คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1649 -ที่ 1664/2552
#501310
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บางคนซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานหยุดงานเข้าร่วมชุมนุมกับลูกจ้างที่มีหน้าที่ดังกล่าวด้วย เป็นเรื่องที่โจทก์ดังกล่าวสามารถรู้สำนึกและคาดหมายถึงผลของการกระทำของตนกับพวกได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของจำเลยและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องถือว่าโจทก์ทั้งหมดร่วมกันจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยภาพรวมว่าโจทก์ทั้งสิบหกคนทั้งที่มีหน้าที่และไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานตามแผนการผลิตได้ละทิ้งหน้าที่ไม่ไปปฏิบัติงานอันเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบหกสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2902/2548,3738/2548, 3985/2548, 1252-1269/2549 แต่คดีทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนยุติไปแล้วโดยการถอนฟ้อง และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสิบหกสำนวนนี้ โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ถึงที่ 9 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ถึงที่ 30 ที่ 33 และที่ 34 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบหกเป็นลูกจ้างของจำเลย มีระยะเวลาการทำงาน ตำแหน่ง อัตราค่าจ้างสุดท้าย กำหนดการจ่ายค่าจ้างและวันที่เลิกจ้างตามคำฟ้องและแต่ละสำนวน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 จำเลยได้ประกาศคำสั่งเลิกจ้างให้มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกทันที โดยอ้างเหตุว่าร่วมกันจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรง และถือว่าละทิ้งหน้าที่ไปหรือกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต มีพฤติกรรมต่อต้านการบริหารงานของนายจ้างอย่างรุนแรง เป็นปฏิปักษ์และก้าวร้าวต่อผู้บริหาร จำเลยไม่ไว้วางใจให้ร่วมงานกันต่อไป ความจริงโจทก์ทั้งสิบหกไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างค้างชำระ ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสิบหกตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสิบหกสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันทำงานตามปกติต่อเนื่องไปถึงกลางคืนของวันดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกับพนักงานอีกจำนวนหนึ่งของจำเลยผละงานละทิ้งหน้าที่ร่วมกันชุมนุมที่สนามหญ้าภายในบริเวณที่ทำการของจำเลย ใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนการทำงานกล่าวโจมตีผู้บริหารของจำเลย นำสุราเข้ามารับประทานในระหว่างชุมนุม มีการทำลายทรัพย์สินของจำเลย โดยต้องการให้ปลดกรรมการผู้จัดการของจำเลยออกจากตำแหน่ง จำเลยได้แจ้งให้กลับเข้าทำงานแต่โจทก์ทั้งสิบหกกับพวกเพิกเฉย อีกทั้งไม่ยอมส่งตัวแทนมาเจรจาหาข้อยุติ แสดงกิริยาก้าวร้าวไม่สุภาพต่อผู้บังคับบัญชา การกระทำทั้งหมดทำให้จำเลยเสียชื่อเสียง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีร้ายแรง และถือว่าผละงานละทิ้งหน้าที่ไปหรือกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างชุมนุมโจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันทำให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จำเลยต้องเสียค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสิบหกที่ร่วมกันผละงานละทิ้งหน้าที่ในวันดังกล่าวโดยไม่ได้ทำงานให้จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถผลิตตามแผนการผลิตที่วางไว้ ไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ทันตามกำหนดต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม และจ้างที่ปรึกษาด้านกฎหมายมาดูแลในเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังทำให้จำเลยเสียโอกาสทางการค้าไม่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันตามกำหนด ทำให้ต้องรับภาระเสียภาษีเพิ่มจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 และต้องเสียค่าจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาวางแผนการเงินเพื่อดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 17,892,609.37 บาท จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบหกถึงวันที่ 23 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างแล้ว ขอให้ยกฟ้อง และขอฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสิบหกให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสิบหกไม่ได้ร่วมชุมนุมกับพนักงานในวันเกิดเหตุ ไม่ได้ก่อหรือมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบหกครบถ้วนแล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ถึงที่ 9 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 28 ถึงที่ 30 ที่ 33 และที่ 34 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ถึงที่ 9 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 28 ถึงที่ 30 ที่ 33 และที่ 34 รวม 16 คน เป็นพนักงานของจำเลย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันทำงานตามปกติในระหว่างเวลาทำงาน โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกับพนักงานอื่นอีกจำนวนหนึ่งร่วมกันชุมนุมภายในบริเวณโรงงานของจำเลยโดยไม่เข้าทำงานเพื่อเรียกร้องให้นายโยธิน กรรมการผู้จัดการของจำเลยลาออกจากตำแหน่ง ก่อนหยุดงานโจทก์ทั้งสิบหกกับพวกไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อจำเลยให้ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ ฝ่ายบริหารของจำเลยปิดประกาศให้ผู้ร่วมชุมนุมกลับเข้าทำงาน นายมนตรีพนักงานตรวจแรงงานช่วยชี้แจ้งและแจ้งขั้นตอนการหยุดงานหรือการยื่นข้อเรียกร้องของลูกจ้างตามกฎหมายให้โจทก์ทั้งสิบหกกับพวกทราบแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อฟังหรือกลับเข้าทำงาน และยังคงชุมนุมกันต่อไปตลอดทั้งวันทั้งคืน การผลิตสินค้าของจำเลยมีการวางแผนการผลิตไว้ล่วงหน้าเป็นรายสัปดาห์และรายวันเป็นขั้นตอน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสิบหกกับพวกเป็นการละทิ้งหน้าที่ และเมื่อจำเลยมีการวางแผนการผลิตไว้เป็นขึ้นตอนแล้วการละทิ้งหน้าที่จึงเป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย รวมทั้งฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัยในหมวดที่ 9 หลายข้อที่สำคัญเป็นกรณีร้ายแรง เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในส่วนที่โจทก์แต่ละคนยังไม่ได้ใช้สิทธิ ทั้งการเลิกจ้างของจำเลยมีเหตุสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เจตนาในการร่วมชุมนุมของโจทก์ทั้งสิบหกประสงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นไปในทางที่ดี โจทก์แต่ละคนไม่อาจทราบถึงการที่จำเลยเตรียมนำกิจการเข้าตลาดหลักทรัพย์และการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินซึ่งอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสิบหกทำให้จำเลยเสียหายตามฟ้องแย้ง

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบหกว่า การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจโดยไม่แยกแยะว่าโจทก์คนใดมีหน้าที่เกี่ยวข้องและคนใดไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานในวันเกิดเหตุ แล้วนำไปวินิจฉัยโดยภาพรวมไม่แยกแยะว่าโจทก์คนใดมีหน้าที่หรือไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานตามแผนการผลิตว่าละทิ้งหน้าที่ไม่ไปปฏิบัติงานอันเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผลหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์บางคนซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานหยุดงานเข้าร่วมชุมนุมด้วยนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ดังกล่าวสามารถรู้สำนึกและคาดหมายถึงผลของการกระทำของตนกับพวกได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของจำเลยและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้นแม้โจทก์บางคนจะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานแต่ได้หยุดงานเข้าร่วมการชุมนุมด้วยย่อมต้องถือว่าโจทก์ทั้งหมดร่วมกันจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยภาพรวมว่าโจทก์ทั้งที่สิบหกคนทั้งที่มีหน้าที่และไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นงานตามแผนการผลิตได้ละทิ้งหน้าที่ไม่ไปปฏิบัติงานอันเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายซึ่งจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) นั้นชอบแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบหกต่อไปว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสิบหกเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรงหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ ล้วนศรีติสกุล กับพวก
จำเลย — บริษัทคอทโก้พลาสติกส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2552
#502147
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามจะถือราคาที่ดินทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 50,000 บาท และอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงต้องห้ามอุทธรณ์

โจทก์ทั้งสามฎีกาเฉพาะเพียงขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม(

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า นายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหลักฐานใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินเลขที่ 76 หมู่ที่ 4 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยถางป่า ทำนาเกลือ ปลูกมะพร้าวและเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2540 นายมามะถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้รับมรดก ต่อมาปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขป หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน ตามใบไต่สวน หน้าสำรวจ 3656, 3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่มีสิทธิครอบครอง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามตามส่วน ห้ามจำเลยทั้งสี่กระทำการใดอันเป็นการขัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามตามส่วน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 4 แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 8 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ตามลำดับ มีนายสอเหาะครอบครองทำประโยชน์โดยทำนา ปลูกมะพร้าวและปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาปี 2485 นายสอเหาะถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนายสาแม บิดาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และนายมานะ บิดาจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นายสาแมและนายมานะเข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนจนกระทั่งนายสาแมและนายมานะถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสี่ได้ครอบครองทำประโยชน์ ตามสัดส่วนของแต่ละคน ต่อมามีน้ำทะเลท่วมในที่ดินพิพาททำให้มะพร้าวที่นายสาแมและนายมานะปลูกตายเกือบทั้งหมดและที่ดินเป็นดินเค็มและดินเปรี้ยว จำเลยทั้งสี่จึงปักเสาคอนกรีตและกั้นรั้วลวดหนามเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ โจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ทั้งสามใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางแมะนะ ทายาทของจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทร่วมกันโดยไม่สามารถแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนจึงสามารถถือราคาที่ดินรวมกันได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 125,000 บาท คดีโจทก์ทั้งสามจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อนายมามะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขป หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคนตามใบไต่สวนหน้าสำรวจ 3656,3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนดอันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามจะถือราคาที่ดินทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 50,000 บาท และโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายมามะ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาเฉพาะเพียงขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) แต่ปรากฎว่าโจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 3,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งสาม

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 59 ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยูโซะ หะยีกาเจร์ กับพวก
จำเลย — นายยูโซะหรือยูโซ๊ะ สอเหาะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2552
#503047
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามร่วมกันฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 แต่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ม. บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อ ม. ถึงแก่ความตายที่ดินเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน

โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า นายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหลักฐานใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินเลขที่ 76 หมู่ที่ 4 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยถางป่า ทำนาเกลือ ปลูกมะพร้าวและเลี้ยงกุ้งเมื่อปี 2540 นายมามะถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้รับมรดกต่อมา ปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน ตามใบไต่สวน หน้าสำรวจ 3656, 3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสี่มีสิทธิครอบครองทำให้เจ้าพนักงานที่ดินยกเลิกการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามตามส่วน ห้ามจำเลยทั้งสี่กระทำการใดอันเป็นการขัดสิทธิของโจทก์ทั้งสามตามส่วน

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 4 แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 8 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ตามลำดับ มีนายสอเหาะครอบครองทำประโยชน์โดยทำนา ปลูกมะพร้าวและปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมาปี 2485 นายสอเหาะถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของนายสาแม บิดาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และนายมามะ บิดาจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นายสาแมและนายมามะเข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนจนกระทั่งนายสาแมและนายมามะถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสี่ได้ครอบครองทำประโยชน์ ตามสัดส่วนของแต่ละคน ต่อมามีน้ำทะเลท่วมในที่ดินพิพาททำให้มะพร้าวที่นายสะแมและนายมามะปลูกตายเกือบทั้งหมดและที่ดินเป็นดินเค็มและดินเปรี้ยว จำเลยทั้งสี่จึงปักเสาคอนกรีตและกั้นรั้วลวดหนามเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์โจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ทั้งสามใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางแมะนะ ทายาทของจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทร่วมกันโดยไม่สามารถแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนจึงสามารถถือราคาที่ดินรวมกันได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 125,000 บาท คดีโจทก์ทั้งสามจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสามร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายมามะ บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อนายมามะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2543 โจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน ตามใบไต่สวน หน้าสำรวจ 3656,3657 และ 3658 ตามลำดับ ตามสำเนาใบไต่สวน (น.ส.5) เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ทั้งสามจะถือราคาที่ดินทั้งแปลงเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 50,000 บาท และโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนายมามะบิดาโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายมามะ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาเฉพาะเพียงขอให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 3,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งสาม"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยูโซะ หะยีการเจร์ กับพวก
จำเลย — นายยูโซะหรือยูโซ๊ะ สอเหาะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1632/2552
#502943
เปิดฉบับเต็ม

ส. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุในสมุดคู่มือการจดทะเบียนมอบรถยนต์กระบะให้แก่โจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้เป็นพาหนะส่งอาหารทะเลให้แก่ลูกค้า แม้โจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ในสมุดคู่มือการจดทะเบียน แต่การจดทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมใช้รถและการเสียภาษีของเจ้าพนักงานเท่านั้น บุคคลใดจะเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ต้องพิจารณาไปตามสภาพของข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าโจทก์และ ส. ได้ร่วมลงทุนในการประกอบกิจการค้าขายและขนส่งอาหารอันมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ รถยนต์กระบะจึงเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน เมื่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายโดยไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วน โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องร้องผู้กระทำให้ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำนวน 122,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัทเอส เค ทัวร์ แอนด์เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุและนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าร่วมสัมปทานรับส่งผู้โดยสารในเส้นทางดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ของจำเลยร่วม ซึ่งนำมาร่วมสัมปทานแล่นรับส่งผู้โดยสารในเส้นทางของจำเลยที่ 1 ชนรถยนต์กระบะที่โจทก์ขับมาได้รับความเสียหาย ต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถยนต์โดยประมาท จึงเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 2

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมมีประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมหรือไม่ โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองและนายสุภชัย ซึ่งเป็นพี่ชายมาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า โจทก์และนายสุภชัยร่วมกันประกอบอาชีพค้าขายอาหารญี่ปุ่นและอาหารทะเล สำหรับกิจการส่งอาหารทะเลร่วมกันซื้อมาจากนายทนงศักดิ์ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2542 นายสุภชัยเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์กระบะ มาจากบริษัทโตโยต้าปทุมธานี ต่อมานายสุภชัยมอบรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุให้แก่โจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้เป็นพาหนะส่งอาหารทะเลให้แก่ลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุกวัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมไม่มีพยานมานำสืบหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าว เพียงแต่อ้างว่า เมื่อใบสมุดคู่มือการจดทะเบียนระบุว่า นายสุภชัยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ ไม่ใช่โจทก์ ทั้งในใบทะเบียนพาณิชย์ระบุชนิดแห่งพาณิชยกิจว่า ขายอาหารญี่ปุ่นสำเร็จรูป ก็แสดงว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะขณะเกิดเหตุ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ในสมุดคู่มือการจดทะเบียน แต่การจดทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมใช้รถและการเสียภาษีของเจ้าพนักงานเท่านั้น บุคคลใดจะเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ ต้องพิจารณาไปตามสภาพของข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว และไม่ได้เป็นผู้ประมาท ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ให้เจ้าของผู้ครอบครองเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเอง เพราะการไม่ให้เจ้าของรถดำเนินคดีเองทั้งๆ ที่มีเอกสารระบุชื่อผู้ครอบครองไว้โดยชัดแจ้งและโจทก์ยังถ่ายสำเนาแนบมาท้ายคำฟ้องด้วยนั้น ย่อมมีโอกาสที่จะแพ้คดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ฎีกาอ้างว่า โจทก์นำสืบว่า ใช้รถยนต์กระบะคันเกิดเหตุเป็นพาหนะส่งอาหารทะเลให้แก่ลูกค้า ขัดกับใบทะเบียนพาณิชย์ที่ระบุพาณิชย์กิจของนายสุภชัยที่โจทก์อ้างว่าเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ว่า ขายอาหารญี่ปุ่นสำเร็จรูปนั้นก็เป็นกิจการค้าที่มีความเกี่ยวพันต่อเนื่องกัน จึงเชื่อว่า โจทก์และนายสุภชัยได้ร่วมลงทุนในการประกอบค้าขายและขนส่งอาหารจริง อันมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญรถยนต์กระบะจึงเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน เมื่อทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายโดยไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วน โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องร้องผู้กระทำให้ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1033 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ปัญหาข้อนี้ศาลล่างยังมิได้วินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล แต่เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โดยปรากฏว่าคู่ความได้นำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นนี้จนสิ้นกระแสความแล้วทั้งเพื่อมิให้คดีต้องเนิ่นช้าออกไปอีก ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาว่าค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด มาวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนลงไปให้ศาลล่างวินิจฉัยเสียก่อน ปัญหาข้อนี้โจทก์นำสืบว่า รถยนต์ของโจทก์ถูกชนทางด้านท้าย ปรากฏความเสียหายตามภาพถ่าย หลังเกิดเหตุโจทก์นำรถไปซ่อมเสียค่าซ่อมเป็นเงินประมาณ 30,000 บาท ตามบิลเงินสด แต่เมื่อซ่อมเสร็จแล้วรถยนต์โจทก์ไม่อยู่ในสภาพเดิม แชสซีเอียงไม่สามารถบรรทุกของหนักได้ ขอคิดค่าเสื่อมสภาพเป็นเงิน 30,000 บาท และในระหว่างซ่อมรถ 25 วัน ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ในการใช้รถ ต้องเช่ารถบุคคลอื่นในการประกอบกิจการ ขอคิดวันละ 2,500 บาท เป็นเงิน 62,500 บาท เห็นว่า ได้ความจากคำฟ้องของโจทก์ว่า รถยนต์ของโจทก์มีประกันภัย ในเบื้องต้นบริษัทประกันภัยได้ซ่อมรถยนต์ให้โจทก์แล้ว แต่โจทก์อ้างว่ารถยนต์ไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดังเดิม จึงต้องนำรถไปซ่อมอีกบางรายการ แต่ปรากฏจากหลักฐานในการซ่อมที่โจทก์อ้างส่งนั้น มีจำนวน 3 ฉบับ ฉบับแรกเป็นรายการซ่อมเกี่ยวกับลูกปืนล้อ ห้ามล้อ เพลา เปลี่ยนสายเบรกมือ เป็นเงิน 10,700 บาท ฉบับที่สองเป็นการซ่อมเกียร์เป็นเงิน 6,500 บาท และฉบับที่สามระบุว่า กระบะ 1 ลูก เป็นเงิน 14,000 บาท โดยไม่ระบุให้แน่ชัดว่า เป็นการซ่อมหรือเปลี่ยนกระบะ แต่รายการนี้เป็นการซ่อมในวันที่ 10 สิงหาคม 2543 หลังถูกชนประมาณ 6 เดือน ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายตามภาพถ่าย ไม่ปรากฏว่ารถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจากการถูกชนรุนแรงมากนัก รายการที่ซ่อมไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการถูกชนทางด้านท้าย ทั้งโจทก์รับว่า ในการซ่อมครั้งแรกบริษัทประกันภัยมีการคุมราคาจากพนักงานของบริษัทซึ่งโจทก์ยอมรับการคุมราคาดังกล่าวแล้ว ต่อมาบริษัทประกันภัยก็ฟ้องไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 ดังนั้น โจทก์จึงควรกำหนดรายการที่ต้องซ่อมอันเนื่องจากการถูกชนให้ถูกต้องครบถ้วนเสียตั้งแต่การซ่อมครั้งแรก ไม่ต้องเสียเวลาในการซ่อมอีกเพราะย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น ข้อนำสืบของโจทก์ในการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้ไม่มีน้ำหนัก จึงไม่กำหนดค่าซ่อมตามขอแก่โจทก์ ส่วนค่าเสื่อมราคา เห็นควรกำหนดให้ 20,000 บาท สำหรับค่าเสียหายประการสุดท้าย โจทก์นำสืบว่า เหตุที่ต้องเสียค่าเช่าในราคาแพง เพราะต้องนำรถไปบรรทุกของหนักและเป็นอาหารทะเล จึงเห็นสมควรกำหนดให้วันละ 2,000 บาท เป็นเวลา 25 วัน เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 70,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองกับจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าเสียหาย 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025 ม. 1033
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิเชษฐ์ ใต้วารินทร์
จำเลยร่วม — บริษัทเอส เค ทัวร์แอนด์เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1628/2552
#494311
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ส่งคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 10 วัน แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ศาลภาษีอากรกลางชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 17, 20 ประกอบข้อกำหนด ฯ ข้อ 12

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีอำนาจยึดและอายัดทรัพย์เพราะเลยกำหนดอายุความ 10 ปีแล้ว นั้น เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรและคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด และศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์โดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 3015350/6/100449 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 03015350 - 25460926 - 006 - 00324 และ 00325 ลงวันที่ 26 กันยายน 2546 กับให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่มีคำสั่งให้อายัดเงินของโจทก์ และให้จำเลยคืนเงิน 141,753.75 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ให้โจทก์ส่งคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลก่อนภายใน 10 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง จึงจะพิจารณาสั่งต่อไป โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรภายในระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่ง ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 ว่า โจทก์ไม่ส่งคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่แนบเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดต่อศาลภายในกำหนดเวลาที่ศาลกำหนด จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลคดีสืบเนื่องมาจากการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของจำเลย เมื่อโจทก์ไม่พอใจการประเมินก็ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ไม่พอใจก็ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเช่นว่านั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ส่งคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลก่อนภายใน 10 วัน นับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โดยสั่งในวันเดียวกันนั้น ถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติ ศาลภาษีอากรกลางชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และมาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 12 ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีอำนาจยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เพราะเลยกำหนดอายุความ 10 ปี แล้ว นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรและตามคำสั่งของศาลภายในเวลาที่กำหนด และศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์โดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมหรรณพหรือพลเฉลิม จงดำเกิง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1627/2552
#501304
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบแล้วว่าไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ยังคงครอบครองปลูกต้นส้มต่อไป ย่อมเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพราะทำให้กลายเป็นสวนส้ม ไม่เป็นป่าตามสภาพเดิม จำเลยไม่ได้สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ตาม ป.อ. มาตรา 62 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2543 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์โดยการปลูกต้นส้มในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขากระยาง คิดเป็นเนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา อันเป็นการทำลายป่า และทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 14, 31, 35 และสั่งให้จำเลยคนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง จำคุก 3 ปี และปรับ 150,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง (ที่ถูก มีผู้แทนด้วย) และบริวารของจำเลยออกจากที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตามฟ้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปยึดถือครองครองทำประโยชน์โดยการปลูกต้นส้มในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่เกิดเหตุบิดานายโสภณ ทำประโยชน์มาก่อน เมื่อปี 2524 บิดานายโสภณยกที่ดินที่เกิดเหตุให้แก่นายโสภณเข้าทำประโยชน์ตลอดมา นายโสภณปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวไร และเสียภาษีบำรุงท้องที่ตั้งแต่ปี 2528 เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2543 นายโสภณขายที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลย ที่ดินส่วนที่เหลือจากที่แบ่งขายให้จำเลยนั้นต่อมาทางราชการออกหนังสือสำคัญสิทธิทำกิน (สทก.) ให้แก่นายโสภณมีกำหนดเวลาประมาณ 4 ปี นายโสภณได้รับมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่านายโสภณมีสิทธิทำกินในที่เกิดเหตุตามที่ทางราชการผ่อนผันให้ทำกินและนายโสภณได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ให้แก่ทางราชการถูกต้องแล้ว ตลอดจนราษฎรในพื้นที่เกิดเหตุก็สามารถทำกินในที่ดินได้ นอกจากนี้กรมป่าไม้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 0710/6458 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2536 ส่งเสริมให้เกษตรกรทำกินและรวมกลุ่มกันในชุมชนปลูกไม้ผลยืนต้นอันเป็นการสร้างสภาพธรรมชาติให้ฟื้นคืนมาได้ กรณีเป็นความสำคัญผิดในสิทธิว่า จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ จึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก บัญญัติว่า "ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิดหรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แล้วแต่กรณี" แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้แล้วว่า การกระทำของจำเลยมีองค์ประกอบความผิดครบถ้วน และไม่มีเหตุยกเว้นความรับผิดเลยก็ตาม แต่เรื่องความสำคัญผิดต้องพิจารณาตามความเข้าใจของผู้กระทำหรือจำเลยว่า จำเลยได้กระทำโดยเข้าใจข้อเท็จจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องวินิจฉัยความผิดหรือความรับผิดของจำเลยโดยสมมติเอาว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่จำเลยเข้าใจหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากพยานจำเลยที่นำสืบ จำเลยมีนายโสภณเบิกความว่า ขณะนายโสภณขายที่เกิดเหตุให้แก่จำเลยได้บอกให้จำเลยทราบว่าเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าหลังจากซื้อที่เกิดเหตุจำเลยเคยไปแสดงความจำนงขอเสียภาษีบำรุงท้องที่ แต่ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่ามีการยกเลิกแล้วเนื่องจากเสียภาษีไม่ได้แสดงว่าก่อนที่จำเลยจะซื้อที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งมีเนื้อที่มาก จำเลยต้องตรวจสอบและทราบแล้วว่า สภาพที่ดินเป็นหุบเขาลาดลงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ไม่อาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ และจำเลยซื้อในราคาถูกเพียงราคาไร่ละ 4,000 บาท เท่านั้น ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีปี 2541 ให้ผ่อนผันเฉพาะราษฎรที่ทำกินอยู่ก่อนปี 2541 ให้ทำกินต่อไปได้โดยไม่มีการจับกุม แต่ให้จับกุมนายทุนและผู้มีอิทธิพลที่เข้าไปกว้านซื้อที่ดินจากราษฎร กรณีของจำเลยจึงเข้าลักษณะเป็นนายทุนเข้าไปซื้อที่ดินที่เกิดเหตุ ทั้งจำเลยเป็นผู้มีความรู้ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ย่อมทราบดีว่ากรณีของจำเลยไม่ใช่ราษฎรที่ทำกินอยู่ก่อนปี 2541 แต่จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุต่อจากราษฎรที่ทำกินอยู่เดิม ย่อมไม่ได้รับการผ่อนผันการจับกุมและไม่มีการยกเว้นใดตามกฎหมาย ดังนี้ เมื่อตามข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบปรากฏว่า จำเลยทราบแล้วว่าไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ แต่ยังคงปลูกต้นส้มต่อไป ย่อมเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพราะทำให้ที่ดินนั้นกลายเป็นสวนส้ม ไม่เป็นป่าตามสภาพเดิมพยานหลักฐานของจำเลยขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 จึงมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายถาวร รุ่งเรื่องรัตนชัย
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2552
#419910
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้ามาทางด้านหลังแล้วจูบศรีษะโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอมถือได้ว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำอนาจารโดยโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตาม ป.อ. มาตรา 278

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางกนกวรรณ หิรัญวัฒนะ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 4,000 บาท จำเลยเป็นข้าราชการเคยทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมาก่อน ไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกและเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยสักครั้ง โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายแก่กายโจทก์ร่วมโดยใช้มือจับศีรษะโจทก์ร่วมดังฟ้องจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น การที่จำเลยเข้ามาทางด้านหลังแล้วจูบศีรษะโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอมถือได้ว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำอนาจารโดยโจทก์ร่วมอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จึงครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วม จำเลยเพียงแต่ทะเลาะโต้เถียงกับโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นางกนกวรรณ หิรัญวัฒนะ
จำเลย — ดาบตำรวจฉลอง จันทศร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิวุฒิ มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1611/2552
#501275
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายอันเป็นการประพฤติผิดสัญญาซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิที่จะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่โจทก์ที่ 1 ทวงถามได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยมีเงินพร้อมที่จะชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาไปได้

สัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า เมื่อมีการชำระเงินงวดสุดท้ายและโอนกรรมสิทธิ์แก่กันแล้ว ผู้จะซื้อ (จำเลย) จะต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงบนที่ดินที่ซื้อมาทั้งหมดให้เสร็จโดยเร็วหรือภายใน 3 ปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อก่อสร้างเสร็จผู้จะซื้อต้องโอนอาคารพาณิชย์ให้ผู้จะขาย (โจทก์ที่ 1) จำนวน 2 คูหา ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย หากผู้จะซื้อไม่สามารถปฏิบัติได้จะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยทดแทนให้แก่ผู้จะขายเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามข้อตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายจำนวน 4 แปลง ในราคา 10,000,000 บาท ให้เสร็จสิ้นไปก่อน เมื่อการซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งไม่ได้ทำขึ้น โดยเหตุซึ่งเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย ทั้งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 4 แปลงก่อนจึงไม่สำเร็จโดยเหตุซึ่งไม่อาจโทษฝ่ายจำเลยได้จำเลยย่อมไม่มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3606 โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26196 โจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26197 โจทก์ที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตำบลและอำเภอเดียวกัน โจทก์ที่ 1 เป็นบิดาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2539 โจทก์ทั้งสี่ประสงค์จะขายที่ดินทั้ง 4 โฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้งสามโฉนดของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย โดยตกลงขายกันทั้ง 4 โฉนดเป็นเงิน 10,000,000 บาท มีเงื่อนไขในการทำสัญญาจะซื้อขายว่าฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้จะซื้อยินยอมให้ฝ่ายโจทก์ผู้จะขายรื้อถอนโรงเรือนออกไปได้ 1 หลัง ส่วนโรงเรือนอื่นนอกจากนั้นให้เป็นของจำเลย เมื่อจำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายแล้วจำเลยยินยอมให้ฝ่ายโจทก์ซื้อในราคากึ่งหนึ่ง โดยในวันทำสัญญาจะซื้อขายจำเลยได้วางเงินมัดจำให้โจทก์ที่ 1 ไว้ 50,000 บาท และในวันที่ 11 เมษายน 2539 จำเลยวางเงินมัดจำอีก 450,000 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2538 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเกี่ยวกับการแบ่งชำระราคาออกเป็น 6 งวด และในวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอีก ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้จำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับแต่วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และขายให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 คูหา ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับโรงเรือนที่อยู่ในที่ดินตามที่ตกลงกันไว้แต่แรกในมูลค่า 2,000,000 บาท หากจำเลยไม่อาจโอนได้ จำเลยจะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ภายในเดือนมกราคม 2544 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ในวันที่ 30 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3606 โฉนดเลขที่ 26196 และโฉนดเลขที่ 26197 แก่นางน้องนุชภริยาจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งจำเลยให้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ของโจทก์ที่ 4 และชำระราคา 2,500,000 บาท ให้จำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินทั้งสี่โฉนดดังกล่าว แล้วโอนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 คูหาตามสัญญา แต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ครั้งสุดท้ายโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2544 และให้จ่ายเงินชดเชยที่ไม่สามารถปลูกสร้างอาคารพาณิชย์แล้วจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เป็นเงิน 2,000,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จากโจทก์ที่ 4 และชำระราคา 2,500,000 บาท ตามสัญญา หากจำเลยไม่ไปดำเนินการรับโอน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,500,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนในกรณีที่ไม่ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาเพื่อขายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 4,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งในสัญญาจะซื้อขายไม่ได้ระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาในนามของตนเอง จึงไม่อาจถือสิทธิใดๆ ตามสัญญาได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ให้แก่จำเลยในวันนัด โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายโดยมีการขีดฆ่าข้อความแล้ว สัญญาจะซื้อขายระบุให้ผู้จะขายมีสิทธิริบเงินมัดจำแต่ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้รับโอน โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าทดแทนในกรณีที่จำเลยไม่สร้างอาคารพาณิชย์ จำเลยเพียงแต่บอกโจทก์ที่ 1 ว่าหากสร้างอาคารพาณิชย์ก็จะขายให้โจทก์ที่ 1 เพียงกึ่งหนึ่งของราคาขายเท่านั้น ทั้งสัญญาจะซื้อขายไม่ได้ระบุว่าหากจำเลยไม่สร้างอาคารพาณิชย์จะยอมให้ปรับ ขณะทำสัญญาจะซื้อขายไม่มีการระบุข้อความในข้อ 4.2 และ 4.3 และไม่มีข้อความว่าพร้อมทั้งบุตรธิดาที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โจทก์ที่ 1 เติมข้อความดังกล่าวลงไปในสัญญาจะซื้อขายโดยพลการ จึงไม่ผูกพันจำเลยจำเลยไม่เคยลงชื่อในบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายฉบับวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 1 นำเอกสารไปให้จำเลยลงชื่อโดยบอกว่า หากไม่ลงชื่อจะไม่โอนที่ดิน เป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเนื่องจากจำเลยได้ชำระราคาที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,500,000 บาทแล้ว จำเลยต้องยอมลงชื่อเพราะถูกข่มขู่ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ที่ 1 กับจำเลยตกลงยกเลิกข้อสัญญาต่างๆ กันหมดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3606 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ในปี 2532 โจทก์ที่ 1 ทำการรังวัดแบ่งแยกในนามเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26196 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26197 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 มีส่วนที่คงเหลืออยู่ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โดยทุกแปลงมีเนื้อที่ 1 ไร่ 28 ตารางวา หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 แก่โจทก์ที่ 4 ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 แก่โจทก์ที่ 2 และที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 แก่โจทก์ที่ 3 ในวันที่ 5 เมษายน 2539 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 แก่จำเลย ในราคาแปลงละ 2,500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,000,000 บาท ปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.5 ครั้นวันที่ 21 มิถุนายน 2539 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 อีก 1 ฉบับ ตกลงแบ่งชำระราคาที่ดินทั้งหมดเป็น 6 งวด โดยงวดที่ 6 อันเป็นงวดสุดท้ายฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นผู้จะซื้อตกลงชำระราคาส่วนที่เหลือ 5,200,000 บาท ในวันที่ 10 ตุลาคม 2539 ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.6 ในวันที่ 27 มกราคม 2540 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 อีก 1 ฉบับ มีเนื้อหาสาระว่าจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้จะซื้อจะต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 ปี นับจากวันโอนที่ดิน เมื่อปลูกสร้างเสร็จแล้ว จำเลยจะต้องโอนอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 คูหาทันที ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยทดแทนอาคารแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นจำเลยชำระราคาที่ดินให้แก่ฝ่ายโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,500,000 บาท และโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ถึง จ.4 แก่นางน้องนุชภริยาจำเลย คงเหลือเพียงที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ของโจทก์ที่ 4 ที่ยังไม่อาจโอนกันได้ ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อแรกมีว่า การที่จำเลยไม่ไปรับโอนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 เป็นการผิดสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า เหตุที่ไม่มีการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยไม่มีเงินพอที่จะไปรับโอนที่ดินจากโจทก์ที่ 1 เป็นเจตนาของจำเลยเองที่ไม่ประสงค์จะรับโอน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินทั้ง 4 โฉนดโดยวิธีการแบ่งชำระราคาออกเป็น 6 งวดแล้ว จำเลยได้ชำระราคาให้โจทก์ที่ 1 แล้ว 5 งวด แม้ไม่ตรงตามเวลาที่ตกลงกันแต่โจทก์ที่ 1 ก็ยอมรับรวมแล้วจำเลยชำระราคาที่ดินไปเป็นเงิน 7,500,000 บาท ในที่สุดฝ่ายโจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดิน จำนวน 3 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จ.3 และ จ.4 ให้ฝ่ายจำเลยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 แต่การโอนที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ที่ระบุว่าเมื่อชำระเงินงวดที่ 4 แล้ว ผู้จะขาย (ฝ่ายโจทก์ที่ 1) จะไปไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อมอบให้ผู้จะซื้อ (จำเลย) ถือไว้เป็นประกันโดยจะนำไปฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโพธาราม ให้เป็นผู้เก็บรักษา โดยโจทก์ที่ 1 มิได้ไปดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งโจทก์ที่ 1 ได้ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในเรื่องนี้ว่า แม้ที่ดินแปลงดังกล่าวจะติดจำนองไว้แก่ผู้อื่น ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการโอน เพราะเมื่อผู้ซื้อ (จำเลย) มีเงินจ่ายให้แก่ผู้ขาย (โจทก์ที่ 1) ก็สามารถนำเงินชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองมาโอนขายได้ เห็นว่า ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขาย ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2539 เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ระบุไว้ว่า เมื่อชำระเงินงวดที่ 4 แล้ว ผู้จะตาย (โจทก์ที่ 1) ยินดีมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26195 (ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.2) ให้ผู้จะซื้อ (จำเลย) ถือไว้เป็นประกันโดยฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโพธารามให้เป็นผู้เก็บรักษา ข้อตกลงนี้ย่อมเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่โจทก์ที่ 1 ผู้จะขายจะต้องปฏิบัติก่อน แต่ได้ความว่า แม้จำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปแล้วจำนวน 5 งวด โจทก์ที่ 1 ก็มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด โดยในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าวคือ เมื่อมีการชำระเงินงวดที่ 4 จำนวน 250,000 บาท ซึ่งจะชำระในวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 เพื่อไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 แล้ว โจทก์ที่ 1 ต้องมอบโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวให้จำเลยถือไว้เป็นประกัน แต่หลังจากจำเลยชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 ตามข้อตกลงนี้แล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 แต่อย่างใด จนกระทั่งโจทก์ที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปเมื่อต้นปี 2545 ก่อนที่โจทก์ที่ 1 จะโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก โจทก์ที่ 1 ติดต่อทวงถามให้จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อประมาณ 2 เดือน หลังจากมีการโอนขายที่ดิน 3 แปลง ให้แก่ฝ่ายจำเลย ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 ตามสำเนาหนังสือเรื่องผิดสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11 เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยมีข้อตกลงกันไว้ตามข้อ 2 ของเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าว ก็เพื่อให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผู้จะซื้อมีความมั่นใจว่าจะมีการโอนขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 กันจริงโดยไม่มีปัญหาข้อขัดข้องใด ๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เว้นเสียแต่ว่ามีการตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงนั้นๆ กันภายหลัง แต่ก็ไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่า มีการตกลงเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันเป็นอย่างอื่น โดยโจทก์ที่ 1 คงฎีกายืนยันว่า โจทก์ที่ 1 ไม่จำต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนี้และมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขาย ข้ออ้างของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิที่จะไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.2 ตามที่โจทก์ที่ 1 ทวงถามได้ ทั้งนี้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยมีเงินพร้อมที่จะชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ว่าจำเลยมีเงินพร้อมหรือไม่ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท เพราะจำเลยผิดสัญญาตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 นั้น ข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาฉบับนี้ระบุว่า เมื่อมีการชำระเงินงวดสุดท้ายและโอนกรรมสิทธิ์แก่กันตามสัญญาลงวันที่ 5 เมษายน 2539 แล้ว ผู้จะซื้อ (จำเลย) จะต้องปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงบนที่ดินที่ซื้อมาทั้งหมดให้เสร็จโดยเร็วหรือภายใน 3 ปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อก่อสร้างเสร็จผู้จะซื้อต้องโอนอาคารพาณิชย์ดังกล่าวให้ผู้จะขาย (โจทก์ที่ 1 ) จำนวน 2 คูหา ในราคากึ่งหนึ่งของราคาขาย หากผู้จะซื้อไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขของสัญญาจะต้องคืนหรือจ่ายค่าชดเชยทดแทนให้แก่ผู้จะขายเป็นเงิน 2,000,000 บาท ภายในเดือนมกราคม 2544 เห็นได้ว่า ตามข้อตกลงฉบับนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขาย ลงวันที่ 5 เมษายน 2539 ซึ่งมีข้อตกลงจะซื้อขายที่ดินจำนวน 4 แปลง ในราคา 10,000,000 บาท ให้เสร็จสิ้นไปก่อนเมื่อปรากฏว่าการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงหนึ่งในสัญญาจะซื้อขายนี้ไม่ได้ทำขึ้น โดยเหตุซึ่งเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 4 แปลงก่อนดังกล่าวจึงไม่สำเร็จโดยเหตุซึ่งไม่อาจโทษฝ่ายจำเลยได้ จำเลยในฐานะผู้จะซื้อย่อมไม่มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.7 อีกต่อไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนั่น ลิมทโรภาส กับพวก
จำเลย — นายสมหวัง ไพบูลย์วศิน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1608/2552
#501181
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโฆษณาของจำเลยระบุว่า สำนักงานขายของจำเลยอยู่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หนังสือแจ้งนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุด และหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุดก็ระบุว่าบริษัทจำเลยอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวเช่นกัน แสดงว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสำนักงานสาขาของจำเลย จึงเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ สถานที่นั้นด้วย ตามป.พ.พ. มาตรา 69

สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกำหนดให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่ามีอัตราเท่าใด จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ที่ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดของโครงการรัตนโกสินทร์ ไอส์แลนด์ กับจำเลย โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะก่อสร้างอาคารและห้องชุดโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ตามที่ปรากฏในแบบจำลองและตามที่โฆษณาไว้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2541 หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ หรือปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยยินยอมคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วทั้งหมด โจทก์ชำระค่าจองและเงินดาวน์ให้จำเลยจำนวน 581,342 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2542 โจทก์ตรวจสอบอาคารและห้องชุดพบว่า การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็ไม่เป็นไปตามแบบจำลองหรือตามที่โฆษณาไว้ โจทก์จึงไม่ยอมรับมอบและแจ้งให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 643,109.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 581.342 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทและยื่นขอจดทะเบียนอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานเรียบร้อยแล้ว วัสดุที่ใช้เป็นไปตามแบบจำลองและคำโฆษณาจำเลยจึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย โดยโจทก์ชำระเงินให้จำเลยเพียง 500,000 บาทเศษเท่านั้น ทั้งการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 581,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกิน 61,767.59 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการรัตนโกสินทร์ ไอส์แลนด์ จำนวน 1 ห้อง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2541 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด เอกสารหมาย จ.2 วันที่ 15 ธันวาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุด ตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ตรวจสอบห้องชุดในวันที่ 4 มกราคม 2542 ปรากฏว่าการก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่เป็นไปตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยขอรับเงินคืน ตามเอกสารหมาย จ.6 จำเลยมีหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุดตามเอกสารหมาย จ.7 ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2542 โจทก์ทำเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนจากจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.8 วันที่ 23 สิงหาคม 2543 จำเลยมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 22 กันยายน 2543 ตามเอกสารหมาย จ.11 แต่ปรากฏว่าไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 11 ระบุว่ "ผู้จะขาย" ตกลงว่าจะพยายามดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในประมาณปี พ.ศ.2541 ในกรณีที่ผู้จะขายไม่สามารถจะดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามกำหนด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้จะขาย ผู้จะขายยินยอมที่จะคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ให้แก่ "ผู้จะซื้อ" โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับจำเลยโดยมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยห้องชุดพิพาท โดยมั่นใจว่าโครงการจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดระยะเวลาก่อสร้างจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา โจทก์เบิกความยืนยันว่า ในวันที่โจทก์ตรวจสอบห้องชุดพิพาทเพื่อรับมอบนั้นห้องชุดพิพาทและอาคารยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ วัสดุอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามแบบจำลอง ระบบสาธารณูปโภคยังไม่มีการติดตั้งเป็นการถาวรสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวพรรณิกา นิติกรของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ได้ไปตรวจดูห้องชุดโครงการของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสมวงศ์ผู้จะซื้อห้องชุดโครงการเดียวกับโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ก่อนครบกำหนดตามสัญญาพยานได้ไปตรวจดูห้องชุดที่พยานจะซื้อ พบว่าจำเลยก่อสร้างห้องชุดยังไม่แล้วเสร็จ พยานจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อมาจำเลยมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.11 แจ้งให้พยานไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พยาน ภริยาของพยาน โจทก์และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเดินทางไปตรวจดูห้องชุดโครงการของจำเลย พบว่าสภาพห้องชุดยังไม่เรียบร้อยเช่นเดิม จึงทำบันทึกไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ตามเอกสารหมาย จ.14 และแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.15 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงสอดคล้องต้องกันสมเหตุผลจำเลยคงมีนายวสุ เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จตามสัญญา สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ได้ เห็นว่า นายวสุเบิกความรับว่า จำเลยมีหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุดฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.7 ไปถึงโจทก์ เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและแจ้งการรับโอนกรมสิทธิ์ห้องชุดได้ในไม่ช้านี้แสดงว่าจำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในปี 2541 และในวันที่ 18 มีนาคม 2542 จำเลยยังไม่พร้อมที่จะแจ้งการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาท คำเบิกความของนายวสุจึงไม่มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในปี 2541 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทได้

ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่ 33/35 อาคารวอลล์สตรีททาวเวอร์ ชั้น 9 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตามชื่อและที่อยู่ของผู้รับตามเอกสารหมาย จ.10 การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แผ่นพับโฆษณาของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า สำนักงานขายของจำเลยอยู่เลขทึ่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้หนังสือแจ้งนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุดเอกสารหมาย จ.5 และหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุดเอกสารหมาย จ.7 ก็ระบุว่าบริษัทจำเลยอยู่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้หนังสือแจ้งนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุดเอกสารหมาย จ.5 และหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุดเอกสารหมาย จ.7 ก็ระบุว่าบริษัทจำเลยอยู่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เช่นกัน แสดงว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสำนักงานสาขาของจำเลย จึงเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ สถานที่นั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 นายวสุเบิกความรับว่า จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาที่โจทก์มีไปถึงจำเลยแล้ว การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม..." ความในวรรคสองบัญญัติว่า "ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" การที่สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 11 กำหนดให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่ามีอัตราเท่าใด คดีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 69 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกิ่งแก้ว เมธปรีชากุล
จำเลย — บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1608/2552
#502721
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาท ระบุว่า ผู้จะขายตกลงว่าจะพยายามดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในประมาณปีพ.ศ.2541 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับจำเลยโดยมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยห้องชุด โดยมั่นใจว่าโครงการจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา จำเลยมีหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุด ลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ไปถึงโจทก์ ระบุชัดเจนว่าจำเลยคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและแจ้งการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ในไม่ช้านี้ แสดงว่าจำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จในปี 2541 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทได้

แผ่นพับโฆษณาของจำเลยระบุว่า สำนักงานขายของจำเลยอยู่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้หนังสือนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุด และหนังสือชี้แจงความคืบหน้าก็ระบุว่าจำเลยมีที่อยู่ดังกล่าวเช่นกัน แสดงว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสำนักงานสาขาของจำเลยจึงเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ สถานที่นั้นด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 69 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงจำเลย ณ สถานที่ดังกล่าว และจำเลยได้รับแล้ว การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

การที่สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 11 กำหนดให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่ามีอัตราเท่าใด จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ที่ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดของโครงการรัตนโกสินทร์ ไอส์แลนด์กับจำเลย ต่อมาโจทก์ตรวจสอบอาคารและห้องชุดพบว่า การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็ไม่เป็นไปตามแบบจำลองหรือตามที่โฆษณาไว้ โจทก์จึงไม่ยอมรับมอบและแจ้งให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 643,109.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 581,342 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า วัสดุที่ใช้เป็นไปตามแบบจำลองและคำโฆษณา จำเลยจึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามเงื่อนไขและเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 581,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกิน 61,767.59 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการรัตนโกสินทร์ ไอส์แลนด์ จำนวน 1 ห้อง กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2541 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด วันที่ 15 ธันวาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุด โจทก์ตรวจสอบห้องชุดในวันที่ 4 มกราคม 2542 ปรากฏว่าการก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่เป็นไปตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยขอรับเงินคืน จำเลยมีหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุด ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2542 โจทก์ทำเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนจากจำเลย วันที่ 23 สิงหาคม 2543 จำเลยมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แจ้งว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 22 กันยายน 2543 แต่ปรากฏว่าไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทข้อ 11 ระบุว่า "ผู้จะขาย" ตกลงว่าจะพยายามดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดพร้อมจดทะเบียนอาคารชุดให้เสร็จภายในประมาณปี พ.ศ.2541 ในกรณีที่ผู้จะขายไม่สามารถจะดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามกำหนด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้จะขายผู้จะขายยินยอมที่จะคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ให้แก่ "ผู้จะซื้อ" โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับจำเลยโดยมุ่งหมายจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยห้องชุดพิพาท โดยมั่นใจว่าโครงการจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสัญญา โจทก์เบิกความยืนยันว่า ในวันที่โจทก์ตรวจสอบห้องชุดพิพาทเพื่อรับมอบนั้น ห้องชุดพิพาทและอาคารยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ วัสดุอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามแบบจำลองระบบสาธารณูปโภคยังไม่มีการติดตั้งเป็นการถาวร สอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวพรรณิกา นิติกรของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ได้ไปตรวจดูห้องชุดโครงการของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสมวงศ์ ผู้จะซื้อห้องชุดโครงการเดียวกับโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ก่อนครบกำหนดตามสัญญาพยานได้ไปตรวจดูห้องชุดที่พยานจะซื้อ พบว่าจำเลยก่อสร้างห้องชุดยังไม่แล้วเสร็จ พยานจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้พยานไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พยาน ภริยาของพยาน โจทก์และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเดินทางไปตรวจดูห้องชุดโครงการของจำเลย พบว่าสภาพห้องชุดยังไม่เรียบร้อยเช่นเดิม จึงทำบันทึกไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย และแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบสอดคล้องต้องกันสมเหตุผล จำเลยคงมีนายวสุ เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทแล้วเสร็จตามสัญญา สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ได้ เห็นว่า นายวสุเบิกความรับว่า จำเลยมีหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาหารชุดฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ไปถึงโจทก์ เอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและแจ้งการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ในไม่ช้านี้ แสดงว่าจำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในปี 2541 และในวันที่ 18 มีนาคม 2542 จำเลยยังไม่พร้อมที่จะแจ้งการรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคำเบิกความของนายวสุจึงไม่มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยก่อสร้างห้องชุดพิพาทไม่แล้วเสร็จภายในปี 2541 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทได้

ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่ 33/35 อาคารวอลล์สตรีททาวน์เวอร์ ชั้น 9 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตามชื่อและที่อยู่ของผู้รับ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แผ่นพับโฆษณาของจำเลยระบุว่า สำนักงานขายของจำเลยอยู่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้หนังสือแจ้งนัดหมายโจทก์ตรวจรับห้องชุด และหนังสือชี้แจงความคืบหน้าโครงการอาคารชุด ก็ระบุว่าบริษัทจำเลยอยู่เลขที่ 632/134 ถนนพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เช่นกัน แสดงว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสำนักงานสาขาของจำเลย จึงเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ สถานที่นั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 นายวสุเบิกความรับว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาที่โจทก์มีไปถึงจำเลยแล้ว การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม..." ความในวรรคสองบัญญัติว่า "ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกด้วยดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้" และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" การที่สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 11 กำหนดให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่ามีอัตราเท่าใด คดีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 69 ม. 388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกิ่งแก้ว เมธปรีชากุล
จำเลย — บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2552
#501124
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุกับผู้เอาประกันภัยมีข้อความเพียงว่า จำเลยจะซ่อมรถยนต์คันที่ถูกชนให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่มีรายละเอียดและข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงิน วิธีชำระ ตลอดจนระยะเวลาที่แน่นอนอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก และไม่มีข้อความโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยยอมสละข้อเรียกร้องอื่นทั้งสิ้น จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ละเมิดจึงยังไม่ระงับ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้บประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 1ฮ-3394 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิศิษฐ์อายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับ (บุคคลผู้มีชื่อ) รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา ขณะเกิดเหตุได้มอบหมาย ใช้ จ้างวานให้ผู้ขับรถดังกล่าวขับรถไปตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อผลประโยชน์ส่วนได้เสียของตน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เวลา 17.15 นาฬิกา ผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยาได้ขับรถดังกล่าวไปตามถนนสาย 347 จากอำเภอบางบัวทอง มุ่งหน้าไปอำเภอบางปะหัน เมื่อมาถึงบริเวณหมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ขับรถด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูง ล้ำช่องเดินรถสวนไปชนกับรถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ขับรถยนต์เก๋งถึงแก่ความตาย ส่วนผู้ขับรถบรรทุกหลบหนีไป พนักงานสอบสวนลงความเห็นว่าผู้ขับรถบรรทุกเป็นผู้ประมาท รถยนต์เก๋งได้รับความเสียหายมากไม่อาจซ่อมได้ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยเต็มทุนประกันภัยจำนวน 550,000 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับรถบรรทุก จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกดังกล่าว จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 550,000 บาท นับจากวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินไปจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 30,937.50 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายจำนวน 580,937.50 บาท ต่อมาภายหลังจากยื่นฟ้องแล้ว จำเลยที่ 2 นำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามความรับผิดตามสัญญาประกันภัยจำนวน 250,000 บาท จึงยังคงเหลือส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจำนวน 330,937.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 330,937.520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีลูกจ้างหรือจ้าง วานใช้ให้ผู้ใดขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยาไปตามคำสั่งหรือในทางการที่จ้างในขณะเกิดเหตุ เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากผู้มีชื่อ แต่เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์เก๋ง ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงและด้วยความคึกคะนอง เมื่อถึงที่เกิดเหตุไม่สามารถควบคุมรถได้ เป็นเหตุให้เสียหลักแล่นพุ่งชนรถบรรทุกที่แล่นมาในช่องเดินรถปกติ ไม่ได้ล้ำช่องเดินรถและขับมาด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 ได้ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของรถยนต์เก๋ง และได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มูลคดีละเมิดระงับสิ้นไปด้วยการประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่สามารถรับช่วงสิทธิได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 330,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน 1ฮ-3394 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิศิษฐ์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายวิศิษฐ์ขับรถยนต์เก๋งคันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 จากอำเภอบางปะอิน มุ่งหน้าไปอำเภอบางบัวทอง เมื่อไปถึงหมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน ได้เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา ที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้นายวิศิษฐ์ถึงแก่ความตาย และรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยเต็มทุนประกันภัยจำนวน 550,000 บาท ต่อมาภายหลังจากยื่นฟ้องแล้ว จำเลยที่ 2 นำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามความรับผิดตามสัญญาประกันภัยจำนวน 250,000 บาท

ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่าผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยา เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุได้ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เข้าเจรจากับอีกฝ่ายตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้ตายเพราะเห็นแก่มนุษยธรรมและต้องการนำรถบรรทุกออกไปใช้งาน จำเลยที่ 1 ได้แจ้งแก่คู่กรณีแล้วว่า คนที่ขับรถบรรทุกในวันเกิดเหตุเป็นเพื่อนของนายโสรสคนขับรถของจำเลยที่ 1 นำรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ออกไปขับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จึงมิได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81- 0108 พระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 ตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายนายอนุรักษ์ เป็นเงิน 100,000 บาท และหากจำเลยที่ 1 สามารถเบิกเงินจำนวน 40,000 บาท จากบริษัทประกันภัยได้ก็จะนำมามอบให้ฝ่ายนายอนุรักษ์อีก ส่วนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฮ-3394 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 จะซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมโจทก์ยังมีรายการทะเบียนรถบรรทุกคันเกิดเหตุระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่งตามรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความว่า มีอาชีพรับจ้างถมดินและไม่นำสืบโต้แย้งว่าเอกสารหมาย จ.6 ไม่ถูกต้อง แต่กลับฎีกาว่า ที่ต้องทำบันทึกเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เพื่อนำรถบรรทุกออกไปใช้งาน จึงฟังได้ว่ารถบรรทุกคันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่งเพื่อการค้าและธุรกิจของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดเวลากลางวัน มีผู้ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ไปจนเกิดเหตุคดีนี้ พฤติการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบซึ่งคงมีแต่คำกล่าวอ้างลอยๆ ของจำเลยที่ 1 ว่า เพื่อนของนายโสรส คนขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มาขอยืมรถบรรทุกจากบุตรสาวจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่บ้านคนเดียวไปขนไม้ 1 เที่ยว เพื่อใช้สร้างบ้านนั้น มีน้ำหนักน้อย หากผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ต่อหน้าพนักงานสอบสวนยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายผู้ตายโดยไม่ปรากฏข้อท้วงติงในบันทึกดังกล่าวว่า เป็นการช่วยเหลือโดยเห็นแก่มนุษยธรรมและผู้ขับรถบรรทุกไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 เพิ่งกล่าวอ้างในภายหลัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-0108 พระนครศรีอยุธยาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุได้ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุขับรถโดยประมาทหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความให้ศาลรับฟังได้นั้น เห็นว่า ในคดีแพ่งการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักคำพยานว่า พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าอีกฝ่าย แม้จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงไม่ได้คดีนี้ โจทก์มีนายทวีธรรม พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์เบิกความว่า ได้ไปตรวจดูร่องรอยในที่เกิดเหตุและสอบถามพนักงานสอบสวนได้ความว่า ผู้ขับรถบรรทุกขับรถโดยประมาทล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์เก๋ง หลังเกิดเหตุผู้ขับรถบรรทุกหลบหนีไป ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้าง และยังทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ฝ่ายรถยนต์เก๋ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุขับรถโดยประมาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า มีการตกลงชดใช้ค่าเสียหายตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เมื่อบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ได้ชดใช้เงินจำนวน 250,000 บาท เป็นค่าเสียหายหรือค่าซ่อมรถยนต์เก๋งให้แก่ผู้เสียหายหรือญาติผู้ตายแล้วมูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุ มีข้อความเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ-3394 กรุงเทพมหานคร ให้อยู่ในสภาพเดิม ข้อตกลงในส่วนนี้จึงไม่มีรายละเอียดและข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงิน วิธีชำระ ตลอดจนระยะเวลาที่แน่นอนอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก และหาได้มีข้อความโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยยอมสละข้อเรียกร้องอื่นทั้งสิ้นแต่อย่างใดไม่ ข้อความในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ละเมิดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์ที่เกิดเหตุจึงยังไม่ระงับ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยชดใช้เงินค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งนั้นเป็นเพียงการชดใช้ค่าเสียหายเพียงบางส่วนตามความรับผิดในสัญญาประกันภัยไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางสมคิด ชมสมุทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2552
#506634
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักคำพยานว่า พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าอีกฝ่าย แม้จะไม่มีประจักษ์พยานเบิกความก็ไม่ได้หมายความว่าศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงไม่ได้ โจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งคันที่ถูกบรรทุกชนมีพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ เบิกความว่าได้ไปตรวจดูร่องรอยในที่เกิดเหตุและสอบถามพนักงานสอบสวนได้ความว่าผู้ขับรถบรรทุกขับรถโดยประมาทล้ำเข้าไปช่องเดินรถของรถยนต์เก๋ง หลังเกิดเหตุผู้ขับรถบรรทุกหลบหนีไป ส่วนจำเลยที่ 1 เจ้าของรถบรรทุกไม่นำสืบหักล้าง และยังทำบันทึกข้อตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ฝ่ายรถยนต์เก๋ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเบิกความเพียงว่า ที่ต้องทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็เพื่อนำรถบรรทุกออกไปใช้งานและเพื่อนของ ส. คนขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มาขอยืมรถบรรทุกจากบุตรสาวจำเลยที่ 1 ไปขนไม้เพื่อใช้สร้างบ้านนั้นโดยไม่ปรากฏข้อท้วงติงในบันทึกดังกล่าวว่า เป็นการช่วยเหลือโดยเห็นแก่มนุษยธรรมเพิ่งกล่าวอ้างในภายหลัง จึงฟังได้ว่าผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุขับรถโดยประมาท

ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์เก๋งมีข้อความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถบรรทุกจะซ่อมรถยนต์เก๋งคันที่ผู้ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ขับไปชนให้อยู่ในสภาพเดิมข้อตกลงในส่วนนี้ จึงไม่มีรายละเอียดและข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงิน วิธีชำระ ตลอดจนระยะเวลาที่แน่นอนอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก และหาได้มีข้อความโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยยอมสละข้อเรียกร้องอื่นทั้งสิ้นแต่อย่างใดไม่ ข้อความในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ละเมิดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งที่เกิดเหตุดังกล่าวจึงยังไม่ระงับ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกชดใช้เงินค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งนั้นเป็นเพียงการชดใช้ค่าเสียหายเพียงบางส่วนตามความรับผิดในสัญญาประกันภัย ไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 330,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 330,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน 1ฮ - 3394 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิศิษฐ์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0108 พระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายวิศิษฐ์ขับรถยนต์เก๋งคันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 จากอำเภอบางปะอิน มุ่งหน้าไปอำเภอบางบัวทอง เมื่อไปถึงหมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน ได้เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0108 พระนครศรีอยุธยา ที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้นายวิศิษฐ์ถึงแก่ความตาย และรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยเต็มทุนประกันภัยจำนวน 550,000 บาท ต่อมาภายหลังจากยื่นฟ้องแล้ว จำเลยที่ 2 นำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามความรับผิดตามสัญญาประกันภัยจำนวน 250,000 บาท

ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0108 พระนครศรีอยุธยา เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุได้ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เข้าเจรจากับอีกฝ่ายตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้ตายเพราะเห็นแก่มนุษยธรรมและต้องการนำรถบรรทุกออกไปใช้งาน จำเลยที่ 1 ได้แจ้งแก่คู่กรณีแล้วว่า คนที่ขับรถบรรทุกในวันเกิดเหตุเป็นเพื่อนของนายโสรสคนขับรถของจำเลยที่ 1 นำรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ออกไปขับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จึงมิได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0108 พระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 ตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายนายอนุรักษ์ เป็นเงิน 100,000 บาท และหากจำเลยที่ 1 สามารถเบิกเงินจำนวน 40,000 บาท จากบริษัทประกันภัยได้ก็จะนำมามอบให้ฝ่ายนายอนุรักษ์อีก ส่วนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 3394 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 จะซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม โจทก์ยังมีรายการทะเบียนรถบรรทุกคันเกิดเหตุระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่งตามรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความว่า มีอาชีพรับจ้างถมดินและไม่นำสืบโต้แย้งว่าเอกสารหมาย จ.6 ไม่ถูกต้อง แต่กลับฎีกาว่า ที่ต้องทำบันทึกเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เพื่อนำรถบรรทุกออกไปใช้งาน จึงฟังได้ว่า รถบรรทุกคันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่งเพื่อการค้าและธุรกิจของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดเวลากลางวัน มีผู้ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ไปจนเกิดเหตุคดีนี้ พฤติการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบซึ่งคงมีแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยที่ 1 ว่า เพื่อนของนายโสรส คนขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มาขอยืมรถบรรทุกจากบุตรสาวจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่บ้านคนเดียวไปขนไม้ 1 เที่ยว เพื่อใช้สร้างบ้านนั้น มีน้ำหนักน้อย หากผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ต่อหน้าพนักงานสอบสวนยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายผู้ตาย โดยไม่ปรากฏข้อท้วงติงในบันทึกดังกล่าวว่า เป็นการช่วยเหลือโดยเห็นแก่มนุษยธรรมและผู้ขับรถบรรทุกไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 เพิ่งกล่าวอ้างในภายหลัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 0108 พระนครศรีอยุธยา เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุได้ขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุ ขับรถโดยประมาทหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความให้ศาลรับฟังได้นั้น เห็นว่า ในคดีแพ่งการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักคำพยานว่า พยานหลักฐานของฝ่ายใด มีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าอีกฝ่าย แม้จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงไม่ได้ คดีนี้ โจทก์มีนายทวีธรรม พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ เบิกความว่า ได้ไปตรวจดูร่องรอยในที่เกิดเหตุและสอบถามพนักงานสอบสวนได้ความว่า ผู้ขับรถบรรทุกขับรถโดยประมาทล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์เก๋ง หลังเกิดเหตุผู้ขับรถบรรทุกหลบหนีไป ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้าง และยังทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ฝ่ายรถยนต์เก๋ง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุขับรถโดยประมาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า มีการตกลงชดใช้ค่าเสียหายตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เมื่อบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ได้ชดใช้เงินจำนวน 250,000 บาท เป็นค่าเสียหายหรือค่าซ่อมรถยนต์เก๋งให้แก่ผู้เสียหายหรือญาติผู้ตายแล้วมูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุ มีข้อความเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 3394 กรุงเทพมหานคร ให้อยู่ในสภาพเดิม ข้อตกลงในส่วนนี้จึงไม่มีรายละเอียดและข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงิน วิธีชำระ ตลอดจนระยะเวลาที่แน่นอนอันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก และหาได้มีข้อความโดยชัดแจ้งว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยยอมสละข้อเรียกร้องอื่นทั้งสิ้นแต่อย่างใดไม่ ข้อความในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ มูลหนี้ละเมิดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์ที่เกิดเหตุจึงยังไม่ระงับ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยชดใช้เงินค่าเสียหายของรถยนต์เก๋งนั้นเป็นเพียงการชดใช้ค่าเสียหายเพียงบางส่วนตามความรับผิดในสัญญาประกันภัยไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 850 ม. 852 ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางสมคิด ชมสมุทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2552
#501332
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ โดยไม่ได้กล่าวว่าครั้งแรกจำเลยแจ้งข้อความว่าอย่างไร และมิได้บรรยายว่าการแจ้งข้อความอย่างไหนเป็นความเท็จ อย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไร เมื่อโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาว่าข้อความใดเป็นความเท็จก็ยากที่จำเลยจะต่อสู้ได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งให้พันตำรวจโทจรัล และร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัยอันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และได้สืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติว่าร้อยตำรวจตรีสนวน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธร อำเภอห้วยผึ้ง มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ให้จดข้อความดังกล่าวในบันทึกถ้อยคำพยานซึ่งเป็นเอกสารราชการ อันมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ซึ่งความจริงร้อยตำรวจตรีสนวน มิได้สั่งให้จำเลยกระทำการดังนั้น ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง กับพวกในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย อันเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายปฏิบัติหน้าที่สอบสวนทางวินัย อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำพยานอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนมิได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์มอบให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ ซึ่งการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความดังกล่าว อาจทำให้พันตำรวจโทจรัลและร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ผู้อื่น หรือ ประชาชนเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267,90

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 3 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และจำเลยได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการแรกจึงมีว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการมานั้น คงได้ความแต่เพียงว่าเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจโทจรัล ร้อยตำรวจเอกยงยุทธ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติว่าร้อยตำรวจตรีสนวน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยผึ้งมีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้หรือไม่ ให้จดข้อความ โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อความอย่างไร เพียงแต่ระบุว่า "ซึ่งความจริงร้อยตำรวจตรีสนวน มิได้สั่งการให้จำเลยกระทำการดังนั้น" แล้วต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยได้แจ้งข้อความแก่ร้อยตำรวจเอกบำรุง กับพวก ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรณีร้อยตำรวจตรีสนวนกระทำผิดวินัยดังกล่าวหรือไม่ ว่า ร้อยตำรวจตรีสนวนไม่ได้มีพฤติการณ์นำเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยกับผู้มีชื่อนำไปรับจ้างตัดเลื่อยไม้ เมื่อไม่ปรากฎว่าครั้งแรกจำเลยแจ้งข้อความว่าอย่างไร และฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าการแจ้งข้อความอย่างไหนเป็นความเท็จ อย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไรเมื่อโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาว่าข้อความใดเป็นความเท็จเช่นนี้แล้ว ก็ยากที่จำเลยจะต่อสู้ได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะเข้าใจข้อหาในคำฟ้องได้ดี และไม่หลงต่อสู้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องที่ไม่ชอบได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายธงชัย สุขทวี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2552
#501326
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 707 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร" กล่าวโดยเฉพาะตามนัยมาตรา 681 ที่ว่าหนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตย่อมทำสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์มอบเงินกู้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลังจากทำสัญญาจำนองหนี้เงินกู้ในส่วนนั้นย่อมสมบูรณ์ การจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าจึงบังคับแก่กันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่เป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 กู้และรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 50,000,000 บาท โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนโดยจะผ่อนชำระเดือนละ 860,000 บาท ชำระงวดแรกในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 และจะชำระให้เสร็จภายใน 96 เดือน คือวันที่ 26 ตุลาคม 2543 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้ฟ้องคดีได้ทันที และเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้กู้และรับเงินไปจากโจทก์อีกจำนวนหนึ่ง 10,000,000 บาท โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะผ่อนชำระเดือนละ 160,000 บาท ชำระงวดแรกในวันที่ 5 มิถุนายน 2537 และจะชำระเสร็จภายใน 105 เดือน คือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้ฟ้องคดีได้ทันที จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 50,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท ดังกล่าวโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินตราจองเลขที่ 288, 642, 643, 644, 1950 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16627 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน จำนวนเงิน 33,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปี ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ขึ้นเงินจำนองอีก 25,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนอง 58,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินตราจองเลขที่ 4400 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันจำนวนเงิน 1,750,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.75 ต่อปี และเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินตราจองเลขที่ 709, 710, 1179, 1530, 1531, 1532, 1533 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จำนวน 8,800,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 2 ขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 อีกจำนวน 2,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 11,300,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 2 ขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 2 อีกจำนวน 8,250,000 บาท รวมเป็นเงินจำนอง 19,550,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.75 ต่อปี และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22727, 22728, 22729, 22730, 22182 และที่ดินตราจองเลขที่ 3427, 3428, 3429 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวนเงิน 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปี และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินตราจองเลขที่ 2178 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวนเงิน 14,400,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 3 ขึ้นเงินจำนองอีก 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนองทั้งสิ้น 24,400,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาหรือจะมีต่อไปในภายหลัง โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสามยินยอมชดใช้ส่วนที่ขาดจนครบ หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้และรับเงินไปแล้วจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์บ้างบางครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2539 จากนั้นไม่ชำระ จำเลยที่ 1 คงค้างชำระเงินต้นตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับเป็นเงิน 52,420,044.36 บาท และคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,810,039.52 บาท รวมเป็นเงิน73,230,083.88 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์รวมเป็นเงิน 73,230,083.88 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดเงินต้น 42,753,665.01 บาท และดอกเบี้ย 16,972,619.34 บาท รวมเป็นเงิน 59,726,284.35 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถาม และบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,230,083.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 52,420,044.36 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 59,726,284.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 42,753,665.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ เพราะโจทก์มิได้นำเงินที่กู้ไปหักกลบยอดหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์แจ้งยอดไว้จำเลยทั้งสามไม่เคยทำสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกัน โจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,230,083.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 52,420,044.36 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ดังกล่าวจำนวน 59,726,284.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินจำนวน 42,753,665.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้รายนี้ทุกรายการออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีนายอมร เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ซึ่งรวมทั้งที่ได้บอกกล่าวทวงถามบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสามในคดีนี้ และโจทก์ ประกอบการธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้สิทธิธนาคารพาณิชย์เรียกเอาได้จากลูกค้าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ เป็นสาขาของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้ามีบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 259-304910-5 เปิดไว้กับสาขาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.5

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด ปัญหานี้นอกจากโจทก์จะมีหนังสือสัญญากู้ฉบับจำนวนเงิน 50,000,000 บาท และฉบับจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสามเถียงว่า โจทก์ลวงให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกพันเป็นผู้กู้ไว้ก่อน ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 มาเสนอแสดงแล้ว ยังได้ความจากนายอภิชาติ พยานโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการด้านสินเชื่อสาขาหาดใหญ่ของโจทก์มาเบิกความรับรองด้วยว่า หลังจากสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 กู้ จำเลยที่ 1 ก็ได้รับเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนเหล่านี้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังปรากฎตามหลักฐานแสดงการรับเงินกู้โดยจำนอง ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2535 และฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อรับเงินไว้ ตามเอกสารหมาย จ.8 ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบหักล้างเอกสารดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างใด นอกจากนั้น จำเลยที่ 1 เองยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับเกี่ยวกับสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เลขที่ 259-304910-5 เอกสารหมาย จ.26 ที่โจทก์อ้างมาสนับสนุนคดีด้วยว่าตามหลักฐานใบรับเงินทั้งสองฉบับดังกล่าวเอกสารหมาย จ.8 นั้น ระบุวันที่ และจำนวนเงินถูกต้องตรงกันกับที่ระบุไว้ในสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวัน เอกสารหมาย จ.26 อันเจือสมด้วยพยานหลักฐานโจทก์สนับสนุนให้ข้อนำสืบของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งขึ้น ดังนั้นลำพังคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 เพียงลงชื่อในสรรพเอกสารให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปตามที่ชี้ชวนว่าเพื่อให้โจทก์มั่นใจสามารถจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 เกินบัญชีสินเชื่อเดิม หากโจทก์นำไปกรอกข้อความจะได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินใดๆ จากโจทก์ จึงปราศจากเหตุผล ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ และแม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไม่ยืนยันความถูกต้องแท้จริงของสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวัน เอกสารหมาย จ.26 เนื่องจากเอกสารดังกล่าวนั้น โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นเอง แต่จำเลยทั้งสามก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาพิสูจน์หักล้างบัญชีเงินกู้รายตัว สำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและสำเนาประกาศของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.25 เพื่อให้ปรากฎข้อเท็จจริงฟังเป็นอย่างอื่นว่าจอดจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์เป็นดอกเบี้ยและต้นเงินที่ปรากฎตามสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.26 นั้นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างใด หรือโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ ที่โจทก์ใช้เป็นฐานในการคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ตามที่ปรากฎในสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.26 หรือจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้คืน้แก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามจำนวนในฟ้อง ที่จำเลยทั้งสามเถียงในฎีกาว่า ไม่ควรเชื่อถือรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ เพราะไม่ปรากฎมีพยานปากใดของโจทก์พบเห็นจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้กู้ และโจทก์เพิ่งโอนเงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.6 แก่จำเลยที่ 1 ล่วงเลยหลังจากวันทำสัญญาเนิ่นนานเป็นเดือน กับโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิเสธว่าเลยมือชื่อผู้กู้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จึงถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทางถามและบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ตอบรับด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับแล้ว หากจำเลยที่ 1 มิได้กู้เงินและไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็น่าจะโต้แย้งคัดค้านไว้ มิใช่นิ่งเฉย ส่วนที่โจทก์เพิ่งโอนเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 มิได้โอนให้ในวันทำสัญญากู้ ก็ได้ความจากนายอภิชาติว่า เป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์เพิ่งเริ่มคิดดอกเบี้ยเมื่อยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ นอกจากนั้น ที่นายอภิชาติพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ (ทั้ง 2 สัญญา) ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2535 และเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2537 นั้น ก็เป็นเพียงเรื่องการเบิกความผิดพลาดไป ซึ่งมิใช่ข้อสำคัญ หาเป็นพิรุธดังที่จำเลยทั้งสามอ้างเป็นข้อฎีกาไม่ เพราะตามรายการบัญชี เอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2539 ซึ่งตรงกับคำฟ้องของโจทก์ และวันที่ 26 ตุลาคม 2535 ดังกล่าวเป็นวันทำสัญญากู้เงินจำนวน 50,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.6 ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประการนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น....

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่าจำเลยที่ 3 จะต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากนายอภิชาติพยานโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไปตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 รวม 2 จำนวน เป็นเงิน 50,000,000 บาท และ 10,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 กับที่ 3 และจำเลยที่ 2 ลำพังทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10, จ.11 และ จ.12 เพื่อค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ดังกล่าวตามลำดับ และนายอภิชาติเองได้ลงลายมือเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ด้วย ฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาหักล้างว่าสัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างใด เพราะเหตุใด มีเพียงจำเลยที่ 3 ลำพังเบิกความว่าจำเลยที่ 3 ไม่ยืนยันว่า ลายมือชื่อในช่อผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นลายมือของจำเลยที่ 3 หรือไม่ แต่ก็ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกบังคับหรือถูกข่มขู่ให้ลงชื่อในสัญญาค้ำประกัน และในหนังสือมอบอำนาจให้ทำสัญญาจำนอง รวมทั้งการที่ต่างได้ลงชื่อในบันทึกจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย เมื่อประกอบกับในชั้นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถามและบังคับจำนองตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็หาได้ปฏิเสธการเป็นหนี้ดังที่ถูกทวงถาม ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์นำเอกสารต่างๆ ไปจดทะเบียนจำนองโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบ จึงฟังไม่ได้ ตรงกันข้าม การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับว่าต่างลงลายมือชื่อในสรรพเอกสารตามฟ้องซึ่งยังมิได้กรอกข้อความโดยมอบโฉนดที่ดินและใบมอบฉันทะที่ลงชื่อแล้วให้โจท์ไว้เพื่อไปจดทะเบียนจำนองดังกล่ว เมื่อต่อมามีการจดทะเบียนจำนองกันตามกฎหมายก็ย่อมเป็นกรณีต้องรับฟังเป็นจริงตามรายละเอียดในเอกสารสัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง และข้อตกลงขึ้นเงินจำนองที่โจทก์เสนอแสดงต่อศาลดังที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาต้องกันมาส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาโต้แย้งเป็นข้อสำคัญว่า สัญญาจำนองตามเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.21 เป็นการจดทะเบียนจำนองและจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันหนี้ก่อนเวลาที่โจทก์จะส่งมอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 การจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะบังคับแก่กันไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 707 ว่าด้วยจำนอง บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่าให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร" กล่าวโดยเฉพาะ ตามนัยมาตรา 681 ที่ว่าหนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตย่อมทำสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น ในกรณีนี้ หลังจากทำสัญญาจำนองกันดังกล่าว เมื่อต่อมาโจทก์มอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 หนี้เงินกู้ในส่วนนั้นก็สมบูรณ์ การจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าจึงบังคับแก่กันได้ จำเลยทั้งสามผู้จำนองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681 ม. 707
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวศิริรักษ์หรือสุวคนธ์ แซ่ตัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2552
#502975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหนังสือสัญญากู้ 2 ฉบับ ที่จำเลยทั้งสามเถียงว่า โจทก์ลวงให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกผันเป็นผู้กู้ไว้ก่อน อีกทั้ง อ. พยานโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการด้านสินเชื่อสาขาหาดใหญ่ของโจทก์มาเบิกความรับรองด้วยว่า หลังจากโจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 1 กู้จำเลยที่ 1 ก็ได้รับเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วโดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับเงินไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิเสธว่า ลายมือชื่อผู้กู้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 จึงถือว่าโจทก์มีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้นจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องสัญญาค้ำประกันไว้แต่อย่างใดจึงนอกคำให้การของจำเลยที่ 2 และนอกประเด็น

แม้การจดทะเบียนจำนองและจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันหนี้จะทำขึ้นก่อนเวลาที่โจทก์จะส่งมอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 707 ว่าด้วยจำนอง บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้นท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร" กล่าวโดยเฉพาะ ตามนัยมาตรา 681 ที่ว่าหนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตย่อมทำสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น เมื่อต่อมาโจทก์มอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญาจำนองกันดังกล่าวหนี้เงินกู้ในส่วนนั้นก็สมบูรณ์ การจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าจึงบังคับแก่กันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,230,083.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 52,420,044.36 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 59,726,284.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ขอต้นเงินจำนวน 42,753,665.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ

จำเลยทั้งสามให้การและแก้คำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,230,083.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 52,420,044.36 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ดังกล่าวจำนวน 59,726,284.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอเงินจำนวน 42,753,665.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้รายนี้ทุกรายการออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแทน หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้คำฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด ปัญหานี้นอกจากโจทก์จะมีหนังสือสัญญากู้ฉบับจำนวนเงิน 50,000,000 บาท และฉบับจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสามเถียงว่า โจทก์ลวงให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกพันเป็นผู้กู้ไว้ก่อน มาแสดงแล้ว ยังได้ความจากนายอภิชาติ พยานโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการด้านสินเชื่อสาขาหาดใหญ่ของโจทก์มาเบิกความรับรองด้วยว่า หลังจากสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 กู้จำเลยที่ 1 ก็ได้รับเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนเหล่านี้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังปรากฏตามหลักฐานแสดงการรับเงินกู้โดยจำนอง ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2535 และฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อรับเงินไว้ ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบหักล้างเอกสารดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างใด นอกจากนั้น จำเลยที่ 1 เองยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับเกี่ยวกับสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างมาสนับสนุนคดีด้วยว่า ตามหลักฐานใบรับเงินทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้น ระบุวันที่และจำนวนเงินถูกต้องตรงกันกับที่ระบุไว้ในสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวัน อันเจือสมด้วยพยานหลักฐานโจทก์สนับสนุนให้ข้อนำสืบของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งขึ้น ดังนั้น ลำพังคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 เพียงลงชื่อในสรรพเอกสารให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปตามที่ชี้ชวนว่าเพื่อให้โจทก์มั่นใจสามารถจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 เกินบัญชีสินเชื่อเดิม หากโจทก์นำไปกรอกข้อความจะได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินใด ๆ จากโจทก์ จึงปราศจากเหตุผล ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้และแม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยืนยันความถูกต้องแท้จริงของสำเนา(การ์ด) บัญชีกระแสรายวัน เนื่องจากเอกสารดังกล่าวนั้น โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นเอง แต่จำเลยทั้งสามก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาพิสูจน์หักล้างบัญชีเงินกู้รายตัว เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงฟังเป็นอย่างอื่นว่า ยอดจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์เป็นดอกเบี้ยและต้นเงินที่ปรากฏตามสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรายวันนั้นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างใด หรือโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราต่าง ๆ ที่โจทก์ใช้เป็นฐานในการคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ตามที่ปรากฏในสำเนา (การ์ด) บัญชีกระแสรวยวัน หรือจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้คืนแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว เช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามจำนวนในฟ้องที่จำเลยทั้งสามเถียงในฎีกาว่า ไม่ควรเชื่อถือรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์เพราะไม่ปรากฏมีพยานปากใดของโจทก์พบเห็นจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้กู้ และโจทก์เพิ่งโอนเงินตามสัญญากู้แก่จำเลยที 1 ล่วงเลยหลังจากวันทำสัญญาเนิ่นนานเป็นเดือนกับโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้คืนด้วยวิธีใด นอกจากนี้นายอภิชาติพยานโจทก์ยังเบิกความถึงการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้กู้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้จึงถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว และโจทก์มีหนังสือบอกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ตอบรับด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับแล้ว หากจำเลยที่ 1 มิได้กู้เงินและไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็น่าจะโต้แย้งคัดค้านไว้ มิใช่นิ่งเฉย ส่วนที่โจทก์เพิ่งโอนเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 มิได้โอนให้ในวันทำสัญญากู้ ก็ได้ความจากนายอภิชาติว่า เป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์เพิ่งเริ่มคิดดอกเบี้ยเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ นอกจากนั้น ที่นายอภิชาติพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ (ทั้ง 2 สัญญา) ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2535 และเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2537 นั้น ก็เป็นเพียงเรื่องการเบิกความผิดพลาดไป ซึ่งมิใช่ข้อสำคัญ หาเป็นพิรุธดังที่จำเลยทั้งสามอ้างเป็นข้อฎีกาไม่ เพราะตามรายการบัญชี จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2539 ซึ่งตรงกับคำฟ้องของโจทก์ และวันที่ 26 ตุลาคม 2535 ดังกล่าวเป็นวันทำสัญญากู้เงินจำนวน 50,000,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประการนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องสัญญาค้ำประกันไว้แต่อย่างใด ฎีกาในประการนี้จึงนอกคำให้การของจำเลยที่ 2 และนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 3 จะต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนองต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากนายอภิชาติพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไปตามหนังสือสัญญากู้ รวม 2 จำนวน เป็นเงิน 50,000,000 บาท และ 10,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 กับที่ 3 และจำเลยที่ 2 ลำพังทำสัญญาค้ำประกันเพื่อค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว และนายอภิชาติเองได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันด้วย ฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาหักล้างว่า สัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างใด เพราะเหตุใด มีเพียงจำเลยที่ 3 ลำพังเบิกความว่า จำเลยที่ 3 ไม่ยืนยันว่า ลายมือชื่อในช่องค้ำประกันเป็นลายมือของจำเลยที่ 3 หรือไม่ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกบังคับหรือถูกข่มขู่ให้ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันและในหนังสือมอบอำนาจให้ทำสัญญาจำนอง รวมทั้งการที่ต่างได้ลงชื่อในบันทึกจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย เมื่อประกอบกับในชั้นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถามและบังคับจำนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็หาได้ปฏิเสธการเป็นหนี้ดังที่ถูกทวงถาม ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์นำเอกสารต่าง ๆ ไปจกทะเบียนจำนองโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบจึงรับฟังไม่ได้ ตรงกันข้าม การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับว่าต่างลงลายมือชื่อในสรรพเอกสารตามฟ้องซึ่งยังมิได้กรอกข้อความโดยมอบโฉนดที่ดินและใบมอบฉันทะที่ลงชื่อแล้วให้โจทก์ไว้เพื่อไปจดทะเบียนจำนองดังกล่าว เมื่อต่อมามีการจดทะเบียนจำนองกันตามกฎหมายก็ย่อมเป็นกรณีต้องรับฟังเป็นจริงตามรายละเอียดในเอกสารสัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนอง และข้อตกลงขึ้นเงินจำนองที่โจทก์เสนอแสดงต่อศาลดังที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาต้องกันมา ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาโต้แย้งเป็นข้อสำคัญว่า สัญญาจำนองเป็นการจดทะเบียนจำนองและจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันหนี้ก่อนเวลาที่โจทก์จะส่งมอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 การจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะบังคับแก่กันไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 707 ว่าด้วยการจำนอง บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้นท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร" กล่าวโดยเฉพาะ ตามนัยมาตรา 681 ที่ว่าหนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตย่อมทำสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น ในกรณีนี้หลังจากทำสัญญาจำนองกันดังกล่าว เมื่อต่อมาโจทก์มอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 หนี้เงินกู้ในส่วนนั้นก็สมบูรณ์ การจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าจึงบังคับแก่กันได้ จำเลยทั้งสามผู้จำนองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประการนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 681 ม. 707
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวศิริรักษ์หรือสุวคนธ์ แซ่ตัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2552
#502972
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์..." บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บิดาและมารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปฏิเสธมิได้ ส่วนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1598/38 ให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีเมื่อศาลเชื่อว่าโจทก์และจำเลยก็ยังมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และแบ่งความรับผิดให้จำเลยชำระค่าอุปการระเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท เท่ากับคนละ 7,500 บาทต่อเดือนนั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว

ส่วนข้ออ้างว่าจำเลยยกส่วนแบ่งในสินสมรสของจำเลยให้โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอีกนั้น กรณีแบ่งสินสมรสเป็นคนละส่วนกับหน้าที่ของจำเลยในฐานะบิดาที่จำต้องอปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวปฏิเสธความรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายภัทรภณ อายุ 12 ปี และเด็กหญิงภัทรลภา อายุ 7 ปี อยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 1620 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อต้นปี 2552 จำเลยขอไปเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ใกล้กับวิทยาลัยนอร์ธ ซึ่งจำเลยสอนหนังสืออยู่ในขณะนั้น โดยอ้างว่าเลิกงานดึก หลังจากนั้นจำเลยขาดการติดต่อกับโจทก์และไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โจทก์มีรายได้จากค่าเช่าอาคารชุดเดือนละ 20,000 บาท ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว เด็กชายภัทรภณเรียนอยู่ในโรงเรียนเซนต์จอห์นค่าเรียนเทอมละ 38,000 บาท ส่วนเด็กหญิงภัทรลภาเรียนอยู่โรงเรียนอนุบาลดาราทร ค่าเรียนเทอมละ 15,000 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองรวมกันเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาหรือเทียบเท่าหรือชั้นสูงสุด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เมื่อปี 2542 โจทก์และจำเลยมีเรื่องทะเลาะกัน และบิดาโจทก์ได้ทำร้ายร่างกายจำเลย โจทก์และจำเลยจึงตกลงแยกกันอยู่โดยได้ทำหนังสือเรื่องทรัพย์สินระหว่างสมรสไว้ด้วย ที่โจทก์อ้างว่ามีรายได้น้อยไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายนั้นไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าห้องอาคารชุดจำนวน 14 ห้อง เดือนละประมาณ 60,000 บาท และรายได้จากการประกอบธุรกิจบริษัทอโกรอุตสาหกรรมไทย - ญี่ปุ่น จำกัด เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท รวมแล้วโจทก์มีรายได้เดือนละประมาณ 110,000 บาท ส่วนจำเลยมีรายได้จากการเป็นอาจารย์วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก เดือนละ 19,679 บาท มีภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินจำนวนมาก ไม่อยู่ในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ โจทก์เป็นผู้มีฐานะทางการเงินและฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลยมากสามารถอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้จากค่าเช่าซึ่งเป็นดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นคดีนี้ เพราะโจทก์และจำเลยยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท ต่อคน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เดือนละ 7,500 บาทต่อบุตรผู้เยาว์แต่ละคน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นผับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยและโจทก์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน คือเด็กชายภัทรภณ และเด็กหญิงภัทรลภา จำเลยแยกอยู่กับโจทก์ตั้งแต่ปี 2542 บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์ตลอดมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่าจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดหรือไม่ต้องชำระ โจทก์ฎีกาว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาเดือนละ 30,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์อ้างบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 มาตัดทอนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท เป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีรายจ่ายและหนี้สินมากกว่ารายรับและได้ยกรายได้จากสินสมรสในส่วนของจำเลยให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ในข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์..." บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บิดาและมารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปฏิเสธมิได้ ส่วนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1598/38 ให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ข้อเท็จจริงได้ความตามข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ต่างฝ่ายต่างมีรายรับและรายจ่ายของตนเองโดยโจทก์มีรายรับจากค่าเช่าห้องในอาคารชุดเดือนละประมาณ 28,000 ถึง 30,000 บาท แต่มีรายจ่ายเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยเด็กชายภัทรภณเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเซ็นต์จอห์นเสียค่าเล่าเรียนปีละ 2 เทอม เทอมละ 35,000 ถึง 38,000 บาท และค่ากิจกรรมพิเศษเฉลี่ยแล้วเทอมละประมาณ 45,000 บาท ส่วนเด็กหญิงภัทรลภาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 โรงเรียนดาราทรเสียค่าเล่าเรียนปีละ 3 เทอม เทอมละ 12,000 บาท และค่ากิจการพิเศษเฉลี่ยแล้วเทอมละประมาณ 10,000 บาท และโจทก์ยังต้องเลี้ยงดูบิดามารดาอีกด้วย ส่วนจำเลยมีรายได้จากการเป็นอาจารย์สอนหนังสือเดือนนะ 19,679 บาท และมีรายได้จากการสอนพิเศษเดือนละประมาณ 3,000 บาท ถึง 4,000 บาท แต่มีรายจ่ายส่วนตัวเดือนละ 5,000 บาท ค่าเช่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟเดือนละประมาณ 4,800 บาท ค่าเลี้ยงดูบิดามารดาเดือนละประมาณ 2,000 บาท และมีหนี้สินประมาณ 1,000,000 บาท เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนของจำเลยเกิดจากจำเลยแยกไปอยู่ต่างหากเอง และหนี้สินที่จำเลยก่อขึ้นก็ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เมื่อพิจารณาใบแจ้งยอดบัญชีแล้ว จะเห็นว่าจำเลยสามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ตามเอกสารดังกล่าวในฉบับแรกชำระไปแล้ว 33 งวด งวดละ 6,298.80 บาท ในฉบับที่สองชำระไปแล้ว 10 งวด งวดละ 9,237.94 บาท จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีรายได้มากกว่าที่อ้างค่อนข้างมาก สำหรับโจทก์แม้จำต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง แต่ยังมีรายได้จากค่าเช่าห้องในอาคารชุดพอนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้แม้โจทก์และจำเลยจะมีภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุพการีด้วยก็ตามแต่ก็เชื่อว่าโจทก์และจำเลยต่างก็ยังมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ที่ศาลอุทธรณ์แบ่งความรับผิดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท เท่ากับคนละ 7,500 บาทต่อเดือนนั้น จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ค่าเช่าห้องในอาคารชุดเป็นดอกผลของสินสมรส เมื่อจำเลยมอบให้โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เท่ากับจำเลยได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้ว เห็นว่า ส่วนแบ่งในสินสมรสของจำเลยเป็นเหตุคนละส่วนกับหน้าที่ของจำเลยในฐานะบิดาที่จำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามกฎหมายจำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยในข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอันเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิพรัตน์ นววงศ์เสถียร
จำเลย — นายอำพล นววงศ์เสถียร
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2552
#501123
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมดโดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า อ้างเหตุว่าจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบางส่วนเฉพาะงวดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาดังกล่าวอีกจึงเกิดมูลหนี้ใหม่ แม้จะโดยสาเหตุจำเลยผิดนัดเหมือนกันกับในคดีเดิม แต่ก็เป็นเพราะจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในยอดหนี้ส่วนที่เหลือ จึงเป็นหนี้คนละจำนวนกัน เมื่อขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิมจำเลยยังมิได้ผิดนัดในยอดหนี้คงค้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้เพราะเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวและศาลชั้นต้นในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยประเด็นหรือเนื้อหาแห่งคดีในส่วนยอดหนี้ดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อมาจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าไว้ส่วนหนึ่งว่า ฝ่ายจำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง 300,000 บาท โดยชำระในวันหย่าแล้ว 50,000 บาท ที่เหลือผ่อนชำระให้เป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบ หลังจากนั้นจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนโจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์ไป 160,000 บาท แล้ว ยังค้างชำระอยู่อีก 90,000 บาท ศาลยังไม่พิพากษาให้จำเลยจ่ายให้โจทก์เนื่องจากหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ต่อมาเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2544 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,093.75 บาท รวมเป็นเงิน 102,093.75 บาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ เพราะโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 159/2546 ของศาลชั้นต้นโดยอ้างใบสำคัญการหย่าและบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในคดีนี้เป็นหลักแห่งข้อหา โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยเต็มตามสัญญา ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอ้างสัญญาท้ายทะเบียนการหย่าอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 102,093.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของ ต้นเงิน 90,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีเดิมคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 159/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูมาทั้งหมดโดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 อ้างเหตุว่าจำเลยผิดนัดสัญญาไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ครบถ้วนครบตามข้อตกลงในสัญญา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบางส่วนเฉพาะงวดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาดังกล่าวอีกจึงเกิดมูลหนี้ใหม่แม้จะโดยสาเหตุจำเลยผิดนัดเหมือนกันกับในคดีเดิม ทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าและอ้างเหตุจำเลยผิดนัดผิดสัญญาเช่นเดิม แต่ก็เป็นเพราะจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในยอดหนี้ส่วนที่เหลือ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ายอดหนี้ในคดีเดิมและคดีนี้เป็นหนี้คนละจำนวนกัน เมื่อขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิมจำเลยยังมิได้ผิดนัดผิดสัญญาในยอดหนี้คงค้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้เพราะเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว และศาลชั้นต้นในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นหรือเนื้อหาแห่งคดีในส่วนยอดหนี้ดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับในคดีเดิม การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกมลวรรณ ส่งเพ็ชร์หรือคมอาวุธ
จำเลย — นายปิยวัช ส่งเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2552
#501837
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคดีเดิมของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูมาทั้งหมดโดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า อ้างเหตุว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ครบถ้วนตามข้อตกลงในสัญญา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดรับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบางส่วนเฉพาะงวดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมี่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาดังกล่าวอีกจึงเกิดมูลหนี้ใหม่แม้จะโดยสาเหตุจำเลยผิดนัดเหมือนกันกับคดีเดิม ทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอาศัยตามสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าและอ้างเหตุจำเลยผิดนัดสัญญาเช่นเดิมแต่ก็เป็นเพราะจำเลยไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในยอดหนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ายอดหนี้ในคดีเดิมและคดีนี้เป็นคนละจำนวนกัน เมื่อขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิมจำเลยยังมิได้ผิดนัดสัญญาในยอดหนี้คงค้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้เพราะเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวและศาลชั้นต้นในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นหรือเนื้อหาแห่งคดีในส่วนยอดหนี้ดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อมาจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยทำบันทึกทะเบียนการหย่าไว้ส่วนหนึ่งว่า ฝ่ายจำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง 300,000 บาท โดยชำระในวันหย่าแล้ว 50,000 บาท ที่เหลือผ่อนชำระให้เป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะครบ หลังจากนั้นจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนโจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์ไป 160,000 บาทแล้ว ยังค้างชำระอยู่อีก 90,000 บาท ศาลยังไม่พิพากษาให้จำเลยจ่ายให้โจทก์เนื่องจากหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ต่อมาเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2544 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,093.75 บาท รวมเป็นเงิน 102,093.75 บาท

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ เพราะโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 159/2546 ของศาลชั้นต้น โดยอ้างใบสำคัญการหย่าและบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าในคดีนี้เป็นหลักแห่งข้อหา โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยเต็มตามสัญญา ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอ้างสัญญาท้ายทะเบียนการหย่าอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 102,093.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 90,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีเดิมคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 159/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูมาทั้งหมดโดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 อ้างเหตุว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ครบถ้วนครบตามข้อตกลงในสัญญา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบางส่วนเฉพาะงวดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาดังกล่าวซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาดังกล่าวอีกจึงเกิดมูลหนี้ใหม่แม้จะโดยสาเหตุจำเลยผิดนัดเหมือนกันกับในคดีเดิม ทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าและอ้างเหตุจำเลยผิดนัดผิดสัญญาเช่นเดิม แต่ก็เป็นเพราะจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในยอดหนี้ส่วนที่เหลือ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่ายอดหนี้ในคดีเดิมและคดีนี้เป็นหนี้คนละจำนวนกัน เมื่อขณะโจทก์ก็ฟ้องคดีเดิมจำเลยยังมิได้ผิดนัดผิดสัญญาในยอดหนี้คงค้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้เพราะเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว และศาลชั้นต้นในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นหรือเนื้อหาแห่งคดีในส่วนยอดหนี้ดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกมลวรรณ ส่งเพ็ชร์หรือคมอาวุธ
จำเลย — นายปิยวัช ส่งเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2552
#502938
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า ข้อ 1. จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อ 2. โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขาย โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และข้อ 3. ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงไร โดยในชั้นพิพากษาศาลชั้นต้นได้รวมประเด็นข้อพิพาทเป็นข้อเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์สามารถขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นก็ยังคงสาระสำคัญในประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิม คงมีแต่ถ้อยคำที่แตกต่างกันไป เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยเท่านั้น จึงไม่เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่หรือแก้ไขในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญจนถึงกับเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อพิพาท

เมื่อศาลชั้นต้นคงสาระสำคัญในประเด็นข้อพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิมดังที่ชี้สองสถานไว้ กรณีจึงยังคงมีประเด็นดังที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขายโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งจำเลยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และจดทะเบียนโดยไม่สุจริต แม้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนเพื่อความสะดวกในการพิจารณา ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะภาระการพิสูจน์นั้นมีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้วว่าจะตกแก่คู่ความฝ่ายใดไม่อาจเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามกฎหมายไปตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จำเลยจะพิสูจน์ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและจดทะเบียนโดยไม่สุจริตนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังยุติตามที่โจทก์อ้างในคำฟ้องก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเดียวกับที่โจทก์ซื้อหรือมีกรรมสิทธิ์และจำเลยให้การปฏิเสธไว้ ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้โดยชัดแจ้ง และจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ แต่ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละประเด็นข้อพิพาทนี้ดังที่โจทก์ฎีกา เพราะประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเดียวกับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์หรือไม่นั้น เป็นที่มาซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดในชั้นชี้สองสถานหรือในคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าวดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องหรือไม่เพราะถ้าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน การแย่งการครอบครองตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเป็นประการแรกชอบแล้ว ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น จึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 26 ตารางวา ทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยกับพวกเข้าไปในที่ดินโจทก์ และไม่ยินยอมให้โจทก์ทำประโยชน์ในที่ดิน อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าจ้างรถไถ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 26 ตารางวา ทางด้านทิศใต้ของที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่เศษ ตามอณาเขตภายในเส้นสีน้ำเงิน ตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เฉพาะส่วนของที่ดินพิพาทตามหมายสีเส้นสีม่วงในแผนที่วิวาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยกและยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งและคำฟ้องของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย (ที่ถูต้องระบุตามสำนวนฟ้องและฟ้องแย้งด้วย)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมนางเกียง นายพุด นายกลม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ต่อมานางเกียงถึงแก่กรรม นายยิ้ม กับนางคล้อย ร่วมกันรับมรดกที่ดินในส่วนของนางเกียง ต่อมานายทุย กับนางสาวประชุม ร่วมกันรับมรดกส่วนของนายยิ้ม แล้วนายแดง จดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกของนายทุย ส่วนที่ดินของนางคล้อยนั้นนางเหลียนเป็นผู้รับมรดก เมื่อนางเหลียนถึงแก่กรรม นายเชื่อม ก็รับมรดกในส่วนของนางเหลียน นายเชื่อมขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากที่ดินบางส่วนของนางเหลียนให้แก่โจทก์ โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ซื้อที่ดินของนายเชื่อมหรือที่ดินบางส่วนของนางเหลียน ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4768 เอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.1 สำหรับที่ดินของนายพุดนั้น นายพุดได้ขายที่ดินบางส่วนและส่งมอบที่ดินส่วนของตนบางส่วนให้นายจันทร์ ครอบครอง นายจันทร์ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย ที่ดินของจำเลยจึงเป็นที่ดินบางส่วนของที่ดินนายพุด และที่ดินของนายพุดซึ่งอยู่ทางทิศใต้ก็ถูกนางแดง ครอบครองปรปักษ์บางส่วนซึ่งนางแดงได้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นางแดงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่ร้องขอเนื้อที่ 1 ไร่ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 267/2543 ของศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีนอกประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถานอันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า ข้อ 1. จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อ 2. โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขาย โดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ และข้อ 3. ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงไร โดยในชั้นพิพากษาศาลชั้นต้นได้รวมประเด็นข้อพิพาทเป็นข้อเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์สามารถขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นก็ยังคงสาระสำคัญในประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิม คงมีแต่ถ้อยคำที่แตกต่างกันไปเพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยเท่านั้น จึงไม่เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่หรือแก้ไขในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญจนถึงกับเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อพิพาทดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวดังกล่าว ทำให้ภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบเปลี่ยนไปและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์มีชื่อในทะเบียนโฉนดที่ดินจึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน โจทก์จึงต้องนำสืบก่อน และจำเลยมีภาระนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำสืบก่อนโจทก์จึงเสียเปรียบ ไม่อาจนำพยานหลักฐานเข้านำสืบสนับสนุตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดขึ้นใหม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นคงสาระสำคัญในประเด็นข้อพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้เช่นเดิมดังที่ชี้สองสถานไว้ กรณีจึงยังคงมีประเด็นดังที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อขายโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งจำเลยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต และจดทะเบียนโดยไม่สุจริต แม้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อนเพื่อความสะดวกในการพิจารณา ก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะภาระการพิสูจน์นั้นมีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้วว่าจะตกแก่คู่ความฝ่ายใด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามกฎหมายไปตามคำสั่งศาล อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จำเลยจะพิสูจน์ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและจดทะเบียนโดยไม่สุจริตนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังยุติตามที่โจทก์อ้างในคำฟ้องก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเดียวกับที่โจทก์ซื้อหรือมีกรรมสิทธิ์ และจำเลยให้การปฏิเสธไว้ ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้โดยชัดแจ้ง และจำเลยก็มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ แต่ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละประเด็นข้อพิพาทนี้ดังที่โจทก์ฎีกา เพราะประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเดียวกับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์หรือไม่นั้น เป็นที่มาซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดในชั้นชี้สองสถานหรือในคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าวดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องหรือไม่ เพราะถ้าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน การแย่งการครอบครองตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเป็นประการแรกจึงชอบแล้ว ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ย่อมไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบดังที่โจทก์ฎีกา สำหรับปัญหาเรื่องที่ดินพิพาทนี้ศาลชั้นต้นได้กำหนดให้โจทก์ จำเลยไปทำแผนที่วิวาท เพื่อกำหนดว่าที่ดินพิพาทอยู่ ณ ที่ใดในโฉนดเลขที่ 4768 โจทก์ จำเลยได้นำชี้ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่วิวาทซึ่งที่ดินที่พิพาทนั้นอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ส่วนที่จำเลยนำชี้เป็นพื้นที่ในเส้นสีเขียว ส่วนที่โจทก์นำชี้เป็นพื้นที่ในเส้นสีม่วง ที่ดินที่โจทก์และจำเลยนำชี้นี้ทับซ้อนกัน ยกเว้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้น ที่ดินที่จำเลยนำชี้ซึ่งเป็นเส้นสีเขียวเกินกว่าเส้นสีม่วงที่โจทก์นำชี้ แต่ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นบริเวณที่ดินพิพาทให้ถือตามหมายเส้นสีม่วงในแผนที่วิวาท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนโจทก์ จำเลยไม่ได้โต้แย้ง ดังนั้น จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาท คือ ที่ดินในพื้นที่ในเส้นสีม่วงตามแผนที่วิวาท และที่ดินพิพาทนี้อยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ที่ดินพิพาทนี้โจทก์เบิกความว่า นายเชื่อม ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 นำมาขายให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ก็มีนายเชื่อมเบิกความสนับสนุนว่า ได้จดทะเบียนขายที่ดินที่ตนรับมรดกมาจากนางเหลียน มารดาของตนให้แก่โจทก์ในราคา 400,000 บาท ตามสารบาญแก้ทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 4768 เอกสารหมาย จ.1 โจทก์เบิกความว่าก่อนซื้อที่ดิน นายเชื่อมได้พาโจทก์มาดูที่ดินก่อนสภาพที่ดินเป็นสวน มีต้นมะม่วง ต้นตาล บริเวณที่ดินที่จะขายอยู่ทางทิศใต้ของโฉนดที่ดินดังกล่าว นายเชื่อมได้ชี้แนวเขตคร่าวๆ ให้โจทก์ทราบว่า ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้จดถนน ทิศเหนือจดกอไผ่ แต่โจทก์ก็ได้เบิกความไว้ด้วยว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทในขณะที่โจทก์เดินทางไปดูที่ดินพบว่า ที่ดินเป็นสภาพว่างเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ไม่ปรากฏรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดิน และโจทก์ก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะไปดูที่ดินครั้งแรกพบต้นมะม่วงและต้นตาล ดังนั้น คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวจึงมีข้อสับสนว่าสภาพที่ดินที่โจทก์ซื้อมานั้นมีสภาพอย่างไร ส่วนนายเชื่อมแม้เบิกความตอบทนายโจทก์ว่า ที่ดินที่ตนขายให้โจทก์นั้นอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 แต่นายเชื่อมซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แม้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่ตนยังไม่ได้รับมรดกจากมารดา ตนเคยอยู่บนที่ดินพิพาท โดยปลูกบ้านหลังเล็กใช้พักแรมกลางที่ดินพิพาทแบบโรงนา ลักษณะไม่ถาวร ขณะนั้นตนอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ค่อยเดินทางไปดูที่ดินขณะที่ตนขายที่ดินให้โจทก์ โรงนาดังกล่าวผุพังแล้ว และมารดานายเชื่อมแม้ในขณะมีชีวิตอยู่ได้ปลูกบ้านบนโฉนดที่ดินเลขที่ 4768 แต่ไม่ได้ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท โดยปลูกอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินพิพาท ห่างจากที่ดินพิพาทไม่ถึง 10 เมตร เหตุที่มารดาปลูกบ้านบริเวณดังกล่าว เนื่องจากได้รับมรดกมา และก่อนที่ตนจะได้รับมรดกจากมารดาตนไม่เคยเดินทางมาดูที่ดิน แต่เมื่อรับมรดกจากมารดาแล้ว ตนจึงเดินทางมาดูที่ดินปีละครั้ง ซึ่งคำเบิกความของนายเชื่อมที่อ้างว่าขายที่ดินให้โจทก์ดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่อยู่กับร่องกับรอย คือ เบิกความไว้ในตอนต้นว่าก่อนรับมรดกตนเคยสร้างบ้านพักแรมแบบโรงนาในที่ดินพิพาท แต่ต่อมาก็เบิกความรับว่าไม่เคยมาดูที่ดินพิพาท ทั้งมารดาก็ไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาท นอกจากนี้ที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์ซื้อมาจากนายเชื่อมนั้น เดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของนางเกียงต่อมาตกเป็นมรดกของนายยิ้มกับนางคล้อย ทายาทปัจจุบันที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนางเกียงนั้นคือนายแดง นางสาวประชุมและโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็มิได้นำนายแดงกับนางสาวประชุม ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนางเกียงอีกส่วนหนึ่งมาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของนางเกียง ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของพวกตนที่นายเชื่อมอ้างว่าที่ดินที่ตนรับมรดกมาคือที่ดินทางทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 จึงเป็นคำอ้างลอยๆ ทั้งโฉนดเลขที่ 4768 ที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยก็ไม่ได้ระบุว่าที่ดินของโจทก์นั้นอยู่ที่ส่วนใดของที่ดินในโฉนดดังกล่าว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 ไร่เศษนั้นนายจันทร์ ตาของจำเลยซื้อมาจากนายพุด ที่ดินดังกล่าวอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 และศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 267/2543 ที่นำมาผูกรวมกับคดีนี้ว่าที่ดินของนายพุตดังกล่าวนี้ทางทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของนางแดง โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่โจทก์ซื้อมาจากนายเชื่อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของนางเกียงไม่เกี่ยวกับที่ดินที่ตนครอบครอง และโจทก์ยังมีนายโสฬส ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นลูกหลานนายพุดและเป็นผู้ที่มีที่ดินอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินพิพาทเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินในโฉนดเลขที่ 4768 ที่ดินดังกล่าวจำเลยเป็นผู้ครอบครองจำเลยครอบครองมาก่อนที่นายโสฬสจะครอบครองที่ดินส่วนของตน ในวันที่เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่วิวาทนั้น นายโสฬสเข้าไปดูเหตุการณ์ด้วย แต่โจทก์ก็ไม่ได้ไป คงไปแต่ทนายโจทก์ ทนายโจทก์ได้นำชี้ที่ดินที่นายเชื่อมขายให้โจทก์เลยไปจนถึงรั้วที่ดินของนางแดง รวมทั้งที่ดินของนายโสฬสกับนายใย ซึ่งมีที่ดินอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินพิพาทดัวย แต่นายโสฬสกับนายใยคัดค้าน ทนายโจทก์จึงได้นำชี้ร่นมาจนถึงขาบคันนาและกอไผ่ระหว่างที่ดินของนายโสฬสกับจำเลย ซึ่งจำเลยมีนายใยเพื่อนบ้านทางทิศเหนือของที่ดินพิพาท นายอนุพงศ์ ผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่และเป็นเพื่อนบ้านของจำเลยต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่าทนายโจทก์นำชี้ว่าที่ดินของโจทก์คือที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครอง แต่เนื่องจากพวกตนคัดค้านการนำชี้ที่ดินของทนายโจทก์ที่นำชี้ที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตนทนายโจทก์จึงนำชี้ใหม่ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ซักค้านพยานจำเลยและนำสืบปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยดังกล่าว ที่นำสืบยืนยันว่าโจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินที่ตนซื้อมาจากนายเชื่อมนั้นอยู่ ณ ที่ใด เนื่องจากในขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ไม่เคยมาดูที่ดิน ทั้งนายโสฬสก็เบิกความยืนยันว่า แม้แต่ตัวนายเชื่อมผู้ขายที่ดินให้โจทก์ก็ไม่เคยเข้าครอบครองหรือเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลย (ที่ดินพิพาท) ซึ่งคำเบิกความของนายโสฬสดังกล่าวก็เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ที่มีพิรุธดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นนอกจากนี้เมื่อนางแดงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 267/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายแดงซึ่งเป็นบุตรหลานของนายพุดเช่นเดียวกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงนับว่าเป็นข้อพิรุธ เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนเดียวกับที่ดินที่โจทก์ซื้อหรือไม่นั้น โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่โจทก์ แต่ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวก็มีพิรุธหลายประการ เมื่อชั่งน้ำหนักคำพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ กรณีจึงต้องรับฟังว่า ที่ดินที่โจทก์ซื้อมาจากนายเชื่อมกับที่ดินพิพาทนั้นเป็นที่ดินคนละแปลงกันกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4768 ที่เป็นส่วนอื่น มิใช่ที่ดินพิพาท คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสำนวนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวสันต์ แสงโสรจสุข
จำเลย — นางจ้ำ ศรีสมหรือสีสม
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2552
#492530
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 609 แห่ง ป.พ.พ. กับบทบัญญัติมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยเฉพาะความรับผิดทางสัญญาไม่รวมถึงกรณีละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด จำเลยจะยกกฎหมายดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้าก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 570,263.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 548,836.75 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 570,263.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 548,836.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยเรื่องค่าเสียหายว่า โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้า ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย และค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริงนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 บัญญัติว่า "การรับขนของหรือคนโดยสารในหน้าที่ของกรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม... ท่านให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้น ๆ" ส่วนพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 50 บัญญัติว่า "ข้อที่กรมรถไฟแผ่นดินจะต้องรับผิดชอบในการที่ผู้โดยสารต้องบาดเจ็บเสียหายก็ดี ฤาว่าครุภาระ ห่อวัตถุ ฤาสินค้า ซึ่งรับบรรทุกนั้นแตกหักสูญหายก็ดี... ท่านให้ใช้บังคับตามพระราชกำหนดกฎหมายส่วนแพ่งว่าด้วยการบรรทุกส่ง เว้นไว้แต่จะต้องด้วยบทมาตราดังจะกล่าวต่อไปในพระราชบัญญัตินี้ จึงให้ใช้บทมาตรานั้น ๆ บังคับ" มาตรา 51 บัญญัติว่า "กรมรถไฟแผ่นดินไม่ต้องรับผิดชอบในการที่ครุภาระ ห่อวัตถุ ฤาสินค้าที่บรรทุกส่งไปฤามอบฝากไว้กับรถไฟนั้นแตกหักบุบสลาย...เว้นไว้แต่พนักงานรถไฟจะได้รับของนั้นลงบัญชีประกันและได้ออกใบรับให้ไปเป็นสำคัญ" แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้ความคุ้มครองแก่จำเลยเฉพาะความรับผิดทางสัญญาไม่รวมถึงกรณีละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิด จำเลยจะยกกฎหมายดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ประกันค่าระวางสินค้าก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาจำนวน 13,720 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 609
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล
(ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชัชวาลย์ กันฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา