คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2566
#690164
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากจำเลยจำหน่ายซากเป็ดแดง 54 ซาก ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยยังพบนกอีโก้ง 2 ตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่ในกรงขังภายในบริเวณบ้านของจำเลย การที่จำเลยมีนกอีโก้งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีไว้เพื่อการค้า จึงเป็นการกระทำโดยมีจุดมุ่งหมายหรือเจตนาในการกระทำความผิดต่างกัน ประกอบกับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 บัญญัติแยกไว้คนละมาตรา โดยความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองและซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ในมาตรา 17 และมาตรา 92 ส่วนความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ในมาตรา 29 และมาตรา 89 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเป็นคนละความผิดต่างกระทงกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กรณีไม่ต้องด้วยบทนิยามของคำว่า "ค้า" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 5, 7, 17, 29, 89, 92, 108, 112 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบนกอีโก้ง 2 ตัว และซากเป็ดแดง 54 ซาก ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 17, 29, 89 วรรคหนึ่ง, 92 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองและซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบนกอีโก้ง 2 ตัว และซากเป็ดแดง 54 ซาก ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองและซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน (ที่ถูก ลดโทษเป็นรายกระทงก่อนรวมโทษ) ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า แม้มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จะนิยามคำว่า "ค้า" ให้หมายความว่า ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่าย แจก หรือโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงมีหรือแสดงไว้ซึ่งสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าเพื่อการค้าด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่จำเลยไม่คัดค้านรับฟังได้ว่า นอกจากจำเลยจะจำหน่ายซากเป็ดแดง 54 ซาก ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว หลังจากนั้น เมื่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยยังพบนกอีโก้ง 2 ตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่ในกรงขังภายในบริเวณบ้านของจำเลย การที่จำเลยมีนกอีโก้งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีไว้เพื่อการค้า จึงเป็นการกระทำโดยมีจุดมุ่งหมายหรือเจตนาในการกระทำความผิดต่างกัน ประกอบกับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 บัญญัติแยกไว้คนละมาตรา โดยความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองและซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ในมาตรา 17 และมาตรา 92 ส่วนความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ในมาตรา 29 และมาตรา 89 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเป็นคนละความผิดต่างกระทงกัน การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กรณีไม่ต้องด้วยบทนิยามของคำว่า "ค้า" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายสุธี ศิริภานุมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเวียง ขวัญอ้นอินทร์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
พิชัย เพ็งผ่อง
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2566
#693655
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด หากพิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) เมื่อส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเพียงกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ศาลย่อมพิพากษาเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ดินกึ่งหนึ่งกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตายได้

เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 จำเลยที่ 1 จัดการโอนมรดกทั้งหมดให้ตนเอง รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แต่เป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการรับโอนมรดกของผู้ตายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายกลับคืนกองมรดกเพื่อแบ่งปันระหว่างทายาท จึงเป็นคดีมรดก ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่งปันกันโดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 24990 ถือว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย จึงไม่อาจอ้างการครอบครองขึ้นต่อสู้โจทก์และโจทก์ร่วมได้ คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกผู้ตาย อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะสินสมรสกึ่งหนึ่ง และในฐานะทายาทผู้รับมรดกอีกกึ่งหนึ่งรวมเป็นสามในสี่ส่วนของที่ดินดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายทั้งแปลง และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ซึ่งเป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้กำจัดจำเลยที่ 1 จากการรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 22874, 24990, 60 และ 123 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 4 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสี่แปลงและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา นางยุพา พี่ร่วมบิดามารดาของผู้ตายยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของผู้ตายในที่ดินโฉนดเลขที่ 22874, 24990, 60 และ 123 พร้อมบ้านเลขที่ 4 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874, 24990, 60 และ 123 พร้อมบ้านเลขที่ 4 รวม 4 แปลง โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์และโจทก์ร่วมคนละ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และวันที่ 9 มีนาคม 2561 ตามลำดับ กึ่งหนึ่ง กลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย ให้ยกคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ให้กำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของผู้ตาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสาม 200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์ โจทก์ร่วม และนายธนโชค ผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 วันที่ 27 มกราคม 2520 โดยรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเลี้ยงดูในฐานะบุตรและได้แจ้งเกิด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ผู้ตายถึงความตาย จากนั้นวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 ให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งยังจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 ให้แก่จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันทางมรดก ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 60 และ 123 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ทางมรดก รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของหน่วยนิติเวชศาสตร์และพิษวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 123 บ้านเลขที่ 4 และที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่า โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 123 ดังกล่าวให้แก่ผู้ตายโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนแต่อย่างใด และโจทก์เบิกความยืนยันว่า ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ตายเพื่อตอบแทนที่ผู้ตายดูแลมารดา แม้ว่าผู้ตายจะได้ที่ดินดังกล่าวมาในระหว่างสมรส แต่ไม่ปรากฏว่าหนังสือยกให้ระบุเป็นสินสมรส จึงต้องฟังว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 123 เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สำหรับบ้านเลขที่ 4 ในที่ดินดังกล่าว โจทก์เบิกความว่า ก่อนหน้าที่นายดำรงจะรื้อถอนบ้านเลขที่ 6 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 4 จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่เป็นการก่อสร้างชิดแนวเขตทำให้ผนังด้านที่ติดกับบ้านนายดำรงไม่มีการฉาบด้านนอก ภายหลังจากที่นายดำรงรื้อถอนอาคารยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 ต้องการให้ช่างฉาบปูนด้านนอกอาคารดังกล่าว เหตุที่นายดำรงรื้อถอนอาคารไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากเกิดปัญหาการรื้อเสาตอม่อของอาคารจำเลยที่ 1 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของนายดำรง การรื้อถอนจึงยากลำบากเพราะอาคารของจำเลยที่ 1 จะทรุดตัวได้ แต่ตกลงกันไม่ได้ทางฝ่ายจำเลยที่ 1 จึงยื่นฟ้องเมื่อปี 2561 ให้นายดำรงยอมให้ช่างของจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดิน และเรียกค่าเสียหาย แสดงว่าบ้านเลขที่ 4 หลังดังกล่าวได้ถูกรื้อไปและจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารใหม่แล้วในระยะเวลาที่ไม่นานภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อปี 2559 ทั้งยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ โจทก์ร่วมหรือทายาทอื่นทักท้วงถือว่าเป็นการให้ความยินยอม และไม่ได้ความว่าโจทก์หรือทายาทอื่นออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ประกอบกับแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดก ข้อ 4 ระบุว่า โอนมรดกเฉพาะที่ดิน ไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง เมื่ออาคารปลูกขึ้นใหม่ ดังนี้บ้านเลขที่ 4 เดิมที่จะต้องถูกบังคับให้เพิกถอนการโอนมรดกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องฟังว่า บ้านเลขที่ 4 ที่ปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ มิใช่สินส่วนตัวของผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ที่ปลูกสร้างขึ้นมาเองในภายหลัง สำหรับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 24990 ปรากฏตามใบไต่สวนว่าผู้ตายได้รับการให้ที่ดินมาจากบิดาเมื่อประมาณปี 2499 ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 1 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ที่ดินมาในระหว่างสมรสโดยผู้ตายไม่ได้บอกว่าได้มาจากบิดามารดา เพียงแต่บอกให้ช่วยกันทำเพื่อใช้หนี้ธนาคาร เมื่อพิจารณาสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินด้านหลังได้ความว่า ผู้ตายได้ทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 จึงเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นภายหลังจากที่ผู้ตายได้รับการให้ที่ดินดังกล่าว เพียงแต่เพิ่งได้รับเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดภายหลังจากสมรสแล้วเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องฟังว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 24990 เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 บัญญัติ "เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" มาตรา 1547 บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร" และมาตรา 1555 บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้... (7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น..." ทั้งนี้การที่จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ประการแรก จะต้องเป็นบุตรนอกกฎหมาย ซึ่งหมายถึง เด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ทางนำสืบจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การไปแจ้งสูติบัตร ผู้ตายเป็นผู้ไปแจ้งเพียงลำพัง และนำเด็กมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 โดยบอกว่าเป็นบุตรของผู้ตาย ทั้งตามเอกสารดังกล่าวช่องหมายเลข 2 ปรากฏชื่อมารดาว่าวราพร (จำเลยที่ 1) ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะหากฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และผู้ตายมีหญิงอื่นจนเกิดบุตรทั้งสองคนย่อมเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตครอบครัวที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจะยอมรับบุตรของภริยาน้อยอย่างง่ายดายดังที่เบิกความ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นบุตรของผู้ตายกับหญิงอื่นที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายอันจะเป็นกรณีที่ผู้ตายรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรหรือบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรสที่โจทก์และโจทก์ร่วมจะสามารถขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้กลับคืนสู่กองมรดกได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด หากพิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเพียงกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ศาลย่อมพิพากษาเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ดินกึ่งหนึ่งกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ พิจารณาจากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายตั้งแต่ปี 2520 ร่วมทำมาหากินประกอบอาชีพทำสวนครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตลอดมา ผู้ตายแจ้งการเกิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าผู้ตายเป็นบิดา จำเลยที่ 1 เป็นมารดา เลี้ยงดูให้ความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก โดยมีฐานะทางทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตร จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายนานกว่า 30 ปี โจทก์ โจทก์ร่วม และญาติทุกคนให้การยอมรับ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกิจกรรมของครอบครัวตลอดมา ดูแลมารดาของโจทก์ และโจทก์ร่วมในช่วงชราและเจ็บป่วย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็ไม่ปรากฏว่าทายาทคนใดติดตามสอบถามถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นเวลานาน ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายควรตกแก่บุคคลในครอบครัวของผู้ตาย จึงได้ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยแสดงเอกสารหลักฐานตามที่ได้รับทราบจากเจ้าพนักงานที่ดิน มีการประกาศให้โต้แย้ง เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้สอบถามว่าเป็นแม่ลูกกันหรือไม่ จึงไม่ได้บอก และไม่เคยมีผู้ใดกล่าวอ้างว่า ใบสูติบัตรเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ฟังว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าทรัพย์มรดกเป็นของผู้ตายซึ่งให้การยอมรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรตลอดมา 30 กว่าปี จึงเป็นการดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน และขั้นตอนทางราชการแล้วสามารถโอนมรดกได้โดยชอบ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทตามความเข้าใจของตน เป็นการจัดการแบ่งทรัพย์ของผู้ตาย โดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยชอบ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินของผู้ตายต่อให้แก่บุคคลอื่น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่โจทก์ โจทก์ร่วมและทายาทอื่นอันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้จัดการโอนมรดกทั้งหมดให้ตนเองรวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการรับโอนมรดกของผู้ตายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลับคืนกองมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายระหว่างทายาท จึงเป็นคดีมรดก เมื่อได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่งปันกันโดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 24990 ดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือในโฉนดที่ดินเลขที่ 22874, 24990, 60 และเลขที่ 123 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีชื่อถือในโฉนดที่ดินเลขที่ 24990 ซึ่งรับโอนมาจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นการครอบครองแทนเช่นกัน ไม่อาจอ้างการครอบครองขึ้นต่อสู้โจทก์และโจทก์ร่วมได้ คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ซึ่งฟังว่าเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะสินสมรสกึ่งหนึ่ง และในฐานะทายาทผู้รับมรดกอีกกึ่งหนึ่งของกองมรดกผู้ตาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับสามในสี่ส่วนของที่ดินดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งฟังว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายทั้งแปลง และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และวันที่ 9 มีนาคม 2561 ตามลำดับ หนึ่งในสี่ส่วน และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยทั้งสามซึ่งทำเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ตามลำดับ กึ่งหนึ่งกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนการโอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1629 ม. 1635 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
โจทก์ร่วม — นาง ย.
จำเลย — นาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวงศ์สถิตย์ แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย คุณจักร
ศุภมิตร บุญประสงค์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1003/2566
#691542
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามสัญญากู้เงินพิพาทเกิดจากการนำหนี้เงินกู้ 100,000 บาท หนี้ยืมทองคำ และหนี้ค่าแชร์มารวมกัน แม้หนี้เงินกู้เดิมไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมแต่จำเลยยังมีหน้าที่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์เพียงแต่โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีจำเลยได้ อย่างไรก็ตาม คู่กรณีสามารถตกลงกันทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นเพื่อบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้ ทั้งการส่งมอบเงินกู้ไม่จำเป็นต้องส่งมอบเงินในวันทำสัญญา สามารถส่งมอบก่อนหรือหลังทำสัญญาก็ได้ และจำเลยรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ 100,000 บาท ดังกล่าวจริง หนี้ส่วนนี้จึงสมบูรณ์ ส่วนหนี้ยืมทองคำ แม้มีการไถ่ถอนทองคำคืนโจทก์ แต่ก็เป็นการกระทำภายหลังที่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยมีการตรวจสอบยอดหนี้ในส่วนนี้ว่ายังมีหนี้ค้างชำระกันอีก หนี้ในส่วนนี้จึงสมบูรณ์เช่นกัน สำหรับหนี้ค่าแชร์เมื่อนำมารวมกับหนี้เงินกู้และหนี้ยืมทองคำแล้วจัดทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงินพิพาท จำเลยยอมรับว่ามีการทำสัญญากู้ยืมเงินพิพาทจริง ส่วนจะเป็นโมฆะตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 หรือไม่ นั้น จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จำเลยมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาเดียวกันโจทก์มีการจัดให้เล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง หรือมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน และมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าหนี้ค่าแชร์ที่นำมารวมเป็นหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท เมื่อจำเลยไม่นำสืบจึงฟังไม่ได้ว่าหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์เป็นนายวงเป็นโมฆะ และเมื่อมีการนำหนี้ทั้งสามประเภทมารวมกันเป็นหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินพิพาท เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงก่อหนี้ขึ้นมาใหม่โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับอันมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 688,227 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยมานาน 2 ปี โจทก์และจำเลยเล่นแชร์ด้วยกันและต่างเป็นนายวงแชร์ โดยโจทก์เล่นแชร์กับจำเลย 2 วง จำเลยเล่นแชร์กับโจทก์ 4 วง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 830,000 บาท โดยสัญญากู้ยืมระบุว่าจำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนเสร็จแล้ว โดยเอาหนี้เงินกู้ 100,000 บาท หนี้ยืมทองคำ 19 บาท มูลค่า 300,000 บาท และหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์และจำเลยเป็นนายวง มารวมเป็นสัญญากู้ ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ไม่กำหนดอัตราดอกเบี้ย วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2562 จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย สำหรับหนี้ยืมทองคำ จำเลยนำทองคำไปจำนำและโอนเงินคืนโจทก์ 167,383 บาท และต่อมาโจทก์ให้จำเลยไถ่ถอนทองคำ โดยโจทก์มอบเงินให้จำเลยเป็นค่าไถ่ถอนและดอกเบี้ยรวม 134,617 บาท และหลังจากทวงถาม จำเลยโอนเงินชำระหนี้ให้โจทก์ 5,500 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนี้เงินกู้ตามฟ้องมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเกิดจากการนำหนี้เงินกู้ 100,000 บาท หนี้ยืมทองคำ มูลค่า 300,000 บาท และหนี้ค่าแชร์มารวมกัน แม้หนี้เงินกู้เดิมไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมแต่จำเลยยังมีหน้าที่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพียงแต่โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีจำเลยได้ อย่างไรก็ตามคู่กรณีสามารถตกลงกันทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นเพื่อบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้ ทั้งการส่งมอบเงินกู้ไม่จำเป็นต้องส่งมอบเงินในวันทำสัญญา สามารถส่งมอบก่อนหรือหลังทำสัญญาก็ได้ และจำเลยรับว่าเป็นหนี้เงินกู้ 100,000 บาท ดังกล่าวจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 หนี้ส่วนนี้จึงสมบูรณ์ ส่วนหนี้ยืมทองคำก็ปรากฏว่ามีการถ่ายภาพการส่งมอบทองคำ หลักฐานการที่จำเลยนำทองคำไปจำนำ และรายละเอียดค่าใช้จ่าย แม้มีการไถ่ถอนทองคำคืนโจทก์ แต่ก็เป็นการกระทำภายหลังที่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินแล้ว โจทก์และจำเลยมีการตรวจสอบยอดหนี้ในส่วนนี้ว่าค้างชำระอีก 134,617 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 หนี้ในส่วนนี้จึงสมบูรณ์เช่นกัน สำหรับหนี้ค่าแชร์เมื่อมีการนำมารวมกับหนี้เงินกู้และหนี้ยืมทองคำแล้วนำมาจัดทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยยอมรับว่ามีการทำสัญญากู้ยืมเงินจริง ส่วนจะเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 หรือไม่ นั้น จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จำเลยมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าในช่วงเวลาเดียวกันโจทก์มีการจัดให้เล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง หรือมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน และมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าหนี้ค่าแชร์ที่นำมารวมเป็นหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท เมื่อจำเลยไม่นำสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์เป็นนายวงเป็นโมฆะ และเมื่อมีการนำหนี้ทั้งสามประเภทมารวมกันเป็นหนี้ เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงก่อหนี้ขึ้นมาใหม่โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับ อันมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ และเมื่อมีการหักทอนยอดหนี้ยืมทองคำและมีการชำระหนี้หลังจากทวงถาม คงเหลือหนี้ 688,227 บาท โดยจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นประการอื่น จึงต้องฟังว่า จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายและอาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่จำเลยต้องรับผิดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 688,227 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ไม่ให้เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 650 วรรคสอง ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84/1
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายภูริวิชญ์ ยาหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2566
#691368
เปิดฉบับเต็ม

ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นคนละส่วนกับค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ดังที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 นิยามคำว่า "สาธารณูปโภค" กับคำว่า "บริการสาธารณะ" แยกจากกัน การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากความรับผิดเมื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 หากมีการทำข้อตกลงที่เป็นการผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนที่จะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ในส่วนบริการสาธารณะ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 และมาตรา 44 ไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องรับผิดชอบเหมือนดังเช่นสาธารณูปโภค ประกอบกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะซึ่งเป็นบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อคดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระค่าบริการส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้คำฟ้องบางช่วงบางตอนจะใช้ถ้อยคำว่า โจทก์จัดทำสาธารณูปโภคในพื้นที่ส่วนกลาง ค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลาง แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและมีพยานมาสืบโดยยกตัวอย่างถึงบริการส่วนกลางที่ดำเนินการ เช่น การจัดให้มีไฟทางส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเข้าออกหมู่บ้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะ

เมื่อจำเลยชำระค่าบริการสาธารณะเรื่อยมา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2555 พฤติการณ์บ่งชี้ว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณะระหว่างกัน แม้โจทก์ไม่ได้อ้างส่งสัญญาหรือข้อตกลงเป็นพยานหลักฐาน กรณีรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะ ส่วนที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แม้ต่อมามีการตรา พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ขึ้นใช้บังคับให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่มาตรา 69 พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใบอนุญาตหรือการอนุญาตใด ๆ ที่ให้ไว้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า การบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ให้นำมาตรา 53 มาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ด้วยโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 53 ก็บัญญัติให้นำความมาตรา 50 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ไม่ได้ยื่นขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการ ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป

ตามคำฟ้องไม่ปรากฏข้อตกลงกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยต้องชำระรายเดือนเมื่อใด จะต้องถือว่าจำเลยผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับเมื่อใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป

ระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ข้อ 4 กำหนดอัตราค่าปรับกรณีที่เจ้าของที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดว่าต้องไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนเงินค้างชำระ เมื่อนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การชำระค่าบริการสาธารณะล่าช้ากรณียังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีความหมายเพียงว่าผู้จัดสรรที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอาจตกลงให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรชำระค่าปรับล่าช้าได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อตกลงดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลย กรณีจึงไม่ต้องด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครฉบับดังกล่าวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่จำเลยค้างชำระตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 91,639.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 64,980.68 บาท และค่าปรับอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ค้างชำระนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2536 โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ชื่อโครงการหมู่บ้าน ส. เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2543 จำเลยกับนายไพฑูรย์ ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3424 พร้อมบ้านพักอาศัยเลขที่ 79/185 ซึ่งอยู่ในโครงการดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าบริการส่วนกลางตามฟ้องต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นคนละส่วนกับค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ดังที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 นิยามคำว่า "สาธารณูปโภค" กับคำว่า "บริการสาธารณะ" แยกจากกัน โดยสาธารณูปโภค หมายความว่า สิ่งอำนวยประโยชน์ที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกันตามสัญญาหรือแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาต ส่วนบริการสาธารณะ หมายความว่า การให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินที่กำหนดไว้ในโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามมาตรา 23 (4) โดยที่การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 หากมีการทำข้อตกลงที่เป็นการผลักภาระความรับผิดในค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนที่จะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 ข้อตกลงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ในส่วนบริการสาธารณะ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 และมาตรา 44 ไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องรับผิดชอบเหมือนดังเช่นสาธารณูปโภค ประกอบกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะซึ่งเป็นบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงมีผลใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอให้บังคับจำเลยชำระค่าบริการส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้คำฟ้องบางช่วงบางตอนจะใช้ถ้อยคำว่า โจทก์จัดทำสาธารณูปโภคในพื้นที่ส่วนกลาง ค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลาง แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องกับมีพยานโจทก์เบิกความยกตัวอย่างบริการส่วนกลางที่ดำเนินการ เช่น การจัดให้มีไฟทางส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยในการเข้าออกหมู่บ้าน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ยกตัวอย่างมานี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในทำนองว่าค่าบริการส่วนกลางที่โจทก์เรียกเก็บเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคทั้งหมด และวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการส่วนกลางเพื่อนำไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางตามฟ้อง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีจึงต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการส่วนกลางหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า จำเลยและนายไพฑูรย์ ซึ่งเป็นสามี จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3424 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2543 โดยโจทก์นำสืบว่าจำเลยชำระค่าบริการส่วนกลางมาโดยตลอด และเริ่มผิดนัดนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 เรื่อยมา ซึ่งนายไพฑูรย์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเจือสมกับที่โจทก์นำสืบมาว่า เหตุที่นายไพฑูรย์ชำระค่าส่วนกลางให้แก่โจทก์ในตอนแรกเนื่องจากมีการเรียกเก็บ เมื่อรับฟังประกอบกับที่จำเลยให้การว่า วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 จำเลยร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งขอปรับเพิ่มค่าบริการส่วนกลางจากเดิมตารางวาละ 6 บาทต่อเดือน เป็นตารางวาละ 13 บาท โดยจะเริ่มเก็บตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปนั้น พฤติการณ์บ่งชี้ว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณะระหว่างกัน เพราะหากไม่มีข้อตกลงดังว่าแล้วก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงเพราะมีการเรียกเก็บ เช่นนี้แม้โจทก์ไม่ได้อ้างส่งสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณะระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นพยานหลักฐาน กรณีก็รับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าบริการสาธารณะ ส่วนที่ความปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 แต่ต่อมามีการตราพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ขึ้นใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 โดยมีบทเฉพาะกาลมาตรา 69 บัญญัติว่า ใบอนุญาตหรือการอนุญาตใด ๆ ที่ได้ให้ไว้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า การบำรุงรักษาบริการสาธารณะ ให้นำมาตรา 53 มาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ด้วยโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 53 ก็บัญญัติว่า การจัดให้มีและการบำรุงรักษาบริการสาธารณะให้นำความในมาตรา 50 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ ดังนั้นค่าบริการสาธารณะที่โจทก์เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรต้องเรียกเก็บตามอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ไม่ได้ยื่นขอความเห็นชอบในอัตราค่าบริการสาธารณะที่เรียกเก็บต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร กรณีก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การที่โจทก์เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครจำเลยก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้เช่นเดียวกับอำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายในคดีแพ่งทั่วไป เพราะไม่มีอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ศาลจำต้องถือตาม เมื่อความปรากฏว่า ที่ดินของจำเลยมีเนื้อที่ 72 ตารางวา และตามสำเนาใบแจ้งค่าใช้บริการส่วนกลางและตารางคำนวณทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีว่า โจทก์เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยเป็นเงินเดือนละ 648 บาท ซึ่งเท่ากับตารางวาละ 9 บาท โดยมีการเรียกเก็บในอัตราดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงงวดเดือนพฤศจิกายน 2561 หาได้เรียกเก็บในอัตราตารางวาละ 6 บาท และปรับเพิ่มเป็นตารางวาละ 13 บาท นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปดังที่จำเลยให้การและที่ระบุในหนังสือของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี แต่อย่างใดไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดในอัตราที่โจทก์เรียกเก็บดังกล่าวข้างต้น

สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดที่โจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดเป็นรายเดือนที่ผิดนัด นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องไม่ปรากฏข้อตกลงกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยต้องชำระรายเดือนเมื่อใดจึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับคำบอกกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามเมื่อใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และเนื่องจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" มาตรา 4 บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." โดยมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้มาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นคดีนี้แม้จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่เนื่องจากคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ โดยโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ส่วนที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ของเงินที่ค้างชำระตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าปรับกรณีที่ชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด พ.ศ. 2549 นั้น ตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่า "ให้กำหนดอัตราค่าปรับกรณีที่เจ้าของที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด ดังนี้ (1)... (2)... ที่ดินที่ใช้เพื่ออยู่อาศัยและที่ดินเปล่าต้องชำระค่าปรับในอัตราที่นิติบุคคลกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนเงินค้างชำระ" ข้อความตามระเบียบดังกล่าวเมื่อนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การชำระค่าบริการสาธารณะล่าช้ากรณียังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ย่อมมีความหมายเพียงว่าผู้จัดสรรที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอาจตกลงให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรชำระค่าปรับจากเงินค่าปรับจากเงินค่าบริการสาธารณะที่ชำระล่าช้ากันได้ โดยกำหนดเพดานอัตราเบี้ยปรับไว้ไม่เกินร้อยละสิบ มิได้หมายความว่าผู้จัดสรรที่ดินมีสิทธิเรียกค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่ชำระล่าช้าในอัตราร้อยละสิบได้แม้ไม่มีข้อตกลงให้ชำระค่าปรับแต่ประการใด เมื่อไม่ปรากฏข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยว่าให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่ชำระล่าช้าจากจำเลยได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครฉบับดังกล่าวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับจากค่าบริการสาธารณะที่จำเลยค้างชำระตามฟ้องได้

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 64,980.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มกราคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวมให้ 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 203
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 23 (4) ม. 43 ม. 44 ม. 50 ม. 53 ม. 69 ม. 70
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายประยุทธ ประชุมชน
ศาลอุทธรณ์ — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2566
#691373
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนห้องชุดของจำเลยไว้เป็นเพียงวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะยึดทรัพย์สินนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326

ห้องชุดมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมสามารถบังคับคดีเอาแก่ห้องชุดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง การบังคับคดีของโจทก์จึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่มีสิทธิ หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริต การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดที่ไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา 292 (2) (3) (4) (6) และ (7) ทั้งมิได้เกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ต้องรับผิดชําระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนและชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2558 หากผิดนัดยอมให้โจทก์ทั้งสามบังคับคดีในยอดหนี้ที่เหลือได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดหนี้ค้างชำระ คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสามขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 189/419, 189/420 และ 189/421 อาคาร ด. ตั้งอยู่ที่ตำบลมักกะสัน อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานคร มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งติดจำนองธนาคาร อ. ธนาคาร ก. และธนาคาร ย. ออกขายทอดตลาด

วันที่ 2 มีนาคม 2561 นางสาวคณิศร บุตรของจำเลยซื้อห้องชุดเลขที่ 189/419 จากการขายทอดตลาดได้ในราคา 8,170,000 บาท โดยปลอดจำนอง แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ พ.146/2560 ซึ่งผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและบริษัท ว. กับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลย

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดทรัพย์ในคดีนี้

โจทก์ทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดก็ขอให้ผู้ร้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการถอนการยึดหรือการขายทอดตลาดด้วย

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอยกเลิกการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 189/419 และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินมัดจำ 500,000 บาท ที่วางไว้แก่ผู้ซื้อทรัพย์

ระหว่างไต่สวนโจทก์ทั้งสามและผู้ร้องแถลงไม่คัดค้านการขอยกเลิกการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 189/419 ของผู้ซื้อทรัพย์และหากผู้ร้องยอมรับผิดชอบค่าธรรมเนียมเพิกถอนการยึดแทนโจทก์ทั้งสามก็ไม่คัดค้านการถอนการยึดทรัพย์ วันที่ 2 กันยายน 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาด คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถึงที่สุด

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เรียกให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเป็นเงิน 52,483.05 บาท และ/หรือมีคำสั่งให้ผู้ร้องและ/หรือจำเลย และ/หรือผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระหรือร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแทน

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" มาตรา 292 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเนื่องจากลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นอุทธรณ์หรือฎีกา และได้วางเงินต่อศาลเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาลสำหรับจำนวนเงินเช่นว่านี้ (2) เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเนื่องจากคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับหรือถูกยก หรือหมายบังคับคดีได้ถูกเพิกถอน แต่ถ้าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีนั้นได้ถูกกลับแต่เพียงบางส่วน การบังคับคดีอาจดำเนินการต่อไปจนกว่าเงินที่รวบรวมได้นั้นจะพอชำระแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (3) เมื่อศาลได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 199 เบญจ วรรคสาม หรือมาตรา 207 (4) เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีตามมาตรา 293 (5) เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี (6) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับหนี้นั้นอีกมิได้ (7) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนขอถอนการบังคับคดี" สำหรับคดีนี้ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 25 กันยายน 2558 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม ครั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทั้งสามจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 189/419, 189/420 และ 189/421 อาคาร ด. ตั้งอยู่ที่ตำบลมักกะสัน อำเภอราชเทวี กรุงเทพมหานครของจำเลยออกขายทอดตลาด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ พ.146/2560 ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนห้องชุดเลขที่ 189/419, 189/420 และ 189/421 ของจำเลยไว้เป็นเพียงวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะยึดทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 326 เมื่อห้องชุดเลขที่ 189/419, 189/420 และ 189/421 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมสามารถบังคับคดีเอาแก่ห้องชุดดังกล่าวได้ตามมาตรา 274 วรรคหนึ่ง การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสามจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่มีสิทธิ หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสามแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดทรัพย์อ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในห้องชุดดังกล่าวได้ก่อน โดยผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยและบริษัท ว. กับพวกรวม 5 คนเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ พ.146/2560 ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนห้องชุดเลขที่ 189/419, 189/420 และ 189/421 ของจำเลยไว้ ส่วนผู้ซื้อทรัพย์ก็ยื่นคำร้องขอยกเลิกการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 189/419 เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ พ.146/2560 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดจึงไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา 292 (2) (3) (4) (6) และ (7) ทั้งมิได้เกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสาม กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 169/2 วรรคสี่ ม. 274 ม. 292 ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ร.
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาว ค.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธรรมรัตน์ สงวนพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 934/2566
#690851
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) เป็นความผิดคนละอย่างที่มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) จึงมิใช่เป็นความผิดตามบททั่วไปของบทเฉพาะตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคแรก ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 334, 335 (11)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยจำคุก 5 ปี และปรับ 20,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นและจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทำการรับฝากเงินโดยไม่มีเงินสดมาฝากจริงเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต และทำให้เงินจำนวนหนึ่งของโจทก์ถูกจำเลยเอาไปด้วยการโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวนรภัทร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียเงินและโอกาสในการใช้เงินดังกล่าว จึงเป็นความผิดสำเร็จเมื่อเงินโจทก์ถูกโอนไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลักเอาเงินของโจทก์และเบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย เท่ากับศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) เป็นความผิดคนละอย่างที่มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) จึงมิใช่เป็นความผิดตามบททั่วไปของบทเฉพาะตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ซึ่งเป็นบททั่วไปหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเบียดบังและลักเงินของโจทก์จำนวน 1,435,000 บาท ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่เมื่อจำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์แล้ว เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี ก่อนลดโทษจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก อย่างไรก็ตามจำเลยให้การปฏิเสธ โดยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริต แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยก็ตาม แต่ศาลก็ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาโดยทุจริตหรือไม่ตามข้อต่อสู้ของจำเลย เช่นนี้ คำเบิกความของจำเลยจึงไม่เป็นประโยชน์แก่ศาลในการพิจารณาคดีทั้งหมดที่ควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง จึงเห็นควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากนี้จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าส่วนผู้ช่วยผู้จัดการที่ปรึกษาธุรกิจขาย มีหน้าที่ให้บริการรับฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทุกประเภทให้ลูกค้าภายในวงเงินที่โจทก์กำหนดโดยใช้รหัสประจำตัวของจำเลย กรณีฝากเงินบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์จำเลยมีหน้าที่ตรวจนับเงินสดต่อหน้าผู้นำฝากแล้วบันทึกรายการฝากในใบรับฝากเงินผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบความถูกต้องของบันทึกการฝากโดยลงลายมือชื่อกำกับการบันทึกรายการ และนำเงินสดส่งให้ผู้รักษาเงินให้ถูกต้องครบถ้วน แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวฝากเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของนางสาวนรภัทร ญาติของจำเลย 2 ครั้ง เป็นเงินจำนวนรวมกันถึง 2,000,000 บาท โดยไม่มีเงินสดมาฝากจริง ทำให้บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของนางสาวนรภัทรมียอดเงินฝากเพิ่มขึ้น อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างเพื่อมิให้พนักงานที่มีหน้าที่ดังเช่นจำเลยจะได้ไม่กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก ดังนี้ การที่จำเลยชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์จนครบถ้วนหลังจากที่พนักงานโจทก์พบการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (11) ม. 335 วรรคแรก
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคาร ก.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 — นายประกิต มากเอี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2566
#691539
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ย. รู้ถึงข้อเท็จจริงที่ตนเคยได้รับการตรวจสุขภาพ และแพทย์ให้ข้อสังเกตว่าตนเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อนแล้ว แต่ไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ซึ่งหาก ย. เปิดเผยย่อมจูงใจให้จำเลยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาไม่ว่า ย. จะได้รับการรักษาต่อไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือไม่ จะเข้าพบแพทย์ด้วยสิทธิประโยชน์ทางใด หรือจะได้รับการจ่ายยาเพื่อรักษาโรคหรือไม่ รวมทั้งแท้จริงแล้ว ย. จะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องข้อมูลที่จำเลยได้รับขณะทำสัญญาประกันภัยไม่ถูกต้องและเป็นข้อสำคัญที่จำเลยจะปฏิเสธไม่รับประกันภัย หรือหากจะรับประกันภัยก็ต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปว่าควรเสี่ยงรับประกัน ย. หรือไม่ ทั้งข้อวินิจฉัยของแพทย์ก็เป็นการตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์แล้วว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ไม่ว่า ย. จะถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุใด การที่ ย. ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความดังกล่าว สัญญาประกันชีวิตตามฟ้องย่อมตกเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยบอกล้างภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,761,670.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,677,891.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,761,670.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,677,891.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2561) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 103,375.58 บาท ที่จำเลยชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 หักจากยอดหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้คืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายยศวีร์ เอาประกันชีวิตไว้กับจำเลยระบุโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองของสัญญาประกันชีวิต นายยศวีร์ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ ต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ โดยอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาประกันชีวิตตามฟ้องเป็นโมฆียะหรือไม่ ซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือบอกล้างสัญญาจากจำเลยอ้างเหตุว่า จากการตรวจสอบประวัติการรักษาของนายยศวีร์พบว่านายยศวีร์เคยมีประวัติรับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคไขมันในเลือดสูงตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ที่โรงพยาบาล น. แต่นายยศวีร์ไม่บอกข้อความจริงดังกล่าวให้จำเลยทราบ สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ จำเลยคืนเบี้ยประกันภัยและเงินบางส่วนให้แต่ปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน โจทก์ตรวจสอบข้อมูลที่โรงพยาบาล น. ปรากฏว่านายยศวีร์ได้สิทธิประโยชน์ในการตรวจสุขภาพจากโปรแกรมตรวจสุขภาพ ไม่ได้ไปรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคไขมันในเส้นเลือด โจทก์ร้องเรียนเรื่องนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นายคณานุสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ. เบิกความว่า สำนักงาน คปภ. ได้รับหนังสือชี้แจงจากผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาล น. ชี้แจงขั้นตอนการเข้ารับบริการของนายยศวีร์ที่โรงพยาบาล น. ประกอบการสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์ พยานมีความเห็นว่าการตรวจสุขภาพไม่ใช่การรักษาพยาบาล ประวัติการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นเพียงคำบอกเล่าไม่สามารถบ่งชี้ว่าเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ และนายยศวีร์ไม่ได้รับยาใด ๆ จากโรงพยาบาล พยานจึงทำความเห็นเป็นหนังสือให้จำเลยพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยคงปฏิเสธ ส่วนจำเลยมีนายราชันต์ พนักงานของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพิจารณาสินไหมเบิกความว่า นายยศวีร์เป็นผู้ให้ข้อมูลในแบบคำขอเอาประกันชีวิตเองว่า ไม่เคยได้รับการวินิจฉัย หรือรับการรักษาหรือตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และในระหว่าง 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพหรือการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค รวมทั้งไม่เคยได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพจากแพทย์มาก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเลยต้องพิจารณาในการรับประกันชีวิต นายนฤพงษ์ แพทย์โรงพยาบาล น. ผู้ซักประวัติและตรวจสุขภาพนายยศวีร์หรือขณะนั้นใช้ชื่อนายภูมิพัฒน์ในเวชระเบียน เบิกความว่า พยานซักประวัติ ตรวจเลือดและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจนายภูมิพัฒน์ และนายภูมิพัฒน์ให้ข้อมูลว่าตนเองมีอาการโรคความดันโลหิตสูงมาประมาณ 4 ถึง 5 ปี แล้ว ไม่ได้กินยารักษา สูบบุหรี่ ผลการตรวจเลือดพบว่ามีไขมันในเลือดสูง ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีค่าผิดปกติ น่าจะมีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด พยานได้แนะนำให้นายภูมิพัฒน์ทำการตรวจรักษากับแพทย์ด้านอายุรกรรมหัวใจต่อไป แต่พยานไม่ทราบว่านายภูมิพัฒน์จะไปรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาใบคำขอเอาประกันชีวิตมีข้อความว่าท่านเคยได้รับการวินิจฉัย หรือรับการรักษา หรือตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคตามรายการท้ายคำถามนี้หรือไม่ ซึ่งมีโรคความดันโลหิตสูงรวมอยู่ด้วย แล้วมีช่องไม่เคย/ไม่มี และช่องเคย/มี โดยมีเครื่องหมายถูกอยู่ที่ช่องไม่เคย/ไม่มี และข้อ 16. ในระหว่าง 5 ปี ที่ผ่านมา ท่านเคยได้รับ ก) การตรวจสุขภาพ การตรวจชิ้นเนื้อ หรือการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค เช่น การเอกซเรย์ การตรวจคลื่นหัวใจ การตรวจเลือด หรือการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษอื่น ๆ หรือไม่ ข) การบาดเจ็บ เจ็บป่วย การผ่าตัด การปรึกษาแพทย์ การแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพ การรักษาในสถานพยาบาลที่มิได้ระบุไว้ข้างต้น และมีเครื่องหมายถูกที่ช่องไม่เคย/ไม่มี ทั้งข้อ ก) และข้อ ข) เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของนายนฤพงษ์แพทย์ผู้ตรวจรักษานายยศวีร์หรือภูมิพัฒน์ดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดเจนว่า นายยศวีร์รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ซึ่งอาจจะได้จูงใจจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีก หรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา ไม่ว่านายยศวีร์จะได้รับการตรวจรักษาต่อไปตามคำแนะนำหรือไม่ นายยศวีร์เข้าพบแพทย์ด้วยสิทธิประโยชน์ทางใดหรือนายยศวีร์ได้รับการจ่ายยาเพื่อรักษาโรคหรือไม่ ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง รวมทั้งแท้ที่จริงแล้วนายยศวีร์ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องข้อมูลที่จำเลยได้รับขณะทำสัญญาประกันภัยไม่ถูกต้อง และเป็นข้อสำคัญที่จำเลยจะปฏิเสธไม่รับประกันภัย หรือหากจำเลยต้องการรับประกันภัยตามคำขอเอาประกันภัยก็ต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปว่าจำเลยควรจะเสี่ยงภัยรับประกันชีวิตนายยศวีร์หรือไม่ อีกทั้งข้อวินิจฉัยของแพทย์ก็เป็นการตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ไม่ว่าต่อมานายยศวีร์ในฐานะผู้เอาประกันชีวิตจะถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุใด ส่วนที่นายราชันต์ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่าแบบฟอร์มคำขอเอาประกันชีวิตจะมีเครื่องหมายถูกอยู่ในแบบฟอร์มอยู่ก่อนแล้วโดยระบบคอมพิวเตอร์ ตัวแทนจะเป็นผู้ถามข้อมูลจากผู้เอาประกันภัยก่อน แล้วกรอกเครื่องหมายตามคำตอบของผู้เอาประกันภัย เมื่อแจ้งครบถ้วนแล้ว จึงสั่งพิมพ์ออกมาให้ผู้เอาประกันภัยลงลายมือชื่อ ข้อเท็จจริงดังกล่าวนอกจากไม่เป็นพิรุธแล้ว ยังกลับเป็นข้อสนับสนุนทางนำสืบของจำเลยว่า นายยศวีร์ตอบคำถามตัวแทนของจำเลยด้วยความสมัครใจ การที่นายยศวีร์รู้อยู่แล้วถึงข้อเท็จจริงที่ตนเคยได้รับการตรวจสุขภาพ และแพทย์ให้ข้อสังเกตว่าตนเป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่ไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ซึ่งหากนายยศวีร์เปิดเผยย่อมจูงใจให้จำเลยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา สัญญาประกันชีวิตตามฟ้องจึงเป็นโมฆียะ เมื่อจำเลยบอกล้างภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก จำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายณกรณ์ กุลพิโมกข์
ชื่อองค์คณะ
ธีรวัฒน์ ไตรวารี
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2566
#691417
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียวตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียว และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 และความเสียหายของโจทก์เป็นพับ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ การอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหาย 1,043,963 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,043,963 บาท (ที่ถูก 971,500 บาท) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาและได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐ ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมและขับรถยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ มีนายสุรชาติ บุตรจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารมาด้วยไปตามถนนเชียงใหม่ - ฮอด จากอำเภอเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าอำเภอฮอด นางสาวพรอนงค์ ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความเสียหายจนไม่สามารถขับต่อไปได้ พันตำรวจโทกิตติสัณห์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสันป่าตอง มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และนางสาวพรอนงค์เคลื่อนย้ายรถไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสันป่าตอง โดยรถยนต์ของนางสาวพรอนงค์ ถูกลากไปก่อน ส่วนจำเลยที่ 1 ได้เคลื่อนย้ายรถยนต์คันเกิดเหตุไปบริเวณไหล่ทางเพื่อนำยางอะไหล่มาเปลี่ยน ระหว่างนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนบริเวณท้ายรถยนต์คันเกิดเหตุด้านขวาเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วนจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียวตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียว และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 และความเสียหายของโจทก์เป็นพับ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ การอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ซึ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น หมายถึงเฉพาะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและผูกพันเฉพาะคู่ความ เมื่อได้ความตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4320/2559 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว และผู้ตายมิได้ถูกฟ้องคดีอาญาด้วย แม้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาท แต่ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ตายไม่มีส่วนในความประมาทนั้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ตายมีส่วนในความประมาทหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยคดีนี้ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ คดีนี้คงมีโจทก์เพียงปากเดียวที่เบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนทางตรง มีผู้คนสัญจรเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นแหล่งชุมชนโดยใกล้โรงงานและมีรถจักรยานยนต์ใช้ไหล่ทางพลุกพล่าน ทั้งเป็นเวลาใกล้ค่ำและมืดมีแสงสว่างไม่เพียงพอ จำเลยที่ 1 ไม่ย้ายรถออกจากบริเวณไหล่ทางไปไว้ในบริเวณที่ปลอดภัย ไม่จัดทำสัญญาณจราจรหรือทำสัญญาณป้องกันรถที่ผ่านมาข้างหลังบนถนนให้เห็นชัดเจนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซึ่งอาจเกิดขึ้น ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่ขับจากจังหวัดเชียงใหม่มุ่งหน้าไปทางอำเภอฮอด ชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ทั้งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ผู้ตายจะขับรถมาด้วยความเร็วหรือไม่ ไม่ทราบ ไม่ทราบว่าลักษณะการชนเป็นแบบใด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ทราบถึงพฤติการณ์การขับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า พยานจำเลยที่ 1 ปากนายสุรชาติ เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 1 จอดอยู่บนถนนมีบางส่วนเข้าไปบนไหล่ถนนโดยเลยเส้นขอบทางสีขาวเข้าไป จึงน่ารับฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายไม่มีส่วนประมาทด้วยนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของพยานที่ตอบทนายจำเลยที่ 1 ว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ จอดชิดขอบทางด้านซ้ายสุดไม่ล้ำเส้นทางเข้าไปในช่องจราจร ไม่กีดขวางทางจราจร เห็นว่า ที่พยานเบิกความดังกล่าวนั้น หมายถึง รถยนต์จอดอยู่บริเวณไหล่ทางซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต่อจากขอบทางด้านซ้ายของถนนและเลยเส้นสีขาวที่คั่นช่องจราจรกับขอบทางเข้าไปด้านข้างไหล่ทาง ไม่ใช่รถยนต์จอดเลยเส้นขอบทางสีขาวเข้าไปในช่องจราจรตามความเข้าใจของโจทก์แต่อย่างใด แม้บริเวณไหล่ทางดังกล่าวเป็นที่สำหรับให้คนเดินไม่ใช่ที่สำหรับจอดรถเว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย แต่ไหล่ทางดังกล่าวก็ไม่ใช่ทางที่มีไว้สำหรับให้ขับรถจักรยานยนต์ การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่จอดอยู่บริเวณไหล่ทาง แสดงให้เห็นว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาตามไหล่ทางซึ่งไม่ใช่ทางที่มีไว้ให้ขับรถจักรยานยนต์ ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลาค่ำ ผู้ตายควรจะต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษยิ่งกว่าเวลากลางวันโดยไม่ควรขับรถจักรยานยนต์เข้าไปบริเวณไหล่ทางซึ่งอาจมีรถจอดเสียอยู่ และบริเวณถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง หากผู้ตายไม่ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงลำพังแสงไฟของรถจักรยานยนต์ก็คงจะมองเห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่จอดอยู่บริเวณไหล่ทางได้ในระยะไกลพอสมควรและสามารถชะลอรถหลบหลีกหรือหยุดรถได้ทันท่วงทีโดยไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นแก่ผู้ตาย พฤติการณ์ของผู้ตายและจำเลยที่ 1 จึงมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงใช้แก่กันจึงเป็นพับทั้งสองฝ่าย จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางศรีอรุณ มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอรุณ ขาวแสง
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
สิริกานต์ มีจุล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2566
#691585
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียวตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียว และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 และความเสียหายของโจทก์เป็นพับ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ การอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 198 ทวิ ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
สิริกานต์ มีจุล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2566
#692036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยความเสี่ยงภัยแบ่งเป็นทุนประกันภัย 4 ประเภท คือ 1.อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 2.เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ 3.เครื่องจักร และ 4.สต๊อกสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะของสัญญาประกันภัยระบุประเภทความรับผิดในแต่ละส่วนแยกออกจากกันโดยชัดเจน แสดงเจตนาของคู่สัญญาว่าต้องการแบ่งแยกประเภททรัพย์สินและวงเงินความรับผิดในแต่ละประเภท แม้มีการชำระเบี้ยประกันภัยโดยไม่แบ่งแยกตามประเภททรัพย์สิน แต่เมื่อสัญญาประกันภัยแยกประเภทความรับผิดและวงเงินประกันภัยของจำเลยออกจากกันได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งถึงราคาและความเสียหายของทรัพย์สินส่วนอื่นคงโต้แย้งเฉพาะความเสียหายเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า ประกอบกับการแสดงหรือใช้เอกสารอันไม่ถูกต้องและเป็นเท็จของโจทก์ทั้งสองมีเฉพาะในส่วนของสต๊อกสินค้าเท่านั้น เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากผิดเงื่อนไขไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยทั้งหมด จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวไม่ชัดแจ้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จึงต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยที่ต้องเสียในมูลหนี้ โดยต้องตีความว่าสัญญาประกันภัยได้แบ่งทรัพย์สินที่เอาประกันภัยออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยระบุวงเงินรับผิดของแต่ละประเภทไว้เป็นการแยกสัญญาประกันภัยออกเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกันได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประกันภัยในส่วนอื่น ๆ ข้างต้นที่มีลักษณะแบ่งแยกประเภทความรับผิด ทั้งวงเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยออกจากกันไว้ต่างหากโดยชัดเจนมีผลเสียไปทั้งหมด จำเลยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดชดใช้เฉพาะความเสียหายสต๊อกสินค้าเท่านั้น แต่ในส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งเครื่องจักร จำเลยยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ปรากฏว่าตั้งแต่เกิดเหตุวินาศภัยจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองอ้างส่งเอกสารสต๊อกสินค้าเพื่อประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี โจทก์ทั้งสองแจ้งแต่แรกว่าเอกสารเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสองถูกเพลิงไหม้ทั้งหมด โดยค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเป็นไปตามวงเงินสัญญาประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ต้นโดยให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารประกอบการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนสต๊อกสินค้า จนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารจากร้านค้าคู่ค้าอันเป็นเท็จส่วนหนึ่งเกิดจากฝ่ายจำเลยและบริษัทผู้ประเมินเป็นผู้แนะนำ ภายหลังเมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นเอกสารเท็จ จำเลยกลับแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองทั้งที่จำเลยก็ทราบว่าบริษัทผู้ประเมินไม่ได้ใช้เอกสารที่โจทก์ทั้งสองยื่นมาประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ซึ่งระหว่างเจรจาที่ คปภ. เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. แนะนำว่าวงเงินประกันภัยส่วนใดที่รับกันได้ก็ให้จ่ายไปก่อน แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งเมื่อบริษัทผู้ประเมินที่จำเลยมอบหมายรายงานการประเมินความเสียหายและค่าสินไหมทดแทน จำเลยก็ปฏิเสธไม่ยอมรับรายงานการประเมินดังกล่าว พฤติการณ์ของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนถือได้ว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมเพราะจำเลยสามารถชดใช้ค่าเสียหายในส่วนอื่นที่ไม่ได้โต้แย้งให้แก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 แต่ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้มิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 54,873,352 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยชำระเงิน 37,423,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,594,452 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้เงินอันเป็นค่าเสียหายในเชิงลงโทษแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 109,746,704 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 74,847,230 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 5,441,780.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และโจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 11,101,369.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9,435,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2559) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 9,515,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสอง 50,000 บาท และค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 13 กรกฎาคม 2559) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินแก่จำเลย 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 13 กรกฎาคม 2559) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2558 และร่วมกันประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ที่นอน เตียง และโซฟา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินอาคารเลขที่ 39/187 จังหวัดสมุทรสาคร โดยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ อาคารและสิ่งปลูกสร้าง วงเงินประกันภัย 10,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ วงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท เครื่องจักร วงเงินประกันภัย 3,000,000 บาท สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) วงเงินประกันภัย 35,000,000 บาท รวมจำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000,000 บาท ระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2557 ส่วนโจทก์ที่ 2 เปิดร้านชื่อ บ. เพื่อจำหน่ายสินค้า ทำสัญญาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินอาคารเลขที่ 39/186 จังหวัดสมุทรสาคร โดยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ อาคารสิ่งปลูกสร้าง วงเงินประกันภัย 18,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่นวงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) วงเงินประกันภัย 20,000,000 บาท รวมจำนวนเงินเอาประกันภัย 40,000,000 บาท ระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2557 โดยอาคารทั้งสองหลังที่ทำสัญญาประกันภัยอยู่ติดกัน ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2556 มีเหตุเพลิงไหม้ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองเอาประกันภัยดังกล่าว จำเลยได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัย จำเลยจึงมอบให้บริษัท ค. โดยนายเอกภพ กรรมการบริษัทและเป็นผู้ได้ใบอนุญาตเป็นผู้ประเมินวินาศภัยจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เข้าตรวจสอบความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. 2552 ข้อ 7 บริษัทดังกล่าวเข้าตรวจสอบและประเมินความเสียหาย และขอเอกสารจากโจทก์ทั้งสองเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินความเสียหาย แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ส่งเอกสารให้แก่บริษัทโดยอ้างว่าเอกสารถูกเพลิงไหม้ไปทั้งหมด เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดสมุทรสาครตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้และสรุปผลการตรวจสอบว่า ไม่สามารถลงความเห็นถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากวัตถุพยานถูกเพลิงไหม้เสียหายมาก และตรวจไม่พบวัตถุพยานที่สามารถบ่งชี้แหล่งความร้อนที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ วันที่ 16 มกราคม 2557 โจทก์ทั้งสองร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยชี้แจงว่าพร้อมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหายมาประกอบการพิจารณา ซึ่งจำเลยเสนอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 24,258,814.87 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 22,612,347.50 บาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ตกลง ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มทุนประกันภัย โดยโจทก์ทั้งสองจะส่งเอกสารเพิ่มเติมภายใน 30 วัน แต่โจทก์ทั้งสองไม่ส่งเอกสารให้แก่จำเลย นางนัยนา ผู้จัดการฝ่ายสินไหมของจำเลยจึงมีหนังสือสอบถามและขอกำหนดเวลาเพื่อพิจารณาค่าสินไหมทดแทน แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ส่งเอกสารตามกำหนด จนกระทั่งต้นปี 2558 โจทก์ที่ 2 ส่งเอกสารบัญชีสต๊อกสินค้า ใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินและรายการสรุปยอดสินค้าคงเหลือ ประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน นายเอกภพได้รับเอกสารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และเดือนมีนาคม 2558 นายเอกภพได้รับสำเนาเอกสารสรุปยอดสินค้าคงเหลือรวมทั้งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ใบส่งสินค้าชั่วคราวของโจทก์ที่ 1 ซึ่งนายเอกภพตรวจสอบเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบพบว่าปริมาณสินค้าและเอกสารดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้พิจารณาการมีอยู่ของสต๊อกสินค้าได้ชัดเจน เนื่องจากเมื่อนำจำนวนสินค้าตามบิล ใบเสร็จ และใบแจ้งหนี้มาทำการจัดวางในพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองแล้วพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองไม่สามารถบรรจุจำนวนสินค้าดังกล่าวได้ ประกอบกับความชัดเจนและการลำดับเลขที่บิลและใบกำกับภาษีมีการซ้ำซ้อนโดยนายเอกภพแจ้งให้จำเลยทราบ ภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเบื้องต้นให้โจทก์ทั้งสองไปก่อน ในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 จำเลยจึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,000,000 บาท และวันที่ 10 เมษายน 2558 จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท ส่วนทรัพย์สินที่เสียหายจากเพลิงไหม้มีผู้รับซื้อซากในราคารวม 1,050,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับเงิน 565,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้รับเงิน 485,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยสรุปว่า สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยกำหนดวงเงินเอาประกันภัยในทรัพย์สินแยกออกเป็นแต่ละประเภทแล้ว มีข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยส่วนใด จำเลยต้องรับผิด เมื่อทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเกิดเหตุเพลิงไหม้สิ้นเชิงแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดตามวงเงินที่เอาประกันภัย การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์ทั้งสองนำเอาหลักฐานเอกสารอันเป็นเท็จไปใช้พิสูจน์ความเสียหายจึงให้จำเลยพ้นความรับผิดทั้งหมดไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าโจทก์ทั้งสองมีหนี้การค้าและถูกฟ้องคดีต่าง ๆ อีกหลายคดีตามคำเบิกความของนายอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยส่อให้เห็นถึงเหตุจูงใจไปสู่การกระทำที่ไม่สุจริตไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ทั้งสองมีเจ้าหนี้การค้าเพียง 4 ราย แม้โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัท อ. ก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวเป็นของบริษัทไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของโจทก์ที่ 1 เอกสารการสั่งซื้อของบริษัทไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์สินค้าที่เอาประกันภัยได้ ส่วนคดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกฟ้องซึ่งศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยประกอบเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษาที่ลงโทษจำคุกโจทก์ทั้งสอง คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดไม่อาจรับฟังได้ ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โจทก์แจ้งเหตุให้นายประกันภัยทราบทันที การที่ทรัพย์ที่เอาประกันภัยถูกเพลิงไหม้สิ้นเชิงจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำนวนเงินซึ่งได้เอาประกันภัยไว้นั้นเป็นหลักประมาณอันถูกต้องในการตีราคาจำนวนวินาศจริงที่ผู้รับประกันภัยต้องรับใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าจำนวนวินาศภัยแท้จริงน้อยกว่าจึงเป็นหน้าที่จำเลยต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ แต่กลับให้โจทก์ทั้งสองหาหลักฐานมาพิสูจน์และหาเหตุปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฉ้อฉล โจทก์ที่ 2 เพียงผู้เดียวที่ขอให้นางวรรณาออกใบเสร็จรับเงินย้อนหลังไม่ตรงความจริงเนื่องจากเป็นตามความทรงจำ ทั้งการขอเอกสารเป็นไปตามคำแนะนำของฝ่ายจำเลยและบริษัทที่ตรวจสอบ เพราะโจทก์ทั้งสองแจ้งแต่แรกแล้วว่าเอกสารของโจทก์ทั้งสองถูกเพลิงไหม้ทั้งหมด แม้การส่งมอบใบส่งของ ใบเสร็จรับเงินของโจทก์ที่ 2 จะคลาดเคลื่อนก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์ที่ 2 ยังไม่แน่นอนและห่างไกลจากการที่โจทก์ทั้งสองจะได้มาซึ่งเงินค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของโจทก์ที่ 2 ด้วย นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ทั้งสองฉ้อฉล แสดงข้อความอันเป็นเท็จและใช้เอกสารอันเป็นเท็จ จำเลยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ข้อ 5 หรือไม่ ได้ความจากพยานจำเลยปากนายอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมทดแทนของจำเลยเบิกความทำนองเดียวกันในสาระสำคัญว่า หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารที่เอาประกันภัย โจทก์ทั้งสองร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยพร้อมที่จะชดใช้ แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหายมาประกอบการพิจารณา โดยโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเอกสารหลักฐานถูกเพลิงไหม้หมด และในการประชุมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 โจทก์ทั้งสองยืนยันที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยสิ้นเชิงเต็มตามวงเงินที่เอาประกัน 90,000,000 บาท นายวันชัยติดตามให้โจทก์ทั้งสองส่งเอกสารทั้งหมด แต่โจทก์ทั้งสองยังคงไม่นำเอกสารใด ๆ มาส่งมอบ เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. จึงแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปขอหลักฐานจากผู้ค้ามาแทน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. มีหนังสือฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 แจ้งโจทก์ทั้งสองว่าให้โจทก์ทั้งสองจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม หากพ้นกำหนดจะถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะดำเนินการร้องเรียนต่อไป และจะยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายและไม่ให้นำเรื่องอายุความขึ้นกล่าวอ้างกัน จำเลยจึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วน หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2558 บริษัท ค. แจ้งว่าโจทก์ทั้งสองนำเอกสารแสดงปริมาณและราคาต่อหน่วยสินค้าเพื่อพิสูจน์ความเสียหายมาส่งมอบให้แล้วบางส่วน และวันที่ 25 มีนาคม 2558 โจทก์ทั้งสองนำเอกสารที่เหลือมาส่งให้แก่บริษัท ค. จนครบถ้วน แต่เมื่อจำเลยตรวจสอบเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งแล้ว พบว่าจำนวนปริมาณสินค้าที่อยู่ในสต๊อกสินค้ามีจำนวนมาก จึงเกิดข้อสงสัยว่าไม่น่าจะสามารถเก็บรักษาในพื้นที่ร้านโจทก์ทั้งสองได้ทั้งหมด และการลำดับเลขที่ใบกำกับภาษีซ้ำซ้อนกันด้วย ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2558 จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท จากนั้นนายอดิศักดิ์ นำคำสั่งเรียกพยานเอกสารฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2558 ของศาลแพ่งธนบุรี ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2087/2557 ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. โจทก์ กับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว มาส่งมอบให้ทางจำเลย นายอำนาจพูดคุยกับนายอดิศักดิ์จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. เป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้า แต่เงินไม่พอจ่าย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. จึงยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1 และนายอำนาจยังทราบอีกว่าโจทก์ที่ 1 มีปัญหาทางด้านการเงินมาก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และในคดีดังกล่าวมีการอ้างส่งเอกสารการซื้อสินค้าในสำนวนด้วย ซึ่งโจทก์ที่ 1 สามารถคัดถ่ายเอกสารส่งให้ฝ่ายจำเลยประกอบการพิจารณาได้ แต่โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ดำเนินการ กลับเพิ่งจัดส่งเอกสารให้ทางจำเลยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 และไม่มีเอกสารการซื้อสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ส่งมาด้วย ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ.ว่า หากจำเลยจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทน วันที่ 4 สิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. จึงมีหนังสือให้จำเลยไปพบ จากการร่วมประชุมกับนายอดิศักดิ์และเจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. จำเลยทราบว่าก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ นายวิรัชต์ พนักงานส่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ไปส่งของที่ร้านโจทก์ทั้งสอง แต่ภายในร้านมีทรัพย์สินน้อยกว่าปกติ นายอำนาจเห็นว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองมีพิรุธ จึงไปตรวจสอบเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งเพื่อพิสูจน์ความเสียหายในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2558 โดยวิธีสุ่มตรวจ พบว่าเอกสารที่โจทก์ทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากร้าน ซ. และร้าน ส. ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากทั้งสองร้านดังกล่าว จำเลยจึงให้นายวิจิตร และนางวรรณา เจ้าของร้าน ซ. และนายสุรชัย เจ้าของร้าน ส. จัดทำบันทึกข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นจำเลยแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในความผิดฐานพยายามฉ้อโกง และพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระโขนง ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 462/2560 หมายเลขแดงที่ 4666/2560 จำเลยจึงปฏิเสธที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และจำเลยมีนางวรรณาและนายวิจิตรซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ซ. ที่จำเลยสุ่มตรวจสอบมาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ประมาณ 4 เดือน ถึง 5 เดือน โจทก์ที่ 2 มาหาที่โรงงาน ขอให้นางวรรณาออกใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินให้เป็นเงิน 3,000,000 บาทเศษ ตามที่โจทก์ที่ 2 เขียนไว้ในกระดาษ นางวรรณาโต้แย้งว่า ราคาสูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยราคาการซื้อขายในปี 2555 ถึง 2556 ปกติแล้วจะไม่ถึง 1,000,000 บาท และราคาสินค้าต่อหน่วยก็สูงกว่าความเป็นจริงอีกด้วย แต่โจทก์ที่ 2 แจ้งว่าจะนำเอกสารไปประกอบบัญชีร้านโจทก์ที่ 2 เท่านั้น นางวรรณาจึงจัดทำใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินซึ่งมีรายการตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ หลังจากที่โจทก์ที่ 2 มารับเอกสารไปประมาณ 2 เดือน ถึง 3 เดือน โจทก์ที่ 2 มาพบนางวรรณาขอให้ออกใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินฉบับใหม่ให้อีกตามกระดาษที่โจทก์ที่ 2 เขียนสินค้าและราคาไว้ เป็นเงิน 3,000,000 บาท นางวรรณาโต้แย้งเช่นเดิม แต่นางวรรณาก็ออกใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ที่ 2 ไป ประมาณปลายปี 2556 ถึง 2557 โจทก์ที่ 2 ขอให้นางวรรณาออกเอกสารอีกเช่นเคย นางวรรณาก็จัดทำเอกสารให้ ตามสำเนาใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.32 จำนวนทั้งหมด 111 แผ่น ให้โจทก์ที่ 2 ไปทั้งหมด หลังจากนั้นวันที่ 30 กันยายน 2558 มีบุคคลมาสอบถามนายวิจิตรเกี่ยวกับราคาสินค้าและให้ดูใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.32 ทั้งหมดที่นางวรรณาออกให้แก่โจทก์ที่ 2 ไป นายวิจิตรจึงติดต่อทนายความให้สอบถามไปยังจำเลย ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2558 พนักงานจำเลยมาพบและสอบถามนายวิจิตรกับนางวรรณาเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น นายวิจิตรและนางวรรณาจึงเล่าความจริงให้ทราบ พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อเท็จจริงมอบให้ทางจำเลยไว้ เมื่อจำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2559 เจ้าพนักงานตำรวจสอบปากคำนายวิจิตรและนางวรรณาไว้ เห็นว่า คำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะพยานจำเลยปากนางวรรณากับนายวิจิตรเจ้าของร้าน ซ. ต่างไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ทั้งสองมาก่อนจึงเป็นพยานคนกลางที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเอกสารโดยตรงเนื่องจากเป็นคู่ค้ากับโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการออกเอกสารตามที่พยานจำเลยทั้งสองปากเบิกความล้วนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่านางวรรณาและนายวิจิตรได้ประโยชน์ใด ๆ ในการออกเอกสารดังกล่าว ทำให้คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองปากนี้มีน้ำหนัก ทั้งพยานจำเลยทั้งหมดต่างให้การและเบิกความในคดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกฟ้อง หากข้อเท็จจริงตามคำเบิกความไม่เป็นความจริงก็อาจถูกฟ้องให้รับโทษทางอาญาได้ คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งหมดมีน้ำหนัก ได้ความตามเอกสารที่นายสุรชัย เจ้าของร้าน ส. จัดทำให้จำเลยไว้ ซึ่งมีข้อความระบุว่า "...ประมาณปี 2557 (โจทก์ทั้งสอง) เจ้าของร้าน บ. ได้มาพบ (นายสุรชัย) และขอให้ (นายสุรชัย) ลงนามในใบส่งสินค้าชั่วคราวที่ (โจทก์ทั้งสอง)...ได้ดำเนินการจัดทำขึ้นซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสารแนบท้าย...โดย (นายสุรชัย) ไม่ทราบว่าจะนำใบส่งสินค้าชั่วคราวไปดำเนินการอะไร... (นายสุรชัย) ไม่ได้ตรวจสอบว่ายอดรายการซื้อขายที่ (โจทก์ทั้งสอง) ทำเอกสารมา..แต่ด้วยความเชื่อใจจึงลงนามในใบส่งสินค้าชั่วคราวดังกล่าวให้... (นายสุรชัย) ได้ตรวจสอบสำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวดังกล่าว ทั้ง 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 8,198,800 บาท ที่ (โจทก์ทั้งสอง) ได้จัดทำขึ้นแล้ว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบดังนี้ ...สำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวของร้าน ส. ทั้ง 29 ฉบับ ...ไม่ใช่ของทางร้าน..ทางร้าน...ไม่เคยใช้ใบส่งสินค้าชั่วคราวในการประกอบกิจการ แต่จะใช้เป็นบิลเงินสดในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า...รายการสินค้าที่สั่งซื้อตามสำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวไม่เป็นความจริง...ราคาสินค้า...ไม่ตรงกับความจริง...ราคาของสินค้าที่ระบุนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาสินค้าที่ร้าน...ขายให้กับลูกค้าในขณะนั้น..." แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้นำนายสุรชัยมาเบิกความก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเอกสารที่ให้นายสุรชัยให้ถ้อยคำแก่จำเลยมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกับร้าน ซ. ที่มีการออกเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายสูงกว่าความเป็นจริงจึงสนับสนุนให้พยานจำเลยมีน้ำหนักยิ่งขึ้น เมื่อสำเนาใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล. 32 จำนวน 111 ฉบับ และสำเนาใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.59 จำนวน 29 ฉบับ ล้วนแต่เป็นเอกสารที่โจทก์ทั้งสองยื่นส่งแก่บริษัท ค. ผู้ตรวจสอบประเมินความเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเพื่อพิสูจน์ความเสียหายของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลย จึงแสดงชัดเจนว่าหากมูลค่าความเสียหายของสินค้าเป็นจำนวนเงินสูง โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการนั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า เคยขอให้ร้าน ซ. ออกใบส่งของให้ 3 ครั้ง แต่ปฏิเสธลอย ๆ เพียงว่า ร้าน ซ. เป็นผู้จัดทำเอกสารเอง โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ไปรับเอกสารแต่ไม่ทราบว่าเหตุใดร้านดังกล่าวจึงออกเอกสารหมาย ล.32 ให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เป็นผู้ไปขอใบส่งสินค้า และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.59 แผ่นที่ 2 ถึง แผ่นที่ 30 จำนวน 2 ครั้ง จากร้าน ส. เช่นกัน แต่ไม่ทราบว่ามูลค่าที่ซื้อขายกันจะเป็นเงิน 8,198,800 บาท หรือไม่ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่อยู่ในฐานะเช่นโจทก์ทั้งสองจะไม่ใส่ใจ และไม่ทราบมูลค่าสินค้าที่ต้องนำมาพิสูจน์ความเสียหายของตน นอกจากนี้ได้ความจากนายเอกภพพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยอมรับว่า เอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบให้ดังกล่าวพบว่าปริมาณสินค้าและเอกสารไม่สามารถนำมาใช้พิจารณาการมีอยู่ของสต๊อกสินค้าได้ชัดเจนเนื่องจากเมื่อนำจำนวนสินค้าตามใบบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบแจ้งหนี้มาทำการจัดวางในพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองแล้วพบว่าพื้นที่ของโจทก์ทั้งสองไม่สามารถบรรจุจำนวนสินค้าได้ ประกอบกับความชัดเจนการลำดับเลขที่บิลและใบกำกับภาษีมีการซ้ำซ้อนกัน คำเบิกความของโจทก์ทั้งสองและพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองนำส่งสำเนาใบส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.32 จำนวน 111 แผ่น ของร้าน ซ. และสำเนาใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ล.59 จำนวน 29 ฉบับ ของร้าน ส. ซึ่งระบุรายการสั่งซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง อันต้องถือว่าเป็นเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ และโจทก์ทั้งสองนำเอกสารเท็จดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบการพิจารณาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยให้มีมูลค่าความเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความข้างต้น และตามสัญญาประกันภัย ข้อ 5 ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับประกันภัยจะไม่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายภายใต้กรมธรรม์ประกันภัย หากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกระทำโดยเจตนาจะฉ้อฉล หรือมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีการใช้หลักฐานเท็จประกอบการเรียกร้อง... เพื่อให้ได้มาเพื่อผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ตามเงื่อนไขดังกล่าวย่อมหมายความว่า การกระทำโดยฉ้อฉล หรือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีการใช้หลักฐานเท็จประกอบการเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ต้องเป็นการกระทำของผู้เอาประกันภัยต่อผู้รับประกันภัย และต้องเป็นการกระทำภายหลังจากวันที่เหตุวินาศภัยเกิดขึ้นแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำเอกสารอันเกี่ยวกับสต๊อกสินค้าอันเป็นเท็จดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบการพิจารณาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยให้มีมูลค่าความเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง จึงต้องด้วยเงื่อนไขอันเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ทั้งสองในส่วนสต๊อกสินค้าแล้ว แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินแบ่งเป็นทุนประกันภัย 4 ประเภท คือ 1. อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 2. เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ 3. เครื่องจักร และ 4. สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) ส่วนโจทก์ที่ 2 เอาประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินแบ่งเป็นทุนประกันภัย คือ 1. อาคารสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมฐานราก รวมส่วนปรับปรุงต่อเติมอาคาร) 2. เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราต่าง ๆ และทรัพย์สินอื่น 3. สต๊อกสินค้า (ประเภทเฟอร์นิเจอร์) ลักษณะของสัญญาประกันภัยมีการระบุประเภทความรับผิดในแต่ละส่วนแยกออกจากกันโดยชัดเจน อันเป็นการแสดงเจตนาของคู่สัญญาว่าต้องการแบ่งแยกประเภททรัพย์สินและวงเงินความรับผิดในแต่ละประเภท แม้มีการชำระเบี้ยประกันภัยโดยไม่แบ่งแยกเบี้ยประกันภัยตามประเภททรัพย์สินก็ตาม แต่เมื่อสัญญาประกันภัยแยกประเภทความรับผิดและวงเงินประกันภัยของจำเลยออกจากกันได้ ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งถึงราคาและความเสียหายของทรัพย์สินส่วนอื่น คงโต้แย้งเฉพาะความเสียหายเกี่ยวกับสต๊อกสินค้าที่รับประกันภัย การแสดงหรือใช้เอกสารอันไม่ถูกต้องและเป็นเท็จจึงมีเฉพาะในส่วนของสต๊อกสินค้าเท่านั้น แม้สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่ต้องการความสุจริตหรือความไว้วางใจระหว่างคู่สัญญาเป็นสำคัญอย่างยิ่งก็ตาม แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากผิดเงื่อนไขแม้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยทั้งหมด จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยที่ต้องเสียในมูลหนี้ โดยต้องตีความว่าสัญญาประกันภัยได้แบ่งทรัพย์สินที่เอาประกันภัยออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยระบุวงเงินรับผิดของแต่ละประเภทไว้ เป็นการแยกสัญญาประกันภัยออกเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกันได้ จึงไม่ทำให้สัญญาประกันภัยในส่วนอื่นดังกล่าวข้างต้นที่มีลักษณะแบ่งแยกประเภทความรับผิดทั้งวงเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยออกจากกันไว้ต่างหากโดยชัดเจนมีผลเสียไปทั้งหมด จำเลยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดชดใช้เฉพาะความเสียหายสต๊อกสินค้าตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น แต่ในส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งเครื่องจักร จำเลยยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาประกันภัยตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ในส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้างวงเงินประกันภัย 10,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่น ๆ วงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท เครื่องจักร วงเงินประกันภัย 3,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000,000 บาท หักกับเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท และหักกับค่าซากทรัพย์สินที่ขายได้และส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 565,000 บาท คงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,435,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ที่ 2 ในส่วนอาคารสิ่งปลูกสร้าง วงเงินประกันภัย 18,000,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งติดตั้งตรึงตราและทรัพย์สินอื่นวงเงินประกันภัย 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000,000 บาท หักกับเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,000,000 บาท และหักกับค่าซากทรัพย์สินที่ขายได้และส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 485,000 บาท คงเหลือจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 9,515,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเชิงลงโทษต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนโดยต้องคำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพที่เหมาะสมภายใต้ธุรกิจที่เป็นธรรม แต่ปรากฏว่าตั้งแต่เกิดเหตุวินาศภัยจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองอ้างส่งเอกสารสต๊อกสินค้าเพื่อประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งโจทก์ทั้งสองแจ้งแต่แรกว่าเอกสารเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสองถูกเพลิงไหม้ทั้งหมด โดยค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเป็นไปตามวงเงินสัญญาประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ต้นโดยให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารมาประกอบการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนสต๊อกสินค้า จนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองหาเอกสารจากร้านค้าคู่ค้าอันเป็นเท็จส่วนหนึ่งเกิดจากฝ่ายจำเลยและบริษัทผู้ประเมินเป็นผู้แนะนำ ภายหลังเมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นเอกสารเท็จจำเลยกลับแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งที่จำเลยก็ทราบว่าบริษัทผู้ประเมินไม่ได้ใช้เอกสารที่โจทก์ทั้งสองยื่นมาประกอบการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ซึ่งได้ความว่าระหว่างเจรจาที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายธีรศักดิ์ เจ้าหน้าที่สำนักงาน คปภ. แนะนำในระหว่างเจรจาว่าวงเงินประกันภัยส่วนใดที่รับกันได้ก็ให้จ่ายไปก่อน แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งเมื่อบริษัทผู้ประเมินตามที่จำเลยมอบหมายรายงานการประเมินความเสียหายและค่าสินไหมทดแทน จำเลยก็ปฏิเสธไม่ยอมรับรายงานการประเมินดังกล่าว พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพเพราะจำเลยสามารถชดใช้ค่าเสียหายในส่วนอื่นที่ไม่ได้โต้แย้งให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ การกระทำของจำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 5,000,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 แต่ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้มิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสองจึงเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ผิดนัดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยรับผิดเฉพาะต้นเงินค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยในส่วนต้นเงินค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ โดยให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ทั้งสองแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 224
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยรัตน์ ปิยะพลากร
ศาลอุทธรณ์ — นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2566
#691192
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นการประกาศประเภทกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่งกิจการที่ต้องขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นเรื่องการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร เมื่อผู้ใดประกอบกิจการดังกล่าวหลังจากประกาศกระทรวงการคลังใช้บังคับแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.2 บรรยายว่า ...จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ ประเภทการให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพที่ไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน โดยการร่วมกันจัดหาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินนั้น และจำเลยทั้งสองมิได้เป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพแก่ผู้บริโภค...อันเป็นการร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยผาสุกแห่งสาธารณชน และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ซึ่งประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยทั้งสองทราบประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลัง จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทราบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมาพร้อมกับฟ้อง และส่งประกาศดังกล่าวในชั้นพิจารณา ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดดังระบุไว้ต่อไปนี้ หรือกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกัน ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ...(3) การธนาคาร.." แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายมุ่งไปถึงลักษณะของกิจการเป็นสำคัญ หากเข้าลักษณะของกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคารแล้ว ก็ให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดให้กิจการในลักษณะนี้ต้องถูกควบคุมดูแลและตรวจสอบโดยทางราชการด้วยระบบการขออนุญาตได้ หากฝ่าฝืนประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตย่อมมีโทษทางอาญาตามข้อ 16 คำว่า "ผู้ใด" ตามข้อ 5 ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวย่อมใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่ว่ากับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารเป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตแล้ว กิจการในลักษณะนี้จึงมิใช่กิจการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำได้โดยเสรีอีกต่อไป แต่ต้องกระทำผ่านระบบใบอนุญาตเท่านั้น หากนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเช่นจำเลยที่ 2 จะให้ยืมเงินในลักษณะดังกล่าวก็ต้องขออนุญาตด้วยกันหมดทั้งสิ้น ส่วนที่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะยื่นขออนุญาตว่าต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าทางราชการไม่ประสงค์ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประเภทอื่นประกอบกิจการในลักษณะนี้นั่นเอง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่อาจยื่นขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารได้โดยเสรี การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบและเป็นความผิดตามฟ้อง

ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดต่อเนื่องกัน แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกเจตนาของจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และ ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 92 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ข้อ 5, 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวหลบหนีไม่มาศาลในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกจับในคดีอื่น และต้องคำพิพากษาให้จำคุก 3 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 482/2564 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อศาลชั้นต้นได้ตัวจำเลยที่ 2 มาแล้ว จึงยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณา และอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องตามคำร้องที่ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 482/2564 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันประกอบกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 482/2564 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (ที่ถูก อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร) โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับบทลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3), 16 ส่วนความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ให้จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นการประกาศประเภทกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่งกิจการที่ต้องขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นเรื่องการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร เมื่อผู้ใดประกอบกิจการดังกล่าวหลังจากประกาศกระทรวงการคลังใช้บังคับแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.2 บรรยายว่า ...จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ ประเภทการให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพที่ไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน โดยการร่วมกันจัดหาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินนั้น และจำเลยทั้งสองมิได้เป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพแก่ผู้บริโภค...อันเป็นการร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยผาสุกแห่งสาธารณชน และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ซึ่งประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยทั้งสองทราบประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลัง จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ทราบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์ไม่แนบประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมาพร้อมกับฟ้อง และส่งประกาศดังกล่าวในชั้นพิจารณา ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 หรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดดังระบุไว้ต่อไปนี้ หรือกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกัน ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาต ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ...(3) การธนาคาร.." แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายมุ่งไปถึงลักษณะของกิจการเป็นสำคัญ หากเข้าลักษณะของกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคารแล้ว ก็ให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดให้กิจการในลักษณะนี้ต้องถูกควบคุมดูแลและตรวจสอบโดยทางราชการด้วยระบบการขออนุญาตได้ หากฝ่าฝืนประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตย่อมมีโทษทางอาญาตามข้อ 16 คำว่า "ผู้ใด" ตามข้อ 5 ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวย่อมใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่ว่ากับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารเป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตแล้ว กิจการในลักษณะนี้จึงมิใช่กิจการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำได้โดยเสรีอีกต่อไป แต่ต้องกระทำผ่านระบบใบอนุญาตเท่านั้น หากนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเช่นจำเลยที่ 2 จะให้ยืมเงินในลักษณะดังกล่าวก็ต้องขออนุญาตด้วยกันหมดทั้งสิ้น ส่วนที่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะยื่นขออนุญาตว่าต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าทางราชการไม่ประสงค์ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประเภทอื่นประกอบกิจการในลักษณะนี้นั่นเอง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่อาจยื่นขออนุญาตตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับอันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารได้โดยเสรี การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบและเป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดต่อเนื่องกัน แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกเจตนาของจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 1.2 ฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อ 1.3 ฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3), 16 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ไม่ได้พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 2 และฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 3 เดือน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 เดือน 15 วัน อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยในแต่ละฐานความผิด จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษาให้ริบของกลางซ้ำอีกครั้ง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้พิพากษาแก้ไขในเรื่องดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายชุมพล ดาวแจ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
รัชนี สุขใจ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2566
#723247
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกันโดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางชนันญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงและข้อหาใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนข้อหาปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและปลอมเอกสารราชการนั้น โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,161,501 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 28 มกราคม 2564 ขอให้พิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงกระทงแรก จำคุก 2 ปี ฐานฉ้อโกงกระทงหลัง ฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับคดีส่วนแพ่งพิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ต้องมีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยหลอกลวงบุตรของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลย 561,501 บาท และจำเลยปลอมโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของกลางมาใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลยอีก 600,000 บาท โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วม 800,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 50,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท จะผ่อนชำระรวม 15 งวด งวดที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระงวดละ 30,000 บาท งวดที่ 6 ถึงที่ 15 งวดละ 60,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 งวดต่อไปทุกวันสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินจำนวน 1,161,501 บาท โดยหักเงินที่ชำระแล้วพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมในงวดเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2564 อีกงวดละ 30,000 บาท ส่วนงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 จำเลยผิดนัด ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2564 จำเลยแถลงต่อศาลว่าขอชำระเงินงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ร่วมแถลงว่าจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นจึงพิพากษา หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท และหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมอีก 80,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสิ้น 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกัน โดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินแล้วนำมาใช้หลอกลวงขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมอีก เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่เคารพและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาบ้านนา อันเป็นหน่วยงานราชการได้รับความเสียหายด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องอุปการะบุตรผู้เยาว์ 2 คน รวมทั้งมารดา หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินจากจำเลยแล้ว 250,000 บาท เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จำหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงจากสารบบความ และให้ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นาง ช.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายปรมัตถ์ สุวรรณเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิทยา มูลศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2566
#697542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันเล่นพนันสนุกเกอร์ ซึ่งสภาพแห่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ และเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จึงเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์ด้วย อันมีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดสำเร็จอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันและความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันและร่วมเล่นการพนันก็เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อลงโทษบทหนักตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 39, 40, 44, 45, 46, 47, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย และห้ามมิให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดออกนอกเคหสถาน หรือห้ามเข้าเขตกำหนดหรือห้ามมิให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท โดยจะมีคำสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ และหากจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันมิได้ ขอศาลมีคำสั่งกักขังจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บนหรือหาประกันได้

จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 4 เดือน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 7,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ปรับคนละ 7,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งเฉพาะความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนค่าปรับตามพระราชบัญญัติการพนันไม่ลด คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,500 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ปรับคนละ 4,500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก ไม่ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ให้จำคุก 2 เดือน จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับคนละ 1,500 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 1,500 บาท จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน คงปรับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคนละ 750 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 3,250 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 คนละ 3,250 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขัง 1 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหรือชักชวนให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ ลูกค้าที่มาใช้บริการเล่นพนันกันเอง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินสดของกลาง ซึ่งมีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และบรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นพนันสนุกเกอร์ อันเป็นการพนันประเภทที่ระบุไว้ในบัญชี ข. ลำดับที่ 28 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ และจำเลยที่ 1 ร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 และพวกที่หลบหนีด้วย ซึ่งสภาพแห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้และเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน โดยจัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์ อันมีเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จึงเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันสนุกเกอร์ด้วย อันมีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดสำเร็จอีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เรียงกระทงมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันสนุกเกอร์และมีผู้ร่วมเล่นการพนันจำนวนมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการเล่นสนุกเกอร์เพื่อพนันเอาทรัพย์สินกันของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นการพนันดังกล่าวมีเพียงโต๊ะสนุก 1 โต๊ะ ลูกสนุกเกอร์ 1 ชุด ไม้คิว 4 อัน ไม้เร็ท 2 อัน ประกอบกับเงินสดของกลางมีเพียง 1,160 บาท แสดงว่า การเล่นพนันของจำเลยที่ 1 กับพวกมิได้มุ่งหมายพนันเอาทรัพย์สินกันเป็นหลักสำคัญนัก พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่ถึงกับเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หากให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งโดยรอการลงโทษให้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และสังคมมากกว่าที่จะลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 ไปเสียเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันและความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและร่วมเล่นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนันก็เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศวาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อลงโทษบทหนักตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยจัดให้มีการเล่นพนัน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน ปรับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ปรับ 5,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 คนละ 2,500 บาท ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขัง โดยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคสอง ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายสิริมงคล กองธนสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2566
#691186
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองรวมแปดโฉนด ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่า ไม่มีดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายในหนึ่งปี และตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 1 ระบุว่า หากผู้กู้ผิดสัญญากู้โดยไม่ชำระหนี้คืนให้แก่ผู้ให้กู้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนจำนอง ผู้กู้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนองแก่ผู้ให้กู้ นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น อันเป็นการระบุว่าการกู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยนั้น โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่ ป.พ.พ. มาตรา 654 กำหนดไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและพยานวัตถุฟังได้ว่า ในการทำสัญญาจำนองตกลงกันว่าจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่ความจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 204,300 บาท แต่พยานขอลดหย่อนเหลือเดือนละ 200,000 บาท โดยโจทก์ให้จำเลยแบ่งชำระเงิน 2 ยอด ยอดแรกชำระ 150,000 บาท อีกยอดชำระ 50,000 บาท โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้เฉพาะยอดเงิน 150,000 บาท เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งต้นเงิน 13,620,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 170,250 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่าที่รวบรวมใบเสร็จรับเงินได้ 12 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะอันเป็นผลทำให้หนี้ตามสัญญาบางส่วนไม่สมบูรณ์ อันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย การรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้บางส่วนที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,585,903.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 13,620,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14628, 14629, 228059, 228060, 228061, 228062, 228063 และ 228064 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้พิพากษาให้จำเลยนำดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปหักจากต้นเงินที่จำเลยได้รับจากโจทก์ตามความเป็นจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,585,903.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 13,620,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,213,486.03 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14628, 14629, 228059, 228060, 228061, 228062, 228063 และ 228064 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาด ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 12,470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระค่าดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่ละคราว มาหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือให้นำไปหักชำระต้นเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559 จำเลยกู้ยืมเงิน 13,620,000 บาท จากโจทก์ โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 14628, 14629, 228059, 228060, 228061, 228062, 228063 และ 226084 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์โดยไม่มีดอกเบี้ย และจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ มีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี ค่าเช่าปีละ 50,000 บาท ต่อมาในวันเดียวกันโจทก์กับจำเลยทำหนังสือบันทึกข้อตกลงและสัญญาต่อท้ายอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าที่สำนักงานของจำเลย หลังจากนั้นวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 โจทก์กับจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 13,620,000 บาท อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน จำเลยได้รับหนังสือวันที่ 5 ธันวาคม 2562 แล้วเพิกเฉย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยก่อนวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยและให้นำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระ รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท ไปหักกับต้นเงินตามสัญญาจำนองทั้งหมด คงเหลือหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 12,470,000 บาท ถือเป็นต้นเงิน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองรวมแปดโฉนด ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่าไม่มีดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายในหนึ่งปี และตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 1 ระบุว่า หากผู้กู้ผิดสัญญากู้โดยไม่ชำระหนี้คืนให้แก่ผู้ให้กู้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนจำนอง ผู้กู้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนองแก่ผู้ให้กู้ นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น อันเป็นการระบุว่าการกู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยนั้น โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 กำหนดไว้ก็ตาม แต่การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและพยานวัตถุฟังได้ว่า ในการทำสัญญาจำนอง ตกลงกันว่าจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่ความจริงโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 204,300 บาท แต่พยานขอลดหย่อนเหลือเดือนละ 200,000 บาท โดยโจทก์ให้จำเลยแบ่งชำระเงิน 2 ยอด ยอดแรกชำระ 150,000 บาท อีกยอดชำระ 50,000 บาท โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้เฉพาะยอดเงิน 150,000 บาท เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งต้นเงิน 13,620,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 170,250 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่าที่รวบรวมใบเสร็จรับเงินได้ 12 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,150,000 บาท เป็นการนำสืบถึงข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะอันเป็นผลทำให้หนี้ตามสัญญาบางส่วนไม่สมบูรณ์ อันเป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย การรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้บางส่วนที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยก่อนวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 อัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะแล้ว จำเลยไม่อาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้ และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย จึงต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,150,000 บาท ไปหักเงินต้นตามสัญญาจำนอง คงเหลือหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองเป็นเงิน 12,470,000 บาท และถือว่าเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินตามบันทึกข้อตกลงเรื่องแก้ไขหนี้อันจำนองเป็นประกัน ซึ่งบันทึกดังกล่าวคู่ความได้ตกลงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงต้องคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากต้นเงิน 12,470,000 บาท เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระแต่ละคราวมาหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2566
#691588
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. โดยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. ดังกล่าวคือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงินถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 9 ที่ 155/2562 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2562 ที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้อง จำนวน 213,502.71 บาท ผู้ร้องส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ภายหลังจากการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) ประกอบมาตรา 110 วรรคสอง แล้วพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดการบังคับคดี และที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่อ่านคำสั่งดังกล่าว แล้วให้งดการบังคับคดีไว้ จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินการต่อไปได้ตามกฎหมาย โดยให้คู่ความแถลงขอยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 213,502.71 บาท วันที่ 14 มกราคม 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ผู้ร้องนำส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นเช็ค ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คดังกล่าวไว้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 192,200,103.90 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากรรับไว้โดยชอบ จำเลยมีทรัพย์สินเพียงสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร รถยนต์ 14 คัน และจำเลยขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยจากผู้ร้องเป็นเงิน 70,000,000 บาทเศษ ซึ่งไม่อาจนับเป็นทรัพย์สินของจำเลย รวมทั้งผู้ร้องมีสิทธิหักกลบลบหนี้ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ การแก้ไขวันที่ในใบแต่งทนายความของผู้ร้องโดยลบเลข 2 ออกให้เหลือเพียงเลข 4 เท่านั้น ให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้อง เป็นการแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้การแต่งตั้งทนายความเสียไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้แล้ว จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ ตามมาตรา 90/12 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกมาตรา 110 วรรคสอง ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 3 ว่าด้วยผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ขึ้นประกอบการวินิจฉัยว่า การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดี แล้วดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจนมีคำสั่งมานั้น เป็นกระบวนการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดการบังคับคดีและอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วให้งดการบังคับคดีไว้ จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินการต่อไปได้ตามกฎหมายนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวคือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลาง โดยเห็นว่าศาลแรงงานกลางไม่งดการบังคับคดีไว้เพราะเห็นว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง เป็นกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นตามที่โจทก์ได้อุทธรณ์ไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำนวนหนี้ที่ผู้ร้องอ้างมีจำนวนเกินหนี้ที่เป็นจริง ผู้ร้องไม่มีหลักฐานมูลหนี้ที่แท้จริงกับจำเลยมายืนยันว่าจำเลยผูกพันเป็นหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายผู้ร้องในการชำระหนี้ภาษีจริงหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นางสาวนิภาภรณ์ เป็นผู้รับหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างจริง นางสาวนิภาภรณ์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าได้นำส่งหนังสือเตือนดังกล่าว จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นสิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนเมษายน 2562 รวมเป็นเงิน 74,680,632.09 บาท ให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้เพียงพอต่อจำนวนหนี้ที่มีต่อผู้ร้อง และใบแต่งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดโดยไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข จึงต้องถือวันที่ลงในใบแต่งตั้งเดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องจึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ผู้ร้องไม่มีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังมาว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 192,200,103.90 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากรรับไว้โดยชอบ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ และการแก้ไขใบแต่งทนายความของผู้ร้องให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 326 วรรคห้า
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (5) ม. 110 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
- นางดณยา วีรฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2566
#690546
เปิดฉบับเต็ม

การร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบและการเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกัน จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เรียกเงินและสนับสนุนการเรียกเงินเป็นค่าตอบแทนในการพิจารณาต่อสัญญาจ้างจาก พ. น. อ. และ ว. ซึ่งเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไป กับ ม. และ ช. ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง แตกต่างกันทั้งจำนวนเงินและระยะเวลา ประกอบกับหากบุคคลทั้งหกคนใดคนหนึ่งให้เงินหรือไม่ให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ก็ต่อสัญญาจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่บุคคลทั้งหกเป็นรายบุคคลไป แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสี่ที่ประสงค์จะให้เกิดผลของการกระทำความผิดต่อบุคคลทั้งหกแยกออกจากกันโดยชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 149, 157 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.115/2562 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.129/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กับรับว่าจำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 39,000 บาท และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 26,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 19,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 13,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสี่ได้กลับตัวเป็นคนดีสักครั้ง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติของจำเลยทั้งสี่ไว้ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว กับให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสี่เห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่แล้ว คำขอให้นับโทษต่อของโจทก์ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 ปี 36 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 48 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ กับฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 5 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 5 กระทง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 46 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.115/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่ให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.129/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 คำขอส่วนนี้ของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุมัติสั่งจ้างและต่อสัญญาจ้างให้แก่พนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไป และมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการต่อสัญญาจ้างเหมาบริการ จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างรองจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำให้เป็นไปตามนโยบาย มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองมอบหมาย และมีอำนาจหน้าที่พิจารณา ทำความเห็นในการสั่งจ้าง ต่อสัญญาจ้างให้แก่พนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไปเสนอต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองเพื่อพิจารณาสั่งจ้างต่อไป และจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างรองจากปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำให้เป็นไปตามนโยบาย มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองมอบหมาย และมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา ทำความเห็นในการสั่งจ้าง ต่อสัญญาจ้างให้แก่พนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไปเสนอนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองเพื่อพิจารณาสั่งจ้าง โดยเสนอผ่านปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เรียกนางพรกนก พนักงานจ้างตามภารกิจ นายนพรัตน์ พนักงานจ้างทั่วไป นางสาวอุไรวรรณ พนักงานจ้างทั่วไป นางสาววัชราภรณ์ พนักงานจ้างทั่วไป นายมนูญ ผู้รับจ้าง และนายวชิราวุฒิ ผู้รับจ้าง ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาจ้างในวันที่ 30 กันยายน 2555 ไปพบที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแจ้งให้บุคคลทั้งหกทราบว่าหากจะต่อสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 จะเรียกเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการดำเนินการต่อสัญญาจ้าง ต่อมาประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2555 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เรียกบุคคลทั้งหกไปพบอีกครั้ง และสอบถามว่าประสงค์ต่อสัญญาจ้างกับองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรืองหรือไม่ หากต่อสัญญาต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยนางพรกนก นายนพรัตน์ นางสาวอุไรวรรณ และนางสาววัชราภรณ์ จ่ายเงินคนละ 100,000 บาท ในปีแรก ส่วนปีต่อไปปีละ 20,000 บาท จนจำเลยที่ 1 ครบวาระ ส่วนนายมนูญและนายวชิราวุฒิจ่ายเงินคนละ 30,000 บาท ถึง 50,000 บาท เพียงครั้งเดียว หากไม่ยอมจ่ายเงินต้องลาออก และจำเลยที่ 1 ต้องการให้บุคคลทั้งหกไปพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งหกแจ้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า เงินที่จำเลยที่ 1 เรียกนั้นสูงเกินไปและไม่มีเงินที่จะนำมาจ่าย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงแจ้งให้บุคคลทั้งหกไปต่อรองกับจำเลยที่ 1 เอง ต่อมาช่วงบ่ายจำเลยที่ 4 พาบุคคลทั้งหกไปพบจำเลยที่ 1 ที่ห้องทำงาน โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมพูดคุยด้วย จำเลยที่ 1 แจ้งให้บุคคลทั้งหกทราบถึงรายละเอียดจำนวนเงินและวิธีการจ่ายเงิน กับรับประกันว่าหากยอมจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จะต่อสัญญาจ้างให้ทุกคนจนกว่าจำเลยที่ 1 ครบวาระการดำรงตำแหน่ง บุคคลทั้งหกแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าจำนวนเงินที่เรียกมานั้นสูงเกินไปและไม่มีเงินที่จะจ่ายให้จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 พยายามต่อรองจำนวนเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 พูดจาหว่านล้อมและชักจูงใจให้บุคคลทั้งหกยินยอมจ่ายเงินตามที่จำเลยที่ 1 เรียก แต่บุคคลทั้งหกยืนยันว่าไม่มีเงินและไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้จำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ต่อสัญญาจ้างให้กับบุคคลทั้งหก การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาได้ความว่า การเรียกเงินจากนางพรกนก นายนพรัตน์ นางสาวอุไรวรรณ นางสาววัชราภรณ์ นายมนูญ และนายวชิราวุฒิ เป็นการเรียกเงินในคราวเดียวกันเพียงครั้งเดียวเพื่อต่อสัญญาจ้างซึ่งจะสิ้นสุดในวันเดียวกัน โดยมีเจตนาเรียกเงินจากบุคคลดังกล่าวทุกคน มิได้มีเจตนาแบ่งแยกว่าเป็นใครหรือจะต่อสัญญาจ้างทีละคนแยกจากกันเป็นรายตัว การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า การร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบและการเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกัน จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น มิใช่พิจารณาแต่เพียงถ้าเป็นการกระทำครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้ หากผู้กระทำมีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสี่เรียกเงินและสนับสนุนการเรียกเงินเป็นค่าตอบแทนในการพิจารณาต่อสัญญาจ้างจากนางพรกนก นายนพรัตน์ นางสาวอุไรวรรณ และนางสาววัชราภรณ์ ซึ่งเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไป กับนายมนูญ และนายวชิราวุฒิ ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง แตกต่างกันทั้งจำนวนเงินและระยะเวลา ประกอบกับหากบุคคลทั้งหกคนใดคนหนึ่งให้เงินหรือไม่ให้เงินแก่จำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ก็ต่อสัญญาจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่บุคคลทั้งหกเป็นรายบุคคลไป แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสี่ที่ประสงค์จะให้เกิดผลของการกระทำความผิดต่อบุคคลทั้งหกแยกออกจากกันโดยชัดแจ้ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง และจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน แต่กลับมากระทำผิดเรียกเงินหรือสนับสนุนเรียกเงินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อต่อสัญญาจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างแก่พนักงานตามภารกิจ พนักงานจ้างทั่วไป หรือผู้รับจ้าง ซึ่งพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่เป็นภัยต่อสังคม อันเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสี่รู้สำนึกในการกระทำความผิดโดยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่จำเลยทั้งสี่ต้องคิดใคร่ครวญก่อนกระทำความผิด มิใช่เมื่อกระทำความผิดแล้วจึงมาอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษ และเหตุที่จำเลยทั้งสี่ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน กระทำคุณความดีต่อสังคมและในการปฏิบัติงานราชการ หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวตามที่อ้างในฎีกาจำเลยทั้งสี่ ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 — นายถาวร เศษมะพล
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2566
#688321
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยนั้นโดยตรง กรณีที่จำเลยใช้รถยนต์ของกลางโดยสารพาคนต่างด้าวทั้งสิบห้าคนซึ่งหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วไปส่งยังจุดหมายปลายทาง จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในรถด้วยเท่านั้น มิได้เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อพาคนต่างด้าวหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง ดังนี้ รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินรวมที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ของกลางที่คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาด้วยนั้นจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 7 คน แต่จำเลยกลับนำรถยนต์ของกลางดังกล่าวมาใช้บรรทุกคนต่างด้าว 15 คน ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก และคนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในห้องโดยสารในลักษณะแออัดยัดเยียด ซึ่งผิดวิสัยของการนั่งโดยสารมาในรถตามปกติทั่วไปก็ตาม ก็เป็นแต่เพียงการใช้รถยนต์ผิดประเภทและลักษณะการใช้งานของตัวทรัพย์เท่านั้น มิใช่พฤติการณ์ที่ถึงกับบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมุ่งหมายที่จะใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์โดยตรงดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น รถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 (ที่ถูก ไม่ต้องประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนี่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยนั้นโดยตรง คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง สำเนาบันทึกการจับกุมโดยเจ้าพนักงานเอกสารแนบท้ายคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 เวลา 19.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถแวนสองตอน) ของกลาง ซึ่งมีคนต่างด้าว 15 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรนั่งโดยสารมาในรถด้วยในขณะที่อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่จะมีการส่งคนต่างด้าวให้ไปทำงานที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งจากพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยใช้รถยนต์ของกลางโดยสารพาคนต่างด้าวทั้งสิบห้าคนซึ่งหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วไปส่งยังจุดหมายปลายทาง จึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะให้คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในรถด้วยเท่านั้น มิได้เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อพาคนต่างด้าวหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง ดังนี้ รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ของกลางที่คนต่างด้าวนั่งโดยสารมาด้วยนั้นจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 7 คน แต่จำเลยกลับนำรถยนต์ของกลางดังกล่าวมาใช้บรรทุกคนต่างด้าว 15 คน ซึ่งมีจำนวนผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก และคนต่างด้าวนั่งโดยสารมาในห้องโดยสารในลักษณะแออัดยัดเยียด ซึ่งผิดวิสัยของการนั่งโดยสารมาในรถตามปกติทั่วไปก็ตาม ก็เป็นแต่เพียงการใช้รถยนต์ผิดประเภทและลักษณะการใช้งานของตัวทรัพย์เท่านั้น มิใช่พฤติการณ์ที่ถึงกับบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมุ่งหมายที่จะใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์โดยตรงดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น รถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถยนต์ของกลาง แต่พิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นางสาวนภา พัชรโกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 751/2566
#721456
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกู้ยืมย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้าง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวจริง จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์กรอกจำนวนเงินในภายหลังในสัญญากู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 550,000 บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นและจำนวนเงินก็สูงกว่าความจริง สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจอ้างอิงแสวงสิทธิจากเอกสารปลอมได้ การกู้ยืมเงินและการค้ำประกันตามฟ้องจึงไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง และตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ให้การรับแล้วอันโจทก์ไม่จำต้องอ้างสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินในจำนวนที่รับว่าได้กู้ยืมจากโจทก์ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 654,991 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 530,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาและได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกู้ยืมย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้าง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวจริง จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์เพียง 500,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์กรอกจำนวนเงินในภายหลังในสัญญากู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 550,000 บาท และจำเลยที่ 2 ค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นและจำนวนเงินก็สูงกว่าความจริง สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจอ้างอิงแสวงสิทธิจากเอกสารปลอมได้ การกู้ยืมเงินและการค้ำประกันตามฟ้องจึงไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 680 วรรคสอง และตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ให้การรับแล้วอันโจทก์ไม่จำต้องอ้างสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินในจำนวนที่รับว่าได้กู้ยืมจากโจทก์ไป ส่วนประเด็นอื่นที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 วรรคสอง ม. 653 วรรคหนึ่ง ม. 680 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ด.
จำเลย — นาง ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางกรองทอง ลิมป์ศุภวาณิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2566
#692041
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้ถือเอาอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสำคัญแต่ถือเอาอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ กล่าวคือในความผิดฐานใดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตสถานเดียว แม้จำเลยให้การรับสารภาพ กฎหมายก็บังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงสิบปีหกเดือน ถึงแม้โทษจำคุกสิบปีหกเดือนนี้จะเป็นโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกห้าปีแต่ก็เป็นอัตราโทษอย่างสูง ส่วนอัตราโทษอย่างต่ำในความผิดฐานนี้ให้จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนขึ้นไป ซึ่งศาลอาจลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าโทษจำคุกสิบปีหกเดือนลงมาจนถึงจำคุกหนึ่งปีหกเดือนก็ได้ การที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 6 ปี แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี โดยไม่ได้สืบพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยนั้น ย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้คืนสุราขาว ยี่ห้อเหยี่ยวเงิน ขนาด 700 มิลลิลิตร 300 ลัง (โหล) และสุราผสม ยี่ห้อยูงทอง ขนาด 700 มิลลิลิตร 70 ลัง (โหล) ที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักเอาไปแก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 552,600.32 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลยร่วมกันคืนสุราขาว ยี่ห้อเหยี่ยวเงิน ขนาด 700 มิลลิลิตร 300 ลัง (โหล) และสุราผสม ยี่ห้อยูงทอง ขนาด 700 มิลลิลิตร 70 ลัง (โหล) หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 496,600.32 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะประเด็นที่ 2 ส่วนประเด็นที่ 1 และที่ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเฉพาะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 6 ปี แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้สืบพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้ถือเอาอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสำคัญแต่ถือเอาอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ กล่าวคือในความผิดฐานใดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตสถานเดียว แม้จำเลยให้การรับสารภาพ กฎหมายก็บังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ คดีนี้เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนถึงสิบปีหกเดือน ถึงแม้โทษจำคุกสิบปีหกเดือนนี้จะเป็นโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกห้าปี แต่ก็เป็นอัตราโทษอย่างสูง ส่วนอัตราโทษอย่างต่ำในความผิดฐานนี้ให้จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหกเดือนขึ้นไป ซึ่งศาลอาจลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าโทษจำคุกสิบปีหกเดือนลงมาจนถึงจำคุกหนึ่งปีหกเดือนก็ได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยอีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด และมีเหตุรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดก่อน จำเลยมีหน้าที่จะต้องเลี้ยงดูบุตรและภรรยา และต้องดูแลบิดามารดาที่อายุมากตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยหลังลดโทษแล้วจำคุก 3 ปี มานั้น เห็นว่า หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 จำเลยนำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางไว้ที่ศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายเพิ่ม แสดงว่าจำเลยรู้สึกสำนึกผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายเพิ่มเติมเท่าที่จำเลยสามารถจะทำได้อันถือเป็นเหตุบรรเทาผลร้ายที่จำเลยกระทำ ภายหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปแล้ว กรณีมีเหตุสมควรกำหนดโทษจำคุกและแก้ไขในส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายเสียใหม่ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแห่งคดีที่เปลี่ยนไปข้างต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยร่วมกันคืนสุราขาว ยี่ห้อเหยี่ยวเงิน ขนาด 700 มิลลิลิตร 300 ลัง (โหล) และสุราผสม ยี่ห้อยูงทอง ขนาด 700 มิลลิลิตร 70 ลัง (โหล) หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 406,600.32 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสันทัศน์ นิภาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ ชลวิทย์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566
#691971
เปิดฉบับเต็ม

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านก็ตาม แต่ปัญหาว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกหรือไม่ ศาลยังต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุเนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันซึ่งตามสัญญามีข้อความว่าจำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา จำเลยทำหนังสือระบุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมและโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจพลการที่จะเข้าไปตัดแม่กุญแจที่โจทก์ ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้แม่กุญแจของจำเลยคล้องแทน ทำให้โจทก์เข้าบ้านที่เกิดเหตุไม่ได้ ขณะเกิดเหตุจำเลยทราบดีว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ การที่จำเลยยังเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุจนถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกแล้ว เมื่อผลแห่งคําพิพากษาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปตัดกุญแจประตูบ้าน เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คําพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ จำเลยไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 358, 360, 364, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 และ 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 114/2553 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 62 ที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินและบ้านหลังดังกล่าวจากจำเลยในราคา 440,000 บาท ก่อนโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุจากจำเลยนั้น จำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินนางปัญญรัตน์ ต่อมานางปัญญรัตน์ฟ้องจำเลยบังคับชำระหนี้โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเฉพาะบ้านเลขที่ 62 ที่เกิดเหตุออกขายทอดตลาด โดยมีนายสุทธินันท์ บุตรนางปัญญรัตน์เป็นผู้ซื้อได้ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์มิได้ร้องขัดทรัพย์ไว้ โจทก์จึงดำเนินคดีจำเลยในข้อหาฉ้อโกง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ปี 2557 โจทก์ซื้อบ้านที่เกิดเหตุคืนจากนายสุทธินันท์ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกับขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุกับห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ และดำเนินคดีอาญากับจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2562 โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 แสดงว่าโจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเกินกว่าสามเดือน แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายในสิบปีนับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เพราะสิทธิฟ้องคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 95 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาบุกรุกตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ม.181/2563 ของศาลชั้นต้น จะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่ปัญหาว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกหรือไม่ ศาลยังต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โต้แย้งของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาบุกรุกหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวนและเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีให้จำเลยได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เข้าครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายกัน ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา และในวันเดียวกันจำเลยทำหนังสือระบุให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นคนเขียนข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาซื้อขายดังกล่าวด้วยลายมือตนเอง ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุโดยชอบ หากจำเลยเห็นว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมและโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุก็เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง จำเลยชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีอำนาจโดยพลการที่จะเข้าไปตัดแม่กุญแจที่โจทก์ใช้ปิดประตูหน้าบ้านออกแล้วใช้แม่กุญแจของจำเลยคล้องแทนทำให้โจทก์เข้าบ้านที่เกิดเหตุไม่ได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทณรงค์ชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อพยานอีกปากหนึ่งของโจทก์ว่า ก่อนหน้านี้โจทก์แจ้งความจำเลยในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ครั้งสองครั้งและทุกครั้งที่พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่พบจำเลยพักอาศัยอยู่ ส่วนโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่บูรณะซ่อมแซมบ้านและปลูกต้นไม้ จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์พบว่าจำเลยย้ายภูมิลำเนาออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว และจำเลยสัญญาว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านที่เกิดเหตุให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งถ้อยคำของพยานปากดังกล่าวที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเหตุคดีนี้และเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเข้าข้างหรือเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใด และเชื่อว่าเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทราบดีว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ การที่จำเลยยังเข้าไปในที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุจนถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดข้อหาบุกรุกแล้ว ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ เพราะไม่เคยขายหรือสละการครอบครองให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่ได้ตัดกุญแจประตูบ้านของโจทก์นั้น เมื่อผลแห่งคำพิพากษา วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปตัดแม่กุญแจประตูบ้าน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ จำเลยไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาบุกรุกและพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยต่างโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุ โดยจำเลยอ้างว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งจำเลยก่อความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเพียง 2,150 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การรอการลงโทษจำคุกเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและสำนึกในความผิดที่ได้กระทำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เป็นบทบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง แต่เมื่อคำขอให้ลงโทษจำเลยท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุมาตรา 362 จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 362 เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มานั้น เป็นการไม่ชอบ

และคดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติว่า ในคดีอาญาทั้งหลายห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเรียกค่าธรรมเนียมนอกจากที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ 360 บาท จากจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้ลงโทษปรับจำเลย 8,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ 360 บาท ให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 227 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84 (2) ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาง ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายราชันห์ สังเมฆ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย เงารุ่งเรือง
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา