไม่ใช่ต้นไม้ในบ้านของจำเลย โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่โจทก์คงมีนายเสงี่ยมเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ได้รับรายงานว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยหักโค่นทับสายไฟฟ้าของโจทก์เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์เสียหายหลายรายการ อย่างไรก็ดี นายเสงี่ยมยอมรับว่าในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้เดินทางไปตรวจดูความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุแล้ว 6 เดือน ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ได้ซ่อมแซมเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์จนใช้การได้แล้ว ทั้งยังยอมรับด้วยว่าไม่ได้ตรวจดูว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มอย่างไร เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปในบ้านของจำเลยได้ คำเบิกความของนายเสงี่ยมไม่เป็นหลักฐานที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์จนเป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุชัดว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยโค่นทับสายไฟฟ้าแรงสูง เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าในบริเวณนั้นและอุปกรณ์ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ก็ได้ความจากร้อยตำรวจโทสถาปนา พยานจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อว่า ในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ไปแจ้งความแก่พยานว่า ในวันเกิดเหตุต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์ ทำให้เสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย พยานจึงบันทึกรับแจ้งความไว้ในรายงานเกี่ยวกับคดีฉบับดังกล่าว แต่ความจริงจะเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารฉบับนั้นหรือไม่ พยานไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากไม่ได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ข้อความในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์ยกขึ้นฎีกาเป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่ามีผู้แจ้งความว่าต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์เท่านั้น หาใช่หลักฐานที่จะพิสูจน์ว่า ความจริงเป็นดังที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า ความจริงเป็นดังที่เอกสารดังกล่าวระบุไว้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่า ต้นไม้ในบ้านของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าของโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 เป็นเอกสารมหาชน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าข้อความในเอกสารฉบับนั้นเป็นข้อความที่ถูกต้องแท้จริง ซึ่งโจทก์เห็นว่าศาลฎีกาควรรับฟังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อความในเอกสารดังกล่าว เห็นว่า เอกสารใดจะเป็นเอกสารมหาชนได้ถือเอาแต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนไม่ แต่ข้อความในเอกสารนั้นต้องพาดพิงถึงประชาชนในทางใดทางหนึ่งทั้งต้องกระทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากเอกสารนั้นได้ ด้วยการตรวจสอบหรืออ้างอิงข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าว แต่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 เป็นเพียงเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานตำรวจทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีการแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนอ้างอิงข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นเอกสารมหาชนตามที่โจทก์ฎีกา กล่าวโดยสรุป ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่า ต้นไม้ของจำเลยล้มทับสายไฟฟ้าตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายสมิทธิ์ เนาถาวร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา