คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2566
#690847
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานอกจากจะอุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จะต้องมีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้อุทธรณ์นอกจากจะโต้แย้งว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ชอบอย่างไรแล้ว จะต้องโต้แย้งในเนื้อหาของคำพิพากษาว่าไม่ถูกต้องอย่างไรด้วย โดยในส่วนหลังนี้ต้องบรรยายให้ได้ความครบถ้วนตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่จะพึงรับไว้พิจารณา ซึ่งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว โจทก์โต้แย้งแต่เพียงว่าศาลชั้นต้นไม่ควรงดสืบพยานเพียงประการเดียว แต่ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า เนื้อหาคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ขัดกับข้อเท็จจริงหรือขาดข้อเท็จจริงใดที่สมควรจะมีอยู่ หรือมีข้อกฎหมายสารบัญญัติใดที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาจบรรยายว่าพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนัก หรือหากมีการสืบพยานต่อไป พยานโจทก์จะมีน้ำหนักพอให้ลงโทษจำเลยได้เพราะอย่างไร เป็นต้น ดังนี้ กรณีฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตเลื่อนคดี เนื่องจากโจทก์อาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา มีอายุครรภ์ใกล้คลอด ไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้ในช่วงนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ยกคำร้อง แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ขอเลื่อนคดี (ครั้งที่ 3) โดยอ้างเหตุสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในเวลาที่รัฐบาลขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 ประกอบกับโจทก์ตั้งครรภ์อาศัยอยู่ประเทศแคนาดามีอายุครรภ์ใกล้คลอดไม่สามารถเดินทางมาในประเทศไทยได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ยกคำร้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563 แล้วต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อความตอนใดเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วย อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยอุทธรณ์ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2564 มีถ้อยคำล้อกับอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2563 มีข้อความว่า "ขอยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำร้องขอเลื่อนคดี ฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563" มีคำบรรยายว่า เนื่องจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบกับโจทก์มีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ สายการบินไม่อนุญาตให้เดินทาง ภัยจากโรคร้ายและการเดินทางเป็นอันตรายต่อโจทก์และลูกในครรภ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ อนุญาตให้เลื่อนคดีสักครั้งหนึ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานอกจากจะอุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จะต้องมีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้อุทธรณ์นอกจากจะโต้แย้งว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่ชอบอย่างไรแล้ว จะต้องโต้แย้งในเนื้อหาของคำพิพากษาว่าไม่ถูกต้องอย่างไรด้วย โดยในส่วนหลังนี้ต้องบรรยายให้ได้ความครบถ้วนตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่จะพึงรับไว้พิจารณา ซึ่งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว โจทก์โต้แย้งแต่เพียงว่าศาลชั้นต้นไม่ควรงดสืบพยานเพียงประการเดียว แต่ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า เนื้อหาคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ขัดกับข้อเท็จจริงหรือขาดข้อเท็จจริงใดที่สมควรจะมีอยู่ หรือมีข้อกฎหมายสารบัญญัติใดที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาจบรรยายว่าพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนัก หรือหากมีการสืบพยานต่อไปพยานโจทก์จะมีน้ำหนักพอให้ลงโทษจำเลยได้เพราะอย่างไร เป็นต้น ดังนี้ กรณีฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นต้องด้วยความเห็นศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสุนทรี วิไลสรการ
ศาลอุทธรณ์ — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ทรงกลด บุญชูกุศล
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701/2566
#693680
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86

พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 92, 93, 334, 335 (7), 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42 (2) ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 ประกอบมาตรา 25, 42 (2) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่ทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท ฐานไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท รวมปรับคนละ 12,000 บาท ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ถึงปัจจุบัน โจทก์และจำเลยที่ 2 เคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากโจทก์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยใช้ชื่อว่านางสาวฐิภัสสร ช่วงจดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ในปี 2547 ใช้ชื่อ นางสาวภัคณอร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนตุลาคม 2553 และใช้ชื่อนางสาวชัญวีร์กร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 2 มีนางสมหมายเป็นมารดา จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, และจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ มาตรา 8, 10, ประกอบมาตรา 25, 42, (2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คงมีแต่โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาสรุปว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ลงข้อความเท็จในเอกสารบริษัท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น โจทก์นำสืบในข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมจัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 3 สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ณ วันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 โดยระบุผู้ถือหุ้นจำนวน 3 คน มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้น จำนวน 225,000 หุ้น หรือร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้น และประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เป็นเท็จ โดยไม่มีชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เพราะความจริงโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อยู่ 45,000 หุ้น จากจำนวนหุ้น 300,000 หุ้น นางสมหมาย มีหุ้นอยู่ 30,000 หุ้นและนางสาวชัชฎาภรณ์ยังเป็นผู้ถือหุ้น โดยในวันที่ระบุว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำและไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสามได้นำส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นที่ทำขึ้นอันเป็นเท็จนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทประกาศโฆษณาให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่าโจทก์และนางสมหมายไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์และนางสมหมายซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์อันควรได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และนางสมหมาย เมื่อพิจารณาบัญชีผู้ถือหุ้นก็มีรายชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่จำนวน 45,000 หุ้น มาก่อนและนำสืบยืนยันว่าไม่มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 และวันที่ 22 ตุลาคม 2561 อันเป็นเหตุที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นมาเป็น 3 คน โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนถึง 225,000 หุ้นได้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 และโจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 มิได้ จำเลยที่ 3 จึงถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด ย่อมทำให้การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิใช่เจ้าของหุ้นในบริษัทจำเลยกึ่งหนึ่ง ทำให้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งจำเลยที่ 1 ขึ้นและทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าบุคคลอื่นที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ชำระเงินค่าหุ้นและมิได้แสดงความเป็นเจ้าของหุ้นอย่างชัดแจ้ง ถือว่าบุคคลผู้มีรายชื่อนอกเหนือจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ได้ถือหุ้นแทนโจทก์หรือจำเลยที่ 2 แล้วแต่กรณี ทำให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของหุ้นของจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 2 และผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ทราบดีว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง การที่จำเลยที่ 2 โอนหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีส่วนที่เป็นของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปให้จำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องขอหุ้นส่วนที่เป็นของตนคืนได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 อ้างในฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามก็ดีและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โอนหุ้นในส่วนของโจทก์ก็ดี โดยเหตุผลประการเดียวว่าโจทก์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์นำสืบมุ่งเน้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่นิติบุคคลอย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิด เมื่อเป็นเช่นนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดไปด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานหลักฐานจนมีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว ซึ่งความข้อนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดครบถ้วนแล้วและพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นฐานกระทำผิดโดยไม่เข็ดหลาบและไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายกล่าวในฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ 3042/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นฐานกระทำผิดโดยไม่เข็ดหลาบและขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น เมื่อในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยอมรับว่ารับโทษจำคุกในเรือนจำในคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและโจทก์อ้างส่งคำพิพากษาคดีดังกล่าว อีกทั้งปรากฏจากสำนวนมีคำสั่งเบิกตัวจำเลยที่ 2 ของศาลชั้นต้น ก็ระบุคดีหมายเลข อ.2477/2557 ของศาลชั้นต้นไว้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้วโดยอ้างเหตุคดีดังกล่าวไม่ถึงที่สุดนั้น ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้นนั้นเอง ศาลฎีกาจึงนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดีในส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นโดยกระทำผิดฐานไม่เข็ดหลาบนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษหนักตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ควรมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท มิใช่มีความผิดเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2477/2557 หมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ซ.
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายยิ่งยศ ตันอรชร
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษบา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2566
#691370
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 ซึ่งเป็นคดีสาขาในชั้นบังคับคดีของคดีตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ได้พิพากษายืนตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุว่า หากผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีต่อไป ต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำกับเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ซึ่งมีบริษัท ต. เป็นโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แม้ทั้งสองเรื่องดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 แต่การปฏิบัติการชําระหนี้สามารถแบ่งแยกจากกันได้อย่างชัดเจน กรณีไม่เป็นคําพิพากษาของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันนั้นขัดกันอันจะตกอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง

เมื่อ จ. และ ส. จำเลยทั้งสองตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ยื่นคําร้องขอให้งดการโอนที่ดินพิพาทตามคําขอของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการบังคับคดีในลำดับแรกโดยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกเป็นพ้นวิสัย ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวและได้แต่รับมัดจำ รวมทั้งค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จะมาเรียกให้บังคับคดีในลำดับแรกอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,205,421.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 อ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์โดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ระหว่างผู้ร้อง ซึ่งเป็นโจทก์ กับนางจรินทิพย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวสมทรง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง โดยศาลฎีกาพิพากษาให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรงร่วมกันดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้ แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง หากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตกเป็นพ้นวิสัย ให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรงร่วมกันคืนมัดจำและชำระค่าเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 อันเป็นทรัพยสิทธิใช้ยันบุคคลทั่วไปได้ รวมถึงโจทก์และจำเลยด้วย ทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าหนี้ที่จำเลยต้องชำระต่อโจทก์เป็นจำนวนมาก โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องมีพฤติการณ์พิเศษในการยื่นคำร้องเกิน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งปล่อยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 คืนแก่ผู้ร้องเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1083 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ซึ่งพิพากษาให้มีการยื่นขอรังวัดที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง หากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตกเป็นพ้นวิสัยให้ผู้ร้องรับเงินมัดจำคืนกับค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวในลำดับแรกตกเป็นพ้นวิสัย หากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปต้องเรียกให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรง จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับถัดไปคือ การเรียกให้คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดเพราะศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้ร้อง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 หลังจากนั้นได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ระหว่าง บริษัท ต. โจทก์ นายวิศิษฎ์ (ผู้ร้อง) ผู้ร้องสอด นางจรินทิพย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวศมภัสหรือสมทรง จำเลยที่ 2 ซึ่งพิพากษาให้นางจรินทิพย์และนางสาวสมทรง จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัท ต. โจทก์ในคดีดังกล่าว แต่วินิจฉัยด้วยว่า การชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องสอดในคดีดังกล่าวไม่ตกเป็นพ้นวิสัยเสียทั้งหมด เมื่อที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือ 32 ไร่เศษ ยังเป็นประโยชน์ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีในส่วนที่เหลือด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางจรินทิพย์และนางสาวสมทรงในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ในคดีอื่นเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในทรัพย์สินนั้นได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อที่สองว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 และต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง มีสาระสำคัญคือเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลต่างชั้นกัน และกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันไม่ได้เท่านั้น เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 4617 - 4618/2560 ซึ่งเป็นคดีสาขาในชั้นบังคับคดีของคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุว่า หากผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีต่อไป ต้องเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำกับเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ในขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4566/2562 ซึ่งมีบริษัท ต. เป็นโจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนั้น แม้ทั้งสองเรื่องดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท แต่การปฏิบัติชำระหนี้สามารถแบ่งแยกจากกันได้อย่างชัดเจน กรณีไม่เป็นคำพิพากษาของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันนั้นขัดกันอันจะตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18548/2557 ในลำดับแรกโดยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้องตกเป็นพ้นวิสัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางสาวจรินทิพย์และนางสาวสมทรง จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ยื่นคำร้องขอให้งดการโอนที่ดินพิพาทตามคำขอของผู้ร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการบังคับคดีในลำดับแรกตกเป็นพ้นวิสัย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อได้ความว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวและได้แต่รับมัดจำรวมทั้งค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเท่านั้น จะมาเรียกให้บังคับคดีในลำดับแรกอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน เมื่อคดีรับฟังเป็นเช่นนี้แล้วย่อมไม่ต้องพิจารณาฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
ผู้ร้อง — นาย ศ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ ภู่นริศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2566
#691586
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาต่อรองราคาว่าจ้างวางท่อเหล็กไปยังโจทก์ผู้รับจ้าง โดยหนังสือดังกล่าวมีการแก้ไขราคาในลักษณะต่อรองคำเสนอของโจทก์ ดังนั้น คำสนองของจำเลยที่ 1 จึงไม่ตรงกับคำเสนอของโจทก์ ถือเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอของโจทก์และเป็นคำเสนอของจำเลยที่ 1 ขึ้นใหม่ในตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 359 วรรคสอง สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคำบอกกล่าวสนองของโจทก์ไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้เสนอ เพราะเป็นสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคหนึ่ง และมาตรา 169 จำเลยที่ 1 ได้ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ไม่ตอบตกลงราคาดังกล่าวมายังจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์มิได้มีคำสนองไปถึงจำเลยที่ 1 ดังนั้นหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาต่อรองราคาดังกล่าวไม่ก่อเกิดเป็นสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มิได้สนองรับคำเสนอของจำเลยที่ 1 ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิถอนคำเสนอของตนได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนคำเสนอแล้วคำเสนอเป็นอันสิ้นความผูกพัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 355 และมาตรา 357

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 50,262,376.59 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,743,955.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 41,365,056.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,169,526.51 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่จำเลยที่ 1 เสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 22,763,235.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 7 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง) แทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์) ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,743,955.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,518,421.17 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวิเชียรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 การประปาส่วนภูมิภาคทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างวางท่อน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ห. การประปาส่วนภูมิภาค (ชั้นพิเศษ) กับบริษัท บ. ในวงเงิน 883,177,507.09 บาท โดยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2558 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2559 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2558 บริษัท บ. ว่าจ้างช่วงให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างวางท่อประปาทั้งหมดตามสัญญาดังกล่าวในราคาค่าจ้าง 835,000,000 บาท โดยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2558 และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2559 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 โจทก์เสนอราคารับจ้างทำงานก่อสร้างโครงการวางท่อดังกล่าวเฉพาะในส่วนของงานวางท่อเหล็ก Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วนมายังจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 177,383,423.10 บาท ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วอนุมัติราคาก่อสร้างเป็นเงิน 129,246,529 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยกำหนดเงื่อนไขการจ้างเพิ่มเติมรวม 5 ข้อ และวันที่ 22 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ E – mail ไปถึงโจทก์โดยจ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรง งานก่อสร้าง จัดหาและวางท่อน้ำงานดังกล่าว เป็นเงิน 88,643,479 บาท งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณเป็นเงิน 6,073,806 บาทส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 116,717,285 บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้เข้าทำงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 และ Line 14 โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แล้ว รวม 13 งวด จำเลยที่ 1 หักเงินประกันผลงานแล้ว โจทก์ได้รับเป็นเงิน 23,599,004.88 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า หนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาการจ้างงานวางท่อเหล็ก เกิดนิติสัมพันธ์เป็นสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปเพื่อก่อสิทธิและหน้าที่ผูกพันกันเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยมีคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน สัญญาจึงจะเกิด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอรับจ้างงานก่อสร้างโครงการวางท่อในส่วนของงานวางท่อเหล็ก Line 12 Line 13 Line 14 และงานก่อสร้างในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วนแบบสัญญาจ้างเหมา (Lump Sum Contract) รวมเป็นเงิน 177,383,423.10 บาท จำเลยที่ 1 พิจารณาคำเสนอของโจทก์แล้วได้ปรับลดราคาจ้างลงเป็นเงิน 129,246,529 บาท ทั้งกำหนดเงื่อนไขการว่าจ้างให้โจทก์ปฏิบัติ 5 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 ให้โจทก์วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันสัญญาจ้าง ข้อ 2 ให้โจทก์วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันผลงานเป็นเวลา 24 เดือน ข้อ 3 การจ้างไม่มีเงินล่วงหน้า ข้อ 4 ผู้รับจ้างต้องดำเนินการทำงานภายใต้สัญญาจ้างหลักของบริษัท บ. กับการประปาส่วนภูมิภาค และข้อ 5 ราคารวมค่าดำเนินการทั้งสิ้น รวมการซ่อมแซมผิวถนนทางหลวงของหน่วยงานท้องถิ่นจนแล้วเสร็จส่งงานการประปาส่วนภูมิภาค และให้โจทก์แจ้งกลับมายังจำเลยที่ 1 ตามหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาการจ้างงานวางท่อเหล็กฯ โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว หนังสือของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัดหรือมีข้อแก้ไข โดยมีลักษณะเป็นการต่อรองคำเสนอของโจทก์ ดังนั้น คำสนองของจำเลยที่ 1 จึงไม่ตรงกับคำเสนอของโจทก์ ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอของโจทก์และเป็นคำเสนอของจำเลยที่ 1 ขึ้นใหม่ในตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 359 วรรคสอง สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคำบอกกล่าวสนองของโจทก์ไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้เสนอ เพราะเป็นสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคหนึ่ง และมาตรา 169 ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานที่สนับสนุนว่าคำสนองของโจทก์ได้ไปถึงจำเลยที่ 1 คงมีแต่นายสุวิจักขณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์มีหนังสือตอบรับราคางานก่อสร้างและเงื่อนไขทั้งห้าข้อไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว โดยนายสุวิจักขณ์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามอ้างว่า โจทก์ส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยทางผู้ส่งเอกสาร (Messenger) แต่โจทก์มิได้นำผู้ส่งเอกสารดังกล่าวที่กล่าวอ้างมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือขอยืนยันตอบรับราคาก่อสร้างจากโจทก์ ทั้งได้ความตามหนังสือขอแจ้งยกเลิกการพิจารณาการจ้างวางท่อเหล็กลงวันที่ 20 ตุลาคม 2558 สรุปใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งผลการพิจารณาราคาต่อรองให้โจทก์ทราบแล้วและระยะเวลาดังกล่าวล่วงเลยมาแล้วระยะหนึ่ง โจทก์ไม่ตอบตกลงราคาที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบว่าจะตอบตกลงหรือไม่อย่างเป็นทางการ จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าจัดซื้อท่อเหล็กทั้งหมดและจัดจ้างผู้รับจ้างรายอื่นที่มีความพร้อมและทำงานในราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอเข้าดำเนินงานวางท่อเหล็กและอุปกรณ์ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า โจทก์มิได้มีคำสนองต่อคำเสนอของจำเลยที่ 1 เพราะหากโจทก์มีหนังสือตอบรับยืนยันราคาก่อสร้างมาถึงจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวอ้างแล้วย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ต้องมีหนังสือบอกกล่าวยกเลิกคำเสนอ จึงฟังได้ว่าโจทก์มิได้มีคำสนองไปถึงจำเลยที่ 1 ดังนั้น หนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาการจ้างวางท่อเหล็ก ไม่ก่อเกิดเป็นสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มิได้สนองรับคำเสนอของจำเลยที่ 1 ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิถอนคำเสนอของตนได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถอนคำเสนอแล้วคำเสนอเป็นอันสิ้นความผูกพัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 355 และมาตรา 357 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรงในงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วนตามฟ้องแย้งหรือไม่ คู่ความนำสืบรับกันว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 ได้ถอนคำเสนอแล้ว นายวิเชียร กรรมการโจทก์และนายสุวิจักขณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาพบจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 มีการเจรจาเกี่ยวกับการรับจ้างงานก่อสร้างโครงการวางท่อดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารทำงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วน โดยปรับลดปริมาณงานและค่าจ้างลงจากเดิมที่โจทก์เคยมีคำเสนอตามปริมาณงานที่กำหนดไว้ในบัญชีแสดงปริมาณวัสดุอุปกรณ์และราคาก่อสร้าง ทั้งกำหนดราคาก่อสร้างใหม่ โดยโจทก์มีหน้าที่บริหารงานก่อสร้าง จัดหาวัสดุ หาผู้รับจ้างการขออนุมัติการทำงานต่าง ๆ คุมงาน ตรวจสอบ การติดตั้งและรับของรวมถึงส่งมอบงานในส่วนที่โจทก์รับผิดชอบจนจำเลยที่ 1 สามารถส่งมอบงานและเบิกเงินค่าจ้างได้ แต่ในการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และสั่งจ้างโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าทำสัญญาโดยตรงกับผู้ขายสินค้าและผู้รับจ้าง โดยโจทก์จะเป็นผู้แจ้งชื่อผู้ขายและผู้รับจ้างให้จำเลยที่ 1 ทราบหรือโจทก์จะเข้าทำสัญญารับจ้างเองก็ได้ สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งในงานของโจทก์ โจทก์มีหน้าที่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าช่วงเวลาใดของการก่อสร้างจะใช้อุปกรณ์ชนิดใดปริมาณเท่าใด จำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายจัดซื้อกับผู้ขายที่โจทก์จัดหาให้หรือจำเลยที่ 1 จะซื้อกับผู้ขายอื่นที่ให้ราคาต่ำกว่าเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ตั้งงบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 116,717,285 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยแบ่งเป็นงานก่อสร้าง จัดหาและวางท่อน้ำเป็นเงิน 88,643,479 บาท งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณเป็นเงิน 6,073,806 บาท รวมเป็นเงิน 94,717,285 บาท ส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท หากโจทก์บริหารงานและทำงานเสร็จ โดยใช้ค่าใช้จ่ายเงินค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงไม่เกินวงเงิน 94,717,285 บาท โจทก์จะได้รับเงินในส่วนที่เหลือและจะได้รับส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท หากค่าใช้จ่ายในส่วนวัสดุและค่าแรงเกินวงเงิน 94,717,285 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำไปหักออกจากส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไร ส่วนโจทก์มีนายสุวิจักขณ์เป็นพยานเบิกความยอมรับว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีการเจรจากันโดยจำเลยที่ 1 เสนอจ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรง แต่โจทก์ปฏิเสธบอกปัดข้อเสนอของจำเลยที่ 1 เห็นว่า หลังจากนายวิเชียรกรรมการโจทก์และนายสุวิจักขณ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เจรจากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีการตกลงเงื่อนไขหรือราคาค่าจ้างกันอีก แต่โจทก์ได้เข้าทำงานในโครงการก่อสร้างวางท่อตามที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้าง ประกอบกับโจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 4 ย่อหน้าที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 แจ้งสรุปยอดค่าวัสดุที่สั่งซื้อ จ่ายค่าท่อเหล็กและอุปกรณ์ค่าใช้จ่ายตามขอบเขตตามสัญญา Line 12 Line 13 และ Line 14 เป็นเงิน 63,865,162.19 บาท หักค่าท่อเหล็กขนาด 700 มิลลิเมตร คงเหลือคืน 24 ท่อน เป็นเงิน 767,318.40 บาท รวมเป็นเงิน 63,097,943.79 บาท อันเป็นการยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายซื้อท่อเหล็กและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์มิได้วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันสัญญาจ้าง วาง BG 5% ของมูลค่าจ้างวางค้ำประกันผลงาน 24 เดือน ซึ่งเป็นเงื่อนไขการจ้างตามหนังสือขอแจ้งผลการพิจารณาจ้างงานวางท่อเหล็ก ตามคำเสนอของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นนายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างวางท่อดังกล่าวทั้งสิ้น และโจทก์เบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แล้ว รวม 13 งวด ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายค่าแรงและค่าดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดหาท่อเหล็กและอุปกรณ์ อีกทั้งยังได้ความตามหนังสือขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานบางส่วนว่า โจทก์ขอเบิกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานบางส่วนที่โจทก์ได้สำรองจ่ายไปก่อนประจำเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 หลายรายการ อาทิเช่น ค่าแรง ค่าทราย ค่าพัดลมดูดอากาศ ค่าเดินทางภายในประเทศ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าธรรมเนียมธนาคาร เงินทดรองจ่าย ค่าวารสารและสิ่งพิมพ์ ค่าวัสดุสำนักงาน ค่าพาหนะ ค่าน้ำมันและอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นผู้บริหารค่าวัสดุและค่าแรงในการทำงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วน โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาผู้รับเหมาค่าแรงและค่าก่อสร้างแล้วแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อให้ผู้รับจ้างเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 หรือโจทก์จะเข้าทำงานเองก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนฟ้องคดีนี้นายวิเชียรกรรมการโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าก่อสร้างรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 โดยหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์วางท่อรวมค่าของและค่าแรงเป็นเงิน 116,717,285 บาท ค่าบริหาร กำไร เป็นเงิน 22,000,000 บาท สอดคล้องกับเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าเป็นสัญญาจ้างบริหารงานวางท่อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารค่าวัสดุและค่าแรงในงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 Line 14 และงานภายในสถานีผลิตน้ำ ม. บางส่วน ตามฟ้องแย้ง ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง ในปัญหานี้นายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความว่า การวางท่อบริเวณอ่างเก็บน้ำ ห. มีทั้งหมด 14 Line โจทก์รับผิดชอบในการวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ซึ่งเป็นท่อเหล็ก ส่วน Line 1 ถึง Line 11 เป็นท่อ HDPE หรือท่อพลาสติกสีดำ ขณะโจทก์เข้าดำเนินการครั้งแรกนายศิริวัฒน์ และนายณรงค์ ผู้ควบคุมงานของการประปาส่วนภูมิภาคและนายฤทธิ์เดชเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งแก่พยานว่าในการก่อสร้างวางท่อ Line 13 จะเปลี่ยนจากท่อเหล็กเป็นท่อ HDPE เนื่องจากต้องการปรับปรุงแนวท่อและการจ่ายน้ำ ซึ่งก่อนจะเริ่มดำเนินการมีการตกลงกันว่าการวางท่อเหล็กให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ ส่วนการวางท่อ HDPE ให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การวางท่อ Line 13 เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นโจทก์ได้ดำเนินการวางท่อเหล็ก Line 12 และ Line 14 จนใกล้หมดสัญญาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และเมื่อเดือนมกราคม 2560 โจทก์ได้รับแจ้งว่าการวางท่อ Line 13 จะเปลี่ยนเป็นการวางท่อเหล็กเหมือนเดิม จำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเองเนื่องจากใกล้ครบกำหนดเวลาส่งมอบงาน การดำเนินงานวางท่อ Line 13 มีรายละเอียดตามบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาก่อสร้างท้ายหนังสือเสนอราคา ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาที่การประปาส่วนภูมิภาคว่าจ้างบริษัท บ. ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ฯ เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการวางท่อดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงคิดค่าจ้างจากโจทก์เป็นเงิน 1,173,000 บาท งานคืนผิวและงานติดตั้งอุปกรณ์ในส่วน Line 13 จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เบิกความว่า หลังจากโจทก์ตกลงรับจ้างบริหารงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 แล้ว โจทก์ได้เข้าเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในส่วนของค่าแรงเสียเอง โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้รับจ้างบริหารงานก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณและในฐานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในส่วนของค่าแรงด้วย โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาได้เบิกค่าแรงและค่าวัสดุตามผลงานที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละงวดรวม 13 งวด เมื่อหักเงินประกันผลงานแล้ว คงเหลือเงินที่โจทก์ได้รับ 23,599,004.88 บาท โจทก์ผิดสัญญาทำงานไม่แล้วเสร็จและทิ้งงานกล่าวคือ งานก่อสร้างวางท่อ Line 12 งานที่โจทก์ยังไม่ได้ทำ ได้แก่ งานซ่อมถนน (คืนพื้นผิวจราจรหรือทางเท้า) งานติดตั้งอุปกรณ์และประกอบท่อ เช่น ประตูน้ำ วาล์ว งานประสานท่อ งานล้างท่อ งานทดสอบการส่งน้ำ ฯลฯ การก่อสร้างวางท่อ Line 13 โจทก์ไม่ได้ทำ ส่วนงานวางท่อ Line 14 งานที่โจทก์ยังไม่ได้ทำ ได้แก่ งานซ่อมถนน (คืนผิวจราจรหรือทางเท้า) งานติดตั้งอุปกรณ์ประกอบท่อ เช่น ประตูน้ำ วาล์ว งานประสานท่อ งานล้างท่อ งานทดสอบการส่งนำ ฯลฯ โจทก์ทิ้งงานไม่ได้ทำงานก่อสร้าง ไม่แก้ไขงานส่วนที่ชำรุดบกพร่องตั้งแต่ประมาณต้นเดือนเมษายน 2559 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 จึงเข้าดำเนินการก่อสร้างงานที่โจทก์ยังทำไม่แล้วเสร็จ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำงานแทนโจทก์บางส่วน จำเลยที่ 1 ทำเองบางส่วนจนกระทั่งงานแล้วเสร็จสามารถส่งมอบงานให้การประปาส่วนภูมิภาคได้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เห็นว่า ตามใบสรุปรับ – จ่าย โจทก์ได้เบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าวัสดุและค่าแรงตามผลงานที่โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในแต่ละงวด รวม 13 งวด จำเลยที่ 1 หักเงินประกันผลงานแล้ว โจทก์ได้รับค่าจ้าง 23,599,004.88 บาท น่าเชื่อว่า นอกจากโจทก์จะรับจ้างบริหารงานวางท่อดังกล่าวแล้วโจทก์ยังรับเหมาก่อสร้างงานในส่วนของค่าแรงตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบด้วย ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายณรงค์ หัวหน้างาน 8 งานควบคุมการก่อสร้าง 2 กองควบคุมการก่อสร้าง 2 ประกอบหนังสือเร่งรัดการคืนพื้นที่แนววางท่อ Line 12 ว่า นายณรงค์เคยมีหนังสือไปถึงบริษัท บ. ผู้รับจ้างแจ้งว่างานคืนสภาพบางส่วนในการวางท่อ Line 12 ยังไม่ได้ดำเนินการ ไม่มีการติดตามงานใกล้ชิด มีการปล่อยปละละเลยทำให้ชาวบ้านผู้ประกอบการและผู้ใช้เส้นทางสัญจรได้รับความเดือนร้อน ขอให้ผู้รับจ้างรีบดำเนินการโดยด่วน ซึ่งก็ปรากฏสภาพงานที่ยังทำไม่แล้วเสร็จพื้นถนนทรุดตัวหลายจุดตามภาพถ่ายหน้างานที่แนบท้ายเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายณรงค์อีกว่า งานวางท่อ Line 12 ของโจทก์รุกล้ำแนวเขตที่ดินของชาวบ้านได้รับความเสียหาย และงานคืนพื้นผิวจราจรยังไม่เรียบร้อย การประปาส่วนภูมิภาคไม่สามารถตรวจรับงานได้ งานวางท่อ Line 12 และ Line 14 ทดสอบแล้วพบรอยรั่ว ทั้งยังไม่ได้คืนสภาพพื้นถนนให้เรียบร้อย ตามภาพถ่ายหน้างาน สอดคล้องกับที่นายวุฒิชัย พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า พยานเป็นวิศวกรของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบงานวางท่อประปา Line 12 Line 13 และ Line 14 พบว่า งานวางท่อ Line 12 และ Line 14 ยังไม่แล้วเสร็จ ได้แก่ งานคืนสภาพพื้นถนน การติดตั้งอุปกรณ์ งานเชื่อมประสานท่อ ทั้งพยานได้แจ้งให้โจทก์เข้ามาแก้ไขงานดังกล่าวทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการแก้ไข จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการแทนจนแล้วเสร็จ สำหรับงานวางท่อ Line 13 นายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความรับว่า โจทก์ไม่ได้ทำงานดังกล่าวโดยอ้างว่าการประปาส่วนภูมิภาคผู้ว่าจ้างและบริษัท บ. มีการทำสัญญาแก้ไขเปลี่ยนแปลงงานวางท่อส่งน้ำและรูปแบบอุปกรณ์ท่อแยกจากท่อเมนรวม 5 ครั้ง ตามสัญญาแก้ไขสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างฯ และการประปาส่วนภูมิภาคส่งมอบพื้นที่ให้ดำเนินการก่อสร้างใกล้หมดอายุสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 เกรงว่าจะทำการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จจึงตกลงกับโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 จะทำงานวางท่อ Line 13 เอง การที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินงานก่อสร้างวางท่อ Line 13 โจทก์จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า คู่ความรับกันว่าการประปาส่วนภูมิภาคผู้ว่าจ้างได้ขยายเวลาทำงานตามสัญญาให้แก่บริษัท บ. ผู้รับจ้างออกไปถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างช่วงได้ว่าจ้างโจทก์บริหารงานวัสดุและค่าแรงในการก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ให้แล้วเสร็จจนจำเลยที่ 1 สามารถส่งมอบงานและเบิกเงินค่าจ้างได้ โจทก์จึงต้องดำเนินงานบริหารงานก่อสร้างในงานที่โจทก์ได้รับจ้างจำเลยที่ 1 ภายใต้สัญญาระหว่างการประปาส่วนภูมิภาคและบริษัท บ. ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นสัญญาหลัก โจทก์ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์สามารถทำงานที่รับจ้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ตามที่การประปาส่วนภูมิภาคขยายระยะเวลาให้แก่บริษัท บ. นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายวุฒิชัยพยานจำเลยที่ 1 ว่า พยานเข้าตรวจสอบงานวางท่อประปา Line 12 และ Line 14 เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2559 ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้ทำการก่อสร้างวางท่อ Line 13 และโจทก์ไม่ได้ทำงานในพื้นที่แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 1 สามารถก่อสร้างงานวางท่อทั้งหมดรวม 14 Line ตามที่รับจ้างซึ่งรวมทั้งการวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์จนแล้วเสร็จและสามารถส่งมอบงานให้แก่การประปาส่วนภูมิภาคก่อนสัญญาสิ้นสุด ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อสร้างวางท่อ Line 13 เองดังที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องเจรจาตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างบริหารงานก่อสร้างส่วนแบ่งและกำไรตามที่เคยตกลงกันมาก่อนตามสัญญาจ้างเพิ่มเติมกันใหม่ เพราะงานที่ว่าจ้างมีปริมาณลดลง แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีการตกลงลดวงเงินค่าจ้างบริหารงานก่อสร้างและส่วนแบ่งค่าบริหารกับผลกำไรเพิ่มเติมกันใหม่แต่อย่างใด ส่วนใบสรุปค่าใช้จ่ายตามขอบเขตงานของการติดตั้งท่อเหล็ก นายสุวิจักขณ์พยานโจทก์เบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 1 จัดทำ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบปฏิเสธว่ามิได้จัดทำและไม่เคยเห็นมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ใหม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นฝ่ายดำเนินการก่อสร้างวางท่อ Line 13 เสียเอง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำงานวางท่อ Line 12 Line 14 ไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้ทำงานวางท่อ Line 13 โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างและเงินประกันผลงานคืนจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพียงใด จำเลยที่ 3 เบิกความว่า โจทก์ทำงานวางท่อ Line 12 และ Line 14 ไม่แล้วเสร็จ ส่วนงานวางท่อ Line 13 ได้แก่ งานขุดดิน งานวางท่อ งานถมทรายหลังท่อ งานซ่อมถนนคืนผิวจราจรหรือทางเท้า ประตูน้ำ วาล์ว งานประสานท่อ งานล้างท่อ งานทดสอบการส่งน้ำฯ โจทก์ไม่ได้ทำ จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัท ว. และบริษัท ด. เข้าทำงานดังกล่าวแทนโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำเองบางส่วน ทั้งจำเลยที่ 1 มีนางขวัญใจ กรรมการผู้จัดการบริษัท ว. กับนายวสุ กรรมการบริษัท ด. เบิกความสนับสนุน โดยนางสาวขวัญใจเบิกความว่า ในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ว. ทำงานวางท่อบางส่วนของ Line 12 และ Line 13 จำนวน 15 สัญญา และนายวสุเบิกความว่า ระหว่างเดือนมีนาคม 2559 ถึงเดือนสิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้บริษัท ด. รับเหมาทำการก่อสร้างวางท่อ Line 12 และ Line 14 ต่อจากงานที่ทำไม่แล้วเสร็จรวม 20 สัญญา บริษัท ด. ทำงานเสร็จทุกสัญญาและรับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า แม้สัญญาว่าจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ว. และบริษัท ด. ตามหนังสือสั่งจ้าง ชื่อเจ้าของโครงการเป็นโครงการอื่นมิใช่โครงการของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาพัทยา (ชั้นพิเศษ) ที่จำเลยที่ 1 รับจ้างช่วงก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็เบิกความอธิบายถึงความเป็นมาเหตุผลและความจำเป็นของจำเลยที่ 1 ที่สัญญาจ้างดังกล่าวต้องระบุชื่อเจ้าของโครงการอื่นนั้นเป็นเหตุผลทางบัญชีเนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างวางท่อจากอ่างเก็บน้ำ ห. และสถานีผลิตน้ำ ม. ที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารงานก่อสร้างวางท่อตามสัญญาจ้าง ได้ใช้จ่ายไปจากการที่โจทก์เบิกค่าแรงและค่าวัสดุตามจำนวนที่กำหนดในตารางปริมาณงานและราคา (BOQ) จำนวน 13 งวด ไปหมดแล้ว แต่งานที่โจทก์ดำเนินการก่อสร้างยังมีความบกพร่องไม่ทำให้แล้วเสร็จจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อแก้ไขความบกพร่องและงานวางท่อ Line 13 ที่โจทก์ไม่ได้ทำ ค่าใช้จ่ายจึงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ชื่อโครงการอื่นในการซื้อวัสดุซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านระบบภายในของจำเลยที่ 1 หนังสือสั่งจ้างดังกล่าวหน้าแรกด้านขวาจะระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนชื่อโครงการจะมีคำว่า ADD2 กำกับต่อท้ายชื่อโครงการหมายถึงเป็นการใช้ชื่อโครงการอื่นเพื่อซื้อวัสดุมาใช้ในโครงการที่โจทก์รับจ้างจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทิ้งงาน หากเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ชื่อโครงการที่โจทก์รับจ้างจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายอยู่ภายในงบประมาณที่กำหนดไว้จะไม่มีคำว่า ADD2 ประกอบกับงานที่บริษัท ว. และบริษัท ด. รับจ้างตามหนังสือสั่งจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับงานก่อสร้างงานท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 ที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จและไม่ได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางขวัญใจและนายวสุเบิกความยืนยันว่า หนังสือสั่งจ้างดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างวางท่อประปาจากอ่างเก็บน้ำ ห. - สถานีผลิตน้ำ ม. ที่บริษัท ว. และบริษัท ด. รับจ้างจำเลยที่ 1 ทำแทนโจทก์ อีกทั้งจำเลยที่ 1 สามารถวางท่อทั้งหมดแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่การประปาส่วนภูมิภาคภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า หนังสือสั่งจ้างดังกล่าวเป็นงานที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานวางท่อในส่วนที่โจทก์ทำไม่แล้วเสร็จและงานที่ยังไม่ได้ทำ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้าง เป็นสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์บริหารงานวัสดุและแรงงานในการก่อสร้างวางท่อ Line 12 Line 13 และ Line 14 โดยจำเลยที่ 1 ตั้งงบประมาณให้โจทก์บริหารวัสดุและค่าแรงเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นงบประมาณงานก่อสร้าง จัดหาและวางท่อเป็นเงิน 88,643,479 บาท งานท่อ ประสานท่อภายในผังบริเวณเป็นเงิน 6,073,806 บาท รวมเป็นเงิน 94,717,285 บาท ส่วนที่สองเป็นส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเป็นเงิน 22,000,000 บาท หากโจทก์สามารถบริหารและทำงานแล้วเสร็จโดยใช้จ่ายเงินค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงไม่เกินวงเงิน 94,717,283 บาท โจทก์จะได้รับเงินในส่วนที่เหลือและจะได้รับส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไร 22,000,000 บาท หากค่าใช้จ่ายในส่วนวัสดุและค่าแรงเกินวงเงิน 94,717,283 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำไปหักออกจากส่วนแบ่งค่าบริหารและกำไรเหลือเท่าใด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินในส่วนที่เหลือ ข้อตกลงจ้างบริหารงานก่อสร้างตามสัญญาจ้าง จึงแตกต่างไปจากสัญญาเหมา (Lump Sum Contract) ที่ผู้รับจ้างเหมาเป็นฝ่ายออกเงินทั้งค่าแรงและค่าวัสดุตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด กรณีผู้รับจ้างผิดสัญญาจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จหรือไม่ได้ทำ ผู้จ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างค่าจ้างตามสัญญารับเหมาเดิมกับค่าจ้างที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเพิ่มจากการที่ต้องว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ แต่ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้าง ในส่วนค่าบริหารและกำไรจำนวนเงิน 22,000,000 บาท เป็นส่วนที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์สามารถบริหารค่าวัสดุและค่าแรงภายในวงเงินที่กำหนดและงานที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์แล้วเสร็จและโจทก์เบิกเงินค่าจ้างได้ ส่วนค่าจ้างวางท่อ Line 13 หากโจทก์ทำงานดังกล่าวแล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างในงานดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือหากจำเลยที่ 1 เข้าทำงานดังกล่าวเสียเองหรือจ้างบุคคลอื่นทำแทน จำเลยที่ 1 ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน จึงไม่อาจนำยอดวงเงินประมาณ 116,717,285 บาท ที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์มาเป็นฐานในการเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้องแย้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าจ้างในส่วนงานวงท่อ Line 13 เพิ่มขึ้นจากสัญญาที่ว่าจ้างโจทก์เพียงใด จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากโจทก์ผิดสัญญาเฉพาะค่าจ้างวางท่อ Line 12 และ Line 14 ส่วนที่โจทก์ทำงานชำรุดบกพร่องและส่วนที่ทำไม่แล้วเสร็จเท่านั้น ได้ความตามตารางจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานก่อสร้างแทน ประกอบงานที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ว. และจำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ด. ตามหนังสือสั่งจ้าง จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างทั้งสองรวมเป็นเงิน 29,807,079.29 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ยอดเงินค่าจ้างดังกล่าวรวมค่าจ้างวางท่อ Line 13 จำนวนเงิน 4,883,833.10 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และจำนวนเงิน 769,330 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) รวม 5,653.163.10 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัท ว. วางท่อ Line 13 แทนโจทก์ รวมอยู่ด้วย จึงต้องนำค่าจ้างจำนวนดังกล่าวหักออกจากค่าจ้างบุคคลเข้าทำงานก่อสร้างแทนโจทก์ คงเหลือเงินค่าจ้างเป็นเงิน 24,153,916.19 บาท ส่วนที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องค่าจ้างควบคุมงานและค่าใช้จ่ายอื่นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท ตามค่าจ้างควบคุมงานนั้น เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นเองฝ่ายเดียว ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้นำผู้รับจ้างควบคุมงานมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีหนังสือสั่งจ้างหรือใบเสร็จรับเงินมาอ้างอิงสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือจึงไม่กำหนดให้ ดังนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากโจทก์ผิดสัญญาเป็นเงิน 24,153,916.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) หลังจากนั้นให้รับผิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำสั่งอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ชำระเงิน 24,153,916.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 7 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกอัตราดอกเบี้ยเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลตามอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ให้คืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 ม. 355 ม. 357 ม. 359 วรรคสอง ม. 361 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666 -ที่ 667/2566
#693462
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ไม่ใช่คำซัดทอด แต่โจทก์ก็ยอมรับว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง ห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่จะมีเหตุผลตาม (1) และ (2) จึงต้องพิจารณาว่าพยานบอกเล่านี้เข้าข่ายข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ คดีนี้เหตุเกิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิของธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในปี 2553 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโท ภ. ส่วนการสอบปากคำของจำเลยที่ 6 เริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ในฐานะพยานเรื่อยมา จนสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 6 ให้การในฐานะผู้ต้องหาจึงไม่ได้ใกล้ชิดกับช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิด ประกอบกับจำเลยที่ 6 ให้การเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ว่า จำเลยที่ 6 หลบหนีเพราะเกรงว่าจำเลยอื่นจะโกรธแค้นและทำร้าย เหตุที่รับสารภาพเพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจำเลยอื่นจะต้องติดตามพบจำเลยที่ 6 จึงตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวน คำให้การของจำเลยที่ 6 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 6 มีข้อขัดแย้งกับจำเลยอื่นอยู่ คำให้การเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยที่ 6 เข้าพบพนักงานสอบสวนเอง แต่โจทก์กลับไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความในชั้นพิจารณา ดังนั้น ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านี้น่าสงสัยว่าจะพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุใดโจทก์จึงไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความได้ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ถือเป็นพยานบอกเล่าที่มิให้ศาลรับฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกบริษัท ค. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกนายเฉลียวหรือสันต์ทศน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัท ล. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 เรียกนายจิตรกร ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 เรียกนายสุดเขตต์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 5 เรียกนายกอบกาญจน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 6 และเรียกนายโศจิวัจน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 7

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265 และ 268 ริบของกลาง และขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 8 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3990/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2493/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.434/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.734/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.832/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3639/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.600/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1042/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3317/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3460/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.632/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.990/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1515/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1857/2562 และต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2693/2562 ส่วนจำเลยที่ 7 ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.508/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1073/2558 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3990/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2493/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4025/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2495/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.489/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2500/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3857/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3158/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4030/2558 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2492/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.532/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2497/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1689/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2498/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1696/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2496/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1910/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2499/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1977/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2491/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2030/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2494/2559 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.832/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1397/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1757/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.654/2562 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3639/2560 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.600/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1041/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1042/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1502/2561 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1515/2562 และต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2385/2562 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ไม่มีตัวจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 3 กระทงละ 10,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นปรับ 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อนั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีอื่นศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 4 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีบุคคลนำหนังสือรับรองผลงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.16 และหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาเพื่อเข้าประกวดราคาค่าก่อสร้างและปรับปรุงคลองนกยางระยะที่ 2 ส่วนที่เหลือกับเมืองพัทยา ในขั้นตอนการทำสัญญามีบุคคลนำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.26 ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาเพื่อเข้าทำสัญญาจ้างก่อสร้าง ต่อมามีบุคคลนำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.27 ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาเพื่อขอรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า หลังจากจ่ายเช็คให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว เมืองพัทยาตรวจสอบพบว่า เอกสารหมาย จ.16 และ จ.25 ถึง จ.27 เป็นเอกสารราชการและเอกสารสิทธิปลอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีคู่ความฎีกา ทั้งโจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 7 ตามข้อ (1) และ (2) กับไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลย 3 และที่ 4 ตามข้อ (1) (3) (5) และ (7) จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 7 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามข้อ (3) ถึง (8) หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ไม่ใช่คำซัดทอด แต่โจทก์ก็ยอมรับว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง ห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่จะมีเหตุผลตาม (1) และ (2) จึงต้องพิจารณาว่าพยานบอกเล่านี้เข้าข่ายของข้อยกเว้นดังกล่าวหรือไม่ เมื่อคดีนี้เหตุเกิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิของธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในปี 2553 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทภพกานต์ ส่วนการสอบปากคำของจำเลยที่ 6 เริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ในฐานะพยานเรื่อยมา จนสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 วันที่จำเลยที่ 6 ให้การในฐานะผู้ต้องหาจึงไม่ได้ใกล้ชิดกับช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิด ประกอบกับจำเลยที่ 6 ให้การเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ว่า จำเลยที่ 6 หลบหนี เพราะเกรงว่าจำเลยอื่นจะโกรธแค้นและทำร้าย เหตุที่รับสารภาพเพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจำเลยอื่นจะต้องติดตามพบจำเลยที่ 6 จึงตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวน คำให้การของจำเลยที่ 6 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 6 มีข้อขัดแย้งกับจำเลยอื่นอยู่ คำให้การเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยที่ 6 เข้าพบพนักงานสอบสวนเอง แต่โจทก์กลับไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความในชั้นพิจารณา ดังนั้น ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านี้น่าสงสัยว่าจะพิสูจน์ความจริงได้หรือไม่ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุใดโจทก์จึงไม่สามารถนำจำเลยที่ 6 มาเบิกความได้ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ถือเป็นพยานบอกเล่าที่มิให้ศาลรับฟัง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีกที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 7 กระทำความผิดจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฎีกา กรณีไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 7 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 4 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ (2) หรือไม่ เห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 เป็นพยานบอกเล่าจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนพยานหลักฐานอื่น ๆ ของโจทก์เท่าที่นำสืบมาก็ไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ (2) เลย นอกจากการที่จำเลยที่ 3 รวมตัวกับจำเลยที่ 1 เป็นกิจการร่วมค้าเพื่อเข้าทำสัญญากับเมืองพัทยา และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำเอกสารต่าง ๆ ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา ดังนั้น ลำพังข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามข้อ (2) เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้เช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า พยานโจทก์หลายปาก เช่น นางฉลวย นางอุษา นายพิศาล และพันตำรวจโทภพกานต์ต่างเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในชั้นต้นมีการตรวจสอบหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 แล้วได้รับแจ้งว่าเป็นเอกสารจริง เท่ากับว่าเอกสารดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ง่าย ทั้งนายชัยธวัฒน์ พยานโจทก์ซึ่งเคยทำงานกับจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรโครงการ โดยปฏิบัติงานอยู่ที่หน้างาน ไม่ค่อยเข้ามาในสถานที่ทำการของจำเลยที่ 3 นางชันญานันทน์ พยานโจทก์ซึ่งเคยทำงานกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถามค้านว่า จำเลยที่ 4 ไม่ใช่บุคคลที่จ่ายเงินเดือนให้แก่พยาน จำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัท โดยจะเข้ามาเป็นครั้งคราว จำเลยที่ 4 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยในการจัดทำเอกสารไปยื่นต่อเมืองพัทยา หลังจากทำเอกสารดังกล่าวแล้ว จะมีการนำไปใส่ซองและปิดผนึกก่อนที่จะมอบหมายให้นายชัยธวัฒน์ไปยื่นต่อเมืองพัทยา พยานหลักฐานของโจทก์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทราบว่าหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 เป็นเอกสารสิทธิปลอม กับจำเลยที่ 4 น่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำเอกสารของจำเลยที่ 3 โดยตรง เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ในเรื่องนี้มีน้ำหนักน้อย ยังไม่อาจรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 4 รู้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 เป็นเอกสารสิทธิปลอมอันจะเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 4 ดังนั้น ลำพังข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์นำมาพิจารณาว่า จำเลยที่ 4 เข้ารับเป็นผู้จัดการกิจการร่วมค้ามีการกระทำต่าง ๆ และนำหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 ไปยื่นต่อเมืองพัทยา โดยสถานะตามวิสัยของผู้อยู่ในวงการค้าก่อนลงลายมือชื่อย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารก่อน จำเลยที่ 4 จึงปัดความรับผิดอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.27 ไม่ได้ จำเลยที่ 4 รู้จักเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาหลายคน และต้องรู้ความเป็นมาก่อนที่จะรับกระทำการให้จำเลยที่ 3 รวมถึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของจำเลยที่ 3 หากสุจริตแล้วเหตุใดไม่มีการสอบถามว่าได้หนังสือสัญญาค้ำประกันมาได้อย่างไร ล้วนเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่เชื่อมโยงเพื่อแสดงให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดดังกล่าวเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวนัชชา เวทย์วิไล
ศาลอุทธรณ์ — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2566
#691383
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขององค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 265, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1467/2563 (ที่ถูก อ.467/2563) ของศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณา นางภิรมย์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 341 (เดิม) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงจำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1467/2563 ของศาลชั้นต้น เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ทั้งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1467/2563 (ที่ถูก อ.467/2563) ของศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ร่วมจำนวน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นหลักประกันการกู้เงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 4 เป็นพยานในสัญญาค้ำประกัน ต่อมาโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์โดยมอบหนังสือรับรองซึ่งเป็นเอกสารปลอมแก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน โดยหนังสือรับรองดังกล่าวมีการถ่ายสำเนาเอกสารที่มีตราประทับขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วและลายมือชื่อของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 ประกอบรูปตราครุฑสีแดงและข้อความล้อมรอบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ซึ่งประทับในช่องลายมือชื่อดังกล่าว ลงในกระดาษที่มีตราครุฑ และกรอกข้อความว่าหนังสือรับรอง ที่ ชพ 77101/239 รับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิจำนวนเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 40 ไร่ ปลูกยางพาราประมาณ 40 ไร่ อยู่หมู่ที่ 5 ออกให้ไว้ ณ วันที่ 9 เดือนมีนาคม 2557

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญากู้เงินระบุว่า เพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 102861 มาวางเป็นหลักประกัน โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองมามอบให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุที่จะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 โดยไม่เป็นความจริง โจทก์ร่วมเบิกความเป็นลำดับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนกระทั่งแจ้งความร้องทุกข์ อีกทั้งโจทก์ร่วมยังมอบสำเนาหนังสือรับรองซึ่งเป็นเอกสารปลอมแก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐานไว้ด้วย โดยจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ขณะจำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 3 เห็นจำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้แก่โจทก์ร่วม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งคือโฉนดที่ดิน ส่วนอีกฉบับไม่ทราบว่าเป็นอะไร ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า นอกจากใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 ยังส่งมอบหนังสือรับรองให้แก่โจทก์ร่วมอีก 1 ฉบับ แม้จำเลยที่ 3 เบิกความอ้างว่าเอกสารอีก 1 ฉบับ นั้น มีภาพถ่ายติดอยู่คล้ายกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แต่สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการที่ประชาชนทั่วไปคุ้นเคยและพบเห็นเป็นประจำ แตกต่างจากหนังสือรับรอง ที่เป็นหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งประชาชนทั่วไปไม่คุ้นเคยและพบเห็นได้ยาก หากเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยที่ 3 คงให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้นแล้ว คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ไม่น่ารับฟัง ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ยังให้การยอมรับว่าเป็นผู้ทำสำเนาหนังสือรับรองขึ้นมาเอง อันสอดรับกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำหนังสือรับรองมามอบแก่โจทก์ร่วม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน มีน้ำหนักมั่นคง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำนายสมหมาย สามีของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุมาสืบก็ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองดังกล่าวไปใช้กู้ยืมเงินจากนางสาวลัดดา โจทก์ร่วมในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.467/2563 หมายเลขแดงที่ อ.942/2563 ของศาลชั้นต้น โดยคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานปลอมเอกสารไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมในคดีนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารอีกนั้น เป็นข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวต่อโจทก์ร่วมโดยยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวและมอบหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการกู้เงินจากโจทก์ร่วม ปัญหาว่าหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 66 องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้น เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนายมนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้ว ผู้เสียหายที่ 1 ว่า การออกหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล และเห็นได้ว่าการรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนั้นมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ องค์การบริหารส่วนตำบลทั้งหลายซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงต้องถือปฏิบัติตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ อีกทั้งการออกหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วต้องมีการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินและมีผู้ปกครองท้องที่ยืนยัน อันเป็นกิจการที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกหนังสือรับรองจึงเป็นกิจการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ หนังสือรับรองดังกล่าวจึงเป็นเอกสารราชการ เมื่อจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือรับรองและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมเพื่อประกอบการขอกู้เงินจากโจทก์ร่วม โดยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองปลอมดังกล่าวซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจำนวน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งข้อหานี้โจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก อันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารราชการหนังสือรับรองขององค์การบริหารส่วนตำบลหินแก้วซึ่งรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดิน 80 ไร่ และมีการทำประโยชน์ในที่ดิน แล้วนำไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน นับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรเทาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วมอันจะพอเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 สำนึกในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษและไม่รอการลงโทษมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ตั้งแต่ข้อความว่า "โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่โจทก์มีนางภิรมย์ ผู้เสียหายและโจทก์ร่วมเบิกความว่าขณะทำสัญญากู้ยืมเงินไม่มีบุคคลใดพูดโน้มน้าวให้โจทก์ร่วมต้องให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาเป็นเหตุยกฟ้องก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงตามฟ้องนั้น ควรต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุทั้งหมดประกอบด้วย กล่าวคือ ... ขอประทานศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้โปรดพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง..." เห็นได้ว่า ฎีกาของโจทก์เป็นการคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ทั้งสิ้น และเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แตกต่างกัน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ส่วนนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 265
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 60 วรรคหนึ่ง ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นาง ภ.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายพีระพงศ์ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวินิจ แกล้วทนงค์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2566
#692035
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า เป็นบทบัญญัติเพื่อให้หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินได้รับการกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก่อนเจ้าหนี้จำนองและให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ซื้อโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินว่า ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อความปรากฏว่า ก่อนขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแล้ว แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ดังกล่าวล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปตามที่มาตรา 335 บัญญัติไว้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าลูกจ้างที่ดูแลรับผิดชอบที่ทำการของผู้ร้องในขณะนั้นไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการของผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้อง โดยลูกจ้างคนดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตนั้น กรณีไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 15 ที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา 30 วัน ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองได้ ทั้งความปรากฏตามคำขอออกหมายบังคับคดีว่า จำเลยมีภาระหนี้คงค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 7,371,398.92 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 3,223,150.73 บาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยประกันภัย แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 ขายทอดตลาดได้ในราคาเพียง 3,700,000 บาท น้อยกว่าภาระหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้สุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะจ่ายให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 96 งวด หากผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดทันที ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนอง และทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ซึ่งนายวรเดช และนางสาวดวงทิพย์ เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินส่วนนี้ให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 96 งวด หากผิดนัดไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมดทันที ให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนอง ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร พ. และทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแจ้งการยึดไปยังผู้ร้อง ซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ กับให้ผู้ร้องแจ้งหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคค้างชำระของที่ดินแปลงดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 นายวรเดช และนางสาวดวงทิพย์ เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในราคา 3,700,000 บาท จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2561 แจ้งว่าผู้ร้องยื่นภาระค่าส่วนกลางเกินกำหนดระยะเวลาทางกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่กันเงินค่าส่วนกลางให้ ทั้งนี้ผู้ร้องมีสิทธิขอบุริมสิทธิต่อศาลได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 50 วรรคสาม ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า เป็นบทบัญญัติเพื่อให้หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินได้รับการกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก่อนเจ้าหนี้จำนองและให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ซื้อโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินว่า ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อความปรากฏว่า ก่อนขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแล้ว แต่ผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ดังกล่าวล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้บำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคพร้อมค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการไปตามที่มาตรา 335 บัญญัติไว้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าลูกจ้างที่ดูแลรับผิดชอบที่ทำการของผู้ร้องในขณะนั้นไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการของผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ร้อง โดยลูกจ้างคนดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตนั้น กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 15 ที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลา 30 วัน ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองได้ ทั้งความปรากฏตามคำขอออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 12 มกราคม 2561 ว่า ณ วันที่ 8 มกราคม 2561 จำเลยมีภาระหนี้คงค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 7,371,398.92 บาท แบ่งเป็นต้นเงิน 3,223,150.73 บาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยกับค่าเบี้ยประกันภัย แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 212453 ขายทอดตลาดได้ในราคาเพียง 3,700,000 บาท น้อยกว่าภาระหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้สุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ไม่มีเงินเหลือที่จะจ่ายให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 335
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 50 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิแทน
ผู้ร้อง — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชยุตม์ ประภากมล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2566
#690878
เปิดฉบับเต็ม

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดี อันได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่ขอใช้บริการในการบังคับคดี ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 153 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีนั้นเป็นผู้ชำระ และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณี ป.วิ.พ. มาตรา 292 (1) และ (5) ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด การที่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียนสั่งว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดีก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (7) เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงว่า หลังจากโจทก์แถลงว่าจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด อันเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 327 ด้วยการให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดีนั่นเอง จึงเป็นกรณียึดแล้วไม่มีการขาย โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 153 วรรคสอง และมาตรา 169/2 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 10,653,475.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 10,248,667.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11620 11912 และพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินโฉนดเลขที่ 23029 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามทราบคำบังคับแล้วไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23029 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาด ระหว่างการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกับโจทก์ และเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาคดีอื่น ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่เกินวงเงินที่จำนอง และหากได้เงินเกินกว่าที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิก็ให้มีสิทธิเฉลี่ยเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ได้ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ดำเนินการขายต่อไปตามกำหนด แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไป โดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้ จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีสำหรับทรัพย์จำนองที่โจทก์เป็นผู้ขอยึดไว้ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเว้นค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีในคดีนี้ โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23029 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาด ระหว่างการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกับโจทก์ และเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2655/2560 ของศาลชั้นต้น ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่เกินวงเงินที่จำนอง และหากได้เงินเกินกว่าที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิก็ให้มีสิทธิเฉลี่ยเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ได้ ตามคำสั่งท้ายรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 มกราคม 2562 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ขช.2/2562 ของศาลชั้นต้น สำหรับการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองดังกล่าวนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีประกาศขายทอดตลาดรวม 4 นัด ในวันที่ 28 มีนาคม 2562 วันที่ 18 เมษายน 2562 วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ดำเนินการขายต่อไปตามกำหนด แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไป โดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองอันเป็นการดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามสิทธิของผู้ร้องนั้น โจทก์ยังคงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดี อันได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าป่วยการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีเป็นค่าบริการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บจากคู่ความที่ขอใช้บริการในการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีนั้นเป็นผู้ชำระ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ยังบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (1) และ (5) ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด การที่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดนั้น โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว โดยไม่ได้แถลงให้ชัดเจนว่าโจทก์ขอถอนการบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังเกษียณสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า โจทก์แถลงผลการชำระหนี้ภายนอก แต่ยังไม่สละสิทธิการบังคับคดี ก็ตาม แต่ตามคำแถลงของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีจากทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งต้องถือว่าเป็นการที่โจทก์ขอถอนการบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (7) ดังที่ได้ความตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 (ที่ถูก 2562) ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเสนอรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับคดีให้ศาลทราบว่า หลังจากโจทก์แถลงว่าจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิ และผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดกับชำระราคาด้วยการใช้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ด้วยการให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากโจทก์เนื่องด้วยมีการถอนการบังคับคดีนั่นเอง ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองแล้วมีการถอนการบังคับคดีของโจทก์โดยไม่ได้บังคับแก่ทรัพย์จำนองด้วยการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์ของโจทก์ต่อไป จึงเป็นกรณีที่มีการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง และมาตรา 169/2 วรรคสี่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองเอง ทั้งโจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกันและต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงไม่จำต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีนั้น เห็นว่า การบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นเอง ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติให้เจ้าหนี้ซึ่งศาลอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 แล้ว มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์แต่เดิมได้นั้น เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้อื่นให้สามารถดำเนินการบังคับคดีได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่จำต้องเสียเวลาปฏิบัติตามขั้นตอนด้วยการรอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์รายเดียวกันนั้นเสียก่อน แล้วจึงยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดใหม่อีกครั้ง ทั้งกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสี่ ก็กำหนดให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนที่ดำเนินการบังคับคดีต่อไปต่างหากอยู่แล้ว หาได้ทำให้โจทก์หลุดพ้นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีที่โจทก์เป็นผู้ขอบังคับคดีในส่วนของตนดังที่วินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 153 วรรคสอง ม. 167/2 วรรคสี่ ม. 292 ม. 324 ม. 327 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางวีรยา ศรีแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2566
#690543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่าการพิจารณาสิทธิฎีกาของจำเลยอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. การที่จําเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาของจําเลยไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ให้ยกคำร้อง วันที่ 17 มิถุนายน 2565 จําเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกฉบับหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจําเลยก็ตาม แต่การที่จําเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงครั้งหลังนี้ ได้ล่วงพ้นระยะเวลาที่จําเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจําเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จําเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจําเลยมา จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 43 ทวิ, 157/1, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 368 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8), 160 (ที่ถูก 160 วรรคสาม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ปรับ 1,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ปรับ 4,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 12 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ส่วนรถยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงไม่ริบ ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ยื่นอุทธรรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ริบรถยนต์ของกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หรือไม่นั้น คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนรถยนต์ของกลาง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงจึงไม่ริบ โจทก์อุทธรณ์ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันจะพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เห็นว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายมิใช่ปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรริบรถยนต์ของกลางหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ริบรถยนต์ของกลาง และคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปีซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิให้ถูกต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ได้ความว่าจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาออกไปถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ในวันดังกล่าวจำเลยยื่นฎีกาและได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า การพิจารณาสิทธิฎีกาของจำเลยอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ให้ยกคำร้อง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกฉบับหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงครั้งหลังนี้ ได้ล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมา จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายพสิษฐ์ ช้างทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 597 -ที่ 602/2566
#690882
เปิดฉบับเต็ม

การทำงานล่วงเวลา พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานแล้ว นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในแต่ละคราว ๆ ไป นายจ้างถึงจะมีสิทธิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานและเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาจ้างแรงงานข้อ 2. การปฏิบัติงาน ข้อ 2.1 กำหนดไว้ว่า เวลาปฏิบัติงานปกติให้ถือเวลาที่กำหนดโดยนายจ้าง ข้อ 2.2 ค่าจ้างล่วงเวลาให้ถือเวลาที่นอกเหนือจากการทำงานปกติ ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานในข้อ 1. ค่าจ้างแรงงาน ได้ระบุไว้ว่าข้อ 1.1 เวลาทำงานปกติ อัตราค่าจ้างต่อวัน (8 ชั่วโมง) วันละ...บาท อัตราค่าจ้างล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) วันละ….บาท จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานทุกวันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ การที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องทำงานล่วงเวลาในวันทำงานไว้ล่วงหน้าวันละ 4 ชั่วโมง เป็นการขัดต่อมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่อาจนำสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 มารับฟังทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเวลาการทำงานปกติและเวลาการทำงานล่วงเวลาได้ แต่อย่างไรก็ดี สำหรับเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยไว้โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบังคับบัญชาและควบคุมดูแลการทำงานโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะลูกจ้าง ด้วยการกำหนดเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และเมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านกันที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งการกำหนดเวลาการทำงานปกติดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง การที่จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตกลงทำงานตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดไว้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง มิใช่มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาในวันทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวันเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะเรียกเงินที่จ่ายให้โจทก์ 2 ถึงที่ 7 ในช่วงระหว่างการทำงาน 4 ชั่วโมงสุดท้ายของวันว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 2600/2562 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 777,174.31 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 391,932 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 548,735.43 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 541,342.37 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 381,176.12 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 719,879.87 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 400,693 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 65,890.50 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 41,685.75 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 46,523.34 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 45,896.90 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 40,396.68 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 61,033.78 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 42,464.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,445,471.80 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 914,507 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,536,457.50 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 1,263,131.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 648,774 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 45,840 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 101,794 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 50,211 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 7

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และจำเลยที่ 1 ทุกสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้อง คำให้การ และตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์ทั้งเจ็ดทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2540 วันที่ 8 กันยายน 2551 วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 วันที่ 14 เมษายน 2549 วันที่ 20 กันยายน 2550 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 20 กันยายน 2550 ตามลำดับ โดยไม่ได้ทำสัญญาจ้างโดยตรงกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าด้วยบริการของผู้รับจ้างไว้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ส่งลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไปให้บริการแก่จำเลยที่ 2 และมีโจทก์ทั้งเจ็ดรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการต่อสัญญากัน 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วไม่มีการต่อสัญญากันอีก ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ไปให้บริการแก่จำเลยที่ 2 จึงถูกส่งตัวคืนมายังจำเลยที่ 1 ซึ่งมีโจทก์ทั้งเจ็ดรวมอยู่ด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ในตำแหน่งช่างเทคนิค ปฏิบัติงานที่แปลงสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการแก่จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 21 วัน ติดต่อกัน และหยุด 21 วัน ติดต่อกัน โดยปฏิบัติหน้าที่บริการกะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน แต่ในวันหยุดโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้รับค่าจ้าง แตกต่างจากลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้างจำเลยที่ 2 ที่ทำงานมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 14 วัน แต่โจทก์ทั้งเจ็ดมีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 10 วัน โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าจ้างจากการทำงานในช่วง 4 ชั่วโมงสุดท้ายต่อวันเป็นเงิน 1,802.12 บาท 1,146 บาท 1,272.44 บาท 1,255.32 บาท 1,104.88 บาท 1,669.32 บาท และ 1,161.44 บาท ตามลำดับ ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ตามลำดับ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 ไม่เป็นฟ้องซ้ำ การทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการตามสัญญาที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำไว้กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 1 นำเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ 8 ชั่วโมง มาคิดคำนวณเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยไม่ได้นำค่าล่วงเวลาจำนวน 4 ชั่วโมง มาคิดคำนวณด้วย เพราะค่าล่วงเวลาเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การคิดคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 คิดคำนวณและจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดนั้นจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด สัญญาบริการระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลง ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ถูกส่งไปให้บริการแก่จำเลยที่ 2 จะถูกส่งตัวคืนมายังจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องกลับมาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง แต่การที่จำเลยที่ 1 อ้างเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วยเหตุดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุที่มีความจำเป็นของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วยตามมาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นฟ้องซ้ำนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางส่วนไหนที่ไม่ชอบอย่างไรและด้วยเหตุผลใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า การทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดมีพฤติกรรมที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง เนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดต้องทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยยึดหลักฐานการจ้างงานที่ระบุไว้ว่าให้ทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ และสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า เงินที่โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายวันนั้นรวมค่าล่วงเวลาด้วย เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง และได้รับค่าจ้างรายวันตามอัตราที่รวมค่าล่วงเวลาที่ระบุไว้ทั้งต้องนำค่าจ้างอัตราดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการคำนวณ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ที่อ้างว่าโจทก์ดังกล่าวมีเวลาทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง ไม่ใช่มีเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย การคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจึงต้องใช้ค่าจ้างรายวันและค่าทำงานล่วงเวลารวมคำนวณด้วยนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง เห็นว่า แม้อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจะอ้างคำเบิกความของพยานบุคคลมาสนับสนุนว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยสอบถามเรื่องการทำงานล่วงเวลาก็ตาม แต่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 โดยตกลงกำหนดอัตราค่าจ้างทำงานแยกเป็นค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และค่าล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ยุติตามที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 บรรยายคำฟ้องและฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ดังกล่าวทำงานบนแท่นเจาะน้ำมัน กำหนดเวลาทำงานเป็น 2 กะ กะละ 12 ชั่วโมง กะกลางวันเวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา และกะกลางคืนเวลา 18 นาฬิกา ถึง 6 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ในการทำงาน 12 ชั่วโมง มีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ในแต่ละกะโจทก์ดังกล่าวทำงานกะกลางวันแบ่งเวลาพักเป็น 3 ช่วง คือช่วงแรกพักเวลา 9 นาฬิกา ถึง 9.15 นาฬิกา ช่วงที่ 2 พักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 12.30 นาฬิกา และช่วงที่ 3 พักเวลา 15 นาฬิกา ถึง 15.15 นาฬิกา รวม 1 ชั่วโมง และข้อเท็จจริงที่ยุติว่างานที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำนั้นเป็นงานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมซึ่งมีกฎกระทรวง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2541 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2543 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติโดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและข้อเท็จจริงที่ยุติดังกล่าวจึงเพียงพอที่จะตีความถึงการตกลงทำงานตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 ว่าแท้ที่จริงแล้วตกลงกำหนดเวลาทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมง ซึ่งศาลสามารถวิเคราะห์จากสัญญาจ้างแรงงานและข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายดังกล่าววินิจฉัยได้โดยไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอื่นอีก ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ดังกล่าว ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยเสียก่อน และเห็นว่าในการทำงานล่วงเวลา พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานแล้ว นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในแต่ละคราว ๆ ไป นายจ้างถึงจะมีสิทธิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานและเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาจ้างแรงงานข้อ 2. การปฏิบัติงาน ข้อ 2.1 กำหนดไว้ว่า เวลาปฏิบัติงานปกติให้ถือเวลาที่กำหนดโดยนายจ้าง ข้อ 2.2 ค่าจ้างล่วงเวลาให้ถือเวลาที่นอกเหนือจากการทำงานปกติ ซึ่งตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานในข้อ 1. ค่าจ้างแรงงาน ได้ระบุไว้ว่าข้อ 1.1 เวลาทำงานปกติ อัตราค่าจ้างต่อวัน (8 ชั่วโมง) วันละ...บาท อัตราค่าจ้างล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) วันละ….บาท จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานทุกวันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ การที่จำเลยที่ 1 กำหนดให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ต้องทำงานล่วงเวลาในวันทำงานไว้ล่วงหน้าวันละ 4 ชั่วโมง เป็นการขัดต่อมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่อาจนำสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 กับจำเลยที่ 1 มารับฟังทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเวลาการทำงานปกติและเวลาการทำงานล่วงเวลาได้ แต่อย่างไรก็ดี สำหรับเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ที่ 7 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยไว้โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบังคับบัญชาและควบคุมดูแลการทำงานโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ในฐานะลูกจ้าง ด้วยการกำหนดเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และเมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านกันที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งการกำหนดเวลาการทำงานปกติดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง การที่จำเลยที่ 2 กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตกลงทำงานตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดไว้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง มิใช่มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาในวันทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวันเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะเรียกเงินที่จ่ายให้โจทก์ 2 ถึงที่ 7 ในช่วงระหว่างการทำงาน 4 ชั่วโมงสุดท้ายของวันว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 โดยนำแต่เฉพาะค่าจ้างที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณจึงไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องนำค่าจ้างที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติอีกวันละ 4 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณด้วย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับค่าจ้างจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติช่วง 4 ชั่วโมง สุดท้ายต่อวัน เป็นเงิน 1,146 บาท 1,272.44 บาท 1,255.32 บาท 1,104.88 บาท 1,669.32 บาท และ 1,161.44 บาท ตามลำดับ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ยังขาดอยู่ เป็นเวลา 30 วัน เป็นเงิน 34,380 บาท 38,173 บาท 37,659 บาท 33,146 บาท 50,079 บาท และ 34,843 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (เดิม) นับแต่วันที่พ้นกำหนดทวงถาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่กรณีดอกเบี้ยผิดนัดของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในขณะเกิดเหตุคดีนี้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ทวงถามเมื่อใด จึงกำหนดให้ได้รับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป และในส่วนของค่าชดเชยนั้น โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่เป็นเวลา 240 วัน 300 วัน 300 วัน 240 วัน 300 วัน และ 240 วัน คิดเป็นเงิน 275,040 บาท 381,729 บาท 376,586 บาท 265,166 บาท 500,786 บาท และ 278,743 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธเช่นกัน เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 วันที่ 14 เมษายน 2549 วันที่ 20 กันยายน 2550 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 20 กันยายน 2550 แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ตามลำดับ โจทก์ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 จึงทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ส่วนโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มเติมตามคำฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ให้ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเงิน 34,380 บาท 38,173 บาท 37,659 บาท 33,146 บาท 50,079 บาท และ 34,843 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นเงิน 275,040 บาท 381,729 บาท 376,586 บาท 265,166 บาท 500,786 บาท และ 278,743 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 วันที่ 24 มิถุนายน 2559 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างของโจทก์แต่ละรายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 6 ม. 22 ม. 24 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัณห์ รางชางกูร
- นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585 -ที่ 586/2566
#691966
เปิดฉบับเต็ม

ขณะยื่นคําฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชําระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขาดทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนําหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง

นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 โดยขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คําขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคําขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาให้มติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ และให้ใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิม คือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ให้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยให้กรรมการของจำเลยมี 3 คน คือ นายประชา นายไพบูลย์ และนายธีรยุทธ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ภายในระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ การบอกกล่าวเรียกประชุม การประชุมและการลงมติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมีเจตนาเรียกประชุมไม่สุจริตหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า รอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง ส่วนจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จำนวน 8,340,000 หุ้น โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยระบุให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้นจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แต่งตั้งประธานและรองประธานบริษัท แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารรวมทั้งกำหนดกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ยกเลิกใบหุ้นเดิม ออกใบหุ้นใหม่และให้ตรวจสอบหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระมูลค่าหุ้น ต่อมาจำเลยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 เพื่อรับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 320,000,000 บาท เป็น 1,365,000,000 บาท และพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องจำนวนทุนจดทะเบียน ที่ประชุมมีมติตามวาระดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย จำเลยจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ไปโดยทุจริต จึงถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจที่จะฟ้องขอเพิกถอนการประชุมซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ถูกริบหุ้นจึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งข้อเท็จจริงเกิดขึ้นภายหลังวันฟ้องขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ชอบ เห็นว่า ขณะยื่นคำฟ้องโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ที่เปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจกรรมการ เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทและแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิเรื่องการเพิ่มทุนบริษัท โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยได้ริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขายทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนำหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วโดยหนังสือลาออกระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 และการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2554 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โดยขอให้จำเลยใช้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับเดิมซึ่งส่งผลให้โจทก์กลับไปมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ปัจจุบันมีชื่อว่า บริษัท ท. แล้ว กรรมการจำเลยชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอภิวดี เหลืองรุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
สิริกานต์ มีจุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2566
#721457
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการสืบพยานหลักฐาน ดังนั้น จึงไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่นำเข้าสืบ อันที่ศาลจะได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดที่จะรับฟังว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง และแม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มาเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันก็ตาม แต่บุคคลดังกล่าวก็มีตัวตนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุและขณะพิจารณาคดีอันถึงที่สุด จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่ กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ไม่ทำการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีเหตุสมควรไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมานั้น จึงชอบแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้รับสำนวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันกับศาลชั้นต้น และมีคำสั่งว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ยกคำร้อง จึงเป็นการชอบแล้วเช่นกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 และ 10 การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้องก่อนจึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ และอย่างไรก็ตามปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 แต่จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จึงเป็นเวลาเกินสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่มายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นเพราะเพิ่งได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 ก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวก็ไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจยื่นคำร้องได้ภายในเวลาตามที่ พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 20

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ปรับ 1,000 บาท ฐานเป็นผู้เล่น ปรับ 800 บาท รวมปรับ 1,800 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ฐานเป็นผู้เล่น ปรับคนละ 800 บาท จำเลยทั้งแปดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 900 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คงปรับคนละ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งแปดใช้เงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ คดีถึงที่สุด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีที่จะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต้องเป็นคดีที่มีการนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดนั้น กรณีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโดยไม่มีการสืบพยาน จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เห็นสมควรไม่รับคำร้องและส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการสืบพยานหลักฐาน ดังนั้น จึงไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่นำเข้าสืบ อันที่ศาลจะได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดที่จะรับฟังว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง และแม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มาเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันก็ตาม แต่บุคคลดังกล่าวก็มีตัวตนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุและขณะพิจารณาคดีอันถึงที่สุด จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างไร กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ไม่ทำการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีเหตุสมควรไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมานั้น จึงชอบแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้รับสำนวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกันกับศาลชั้นต้น และมีคำสั่งว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ยกคำร้อง จึงเป็นการชอบแล้วเช่นกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 และ 10 การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้องก่อนจึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ และอย่างไรก็ตามปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 แต่จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จึงเป็นเวลาเกินสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่มายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นเพราะเพิ่งได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 ก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวอ้างนี้ก็ไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจที่จะทำการยื่นคำร้องได้ภายในเวลาตามที่พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 20 กำหนดไว้ด้วย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 ม. 9 ม. 10 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวธีรดา โสมะนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 545/2566
#691589
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้แก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคแรก แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแล้วได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน โดยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ เป็นความผิดตามมาตรา 243 และบัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรหรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือการถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 244 การที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 บัญญัติโดยแยกการกระทำซึ่งเดิมเป็นความผิดตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ออกเป็นมาตรา 243 และมาตรา 244 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์จะแยกการกระทำความผิดตามมาตรา 244 ออกต่างหากจากความผิดตามมาตรา 243 ดังนั้นเมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และจะต้องริบไม้ประดู่แปรรูปของกลางดังกล่าวเสียทั้งสิ้นตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ไม้ประดู่แปรรูปของกลางจึงไม่ใช่ของที่เสียภาษีได้อันจะเป็นผลให้การหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 แต่ถือเป็นของที่ต้องจำกัดหรือต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งไม้ประดู่แปรรูปของกลางซึ่งเป็นของต้องจำกัดหรือต้องห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยซุกซ่อนในตู้สินค้าหมายเลข HALA 5615694 แล้วร่วมกันยื่นใบขนส่งสินค้าออกเลขที่ A 0081-6004-03946 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสำแดงชนิดของสินค้าว่าเป็นเก้าอี้สนามทำด้วยไม้ประดู่เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามเกี่ยวกับของนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 เพียงบทเดียว มิใช่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ด้วย และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างกับโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติให้ลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ พ.รบ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 กำหนดโทษไว้เท่ากันเช่นเดียวกัน เมื่อโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีเท่ากัน แต่คดีนี้เมื่อคำนวณโทษปรับสี่เท่าราคาของซึ่งรวมอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 4,371,199 บาท โทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซึ่งปรับไม่เกินห้าแสนบาท จึงเป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยมากกว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่การกำหนดความรับผิดในค่าปรับตามบทบัญญัติมาตรา 244 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 จะต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดในลักษณะรวมกันตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 244, 255 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 7, 20 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91 ริบไม้ประดู่แปรรูปของกลาง และขอให้จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 47, 48 (ที่ถูก 48 วรรคหนึ่ง), 73 วรรคสอง (2), 74, 74 จัตวา (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 74, 74 จัตวา) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243, 244 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 5 (2), 7 วรรคหนึ่ง, 20 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 6, 7, 8, 9 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ปรับ 800,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น และโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น (ที่ถูก กับฐานร่วมกันพยายามส่งออกซึ่งสินค้าต้องห้าม) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 คงปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น จำเลยที่ 1 คงปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ปรับรวม 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกรวม 6 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบไม้ประดู่แปรรูปของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบของจำนวนเงินสุทธิค่าขายของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 และ 244 ที่บัญญัติในภายหลัง เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแล้วได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน โดยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ เป็นความผิดตามมาตรา 243 และบัญญัติให้การนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักร หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือการถ่ายลำโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 244 การที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 บัญญัติโดยแยกการกระทำซึ่งเดิมเป็นความผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ออกเป็นมาตรา 243 และมาตรา 244 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์จะแยกการกระทำความผิดตามมาตรา 244 ออกต่างหากจากความผิดตามมาตรา 243 ดังนั้นเมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และจะต้องริบไม้ประดู่แปรรูปของกลางดังกล่าวเสียทั้งสิ้นตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ไม้ประดู่แปรรูปของกลางจึงไม่ใช่ของที่เสียภาษีได้อันจะเป็นผลให้การหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 แต่ถือเป็นของที่ต้องจำกัดหรือต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งไม้ประดู่แปรรูปของกลางซึ่งเป็นของต้องจำกัดหรือต้องห้ามออกไปนอกราชอาณาจักรโดยซุกซ่อนในตู้สินค้าหมายเลข HALA 561XXXX แล้วร่วมกันยื่นใบขนส่งสินค้าขาออกเลขที่ A 0081-6004-0 XXXX ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสำแดงชนิดของสินค้าว่าเป็นเก้าอี้สนามทำด้วยไม้ประดู่เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามเกี่ยวกับของนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 เพียงบทเดียว มิใช่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ด้วยตามที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษมา ซึ่งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างกับโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติให้ลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 กำหนดโทษไว้เท่ากันเช่นเดียวกัน เมื่อโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เท่ากัน แต่คดีนี้เมื่อคำนวณโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งรวมอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 4,371,199 บาท โทษปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซึ่งปรับไม่เกิน 500,000 บาท ย่อมเป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยมากกว่าโทษปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่การกำหนดความรับผิดในค่าปรับตามบทบัญญัติมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 จะต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดในลักษณะรวมกันตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ไม้ประดู่แปรรูปของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองมีจำนวนถึง 124 แผ่น มีปริมาตรมากถึง 15.250 ลูกบาศก์เมตร และจำเลยทั้งสองยังร่วมกันพยายามส่งออกไม้ประดู่แปรรูปดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงเท็จ พฤติการณ์แห่งความผิดเป็นการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลายและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวมนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีภาระเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 800,000 บาท และวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มีกำหนด 4 ปี นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 8 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น นับว่าเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ส่วนฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 800,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามส่งไม้ประดู่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 650,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 74
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 243 ม. 244
ป.อ. ม. 2 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2566
#691381
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าที่โจทก์เสียไปตามสำเนาใบแจ้งหนี้ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โดยหาจำต้องรอให้ศาลในคดีแพ่งพิพากษากำหนดจำนวนหนี้จนคดีถึงที่สุดแล้วนำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวคำนวณรวมกับหนี้อื่นที่รับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

การที่โจทก์นำมูลหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่ามาเป็นมูลหนี้ฟ้องจำเลยเมื่อพ้นกำหนดเวลา 6 เดือน นับแต่วันส่งทรัพย์สินที่เช่าคืน จึงขาดอายุความ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การในประเด็นนี้ไว้ แต่การพิจารณาคดีล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หนี้ของโจทก์บางส่วนขาดอายุความแล้ว อันเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 94 (1) ทำให้หนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ของโจทก์มีจำนวนไม่ถึงสองล้านบาท กรณีจึงถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 ตอนท้าย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเช่าทรัพย์สิน 14 รายการ และค่าขนส่งทรัพย์สิน รวมเป็นเงิน 1,535,933.64 บาท นอกจากนี้จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายในคดีอาญาของศาลอาญาพระโขนง คดีหมายเลขดำที่ อ.2530/2562 เป็นเงิน 346,573 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า หนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่า เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ระหว่างที่จำเลยเช่าทรัพย์สินจากโจทก์ จำเลยทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหายหลายรายการ โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน 82,390 บาท เมื่อโจทก์มีสำเนาใบแจ้งหนี้มานำสืบซึ่งสามารถคิดคำนวณยอดหนี้จนถึงวันฟ้องได้ว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าแก่โจทก์จำนวนเท่าใด และหนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 หรือหนี้ละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจแก่ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้จำเลยชดใช้อันจะทำให้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ประกอบกับจำเลยเองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ เพียงแต่กล่าวอ้างว่า หนี้บางรายการจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วบางส่วนแต่ไม่ทราบจำนวน แต่จำเลยก็มิได้มีหลักฐานการชำระหนี้มาแสดง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่า เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โดยหาจำต้องรอให้ศาลในคดีแพ่งพิพากษากำหนดจำนวนหนี้จนคดีถึงที่สุดแล้วนำมาฟ้องคดีล้มละลายไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าดังกล่าวคำนวณรวมกับหนี้อื่นที่รับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า หนี้ค่าซ่อมแซมความเสียหายจากการใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,066,236.86 บาท ส่วนปัญหาว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้วเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน เห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ต้นเงิน 1,964,896.64 บาท ดอกเบี้ย 101,340.22 บาท รวมเป็นเงิน 2,066,236.86 บาท ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีเครื่องจักร 5 รายการ ราคาประมาณ 7,500,000 บาท นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยประกอบขึ้นเองไม่มีเอกสารทางทะเบียนและไม่มีเอกสารรับรองราคา จึงฟังไม่ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีราคาตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาจริง ข้อนำสืบของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่อย่างไรก็ดี สำหรับสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าจำนวน 82,390 บาท นั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างที่จำเลยเช่าทรัพย์สินไปจากโจทก์ จำเลยทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหาย โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าเป็นเงิน 82,390 บาท หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าดังกล่าว จึงเกิดขึ้นก่อนสัญญาเช่าเลิกกันและเป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวแก่สัญญาเช่า ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 บัญญัติ ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า เมื่อโจทก์นำทรัพย์สินที่เช่าไปซ่อมแซมด้วยตนเองและตามสำเนาใบแจ้งหนี้ ระบุลงวันที่ 17 เมษายน 2562 วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ตามลำดับ จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าแก่โจทก์อย่างช้าคือวันที่ 17 เมษายน 2562 วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ตามลำดับ การที่โจทก์นำมูลหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่ามาเป็นมูลหนี้ฟ้องจำเลยในคดีนี้วันที่ 27 มีนาคม 2563 จึงพ้นกำหนดเวลา 6 เดือน นับแต่วันส่งทรัพย์สินที่เช่าคืน หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าจำนวน 82,390 บาท จึงขาดอายุความ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การในประเด็นนี้ไว้ แต่การพิจารณาคดีล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ว่าคดีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หนี้ของโจทก์บางส่วนขาดอายุความแล้วจำนวน 82,390 บาท อันเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 94 (1) ทำให้หนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ของโจทก์มีจำนวนไม่ถึงสองล้านบาท กรณีจึงถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 ตอนท้าย ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/2 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3) ม. 14 ม. 94 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
- นายปฏิกรณ์ คงพิพิธ
ชื่อองค์คณะ
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534 -ที่ 535/2566
#689194
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธิในการนำคดีอาญาของจำเลยที่ 2 มาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่สำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เสียก่อน กล่าวคือ หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาล จึงให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกเสียจากสารบบความ ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ย่อมเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสองสำนวนความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 334, 335 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนเงิน 18,390,285 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันคืนเงิน 7,539,381 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันคืนเงิน 2,655,514 บาท ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกันคืนเงิน 2,524,134 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมกันคืนเงิน 288,861 บาท ให้จำเลยที่ 8 ร่วมกันคืนเงิน 192,185 บาท ให้จำเลยที่ 9 ร่วมกันคืนเงิน 1,370,285 บาท ให้จำเลยที่ 10 ร่วมกันคืนเงิน 999,467 บาท ให้จำเลยที่ 11 ร่วมกันคืนเงิน 1,316,000 บาท และให้จำเลยที่ 12 ร่วมกันคืนเงิน 249,252 บาท กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9134/2559 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้

จำเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสิบสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องโจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,396,829 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสิบสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 34 กระทง เป็นจำคุกคนละ 102 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) บวกโทษจำคุก 1 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9154/2559 (ที่ถูก หมายเลขคดีแดงที่ 9134/2559) ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี 1 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงิน 18,390,285 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคำขอให้คืนเงินในส่วนของจำเลยที่ 2 ย่อมตกไปด้วย จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลที่จำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ อ. สาขาศรีนครินทร์ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุในคดีนี้เป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ร่วมสาขาที่เกิดเหตุ ตำแหน่งธุรการดูแลสต็อกรถ มีหน้าที่ในการดูแลยอดจำนวนรถ เมื่อมีลูกค้าจองรถจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขอหมายเลขเครื่องยนต์รถจากเจ้าหน้าที่สต็อกกลางซึ่งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ และประสานให้นำรถจากสต็อกกลางมาที่สต็อกสาขาที่เกิดเหตุ และมีหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์และประดับตกแต่งรถให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วมสาขาที่เกิดเหตุ เมื่อลูกค้ามาจองรถพนักงานขายจะทำใบจองเพื่อให้จำเลยที่ 2 อนุมัติราคา ส่วนลด และแคมเปญต่าง ๆ ด้วยการลงลายมือชื่ออนุมัติในใบจอง จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของโจทก์ร่วมสาขาที่เกิดเหตุ มีหน้าที่รับเงินซึ่งลูกค้าชำระเงินจองหรือเงินค่ารถจากพนักงานขายเพื่อออกใบเสร็จการจองหรือค่าซื้อรถให้แก่ลูกค้า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีพนักงานของโจทก์ร่วมได้ร่วมกันขายรถให้แก่ลูกค้ารวม 34 คัน โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่โจทก์ร่วมกำหนด และลักเงินสดที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ร่วม รวมเป็นเงิน 18,390,285 บาท ในส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้เบิกความยืนยันถึงการรับเงินจากลูกค้าว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องประการใดบ้าง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่พยานแวดล้อม แม้จำเลยที่ 3 นั่งทำงานในห้องเดียวกับจำเลยที่ 1 ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องคอยสังเกตถึงพฤติการณ์ที่ผิดปกติของจำเลยที่ 1 อันเป็นการวินิจฉัยขัดต่อสภาพการทำงานจริง มีเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 เพียงเล็กน้อย หากจำเลยที่ 3 ทุจริตจริงต้องมีเงินเข้ามากกว่านี้ และที่นางสาวกานฐ์วรี ผู้จัดการฝ่ายการเงินกลาง เบิกความเกี่ยวกับกุญแจรถคันใหม่ทุกคันอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายการเงินและมีหน้าที่มอบกุญแจให้แก่ฝ่ายธุรการสต็อกเพื่อดูแลและเคลื่อนย้ายรถไม่ถูกต้อง เนื่องจากหากจำเลยที่ 1 ไม่รายงานและไม่แจ้งจำเลยที่ 3 ก็จะไม่ทราบเรื่อง พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้เบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดที่ชัดเจนอันถือได้ว่าเป็นพยานแวดล้อมอย่างที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่ก็หาใช่ว่าพยานแวดล้อมดังกล่าวจะไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเสียทั้งหมด หากแต่พยานแวดล้อมดังกล่าวอาจนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมจนมีน้ำหนักมั่นคงและรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องได้ โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อมีลูกค้ามาดูรถที่สาขาที่เกิดเหตุและสนใจที่จะซื้อรถ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ซึ่งเป็นพนักงานขายจะเสนอราคาพร้อมส่วนลดและแคมเปญ หากตกลงกันได้ก็จะทำใบจองนำเสนอจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายเพื่ออนุมัติ เมื่อจำเลยที่ 2 อนุมัติแล้ว พนักงานขายจะรับเงินจองหรือค่าซื้อรถจากลูกค้านำไปให้แก่ฝ่ายการเงินซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินหรือนางสาวจิราวรรณ ที่เป็นลูกน้องเพียงคนเดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 จะออกใบเสร็จรับเงินให้พนักงานขายเอาไปให้แก่ลูกค้า แล้วพนักงานขายจะแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อตรวจสต็อกว่ามีรถตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ หลังจากนั้นเมื่อลูกค้าพร้อมชำระเงินตามที่ตกลงกัน ในวันรับรถลูกค้าจะต้องเตรียมบัตรประชาชนมาติดต่อกับสาขาที่เกิดเหตุพร้อมกับชำระเงินส่วนที่ต้องชำระเพิ่มให้แก่ฝ่ายการเงิน ฝ่ายการเงินก็จะลงข้อมูลในระบบซึ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังสำนักงานใหญ่ของโจทก์ร่วม ทั้งก่อนทำการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 จะต้องลงลายมือชื่อในใบส่งมอบรถเพื่อให้ลูกค้านำไปแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัย เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องก็จะทำการปล่อยรถให้แก่ลูกค้าไปพร้อมนำใบส่งมอบรถคืนให้แก่ฝ่ายการเงิน ดังนี้ เมื่อคดีได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน มีลูกน้องเพียง 1 คน คือ นางสาวจิราวรรณ นอกจากจำเลยที่ 3 จะต้องรู้เรื่องการปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวของตนเป็นอย่างดีแล้วจำเลยที่ 3 จำเป็นต้องเคร่งครัดในปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวโดยปราศจากข้อบกพร่อง ทั้งมีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบด้านการเงินมิให้ขาดตกบกพร่องตามความไว้ใจที่โจทก์ร่วมได้มอบหมายให้ทำหน้าที่อันเป็นเรื่องสำคัญ การที่จำเลยที่ 3 พยายามให้การปฏิเสธโดยบ่ายเบี่ยงทำนองว่า แม้มีการปฏิบัติผิดขั้นตอนการทำงานอันเกี่ยวกับด้านการเงินตามที่ได้ความตนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นทำนองไม่รับผิดชอบต่อสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของตน นับว่าเป็นข้ออ้างที่แสดงให้เห็นถึงการขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่อันเป็นพิรุธอย่างยิ่ง ประกอบกับคดีได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยก้าวล่วงมาทำงานด้านการเงินไม่ว่าจะรับเงินจากพนักงานขายคนใดอันเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 3 เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจปัดความรับผิดชอบโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามลำพังได้ เมื่อเป็นดังนี้ แม้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จะเป็นเพียงพยานแวดล้อมกรณีก็ตาม แต่เมื่อนำมารับฟังประกอบหน้าที่ความรับผิดชอบที่จำเลยที่ 3 ต้องทำตามอำนาจหน้าที่และความไว้วางใจของโจทก์ร่วมที่ให้จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าการเงินซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญและง่ายต่อการทุจริตแล้ว พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดและพิพากษาลงโทษมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย" ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำมาสืบเพื่อให้ฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 จะต้องมีน้ำหนักมั่นคงและรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกระทำความผิด ซึ่งในส่วนนี้แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางสาวกานฐ์รวี ผู้จัดการฝ่ายการเงินกลาง นางนิตยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม นายสุชาติ ผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วม สาขาศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ และลูกค้าผู้ซื้อรถที่เกี่ยวกับการซื้อรถจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ที่เป็นพนักงานขาย มาเบิกความเป็นพยานยืนยันถึงการติดต่อขอซื้อรถจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ทั้งได้จ่ายเงินค่ารถไม่ว่าจะเป็นค่ามัดจำหรือเงินค่าผ่อนรถให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ก็ตาม แต่คดีกลับไม่ได้ความชัดเจนว่าหลังจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 รับเงินแล้วไม่ได้นำส่งให้ครบถ้วนหรือไม่และมีส่วนในการลักเงินดังกล่าวประการใด ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ต่างยืนยันให้การปฏิเสธมาตลอดโดยอ้างว่าได้จัดส่งให้จนครบถ้วนแล้ว ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาเพียงเท่านี้ถือว่าเป็นพยานแวดล้อมกรณีที่มิได้ใกล้ชิดกับพฤติการณ์ที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 สมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ได้ให้การปฏิเสธมาตลอด ย่อมทำให้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ทั้งคดีส่วนแพ่งเป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องพิพากษาให้ทายาทจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ในส่วนคดีอาญา เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธิในการนำคดีอาญาของจำเลยที่ 2 มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งจึงให้จำหน่ายคดีในส่วนอาญาของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความชอบแล้ว แต่สำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาศาลจำต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่" ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสียก่อน กล่าวคือ หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาล จึงให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกเสียจากสารบบความ กรณีดังกล่าวนี้ศาลไม่อาจพิพากษาให้ทายาทของจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมตามที่โจทก์ร่วมฎีกาโดยยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวได้ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด่วนมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความย่อมเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในคดีส่วนแพ่ง และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แล้วพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี ในส่วนของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 47
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายณัฐพล อนุเมธารกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ระบิล จันทรภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2566
#691191
เปิดฉบับเต็ม

เช็คตามฟ้องข้อ 2.4, 2.5, 2.7 ถึงข้อ 2.13 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 ส่วนเช็คตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2, 2.3 และข้อ 2.14 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนร่วมกับเช็คตามฟ้องข้อ 2.6 ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาปลอมเอกสาร โดยไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก ซึ่งความผิดข้อหาปลอมเอกสารและความผิดข้อหายักยอกมีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งความผิดข้อหายักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายไม่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามระเบียบแล้ว พนักงานสอบสวนไม่อาจรับคดีไว้ดำเนินการได้ การที่โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสาร แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 5 กระทง จำคุก 15 เดือน ยกฟ้องโจทก์ตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2, 2.3, 2.4, 2.5, 2.8, 2.10, 2.11 และข้อ 2.12

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อ 2.6, 2.7, 2.9, 2.13 และ 2.14 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฟ้อง ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.5, ข้อ 2.8 และข้อ 2.10 ถึงข้อ 2.12

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า มีนายบัณฑิต เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานบัญชีและการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเอกสาร การรับจ่ายเงินของโจทก์ รวมทั้งเป็นตัวแทนในการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำเช็คของโจทก์ตามฟ้องข้อ ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.14 รวม 14 ฉบับ ซึ่งมีนายบัณฑิตเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไปเบิกเงินแล้วนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์เคยฟ้องจำเลย 2 คดีดังกล่าวมีการเจรจากัน โดยให้โจทก์ตรวจสอบว่าจำเลยยักยอกเงินของโจทก์ไปจำนวนเท่าใด หากเป็นความจริงจำเลยจะคืนเงินให้ แล้วโจทก์จะถอนฟ้อง ซึ่งจำเลยยักยอกเงินของโจทก์โดยนำเช็คที่โจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้ไปกรอกจำนวนเงินแล้วเบิกเงินนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย หรือนำเช็คเข้าบัญชีของจำเลย การตรวจสอบว่ามีเช็คฉบับใดบ้างจะต้องตรวจสอบจากต้นขั้วเช็ค รายการบัญชีของโจทก์ และรายการบัญชีของจำเลย นายบัณฑิตตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์สงสัยว่าจำเลยจะนำเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายไว้ไปเบิกเงินหรือนำเช็คไปเข้าบัญชีของจำเลย วันที่ 26 มกราคม 2559 โจทก์ขอรายการบัญชีของโจทก์ย้อนหลังไปตั้งแต่กลางปี 2556 ถึงเดือนมกราคม 2559 เพื่อตรวจสอบว่าจำเลยนำเช็คของโจทก์ไปเบิกเงินหรือนำเช็คเข้าบัญชีของจำเลยจริงหรือไม่ และได้รับใบแจ้งรายการบัญชีมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559 เมื่อโจทก์ได้รับรายการบัญชีของโจทก์และรายการบัญชีของจำเลยมาแล้ว โจทก์สามารถตรวจสอบจากต้นขั้วเช็คของโจทก์ได้ว่าเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเลขที่เท่าใดที่จำเลยนำไปเข้าบัญชีของจำเลย หรือนำไปเบิกเงินแล้วนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย ซึ่งต้นขั้วเช็คอยู่ที่สำนักงานโจทก์ และการขอสำเนาเช็คของโจทก์จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 (เคหะธนบุรี) โจทก์ได้ระบุหมายเลขเช็คทุกฉบับ น่าเชื่อว่าโจทก์ทราบหมายเลขเช็คจากต้นขั้วเช็คที่อยู่ที่สำนักงานของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าหาต้นขั้วเช็คไม่พบ แต่เพิ่งหาพบในภายหลัง หลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งเช็คที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หมายเลขเช็คกับรายการบัญชีของโจทก์และรายการบัญชีของจำเลยตรงกัน เชื่อว่าโจทก์ทราบจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปไม่เกินวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 การที่โจทก์ไปขอสำเนาเช็คจากธนาคารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 และธนาคารส่งสำเนาเช็คตามฟ้องข้อ 2.4, 2.5, 2.7 ถึงข้อ 2.13 มาให้เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 เป็นเรื่องการหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนเท่านั้น ไม่ได้ทำให้สิทธิในการร้องทุกข์ของโจทก์ขยายออกไปจนถึงวันที่ธนาคารส่งสำเนาเช็คมาให้โจทก์ในวันที่ 2 มีนาคม 2560 แต่อย่างใด เมื่อโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่เกินวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 แล้ว แต่โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 เป็นการล่วงเลยระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนเช็คตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2, 2.3 และข้อ 2.14 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนร่วมกับเช็คตามฟ้องข้อ 2.6 ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาปลอมเอกสาร (ตั๋วเงิน) โดยไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก ซึ่งความผิดข้อหาปลอมเอกสารและความผิดข้อหายักยอกมีองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งความผิดข้อหายักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายไม่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามระเบียบแล้ว พนักงานสอบสวนไม่อาจรับคดีไว้ดำเนินการได้ การที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสาร (ตั๋วเงิน) แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหายักยอก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 จึงเกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เช่นกัน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 96 ม. 352 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นางสาว ฤ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายสัญญา โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางวิเวียน พิธานพร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ช่อมณี
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566
#693465
เปิดฉบับเต็ม

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอก็ได้ เพื่อให้ได้ความจริงของเรื่องนั้น ๆ และเมื่อได้ทำการไต่สวนพยานอย่างเต็มที่แล้ว จะพิพากษายกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 151 ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำนวน 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 52 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิดรวม 8 กระทง รวมจำคุก 24 ปี 32 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 138,106 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเกษตรจังหวัดสุรินทร์ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา…" หาได้ใช้ระบบกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใดไม่ พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 22 บัญญัติว่า "ในคดีที่อัยการสูงสุด พนักงานอัยการ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ให้ศาลนำรายงานและสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของโจทก์ มาเป็นหลักในการแสวงหาความจริง และอาจสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้ตามที่เห็นสมควร" มาตรา 25 บัญญัติว่า "ในการสืบพยานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลเรียกมาเอง ให้ศาลแจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงที่จะทำการสืบพยาน แล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้นด้วยตนเองหรือตอบคำถามศาล ศาลอาจถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม แล้วจึงอนุญาตให้คู่ความถามพยานเพิ่มเติม

การถามพยานตามวรรคหนึ่ง จะใช้คำถามนำก็ได้

หลังจากคู่ความถามพยานตามวรรคหนึ่งแล้ว ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดถามพยานอีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล"

และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ข้อ 23 "ก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วยโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอก็ได้" จากบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเป็นวิธีพิจารณาที่แสวงหาความจริงโดยศาลและศาลมีอำนาจไต่สวนเต็มที่เพื่อให้ได้ความจริงของเรื่องนั้น ๆ ดังนั้น หากศาลอุทธรณ์มีข้อสงสัยข้างต้นหรือต้องการไต่สวนพยานปากใดก็ชอบที่จะกำหนดให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความจริง ทั้งนี้ตามกฎหมายข้างต้นประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) และจะพิพากษายกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองได้เฉพาะเมื่อเห็นว่าศาลได้ทำการไต่สวนพยานอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนคดีนี้ เห็นว่า เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้วจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเกษตรจังหวัดสุรินทร์ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเป็นหัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานที่กำหนดไว้ จัดการดูแลรักษาเงินของสำนักงานการเกษตรจังหวัดสุรินทร์ การอนุมัติการให้ปฏิบัติราชการแทน หรือการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งการอนุมัติอนุญาตให้ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร อนุมัติให้เบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ อนุมัติให้ใช้รถยนต์ส่วนกลางออกนอกเขตจังหวัดที่ตั้งสำนักงาน หรือเป็นการใช้ข้ามคืนของข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด การสั่งให้ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดปฏิบัติงานนอกเวลาและการอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าทำการนอกเวลาได้ตามสิทธิ รวมทั้งการอนุมัติสัญญารับรองการยืมเงินทดรองราชการของข้าราชการในสังกัดที่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ตามคำสั่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่ 15/2558 เรื่องการมอบหมายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ ที่ 5010/2540 เรื่องการมอบอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอปฏิบัติราชการแทน และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ ที่ 2565/2542 เรื่อง การมอบอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดให้แก่รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ปฏิบัติราชการแทน จำเลยจึงมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการและดูแลรักษาเงินที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาขออนุมัติยืมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดโครงการที่ไม่ได้จ่ายจริง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่ไม่ได้ไปจริง เพื่อเป็นค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มที่จ่ายเกินความจริง จำเลยเป็นผู้อนุมัติและสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก ซึ่งผิดระเบียบ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำเช็คเรียกเก็บเงินแล้วนำเงินให้จำเลยหรือนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำใบสำคัญส่งใช้เงินยืมอันเป็นเท็จ แม้การเบิกจ่ายเงินจะมีเจ้าหน้าที่อื่นดูแลดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จำเลยในฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการก็ยังคงมีหน้าที่จัดการและรักษาเงินดังกล่าวด้วย การกระทำของจำเลยดังวินิจฉัยข้างต้นเป็นวิธีการในการเบียดบังเอาเงินที่จำเลยมีหน้าที่ต้องจัดการและรักษาเพื่อให้เงินมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยแล้วจำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และการสั่งการและการดำเนินการโดยมิชอบดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายต่อรัฐและผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2561 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักมั่นคง ไม่เป็นพิรุธขัดกันเอง และไม่ขัดแย้งกับเอกสารดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ทุกข้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้องโจทก์บางส่วนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางไต่สวนพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 13 กระทง รวมจำคุก 39 ปี 52 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 662,213 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 6 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2566
#689612
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 ต้องระบุองค์ประกอบภายในส่วนของเจตนาพิเศษให้ปรากฏด้วยว่า จําเลยได้กระทำเพื่อนําเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน เมื่อคําฟ้องของโจทก์บรรยายเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจตามฟ้องว่า จําเลยคิดคดนําหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ในทางทุจริต และบรรยายต่อไปว่าโดยจําเลยนําหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความนำมาใช้ทำนิติกรรมสัญญายกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน คําฟ้องของโจทก์จึงบรรยายเจตนาของจําเลยในการกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจแล้วว่ามีเจตนาไม่ซื่อเพื่อนําเอาหนังสือมอบอำนาจนั้นไปใช้ในกิจการซึ่งหมายถึงการงานที่ประกอบหรือธุระในการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ไปเป็นของจําเลย จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายในดังกล่าวครบถ้วน และทำให้จําเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด เท่ากับว่าฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด หากบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดย่อมเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้การบรรยายฟ้องในส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดนั้น ไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ แต่โจทก์ยังคงต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ประกอบด้วยองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน และบางฐานความผิดยังต้องมีพฤติการณ์ประกอบการกระทำหรือเจตนาพิเศษ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องมาด้วย จึงจะเป็นความผิด โดยที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจฉบับที่ยังไม่ได้กรอกข้อความและรายละเอียดใด ๆ มาให้โจทก์ลงชื่อ แล้วจำเลยไปกรอกข้อความและใช้จดทะเบียนให้ที่ดินโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนแก่จำเลยในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์ให้นำหนังสือมอบอำนาจไปใช้ในการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ และการกระทำของจำเลยเป็นการปลอมเอกสารสิทธิหนังสือมอบอำนาจและใช้เอกสารสิทธิที่ปลอมขึ้นนั้นทำนิติกรรมสัญญาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 ซึ่งโจทก์อยู่ในบังคับต้องบรรยายฟ้องระบุองค์ประกอบภายในส่วนของเจตนาพิเศษให้ปรากฏด้วยว่า จำเลยได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน อันเป็นเจตนาพิเศษซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดภายในของการกระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์บรรยายในข้อ 3 ย่อหน้า 2 เกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจตามฟ้องว่า จำเลยคิดคดนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ในทางทุจริต และบรรยายในย่อหน้าเดียวกันและย่อหน้า 3 ต่อไปว่า โดยจำเลยนำหนังสือมอบอำนาจไปกรอกข้อความนำมาใช้ทำนิติกรรมสัญญายกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน คำฟ้องของโจทก์จึงบรรยายเจตนาของจำเลยในการกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจแล้วว่ามีเจตนาไม่ซื่อเพื่อนำเอาหนังสือมอบอำนาจนั้นไปใช้ในกิจการซึ่งหมายถึงการงานที่ประกอบหรือธุระในการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ไปเป็นของจำเลย จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายในดังกล่าวครบถ้วน และทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาใช่บรรยายให้เข้าใจได้แต่เพียงว่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียสิทธิในที่ดินและไม่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยได้ลงมือกระทำตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงเจตนาพิเศษของจำเลยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว คำฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง อันเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่น จึงเห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคสอง ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาง ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวทรรศนีย์ แดงหล้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 466/2566
#690845
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเป็นการตกลงซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยโจทก์ตกลงซื้อหุ้นของบริษัท ท. จากจำเลยที่ 3 ในสัญญาระบุว่า การส่งมอบหุ้นจะทำโดยวิธีการสลักหลังภายใน 5 วันทำการ หลังจากผู้โอนได้รับการส่งมอบหุ้นจากบริษัท ร. สัญญาซื้อขายดังกล่าวยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่จะต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาได้บัญญัติว่า ถ้ามิได้แถลงหมายเลขหุ้นที่โอนกัน การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อย่อมเป็นโมฆะไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นแม้มิได้ระบุหมายเลขหุ้นที่ซื้อขายก็ไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 15,375,308.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 1,050,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท ท. 400,000 หุ้น เป็นเงิน 12,000,000 บาท กับจำเลยที่ 3 โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขาย ต่อมาโจทก์โอนเงินชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 3 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 จำนวน 1,200,000 บาท และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 จำนวน 10,800,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2557 โจทก์ได้รับใบหุ้นของบริษัท ท. หมายเลขใบหุ้น 9334001 ถึง 9734000 จำนวน 400,000 หุ้น ใบหุ้นระบุชื่อนายฐิติ เป็นผู้ถือหุ้น และนายฐิติลงลายมือชื่อสลักหลังใบหุ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า ใบหุ้นของบริษัท ท. ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เป็นใบหุ้นปลอมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า สัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำตามแบบของกฎหมาย ตราสารการโอนหุ้นไม่ได้แถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งต้องโอนกัน การโอนหุ้นจึงตกเป็นโมฆะ เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับจำเลยที่ 3 และได้รับโอนหุ้นตามใบหุ้นอันเป็นฉบับที่แท้จริงแล้ว เพราะหากใบหุ้นดังกล่าวเป็นใบหุ้นปลอม ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องตกเป็นโมฆะเพราะไม่ทำตามแบบดังที่โจทก์อ้าง และเมื่อมีการชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นว่าใบหุ้นของบริษัท ท. ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เป็นใบหุ้นปลอมหรือไม่ ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ใบหุ้นเป็นใบหุ้นปลอม จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ระบุหมายเลขหุ้นที่จะโอนแก่กัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 เห็นว่า สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเป็นการตกลงซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 โดยโจทก์ตกลงซื้อหุ้นของบริษัท ท. จำนวน 400,000 หุ้น จากจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 12,000,000 บาท ในสัญญาข้อ 3. ระบุว่า ผู้รับโอนหุ้นต้องวางเงินประกันจำนวน 10% ของมูลค่าหุ้นที่โอนภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ข้อ 4. ระบุว่า เงินส่วนที่เหลือ 90% ของมูลค่าหุ้นที่โอนจะต้องชำระให้ผู้โอนภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 และในข้อ 5. ระบุว่า การส่งมอบหุ้นจะทำโดยวิธีการสลักหลังภายใน 5 วันทำการหลังจากผู้โอนได้รับการส่งมอบหุ้นจากบริษัท ร. สัญญาซื้อขายดังกล่าวยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่จะต้องทำตามแบบที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง ทั้งบทมาตราดังกล่าว หาได้บัญญัติว่าถ้ามิได้แถลงหมายเลขหุ้นที่โอนกัน การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อย่อมเป็นโมฆะไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นแม้มิได้ระบุหมายเลขหุ้นที่ซื้อขายกัน ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเพราะถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงฉ้อฉลโจทก์ให้หลงเชื่อในข้อมูลที่จำเลยทั้งสามมีส่วนรู้เห็นและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยหลอกลวงโจทก์ว่าหุ้นของบริษัท ท. กำลังจะจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงต้นปี 2558 ซึ่งจะทำให้หุ้นของบริษัทดังกล่าวมีมูลค่าสูงขึ้นและได้กำไรสูง โดยจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัท ท. ไม่มีความพร้อมและไม่มีความประสงค์จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่อย่างใด โจทก์หลงเชื่อจึงตกลงซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ซื้อหุ้นของบริษัท ท. เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ภาระในการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำการโดยใช้กลฉ้อฉลโจทก์ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบคงมีแต่ตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า เมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 มาแนะนำให้โจทก์รู้จัก และชักชวนให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัท ท. ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้มอบนามบัตรของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ 2 ใบ อ้างว่าจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโสภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท ว. และเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทหลักทรัพย์ อ. แต่กลับได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งสมัครเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ อ. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 และได้รับมอบนามบัตรจากบริษัทดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 อันเป็นเวลาภายหลังที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาพบโจทก์และมอบนามบัตรให้แก่โจทก์ ทั้งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับจำเลยที่ 3 แล้วเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เคยพาจำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์เพียง 1 ครั้ง ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ทำการซื้อหุ้นพิพาทจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้แนะนำให้จำเลยที่ 2 รู้จักกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์เป็นนักลงทุนและนักธุรกิจมากมายทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนนอกจากนามบัตรดังกล่าว ประกอบกับได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการเป็นเจ้าของบริษัทหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ มีประสบการณ์ในการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์มาเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ร. ซึ่งมีแผนที่จะนำบริษัท ท. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2558 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวปรากฏในสำเนารายงานการประจำปี 2556 และปี 2557 และสำเนารายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 ของบริษัท ร. ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ส่งหนังสือเชิญประชุมให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย จึงเชื่อว่าโจทก์น่าจะทราบข้อมูลดังกล่าวเป็นอย่างดี ที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับหนังสือเชิญประชุมขัดแย้งกับที่โจทก์เคยเบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1779/2560 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จึงไม่น่าเชื่อถือ ตามรูปคดีจึงมีเหตุผลเชื่อว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อหุ้นของบริษัท ท. โจทก์จะต้องศึกษาหาข้อมูลของบริษัทนั้นเป็นอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้นดังกล่าวและโจทก์ต้องทราบอยู่แล้วว่าบริษัท ท. มีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงได้ตัดสินใจซื้อหุ้นพิพาท 400,000 หุ้น เป็นเงินมากถึง 12,000,000 บาท สัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นจึงเกิดจากความสมัครใจของโจทก์เอง ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาพบโจทก์และหลอกลวงชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นพิพาทไม่มีน้ำหนักและเหตุผลสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันใช้กลฉ้อฉลโจทก์ด้วยนั้น ก็ได้ความจากโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 ทำงานบริษัทเดียวกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ขายหุ้นให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นเท่านั้น คำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าได้ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นพิพาทกับจำเลยที่ 3 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยใช้กลฉ้อฉลโจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามจึงมิได้กระทำละเมิดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ต.
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภัทรมณ ขวัญเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สิริกานต์ มีจุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2566
#701251
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน

ทั้งจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันเล่นการพนันตาม พ.ร.บ.การพนันก็เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เมื่อลงโทษบทหนักตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ 2478 มาตรา 4, 5, 10, 12, 15 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ 2558 มาตรา 34, 51 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 มาตรา 5, 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 1 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 1 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 45 วัน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 1 เดือน 15 วัน ฐานร่วมเล่นการพนัน จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำคุก 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 45 วัน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 ฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไฮโลว์ และร่วมเล่นพนันไฮโลว์แทงพนันเอาทรัพย์สินกัน และมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 กับพวกที่หลบหนีร่วมเล่นการพนันด้วย ถือว่ามีผู้ร่วมเล่นพนันได้เสียจำนวนมาก นับว่าเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ เป็นการก่อให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตามกรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34, 51 ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้พิพากษาปรับบทความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 ในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ และความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน ความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ และความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน อีกทั้งจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมเล่นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนันก็เป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละฐานความผิดด้วย แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในแต่ละฐานความผิดดังกล่าว กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เมื่อลงโทษบทหนักตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34, 51 ด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 15 วัน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 30 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน มีกำหนด 30 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ม. 34 ม. 51
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางหรือนางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายทวีป เหมะรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนำพล พุทธสังฆ์
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
พงษ์ธร จันทร์อุดม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา