คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 67/2566
#696660
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2566
#696659
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2566
#696658
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2566
#696657
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2566
#696656
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2566
#696655
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2566
#702430
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ป. จำกัด เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้าน พ. ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 655/2534 ออกให้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 ต่อมาในปีเดียวกันบริษัทฯ ได้ก่อสร้างรั้วกำแพงล้อมรอบโครงการหมู่บ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัทฯ ทำบันทึกข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทรอบหมู่บ้านให้นาย ร. และ นาง ช. โจทก์ทั้งสองในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ เนื่องจากนาย ร. โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทฯ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินบางส่วน รวมถึงที่ดินบริเวณที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ด้วยให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินในส่วนดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางที่ผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้าน พ. ใช้เป็นทางเข้า – ออก สู่ถนนพิบูลย์สงครามซึ่งเป็นถนนสาธารณะสายหลัก ด้านนอกรั้วกำแพงหมู่บ้านดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 และเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 โดยที่ดินของผู้ร้องมีรั้วกำแพงพิพาทปิดกั้นทางเข้า - ออก สู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 ซึ่งบริษัทฯ ได้แบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ต่อมา ผู้ร้องมีหนังสือขอให้เทศบาลนครนนทบุรีรื้อถอนรั้วกำแพงที่ปิดกั้นเพื่อเปิดเป็นทางเข้า – ออก สู่ทางสาธารณะ และยื่นขออนุญาตรื้อถอนอาคารจากนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ซึ่งนายกเทศมนตรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 มาตรา 22 ได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนรั้วกำแพงเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 จากนั้นผู้ร้องได้ทำการรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทในส่วนที่กั้นที่ดินของผู้ร้องกับพวกตามใบอนุญาตดังกล่าว ในส่วนปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทนั้น ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า การโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กให้แก่นาย ร. และนาง ช. เกิดขึ้นก่อนการแบ่งหักที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 เป็นทางสาธารณประโยชน์ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 ที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ร. และนาง ช. การที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีออกใบอนุญาตรื้อถอนอาคารเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 อนุญาตให้ผู้ร้องรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทจึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อผู้ร้องได้รื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทตามใบอนุญาตดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อนาย ร. และนาง ช. โจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำละเมิดต่อนาย อ. ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประธานหมู่บ้าน พ. ที่รั้วกำแพงดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 จึงพิพากษาให้เทศบาลนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะหน่วยงานที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีสังกัดอยู่ต้องรับผิดต่อนายอุดมในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนอาคารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 แต่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้ร้อง) ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงพิพาทและการกระทำที่มีการทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาทเป็นการกระทำละเมิดนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้ร้องกับพวกก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้ยกฟ้องผู้ร้อง เนื่องจากจะมีผลขัดแย้งกันในส่วนความรับผิดของผู้ร้องว่าผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีของศาลฎีกาและเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุดในมูลความเรื่องเดียวกันนั้น จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้ก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทหรือชดใช้ค่าเสียหาย หรือจะให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ยกฟ้องผู้ร้อง เมื่อคดีนี้ ผู้ร้องเป็นเอกชนซึ่งไม่อาจถูกฟ้องว่ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันต่อศาลปกครองได้ กรณีจึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ระหว่าง นาย ร. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ กับผู้ร้อง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ในส่วนที่พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ระหว่าง นาย อ. ผู้ฟ้องคดี นางสาว ร. ที่ 1 กับพวกรวม 82 คน ผู้ร้องสอด กับ นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (ผู้ร้อง) และให้บังคับผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 60/2566
#688893
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า มิใช่เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เอกสารหมาย จ.5 ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าว่า ผู้ซื้อได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง (ถ้ามี) มิได้ระบุว่าผู้ซื้อสิทธิการเช่าได้จะต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ทั้งตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาว เอกสารหมาย จ.2 และสัญญาได้มาซึ่งสิทธิการเช่าระยะยาว (10 ปี) เอกสารหมาย จ.4 ก็มิได้ระบุให้ผู้รับโอนสิทธิการเช่าในกรณีการซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มิได้มีความหมายถึงภาระหนี้ค้างชำระบริการของ อ. แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์จึงไม่จำต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของ อ. ที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,430,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายประพฤติผิดนัดผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการกับจำเลย จึงขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าบริการและค่าเสียหายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกลับเข้าครอบครองพื้นที่เช่ารวมเป็นเงิน 168,063.36 บาท และค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2560 รวมเป็นเงิน 789.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของหนี้ค้างชำระนับแต่วันที่ผิดนัดแต่ละเดือนไปจนถึงวันฟ้องแย้ง เป็นเงินจำนวน 44,448.50 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 213,300.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 168,852.40 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 168,852.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าบริการส่วนกลางและค่าไฟฟ้าที่ครบกำหนดชำระแต่ละงวดตามตารางคำนวณหนี้ค้างชำระจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย โดยดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวรวมกันนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 44,448.50 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 นางสาวอัจฉราทำสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำนวนเนื้อที่ 11.77 ตารางเมตร โดยในสัญญาให้บริการจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องให้บริการสาธารณูปโภค บันไดเลื่อน ลิฟต์ แสงสว่าง ไอเย็นปรับอากาศ รักษาความสะอาด และรักษาความปลอดภัย นางสาวอัจฉราต้องชำระค่าให้บริการในอัตราตารางเมตรละ 290 บาท เป็นราย 6 เดือน หากไม่ชำระค่าบริการ จำเลยมีสิทธิงดให้บริการรวมทั้งตัดไฟฟ้า โทรศัพท์ แก๊ส ประปา และไอเย็นในพื้นที่การค้าที่เช่า และค่าปรับในอัตราวันละ 1,000 บาท ไปจนกว่าจะชำระหนี้ค้างชำระครบถ้วน ต่อมาสิทธิการเช่าในพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ถูกธนาคาร ก. ยึดออกขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าวได้ ในราคา 1,010,000 บาท และวันที่ 23 สิงหาคม 2559 โจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดินประเภทโอนสิทธิแบ่งเช่าช่วงตามคำสั่งศาลตามคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หลังจากที่โจทก์ได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่า โจทก์จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่ให้โจทก์เข้าไปใช้ประโยชน์โดยอ้างว่านางสาวอัจฉราค้างชำระค่าบริการส่วนกลาง และค่าไฟฟ้าคำนวณถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 84,478.32 บาท ค่าโอนสิทธิการเช่าช่วงและบริการ จำนวน 300,000 บาท ค่าเบี้ยปรับคงค้างค่าบริการตามสัญญาบริการ คำนวณระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 1,129,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,513,487.32 บาท โจทก์ได้ชี้แจงแก่จำเลยว่าค่าบริการส่วนกลาง ค่าไฟฟ้า ค่าบริการโอนสิทธิการเช่า และค่าเบี้ยปรับค้างจ่ายเป็นค่าบริการที่เกิดขึ้นระหว่างจำเลยกับนางสาวอัจฉรา ตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยจะต้องไปเรียกร้องเอาจากนางสาวอัจฉรา แต่จำเลยปฏิเสธ วันที่ 25 ตุลาคม 2560 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งเข้าครอบครองพื้นที่การค้าที่เช่า ให้โจทก์ชำระค่าบริการส่วนกลางและบอกเลิกการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย โดยจำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า เนื่องจากสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวที่ต้องปฏิบัติควบคู่ไปพร้อมกัน หากมีการรับโอนสิทธิการเช่าตามสัญญาพื้นที่การค้าหรือห้องที่เช่า ผู้รับโอนสิทธิการเช่าย่อมต้องรับโอนสิทธิให้บริการตามสัญญาให้บริการไปด้วยกัน นางสาวอัจฉราผิดนัดค้างชำระค่าบริการก่อนที่โจทก์จะประมูลสิทธิการเช่า เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์ย่อมต้องรับสิทธิและหน้าที่จากนางสาวอัจฉรา คือ ต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของนางสาวอัจฉราที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่าไปด้วย จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาให้บริการและสัญญาเช่าพื้นที่การค้าแก่โจทก์ได้ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า มิใช่เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าว่า ผู้ซื้อได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง (ถ้ามี) มิได้ระบุว่าผู้ซื้อสิทธิการเช่าได้จะต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ทั้งตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาว และสัญญาได้มาซึ่งสิทธิการเช่าระยะยาว (10 ปี) ก็มิได้ระบุให้ผู้รับโอนสิทธิการเช่าในกรณีการซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มิได้มีความหมายถึงภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของนางสาวอัจฉราแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์จึงไม่จำต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของนางสาวอัจฉราที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า และจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกการเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าแล้ว การที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เช่า ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันที่จำเลยบอกเลิกสัญญาและแจ้งโจทก์ส่งมอบพื้นที่การค้าที่เช่าคืน รวมเป็นเงิน 140,000 บาท และโจทก์มิได้ฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่สมควรแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความแทน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี กล่าวคือ ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอาจเปลี่ยนแปลงให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยร้อยละ 2 แต่รวมแล้วไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 537 ม. 544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจรสกรณ์ เสงี่ยม ชุมเปีย
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 60/2566
#695975
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ศ. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลสุนทรภู่ ที่ ๑ นายอำเภอเมืองแกลง ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๓๒ โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากบริษัท ม. และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแนวรั้วเดิมที่มีแนวเขตด้านทิศใต้จดชายทะเลตลอดมา ภายหลังโจทก์ทราบว่าหลักปูนที่แสดงแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ไม่ถึงแนวที่จดทะเล โดยอยู่ห่างจากแนวชายทะเลจุดที่น้ำขึ้นสูงสุดประมาณ ๘ เมตร และไม่อยู่ในแนวเดียวกับที่ดินแปลงข้างเคียงอื่น ๆ โจทก์เห็นว่าสาเหตุมาจากการออกโฉนดที่ดินที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่เต็มพื้นที่ที่ครอบครอง และโจทก์พบว่าบันทึกข้อความของสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดินติดชายทะเลซึ่งเป็นที่ดินแปลงข้างเคียงกับโจทก์ ระบุว่า เมื่อเจ้าของที่ดินที่ติดทะเลขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ปกครองท้องที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ได้ขอให้เจ้าของที่ดินกันเขตทะเลไว้ ๑๕ วา ตามนโยบายของจังหวัดที่จะตัดถนนเลียบบริเวณทะเลไปตามแนวชายฝั่งทะเล ถือเป็นการละเมิดสิทธิและทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ติดชายทะเลดังกล่าว เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง เพื่อขอให้ตรวจสอบแก้ไข เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตโดยนัดหมายโจทก์และหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ข้างเคียงมานำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตด้านทิศใต้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการให้โจทก์และจำเลยทั้งสามดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ แล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามถอนคำคัดค้าน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสามให้การสรุปได้ว่า โจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ชายทะเล อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินนอกหลักเขตโฉนดได้ การที่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ และระเบียบกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการระวังชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่แนวเขตที่ดินชายทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — บริษัท ศ.
จำเลย — นายกเทศมนตรีตำบลสุนทรภู่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2566
#689720
เปิดฉบับเต็ม

จําเลยทั้งสองและโจทก์ต่างมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกิจการต่อกัน ย่อมมีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจําเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จําเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินําเช็คพิพาทที่ออกล่วงหน้าเพื่อชําระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จําเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 24,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 72,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวีระพล ดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกิจการของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 40,000,000 บาท ผ่อนชำระ 60 งวด ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกิจการฉบับใหม่ ยอดเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์หลังปรับลดหนี้กันแล้ว คงเหลือ 21,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็คธนาคาร ก. 60 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว และจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการและให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการเข้าใหม่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคาร ก. 36 จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท ลงวันที่ 10 เมษายน 2562 วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ตามลำดับแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินได้ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 และโจทก์มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 อ้างถึงหนังสือการบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยหลังจากนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอีกที่แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ให้สัญญามีผลต่อไป มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสามฉบับที่ออกล่วงหน้าเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวชยพร กุลนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 59/2566
#701480
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องเทศบาลตำบลโคกปีบ ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ที่ 2 กรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีการรังวัดรุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ที่คั่นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 1075 ของมารดาผู้ฟ้องคดี และที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอด ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและผู้ร้องสอดร่วมกันรังวัดทางสาธารณประโยชน์ ที่คั่นกลางที่ดินของผู้ฟ้องคดีกับของผู้ร้องสอดให้มีความกว้าง 7.50 เมตร ตลอดแนว และให้เพิกถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดบางส่วนให้กลับเป็นทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการออกโฉนดที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ผู้ร้องสอดให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และผู้ร้องสอดก่อกำแพงแนวรั้วติดกับที่สาธารณะตามแนวเขตที่ได้รังวัดกันแนวเขต ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — พันเอก อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นางสาว บ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 58/2566
#690850
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่ ร. โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับ ร. ในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มาถึง ก็ถูกร้อยตำรวจเอก ธ. กับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอก ธ. หรือ ร. ถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัว ร. และ ก. และมิให้ยึดรถกระบะ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของ ร. ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 144

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า วันที่ 29 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกธนกร และสิบตำรวจตรีเกียรติศักดิ์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกันจับกุมนายธีระพลหรือแนน และนายเกียรติศักดิ์หรือโอ ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และยึดใบพืชกระท่อมบรรจุในถุงพลาสติกสีดำจำนวน 7 ถุง เป็นของกลาง ส่วนจำเลยที่ 2 และนายโยธิน ผู้ร่วมกระทำความผิดหลบหนีไป บ้านที่เกิดเหตุ มีนางสาวรัตนพรหรือรัตนาพรหรือแหม่ม น้องจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่กับบิดาและบุตร ต่อมาเวลา 6.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เดินทางมาบ้านที่เกิดเหตุและถูกร้อยตำรวจเอกธนกรและสิบตำรวจตรีเกียรติศักดิ์กับพวกจับกุมพร้อมยึดเงินจำนวน 50,000 บาท เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการ หรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงชื่อในบันทึกจับกุม ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ รถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวรัตนพรหรือรัตนาพรหรือแหม่ม กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกธนกรและสิบตำรวจตรีเกียรติศักดิ์ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ส่วนนางสาวรัตนพร เป็นน้องของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองยังเบิกความเจือสมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุมีสาระสำคัญตรงกับพยานโจทก์ดังกล่าว เพียงแต่ต่อสู้ว่าไม่มีส่วนร่วมในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเท่านั้น จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่พบประสบมา อย่างไรก็ดี ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว ขณะที่มีการตกลงให้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่ร้อยตำรวจเอกธนกรและเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุม เป็นสินบน เพื่อจูงใจให้ร้อยตำรวจเอกธนกรกับเจ้าพนักงานผู้ร่วมจับกุมให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยไม่ให้ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 และให้ปล่อยตัวนายธีระพลและนายเกียรติศักดิ์ และมิให้ยึดรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิซิ ของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (พืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนั้น มีเพียงนางสาวรัตนพรอยู่กับร้อยตำรวจเอกธนกร จำเลยทั้งสองมิได้อยู่ด้วยในขณะนั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยมาที่บ้านของนางสาวรัตนพรและถูกจับกุมพร้อมเงินจำนวน 50,000 บาท คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับนางสาวรัตนพรซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน โจทก์จึงต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีการกระทำหรือพฤติการณ์อย่างใดอันถือได้ว่าได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว โดยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น เหตุที่มีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากนางสาวรัตนพรได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังจำเลยที่ 1 ให้นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจที่บ้านของนางสาวรัตนพร ตามหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวรัตนพรจำนวนหลายครั้ง แม้แต่ละครั้งจะใช้เวลาเพียง 5 ถึง 30 วินาที ก็หาใช่สาระสำคัญไม่ จากนั้นนางสาวรัตนพรบอกแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรว่าจำเลยที่ 1 กำลังเดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำเงินมามอบให้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยที่ 1 จึงนำเงินจำนวน 50,000 บาท มามอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกธนกร เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้มาที่บ้านของนางสาวรัตนพรซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่นางสาวรัตนพรได้ตกลงที่จะให้เงินจำนวน 50,000 บาท เป็นสินบนแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ร่วมเสนอสินบนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจด้วย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่นางสาวรัตนพรโทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจที่บ้านของนางสาวรัตนพรนั้น จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับนางสาวรัตนพรในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มาถึงบ้านของนางสาวรัตนพรก็ถูกร้อยตำรวจเอกธนกรกับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอกธนกรหรือนางสาวรัตนพรถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับนางสาวรัตนพรให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัวนายธีระพลและนายเกียรติศักดิ์และมิให้ยึดรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของนางสาวรัตนพร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวรัตนพรให้สินบนแก่เจ้าพนักงานก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรสอง สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น มิได้ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุไม่ได้ร่วมเจรจาตกลงที่จะให้สินบนแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรโดยตรง เหตุที่มีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 นั้น ร้อยตำรวจเอกธนกรเบิกความว่า ได้พูดคุยกับนางสาวรัตนพรซึ่งอยู่ภายในบ้าน นางสาวรัตนพรอ้างว่าจะโทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายให้เข้ามอบตัว พร้อมพูดจาหว่านล้อมให้พยานรับเงินจากจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมมอบตัว พร้อมเสนอเงินให้เจ้าพนักงานตำรวจ จำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ให้จับกุมและให้ปล่อยรถยนต์ของกลาง กับมีนางสาวรัตนพรเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาถามว่าเจ้าพนักงานตำรวจกลับหรือยัง นางสาวรัตนพรบอกว่ายังไม่กลับ จำเลยที่ 2 ให้นางสาวรัตนพรถามว่าเคลียร์ที่นี่จบไหม คำเบิกความของนางสาวรัตนพรในเรื่องนี้แม้ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างนางสาวรัตนพรกับจำเลยที่ 2 โดยการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์พบเพียงว่ามีการติดต่อกันระหว่างนางสาวรัตนพรกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เครื่องโทรศัพท์ หาถึงกับรับฟังว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธไม่ อย่างไรก็ดี ลำพังแต่เพียงการสนทนากันทางโทรศัพท์ระหว่างนางสาวรัตนพรกับจำเลยที่ 2 ว่าให้นางสาวรัตนพรถามเจ้าพนักงานว่าเคลียร์ที่นี่จบไหม ทำนองจะให้สิบบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ขณะนั้นยังมิได้มีการเสนอเรื่องดังกล่าวแก่ร้อยตำรวจเอกธนกร ยังมิได้มีการกระทำด้วยการขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่แต่อย่างใด การที่นางสาวรัตนพรไปเสนอแก่ร้อยตำรวจเอกธนกรว่าจะให้เงินจำนวน 50,000 บาท จบกันที่นี่ได้ไหม เป็นการกระทำโดยลำพังของนางสาวรัตนพรเอง ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มีเพียงเท่านี้ รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 8
จำเลย — นาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 — นายธีรศักดิ์ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
ศุภมิตร บุญประสงค์
ศิริชัย คุณจักร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 58/2566
#703680
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ 1 บริษัท อ. จำกัด ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 การประปานครหลวง ที่ 4 จำเลย ว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ปรับปรุงถนน โดยจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ก่อสร้างถนนคอนกรีต วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยไม่ได้รังวัดหรือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบและรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนถนน แนวท่อประปา เสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภครุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปรับปรุงถนน วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยอ้างว่ากระทำลงบนที่ดินสาธารณะนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระทำลงบนที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หรือเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 แล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสี่มีอำนาจก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ท. จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2566
#696654
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดพังงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2566
#693650
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑-๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานโจทก์ออกจากพื้นที่ ซึ่งภายในพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพย์สินของโจทก์เก็บรักษาไว้และบ้านพักคนงานโจทก์ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 14
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — นาวาตรีหรือนาย ว. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 55/2566
#697451
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องมีประเด็นต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันและเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลหรือไม่ เมื่อประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากันในที่ดินพิพาท การที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีชื่อตาม น.ส. ๓ แล้วศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทเพราะมีรูปที่ดินตรงกัน ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองโดยมิได้วินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งยกเลิกคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิคนละส่วน และไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ป.ที่ดิน
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส. ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ของนาย ช. (ผู้ตาย)
คู่กรณี — ศาลอุทธรณ์ภาค ๓
คู่กรณี — ศาลปกครองสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2566
#693649
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ๖ แปลง และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) ซึ่งออกทับซ้อนกับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และได้ออกโฉนดที่ดินเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายและได้จัดที่ดินโดยการออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐-๑ ก.) ให้แก่เกษตรกรโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ถ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2566
#689801
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า ว. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ส. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ มีนายวิสิทธิศักดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน เป็นผู้คัดค้าน ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 218/2556 จำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษานายวิสิทธิศักดิ์เบิกความในฐานะพยานของฝ่ายผู้คัดค้านในคดีดังกล่าวประกอบใบรับรองแพทย์เป็นใจความว่า นายวิสิทธิ์ศักดิ์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีอาการฟั่นเฟือน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของโจทก์ร่วม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 89/2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีนี้ ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นั้นหาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวที่โจทก์ร่วมคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมคดีนี้เป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า นายวิสิทธิศักดิ์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง เช่นนี้โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น และเห็นเป็นการจำเป็นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นาง ส.
จำเลย — นายแพทย์ ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายคมศักดิ์ โตโภชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ดุสิต ฉิมพลีย์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
วิเศษ นิ่มกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 53/2566
#693647
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นธนารักษ์พื้นที่สระบุรี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว - เสาไห้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ เป็นกรมที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เป็นกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินของโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๔ บริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวา คลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดให้การทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินไว้แล้วตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของกระทรวงคลัง และกรมชลประทานได้มีหนังสือรับรองการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่สามารถดำเนินการเวนคืนที่ดินและจ่ายค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี รวมทั้งคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินบริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวาคลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ธนารักษ์พื้นที่สระบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2566
#693645
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ นายอำเภอชุมพวง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนตูม ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ชดใช้ค่าเสียหายกับให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้ามีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิมาย
ผู้ฟ้องคดี — นาง ร. ที่ 1 กับพวกรวม 15 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ