คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2552
#501990
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 609 บัญญัติว่า "การรับขนของหรือคนโดยสารในหน้าที่ของกรมการรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม... ท่านให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้นๆ" ส่วน พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 50 บัญญัติว่า "ข้อที่กรมรถไฟแผ่นดินจะต้องรับผิดชอบในการที่ผู้โดยสารต้องบาดเจ็บเสียหายก็ดี ฤๅว่าครุภาระ ห่อวัตถุ ฤๅสินค้า ซึ่งรับบรรทุกนั้นแตกหักสูญหายก็ดี... ท่านให้ใช้บังคับตามพระราชกำหนดกฎหมายส่วนแพ่งว่าด้วยการบรรทุกส่ง เว้นไว้แต่จะต้องด้วยบทมาตราดังกล่าวต่อไปในพระราชบัญญัตินี้ จึงให้บทมาตรานั้นๆ บังคับ" มาตรา 51 บัญญัติว่า "กรมรถไฟแผ่นดินไม่ต้องรับผิดชอบในการที่ครุภาระ ห่อวัตถุ ฤๅสินค้าที่บรรทุกส่งไปฤๅมอบฝากไว้กับรถไฟนั้นแตกหักบุบสลาย...เว้นไว้แต่พนักงานรถไฟจะได้รับของนั้นลงบัญชีประกันและได้ออกใบรับให้ไปเป็นสำคัญ" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้คุ้มครองแก่จำเลยเฉพาะความรับผิดทางสัญญาไม่รวมถึงกรณีละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด จำเลยจะยกกฎหมายดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้าก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 570,263.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 548,836.75 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 570,263.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 548,836.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 พนักงานของจำเลยขับรถไฟลากจูงรถพ่วงบรรทุกตู้สินค้าที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งจำนวน 22 ตู้ จากลานบรรจุสินค้าลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อขบวนรถไปแล่นถึงบริเวณสถานีรถไฟหัวตะเข้ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เกิดเหตุรถพ่วง 1 คันที่บรรทุกตู้บรรจุสินค้าหมายเลข อีเอ็มซียู 2431318 ตกราง อันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่มิได้ซ่อมบำรุงรางรถไฟให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงและม้วนกระดาษพิมพ์เขียนที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหาย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียนเกิดจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวตกรางหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียนไม่ได้เกิดจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวตกราง แต่ความเสียหายอาจเกิดก่อนที่จะมีการส่งมอบตู้บรรจุสินค้าให้แก่จำเลย เพราะตู้บรรจุสินค้าไม่ได้ตกจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้ามากระแทกพื้นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีนายบรรพต ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ลานบรรจุสินค้าโดยมีพนักงานของจำเลยมาร่วมตรวจสอบสินค้าที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าเป็นกระดาษพิมพ์เขียนซึ่งบริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด เป็นผู้บรรจุไว้ในตู้บรรจุสินค้าเรียบร้อยแล้ว การที่รถไฟตกรางทำให้ตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวเลื่อนไหลไปกระแทกกับตู้บรรจุสินค้าที่อยู่ด้านหน้าเป็นเหตุให้ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนบุบเสียรูปทรง มีรอยขีดข่วน ไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ และโจกท์ยังมีนายกิตติโชติ พนักงานตรวจสอบสภาพสินค้าของบริษัทอินดิเพ็นเด๊นท์มารีนคอนซัลแท็นส์แอนด์เซอร์เวเยอร์ จำกัด ซึ่งร่วมสำรวจความเสียหายกับตัวแทนฝ่ายจำเลยและตัวแทนเจ้าของสินค้าเบิกความยืนยันว่า ม้วนกระดาษที่ขนส่งไปได้รับความเสียหายทุกม้วน เนื่องจากได้รับการกระแทก ซึ่งฝ่ายจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างความข้อนี้ คงกล่าวอ้างลอยๆ ว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียน อาจเกิดก่อนที่จะมีการส่งมอบให้แก่จำเลย แต่จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยเชื่อว่า เหตุที่รถพ่วงบรรทุกตู้สินค้าตกรางทำให้ตู้บรรจุสินค้าเลื่อนไหลไปกระแทกกับตู้บรรจุสินค้าที่อยู่ด้านหน้าอันเป็นผลให้ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงฟังได้ว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียนเกิดจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวตกราง จำเลยเป็นผู้ประมาทเลินเล่อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้ตู้บรรจุสินค้าไม่ได้ตกจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้ามากระแทกพื้นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไม่

ส่วนปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายเรื่องค่าเสียหาย จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้า ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย และค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริงนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 บัญญัติว่า "การรับขนหรือคนโดยสารในหน้าที่ของกรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม... ท่านให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้นๆ" ส่วนพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 50 บัญญัติว่า "ข้อที่กรมรถไฟแผ่นดินจะต้องรับผิดชอบในการที่ผู้โดยสารต้องบาดเจ็บเสียหายก็ดี ฤๅว่าครุภาระ ห่อวัตถุ ฤๅสินค้า ซึ่งรับบรรทุกนั้นแตกหักสูญหายก็ดี... ท่านให้ใช้บังคับตามพระราชกำหนดกฎหมายส่วนแพ่งว่าด้วยการบรรทุกส่ง เว้นไว้แต่จะต้องด้วยบทมาตราดังกล่าวต่อไปในพระราชบัญญัตินี้ จึงให้ใช้บทมาตรานั้นๆ บังคับ" มาตรา 51 บัญญัติว่า "กรมรถไฟแผ่นดินไม่ต้องรับผิดชอบในการที่ครุภาระห่อวัตถุ ฤๅสินค้าที่บรรทุกส่งไป ฤๅมอบฝากไว้กับรถไฟนั้นแตกหักบุบสลาย...เว้นไว้แต่พนักงานรถไฟจะได้รับของนั้นลงบัญชีประกันและได้ออกใบรับให้ไปเป็นสำคัญ" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้ความคุ้มครองแก่จำเลยเฉพาะควมรับผิดทางสัญญาไม่รวมถึงกรณีละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด จำเลยจะยกกฎหมายดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้าก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ และโจทก์นำสืบได้ว่า ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนได้รับความเสียหาย บุบเสียรูปทรง มีรอยขีดข่วน ไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้โจทก์ได้ชำระค่าม้วนกระดาษพิมพ์เขียนดังกล่าวให้แก่บริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทยจำกัด เจ้าของสินค้าไป 920,000 บาท แล้วรับเอาสินค้าดังกล่าวออกประมูลขายซากสินค้าได้เงิน 371,163.75 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนที่ขาดอีก 548,836.75 บาท ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างความข้อนี้แต่ประการใด คงกล่าวอ้างลอยๆ ว่า สินค้าดังกล่าวน่าจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน จึงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 548,836.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 570,263.94 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 14,257.50 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 27,977.50 บาทเกินมา 13,720 โดยศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนแก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาจำนวน 13,720 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 609
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์เทอร์มินัล
(ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2552
#503042
เปิดฉบับเต็ม

รถพ่วงบรรทุกตู้สินค้าตกรางทำให้ตู้บรรจุสินค้าเลื่อนไหลไปกระแทกกับตู้บรรจุสินค้าที่อยู่ด้านหน้าอันเป็นผลให้ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนของโจทก์ที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าได้รับความเสียหาย เกิดจากการรถไฟแห่งประเทศไทยจำเลยเป็นผู้ประมาทเลินเล่อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้ตู้บรรจุสินค้าไม่ได้ตกจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้ามากระแทกพื้น ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 บัญญัติว่า "การรับขนของหรือคนโดยสารในหน้าที่ของกรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม... ท่านให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้นๆ" แต่พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 50 และมาตรา 51 ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยเฉพาะความรับผิดทางสัญญาไม่รวมถึงกรณีละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด จำเลยจะยกกฎหมายดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้าไว้กับจำเลย โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โจทก์ได้มอบให้จำเลยขนส่งตู้บรรจุสินค้า 22 ตู้ ของบริษัทเอเวอร์กรีน มารีน คอร์ปอเรชั่น (ไต้หวัน) จำกัด โดยรถไฟของจำเลยจากลานบรรจุสินค้าลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี แต่จำเลยปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ซ่อมบำรุงหรือตรวจสภาพรางรถไฟให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี อันเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยจนเป็นเหตุให้พนักงานผู้ควบคุมขบวนรถไฟของจำเลย ซึ่งขับรถไฟด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเกินกว่าที่รางรถไฟจะรับน้ำหนักและความเร็วของขบวนรถได้ เป็นเหตุให้ตู้บรรจุสินค้าหมายเลข อีเอ็มซียู 2431318 ที่บรรทุกอยู่บนขบวนรถไฟเลื่อนไหลตกรางกระแทกพื้น ทำให้ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนซึ่งเก็บอยู่ภายในตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายจากแรงอัดกระแทกไม่สามารถส่งไปจำหน่ายต่างประเทศได้ หลังเกิดเหตุ โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่เจ้าของสินค้าไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 เป็นเงิน 920,000 บาท และรับเอาซากสินค้านำออกประมูลขายได้เงิน 371,163.25 บาท ต้องเสียหายเป็นเงิน 548,836.75 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2542 เป็นต้นไป โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,427.19 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 570,263.94 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 570,263.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 548,836.75 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่อาจรับช่วงสิทธิในความเสียหายที่เกิดขึ้น รถตู้สินค้าตกรางคันเดียวอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความประมาทเลินเล่อของจำเลย ทั้งตู้บรรจุสินค้าหมายเลข อีเอ็มซียู 2431318 หาได้ตกจากรถตู้สินค้าแต่อย่างใดไม่ ความเสียหายของสินค้าอาจเกิดจากการขนส่งทางรถยนต์ก่อนแล้ว โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้า ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 และพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 570,263.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 548,836.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 พนักงานของจำเลยขับรถไฟลากจูงรถพ่วงบรรทุกรถตู้สินค้าที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งจำนวน 22 ตู้ จากลานบรรจุสินค้าลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อขบวนรถไฟแล่นถึงบริเวณสถานีรถไฟหัวตะเข้ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เกิดเหตุรถพ่วง 1 คัน ที่บรรทุกตู้บรรจุสินค้าหมายเลข อีเอ็มซียู 2431318 ตกราง อันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่มิได้ซ่อมบำรุงรางรถไฟให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง และม้วนกระดาษพิมพ์เขียนที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหาย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียนเกิดจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวตกรางหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียนไม่ได้เกิดจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวตกราง แต่ความเสียหายอาจเกิดก่อนที่จะมีการส่งมอบตู้บรรจุสินค้าให้แก่จำเลย เพราะตู้บรรจุสินค้าไม่ได้ตกจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้ามากระแทกพื้นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีนายบรรพต ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ลานบรรจุสินค้าโดยมีพนักงานของจำเลยมาร่วมตรวจสอบ สินค้าที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าเป็นกระดาษพิมพ์เขียนซึ่งบริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด เป็นผู้บรรจุไว้ในตู้บรรจุสินค้าเรียบร้อยแล้ว การที่รถไฟตกรางทำให้ตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวเลื่อนไหลไปกระแทกกับตู้บรรจุสินค้าที่อยู่ด้านหน้าเป็นเหตุให้ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนบุบเสียรูปทรง มีรอยขีดข่วน ไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ และโจทก์ยังมีนายกิตติโชติ พนักงานตรวจสอบสภาพสินค้าของบริษัทอินดิเพ็นเด๊นท์ มารีนคอน ซัลแท็นส์แอนด์เซอร์เวเยอร์ จำกัด ซึ่งร่วมสำรวจความเสียหายกับตัวแทนฝ่ายจำเลยและตัวแทนเจ้าของสินค้าเบิกความยืนยันว่า ม้วนกระดาษที่ขนส่งไปได้รับความเสียหายทุกม้วนเนื่องจากได้รับการกระแทก ซึ่งฝ่ายจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างความข้อนี้ คงกล่าวอ้างลอยๆ ว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียน อาจเกิดก่อนที่จะมีการส่งมอบให้แก่จำเลย แต่จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เชื่อว่า เหตุที่รถพ่วงบรรทุกตู้สินค้าตกรางทำให้ตู้บรรจุสินค้าเลื่อนไหลไปกระแทกกับตู้บรรจุสินค้าที่อยู่ด้านหน้าอันเป็นผลให้ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนที่อยู่ในตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงฟังได้ว่า ความเสียหายของม้วนกระดาษพิมพ์เขียนเกิดจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้าดังกล่าวตกรางจำเลยเป็นผู้ประมาทเลินเล่อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้ตู้บรรทุกสินค้าไม่ได้ตกจากรถพ่วงบรรทุกตู้บรรจุสินค้ามากระแทกพื้นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไม่

ส่วนปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายเรื่องค่าเสียหาย จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้า ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย และค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริงนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 บัญญัติว่า "การรับขนของหรือคนโดยสารในหน้าที่ของกรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม... ท่านให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้นๆ" ส่วนพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 50 บัญญัติว่า "ข้อที่กรมรถไฟแผ่นดินจะต้องรับผิดชอบในการที่ผู้โดยสารต้องบาดเจ็บเสียหายก็ดี ฤาว่าครุภาระ ห่อวัตถุ ฤาสินค้า ซึ่งรับบรรทุกนั้นแตกหักสูญหายก็ดี... ท่านให้ใช้บังคับตามพระราชกำหนดกฎหมายส่วนแพ่งว่าด้วยการบรรทุกส่ง เว้นไว้แต่จะต้องด้วยบทมาตราดังจะกล่าวต่อไปในพระราชบัญญัตินี้ จึงให้ใช้บทมาตรานั้นๆ บังคับ" มาตรา 51 บัญญัติว่า "กรมรถไฟแผ่นดินไม่ต้องรับผิดชอบในการที่ครุภาระ ห่อวัตถุ ฤาสินค้าที่บรรทุกส่งไปฤามอบฝากไว้กับรถไฟนั้นแตกหักบุบสลาย... เว้นไว้แต่พนักงานรถไฟจะได้รับของนั้นลงบัญชีประกันและได้ออกใบรับให้ไปเป็นสำคัญ" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้ความคุ้มครองแก่จำเลยเฉพาะความรับผิดทางสัญญาไม่รวมถึงกรณีละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด จำเลยจะยกกฎหมายดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้าก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ และโจทก์นำสืบได้ว่า ม้วนกระดาษพิมพ์เขียนได้รับความเสียหาย บุบเสียรูปทรง มีรอยขีดข่วน ไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้โจทก์ได้ชำระค่าม้วนกระดาษพิมพ์เขียนดังกล่าวให้แก่บริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด เจ้าของสินค้าไป 920,000 บาท ตามใบรับเงินเอกสารหมาย จ.5 แล้วรับเอาสินค้าดังกล่าวออกประมูลขายซากสินค้าได้เงิน 371,163.75 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.13 โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนที่ขาดอีก 548,836.75 บาท ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างความข้อนี้แต่ประการใด คงกล่าวอ้างลอยๆ ว่า สินค้าดังกล่าวน่าจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน จึงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 548,836.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง จำนวน 570,263.94 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 14,257.50 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 27,977.50 บาท เกินมา 13,720 บาท โดยศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนแก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาจำนวน 13,720 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2552
#502461
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงวันที่ที่เขียนลงในเช็คหรือวันออกเช็คและวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่า เป็นวันที่ 19 กันยายน 2548 แต่โจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญเกี่ยวกับเวลา แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นวันเกิดเหตุ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุว่า ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 จะมิได้ระบุว่าเป็นเวลาใด ก็พอเข้าใจได้ว่าโจทก์นำเช็คตามฟ้องไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินในเวลากลางวัน อันเป็นเวลาทำการงานตามปกติของธนาคารทั่วไป ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิด ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) ถึง (5)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (3) (4) ลงโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 5 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงวันที่ที่เขียนลงในเช็คหรือวันออกเช็คและวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่าเป็นวันที่ 15 กันยายน 2548 แต่โจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญเกี่ยวกับเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 จะมิได้ระบุว่าเป็นเวลาใด ก็พอเข้าใจได้ว่าโจทก์นำเช็คตามฟ้องไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินในเวลากลางวันอันเป็นเวลาทำการงานตามปกติของธนาคารทั่วไป ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิด ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 (5) แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 462,810 บาท เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายให้แก่โจทก์ เมื่อธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็ค และในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ให้โอกาสจำเลยหาเงินมาชำระหนี้ตามจำนวนดังกล่าวเป็นเวลานานพอสมควรแล้วแต่จำเลยก็มิได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแต่ประการใด ข้อที่จำเลยฎีกาว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทเกิดจากแต่เดิมจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์ จำนวน 2,150,000 บาท และภายหลังจำเลยได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงินจำนวน 1,687,190 บาท คงค้างชำระหนี้อีกจำนวน 462,810 บาท จำเลยจึงออกเช็คพิพาทชำระหนี้ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ขวนขวายชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้าย แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัช คำปัญญา
จำเลย — นายพรชัย พนมวงศ์เกษม
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2552
#501675
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 บัญญัติว่า สัญญาขายฝากคือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อโดยมีข้อความตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ซึ่งตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ การขายฝากที่ดินจึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การฟังพยานหลักฐานต้องอยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) คือ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีขอสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น เมื่อตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินระบุว่าผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้ซื้อฝากครบถ้วนแล้ว การนำพยานบุคคลมาสืบว่ายังได้รับเงินไม่ครบ ย่อมเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาท ต่อมาจำเลยได้ขายฝากที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านพิพาทไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ไถ่ถอน ที่ดินและบ้านดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ต่อไปจึงบอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว แต่จำเลยไม่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าที่ดินและบ้านดังกล่าวจะได้ค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยยกเว้นค่าขึ้นศาลให้บางส่วนเป็นเงิน 5,000 บาท ว่า จำเลยได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์จริง แต่ไม่ได้ขายฝากบ้านพิพาท บ้านหลังดังกล่าวไม่ได้อยู่บนที่ดินพิพาทที่จำเลยขายฝากไว้แก่โจทก์ ในการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยกำหนดราคาขายฝากไว้ 2,500,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยเพียง 1,400,000 บาท โดยชำระเป็นตั๋วแลกเงิน 1,300,000 บาท ให้แก่นายสมจิตร์ รับขายฝากที่ดินพิพาทคนก่อน โจทก์มอบเงินค่านายหน้าประมาณ 35,000 บาท ให้แก่นายหน้าออกเช็คประมาณ 65,000 บาท ให้แก่จำเลย ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,100,000 บาท โจทก์สัญญาว่าจะชำระให้แก่จำเลยภายหลัง แต่โจทก์ไม่ชำระเงิน 1,100,000 บาท ให้แก่จำเลย สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นโมฆะ เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาขายฝากโดยหลอกลวงจำเลย หรือมิฉะนั้นต้องนำเงิน 1,100,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลย หากไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ แต่หากไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยจำนวน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บ้านพิพาท คือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท ซึ่งขณะทำสัญญาขายฝากยังไม่มีเลขทะเบียนบ้าน จำเลยได้รับเงินค่าขายฝากไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา โดยเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องสอบถามจำเลยก่อนว่าได้รับเงินครบถ้วนแล้วจึงจัดทำสัญญาขายฝาก และจำเลยไม่เคยทวงถามเงินค่าขายฝากที่ยังค้างชำระตามฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทโดยให้โจทก์ชำระค่าขายฝากที่ดินที่ยังค้างอยู่แก่จำเลยจำนวน 1,070,655 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2542) ต้องไม่เกิน 165,000 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าขายฝากที่ดินที่ยังค้างอยู่เพียง 1,058,155 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้องไม่เกิน 165,000 บาท และต่อจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากจะแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ให้แก่โจทก์ในราคา 2,500,000 บาท

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้ชำระราคาขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 บัญญัติว่า อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ซึ่งตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ... เกี่ยวกับการขายฝากที่ดินพิพาทนี้ เป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การฟังพยานหลักฐานกรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) คือห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีขอสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น เมื่อตามหนังสือสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1 ได้ระบุว่า ผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้รับซื้อฝากเป็นการเสร็จแล้ว การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายฝากจะนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า ยังได้รับเงินค่าขายฝากไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยได้รับเงินค่าขายฝากไปครบจำนวนแล้ว แม้ประเด็นนี้จะมิได้มีการว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์และโจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 491
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคหนึ่ง (ข) ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระชาติ อภิเรืองธรรม
จำเลย — นางสำราญ เปรมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2552
#502451
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 บัญญัติไว้เพียงว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน แต่มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนด และจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า ให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) แต่โดยที่ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทน จำนวน 3,730,103 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,655,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ราคาที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดนนทบุรีกำหนดให้แก่โจทก์มีราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันโดยทั่วไป เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่จำเลยกำหนดให้โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 1,790,640 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินนอกเขตเดินสายไฟฟ้าเนื้อที่ 93.40 ตารางวา เพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ และโจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ในชั้นฎีกาคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 56.60 ตารางวา เท่ากับอัตราเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้เพียงว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินแต่มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่งที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) แต่โดยที่พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างมีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะไม่เสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้มีการพัฒนาให้มีสาธารณูปโภคขึ้น หากไม่มีการเวนคืนที่ดินจากจำเลย ที่ดินของโจทก์ทั้งหกแปลงจะต้องมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความเสียหายของโจทก์จึงมากกว่าความเสียหายที่เกิดจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องสูญเสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เห็นว่า เป็นการคาดคะเนของโจทก์เองซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตไม่แน่นอนว่าจะเป็นดังที่โจทก์ว่า หรือที่ดินอาจจะมีราคาตกต่ำลงก็เป็นได้ทั้งที่ดินยังเป็นของโจทก์อยู่จึงไม่ควรที่โจทก์จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเต็มราคาที่ดินทั้งหมด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดนนทบุรี กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้ตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีที่ประกาศใช้ในปี 2539 ถึงปี 2542 และปรับเพิ่มอีกร้อยละ 50 เพื่อเป็นฐานในการคำนวณกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์นั้น ไม่ใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริง เพราะตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นการซื้อขายที่ดินที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันกับที่ดินของโจทก์ ระหว่างนายเสรี ผู้ขาย กับนางสาวรัตน์ชนก ผู้ซื้อ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 ราคาตารางวาละ 5,000 บาทนั้น เห็นว่า กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายสงไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากจุดแยกสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย (บริเวณอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี) ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยวังน้อย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ดังนั้น วันที่พิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าสองสายนี้ คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ จึงไม่อาจนำราคาซื้อขายที่ดินที่ซื้อขายกันเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังประกาศราชกิจจานุเบกษาทั้งสองฉบับดังกล่าวนานถึง 3 ปี มาเป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์เลยทีเดียว และที่โจทก์อ้างว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ยังกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่โจทก์ตารางวาละ 6,000 บาท ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการกำหนดเงินค่าทดแทนทรัพย์สิน จังหวัดนนทบุรี คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวประกอบด้วยนายอำเภอไทรน้อย นายช่างโยธาสุขาภิบาล เกษตรอำเภอไทรน้อย กำนันตำบลคลองขวาง กำนันตำบลราษฎร์นิยม กำนันตำบลขุนศรี กำนันตำบลไทรน้อย กำนันตำบลไทรใหญ่ และพนักงานวิชาชีพระดับ 6 (กฟผ.) ฯลฯ บุคคลเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดกับท้องที่ที่ดินตั้งอยู่ การกำหนดเงินค่าทดแทนจึงน่าจะใกล้เคียงกับราคาที่แท้จริง ราคาที่ดินของโจทก์จึงน่าจะมีราคาตารางวาละ 6,000 บาท นั้น เห็นว่า การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ เป็นเพียงการพิจารณาในเบื้องต้นยังต้องนำเข้าพิจารณาในระดับคณะกรรมการฯ และการอนุมัติของจำเลยอีกเพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาทั้งโครงการซึ่งผ่านหลายท้องที่ จึงต้องพิจารณาถึงคณะอนุกรรมการฯ ชุดอื่นหรือท้องที่อื่นที่สายไฟฟ้าพาดผ่านด้วย เหตุผลตามฎีกาของโจทก์เพียงเท่านี้จึงไม่สามารถที่จะยืนยันแน่ชัดว่าที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในราคาดังกล่าวเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานของคู่ความที่นำสืบในสำนวนปรับเข้ากับหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังที่กล่าวมาแล้ว เห็นว่า ราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อโจทก์และสังคมคือตารางวาละ 4,100 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์โดยที่ที่ดินนั้นยังเป็นของโจทก์อยู่ ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับที่จำเลยให้ถือจ่ายในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่ดินที่กำหนด เมื่อศาลฎีกากำหนดให้ตารางวาละ 4ล100 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินในอัตราตารางวาละ 3,690 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 56.60 ตารางวา เป็นเงิน 2,791,854 บาท จำเลยชำระเงินส่วนนี้แล้ว เป็นเงิน 2,042,820 บาท ดังนั้น จำเลยต้องชำระเพิ่มแก่โจทก์อีก 749,034 บาท"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 749,034 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2503 ม. 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยยศ น้อยบุญเติม
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2552
#502458
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนสอบคำให้การจำเลย พนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ประกอบด้วยมาตรา 7 ทวิ จึงชอบด้วยกฎหมายในขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลยแล้ว ส่วน ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 ซึ่งบัญญัติว่า ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้เป็นบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22)ฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับภายหลังวันที่เจ้าพนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลย ดังนั้น ถ้อยคำของจำเลยที่ให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาจึงเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายก่อนมีการแก้ไขให้ถ้อยคำของผู้ต้องหาใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำ มาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่การสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83,

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งสิทธิตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีนี้จำเลยถูกจับเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การจำเลย ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 ซึ่งในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลย (ผู้ต้องหา) ทราบว่ามีสิทธิ ข้อ 1 พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง ข้อ 2 ได้รับการเยี่ยมตามสมควร ข้อ 3 ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ข้อ 4 ให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจใกล้ชิดร่วมฟังการสอบสวน เห็นว่า ก่อนสอบคำให้การจำเลย พนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ประกอบด้วยมาตรา 7 ทวิ จึงชอบด้วยกฎหมายในขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลยแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 ซึ่งบัญญัติว่า ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้เป็นบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับภายหลังวันที่เจ้าพนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลย ดังนั้น ถ้อยคำของจำเลยที่ให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายก่อนมีการแก้ไขให้ถ้อยคำของผู้ต้องหาใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่การสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 7 ทวิ (เดิม) ม. 134 (เดิม) ม. 134/4
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมุทร บุญเมฆ
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2552
#501960
เปิดฉบับเต็ม

ใบจองหุ้นสามัญเป็นเพียงหลักฐานให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในการเป็นผู้ซื้อหุ้นที่บริษัท ห. จะจัดสรรให้เมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว แม้โจทก์จะทำสัญญาจองซื้อหุ้นเป็นเวลานานเป็นปีแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้รับใบหุ้นและพยายามทวงถามจำเลยทั้งสองก็ตาม โจทก์ย่อมไม่ทราบว่าถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงหรือไม่ เพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงที่ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้ ระหว่างที่รอโจทก์จึงไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองยอมรับกับโจทก์ว่าไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงไม่มีหุ้นโอนให้โจทก์ พร้อมคืนเงินค่าจองหุ้นและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท เพื่อไม่ให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ร่วมกระทำความผิดมิใช่ตัวการหลักทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยที่ 2 เคยรับราชการมาเป็นระยะเวลานานจนเกษียณอายุราชการ มีคุณงามความดีเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 โจทก์จองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าวจำนวน 40,000 หุ้น ในราคา 1,200,000 บาท ตามใบจองหุ้นสามัญโดยโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระค่าหุ้นดังกล่าวครบถ้วนแล้ว มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้วเช็คทั้งสองฉบับ ตามสำเนาภาพถ่ายต้นขั้วเช็คและสำเนาภาพถ่ายเช็ค แต่ปรากฎว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนและไม่ได้มีมติเสนอขายหุ้นสามัญ โจทก์ไม่ได้รับใบหุ้นจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2541 โจทก์กับจำเลยทั้งสองเจรจากัน จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินค่าจองหุ้นคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541 และบันทึกข้อความเป็นหลักฐานมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและบันทึกข้อความ แต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า ที่โจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นจากจำเลยที่ 1 โดยเชื่อถือจำเลยที่ 2 ขณะนั้นรับราชการเป็นรองอธิบดีกรมการประกันภัย ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด ชักชวนโจทก์ให้จองซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว โจทก์จองซื้อหุ้นไปเป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่โจทก์กลับไม่ได้รับใบหุ้นจากที่จำเลยที่ 1 ภายหลังโจทก์ไปตรวจสอบรายการจดทะเบียนบริษัทที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือขายหุ้นดังจำเลยทั้งสองอ้างแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความเป็นเท็จว่าบริษัทดังกล่าวจะจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้จองซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายหุ้นดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ แล้ว เห็นว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 ก็โดยการแนะนำของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ในขณะที่โจทก์ไปปรึกษาจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยของโจทก์ที่กรมการประกันภัย ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อโจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นจำนวน 1,200,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ในใบจองหุ้น ในช่องผู้ตรวจสำหรับเจ้าหน้าที่บริษัทที่เสนอขายหุ้น เมื่อโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระค่าจองหุ้น จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อในต้นขั้วเช็คทั้งสองฉบับของโจทก์เป็นหลักฐาน และต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด ไม่มีการขายหุ้นเพิ่มทุนเท่ากับหลอกลวงโจทก์ จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้นัดหมายให้จำเลยที่ 1 มาเจรจาตกลงกับโจทก์ที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 จนสามารถตกลงกันได้ว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินค่าจองหุ้นให้โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ก็ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น ที่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธอ้างว่า ขณะโจทก์มาพบปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 มาพบจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้นัดหมายจำเลยที่ 1 มาก่อน และที่แนะนำจำเลยที่ 1 ว่าเป็นญาติของจำเลยที่ 2 ก็ทราบจากตัวของจำเลยที่ 1 เอง แต่จำเลยที่ 1 จะเป็นญาติของจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ นั้น เป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้าง เพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นญาติของจำเลยที่ 2 จริง จำเลยที่ 2 ก็ไม่น่าจะยอมให้จำเลยที่ 1 มาพบถึงที่ทำงานหลายครั้ง ทั้งไม่เฉลียวใจว่าหากจำเลยที่ 1 เพียงกล่าวอ้างแต่ไม่ได้เป็นญาติของจำเลยที่ 2 จริง การเข้ามาพบจำเลยที่ 2 ถึงห้องทำงานอาจเกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายแก่จำเลยที่ 2 เองก็ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ญาติของจำเลยที่ 2 จึงขัดต่อเหตุผล ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นกับจำเลยที่ 1 เอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบเรื่องแต่โจทก์เป็นคนโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2 ไปที่บ้านของโจทก์เอง และที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ในช่องผู้ตรวจสำหรับเจ้าหน้าที่บริษัทที่เสนอขายหุ้นก็เพราะโจทก์ชี้ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ โดยไม่ทราบข้อความในเอกสาร และเมื่อโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้วเช็คเพื่อเป็นพยาน จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อให้จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็กลับบ้านก่อนนั้นจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งเป็นถึงรองอธิบดี อ้างว่ารู้จักโจทก์ในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบกิจการประกันภัยของโจทก์เท่านั้นและไม่เคยรู้จักบ้านของโจทก์มาก่อน เหตุใดเมื่อโจทก์โทรศัพท์ให้ไปพบที่บ้าน จำเลยที่ 2 ก็ไปพบโจทก์ที่บ้านของโจทก์แต่โดยดีไม่มีเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย และเมื่อไปถึงบ้านของโจทก์ โจทก์จึงแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นของบริษัทหลุยส์เปเปอร์กรุ๊ป จำกัด กับจำเลยที่ 1 แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน โดยชี้ให้ลงลายมือชื่อใต้ช่องลายมือชื่อผู้ตรวจที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้แล้ว โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกรอกข้อความ ทั้งไม่ทราบว่าจะมีหุ้นขายให้โจทก์จริงหรือไม่ยิ่งเป็นการขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 2 จะยอมลงลายมือชื่อในต้นขั้วเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ดูเช็คทั้งสองฉบับว่ามีจำนวนเงินและข้อความถูกต้องหรือไม่ ซึ่งข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ล้วนแต่ขัดต่อเหตุผลทั้งสิ้นจนไม่น่าเชื่อถือประกอบกับหลังจากโจทก์ทราบว่าถูกหลอก ไม่มีการขายหุ้นเพิ่มทุน จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้นัดให้โจทก์มาเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กรมการประกันภัย จนตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินค่าจองหุ้นให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ยังลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ ประกอบข้ออ้างของจำเลยที่ 2 แล้ว เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ให้จองซื้อหุ้นที่จดทะเบียนเพิ่มทุนบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด อันเป็นเท็จ ทำให้จำเลยทั้งสองได้เงินค่าจองหุ้นไปจากโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงจริงดังฟ้อง พยานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้นเห็นว่า ตามใบจองหุ้นสามัญที่โจทก์ทำสัญญาจองซื้อหุ้นนั้นเป็นเพียงให้โจทก์เป็นผู้จองเพื่อได้สิทธิในการเป็นผู้ซื้อหุ้นที่บริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด จะจัดสรรให้เมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว ระหว่างที่รอบริษัทจดทะเบียนเพิ่มทุนแม้จะเป็นเวลานานที่รอการจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็นปี โจทก์ยังไม่ได้รับใบหุ้นและพยายามทวงถามจำเลยทั้งสองก็ตาม โจทก์ก็ย่อมยังไม่ทราบว่าถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงหรือไม่เพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงที่ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้ ระหว่างที่รอโจทก์จึงไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ จนกระทั่งโจทก์เจรจากับจำเลยทั้งสองในวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองจึงยอมรับว่าไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงไม่มีหุ้นโอนให้โจทก์ พร้อมคืนเงินค่าจองหุ้นและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท เพื่อไม่ให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโจทก์จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ในวันที่ 20 มีนาคม 2541 ดังกล่าวเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นระยะเวลาภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้หญิงอายุมากแล้ว เคยรับราชการจนเกษียณอายุราชการทั้งไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน เพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก และศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เพียง 1 ปี เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุกดีเสียกว่าที่จะจำคุกจำเลยที่ 2 เสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปีนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลิน คุวานันท์
จำเลย — นางนราวดีหรือกรณี แสงรัตนกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2552
#501868
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่ารับจ้างคนรู้จักกันบรรทุกไม้ของกลาง จึงมีความผิดเพียงสนับสนุนการกระทำความผิดของบุคคลอื่น และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อไม้ของกลางจากบุคคลอื่นเนื่องจากต้องการไม้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย จึงเป็นเพียงการสนับสนุนให้เจ้าของไม้ของกลางเดิมกระทำความผิดนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

โจทก์ฟ้อง่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมปริมาตร 3.09 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งรวมปริมาตรไม้เกินสองลูกบาศก์เมตรอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ไม่เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีไม้กว้าว ไม้รัง และไม้ประดู่แปรรูปรวมจำนวน 214 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 3.09 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานยึดไม้กว้าว ไม้รัง และไม้ประดู่แปรรูป ที่จำเลยทั้งสองมีไว้เป็นความผิดดังกล่าว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7, 48, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบไม้กว้าง ไม้รัง และไม้ประดู่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 9 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่ารับจ้างคนรู้จักกันบรรทุกไม้ของกลาง จึงมีความผิดเพียงสนับสนุนการกระทำความผิดของบุคคลอื่นและจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อไม้ของกลางจากบุคคลอื่นเนื่องจากต้องการไม้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย จึงเป็นเพียงการสนับสนุนให้เจ้าของไม้ของกลางเดิมกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์อันมีผลเสียหายต่อธรรมชาติและต่อเศรษฐกิจส่วนของประเทศ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่รอการลงโทษให้จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมปริมาตร 3.09 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งรวมปริมาตรไม้เกินสองลูกบาศก์เมตร อันเป็นความผิดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้โจทก์ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2494 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายวินัย วรรณภักตร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2552
#494001
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการรถยนต์บริการรับ - ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้โดยสารจะติดต่อว่าจ้างโจทก์และโจทก์ได้รับค่าโดยสารจากผู้โดยสารตามอัตราที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนด โดยรถยนต์ที่ใช้มีทั้งที่เป็นของโจทก์เอง เช่าจากบุคคลอื่น และรถร่วม รถยนต์ที่เป็นของโจทก์ พนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 12 ของค่าโดยสาร ส่วนรถยนต์ที่เช่าจากบุคคลอื่น พนักงานขับรถจะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 80 และ ร้อยละ 77 ของค่าโดยสาร เนื่องจากพนักงานขับรถจะต้องรับผิดชอบค่าเช่า ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่าแบตเตอรี่และค่ายางรถยนต์เอง สำหรับรถร่วมนั้นเป็นรถยนต์ของบุคคลอื่นที่นำมาวิ่งรับ - ส่งผู้โดยสารในนามของโจทก์ ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 75 ของค่าโดยสาร โดยจะคำนวณและจ่ายค่าตอบแทนให้ทุก 15 วัน เมื่อการรับ - ส่งผู้โดยสารกระทำในนามของโจทก์ และโจทก์เป็นผู้รับค่าโดยสารแล้วแบ่งให้แก่พนักงานขับรถและเจ้าของรถร่วมในอัตราร้อยละที่ตกลงกันไว้ การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการขนส่ง และเมื่อเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ)

คำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ 01006410/1/104659, 01006410/2/100065 ถึง 100067, 01006410/5/101755 ถึง 101778 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/26/2547, สภ.1 (อธ.3)/27/2547, สภ.1 (อธ.3)/28/2547, สภ.1 (อธ.3)/29/2547 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 เพิกถอนการอายัดบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ 14 ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 189-1-17074-9 ประเภทบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 189-2-03758-7 และเลขที่ 189-2-03776-4 ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 189-0-00849-4 บัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ บัญชีเลขที่ 096-1-13052-0 ให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 1,151,456.72 บาท (ที่ถูกคือ 1,151,256.72 บาท) และเงินภาษีที่ได้ยึดหลังจากฟ้องคดีนี้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 01006410/5/101755 ถึง 101778 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/29/2547 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) กับบริษัทคาร์แม็ค จำกัด โดย ทอท. ถือหุ้น 30,000 หุ้น โจทก์ได้รับสิทธิให้ดำเนินกิจการรถยนต์บริการธุรกิจรับ - ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ สัญญาร่วมลงทุนมีกำหนดระยะเวลา 8 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 ต่อมาเมื่อปี 2543 ทอท.ในฐานะผู้ถือหุ้นของโจทก์มีหนังสือร้องเรียนถึงจำเลยขอให้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ โดย ทอท.ได้ส่งมอบหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.2 ให้จำเลย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลยนำแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 50 และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 ของโจทก์ที่ยื่นไว้มาตรวจวิเคราะห์ หลังจากนั้นได้ออกหมายเรียกตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร โจทก์ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไปตรวจเอกสาร ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยโจทก์มอบอำนาจให้นางสุริยาเป็นผู้ให้ถ้อยคำและนำส่งเอกสาร หลังการตรวจสอบเจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ปี 2541 และปี 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2541 ถึงธันวาคม 2542 รวม 24 ฉบับ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทุกฉบับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทุกฉบับก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยได้สั่งอายัดบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ 14 เป็นจำนวนเงิน 1,151,256.72 บาท และมีคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากออมทรัพท์ของโจทก์ในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ...

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการรถยนต์บริการธุรกิจรับ - ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้โดยสารจะติดต่อว่าจ้างโจทก์และโจทก์ได้รับค่าโดยสารจากผู้โดยสารตามอัตราที่ ทอท.เป็นผู้กำหนด โดยรถยนต์ที่ใช้มีทั้งของโจทก์เอง เช่าจากบุคคลอื่น และรถร่วมรถยนต์ที่เป็นของโจทก์นั้น พนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 12 ของค่าโดยสาร ส่วนรถยนต์ที่เช่าจากบุคคลอื่น พนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 80 และร้อยละ 77 ของค่าโดยสาร เนื่องจากพนักงานขับรถรับผิดชอบค่าเช่า ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่าแบตเตอรี่และค่ายางรถยนต์เอง สำหรับรถร่วมนั้นเป็นรถยนต์ของบุคคลอื่นที่นำมาวิ่งรับ - ส่งผู้โดยสารในนามของโจกท์ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 75 ของค่าโดยสาร โดยโจทก์จะคำนวณและจ่ายค่าตอบแทนให้ทุก 15 วัน เห็นว่า เมื่อการรับ - ส่งผู้โดยสารกระทำในนามของโจทก์และโจทก์เป็นผู้รับค่าโดยสารแล้วแบ่งให้แก่พนักงานขับรถและเจ้าของรถร่วมตามอัตราร้อยละที่ตกลงกันไว้ การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการขนส่ง เมื่อเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรจึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์มีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ ประเด็นปัญหาว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นนี้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ณ)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์พอร์ท แอสโซซิเอท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2552
#506633
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการรับ-ส่งผู้โดยสารกระทำในนามของโจทก์และโจทก์เป็นผู้รับค่าโดยสารแล้วแบ่งให้แก่พนักงานขับรถและเจ้าของรถร่วมตามอัตราร้อยละที่ตกลงกันไว้ การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการขนส่ง เมื่อเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ)

คำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคล อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ 01006410/1/104659, 01006410/2/100065 ถึง 100067, 01006410/5/101755 ถึง 101778 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/26/2547, สภ.1 (อธ.3)/27/2547, สภ.1 (อธ.3)/28/2547, สภ.1 (อธ.3)/29/2547 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 เพิกถอนการอายัดบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ 14 ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 189-1-17074-9 ประเภทบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 189-2-03758-7 และเลขที่ 189-2-03776-4 ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 189-0-00849-4 บัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ บัญชีเลขที่ 096-1-13052-0 ให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 1,151,456.72 บาท (ที่ถูกคือ 1,151,256.72 บาท) และเงินภาษีที่ได้ยึดหลังจากฟ้องคดีนี้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 01006410/5/101755 ถึง 101778 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/29/2547 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) กับบริษัทคาร์แม็ค จำกัด โดย ทอท. ถือหุ้น 30,000 หุ้น โจทก์ได้รับสิทธิให้ดำเนินกิจการรถยนต์บริการธุรกิจรับ - ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ สัญญาร่วมลงทุนมีกำหนดระยะเวลา 8 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 ต่อมาเมื่อปี 2543 ทอท.ในฐานะผู้ถือหุ้นของโจทก์มีหนังสือร้องเรียนถึงจำเลยขอให้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ โดย ทอท.ได้ส่งมอบหลักฐานให้จำเลย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลยนำแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 50 และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 ของโจทก์ที่ยื่นไว้มาตรวจวิเคราะห์ หลังจากนั้นได้ออกหมายเรียกตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร โจทก์ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไปตรวจเอกสาร ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยโจทก์มอบอำนาจให้นางสุริยาเป็นผู้ให้ถ้อยคำและนำส่งเอกสาร หลังการตรวจสอบเจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ปี 2541 และปี 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และปี 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2541 ถึงธันวาคม 2542 รวม 24 ฉบับ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทุกฉบับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทุกฉบับก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยได้สั่งอายัดบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ 14 เป็นจำนวนเงิน 1,151,256.72 บาท ตามหนังสือหักเงินในบัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดและมีคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และ2542 และภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โจทก์คงมีแต่นายณัฐศักดิ์ กรรมการของโจทก์และนายอภิชาต ที่ปรึกษากฎหมายเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพียงว่า โจทก์หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องครบถ้วน การลงบัญชีรายได้และรายจ่ายเป็นไปโดยถูกต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรอง โจทก์จึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกต้อง และโจทก์ได้แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยมีเหตุอันสมควร โจทก์จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม คำเบิกความดังกล่าวมิได้ให้รายละเอียดและพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าโจทก์หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ไว้ถูกต้องครบถ้วนอย่างไร การลงบัญชีรายได้และรายจ่ายถูกต้องอย่างไร มีเหตุอันสมควรอย่างไรที่ทำให้แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เมื่อนำสืบไม่ได้ตามข้ออ้างของโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นเกี่ยวกับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคคลและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ตรี จึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าภาษีตามการประเมินภายในกำหนดการอายัดทรัพย์สินของโจทก์จึงชอบด้วยมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ ประเด็นปัญหาว่า กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการรถยนต์บริการธุรกิจรับ-ส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้โดยสารจะติดต่อว่าจ้างโจทก์และโจทก์ได้รับค่าโดยสารจากผู้โดยสารตามอัตราที่ ทอท. เป็นผู้กำหนด โดยรถยนต์ที่ใช้มีทั้งของโจทก์เองเช่าจากบุคคลอื่นและรถร่วม รถยนต์ที่เป็นของโจทก์นั้น พนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 12 ของค่าโดยสาร ส่วนรถยนต์ที่เช่าจากบุคคลอื่นพนักงานขับรถจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 80 และร้อยละ 77 ของค่าโดยสาร เนื่องจากพนักงานขับรถต้องรับผิดชอบค่าเช่า ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่าแบตเตอรี่และค่ายางรถยนต์เอง สำหรับรถร่วมนั้นเป็นรถยนต์ของบุคคลอื่นที่นำมาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในนามของโจทก์ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 75 ของค่าโดยสารโดยโจทก์จะคำนวณและจ่ายค่าตอบแทนให้ทุก 15 วัน เห็นว่า เมื่อการรับ-ส่งผู้โดยสารกระทำในนามของโจทก์และโจทก์เป็นผู้รับค่าโดยสารแล้วแบ่งให้แก่พนักงานขับรถและเจ้าของรถร่วมตามอัตราร้อยละที่ตกลงกันไว้ การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการขนส่ง เมื่อเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรจึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ณ)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์พอร์ท แอสโซซิเอท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2552
#501559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หนังสือสำคัญที่ดินพิพาท หนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนโอนของ ค. เจ้าของที่ดินเดิมและลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยที่ยังไม่กรอกข้อความให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 เป็นประกันหนี้กู้ยืมต่อมาจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังวกล่าวด้วยการกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมและฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตหลงเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในที่ดินพิพาททั้งการที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจยกเอาความผิดของตนดังกล่าวมาปฏิเสธความผิดต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2522 โจทก์ได้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 167 ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 1 งาน 20 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียว 3 คูหา จากนายคำรณในราคา 70,000 บาท แต่ยังไม่สามารถโอนทางทะเบียน เนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่ในกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ต่อมาปลายปี 2530 โจทก์ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดินอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยนำหนังสือมอบอำนาจของนายคำรณไปเป็นหลักฐาน เนื่องจากโจทก์ต้องการนำที่ดินไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินกับบุคคลอื่น แต่จะต้องมีการประกาศตามระเบียบของกรมที่ดิน จึงไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้โดยเร็ว จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์ยืมเงิน 60,000 บาท และนำเอกสารราชการหลายฉบับมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยยังมิได้กรอกข้อความใด ๆ และจำเลยที่ 1 ได้ขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2530 รวมทั้งเอกสารต่าง ๆ ที่นำมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อไปเก็บไว้ ต่อมาปลายปี 2533 โจทก์ได้กลับมาติดต่อกับจำเลยที่ 1 ขอชำระหนี้เงินกู้ยืม 60,000 บาท และขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืน แต่จำเลยที่ 1 กลับแจ้งว่าได้ขายที่ดินของโจทก์ให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 150,000 บาท และโอนเป็นของจำเลยที่ 2 แล้ว โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์รวม 2 ฉบับ ไปทำการโอนที่ดินกัน แล้วจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 ในวงเงิน 150,000 บาท และต่อมาเดือนธันวาคม 2536 จำเลยที่ 2 ได้รื้อบ้านของโจทก์ที่อยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามดำเนินการเพิกถอนการโอนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 700,000 บาท โดยโจทก์จะคืนเงินกู้ 60,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 167 ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสามนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาคืนโจทก์และโจทก์จะชำระหนี้เงินกู้ 60,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ได้มายื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธินิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งนายคำรณได้ขายให้แก่โจทก์ราคา 70,000 บาท โจทก์ได้นำหนังสือมอบอำนาจของนายคำรณ ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2530 ซึ่งมีปลัดอำเภอรับรองพร้อมหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาด้วย จำเลยที่ 1 รับเรื่องไว้แล้วเสนอต่อนายอำเภอ แต่จะต้องประกาศก่อนจดทะเบียน 30 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มาดำเนินการจดทะเบียน แต่โจทก์เพิกเฉยไม่มาดำเนินการจนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2531 จำเลยที่ 1 ย้ายไปรับราชการที่สำนักงานที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้โจทก์กู้ยืมเงิน 60,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารราชการที่ยังไม่กรอกข้อความ จำเลยที่ 1 เคยรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์และหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2530 จากโจทก์จริง แต่รับไว้ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานที่ดินแล้วเก็บไว้ในสารบบความของทางราชการไม่ได้นำมาเก็บไว้กับตนเอง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2530 และ 20 มกราคม 2533 จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำที่ดินของโจทก์ไปขายให้จำเลยที่ 2 และไม่เคยรับเงินใด ๆ จากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อที่ดินตามฟ้องโดยสุจริตเนื่องจากโจทก์ได้มอบเอกสารสิทธิและหนังสือมอบอำนาจให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความ แม้เป็นความจริงก็ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวให้เป็นที่เสียหายแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบเปิดเผยและเจตนาให้ได้สิทธิครอบครองเป็นเวลาเกิน 1 ปีแล้ว ที่พิพาทจึงตกเป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ผ่อนชำระหนี้จำนองให้จำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นและจำเลยที่ 3 คืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 ไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อปี 2522 โจทก์ซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 167 ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ในกำหนดเวลาห้ามโอนจากนายคำรณเจ้าของที่ดิน ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2530 หลังจากพ้นกำหนดเวาลาโอน นายคำรณทำหนังสือมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 8 ให้โจทก์ไปดำเนินการโอน วันที่ 6 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ไปยื่นคำขอเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าพนักงานที่ดินได้ปิดประกาศการขอจดทะเบียน แต่เมื่อครบกำหนดประกาศ โจทก์มิได้ดำเนินการโอน ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเป็นของโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 และวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 2 โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.11

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่านิติกรรมการโอนเกิดจากหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.11 เป็นเอกสารปลอม ซึ่งเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.11 ปลอมนี้ โจทก์ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมเอกสารและจำเลยที่ 2 ข้อหาใช้เอกสารปลอมและคดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3448/2551 ข้อเท็จจริงคดีนี้จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวฟังว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หนังสือสำคัญที่ดินพิพาท หนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนโอนตามเอกสารหมาย จ.8 ของนายคำรณเจ้าของที่ดินเดิมและลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.11 โดยที่ยังไม่กรอกข้อความให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 เป็นประกันหนี้กู้ยืม ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วยการกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมและฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตหลงเข้าใจว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในที่ดินพิพาท ทั้งการที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจยกเอาความผิดของตนดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทัศนีย์ ศรีสวัสดิ์หรือเทภาสิต
จำเลย — นายณรงค์หรืออานนท์ พึ่งประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2552
#502933
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีเรื่องทะเลาะกันทั้งๆ ที่โจทก์กับจำเลยได้จัดงานแต่งงานใหญ่โต มีแขกไปในงานมากมายและโจทก์กับจำเลยก็ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันแล้ว ซึ่งการเลิกรากันก็ทำให้เป็นที่อับอายและเสื่อมเสียต่อเกียรติยศชื่อเสียงของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหญิง ทั้งโจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นไปโดยไม่ราบรื่น เพราะต่างต้องแยกกันทำงานคนละจังหวัด แทนที่โจทก์จะพยายามทำความเข้าใจกับจำเลยให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตามสภาพแต่โจทก์กลับไปแจ้งความว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์โดยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วยทั้งที่เวลาสู่ขอกันไม่มีการตกลงเช่นนั้น จึงถือไม่ได้ว่ากรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น ทำให้โจทก์ไม่สมควรสมรสกับจำเลย เพราะตามพฤติการณ์แสดงว่าต่างมิได้ยึดถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะได้อยู่กินด้วยกันตามประเพณีเท่านั้น จึงไม่อาจกล่าวโทษได้ว่า การที่มิได้ไปจดทะเบียนสมรสเกิดจากความผิดของฝ่ายใด ดังนั้น กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงมิได้ผิดสัญญาหมั้น โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและเรียกสินสอดและของหมั้นคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันนำสร้อยคอทองคำ 2 เส้น น้ำหนักเส้นละ 4 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น น้ำหนัก 2 บาท และแหวนทองคำ 2 วง น้ำหนัก 2 สลึง คืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 100,000 บาท และคืนสินสอดเป็นเงินจำนวน 239,800 บาท กับชำระค่าเสียหายในการเตรียมการสมรสจำนวน 24,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 364,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเกินกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ และมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 คืนสร้อยคอทองคำ 2 เส้นน้ำหนักเส้นละ 4 บาท และสร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น น้ำหนัก 2 บาท หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 92,000 บาท และเงินจำนวน 139,800 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 231,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท คำขอเรื่องค่าทดแทนให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีบ้านอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร เมื่อปลายปี 2545 จำเลยที่ 1 ไปเที่ยวงานปีใหม่ที่บ้านโจทก์หลังจากนั้นได้ติดต่อพูดคุยกันทางโทรศัพท์และเกิดชอบพอกัน โจทก์จึงให้มารดาของโจทก์ไปสู่ขอจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 โดยตกลงให้สินสอดแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท และให้ของหมั้นเป็นสร้อยคอทองคำ 2 เส้น น้ำหนักเส้นละ 4 บาท และสร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น น้ำหนัก 2 บาท แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ยังให้เงินอีกจำนวน 130,800 บาท เพื่อชำระหนี้แก่บุคคลอื่นแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2546 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำพิธีสู่ขอและหมั้นกัน โดยจัดพิธีแต่งงานในวันเดียวกันที่บ้านจำเลยที่ 2 โดยจัดเลี้ยงแขกที่มาในงานด้วยโต๊ะจีนจำนวน 100 โต๊ะ ภายหลังแต่งงานโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 3 วัน แต่คืนแรกมีเพื่อนของน้องชายจำเลยที่ 1 นอนอยู่ในห้องด้วย โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศและเพิ่งมีสัมพันธ์ทางเพศกันในคืนที่สอง หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าของจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างอยูที่บริษัทมินิแบร์ จำกัด (มหาชน) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเพศสัมพันธ์กันในคืนนั้น แต่วันต่อมาน้องชายจำเลยที่ 1 กับเพื่อนไปร่วมพักอยู่ด้วย โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก โจทก์ได้พักอยู่ที่ห้องเช่าของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 วัน จึงเดินทางกลับไปทำงานที่จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาโจทก์โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้พูดคุยกันเหมือนเดิม และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ไปหาโจทก์ โจทก์ได้ไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าจะไปทำงานต่างประเทศ ครั้นเดือนพฤษภาคม 2546 โจทก์ไปหาจำเลยที่ 1 ที่ห้องเช่า ไม่พบจำเลยที่ 1 โจทก์จึงกลับบ้านที่จังหวัดชัยนาทและไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาหมั้นกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้จัดงานแต่งงานใหญ่โต มีแขกไปในงานมากมาย และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันแล้ว ซึ่งโจทก์เองก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ขณะสู่ขอไม่มีการตกลงเรื่องจดทะเบียนสมรส และไม่ได้ความว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้วางแผนดำเนินชีวิตคู่กันแต่อย่างใด เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างทำงานอยู่คนละจังหวัด การใช้ชีวิตคู่ต่างจะต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปหากัน หากจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงจริง จำเลยที่ 1 ก็น่าจะบ่างเบี่ยงไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ ทั้งการเลิกรากันก็ทำให้เป็นที่อับอายและเสื่อมเสียต่อเกียรติยศชื่อเสียงของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหญิง การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้วางแผนการครองชีวิตคู่ไว้แต่แรกทำให้การอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นไปโดยไม่ราบรื่น แทนที่โจทก์จะพยายามทำความเข้าใจกับจำเลยที่ 1 ให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตามสภาพที่ต่างต้องแยกกันทำงานคนละจังหวัดแต่โจทก์กลับไปแจ้งความว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์โดยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วย ทั้งที่เวลาสู่ขอไม่มีการตกลงเช่นนั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีเรื่องทะเลาะกัน จึงถือไม่ได้ว่ากรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น ทำให้โจทก์ไม่สมควรสมรสกับจำเลยที่ 1 เพราะต่างมิได้ยึดถือเอาการจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะได้อยู่กินด้วยกันตามประเพณีเท่านั้น จึงมิอาจกล่าวโทษได้ว่าการที่มิได้ไปจดทะเบียนสมรสเกิดจากความผิดของฝ่ายใด ดังนั้น กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงมิได้ผิดสัญญาหมั้น โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและเรียกร้องสินสอดและของหมั้นคืนจากจำเลยทั้งสองได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1437 ม. 1439 ม. 1442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรพล ชาลี
นางสาววันนิสาหรือวันวิสา แจ้งแสง
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1362/2552
#496008
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทำหนังสือเสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยใช้หัวกระดาษระบุชื่อโจทก์และสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของโจทก์ ทั้งใต้ลายมือชื่อของจำเลยระบุว่าจำเลยเป็นกรรมการโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้บุคคลภายนอกทั่วไปเข้าใจไปได้ว่า จำเลยเสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในนามของโจทก์ซึ่งขัดกับข้อบังคับอำนาจของกรรมการโจทก์ เป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริตทำให้เข้าใจว่าจำเลยเสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวในนามของโจทก์ ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจทำการดังกล่าวได้เพราะขัดกับข้อบังคับอำนาจกรรมการกระทำการแทนโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงและได้เสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อบรรษัท บ.ไปก่อนจำเลยแล้ว และทำให้การพิจารณาของบรรษัท บ. ซึ่งกำลังดำเนินการเกิดความล่าช้าเพราะต้องพิจารณาทั้งแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของโจทก์และของจำเลย เป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นผู้อื่นและบริษัทโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ให้เพิกถอนหนังสือที่จำเลยยื่นแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือที่จำเลยยื่นแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2545 และห้ามจำเลยกระทำนิติกรรมใด ๆ ในนามของโจทก์กับบุคคลภายนอก หากจำเลยเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงของทนายโจทก์กับทนายจำเลยแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป จึงได้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือที่จำเลยยื่นแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2545 และห้ามจำเลยกระทำนิติกรรมใดๆ ในนามของโจทก์กับบุคคลภายนอก ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย เพราะไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้บังคับได้ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนหนังสือที่จำเลยยื่นแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยหรือไม่ พิเคราะห์แผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่จำเลยยื่นต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือดังกล่าวจำเลยใช้หัวกระดาษระบุชื่อโจทก์ และสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของโจทก์ ทั้งใต้ลายมือชื่อของจำเลยระบุว่าจำเลยเป็นกรรมการโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้บุคคลภายนอกทั่วไปเข้าใจไปได้ว่า จำเลยเสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในนามของโจทก์ซึ่งขัดกับข้อบังคับอำนาจของกรรมการโจทก์ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของโจทก์ ซึ่งระบุอำนาจกรรมการไว้ว่า "จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อมีผลผูกพันบริษัทโจทก์ได้คือ "นางสาวพรพรรณ ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือ นายอาณัฐชัย นายโยธิน นายอาทิตย์ กรรมการสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของบริษัท" ดังนั้น การที่นายอาณัฐชัย ซึ่งเป็นจำเลย แม้เป็นกรรมการโจทก์จะกระทำการใดต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนและประทับตราสำคัญของโจทก์ จึงจะมีผลผูกพันโจทก์ต่อบุคคลภายนอก การที่จำเลยทำหนังสือเสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริตทำให้เข้าใจว่าจำเลยเสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวในนามของโจทก์ ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจทำการดังกล่าวได้เพราะขัดกับข้อบังคับอำนาจกรรมการกระทำการแทนโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงและได้เสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปก่อนจำเลยแล้ว และทำให้การพิจารณาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งกำลังดำเนินการเกิดความล่าช้าเพราะต้องพิจารณาทั้งแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของโจทก์และของจำเลย เป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นผู้อื่นและบริษัทโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้เพิกถอนหนังสือที่จำเลยยื่นแผนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัด
จำเลย — นายอาณัฐชัย รัตตกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2552
#501899
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชนและเพื่อมิให้มีการประกอบธุรกิจการเล่นแชร์ที่กระทบต่อการระดมเงินออมของสถาบันการเงินที่ทางราชการสนับสนุนและรับผิดชอบซึ่งส่งผลกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจโดยส่วนรวม แต่การเล่นแชร์ของประชาชนโดยทั่วไปที่มิได้ดำเนินการเป็นธุรกิจยังให้กระทำต่อไปได้ ดังนั้น มาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงบัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 ประการ เช่น ตามมาตรา 6 (3) อีกทั้งมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้บัญญัติเอาความผิดแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่ฝ่าฝืนมาตรา 6 แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์จะเอาความผิดเฉพาะผู้เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้น ดังนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะ แต่นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกวงแชร์ไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 สิทธิหรือหน้าที่ของสมาชิกวงแชร์มีความผูกพันตามกฎหมายอยู่อย่างไรความผูกพันย่อมมีอยู่เช่นนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้และสั่งจ่ายเช็คเงินค่าแชร์มอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูล เพื่อให้โจทก์นำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดชำระเงินค่าแชร์แก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้เล่น สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย แต่อายุความเกี่ยวกับการฟ้องเรียกเงินค่าแชร์ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อวงแชร์ล้มในวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 และเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในวันเดียวกัน โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,200 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2539 จำเลยที่ 2 ตั้งวงแชร์ 1 วง เป็นแชร์ดอกหัก มีสมาชิกร่วมเล่นแชร์ 21 คน มีหุ้น 31 หุ้น หุ้นละ 100,000 บาท โจทก์เล่นแชร์ 2 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 1 เล่นแชร์ 1 หุ้น เริ่มชำระเงินค่าแชร์งวดแรกในวันที่ 20 มกราคม 2539 การชำระเงินค่าแชร์งวดแรกสมาชิกต้องสั่งจ่ายเช็คฉบับละ 250,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 จะสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 250,000 บาท ให้แก่สมาชิกวงแชร์ทุกคน จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินประมูลงวดแรกโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและมีหน้าที่รวบรวมเช็คจากสมาชิกวงแชร์ที่ประมูลได้ส่งให้แก่สมาชิกวงแชร์ที่ประมูลไม่ได้หรือที่ยังไม่ได้ประมูล สมาชิกวงแชร์สามารถนำเช็คไปเรียกเก็บเงินทุกวันที่ 25 ของเดือนที่มีการประมูลในงวดที่ 2 เป็นต้นไป สมาชิกวงแชร์ที่ประมูลได้จะต้องสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 100,000 บาท ให้แก่สมาชิกวงแชร์ที่ประมูลไม่ได้และที่ยังไม่ได้ประมูล จำเลยที่ 2 จะสลักหลังเช็คและนำเช็คของสมาชิกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปมอบให้แก่สมาชิกวงแชร์ที่ประมูลไม่ได้และที่ยังไม่ได้ประมูล หากเช็คเงินวงแชร์ฉบับใดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สมาชิกวงแชร์ผู้สั่งจ่ายเช็คและจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่สมาชิกวงแชร์ผู้ทรงเช็ค หากวงแชร์ล้มหรือไม่สามารถเล่นต่อไปได้ไม่ว่ากรณีใดๆ สมาชิกวงแชร์ผู้สั่งจ่ายเช็คและจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดจ่ายเงินค่าแชร์ตามเช็คแก่สมาชิกวงแชร์ผู้ทรงเช็คด้วย จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้ในงวดที่ 11 ประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 โดยเสนอดอกเบี้ย 24,500 บาท และได้ออกเช็คชำระหนี้ค่าแชร์จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท 2 ฉบับมอบให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้สลักหลังเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้วนำไปมอบให้แก่โจทก์ซึ่งยังไม่ได้ประมูล ส่วนโจทก์สั่งจ่ายเช็คค่าแชร์ซึ่งหักดอกเบี้ยออกแล้วเป็นจำนวนเงิน 151,500 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 2 นำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 นำเช็คของโจทก์ไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินได้แล้ว ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 วงแชร์ล้ม โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และสมาชิกวงแชร์ตกลงกันให้โจทก์นำเช็คที่ยึดถือไว้ 2 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงิน ซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ 1 ฉบับ แต่อีก 1 ฉบับ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โดยธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 โดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท และมาตรา 7 บัญญัติว่า บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้น หาได้ให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะเรียกร้องระหว่างกันเองไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชนและเพื่อมิให้มีการประกอบธุรกิจการเล่นแชร์ที่กระทบต่อการระดมเงินออมของสถาบันการเงินที่ทางราชการสนับสนุนและรับผิดชอบซึ่งส่งผลกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจโดยส่วนรวม แต่การเล่นแชร์ของประชาชนโดยทั่วไปที่มิได้ดำเนินการเป็นธุรกิจยังให้กระทำต่อไปได้ ดังนั้น มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงบัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเช่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 ประการ เช่น ตามมาตรา 6 (3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวง (พ.ศ.2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 กำหนดวงเงินไว้ 300,000 บาท และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติเอาความผิดแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่ฝ่าฝืนมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์จะเอาความผิดเฉพาะผู้เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้น ดังนั้น นิติกรรมการเล่นแชร์ของนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะ แต่นิติกรรมการเล่นแชร์ของโจทก์และจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นสมาชิกวงแชร์ไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 สิทธิหรือหน้าที่ของสมาชิกวงแชร์มีความผูกพันตามกฎหมายอยู่อย่างไรความผูกพันย่อมมีอยู่เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้และสั่งจ่ายเช็คเงินค่าแชร์มอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูล เพื่อให้โจทก์นำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดชำระเงินค่าแชร์แก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าการเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากการตกลงกันระหว่างผู้เล่น สามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย แต่อายุความเกี่ยวกับการฟ้องเรียกเงินค่าแชร์ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงได้ความว่า วงแชร์ล้มเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 และเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในวันเดียวกัน โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูเลี้ยง แซ่ลิ้ม
จำเลย — นายโชติชัย กุลวิภัชวัฒนา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343 -ที่ 1344/2552
#502454
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองให้การชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองมาแต่ต้นมิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ จึงไม่มีประเด็นเรื่องการโต้แย้งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนอกประเด็นมาวินิจฉัยว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นการไม่ชอบ เพราะการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องเกิดจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ที่ 2 และที่ 1 สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องสำนวนแรกและให้การกับฟ้องแย้งสำนวนที่สอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์อีก หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การสำนวนแรกและฟ้องกับให้การแก้ฟ้องแย้งสำนวนที่สองขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองแต่ฝ่ายเดียว ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท กับขอให้เพิกถอนคำร้องและยกเลิกการรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสนั่นสามีจำเลยที่ 1 และเป็นบิดาจำเลยที่ 2 เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ เมื่อนายสนั่นถึงแก่ความตาย โจทก์ให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทต่ออีก 1 ปี ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าเช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนและครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองจากโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนฟ้องแย้งของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน พิพากษาว่า ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท คำขอของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก สำนวนแรก) และฟ้องแย้งโจทก์ (ที่ถูก สำนวนที่สอง) ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่าย (ที่ถูกทั้งสองสำนวน) ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาว่าที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 44 หมู่ที่ 1 (ปัจจุบันหมู่ที่ 6) ตำบลทุ่งพึ่ง (ทุ่งผึ้ง) อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานีภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองเช่าทำนาและปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดือนกันยายน 2541 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทและนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านอยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และปลูกผักสวนครัวตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปีแล้ว โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองมาแต่ต้น มิได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์จึงไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนอกประเด็นมาวินิจฉัยว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นการไม่ชอบ เพราะการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องเกิดจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และปัญหาว่าศาลวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2541 และห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และยกฟ้องของจำเลยทั้งสองในสำนวนหลัง ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนรวมสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอานนท์ สุราฤทธิ์
จำเลย — นางถวิล เอี่ยมละออ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2552
#501563
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกับพวกมิได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน แต่เป็นแผนการหรือกลอุบายอย่างหนึ่งที่จำเลยทั้งสามสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อจะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมมิได้มีเจตนาที่จะไปร่วมเล่นการพนันกับจำเลยทั้งสามมาแต่ต้น การที่โจทก์ร่วมมอบเงินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเพื่อเข้าหุ้นเล่นการพนันดังกล่าวเป็นการตกหลุมพรางที่วางกับดักเอาไว้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยทั้งสามโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกงเงินของโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันวางแผนหลอกลวงนายนพรัตน์ผู้เสียหาย เป็นขั้นเป็นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทั้งสามทำทีมาติดต่อขอซื้อเตาแก๊สจากผู้เสียหาย โดยอ้างว่าพวกของจำเลยทั้งสามเป็นเถ้าแก่จะซื้อเตาแก๊สของผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปตกลงซื้อขายเตาแก๊สกันที่ห้องพักภายในโรงแรมไดมอนด์ แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกร่วมกันใช้กลอุบายชักชวนผู้เสียหายให้นำเงินมาเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกให้ครบ 6,000,000 บาท เพื่อใช้เล่นการพนัน โดยอ้างว่าสามารถร่วมกันเล่นโกงเอาชนะจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างว่าเป็นเถ้าแก่อีกคนหนึ่งอันเป็นความเท็จความจริงแล้วบุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าเป็นเถ้าแก่ไม่มีความประสงค์จะซื้อเตาแก๊สของผู้เสียหายแต่อย่างใด การตกลงซื้อขายเตาแก๊สกับผู้เสียหายเป็นเพียงกลอุบายให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยที่ 2 และไปพบจำเลยที่ 3 กับพวกแล้วใช้กลอุบายชักชวนให้เล่นการพนันโกงเพื่อเอาชนะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกมิได้มีเจตนาจะเล่นการพนันเพื่อโกงเอาชนะจำเลยที่ 1 จริง แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกหลอกลวงผู้เสียหายก็เพื่อให้ผู้เสียหายนำเงินมาเข้าหุ้นเล่นการพนันและจำเลยทั้งสามกับพวกจะได้สมคบกันเล่นโกงผู้เสียหายเพื่อให้แพ้พนันและจากการหลอกลวงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงิน 1,100,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเพื่อเข้าหุ้นเล่นการพนันดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกสมคบกันเล่นพนันโดยแกล้งเล่นแพ้พนัน ทำให้จำเลยทั้งสามกับพวกได้เงิน 1,100,000 บาท ของผู้เสียหายไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4628/2548 ของศาลจังหวัดระนอง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายนพรัตน์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 จะผ่อนชำระเงินคืนให้โจกท์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4628/2548 ของศาลจังหวัดระนอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีกหนึ่งคนร่วมกันวางแผนหลอกลวงโจทก์ร่วมเป็นขั้นเป็นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทั้งสามทำทีมาติดต่อขอซื้อแก๊สจากโจทก์ร่วมอ้างว่าพวกของจำเลยทั้งสามเป็นเถ้าแก่จะซื้อเตาแก๊สของโจทก์ร่วม และพวกโจทก์ร่วมไปตกลงซื้อขายเตาแก๊สกันที่ห้องพักภายในโรงแรมไดมอนด์ แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกร่วมกันใช้กลอุบายชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินมาเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกให้ครบ 6,000,000 บาท เพื่อใช้เล่นการพนัน โดยอ้างว่าสามารถร่วมกันเล่นโกงชนะจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างว่าเป็นถ้าแก่อีกคนหนึ่งอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบุคคลที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าเป็นเถ้าแก่ไม่มีความประสงค์จะซื้อเตาแก๊สของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การตกลงซื้อขายเตาแก๊สของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การตกลงซื้อขายเตาแก๊สกับโจทก์ร่วมเป็นเพียงกลอุบายให้โจทก์ร่วมไปกับจำเลยที่ 2 และไปพบจำเลยที่ 3 กับพวกแล้วใช้กลอุบายชักชวนให้เล่นการพนันโกงเพื่อเอาชนะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกมิได้มีเจตนาจะเล่นการพนันเพื่อโกงเอาชนะจำเลยที่ 1 จริง แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมก็เพื่อให้โจทก์ร่วมนำเงินมาเข้าหุ้นเล่นการพนัน และจำเลยทั้งสามกับพวกจะได้สมคบกันเล่นโกงโจทก์ร่วมเพื่อให้แพ้พนัน และจากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงิน 1,100,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเพื่อเข้าหุ้นส่วนการพนันดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกสมคบกันเล่นการพนันโดยแกล้งเล่นแพ้พนัน ทำให้จำเลยทั้งสามกับพวกได้เงิน 1,100,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป เห็นว่า จำเลยทั้งสามกับพวกมิได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันแต่อย่างใด แต่การเล่นการพนันเป็นแผนการหรือกลอุบายอย่างหนึ่งที่จำเลยทั้งสามสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อจะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมก็มิได้มีเจตนาที่จะไปร่วมเล่นการพนันกับจำเลยทั้งสามมาแต่ต้น การที่โจทก์ร่วมมอบเงินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเพื่อเข้าหุ้นเล่นการพนันดังกล่าวเป็นการตกหลุมพรางที่จำเลยทั้งสามกับพวกวางกับดักเอาไว้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยทั้งสามโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสามกระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 2 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 2 ของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินคืนให้โจทก์ร่วม 200,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใช้เงินคืนให้โจทก์ร่วมในส่วนนี้อีก"

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4628/2548 ของศาลจังหวัดระนอง ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดคืนเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสิทธิพงษ์หรือแคว๊ท นิลอรุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1290/2552
#451814
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร การที่ทนายจำเลยทั้งสองนำสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินให้โจทก์ดูแล้วโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า สำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเป็นสัญญากู้เงินที่โจทก์ทำมอบไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ขณะยังไม่มีการกรอกข้อความ โจทก์หาได้เบิกความรับรองข้อความในเอกสารไม่ ดังนั้น การที่ทนายจำเลยทั้งสองส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลเท่ากับจำเลยทั้งสองเรียกพยานหลักฐานของตนเข้าสืบโดยฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง

การที่จำเลยที่ 1 สาบานตนให้การเป็นพยานว่า โจทก์กู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4878 ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ประเด็นข้อพิพาทคงเกิดจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอ้างข้อเท็จจริงเป็นประเด็นขึ้นใหม่ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นคำเบิกความในข้อที่ไม่ได้เป็นประเด็นในคดี จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4878 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร คืนให้แก่โจทก์ ถ้าโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4878 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร คืนแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลายต่อศาลชั้นต้น โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแต่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 นำสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินมาถามค้านโจทก์ และจำเลยที่ 1 สาบานตนให้การเป็นพยานว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 2 โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4878 ให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นหลักประกันแต่โจทก์ไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเป็นเอกสารประกอบการถามค้าน ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 เรียกพยานหลักฐานเข้าสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) ศาลจึงรับฟังสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินได้นั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่าสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเป็นหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์ทำมอบไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ในขณะที่ยังไม่มีการกรอกข้อความในเอกสารดังกล่าว โจทก์หาได้เบิกความรับรองข้อความในเอกสารไม่ การที่ทนายจำเลยทั้งสองส่งสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินต่อศาลชั้นต้นเท่ากับจำเลยทั้งสองเรียกพยานหลักฐานของตนเข้าสืบโดยฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง

การที่จำเลยที่ 1 สาบานตนให้การเป็นพยานว่าโจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ประเด็นข้อพิพาทคงเกิดจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอ้างข้อเท็จจริงเป็นประเด็นขึ้นมาใหม่ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นคำเบิกความในข้อที่ไม่ได้เป็นประเด็นในคดีจึงรับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 199 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำรงค์ สิงห์โต
จำเลย — นายวิทยา โภชนาพาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายไพรัช โปร่งแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1289/2552
#451813
เปิดฉบับเต็ม

แม้การยื่นบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของหรือในฐานะผู้เช่า ดังนี้ บัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 ที่อ้างพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์และจำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลดังกล่าวเข้าเบิกความคือตัวจำเลยที่ 1 กับ ผ. ผู้รู้เห็นเหตุการณ์เช่าที่ดินพิพาทและเป็นผู้เก็บรักษาส่วนแบ่งข้าวที่ทำนาได้ จึงนับว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำบุคคลดังกล่าวเข้าเบิกความจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 961 เลขที่ดิน 148 ตำบลโนนเพ็ด อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ และพิพากษาว่าสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายและให้จำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลเข้าสืบเป็นการชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานจนล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมาย หลังจากนั้นได้ยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมรวม 2 ครั้ง จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีการยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกก่อน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 ว่า คดีนี้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 24 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 โดยเข้าใจว่าเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์รับสำเนาแล้วไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตและรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อพ้นระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้ดุลพินิจรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสามแล้ว จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม (หมายถึงการระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2) ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แม้โจทก์จะคัดค้าน แต่เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ เห็นว่า แม้การยื่นบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของหรือในฐานะผู้เช่า ดังนี้ บัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 ที่อ้างพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ และจำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลดังกล่าวเข้าเบิกความคือตัวจำเลยที่ 1 กับนางผาง บัวนาค ผู้รู้เห็นการเช่าที่ดินพิพาทและเป็นผู้เก็บรักษาส่วนแบ่งข้าวที่ทำนาได้ จึงนับว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลดังกล่าวข้างต้นเข้าเบิกความจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 87 (2) ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบานเย็น จาดนอก
จำเลย — นางสาวสมจิตร์ บัวนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายสมชาย จันทร์รองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1289/2552
#502466
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานจนล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมาย หลังจากนั้นได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมรวม 2 ครั้ง โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 โดยเข้าใจว่า เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์รับสำเนาแล้วไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตและรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อพ้นระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้ดุลพินิจรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่สองได้ แม้โจทก์จะคัดค้าน และการยื่นบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่เมื่อคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของหรือในฐานะผู้เช่า ดังนี้ บัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 ที่อ้างพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ จึงนับว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลตามบัญชีระบุพยานเข้าเบิกความ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมนางพร เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 961 เลขที่ดิน 148 ตำบลโนนเพ็ด อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ที่ดินพิพาท เมื่อประมาณปี 2517 นางพรขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเคน บิดาโจทก์ แต่ไม่ได้จดทะเบียนการซื้อขายหลังจากนั้นนายเคนเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อนายเคนถึงแก่กรรม โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ครั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและเข้าไปไถที่ดินปลูกต้นไม้ โจทก์ตรวจสอบจึงทราบว่านางพรได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต เพราะจำเลยทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 961 เลขที่ดิน 148 ตำบลโนนเพ็ด อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ และพิพากษาว่าสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 961 โดยนางพร มารดาจำเลยที่ 1 ยกให้ นางพรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเคน บิดาโจทก์ เพียงแต่ให้นายเคนเช่าทำกินโดยจ่ายค่าเช่าเป็นข้าวเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จ หลังจากนายเคนถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ขอเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 เพื่อทำกิน โดยตกลงจะจ่ายค่าเช่าเป็นข้าวเก็บเกี่ยวเสร็จ แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมจ่ายค่าเช่าให้ จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทแต่โจทก์กลับอ้างว่า นางพรขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเคนแล้วในภายหลัง จำเลยที่ 1 มีความเดือดร้อนทางการเงินจึงนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า นางพร ไม่เคยขายไม่เคยส่งมอบและไม่เคยสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้นายเคน บิดาโจทก์ โจทก์และนายเคนเป็นเพียงผู้อาศัยทำกินในที่ดินดังกล่าวเท่านั้น ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยนางพรเป็นผู้ยกให้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า แต่เดิมที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 961 ตำบลโนนเพ็ด อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นของนางพร มารดาจำเลยที่ 1 ต่อมานางพรกับจำเลยที่ 1 ย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น หลังจากนั้นนายเคน บิดาโจทก์เข้าทำกินในที่ดินพิพาทจนนายเคนถึงแก่กรรมเมื่อปี 2532 ภายหลังโจทก์เข้าทำกินในที่ดินพิพาทจนมีเรื่องโต้แย้งกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนรับรองให้ที่ดินพิพาทจากนางพรเมื่อปี 2543 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่านายเคนซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางพรตั้งแต่ปี 2517 โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายเคนทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมานายเคนยกที่ดินให้แก่โจทก์ก่อนนายเคนถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่านายเคนซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางพรจริง แต่พยานโจทก์คือตัวโจทก์ นางหอม นายท่ม และนางสงกา ต่างเบิกความได้ความเพียงว่า นายเคนเป็นผู้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทหลังจากนางพรและจำเลยที่ 1 ย้ายจากที่ดินพิพาทไปอยู่จังหวัดอื่น เมื่อนายเคนถึงแก่กรรมแล้วโจทก์เป็นผู้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่อมา ส่วนการซื้อขายที่ดินพิพาทนั้นพยานโจทก์ทั้งหมดต่างเพียงแต่รับทราบมาโดยไม่มีผู้ใดรู้เห็นเหตุการณ์ที่นายเคนตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทจากนางพร ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการตกลงซื้อขายกันในราคาเท่าไรและนายเคนประกอบอาชีพใด มีรายได้เพียงพอที่จะชำระราคาที่ดินพิพาทหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบในข้อนี้ว่า หากมีการขายที่ดินพิพาทให้นายเคนแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องเห็นเงินที่ชำระเป็นค่าที่ดินบ้าง แต่ไม่เคยเห็น เมื่อจำเลยที่ 1 สอบถามจากนางพรก็ได้ความว่า นางพรเคยตกลงขายที่ดินพิพาทจริงแต่นายเคนไม่มีเงินพอ จึงไม่มีการซื้อขายกัน นอกจากนี้แล้วเมื่อทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่ที่ดินพิพาทในปี 2518 ก็ออกให้ในนามของนางพร ไม่ปรากฏว่านายเคนหรือโจทก์ได้ขวนขวายหรือติดต่อนางพรให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของที่ดินเป็นของนายเคนหรือโจทก์แต่อย่างใด สำหรับพยานจำเลยที่ 1 นำสืบว่า ก่อนที่นางพรจะย้ายครอบครัวไปอยู่จังหวัดอื่นได้ให้นางแด้เช่าทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ก่อน ครั้นเมื่อย้ายไปแล้วนางพรกับจำเลยที่ 1 ให้นายเคนผู้เป็นน้องชายเช่าทำกินแทนต่อมา ทั้งนี้นางพรได้รับค่าเช่าเป็นส่วนแบ่งผลผลิตข้าวที่ทำนาได้ โดยจำเลยที่ 1 มีนางผาง น้องสาวของนางพรและนายเคนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ที่ดินพิพาทมีนางแด้กับนายเคนเป็นผู้เช่าทำกินจริง นางแด้กับนายเคนแบ่งข้าวที่ทำนาได้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเก็บไว้ที่ยุ้งข้าวของนางผาง แล้วจำเลยที่ 1 จะมารับเอาไปในภายหลัง ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนี้ นายท่มกับนางสงกาพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่านางพรกับจำเลยที่ 1 ให้นางแด้ทำกินในที่ดินพิพาทก่อน หลังจากนั้นนายเคนจึงเข้าทำกินในที่ดินพิพาทต่อมา อันเป็นการเบิกความเจือสมพยานจำเลยที่ 1 และเป็นข้อบ่งชี้ได้ประการหนึ่งว่านางพรกับจำเลยที่ 1 ได้ให้บุคคลอื่นรวมทั้งนายเคนทำกินในที่ดินพิพาทโดยตนเองได้รับผลประโยชน์เป็นส่วนแบ่งข้าวที่ทำนาได้จริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า นายเคนบิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางพรมารดาจำเลยที่ 1 และครอบครองจนได้สิทธิครอบครองดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายและให้จำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลเข้าสืบเป็นการชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานจนล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายหลังจากนั้นได้ยื่นคำแถลงขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมรวม 2 ครั้ง จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีการยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกก่อน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2545 ว่า คดีนี้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 24 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 โดยเข้าใจว่าเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์รับสำเนาแล้วไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตและรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นกรณีที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อพ้นระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้ดุลพินิจรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสามแล้ว จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม (หมายถึงการระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2) ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แม้โจทก์จะคัคค้านแต่เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ เห็นว่า แม้การยื่นบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของหรือในฐานะผู้เช่า ดังนี้ บัญชีระบุพยานของจำเลยที่ 1 ที่อ้างพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ และจำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลดังกล่าวเข้าเบิกความคือตัวจำเลยที่ 1 กับนางผาง ผู้รู้เห็นการเช่าที่ดินพิพาทและเป็นผู้เก็บรักษาส่วนแบ่งข้าวที่ทำนาได้ จึงนับว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานจำเลยที่ 1 และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานบุคคลดังกล่าวข้างต้นเข้าเบิกความจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 วรรคหนึ่ง ม. 88 วรรคสอง ม. 88 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบานเย็น จาดนอก
จำเลย — นางสาวสมจิตร์ บัวนาค กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1257/2552
#501121
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อจะทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ในบ้าน แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ใช้มีดสปาร์ต้าที่ถือมาฟันเด็กชาย น. จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดนั้นฟันเด็กชาย น. จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นก็หลบหนีไป ด้วยกัน จำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้าน จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ และฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มีเรื่องกับจำเลยที่ 4 แต่มีเรื่องกับจำเลยที่ 3 และผู้ตาย ทั้งในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็อยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ผู้ใดอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายที่จะต้องป้องกัน การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดสปาร์ต้าแก่จำเลยที่ 3 และเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ด้วย แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดดังกล่าวฟันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเด็กชาย น. จึงเป็นการเข้าไปโดยมีเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลที่อยู่ภายในบ้าน เป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร มิใช่มีเหตุสมควรอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกแบบลูกโม่ ไม่ทราบชนิดและขนาดไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอกกับกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 3 ที่ 4 และนายวิรุฬห์กับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งหลบหนีอีกฝ่ายหนึ่งต่างสมัครใจเข้าร่วมทะเลาะวิวาทกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองยิงนายวิรุฬห์ถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่า ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ตายกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีมีดกับไม้หน้าสามเป็นอาวุธติดตัวและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วร่วมกันใช้มีดสปาร์ต้ายาวประมาณ 21 นิ้ว และมีดสแตนเลสปลายแหลมยาวประมาณ 24 นิ้ว ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกมีติดตัวไปเป็นอาวุธฟันเด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเจตนาฆ่า มีดที่ฟันถูกเด็กชายนิมิตรที่บริเวณคิ้วและหางตาข้างซ้าย ถูกจำเลยที่ 1 ที่ศีรษะ และถูกจำเลยที่ 2 ที่ศีรษะและหน้าผากจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากเด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้ปัดป้อง ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกฟันเข้าไม่ลึกพอที่จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ เพียงแต่ทำให้เด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุตรของผู้ตาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตามฟ้องยิงผู้ตาย 2 นัด โดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการตรวจศพและรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์เอกสารหมาย จ.20 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำผิดด้วยและจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดสปาร์ต้าฟันเด็กชายนิมิตรถูกที่คิ้วและหางตาซ้าย กับฟันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกที่ศีรษะและที่ศีรษะกับหน้าผาก ตามลำดับ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.21 จ.7 และ จ.8 ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษหรือไม่ โจทก์มีนางสาวอนงค์เป็นพยานเบิกความว่าในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 2 โต้เถียงกับผู้ตายเรื่องจำเลยที่ 3 เมาแล้วด่าเอะอะโวยวายที่หน้าบ้าน โดยผู้ตายนั่งอยู่ใกล้ศาลพระภูมิหน้าบ้านของพยาน ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่หน้าบ้านของตนเองและจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 3 ถือมีดสปาร์ต้ายืนอยู่ห่างกันประมาณ 4 เมตร ต่อมาเห็นจำเลยที่ 1 เดินออกมาจากในบ้านถืออาวุธปืนสั้นแล้วจ่อยิงผู้ตาย 1 นัด ในระยะห่างประมาณ 2 เมตร ผู้ตายวิ่งเข้าไปหา จำเลยที่ 1 วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน จำเลยที่ 3 ที่ 4 และพวกอีกคนหนึ่งวิ่งตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้าน โดยจำเลยที่ 3 นำมีดสปาร์ต้าของจำเลยที่ 4 มาถืออยู่ในมือ และโจทก์ยังมีเด็กชายนิมิตรบุตรของจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่พยานนั่งดูโทรทัศน์อยู่ภายในบ้านเห็นจำเลยที่ 3 ถือมีดสปาร์ต้า ส่วนจำเลยจำเลยที่ 4 และพวกถือไม้คนละท่อนแล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดฟันพยานถูกที่คิ้วซ้ายขณะพยานจะเดินออกไปหน้าบ้าน พยานวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วย เมื่อจำเลยที่ 2 เดินออกมาจากในครัวถึงกลางบ้านก็ถูกจำเลยที่ 3 ฟันที่ศีรษะ ซึ่งจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ถูกจำเลยที่ 3 ใช้มีดสปาร์ต้าฟันขณะอยู่ในบ้านเช่นกัน เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นหลานเขยของนางสาวอนงค์ไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 จึงเชื่อว่านางสาวอนงค์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมิได้ปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 4 เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือมีดสปาร์ต้าและให้มีดสปาร์ต้าแก่จำเลยที่ 3 เมื่อเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็เบิกความยอมรับว่าได้เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 จริงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อจะทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ในบ้าน แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ใช้มีดสปาร์ต้าฟันเด็กชายนิมิตรจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดนั้นฟันเด็กชายนิมิตร จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นก็หลบหนีออกไปจากบ้านของจำเลยที่ 2 ด้วยกัน ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า จำเลยที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อทำร้ายฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้าน จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธ และฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่า เหตุที่จำเลยที่ 4 เข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อแย่งอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 ไม่ให้ทำร้ายผู้ใดอีกโดยไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ใด การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการป้องกันภยันตรายอันเกิดจากการกระทำอันละเมิดกฎหมายของจำเลยที่ 1 และมีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 4 จะเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มีเรื่องกับจำเลยที่ 4 แต่มีเรื่องกับจำเลยที่ 3 และผู้ตาย ทั้งในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็อยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ผู้ใดอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายที่จะต้องป้องกันแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 4 ให้มีดสปาร์ต้าแก่จำเลยที่ 3 และเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ด้วยแล้วจำเลยที่ 3 ใช้มีดดังกล่าวฟันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเด็กชายนิมิตรจึงเป็นการเข้าไปโดยมีเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลที่อยู่ภายในบ้านเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร หาใช่มีเหตุสมควรอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 4 ไม่เป็นความผิดตามที่จำเลยที่ 4 อ้างไม่ ฎีกาจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายสมยศหรือยศทองชีวงศ์
จำเลย — หรือทองชีวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา