คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2552
#502455
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ต้องมีองค์ประกอบความผิด คือ ผู้กระทำต้อง "ขายของ" โดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า PENTHOUSE ของโจทก์ไปใช้กับกิจการให้บริการโรงแรม และได้ใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า PENTHOUSE ของโจทก์ประกอบเป็นชื่อ Domain name www.penthouse@penthousehotel.com เพื่อโฆษณากิจการของโรงแรมดังกล่าว กับใช้ชื่อจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า penthouse@penthousehotel.com เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามให้ "บริการ" กิจการโรงแรม ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามขายของ ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามก็ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 271

การกระทำที่จะถือเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) นั้นจึงต้องเป็นการนำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ที่นำมาใช้นี้ต้องนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียนแบบ เมื่อเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้ใช้ในการประกอบการค้านั้น คือ อักษรโรมันพิมพ์ใหญ่ว่า "PENTHOUSE" ส่วนรูปหรือรอยประดิษฐ์หรือข้อความที่จำเลยทั้งสามใช้ในการประกอบกิจการค้าตามที่โจทก์นำสืบคือ

ซึ่งมีลักษณะเป็นการประดิษฐ์รูปและคำประกอบกันมิได้มีลักษณะเป็นตัวอักษรโรมันพิมพ์ใหญ่เช่นของโจทก์ ส่วน Domain name ที่จำเลยทั้งสามใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมของจำเลยทั้งสามคือ www.penthousehotel.com และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์คือ penthouse@penthousehotel.com ไม่ได้ใช้เพียงชื่อว่า PENTHOUSE การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่อาจมีมูลเป็นความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่แจ้งความ จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นการค้าของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 272 (1)

การกระทำอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 274 นี้ได้ เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ถูกเลียนจึงต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในหรือนอกราชอาณาจักร โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า PENTHOUSE ไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกากับสินค้าจำพวก 38, 16 รายการสินค้า นิตยสาร ปฏิทิน และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยกับสินค้าจำพวก 16, 41 รายการสินค้า นิตยสาร กับจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการกับรายการสินค้า ผลิตและแจกจ่ายรายการโทรทัศน์ บริการไนต์คลับและบ่อนกาสิโนเท่านั้นแต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามเลียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เพื่อใช้กับกิจการโรงแรม อันเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งในและนอกราชอาณาจักร ส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยเลียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เพื่อใช้กับกิจการและบริการต่างๆ ของโรงแรมด้วย โจทก์ก็กล่าวถึงกิจการบริการต่างๆ ดังกล่าวไว้เฉพาะกิจการบริการสปา และสระว่ายน้ำภายในโรงแรมอันเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งในและนอกราชอาณาจักร คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในข้อหานี้เช่นกัน

??

??

??

??

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 271, 272 และมาตรา 274 และบังคับให้รับผิดทางแพ่ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยความรับผิดส่วนแพ่งของจำเลยทั้งสามต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวบกฎหมายอาญา มาตรา 271 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น การกระทำอันจะเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงต้องมีองค์ประกอบความผิด คือ ผู้กระทำต้อง "ขายของ" โดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า PENTHOUSE ของโจทก์กับกิจการให้บริการโรงแรม และได้ใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมาย PENTHOUSE ของโจทก์ประกอบเป็นชื่อ Domain name www.penthousehotel.com เพื่อโฆษณากิจการของโรงแรมดังกล่าว กับใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า penthouse@penthousehotel.com เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าว โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามให้ "บริการ" กิจการโรงแรม ไม่ได้กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามขายของ ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามก็ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 271 ดังกล่าวได้ คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในข้อหานี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามมีมูลในความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่แจ้งความจดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นการค้าของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) บัญญัติว่า "ผู้ใด...เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น... ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น การกระทำที่จะถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 272 (1) นั้น จึงต้องเป็นการนำชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ที่นำมาใช้นี้ต้องนำมาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันในลักษณะปลอม ไม่ใช่เพียงแต่เลียบแบบ เมื่อเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้ใช้ในการประกอบการค้านั้น คือ อักษรโรมันพิมพ์ใหญ่ว่า "PENTHOUSE" ส่วนรูปหรือรอยประดิษฐ์หรือข้อความที่จำเลยทั้งสามใช้ในการประกอบการค้าตามที่โจทก์นำสืบต่อคือ ซึ่งมีลักษณะเป็นการประดิษฐ์รูปและคำประกอบกันมิได้มีลักษณะเป็นตัวอักษรโรมันพิมพ์ใหญ่เช่นของโจทก์ ส่วน Domain name ที่จำเลยทั้งสามใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมของจำเลยทั้งสามคือ www.penthousehotel.com และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์คือ penthouse@penthousehotel.com ไม่ได้ใช้เพียงชื่อว่า PENTHOUSE การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่อาจมีมูลเป็นความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่แจ้งความ จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นการค้าของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามมีมูลในความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้วเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 บัญญัติว่า "ผู้ใดเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้นต้องระวางโทษ..." ดังนั้น การกระทำอันจะเป็นความผิดตามบทมาตรานี้ได้เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ถูกเลียนจึงต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในหรือนอกราชอาณาจักร โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า PENTHOUSE ไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกากับสินค้าจำพวก 38, 16 รายการสินค้า นิตยสาร ปฏิทิน ตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยกับสินค้าจำพวก 16, 41 รายการสินค้า นิตยสาร กับจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการกับรายการการค้า ผลิตและแจกจ่ายรายการโทรทัศน์ บริการไนต์คลับและบ่อนกาสิโนเท่านั้น แต่ตามคำฟ้องโจทก์โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามเลียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เพื่อใช้กับกิจการโรงแรมอันเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งในและนอกราชอาณาจักร ส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยเลียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เพื่อใช้กับกิจการบริการต่างๆ ในโรงแรมด้วย โจทก์ก็กล่าวถึงกิจการบริการต่างๆ ดังกล่าวไว้เฉพาะกิจการบริการสปา และสระว่ายน้ำภายในโรงแรม อันเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการไว้แล้วทั้งในและนอกราชอาณาจักรเช่นกัน คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในข้อหานี้เช่นกัน และเมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่อาจเป็นความผิดทางอาญาในความผิดฐานที่โจทก์กล่าวอ้างได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลละเมิดในทางแพ่งอันเนื่องมาจากการละเมิดสิทธิของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ด้วยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งในส่วนอาญาและแพ่งมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 271 ม. 272 (2) ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจเนอรัล มีเดีย คอมมูนิเคชั่นส์, อิงค์
จำเลย — บริษัทโภชนียะ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1244/2552
#501118
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 36,000 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องไม่เป็นบริวารของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาทซึ่งคู่ความในส่วนของคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ คดีในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 โดยจำเลยและบริวารยอมรับว่าอยู่อาศัยในที่ดิน น.ส.3 เล่ม 1 หน้า 158 สารบบเลขที่ 209 ตำบลห้วยชน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี และบ้านเลขที่ 65/1 ซึ่งเป็นบ้านเลขที่เดียวกันกับบ้านเลขที่ 65/3 และปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว จำเลยขอเช่าที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปโดยชำระค่าเช่าเป็นงวด หากผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที จำเลยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด ศาลชั้นต้นจึงตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ณ บ้านเลขที่ 65/3 เพื่อแจ้งให้ผู้ที่ไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อาศัยโจทก์จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองไม่ใช่บริวารของจำเลย นายทองใบได้ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขยผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ จนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีให้ผู้ร้องทั้งสองออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว ขอให้ยกคำขอบังคับคดีของโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า นายทองใบ เป็นบิดาของจำเลยและผู้ร้องที่ 1 ได้ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยได้ยอมให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์รวมและจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์จนกระทั่งจำเลยได้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวมาขายให้แก่โจทก์ การยกให้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะและเป็นเท็จ ผู้ร้องทั้งสองเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิแสดงอำนาจพิเศษขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นให้โจทก์และผู้ร้องทั้งสองจัดทำแผนที่พิพาทซึ่งโจทก์และผู้ร้องทั้งสองยอมรับว่าแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำถูกต้องและโจทก์รับว่าบ้านเลขที่ 65/3 อยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งว่าแม้โจทก์และจำเลยจะรับว่า บ้านเลขที่ 65/1 กับ 65/3 เป็นบ้านหลังเดียวกันที่ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คำพิพากษาดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ จึงใช้ยันผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าบ้านเลขที่ 65/3 ของผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงเพิกถอนการบังคับคดีบ้านดังกล่าวค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 36,000 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย โดยนายทองใบยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย และศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้องทั้งสองเท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบริวารของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษในบ้านเลขที่ 65/1 หรือ 65/3 การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านนั้นไม่จำเป็นต้องปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็สามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านได้ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 13,175 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมา สมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท และคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรแก้ว วิริยเวชกุล
ผู้ร้อง — นางพัสภร คงห้วยรอบ กับพวก
จำเลย — นายอารี อ่วมคร้าม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1244/2552
#501855
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 36,000 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย โดย ท. ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย และศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้องทั้งสอง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบริวารของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 โดยจำเลยและบริวารยอมรับว่าอยู่อาศัยในที่ดิน น.ส.3 เล่ม 1 หน้า 158 สารบบเลขที่ 209 ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี และบ้านเลขที่ 65/1 ซึ่งเป็นบ้านเลขที่เดียวกันกับบ้านเลขที่ 65/3 และปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว จำเลยขอเช่าที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไป โดยชำระค่าเช่าเป็นงวด หากผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที จำเลยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด ศาลชั้นต้นจึงตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ณ บ้านเลขที่ 65/3 เพื่อแจ้งให้ผู้ที่ไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อาศัยโจทก์จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองไม่ใช่บริวารของจำเลย นายทองใบ ได้ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีให้ผู้ร้องทั้งสองออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าวขอให้ยกคำขอบังคับคดีของโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นให้โจทก์และผู้ร้องทั้งสองจัดทำแผนที่พิพาทซึ่งโจทก์และผู้ร้องทั้งสองยอมรับว่าแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำถูกต้องและโจทก์รับว่าบ้านเลขที่ 65/3 อยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดการไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งว่าแม้โจทก์และจำเลยจะรับว่า บ้านเลขที่ 65/1 กับ 65/3 เป็นบ้านหลังเดียวกันที่ปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคำพิพากษาดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ จึงใช้ยันผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าบ้านเลขที่ 65/3 ของผู้ร้องทั้งสองไม่ได้อยู่ในที่ดินของโจทก์ จึงเพิกถอนการบังคับคดีบ้านดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 36,000 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาทโจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย โดยนายทองใบ ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย และศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้องทั้งสองเท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบริวารของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาทซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษในบ้านเลขที่ 65/1 หรือ 65/3 การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านนั้นไม่จำเป็นต้องปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็สามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านได้ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 13,175 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมา สมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทะรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท และคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง ม. 248 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรแก้ว วิริยเวชกุล
ผู้ร้อง — นางพัสภร คงหัวยรอบ กับพวก
จำเลย — นายอารี อ่วมคร้าม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1239/2552
#501665
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์และที่ดินที่ใช้ปลูกสร้างตึกแถว 26 คูหาต่างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการหมู่บ้านจัดสรรซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวกัน โดยเขตที่ดินแปลงแรกด้านทิศใต้ติดทางหลวงและทิศเหนือติดด้านหน้าตึกแถวทั้ง 26 คูหาตลอดแนว เขตที่ดินแปลงที่สองติดด้านหลังตึกแถวทั้ง 26 คูหา ตลอดแนวเช่นเดียวกัน ซึ่งเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรรได้สร้างตึกแถวโดยทำกันสาดด้านหน้าตึกแถวล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทด้านหน้าตึกแถว 1.5 เมตรและล้ำไปในที่ดินพิพาทด้านหลังตึกแถว 1 เมตร ทำให้เห็นได้ว่าหากเจ้าของโครงการมิได้เว้นว่างที่ดินพิพาทด้านหน้าตึกแถวไว้เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวก็จะทำให้ไม่มีทางเข้าออกด้านหน้าตึกแถว ส่วนที่ดินพิพาทด้านหลังส่วนที่พ้นกันสาดก็มีเพียง 1 เมตร ซึ่งไม่น่าจะใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แสดงว่าเจ้าของโครงการได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทไว้เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ในการขายตึกแถวในโครงการนั้นเอง ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์จึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงในโครงการซึ่งรวมถึงที่ดินที่ตั้งตึกแถวของจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนการที่เจ้าของโครงการต้องเว้นระยะด้านหน้าตึกแถวให้ห่างจากทางหลวงประมาณ 6 เมตร ตามระเบียบทางหลวงนั้นเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการก่อสร้างหาเกี่ยวข้องหรือมีผลให้ที่ดินพิพาทไม่ตกเป็นภาระจำยอมแต่อย่างใดไม่ เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นภาระจำยอม โดยผลของกฎหมาย แม้โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์โดยการซื้อจากการขายทอดตลาดก็ไม่ทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24243 และ 24215 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยซื่อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 202/24 จำเลยทั้งสองก่อสร้างหลังคากระเบื้องลอนคู่โครงเหล็ก ขนาดประมาณกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร เสาเหล็ก พื้นคอนกรีตด้านหน้าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24243 และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างด้านหลังอาคารนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24215 ของโจทก์ โจทก์แจ้งให้รื้อถอนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์โดยรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ หากไม่รื้อถอนขอให้โจทก์รื้อถอนแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ซื้ออาคารพาณิชย์เลขที่ 202/24 ต่อจากผู้อื่น ที่ดินด้านหน้าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเจ้าของเดิมได้ปรับปรุงยกระดับเทพื้นคอนกรีต สร้างหลังคาและใช้ประโยชน์เข้าออกถนนสายสำโรง - บางพลี ส่วนด้านหลังก็ใช้ประโยชน์เทพื้นคอนกรีต สร้างหลังคาจนเต็มพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2522 และจำเลยที่ 1 ครอบครองใช้สอยอย่างเป็นเจ้าของต่อมานับถึงปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทด้านหน้าและด้านหลังอาคารพาณิชย์ดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว โจทก์ทราบถึงการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น การซื้อที่ดินของโจทก์จึงไม่สุจริต โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนหลังคาโครงเหล็กด้านหน้า และหลังคาโครงเหล็กพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ เว้นแต่ในส่วนกันสาดปูนชั้นบนซึ่งติดมากับตัวอาคารพาณิชย์ หากจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้ยกคำขอในส่วนที่ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยที่ 1 เสียค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24243 และ 24215 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยการซื้อมาจากขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24234 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวสามชั้น ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินที่ดินโฉนดเลขที่ 24243 ของโจทก์อยู่ด้านหน้าตึกแถวของจำเลยที่ 1 ทิศใต้ของที่ดินดังกล่าวติดทางหลวงแผ่นดินสายสำโรง - บางพลี - บางบ่อ ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 24215 ของโจทก์อยู่ด้านหลังตึกแถวของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่วิวาท เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์และที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินโครงการจัดสรรหมู่บ้านบางพลีนครของบริษัท ป. พายัพพิริยะกิจ จำกัด ซึ่งก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 26 คูหา เมื่อปี 2522 นายประทุม ซื้อที่ดินและตึกแถวของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาจากบริษัท ป. พายัพพิริยะกิจ จำกัด หลังจากนั้นนายประทุมก่อสร้างกันสาดและหลังคาโรงเหล็กด้านหน้าตึกแถวยื่นออกมาจากตัวอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ส่วนด้านหลังได้ก่อสร้างกันสาด ก่ออิฐกั้นห้องล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามภาพถ่ายและแผนที่วิวาท ต่อมาปี 2533 จำเลยที่ 1 ซื้ออาคารพาณิชย์ตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าวจากนายประทุมและครอบครองการทำประโยชน์ต่อเนื่องจากนายประทุมตลอดมา โจทก์ได้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเมื่อปี 2543 จากนั้นโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินในส่วนที่จำเลยที่ 1 รุกล้ำของโจทก์ทั้งสองแปลงไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อ้างว่า เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินมิได้สละการครอบครองหรือมีเจตนาที่จะยกที่ดินพิพาทให้ตกเป็นภาระจำยอมแก่ผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวจัดสรรทั้งหมดแต่อย่างใด เห็นว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์และที่ดินปลูกสร้างตึกแถวของจำเลยที่ 1 ต่างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการหมู่บ้านบางพลีนครซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวกัน เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงแล้ว ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 24243 มีเนื้อที่ 205 ตารางวา ด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาวด้านละ 107 เมตรเศษ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาวเพียงด้านละ 7 เมตรเศษ เขตที่ดินด้านทิศเหนืออยู่ติดกับด้านหน้าตึกแถวจัดสรรทั้ง 26 คูหา ทิศใต้ติดเขตทางหลวงแผ่นดินสายสำโรง - บางพลี - บางบ่อและที่ดินพิพาทของโจทก์โฉนดเลขที่ 24215 มีเนื้อที่เพียง 56 ตารางวา ด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาวด้านละ 108 เมตรเศษ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาวเพียงด้านละ 2 เมตร ที่ดินด้านทิศใต้อยู่ติดด้านหลังกับตึกแถวทั้ง 26 คูหาตลอดแนวเช่นเดียวกันตามแผนที่วิวาททั้งในการก่อสร้างตึกแถว เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินกันสาดได้ทำกันสาดยื่นล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทด้านหน้าตึกแถวลึก 1.5 เมตร และทำกันสาดยื่นล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทด้านหลังตึกแถวอีก 1 เมตร โดยเฉพาะที่ดินพิพาทด้านหน้าตึกแถวนั้น หากมิได้เว้นว่างไว้เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวก็จะทำให้ไม่มีทางเข้าออกด้านหน้าตึกแถวได้ ส่วนที่ดินด้านหลังตึกแถวก็เหลือเนื้อที่ส่วนที่พ้นกันสาดเพียง 1 เมตร ซึ่งไม่น่าจะใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 มีนายไพโรจน์ และนายฉะโอด เป็นพยานเบิกความต้องกันว่า นายไพโรจน์เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการที่ตั้งที่ดินพิพาทคดีนี้ ส่วนนายฉะโอดเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและเคยเป็นกำนันหมู่ที่ 20 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับหมู่ 11 ดังกล่าว พยานทั้งสองเคยเห็นที่ดินและอาคารตึกแถวพิพาททั้ง 26 คูหา ซึ่งรวมถึงอาคารตึกแถวของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น ตึกแถวพาณิชย์ทั้ง 26 คูหา ดังกล่าวสร้างขึ้นเมื่อปี 2522 เป็นตึกแถวในส่วนหนึ่งในโครงการบางพลีนคร พยานทั้งสองเห็นว่าผู้ซื้อตึกแถวได้ทำการเทปูนซีเมนต์ทำพื้นด้านหน้าตึกแถวจนถึงเขตถนนสาธารณะแล้วใช้ทำประโยชน์วางสิ่งของ ค้าขาย ใช้จอดรถ เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะส่วนด้านหลังตึกแถวนั้นผู้ซื้อก็ได้ต่อเติมเป็นครัวบ้าง วางสิ่งของบ้าง ไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านการครอบครองที่ดินด้านหน้าและด้านหลังของเจ้าของตึกแถวแต่ละรายมาก่อนจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีนายสนิท เป็นพยานเบิกความว่าพยานทำงานที่แขวงการทางสมุทรปราการ ตำแหน่งหมวดการทาง มีหน้าที่ดูแลถนนเทพารักษ์ หรือถนนหมายเลข 3268 ระหว่างกิโลเมตรที่ 4 ถึงกิโลเมตรที่ 22 หมู่บ้านบางพลีนครมีอาคารพาณิชย์ปลูกสร้างอยู่ริมถนนทั้งสองฝ่าย อาคารพาณิชย์ดังกล่าวสร้างขึ้นเมื่อปี 2520 การก่อสร้างต้องขออนุญาตเชื่อมทางจากกรมทางหลวงกรมทางหลวงจะกำหนดระยะถอยร่นจากแนวทางหลวงถึงหน้าอาคารพาณิชย์ประมาณ 6 เมตร ซึ่งเป็นระเบียบของกรมทางหลวง อาคารพาณิชย์ตึกแถวของหมู่บ้านบางพลีนครที่พิพาทก็ได้ก่อสร้างถอยร่นจากทางหลวงตามระยะทางที่ได้รับอนุญาต ระยะถอยร่นมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าของอาคารพาณิชย์ใช้ร่วมกันเป็นทางออกที่ดินดังกล่าวถือเป็นที่ดินสาธารณะ แต่เอกสารสิทธิยังเป็นชื่อเจ้าของโครงการ ส่วนโจทก์อ้างตนเป็นพยานเบิกความได้ความเพียงว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากการขายทอดตลาด โจทก์เคยเห็นสภาพที่ดินและตึกแถวพิพาททั้ง 26 คูหา รวมถึงตึกแถวของจำเลยที่ 1 แล้ว สภาพการรุกล้ำก่อนที่โจทก์จะซื้อเป็นสภาพเช่นเดียวกับปัจจุบัน การสร้างตึกแถวทั้ง 26 คูหาดังกล่าวจะมีการเว้นที่ดินด้านหน้าและด้านหลังตึกแถวซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ไว้เพราะเหตุใดไม่ทราบ จากลักษณะที่ดินพิพาทและพยานโจทก์พยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เห็นว่า ที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์และที่ดินปลูกสร้างตึกแถวของจำเลยที่ 1 ต่างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการหมู่บ้านบางพลีนครซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวกัน ที่ดินพิพาทด้านหน้าตึกแถวนั้นหากมิได้เว้นว่างไว้เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถว ก็จะทำให้ไม่มีทางเข้าออกด้านหน้าตึกแถวได้ ส่วนที่ดินพิพาทด้านหลังตึกแถวก็เหลือเนื้อที่ส่วนที่พ้นกันสาดเพียง 1 เมตร ซึ่งไม่น่าจะใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้ ประกอบกับเมื่อผู้ซื้อตึกแถวจากเจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินแล้วต่างก็ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงในลักษณะเช่นเดียวกันทุกราย จึงเห็นได้ว่าเจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อกันไว้เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ในการขายตึกแถวในโครงการนั่นเอง ดังนี้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์จึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลง รวมถึงที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตึกแถวของจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ส่วนการที่เจ้าของโครงการผู้จัดสรรที่ดินได้เว้นระยะห่างระหว่างด้านหน้าตึกแถวกับเขตทางหลวงของสายสำโรง - บางพลี ไว้ประมาณ 6 เมตร ตามระเบียบของกรมทางหลวงก็เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หาได้เกี่ยวข้องหรือมีผลทำให้ที่ดินพิพาทไม่ตกเป็นภาระจำยอมแต่อย่างใดไม่ เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นภาระยอมโดยผลของกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ต่อโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากการขายทอดตลาดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทนั้นสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ข้อนี้โจทก์เบิกความลอย ๆ ปากเดียวว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแหล่งชุมชนและย่านการค้า จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 บัญญัติว่าท่านมิให้เจ้าของภารยทรัพย์ประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ดังนั้น โจทก์จึงเรียกค่าขาดประโยชน์จากการที่มิได้ใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — นางสมศรี กิ่งประทุม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2552
#451857
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือให้ความยินยอมและรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 4 มีไปยังจำเลยที่ 1 มีข้อความว่า "เป็นที่เข้าใจกันว่าเอทีแอนด์ที (AT&T) เพียงแต่ตอบสนองตามการขอร้องของท่านที่ให้จ่ายเงินโดยตรงในนามของท่านให้แก่บริษัทอื่น และในการจ่ายเงินดังกล่าวนี้ เอทีแอนด์ทีจะไม่และต้องไม่เป็นการยอมรับหนี้สินเพิ่มต่อท่านหรือต่อผู้รับโอนสิทธิ นอกจากนี้การยอมให้มีการโอนสิทธิทางการเงิน ไม่หมายความด้วยประการใด ๆ ว่า เอทีแอนด์ทีสละสิทธิของตนซึ่งมีอยู่ในสัญญา" ข้อความดังกล่าวนี้ชี้ชัดว่า จำเลยที่ 4 มิได้ให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องโดยมิได้อิดเอื้อน แต่เป็นการให้ความยินยอมภายในกรอบแห่งสิทธิของจำเลยที่ 4 อันพึงมีอยู่ในสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ดังนั้น หากจำเลยที่ 4 มีข้อต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้โอนได้ จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิที่จะนำยอดเงินจำนวน 13,522,469.67 บาท หักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างจำนวน 11,610,539.33 บาท ซึ่งจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 อันทำให้หนี้จำนวนดังกล่าวระงับไป โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้โอนจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 11,610,539.33 บาท แก่ตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ชำระเงิน จำนวน 15,688,181.68 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงิน จำนวน 11,230,173.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยต่อไปโดยให้จำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,115,566.89 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,804,502.33 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 11,230,173.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,804,502.33 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์โดยไม่ต้องเรียกเอาจากลูกหนี้ก่อน กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 4 และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 11,610,539.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในวงเงิน 11,230,173.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,804,502.33 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์โดยไม่ต้องเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ก่อน ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 มีสิทธินำยอดเงินจำนวน 13,522,469.67 บาท หักกลบลบหนี้กับยอดหนี้จำนวน 11,610,539.33 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือให้ความยินยอมและรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 4 มีไปยังจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2537 มีข้อความว่า "เป็นที่เข้าใจกันว่าเอทีแอนด์ที (AT&T) เพียงแต่ตอบสนองตามการขอร้องของท่านที่ให้จ่ายเงินโดยตรงในนามของท่านให้แก่บริษัทอื่น และในการจ่ายเงินดังกล่าวนี้ เอทีแอนด์ทีจะไม่และต้องไม่เป็นการยอมรับหนี้สินเพิ่มต่อท่านหรือต่อผู้รับโอนสิทธิ นอกจากนี้การยอมให้มีการโอนสิทธิทางการเงิน ไม่หมายความด้วยประการใด ๆ ว่า เอทีแอนด์ทีสละสิทธิของตนซึ่งมีอยู่ในสัญญา" ข้อความดังกล่าวนี้ชี้ชัดว่า จำเลยที่ 4 มิได้ให้ความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องโดยมิได้อิดเอื้อน แต่เป็นการให้ความยินยอมภายในกรอบแห่งสิทธิของจำเลยที่ 4 อันพึงมีอยู่ในสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ดังนั้น หากจำเลยที่ 4 มีข้อต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ก็ย่อมมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้โอนได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์สัญญาบริการทางเทคนิค (LTH. 306) ซึ่งในข้อ 1 เรียกจำเลยที่ 4 ว่า "บริษัท" และในข้อ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ว่า "ผู้จัดหา" ปรากฏว่า ในสัญญาข้อ 9 เงินชดเชย มีข้อความพอสังเขปว่า "บริษัทจะจ่ายให้แก่ผู้จัดหาสำหรับค่าบริการทางเทคนิคตามอัตราที่ระบุไว้ในตารางราคา ก........อัตราของผู้จัดหาจะรวมถึงค่าแรงงาน เครื่องมือ วัสดุ และเงินทดรองจ่ายอื่น ๆ ที่ต้องการเพื่อที่จะให้งานบริการทางเทคนิคเสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ภายใต้สัญญานี้.......บริษัทจะผูกพันเพียงชำระเงินให้แก่พนักงานผู้จัดหาตามชั่วโมงการทำงานจริงเท่านั้น....." และความในสัญญา ข้อ 21 การชดใช้ค่าเสียหาย "........ผู้จัดหาตกลงทำการชดใช้ค่าเสียหายและปกป้องบริษัท.......มิให้ได้รับความเสียหายจากการสูญเสีย เสียหาย การเรียกร้อง คดีความ ความรับผิด และค่าใช้จ่าย.........ที่เกิดขึ้นของหรือมีผลเนื่องมาจาก........(3) ความล้มเหลวอันเป็นส่วนของผู้จัดหาที่จะทำให้พอใจกับข้อเรียกร้องสำหรับคนงาน เครื่องมือ วัสดุและข้อผูกพันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือโดยทางอ้อมในการปฏิบัติงาน........" แล้ว เห็นว่า งานวางเครือข่ายสายโทรศัพท์ด้านธนบุรีของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 4 รับเหมาช่วงงานมาจากบริษัทเทเลคอม เอเซีย จำกัด เป็นงานโครงการใหญ่ซึ่งต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ทางเทคนิคเฉพาะทางตลอดทั้งผู้ปฏิบัติงานทั้งด้านวิชาการและด้านแรงงานจำนวนมาก อีกทั้งเป็นงานด้านสาธารณูปโภคซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสังคมส่วนรวม จึงเป็นปกติวิสัยที่จำเลยที่ 4 ซึ่งรับเหมาช่วงงานมาจากบริษัทเทเลคอม เอเซีย จำกัด จะต้องพยายามกำหนดข้อสัญญาให้ครอบคลุมมิให้มีเหตุขัดข้องเกิดขึ้นอันจะส่งผลให้งานไม่สำเร็จตามสัญญา ข้อความที่ระบุในสัญญาข้อ 9 และข้อ 21 บ่งชี้ถึงเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 4 ที่จะป้องกันมิให้งานเสียหายเพราะจำเลยที่ 1 มีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับค่าแรงงานที่ต้องจ่ายให้แก่พนักงานของตนรวมอยู่ด้วย จึงกำหนดให้จำเลยที่ 4 มีสิทธิที่จะจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ แม้พนักงานดังกล่าวจะไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 4 หาใช่จำเลยที่ 4 มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้นไม่ ยิ่งไปกว่านั้น การที่จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิตามสัญญาจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ ก็มีแต่ก่อให้เกิดผลดีที่งานจะได้ดำเนินต่อไปตามกรอบสัญญา ฉะนั้น จำเลยที่ 4 จึงมีสิทธิที่จะนำยอดเงินจำนวน 13,522,469.67 บาท หักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างจำนวน 11,610,539.33 บาท ซึ่งจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 อันทำให้หนี้จำนวนดังกล่าวระงับไป โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้โอนจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 11,610,539.33 บาท แก่ตน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงินดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอเชียพาวเวอร์ เทคโนโลยีส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2552
#451850
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติไว้ให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้เสียก่อนแต่ประการใด จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์อันจะเป็นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระเสียก่อน และเมื่อระยะเวลาที่ได้ทวงถามนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วจึงได้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้นเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/13 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาสินจ้างจากจำเลยทั้งสามได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยทั้งสามรับมอบการงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการตกลงว่าจ้างกันด้วยวิธีการใดก็ตาม เพราะอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 มิใช่ให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสามชำระหนี้หลังจากที่จำเลยทั้งสามรับทราบการกำหนดราคาหรือประเมินค่าจ้างจากโจทก์ เพราะหากกรณีเป็นดังที่โจทก์ต่อสู้แล้วก็เท่ากับโจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปหรืออีกนัยหนึ่งคืออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องได้ด้วยตนเองตามอำเภอใจนั่นเอง และตราบใดที่โจทก์ยังไม่ประสงค์ที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่ต้องส่งหนังสือทวงถามหรือไม่ต้องส่งหนังสือแจ้งการกำหนดราคาค่าจ้างไปให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างทราบ การกระทำเช่นนี้ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมาย อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีตามที่โจทก์อ้างก็เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทางราชการอนุโลมหรือผ่อนผันให้ใช้กับงานจ้างของหน่วยงานราชการ ไม่มีผลไปยกเว้นหรือยกเลิกหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ต้องใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนโดยเสมอภาคแต่ประการใด ข้อโต้แย้งของโจทก์นี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เอกสารการส่งมอบและรับสินค้า ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามตกลงหรือขอให้โจทก์หักหนี้ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสามค้างชำระกับหนี้สินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสาม กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือกระทำการใดๆ อันปราศจากสงสัยแสดงให้เป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ส่วนใบเซ็นรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารไว้นั้น ก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุหรือแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้ตามที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันปราศจากสงสัยที่แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่อย่างใด กรณีตามที่โจทก์อ้างจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง และการรับสภาพหนี้จะต้องเป็นการกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ตั้งแต่จำเลยทั้งสามรับมอบงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้จ้างทำของทั้ง 3 รายการของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 527,081 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 479,165 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้มิได้มีกฎหมายใดๆ บัญญัติบังคับไว้ให้เจ้าหนี้ต้องทวงถามลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้เสียก่อนแต่ประการใด สิทธิเรียกร้องในกรณีเช่นนี้จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์อันจะเป็นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระเสียก่อน และเมื่อระยะเวลาที่ได้ทวงถามนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วจึงให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลาที่ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 ดังที่โจทก์โต้แย้งแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาสินจ้างจากจำเลยทั้งสามได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยทั้งสามรับมอบการงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามคำฟ้องข้อ 2 ก. ปรากฏว่างานเสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนกันยายน 2537 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 งานตามคำฟ้องข้อ 2 ข. เสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนตุลาคม 2537 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 และงานตามคำฟ้องข้อ 2 ค. เสร็จสิ้นเรียบร้อยเดือนพฤษภาคม 2540 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 เป็นต้นมา ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการตกลงว่าจ้างกันด้วยวิธีการใดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม เพราะอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 มิใช่ให้เริ่มนับตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ให้เวลาจำเลยทั้งสามชำระหนี้หลังจากที่จำเลยทั้งสามรับทราบการกำหนดราคาหรือประเมินค่าจ้างจากโจทก์ตามใบรับเอกสารการประมาณการราคาค่าจ้างแต่ประการใด เพราะหากกรณีเป็นดังที่โจทก์ต่อสู้ดังกล่าวแล้วก็เท่ากับโจทก์สามารถกำหนดวันเริ่มต้นที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปหรืออีกนัยหนึ่งคืออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องได้ด้วยตนเองตามอำเภอใจนั้นเอง และตราบใดที่โจทก์ยังไม่ประสงค์ที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่ต้องส่งหนังสือทวงถามหรือไม่ต้องส่งหนังสือแจ้งการกำหนดราคาค่าจ้างไปให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างทราบ การกระทำเช่นนี้ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมาย อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีตามที่โจทก์อ้างถึงก็เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทางราชการอนุโลมหรือผ่อนผันให้ใช้กับงานจ้างของหน่วยงานราชการซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายเป็นค่าจ้างเท่านั้น ไม่มีผลไปยกเว้นหรือยกเลิกหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ต้องใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนโดยเสมอภาคกันแต่ประการใด ข้อโต้แย้งของโจทก์ดังที่กล่าวมาแล้วจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประการที่สองที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยทั้งสามตกลงกับโจทก์ให้โจทก์ซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างประเภทไม้ปาร์เกต์และไม้บัวจากจำเลยทั้งสามแล้วนำไปคิดหักหนี้กันภายหลัง ตลอดจนการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเอกสารไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ตามใบรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า เอกสารการส่งมอบและรับสินค้าประเภทไม้ต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างว่าได้รับจากจำเลยทั้งสามนั้นก็ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามตกลงหรือขอให้โจทก์หักหนี้ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสามค้างชำระกับหนี้สินค้าประเภทไม้ที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสาม กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือกระทำการใด ๆ อันปราศจากสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ส่วนใบเซ็นรับเอกสารการประมาณการค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเอกสารไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 นั้น เอกสารดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุหรือแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าเป็นหนี้ตามที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับเอกสารดังกล่าวไว้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันปราศจากสงสัยที่แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่อย่างใดเช่นเดียวกัน กรณีตามที่โจทก์อ้างจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 ที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง อีกทั้งการรับสภาพหนี้จะต้องเป็นการกระทำก่อนที่หนี้จะขาดอายุความด้วย ฉะนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามในวันที่ 20 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี ตั้งแต่จำเลยทั้งสามรับมอบงานที่โจทก์ทำเสร็จสิ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้จ้างทำของทั้ง 3 รายการของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/13 ม. 193/14 ม. 602 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีรพงษ์ ผการัตน์
จำเลย — นายสงวน ภักดีจิตติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางสาวอารยา หุณฑนะเสวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2552
#501852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ดำเนินการปลูกบ้านตามแบบที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตลอดมา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 โดยไม่ยินยอมชำระเงินตามงวดที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันเท่านั้น มิได้ให้การถึงว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะมิได้ดำเนินการโอนสิทธิใดๆ หรือได้ชำระเงินใดๆ ตามสัญญาไทม์แชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า โจทก์ยังไม่ได้ทำหนังสือติดต่อไปยัง ฮ. เพื่อโอนสิทธิในสัญญาไทม์แชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 สัญญาไทม์แชร์จะยกเลิกไม่ได้นั้น จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามมิให้รับฟัง และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ข้อตกลงในการซื้อขายบ้านและที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ยกเลิกการซื้อขายและจำเลยที่ 1 ได้คืนเงินมัดจำที่ได้รับไว้ตามสัญญาให้แก่โจทก์ไปแล้ว แสดงว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมเลิกสัญญาซื้อขายที่มีอยู่ต่อกันนั้นโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อผลของการเลิกสัญญาทำให้สิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นส่วนหนึ่งของราคาบ้านและที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ยังอยู่ที่จำเลยที่ 1 และอยู่ในวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบคืนแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องรับสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ดังกล่าวคืนเพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก่อนมีการซื้อบ้านและที่ดิน ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาก็พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์แก่โจทก์ได้เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการเลิกสัญญาไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองคืนมัดจำที่เหลืออีกจำนวน 277,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการปลูกสร้างบ้านตามแบบที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันตลอดมา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ชำระเงินตามงวดที่ตกลงกันให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ก่อน โจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกสัญญาและจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 277,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำนึงถึงความสุจริตของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีแล้วกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเป็นเงิน 5,500 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ) แต่เห็นสมควรให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 13,800 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเปลี่ยนสิทธิในการพักอาศัยบ้านวิวทะเลวิลล่า (ไทม์แชร์) ของโจทก์จำนวน 240,000 บาท มาเป็นเงินมัดจำการซื้อขายบ้านในโครงการวิวทะเลวิลล่าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายบ้านวิวทะเลวิลล่า

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อมีการเปลียนแปลงสัญญาไทม์แชร์จนเกิดสัญญาซื้อขายแล้ว แต่โจทก์ก็ยังคงใช้สิทธิตามสัญญาไทม์แชร์พักอาศัยอยู่จนครบตามเงื่อนไขในสัญญา ดังนั้นแม้ตามตัวอักษรในสัญญาจะได้ระบุว่า ได้เอาเงินค่าสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์มาเป็นส่วนหนึ่งของมัดจำก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการโอนสิทธิใดๆ หรือได้ชำระเงินใดๆ ให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมแสดงว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ดำเนินการปลูกบ้านตามแบบที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตลอดมา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 โดยไม่ยินยอมชำระเงินตามงวดที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันเท่านั้น มิได้ให้การถึงว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะมิได้ดำเนินการโอนสิทธิใดๆ หรือได้ชำระเงินใดๆ ตามสัญญาไทม์แชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์ยังไม่ได้ทำหนังสือติดต่อไปยังบริษัทฮัทชิสันเพื่อโอนสิทธิในสัญญาไทม์แชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 สัญญาไทม์แชร์จะยกเลิกไม่ได้นั้น จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ได้เสนอแบบแปลนใหม่ให้แก่โจทก์เพื่อพิจารณา เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนนั้น โจทก์มิได้โต้แย้งในเรื่องแบบแปลนหรือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างตามแบบแปลนเดิม แต่กลับตอบมาว่า ถ้าสามารถทำตามข้อเสนอที่เสนอมาได้ก็ยินดีที่จะรับแบบแปลนใหม่ดังกล่าวและจะมาคุยรายละเอียดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์พอใจกับแบบแปลนใหม่แล้วแต่ต้องการแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อยที่จำเลยที่ 1 สามารถทำได้เป็นทำนองว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่าช จำเลยที่ 1 มีนายแม็คเกรเกอร์ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เมื่อพยานได้เสนอเงื่อนไขการปลูกสร้างต่างไปจากแบบแปลนเดิมในวันที่ 27 ธันวาคม 2544 โดยข้อความที่พยานเสนอไประบุว่า แบบบ้านที่พยานสร้างนั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่ตรงตามที่ตกลงกัน...และโจทก์ได้มีการเสนอแบบแปลนใหม่ในส่วนของรายละเอียดต่างไปจากแบบแปลนเดิมที่พยานเสนอไป ซึ่งพยานเบิกความว่า เอกสารด้งกล่าวเป็นจดหมายของโจทก์ที่มีไปถึงนายโรเบิร์ต หรือ ร็อบ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่ง ซึ่งทนายโจทก์ไม่ได้คัดค้านคำแปลจึงถือได้ว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้องและพยานยืนยันว่าตามเอกสารนี้โจทก์เสนอว่าต้องการเงินจำนวน 160,000 บาท ที่วางไว้เป็นมัดจำคืนและขอให้นายร็อบช่วยขายสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ให้โจทก์ด้วย พยานจึงตกลงคืนเงินที่โจทก์วางมัดจำไว้ จำนวน 160,000 บาท โดยได้หักเป็นค่าจดทะเบียนตั้งบริษัทไว้จำนวน 37,000 บาท ก่อนส่งคืน เห็นว่า แม้ในตอนแรกโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ส่งเอกสารแจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายบ้านและที่ดินพลอต 13 (เอ) ให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว โดยกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดพลาดและเป็นการยากที่จะปลูกสร้างบ้านให้เป็นไปตามแบบแปลนซึ่งตกลงกับโจทก์ไว้ พร้อมกันนั้นจำเลยที่ 1 ได้เสนอแบบแปลนใหม่ให้โจทก์พิจารณา ซึ่งความข้อนี้โจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์ยังมิได้ตอบตกลงในแบบแปลนใหม่ที่จำเลยที่ 1 เสนอมา แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแบบแปลนอีก 7 ข้อ การเสนอเงื่อนไขนั้นโจทก์ส่งไปยังนายร็อบและแจ้งว่าโจทก์จะเดินทางกลับมาประเทศไทย และจะปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 1 โดยตรงอีกครั้ง สอดคล้องกับเอกสาร ซึ่งจำเลยที่ 1 ส่งไปยังโจทก์ขอให้โจทก์กลับมาโดยเร็ว ทั้งยังมีข้อข้องใจของโจทก์อีกหลายประการที่ส่งถึงจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นเจตนาได้ชัดเจนว่าโจทก์มีความต้องการบ้านตามแบบแปลนและข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายบ้านวิวทะเลวิลล่า มากกว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ และโจทก์เสนอเงื่อนไขใหม่มาโดยโจทก์ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปลูกสร้างบ้านได้ตามแบบแปลนถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกมัดจำคืนได้ และเมื่อโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาแล้ว ในที่สุดจำเลยที่ 1 ก็ตกลงคืนเงินให้ตามที่จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขคำให้การไว้ กรณีจึงเห็นได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินมัดจำในส่วนของค่าสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์จำนวน 240,000 บาท และค่าจดทะเบียนตั้งบริษัทที่จำเลยที่ 1 หักไว้ จำนวน 37,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลยที่ 1 โดยในวันทำสัญญาโจทก์ได้มอบสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ของโจทก์ซึ่งได้ระบุตีราคาไว้ในสัญญาซื้อขายเป็นเงิน 240,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ได้วางเงินมัดจำให้จำเลยที่ 1 อีก 160,000 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินแล้วต่อมาเมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้คืนเงินมัดจำจำนวน 160,000 บาท แก่โจทก์ โดยหักเงินจำนวน 37,000 บาท ไว้ อ้างว่าเป็นค่าจดทะเบียนตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและที่ดินที่ซื้อขาย คงคืนเงินจำนวน 123,000 บาท แก่โจทก์ไปแล้ว ส่วนสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ที่โจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ยังคงอยู่ที่จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงในการซื้อขายบ้านและที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ยกเลิกการซื้อขายและจำเลยที่ 1 ได้คืนเงินมัดจำที่ได้รับไว้ตามสัญญาให้แก่โจทก์ไปแล้ว แสดงว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมเลิกสัญญาซื้อขายที่มีอยู่ต่อกันนั้นโดยปริยาย กรณีเช่นนี้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กล่าวคือจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินมัดจำที่ได้รับไว้เป็นเงินสดให้แก่โจกท์ ส่วนสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้ตีราคากันไว้เป็นเงิน 240,000 บาท เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายมาโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ได้นำสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ดังกล่าวไปเปลี่ยนซึ่งก็คือการแลกเปลี่ยนกันตามกฎหมายนั่นเอง เพื่อให้จำเลยที่ 1 ตีราคามูลค่าเป็นเงินและในสัญญาซื้อขายก็ระบุสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นมัดจำ แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตีราคาสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์นั้นก็โดยมีเจตนาเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของราคาบ้านและที่ดินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ดังกล่าวไว้หาใช่เรื่องที่โจทก์สละการครอบครองให้สิทธิตามสัญญาไทม์แชร์นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ไปโดยเด็ดขาดในทันทีไม่ เมื่อผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นส่วนหนึ่งของราคาบ้านและที่ดินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ยังอยู่ที่จำเลยที่ 1 และอยู่ในวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบคืนแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องรับสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ดังกล่าวคืนเพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก่อนมีการซื้อบ้านและที่ดิน แม้โจทก์มิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ดังกล่าวแต่ได้เรียกคืนให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเท่ากับราคาของสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาก็พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์แก่โจทก์ได้เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการเลิกสัญญา ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่ประการใด ส่วนค่าจดทะเบียนตั้งบริษัทจำนวน 37,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 มีสำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทมาเป็นหลักฐาน เห็นว่าแม้ชื่อของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตรงกับชื่อที่โจทก์ต้องการ แต่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เดียวโดยไม่มีชื่อโจทก์เข้ามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในบริษัทดังกล่าวด้วยเลย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิหักค่าจดทะเบียนจำนวน 37,000 บาท ดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสิทธิตามสัญญาไทม์แชร์วิลล่าเซอร์วิส อินเตอร์เนชั่นแนล # 1083 คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 37,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 386 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสตีเฟ่น ไมเคิล คูลเบิร์น
จำเลย — บริษัท พัทยา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1198/2552
#501661
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากขณะยื่นฟ้อง พันตำรวจโท ป. ผู้ลงชื่อในใบแต่งทนายความได้ย้ายไปจากสถานีตำรวจทางหลวง 1 แล้ว จึงไม่มีอำนานหน้าที่ในวันที่ฟ้องคดีนั้น จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นในคดี จึงเป็นฎาโดยยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการฎีกาข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง

จำเลยยอมรับว่าได้ทำคำร้รองขอประกันและทำสัญญาประกันตัว อ. บุตรชายจำเลยซึ่งต้องหาว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ไปจากโจทก์ ซึ่งตามสัญญาประกันมีข้อความระบุในข้อ 1 ว่าผู้ประกันตนสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้ตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงาน และข้อ 2 ระบุว่าถ้าหากผิดสัญญาข้อ 1 ผู้ประกันยินยอมใช้เงิน 50,000 บาท ทั้งปรากฏว่าด้านหลังของสัญญาประกันมีตารางกำหนดวันเวลาให้ผู้ประกันส่งผู้ต้องหาต่อผู้ให้ประกัน ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบกำหนดนัดดังกล่าวไว้ด้วย แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์เมื่อใด เมื่อจำเลยมิได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งให้โจทก์ตามกำหนดนัด จำเลยผิดสัญญาประกันตั้งแต่วันดังกล่าวและต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประกัน

กรณีผิดสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องเรียกใช้อายุความทั่วไป ซึ่งมีกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ส่วนสิทธิเรียกร้องในส่วนของดอกเบี้ยนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

สัญญาประกันกำหนดให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จึงเป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากเห็นว่าสูงเกินส่วน ศาลสามารถลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าปรับแก่โจทก์ 86,166.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 68,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 50,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 2,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากขณะยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 พันตำรวจโทปวริศร์ ผู้ลงชื่อในใบแต่งทนายความได้ย้ายไปจากสถานีตำรวจทางหลวง 1 แล้ว จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในวันที่ฟ้องคดีนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นในคดี จึงเป็นการฎีกาโดยยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการฎีกาข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

ปัญหาตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า จำเลยผิดสัญญาประกันหรือไม่ เห็นว่าจำเลยยอมรับว่าได้ทำคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันตัวนายอดุลย์ บุตรชายจำเลยซึ่งต้องหาว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 ซึ่งตามสัญญาประกันมีข้อความระบุไว้ในข้อ 1 ว่า ผู้ประกันสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้ตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงาน และข้อ 2 ระบุว่าหากผิดสัญญาข้อ 1 ผู้ประกันยินยอมใช้เงิน 50,000 บาท ทั้งปรากฏว่าด้านหลังของสัญญาประกันมีตารางกำหนดวันเวลาให้ผู้ประกันส่งผู้ต้องหาต่อผู้ให้ประกันโดยกำหนดให้ส่งตัวผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2537 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2537 ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบกำหนดนัดดังกล่าวไว้ด้วย แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าจำเลยทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวนเมื่อใด เมื่อปรากฏว่าในวันที่ 15 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันกำหนดนัดครั้งที่ 1 จำเลยมิได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งให้พนักงานสอบสวน จึงถือว่าจำเลยผิดสัญญาประกันตั้งแต่วันดังกล่าวและต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประกัน ที่จำเลยอ้างว่าขณะลงชื่อในสัญญาประกันยังไม่มีการระบุวันเวลาให้ส่งตัวผู้ต้องหานั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยและผิดปกติวิสัยเพราะไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จำเลยจะต้องลงชื่อรับทราบโดยที่ยังไม่มีการระบุวันเวลาที่กำหนดให้ส่งตัวผู้ต้องหาไว้แน่นอน ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อได้ และเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันแล้ว แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาในเวลาต่อมาหรือการคืนสมุดเงินฝากของธนาคารให้แก่จำเลย ก็ไม่มีผลทำให้ลบล้างการผิดสัญญาของจำเลย โจทก์ยังคงมีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะเรียกให้จำเลยชดใช้เงินตามสัญญาประกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อมาว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยภายในห้าปี และช่วงเวลาที่คิดดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเกินกว่าห้าปีถือว่าขาดอายุความตามกฎหมายโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย เห็นว่า กรณีผิดสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยผิดสัญญาตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2537 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนสิทธิเรียกร้องในส่วนของดอกเบี้ยนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินห้าปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) ส่วนที่เกินจากนั้นไม่อาจเรียกได้ หาใช่ว่าหากฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนดห้าปีแล้วเป็นอันขาดอายุความไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เลยตามที่จำเลยฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไว้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาตามฎีกาประการสุดท้ายของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดเต็มตามสัญญาประกันพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันกำหนดให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด จึงเป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหากเห็นว่าสูงเกินส่วน ศาลสามารถลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ต่อมาจำเลยได้ส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์จนผู้ต้องหาถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วถือว่าจำเลยมีส่วนช่วยบรรเทาความเสียหาย จึงเห็นสมควรให้จำเลยรับผิดชำระค่าปรับจำนวน 20,000 บาท ในส่วนดอกเบี้ยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยก่อนฟ้อง คงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องเท่านั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 ม. 204 ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ
ทางหลวง 1
จำเลย — นายทวี นกอินทรีย์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2552
#501650
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 538 บัญญัติว่า "เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้หรือไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท จากโจทก์เป็นเวลา 21 ปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2532 แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี คือวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เท่านั้น แต่หลังจากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว จำเลยยังคงเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 ซึ่งโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 ตามใบตอบรับไปรษณีย์ การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมายแล้ว จำเลยต้องออกไปจากตึกแถวพิพาท หาใช่โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 25/4 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 25/4 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และส่งมอบตึกแถวในสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 25/4 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตึกแถวพิพาท เดิมบริษัทพระยาธรรมสรรพสินค้า จำกัด เป็นผู้เช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2532 จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีกำหนดเวลา 21 ปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2532 โดยในเวลา 10 ปีแรก ค่าเช่าเดือนละ 400 บาท และในเวลา 11 ปีหลัง ค่าเช่าเดือนละ 600 บาท กำหนดชำระค่าเช่าทุกวันที่ 5 ของเดือน ตามหนังสือสัญญาเช่า แต่ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน 60 วัน จำเลยได้รับแล้วแต่ยังไม่ยอมออกไปจากตึกแถวพิพาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เพราะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ดังนั้น ปัญหาข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องให้มิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า หนังสือสัญญาเช่าระบุระยะเวลาการเช่า 21 ปี ซึ่งยังไม่สิ้นกำหนดเวลาเช่า จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่า "เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์เป็นเวลา 21 ปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2532 แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง 3 ปี คือถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เท่านั้น แต่หลังจากครบกำหนดดังกล่าวแล้ว จำเลยยังคงเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปอีกโดยโจทก์มิได้ทักท้วง จึงต้องถือว่าเป็นการเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 ซึ่งโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 566 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 การบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์จึงมีผลตามกฎหมายแล้ว จำเลยต้องออกไปจากตึกแถวพิพาท หาใช่โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีเป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ และเรียกค่าเสียหายเฉพาะค่าเสียหายในอนาคต จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงิน 8,000 บาท จึงเกินกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ก็มิได้แก้ไข แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นศาลชั้นต้น 3,000 บาท และค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 566 ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวชนินทร ศรีชมภู
หรือเยี่ยมแสนสุข
จำเลย — นายบุญญากร สมจริง
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2552
#495439
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 โดยทนายจำเลยลงชื่อรับรองไว้ท้ายฎีกาว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งในวันเดียวกับที่จำเลยยื่นฎีกา จึงต้องถือว่าจำเลยทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่นำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246, 247

ป.พ.พ. ลักษณะ 8 หมวด 2 ว่าด้วยการรับขนคนโดยสาร ไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสารมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผู้ขนส่งย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 577,891 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในส่วนฎีกาของจำเลยนั้น จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 โดยทนายจำเลยลงชื่อรับรองไว้ท้ายฎีกาว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งในวันเดียวกับที่จำเลยยื่นฎีกา จึงต้องถือว่าจำเลยทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่นำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247 จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติหรือไม่ เห็นว่า เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 8 หมวด 2 ว่าด้วยการรับขนคนโดยสารไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสารมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผู้ขนส่งก็ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 677,891 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 577,891 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2547) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 634
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมิตรา แซ่เตียว
จำเลย — บริษัทขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรินทร์ สุทธิธรรมดำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2552
#501655
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. ลักษณะ 8 หมวด 2 ว่าด้วยการรับขนคนโดยสารไม่ได้กำหนดไว้ว่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสารมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผู้ขนส่งย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์ซึ่งเป็นคนโดยสารจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 โจทก์และจำเลยทำสัญญารับขนกัน และโจทก์ได้โดยสารรถยนต์โดยสารของจำเลยเพื่อเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังกรุงเทพมหานคร เมื่อมาถึงจังหวัดตาก รถยนต์โดยสารของจำเลยเกิดประสบอุบัติเหตุเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายถึงสาหัส โจทก์รักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 และต่อมาบริษัทโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินให้โรงพยาบาลดังกล่าวถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเงินจำนวน 881,286.79 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำกายภาพบำบัดเป็นเงินจำนวน 93,600 บาท และต้องทำกายภาพบำบัดไปตลอดชีวิตซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 156,000 บาท นอกจากนี้การที่โจทก์มีสภาพเหมือนคนทุพพลภาพไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ ทำให้โจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน 2,130,886.30 บาท แต่โจทก์คิดเพียง 2,000,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีพายุแรงและต้นไม้ใหญ่ข้างทางถูกฟ้าผ่าล้มขวางทางรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุอย่างกะทันหัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 577,891 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในส่วนฎีกาของจำเลยนั้น จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 โดยทนายจำเลยลงชื่อรับรองไว้ท้ายฎีกาว่าข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งในวันเดียวกับที่จำเลยยื่นฎีกา จึงต้องถือว่าจำเลยทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่นำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247 จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน อันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามสัญญารับขนนั้น รวมถึงค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ เห็นว่า เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 8 หมวด 2 ว่าด้วยการรับขนคนโดยสารไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสารมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผู้ขนส่งก็ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วยโจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ต้องกลายเป็นคนที่ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติมีเพียงใด ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองจะยังไม่ได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า แม้อาการกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณคอตึง ทำให้โจทก์แหงนหน้าไม่ได้ เอี้ยวคอไม่สะดวกและกลืนอาหารลำบากก็ตามแต่ก็ได้ความจากใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.10 ว่า อาการเจ็บป่วยดังกล่าวสามารถเยียวยาแก้ไขด้วยการออกกำลังกายส่วนคอ และอาการดังกล่าวแม้จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของโจทก์บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นที่โจทก์ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ที่โจทก์ฎีกาขอใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท นั้นจึงเป็นจำนวนที่สูงเกินไป พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและทางได้เสียของโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมาแล้ว จำนวน 577,891 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 677,891 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 677,891 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 577,891 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2547) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 634
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมิตรา แซ่เตียว
จำเลย — บริษัทขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2552
#502406
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ป.พ.พ. ลักษณะ 8 หมวด 2 ว่าด้วยการรับขนคนโดยสาร ไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสารมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผู้ขนส่งก็ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 โจทก์และจำเลยทำสัญญารับขนกัน และโจทก์ได้โดยสารรถยนต์โดยสารของจำเลยเพื่อเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังกรุงเทพมหานคร เมื่อมาถึงจังหวัดตากรถยนต์โดยสารของจำเลยเกิดประสบอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายถึงสาหัส โจทก์รักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 และต่อมาบริษัทโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินให้โรงพยาบาลดังกล่าวถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเงินจำนวน 881,286.79 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำกายภาพบำบัดเป็นเงินจำนวน 93,600 บาท และต้องทำกายภาพบำบัดไปตลอดชีวิตซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 156,000 บาท นอกจากนี้การที่โจทก์มีสภาพเหมือนคนทุพพลภาพไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ ทำให้โจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน 2,130,886.30 บาท แต่โจทก์คิดเพียง 2,000,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 577,891 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน อันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามสัญญารับขนนั้น รวมถึงค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ เห็นว่า เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 8 หมวด 2 ว่าด้วยการรับขนคนโดยสารไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบต่อคนโดยสารมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผู้ขนส่งก็ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ต้องกลายเป็นคนที่ไม่สามารถแหงนหน้าหรือเอี้ยวคอได้ตามปกติมีเพียงใด ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองจะยังไม่ได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า แม้อาการกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณคอตึง ทำให้โจทก์แหงนหน้าไม่ได้ เอี้ยวคอไม่สะดวกและกลืนอาหารลำบากก็ตาม แต่ก็ได้ความจากใบรับรองแพทย์ ว่า อาการเจ็บป่วยดังกล่าวสามารถเยียวยาแก้ไขด้วยการออกกำลังกายส่วนคอ และอาการดังกล่าวแม้จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของโจทก์บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นที่โจทก์ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ที่โจทก์ฎีกาขอใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท นั้นจึงเป็นจำนวนที่สูงเกินไป พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และทางได้เสียของโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมาแล้ว จำนวน 577,891 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 677,891 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 677,891 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 577,891 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2547) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 634
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมิตรา แซ่เตียว
จำเลย — บริษัทขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1152/2552
#419897
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์โดยมีข้อตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์เป็นงวด ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดวิธีชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินคืนโดยผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)

จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งเป็นการชำระผิดไปจากข้อตกลง จำเลยที่ 1 จึงได้ชื่อว่าผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับสิทธิเรียกร้องได้ทั้งหมดนับแต่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 จึงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี คดีของโจทก์ในส่วนหนี้เงินกู้จึงขาดอายุความ

แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินที่จำนองซึ่งโอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 แล้วได้ แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,812,174.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 598,230.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองที่โจทก์ออกแทนไปจำนวน 974.77 บาท ทุกสามปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หนี้ส่วนเงินกู้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต้นเงิน 582,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548) ย้อนขึ้นไปไม่เกินห้าปี และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และในต้นเงิน 974.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 183/88 และเลขที่ 183/89 ชั้นที่ 3 ชื่ออาคารชุดสายลมคอนโดเทล ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2534 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 55383 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอดอนเมือง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 1 รับผิดไม่เกินราคาขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ คดีโจทก์ในส่วนหนี้เงินกู้ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2535 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 582,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์เป็นงวดรายเดือน เดือนละ 7,950 บาท ภายในวันที่ 23 ของทุกเดือนตลอดไปให้เสร็จสิ้นภายใน 13 ปี หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้ทันทีและยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 1 ปี ทบเข้ากับต้นเงิน พร้อมกันนี้จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนห้องชุด ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 55383 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอดอนเมือง จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวในวงเงิน 582,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 2 ประมูลซื้อทรัพย์จำนองไปจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยการจำนองติดไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์นำคดีมาฟ้อง เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน มีข้อสัญญาระบุให้ผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญานี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา 13 ปี นับแต่วันทำสัญญา และจะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,950 บาท ภายในวันที่ทำหนังสือสัญญากู้เงินทุกเดือนตลอดไปนับแต่เดือนถัดต่อจากเดือนที่ทำสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น และยังระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดหนึ่งงวดใดยอมให้ผู้ให้กู้เรียกให้ชำระเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดคืนได้ทันที

หนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์โดยมีข้อตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์เป็นงวดรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,950 บาท ภายในวันที่ 23 ของทุกเดือนตลอดไปให้เสร็จสิ้นภายใน 13 ปี หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ได้ทันที ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดวิธีชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินคืนโดยผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เมื่อปรากฏว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระและผิดนัดไม่ชำระหนี้โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นเงินจำนวน 988 บาท ซึ่งเป็นการชำระผิดไปจากข้อตกลง จำเลยที่ 1 จึงได้ชื่อว่าผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับสิทธิเรียกร้องได้ทั้งหมดนับแต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปคือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 จึงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี คดีของโจทก์ในส่วนหนี้เงินกู้จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินที่จำนองซึ่งโอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 แล้วได้ แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้เท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/27 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์อีก คงต้องรับผิดเฉพาะในเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 974.77 บาท ที่โจทก์ได้ชำระแทนไปและจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ในส่วนที่ขาดอายุความแก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวข้องด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 974.77 บาท แก่โจทก์ และให้บังคับจำนองขายทอดตลาดห้องชุด ที่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 55383 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอดอนเมือง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้จำนอง 582,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป 5 ปี และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/27 ม. 193/33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาวาอากาศเอกสุพัฒน์ สุขาพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวิทย์ ทองมาลา
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1151/2552
#501321
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ แต่เป็นการคิดดอกเบี้ยและนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปชำระดอกเบี้ยที่โจทก์กระทำไปฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินให้ธนาคาร ก. เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ หรือเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เมื่อธนาคาร ก. ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ จึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้ไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงินที่ค้างชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ จำนวน 700,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารประกาศกำหนดซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นสุดของทุกเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินและยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์ประกาศกำหนด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3968, 3816, 3822 และ 3890 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมาธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้แก่โจทก์และหยุดทำธุรกรรมตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2541 เป็นผลให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกัน ณ วันดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระ 710,332.81 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 982,692.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 701,319.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3968, 3816, 3822 และ 3890 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงมีคำสั่งรับฟ้องและหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยานโจทก์จำเลยในวันเดียวกัน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 342,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,290.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3968, 3816, 3822 และ 3890 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 รวม 14 ครั้ง เป็นเงิน 166,000 บาท ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 508,651 บาท ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2541 เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน 166,000 บาท เป็นหนี้ดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 ศาลชั้นต้นไม่อาจนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระนั้น เห็นว่าการคิดดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้กระทำไปฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินเท่านั้น การที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ หรือเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงินจำนวน 508,651 บาท ซึ่งเป็นหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2541 ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้คดีตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินจำนวน 166,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 508,651 บาท แล้วเหลือต้นเงินจำนวน 342,651 บาท จึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 411
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางบุษบา ใจแจ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1149/2552
#501634
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหนังสือสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท เป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือซึ่งจำเลยต้องรับผิดแม้ภายหลังโจทก์แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้สูงขึ้นเป็น 120,000 บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกัน แต่ก็ไม่ทำให้หลักฐานกู้ยืมเงินที่ทำไว้แต่เดิมและมีผลสมบูรณ์ต้องเสียไป จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่าที่กู้ไปจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 197,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 120,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า หนังสือสัญญากู้เงินใช้บังคับได้หรือไม่ เพียงใด ซึ่งจะวินิจฉัยไปพร้อมกัน โจทก์นำสืบอ้างว่านายขมุน ทำสัญญาเงินกู้จากโจทก์ 120,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2538 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งนายขมุนลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้เงิน และมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า นายขมุนกู้เงินโจทก์เพียง 20,000 บาท โจทก์นำหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งมีเพียงการเขียนตัวเลข 20,000 บาท เท่านั้นมาให้นายขมุนลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้ และให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันโดยไม่มีข้อความอื่นอีก และนำสืบว่านายขมุนขอกู้เงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2536 ไม่ใช่วันที่ 9 มิถุนายน 2537 ตามที่ลงในหนังสือสัญญากู้เงิน เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีสำเนาเช็ค ซึ่งเป็นเช็คที่สั่งจ่ายโดยนายพิชัย สามีโจทก์ เป็นเช็คลงวันที่ 9 มิถุนายน 2536 จำนวนเงิน 20,000 บาท มาแสดง โดยจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าเป็นเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่นายขมุนเพื่อเป็นการให้นายขมุนกู้ยืมเงินในครั้งนี้ ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าเช็คตามสำเนาเช็คเป็นเช็คชำระหนี้ค่าข้าวเปลือกที่นายขมุนนำมาขายให้แก่โจทก์ ส่วนเงินกู้ยืมที่ให้แก่นายขมุนนั้น โจทก์จ่ายเป็นเงินสด แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มีอาชีพค้าขายพืชไร่ โดยเป็นผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากเกษตรกรทั่วไปจำพวกข้าวเปลือก อันเป็นประเภทซื้อมาขายไป แต่โจทก์จำเป็นต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อใช้จ่ายพอสมควร ดังได้ความว่าโจทก์และสามีโจทก์ในช่วงเดือนมิถุนายน 2537 เป็นหนี้ธนารคารทหารไทย จำกัด เป็นจำนวนถึงเกือบสองล้านบาท ตามสำเนาบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์และสามีโจทก์ แสดงว่าโจทก์และสามีโจทก์จำเป็นต้องมีสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีไว้ที่ธนาคารเพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายจึงไม่น่าที่โจทก์และสามีโจทก์จะเก็บเงินสดไว้ที่ตัวเองเป็นแสนบาทอันเป็นการเสียประโยชน์แก่โจทก์และสามีโจทก์เอง เพราะการนำเงินสดเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของโจทก์และสามีโจทก์ ย่อมนำไปหักยอดหนี้ที่ค้างชำระธนาคารอันเป็นการลดภาระดอกเบี้ยที่โจทก์และสามีโจทก์ค้างชำระอยู่ได้ นอกจากนั้นยังได้ความว่าโจทก์ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ในยอดหนี้ที่โจทก์ค้างชำระกับธนาคารทหารไทยแต่กลับคิดดอกเบี้ยในการให้นายขมุนกู้ยืมเพียงร้อยละ 15 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นความพอใจของโจทก์ ซึ่งเมื่อคำนึงถึงว่าโจทก์เองก็ยอมรับว่าได้ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินจึงนับว่าโจทก์ประกอบอาชีพด้านนี้ด้วย ซึ่งต้องประสงค์รายได้จากดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการให้กู้ยืมเป็นหลัก การคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ตนเองจะชำระให้ธนาคารนั้น ไม่ใช่วิสัยของผู้ประกอบอาชีพประเภทนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่านายขมุนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ฉันใดกับโจทก์จนถึงต้องยอมคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว ฉะนั้นการอ้างคิดว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้นายขมุนเพราะความพอใจนั้นจึงฟังไม่ขึ้น และเมื่อโจทก์และสามีโจทก์ประกอบอาชีพค้าขาย ต้องใช้เงินทุนจากธนาคารการใช้เช็คเพื่อชำระหนี้ต่าง ๆ จึงเป็นความจำเป็นและความสะดวก อีกประการหนึ่งจำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่าหนังสือสัญญากู้ยืมมีการกรอกตัวเลขเพียง 20,000 บาท แต่เมื่อโจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสองกลับเป็นตัวเลข 120,000 บาท นั้น เมื่อคำนึงว่าเพียงการเขียนตัวเลข "1" เติมตรงข้างหน้าตัวเลข "20,000" ก็จะกลายเป็นตัวเลข "120,000" บาท เช่นนี้ ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จ่ายเช็คตามสำเนาเช็คจำนวนเงิน 20,000 บาท เพื่อให้นายขมุนกู้ยืมเงิน โดยมีหนังสือสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท เป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือซึ่งจำเลยต้องรับผิด แม้ภายหลังโจทก์แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้สูงขึ้นเป็น 120,000 บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามที่โจทก์และนายขมุนตกลงกัน แต่ก็ไม่ทำให้หลักฐานการกู้ยืมเงินที่ทำไว้แต่เดิมและมีผลสมบูรณ์ต้องเสียไป จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่าที่กู้ไปจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแจ่มใส เรืองโชติเสถียร
นายสุเทียน รวดเร็ว ในฐานะทายาท
โดยธรรมของนายขมุน รวดเร็ว
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2552
#420022
เปิดฉบับเต็ม

การใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษโดยคำนึงถึงความรู้สึกผิดชอบของจำเลยที่ 3 เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานที่ไม่ต้องห้ามฎีกาแล้ว ก็มีอำนาจลดมาตราส่วนโทษในความผิดฐานที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จำคุกคนละตลอดชีวิตฐานร่วมกับพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 29 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกรวมคนละ 27 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อข้อหาความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 ในข้อความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปีเศษเท่านั้น จำเลยที่ 3 น่าจะยังมีความรู้สึกผิดชอบไม่มากนัก ทั้งยังปรากฏหลักฐานตามบันทึกการเจรจาตกลงเกี่ยวกับการชดใช้ทางแพ่งเอกสารหมาย จ.4 ว่ามารดาของจำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองไปแล้ว จึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แม้ข้อหาความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่การใช้ดุลพินิจลดมาตราส่วนโทษในความผิดตามฟ้องทั้งสองข้อหาโดยคำนึงถึงความรู้สึกผิดชอบของจำเลยที่ 3 เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและลดมาตราส่วนโทษในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารให้จำเลยที่ 3 ได้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) วางโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี 4 เดือน ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำระเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 36 ปี 8 เดือน ลดโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 18 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายเอกลักษณ์หรือ บอย ผดุงแพทย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมคิด บุญวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2552
#498024
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์คดีนี้กับโจทก์ในอีกคดีหนึ่งต่างเป็นผู้เสียหาย และต่างฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกัน เมื่อคดีนั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) แม้ว่าโจทก์คดีนี้จะเป็นคนละคนกับโจทก์คดีดังกล่าว และฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนก็ตาม มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิดอันเดียวกันซ้ำสองอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด มีนายอภิรัตน์ และจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดทำหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการจัดทำรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2540 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 และครั้งที่ 3/2540 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด อันเป็นเท็จ เพราะไม่ได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นทั้งสองครั้ง และไม่ได้มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น โดยรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นทั้งสองครั้งมีข้อสาระสำคัญในรายงานว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติ (1) ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทข้อ 5. เรื่องทุนจดทะเบียนจากที่กำหนดไว้สามล้านบาทเป็นเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมอีกเจ็ดล้านบาท โดยออกหุ้นใหม่จำนวนเจ็ดหมื่นหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท (2) จำนวนหุ้นของบริษัทที่มีผู้เข้าชื่อซื้อไว้แล้วหรือจัดออกให้แล้วหนึ่งแสนหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท (3) ทุนจดทะเบียนของบริษัทกำหนดไว้เป็นจำนวนสิบล้านบาท แบ่งออกเป็นหนึ่งแสนหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท (4) แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการโดยมีกรรมการลาออก 1 คน คือ นายอภิรัตน์และมีกรรมการเข้าใหม่ 1 คน คือ จำเลยที่ 2 (5) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจกรรมการเป็นจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท อันเป็นรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเท็จและปลอมทั้งสองฉบับ และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยที่ 1 จัดทำหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการจัดทำสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิและเป็นเอกสารมหาชนปลอมขึ้นทั้งฉบับมีใจความสำคัญว่า บริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ได้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2540 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 มีผู้ถือหุ้นจำนวนเจ็ดคน มีหุ้นจำนวนหนึ่งแสนหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายการดังกล่าวว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง ต่อมาในระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองร่วมกันเอาแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจจำนวน 1 แผ่นแบบพิมพ์คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดจำนวน 1 แผ่น แบบพิมพ์รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือ มติพิเศษ จำนวน 1 แผ่นแบบพิมพ์ ก. กรรมการเข้าใหม่จำนวน 1 แผ่น และกระดาษเปล่าที่ใช้พิมพ์ข้อความแจ้งเหตุล่าช้าจำนวน 1 แผ่น ซึ่งมีลายมือชื่อของนายอภิรัตน์อยู่ก่อนแล้วไปกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากนายอภิรัตน์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจอันเป็นเอกสารสิทธิว่า ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 บริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด มอบอำนาจให้นางสาวภัทรา เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนเพิ่มทุน มติพิเศษ บริคณห์สนธิข้อ 5. แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะนายอภิรัตน์ไม่เคยมอบอำนาจให้นางสาวภัทราไปดำเนินการแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความหรือรู้เห็นยินยอมในการกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบพิมพ์คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด อันเป็นเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการว่า ในวันที่ 11 มีนาคม 2540 บริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ขอจดทะเบียนมติพิเศษให้เพิ่มทุน เพิ่มทุนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5. (ทุน/หุ้น/มูลค่าหุ้น) กรรมการเข้า 1 คน ออก 1 คน และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท และแนบรายการจดทะเบียนแบบ บอจ.4 จำนวน 1 แผ่น แบบ ก. จำนวน 1 แผ่น ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2540 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2540 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งไม่เป็นความจริง และจำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบพิมพ์รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือ มติพิเศษ อันเป็นเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการว่า บริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด มีมติพิเศษให้เพิ่มทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกเจ็ดล้านบาท โดยมีการออกหุ้นใหม่เป็นหุ้นสามัญจำนวนเจ็ดหมื่นหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท ให้เพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่เป็นหุ้นสามัญชนิดเดียวไม่มีผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิซึ่งมีผู้เข้าชื่อซื้อหรือจัดออกให้แล้วหนึ่งแสนหุ้น ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5. เป็นทุนจดทะเบียนของบริษัทกำหนดไว้เป็นจำนวนสามสิบล้านบาท (น่าจะเป็นสิบล้านบาท) แบ่งออกเป็นหนึ่งแสนหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท ให้แก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการโดยนายอภิรัตน์ลาออกจากการเป็นกรรมการ และให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นกรรมการและให้แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทเป็นจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบพิมพ์ ก. กรรมการเข้าใหม่ มีใจความสำคัญว่า บริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการเข้าใหม่ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ด้วยซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในกระดาษเปล่าที่มีลายมือชื่อของนายอภิรัตน์อยู่ก่อนแล้ว โดยนายอภิรัตน์และโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมในข้อความนั้น มีใจความว่าเป็นหนังสือบริคณห์สนธิ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) อันเป็นเอกสารราชการและเป็นเอกสารมหาชนของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ได้มีมติพิเศษของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2540 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2540 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทใน ข้อ 5. ทุนจดทะเบียนของบริษัทกำหนดไว้จำนวนสิบล้านบาท แบ่งออกเป็นหนึ่งแสนหุ้น มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และจำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในกระดาษเปล่าที่มีลายมือชื่อของนายอภิรัตน์อยู่ก่อนแล้ว โดยนายอภิรัตน์และโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย มีใจความว่า ในวันที่ 20 มีนาคม 2540 บริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ขอแจ้งเหตุล่าช้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกรรมการ อำนาจกรรมการและเพิ่มทุนเพราะมีข้อขัดข้องในการเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความหรือรู้เห็นยินยอมให้มีการกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารดังที่กล่าวมาแล้วจำนวน 6 ฉบับ ข้างต้น เป็นการกระทำเพื่อจะนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในทะเบียนของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน ต่อมาในวันที่ 17 มีนาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้หรือจ้างวานนางสาวภัทราให้นำเอาเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้อ้างต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จตามที่ระบุในเอกสารปลอมดังกล่าว ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนและเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้ถือหุ้นที่ถูกต้องแท้จริงของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายอื่นและประชาชนเป็นเหตุให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครหลงเชื่อไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารปลอมนั้นๆ และรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในทะเบียนของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ณ วันที่ 24 มีนาคม 2540 เป็นเหตุให้โจทก์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ผู้ถือหุ้นรายอื่นและประชาชน ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 264, 265, 266, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดสมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 3 (10)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า บริษัทพารากอน เทเลคอมมิวนิเคชั่น ซิสเต็ม จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกันกับคดีนี้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดโจทก์คดีนี้ในฐานะผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองระงับไปหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์คดีนี้กับโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นโจทก์คนละคนกันทั้งโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก่อนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ประมาณ 6 เดือน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า โจทก์คดีนี้กับโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้นต่างเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด และต่างฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกัน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แม้ว่าโจทก์คดีนี้จะเป็นคนละคนกับโจทก์คดีดังกล่าว และฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนก็ตาม มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิดอันเดียวกันซ้ำสองอีก ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ แหลมม่วง
จำเลย — นายธวัชชัย เลื่อนฉวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2552
#501851
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์คดีนี้กับโจทก์คดีก่อนของศาลชั้นต้น ต่างเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ม. และต่างฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกัน ซึ่งคดีก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) แม้ว่าโจทก์คดีนี้จะเป็นคนละคนกับโจทก์คดีก่อนและฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนก็ตาม มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นว่าจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิดอันเดียวกันซ้ำสองอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 264, 265, 266, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 3 (10)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่าบริษัทพารากอน เทเลคอมมิวนิเคชั่น ซิสเต็ม จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกันกับคดีนี้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นไต่สวมมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด โจทก์คดีนี้ในฐานะผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองระงับไปหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์คดีนี้กับโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นโจทก์คนละคนกัน ทั้งโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ก่อนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ประมาณ 6 เดือน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า โจทก์คดีนี้กับโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 ของศาลชั้นต้นต่างเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเมอคิวรี เทเลโฟน จำกัด และต่างฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดอันเดียวกัน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6501/2543 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แม้ว่า โจทก์คดีนี้จะเป็นคนละคนกับโจทก์คดีดังกล่าว และฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนก็ตามมิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นว่าจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิดอันเดียวกันซ้ำสองอีก ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ แหลมม่วง
จำเลย — นายธวัชชัย เลื่อนฉวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1102 -ที่ 1103/2552
#415795
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว แต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องใช้คืนเงินที่โจทก์ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยไปแล้วให้แก่โจทก์ แต่โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้ในสัญญาให้ริบเงินที่ชำระไปแล้วโดยไม่ต้องใช้คืนข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจปรับลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ศาลจึงชอบที่จะสั่งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินโครงการหมู่บ้านกฤษดานคร (โครงการ 20) ในราคา 3,390,000 บาท กับจำเลยที่ 1 และว่าจ้างจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างบ้านแบบทิพพากรบนที่ดิน โดยตกลงค่าจ้างกันเป็นเงิน 2,110,600 บาท โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าจองจำนวน 20,000 บาท และชำระในวันทำสัญญาอีกจำนวน 43,100 บาท กับชำระค่าจ้างปลูกสร้างบ้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันทำสัญญาจำนวน 26,900 บาท สำหรับการชำระราคาที่ดินอีกจำนวน 445,400 บาท และค่าจ้างปลูกสร้างบ้านอีกจำนวน 289,690 บาท ตกลงแบ่งชำระเป็น 20 งวด ส่วนราคาที่ดินและค่าจ้างส่วนที่เหลือนั้นจะชำระให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อได้มีการพัฒนาที่ดินและปลูกสร้างบ้านเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ต้องไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาถึงงวดวันที่ 7 เมษายน 2539 รวมเงินที่ชำระให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วจำนวน 437,500 บาท และชำระให้จำเลยที่ 2 ไปแล้วจำนวน 281,500 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถพัฒนาที่ดินและปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามกำหนดดังกล่าว จนล่วงเลยเวลามาถึง 2 ปี โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาหากไม่ปฏิบัติให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว และโจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 962,276 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 723,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 710,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 556,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้าน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระค่างวดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ครบตามกำหนดโดยชำระให้เพียง 20 งวดเท่านั้น หลังจากนั้นไม่ชำระ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างบ้านเสร็จตามสัญญาได้มีหนังสือไปยังโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมรับโอน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในส่วนค่าเสียหายนั้นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยหรือเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากไม่มีข้อตกลงใดๆ ในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 150,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 150,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ เป็นการไม่ชอบ คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินโครงการหมู่บ้านกฤษดานคร(โครงการ 20) หรือโครงการกฤษดา มาสเตอร์เพลส แปลงเลขที่ ดี - 036 เนื้อที่ 100 ตารางวา ในราคา 3,390,000 บาท กับจำเลยที่ 1 และว่าจ้างจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างบ้านแบบทิพพากรบนที่ดินดังกล่าว ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 2,110,600 บาท โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าจองให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท และชำระในวันทำสัญญาอีกจำนวน 43,100 บาท กับชำระค่าจ้างปลูกสร้างบ้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันทำสัญญาจำนวน 26,900 บาท สำหรับการชำระราคาที่ดินอีกจำนวน 445,400 บาท และค่าจ้างปลูกสร้างบ้านอีกจำนวน 289,690 บาท นั้น ตกลงแบ่งชำระให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นรายงวด ภายหลังทำสัญญาโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ชำระค่างวดให้แก่จำเลยที่ 1 อีกจำนวน 410,400 บาท และชำระให้แก่จำเลยที่ 2 อีกจำนวน 254,600 บาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้าน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่" ดังนั้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เลิกกันแล้ว แต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เงินค่างวดตั้งแต่งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 19 จำนวน 410,400 บาท และจำนวน 254,600 บาท ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อชำระหนี้บางส่วนย่อมเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านให้ริบเงินที่ชำระไปแล้วโดยไม่ต้องใช้คืนเพื่อกลับสู่ฐานะเดิมข้อตกลงให้ริบเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และเบี้ยปรับนี้ถ้าสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจปรับลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์จึงมีสิทธิปรับลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควร และคืนเงินในส่วนมิใช่เบี้ยปรับให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินให้โจทก์จำนวน 150,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี กุลเอกลักษณ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทกฤษดานคร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2552
#501629
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันไปเอาเสียซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทาง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อให้จำเลยออกนอกราชอาณาจักร ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2549 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทำให้สูญหายและไร้ประโยชน์ซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลีย หมายเลข L 1155259 ระบุชื่อ SOMSAMORN ซึ่งสถานทูตออสเตรเลียออกให้แก่ผู้มีชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ประชาชน และสถานทูตออสเตรเลีย ต่อมาจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทางเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่สถานทูตออสเตรเลียออกให้แก่จำเลยจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สถานทูตออสเตรเลีย พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ และประชาชนที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีข้อความภาษาอังกฤษกำกับแสดงความหมายว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ ผู้ใช้รหัส A1299 ในหน้าที่ 4 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่ารอยตราประทับดังกล่าวเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองหนังสือเดินทางกระทรวงการต่างประเทศ พนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ และประชาชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมหนังสือเดินทางดังกล่าว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 188, 264, 265 และให้ริบหนังสือเดินทางของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, วรรคแรก, 265 ประกอบมาตรา 83 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเอกสารกับฐานปลอมเอกสารราชการ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเอาไปเสียซึ่งหนังสือเดินทางประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว โดยนำรูปถ่ายของจำเลยมาติดแทนภาพของผู้มีชื่อในหนังสือเดินทาง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจอนุญาตให้คนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อให้จำเลยออกนอกราชอาณาจักรความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวหทัยชนก จุโลทก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ