คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2566
#690844
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่ผู้ร้องอาจนำคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไปใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ ทั้งยังทำให้ผู้คัดค้านสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่ยึดไว้เพราะที่ดินพิพาทไม่ใช่ของ ร. ลูกหนี้ของผู้คัดค้านอีกต่อไป ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลและชอบที่จะยื่นคำร้องขอสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้คัดค้านอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของ ร. เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ตามประกาศกรมสรรพากร (ภ.ส. 18) เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร โดยปิดประกาศดังกล่าวไว้ ณ ที่ดินพิพาทและส่งสำเนาประกาศยึดที่ดินพิพาทให้ ร. โดยชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทครบ 10 ปี จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร แม้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้นจึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก คำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) ผู้คัดค้านจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21863 จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 1 งาน 22 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิม

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำพิพากษา (ที่ถูก คำสั่ง) ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ประมาณปี 2550 นายรชต์เขตต์ได้รับหนังสือแจ้งประเมินภาษีอากรจากผู้คัดค้านให้ชำระภาษีอากรจำนวน 267,880,741 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) วันที่ 11 มกราคม 2551 นายรชต์เขตต์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ วันที่ 19 มีนาคม 2551 ผู้คัดค้านโดยอธิบดีกรมสรรพากร ประกาศคำสั่งให้ยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21863 เลขที่ดิน 122 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีชื่อนายรชต์เขตต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระภาษีอากรค้างดังกล่าว และเจ้าพนักงานของผู้คัดค้านไปทำการยึดที่ดินพิพาทไว้วันที่ 4 เมษายน 2551 ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2553 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของนายรชต์เขตต์ นายรชต์เขตต์จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากรและเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางให้ยกฟ้องโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของนายรชต์เขตต์หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทไว้เพื่อขายทอดตลาดก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นเพียงการร้องเพื่อขอให้รับรองสิทธิย่อมไม่มีการบังคับคดีแก่ผู้ใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินและเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินจึงไม่ทำให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นลง ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิเสมือนเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดที่ดินพิพาทไว้เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรค้างของนายรชต์เขตต์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นายรชต์เขตต์เจ้าของเดิมสมรู้ร่วมคิดกับผู้ร้องหลบเลี่ยงการถูกบังคับคดีที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งยึดที่ดินพิพาทไว้จึงต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์โดยไม่สุจริตและครอบครองที่ดินพิพาทยังไม่ครบ 10 ปี นายแดงบิดาผู้ร้องไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทคืนมาจากนายรชต์เขตต์ ผู้ร้องไม่มีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาเบิกความสนับสนุน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิมนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จนกระทั่งมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิให้ผู้ร้องมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทแล้วโดยไม่มีการออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่ผู้ร้องอาจนำคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวไปใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ ทั้งยังทำให้ผู้คัดค้านสิ้นสิทธิในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทที่ยึดไว้นั้นได้ เพราะที่ดินพิพาทไม่ใช่ของนายรชต์เขตต์ลูกหนี้ของผู้คัดค้านอีกต่อไป ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลและชอบที่จะยื่นคำร้องขอสอดเข้ามาในคดีได้ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ฎีกาของผู้คัดค้านในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิม โดยอ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ความจริงแล้วผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทยังไม่ครบ 10 ปีนั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้คัดค้านอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง ตามประกาศกรมสรรพากร (ภ.ส. 18 )เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2551 โดยผู้คัดค้านปิดประกาศดังกล่าวไว้ ณ ที่ดินพิพาทและส่งสำเนาประกาศยึดที่ดินพิพาทให้นายรชต์เขตต์โดยชอบแล้ว เมื่อผู้คัดค้านยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างในวันที่ 4 เมษายน 2551 ก่อนที่ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทครบ 10 ปี กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการยึดทรัพย์ของผู้คัดค้านที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร แม้ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้นจึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอก คำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) ผู้คัดค้านจึงสามารถพิสูจนได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายรชต์เขตต์ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21863 จังหวัดพิษณุโลก ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และให้ถือว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายรชต์เขตต์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 57 (1) ม. 145 วรรคสอง (2)
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 12 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ม.
ผู้คัดค้าน — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2566
#689719
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นกรรมการบริษัทคนหนึ่งจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมและข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1207 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นและวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จ รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนที่จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม 2 แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้อง ย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนอีกแห่งหนึ่งแม้น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งจำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม การที่จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมแม้เป็นความเท็จ แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อจำเลยว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร และไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายณรงค์กร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำรายงานการประชุมไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอกะทู้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนโอนขายที่ดิน 5 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท ด. โดยรายงานการประชุมระบุว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยเป็นประธานในการประชุม พิจารณาวาระที่ 1 เรื่องไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1974, 1975, 1976, 1977 และ 2599 วาระที่ 2 เรื่อง การขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ดังกล่าวให้แก่บริษัท ด. ในราคา 15,000,000 บาท ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการตามเสนอ และจำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าว พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่า ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า รายงานการประชุม วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ที่ระบุว่าจำเลยเป็นประธานที่ประชุม มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม 4 คน ที่ประชุมมีมติไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ให้แก่บริษัท ด. ในราคา 15,000,000 บาท นั้น ความจริงวันดังกล่าวไม่มีการประชุม โจทก์ร่วมนายสายชนหรือธฤต และนางสาวสาคร ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยนางสาวสาครเสียชีวิตก่อนวันประชุมแล้ว ต่อมาจำเลยนำรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นไปยื่นต่อสำนักงานที่ดินอำเภอกะทู้ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 บริษัท พ. มีกรรมการของบริษัท 2 คน คือ โจทก์ร่วมและจำเลยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและตามข้อบังคับของบริษัท พ. ข้อ 8 ต้องมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมปรึกษากิจการได้ ข้อ 9 คณะกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบจัดการงานทั้งปวงของบริษัท และให้กรรมการเลือกตั้งในระหว่างกันเองขึ้นเป็นประธานหนึ่งคน ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัท พ. อันมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงมีอำนาจดำเนินการของบริษัทได้ รวมทั้งเมื่อเห็นสมควร เรียกประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท ด. เนื่องจากบริษัท พ. ขาดทุนในการประกอบกิจการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 11 โดยข้อบังคับข้อ 14 กำหนดว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นให้ประธานกรรมการเป็นประธานที่ประชุม ถ้าไม่มีตัวประธานกรรมการหรือประธานกรรมการมิได้มาเข้าประชุม ให้ที่ประชุมเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าร่วมประชุมขึ้นเป็นประธานกรณีนี้จำเลยจึงมีอำนาจเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ แต่เมื่อระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยซึ่งต่างเป็นกรรมการของบริษัท ไม่ปรากฏว่ามีการเลือกผู้ใดเป็นประธานกรรมการ เท่ากับไม่มีตัวประธานกรรมการ ในการประชุมที่ประชุมจึงต้องเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานแต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยจึงไม่อาจได้รับเลือกเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ การที่ความจริงไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 การประชุมตามวาระและข้อมติตามวาระการประชุมจึงเป็นความเท็จ เช่นเดียวกับที่ระบุว่าจำเลยเป็นประธานในที่ประชุม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีข้อบังคับของบริษัท พ. ตราไว้เป็นอย่างอื่นจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวด้วยบริษัทจำกัดมาใช้บังคับตามข้อบังคับของบริษัทข้อ 1 ดังนั้น ในการประชุมจำเลยซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจึงมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุม และข้อมติทั้งหมดของที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงไว้โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1207 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยจัดทำรายงานการประชุมจึงเป็นการจัดทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยแม้ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าว และวาระการประชุมและข้อมติจะเป็นความเท็จ รายงานการประชุมก็ไม่เป็นเอกสารปลอม คงเป็นรายงานการประชุมที่จำเลยทำขึ้นเป็นเท็จ ส่วนการที่จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าว 2 แห่งใต้ข้อความว่า รับรองรายงานการประชุมถูกต้อง ซึ่งการลงลายมือชื่อแห่งหนึ่งย่อมเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุม ส่วนการลงลายมือชื่ออีกแห่งหนึ่ง แม้น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุม ซึ่งจำเลยไม่อาจเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่การลงลายมือชื่อของผู้เป็นประธานแห่งการประชุมมีผลต่างจากการจัดให้จดบันทึกรายงานการประชุมของกรรมการ โดยการลงลายมือชื่อของประธานที่ประชุมนั้น กฎหมายเพียงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ารายงานการประชุมเป็นหลักฐานอันถูกต้องแห่งข้อความที่ได้จดบันทึกนั้น และสันนิษฐานไว้ก่อนว่าการลงมติและการดำเนินของที่ประชุมอันได้จดบันทึกไว้ได้เป็นไปโดยชอบเท่านั้น จึงไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของประธานที่ประชุมที่ต้องจัดทำหรือรับรองรายงานการประชุม การที่จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมซึ่งแม้เป็นความเท็จ แต่เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อของตนเอง จึงเป็นการลงลายมือชื่อจำเลยว่าเป็นประธานที่ประชุมอันเป็นความเท็จเท่านั้น ไม่เป็นการทำปลอมรายงานการประชุม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการปลอมเอกสารและไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิได้ เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.พ.พ. ม. 1207 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาย ณ.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวศุภรดา เสาร์น้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา หะยีหมัด
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2566
#690879
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตมาแสดงต่อศาล คงมีเพียงรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายโดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการสูญหายของเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ซึ่งตามใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จที่โจทก์นำส่งปรากฏรายการใช้จ่าย ยอดชำระเงิน และจำนวนหนี้คงเหลือในระหว่างเดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เวลาต่อเนื่องกันทุกเดือนเกือบ 6 ปี ลักษณะเป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา และประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความดังกล่าวดังที่บัญญัติในมาตรา 7 ได้ มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้บัตรเครดิตต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 139,925.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี รวมกันเป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,709.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงิน ออกบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรชำระค่าสินค้าและบริการ และธุรกิจอื่นซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกันแก่สมาชิก บริษัท อ. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 บริษัท อ. ทำสัญญาโอนกิจการทั้งหมดให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ผู้รับโอนได้มาซึ่งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ทั้งปวงตลอดจนสิทธิในการชำระหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ โจทก์เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งหนี้แต่จำเลยไม่เคยโต้แย้ง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า คำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยสมัครบัตรเครดิตกับบริษัท อ. ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้พิจารณาอนุมัติออกบัตรเครดิต ให้แก่จำเลย แม้ทางพิจารณาโจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตมาแสดงต่อศาล คงมีเพียงรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย โดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการสูญหายของเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ทางพิจารณาก็ปรากฏว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โดยโจทก์ส่งใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จต่อศาล ปรากฏรายการใช้จ่ายยอดชำระเงิน และจำนวนหนี้คงเหลือระหว่างเดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เป็นเวลาต่อเนื่องกันตลอดทุกเดือนเกือบ 6 ปี ลักษณะเป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา และประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความดังกล่าวดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ได้ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังจำเลย ณ บ้านเลขที่ 16 ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลย และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทักท้วงหนังสือบอกกล่าวนั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยทำสัญญาสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่โจทก์รับโอนกิจการมาจากบริษัท อ. จำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะสมัครบัตรสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. ในช่วงเวลาดังกล่าว นั้น แต่ปรากฏตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จว่า จำเลยมีการใช้บัตรเครดิตมาก่อนเดือนพฤศจิกายน 2557 ดังนั้น จึงเชื่อว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2557 เกิดจากการเรียงคำฟ้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 จำนวน 9,000 บาท และใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 จำนวน 13,801 บาท มีต้นเงินค้างชำระ 120,709.83 บาท มีดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 15,745.60 บาท ค่าธรรมเนียมใช้วงเงินถึงวันฟ้อง 3,149.15 บาท ค่าติดตามทวงถาม 321 บาท การคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมใช้วงเงิน และค่าธรรมเนียมอื่น เป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของบริษัท จ. หรือบริษัท อ. และประกาศของโจทก์ มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 139,925.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี รวมกันเป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,709.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตร ก.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายณัฐพล วชิระประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2566
#691371
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาด ซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วยโดยมิได้เป็นลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินซึ่งหมายถึงราคาทรัพย์จำนองในเวลาที่ผู้รับโอนขอไถ่ถอนจำนอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 736 และมาตรา 738 แต่เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่รับคำเสนอและต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามมาตรา 739 เมื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนองซึ่งมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง และไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้แทน บ. ลูกหนี้ และ จ. ผู้จำนอง จึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น กรณีนี้จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามวงเงินจำนองกับดอกเบี้ยของวงเงินจำนองและค่าอุปกรณ์อื่นตามมาตรา 715 ด้วย เมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระบุว่า จ. จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของ บ. อันเป็นการจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระตามมาตรา 709 ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นทุนขั้นสูงสุด 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี สิทธิจำนองจึงย่อมครอบเพียงต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองเท่านั้น กรณีจึงไม่จำต้องกำหนดราคาอันสมควรกับทรัพย์จำนองพิพาทเพราะไม่เกิดประโยชน์แก่รูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 459,646.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 399,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้สั่งขายทอดตลาดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 3120 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนวน 52,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ออกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์รับเงิน 52,000 บาท กับจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำฟ้องแก่จำเลย มิฉะนั้นขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ตุลาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3120 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิล้ำ 52,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ออกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด ถ้าได้ไม่ถึงล้ำจำนวนให้โจทก์เป็นผู้ออก หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก แต่หากขายทอดตลาดแล้วเหลือเงินสุทธิเท่าใดให้คืนแก่จำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำทรัพย์สินซึ่งจำนอง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3120 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และให้โจทก์ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 739 แล้วนำเงินชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.625 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิล้ำ 52,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ออกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในการขายทอดตลาด และถ้าได้ไม่ถึงล้ำจำนวนให้โจทก์เป็นผู้ออก เงินสุทธิที่เหลือให้คืนมาแก่จำเลย คำขออื่นตามคำฟ้องนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนคำฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับ สำหรับฟ้องแย้งให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ 2,178 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้เถียงแย้งกันว่า นายจิตธง ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3120 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 นายจิตธงจำนองที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของนางบัณฑิตา ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นเงินขั้นสูงสุด 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากนั้นนางบัณฑิตากู้ยืมเงินจากโจทก์ 6 รายการ ดังนี้ (1) วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 70,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.625 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 69,900 บาท ดอกเบี้ย 9,155.22 บาท รวม 79,055.22 บาท (2) วันที่ 2 มีนาคม 2558 จำนวน 120,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 119,900 บาท ดอกเบี้ย 9,103.89 บาท รวม 129,003.89 บาท (3) วันที่ 23 มีนาคม 2558 จำนวน 100,000 บาท กำหนดชำระ 10 งวด งวดแรกภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 80,000 บาท ดอกเบี้ย 21,466.09 บาท รวม 101,466.09 บาท (4) วันที่ 24 สิงหาคม 2558 จำนวน 50,000 บาท กำหนดชำระภายในวันสิ้นเดือนก่อนเดือนที่ได้รับเงินกู้ของปีถัดไป ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 50,000 บาท ดอกเบี้ย 5,637.32 บาท รวม 55,637.32 บาท (5) วันที่ 31 มีนาคม 2559 จำนวน 40,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ย 7,242.19 บาท รวม 47,242.19 บาท (6) วันที่ 10 มีนาคม 2560 จำนวน 40,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี หากผิดนัดคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ยอดหนี้ ณ วันฟ้องเป็นต้นเงิน 40,000 บาท ดอกเบี้ย 7,242.19 บาท รวม 47,242.19 บาท นายจิตธงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7832/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ ระหว่างธนาคาร ท. โจทก์ นางฉวีวรรณ กับพวก จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด โดยประกาศว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างติดจำนองแก่โจทก์ ยอดหนี้ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นเงิน 445,675.25 บาท ราคาประเมินทรัพย์ 145,900 บาท จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยติดจำนองจากการขายทอดตลาดในราคา 30,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2562 หลังจากโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จำเลยมีหนังสือขอทราบยอดหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองมายังโจทก์ ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งระบุยอดหนี้ ณ วันดังกล่าวเป็นต้นเงิน 399,800 บาท ดอกเบี้ย 57,207.69 บาท รวมเป็นเงิน 457,007.69 บาท วันที่ 12 กันยายน 2562 จำเลยมีหนังสือขอไถ่ถอนจำนองในต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไปยังโจทก์ และวันที่ 24 กันยายน 2562 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไม่ยอมรับคำเสนอไปยังจำเลย วันที่ 10 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังนายจิตธงและลูกหนี้เดิมว่าโจทก์ไม่รับข้อเสนอของจำเลยผู้ซื้อทรัพย์แล้วโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นภายในหนึ่งเดือน (วันที่ 11 ตุลาคม 2562) นับแต่วันมีคำเสนอเป็นหนังสือขอไถ่ถอนจำนองจากจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นประกันหนี้แก่โจทก์ไว้ได้เพียงใด เห็นว่า ผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาด ซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วยโดยมิได้เป็นลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน ย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินซึ่งหมายถึงราคาทรัพย์จำนองในเวลาที่ผู้รับโอนขอไถ่ถอนจำนอง ถ้าผู้รับโอนเสนอราคาน้อยกว่าราคาที่แท้จริงแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิบอกปัดไม่รับคำเสนอและต้องฟ้องต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่คำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนวนนั้นโดยเจ้าหนี้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 739 (1) ถึง (3) เพื่อนำเงินมาชำระเจ้าหนี้ตามสัญญาจำนองตามมาตรา 736, 738 และมาตรา 739 เมื่อจำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมีหนังสือเสนอขอไถ่ถอนทรัพย์จำนองในต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไปยังโจทก์ซึ่งอาจน้อยกว่าราคาที่แท้จริงก็ได้ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินจำนวน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยขอไถ่ถอนจำนองนั้น ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์พิพาท โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงมีสิทธิไม่รับข้อเสนอ โดยโจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินตามสัญญาจำนองเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง ทั้งไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้ แทนนางสาวบัณทิตาและนายจิตธง จึงไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น กรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินที่จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย (2) ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ (3) ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง" กล่าวคือ จำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามวงเงินจำนองกับดอกเบี้ยของวงเงินจำนองและค่าอุปกรณ์อื่นตามมาตรา 715 ด้วย เมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระบุว่านายจิตธง จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมของนางบัณฑิตา อันเป็นการจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระตามมาตรา 709 ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหรือเวลาหนึ่งเวลาใดในภายหน้าเป็นต้นทุนขั้นสูงสุด 52,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี สิทธิจำนองจึงย่อมครอบเพียงต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองเท่านั้น กรณีจึงไม่จำต้องกำหนดราคาอันสมควรกับทรัพย์จำนองพิพาทเพราะไม่เกิดประโยชน์แก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นจำนวนเท่าไร เห็นว่าตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเพียงต้นเงิน 52,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งตามสัญญาจำนองกำหนดไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ ดอกเบี้ย..." ดอกเบี้ยย่อมหมายถึงดอกเบี้ยของต้นเงินตามวงเงินจำนองและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ในสัญญาจำนอง โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบถึงการค้างชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.625 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และอัตราร้อยละ 13 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 อันเป็นวันผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินจนถึงวันฟ้องว่ามีจำนวนเท่าใด โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้ง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระต้นเงินและอัตราดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนอง แต่โจทก์ขออัตราดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและต่ำกว่าข้อตกลงในสัญญาจำนอง จึงสมควรกำหนดให้ตามคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนคำฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับ...ต่างจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์พร้อมกำหนดค่าทนายความ...นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุด สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมรวมทั้งค่าทนายความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียม อย่างไรก็ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนของตนโดยสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์และจำเลยได้ การใช้ดุลพินิจสั่งในเรื่องความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 709 ม. 715 ม. 736 ม. 738 ม. 739
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางจรัล ทองสุด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2566
#721451
เปิดฉบับเต็ม

ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเราซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่ ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาสอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณจึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของ ป.อ. ว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 277, 279

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ข. ผู้เสียหาย สัญชาติพม่า เป็นบุตรนาง ต. และนาย น. พักอาศัยอยู่ที่ชุมชนอิสลาม ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี นาง ต. ประกอบอาชีพรับจ้างขายน้ำชาที่ร้านขายน้ำชาและรับจ้างทำความสะอาดบ้านให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 นางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. พาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา วันที่ 9 ตุลาคม 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนาง ต. ต่อศาลชั้นต้น นาง ต. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และเป็นผู้สืบสันดาน ฐานบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีหมายเลขแดงที่ คม.1/2563 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังโดยต้องพิจารณาประกอบพยานอื่นของโจทก์ คำเบิกความของผู้เสียหายไม่มีรายละเอียดและไม่ปรากฏว่าเหตุใดนาย น. บิดาของผู้เสียหายจึงไม่ทราบเรื่อง โจทก์มิได้นำคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความ คำเบิกความของนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เป็นพยานบอกเล่า การตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ปัญหานี้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อวันเดือนปีใดจำไม่ได้แต่ประมาณ 2 ปี แล้ว นาง ต. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปส่งที่รถยนต์ของจำเลย นาง ต. บอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะพาไปซื้อขนม หลังจากนั้นจำเลยได้ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณที่มีต้นไม้แล้วจำเลยให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่ข้างทาง จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายไม่ทำตามคำสั่งของจำเลย ต่อไปจะไม่ให้เงินใช้และจะไม่จ่ายค่าเช่าบ้านให้นาง ต. อีก ในวันเดียวกันนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านผู้เสียหายและบอกนาง ต. ถึงเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา นาง ต. ดุด่าผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายทำตามคำสั่งจำเลย โดยบอกว่าหากผู้เสียหายไม่ยินยอมทำตามความต้องการของจำเลย ผู้เสียหายและนาง ต. จะไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีเงินใช้ และไม่มีเงินที่จะคืนให้แก่จำเลย หลังจากนั้นอีก 2 วัน เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นาง ต. พาผู้เสียหายไปส่งให้จำเลยซึ่งจอดรถยนต์รออยู่ที่บริเวณสุเหร่า แล้วจำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณสถานที่เดิมอีก จำเลยใช้อุปกรณ์สำหรับบังแดดปิดกระจกหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกมองเข้ามาเห็นภายในรถยนต์ แล้วจำเลยถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายและจำเลยออก และปรับเบาะนั่งของผู้เสียหายให้เอนลง จำเลยใช้นิ้วล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้วขับรถพาผู้เสียหายไปส่งให้นาง ต. ซึ่งรออยู่ที่สุเหร่า จำเลยจะขับรถมารับผู้เสียหายและพาไปกระทำชำเราตามสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะเช่นนี้เรื่อยมาสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยใช้รถยนต์สีขาวบ้าง รถยนต์ซึ่งมีสติ๊กเกอร์รูปดอกกุหลาบสีแดงติดไว้ที่หลังรถบ้าง จำเลยยังพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยในขณะที่ภริยาไม่อยู่ จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง จำเลยเคยให้เงินนาง ต. หลายครั้ง ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และวันที่ 13 กันยายน 2562 จำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บริเวณถนนใกล้กับสำนักงาน ย. ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2562 ผู้เสียหายไปร่วมกิจกรรมที่มูลนิธิ ผ. สำนักงาน ย. จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปตามผู้เสียหายให้กลับบ้าน ส่งเสียงเอะอะโวยวายจนนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เห็นผิดสังเกตไม่ยอมให้ผู้เสียหายไปกับจำเลย นางสาว ด. สอบถามผู้เสียหายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่ถูกกระทำชำเรา นางสาว ด. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สอด นาง ต. เบิกความว่า พยานเป็นมารดาของผู้เสียหาย พยานให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดบ้านของจำเลย มิได้ให้ไปให้จำเลยกระทำชำเรา พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน นางสาว ด. เบิกความว่า พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า นอกจากโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย สอดคล้องกันในสาระสำคัญกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ยังมีนาง ต. และนางสาว ด. เบิกความสนับสนุนว่า พยานทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยนาง ต. ให้การว่าเป็นผู้บอกให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราเพื่อแลกกับหนี้ 40,000 บาท ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายที่จำเลยจะให้อีก โดยต่อมาจำเลยออกค่าเช่าบ้านให้นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท นางสาว ด. ให้การว่าผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่ต่าง ๆ และกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดไม่ขัดแย้งหรือมีพิรุธน่าสงสัย ผู้เสียหายยังชี้ภาพของสถานที่เกิดเหตุและรถยนต์ที่จำเลยใช้ขับมารับผู้เสียหาย นาง ต. ชี้รูปของจำเลยว่าเป็นผู้ขอให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่น่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยเพื่อให้รับโทษทางอาญา นาง ต. เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย นางสาว ด. เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความให้ร้ายจำเลย และเรื่องที่นาง ต. ให้การเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้เสียหายบุตรสาวของตน หากไม่เป็นความจริงนาง ต. ไม่น่าจะกล้าให้การต่อพนักงานสอบสวนอันทำให้เสื่อมเสียแก่บุตรของตน ก่อนร้องทุกข์แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายพบร่องรอยฉีกขาดของอวัยวะเพศที่ตำแหน่ง 5 ถึง 9 นาฬิกา ไม่พบอสุจิในและนอกอวัยวะเพศ พบสารคัดหลั่งของผู้ชายในอวัยวะภายนอกและภายในของผู้เสียหาย เมื่อนาง ต. ถูกพนักงานอัยการจังหวัดแม่สอดฟ้องว่าเป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย นาง ต. ให้การรับสารภาพ แสดงว่านาง ต. เป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่เคยขับรถยนต์ไปรับผู้เสียหาย ไม่เคยกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยอายุ 81 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศมิได้กระทำความผิดนั้น คงมีตัวจำเลยเบิกความไม่มีพยานอื่นสนับสนุนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ คำเบิกความของผู้เสียหายมีรายละเอียดและมีพยานอื่นประกอบมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้โจทก์มิได้นำนาย น. บิดาของผู้เสียหายและคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนัก การที่คำเบิกความของนางสาว ด. เป็นพยานบอกเล่า และการตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดังได้วินิจฉัยมา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีความสงสัยดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่านาง ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา ซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่นาง ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาส อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณ จึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของประมวลกฎหมายอาญาว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม), 6 (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง ม. 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 277 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 279 วรรคแรก (เดิม) ม. 279 วรรคสี่ (ใหม่)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 6 (2) วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2566
#691543
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากโจทก์โดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเพื่อเป็นหลักประกัน การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกหลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามหนังสือค้ำประกันไม่มีหลักประกันที่จะเรียกร้องเอาจากธนาคารซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร อ. สาขาเสนา และหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท. สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา หากไม่สามารถคืนได้ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 14,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2556 ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 4,984,375 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 19,484,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 7,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนวัฒน์หรือธนผล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีก 1 คน กระทำการแทน โจทก์เป็นผู้ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างบ้านโครงการบ้านเอื้ออาทร ร. กับการเคหะแห่งชาติในราคา 163,920,000 บาท ต่อมาโจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 รับจ้างช่วงก่อสร้างบ้านโครงการดังกล่าวต่อในราคา 145,000,000 บาท โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามสัญญาเป็นเงิน 14,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะได้รับตามสัญญาเป็นจำนวนร้อยละ 20 ของค่าจ้างทุกงวด (ยกเว้นงวดสุดท้าย) เพื่อชดใช้คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร อ. สาขาเสนา เลขที่ 0420 - 00037/2553 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท มาวางเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา และนำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท. สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา เลขที่ ค.47600006665000 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2553 วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้ามอบแก่โจทก์ ต่อมาได้มีการยกเลิกหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 27 กันยายน 2555 ตามลำดับ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 เบิกไปเป็นเงิน 7,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ยังไม่ได้หักเงินจากค่าจ้างเพื่อหักชำระเป็นค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 เบิกไปจากโจทก์ เนื่องจากโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่จะได้รับจากการเคหะแห่งชาติให้แก่ธนาคาร ก. ไปตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2553 แล้ว สำเนาใบตรวจการก่อสร้างและเบิกจ่ายเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 มีข้อพิรุธ เพราะหากสำเนาใบตรวจการก่อสร้างและเบิกจ่ายครั้งอื่นสูญหายไปเพราะเหตุน้ำท่วมในปี 2554 สำเนาใบตรวจการก่อสร้างและเบิกจ่ายดังกล่าวก็ควรต้องสูญหายไปด้วย เพราะน่าจะอยู่ในแฟ้มเดียวกัน เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันมาวางไว้แก่โจทก์ ทั้งตามคำให้การหน้า 8 ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท. สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าตามสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย ล.9 นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังยืนยันอีกว่า โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 เพียง 7,250,000 บาท ทั้งโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไป 14,500,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากโจทก์เป็นเงิน 7,250,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่โจทก์นั้น โจทก์คงมีแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหลักฐานเป็นสำเนาหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่างานก่อสร้าง ครั้งที่ 2 เอกสารหมาย ล.8 ที่จำเลยที่ 1 ส่งถึงโจทก์ ตามเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 2 ในช่องรายการเบิกจ่าย ข้อ 2 การหัก/ค่าจ้างตามเงื่อนไขสัญญา มีข้อความระบุรายละเอียดของการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าร้อยละ 20 ของงวดงานที่ส่งในครั้งนี้ เป็นเงิน 1,450,000 บาท แม้ตามจำนวนเงินดังกล่าวจะเป็นการคำนวณร้อยละ 20 ของเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ในการขอเบิกเงินค่าก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือขอเบิกเงินค่าก่อสร้าง โดยยินยอมให้โจทก์หักเงินต่าง ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งรวมถึงเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 รับมาก่อนแล้ว จึงเป็นเหตุผลต่อเนื่องให้โจทก์สามารถส่งมอบงานให้แก่การเคหะแห่งชาติ เบิกเงินค่าก่อสร้างและออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีให้แก่การเคหะแห่งชาติตามเอกสารหมาย ล.8 แผ่นที่ 4 นอกจากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังมีสำเนาหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่าก่อสร้าง ครั้งที่ 10 เอกสารหมาย ล.9 ในทำนองเดียวกันกับเอกสารหมาย ล.8 แม้เอกสารนี้แผ่นที่ 3 ในช่องรายการเบิกจ่าย ข้อ 2 การหัก/ค่าจ้างตามเงื่อนไขสัญญานั้น มีการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าเพียงร้อยละ 10 ของงวดงานที่ส่งครั้งนั้น แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์อาจยอมผ่อนผันการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 หรืออาจเป็นไปได้ว่าเพื่อชดเชยการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผิดพลาดไปก่อนหน้านั้นดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นสำเนาเอกสาร แต่หากมีการปลอมแปลงกันจริงดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ก็ไม่น่าจะต้องมีการแก้ไขตัวเลขในเอกสารแต่ละฉบับให้ยุ่งยากขึ้นเช่นนี้ เชื่อว่าเอกสารดังกล่าวคัดสำเนามาจากต้นฉบับและไม่มีพิรุธแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่โจทก์จริง อย่างไรก็ตามในชั้นสืบพยาน จำเลยที่ 3 และที่ 4 คงมีแต่เพียงเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 มาแสดง ทั้ง ๆ ที่เอกสารการขอเบิกเงินค่าจ้างก่อสร้างเป็นเอกสารสำคัญซึ่งจะต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และจำเลยที่ 3 และที่ 4 สามารถสืบค้นหาเอกสารการเบิกเงินได้ไม่ยาก แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านโครงการบ้านเอื้ออาทร ร. ส่วนที่เหลือแล้วเสร็จ แต่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วก็หาได้มีพยานหลักฐานสนับสนุนเช่นนั้นไม่ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าครั้งสุดท้ายตามสำเนาหนังสือขอส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่างานก่อสร้าง ครั้งที่ 10 เอกสารหมาย ล.9 แผ่นที่ 3 และจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าเป็นเงิน 3,945,493.22 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไปนั้น ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 6 มีข้อความระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ผู้รับจ้างจะต้องชดใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าซึ่งยังขาดจำนวนอยู่คืนให้แก่ผู้ว่าจ้างจนครบจำนวนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้ชดใช้จากผู้ว่าจ้าง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างให้ชดใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าซึ่งยังขาดจำนวนอยู่คืนแก่โจทก์แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องคดีนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ฎีกาทำนองว่า นอกจากคดีนี้แล้ว โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่มีต้นฉบับหนังสือค้ำประกันที่จะเรียกร้องให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันคืนแก่โจทก์ ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันตามฟ้องจริง และพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2563 เอกสารที่แนบมาท้ายฎีกา ในข้อนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวในคำแก้ฎีกาทำนองว่าได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีอาญาจริง ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ท.สาขาเทสโก้ โลตัส เสนา วงเงินค้ำประกัน 7,250,000 บาท ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าเป็นเงิน 3,945,493.22 บาท คืนแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกลวงโจทก์เอาไปซึ่งหนังสือค้ำประกันดังกล่าว จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามหนังสือค้ำประกันไม่มีหลักประกันที่จะเรียกร้องเอาจากธนาคารซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกฟ้องจำเลยดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เนื่องจากได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และในกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดหลังจากวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 3,945,493.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มกราคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2566
#690435
เปิดฉบับเต็ม

แม้ได้ความตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 จำเลยทั้งสองวางเงิน 240,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามมูลหนี้เช็คพิพาท ทำให้ความผิดตามเช็คพิพาทฉบับนี้ระงับไปแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 ว่า ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์เกี่ยวกับเงินที่จำเลยทั้งสองวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น โจทก์แถลงว่าจะรับไว้โดยเป็นการเฉลี่ยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทุกฉบับ คำแถลงของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า เงินที่จำเลยทั้งสองชำระนั้นโจทก์มิได้รับไว้เป็นการชำระหนี้เฉพาะเจาะจงตามเช็คพิพาทดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง แต่เป็นการรับไว้เพื่อเฉลี่ยชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องทุกฉบับ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เต็มตามมูลหนี้เช็คพิพาทครบถ้วนแล้ว หนี้ตามเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวจึงมิได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงมิได้เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 516/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 517/2562 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (3) (4)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง และปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 60,000 บาท รวม 4 กระทง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน คงปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 30,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นปรับ 120,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 517/2562 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ข้อเท็จจริงจึงรับเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทรวม 4 ฉบับ จำนวนเงินรวม 25,900,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสี่ฉบับ ให้เหตุผลเช่นเดียวกันว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย อันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามที่โจทก์ฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษายืนให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น คลาดเคลื่อนหรือไม่ เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้น ย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 2 จะฎีกาแทนจำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อมิได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ดังกล่าว โจทก์ขอถอนฟ้องและศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว ซึ่งโจทก์ยื่นคำแก้ฎีการับว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวจริง จึงฟังได้ว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คดีนี้ให้คู่ความฟัง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าก่อนอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยทั้งสองได้แถลงข้อเท็จจริงเรื่องการถอนฟ้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาในส่วนคำขอนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนในเรื่องการนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 ดังนี้ เมื่อได้ความว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว สิทธินำคดีอาญาดังกล่าวมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 กรณีจึงไม่มีคดีอาญาดังกล่าวอยู่ในสารบบความที่ศาลจะพิพากษาให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการสุดท้ายว่า เช็คพิพาทตามฟ้อง สั่งจ่ายเงิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เต็มมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว มูลหนี้เช็คฉบับนี้จึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จึงต้องรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง เห็นว่า แม้ได้ความตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 จำเลยทั้งสองวางเงิน 240,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามมูลหนี้เช็ค ทำให้ความผิดตามเช็คฉบับนี้ระงับไปแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 ว่า ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์เกี่ยวกับเงินที่จำเลยทั้งสองวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น โจทก์แถลงว่าจะรับไว้โดยเป็นการเฉลี่ยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คทุกฉบับ คำแถลงของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าเงินที่จำเลยทั้งสองชำระนั้นโจทก์มิได้รับไว้เป็นการชำระหนี้เฉพาะเจาะจงตามเช็ค ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง แต่เป็นการรับไว้เพื่อเฉลี่ยชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องทุกฉบับ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เต็มตามมูลหนี้เช็คครบถ้วนแล้ว หนี้ตามเช็คฉบับดังกล่าวจึงมิได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงมิได้เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1593/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอก อ.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางนภาอุษา อนุกูล เกิดมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
จาตุรงค์ สรนุวัตร
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2566
#690286
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น มิใช่เป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์แยกฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันเล่นการพนันไพ่ผสมสิบและจำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมกันเล่นการพนันภายในสวนไม่มีเลขที่ ซึ่งเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยกัน ทั้งตามคำบรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมล้อมวงเล่นการพนันไพ่ผสมสิบในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรม หรือมั่วสุม ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เนื่องจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดีเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาให้วินิจฉัยก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) เป็นเงิน 750 บาท และให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น ปรากฏว่าตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นั้น ไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 และสั่งให้จ่ายสินบนนำจับจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.592/2563 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (2) (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคสอง ด้วย) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเล่นการพนันจำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกคนละ 2 เดือน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แต่ละกระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ยกคำขอที่ให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เนื่องจากคดีนี้มิได้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 ฐานร่วมกันเล่นการพนัน 1,500 บาท ฐานร่วมกันทำกิจกรรมหรือมั่วสุมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้แต่ละกระทงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,750 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 5 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 5 จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น มิใช่เป็นการพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์แยกฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันเล่นการพนันไพ่ผสมสิบและจำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมกันเล่นการพนันภายในสวนไม่มีเลขที่ ซึ่งเป็นสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยกัน ทั้งตามคำบรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุมล้อมวงเล่นการพนันไพ่ผสมสิบในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้องจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรม หรือมั่วสุม ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เนื่องจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดีเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาให้วินิจฉัยก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) เป็นเงิน 750 บาท และให้จำเลยที่ 5 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น ปรากฏว่าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นั้น ไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 และสั่งให้จ่ายสินบนนำจับจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (2) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 2 เดือน จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 5 เมื่อรวมกับโทษปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 5 ฟัง ยกคำขอให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 219 ตรี ม. 221 ม. 225
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคสอง ม. 12 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายพงษธร เศรษฐถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณวดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566
#690542
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2560 โดยฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดต่อ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวงมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยกับพวกอันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงชอบแล้ว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้

โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทฺ อ. การที่จำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุนกิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนในไลน์กลุ่มโดยมีเว็บไซต์ประกอบฟังได้ว่า จำเลยแสดงเนื้อหาและข้อมูลต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากพันตำรวจโท ส. ว่า พยานตรวจสอบการมีอยู่ของบริษัท อ. กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัยพบว่าไม่มีชื่อในนิติบุคคลจดทะเบียนไว้ ตามหนังสือตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยจำเลยตอบคำถามค้านโจทก์ว่า อ. จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่นั้น จำเลยไม่ทราบ แสดงว่า บริษัท อ. อาจจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยต้องแจ้งในกลุ่มไลน์ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนการที่จำเลยไม่แจ้งข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้ที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อยแต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและคำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดตัวว่าเป็นบุคคลใด มีลักษณะเป็นการแสดงต่อประชาชนทั่วไปมิได้เจาะจงคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้น ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยจะซื้อหน่วยลงทุนผ่าน ท. และจำเลยสนทนาการซื้อขายหน่วยลงทุนกับ ท. ผ่านไลน์ จำเลยนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ร่วมรวมกับเงินของจำเลยเพื่อซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทเข้าบัญชีของ บ. และ ท. ตามรายการโอนเงิน จำเลยพูดคุยกับ ท. ผ่านไลน์ว่า โอนเงินต่อให้ ร. และจำเลยก็โอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. โดยซื้อหน่วยลงทุนจาก ท. น่าจะเป็นแผนการหลอกลวงโจทก์ร่วมและประชาชนให้หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนตามเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนชักชวนโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทจึงไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ร่วม

จำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคหนึ่งแต่ที่ไม่ระบุมาตรา 83 ไว้ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยมิได้กระทำความผิดโดยลำพัง

การที่โจทก์ร่วมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมได้แจ้งลักษณะแห่งความผิดพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลง และความเสียหายที่ได้รับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในเบื้องต้นให้เห็นว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและโจทก์ร่วมมีความเสียหายเพื่อทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน ส่วนพนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิด โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหลักฐานที่ พนักงานสอบสวนสืบหามาได้เอง หรือที่โจทก์ร่วมหรือผู้ต้องหายื่นต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยานหรือที่บุคคลภายนอกส่งมาให้ โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีเพื่อที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดรวมทั้งความเสียหายที่แท้จริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131 แสดงว่าหลักฐานมิได้ต้องมาจากโจทก์ร่วมเพียงฝ่ายเดียว เมื่อได้ความว่าพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนเบิกความว่าตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วพบมีรายการโอนเงินบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทเป็นเงิน 3,023,352 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนสืบหามาตามอำนาจหน้าที่ ถือว่าการสอบสวนชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 2,711,291 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ว. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน (ที่ถูก ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน) ส่วนข้อหาอื่นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 2,711,291 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายไสวชักชวนโจทก์ร่วมนำเงินมาลงทุนกับบริษัท อ. โจทก์ร่วมนำเงินมาลงทุนกับบริษัทดังกล่าวผ่านทางนายไสวและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายไสว ซึ่งนายไสวแจ้งว่านำเงินลงทุนของโจทก์ร่วมไปให้จำเลย และโจทก์ร่วมได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุนดังกล่าว จากนั้นนายไสวให้โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยโดยตรง โจทก์ร่วมจึงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อนำไปลงทุน ทั้งในนามตัวเองและในนามชื่อของบุคคลอื่นตามคำแนะนำของจำเลย โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยรวม 51 ครั้ง เป็นเงินรวม 3,023,352 บาท จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมไม่ได้รับผลตอบแทนของเงินลงทุนจากบริษัท โดยจำเลยแจ้งโจทก์ร่วมว่า บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการจ่ายผลตอบแทนการลงทุนจาก 24 เดือน เป็น 15 เดือน และเปลี่ยนการจ่ายผลตอบแทนจากเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเหรียญดิจิทัลแทน โจทก์ร่วมรอผลตอบแทนตามที่จำเลยแจ้งแต่ไม่ได้รับ จึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยและนายไสวข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีแก่นายไสว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2560 แต่อย่างใด คงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวง มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยกับพวกอันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงชอบแล้ว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมกับนายไสวรู้จักกันเพราะเคยทำงานอยู่ที่สำนักงานทางหลวงที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 นายไสวส่งข้อความทางเมสเซนเจอร์ชักชวนโจทก์ร่วมให้มาลงทุนกับบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทระดมเงินไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ เช่น ร้านเพชร น้ำมันเครื่องโอดีอาร์ สนามกอล์ฟโอดี ผู้ที่ลงทุนด้วยจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี โดยบริษัทจะจ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเดือนละครั้ง เป็นเวลา 24 เดือน และนายไสวยังส่งข้อมูลการลงทุนรวมทั้งรายได้ที่นายไสวได้รับจากเงินลงทุนกับบริษัทดังกล่าวมาให้โจทก์ร่วมดู โจทก์ร่วมสนใจที่จะลงทุนกับบริษัทจึงติดต่อนายไสวทางโทรศัพท์ นายไสวแจ้งว่าให้โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุน 18,500 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสวแล้วนายไสวจะนำเงินไปลงทุนตามแพ็กเกจที่บริษัทกำหนดและนายไสวให้โจทก์ร่วมส่งข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 โจทก์ร่วมส่งข้อมูลตามที่นายไสวแจ้งและโอนเงิน 37,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสว จากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง มีข้อความส่งมาทางอีเมลแจ้งว่า บริษัทรับโจทก์ร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทพร้อมกับแจ้งรหัสประจำตัวผู้ลงทุนของโจทก์ร่วมและรหัสผ่าน แล้วนายไสวส่งข้อมูลเว็บไซต์ของบริษัทให้โจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเข้าระบบไปตรวจข้อมูลการลงทุนพบว่ามีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ลงทุน จำนวนเงินลงทุน และตารางผลตอบแทน จากนั้นนายไสวส่งสลิปการโอนเงินให้โจทก์ร่วมดูโดยนายไสวได้โอนเงินของโจทก์ร่วมไปให้จำเลย นายไสวแจ้งว่าจำเลยเป็นแม่ทีมที่จะนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนกับบริษัท เพราะผู้ลงทุนไม่สามารถนำเงินไปลงทุนกับบริษัทได้ด้วยตนเอง นอกจากนายไสวเชิญโจทก์ร่วมเข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อโอดีเอฟวีไอมีสมาชิกกลุ่ม 25 คน ซึ่งเป็นผู้ที่นำเงินมาลงทุนกับบริษัท มีจำเลยเป็นผู้ดูแลกลุ่มไลน์ดังกล่าว แล้วจำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุน กิจการที่บริษัทนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ ผลตอบแทนที่จะได้รับ วิธีการลงทุน วิธีการแนะนำชักชวนผู้มาลงทุน รายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำเข้ามาในกลุ่มไลน์ จำเลยใช้ชื่อในไลน์กลุ่มนี้ว่า "ออมod" โดยจำเลยจะเป็นผู้ส่งแพ็กเกจการลงทุนกิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการลงทุน และวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนผ่านในไลน์กลุ่ม และนายไสวยังเชิญโจทก์ร่วมเข้าไลน์กลุ่มชื่อไพรเวทเอฟวีไอ มีสมาชิกกลุ่มที่เป็นผู้ลงทุนกับบริษัทประมาณ 14 คน โดยจำเลยก็เป็นผู้ดูแลไลน์กลุ่มดังกล่าวเช่นกัน จำเลยจะส่งข้อมูลแจ้งให้ผู้ลงทุนชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาลงทุนกับบริษัท ซึ่งผู้ชักชวนจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผู้ที่นำเงินมาลงทุนด้วยตนเองในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินผู้ลงทุนนำเงินมาลงทุนกับบริษัท หากมีการลงทุนกับบริษัทตั้งแต่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐจะได้ของแถมเป็นทองคำ 1 สลึง และจำเลยยังส่งข้อมูลแนะนำการลงทุน แนะนำดูข้อมูลการลงทุนของผู้ลงทุนที่เรียกว่าแพลตฟอร์มผ่านทางไลน์กลุ่มไพรเวทเอฟวีไอด้วย แพ็กเกจการลงทุนจะประกอบด้วยข้อมูลการลงทุนกับการคำนวณผลตอบแทนที่จะได้จากเงินลงทุนกับบริษัท นอกจากนี้มีการประชุมผ่านทางไลน์กลุ่มดังกล่าวด้วย โดยจำเลยเป็นผู้อธิบายรายละเอียดการลงทุนต่าง ๆ ของบริษัท รายได้ของบริษัท และแนะนำวิธีการชักชวนบุคคลอื่นมาลงทุนกับบริษัท จำเลยจะเน้นย้ำการชักชวนบุคคลอื่นมาลงทุน ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุน 76,350 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสวแล้วนายไสวแจ้งว่า โอนเงินลงทุนของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยแล้ว โจทก์ร่วมตรวจข้อมูลการลงทุนของเงิน 76,350 บาท ได้มีการแปลงเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่บริษัทกำหนด ส่วนเงินลงทุนของโจทก์ร่วมในวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 จำนวน 37,000 บาท โจทก์ร่วมได้ผลตอบแทนของเงินลงทุน 70 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,350 บาท วันที่ 20 สิงหาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 37,000 บาท และวันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 74,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายไสว และในวันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ร่วมก็ได้รับผลตอบแทน 140 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 4,500 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมนำเงินดอลลาร์สหรัฐไปแลกเป็นเงินไทยกับนายไสวได้เงิน 4,500 บาท วันที่ 17 ตุลาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุน 18,500 บาท เข้าบัญชีของนายไสวอีก และในวันที่ 6 ธันวาคม 2560 โจทก์ร่วมจะโอนเงินลงทุนไปให้นายไสว แต่นายไสวแนะนำให้โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยโดยตรง เมื่อโจทก์ร่วมติดต่อจำเลย แล้วจำเลยส่งเลขที่บัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยมาให้โจทก์ร่วมทางไลน์กลุ่ม ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 โจทก์ร่วมเริ่มโอนเงินลงทุน 74,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและได้สนทนากันผ่านข้อความทางไลน์กลุ่ม จำเลยได้แนะนำวิธีการลงทุนและผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนให้แก่โจทก์ร่วม จากนั้นโจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยอีกรวม 51 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,023,352 บาท โดยได้รับผลตอบแทนเป็นเงินเพียง 312,061 บาท แล้วไม่ได้รับผลตอบแทนของเงินลงทุนอีกเลย หลักฐานที่โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนจากบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีธนาคารของนายไสวกับจำเลยตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของธนาคาร ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมสอบถามจำเลยถึงผลตอบแทนของเงินลงทุนได้รับแจ้งว่า บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงการจ่ายผลตอบแทนจาก 24 เดือน เหลือ 15 เดือน และเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเหรียญดิจิทัลแทนให้โจทก์รอไปก่อน ประมาณกลางเดือนกันยายน 2561 จำเลยนัดโจทก์ร่วมไปพบที่กรุงเทพมหานคร จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้รอเพราะต่อไปเหรียญดิจิทัลจะมูลค่าสูงและผลตอบแทนจะได้มากขึ้น โจทก์ร่วมรอจนกระทั่งถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ก็ยังไม่ได้ผลตอบแทนของเงินลงทุนจากบริษัท ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 โจทก์ร่วมจึงแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับนายไสว ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีแก่นายไสว และมีนายไสวเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักกับนายทนงศักดิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้างาน นายทนงศักดิ์ ชักชวนพยานให้ร่วมลงทุนกับบริษัท อ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 พยานโอนเงิน 37,000 บาท เข้าบัญชีของนายทนงศักดิ์เพื่อที่จะลงทุนกับบริษัท นายทนงศักดิ์นำพยานเข้ากลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ชื่อกลุ่มซัคเซส มีจำเลยเป็นผู้ดูแลกลุ่ม โดยจำเลยจะส่งข้อมูลการลงทุนของบริษัท ผลตอบแทนที่บริษัทจะมอบให้กับผู้ลงทุนให้กับสมาชิกในกลุ่มไลน์ทราบเป็นระยะ ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเช่นเดียวกับที่นายทนงศักดิ์แนะนำให้กับพยาน ต่อมานายทนงศักดิ์ชักชวนพยานไปสัมมนาการลงทุนกับบริษัทที่กรุงเทพมหานคร พยานพบกับจำเลย ซึ่งจำเลยชักชวนพยานให้ร่วมลงทุนกับบริษัท อ. โดยให้พยานนำบัตรประชาชนของญาติพี่น้องของพยานมาลงทุนกับบริษัท อ. ด้วย พยานจะได้รับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่มีการลงทุน จำเลยเป็นแม่ทีมเป็นผู้ดูแลสมาชิกในกลุ่มที่มีการลงทุน วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 พยานเขียนข้อความผ่านไลน์เข้าไปทักทายโจทก์ร่วมโดยชักชวนโจทก์ร่วมเข้าลงทุนกับบริษัท โจทก์ร่วมสนใจและโอนเข้าบัญชีของพยานเพื่อลงทุนเป็นเงิน 37,000 บาท พยานโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลย ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 จำเลยโอนเงิน 2,380 บาท เข้าบัญชีของพยานเป็นค่าคอมมิชชั่นจากการที่พยานแนะนำโจทก์ร่วมเข้าลงทุนกับบริษัท วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 75,850 บาท เข้าบัญชีของพยาน วันที่ 20 สิงหาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 37,000 บาท วันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 74,000 บาท วันที่ 16 ตุลาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงิน 18,500 บาท โจทก์ร่วมโอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. ผ่านพยานรวม 5 ครั้ง ซึ่งพยานโอนเงินของโจทก์ร่วมที่จะลงทุนเข้าบัญชีของจำเลย กับมีร้อยตำรวจเอกอำนาจ และพันตำรวจโทสิทธิพงษ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยาน โดยร้อยตำรวจเอกอำนาจเบิกความว่า เป็นผู้ทำบันทึกคำให้การชั้นสอบสอบของผู้เสียหายในฐานะผู้กล่าวหาและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายไสวในฐานะพยาน ส่วนพันตำรวจโทสิทธิพงษ์เบิกความว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัย ไม่พบชื่อบริษัท อ. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และเมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วพบมีรายการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยรู้จักโจทก์ร่วมเนื่องจากนายไสวเป็นผู้แนะนำให้โจทก์ร่วมเข้าลงทุนกับบริษัทและเชิญโจทก์ร่วมเข้ากลุ่มซัคเซสด้วย ในกลุ่มซัคเซสจะมีการส่งข้อมูลของบริษัท ในการลงทุนกับบริษัท ผู้ลงทุนสามารถลงทุนกับบริษัทโดยตรงหรือจะลงทุนผ่านผู้แนะนำแล้วแต่จะเลือก แต่ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนมักจะลงทุนโดยโอนเงินผ่านผู้แนะนำ ซึ่งในกรณีของโจทก์ร่วม นายไสวเป็นผู้แนะนำให้โจทก์ร่วมเข้าลงทุน โจทก์ร่วมจะโอนเงินให้นายไสวเพื่อลงทุนกับบริษัท ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นายไสวแจ้งว่า โจทก์ร่วมจะโอนเงินให้นายไสวเพื่อลงทุนกับบริษัท โดยจะโอนเงินลงทุนให้จำเลย หลังจากโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยแล้ว จำเลยก็นำเงินที่โจทก์ร่วมลงโจทก์ร่วมลงทุนในนามของบุคคลที่โจทก์ร่วมใช้ชื่อในการลงทุนแทนไปลงทุนแทนให้ตามที่โจทก์ร่วมแจ้ง โจทก์ร่วมเริ่มลงทุนผ่านจำเลย โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมารวมทั้งหมด 51 ครั้ง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 จำเลยถอนเงินจากธนาคาร ก. 400,000 บาท เพื่อไปซื้อหน่วยลงทุนกับบริษัท จำเลยจึงมีนำหน่วยลงทุนในขณะนั้น 49 lot ต่อมาเมื่อวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม 2560 โจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเป็นเงิน 74,000 บาท และ 37,000 บาท เพื่อซื้อหน่วยลงทุนกับบริษัท จำเลยจึงนำหน่วยลงทุนที่จำเลยซื้อมาก่อนโอนเข้าระบบของโจทก์ร่วม เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากโจทก์ร่วมและนายไสวต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกันจึงมีน้ำหนักให้รับฟังเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ฟังได้ว่า โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัท อ. การที่จำเลยส่งแพ็กเกจการลงทุน กิจการต่าง ๆ ที่บริษัทนำเงินผู้ลงทุนไปลงทุน รวมทั้งผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากบริษัท บอกวิธีการแนะนำชักชวนผู้อื่นมาลงทุนกับบริษัท และรายได้ของผู้ชักชวนหรือแนะนำผู้อื่นลงทุนในไลน์กลุ่ม โดยมีเว็บไซต์ประกอบ ฟังได้ว่า จำเลยแสดงเนื้อหาและข้อมูลต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากพันตำรวจโทสิทธิพงษ์ว่า พยานตรวจสอบการมีอยู่บริษัทบริษัท อ. กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุโขทัยพบว่าไม่มีชื่อในนิติบุคคลจดทะเบียนไว้ โดยจำเลยตอบคำถามค้านโจทก์ว่าบริษัท อ. จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่นั้น จำเลยไม่ทราบ แสดงว่า บริษัท อ. อาจจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ก็ได้ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยต้องแจ้งในกลุ่มไลน์ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน การที่จำเลยไม่แจ้งข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้ที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อยแต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและคำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดตัวว่าเป็นบุคคลใด มีลักษณะเป็นการแสดงต่อประชาชนทั่วไป มิได้เจาะจงคนหนึ่งคนใดเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้น ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยจะซื้อหน่วยลงทุนผ่านนายทินภัทร และจำเลยสนทนาการซื้อขายหน่วยลงทุนกับนายทินภัทรผ่านไลน์ จำเลยนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ร่วมรวมกับเงินของจำเลยเพื่อซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทเข้าบัญชีของนายบัณฑิตและนายทินภัทร จำเลยพูดคุยกับนายทินภัทรผ่านไลน์ว่าโอนเงินต่อให้นางสาววริญญรัศมิ์ และจำเลยก็โอนเงินลงทุนกับบริษัท อ. โดยซื้อหน่วยลงทุนจากนายทินภัทร น่าจะเป็นแผนการหลอกลวงโจทก์ร่วมและประชาชนให้หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนตามเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนชักชวนโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทจึงไม่ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ร่วม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยฟังได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ไม่ระบุมาตรา 83 ไว้ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยมิได้กระทำความผิดโดยลำพัง

ปัญหาต่อไปต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่โจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าการกระทำของจำเลยทำให้ตนเองได้รับความรับเสียหายเป็นเงิน 600,500 บาท ตามบันทึกคำให้การ ซึ่งสอดคล้องกับบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย แต่โจทก์กลับกล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย และเรียกร้องค่าเสียเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจำนวน 3,023,352 บาท โดยพนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนความผิดในจำนวนเงินความเสียหายที่เพิ่มเติมขึ้นดังกล่าวทั้งมิได้แจ้งให้จำเลยทราบจึงถือว่าจำนวนเงินค่าเสียหายที่เพิ่มเติมขึ้นนี้ยังมิได้มีการสอบสวนดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และ มาตรา 134 นั้น เห็นว่า การที่โจกท์ร่วมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมได้แจ้งลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดได้กระทำลง และความเสียหายที่ได้รับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในเบื้องต้นให้เห็นว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและโจทก์ร่วมมีความเสียหายเพื่อทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนส่วนของพนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิด โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวนสืบหามาได้เอง หรือที่โจทก์ร่วมหรือผู้ต้องหายื่นต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยาน หรือที่บุคคลภายนอกส่งมาให้ โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีเพื่อที่รู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดรวมทั้งความเสียหายที่แท้จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 แสดงว่าหลักฐานมีได้ต้องมาจากโจทก์ร่วมเพียงฝ่ายเดียว เมื่อได้ความว่า พันตำรวจโทสิทธิพงษ์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วพบมีรายการโอนเงินบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อลงทุนกับบริษัทเป็นเงิน 3,023,352 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนสืบหาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงถือว่าขั้นตอนการสอบสวนในส่วนนี้ชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ดังนั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341 ม. 343
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 3 ม. 4 ม. 5 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นาย ว.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางภิญรดา ศรีแก้วณวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวีรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ชลิต กฐินะสมิต
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2566
#693442
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอด ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ เพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ชอบแล้ว

การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวันจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 264, 265, 268, 341

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การดังกล่าวและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, (ที่ถูก และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 341) 341 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานปลอมเอกสาร ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารปลอม ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ฐานฉ้อโกง และฐานพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ (ที่ถูก และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 11 ปี 66 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ประเด็นที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอดเนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ลงนามในเอกสารการเรียกเก็บเงินไปยังสำนักงานประกันสังคมทุกครั้ง ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ การที่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 11 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้ประกันตนในวันแรก 5 คน วันที่สอง 1 คน วันที่สาม 3 คน และวันที่สี่ 2 คน รวม 11 คน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 11 กระทง ตามจำนวนผู้ประกันตนที่จำเลยปลอมเอกสารว่ามาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยมีลักษณะเป็นการก่อเหตุหลายครั้งมีเจตนาให้เกิดผลที่แยกกันเป็นครั้ง ๆ ไป การกระทำของจำเลยครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จตามจำนวนผู้ประกันตนที่เป็นผู้มาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วมแล้ว นั้น เห็นว่า แม้จำเลยปลอมเอกสารผู้ประกันตนหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันก็ตาม แต่โดยสภาพแห่งการกระทำความผิดอาจปลอมเอกสารของบุคคลหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันได้ ดังนี้ การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวัน จำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียง 4 กระทงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมข้อต่อไปว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า มูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้เกิดจากคลินิกของโจทก์ร่วมได้ว่าจ้างทันตแพทย์ประจำและทันตแพทย์ชั่วคราวเป็นรายวัน โดยให้เงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของรายได้คลินิกในแต่ละวัน และประกันรายได้ให้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 บาท แต่จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัดไม่ทำหน้าที่บริหารเวลาให้คลินิกของโจทก์ร่วมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท จนโจทก์ร่วมภาคทัณฑ์จำเลยว่า หากมีการทำรายได้ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาทโดยเกิดจากที่จำเลยไม่ยอมใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันนัดหมายกับคนไข้ โจทก์ร่วมจะหักเงินจำเลยวันละ 500 บาท และหากรายได้ของคลินิกต่ำกว่า 6,000 บาท ต่อวัน และรายได้ต่อเดือนของคลินิกต่ำกว่า 1,000,000 บาท จำเลยจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น ทั้งค่าคอมมิชชั่นที่จำเลยจะได้รับเป็นเงินเพียง 24.75 บาท ดังนี้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายเพื่อให้โจทก์ร่วมมีรายได้ในแต่ละวันและแต่ละเดือนตามที่โจทก์ร่วมต้องการ มิใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับจำเลยเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษเป็นการเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงโทษจำคุก ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด ซึ่งต้องบริหารเวลาให้มีคนไข้ไปใช้บริการคลินิกโจทก์ร่วมให้มีรายได้ต่อวันไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันการนัดหมายกับคนไข้ก่อนวันนัด1 วัน หากมีลูกค้ายกเลิกนัด จำเลยต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อนัดหมายลูกค้ารายอื่นเข้าไปใช้บริการแทน แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามที่โจทก์ร่วมมอบหมาย โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ด้านการเงิน จัดทำเวชระเบียน รับบัตรประจำตัวประชาชนของคนไข้ ออกใบเสร็จรับเงินและออกเอกสารแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม ปลอมใบแจ้งค่ารักษารายการรักษาทันตกรรม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน และแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม แล้วนำเอกสารและเอกสารสิทธิที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้เพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการกับเป็นเหตุให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีบอกเลิกบันทึกข้อตกลงการร่วมเป็นสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนกับคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งยังทำให้สำนักงานประกันสังคมและผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมได้รับความเสียหายอีกด้วย กรณีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ฟ.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2566
#686573
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้ผู้รับโอนจะไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้หลอกลวง แต่การที่ ฐ. ได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วม จึงเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ใช่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก ฐ. จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของโจทก์ร่วมให้แก่โจทก์ร่วม หากจำเลยที่ 1 คืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ร่วมไม่ได้ จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 266, 268, 341 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านในส่วนของผู้เสียหายคืนให้แก่ผู้เสียหาย หากดำเนินการไม่ได้ให้ชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวปรียนันท์ ผู้เสียหาย โดยพันตำรวจเอกชนชัย ผู้พิทักษ์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม)) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 1 ปี ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 9 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 15 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากดำเนินการไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,693,440 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,398,388 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,693,480 (ที่ถูก 1,693,440) บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงจำคุก 9 เดือน และฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่กำหนดโทษไว้หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 6 เดือน ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นอันระงับไปเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาก่อน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็ค ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินเป็นการชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอะพาร์ตเมนต์ให้แก่โจทก์ร่วมแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ร่วมโดยหลอกลวงว่าจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ในวันที่ 8 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แล้ว ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันระงับไปด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โจทก์ร่วมแสดงเจตนาโดยระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะถอนคำร้องทุกข์เฉพาะแต่ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานฉ้อโกงด้วย ดังนั้น ไม่ว่าความผิดฐานฉ้อโกงจะเป็นกรรมเดียวกันหรือต่างกรรมกันกับความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนามิให้มีการใช้เงินตามเช็ค ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ โดยยังคงต้องถือว่าโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงอยู่ต่อไปสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ระงับไปด้วยการถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่พิจารณาได้ความเป็นเรื่องของการผิดสัญญาแพ่งเท่านั้นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องของการผิดสัญญาทางแพ่งโดยข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้างนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา กรณีจึงมิใช่เป็นแต่เพียงการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา หากเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างซึ่งเป็นเรื่องของการผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่ฉ้อโกง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปที่ว่าคดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความแล้วนั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาให้รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2559 มิใช่เป็นวันที่ 9 มกราคม 2540 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายอีกเช่นกัน หาใช่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่ หากแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า การที่จำเลยที่ 1 นำแคชเชียร์เช็ค ซึ่งสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมและ/หรือจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 1,550,000 บาท เป็นค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะรู้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่สลักหลังเช็คฉบับดังกล่าวเป็นลายมือปลอม ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายอันจะเป็นความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวไว้ในข้อ 2.2 แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยการพิจารณาและการทำคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยอย่างครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จำเลยที่ 1 นำสืบและฎีกาต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในราคา 9,000,000 บาท อย่างแท้จริง แต่โดยที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวฐิติรัตน์ มีข้อตกลงซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเดียวกันนี้ในราคา 2,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 ซื้อคืนได้ ฉะนั้นเพื่อความสะดวกและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 2 ครั้ง จึงขอให้โจทก์ร่วมจดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวฐิติรัตน์ในราคา 2,000,000 บาท โดยตรง ดังนั้น เงินตามแคชเชียร์เช็ค จำนวน 2,000,000 บาท ที่นางสาวฐิติรัตน์นำมาชำระเป็นค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยระบุชื่อโจทก์ร่วมและ/หรือจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้รับเงิน จึงเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้นำเช็คเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 500,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ร่วมเป็นค่ามัดจำตามสัญญาแล้ว กรณีจึงจะถือว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมให้จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวฐิติรัตน์ ซึ่งโจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นการขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 9,000,000 บาท โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวฐิติรัตน์ อีกทั้งไม่เคยเห็นแคชเชียร์เช็ค ดังนี้ กรณีจึงต้องถือว่าแคชเชียร์เช็คฉบับนี้ นางสาวฐิติรัตน์นำมาชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 โดยตรง มิใช่ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินนำมาเป็นของตนเอง โดยอาศัยลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมในการสลักหลังเช็คยืนยันต่อธนาคาร ย่อมทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้รับเงินตามเช็คที่แท้จริงได้รับความเสียหายแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งต่อไปว่า เมื่อแคชเชียร์เช็คฉบับนี้สั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมและ/หรือจำเลยที่ 2 ฉะนั้น ลำพังจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวเมื่อลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คแล้ว ย่อมส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ ถึงแม้จะปรากฏว่าลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่สลักหลังเช็คเป็นลายมือชื่อปลอมก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามเช็ค ก็ย่อมเป็นผู้มีสิทธิสลักหลังเช็คเพื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ดุจเดียวกับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมสลักหลังเช็ค แล้วจำเลยที่ 1 ยังนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยโจทก์ร่วมไม่รู้เห็นยินยอม ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะได้ลงลายมือชื่อสลักหลังและส่งมอบเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิแสวงหาประโยชน์จากลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะใช้เป็นข้อยืนยันต่อธนาคารว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโอนเช็คจากโจทก์ร่วมด้วยแล้วโดยชอบ เพราะเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง การที่โจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมไปเป็นของนางสาวฐิติรัตน์นั้น เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 9,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมจะได้รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วม 4,500,000 บาท โจทก์ร่วมหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วมจึงไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้หลอกลวงก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า"...และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ..." ดังนั้น การที่นางสาวฐิติรัตน์เป็นผู้ได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วม กรณีจึงเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารสิทธิตามมาตรา 341 หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินจำนวน 1,398,388 บาท จากนางสาวฐิติรัตน์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของโจทก์ร่วมให้แก่โจทก์ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาดังได้วินิจฉัยข้างต้น เนื่องจากข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมิน 3,386,880 บาท ประกอบกับโจทก์ร่วมได้รับเงินมัดจำจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ร่วมได้ จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,193,440 บาท และเมื่อจำเลยที่ 1 จะต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนเงิน 1,398,388 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงิน 1,398,338 บาท แต่ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,193,440 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ป.
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุกิจ เกศณรายณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2566
#690877
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับจำพวกและรายการสินค้าตามที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น และเป็นการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่เป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นนําเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าไปใช้โดยมิชอบ ดังนั้น ขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีจำกัดเฉพาะเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคําว่า HIKARI ที่ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้าสว่านมือสำหรับเจาะเหล็ก กบไสไม้สำหรับไสไม้ให้บางลง เครื่องขัดสำหรับขัดเหล็กให้ผิวเรียบ ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันมิให้จำเลยที่ 11 ใช้เครื่องหมายการค้าคําว่า HIKARI กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้าจักรเย็บผ้า มอเตอร์จักรเย็บผ้า ซึ่งเป็นการใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันและรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับจำพวกและรายการสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 11 ไม่มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ได้ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการประชุมครั้งที่ 7/2560 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 147/2560 และขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการประชุมครั้งที่ 7/2560 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 147/2560 และให้จำเลยที่ 11 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคำว่า HIKARI ทะเบียนเลขที่ ค21592 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า สว่านมือสำหรับเจาะเหล็ก กบไสไม้สำหรับไสไม้ให้บางลง เครื่องขัดสำหรับขัดเหล็กให้ผิวเรียบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 จำเลยที่ 11 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า จักรเย็บผ้า มอเตอร์จักรเย็บผ้า โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 11 ยื่นคำโต้แย้ง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI ของจำเลยที่ 11 กับเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคำว่า HIKARI ของโจทก์ แม้จะมีรูปลักษณะการประดิษฐ์แตกต่างกันอยู่บ้าง และเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกัน แต่ใช้กับสินค้าต่างจำพวกและรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมไม่เกิดขึ้น ประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า มีการใช้ จำหน่าย หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายจนเป็นที่แพร่หลายทั่วไป จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้าน และดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ต่อไป โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้รับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 147/2560 จำเลยที่ 11 ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI แต่เป็นกรรมการบริษัท ก. ซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายสินค้าจักรเย็บผ้าและมอเตอร์จักรเย็บผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI ของบริษัท HIKARI ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับปัญหาว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 ว่า จำเลยที่ 11 มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 825715 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 หรือไม่ เห็นว่า สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในราชอาณาจักรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับจำพวกและรายการสินค้าตามที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น และเป็นการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่เป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าไปใช้โดยมิชอบ ดังนั้น ขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีจำกัดเฉพาะเครื่องหมายการค้ารูปพังงาเรือ และคำว่า HIKARI ที่ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า สว่านมือสำหรับเจาะเหล็ก กบไสไม้สำหรับไสไม้ให้บางลง เครื่องขัดสำหรับขัดเหล็กให้ผิวเรียบ ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันมิให้จำเลยที่ 11 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า HIKARI กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า จักรเย็บผ้า มอเตอร์จักรเย็บผ้า ซึ่งเป็นการใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันและรายการสินค้าไม่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับจำพวกและรายการสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 11 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 11 ไม่มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 825715 ของจำเลยที่ 11 ได้ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และจำเลยที่ 11 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทรงยศ สิริเกียรติกุล
- นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สุวิชา นาควัชระ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2566
#688767
เปิดฉบับเต็ม

ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด 7.26 มม. Russian 1 ปลอก ที่จําเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้ว ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนําสืบให้เห็นว่า จําเลยจะใช้ปลอกกระสุนปืนของกลางไปอัดหรือใช้ประกอบให้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตหรือวัตถุได้ ดังนั้น ปลอกกระสุนปืนของกลางจึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จําเลยมีไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แม้จําเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92, 199, 288, 366/3, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 42, 64 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นาย ศ. ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นบิดานายประเสริฐ ผู้ตายที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการปลงศพ 150,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

นาง ห. ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ดูแล นายอนุชา ผู้ตายที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการปลงศพ 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 200,000 บาท และค่าเสียหายทางจิตใจ 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 288, 366/3, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ประหารชีวิต ฐานซ่อนเร้น ย้าย ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 366/3 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลลงโทษจำเลยให้ประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 12 เดือน ส่วนฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ศาลลงโทษปรับสถานเดียว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 6 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและใช้วัตถุของแข็งทุบผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ทำให้เสียหายเคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่มีเหตุสมควร ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่านางสาวพัชราภรณ์ คนรักของจำเลย บอกว่าผู้ตายทั้งสองร่วมกันข่มขืนนางสาวพัชราภรณ์ จำเลยรู้สึกโกรธจึงใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. ยิงผู้ตายทั้งสอง แต่นางสาวพัชราภรณ์ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ไม่เคยถูกผู้ตายทั้งสองล่วงละเมิดทางเพศ และนางสาวพัชราภรณ์คนรักของจำเลยก็ไม่ได้มาเบิกความในเรื่องนี้ จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโดยไม่มีพยานใดมาสนับสนุนให้รับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นบันดาลโทสะมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด 7.62 มม. RUSSIAN 1 ปลอกที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้ว ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าจำเลยจะใช้ปลอกกระสุนปืนของกลางไปอัดหรือใช้ประกอบให้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ดังนั้น ปลอกกระสุนปืนของกลางจึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ไม่ริบปลอกกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นาย ศ. กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวสุพัชร์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2566
#690883
เปิดฉบับเต็ม

ศาลนำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อชำระหนี้ตามเช็คให้ผู้เสียหายมารับไป และเมื่อผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 300,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหาย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำเลยเป็นจำคุก 2 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุก 4 เดือน วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอรับเงินชดใช้ค่าเสียหายของผู้จัดการมรดกผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายรับเงินได้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของผู้จัดการมรดกผู้เสียหาย และขอรับเงิน 300,000 บาท ที่วางไว้ต่อศาลคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกานำเงินค่าเสียหาย 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้มาวินิจฉัยแล้ว และมีคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งคืนเงิน 300,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีบันทึกหรือพยานหลักฐานใด ๆ ที่เป็นข้อตกลงกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายตกลงด้วยกับการยอมรับเงิน 300,000 บาท แล้วจะถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลย คงมีแต่จำเลยที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นว่ามีข้อตกลงดังกล่าว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายมีข้อตกลงในการถอนคำร้องทุกข์ที่จะทำให้การชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการพ้นวิสัยที่จะต้องคืนแก่จำเลยผู้วางชำระหนี้ แต่การวางเงินของจำเลยดังกล่าวตามพฤติการณ์แล้วสอดคล้องกับการที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษให้แก่จำเลยและเมื่อปรากฏว่าศาลฎีกานำเรื่องการวางเงินชำระหนี้บางส่วนของจำเลยมาพิจารณาประกอบเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลย เท่ากับจำเลยได้รับประโยชน์จากการวางเงิน 300,000 บาท ดังกล่าวแล้ว ซึ่งการวางเงินของจำเลยก็เจตนาเพื่อการชำระหนี้ตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายมารับไป และการที่ผู้จัดการมรดกผู้เสียหายแสดงความประสงค์ขอรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78
ป.พ.พ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายนรินทร์ สันติสากลวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2566
#690537
เปิดฉบับเต็ม

โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมาย มีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว แต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.63/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 7 แต่คดีดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 13, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 8, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 209, 210, 310, 312, 312 ตรี นับโทษจำเลยที่ 5 และที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 916/2561 ของศาลจังหวัดไชยา ริบของกลางทั้งแปดรายการดังกล่าว และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 14,845 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 25,352 บาท และผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 25,352 บาท

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3), 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง, 312 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และฐานร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 13 ปี จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 14,845 บาท ผู้เสียหายที่ 8 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 9 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 15,982 บาท ผู้เสียหายที่ 11 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 12 เป็นเงิน 25,352 บาท ผู้เสียหายที่ 13 เป็นเงิน 25,352 บาท และผู้เสียหายที่ 14 เป็นเงิน 25,352 บาท คำขอให้นับโทษต่อในส่วนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ยก (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานราชการ สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยานน้ำตกกะเปาะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อัตราเงินเดือน 14,300 บาท โดยจำเลยที่ 7 มีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกบัตร แม้จะปรากฏตามฟ้องและเอกสารดังกล่าวว่า จำเลยที่ 7 ปฏิบัติงานประจำวนอุทยานน้ำตกกะเปาะในตำแหน่งคนงานไม่มีอำนาจหน้าที่พิเศษใด แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 13 มกราคม 2547 ออกตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ระบุความหมายของ "พนักงานราชการ" ไว้ในข้อ 3 ว่า หมายถึงบุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการ เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการนั้น โดยตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 11 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ และข้อ 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ส่วนราชการอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับการลา (2) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา (3) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (7) การได้รับรถประจำตำแหน่ง (8) สิทธิอื่น ๆ ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2549 ออกตามความในมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 4 (16) และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 3 กำหนดให้พนักงานราชการซึ่งมีวาระการจ้างไม่น้อยกว่าหนึ่งปีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสิทธิขอออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่นนี้ โดยสภาพการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบและกฎหมายดังที่กล่าวมา จึงมีลักษณะแตกต่างจากลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการจึงมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากแต่เป็นพนักงานของรัฐซึ่งถือว่าเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และพวกกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยที่ 7 จึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 7 มิใช่พนักงานหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเจ็ดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ต่างกระทงกัน และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดฐานร่วมกันเอาคนลงเป็นทาส หรือให้มีฐานะคล้ายทาสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียว เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานค้ามนุษย์ด้วย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 เป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ สำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำไปเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งยี่สิบแปดที่ถูกพาเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น การที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 10 วรรคสาม ให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคสาม, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2) (3), 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง, 210 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง, 312, 312 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับจำเลยที่ 7 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 8 จำคุก 8 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง จำคุก 18 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุก 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมซึ่งกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี คงจำคุก 9 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 13 ปี นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.46/2562 และ คม.47/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 13 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2566
#690285
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องความผิดฐานแจ้งความเท็จ ต้องระบุชัดเจนถึงข้อความเท็จนั้นว่ามีข้อความเป็นอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร คำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาล น. เพื่อขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎรของผู้มีชื่อ แต่ข้อความเท็จนั้นจำเลยแจ้งว่าอย่างไรไม่ปรากฏ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าในการขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎร จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนด้วยว่าข้อความจริงที่จำเลยปกปิดไว้เป็นอย่างไร เหตุใดการปกปิดไว้นั้นจึงถือได้ว่าเป็นการแจ้งข้อความเท็จ

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้หากเหตุผลอันจำเลยอ้างในคำร้องเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อซ้ำอีกครั้งหนึ่งจะเป็นความเท็จ แต่ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยตรง หาได้เกี่ยวข้องหรือกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียใด ๆ ของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จ

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานตาม ป.อ. มาตรา 267 แต่เพียงว่าจำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจดข้อความอันเป็นเท็จใดลงในเอกสารราชการใด ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างไร ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 137, 267, 268, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามานั้น เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวเป็นฟ้องที่สามารถรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องได้หรือไม่ สำหรับความผิดฐานแจ้งความเท็จนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น ในการบรรยายฟ้องของโจทก์จึงต้องระบุให้ชัดเจนถึงข้อความเท็จนั้นว่ามีข้อความเป็นอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร แต่จากคำฟ้องของโจทก์คงบรรยายเพียงว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลนาป่าเพื่อขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎรของผู้มีชื่อ แต่ข้อความเท็จนั้นจำเลยแจ้งว่าอย่างไรไม่ปรากฏ และถึงแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า ในการขอคัดสำเนารายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งตามที่โจทก์ฎีกาต่อสู้ แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนอีกเช่นกันด้วยว่า ข้อความจริงที่จำเลยปกปิดไว้เป็นอย่างไร เหตุใดการปกปิดไว้นั้นจึงถือได้ว่าเป็นการแจ้งข้อความเท็จ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ต้องยกฟ้องตามมาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ส่วนการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี จากการที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 550–551/2560 ของศาลจังหวัดชลบุรีซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยจำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยไปตรวจสอบที่ศาลจังหวัดชลบุรีแล้วไม่พบเอกสารซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามทางการที่จ้างให้แก่จำเลยด้วยการร้องขอให้มีการจับกุมและกักขังผู้มีชื่อดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ เพื่ออาศัยเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่แล้วไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์อันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น แม้หากเหตุผลอันจำเลยอ้างในคำร้องเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อซ้ำอีกครั้งหนึ่งจะเป็นความเท็จ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยกระทำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยตรง หากจะมีความเสียหายเกิดขึ้นก็เพียงเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องมีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารที่ไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีซ้ำอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องหรือกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียใด ๆ ของโจทก์ เนื้อความตามคำร้องที่จำเลยยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี หาได้มีข้อกล่าวหาใด ๆ ที่พาดพิงถึงการทำหน้าที่ของโจทก์ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยดังกล่าว ส่วนข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจะอาศัยเรื่องดังกล่าวกล่าวหาว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่และไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่โจทก์คาดการณ์ล่วงหน้าไปเองแล้ว กรณียังมิใช่เป็นความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของจำเลยอีกด้วย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จในกรณีหลังนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และสำหรับความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 นั้น องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ประการหนึ่งก็คือ ผู้กระทำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่จากข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง โจทก์กล่าวแต่เพียงว่าจำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีหนังสือรายงานต่อศาลเพื่อจับกุมและกักขังผู้มีชื่อ โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยไปตรวจสอบที่ศาลจังหวัดชลบุรีแล้ว ไม่พบเอกสารซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามทางการที่จ้างให้แก่จำเลยด้วยการร้องขอให้มีการจับกุมและกักขังผู้มีชื่อดังกล่าวแล้ว โจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจดข้อความอันเป็นเท็จใดลงในเอกสารราชการใด ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างไร ฟ้องของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ต้องยกฟ้องตามมาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อีกเช่นเดียวกัน ปัญหาเรื่องฟ้องไม่สมบูรณ์และการเป็นผู้เสียหายดังกล่าว ถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกว่าคดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวอรศิริ ลี้ศัตรูพาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566
#690885
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจ ส. ต่อสู้คดี ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและ ส. เป็นทางสาธารณะ พิพากษาให้ ส. รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและห้าม ส. กับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ร่วม คดีถึงที่สุด โดยคดีก่อน ส. กับจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ส. ให้การและเบิกความรับว่า พ. บิดาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินมือเปล่าหลายพันไร่ โดยใส่ชื่อ พ. ส. จำเลย กับบุตรอื่นของ พ. ในเอกสารสิทธิหลายฉบับบางฉบับใส่ชื่อผู้จัดการมรดกของ พ. เยี่ยงนี้ ส. จึงมีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแทน พ. นับแต่วันออกเอกสารสิทธิ เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ ส. และจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของ พ. การที่ ส. ผู้ถูกโจทก์ร่วมฟ้องในคดีเดิมย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนจำเลยและทายาทอื่นของ พ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745, 1356 และ 1359 จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับ ส. และถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 หาใช่บุคคลภายนอกที่ไม่ถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมไม่ เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว จำเลยกระทำละเมิดขึ้นใหม่ กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองในคดีเดิมวินิจฉัยไว้ว่าการกระทำของจำเลยจึงถือเป็นการละเมิดด้วยการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม เมื่อคดีเดิม ส. ฎีกาโดยโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา และต่อมา ส. แถลงขอยุติคดีโดยไม่ต้องการฎีกาต่อไปและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีเดิมจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันแถลงดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลย การที่จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมายโดยยังคงเข้าไปปักเสาปูนและกั้นรั้วลวดหนาม ทั้งศาลชั้นต้นในคดีเดิมมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนเสาปูนและรั้วรวดหนามบางส่วนตามที่คู่ความตกลงกัน จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แก่ใจว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและ ส.เป็นทางสาธารณะ ทั้งประสงค์ให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่โจทก์ร่วมใช้เข้าออกจากที่ดินพิพาทสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจิตใจของวิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปโดยวิสัยและพฤติการณ์เยี่ยงจำเลยพึงรับรู้และคาดหมายได้อย่างแน่แท้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง และเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 เดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเพ็ญจันทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 (เดิม) จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า นางเพ็ญจันทร์ โจทก์ร่วม มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 นางสุภา มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1685 ที่ดินทั้งสองแปลงมีทางสาธารณประโยชน์สายคลองหิน - คลองสี่ตา - สายเวิ้ง คั่นกลาง วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 จำเลยสร้างรั้วลวดหนามขึ้นในที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนางสุภาต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามกับให้ชดใช้ค่าเสียหาย นางสุภามอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทน ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่คู่ความตกลงกัน โดยให้รื้อถอนเสาปูนออก 1 ต้น ตัดรั้วลวดหนามระหว่างเสาปูนออก 2 ช่อง เพื่อให้โจทก์ร่วมนำรถยนต์เข้าออกระหว่างที่ดินพิพาทได้ และทั้งสองฝ่ายจะไม่เข้าไปกระทำการใด ๆ บนที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ร่วมและจำเลยฟัง โดยวินิจฉัยว่า แนวรั้วลวดหนามสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นทางสาธารณะ ให้นางสุภารื้อถอนและชดใช้ค่าเสียหาย พิพากษายืน ตามคดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางสุภายื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นขอยุติคดีไม่ต้องการยื่นฎีกาและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ โดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นฎีกา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้องจำเลยเข้าไปปักเสาปูน 6 เหลี่ยมที่แนวรั้วลวดหนาม

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์ร่วมฟ้องนางสุภาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้ามนางสุภาและบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจนางสุภาต่อสู้คดี ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ พิพากษาให้นางสุภารื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและห้ามนางสุภาและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ร่วมตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 คดีถึงที่สุด นอกจากนี้นางสุภากับจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจนางสุภาให้การและเบิกความนำสืบในคดีดังกล่าวรับว่า นายไพศาล บิดาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินมือเปล่าใช้ปลูกยางพาราประมาณ 2,000 ไร่ โดยใส่ชื่อนายไพศาล นางสุภา จำเลยและบุตรคนอื่นของนายไพศาลไว้ในเอกสารสิทธิหลายฉบับ บางฉบับใส่ชื่อนายเฉลิมชัย และนายเฉลิมพร ผู้จัดการมรดกของนายไพศาล นางสุภาจึงมีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1685 แทนนายไพศาลตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2521 เมื่อนายไพศาลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ดินจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่นางสุภาและจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของนายไพศาล นางสุภาผู้ถูกโจทก์ร่วมฟ้องในคดีเดิมย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนจำเลยและทายาทอื่นของนายไพศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745, 1356 และ 1359 จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับนางสุภาและถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หาใช่บุคคลภายนอกที่ไม่ถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว จำเลยกระทำละเมิดขึ้นใหม่ด้วยการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองในคดีเดิมวินิจฉัยไว้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ จำเลยปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม ย่อมเป็นการละเมิดโจทก์ร่วมฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดอาญาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สึกสำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 ให้โจทก์ร่วมและจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจนางสุภาฟังเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 นางสุภา ฎีกา โดยโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางสุภาแถลงขอยุติคดีไม่ต้องการฎีกาต่อไปและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีเดิมจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมาย โดยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้อง จำเลยเข้าไปปักเสาปูน 6 เหลี่ยมที่แนวรั้วลวดหนาม ซึ่งหากพิจารณาภาพถ่าย แผ่นที่ 1 เป็นแนวรั้วลวดหนามพิพาทในคดีเดิมที่โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนางสุภาต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 2060/2557 ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามบางส่วนตามที่คู่ความตกลงกัน สำหรับภาพถ่าย แผ่นที่ 2 เป็นภาพเสาปูน 6 เหลี่ยมที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องและจำเลยรับว่าจำเลยปักขึ้นใหม่เป็นข้อพิพาทคดีนี้ จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แก่ใจว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีเดิมวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ ทั้งประสงค์ให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่โจทก์ร่วมใช้เข้าออกจากที่ดินพิพาทสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจิตใจของวิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปโดยวิสัยและพฤติการณ์เยี่ยงจำเลยพึงรับรู้และคาดหมายได้อย่างแน่แท้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลย 1 ปี นั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ความประพฤติทั่วไปไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง มีภาระครอบครัว ธุรกิจ และลูกจ้างในกิจการที่ต้องรับผิดชอบดูแล เหตุที่จำเลยกระทำไปอาจเป็นเพราะหลงยึดติดในความเชื่อผิด ๆ ว่าที่พิพาทเป็นของบิดา สมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้ จักเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมมากกว่าจำคุกไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 5 ปี คุมความประพฤติจำเลย 5 ปี นับแต่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ตลอดเวลาที่คุมประพฤติ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใด ๆ บนทางสาธารณประโยชน์เส้นทางสายคลองหิน - คลองสี่ตา - สายเวิ้ง ในลักษณะเป็นการปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ร่วมไปสู่ทางสาธารณประโยชน์และประชาชนทั่วไปที่จะใช้ทางดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 362 (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 1356 ม. 1359 ม. 1745
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
โจทก์ร่วม — นาง พ.
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายเอกราช สมัครไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2566
#690539
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาในทางแพ่ง ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในอันที่จะต้องนำมาผูกพันให้รับฟังว่าการกระทำของ บ. กับพวกเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาในคดีอาญา และคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวหาใช่คำพิพากษาที่เกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลอันจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (1) วันที่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นวันที่โจทก์ถูก บ. กับพวกลักรถยนต์ไป อันเป็นวันวินาศภัย โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (4) แม้อนุญาโตตุลาการจะพิจารณาแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท แต่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยังไม่เป็นที่สุด เพราะคำชี้ขาดได้ถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในเวลาต่อมา ซึ่งกระบวนการระงับข้อพิพาทควรจะย้อนกลับเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย การที่วันที่ 20 มีนาคม 2562 อนุญาโตตุลาการปฏิเสธที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใหม่ตามคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าอำนาจของอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทเพราะเหตุที่คดีไม่อยู่ในอำนาจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/18 กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำสั่ง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 เป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,218,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 780,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์จากธนาคาร ก. และเอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวกับจำเลย ระยะเวลาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2557 สิ้นสุดวันที่ 22 สิงหาคม 2558 ตกลงจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เป็นเงิน 780,000 บาท โดยกรณีรถยนต์สูญหายนั้น จำเลยจะรับผิดหากความสูญหายเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ เว้นแต่ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ขายเงินดาวน์และส่งมอบรถยนต์ที่เอาประกันภัยให้แก่นายกลยุทธ ซึ่งเป็นญาติกัน แล้วประมาณเดือนตุลาคม 2557 นายกลยุทธมอบต่อให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เพื่อใช้ในกิจการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. อ้างว่านำไปให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเช่าเพื่อให้บุคลากรใช้ในโครงการ ซึ่งเป็นความเท็จ โดยนายกลยุทธได้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่าเรื่อยมาถึงเดือนพฤษภาคม 2558 จึงไม่ได้รับค่าตอบแทนอีก และไม่สามารถติดตามรถยนต์คืนมาได้ วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 นายกลยุทธและเจ้าของรถยนต์คันอื่นได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่นายบัญชา ซึ่งอ้างตัวเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับนายเฉลิมเกียรติ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมายื่นฟ้องบุคคลทั้งสองในข้อหาความผิดดังกล่าวต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา แต่ระหว่างพิจารณาคดีนายบัญชาหลบหนี ส่วนนายเฉลิมเกียรติให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 3509/2558 ว่านายเฉลิมเกียรติมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ให้ลงโทษจำคุก กับให้นายเฉลิมเกียรติคืนรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 910,805 บาท แก่นายกลยุทธ โจทก์ทวงถามให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์จึงยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท โดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่วันที่ 9 ตุลาคม 2561 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และวันที่ 20 มีนาคม 2562 อนุญาโตตุลาการปฏิเสธที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใหม่ตามคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าอำนาจของอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดไปแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดจากถูกนายบัญชากับพวกใช้อุบายลักเอาไป อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง ทั้งคดีที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาลงโทษนายเฉลิมเกียรติ ก็เป็นการดำเนินคดีเฉพาะแก่นายเฉลิมเกียรติและพิพากษาคดีไปตามคำรับสารภาพของนายเฉลิมเกียรติโดยไม่ได้สืบพยานหลักฐานใด ไม่อาจนำมารับฟังได้ว่ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อันจะเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยนั้น โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า มูลเหตุคดีสืบเนื่องมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยนายอนุชา หุ้นส่วนผู้จัดการ ได้ป่าวประกาศว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมีโครงการวางท่อก๊าซที่จังหวัดนครราชสีมา และต้องการเช่ารถยนต์เพื่อให้บุคลากรใช้ในโครงการจำนวนมาก แต่หลังจากนายกลยุทธ และบรรดาผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแล้ว พนักงานสอบสวนได้ตัวนายบัญชาและนายเฉลิมเกียรติมาดำเนินคดี ทางสอบสวนกลับได้ความว่านายบัญชาได้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนโดยนำภาพถ่ายของนายบัญชามาติดในบัตรประจำตัวประชาชนของนายอนุชาเพื่อแสดงว่าตนเองคือนายอนุชาตามข้อมูลที่ระบุในบัตรประจำตัวประชาชนนั้น แล้วดำเนินการป่าวประกาศในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ดังกล่าว โดยนายอนุชาไม่ทราบเรื่อง เมื่อได้รถยนต์จากผู้หลงเชื่อตามที่ป่าวประกาศ ซึ่งรวมรถยนต์คันที่เอาประกันภัยด้วย นายบัญชากับพวกจ่ายค่าตอบแทนการเช่าใช้รถยนต์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด ก่อนที่จะเอารถยนต์ดังกล่าวไปโดยบรรดาผู้เสียหายไม่สามารถติดตามหารถยนต์กลับคืนมาได้ โดยจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา และเห็นว่า พฤติการณ์ของนายบัญชากับพวกดังที่กล่าวมาแสดงให้เห็นการวางแผนและตระเตรียมการมาเป็นขั้นเป็นตอน ด้วยเจตนาทุจริตที่จะเอารถยนต์ของบรรดาผู้เสียหายมาแต่ต้นแล้ว การป่าวประกาศอ้างถึงโครงการวางท่อก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและความต้องการรถยนต์เพื่อใช้ในโครงการซึ่งไม่มีอยู่จริง ล้วนแต่เป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผล คือการเอารถยนต์ของบรรดาผู้เสียหายไปโดยทุจริตตามเจตนาและแผนการที่วางไว้แต่ต้น แม้นายกลยุทธผู้ครอบครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยแทนโจทก์ในขณะนั้นจะมอบรถยนต์ให้นายบัญชากับพวกก็เป็นเพียงเจตนามอบการครอบครองให้ชั่วระยะเวลาที่ตกลงกัน ไม่ได้เจตนามอบกรรมสิทธิ์ให้ด้วย ที่รถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายจึงเกิดจากถูกนายบัญชากับพวกแย่งกรรมสิทธิ์ไปโดยไม่ชอบตามแผนการที่วางไว้นั่นเอง การกระทำของนายบัญชากับพวกจึงเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคหนึ่ง (เดิม), 83 ส่วนข้อที่ว่า มีการดำเนินคดีแก่นายเฉลิมเกียรติพวกของนายบัญชา และศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาว่านายเฉลิมเกียรติมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน นั้น ก็เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีดังกล่าวและคำรับสารภาพของนายเฉลิมเกียรติโดยไม่มีการสืบพยานหลักฐานเพื่อให้เห็นพฤติการณ์ของคดีโดยละเอียด และข้อเท็จจริงที่ศาลในคดีก่อนรับฟังว่านายเฉลิมเกียรติกับพวกใช้อุบายหลอกลวงและได้ไปซึ่งรถยนต์จากบรรดาผู้เสียหายแล้วนำไปแสวงหาประโยชน์โดยทุจริต ที่แม้จะไม่ถึงกับได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังเช่นการลักทรัพย์ ก็อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงได้ อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งคดีนี้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาในทางแพ่ง ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในอันที่จะต้องนำมาผูกพันให้รับฟังว่าการกระทำของนายบัญชากับพวกดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นความผิดฐานฉ้อโกงด้วย และคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครราชสีมาดังกล่าวหาใช่คำพิพากษาที่เกี่ยวด้วยฐานะของบุคคลอันจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ส่วนที่จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดว่า ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ระบุว่า การใช้รถยนต์เป็นการใช้ส่วนบุคคลไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า แต่โจทก์กลับนำออกให้ผู้อื่นเช่าอันเป็นการผิดเงื่อนไขข้อตกลง ทั้งรถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดจากการลักทรัพย์โดยนายบัญชากับพวกซึ่งเป็นผู้เช่า อันเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ ข้อ 5. นั้น ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วได้ความว่า การที่นายบัญชากับพวกป่าวประกาศเรื่องการเช่ารถยนต์เป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรดาผู้เสียหายมอบการครอบครองรถยนต์ไว้ให้ก่อนที่จะร่วมกันลักเอารถยนต์ไปตามแผนการที่วางไว้ โดยไม่ได้มีเจตนาเช่ารถยนต์จริงแต่อย่างใด ทั้งความเสียหายที่โจทก์ได้รับก็ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยผิดเงื่อนไข กรณีจึงไม่ได้เป็นดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุในสัญญา เป็นเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุในสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5. แต่ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อใด จึงให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนปัญหาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ นั้น จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แต่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า แม้นายบัญชากับพวกจะได้รับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2557 แต่ก็ไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว เพราะยังมีการชำระค่าตอบแทนที่อ้างว่าเป็นค่าเช่าเรื่อยมาถึงเดือนพฤษภาคม 2558 ต่อมาเมื่อไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่สามารถติดตามรถยนต์คืนมาได้ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 นายกลยุทธ และเจ้าของรถยนต์คันอื่นจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ย่อมถือได้ว่าวันที่ร้องทุกข์เป็นวันที่โจทก์ถูกนายบัญชากับพวกลักรถยนต์ไปอันเป็นวันวินาศภัย โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (4) แม้อนุญาโตตุลาการจะพิจารณาแล้วชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาท แต่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยังไม่เป็นที่สุด เพราะคำชี้ขาดได้ถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาลแพ่งในเวลาต่อมา ซึ่งกระบวนการระงับข้อพิพาทควรจะย้อนกลับเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย การที่วันที่ 20 มีนาคม 2562 อนุญาโตตุลาการปฏิเสธที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใหม่ตามคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าอำนาจของอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทเพราะเหตุที่คดีไม่อยู่ในอำนาจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/18 กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำสั่ง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 เป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882 วรรคหนึ่ง ม. 193/14 ม. 193/17 วรรคสอง ม. 193/18
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพิญดา เลิศกิตติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายคมกฤช เทียนทัด
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2566
#690540
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ทำการตรวจอัลตราซาวด์ให้แก่โจทก์เป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่งอันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีแพทย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล มาเบิกความประกอบการให้ถ้อยคำในชั้นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการแพทยสภาเกี่ยวกับการแบ่งประเภทผู้ป่วยที่จะเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยเหลือตนเองได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังระหว่างการตรวจ หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงที่มีไม้กั้นของหอผู้ป่วยในระหว่างการตรวจ และมีนักรังสีการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยขณะทำการตรวจทุกราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถปฏิบัติตัวระหว่างการตรวจตามที่รังสีแพทย์สั่งได้ เช่น การพลิกตะแคงตัว หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงตรวจไฟฟ้าของหน่วยงานซึ่งออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถปรับความสูงต่ำของเตียงได้ (ไม่มีที่กั้นเตียง) เพื่อความสะดวกของแพทย์ในการตรวจ เห็นได้ชัดว่าการแบ่งแยกประเภทผู้ป่วยเป็นเวชปฏิบัติทั่วไปขั้นพื้นฐานเพื่อคัดแยกผู้ป่วยให้เหมาะสมแก่การตรวจและรักษา ลักษณะเป็นข้อมูลวิชาการไม่เอนเอียงเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ล. นักรังสีการแพทย์พยานจำเลยทั้งสองอีกปากเบิกความว่า มาตรฐานการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องตรวจอัลตราซาวด์ของโรงพยาบาล จ. จะจัดวางเหมือนกันทุกห้องตามหลักการจัดวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการตรวจห้องตรวจจะมีลักษณะแยกเดี่ยว 4 ห้อง ภายในห้องตรวจมีเครื่องอัลตราซาวด์และเตียงตรวจ มีผ้าม่านกั้น เตียงตรวจมีขนาดกว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร มีทั้งแบบที่มีและไม่มีที่กั้นเตียง เตียงที่มีที่กั้นจะใช้แก่ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยตนเองไม่ได้ การจัดวางเตียงไม่ชิดผนังเพื่อความสะดวกของผู้ช่วยระหว่างการตรวจซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับในโรงพยาบาลเอกชนที่พยานทำงานนอกเวลา ในวันเกิดเหตุ พยานเรียกโจทก์เข้าห้องตรวจหมายเลข 2 ก่อนเข้าห้องพยานสอบถามโจทก์ว่าเดินได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าเดินได้นิดหน่อย พยานจึงเข็นรถโจทก์ไปใกล้เตียงตรวจเพื่อให้โจทก์ลุกเดินไปยังเตียง จากนั้นพยานและบุตรโจทก์ช่วยกันพยุงโจทก็ให้ลุกขึ้นยืนและขยับตัวไปนั่งแล้วให้นอนหงายบนเตียงนำผ้าห่มมาคลุมตัวเพื่อเตรียมทำการตรวจบริเวณช่องท้อง แล้วพยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 มาตรวจโจทก์ ต่อมาพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนเรียก พบโจทก์อยู่ข้างเตียงในลักษณะกึ่งหงายกึ่งนั่ง พยานจึงไปขยับเตียงและเครื่องมือแพทย์ออก แล้วพยุงตัวโจทก์ให้นั่งพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น ส่วนเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าไปในห้องตรวจ พบโจทก์นอนอยู่บนเตียงเพื่อรอการอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 2 ทำการตรวจวินิจฉัยในท่านอนหงาย พบว่าการถ่ายภาพไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีลมในลำไส้บังและติดชายโครงด้านขวา ตามมาตรฐานท่าที่ใช้ตรวจมีทั้งท่านอนหงายและท่านอนตะแคง จำเลยที่ 2 สอบถามโจทก์ว่าสามารถนอนตะแคงด้วยตนเองได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าทำได้ จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์นอนตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายยกทางด้านขวาขึ้น โดยจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ทางด้านขวาของโจทก์ตรงหน้าเครื่องตรวจอัลตราซาวด์ จังหวะที่โจทก์กำลังจะนอนตะแคงเกิดพลัดตกเตียง ไหล่และเข่าซ้ายกระแทกพื้น ศีรษะไม่กระแทก รู้สึกตัวดี จำเลยที่ 2 รีบเข้าไปประเมินอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นพร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ โจทก์มีบาดแผลถลอกหนังเปิดที่เข่าซ้าย 4 เซนติเมตร และเจ็บไหล่ซ้าย แต่สามารถขยับได้ หายใจปกติ ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ จึงทำแผลเบื้องต้นพร้อมสั่งเอกซเรย์กระดูกเชิงกราน สะโพกทั้งสองข้าง กระดูกเข่าซ้ายไหล่ซ้าย และปอด พบว่าไม่มีการแตกหักจึงส่งโจทก์ไปแผนกอุบัติเหตุเพื่อเย็บแผลและให้ยาปฏิชีวนะโดยมีจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนี้ การนัดหมายโจทก์มาทำการตรวจอัลตราซาวด์ในวันเกิดเหตุ โจทก์เป็นเพียงผู้ป่วยนอก ญ. บุตรโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์สามารถช่วยเหลือตนเองและเดินได้ตามปกติไม่ต้องมีใครช่วยดูแล โจทก์จึงจัดอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 กล่าวคือ โจทก์รู้สึกตัวดี สามารถช่วยเหลือตนเองลุกขึ้นเดินไปนั่งและนอนรอจำเลยที่ 2 บนเตียงเพื่อรับการตรวจได้ แม้โจทก์จะต้องนั่งรถเข็นมายังห้องตรวจก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีน้ำหนักตัวมาก เมื่อพิจารณาสภาพห้องที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย ขนาดความกว้าง ยาวและสูงของเตียง ตลอดจนวิธีการจัดวางไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐบาลอื่น ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 2 เข้ามาภายในห้องตรวจ โจทก์ขึ้นไปนอนรออยู่บนเตียงแล้ว ไม่มีอาการอื่นใดบ่งชี้ในเวลานั้นที่แสดงให้จำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำการตรวจภาพถ่ายไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจน จึงสอบถามโจทก์ว่าสามารถพลิกตะแคงตัวไปด้านซ้ายเพื่อถ่ายภาพใหม่ได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าได้ ดังที่ปรากฎในบันทึกคำให้การของโจทก์ต่อพนักงานสอบสวน หากโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็น่าจะต้องแจ้งจำเลยที่ 2 เสียตั้งแต่ในขณะนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกคำให้การดังกล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ถือหัวตรวจอัลตราซาวด์ไว้ในมือและต้องเพ่งมองจอภาพเครื่องดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ข้างหัวเตียงด้านขวาของโจทก์ เมื่อโจทก์พลิกตะแคงตัวตามที่จำเลยที่ 2 บอก แม้เตียงมีขนาดกว้างเพียง 60 เซนติเมตร แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐานบุคคลทั่วไปในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ถึงขนาดที่โจทก์จะพลัดตกจากเตียง เพราะการนอนตะแคงตัวใช้พื้นที่ไม่มาก อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรสอบถามโจทก์ก่อนหน้านั้นแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 มิใช่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย 3,639,086 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,404,995 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวกาญจนา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งและนำสืบรับกันฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์มีอายุ 82 ปี น้ำหนัก 90 กิโลกรัม มีอาการป่วยหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ ไตเสื่อมเรื้อรัง โจทก์รับการตรวจรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 1 แพทย์นัดโจทก์ตรวจอัลตราซาวด์เส้นโลหิตของไตบริเวณช่องท้อง เกิดเหตุวันที่ 9 มีนาคม 2560 ขณะโจทก์นอนอยู่บนเตียงตรวจ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจอัลตราซาวด์ ขอให้โจทก์พลิกตัวไปทางด้านซ้าย แต่ปรากฏว่าโจทก์พลัดตกจากเตียงได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าต้องเย็บแผล โจทก์พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2560 ระหว่างรักษาตัวโจทก์มีอาการวูบ ปอดบวมติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ภายหลังออกจากโรงพยาบาลโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกโจทก์แจ้งความดำเนินคดีในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำการตรวจอัลตราซาวด์ให้แก่โจทก์เป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างหนึ่ง อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีนายกวิรัช แพทย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล จ. ด้านความเสี่ยง มาเบิกความประกอบการให้ถ้อยคำในชั้นการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการแพทยสภา เกี่ยวกับการแบ่งประเภทผู้ป่วยที่จะเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังระหว่างการตรวจ หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงที่มีไม้กั้นของหอผู้ป่วยในระหว่างการตรวจ และมีนักรังสีการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยขณะทำการตรวจทุกราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถปฏิบัติตัวระหว่างการตรวจตามที่รังสีแพทย์สั่งได้ เช่น การพลิกตะแคงตัว หน่วยอัลตราซาวด์จะใช้เตียงตรวจไฟฟ้าของหน่วยงานซึ่งออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถปรับความสูงต่ำของเตียงได้ (ไม่มีที่กั้นเตียง) เพื่อความสะดวกของแพทย์ในการตรวจ เห็นได้ชัดว่าการแบ่งแยกประเภทผู้ป่วยเป็นเวชปฏิบัติทั่วไปขั้นพื้นฐานเพื่อคัดแยกกลุ่มผู้ป่วยให้เหมาะสมแก่การตรวจและรักษา ลักษณะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ไม่เอนเอียงเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นางสาวลิขิตรา นักรังสีการแพทย์ พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความว่า มาตรฐานการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องตรวจอัลตราซาวด์ของโรงพยาบาล จ. จะจัดวางเหมือนกันทุกห้องตามหลักการจัดวางอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการตรวจ ห้องตรวจมีลักษณะแยกเดี่ยว 4 ห้อง ภายในห้องตรวจมีเครื่องอัลตราซาวด์และเตียงตรวจ มีผ้าม่านกั้น เตียงตรวจมีขนาดกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร มีทั้งแบบที่มีและไม่มีที่กั้นเตียง เตียงที่มีที่กั้นจะใช้แก่ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวช่วยตนเองไม่ได้ การจัดวางเตียงไม่ชิดผนังเพื่อความสะดวกของผู้ช่วยระหว่างการตรวจซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับในโรงพยาบาลเอกชนที่พยานทำงานนอกเวลา ในวันเกิดเหตุ พยานเรียกโจทก์เข้าห้องตรวจหมายเลข 2 ก่อนเข้าห้องพยานสอบถามโจทก์ว่าเดินได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าเดินได้นิดหน่อย พยานจึงเข็นรถโจทก์ไปใกล้เตียงตรวจเพื่อให้โจทก์ลุกเดินไปยังเตียง จากนั้นพยานและบุตรโจทก์ช่วยกันพยุงโจทก์ให้ลุกขึ้นยืนและขยับตัวไปนั่งแล้วให้นอนหงายบนเตียงนำผ้าห่มมาคลุมตัวเพื่อเตรียมทำการตรวจบริเวณช่องท้อง แล้วพยานแจ้งให้จำเลยที่ 2 มาตรวจโจทก์ ต่อมาพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 ตะโกนเรียก พบโจทก์อยู่ข้างเตียงในลักษณะกึ่งหงายกึ่งนั่ง พยานจึงไปขยับเตียงและเครื่องมือแพทย์ออก แล้วพยุงตัวโจทก์ให้นั่งพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น ส่วนเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เข้าไปในห้องตรวจ พบโจทก์นอนอยู่บนเตียงเพื่อรอการอัลตราซาวด์ จำเลยที่ 2 ทำการตรวจวินิจฉัยในท่านอนหงาย พบว่าการถ่ายภาพไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีลมในลำไส้บังและติดชายโครงด้านขวา ตามมาตรฐานท่าที่ใช้ตรวจมีทั้งท่านอนหงายและนอนตะแคง จำเลยที่ 2 สอบถามโจทก์ว่าสามารถนอนตะแคงด้วยตนเองได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าทำได้ จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์นอนตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายยกทางด้านขวาขึ้น โดยจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ทางด้านขวาของโจทก์ตรงหน้าเครื่องตรวจอัลตราซาวด์ จังหวะที่โจทก์กำลังจะนอนตะแคงเกิดพลัดตกเตียง ไหล่และเข่าซ้ายกระแทกพื้น ศีรษะไม่กระแทก รู้สึกตัวดี จำเลยที่ 2 รีบเข้าไปประเมินอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นพร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ โจทก์มีบาดแผลถลอกหนังเปิดที่เข่าซ้าย 4 เซนติเมตร และเจ็บไหล่ซ้าย แต่สามารถขยับได้ หายใจปกติ ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ จึงทำแผลเบื้องต้นพร้อมสั่งเอกซเรย์กระดูกเชิงกราน สะโพกทั้งสองข้าง กระดูกเข่าซ้าย ไหล่ซ้าย และปอด พบว่าไม่มีการแตกหักจึงส่งโจทก์ไปแผนกอุบัติเหตุเพื่อเย็บแผลและให้ยาปฏิชีวนะโดยมีจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนี้ การนัดหมายโจทก์มาทำการตรวจอัลตราซาวด์ในวันเกิดเหตุ โจทก์เป็นเพียงผู้ป่วยนอก นางสาวกาญจนา บุตรโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์สามารถช่วยเหลือตนเองและเดินได้ตามปกติ ไม่ต้องมีใครมาคอยช่วยดูแล โจทก์จึงจัดอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 กล่าวคือ โจทก์รู้สึกตัวดี สามารถช่วยเหลือตนเองลุกขึ้นเดินไปนั่งและนอนรอจำเลยที่ 2 บนเตียงเพื่อรับการตรวจได้ แม้โจทก์จะต้องนั่งรถเข็นมายังห้องตรวจก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีน้ำหนักตัวมาก เมื่อพิจารณาสภาพห้องที่เกิดเหตุ ขนาดความกว้าง ยาวและสูงของเตียง ตลอดจนวิธีการจัดวางไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลของรัฐอื่น ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 2 เข้ามาภายในห้องตรวจ โจทก์ขึ้นไปนอนรออยู่บนเตียงแล้ว ไม่มีอาการอื่นใดบ่งชี้ในเวลานั้นที่แสดงให้จำเลยที่ 2 เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำการตรวจภาพถ่ายไตด้านขวาของโจทก์ไม่ชัดเจน จึงสอบถามโจทก์ว่าสามารถพลิกตะแคงตัวไปทางด้านซ้ายเพื่อถ่ายภาพใหม่ได้หรือไม่ โจทก์ตอบว่าได้ ดังที่ปรากฏในบันทึกคำให้การของโจทก์ต่อพนักงานสอบสวน หากโจทก์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็น่าจะต้องแจ้งจำเลยที่ 2 เสียตั้งแต่ในขณะนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกคำให้การดังกล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ถือหัวตรวจอัลตราซาวด์ไว้ในมือและต้องเพ่งมองจอภาพเครื่องดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ข้างหัวเตียงด้านขวาของโจทก์ เมื่อโจทก์พลิกตะแคงตัวตามที่จำเลยที่ 2 บอก แม้เตียงมีขนาดกว้างเพียง 60 เซนติเมตร แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐาน บุคคลทั่วไปในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ถึงขนาดที่โจทก์จะพลัดตกจากเตียง เพราะการนอนตะแคงตัวใช้พื้นที่ไม่มาก อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรสอบถามโจทก์ก่อนหน้านั้นแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มิใช่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยต่อไปว่า การขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 2 ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่โจทก์ตอบรับว่าโจทก์สามารถตะแคงตัวได้ และโจทก์มิได้ระมัดระวังตัวความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเห็นสมควรตกเป็นพับแก่โจทก์ แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 420
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก. โดยนางสาว ญ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — สภากาชาดไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทรงพล กาญจนสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 160/2566
#690280
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ภายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558) จึงไม่จำต้องรับผิดในหนี้ที่ประกันเกินราคาที่ดินจำนองในเวลาบังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 727/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญาค้ำประกันว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับ (ใช้บังคับวันที่ 15 กรกฎาคม 2558) ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงยังคงใช้บังคับได้ และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แม้ข้อสัญญาดังกล่าวจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองเนื่องจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 (ที่แก้ไขใหม่) ไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์จึงชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 141,089,506.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,446,521.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49970 ถึง 49972 และ 137030 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรทะเบียนเลขที่ 52–323–606–0163 ถึง 52–323–606–0174 เลขที่ 53–323–606–0086 ถึง 53–323–606–0088 และเลขที่ 53–323–606–0090 ถึง 53–323–606–0096 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 8 และที่ 9 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 135,030,881.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 120,446,521.08 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสิบไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 49970 ถึง 49972 และ 137030 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักรทะเบียนเลขที่ 52–323–606–0163 ถึง 52–323–606–0174 เลขที่ 53–323–606–0086 ถึง 53–323–606–0088 และเลขที่ 53–323–606–0090 ถึง 53–323–606–0096 รวม 22 เครื่อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากมีการบังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นกรรมการ ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ มีจำเลยที่ 6 เป็นกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากโจทก์ 4 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 30,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีอีก 5,000,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 35,000,000 บาท ประเภทที่สอง สัญญากู้เงิน 20,000,000 บาท ประเภทที่สาม สัญญากู้เงิน 30,000,000 บาท และประเภทที่สี่ สัญญากู้เงินระยะสั้นวงเงิน 25,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินกู้ระยะสั้นอีก 17,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 42,000,000 บาท โดยในการเบิกเงินกู้ จำเลยที่ 1 ทำคำขอเบิกเงินกู้และออกตั๋วสัญญาใช้เงินสั่งจ่ายเงินให้ไว้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับแต่ละครั้ง และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 105,000,000 บาท โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 2 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้ไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 5,000,000 บาท และหนี้ตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้เงินระยะสั้นในวงเงิน 17,000,000 บาท วันที่ 30 ตุลาคม 2557 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 49970 ถึง 49972 และ 137030 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันในวงเงิน 105,000,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบถ้วน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองเครื่องจักร ทะเบียนเลขที่ 52–323–606–0163 ถึง 52–323–606–0174 เลขที่ 53–323–606–0086 ถึง 53–323–606–0088 และเลขที่ 53–323–606–0090 ถึง 53–323–606–0096 เป็นประกันในวงเงิน 16,620,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบถ้วน วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 6 และที่ 7 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันในวงเงิน 22,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155351 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 จำเลยที่ 4 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 จำเลยที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 และจำเลยที่ 10 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2559 จำเลยทั้งสิบทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในหนี้ทั้งสี่ประเภทกับโจทก์ และวันที่ 21 เมษายน 2560 จำเลยทั้งสิบทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์อีกครั้ง ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสิบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยผู้ค้ำประกันและจำเลยผู้จำนองร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและที่แก้ไขใหม่หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยที่ 6 และที่ 7 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 22,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155351 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 4 และที่ 9 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยที่ 10 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งทำให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 10 ในฐานะผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดในหนี้ที่ประกันนั้นเกินราคาที่ดินที่จำนองในเวลาบังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 727/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงยังคงใช้บังคับได้ และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แม้ข้อสัญญาดังกล่าวจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนอง ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ไม่ได้บัญญัติถึงการใช้บังคับมาตรา 681/1 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 727/1 (ที่แก้ไขใหม่) ไว้เป็นอย่างอื่น ฉะนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังคงมีความผูกพัน ในอันที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า หากมีการบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์อีก นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินตามฟ้องในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ทำไว้กับโจทก์ จะกำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่หนี้ตามสัญญาจำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ผู้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีและสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ร่วมรับผิดชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และหากมีการบังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 155350 ถึง 155352 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับที่ดินโฉนดเลขที่ 5008 และ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681/1 ม. 727/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสิทธิชัย จิรวิวัฒน์วนิช
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา