คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 86/2566
#699330
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๖ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนโจทก์เป็นพนักงาน สังกัดจำเลย แม้ตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยโจทก์และปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งและจ่ายค่าจ้าง ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด กับคืนสิทธิต่าง ๆ ของโจทก์ที่ควรได้รับหลังเกษียณอายุ แต่เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยในขณะมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงานนั้น อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างกับนายจ้างโดยสภาพการจ้างงานเป็นไปตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ และข้อบังคับของจำเลย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานรัฐวิสาหกิจและรัฐวิสาหกิจที่เป็นนายจ้าง ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค 5
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาย ป. หรือ ภ.
จำเลย — การกีฬาแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 85/2566
#697456
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ที่ ๓ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดสร้างถนนสาธารณะในที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขยายถนนสาธารณะจนถึงตัวบ้านของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และนำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไปขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นโดยไม่ได้รับความยินยอม และมิได้อุทิศหรือยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ อีกทั้งใช้อำนาจโดยมิชอบรื้อถอนทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำละเมิด ทำที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม และชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนทางหลวงแผ่นดินในส่วนที่พิพาท เห็นว่า แม้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างอาศัยสิทธิในความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำละเมิดสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยปริยายจึงมีอำนาจปรับปรุงถนนพิพาทเป็นถนนคอนกรีตได้ ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้ง สิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผล ของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มีอำนาจสร้างถนนสาธารณะและนำที่ดินไปขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสิงห์บุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ช. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2566
#702442
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลสุเทพ จำเลยที่ 1 นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำเลยที่ 3 กับกองทุนหมู่บ้านบ้านอุโมงค์ หมู่ที่ 10 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้า โดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 5 ก่อสร้างอาคารร้านค้าชุมชนและอาคารบ้านพักอาศัย และถนนซอย 3 มุทิตา รุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปล่อยปละละเลยไม่ทำตามหน้าที่ในการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่สาธารณะอันประชาชนใช้ร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ปล่อยปละละเลยไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลติดตามรายงานการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองอันเป็นการกระทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ อาคารร้านค้าชุมชน และอาคารบ้านพักอาศัย และถนนซอย 3 มุทิตา ก่อสร้างบนที่สาธารณะ มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้อุทิศที่ดินส่วนที่ก่อสร้างอาคารทั้งสองหลังและบางส่วนของถนนมุทิตาให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งห้ากระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจะเป็นผลให้การก่อสร้างอาคารและทางพิพาทไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาง ท.
จำเลย — เทศบาลตำบล สุเทพ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2566
#698968
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ว. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง จำเลย ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกสิบล้อ พนักงานของโจทก์ขับรถบรรทุกน้ำมันคันดังกล่าว มาตามถนนทางหลวงหมายเลข ๓๕ (ถนนพระราม ๒) จากจังหวัดสมุทรสาครมุ่งหน้าไปกรุงเทพมหานครในช่องทางด้านซ้าย เมื่อถึงที่เกิดเหตุหลักกิโลเมตรที่ ๓๔ + ๔๐๐ หมู่ที่ ๒ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีการบูรณะซ่อมแซมสะพานกลับรถโดยสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง (ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ ๓ ปทุมธานี) จำเลย ปรากฏว่าคานสะพานที่กำลังบูรณะซ่อมแซมหลุดจากตัวยึดหล่นลงมาใส่รถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ที่ขับผ่านมาทำให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ปล่อยให้คนงานซึ่งขาดทักษะทำงานกันเองโดยไม่มีวิศวกรควบคุมงาน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด แม้กรมทางหลวง จำเลยเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดจากการกระทำของจำเลยในการบูรณะซ่อมแซมสะพานกลับรถโดยมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ปรากฏว่าคานสะพานที่กำลังบูรณะซ่อมแซมหลุดจากตัวยึดหล่นลงมาใส่รถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ที่ขับผ่านมาทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติหน้าทั่วไป กรณีมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2566
#697455
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กรมศุลกากร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ให้ก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการ ด่านศุลกากรระนอง ณ บ้านพักข้าราชการด่านศุลกากรระนอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการ ด่านศุลกากรระนอง ณ บ้านพักข้าราชการด่านศุลกากรระนอง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับบุคลากรของกรมศุลกากรเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่ "สัญญาทางปกครอง" ตามนัยของบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักข้าราชการ ด่านศุลกากรระนอง ระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดระนอง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ท. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมศุลกากร ที่ ๑ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2566
#698967
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อคำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเพียงสัญญาที่เอกชนมุ่งผูกพันตนกับหน่วยงานทางปกครองผู้ให้ยืมด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ส่วนคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๗ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นเอกชนให้ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ในส่วนของจำเลยที่ ๗ โจทก์อ้างว่าได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงจากจำเลยที่ ๑ ในการรับเงินตามสัญญาที่จำเลยที่ ๗ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ จำเลยที่ ๗ ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๗ สามารถเรียกเบี้ยปรับและปฏิเสธไม่ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ และการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ชอบ แม้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจะเป็นสัญญาทางแพ่งแต่การวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๗ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาสัญญาจ้างก่อสร้างฯ โดยจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๗ ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างและต้องเสียเบี้ยปรับ ดังนั้น การวินิจฉัยข้อพิพาทในลักษณะนี้จึงต้องพิจารณาข้อตกลงและการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๗ ในสัญญาจ้างก่อสร้างฯ เมื่อจำเลยที่ ๗ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาจ้างก่อสร้างฯ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยที่ ๗ ตกลงทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โดยมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในส่วนนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ แม้เป็นผู้ค้ำประกันแต่ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ต่อโจทก์ก็ผูกพันอยู่กับความรับผิดของจำเลยที่ ๑ การจะวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จึงต้องพิจารณาสัญญาจ้างก่อสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ เช่นเดียวกัน คดีในส่วนของโจทก์กับจำเลยทั้งเจ็ดตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท อ. ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2566
#701481
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการเป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรโดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้นาย อ. จำเลย อดีตข้าราชการสังกัดโจทก์ คืนเงินบำนาญปกติและบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปเนื่องจากจำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญปกติและบำเหน็จดำรงชีพ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งพระโขนง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 79/2566
#703682
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลกกโพธิ์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาย จ. ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 4 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ต่อมา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้ร่วมกันแจ้งเท็จต่อจำเลยที่ 1 ว่าครอบครองที่ดินคนละ 8 ไร่ 44 ตารางวา ซึ่งทับซ้อนที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองเต็มแปลง ทำให้จำเลยที่ 1 ออกแบบแสดงรายการคํานวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภ.ด.ส.7) ให้แก่จําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไปยื่นเรื่องเพิกถอนเอกสารหนังสือคำนวณรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 (ภ.ด.ส.7) รวม 7 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนเอกสารหนังสือคำนวณรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี พ.ศ. 2565 (ภ.ด.ส.7) รวม 7 ฉบับ ที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่ออกทับซ้อนเสียหากจําเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งสี่ขอถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจนา โดยจําเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของโจทก์ทั้งสี่ แต่เป็นที่ดินที่บิดาและมารดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้ทำกินมาตั้งแต่ก่อนมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงมะอี่ และได้เสียภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลกกโพธิ์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้อพิพาทตามคำฟ้องเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าพิพาทว่าเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสี่หรือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แจ้งการครอบครองที่ดินต่อจำเลยที่ 1 และชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท เป็นการใช้สิทธิโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่มีคำขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนเอกสารหนังสือคำนวณรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี พ.ศ. 2565 รวม 7 ฉบับ ที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่แสดงรายการคำนวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบการประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น และแบบแสดงรายการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภ.ด.ส.7) ไม่ได้ให้สิทธิในที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันจะเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดอันจะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย จ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลกกโพธิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2566
#696664
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้กรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๗) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีแขวงทางหลวงชนบทสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นส่วนราชการในสังกัด ตามข้อ ๓ ของกฎกระทรวง เรื่อง แบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดี อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้คืนที่ดินที่รุกล้ำแต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสรุปได้ว่า มารดาผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสร้างถนนบนที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจก่อสร้างถนนได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของมารดาใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พ.ศ.2558
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ภ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2566
#697453
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้กระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาเมืองและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดจากการดำเนินการก่อสร้างป้อมยามตามที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากผู้ถูกฟ้องคดีรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความยังโต้แย้งกันว่า ที่ดินพิพาทบริเวณที่ก่อสร้างป้อมยามเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินที่นาง พ. เจ้าของที่ดินเดิมได้บริจาคให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ
ผู้ฟ้องคดี — นาย ด.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2566
#696666
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาม้า ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเช่นเดิมก่อนมีการทำถนนกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ถนนพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื่องจากบิดาของผู้ฟ้องคดีได้อุทิศที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่ทางราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างและปรับปรุงถนนพิพาทโดยอ้างว่ากระทำลงบนที่ดินสาธารณะนั้น แท้จริงแล้วเป็นที่ดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างถนนได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาม้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2566
#697452
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้นาง อ. จำเลยคืนเงินเดือน ค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง และเงินประจำตำแหน่ง ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ภายใต้สังกัดวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — มหาวิทยาลัยมหิดล
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2566
#696665
เปิดฉบับเต็ม

แม้กรมทางหลวง จำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ตัดกิ่งไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งแผ่เข้ามาในบริเวณทางหลวงโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ตกใส่รถที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติหน้าทั่วไป กรณีมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพะเยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ภ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2566
#696663
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2566
#696662
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ณ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ณ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของบุคลากรของโรงพยาบาลเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักพยาบาล ๒๔ ห้อง (๑๒ ครอบครัว) ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2566
#695976
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ภายหลังศาลมีคำสั่งเรียกนาง น. เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ โดยซื้อมาจากนางสาว ก. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอด ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ที่ออกให้แก่ผู้ร้องสอด และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิครอบครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การสรุปว่า การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องสอดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ร้องสอดให้การโดยสรุปว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท เพียงแต่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินและขออายัดที่ดินเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอด แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ซึ่งมีชื่อผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิครอบครอง โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ให้แก่ผู้ร้องสอดเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ แต่ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ซื้อมาจากนางสาว ก. จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอดตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๙๒๕ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ร้องสอด ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ผู้ฟ้องคดี — นาง อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานทีดินจังหวัดหนองคาย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2566
#702431
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัท ก. จำกัด ที่ 2 นายส. ที่ 3 จำเลย ความว่า โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากการทำงานตามปกติผ่านถนนเส้นหลักภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งเป็นถนนปูนกว้าง 4 ช่องเดินรถ แบ่งเป็นช่องเดินรถสวนทาง 2 ช่องเดินรถและไม่มีเกาะกลาง จากถนนสุขุมวิทสายเก่ามุ่งหน้าบ้านพักท้ายตลาดนิคมอุตสาหกรรมบางปู ผู้ตายใช้ความเร็วประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขับถึงที่เกิดเหตุมีหลุมขนาดใหญ่กว้างประมาณ 30 ถึง 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 7 ถึง 10 เซนติเมตร ซึ่งเกิดจากการสึกกร่อนของผิวจราจรไม่ได้มาตรฐานหรือขาดการบำรุงรักษา เป็นเหตุให้ล้อหน้าของรถจักรยานยนต์ตกหลุมพลิกคว่ำจนผู้ตายล้มลงไถลตามแรงเหวี่ยงของรถจักรยานยนต์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะมาในช่องเดินรถสวนทางด้วยความเร็วสูงจึงเฉี่ยวชนผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย เนื่องจากถนนที่อยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 ผิวถนนชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่บำรุงรักษาและซ่อมแซมมิให้ถนนชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมและมีหน้าที่บำรุงรักษาซ่อมแซมผิวถนนให้ใช้การตามปกติ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาซ่อมแซมผิวถนนบริเวณที่เกิดเหตุจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด แม้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมถนนภายในนิคมอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ทั่วไปของนิคมอุตสาหกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่า ผู้ซื้อ หรือผู้ใช้อสังหาริมทรัพย์ หรือดำเนินธุรกิจในเขตนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่หน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเอกชนที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ฉ.
จำเลย — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 69/2566
#703681
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรมศุลกากร โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยได้รับอนุมัติ จากโจทก์ให้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร โดยได้ทำสัญญาให้ไว้กับโจทก์เพื่อประกันความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่โจทก์ตามสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร ซึ่งตามสัญญาจำเลยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศของโจทก์ สัญญามีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และสัญญามีสาระสำคัญให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายทั้งปวง สำหรับของที่สูญหายหรือถูกทำลายในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าหรือขณะอยู่ในเขตปลอดอากรจนกว่าจะผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของบุคคลโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ต่อมา บริษัท อ. จำกัด นำเข้าสินค้ารถยนต์ BMW 1 คัน จากสหราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเครื่องบินผ่านท่านำเข้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งบริษัท อ. จำกัด ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าผ่านวิธีการอิเล็กทรอนิกส์โดยประสงค์นำรถยนต์เข้าเก็บในเขตปลอดอากรในคลังของจำเลยที่แหลมฉบัง ต่อมาบริษัท อ. จำกัด ผู้นำเข้าได้ดำเนินพิธีการศุลกากร โดยยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบ ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวได้สูญหายไปโดยไม่ปรากฏหลักฐานการให้นำของออกจากเขตปลอดอากรโดยถูกต้องหรือผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของเจ้าห น้าที่ของโจทก์ ส่งผลให้รถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้มีการชำระภาษีอากรและยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการเรียกเก็บค่าภาษีอากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิพึงเรียกเก็บตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันและทัณฑ์บน ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธชำระค่าเสียหายโดยอ้างว่าสัญญามิได้ครอบคลุมให้ต้องรับผิดในกรณีดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัตินิยาม "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติให้ "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้กรมศุลกากรโจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติภารกิจหลักเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การควบคุมทางศุลกากรเพื่อปกป้องสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จัดเก็บภาษีอากรจากการนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกและการให้สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรรวมถึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนกรมสรรพสามิต ในกรณีที่มีการเก็บอากรขาเข้าจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากร จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะและข้อกำหนดในสัญญา เป็นสัญญาที่จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรเพื่อดำเนินธุรกิจรับฝากสินค้าจากผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและผู้ส่งออกสินค้า โดยมีรายได้จากการรับฝากสินค้า การประกอบกิจการของจำเลยต้องจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการควบคุมการรับมอบ ส่งมอบการขนย้าย การเก็บรักษา การควบคุม การตรวจปล่อยสินค้าด้วยระบบรหัสแถบเส้น (Bar Code System) และระบบควบคุมพันธุ์สินค้านำเข้า - ส่งออก โดยอัตโนมัติที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตปลอดอากรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ใช้ในการตรวจสอบควบคุมและค้นหาข้อมูลของสินค้าที่นำเข้ามา หรือปล่อยไปจากสถานประกอบกิจการในเขตปลอดอากรสำหรับการบริการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หากสินค้าที่นำเข้ามาสูญหาย หรือถูกทำลายในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าไปในหรือออกจากเขตปลอดอากรหรือขณะอยู่ในเขตปลอดอากรจนกว่าจะผ่านการตรวจปล่อยพ้นไปจากอารักขาของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่หรือเข้าร่วมในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรรวมถึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนกรมสรรพสามิตในกรณีที่มีการเก็บอากรขาเข้าจากการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ข้อสัญญาเพียงแต่กำหนดให้การทำธุรกิจของจำเลยต้องทำตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งและประกาศกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และประกาศกรมศุลกากรที่ใช้บังคับอยู่แล้วหรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้าและจะรับผิดหากปฏิบัติผิดสัญญาสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรพิพาท จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นกรณีสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ จึงมิใช่สัญญาทางปกครองแต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยโดยมีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท จ. จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2566
#696661
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 67/2566
#689105
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สิทธิบุคคลใดจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรก็ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จะถึงขนาดเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น กฎหมายบัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเช่นว่านี้ได้ย่อมต้องไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรโดยตรง เช่น บุคคลผู้ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาในด้านสิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากอนุสิทธิบัตรโดยจํากัดเพียงการกระทำดังที่บัญญัติในมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) แล้ว บุคคลอื่นที่ต้องเสื่อมเสียสิทธิในที่นี้คือ บุคคลที่จะกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวนั่นเอง กรณีหาใช่การตีความอย่างกว้างหรืออย่างแคบไม่ แม้โจทก์เป็นส่วนราชการมีภารกิจและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2552 ข้อ 2 และดำเนินการต่าง ๆ ตามที่กล่าวอ้างมา แต่การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางปรับการทำงาน การจัดประชุม การจัดสัมมนา และการออกกฎกระทรวงและประกาศ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าโจทก์เป็นผู้ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทโดยตรง อันจะมีผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรพิพาทที่จะถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 7466 และ 11340

จำเลยให้การขอยกฟ้องโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 7466 และ 11340 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติของอุปกรณ์และตรวจสอบติดตามว่ารถโดยสารหรือรถบรรทุกที่อยู่ในหลักเกณฑ์นั้นติดตั้งอุปกรณ์ตามที่กำหนดหรือไม่ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 7466 สำหรับการประดิษฐ์ "เครื่องอ่านข้อมูลจากบัตรสมาร์ตการ์ดที่สามารถระบุตำแหน่งของเครื่องอ่านและเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเซิร์ฟเวอร์ด้วยระบบจีพีอาร์เอสได้" และอนุสิทธิบัตรเลขที่ 11340 สำหรับการประดิษฐ์เพิ่มเติมจากการประดิษฐ์กรณีแรกโดยเพิ่มกล้องและหน่วยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือสัญญาณที่ต้องการแจ้งให้ทราบไปยังส่วนที่มีการเชื่อมต่ออยู่

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว วรรคสอง บัญญัติว่า "ความไม่สมบูรณ์ตามวรรคหนึ่ง บุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้" จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สิทธิบุคคลใดจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรก็ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จะถึงขนาดเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้น กฎหมายบัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการเท่านั้น ดังนั้นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเช่นว่านี้ได้ย่อมต้องไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรโดยตรง เช่น การเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากการที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้น เมื่อพิจารณาในด้านสิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตร พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเท่านั้นในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตร เมื่อบทกฎหมายดังกล่าวให้สิทธิแก่ผู้ทรงอนุสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากอนุสิทธิบัตรโดยจำกัดเพียงการกระทำดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) บุคคลอื่นที่ต้องเสื่อมเสียสิทธิในที่นี้ก็คือ บุคคลที่จะกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวนั่นเอง กรณีหาใช่การตีความอย่างกว้างหรืออย่างแคบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์เป็นส่วนราชการมีภารกิจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2552 ข้อ 2 ซึ่งแม้ในการปฏิบัติตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ดังกล่าวโจทก์จะมีการดำเนินงานเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาก็ตาม แต่การดำเนินงานของโจทก์ตามภารกิจและอำนาจหน้าที่นั้นเป็นเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางปรับปรุงการทำงาน การจัดประชุม การจัดสัมมนา และการออกกฎกระทรวงและประกาศ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าโจทก์เป็นผู้ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรพิพาทโดยตรง อันจะมีผลกระทบจากการมีอยู่ของอนุสิทธิบัตรพิพาทที่จะถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรพิพาทตามมาตรา 65 นว วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ม. 65 นว ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการขนส่งทางบก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สุวิชา นาควัชระ
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา