คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1086/2552
#418393
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง สถานที่ทำการตามตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์คือ วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงจึงเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งเป็นข้าราชการตาม ป.พ.พ. มาตรา 46

ผู้อำนวยการกองการศึกษาอาชีพมีหนังสือถึงโจทก์ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมกับแนบหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของจำเลยที่ 2 อันมีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ไปให้โจทก์ทราบด้วย หนังสือดังกล่าวได้ส่งถึงวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับหนังสือไว้แทนโจทก์ และได้ทำบันทึกนำเสนอโจทก์พร้อมลงวันที่กำกับในวันเดียวกัน โจทก์ไม่นำสืบว่าวันนั้นโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือตามที่เจ้าหน้าที่เสนอ และไม่นำสืบว่าเหตุใดจึงเพิ่งเกษียณส่งหนังสือในวันที่ 2 มีนาคม 2542 แม้โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบและสั่งการให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 2 มีนาคม 2542 ก็เป็นวิธีการดำเนินการตามระบบราชการเท่านั้น ถือได้ว่าโจทก์รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันเดียวกัน คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์และฟ้องคดีนี้ภายใน 3 เดือน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุ โจทก์รับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง และเป็นประธานกรรมการในการตรวจการจ้างเหมาก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง สัญญาจ้างเลขที่ 20/2541 ระหว่าง วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยกับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 และวันที่ 12 มกราคม 2542 จำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ถึงอธิบดีกรมอาชีวศึกษาผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 7 และผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม โดยมีข้อความอย่างเดียวกันทุกประการว่า "ห้างฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการ (นายไชยรัตน์) ซึ่งเป็นข้าราชการมิได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐเลย กลั่นแกล้งและใช้อำนาจโดยมิชอบ ทำให้ผู้รับเหมาเกิดการเสียหาย ไม่สมควรที่จะรับหน้าที่นี้ต่อไป และโปรดพิจารณาให้ประธานกรรมการ (นายไชยรัตน์) พ้นออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ และให้ย้ายออกจากพื้นที่พร้อมรับโทษที่นายไชยรัตน์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามแต่ท่านจะเห็นสมควร" ต่อมากรมอาชีวศึกษาได้สั่งการให้กองการศึกษาอาชีพตรวจสอบกรณีดังกล่าว ผู้อำนวยการกองการศึกษาอาชีพจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ส่งหนังสือเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปให้โจทก์ในฐานะทำหน้าที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงชี้แจง วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 27 เมษายน 2542 อธิบดีกรมอาชีวศึกษาได้สั่งย้ายโจทก์ไปปฏิบัติราชการประจำที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา 1 หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมอาชีวศึกษา ตามคำสั่งกรมอาชีวศึกษา หลังจากนั้นวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 กรมอาชีวศึกษามีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวตามคำสั่งกรมอาชีวศึกษา และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ข้อร้องเรียนของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่มีมูลความจริง จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ถูกเข้าใจว่าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังและส่งผลกระทบต่อหน้าที่ทางการงานอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เพิ่งทราบว่าถูกจำเลยทั้งสองร้องเรียนตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 ตามหนังสือของผู้อำนวยการกองการศึกษาอาชีพมีถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวและโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดวันที่ 2 มีนาคม 2542 โจทก์ฟ้องวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์รับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง สถานที่ทำการตามตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ คือ วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงจึงเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งเป็นข้าราชการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 46 และที่ผู้อำนวยการกองการศึกษาอาชีพมีหนังสือถึงโจทก์ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงนั้น ผู้อำนวยการกองการศึกษาอาชีพได้แนบหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้แก่โจทก์มาพร้อมหนังสือดังกล่าวด้วย หนังสือดังกล่าวได้ส่งถึงวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับหนังสือไว้แทนโจทก์และได้ทำบันทึกนำเสนอโจทก์พร้อมลงวันที่กำกับในวันเดียวกัน โจทก์ไม่นำสืบให้ได้ความชัดว่าในวันนั้นโจทก์ยังมิได้รับหนังสือดังกล่าวตามที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำเสนอแต่อย่างใด และมิได้นำสืบว่าเป็นเพราะเหตุใดโจทก์จึงเพิ่งเกษียณสั่งหนังสือดังกล่าวในวันที่ 2 มีนาคม 2542 ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปถึง 7 วัน ดังนั้น แม้โจทก์จะลงลายมือชื่อรับทราบและสั่งการให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 2 มีนาคม 2542 ก็เป็นเพียงวิธีการดำเนินการตามระบบราชการเท่านั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันเดียวกัน คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์และฟ้องคดีนี้วันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเกินกว่า 3 เดือนแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 46
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยรัตน์ ประดิษฐ์พัฒนชาญ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดลานหอยหินอ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายดุลโชค มนุญพร
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1067/2552
#498023
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าปรับเพราะผิดสัญญาซื้อขายรวม 4 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายรายฉบับรวม 4 ฉบับ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับและหลักประกันสัญญาตามรายสัญญา แม้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายรวมกันมาทั้งสี่ฉบับการกำหนดค่าปรับก็ต้องพิจารณาภายในวงเงินตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีจึงต้องคำนวณแยกตามสัญญาซื้อขายและหนังสือค้ำประกันนั้นเป็นรายสัญญา เมื่อมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในแต่ละสัญญาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องเรียกค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,325.37 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,212.57 บาท รวมเป็นเงิน 10,537.94 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าปรับให้ 3,000 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เพียง 7,537.94 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาในการกำหนดค่าปรับเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะเห็นพ้องกับการกำหนดค่าปรับของศาลอุทธรณ์และไม่ฎีกาค่าปรับในส่วนนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขได้ตามมาตรา 142 (5)

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 กำหนดอัตราค่าปรับให้หน่วยราชการใช้และถือปฏิบัติเป็นหลักทั่วไปเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม หากให้แต่ละหน่วยราชการต่างกำหนดค่าปรับเองกรณีผิดสัญญาก็จะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าปรับที่กำหนดในระเบียบดังกล่าวจะเหมาะสมแก่ทุกกรณี เมื่อค่าปรับดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเป็นความรับผิดที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าปรับตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์ ประกอบกับหนังสือค้ำประกันระบุว่า ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น และให้โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนซึ่งมีลักษณะต้องร่วมรับผิดอยู่แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับจำเลยที่ 1 รวม 4 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 9 สิงหาคม 2538 ซื้อเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ราคา 379,850 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ซื้อแท่นระดับราคา 53,500 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 15 มกราคม 2539 ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ซื้อเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้าราคา 212,000 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 29 มกราคม 2539 และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2539 ซื้อเครื่องม้วนโลหะราคา 743,650 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 28 มกราคม 2540 หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าปรับร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันส่งมอบหรือวันบอกเลิกสัญญา ในการทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มามอบแก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญารวม 4 ฉบับ เป็นเงิน 18,992,50 บาท 2,675 บาท 10,600 บาท และ 37,182.50 บาท ตามลำดับ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซึ่งต้องรับผิดชำระค่าปรับ โดยสัญญาฉบับแรกต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2540 เป็นเงิน 104,078.90 บาท ฉบับที่ 2 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 6,955 บาท ฉบับที่ 3 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 30 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2539 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 80,560 บาท และฉบับที่ 4 ต้องเสียค่าปรับนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 562,199.40 บาท รวมเป็นค่าปรับทั้งสิ้น 753,793.30 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้ว ครบกำหนดชำระตามหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,116.51 บาทรวมค่าปรับและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 793,909.81 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันด้วย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 793,909.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 753,793.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเป็นเงิน 76,092.16 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,450 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับ เนื่องจากได้ส่งมอบเตาอบชุบโลหะด้วยไฟฟ้า 2 เครื่อง และแท่นระดับตรงตามสัญญาแล้ว แต่คณะกรรมการตรวจรับไม่ยอมรับ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ค่าปรับที่โจทก์เรียกเป็นเวลานานและเป็นจำนวนที่สูงเกินไปจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเครื่องม้วนโลหะให้แก่วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ไม่ใช่กรณีส่งมอบสิ่งของไม่ครบถ้วน โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสิ่งของให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 138,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์จำนวน 69,450 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 193,488 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เป็นเงินจำนวน 76,092.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,450 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ให้แก่โจทก์รวม 4 ฉบับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6, จ.15, จ.27 และ จ.35 และจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มาเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญามอบให้แก่โจทก์รวม 4 ฉบับ ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับจึงต้องเสียค่าปรับให้แก่โจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดค่าปรับให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า การกำหนดค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ของจำนวนเงินค่าสินค้าเป็นรายวันในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.6, จ.15, จ.27 และ จ.35 เป็นไปตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ได้กำหนดให้ใช้แก่ทุกหน่วยราชการและโจทก์ก็ไม่ได้มีเจตนาบอกเลิกสัญญาล่าช้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าปรับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6, จ.27 และ จ.35 เป็นเงิน 38,160 บาท, 80,000 บาท และ 68,373 บาท ตามลำดับ เป็นการลดค่าปรับที่สูงเกินส่วนอย่างมาก ส่วนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 6,955 บาท ตามฟ้องโจทก์เห็นพ้องด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าปรับเพราะผิดสัญญาซื้อขายรวม 4 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายรายฉบับรวม 4 ฉบับหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับและหลักประกันสัญญาตามรายสัญญา แม้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายรวมกันมาทั้งสี่ฉบับ การกำหนดค่าปรับก็ต้องพิจารณาภายในวงเงินตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีจึงต้องคำนวณแยกตามสัญญาซื้อขายและหนังสือค้ำประกันนั้นเป็นรายสัญญา ดังนั้น สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 โจทก์เรียกร้องค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 84,846.45 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,425.23 บาท รวมเป็นเงิน 97,271.68 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 38,160 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 59,111.68 บาทซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 และสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.35 โจทก์เรียกร้องค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 109,618.91 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,201.36 บาท รวมเป็นเงิน 130,820.27 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้ 68,373 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 62,447.27 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.35 คดีโจทก์ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 และ จ.35 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในแต่ละสัญญาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดค่าปรับเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 โจทก์เรียกค่าปรับรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,325.37 บาท และหลักประกันสัญญารวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,212.57 บาท รวมเป็นเงิน 10,537.94 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าปรับให้ 3,000 บาท คงเหลือจำนวนค่าปรับที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เพียง 7,537.94 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 คดีโจทก์ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.15 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาในการกำหนดค่าปรับเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะเห็นพ้องกับการกำหนดค่าปรับของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้และไม่ฎีกาค่าปรับในส่วนนี้ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (โดยแก้ไขค่าปรับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดค่าปรับให้โจทก์สำหรับสัญญาเอกสารหมาย จ.15 เพียง 3,000 บาท) สำหรับค่าปรับตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.27 ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น โจทก์อ้างว่า การกำหนดค่าปรับอัตราร้อยละ 0.2 ของจำนวนเงินค่าสินค้าคิดเป็นรายวันในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.27 เป็นไปตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้ใช้แก่ทุกหน่วยราชการ เห็นว่า การที่ระเบียบดังกล่าวมีการกำหนดอัตราค่าปรับให้หน่วยราชการใช้และถือปฏิบัติเป็นหลักทั่วไป เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม หากให้แต่ละหน่วยราชการต่างกำหนดค่าปรับเองกรณีผิดสัญญาก็จะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าอัตราค่าปรับที่กำหนดในระเบียบดังกล่าวจะเหมาะสมแก่ทุกกรณี เมื่อค่าปรับดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ หากเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง โจทก์สั่งซื้อเครื่องม้วนโลหะตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.27 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้โจทก์ แต่ได้ความจากนายประดิษฐ์ อดีตผู้รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก พยานโจทก์ว่า วิทยาลัยไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา แต่ต้องคืนงบประมาณให้แก่โจทก์แสดงว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเครื่องม้วนโลหะในขณะนั้นน่าจะมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนไม่มากนัก ทั้งหากทางวิทยาลัยยังมีความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อราชการของวิทยาลัยก็ยังสามารถที่จะขอตั้งงบประมาณจัดซื้อต่อไปได้ตามวิธีงบประมาณดังเช่นที่หน่วยราชการปฏิบัติกันทั่วไป นอกจากนี้โจทก์บอกเลิกสัญญาหลังจากสัญญาครบกำหนดแล้วถึง 378 วัน นับว่าเป็นเวลานานมากโจทก์ไม่สามารถนำพยานมาสืบให้เห็นว่าโจทก์เสียหายเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปรับให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.27 เป็นเงิน 80,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าปรับตามสัญญาซื้อขายทั้งสี่ฉบับเป็นเงิน 38,160 บาท, 3,000 บาท, 80,000 บาท และ 68,373 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 189,533 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในลักษณะร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายจึงต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอีกส่วนหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยทั้งสองแยกเป็นเอกเทศต่อกัน หาใช่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 เป็นความรับผิดที่เกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าปรับตามสัญญาซื้อขายแก่โจทก์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เงินที่ระบุในหนังสือค้ำประกันเป็นแต่เพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อให้โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันนั่นเองในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง ประกอบกับตามหลังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.11, จ.16, จ.30 และ จ.36 ระบุได้ความว่า ข้าพเจ้ายอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น นอกจากนี้ยังยินยอมให้โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนซึ่งก็มีลักษณะต้องร่วมรับผิดอยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 189,533 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 383 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอาชีวศึกษา
จำเลย — บริษัทเมืองอุทัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2552
#495451
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งแปลง อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงชอบที่เสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ เป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ ไม่มีกฎหมายรับรองให้ศาลสั่งแสดงสิทธิครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งแปลง อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับโจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทด้วย หากโจทก์ชนะคดีศาลย่อมมีอำนาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายช่วง หวังดี
จำเลย — นางยุทธ บุตรโสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายธเนศ ไชยหมาน
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2552
#501648
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่พิพาท อ้างว่าเป็นของจำเลย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิก็ตาม ประกอบกับโจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทด้วย หากโจทก์ชนะคดีศาลย่อมมีอำนาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ โดยโจทก์และบรรดาพี่น้องได้ร่วมกันซื้อมาจากนางตรึบ เมื่อปี 2512 และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเรื่อยมา จนถึงปลายปี 2518 โจทก์จึงซื้อที่ดินดังกล่าวทั้งหมดจากพี่น้องและครอบครองทำประโยชน์เป็นของโจทก์เองทั้งหมด เมื่อประมาณปลายปี 2550 จำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง อ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยซึ่งได้รับมรดกตกทอดมา และห้ามไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ ไม่มีกฎหมายรับรองให้ศาลสั่งแสดงสิทธิครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอรังวัดออกโฉนดที่พิพาททั้งแปลง อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาล โดยทำเป็นคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับโจทก์ขอให้บังคับจำเลยและบริวารมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทด้วย หากโจทก์ชนะคดีศาลย่อมมีอำนาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายช่วง หวังดี
จำเลย — นางยุทธ บุตรโสภา
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2552
#501316
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขชื่อจำเลยที่ 1 ในคำฟ้องของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจาก "บริษัทโกลเด้นไพล จำกัด" เป็น "บริษัทโกลเด้นไฟล จำกัด" เป็นการขอแก้ไขเพียงตัวพยัญชนะ "พ" ในคำว่า "ไพล" เป็น "ฟ" ในคำว่า "ไฟล" เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามขอ

จำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องโดยโต้เถียงความถูกต้องของหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไว้ แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามได้แถลงขอสละประเด็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์แล้ว และจำเลยทั้งสามมิได้สืบพยานอีกด้วย คดีในศาลชั้นต้นจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การของจำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามไม่ติดใจโต้เถียงเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวอีกต่อไป การที่จำเลยทั้งสามยังคงอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถูกต้องอีก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และต้องฟังว่าโจทก์มอบอำนาจฟ้องถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) โจทก์มอบอำนาจให้นายปรีชาและนายอภิชัยเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วง ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นายสมชายเป็นผ็มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตรา เอ็ม อาร์ อาร์+2 ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 15.50 ต่อปี กำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 30,000 บาท รวม 60 เดือนทุกๆ วันสิ้นสุดของเดือน เริ่มชำระเดือนแรกในวันสุดท้ายของเดือนตุลาคม 2539 และจะต้องชำระเงินกู้และดอกเบี้ยให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2541 การทำสัญญาเงินกู้ดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ในปัจจุบันและอนาคต โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวงเงินคนละ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและอุปกรณ์แห่งหนี้ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำหนังสือมอบสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 14/121-122 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ไว้เป็นประกันต่อโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยชำระเงินกู้ให้โจทก์ไม่ตรงตามเงื่อนไขในสัญญาและชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 จำนวนเงิน 700 บาท โจทก์จึงได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามบอกเลิกสัญญาทุกชนิดต่อจำเลยทั้งสาม หนี้เงินกู้ค้างชำระเฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง เป็นเงินจำนวน 265,198.64 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 1,046,740.05 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,046,740.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 781,541.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 14/121-122 หมู่ 6 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3662 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ถูกต้อง ลายมือชื่อนายบัณฑูร ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอมและไม่มีตราประทับสำคัญของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยค้ำประกันมูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์ ลายมือชื่อผู้กู้และผู้ค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เคยมีประกาศกำหนดเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย ประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้กู้ยืมของโจทก์เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเอง เพื่อให้มีอำนาจในการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 781,541.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10.25 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขชื่อจำเลยที่ 1 ในคำฟ้องของโจทก์จาก "บริษัทโกลเด้นไพล จำกัด" เป็น "บริษัทโกลเด้นไฟล จำกัด" เห็นว่า ตามหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนชื่อจำเลยที่ 1 ที่ถูกต้องเป็นไปตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขโดยเป็นการขอแก้ไขเพียงตัวพยัญชนะ "พ" ในคำว่า "ไพล" เป็น "ฟ" ในคำว่า "ไฟล" เท่านั้น ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย จึงอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องดังกล่าวได้ ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องโดยโต้เถียงความถูกต้องของหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไว้ แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามได้แถลงขอสละประเด็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2544 และจำเลยทั้งสามมิได้สืบพยานอีกด้วย คดีในศาลชั้นต้นจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การของจำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามไม่ติดใจโต้เถียงเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวอีกต่อไป การที่จำเลยทั้งสามยังคงอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ถูกต้องอีก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และต้องฟังว่าโจทก์มอบอำนาจฟ้องถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีนี้พอแก่การวินิจฉัยในประเด็นอื่นได้แล้ว เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นที่เหลือไปเสียทีเดียว

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด จากคำเบิกความของนายดนัย พนักงานโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ เป็นเงิน 1,000,000 บาท กำหนดผ่อนชำระคืนเป็นรายเดือน รวม 60 งวด โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัด การทำสัญญากู้เงินดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.9 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญากู้เงินชำระเงินคืนไม่ตรงตามกำหนด โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 และยังคงค้างเงินต้นโจทก์อยู่ 781,541.41 บาท ดอกเบี้ย 265,198.64 บาท รวม 1,046,740.05 บาท โจทก์ทวงถามจากจำเลยทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสามไม่สืบพยาน เห็นว่า จากพยานบุคคลและเอกสารที่โจทก์นำสืบมาเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องจริง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินให้โจทก์โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด คงเหลือร้อยละ 10.25 ต่อปี นั้นจึงชอบแล้ว"

พิพากษากลับ ให้บังคับไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 84 ม. 142 ม. 179 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโกลเด้นไฟล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 994/2552
#498022
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอนโจทก์ในการศึกษาระดับปริญญาโทเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรักและหึงหวงสามีมีสิทธิที่จะกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอนโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้นึกถึงครอบครัว กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการประจานโจทก์ให้ต้องอับอายเสียชื่อเสียงอีกทั้งโจทก์มิได้ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรง โจทก์จะอ้างเหตุดังกล่าวว่าเป็นกรณีจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายคมกริช และเด็กหญิงวิภาดา เมื่อปี 2546 จำเลยประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ตักเตือนและห้ามปรามแต่จำเลยไม่ฟัง ต่อมากิจการขาดทุน จำเลยได้นำทรัพย์สินต่างๆ ไปขายและโจทก์ต้องกู้เงินจากสหกรณ์มาชำระหนี้ เป็นเงิน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยมีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์คบหญิงอื่นโจทก์จึงถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปทำรายงานเสนอโจทก์และจำเลยมีปัญหาทะเลาะกันเป็นประจำทำให้โจทก์ได้รับความอับอายต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อน และบุคคลทั่วไป เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 จำเลยได้ทิ้งร้างโจทก์หนีไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติที่รังสิตจนถึงขณะนี้เป็นเวลาเกินหนึ่งปีแล้ว ทั้งจำเลยพยายามแกล้งโจทก์โดยนำบุตรไปเลี้ยงดูที่บ้านที่รังสิต ต่อมาภายหลังจึงนำบุตรมาคืนแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามี หรือภริยากันอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า ในปี 2546 จำเลยประกอบกิจการร้านขายอาหาร โจทก์เห็นชอบด้วยจึงไปกู้เงินจากสหกรณ์ แต่โจทก์ไปคบหาหญิงอื่นฉันชู้สาว ให้จำเลยดูแลร้านอาหารเพียงผู้เดียว จำเลยขอร้องให้โจทก์เลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นแล้วมาช่วยจำเลยประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว แต่โจทก์ไม่เชื่อฟัง จำเลยจึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์เพื่อให้ตักเตือนโจทก์ โจทก์โกรธจำเลยจึงทิ้งจำเลยไปอยู่บ้านบิดามารดาของโจทก์ จำเลยต้องเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเพียงลำพัง ต่อมาจำเลยไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรทั้งสองได้จึงให้โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดู จำเลยไปทำงานกับพี่สาวที่จังหวัดปทุมธานีซึ่งโจทก์เห็นชอบ และจำเลยกลับไปเยี่ยมบุตรเดือนละสองครั้ง จำเลยไม่เคยทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง จนเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์ไม่ได้เสื่อมเสียชื่อเสียงจำเลยไม่ได้ทิ้งร้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายคมกริช เกิดวันที่ 30 ธันวาคม 2538 และเด็กหญิงวิภาดา เกิดวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอาศัยอยู่กับโจทก์ จำเลยได้มีหนังสือร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับหญิงอื่นไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์ และอาจารย์ผู้สอนโจทก์ในการศึกษาระดับปริญญาโท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โจทก์ไม่ได้ฎีกา ประเด็นเหตุฟ้องหย่าด้วยเหตุดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับหญิงอื่นดังกล่าวแล้วเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรักและหึงหวงสามีสิทธิที่จะกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอนโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้นึกถึงครอบครัวซึ่งหนังสือร้องเรียนของจำเลยมีข้อความประการใดไม่มีการนำสืบถึง กรณีถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการประจานโจทก์ให้ต้องอับอายเสียชื่อเสียงแต่อย่างใดอีกทั้งโจทก์มิได้ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรง เพียงแต่ให้โจทก์ทราบว่าภริยาร้องเรียนเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นเท่านั้น อันมีเหตุผลที่จะกระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวมิให้หญิงอื่นมาทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัวได้ โจทก์จะอ้างเหตุดังกล่าวว่าเป็นกรณีจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงย่อมไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน จำเลยไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาญ พันธ์บุญนาค
จำเลย — นางอรุณรัตน์ พันธ์บุญนาค
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 994/2552
#501848
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นไปยังผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ผู้สอนของโจทก์ เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรักและหึงหวงสามีมีสิทธิที่จะกระทำได้เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ผู้สอนของโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้นึกถึงครอบครัว กรณีถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการประจานโจทก์ให้ต้องอับอายเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์มิได้ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรง จึงมีเหตุผลที่จะกระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวมิให้หญิงอื่นมาทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัวได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทกฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ค. และเด็กหญิง ว. เมื่อปี 2546 จำเลยประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ตักเตือนและห้ามปรามแต่จำเลยไม่ฟัง ต่อมากิจการขาดทุน จำเลยได้นำทรัพย์สินต่างๆ ไปขายและโจทก์ต้องกู้เงินจากสหกรณ์มาชำระหนี้ เป็นเงิน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยมีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์คบหญิงอื่นโจทก์จึงถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปทำรายงานเสนอโจทก์และจำเลยมีปัญหาทะเลาะกันเป็นประจำทำให้โจทก์ได้รับความอับอายต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อน และบุคคลทั่วไป เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 จำเลยได้ทิ้งร้านโจทก์หนีไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติที่รังสิตจนถึงขณะนี้เป็นเวลาเกินหนึ่งปีแล้วทั้งจำเลยพยายามแกล้งโจทก์โดยนำบุตรไปเลี้ยงดูที่บ้านที่รังสิต ต่อมาภายหลังจึงนำบุตรมาคืนแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า ในปี 2546 จำเลยประกอบกิจการร้านขายอาหาร โจทก์เห็นชอบด้วยจึงไปกู้เงินจากสหกรณ์ แต่โจทก์ไปคบหาหญิงอื่นฉันชู้สาว ให้จำเลยดูแลร้านอาหารเพียงผู้เดียว จำเลยขอร้องให้โจทก์เลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นแล้วมาช่วยจำเลยประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว แต่โจทก์ไม่เชื่อฟัง จำเลยจึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์เพื่อให้ตักเตือนโจทก์ โจทก์โกรธจำเลยจึงทิ้งจำเลยไปอยู่บ้านบิดามารดาของโจทก์ จำเลยต้องเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเพียงลำพัง ต่อมาจำเลยไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรทั้งสองได้ จึงให้โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูจำเลยไปทำงานกับมีสาวที่จังหวัดปทุมธานีซึ่งโจทก์เห็นชอบ และจำเลยกลับไปเยี่ยมบุตรเดือนละสองครั้ง จำเลยไม่เคยทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงจนเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์ไม่ได้เสื่อมเสียชื่อเสียง จำเลยไม่ได้ทิ้งร้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ค. เกิดวันที่ 30 ธันวาคม 2538 และเด็กหญิง ว. เกิดวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอาศัยอยู่กับโจทก์ จำเลยได้มีหนังสือร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับหญิงอื่นไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอนโจทก์ในการศึกษาระดับปริญญาโท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โจทก์ไม่ได้ฎีกา ประเด็นเหตุฟ้องหย่าด้วยเหตุดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับหญิงอื่นดังกล่าวแล้วเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรักและหึงหวงสามีมีสิทธิที่จะกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์และอาจารย์ผู้สอนโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้นึกถึงครอบครัว กรณีถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการประจานโจทก์ให้ต้องอับอายเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์มิได้ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรงอันมีเหตุผลที่จะกระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวมิให้หญิงอื่นมาทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัวได้ โจทก์จะอ้างเหตุดังกล่าวว่าเป็นกรณีจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงย่อมไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาญ พันธ์บุญนาค
จำเลย — นางอรุณรัตน์ พันธ์บุญนาค
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987 -ที่ 988/2552
#501308
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรม เป็นการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ซึ่งไม่มีรายละเอียดขั้นตอนว่าคำสั่งลงโทษลูกจ้างหรือเลิกจ้างลูกจ้างนั้น นายจ้างจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนหรือการสอบสวนข้อเท็จจริงจะต้องทำให้เสร็จภายในกำหนด 150 วัน แม้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จะต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน หรือจะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 150 วัน และจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนถูกต้อง และตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวให้ถือว่าพนักงานผู้นั้นพ้นจากข้อกล่าวหา ก็เป็นเรื่องพ้นจากข้อกล่าวหาในการสอบสวนครั้งนั้นเท่านั้น มิได้หมายความว่าโจทก์มิได้กระทำผิดอันจะมีผลกระทบถึงการพิจารณาคดีของศาล

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งนิติกร 5 มีหน้าที่ฟ้องร้องลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์เบิกเงินยืมทดรองจ่ายจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าขึ้นศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี แต่โจทก์ไม่ฟ้องคดี โจทก์จึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์ไม่คืนเงิน โดยนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวจึงเป็นการทุจริตและกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง นอกจากนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 19 กันยายน 2545 โจทก์หยุดงานรวม 66.5 วัน โดยอ้างว่าป่วย โจทก์มีสิทธิลาป่วยปีละไม่เกิน 30 วัน โจทก์จึงลาป่วยเกินกำหนดหรือระเบียบ 36.5 วัน อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

จำเลยที่ 4 มีเจตนาค้ำประกันโจทก์ในการที่โจทก์สมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 และยินยอมค้ำประกันโจทก์ไม่ว่าโจทก์จะทำงานกับจำเลยที่ 1 ในหน้าที่หรือตำแหน่งงานใด จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้มีการประกันได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงาน และต่อมาโจทก์ได้ก่อความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์และจำเลยในสำนวนแรกว่า โจทก์ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 4

โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า วันที่ 1 เมษายน 2535 จำเลยทั้งสามจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ว่าคดีเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติกร มีหน้าที่ว่าต่างแก้ต่างให้แก่จำเลยทั้งสามและดำเนินการในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,100 บาท ค่าอาหารเดือนละ 1,800 บาท เงินโบนัสปีละ 5 เดือน เงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เดือนละ 700 บาท รวมเดือนละ 12,600 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน วันที่ 26 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 32/2545 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานฝ่ายนิติกร กล่าวหาว่าโจทก์ติดค้างเงินยืมทดรองจ่ายในการดำเนินคดีแล้วไม่คืนภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ บ.550/2545 เลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ และขาดงานโดยไม่มีใบรับรองแพทย์อันเป็นการกลั่นแกล้งกล่าวหาเพื่อไม่ให้โจทก์สามารถทำงานกับจำเลยที่ 1 ต่อไปได้ คำสั่งเลิกจ้างฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับสภาพการจ้างของจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อรวมระยะเวลาตั้งแต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจนถึงวันมีคำสั่งลงโทษ 153 วัน เกินกำหนด 150 วัน ถือว่าโจทก์พ้นข้อกล่าวหา ส่วนเหตุที่อ้างว่าโจทก์หยุดงานรวม 66.5 วัน โดยไม่มีใบลาและใบรับรองแพทย์อันเป็นความเท็จนั้น โจทก์ออกไปปฏิบัติงานตามศาลใช้ใบออกนอกสถานที่แทนการลงลายมือชื่อบันทึกเวลาการทำงาน และตามคำสั่งที่ 32/2545 ไม่ปรากฏข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเวลาการทำงานของโจทก์ โจทก์จึงไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วันที่ 21 มกราคม 2546 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์และยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อวิชาชีพของโจทก์ และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่น้อยกว่าเดิม หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 10,100 บาท เงินโบนัส 25,700 บาท และเงินสะสมเลี้ยงชีพในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 79,225 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จ่ายค่าจ้างที่ค้างสำหรับเดือนกันยายน 2545 เป็นเงิน 11,900 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2545 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 4,358 บาท และค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 60,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จ่ายค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อวิชาชีพของโจทก์เป็นเงิน 5,510,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 5,510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ บ.550/2545 และคำสั่งที่ ก.พ.198/2546 ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 สำนวนแรกให้การว่า โจทก์มีหน้าที่ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 จะอนุมัติเงินยืมทดรองจ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามที่โจทก์ขออนุมัติ และเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วจะต้องนำใบเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมศาลและรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเสนอต่อจำเลยที่ 1 ตามระเบียบและคำสั่งของจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ปฏิบัติงานแล้วเสร็จ แต่ในช่วงระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้เบิกเงินยืมทดรองจ่ายไปรวม 5 รายการ เป็นเงิน 75,050 บาท โจทก์ไม่ดำเนินการฟ้องร้องลูกหนี้ต่อศาลและไม่นำค่าธรรมเนียมไปวางศาลตามคำสั่ง และไม่คืนเงินดังกล่าวตามระเบียบ ผู้บังคับบัญชาได้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาและเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ฝ่ายนิติการจึงแจ้งเรื่องให้ฝ่ายการพนักงานเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการผิดวินัยของโจทก์ วันที่ 26 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วได้สรุปผลการสอบข้อเท็จจริงต่อประธานคณะกรรมการวินัย คณะกรรมการวินัยมีความเห็นว่าโจทก์ทุจริตนำเงินของจำเลยที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ประกอบกับโจทก์หยุดงานบ่อยอ้างว่าป่วยโดยไม่มีใบลาและใบรับรองแพทย์ ซึ่งจากสถิติตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 19 กันยายน 2545 โจทก์ได้ลาป่วยรวม 66.5 วัน เกินสิทธิตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ถึง 36.5 วัน ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามระเบียบที่กำหนดให้ลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน และการลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงมีมติไล่โจทก์ออกโดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ ยกเว้นเงินสะสมในส่วนของพนักงาน และให้โจทก์คืนเงินยืม 75,050 บาท แก่จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ซึ่งคณะกรรมการอุทธรณ์มีมติเห็นชอบยืนตาม คำสั่งเลิกจ้างโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายมิได้เป็นการกลั่นแกล้งหรือเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อการกระทำของโจทก์เป็นความผิดอาญา จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถนำระเบียบในเรื่องระยะเวลาดังกล่าวมาใช้กับกรณีของโจทก์ได้ ประกอบกับในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาหมิ่นประมาทตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6303/2546 ของศาลแขวงดุสิต มีคำวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า นับตั้งแต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจนถึงขั้นมีการสรุปการสอบสวนในวันที่ 10 กันยายน 2545 ยังไม่เกิน 150 วัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกันยายน 2545 แก่โจทก์ และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินสะสมกองทุนเลี้ยงชีพในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าชดเชยและค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินส่วน เงินโบนัสไม่อยู่ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็มิได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างแล้ว แต่จะจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือซึ่งขึ้นอยู่กับผลประกอบการและจะให้แก่ลูกจ้างที่อยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันที่มีการพิจารณาจ่าย ซึ่งในวันที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนได้ปีละ 13 วัน แต่มิได้ใช้สิทธิ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 สำนวนหลังฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างวันที่ 1 เมษายน 2535 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ว่าคดี 4 ส่วนคดี 1 ฝ่ายนิติการ มีหน้าที่ดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ในการปฏิบัติหน้าที่ฐานะทนายความของโจทก์ โจทก์เบิกเงินยืมทดรองจ่ายไปจากจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาโจทก์ไม่ต้องนำเงินค่าใช้จ่ายไปใช้และต้องส่งเงินคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ส่งคืน และค้างเงินยืมทดรองจ่ายระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 รวม 5 รายการ เป็นเงิน 75,050 บาท ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาและเป็นหนังสือให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโจทก์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 คณะกรรมการวินัยพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่นำเงินของจำเลยที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของโจทก์ถือว่าเป็นการกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง จึงมีมติไล่โจทก์ออกและเสนอต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งที่ บ.550/2545 ลงวันที่ 25 กันยายน 2545 ให้ไล่โจทก์ออก โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีมติเห็นชอบยืนตาม โจทก์ยังมิได้ชำระเงิน 75,050 บาท ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ประกอบกับโจทก์มีพฤติกรรมหยุดงานบ่อยอ้างว่าลาป่วยโดยไม่มีใบลาและใบรับรองแพทย์ จากสถิติการลาป่วยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 19 กันยายน 2545 รวม 66.5 วัน เกินสิทธิตามระเบียบ 36.5 วัน ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดในวงเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ทวงถามแล้วโจทก์และจำเลยที่ 4 เพิกเฉย ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 75,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับโจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์สำนวนหลังให้การว่า ข้อตกลงระหว่างฝ่ายนิติการของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นการเหมาจ่ายค่าจ้างแต่ละคดี 4,500 บาท ถึง 7,000 บาท จึงเป็นสัญญาจ้างทำของ มิได้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน หนี้ดังกล่าวเกิดจากมูลละเมิดจำเลยที่ 1 รู้ถึงเหตุและรู้ตัวผู้ทำละเมิดตั้งวันที่ 25 กันยายน 2545 แต่มิได้ฟ้องภายในวันที่ 25 กันยายน 2546 คดีจึงขาดอายุความ โจทก์มิได้ติดค้างเงินยืมทดรองจ่าย 75,050 บาท และการกระทำของโจทก์มิได้เป็นความผิดอาญา เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ถึง 11 จำเลยที่ 1 ทำขึ้นเองเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 โอนหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 4 มีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ไปแล้วโดยชอบ จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการเข้าทำงานของโจทก์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2535 ในฐานะเป็นพนักงานทดลองงานเท่านั้น มิใช่ในตำแหน่งทนายความ และโจทก์เริ่มเข้าทดลองงานวันที่ 1 เมษายน 2535 ซึ่งความเสียหายยังไม่เกิดขึ้นจึงยังไม่มีหนี้ต่อกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงิน 50,000 บาท มูลหนี้เงินยืมทดรองจ่ายตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2544 เป็นสัญญาจ้างทำของ จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องภายในกำหนด 2 ปี คดีจึงขาดอายุความและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงาน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์สำนวนแรกขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และโจทก์สละประเด็นในส่วนคำฟ้องและคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ที่ บ.550/2545 และคำสั่งที่ ก.พ.198/2546 ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 เรื่องแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ และสำนวนหลังสละประเด็นในส่วนคำให้การที่ว่าข้อตกลงระหว่างฝ่ายนิติการของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสัญญาจ้างทำของ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยที่ 4 สละประเด็นในส่วนคำให้การที่ว่าข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์เกิดจากสัญญาจ้างทำของ และที่ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายเงิน 75,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 4 รับผิดชดใช้หนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ในวงเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรงและทันทีที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยที่ 4 ทราบโดยไม่ต้องทวงถามจากโจทก์ก่อน และให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 1 เมษายน 2535 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นนิติกร 5 ส่วนคดีทนายความนอกฝ่ายนิติการ มีหน้าที่ฟ้องร้องลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,100 บาท เงินช่วยค่าอาหารเดือนละ 1,800 บาท เงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เดือนละ 700 บาท โจทก์เบิกเงินยืมทดรองจ่ายเป็นค่าขึ้นศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและยังไม่ได้คืนเงินดังกล่าวจำนวน 75,050 บาท แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโจทก์เมื่อวันที่ 26 มกราคม (ที่ถูกเมษายน) 2545 และจำเลยที่ 1 มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่าผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 เบิกความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ถือระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับกำหนดเวลาการส่งใช้เงินยืมทดรองจ่ายตามเอกสารหมาย ล.13 ข้อ 4.1.1 และ 4.1.2 ตลอดมา ซึ่งตามเอกสารหมาย ล.13 ข้อ 4.1.5 วรรคสอง ระบุว่า หากไม่ส่งใช้เงินยืมทดรองจ่ายตามที่กำหนดหรือเวลาผ่อนผัน ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ยืมเงินทดรองจ่ายแจ้งผู้จัดการฝ่ายการพนักงานเพื่อพิจารณาหักเงินเดือนและเงินช่วยเหลือพิเศษส่งคืนเงินยืมทดรองจ่ายภายในเวลาอันสมควรแล้วแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นทราบ และตามเอกสารหมาย ล.15 ปรากฏยอดค้างเงินยืมทดรองจ่ายของฝ่ายนิติการ 13 ล้านบาทเศษ ประกอบกับนางเจนกมล พนักงานของจำเลยที่ 1 เบิกความว่าทนายความที่ติดค้างเงินยืมทดรองจ่ายเกินกว่า 15 วัน มีหลายคน แต่ต่อมาก็สามารถเคลียร์ได้ ยกเว้นโจทก์ซึ่งไม่มาเคลียร์ ซึ่งมิได้ถือว่าพนักงานผู้นั้นประพฤติชั่วโกงหรือไม่ซื่อตรง และเหตุที่โจทก์ยังไม่เคลียร์เงินยืมทดรองจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ให้การต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย ล.23 แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การติดค้างเงินยืมทดรองจ่ายของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ผิดระเบียบวินัยร้ายแรงจึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ฟ้องคดีลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าขึ้นศาลที่โจทก์ยืมทดรองจ่ายไปให้แก่จำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่ามีรายได้จากสำนวนต่างๆ ประมาณ 50 สำนวน เพื่อนำมาหักกลบลบหนี้กับค่าขึ้นศาล โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เบิกเงินยืมทดรองจ่ายจากจำเลยที่ 1 แล้วไม่คืนเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 75,050 บาท โดยนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นการทุจริตและกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์มิได้นำเงินยืมทดรองจ่ายของจำเลยที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไม่เป็นการทุจริต จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า คำสั่งเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยที่ 1 ขัดต่อระเบียบข้อบังคับและข้อตกลงสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.25 ในเรื่องกำหนดระยเวลาการสอบข้อเท็จจริงจนถึงวันที่มีคำสั่งลงโทษพนักงานซึ่งระบุว่าจะต้องแล้วเสร็จภายใน 150 วัน หากครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้ถือว่าพนักงานผู้นั้นพ้นข้อกล่าวหา คดีนี้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 และมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 รวมระยะเวลา 153 วัน ถือว่าโจทก์พ้นข้อกล่าวหา คำสั่งเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ชอบเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่มีรายละเอียดขั้นตอนว่าคำสั่งลงโทษลูกจ้างหรือเลิกจ้างลูกจ้างนั้น นายจ้างจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนหรือการสอบสวนข้อเท็จจริงจะต้องทำให้เสร็จภายในกำหนด 150 วัน การพิจารณาว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ โดยทั่วไปต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่เป็นสำคัญ หากข้อเท็จจริงที่นำสืบในชั้นพิจารณาฟังได้ว่า ลูกจ้างกระทำผิดข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงจริง นายจ้างก็มีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้และไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จะต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน หรือจะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 150 วัน และจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนถูกต้องก็ตาม ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้ถือว่าพนักงานผู้นั้นพ้นจากข้อกล่าวหาก็เป็นเรื่องพ้นจากข้อกล่าวหาในการสอบสวนครั้งนั้นเท่านั้น มิได้หมายความว่าโจทก์มิได้กระทำผิดอันจะมีผลกระทบถึงการพิจารณาคดีของศาลแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งนิติกร 5 มีหน้าที่ฟ้องร้องลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์เบิกเงินยืมทดรองจ่ายจากจำเลยที่ 1 เป็นค่าขึ้นศาลและค่าใช่จ่ายในการดำเนินคดี แต่ต่อมาโจทก์ไม่ฟ้องคดี โจทก์จึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่คืนเงินจำนวน 75,050 บาท โดยนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นการทุจริตและกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 19 กันยายน 2545 โจทก์หยุดงานรวม 66.5 วัน โดยอ้างว่าป่วย โจทก์มีสิทธิลาป่วยปีละไม่เกิน 30 วัน โจทก์จึงลาป่วยเกินกำหนดหรือระเบียบ 36.5 วัน อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.5 หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางแปลความหมายในสัญญาค้ำประกันให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 (ที่ถูก โจทก์) เสมือนเป็นลูกหนี้ร่วม เกินกว่าเจตนาในการเข้าทำสัญญา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโจทก์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 กับโจทก์ยังไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้าง โจทก์เพิ่งมาสมัครทดลองงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2535 นิติกรรมอันเป็นหนี้ประธานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่เกิด สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ก็ไม่อาจมีได้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย ล.5 เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.5 ไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 4 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับโจทก์จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ และตามคำพิพากษาไม่ได้พิพากษาให้มีผลต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่การที่จำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงานนั้นปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 2 ระบุว่า ถ้าธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ได้รับนายเกษมเข้าทำงานในธนาคารไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานใดๆ แล้ว หากปรากฏว่านายเกษมปฏิบัติงานบกพร่องต่อหน้าที่หรือประมาทเลินเล่อหรือกระทำการทุจริตหรือก่อหนี้สินผูกพันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด อันทำให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ได้รับความเสียหายในกรณีหนึ่งกรณีใดที่กล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้านายทวีปยอมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด โดยตรงและทันทีทุกกรณี เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ได้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบ โดยที่ธนาคารไม่ต้องเรียกร้องทวงถามเอาจากผู้สมัครก่อน ในจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท และข้อ 3 ระบุว่าสัญญาค้ำประกันนี้ข้าพเจ้าตกลงให้คงอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่นายเกษมยังคงทำงานอยู่กับธนาคาร... ตามสัญญาค้ำประกันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 มีเจตนาค้ำประกันโจทก์ในการที่โจทก์สมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ในครั้งนี้ และยินยอมค้ำประกันโจทก์ไม่ว่าโจทก์จะทำงานกับจำเลยที่ 1 ในหน้าที่หรือตำแหน่งงานใด จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้มีการประกันได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงาน และต่อมาโจทก์ได้ก่อความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษม เปียวัฒน์
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2552
#494325
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ดีกว่าผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัท ว. ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่าผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนสูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังจากหักชำระค่าตอบแทนจากการชำระค่าเบี้ยประกันภัยถึง 16,232 บาท ซึ่งมิใช่เป็นเพียงการให้ค่าตอบแทนจากการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง นำตัวนายอานนท์ บุตรของผู้กล่าวหาซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ไปขอฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาขอประกันตัวโดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามเสนอตัวช่วยเหลือโดยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด วงเงิน 100,000 บาท เป็นหลักประกันต่อศาล หลังจากนายอานนท์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้กล่าวหาได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามไป 23,000 บาท ต่อมาผู้กล่าวหาทราบหลักเกณฑ์ในการซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพวงเงิน 100,000 บาทว่า เสียค่าเบี้ยประกันเพียง 6,300 บาท จึงเข้าร้องเรียนต่อศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้ยก

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงิน 23,000 บาท จากผู้กล่าวหาจริง แต่มิใช่เกิดจากการหลอกลวง หากเป็นการตกลงยินยอมในการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่ผู้กล่าวหา ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้กล่าวหาว่า ผู้กล่าวหาได้พูดคุยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการประกันตัวนายอานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกว่าเป็นเงิน 30,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองเหลือ 20,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลดให้เหลือ 27,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองลงอีกจนเหลือ 23,000 บาท เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ดีกว่าผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงเพื่อขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่าผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงนั่นเอง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนที่สูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้กล่าวหาถึง 16,232 บาท จึงมิใช่เป็นเพียงการให้ค่าตอบแทนจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ให้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้ที่มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากผู้มาติดต่อราชการของศาล อันเป็นการไม่เคารพในสถาบันศาลและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อ้างเหตุผลส่วนตัวว่ามีภาระในการเลี้ยงดูบุตร ไม่เพียงพอแก่การรอการลงโทษให้ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือนโดยให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกมีกำหนดคนละ 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — นางอารี วรธำรงตระกูล
ผู้ถูกกล่าวหา — นางจันทร์หรือภิรมย์ นิยมจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2552
#502404
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดีกว่าผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัท ว. ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่าผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงนั่นเอง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนสูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้กล่าวหาถึง 16,232 บาท จึงมิใช่เป็นเพียงให้ค่าตอบแทนจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ให้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้นจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง นำตัวนายอานนท์ บุตรของผู้กล่าวหาซึ่งถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ไปขอฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาขอประกันตัวโดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามเสนอตัวช่วยเหลือโดยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด วงเงิน 100,000 บาท เป็นหลักประกันต่อศาล หลังจากนายอานนท์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้กล่าวหาได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามไป 23,000 บาท ต่อมาผู้กล่าวหาทราบหลักเกณฑ์ในการซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพวงเงิน 100,000 บาทว่า เสียค่าเบี้ยประกันเพียง 6,300 บาท จึงเข้าร้องเรียนต่อศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ให้ยก

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ระหว่างพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางนำตัวนายอานนท์ บุตรของผู้กล่าวหาไปฝากขังต่อศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาประสงค์จะขอประกันตัวนายอานนท์และได้พบกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นนายหน้าเดินเรื่องประกันอยู่ที่ศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาตกลงให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ช่วยดำเนินการให้ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ติดต่อกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นนายหน้าเช่นกัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ติดต่อขอใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด วงเงิน 100,000 บาท จากนายสมโชค ตัวแทนประกันซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วย จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำกรมธรรม์ไปให้นางสาวพรทิพย์ พนักงานของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ที่ประจำอยู่ที่ศาลชั้นต้นพิจารณา นางสาวพรทิพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถรับประกันอิสรภาพให้ได้จึงกรอกข้อความในกรมธรรม์และมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไป โดยนายสมโชคจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระเบี้ยประกันภัย 6,768 บาท ให้แก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในภายหลัง เมื่อนายอานนท์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวผู้กล่าวหาก็ได้จ่ายเงิน 23,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้แบ่งเงินส่วนที่เหลือจากที่เอาไปชำระค่าเบี้ยประกันภัยแล้วให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงิน 23,000 บาท จากผู้กล่าวหาจริง แต่มิใช่เกิดจากการหลอกลวง หากเป็นการตกลงยินยอมในการช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่ผู้กล่าวหา ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้กล่าวหาว่า ผู้กล่าวหาได้พูดคุยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการประกันตัวนายอานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกว่าเป็นเงิน 30,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองเหลือ 20,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลดให้เหลือ 27,000 บาท ผู้กล่าวหาต่อรองลงอีกจนเหลือ 23,000 บาท เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เป็นนายหน้าให้แก่ผู้ที่มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น ย่อมจะทราบกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดีกว่าผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเพียงชาวบ้าน หากผู้ถูกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 มีความสุจริตใจที่จะช่วยเหลือผู้กล่าวหาเพียงเพื่อขอค่าตอบแทนจากการช่วยดำเนินการดังกล่าว ก็ไม่ควรที่จะเรียกเอาค่าตอบแทนเป็นจำนวนที่สูงจนเกินสมควร ทั้งควรที่จะพาผู้กล่าวหาไปติดต่อขอใช้บริการประกันอิสรภาพจากบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งก็อยู่ที่ศาลชั้นต้นด้วยตนเอง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หาได้กระทำไม่ อันมีลักษณะเป็นการปกป้องด้วยเกรงว่าผู้กล่าวหาจะทราบค่าใช้จ่ายที่เป็นจริงนั่นเอง ทำให้ผู้กล่าวหาที่ไม่ทราบความจริงต้องยอมจ่ายเงินไปในจำนวนที่สูงเกินสมควร โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินส่วนต่างหลังหักชำระค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้กล่าวหาถึง 16,232 บาท จึงมิใช่เป็นเพียงการให้ค่าตอบแทนจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ให้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอย่างธรรมดาทั่วไป การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้จากผู้ที่มีอรรถคดีและได้กระทำในศาลชั้นต้น จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากผู้มาติดต่อราชการของศาล อันเป็นการไม่เคารพในสถาบันศาลและมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 อ้างเหตุผลส่วนตัวว่ามีภาระในการเลี้ยงดูบุตร ไม่เพียงพอแก่การรอการลงโทษให้ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ฎีกาข้อนี้ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 เดือน โดยให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกมีกำหนดคนละ 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — นางอารี วรธำรงตระกูล
ผู้ถูกกล่าวหา — นางจันทร์หรือภิรมย์ นิยมจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 969/2552
#502417
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่า ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่ตัวโจทก์ไม่ได้เพราะโจทก์เสียชีวิต หากโจทก์ถึงแก่ความตายจริงก็ต้องถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ คดีจะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ และศาลจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนตามนัยมาตรา 42 และ 44 แห่ง ป.วิ.พ. ก่อน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 เป็นการไม่ชอบ และการที่โจทก์ถึงแก่ความตายขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,748,356.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนเงิน 626,514.36 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ กับให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่จำเลย หากโจทก์ไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ในการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 ว่า ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่ตัวโจทก์ไม่ได้เพราะโจทก์เสียชีวิต หากโจทก์ถึงแก่ความตายจริงก็ต้องถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ คดีจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ และศาลจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนตามนัยมาตรา 42 และ 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก่อน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 เป็นการไม่ชอบ และการที่โจทก์ถึงแก่ความตายขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และทำการไต่สวน และส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรื่องการเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์และทำการไต่สวน แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 44 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเยี่ยม เฟื่องฟู
จำเลย — นายวสันต์ กระโจมทอง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 968/2552
#501847
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยผู้อุทธรณ์จึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดหาใช่เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติเสียก่อนไม่ การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยชำระเพียงค่าชั้นอุทธรณ์โดยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ตามคำพิพากษาด้วย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันทีโดยไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลเสียก่อน กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 18,804,098.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2052, 2053, 3207, 3208, 3211 และ 3212 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 250,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์รายละ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ตามคำพิพากษามาวางศาลเสียก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด หาใช่เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติเสียก่อนไม่ การที่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยชำระเพียงค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โดยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ตามคำพิพากษาด้วย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ได้ทันทีโดยไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลเสียก่อน กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสมพิศ จึงกาญจนา
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเหล่าถาวรบริการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2552
#501305
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นหนี้ที่มีจำนองเป็นประกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ที่อยู่ในฐานะที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นอยู่แล้ว การที่โจทก์กับ ว. ซึ่งเป็นผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดจำนวนเงินผ่อนชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพิ่มขึ้น เป็นการคิดคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระภายหลังจากวันฟ้องจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความรวมเข้ากับต้นเงิน การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และ ว. ไม่ทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเกินกว่าที่ควรจะเป็นที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วยเหตุการฉ้อฉล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมและบังคับจำนอง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาววรรณดียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยและผู้ปกครองทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์กับจำเลยโดยนางสาววรรณดีได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยให้จำเลยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท หากผิดนัดให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 89973 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นางสาววรรณดีถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ผู้ร้องจึงมีอำนาจหน้าที่ดูแลจัดการทรัพย์สินรวมทั้งหน้าที่อื่นๆ ของนางสาววรรณดีลูกหนี้ตามกฎหมาย นางสาววรรณดีลูกหนี้มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลยคือที่ดินโฉนดเลขที่ 89973 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมไว้แก่โจทก์ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ของจำเลย ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้ยืมและบังคับจำนองระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยถึงแก่ความตาย นางสาววรรณดีลูกหนี้ได้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยและร่วมกับโจทก์ฉ้อฉลทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อมิให้เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายได้รับชำระหนี้ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยโดยสุจริตมิได้สมคบคิดกับนางสาววรรณดีลูกหนี้ทำการฉ้อฉลเพื่อมิให้เจ้าหนี้อื่นได้รับชำระหนี้แต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ระหว่างโจทก์และนางสาววรรณดีในฐานะคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะด้วยเหตุการฉ้อฉลหรือไม่ เห็นว่า แม้นางสาววรรณดีเมื่อเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยในครั้งแรก จะได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ตามคำให้การจำเลยลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 แต่คำให้การดังกล่าวก็มิใช่เป็นการปฏิเสธความรับผิดเสียทีเดียว โดยยอมรับว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จริง เพียงต่อสู้ว่าจำเลยได้รับเงินไม่ครบตามที่ตกลงในสัญญาเท่านั้น และการตกลงเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลดังกล่าวก็มิได้เกิดขึ้นทันทีภายหลังจากนางสาววรรณดีเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่และยื่นคำให้การแล้ว โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม 2545 อันเป็นเวลาภายหลังนางสาววรรณดียื่นคำให้การแล้วถึง 8 เดือนและยังเป็นเวลาก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนางสาววรรณดีเด็ดขาดถึงเกือบ 8 เดือนเช่นกัน โดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 จึงมิใช่เป็นการตกลงยอมความกันอย่างเร่งรีบส่อให้เห็นถึงพิรุธของการตกลงที่ไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ผู้ร้องฎีกาว่า เงื่อนไขของสัญญาประนีประนอมยอมความที่กำหนดให้นางสาววรรณดีผ่อนชำระแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท ทั้งที่ความจริงแล้วนางสาววรรณดีไม่มีความสามารถที่จะชำระในจำนวนเงินดังกล่วได้ เนื่องจากมีรายได้จากการค้าขายเพียงเล็กน้อย ทำให้เห็นเจตนาของโจทก์และนางสาววรรณดีที่ไม่ต้องการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาตั้งแต่ต้น ต้องการเพียงให้มีการบังคับคดีในทรัพย์สินของจำเลยเพื่อสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเสียเปรียบ ได้รับความเสียหายก็ดี หรือฎีกาว่าทุนทรัพย์ตามฟ้องเป็นเงิน 1,828,125 บาท แต่โจทก์และนางสาววรรณดีตกลงทำยอมในยอดหนี้ 2,100,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่ายอดหนี้ตามฟ้องมาก เป็นการพิ่มภาระหนี้ให้มากขึ้น อันจะทำให้เจ้าหนี้รายอื่นไม่ได้รับชำระหนี้ก็ดีนั้น เห็นว่า หนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ที่อยู่ในฐานะที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นอยู่แล้ว การกำหนดจำนวนเงินผ่อนชำระมากหรือน้อย ย่อมไม่มีผลกระทบต่อการบังคับชำระหนี้ของโจทก์จากทรัพย์สินที่จำนองมากนัก ส่วนการตกลงยอดหนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความสูงกว่าจำนวนเงินตามทุนทรัพย์ที่ฟ้องก็เช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบต้นเงินที่กู้ยืมเงินกันคือ 1,500,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อคำนวณจากวันที่กู้ยืมกันจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 5 เดือนเศษ คิดเป็นดอกเบี้ย 328,125 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันจากวันฟ้องคือวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความคือวันที่ 3 ตุลาคม 2545 อันเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ก็ย่อมมีจำนวนไม่น้อย การที่จำนวนเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 271,875 บาท จึงน่าจะเป็นการคิดคำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระภายหลังจากวันฟ้องจนถึงวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความรวมเข้ากับต้นเงินดังกล่าวนั่นเอง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และนางสาววรรณดีไม่ทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเกินกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่เป็นสาระสมควรวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวด้วยเหตุการฉ้อฉล ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรทิพย์ พงษ์พิทักษ์โสภณ
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายนพพร สุวรรณพฤษชาติฯ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2552
#501303
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยาที่ว่าเรื่องทรัพย์สินที่ดิน 21 ตารางวา พร้อมบ้านอันเป็นทรัพย์พิพาท ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนส่งกับบริษัท หากผ่อนส่งชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าจำเลยยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด เพียงแต่ถ้าหากโจทก์ร่วมผ่อนชำระหมดแล้ว โจทก์ร่วมจะยกกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยเท่านั้น เมื่อไม่มีข้อตกลงแบ่งแยกสินสมรสกันไว้ การแบ่งสินสมรสต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533

โจทก์ร่วมนำทรัพย์พิพาทไปขายให้โจทก์โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมจึงผูกพันแต่เฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ผลตามกฎหมายจึงมีว่าโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทคนละเท่าๆ กันในทุกส่วนของทรัพย์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์พิพาท และจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ ในกรณีที่ไม่อาจโอนส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ราคาในส่วนนี้แทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์เลขที่ 161/899 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 42733 โดยซื้อมาจากนายวุฒิไกร เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2540 แล้วอนุญาตให้จำเลยอาศัยอยู่ชั่วคราว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ต่อไป จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยย้ายออกจากทาวน์เฮาส์ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 8,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์ของโจทก์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์พิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า จำเลยกับนายวุฒิไกรได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2527 ระหว่างอยู่กินด้วยกันได้ร่วมกันซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทเมื่อปี 2536 ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยกับนายวุฒิไกร เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 จำเลยกับนายวุฒิไกรได้จดทะเบียนหย่ากัน และได้ทำบันทึกข้อตกลงการหย่ากันว่าจะยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทให้แก่จำเลย หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยยังคงอาศัยอยู่ที่ทาวน์เฮาส์พิพาทตลอดมา เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2540 นายวุฒิไกรจดทะเบียนโอนขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยมิได้ให้ความยินยอมและเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เพื่อมิให้ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามบันทึกการหย่าให้แก่จำเลย สัญญาซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่กึ่งหนึ่ง และโจทก์เสียหายไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทระหว่างโจทก์กับนายวุฒิไกรเฉพาะส่วนของจำเลย ให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระแล้วเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทเป็นของนายวุฒิไกรแต่ผู้เดียว เนื่องจากตามบันทึกหลังทะเบียนหย่าข้อ 2 มีความว่า "เรื่องทรัพย์สินที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาท ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนชำระต่อบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ สินเคหการ จำกัด หากผ่อนชำระเสร็จสิ้นแล้ว จะยกกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย" มีความหมายว่า จำเลยกับนายวุฒิไกรได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสกัน โดยให้ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทตกเป็นของนายวุฒิไกรแต่ผู้เดียว โดยนายวุฒิไกรให้คำมั่นว่า เมื่อนายวุฒิไกรผ่อนชำระราคาแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ดังนี้ถือได้ว่าการแบ่งสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายวุฒิไกรได้เสร็จเด็ดขาดไปแล้ว จำเลยจะมาโต้แย้งในภายหลังไม่ได้ ส่วนคำมั่นจะให้เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่ผูกพันนายวุฒิไกร ทั้งคำมั่นจะให้มีเงื่อนไขบังคับก่อนว่าจะมีผลเมื่อนายวุฒิไกรผ่อนชำระราคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อนายวุฒิไกรขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทเสียก่อนชำระราคาเสร็จสิ้น คำมั่นจึงไม่มีผลผูกพัน โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต หากจำเลยมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ราคาที่ดินต้องใช้แทนเป็นเงินเพียง 435,500 บาท มิใช่ 1,000,000 บาท และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายวุฒิไกรเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์กับโจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 42733 ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมทาวน์เฮาส์พิพาทเลขที่ 161/899 เป็นของจำเลยกึ่งหนึ่ง หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2527 ตามทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2536 โจทก์ร่วมซื้อทาวน์เฮาส์เลขที่ 161/899 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 42733 ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จากบริษัทแสนชัยพล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยตามเอกสารหมาย ล.4 และโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ สินเคหการ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.5 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ร่วมจดทะเบียนหย่ากับจำเลย ปรากฏตามใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ.3 ทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย ล.6 และได้ทำบันทึกข้อตกลงด้านหลังของทะเบียนหย่าตามเอกสารหมาย จ.15 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2540 โจทก์ร่วมได้ขายที่ดินและทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวในราคา 2,000,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย แล้วโจทก์นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตามเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ยอมรับในชั้นฎีกาว่าที่ดินและทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทเดิมเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย แต่ฎีกาว่าตามบันทึกหลังทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.15 ข้อ 2 นั้น หมายความว่า ในระหว่างที่โจทก์ร่วมยังผ่อนส่งชำระหนี้จำนองนั้นให้ตกเป็นของโจทก์ร่วมทั้งหมด เพียงแต่เมื่อโจทก์ร่วมผ่อนส่งชำระหนี้จำนองเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ร่วมจึงจะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาททั้งหมดให้แก่จำเลย เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ร่วมขายทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์นั้นยังผ่อนชำระราคาไม่หมด โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาททั้งหมดอยู่ โจทก์ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาททั้งหมดเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่า ควรหยิบยกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าข้อ 2 ตามเอกสารหมาย จ.15 ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า มีความหมายอย่างไร ข้อตกลงข้อ 2 มีว่า "เรื่องทรัพย์สินที่ดิน 21 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 161/899 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนส่งกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำกัด ซึ่งหากผ่อนส่งชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง" เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าจำเลยยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด เพียงแต่ถ้าหากโจทก์ร่วมผ่อนชำระหมดแล้ว โจทก์ร่วมจะยกกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยเท่านั้น เมื่อไม่มีข้อตกลงแบ่งแยกสินสมรสกันไว้ การแบ่งสินสมรสต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่บัญญัติว่า ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน กล่าวคือ คนละกึ่งหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ผู้รับโอนย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเท่าที่โจทก์ร่วมผู้โอนมีอยู่คือกึ่งหนึ่งเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดดังโจทก์ฎีกา แม้โจทก์จะรับซื้อมาโดยสุจริตก็ตาม และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่ายได้ก็แต่โดยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ร่วมนำทรัพย์พิพาทไปขายโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมจึงผูกพันแต่เฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ผลตามกฎหมายจึงมีว่าโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทคนละเท่าๆ กันในทุกส่วนของทรัพย์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์พิพาท และจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องข้อให้เพิกถอนการซื้อขายทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ ในกรณีที่ไม่อาจโอนส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ราคาแทน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกให้ชำระราคา 1,000,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อทรัพย์พิพาทในราคา 2,000,000 บาท ส่วนของจำเลยจึงเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท การที่โจทก์ต้องไปกู้ยืมเงินและชำระราคาให้แก่โจทก์ร่วมไปแล้ว แม้จะมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์ก็ตาม เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาจากโจทก์ร่วมผู้ขายเอง จะให้จำเลยต้องรับผิดในผลอันเกิดจากการกระทำที่จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมให้นำทรัพย์พิพาทไปจำหน่ายด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361 ม. 1533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัญชฎา พูลทัศฐาน
โจทก์ร่วม — นายวุฒิไกร เกียรติวิทยากุล
จำเลย — นางสุทธิรักษ์ ผลจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2552
#501842
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมกับจำเลยขณะเป็นสามีภรรยากันได้ซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทระหว่างผ่อนชำระหนี้จำนองทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์ร่วมกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันต่อมาโจทก์ร่วมขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นพี่สาวของโจทก์ร่วมอ้างว่า มีการตกลงตามสัญญาหย่าว่าทรัพย์ดังกล่าวขณะยังผ่อนชำระไม่หมดเป็นของโจทก์ร่วมเมื่อผ่อนชำระหมดแล้วจึงจะยกให้จำเลย แต่ข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าข้อ 2 มีว่า "เรื่องทรัพย์สินที่ดิน 21 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 161/899 ถนนจรัญสนิทวงค์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนส่งกับบริษัท ค. ซึ่งหากผ่อนส่งชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง" ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าจำเลยยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทให้โจทก์ร่วมทั้งหมดเพียงแต่หากโจทก์ร่วมผ่อนชำระหมดแล้ว โจทก์ร่วมจะยกกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยเท่านั้น เมื่อไม่มีข้อตกลงแบ่งแยกสินสมรสกันไว้ การแบ่งสินสมรสต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 บัญญัติว่า ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน กล่าวคือ คนละกึ่งหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้รับโอนย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินพิพาทเท่าที่โจทก์ร่วมผู้โอนมีอยู่กึ่งหนึ่งเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดดังโจทก์ฎีกา แม้โจทก์จะรับซื้อมาโดยสุจริตก็ตาม และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่ายได้ก็แต่โดยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ร่วมนำทรัพย์พิพาทไปขายโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมจึงผูกพันแต่เฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ผลตามกฎหมายจึงมีว่าโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทคนละเท่าๆ กันในทุกส่วนของทรัพย์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์พิพาทและจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายทรัพย์สินพิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์ของโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์พิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทระหว่างโจทก์กับนายวุฒิไกรเฉพาะส่วนของ จำเลย ให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะได้รับชำระแล้วเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายวุฒิไกร เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์กับโจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 42733 ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมทาว์น์เฮาส์พิพาทเลขที่ 161/899 เป็นของจำเลยกึ่งหนึ่ง หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2527 ตามทะเบียนการสมรสต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2536 โจทก์ร่วมซื้อทาวน์เฮาส์เลขที่ 161/899 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 42733 ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จากบริษัทแสนชัยพล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด โดยได้รับความยินยอมจากจำเลย และโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์สินเคหการ จำกัด วันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ร่วมจดทะเบียนหย่ากับจำเลยปรากฏตามใบสำคัญการหย่า ทะเบียนการหย่า และได้ทำบันทึกข้อตกลงด้านหลังของทะเบียนหย่า ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2540 โจทก์ร่วมได้ขายที่ดินและทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวในราคา 2,000,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย แล้วโจทก์นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ยอมรับในชั้นฎีกาว่าที่ดินและทาวน์เฮาน์ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทเดิมเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย แต่ฎีกาว่าตามบันทึกหลังทะเบียนการหย่า ข้อ 2 นั้น หมายความว่า ในระหว่างที่โจทก์ร่วมยังผ่อนส่งชำระหนี้จำนองนั้นให้ตกเป็นของโจทก์ร่วมทั้งหมด เพียงแต่เมื่อโจทก์ร่วมผ่อนส่งชำระหนี้จำนองเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ร่วมจึงจะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาททั้งหมดให้แก่จำเลยเมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ร่วมขายทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์นั้นยังผ่อนชำระราคาไม่หมดโจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาททั้งหมดอยู่ โจทก์ผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาททั้งหมดเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่าควรหยิบยกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าข้อ 2 ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า มีความหมายอย่างไร ข้อตกลงข้อ 2 มีว่า "เรื่องทรัพย์สินที่ดิน 21 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 161/899 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างผ่อนส่งกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำกัด ซึ่งหากผ่อนส่งชำระเสร็จสิ้นแล้วจะยกกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิง" เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าจำเลยยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ร่วมทั้งหมด เพียงแต่ถ้าหากโจทก์ร่วมผ่อนชำระหมดแล้ว โจทก์ร่วมจะยกกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทกร่วมให้แก่จำเลยเท่านั้น เมื่อไม่มีข้อตกลงแบ่งแยกสินสมรสกันไว้ การแบ่งสินสมรสต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่บัญญัติว่า ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน กล่าวคือคนละกึ่งหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ผู้รับโอนย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเท่าที่โจทก์ร่วมผู้โอนมีอยู่คือกึ่งหนึ่งเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดดังโจทก์ฎีกา แม้โจทก์จะรับซื้อมาโดยสุจริตก็ตาม และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่ายได้ก็แต่โดยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ร่วมนำทรัพย์พิพาทไปขายโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลย สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมจึงผูกพันแต่เฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ผลตามกฎหมายจึงมีว่าโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทคนละเท่าๆ กันในทุกส่วนของทรัพย์พิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์พิพาท และจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ ในกรณีที่ไม่อาจโอนส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมต้องกันรับผิดชดใช้ราคาแทน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกให้ชำระราคา 1,000,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อทรัพย์พิพาทในราคา 2,000,000 บาท ส่วนของจำเลยจึงเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท การที่โจทก์ต้องไปกู้ยืมเงินและชำระราคาให้แก่โจทก์ร่วมไปแล้ว แม้จะมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์ก็ตาม เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาจากโจทก์ร่วมผู้ขายเอง จะให้จำเลยต้องรับผิดในผลอันเกิดจากการกระทำที่จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมให้นำทรัพย์พิพาทไปจำหน่ายด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361 วรรคหนึ่ง ม. 1533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัญชฎา พูลทัศฐาน
โจทก์ร่วม — นายวุฒิไกร เกียรติวิทยากุล
จำเลย — นางสุทธิรักษ์ ผลจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 959/2552
#500912
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้อง ในวันเดียวกับที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง โดยท้ายคำร้องมีหมายเหตุว่าข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาเนื้อหาของคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของผู้ร้อง แล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ทรัพย์ที่ถูกยึดจึงไม่ใช่ของผู้ร้อง คดีของผู้ร้องจึงไม่มีมูล ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง เป็นการพิจารณาสั่งตามเนื้อหาของคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผลแห่งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องพิพากษายืน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงเป็นการพิพากษาโดยมิชอบ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,827,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำดอกเบี้ยค้างชำระครบ 1 ปี ทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันเป็นปีๆ ไป หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20962, 20980, 20983, 20991, 21158, 21208, 21241, 21271 และ 21272 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน 9 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ขอให้ปล่อยทรัพย์ โดยขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าคดีของผู้ร้องไม่มีมูล ให้ยกคำร้อง หากประสงค์จะดำเนินคดีให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามทุนทรัพย์ภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าทิ้งคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยมิได้ทำการไต่สวนคำร้องให้สิ้นกระแสความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 เป็นคำสั่งโดยผิดหลง ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวและนัดไต่สวนคำร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ทรัพย์ที่ถูกยึดจึงไม่ใช่ของผู้ร้อง คดีของผู้ร้องจึงไม่มีมูล ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง กรณีจึงไม่ต้องด้วยกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดที่ศาลจะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คำร้องของผู้ร้องมีมูลและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 วรรค 1 ที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนให้สิ้นกระแสความ จึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 กำหนด 8 วัน ต้องนับแต่วันที่ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งที่ผิดระเบียบจริงๆ หาใช่ถือว่าได้ทราบตามหมายเหตุท้ายคำร้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เห็นว่า ที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า ศาลชั้นต้นมิได้ทำการไต่สวนคำร้องให้สิ้นกระแสความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 เป็นคำสั่งโดยผิดหลง เป็นการไม่ชอบ เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวกับการพิจารณาพยานหลักฐานในการดำเนินคดีอนาถา ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมอันเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นก่อนมีคำพิพากษาแต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้อง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2547 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง โดยท้ายคำร้องมีหมายเหตุว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ซึ่งช้ากว่าแปดวันนับแต่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ คดีไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาในเนื้อหาของคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 แล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ทรัพย์ที่ถูกยึดจึงไม่ใช่ของผู้ร้อง คดีของผู้ร้องจึงไม่มีมูล ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง เป็นการพิจารณาสั่งตามเนื้อหาของคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผลแห่งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องพิพากษายืน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงเป็นการพิพากษาโดยมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นนี้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกคำร้องของผู้ร้องยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งสามศาลแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ หากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิรันดร์ อารีย์จิตเกษม
ผู้ร้อง — นายจรูญ ตุโสตร
จำเลย — นางประยงค์ นาคเกิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2552
#506632
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่แรกและต่อมาได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2532 และในปี 2534 ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่ง โดยตกลงจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน 5 ปี แม้หนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวในครั้งหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ได้ความว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแม้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมายแล้วและผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว ศาลแขวงสุรินทร์ก็พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุดแล้วผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้นั้น จำเลยที่ 1 ได้ขายให้ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2532 และผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงสุรินทร์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแล้ว จึงขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองมาตามกฎหมายซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดิน ดังนั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทของผู้ร้องจึงตกเป็นโมฆะ และตามนิติกรรมดังกล่าว ผู้ร้องเป็นเพียงผู้จะซื้อเท่านั้น ดังนั้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทที่ยึดไว้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 3 งานตั้งอยู่ที่ตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นที่ดินมือเปล่า ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ปี 2534 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3143 ตำบลปรือ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 11 ไร่ 3งาน 91 ตารางวา ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 5 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่งในราคา 60,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองจะไปจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอน ต่อมาหลังจากพ้นกำหนดห้ามโอนแล้ว ผู้ร้องทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย วันที่ 29 มีนาคม 2545 ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงสุรินทร์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3143 ให้แก่ผู้ร้อง ศาลแขวงสุรินทร์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2545 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือผู้ร้อง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของครอบครองที่ดินพิพาทแต่แรกและต่อมาได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินพิพาทระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ปี 2532 และในปี 2534 ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่งโดยตกลงจะมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอน 5 ปี แม้หนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวในครั้งหลังนี้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ก็ได้ความว่าผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแม้เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมายแล้ว และผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าว ศาลแขวงสุรินทร์ก็พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องคดีถึงที่สุดแล้ว ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุเคียด ปรียานุภาพ
ผู้ร้อง — นายเฉลย แจ่มใส
จำเลย — นายบันลือหรือบรรลือ นิราศภัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 957/2552
#494296
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนสามีผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับผู้ร้องแต่ไม่มีพยานมาไต่สวน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าสามีผู้ร้องอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทในฐานะบริวารของจำเลยไม่ได้มีอำนาจพิเศษที่จะครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าของได้ การยื่นคำร้องของสามีผู้ร้องถือเป็นการจัดการทรัพย์สินบ้านพิพาทซึ่งถือว่าเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างสามี ผู้ร้องกับผู้ร้องในนามของผู้ร้องด้วย ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ทั้งตามคำร้องผู้ร้องก็มิได้อ้างอำนาจพิเศษนอกเหนือจากที่สามีผู้ร้องอ้าง กรณีจึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 2561 ตำบลสระโบสถ์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 86 และ 86/1 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนหน้านี้นายเหียน ซึ่งเป็นสามีผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันกับผู้ร้อง แต่เมื่อถึงวันนัดไต่สวนคำร้องนายเหียนไม่มีพยานไปไต่สวนให้ฟังได้ตามคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง นายเหียนมิได้อุทธรณ์คดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์นำยึดบังคับคดีเป็นของโจทก์นายเหียนอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทในฐานะบริวารของจำเลยไม่ได้มีอำนาจพิเศษที่จะครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าของได้ นายเหียนเป็นสามีผู้ร้อง การยื่นคำร้องของนายเหียนถือเป็นการจัดการทรัพย์สินบ้านพิพาทซึ่งถือว่าเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างนายเหียนกับผู้ร้องในนามของผู้ร้องด้วย ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ทั้งตามคำร้องผู้ร้องก็มิได้อ้างอำนาจพิเศษนอกเหนือจากที่นายเหียนอ้าง กรณีจึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีต่อจากนายเหียนได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 296 ม. 296 จัตวา (3)
ป.พ.พ. ม. 1477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรันดรหรือปาณิศา ยศวิลัย
ผู้ร้อง — นางเช้า เถื่อนถ้ำ
จำเลย — นางแทน เทศนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางงามจิตร อ้นยาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2552
#501836
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองโดยปรปักษ์นั้น มิใช่เพียงแต่ยึดถือเพื่อตนเองอย่างสิทธิครอบครองเท่านั้น ยังจะต้องมีการยึดถือครอบครองด้วยเจตนาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นด้วย ส่วนจะมีเจตนาเป็นเจ้าของหรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องอยู่ภายในจิตใจ ต้องอาศัยพฤติการณ์ต่างๆ แห่งการยึดถือครอบครองมาประกอบว่าพอจะเป็นการยึดถือครอบครองอย่างเป็นเจ้าของได้หรือไม่ สำหรับการครอบครองที่ดินพิพาทของ ม.ย. และจำเลย ก่อนวันที่ 8 สิงหาคม 2509 ไม่ได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่มีเอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ กรณีจึงรับฟังได้ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ ส่วนการครอบครองนับแต่วันที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดินแล้ว ก็ไม่ปรากฏถึงพฤติการณ์แห่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยผู้ครอบครองเคยแสดงออก เช่น หวงกันมิให้บุคคลอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือดูแลรักษาที่ดินพิพาทไว้เพื่อประโยชน์แห่งตนและปฏิเสธต่อการอ้างสิทธิในการเป็นเจ้าของต่อบุคคลอื่นเป็นต้น ดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์และห้ามเกี่ยวข้อง หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจท์ 31,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและมีคำพิพากษาแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้โจทก์ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื้อที่ 200 ตารางวา พร้อมทั้งแบ่งแยกโฉนดเลขที่ 3369 ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ออก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ออกเป็นโฉนดใหม่หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้มอบอำนาจให้นางฮะ ดำเนินคดีแทน จำเลยอยู่ในที่ดินโจทก์เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ในฐานะผู้อาศัยสิทธิการเช่าของนายซันผู้เป็นญาติของจำเลย จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นางฮะ บุตรสาวของจำเลยยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้รื้อถอนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 3369 ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ออก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 15,500 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากเดือนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3369 ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ออก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 36 ตารางวา ตามแนวเขตเส้นสีเหลืองในแผนที่วิวาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ นายสมศักดิ์ ผู้เป็นบิดาฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยมอบอำนาจให้นางฮะ ผู้เป็นบุตรสาวดำเนินคดีแทน บ้านเลขที่ 3 หมู่ 12 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3369 ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ออก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2509 ให้แก่นางสาวอิ่ม หรือนางอิ่ม ผู้เป็นบุตรสาวของนายแก้วกับนางหรุ่ม ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2511 นางอิ่มขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสมศักดิ์ แล้วเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2517 นายสมศักดิ์จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมีนายมาน ผู้เป็นโต๊ะอิหม่าน กับนางเฮาะ ภรรยาของจำเลยเป็นพยานต่างเบิกความได้ความว่านายมัดและนางเยาะผู้เป็นบิดามารดาของนางเฮาะปลูกบ้านเลขที่ 3 ในที่ดินพิพาทจนถึงวันฟ้องเป็นเวลานานประมาณ 60 ปี นางเฮาะเกิดที่บ้านนี้จนนางเฮาะอายุ 15 ปี ได้แต่งงานกับจำเลยที่บ้านนี้แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น 1 ปี และกลับมาอยู่ที่บ้านนี้โดยมิได้ย้ายไปไหนอีก ทั้งนี้เป็นการครอบครองโดยสงบและเปิดเผยมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของหรือไม่เพราะการครอบครองโดยปรปักษ์นั้น มิใช่เพียงแต่ยึดถือเพื่อตนเองอย่างสิทธิครอบครองเท่านั้น ยังจะต้องมีการยึดถือครอบครองด้วยเจตนาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นด้วยส่วนจะมีเจตนาเป็นเจ้าของหรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องอยู่ภายในจิตใจ ต้องอาศัยพฤติการณ์ต่างๆ แห่งการยึดถือครอบครองมาประกอบว่าพอจะเป็นการยึดถือครอบครองอย่างเป็นเจ้าของได้หรือไม่ สำหรับการครอบครองที่ดินพิพาทของนายมัด นางเยาะและจำเลยก่อนวันที่ 8 สิงหาคม 2509 ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่มีเอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ กรณีจึงรับฟังได้ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ ส่วนการครอบครองนับแต่วันที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดินแล้ว กรณีนี้ก็ไม่ปรากฏจากพยานคนใดของจำเลยที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์แห่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ปรากฏจำเลยผู้ครอบครองเคยแสดงออก เช่น หวงกันมิให้บุคคลอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือดูแลรักษาที่ดินพิพาทไว้เพื่อประโยชน์แห่งตนและปฏิเสธต่อการอ้างสิทธิในการเป็นเจ้าของต่อบุคคลอื่นเป็นต้น แต่นางเฮาะกลับเบิกความว่า นายไสวผู้ใหญ่บ้านกับนายลีเคยมาติดต่อขอให้เงินเพื่อให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาท นางเฮาะเพียงแต่บอกว่าไม่เอาเงินและอยู่มานานแล้วเท่านั้นและนางเฮาะตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า ในปี 2539 โจทก์ ทนายโจทก์และนายสมศักดิ์บอกให้ตนกับจำเลยย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยขอให้โจทก์รื้อถอนบ้านไปปลูกในที่ดินที่นางเฮาะกับจำเลยซื้อไว้โดยไม่เอาค่าขนย้ายอันเป็นการแสดงออกถึงการยอมรับสิทธิของโจทก์อีกด้วย หาใช่เป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือต่อโจทก์แต่อย่างใดไม่ ส่วนโจทก์นำสืบว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของบุคคลอื่นจากโจทก์จึงไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้นเมื่อจำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นเรื่องนี้ แต่สืบได้ไม่สมฟ้องแย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ชอบที่จะฟ้องขับไล่จำเลยกับบริวาร และเรียกค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวแล้ว กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 200 ตารางวา หรือไม่อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์เนื้อที่ 36 ตารางวา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล วัลยะเสวี
นายเซ็ม สุภาเรือง โดยนางฮะ วงษ์ศรี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 950/2552
#500911
เปิดฉบับเต็ม

กระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายไม่ได้บรรจุเม็ดตะกั่วบรรจุเฉพาะดินปืนอัดด้วยกระดาษเท่านั้น จำเลยทราบดีว่าไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่ทราบขนาดชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนจำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนลูกซองจำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านสามพันตา หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยต้อน อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ อันเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควรและจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวไปเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายอุทัย ผู้เสียหายที่บริเวณศีรษะจำนวน 1 นัด โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยกระทำไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายหลบกระสุนปืนดังกล่าวได้ทัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น วางโทษจำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่า จำเลยนำสืบรับเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีกำหนด 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืน) ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีกำหนด 3 เดือน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น มีกำหนด 8 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ยิงนายอุทัย ผู้เสียหายจำนวน 1 นัด เจ้าพนักงานตำรวจยึดเม็ดตะกั่วหัวกระสุน 2 เม็ด และหมอนรองกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 4 ชิ้น เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนลูกซองไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยจำเลยไม่อุทธรณ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีพยานคือผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อจำเลยเหนี่ยวไกปืน พยานเอี้ยวตัวหลบมีเสียงปืนดังขึ้น กระสุนปืนไม่ถูกพยานเพียงแต่มีดินปืนถูกบริเวณคอ นางประทาย ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายเบิกความว่า เห็นจำเลยชักอาวุธปืนเล็งไปทางผู้เสียหาย ขณะนั้นผู้เสียหายนั่งเฉย พยานนั่งดูเพราะเข้าใจว่าอาวุธปืนดังกล่าวไม่มีกระสุน จำเลยเล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายแล้วพยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น นายพรวน ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเบิกความว่า ได้รับแจ้งจากนางประทาย ภริยาของผู้เสียหายว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พยานไปที่บ้านนายคล่อง เห็นผู้เสียหายอยู่ตรงแคร่ไม้จึงได้สอบถามเรื่องราว ผู้เสียหายบอกว่าอาวุธปืนที่จำเลยยิงนั้นไม่มีลูก พยานตรวจดูที่เกิดเหตุพร้อมกรรมการหมู่บ้าน พบหมอนรองกระสุนปืนตกอยู่ข้างแคร่และที่เสาบ้านมีรอยกระสุนปืน กับพบลูกตะกั่วตกอยู่บริเวณดังกล่าว พันตำรวจโทมงคล ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้เบิกความว่าได้ส่งของกลางที่ยึดได้คือเม็ดตะกั่วหัวกระสุน 2 เม็ด และหมอนรองกระสุนปืน 4 ชิ้น ไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซองใช้ยิงมาจากอาวุธปืนลูกซองยืนยันขนาดไม่ได้ ส่วนหมอนรองกระสุนปืนใช้ยิงมาจากอาวุธปืนลูกซองขนาด 12 และจากการตรวจที่เกิดเหตุมีร่องรอยกระสุนปืนที่เสาบ้านเป็นเสาไม้ และฝาผนังปูนกับเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ตรงเสาไม้ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 (รูปที่สอง) พยานได้สอบสวนนายคล่อง ไว้ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.9 (โจทก์ไม่สามารถนำตัวมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเนื่องจากถึงแก่ความตาย) โดยนายคล่องให้การว่า อาวุธปืนลูกซองที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 หรือ ลูก 9 หมายถึงมีเม็ดตะกั่วบรรจุ 9 เม็ด เห็นว่า หากอาวุธปืนลูกซองสั้นที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายบรรจุกระสุนปืนลูกซองสั้นขนาด 12 หรือ ลูก 9 จริงแล้ว เม็ดตะกั่วซึ่งมีถึง 9 เม็ด น่าจะถูกผู้เสียหายเพราะแม้แต่ดินปืนยังถูกที่บริเวณคอของผู้เสียหาย การที่ดินปืนถูกบริเวณคอของผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าเม็ดตะกั่วถูกผู้เสียหายเลย น่าจะเป็นเพราะกระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงนั้นไม่ได้บรรจุเม็ดตะกั่วคงบรรจุเฉพาะดินปืนจำนวนมากคล้ายกับประทัดและพลุ ซึ่งผู้เสียหายก็บอกแก่นายพรวนว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่มีลูกตามคำเบิกความของนายพรวนข้างต้น อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยซึ่งเบิกความยืนยันว่ากระสุนปืนลูกซองที่ใช้ยิงนั้นจำเลยประกอบขึ้นเองโดยใช้กระดาษอัดแต่ไม่มีหัวกระสุนปืน นายพรวนเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไม่มีความเกี่ยวพันเป็นญาติกับผู้เสียหายและจำเลย รวมถึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับทั้งสองฝ่ายนับว่าเป็นคนกลาง คำของนายพรวนมีน้ำหนักให้รับฟัง อนึ่ง แม้จะปรากฏร่องรอยกระสุนปืนที่เสาบ้านและฝาผนังปูนกับเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ตรงเสาไม้ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 (รูปที่สอง) แต่ก็ยังมีความน่าสงสัยอยู่ว่าจะเกิดจากอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงหรือไม่ เพราะปรากฏว่ามีร่องรอยที่เสาไม้ 4 จุด ฝาผนังปูน 5 จุด ที่เสื้อผ้า 2 ตัว ตัวละ 3 จุด รวมแล้วมีถึง 15 จุด แสดงว่าเกิดจากการยิงอาวุธปืนลูกซองขนาด 12 ไม่น้อยกว่า 2 นัด ทั้งปรากฏว่าพบหมอนกระสุนลูกซองถึง 4 ชิ้น ซึ่งโดยปกติแล้วกระสุนปืนลูกซองแต่ละนัดจะมีหมอนกระสุนปืนเพียง 1 ชิ้น ซึ่งจำเลยก็นำสืบทำนองว่า มีบุคคลอื่นมายิงปืนขึ้นภายหลังจำเลยกลับบ้าน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความน่าสงสัยอยู่ว่ากระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงมีเม็ดตะกั่วบรรจุอยู่หรือไม่ ส่วนพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายนั้นไม่ได้บรรจุเม็ดตะกั่วกระสุนปืนคงบรรจุเฉพาะดินปืนอัดด้วยกระดาษเท่านั้น โดยจำเลยทราบดีว่าไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายแก่กายแต่ประการใด การกระทำของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายบรรลุ อินนอก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา