คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ป. จำกัด เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้าน พ. ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 655/2534 ออกให้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 ต่อมาในปีเดียวกันบริษัทฯ ได้ก่อสร้างรั้วกำแพงล้อมรอบโครงการหมู่บ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 บริษัทฯ ทำบันทึกข้อตกลงโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทรอบหมู่บ้านให้นาย ร. และ นาง ช. โจทก์ทั้งสองในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการสาธารณสุข การคมนาคม การจราจร ความปลอดภัยของผู้ซื้อบ้านในโครงการ เนื่องจากนาย ร. โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทฯ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินบางส่วน รวมถึงที่ดินบริเวณที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ด้วยให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินในส่วนดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางที่ผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้าน พ. ใช้เป็นทางเข้า – ออก สู่ถนนพิบูลย์สงครามซึ่งเป็นถนนสาธารณะสายหลัก ด้านนอกรั้วกำแพงหมู่บ้านดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 และเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 โดยที่ดินของผู้ร้องมีรั้วกำแพงพิพาทปิดกั้นทางเข้า - ออก สู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 3331 ซึ่งบริษัทฯ ได้แบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ต่อมา ผู้ร้องมีหนังสือขอให้เทศบาลนครนนทบุรีรื้อถอนรั้วกำแพงที่ปิดกั้นเพื่อเปิดเป็นทางเข้า – ออก สู่ทางสาธารณะ และยื่นขออนุญาตรื้อถอนอาคารจากนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ซึ่งนายกเทศมนตรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 มาตรา 22 ได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนรั้วกำแพงเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 จากนั้นผู้ร้องได้ทำการรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทในส่วนที่กั้นที่ดินของผู้ร้องกับพวกตามใบอนุญาตดังกล่าว ในส่วนปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กพิพาทนั้น ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า การโอนกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กให้แก่นาย ร. และนาง ช. เกิดขึ้นก่อนการแบ่งหักที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 เป็นทางสาธารณประโยชน์ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3331 ที่รั้วกำแพงตั้งอยู่ รั้วกำแพงพิพาทจึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ร. และนาง ช. การที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีออกใบอนุญาตรื้อถอนอาคารเลขที่ 424/2555 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2555 อนุญาตให้ผู้ร้องรื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทจึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อผู้ร้องได้รื้อถอนรั้วกำแพงพิพาทตามใบอนุญาตดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อนาย ร. และนาง ช. โจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำละเมิดต่อนาย อ. ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประธานหมู่บ้าน พ. ที่รั้วกำแพงดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 จึงพิพากษาให้เทศบาลนครนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะหน่วยงานที่นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีสังกัดอยู่ต้องรับผิดต่อนายอุดมในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้ออกใบอนุญาตให้รื้อถอนอาคารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 แต่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้ร้อง) ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รั้วกำแพงพิพาทและการกระทำที่มีการทุบทำลายรั้วกำแพงพิพาทเป็นการกระทำละเมิดนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้ร้องกับพวกก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้ยกฟ้องผู้ร้อง เนื่องจากจะมีผลขัดแย้งกันในส่วนความรับผิดของผู้ร้องว่าผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีของศาลฎีกาและเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในคดีของศาลปกครองสูงสุดในมูลความเรื่องเดียวกันนั้น จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้ก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทหรือชดใช้ค่าเสียหาย หรือจะให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ยกฟ้องผู้ร้อง เมื่อคดีนี้ ผู้ร้องเป็นเอกชนซึ่งไม่อาจถูกฟ้องว่ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันต่อศาลปกครองได้ กรณีจึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน
จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ระหว่าง นาย ร. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ กับผู้ร้อง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ในส่วนที่พิพากษาให้ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนที่ถูกทุบทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 ระหว่าง นาย อ. ผู้ฟ้องคดี นางสาว ร. ที่ 1 กับพวกรวม 82 คน ผู้ร้องสอด กับ นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (ผู้ร้อง) และให้บังคับผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562
โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า มิใช่เป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่การค้า ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เอกสารหมาย จ.5 ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดสิทธิการเช่าว่า ผู้ซื้อได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอง (ถ้ามี) มิได้ระบุว่าผู้ซื้อสิทธิการเช่าได้จะต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ทั้งตามสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาว เอกสารหมาย จ.2 และสัญญาได้มาซึ่งสิทธิการเช่าระยะยาว (10 ปี) เอกสารหมาย จ.4 ก็มิได้ระบุให้ผู้รับโอนสิทธิการเช่าในกรณีการซื้อสิทธิการเช่าจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าเดิมไปด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (ถ้ามี) ที่ระบุหมายเหตุการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มิได้มีความหมายถึงภาระหนี้ค้างชำระบริการของ อ. แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประมูลซื้อสิทธิการเช่าได้ โจทก์จึงไม่จำต้องรับโอนภาระหนี้ค้างชำระค่าบริการของ อ. ที่มีอยู่ก่อนวันที่จดทะเบียนรับโอนสิทธิการเช่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าพื้นที่การค้าระยะยาวและสัญญาให้บริการในพื้นที่การค้าที่เช่า จำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่การค้าที่เช่าดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ บริษัท ศ. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลสุนทรภู่ ที่ ๑ นายอำเภอเมืองแกลง ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๓๒ โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากบริษัท ม. และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแนวรั้วเดิมที่มีแนวเขตด้านทิศใต้จดชายทะเลตลอดมา ภายหลังโจทก์ทราบว่าหลักปูนที่แสดงแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ไม่ถึงแนวที่จดทะเล โดยอยู่ห่างจากแนวชายทะเลจุดที่น้ำขึ้นสูงสุดประมาณ ๘ เมตร และไม่อยู่ในแนวเดียวกับที่ดินแปลงข้างเคียงอื่น ๆ โจทก์เห็นว่าสาเหตุมาจากการออกโฉนดที่ดินที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่เต็มพื้นที่ที่ครอบครอง และโจทก์พบว่าบันทึกข้อความของสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดินติดชายทะเลซึ่งเป็นที่ดินแปลงข้างเคียงกับโจทก์ ระบุว่า เมื่อเจ้าของที่ดินที่ติดทะเลขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ปกครองท้องที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ได้ขอให้เจ้าของที่ดินกันเขตทะเลไว้ ๑๕ วา ตามนโยบายของจังหวัดที่จะตัดถนนเลียบบริเวณทะเลไปตามแนวชายฝั่งทะเล ถือเป็นการละเมิดสิทธิและทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ติดชายทะเลดังกล่าว เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง เพื่อขอให้ตรวจสอบแก้ไข เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตโดยนัดหมายโจทก์และหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ข้างเคียงมานำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตด้านทิศใต้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการให้โจทก์และจำเลยทั้งสามดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๙ ทวิ แล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามถอนคำคัดค้าน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสามให้การสรุปได้ว่า โจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ชายทะเล อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินนอกหลักเขตโฉนดได้ การที่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ และระเบียบกรมเจ้าท่า ว่าด้วยการระวังชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ลงนามรับรองแนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่แนวเขตที่ดินชายทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จําเลยทั้งสองและโจทก์ต่างมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกิจการต่อกัน ย่อมมีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจําเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จําเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินําเช็คพิพาทที่ออกล่วงหน้าเพื่อชําระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จําเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องเทศบาลตำบลโคกปีบ ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ที่ 2 กรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีการรังวัดรุกล้ำทับทางสาธารณประโยชน์ที่คั่นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 1075 ของมารดาผู้ฟ้องคดี และที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอด ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและผู้ร้องสอดร่วมกันรังวัดทางสาธารณประโยชน์ ที่คั่นกลางที่ดินของผู้ฟ้องคดีกับของผู้ร้องสอดให้มีความกว้าง 7.50 เมตร ตลอดแนว และให้เพิกถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ของผู้ร้องสอดบางส่วนให้กลับเป็นทางสาธารณประโยชน์ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการออกโฉนดที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ผู้ร้องสอดให้การว่า ก่อนออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ผู้ขอได้มีการรังวัดกันแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ไว้แล้ว และผู้ร้องสอดก่อกำแพงแนวรั้วติดกับที่สาธารณะตามแนวเขตที่ได้รังวัดกันแนวเขต ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1215 ซึ่งออกให้แก่เอกชน โดยมีผู้ร้องสอดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน แม้จะยังมิได้ส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานก็ตาม การที่ ร. โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาให้เจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้นำเงินสินบนมาที่บ้านเกิดเหตุหลังจากความผิดสำเร็จแล้ว จึงมิใช่เป็นการร่วมกระทำความผิดกับ ร. ในลักษณะของตัวการ ทั้งมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มาถึง ก็ถูกร้อยตำรวจเอก ธ. กับพวกจับกุมทันทีโดยไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับร้อยตำรวจเอก ธ. หรือ ร. ถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะบ่งชี้ว่าได้ร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเงินสินบนมามอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ด้วยการปล่อยตัว ร. และ ก. และมิให้ยึดรถกระบะ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแยกได้ต่างหากจากการกระทำความผิดของ ร. ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างไปจากคำฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับ ร. ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานแล้ว เพราะการกระทำนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันกระทำหรือต่างกระทำความผิดเพียงลำพัง จำเลยแต่ละคนก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณาดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ 1 บริษัท อ. จำกัด ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 การประปานครหลวง ที่ 4 จำเลย ว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ปรับปรุงถนน โดยจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ก่อสร้างถนนคอนกรีต วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยไม่ได้รังวัดหรือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบและรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนถนน แนวท่อประปา เสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภครุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ปรับปรุงถนน วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคโดยอ้างว่ากระทำลงบนที่ดินสาธารณะนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระทำลงบนที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หรือเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคของจำเลยทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 แล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสี่มีอำนาจก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก วางท่อประปา ปักเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ จังหวัดพังงา ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ ๒ เป็นนายทหารประทวนประจำการ จึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนโดยมิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับกลุ่มชายไทยไม่แน่ชัดว่าเป็นทหารหรือพลเรือนปะปนกันประมาณ ๑-๒ คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่เหมืองเขาวังปลา ๑ และ ๒ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอันเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย โดยข่มขู่พนักงานของโจทก์และไล่ให้พนักงานโจทก์ออกจากพื้นที่ ซึ่งภายในพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพย์สินของโจทก์เก็บรักษาไว้และบ้านพักคนงานโจทก์ อันเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คำร้องของผู้ร้องมีประเด็นต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันและเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลหรือไม่ เมื่อประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากันในที่ดินพิพาท การที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีชื่อตาม น.ส. ๓ แล้วศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทเพราะมีรูปที่ดินตรงกัน ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองโดยมิได้วินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งยกเลิกคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิคนละส่วน และไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง
แม้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ๖ แปลง และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) ซึ่งออกทับซ้อนกับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และได้ออกโฉนดที่ดินเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายและได้จัดที่ดินโดยการออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐-๑ ก.) ให้แก่เกษตรกรโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ – 0๑ ก.) มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม (ส.ป.ก. นครพนม) มีอำนาจในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า ว. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นธนารักษ์พื้นที่สระบุรี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว - เสาไห้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ เป็นกรมที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เป็นกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินของโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๔ บริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวา คลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดให้การทำนองเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินไว้แล้วตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของกระทรวงคลัง และกรมชลประทานได้มีหนังสือรับรองการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่สามารถดำเนินการเวนคืนที่ดินและจ่ายค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ส่วนผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งยังไม่อาจหาข้อยุติกันได้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๓๗๓๔๖ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี รวมทั้งคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดร่วมกันปรับพื้นที่ดินบริเวณที่ถูกขุดเป็นคลองส่งน้ำสาย ๑ ซ้าย ๑ ขวาคลองเพรียว (คลองชลประทาน) ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการเวนคืนที่ดินและร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าทดแทนที่ดินหรือค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ นายอำเภอชุมพวง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนตูม ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ชดใช้ค่าเสียหายกับให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้ามีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบห้าเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม