แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลสามกระทายที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงทุ่งแห้ว) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว กับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้องค์การบริหารส่วนตำบลแสนตอ ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนกว้างประมาณ 3 เมตร รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีและนาย ร. ได้ร่วมกันยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ถนนพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งสามอยู่ในเขตถนนชนเกษม ปัจจุบันมีสภาพเป็นถนนและทางเท้า ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสาม แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งน้อย ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะมาเป็นระยะเวลามากกว่า 40 ปี ในระหว่างที่มีการก่อสร้างถนนคอนกรีตเมื่อปี 2552 เจ้าของที่ดินเดิมไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านการก่อสร้างถนนดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นาย พ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลศรีสองรัก ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลศรีสองรักที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลศรีสองรัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 นายกเทศมนตรีตำบลศรีสองรัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา 11 (3) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างถนน ค.ส.ล. รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือเป็นที่ราชพัสดุจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินพิพาท และไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำเลย เป็นสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาท เป็นสัญญาที่จำเลยเช่าซื้อพร้อมติดตั้งและเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศแยกส่วนที่มีอยู่เดิมเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดจำนวนเท่ากัน โดยให้ถือเอาค่าเช่าซื้อที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาเครื่องปรับอากาศที่เช่าซื้อ และเมื่อผู้เช่าซื้อชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องปรับอากาศตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินทั่วไปที่พบเห็นได้ในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้แก่จำเลยให้เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมคืนหนังสือค้ำประกันสัญญาให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
แม้กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งด้วยวาจาให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างโดยแจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างที่พักอาศัยรุกล้ำที่ดินแนวเขตคลองชลประทานที่ ๑๓ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีได้ถมดินและก่อสร้างที่พักอาศัยบนที่ดินซึ่งมารดาของผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม และได้ขออนุญาตก่อสร้างโดยถูกต้องต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ดังนี้ แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกคำสั่งด้วยวาจาให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างที่พักอาศัย ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดซื้อและขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดีสำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทาน จึงมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประกอบกับเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างที่พักอาศัยในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของมารดาผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือได้ก่อสร้างที่พักอาศัยรุกล้ำที่ราชพัสดุซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดี สำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ที่ 1 สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณาและมีคำสั่งเรียกสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนาย พ. เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ร้องสอด ตามลำดับ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่1 สืบเนื่องมาจาก นาย พ. อดีตสามี ซึ่งเดิมเป็นข้าราชการครูของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงเรียกร้องค่าเลี้ยงดูกับผู้ฟ้องคดี ตามบันทึกข้อความมหาวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ยืนยันการหักเงินเดือนของนาย พ. โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักเงินเดือนของนาย พ. เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร เข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของนาย พ. ตามบันทึกข้อตกลงเข้าบัญชีธนาคารของผู้ฟ้องคดีมาโดยตลอดแต่หลังจากนาย พ. ได้ลาออกจากราชการ นาย พ. ได้มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขอยกเลิกการหักเงินบำนาญเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร โดยจะนำส่งเงินดังกล่าวด้วยตนเอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่หักเงินบำนาญหรือเงินอื่นของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตร ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยืนยันให้หักเงินบำนาญหรือเงินอื่นใดของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเช่นเดิม ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชำระค่าเสียหายจำนวน 35,000 บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักเงินบำนาญของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารของผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรตามเดิม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546ส่วนวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นสถานศึกษาหน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และที่ 3 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของนาย พ. อดีตสามีของผู้ฟ้องคดี ละเลยต่อหน้าที่ไม่หักเงินบำนาญของนาย พ. เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรเข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดีตามบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนาย พ. ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากนาย พ. ทำบันทึกถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ให้หักเงินค่าเลี้ยงดูบุตรเข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดี โดยจะเป็นผู้นำส่งเอง โดยเมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นการขอบังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชำระค่าเสียหาย เป็นเงิน 35,000 บาท และขอให้วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักเงินบำนาญของผู้ร้องสอดเข้าบัญชีธนาคารของผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรตามเดิม โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีคำขอให้ศาลมีคำบังคับนาย พ. ดำเนินการใดๆข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่อันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
สำนักงานศาลปกครอง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 กรณีสืบเนื่องมาจากสำนักงานศาลปกครองได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของนาย ส. ข้าราชการในสังกัดและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ โดยในคดีที่ศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนาย ส. จำเลย ต่อศาลแขวงดอนเมือง เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่นาย ส. รับไปโดยไม่มีสิทธิ ศาลแขวงดอนเมืองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เต็มตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าเช่าบ้านพักแก่จำเลยโดยจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นของโจทก์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิที่จะรับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ ส่วนคดีที่ศาลปกครอง นาย ส. ยื่นฟ้องสำนักงานศาลปกครอง ที่ 1 เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการอนุมัติสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี คำขออื่นให้ยก ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มี คำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 โดยศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ส. ได้รับเงินค่าเช่าบ้านด้วยความเชื่อโดยสุจริต และได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 51 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า ศาลอุทธรณ์และศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า นาย ส.เป็นผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. 2545 คำสั่งของผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุนซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองในการอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านและเพิกถอนการอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของนาย ส. จึงเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยต่อมาว่า นาย ส. ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าเช่าบ้านโดยสุจริตและได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดสิ้น จึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปเต็มจำนวนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตามมาตรา 51 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวมีผลทำให้สำนักงานศาลปกครองไม่อาจเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่นาย ส. ได้รับไปจากสำนักงานศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ หรือกรณีที่นาย ส.นำเงินมาคืนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 แล้ว แต่ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 วินิจฉัยว่า นาย ส. ไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่รับไปแก่ผู้ร้อง ย่อมมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีอำนาจรับชำระเงินคืนได้หรือไม่ และต้องคืนเงินที่นาย ส.ชำระมาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่นาย ส. หรือไม่ ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในส่วนนี้จึงขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จนเป็นเหตุให้เกิดข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้อง และคณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดได้ตามมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในส่วนนี้เป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวกับประเด็นการเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่อ้างว่านาย ส. รับไปโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องในส่วนนี้ไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า หนังสือเรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน เป็นเพียงหนังสือทวงถามให้ชำระเงินคืนเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี โดยการฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อไป ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน ผู้ฟ้องคดีไม่ได้อุทธรณ์ และศาลปกครองสูงสุดมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือที่ให้ผู้ฟ้องคดีคืนค่าเช่าบ้าน ประกอบกับคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจากข้าราชการตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ก็มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ได้วินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน ดังนั้น เมื่อนาย ส ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้าน และประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลยุติธรรมที่จะต้องวินิจฉัยว่า สำนักงานศาลปกครองมีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ และนาย ส. ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่สำนักงานศาลปกครองหรือไม่ เพียงใด การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นาย ส . คืนเงินค่าเช่าบ้านเต็มจำนวนให้แก่สำนักงานศาลปกครอง โดยอ้างอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และไม่นำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 วรรคสี่ มาใช้บังคับ ก็เป็นอำนาจของศาลในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจจะวินิจฉัยปรับบทกฎหมายใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดี ดังนี้ คู่ความและคู่กรณีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 13227/2561 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อร. 161/2566 จึงต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยในส่วนการเรียกคืนเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทนี้
แม้คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในส่วนที่ออกทับที่ดินของบิดาของโจทก์ อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่บิดาของโจทก์ ครอบครองทำประโยชน์และเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ แต่จำเลยรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของบิดาของโจทก์ จำเลยให้การโต้แย้งว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินแปลงที่บิดาของโจทก์แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่สาธารณประโยชน์ซึ่งออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของบิดาของโจทก์ที่ตกทอดแก่โจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และที่ ๖ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ส่วนคำขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำขออื่นล้วนแต่เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ส่วนกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเป็นทางสาธารณประโยชน์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีอำนาจเข้าไปปรับปรุงทางสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาสุวรรณภูมิ ที่ ๒ เทศบาลตำบลเมืองสรวง ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาสุวรรณภูมิ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ โดยอ้างว่าหากออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ จะเป็นการออกโฉนดที่ดินทับทางหลวงสุขาภิบาลนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทตามที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ และเดิมไม่ปรากฏว่ามีทางหลวงสุขาภิบาลในที่ดินโฉนดแปลงข้างเคียง แต่เพิ่งมาปรากฏเมื่อมีการออกโฉนดที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๖ จึงเป็นการกำหนดทางหลวงสุขาภิบาลรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๓ มีคำขอให้เพิกถอนทางหลวงสุขาภิบาลตามรูปแผนที่ของโฉนดที่ดินที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ตามเนื้อที่ที่ปรากฏใน น.ส. ๓ อันเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวและห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำการใด ๆ ในที่ดินพิพาท ก็เป็นคำฟ้องและคำขอที่สืบเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทาน ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยนำรถแบคโฮขนาดใหญ่ รถยนต์กระบะบรรทุก รถจักรยานยนต์พ่วงข้างและรถเข็น มีเครื่องเลื่อยยนต์เข้าตัดโค่นต้นไม้ยืนต้นในบริเวณแนวเขตโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ต้นไม้ที่ได้รับความเสียหายปลูกอยู่ในบริเวณแนวเขตโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท หากศาลวินิจฉัยว่าแนวเขตที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้าง หรือเป็นทรัพย์สินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้ในการจัดรูปที่ดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กล่าวอ้าง จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่เป็นละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว น. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ ๑ นายช่างรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๓ ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๔ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ที่ ๕ สรุปคำฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๑๒๙ และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๒๘๔ รวม ๒ แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้รังวัดถนนสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๓๒๘.๙๐ ตารางวา โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบหรือให้เข้าร่วมทำการรังวัดระวังการนำชี้แนวเขต และมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ไม่ทราบสังกัดขับรถยนต์เข้าออกบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้บุคคลในครอบครัวของผู้ฟ้องคดีตกใจกลัว ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัด ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนการรังวัดที่ดิน และสั่งให้รังวัดใหม่โดยได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จ่ายค่าทดแทนกรณีการรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเนื้อที่ ๓๒๘.๙๐ ตารางวา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีบุกรุกเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีในวันรังวัดที่ดินทำให้บุคคลในครอบครัวของผู้ฟ้องคดีเกิดความตกใจกลัวมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ เป็นผู้ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ได้ยื่นคำขอตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ (ทางสาธารณประโยชน์) บริเวณหมู่ที่ ๓ ตำบลน้ำพุ (ท่าชี) อำเภอบ้านนาสารจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจภูธรท่าชีให้ดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีโดยกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยในการรังวัดดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือแจ้งให้นายอำเภอบ้านนาสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรท่าชี และผู้ที่มีแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบมาโดยตลอดแต่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยให้ความร่วมมือในการรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดและชี้แนวเขตไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินที่พิพาทได้ดำเนินการถูกต้องตามลำดับขั้นตอน ระเบียบและกฎหมาย ไม่เป็นการทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้นายช่างรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๓ ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพุ ที่ ๔ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ที่ ๕ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ กรมการปกครอง ที่ ๘ ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด โดยอ้างเหตุว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดเพื่อตรวจสอบแนวเขตถนนสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าถนนสาธารณะดังกล่าวตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยได้รับค่าทดแทน จึงเป็นการกระทำละเมิด โดยมีคำขอให้จ่ายค่าทดแทนที่ดิน และรังวัดใหม่ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำชี้เพื่อตรวจสอบเขตทางสาธารณะไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณะ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การเข้าไปรังวัดและชี้แนวเขตที่ดินพิพาทได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นทางสาธารณะซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายแก่กายและจิตใจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ กรณีมีเจ้าหน้าที่บุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีในวันรังวัดเป็นเหตุให้ครอบครัวของผู้ฟ้องคดีตกใจกลัวนั้น มิใช่ข้อพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นกัน
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนและเป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัยจากกรมธนารักษ์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการรังวัดที่ดินใหม่บริเวณพื้นที่ที่มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินราชพัสดุ เมื่อคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย และ ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขโดยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะออกให้หมด และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รังวัดที่ดินบริเวณพิพาทใหม่ อ้างว่ารังวัดคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องทำให้อาคารที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำทางสาธารณะนั้น ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งพิพาทดังกล่าวข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโท ป. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์สังกัดจำเลยให้ดำเนินคดีอาญากับนาย ธ. ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 332 แต่ร้อยตำรวจโท ป. กลับงดเว้นไม่กระทำการในหน้าที่ในการดำเนินคดีกับนาย ธ. ทำให้โจทก์ เสียสิทธิในการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งปวง ขอบังคับให้จำเลยมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบกระทำการในหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เห็นว่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้อง โดยตั้งรูปเรื่องในลักษณะของการละเลยต่อหน้าที่ของพนักงานสอบสวนสังกัดจำเลยในการไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามที่โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับนาย ธ. ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 332 แต่พนักงานสอบสวนกลับงดเว้นไม่กระทำการในหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนเพื่อทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเสนอพนักงานอัยการ ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งปวง ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์อ้างว่าพนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภายหลังรับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครอง คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตำรวจโท ป. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(6) สังกัดจำเลย จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา