คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 27/2552
#495637
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๕๒

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสระแก้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสระแก้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นายถนอม พวงพุฒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ๒ นายวินิจ ภู่เนาวรัตน์ ที่ ๓ นายยงยุทธ โชติมงคล ที่ ๔ นายชัยยุทธิ์ แสงหิรัญ ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสระแก้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๖๙/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอ (สระแก้ว) เมืองสระแก้ว จังหวัด (ปราจีนบุรี) สระแก้ว จำนวนเนื้อที่ ๙ ไร่เศษ ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๑๒ ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา นางเนียม บ้านแก้ว มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองโดยรับการให้มาจากบิดา ตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๙๕ บิดานางเนียมครอบครองทำประโยชน์ด้วยการปลูกมันสำปะหลังเต็มพื้นที่ และเมื่อนางเนียมรับให้ที่ดินมาก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเต็มพื้นที่ ประมาณเดือนเมษายน ๒๕๑๗ นางเนียมยื่นคำร้องขอออก น.ส. ๓ ก. เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เสร็จแล้วจึงออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๑๒ ให้ไว้เป็นหลักฐาน และเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๕ ตามคำร้องของนางเนียม ต่อมาวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๘ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสระแก้วนำที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ ของนางเนียมออกขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจังหวัดนครนายก โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้และได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ ๓ ในการระวังชี้แนวเขตพื้นที่อนุรักษ์ไม่ยินยอมชี้ระวังแนวเขตโดยอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ ของโจทก์เกือบทั้งแปลงเป็นที่ดิน สวนป่าท่าแยก อยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินทำการไกล่เกลี่ย แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแจ้งให้ไปฟ้องต่อศาล โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอ (สระแก้ว) เมืองสระแก้ว จังหวัด (ปราจีนบุรี) สระแก้ว เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าขัดขวางการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า นางเนียมเจ้าของที่ดินเดิมไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๑๒ และการเปลี่ยนจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากบางส่วนของที่ดินด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๖ ตารางวา ทับซ้อนกับพื้นที่แปลงปลูกป่า ๒๔๙๕ ของสวนป่าท่าแยก (ปจ.๑๑) ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม่เป็นที่ดินตามความหมายในประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๑ ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำไปออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ เดิมกรมป่าไม้กำหนดนโยบายปลูกป่ามาตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ จนถึงปี ๒๕๐๕ รวมเนื้อที่ ๑๐๓๕ ไร่ มีการฝังหลักเขตแปลงปลูกป่าโดยใช้หลักเขตป่าสงวนแห่งชาติ บำรุงป่าและลาดตระเวนป้องกันมิให้ผู้ใดบุกรุก นางเนียมจึงไม่ได้สิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การกระทำของจำเลยทั้งห้าไม่ถือว่าเป็นการคัดค้านการรังวัด แนวเขตที่ดินตามคำขอของโจทก์ แต่เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายในการรักษาพื้นที่ป่าไม้ของรัฐ และโจทก์มิได้เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งห้าเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระแก้วพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิของบุคคลอันเกี่ยวกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน มาตรา ๑๒๙๘ ที่บัญญัติว่า ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่าจะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น สำหรับคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาสิทธิในที่ดินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว จำต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุม กำกับดูแล ป้องกันการบุกรุก ทำลายป่าและการกระทำความผิด ตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๒ (๓) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๔๗ การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ ๓ ไม่ยินยอมชี้ระวังแนวเขตที่ดินพร้อมทั้งคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์ทับซ้อนกับพื้นที่แปลงปลูกป่า ๒๔๙๕ ของสวนป่าท่าแยก ตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นป่าตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๒ กรณีจึงเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลและป้องกันการบุกรุกและทำลายป่าตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อจำเลยทั้งห้ามิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่การโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แต่เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่ชี้ระวังแนวเขตที่พิพาทโดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์บางส่วนอยู่ในเขตป่าไม้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งห้าขัดขวางการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดจำเลยที่ ๒ ขณะเกิดเหตุ คดีนี้ จำเลยที่ ๓ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑ (ปราจีนบุรี) และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ โดยโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอ (สระแก้ว) เมืองสระแก้ว จังหวัด (ปราจีนบุรี) สระแก้ว เนื้อที่ ๙ ไร่เศษ ซื้อมาจากการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดิน แต่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ ๓ ในการระวังชี้แนวเขตพื้นที่อนุรักษ์ไม่ยินยอมชี้ระวังแนวเขตอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ ของโจทก์เกือบทั้งแปลงเป็นที่ดินสวนป่าท่าแยกอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๔๙ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าขัดขวางการครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การว่า เจ้าของที่ดินเดิมไม่เคยเข้าทำประโยชน์ ในที่ดินพิพาท การออกเอกสารสิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะบางส่วนของที่ดินด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๖ ตารางวา ทับซ้อนพื้นที่แปลงปลูกป่าของสวนป่าท่าแยก และที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม่เป็นที่ดินตามความในประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๑ ที่จะออกเอกสารสิทธิได้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากการไม่ยอมชี้ระวังแนวเขตที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นการปฏิบัติ ตามกฎหมายของฝ่ายปกครองในการรักษาพื้นที่ป่าไม้ของรัฐก็ตาม แต่การที่โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าขัดขวางการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งฝ่ายจำเลยทั้งห้าก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเกือบทั้งแปลงทับซ้อนพื้นที่แปลงปลูกป่าของสวนป่าท่าแยก และที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายถนอม พวงพุฒ โจทก์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ๑ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ๒ นายวินิจ ภู่เนาวรัตน์ ที่ ๓ นายยงยุทธ โชติมงคล ที่ ๔ นายชัยยุทธิ์ แสงหิรัญ ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม พวงพุฒ
จำเลย — กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 1
กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2552
#496471
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๒

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดมีนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดมีนบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นายเฮม เนื่องบุญมา โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.๑๓๙/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ ๑ โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีน ตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๐ แต่เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๙ ได้มีกลุ่มบุคคลยื่นหนังสือร้องเรียนใส่ความโจทก์ต่อจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติในการเป็นบิหลั่นของมัสยิด โดยกล่าวหาว่าโจทก์ถูกลงโทษจำคุกมาก่อนและมีพฤติกรรมทุจริตดำเนินการของมัสยิดไปในทางไม่สงบเรียบร้อย ก่อให้เกิดความแตกแยกและเสียประโยชน์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ มีมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่ง โจทก์จึงยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๒ รวม ๒ ฉบับ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยว่าไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่ทราบคำสั่ง จึงไม่มีสิทธิยื่น ส่วนคำร้องคัดค้านครั้งหลังโจทก์ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาให้ยื่นคำร้องคัดค้านแล้ว โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ และระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการสอบสวน การพิจารณา การยื่นคำร้องคัดค้าน และการวินิจฉัยคำร้องคัดค้านกรณีให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๗ (๕) โดยประกาศของจำเลยที่ ๑ ที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งไม่ปรากฏรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริง และหลักศาสนาโดยชัดแจ้ง ไม่มีการสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าโจทก์เคยต้องโทษจำคุกจริงหรือไม่ ทุจริตอย่างไรหรือดำเนินกิจการของมัสยิดไปในทางไม่สงบเรียบร้อย ก่อให้เกิดความแตกแยกและเสียผลประโยชน์อย่างไร ส่วนจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยสำนวนการสอบสวนของจำเลยที่ ๑ ตามระเบียบดังกล่าว ข้อ ๑๐ วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าสำนวนการสอบสวนของจำเลยที่ ๑ มีความบกพร่อง ขัดต่อระเบียบและกฎหมาย จำเลยที่ ๒ จึงมีหน้าที่ต้องรับคำร้องคัดค้านของโจทก์ไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้ถูกต้องต่อไป แต่จำเลยที่ ๒ กลับมีคำสั่งไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนประกาศและคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่ง และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ที่ไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ กับขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีนต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อจำเลยที่ ๒ภายในกำหนด และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ถือเป็นที่สุด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโจทก์อย่างรอบคอบและเป็นธรรม โดยพยานหลักฐานปรากฏว่าโจทก์เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเรื่องร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จึงขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๑ ประกอบมาตรา ๑๗ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามพ.ศ. ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจปกครองถอดถอนผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง ข้อโต้แย้งการใช้อำนาจดังกล่าวจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่มีคำสั่งและโจทก์ยังไม่ได้รับทราบคำสั่งที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่ง และเป็นการยื่นต่อจุฬาราชมนตรี ไม่ใช่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ส่วนคำร้องคัดค้านครั้งหลังโจทก์ยื่นเกินกำหนด การที่จำเลยที่ ๒ มีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ถือเป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ต้องฟ้องคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

ทั้งคณะ ไม่ใช่ฟ้องจำเลยที่ ๒

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามพ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้มีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เป็นองค์กรทางศาสนา และมาตรา ๓๑ วรรคท้ายให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยออกระเบียบใช้บังคับแก่อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ภายใต้อำนาจกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยที่ตำแหน่งดังกล่าวมีการประกาศแต่งตั้งในราชกิจจานุเบกษา มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ประจำตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ก็อยู่ภายใต้อำนาจกำกับดูแลของรัฐและได้รับเงินค่าตอบแทนจากรัฐตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อิหม่าม คอเต็บและบิหลั่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงถือว่าสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ โจทก์เคยได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ ๑ ให้ดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีน มีหน้าที่ในการประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา การที่จำเลยที่ ๑ วินิจฉัยว่าโจทก์เคยต้องโทษจำคุก ซึ่งไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ทำให้เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๑ (๑) ประกอบระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของอิหม่าม คอเต็บและบิหลั่น พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อ ๖ และมีมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งบิหลั่น และการที่จำเลยที่ ๒ มีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ เนื่องจากยื่นพ้นกำหนดเวลา ตามระเบียบดังกล่าว ข้อ ๗ คำสั่งของจำเลยทั้งสองจึงออกโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับผู้อยู่ในบังคับบัญชา อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓)คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นองค์กรทางศาสนา ให้ดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีน เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา อันเป็นการดำเนินการตามศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลามที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยมีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรสูงสุดทางศาสนา การที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้แทนจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งบิหลั่น ซึ่งเป็นการดำเนินการทางศาสนาขององค์กรทางศาสนา ซึ่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้จัดระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและระบบการปกครองเพื่อควบคุมดูแลกิจการทางศาสนาอิสลามตามศาสนบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะตามการนับถือศาสนา และการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาแล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่นับถือศาสนาอิสลามและการดำเนินการต่างๆ ขององค์กรทางศาสนาอิสลาม จึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการทางศาสนา มิใช่กิจการทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองเป็นองค์กรบริหารกิจการศาสนาอิสลามที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่โดยที่พระราชบัญญัติดังกล่าวได้จัดระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและระบบการปกครองเพื่อควบคุมดูแลกิจการทางศาสนาไว้เป็นการเฉพาะตามความเชื่อในศาสนา รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่นับถือศาสนาอิสลามและการดำเนินการต่างๆ ขององค์กรทางศาสนาอิสลาม ดังนั้น การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการทางศาสนา มิใช่กิจการทางปกครอง ย่อมไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้โจทก์เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีน โดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ และระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการสอบสวน การพิจารณา การยื่นคำร้องคัดค้าน และการวินิจฉัยคำร้องคัดค้านกรณีให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจากการที่จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยระเบียบดังกล่าว ข้อ ๑๐ วรรคสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศและคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่ง และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒ ที่ไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ กับขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีนต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางศาสนาขององค์กรทางศาสนามิใช่กิจการทางปกครอง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเฮม เนื่องบุญมา โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ ๒จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฮม เนื่องบุญมา
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
พระนครศรีอยุทธยา ที่ 1
สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2552
#497457
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๕๒

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นางอุไรวรรณ พรหมจรรยา ที่ ๑ นายสมทรง กล้วยสูงเนิน ที่ ๒ นายวิชัย มาสูงเนิน ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมป่าไม้ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๔๑/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย ร่วมกันเข้าจับกุมผู้ต้องหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และยึดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามได้แก่ ไม้พยุงแปรรูป จำนวน ๑๗๕ เหลี่ยม ไม้พยุงท่อน จำนวน ๓๖ ท่อน ของโจทก์ที่ ๑ รถยนต์บรรทุกหกล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน ๘๕-๐๔๙๕ นครราชสีมา ของโจทก์ที่ ๒ และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ผก ๖๖๕๘ นครราชสีมา ของโจทก์ที่ ๓ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มอบของกลางดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยเก็บรักษาไว้แทน และส่งสำนวนการสอบสวนความอาญาคดีที่ ๑๒๗/๒๕๕๐ ระหว่าง นายดาบตำรวจ สุรนิตย์ อุ่นวิเชียร ผู้เสียหาย นางอุไรวรรณ พรหมจรรยา ผู้ต้องหาที่ ๑ นายวิชัย มาสูงเนิน ผู้ต้องหาที่ ๒ นายประยงค์ เพ็ชรสูงเนิน ผู้ต้องหาที่ ๓ และนายบุญรอด สุลาโท ผู้ต้องหาที่ ๔ เรื่องร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร ไปยังพนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว สำนักงานอัยการเขต ๓ เพื่อสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนางอุไรวรรณกับพวก และมีคำสั่งให้คืนของกลางแก่เจ้าของ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จึงมีหนังสือแจ้งให้นายทาร์ซาน ชาลีวงศ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ที่ นม.๑๐ (วะภูแก้ว) คืนของกลาง แต่นายทาร์ซานและนายภิญโญ ผลเจริญ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย กลั่นแกล้งไม่ส่งมอบไม้ของกลางคืนให้โจทก์ที่ ๑ ทั้งยังละเลยไม่เก็บไม้ของกลางไว้ในสถานที่อันสมควร และการส่งมอบรถยนต์ของกลางคืนให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นไปโดยล่าช้า และรถยนต์ของกลางได้รับความเสียหายในระหว่างการเก็บรักษาของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย การกระทำของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัด ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๑ คิดเป็นค่าเสียหายกรณีโจทก์ที่ ๑ ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการเผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จ ซึ่งมีเนื้อข่าวจากการสอบสวนว่า โจทก์ที่ ๑ อยู่ในขบวนการลักลอบตนไม้พยุงเถื่อนส่งขายประเทศจีน ค่าเสียหายกรณีไม้ของกลางได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยกลั่นแกล้งไม่ส่งมอบไม้ของกลางคืน และละเลยไม่เก็บไม้ของกลางไว้ในสถานที่อันสมควร ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ที่ ๑ ต้องถูกปรับเนื่องจากผิดสัญญาซื้อขาย ไม่อาจส่งมอบไม้ดังกล่าวได้ตามสัญญา และค่าเสียหายเป็นค่าขนส่งไม้ของกลางรวมทั้งค่าแรงคนงานขนไม้ไปยังสำนักงานหน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ที่ นม.๑๐ (วะภูแก้ว) ตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย รวมเป็นเงินจำนวน ๑,๖๙๒,๒๐๐ บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ คิดเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ของกลางที่ได้รับความเสียหายในระหว่างการเก็บรักษาของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย และค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการนำรถยนต์ไปใช้ในการประกอบอาชีพรับจ้างขนของให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รวมเป็นเงินจำนวน ๔๑๗,๔๘๐ บาท และ ๒๕๔,๑๗๐ บาท ตามลำดับ รวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินจำนวน ๒,๕๓๙,๑๙๕.๘๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น และให้จำเลยส่งมอบไม้ของกลางทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์ที่ ๑ อนึ่ง โจทก์ที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องนายทาร์ซาน ชาลีวงศ์ ที่ ๑ นายภิญโญ ผลเจริญ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๓๘๙/๒๕๕๐ ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม เนื่องจากจำเลยส่งมอบรถยนต์ของกลางคืนให้แก่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้งการสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ส่วนไม้ของกลางที่จำเลยไม่ส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ที่ ๑ เนื่องจากจำเลยเห็นว่าไม้ของกลางน่าเชื่อว่าเป็นไม้ที่ผิดกฎหมาย จึงไม่อาจคืนให้แก่โจทก์ที่ ๑ ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดให้จัดการของกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ได้ ประกอบกับเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ โจทก์ที่ ๑ ถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยจับกุมพร้อมยึดไม้ผิดกฎหมายเป็นของกลางดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจำเลยได้ส่งเอกสารรายงานผลการตรวจพิสูจน์ไม้ของกลางคดีนี้ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสูงเนินเพื่อให้ดำเนินคดีกับโจทก์ที่ ๑ แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยึดไม้และรถยนต์ของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี และใช้ดุลพินิจไม่ส่งคืนของกลางให้แก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง และไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ดังนั้น การฟ้องเรียกค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่มีหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ยึดไว้ในความผิดอาญาตามที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ กำหนด แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่คืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งที่ไม่มีอำนาจยึดไว้แล้ว ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นเรื่องการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา อันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเข้าเกณฑ์เป็นการกระทำละเมิดหรือเป็นความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำนั้นก็จะอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากกรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยึดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี เผยแพร่ข่าวโดยอ้างถึงข้อเท็จจริงการสอบสวนคดีที่มีการจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวอันเป็นความเท็จ ทำให้โจทก์ที่ ๑ เสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ดำเนินการส่งมอบไม้ของกลางแก่โจทก์ที่ ๑ ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคนและจัดการเกี่ยวกับไม้ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ทั้งยังละเลยไม่เก็บไม้ของกลางไว้ในสถานที่ อันสมควร จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางอุไรวรรณ พรหมจรรยา ที่ ๑ นายสมทรง กล้วยสูงเนิน ที่ ๒ นายวิชัย มาสูงเนิน ที่ ๓ โจทก์ กรมป่าไม้ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ พรหมจรรยา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — กรมป่าไม้
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2552
#495718
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๕๒

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ที่ ๑ นายสุรศักดิ์ วงษ์เอี่ยม โดยนางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ เด็กหญิงสุราณี วงษ์เอี่ยม โดยนางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๓ โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงยุติธรรม จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๙๔/๒๕๕๑ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชาญ วงษ์เอี่ยม ผู้ตาย โจทก์ที่ ๒ อายุ ๑๘ ปี และโจทก์ที่ ๓ อายุ ๑๓ ปี เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นกระทรวง มีกรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานในสังกัด เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นหน่วยงานสังกัดกรมราชทัณฑ์ มีนายปรีชา สุวรพงษ์ เป็นผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ผู้ตายต้องโทษกักขังแทนโทษจำคุก ๕ วัน ตามคำพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา คดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๖๓/๒๕๕๐ ในวันดังกล่าวศาลออกหมายกักขังแทนโทษจำคุกระหว่างอุทธรณ์ถึงผู้ควบคุมดูแลสถานที่กักขังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายปรีชาผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยานำผู้ตายไปกักขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันมิใช่สถานที่กักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔ โดยกักขังรวมกับนายนรินทร์ พวงทอง นายมานพ ยอดทอง นายสมชาย ดีเลิศ นายสมบูรณ์ คงสมบูรณ์ นายสถาพร ทองคง และนายสะฐาพรหรือสฐาพร เนยสูงเนิน ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีอื่น นายนรินทร์กับพวกดังกล่าวร่วมกันทำร้ายผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายนรินทร์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๒๕๖๙/๒๕๕๐ ส่วนนายสะฐาพรหรือสฐาพรซึ่ง ให้การปฏิเสธ พนักงานอัยการแยกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา การที่นายปรีชานำผู้ตายไปกักขังไว้ในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันไม่ใช่สถานที่กักขังตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายปรีชาและผู้คุมของเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลนักโทษในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ให้นักโทษทำร้ายกัน แต่นายปรีชากับผู้คุมประมาทปราศจากความระมัดระวัง ไม่ควบคุมดูแลนักโทษที่อยู่ในความดูแลของตน ไม่ให้นายนรินทร์กับพวกทำร้ายผู้ตาย การกระทำของนายปรีชากับผู้คุมจึงเป็นละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสาม และเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่และอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ได้ส่งผู้ตายไปกักขังที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามที่โจทก์ทั้งสาม กล่าวอ้าง แต่ส่งไปกักขังยังสถานกักขังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับควบคุมตัวผู้ต้องโทษกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา โดยจำเลยมีคำสั่งที่ ๒๗๓/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ กำหนดสถานกักขังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนแยกต่างหากจากเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การกระทำของผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม สาเหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหรือผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การกระทำของผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้ความระมัดระวังดูแลความปลอดภัยตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยชอบแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ค่าเสียหายเลื่อนลอย ไม่สมเหตุผล สูงเกินควรและปราศจากพยานหลักฐาน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม กล่าวอ้างว่า ผู้ตายซึ่งเป็นสามีของโจทก์ที่ ๑ และเป็นบิดาของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ได้ถึงแก่ความตายขณะอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้อำนาจในการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กับคำสั่งจำเลยที่ ๒๗๒/๒๕๔๙ เรื่องกำหนดอาณาเขตเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคำสั่งจำเลยที่ ๒๗๓/๒๕๔๙ เรื่องกำหนดสถานกักขังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคำสั่งจำเลยอันหลังนี้เพื่ออนุวัตรให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๖ เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา และเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การกระทำละเมิดเนื่องจากการใช้อำนาจปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมผู้ถูกกักกันตามคำพิพากษาของศาลตามประมวลกฎหมายอาญาประกอบพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งการควบคุมผู้ตายดังกล่าวเป็นการควบคุมภายหลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ข้อพิพาทคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาท ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เมื่อคำฟ้องคดีนี้อ้างว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามอ้างว่า นายปรีชา สุวรพงษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลย นำผู้ตายซึ่งต้องโทษกักขังแทนโทษจำคุกไปกักขังในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันไม่ใช่สถานที่กักขัง เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔ โดยกักขังรวมกับผู้ต้องขังในคดีอื่น เป็นเหตุให้ผู้ตายถูกผู้ต้องขังในคดีอื่นทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โดยนายปรีชาและผู้คุมของเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีหน้าที่ควบคุมดูแลนักโทษในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ให้ ทำร้ายกัน แต่นายปรีชาและผู้คุมไม่ควบคุมดูแลนักโทษที่อยู่ในความดูแลไม่ให้ทำร้ายผู้ตาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๙ จัดการกักขังผู้ตายตามหมายกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการออกหมายของศาลอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๗ ถึงมาตรา ๖๐ ส่วนสถานที่กักขังและการปฏิบัติในระหว่างการกักขังผู้ต้องกักขังนั้น เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔ วรรคแรกและวรรคสาม และมาตรา ๒๕ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๖ นอกจากนี้หากในระหว่างการกักขังความปรากฏแก่ศาลว่าผู้ต้องกักขังฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับ หรือวินัยของสถานที่กักขัง หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด หรือต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก ศาลก็อาจมีคำสั่งเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยจึงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาอันเป็นขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ที่ ๑ นายสุรศักดิ์ วงษ์เอี่ยม โดยนางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๒ เด็กหญิงสุราณี วงษ์เอี่ยม โดยนางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๓ โจทก์ กระทรวงยุติธรรม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.อ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2506
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุทธิลา วงษ์เอี่ยม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — กระทรวงยุติธรรม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2552
#495636
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๒

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดอุทัยธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุทัยธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็น มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นายประเสริฐ มงคลศิริ โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑ พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งและในฐานะส่วนตัว ที่ ๒ นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี ที่ ๓ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ ที่ ๔ นายวีระชัย แนวบุญเนียร ที่ ๕ นายจารุภัทร เรืองสุวรรณ ที่ ๖ ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งและในฐานะส่วนตัว จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๓๑/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๗ โจทก์สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีและได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต่อมามีบุคคลร้องเรียนข้อความอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุทัยธานี และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุทัยธานีรายงานต่อจำเลยทั้งหกว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีมติเป็นเอกฉันท์และมีคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ๒๖๕/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลาหนึ่งปี และกำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยจำเลยที่ ๒ เพียงคนเดียว ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๙ วรรคสาม ที่บัญญัติให้การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน ซึ่งนับตั้งแต่โจทก์ได้เห็นและทราบคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ หาได้มีคำวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคนแจ้งมายังโจทก์ไม่ มติของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเพียงกระบวนการเพื่อนำไปสู่การออกคำวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว มติของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ จึงยังไม่มีผลทางกฎหมาย และถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๖ (๔) อันจะเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๙ (๓) การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะมติของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ดังกล่าว ทำให้โจทก์เข้าใจว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๙ (๓) ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ โจทก์จึงไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้โจทก์เสียสิทธิและโอกาส เสียอนาคตและความเจริญรุ่งเรืองในทางการเมืองเป็นอย่างมาก หากโจทก์ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งที่ผ่านมา โจทก์ก็จะได้รับเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จึงเป็นการที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และ/หรือเป็นการกระทำอันไม่สุจริต เพื่อให้เป็นคุณแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนอื่นและเป็นโทษแก่โจทก์ อันต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งทางแพ่งและทางอาญาตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๑๕ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ โจทก์เพิ่งทราบมูลเหตุแห่งการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นโทษแก่โจทก์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จากคำสั่งของศาลฎีกาที่ ๔๑๕/๒๕๔๘ หลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นหน่วยงานของรัฐและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

อนึ่ง โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๑๘/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ ฟ. ๒๙/๒๕๕๑ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๖๕/๒๕๔๗ เรื่อง ให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เพราะเห็นว่าเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ได้วินิจฉัยเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนโจทก์ว่า โจทก์ได้กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และมีการกระทำ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ ๕๗/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลา ๑ ปี และให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ๕๑๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เรื่องคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายประเสริฐ มงคลศิริ และให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ และส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวลงนามโดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ครบทุกคนจึงมีผลสมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๙ วรรคสาม จำเลยทั้งหกไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการกระทำหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ตามมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบมาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีคำสั่งที่ ๒๖๕/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เรื่องให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ ลงนามโดยจำเลยที่ ๒ เป็นการออกคำสั่งโดยมติการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ ๕๗/๒๕๔๗ เป็นคำสั่งซึ่งออกคำสั่งในการปฏิบัติราชการ โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนกลางมีคำสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดอุทัยธานีดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่และแจ้งเหตุผลในการมีคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งภายในสายงานบังคับบัญชาทางราชการ การที่จำเลยที่ ๒ ลงนามในคำสั่งเพียงคนเดียวจึงกระทำได้ หาใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ต้องลงนามโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหกคนไม่ และศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยที่ ๕๒/๒๕๔๖ ว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง และมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง (๓) ถือเป็นยุติและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๖๘ ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาจำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลจังหวัดอุทัยธานีจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ ๓ ออกจากสารบบความ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทซึ่งมีมูลคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่เกิดจากการกระทำทางกายภาพโดยส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ที่จะเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์แต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) จึงเป็นคดีปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลาง

ศาลจังหวัดอุทัยธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งประสงค์ที่จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งหกอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ตามมติของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งมีคำวินิจฉัยและสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์โดยโจทก์เข้าใจว่าเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือตามรูปแบบขั้นตอนหรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งประสงค์ที่จะเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่มีมติเป็นเอกฉันท์และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลา ๑ ปี พร้อมทั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ มาเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี และขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ซึ่งถึงแม้ว่าในขณะเกิดมูลคดีพิพาทจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นกรรมการการเลือกตั้งและประกอบกันเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีการวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายมีผลกระทบต่อบุคคล จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน อันทำให้คดีนี้มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ก็ตาม แต่โดยที่ในขณะที่ศาลพิจารณาทำความเห็นในเรื่องเขตอำนาจศาลนี้ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กำหนดให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง บัญญัติว่าอำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญนั้น จึงเป็นการกำหนดให้การพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องคดี มาตรา ๒๗๖ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นด้วยกัน อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด และคดีพิพาทที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญกับเอกชนหรือระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญด้วยกัน หากเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญกระทำการต่าง ๆ หรือเนื่องมาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญละเลยต่อหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

เมื่อคดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์และมีคำสั่งที่ ๒๖๕/๒๕๔๗ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลา ๑ ปี ตามที่มีผู้ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมในคราวเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยคำสั่งดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ลงนามเพียงคนเดียว ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๙ วรรคสาม ที่บัญญัติให้การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องให้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งที่พิจารณาวินิจฉัยทุกคน มติของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายและถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่จากการกระทำของจำเลยทั้งหกดังกล่าว ทำให้โจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๙ (๓) ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ทำให้โจทก์เสียสิทธิและโอกาส เสียอนาคตและความเจริญรุ่งเรืองในทางการเมือง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ส่วนจำเลยทั้งหกให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มีคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ๕๑๖/๒๕๔๗ เรื่องคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ และให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานีใหม่ และส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวลงนามโดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ครบทุกคน มีผลสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๙ วรรคสาม จำเลยทั้งหกกระทำหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ตามมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบมาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕

กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญกับเอกชนที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมโดยมีมติเป็นเอกฉันท์และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ อันเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐบาล จึงไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบของศาลปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายประเสริฐ มงคลศิริ โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑ พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งและในฐานะส่วนตัว ที่ ๒ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ ที่ ๔ นายวีระชัย แนวบุญเนียร ที่ ๕ นายจารุภัทร เรืองสุวรรณ ที่ ๖ ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งและในฐานะส่วนตัว จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ มงคลศิริ
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 22/2552
#496344
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๒๒/๒๕๕๒

วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

เรื่อง การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ นายวิชัย ปลั่งศรีสกุล ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.ต. ๒๕/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลกุยบุรีประกาศให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรี โดยให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัตินายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๘ เบญจ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่ผู้ร้องดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีมาแล้วติดต่อกันเกินสองวาระ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๔๘สัตต แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลกุยบุรีประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกุยบุรี แต่ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัตินายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีและประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลกุยบุรีดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรี เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๗ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีของผู้ร้อง ระหว่างวันที่ ๗ มีนาคม ถึงวันที่ ๒๗สิงหาคม ๒๕๔๗ ถือเป็นการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีหนึ่งวาระ เมื่อผู้ร้องได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีอีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๗และปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมาจนครบวาระ จึงเป็นการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีติดต่อกันสองวาระ อันเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ ๒๓พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕มาตรา ๔๕ (๑๗) ประกอบพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๔๘ สัตต และไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๙๘ วรรคสาม ให้ยกคำร้อง โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นไปในแนวทางเดียวกับการตอบข้อหารือของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสำนักงานเทศบาลกุยบุรีเคยมีหนังสือหารือในประเด็นดังกล่าว ผู้ร้องเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากการที่ผู้ร้องได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม๒๕๔๗ เป็นการดำรงตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ร้องในการเลือกตั้งครั้งแรก ถือว่าผู้ร้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพียงหนึ่งวาระ ตามมาตรา ๙๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มิใช่ดำรงตำแหน่งสองวาระติดต่อกัน และมิได้พ้นการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรี ตามมาตรา ๔๕ (๑๗) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบมาตรา ๔๘ สัตต แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ ทั้งการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีใหม่เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีคำสั่งไม่รับสมัครผู้ร้องรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรี และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติตามมาตรา ๙๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยผู้ร้องไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๔๘ สัตต วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ และให้ถือว่าผู้ร้องมิได้พ้นการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรี ตามมาตรา ๔๘ ปัญจทศ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาลพุทธศักราช ๒๔๙๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๖ และให้ผู้ร้องมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลกุยบุรีในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งไม่รับคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเนื่องจากขณะนั้นพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ยังมิได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ร้องใช้สิทธิต่อศาลอุทธรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๙วรรคสามกำหนด ดังนั้นเมื่อผู้ร้องต้องใช้สิทธิภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิจารณาวินิจฉัยคดีของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดี (คดีหมายเลขแดงที่ ๓๓๕๘/๒๕๕๑)

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ นายวิชัย ปลั่งศรีสกุล ผู้ฟ้องคดี จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๑๓/๒๕๕๑

อนึ่ง ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ และก่อนยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.๕๖/๒๕๕๑ หมายเลขแดงที่ ฟ.๔๘/๒๕๕๑ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๒๑๙ วรรคสาม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น และมูลคดีเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ อันเป็นวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ อนึ่ง แม้ศาลยุติธรรมโดยศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จะมิได้วินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาของเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบศาลคู่คือ ศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ประกอบกับมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิด เนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ดังนั้นเมื่อศาลยุติธรรมโดยศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้อง (ผู้ฟ้องคดี) ก็เท่ากับเป็นการวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ใอำนาจของศาลปกครองโดยปริยาย

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด แต่ศาลนั้นไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว หากศาลดังกล่าวเห็นว่า คดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย โดยให้นำความในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่นในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ... ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและมาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเอง ก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม

ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีนี้ต่อศาลปกครองสูงสุด แต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๙ ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ในคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกัน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ยังมิได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ร้องใช้สิทธิต่อศาลอุทธรณ์ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๙วรรคสาม กำหนด ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งไม่รับคำร้องกรณีดังกล่าวจึงมิใช่กรณีมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะเหตุว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง อันจะเข้าหลักเกณฑ์การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๑๒ วรรคสอง ได้ ต่อมาเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีนี้ กรณีจึงถือได้ว่าศาลปกครองกลางเป็นศาลแรกที่มีการยื่นฟ้อง หากศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง แต่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางชอบที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสามหรือมาตรา ๑๒ วรรคสอง ดังนั้น การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการของศาลปกครองกลางกรณีนี้จึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงมีคำสั่งว่า การเสนอเรื่องของศาลปกครองกลางไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสองประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่องการพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)

(ลงชื่อ) สบโชค สุขารมณ์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 12 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิชัย ปลั่งศรีสกุล
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2552
#495717
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๒

วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดฝาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสุนา สันคำ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๘/๒๕๕๑ ความว่า สามีของผู้ฟ้องคดีที่ถึงแก่กรรมแล้วเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๖๙ ตำบลสันต้นหมื้อ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ออกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๒ สามีของผู้ฟ้องคดีได้มาโดยการซื้อจากนายอินตา สันติดี เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๒ และผู้ฟ้องคดีและสามีของผู้ฟ้องคดีร่วมกันเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๓๕๑ ตำบลสันต้นหมื้อ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวา ออกเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๒ โดยการรับให้จากนางมยุรี ฟองทอง บุตรของผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๒ ผู้ฟ้องคดีและสามีของผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยตลอดจนกระทั่งปลายปี ๒๕๔๔ มีกลุ่มบุคคลภายในหมู่บ้านเดียวกันกล่าวอ้างว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงดังกล่าว เป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๘๖๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๙ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๑๙๕๙/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลประกอบคำสั่งว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งต่อมาพิจารณายกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี การพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ใช้ดุลพินิจให้มีความเป็นธรรมเป็นกลางแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับฟังว่า กรมแผนที่ทหารยืนยันว่าเป็นหนองน้ำ ทั้งที่ตามหนังสือของกรมแผนที่ทหารแจ้งว่าเป็นหนองน้ำเก่า แต่ได้เกิดการตื้นเขินขึ้นตามธรรมชาติ จึงมีร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวลักษณะคล้ายกับการทำนาข้าว ซึ่งเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่าที่ดินดังกล่าวมีการครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ สอดคล้องกับแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ของที่ดินแปลงเลขที่ ๒๓๕๑ ที่ผู้นำทำการสำรวจแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่ามีการครอบครองต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๔๙๔ และคณะกรรมการสอบสวนไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและสามีของผู้ฟ้องคดีจัดหาพยานบุคคลมาให้ถ้อยคำ พยานบุคคลที่ให้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการจัดการของคณะกรรมการสอบสวนเองทั้งสิ้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยและมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับ เป็นคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับฟังหลักฐานพยานบุคคลของผู้ฟ้องคดีแต่ประการใด เป็นการปฏิบัติหน้าที่และออกคำสั่งโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๑๙๕๙/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และให้คืนสิทธิครอบครองที่ดินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า คำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทั้งสองฉบับชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ทั้งแปลง อันเป็นการต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ประกอบกับคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๘๖๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๙ ได้ทำการสอบสวนแล้วเห็นว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในหนองน้ำสาธารณะ "หนองปู่ป้อม" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณาว่าคดีที่ฟ้องนั้นเป็นคดี ประเภทใดและอยู่ในอำนาจของศาลใดนั้น ต้องพิจารณาจากข้อกล่าวหาที่บรรยายมาในคำฟ้องและคำขอที่ผู้ฟ้องคดีขอมาเป็นหลัก การฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเป็นคดีปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๒๓๓ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวข้องได้ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกคำสั่งที่ ๑๙๕๙/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับของผู้ฟ้องคดีและสามีของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่งตั้งดำเนินการสอบสวนโดยไม่รับฟังพยานบุคคลของผู้ฟ้องคดี และรับฟังพยานหลักฐานขัดกับแผนที่ทหารซึ่งแสดงการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ และใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องเป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๒๓๓ (ที่ถูกมาตรา ๒๒๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึงแม้การวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอยู่ในเขตหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ซึ่งเป็นการพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ตาม ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยก่อนได้เพื่อที่จะสามารถวินิจฉัยประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นประเด็นหลักแห่งคดีต่อไปได้ ทั้งนี้ ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

ศาลจังหวัดฝางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่มีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ดังนี้ แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หรือจะให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อไปหรือเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตหนองน้ำสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๙/๒๕๔๘ และเทียบเคียงคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๓/๒๕๔๘, ๑๔/๒๕๔๙ และ ๑๙/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นข้าราชการ จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๖๙ ซึ่งสามีของผู้ฟ้องคดีที่ถึงแก่กรรมแล้วเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๓๕๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีและสามีของผู้ฟ้องคดีร่วมกันเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ถูกยกอุทธรณ์ ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวมีการครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยและมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับ เป็นคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับฟังหลักฐานพยานบุคคลของผู้ฟ้องคดี เป็นการปฏิบัติหน้าที่และออกคำสั่งโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้คืนสิทธิครอบครองที่ดินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การโต้แย้งว่า คำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวออกทับหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองปู่ป้อม" ทั้งแปลง ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุนา สันคำ ผู้ฟ้องคดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุนา สันคำ
ผู้ถูกฟ้องคดี — ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2552
#497460
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๐/๒๕๕๒

วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดปากพนัง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดปากพนังโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่อง

เขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ นางสาวอุ่นใจ หนูแดง โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลหัวไทร ที่ ๑ นายสุทัศน์ พูลเสน ที่ ๒ นายสมมารถ ปราดจัน ที่ ๓ นายวิเชียร ชุมนุ่น ที่ ๔ นายเสียน เสนปาน ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดปากพนัง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๘๑/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๙๙ เลขที่ดิน ๑๘๘ ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา เมื่อประมาณกลางเดือนเมษายน ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวไทรและในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหัวไทรและในฐานะส่วนตัว และจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖ ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกันกระทำละเมิดบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขุดดินให้เป็นลำเหมืองและทำถนนในที่ดินของโจทก์บริเวณทางด้านทิศใต้และทางทิศตะวันออก คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๒ งาน ๔๕.๓ ตารางวา โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหัวไทรให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ในข้อหาร่วมกันรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ขณะยื่นฟ้องอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งห้าร่วมกันเจรจาไกล่เกลี่ยตามโครงการไกล่เกลี่ยของสถานีตำรวจภูธรหัวไทร จำเลยทั้งห้ารับว่า กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจริงและรับจะดำเนินการปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ แต่เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยทั้งห้าเข้าไปขุดดินเป็นลำเหมืองและทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทางทิศใต้และทิศตะวันออกจริง แต่ก่อนเข้าดำเนินการ โจทก์ได้อุทิศที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่จำเลยทั้งห้าดำเนินการก่อสร้างตามโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งห้ากระทำการตามอำนาจหน้าที่มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดปากพนังเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งห้าแสดงว่า คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ ๑ อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ศาลจึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินนี้เป็นของโจทก์หรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายกันเพียงใด ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๘ มาตรา ๑๓๐๔ มาตรา ๑๓๐๕ และมาตรา ๑๓๐๘ ทั้งนี้มาตรา ๑๒๙๘ ยังกำหนดให้การพิจารณาสิทธิในที่ดินนอกจากจะอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และยังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายอื่นประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของเจ้าของที่ดิน ตลอดจนพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของประชาชน คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลย เพื่อจัดทำบริการสาธารณะในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก โดยการขุดเหมืองส่งน้ำและก่อสร้างถนน ตามมาตรา ๖๗ และมาตรา ๖๘ ประกอบมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ และประเด็นข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับกันแล้วว่า เดิมที่พิพาทเป็นที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่มีประเด็นในคดีนี้ที่จะต้องพิจารณาว่า โจทก์ได้อุทิศที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าย่อมไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องและมีคำขอว่า จำเลยทั้งห้าบุกรุกเข้าไปขุดดินในที่พิพาทให้เป็นลำเหมืองและทำเป็นถนนอันเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง ทำให้โจทก์เสียหาย และขอให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มิใช่คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนประเด็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นการพิจารณาลักษณะของการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายประการหนึ่งนั้นเป็นประเด็นที่จะต้องไปพิจารณาในเนื้อหาของคดีต่อไป คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำละเมิดบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขุดดินให้เป็นลำเหมืองและทำถนนในที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์และจำเลยทั้งห้าร่วมกันเจรจาไกล่เกลี่ยตามโครงการไกล่เกลี่ยของสถานีตำรวจภูธรหัวไทร จำเลยทั้งห้ารับว่า กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจริงและรับจะดำเนินการปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยทั้งห้าเข้าไปขุดดินเป็นลำเหมืองและทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทางทิศใต้และทิศตะวันออกจริง แต่ก่อนเข้าดำเนินการ โจทก์ได้อุทิศที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่จำเลยทั้งห้าดำเนินการก่อสร้างตามโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งห้ากระทำการตามอำนาจหน้าที่มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวอุ่นใจ หนูแดง โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลหัวไทร ที่ ๑ นายสุทัศน์ พูลเสน ที่ ๒ นายสมมารถ ปราดจัน ที่ ๓ นายวิเชียร ชุมนุ่น ที่ ๔ นายเสียน เสนปาน ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุ่นใจ หนูแดง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหัวไทร ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2552
#495716
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๕๒

วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

เรื่อง คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลฎีกา

ระหว่าง

ศาลปกครองสูงสุด

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า เดิม) ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า เดิม) โดยนายบัญญัติ วิสุทธิมรรค พนักงานอัยการผู้รับมอบอำนาจ ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ความว่า กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า เดิม) โจทก์ ยื่นฟ้องนายปัญญา ส่งเจริญ ที่ ๑ นายจำเริญ อัศวเรืองชัย ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๒๘๒/๒๕๓๖ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้รับทุนและลาไปฝึกอบรม ณ ประเทศนอร์เวย์ โดยจำเลยที่ ๑ สัญญาว่าเมื่อเสร็จการฝึกอบรมแล้วจำเลยที่ ๑ จะรับราชการในสังกัดโจทก์เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุน และในกรณีผิดสัญญาจำเลยที่ ๑ จะชดใช้

ทุนให้แก่โจทก์พร้อมเบี้ยปรับเท่ากับทุนที่ต้องชดใช้คืน โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ เดินทางไปฝึกอบรมเป็นเวลา ๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๗ วัน โดยรัฐบาลนอร์เวย์จ่ายเงินให้จำเลยที่ ๑ เป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท จึงได้รับเงินทุนจากรัฐบาลนอร์เวย์จำนวน ๔๗๐,๙๖๗.๗๕ บาท จำเลยที่ ๑ กลับมาปฏิบัติราชการต่อจนถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๒ และได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาออกจากราชการ เพื่อไปประกอบอาชีพอื่น รวมระยะเวลาที่จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติราชการ ๙ ปี ๑ เดือน ๒๔ วัน แต่ได้นำไปหักชดใช้ทุน ก.พ. ที่จำเลยที่ ๑ ได้รับและไปศึกษาอบรมมาแล้วก่อนหน้านั้น จึงไม่มีเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญารับทุนไปฝึกอบรม ณ ประเทศนอร์เวย์ จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้ทุนทั้งหมดพร้อมเบี้ยปรับเป็นเงิน ๙๔๑,๙๓๕.๕๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๑๔๒,๐๙๖.๒๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๔๑,๙๓๕.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๖๒๙/๒๕๓๙ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๕๕๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๗๐๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๕๕/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๒ ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ กลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ และได้ลาออกจากราชการไป รวมเวลารับราชการ ๓ ปี ๕ เดือน ๒๐ วัน โดยขณะกลับเข้ารับราชการนั้น จำเลยที่ ๑ ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๘๙/๒๕๔๔ ว่า ผู้ฟ้องคดีขอกลับเข้ารับราชการ และผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมเจ้าท่าที่ ๗๗๓/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ให้บรรจุผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการ แต่ฝ่ายการเจ้าหน้าที่ สำนักงานเลขานุการกรม เพิกเฉยละเลยไม่ดำเนินการตามที่ผู้ฟ้องคดีขอทำสัญญาผ่อนผันให้นับเวลาที่กลับเข้ารับราชการใหม่เป็นการชดใช้ทุนตามสัญญาของข้าราชการที่ลาไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๕ ที่ผ่อนผันให้นับเวลาที่ขอกลับเข้ารับราชการเป็นระยะเวลาการรับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษา ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัย ซึ่งกระทรวงการคลังแจ้งมติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค ๐๕๐๒/ว ๙๐ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๒.๒ วรรคหนึ่งและวรรคสาม และผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉยไม่จัดให้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งตามที่กำหนดในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จนระยะเวลาล่วงเลยมาสี่ปี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดทำสัญญาผ่อนผันให้นับเวลาที่ขอกลับเข้ารับราชการเป็นระยะเวลาการรับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษา ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัยกับผู้ฟ้องคดี โดยให้มีผลบังคับนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีนับระยะเวลาการรับราชการใหม่เป็นการชดใช้ทุนตามสัญญาผ่อนผัน โดยให้นับตั้งแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการเป็นต้นไป ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการทำสัญญาผ่อนผันให้นับระยะเวลาที่ขอกลับเข้ารับราชการใหม่เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกระทั่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตามสัญญา ตามมติคณะรัฐมนตรี ให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๑๘๓/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ แก้คำพิพากษาของศาลปกครองกลางเป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ข้อ ๒.๒ โดยเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นเงินเดือนที่ได้รับในระหว่างลาศึกษา ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัยให้ครบทั้งจำนวน และเมื่อผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแล้วให้ทำสัญญาผ่อนผันให้นับระยะเวลาขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ (รวมระยะเวลา ๓ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน) เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษา ภายในหกสิบวันนับแต่วันคดีถึงที่สุด คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดจึงขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพราะไม่อาจขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้เต็มจำนวน เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้หักระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนซึ่งมีผลทำให้หนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเกิดความไม่แน่นอนว่าจะบังคับได้เป็นจำนวนเท่าใด ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดและกำหนดแนวทางที่ผู้ร้องจะขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถูกขัดแย้ง โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในปัญหาการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน ดังต่อไปนี้

๑. ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาหรือของศาลปกครองสูงสุด

๒. ผู้ร้องมีสิทธิขอบังคับคดีเต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ เพียงใด

๓. หากผู้ร้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเสียก่อนที่จะขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า

๓.๑ ผู้ร้องจะต้องระบุจำนวนเงินใดลงในสัญญาผ่อนผันเป็นยอดเงินที่จะต้องชดใช้ตามสัญญาเดิม ระหว่างยอดเงินที่กระทรวงการคลังตรวจสอบได้เป็นเงิน ๙๔๑,๙๓๕.๕๐ บาท หรือจำนวนเงินที่ศาลฎีกาพิพากษาคือ ๗๐๖,๐๐๐ บาท

๓.๒ ผู้ร้องจะต้องคำนวณอัตราผ่อนผันให้นายปัญญา ส่งเจริญ วันละเท่าใด เนื่องจากเมื่อทำสัญญาผ่อนผันจะต้องยินยอมรับราชการชดใช้เป็นระยะเวลาสองเท่าของระยะเวลารับราชการที่ยังขาดอยู่ (กล่าวคือ สองเท่าของระยะเวลาที่จะต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นเวลา ๓ ปี ๑๑ เดือน ๔ วัน ซึ่งเท่ากับ ๗ ปี ๑๑ เดือน ๘ วัน)

๓.๓ ในช่วงระยะเวลารับราชการที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ทำสัญญาผ่อนผันเป็นระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนจะคิดดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้หรือไม่

๔. ขณะนี้นายปัญญา ส่งเจริญ ได้ถูกไล่ออกจากราชการไปเมื่อปี ๒๕๔๔ และไม่มาทำสัญญาผ่อนผัน ทำให้ผู้ร้องไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดได้ ผู้ร้องจะมีสิทธิบังคับคดีเต็มจำนวนตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่

เลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๗ วรรคหนึ่ง แจ้งให้นายปัญญา ส่งเจริญ และนายจำเริญ อัศวเรืองชัย ซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทำคำชี้แจงภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

นายปัญญา ส่งเจริญ ยื่นคำชี้แจงลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ ว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีความชัดเจนนำไปปฏิบัติได้โดยผู้ร้องในฐานะหน่วยราชการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ผู้ร้องไม่ยอมส่งร่างสัญญาผ่อนผันให้พิจารณา จึงไม่อาจดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด และควรพิจารณาถึงความยุติธรรมด้วยว่า การรับทุนเป็นระยะเวลา ๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๖ วัน เป็นทุนของรัฐบาลอื่นมิใช่ทุนของรัฐบาลไทย แต่กลับต้องชดใช้ทุนถึง ๗ ปี ๑๑ เดือน ๘ วัน และหากปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแล้วทำให้ระยะเวลาที่จะต้องชดใช้ทุนตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นลดลงไป ๓ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน เกณฑ์ในการคำนวณค่าปรับหรือเงินที่ต้องชดใช้ที่อาจเกิดขึ้นควรถือเอาอัตราส่วนของระยะเวลาที่เหลือกับระยะเวลาที่ต้องชดใช้ทั้งหมด ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นหลักให้ผู้ร้องปฏิบัติต่อไป

นายจำเริญ อัศวเรืองชัย ไม่ยื่นคำชี้แจง

ผู้ร้องแถลงส่งเอกสารเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ กรณีที่ผู้ร้องได้มีหนังสือที่ คค ๐๓๐๕/๓๙๔๕ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีมาทำสัญญาผ่อนผันตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และได้มีหนังสือที่ คค ๐๓๐๕/๙ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าตัวอย่างสัญญาเป็นไปตามเอกสารแนบท้ายหนังสือกระทรวงการคลังที่ คค ๐๕๐๒/ว ๙๐ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทราบดีแล้วและให้มาทำสัญญาภายใน ๗ วัน นับแต่ได้รับหนังสือ และกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีต่อศาลปกครองกลาง ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งศาลปกครองกลางเห็นว่า ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชนะคดีโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาผ่อนผันให้นับระยะเวลาขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษา ผู้ถูกฟ้องคดีจะมาขอหมายบังคับคดีไม่ได้ คงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีจะเป็นผู้ขอหมายบังคับคดีเท่านั้น ส่วนในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามข้อ ๒.๒ ของมติคณะรัฐมนตรี โดยเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นเงินเดือนที่ได้รับในระหว่างลาศึกษา ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัยให้ครบทั้งจำนวน และผู้ฟ้องคดีเพิกเฉยไม่ชำระหนี้นั้น เป็นเรื่องที่มีการฟ้องคดีที่ศาลยุติธรรมและมีคำพิพากษาของศาลยุติธรรมในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องไปขอออกหมายบังคับคดีที่ศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางไม่อาจออกหมายบังคับคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำขอเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๒

นายปัญญา ส่งเจริญ ยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ ว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดบังคับผู้ร้องทำสัญญาผ่อนผันโดยให้นับระยะเวลาที่ขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ (รวมระยะเวลา ๓ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน) เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุน มิได้ให้สิทธิผู้ร้องบังคับให้ทำสัญญาเกินกว่าระยะเวลาที่ระบุไว้ในคำพิพากษา และเมื่อทำสัญญาผ่อนผันแล้วย่อมมีผลย้อนหลังทันทีและถือว่าได้รับราชการครบถ้วนตามสัญญาผ่อนผันดังกล่าวแล้วโดยไม่จำต้องมีผู้ค้ำประกัน การที่ผู้ร้องให้ทำสัญญาผ่อนผันตามมติของคณะรัฐมนตรีเป็นสองเท่าของระยะเวลารับราชการชดใช้ทุน คือ ๗ ปี ๑๐ เดือน ๘ วัน ซึ่งเมื่อหักกับระยะเวลาที่ได้รับราชการมาแล้วยังคงเหลือระยะเวลาอีก ๔ ปี ๔ เดือน ๒๑ วัน และต้องให้มีผู้ค้ำประกันด้วยจึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ตามหลักเกณฑ์การผ่อนผันให้นับระยะเวลาที่ขอกลับเข้ารับราชการในข้อที่ ๓ กำหนดให้ระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาผ่อนผันจะต้องไม่เกินเวลาที่ข้าราชการ ผู้นั้นครบเกษียณอายุราชการ ซึ่งในวันที่ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งมานั้นคงเหลือเวลารับราชการไม่เกิน ๓ ปี

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คู่ความที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด"

กรณีนี้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า เดิม) ผู้ร้อง ฟ้องนายปัญญา ส่งเจริญ ที่ ๑ นายจำเริญ อัศวเรืองชัย ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลยุติธรรมจนคดีถึงที่สุดในศาลฎีกา ส่วนนายปัญญาฟ้องผู้ร้องต่อศาลปกครองจนคดีถึงที่สุดในศาลปกครองสูงสุด โดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด ในคดีทั้งสองมีมูลความแห่งคดีมาจากสัญญารับทุนไปฝึกอบรม ณ ประเทศนอร์เวย์ของนายปัญญา โดยศาลยุติธรรมพิพากษาให้นายปัญญาชดใช้ทุนตามสัญญารับทุนไปฝึกอบรม ณ ประเทศนอร์เวย์ หากไม่ชำระให้นายจำเริญชดใช้แทน ส่วนศาลปกครองพิพากษาให้ผู้ร้องเรียกให้นายปัญญาชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นเงินเดือนที่ได้รับในระหว่างลาศึกษา ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัยให้ครบทั้งจำนวน แล้วให้ทำสัญญาผ่อนผันให้นับระยะเวลาที่นายปัญญาขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญารับทุนไปฝึกอบรม ณ ประเทศนอร์เวย์ดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันคดีถึงที่สุด คำพิพากษาของทั้งสองศาลจึงต่างพิพากษาเกี่ยวกับการบังคับให้นายปัญญาและนายจำเริญชดใช้ทุนตามสัญญารับทุนไปฝึกอบรม ณ ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจบังคับหรือปฏิบัติการชำระหนี้ได้ถูกต้อง จึงเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ และถือได้ว่าเป็นกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ชอบที่คู่ความจะยื่นคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยตามมาตรานี้ได้ แม้ว่าผู้ร้องจะยื่นคำร้องเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลปกครองซึ่งพิพากษาภายหลังถึงที่สุด แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด เมื่อปรากฏว่าคู่ความยังคงไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการสมควรรับคำร้องนี้ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๔

การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้นายปัญญาชำระเงิน ๗๐๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้ร้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ข้อ ๒.๒ โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาผ่อนผันให้นับระยะเวลาที่นายปัญญาขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษา เมื่อนายปัญญาชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นเงินเดือน ซึ่งได้รับในระหว่างลาศึกษา ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัยครบทั้งจำนวนแล้วนั้น กรณีจึงต้องพิจารณาว่าคู่ความต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของทั้งสองศาลอย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีที่นายปัญญา ยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลปกครองนั้น ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้นายปัญญาเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้นับระยะเวลาที่ขอกลับเข้ารับราชการเป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษาได้ แต่การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นหน้าที่ของนายปัญญาและผู้ร้องที่จะต้องปฏิบัติการทำสัญญาผ่อนผันต่อกันเสียก่อนด้วย จึงจะมีผลให้ถือว่าระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษาอันจะนำไปหักกับหนี้ตาม คำพิพากษาของศาลฎีกาได้ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการทำสัญญาผ่อนผัน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อให้การปฏิบัติตามคำพิพากษาของทั้งสองศาลเป็นไปได้ จึงเห็นสมควรให้ผู้ร้องบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก่อน ต่อเมื่อได้มีการทำสัญญาผ่อนผันตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจึงให้นับระยะเวลาที่นายปัญญาขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ (รวมระยะเวลา ๓ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน) เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญา ลาศึกษา โดยให้คำนวณระยะเวลาดังกล่าวเป็นจำนวนเงินตามสัญญาผ่อนผันแล้วนำไปหักกับหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและบังคับคดีในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาส่วนที่เหลือต่อไป และเมื่อได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ผู้ร้องบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก่อนดังกล่าวแล้ว ปัญหาว่าผู้ร้องจะต้องทำสัญญาผ่อนผันตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีของศาลปกครอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันระหว่างศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (กรมเจ้าท่า เดิม) ผู้ร้อง บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก่อน เมื่อได้มีการทำสัญญาผ่อนผันตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแล้ว จึงให้นับระยะเวลาที่นายปัญญา ส่งเจริญ ขอกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ (รวมระยะเวลา ๓ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน) เป็นระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาลาศึกษาด้วย โดยให้คำนวณระยะเวลาดังกล่าวเป็นจำนวนเงินตามสัญญาผ่อนผันแล้วนำไปหักกับหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและบังคับคดีในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาส่วนที่เหลือต่อไป

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายสบโชค สุขารมณ์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 14
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี (กรมเจ้าท่าเดิม) โดย
นายบัญญัติ วิสุทธิมรรค พนักงานอัยการ ผู้รับมอบอำนาจ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2552
#418366
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 คำว่า "ท้องที่" จำกัดเฉพาะอำเภอ กิ่งอำเภอหรือท้องที่ของอำเภอและหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันเท่านั้น ไม่รวมถึงจังหวัด หากข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ได้เช่าบ้านในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น มีสิทธินำหลักฐานในการชำระค่าเช่าซื้อมาเบิกค่าเช่าบ้านได้หากตนเองได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น และต่อมาหากได้รับแต่งตั้งให้รับราชการในท้องที่อื่นซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน ก็ยังนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 70,516.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 66,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,516.93 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,300 บาทนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...การเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการ ข้อ 4 ในระเบียบนี้ "ท้องที่" หมายความว่า อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอ และหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกัน

ข้อ 6 ภายใต้บังคับข้อ 14 และข้อ 15 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านเท่าที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่อย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายระเบียบนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้น... (2) มีเคหสถานของตนเองหรือของสามีหรือภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำใหม่ ฯลฯ

ข้อ 14 กรณีที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายระเบียบนี้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ตนเอง และสามีหรือภริยา ได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้ เพื่อชำระราคาบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น ฯลฯ

ข้อ 15 ในกรณีที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งใช้สิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านตามข้อ 14 และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ไปรับราชการในท้องที่อื่นซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

ตามระเบียบแสดงว่า คำว่า "ท้องที่" จำกัดเฉพาะอำเภอกิ่งอำเภอหรือท้องที่ของอำเภอและหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันเท่านั้น ไม่รวมถึงจังหวัดที่โจทก์ฎีกา หากข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ได้เช่าซื้อบ้านในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อมาเบิกค่าเช่าบ้านได้หากตนเองได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น และต่อมาหากได้รับแต่งตั้งให้รับราชการในท้องที่อื่นซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน ก็ยังนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้เช่นกัน การที่จำเลยย้ายจากอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นที่เริ่มรับราชการครั้งแรกไปประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการย้ายไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ จำเลยจึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 6 ต่อมาจำเลยเช่าซื้อห้องชุดอาคารราชธานีแมนชั่น เลขที่ 113/149 ในท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา และนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อห้องชุดมาเบิกค่าเช่าบ้าน ก็เป็นการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามความในข้อ 14 ของระเบียบ ต่อมาจำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 2 ในท้องที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 1 ในท้องที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามความในข้อ 15 ของระเบียบ แม้จำเลยจะเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ ธ.19/3 ของตนเองก็ตาม ก็หามีผลกระทบต่อสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยแต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 2 ในท้องที่อำเภออุทัยซึ่งเป็นคนละท้องที่กับบ้านเลขที่ ธ.19/3 ตั้งอยู่ก่อนแล้วกรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเคหสถานของตนเองหรือของสามีหรือภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำใหม่ตามความในข้อ 6 (2) ของระเบียบ และในทำนองเดียวกันการที่จำเลยย้ายจากอำเภออุทัยไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 1 ในท้องที่อำเภอบางปะอิน ซึ่งก็เป็นคนละท้องที่กับบ้านเลขที่ ธ.19/3 ตั้งอยู่ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเคหสถานของตนเองหรือของสามีหรือภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำใหม่ตามความในข้อ 6 (2) ของระเบียบเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยชอบด้วยระเบียกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2528 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อย กับพวก
จำเลย — นายวรวุฒิหรือธีระวัฒน์ วัชรศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นางดวงสมร มนตรีกุล ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2552
#499866
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 ข้อ 4 คำว่า "ท้องที่" จำกัดเฉพาะอำเภอ กิ่งอำเภอหรือท้องที่ของอำเภอและหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันเท่านั้น ไม่รวมถึงจังหวัดเดียวกัน การย้ายไปประจำสำนักงานต่างสำนักงาน แม้อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ก็มิใช่ท้องที่เดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 จำเลยย้ายมารับราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลธนูโจทก์ที่ 2 โดยปี 2537 จำเลยเช่าซื้อห้องชุดอาคารราชธานีแมนชั่น เลขที่ 113/149 และเบิกค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,950 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังเช่าที่ดินวัดโพธิ์ (ร้าง) จากกรมการศาสนาปลูกสร้างบ้านเลขที่ ธ. 19/3 และวันที่ 18 สิงหาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางสาวจารุวรรณ ซึ่งเป็นเจ้าบ้านในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ ธ. 19/3 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยย้ายมารับราชการที่โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 รวมเป็นเงิน 47,775 บาท และไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 รวมเป็นเงิน 18,525 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 66,300 บาท คิดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,216.93 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 70,516.93 บาท จำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการปี 2544 เพราะเบิกค่าเช่าบ้านเท็จ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 70,516.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 66,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า เดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ ธ.19/3 ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา แต่โจทก์ที่ 2 อยู่ในท้องที่อำเภออุทัย และโจทก์ที่ 1 อยู่ในท้องที่อำเภอบางปะอิน ซึ่งเป็นคนละท้องที่กัน จำเลยมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,516.93 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,300 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยสมรสกับนางสาวจารุวรรณ ที่บ้านเลขที่ ธ. 19/3 และพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2539 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนั้นจำเลยยังรับราชการอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือได้ว่าจำเลยมีบ้านของตนเองหรือของภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำแห่งใหม่คืออำเภอพระนครศรีอยุธยาต้องด้วยข้อยกเว้นข้อ 6 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 สิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยจึงระงับไปตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2539 แล้วนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ฟังว่า จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ ธ. 19/3 ของตนเองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นรับราชการครั้งแรกประจำองค์กรบริหารส่วนจังหวัดอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านวันที่ 1 มีนาคม 2534 จำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน วันที่ 15 มีนาคม 2537 จำเลยเช่าซื้อห้องชุดอาคารราชธานีแมนชั่น เลขที่ 113/149 ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยาและเบิกค่าเช่าบ้าน ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2539 จำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 2 ในท้องที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ ธ. 19/3 ของตนเอง ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 1 ในท้องที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยเบิกค่าเช่าบ้านระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 เห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 ข้อ 4 ในระเบียบนี้ "ท้องที่" หมายความว่า อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอ และหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกัน

ข้อ 6 ภายใต้บังคับข้อ 14 และข้อ 15 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้ใดได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านเท่าที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่อย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายระเบียบนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้น...(2) มีเคหสถานของตนเองหรือของสามีหรือภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำใหม่ ฯลฯ

ข้อ 14 กรณีที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายระเบียบนี้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ตนเอง และสามีหรือภริยาได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้ เพื่อชำระราคาบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น ฯลฯ

ข้อ 15 ในกรณีที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งใช้สิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านตามข้อ 14 และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ไปรับราชการในท้องที่อื่นซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ ให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

ตามระเบียบดังกล่าวแสดงว่า คำว่า "ท้องที่" จำกัดเฉพาะอำเภอ กิ่งอำเภอหรือท้องที่ของอำเภอและหรือกิ่งอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันเท่านั้น ไม่รวมถึงจังหวัดดังที่โจทก์ฎีกา หากข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ได้เช่าซื้อบ้านในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อมาเบิกค่าเช่าบ้านได้หากตนเองได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น และต่อมาหากได้รับแต่งตั้งให้รับราชการในท้องที่อื่นซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน ก็ยังนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้เช่นกัน การที่จำเลยย้ายจากอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นที่เริ่มรับราชการครั้งแรกไปประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 นั้น เป็นการย้ายไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่จำเลยจึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 6 ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2537 จำเลยเช่าซื้อห้องชุดอาคารราชธานีแมนชั่น เลขที่ 113/149 ในท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา และนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อห้องชุดดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เป็นต้นมา ก็เป็นการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามความในข้อ 14 ของระเบียบดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 2 ในท้องที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 1 ในท้องที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามความในข้อ 15 ของระเบียบดังกล่าว แม้จำเลยจะเข้าอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ ธ. 19/3 ของตนเองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ก็ตาม ก็หามีผลกระทบต่อสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 2 ในท้องที่อำเภออุทัยซึ่งเป็นคนละท้องที่กับบ้านเลขที่ ธ. 19/3 ตั้งอยู่ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 ก่อนแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเคหสถานของตนเองหรือของสามีหรือภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำใหม่ตามความในข้อ 6 (2) ของระเบียบดังกล่าว และในทำนองเดียวกัน การที่จำเลยย้ายจากอำเภออุทัยไปประจำสำนักงานโจทก์ที่ 1 ในท้องที่อำเภอบางปะอินตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งก็เป็นคนละท้องที่กับบ้านเลขที่ ธ. 19/3 ตั้งอยู่ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเคหสถานของตนเองหรือของสามีหรือภริยาที่พออาศัยอยู่ร่วมกันได้ในท้องที่ที่ไปประจำใหม่ตามความในข้อ 6 (2) ของระเบียบดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลแทนจำเลยรวม 4,000 บาทนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยว่าความเองในศาลชั้นต้นจึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดค่าทนายความให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองใช้แทนจำเลยในศาลชั้นต้นด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อย กับพวก
จำเลย — นายวรวุฒิหรือธีรวัฒน์ วัชระศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 18/2552
#420350
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๒

วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแขวงอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงอุบลราชธานีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ นางทองคำ สุทธิธนานนท์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ บุญประจง โจทก์ ยื่นฟ้อง นางถนอม ทวีวรรณ ที่ ๑ นางจันหอม วิเศษหวาน ที่ ๒ นายเด่นชัย ทวีวรรณ ที่ ๓ จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๙๗/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๑๗๙ ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ซึ่งทางราชการออกเอกสารสิทธิให้เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ ซึ่งโจทก์ได้ที่ดินมาโดยการครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ โจทก์นำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่พบว่าทางราชการได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงที่ ๘ ถึง ๑๐ กลุ่มที่ ๑๗๑๘ ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่จำเลยทั้งสามเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. ของโจทก์ทั้งหมด โจทก์คัดค้านการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยทั้งสามแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๑๗๙ ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ ๑๘ ไร่ และขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยทั้งสามในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสามได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์สืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งจำเลยทั้งสามเพียงครอบครองทำกินอย่างเจ้าของมานานจนเข้าหลักเกณฑ์ที่จะยื่นขอให้ออกเอกสารดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องว่ากล่าวกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ ไม่ใช่จำเลย และจะต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรม เทียบได้กับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๖/๒๕๔๗ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

ศาลแขวงอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ ทางราชการได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่จำเลยทั้งสาม โดยออกทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. ของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินแปลงที่ทางราชการออกให้แก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นที่ดินแปลงที่จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองและทำประโยชน์สืบเนื่องมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนเข้าหลักเกณฑ์ที่จะนำไปยื่นเพื่อขอออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ได้ ต่อมาทางราชการได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่จำเลยทั้งสาม ดังนั้น ในการจะพิจารณาว่าการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของทางราชการให้แก่จำเลยทั้งสามทับซ้อนที่ดินของโจทก์หรือไม่ จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเสียก่อน ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญในข้อหาแห่งคดี ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวนั้นในชั้นนี้ยังไม่เกี่ยวกับการกระทำทางปกครอง ดังนั้นคดีนี้ จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า สิทธิของโจทก์ตาม น.ส. ๓ ข. และสิทธิของจำเลยทั้งสามตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นสิทธิที่ต่างกัน คือสิทธิของโจทก์เป็นสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ส่วนเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลย มิใช่หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่เป็นเพียงหลักฐานแสดงการอนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นโต้แย้งสิทธิในที่ดิน และโดยที่มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ บัญญัติให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่วนการได้สิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินของเกษตรกรนั้น เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๖ ที่กำหนดให้เกษตรกรผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในระเบียบฯ มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินได้ และเมื่อเกษตรกรรายใดได้รับการคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปแล้ว ข้อ ๘ ของระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วย การออก แก้ไขเพิ่มเติม เพิกถอนและออกใบแทนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ และหากต่อมาปรากฏว่าหนังสืออนุญาตออกโดยผิดพลาด ข้อ ๑๐ (๒) ของระเบียบเดียวกัน กำหนดให้เป็นอำนาจของปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้เพิกถอนหนังสืออนุญาต ฉะนั้นการออกหนังสือ ส.ป.ก ๔-๐๑ จึงเป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามคำนิยามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าที่ดินที่ทางราชการได้ออกหนังสือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงเลขที่ ๘ ถึง ๑๐ ให้แก่จำเลยทั้งสาม ทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๑๗๙ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว กับขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า เนื้อหาแห่งคดีจึงเป็นการฟ้องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเป็นคู่กรณีในคดีได้ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๗๘ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ และมาตรา ๕๗ (๓) (ข) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และเมื่อการออกหนังสือ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์และได้มาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แก่จำเลยทั้งสาม เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับ ศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ..." และมาตรา ๑๗ วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการในการออกข้อบังคับ ซึ่งตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับการยื่นคำร้องและการเสนอเรื่อง ข้อ ๑๒ บัญญัติว่า "คำร้องต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ และอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ ... (๓) เหตุแห่งการยื่นคำร้อง โดยระบุถึงศาลที่รับฟ้อง ศาลที่อ้างว่ามีเขตอำนาจ คำพิพากษาหรือคำสั่งหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ของศาลที่เป็นเหตุให้ต้องยื่นคำร้อง (๔) คำขอให้ศาลหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี มีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุน ..." และในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัย ข้อ ๒๘ บัญญัติว่า "หากคำร้องที่ยื่นไว้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ... คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียก็ได้" และข้อ ๒๙ บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ คณะกรรมการจะสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความก็ได้ ... (๒) การส่งเรื่องให้คณะกรรมการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ ..."

คดีนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า คำร้องขอให้วินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลของจำเลยทั้งสามเป็นคำร้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๒ หรือไม่ เห็นว่า แม้คำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยเป็นคำร้องที่ไม่ชัดเจนและไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับฯ ข้อ ๑๒ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงอุบลราชธานีวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง อันมีลักษณะเป็นคำขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ โดยจัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ ตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ เมื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าวร่วมกับคำให้การของจำเลยที่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรม ประกอบกับรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงอุบลราชธานี ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แสดงให้เห็นว่า คู่ความทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับเหตุแห่งการยื่นคำร้องในกรณีนี้ของจำเลย ดังนั้นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่อนุโลมได้ว่าเป็นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการจึงรับเรื่องไว้พิจารณาได้

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง" คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า ได้รับความความเสียหายกรณี ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยทั้งสาม ซึ่งทางราชการออกให้เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. ของโจทก์ทั้งหมด ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. ของโจทก์ และขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยทั้งสามในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสามได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์สืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งจำเลยทั้งสามครอบครองทำกินอย่างเจ้าของมานานจนเข้าหลักเกณฑ์ที่จะยื่นขอให้ออกเอกสารดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องว่ากล่าวกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ ไม่ใช่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. ของโจทก์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางทองคำ สุทธิธนานนท์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ บุญประจง โจทก์ นางถนอม ทวีวรรณ ที่ ๑ นางจันหอม วิเศษหวาน ที่ ๒ นายเด่นชัย ทวีวรรณ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 223 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองคำ สุทธิธนานนท์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายอินทร์ บุญประจง
จำเลย — นางถนอม ทวีวรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2552
#417311
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๗/๒๕๕๒

วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

เรื่อง การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเชียงราย

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงรายโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ โดยศาลจังหวัดเชียงรายไม่ได้ส่งความเห็นไปให้ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่จำเลยร้องว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจจัดทำความเห็น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๐ นายเทอดศักดิ์ อดุลวัฒนธรรม โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ที่ ๓ นายอำเภอเมืองเชียงราย ที่ ๔ นายบุญส่ง อุโมงค์ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงราย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๕/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินซึ่งโจทก์ใช้ประกอบกิจการพาณิชย์และบริการชื่อโรงแรมบ้านสวนริเวอร์วิวรีสอร์ท ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยซื้อที่ดินจากบุคคลที่เข้าทำประโยชน์ครอบครองติดต่อกันมาไม่ขาดสายและปลูกสร้างบ้านมาหลายชั่วอายุคน ทางราชการได้ออกบ้านเลขที่พักอาศัยเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๕ ได้กระทำการอันเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เสนอโครงการอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ ๔ ว่า ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวมีมติให้กันที่ดินบางส่วนของโจทก์เป็นที่สาธารณะของหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ประชาชนได้ใช้สอยร่วมกันโดยแจ้งให้จำเลยที่ ๔ ดำเนินการเสนอขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ในบริเวณที่โจทก์ขุดเป็นบ่ออเนกประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคและบริโภค ทั้งที่เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ กรมชลประทานยังยอมรับสิทธิของโจทก์ ขอความยินยอมโจทก์ในการก่อสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วมโดยใช้ตลิ่งที่ดินของโจทก์วางหินเป็นคันกันน้ำท่วมพื้นที่ตำบลสันทราย นอกจากนี้ศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ มส. ๕๐๖/๒๕๔๘ พิพากษาให้จำเลยที่ ๕ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ กรณียุยงส่งเสริมให้ชาวบ้านบุกรุกที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ อนึ่ง จำเลยที่ ๔ ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๕ นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินในหมู่บ้านโป่งสลี หมู่ที่ ๓ ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ในการรังวัดที่ดินดังกล่าวได้รังวัดรุกล้ำเข้าไปที่ดินของโจทก์แปลงที่หนึ่ง คิดเป็นเนื้อที่ ๓ งาน ๙๔ ตารางวา และรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แปลงที่สองบางส่วน คิดเป็นเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๘๕ ตารางวา ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้ประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ เรื่องออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และมีหนังสือลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๗ แจ้งประกาศดังกล่าวให้โจทก์ทราบว่าทำการรังวัดที่ดินเรียบร้อยแล้ว และจะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงต่อไป หากจะคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้คัดค้านภายในกำหนดระยะเวลา โจทก์จึงมีคำขอลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๗ คัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าจะเป็นคำขอ คำสั่ง การนำชี้และรังวัดที่ดิน รวมทั้งประกาศว่าที่ดินบางส่วนของโจทก์เป็นที่สาธารณะหมู่บ้าน เป็นการโต้แย้งสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ และเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการจงใจของจำเลยที่ ๕ ในการเลือกปฏิบัติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันยกเลิกแผนที่พิพาท และแก้ไขให้โจทก์กลับสู่สถานะเดิมก่อนที่มีการนำชี้และรังวัดที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของบ้านและที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี การที่ทางราชการได้ออกทะเบียนบ้านให้มิใช่การให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ ๕ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ ๕ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ มิได้หมายความว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองที่จะใช้อ้างกับรัฐได้ ทั้งการที่กรมชลประทานให้โจทก์ทำหนังสือยินยอมก็มิได้หมายความว่าเป็นการให้สิทธิครอบครองในที่ดินแก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๐ และคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ว่า ภายหลังจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง โจทก์ในคดีนี้ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าต่อศาลปกครองเชียงใหม่ด้วย แต่ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม โจทก์อุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๒๐๐/๒๕๕๑ ให้ศาลปกครองเชียงใหม่รับฟ้องเฉพาะประเด็นที่ผู้ฟ้องคดี (โจทก์ในคดีนี้) มีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งจำเลยทั้งห้าเห็นว่าประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้และในคดีปกครองดังกล่าวเป็นเรื่องเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

โจทก์ยื่นฟ้องคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกับคดีนี้ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีส่งคืนการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดิน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๗/๒๕๕๐

ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย ทั้งเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องเฉพาะประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา เนื่องจากการที่ผู้ใหญ่บ้านฯ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ นำเสาคอนกรีตบางส่วนมาปักไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมิได้มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว อาจเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายได้ และเป็นการขอให้ศาลปกครองมีคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันจึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่

ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าเพื่อให้เพิกถอนแผนที่พิพาทที่จำเลยที่ ๕ นำชี้โดยไม่สุจริตและเป็นโมฆะ เพราะที่ดินไม่เป็นที่ดินที่จะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ให้จำเลยทั้งห้าดำเนินการแก้ไขให้โจทก์กลับสู่สถานะเดิม ซึ่งการจะวินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องจะต้องได้ความว่าที่ดินที่จำเลยทั้งห้านำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเป็นที่ดินของโจทก์หรือของรัฐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งจะต้องวินิจฉัยโดยศาลยุติธรรม ที่ศาลปกครองสูงสุดให้ศาลปกครองเชียงใหม่รับพิจารณาเฉพาะรั้วแนวเขตที่ดินเท่านั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยคดีให้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะประเด็นหลักแห่งคดีเป็นการวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นของบุคคลใดเป็นสำคัญ แม้โจทก์แถลงยืนยันว่าโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบ ไม่ได้ฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีดังกล่าวมาแล้ว จึงเห็นว่าคดีนี้สมควรให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้พิจารณาชี้ขาดอีกครั้ง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ถ้าคู่ความหรือศาลเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง ให้นำความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ... (๓) ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ... ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายและศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกัน และจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลต่อศาลจังหวัดเชียงรายว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม แต่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง แม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งให้ศาลปกครองเชียงใหม่รับฟ้องประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเสาคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา แต่การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีนี้ ศาลจังหวัดเชียงรายจะต้องดำเนินการตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติไว้ กล่าวคือ ศาลจังหวัดเชียงรายต้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว แล้วจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่จำเลยทั้งห้าร้องว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจจัดทำความเห็นโดยเร็ว ถ้าศาลจังหวัดเชียงรายและศาลปกครอง มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลจังหวัดเชียงรายจึงจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้ การส่งเรื่องให้คณะกรรมการของศาลจังหวัดเชียงรายจึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)

จึงมีคำสั่งว่า การเสนอเรื่องของศาลจังหวัดเชียงรายไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 12 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคหนึ่ง (3)
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทอดศักดิ์ อดุลวัฒนธรรม
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2552
#501317
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมที่ 1 ขับรถแซงรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าเข้าไปในช่องเดินรถสวนในขณะที่ บ. ขับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์และ ล. ขับรถยนต์กระบะแล่นสวนทางมาในระยะใกล้ โดยไม่รอให้รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์และรถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 และ ล. ขับแล่นผ่านไปก่อนถึงแม้รถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับไม่ได้ชนกับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ แต่หากจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ขับรถแซงเข้าไปในช่องเดินรถสวนในระยะใกล้เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุที่ทำให้ บ. จำต้องขับรถหลบไปด้านซ้ายของถนนเพื่อไม่ให้รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ถูกชน การที่รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หลบรถจำเลยร่วมที่ 1 แล้วพลิกคว่ำ จึงเป็นผลมาจากการที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับรถแซงเข้ามาในช่องเดินรถสวนโดยตรง จำเลยร่วมที่ 1 จึงเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท

รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิมได้ในวงเงิน 1,200,000 บาท โจทก์จึงมีหน้าที่จัดการซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ให้ผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าซ่อมจำนวนดังกล่าวจากจำเลยร่วมที่ 1 การที่โจทก์พิจารณาจ่ายค่าเสียหายตามทุนประกัน 2,200,000 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันแทนการซ่อมรถให้ผู้เอาประกันเป็นเรื่องที่โจทก์และผู้เอาประกันตกลงกันเองที่ขัดกับหลักปฏิบัติของโจทก์ในกรณีที่รถเอาประกันสามารถซ่อมได้ทางโจทก์จะไม่คืนทุนประกันให้ลูกค้า จึงไม่อาจนำมาเรียกร้องให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ จำเลยร่วมที่ 1 คงรับผิดต่อโจทก์ตามความเสียหายที่แท้จริงที่โจทก์จะต้องจ่ายไปในการซ่อมรถให้ผู้เอาประกันภัยในวงเงิน 1,200,000 บาท

โจทก์นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากบริษัท ก. ออกขายเพื่อให้ได้เงินมาชดเชยค่าเสียหายตามทุนประกันที่โจทก์ได้จ่ายไปในส่วนที่ยังขาดอยู่ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 1 ที่มีต่อโจทก์จะนำมาหักออกจากค่าซ่อมที่จำเลยร่วมที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ไม่ได้ จำเลยร่วมที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ษ-1410 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทกู๊ดลัคโปรดักท์จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร ผู้มีชื่อขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังล้ำเข้าไปในทางเดินรถซึ่งแล่นสวนทางมา ซึ่งขณะนั้นรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นอยู่ในช่องเดินรถสวนดังกล่าวพอดี จึงเป็นเหตุให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร เฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,323,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความกับโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีหมายเรียกนางสาวสมศรี มาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และบริษัทพิมลพร จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ไม่ใช่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2539 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยร่วมที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร พาบุตรของจำเลยที่ 1 ไปหาแพทย์ที่คลินิก ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยร่วมที่ 1 ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวจากมหาชัยเมืองใหม่มาตามถนนเอกชัยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสมุทรสาคร ใช้ความเร็วประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขับด้วยความระมัดระวัง ระหว่างที่ขับรถกลับ จำเลยร่วมที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์ชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายไม่เกิน 500,000 บาท และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,717,519 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยร่วมที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 717,519 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

จำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ป้ายแดงซึ่งภายหลังได้หมายเลขทะเบียน 6 ษ-1410 กรุงเทพมหานครไว้จากบริษัทกู๊ดลัคโปรดักท์ จำกัด วันเกิดเหตุนายบุญธรรม ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนเอกชัยจากตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร นายลือชัย ขับรถยนต์กระบะหมายเลยทะเบียน บ-4134 สมุทรสาคร ตามหลังรถยนต์ซึ่งโจทก์รับประกันภัย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยร่วมที่ 1 ได้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร แซงรถยนต์บรรทุกหกล้อขึ้นไปในช่องเดินรถสวน นายบุญธรรมซึ่งขับรถมาในช่องเดินรถสวนได้ขับหลบรถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับไปทางด้านซ้ายของขอบทาง แล้วพยายามขับรถขึ้นมาบนถนนทำให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้พลิกคว่ำได้รับความเสียหาย ส่วนรถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับได้แล่นไปชนกับรถยนต์กระบะคันที่นายลือชัยขับ ซึ่งแล่นมาในช่องเดินรถสวนได้รับความเสียหายทั้งสองคัน

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 ว่าจำเลยร่วมที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับรถยนต์กระบะแซงรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าขึ้นไปในช่องเดินรถสวน จำเลยร่วมที่ 1 มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ขับรถแซงในที่คับขันหรือไม่แซงในขณะที่มีรถยนต์แล่นสวนทาง ที่จำเลยร่วมที่ 1 เบิกความว่า ก่อนจำเลยร่วมที่ 1 ขับรถแซงรถยนต์บรรทุกหกล้อได้ดูดีแล้ว ไม่เห็นมีรถสวนทางมาในช่องเดินรถสวน จึงขับรถแซงรถยนต์บรรทุกหกล้อขึ้นไปในช่องเดินสวนนั้น กลับได้ความจากคำเบิกความของนายลือชัย พยานจำเลยร่วมที่1 ว่า เมื่อนายลือชัยขับรถยนต์กระบะมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุเห็นจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งขับรถสวนทางมาแซงรถซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าเข้ามาในช่องเดินรถของนายลือชัย รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ได้หลบรถจำเลยร่วมที่ 1 ไปทางซ้ายแล้วเกิดพลิกคว่ำ รถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับจึงได้แล่นมาชนกับรถคันที่นายลือชัยขับได้รับความเสียหายทั้งสองคันไปจอดอยู่ข้างทาง นายลือชัยประสบเหตุการณ์ด้วยตนเองและรถคันที่นายลือชัยขับยังถูกรถจำเลยร่วมที่ 1 แล่นมาชนอีกด้วย คำเบิกความของนายลือชัยจึงสมเหตุผลน่าเชื่อยิ่งกว่าคำเบิกความของจำเลยร่วมที่ 1 ทั้งคำเบิกความของนายลือชัยดังกล่าวยังเจือสมกับคำเบิกความของนายบุญธรรมคนขับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ น่าเชื่อว่า จำเลยร่วมที่ 1 ขับรถแซงรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าเข้าไปในช่องเดินรถสวนในขณะที่นายบุญธรรมขับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์และนายลือชัยขับรถยนต์กระบะแล่นสวนทางมาในระยะใกล้ โดยไม่รอให้รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คันที่นายบุญธรรมขับและรถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถของนายลือชัย ถึงแม้รถคันที่นายลือชัยขับแล่นผ่านไปก่อนจึงเกิดเหตุทำให้รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์พลิกคว่ำและรถคันที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับไม่ได้ชนกับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ แต่หากจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ขับรถแซงเข้าไปในช่องเดินรถสวนในระยะใกล้เช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุที่ทำให้นายบุญธรรมจำต้องขับรถหลบไปด้านซ้ายของถนนเพื่อไม่ให้รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ถูกชน รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ก็จะไม่พลิกคว่ำ การที่รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หลบรถจำเลยร่วมที่ 1 แล้วเกิดพลิกคว่ำ จึงเป็นผลมาจากการที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับรถแซงเข้ามาในช่องเดินรถสวนโดยตรง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมที่ 1 มีว่า จำเลยร่วมที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสมยศ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าส่วนประเมินราคาของโจทก์มีหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุได้ความว่ารถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คันที่โจทก์รับประกันภัยในช่วงที่เกิดเหตุได้นำไปจอดไว้ที่ศูนย์เบนซ์ ดี.เค. สาขาอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร แนวทางพิจารณาจัดซ่อมประมาณการค่าซ่อมไว้ 1,200,000 บาท ตามที่ศูนย์เบนซ์ ดี.เค. สาขาอ้อมน้อย ประเมินราคาค่าซ่อมไว้ และยังได้ความต่อไปจากคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยร่วมที่ 1 ของนายนิพนธ์ ว่า รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คันที่เกิดเหตุสามารถซ่อมได้ ทั้งตามภาพถ่ายแสดงความเสียหายของรถยนต์เบนซ์ หมาย จ.5 เห็นได้ว่าบริเวณส่วนหัวของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของรถยนต์ไม่ได้รับความเสียหายมากนักเพราะไม่ได้ถูกกระแทกชน ในส่วนอื่นๆ ของรถที่ได้รับความเสียหายก็สามารถนำอุปกรณ์ใหม่มาเปลี่ยนแทนของเดิมที่เสียหายได้ เพราะยังเป็นรถใหม่ป้ายแดงแม้นายสมยศจะเบิกความว่าค่าซ่อมรถอาจบานปลายออกไปถึง 1,500,000 บาท ก็เบ็นเพียงความเห็นของนายสมยศ เท่านั้น ไม่ได้แสดงหลักฐานใดยืนยันแน่นอน จึงน่าเชื่อว่ารถยนต์ยี่ห้อเบนซ์สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิมได้ในวงเงิน 1,200,000 บาท โจทก์จึงมีหน้าที่จัดการซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ให้ผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันมาเรียกร้องค่าซ่อมเอาจากจำเลยร่วมที่ 1 การที่โจทก์พิจารณาจ่ายค่าเสียหายตามทุนประกันจำนวน 2,200,000 บาทให้แก่ผู้เอาประกันแทนการซ่อมรถให้ผู้เอาประกันเป็นเรื่องที่โจทก์และผู้เอาประกันตกลงกันเองที่ขัดกับหลักปฏิบัติของโจทก์ ในกรณีที่รถเอาประกันสามารถซ่อมได้ทางโจทก์จะไม่คืนทุนประกันให้ลูกค้า กรณีจึงไม่อาจนำมาเรียกร้องให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ จำเลยร่วมที่ 1 คงรับผิดต่อโจทก์ตามความเสียหายที่แท้จริงที่โจท์จะต้องจ่ายไปในการซ่อมรถให้ผู้เอาประกันภัยไว้ในวงเงินจำนวน 1,200,000 บาท ที่จำเลยร่วมที่ 1 อ้างและฎีกาว่า รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์เมื่อซ่อมแล้วสามารถนำออกขายได้ในราคา 1,500,000 บาท เมื่อนำราคารถที่ขายได้มาหักออกจากค่าซ่อมรถแล้วโจทก์จึงไม่เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ต้องนำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปซ่อม จำเลยร่วมที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าซ่อมรถให้โจทก์ อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยร่วมที่ 1 การที่โจทก์จะนำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากบริษัทกู๊ดลัคโปรดักท์ จำกัด ไปดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้ได้เงินมาชดเชยค่าเสียหายตามทุนประกันที่โจทก์ได้จ่ายไปในส่วนที่ยังขาดอยู่ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เป็นเงินจำนวน 482,481 บาท จำเลยร่วมที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 717,519 บาท แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์และฎีกาข้อนี้ของจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบริษัทประกันภัยรับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คันเกิดเหตุ หากโจทก์ทราบว่าจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิด โจทก์ย่อมจะต้องฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 มาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้ว ที่จำเลยร่วมที่ 1 นำสืบอ้างว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น-8422 สมุทรสาคร และจำเลยร่วมที่ 1 ได้ไปพบร้อยเวรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโคกขาม จำเลยร่วมที่ 1 ได้พบกับพนักงานของโจทก์และของจำเลยที่ 2 และพนักงานของโจทก์ทราบว่า จำเลยร่วมที่ 1 เป็นคนขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เองนั้น เป็นเรื่องที่ขัดเหตุผลไม่อาจรับฟัง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์ยังไม่ทราบว่าจำเลยร่วมที่ 1 เป็นใครเพราะหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปและเข้าใจว่าจำเลยร่วมที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะเป็นนายจ้าง ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบในภายหลังว่าจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคนขัรถยนต์กระบะคู่กรณีและไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เพิ่งรู้ตัวจำเลยร่วมที่ 1 ผู้กระทำละเมิดและโจทก์ได้ขอให้ศาลหมายเรียกตัวจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดีเมื่อวันที่30 มิถุนายน 2541 คดีโจทก์สำหร้บจำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอทุธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 877 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายทวิช ลิเอกวรรณจริญ กับพวก
จำเลยร่วม — นางสาวสมศรี ลิเอกวรรณเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ชวลิต ตุลยสิงห์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 16/2552
#417312
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๕๒

วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๐ นายประเสริฐ ฉัตรตระกูล ที่ ๑ นางนงนุช ฉัตรตระกูล ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง พันตรี ทินกร นพคุณ ที่ ๑ พลเรือตรี พจนา เผือกผ่อง ที่ ๒ กรมยุทธศึกษาทหารบก (ที่ถูก กรมยุทธศึกษาทหาร) ที่ ๓ กระทรวงกลาโหม ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๖๓/๒๕๕๐ และเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ นางดอกไม้ ทองสุทธิ์หรืองามสวย โจทก์ ยื่นฟ้อง พันตรี ทินกร นพคุณ ที่ ๑ พลเรือตรี พจนา เผือกผ่อง ที่ ๒ กองบัญชาการทหารสูงสุด ที่ ๓ กระทรวงกลาโหม ที่ ๔ จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๕๐/๒๕๕๐ คดีทั้งสองสำนวนศาลแพ่งสั่งรวมการพิจารณา และให้เรียกโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ในคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๖๓/๒๕๕๐ ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ให้เรียกโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๕๐/๒๕๕๐ ว่า โจทก์ที่ ๓ ให้เรียกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้เรียกจำเลยที่ ๓ ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๕๐/๒๕๕๐ ว่า จำเลยที่ ๓ และให้เรียกจำเลยที่ ๔ ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ ๔ ส่วนจำเลยที่ ๓ ในคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๖๓/๒๕๕๐ โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ถอนฟ้อง โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นอาจารย์โรงเรียนช่างฝีมือทหาร สอนวิชาช่างเชื่อมโลหะ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบฝึกสอนนักเรียนวิชาเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำและดูแลรักษากุญแจเปิดปิดห้องเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำ ตลอดจนตรวจตราบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์การเรียนการสอนให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเพื่อป้องกันอันตราย จำเลยที่ ๒ เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นกรมในรัฐบาล มีหน้าที่กำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนและดูแลงบประมาณ รวมทั้งเป็นเจ้าของห้องเรียนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร จำเลยที่ ๔ มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยราชการส่วนหนึ่ง นายกวิน ฉัตรตระกูล ผู้ตาย เป็นบุตรของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ นายกฤษณ์ลักษณ์ งามสวย ผู้ตาย เป็นบุตรของโจทก์ที่ ๓ ผู้ตายทั้งสองเป็นนักเรียนโรงเรียนช่างฝีมือทหาร สาขาวิชางานตัดเชื่อมใต้น้ำ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๑ มอบกุญแจห้องเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำให้แก่นายกฤษณ์ลักษณ์ที่จะเข้าเรียนการเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำในช่วงภาคบ่าย เมื่อมอบกุญแจแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้นายกฤษณ์ลักษณ์ นายกวินและนายณัฐพงษ์ชัย ลิ้มวิไล ใช้กุญแจเปิดห้องเรียนเข้าไปฝึกเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำตามลำพังโดยไม่มีผู้ใดควบคุมดูแลและอุปกรณ์การเรียนเกิดชำรุด เป็นเหตุให้บุคคลทั้งสามสูดดมก๊าซที่รั่วไหลจากการฝึกจนจมน้ำในถังฝึกถึงแก่ความตาย การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสามต้องขาดไร้อุปการะ การประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้นระหว่างรับราชการเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนช่างฝีมือทหารเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าอุปการะ เลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเงิน ๒,๖๖๒,๒๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ทั้งสามต้องฟ้องหน่วยงานที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ สังกัด และโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลและสอนนักศึกษาด้วยความระมัดระวังตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและตามวิสัยและพฤติการณ์ที่วิญญูชนทั่วไปพึงปฏิบัติ จำเลยที่ ๑ ปิดประตูห้องฝึกและคล้องกุญแจ ไม่ได้มอบกุญแจให้แก่นายกฤษณ์ลักษณ์ การเสียชีวิตของนายกวิน นายกฤษณ์ลักษณ์และนายณัฐพงษ์ชัยเกิดจากความประมาทเลินเล่อของตนเองและไม่เชื่อฟังคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้กระทำละเมิด จำเลยที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่สอนหรือดูแลผู้ตายทั้งสาม และจำเลยที่ ๒ ออกระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมความปลอดภัยให้นักเรียนปฏิบัติแล้ว แต่สาเหตุการตายเกิดจากผู้ตายไม่ปฏิบัติตามระเบียบเรื่องความปลอดภัยและขัดคำสั่งครูผู้สอน เมื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ ๓ ไม่ได้กระทำละเมิด จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามที่ระบุในคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๘ บัญญัติไว้ว่า กระทรวงกลาโหมมีส่วนราชการดังนี้ (๓) กองบัญชาการทหารสูงสุด มาตรา ๑๘ บัญญัติว่า การแบ่งส่วนราชการกระทรวงกลาโหมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ และการแบ่งส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุดตามที่กำหนดไว้ใน (๑) (๒) และ (๓) ของมาตรา ๑๓ ออกเป็นส่วนราชการใหญ่ถัดลงไป และการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ๆ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาอันเป็นกฎหมายแล้ว ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยมาตรา ๔ บัญญัติไว้ว่า ให้แบ่งส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ดังนี้ (๑๙) กรมยุทธศึกษาทหาร และมาตรา ๕ บัญญัติว่า หน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม มีดังนี้ (๑๙) กรมยุทธศึกษาทหารมีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็น วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการฝึก ศึกษาและวิทยาการทางทหารของกองบัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้งดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของสภาการศึกษาวิชาทหาร และตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการกำหนดหน้าที่ส่วนราชการในกองบัญชาการทหารสูงสุด พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๕ ระบุไว้ว่า กรมยุทธศึกษาทหารแบ่งส่วนราชการออกเป็น ๒๓.๖ โรงเรียนช่างฝีมือทหาร มีหน้าที่ให้การศึกษาวิชาช่างสาขาต่าง ๆ ให้ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นช่างตามความต้องการของส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวงกลาโหม อันทำให้ กรมยุทธศึกษาทหารมีหน้าที่ให้การศึกษาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงอาจารย์ของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร มีแต่หน้าที่ให้การศึกษาวิชาช่าง รวมทั้งกำกับดูแลการเรียนการสอน ไม่มีอำนาจสั่งการ ใด ๆ ในทางปกครองหรือมีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติในทางปกครองเป็นการเฉพาะ การควบคุมดูแลในการเรียนการสอนเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่ว ๆ ไประหว่างครูลูกศิษย์ จึงไม่มีสิ่งที่จำเลยที่ ๑ ได้ละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นอาจารย์ครูผู้สอนว่าละเลยต่อหน้าที่ในการสอนโดยมอบกุญแจให้แก่นักเรียนแล้วไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นการประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ทั่ว ๆ ไป แต่ไม่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติ จึงไม่มีการกระทำหรือละเว้นการกระทำในทางปกครอง แต่เป็นการกระทำทางกายภาพเท่านั้น เมื่อไม่มีการฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าไม่จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้อยู่ในสภาพดี คดีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ทั่ว ๆ ไป อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และมาตรา ๕ (๑๙) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้กรมยุทธศึกษาทหาร ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็น วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกศึกษาและวิทยาการทางทหารของจำเลยที่ ๓ รวมทั้งดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของสภาการศึกษาวิชาการทหาร แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสามเห็นว่า บุตรของโจทก์ทั้งสามเสียชีวิตเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ มอบกุญแจห้องเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำให้แก่นายกฤษณ์ลักษณ์บุตรของโจทก์ที่ ๓ แล้วไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ทั้งสามและนายณัฐพงษ์ชัยใช้กุญแจเปิดห้องเรียนเข้าไปฝึกเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำตามลำพังโดยไม่มีผู้ควบคุมดูแล อีกทั้งอุปกรณ์การเรียนเกิดชำรุด เป็นเหตุให้บุคคลทั้งสามสูดดมก๊าซที่รั่วไหลจากการฝึกจนจมน้ำในถังฝึกถึงแก่ความตาย อันถือเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ ๑ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นครูฝึกของโรงเรียนช่างฝีมือทหารอยู่ในสังกัดกรมยุทธศึกษาทหาร โดยกรมยุทธศึกษาทหารเป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ ๓ ซึ่งจากการแบ่งส่วนราชการตามพระราชกฤษฎีกาได้กำหนดให้มีหน้าที่ในการกำกับดูแลเกี่ยวกับการฝึกศึกษาและวิทยาการทางทหาร จึงเห็นว่า การที่หน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ ๓ ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ควบคุมดูแลจัดอุปกรณ์การเรียนการสอนให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีไม่จัดระบบป้องกันความปลอดภัยในโรงเรียนช่างฝีมือทหารและเมื่อจำเลยที่ ๑ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้กำกับควบคุมดูแลการฝึกของบุตรของโจทก์ทั้งสามจนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวสูดดมก๊าชที่รั่วไหลจากถังฝึกที่ชำรุดถึงแก่ความตาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้จำเลยที่ ๔ เป็นกระทรวง และจำเลยที่ ๓ เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๘ (๓) และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีกรมยุทธศึกษาทหาร ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของจำเลยที่ ๓ มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็น วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการฝึก ศึกษาและวิทยาการทางทหารของจำเลยที่ ๓ รวมทั้งดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการของสภาการศึกษาวิชาการทหารตามมาตรา ๕ (๑๙) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งมีโรงเรียนช่างฝีมือทหารอยู่ในสังกัด ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ ๓ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามกล่าวหาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นอาจารย์โรงเรียนช่างฝีมือทหารสอนวิชาช่างเชื่อมโลหะมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบฝึกสอนนักเรียนวิชาเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำและดูแลรักษากุญแจเปิดปิดห้องเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำ ตลอดจนตรวจตราบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์การเรียนการสอนให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเพื่อป้องกันอันตราย ได้มอบกุญแจห้องเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำให้แก่นายกฤษณ์ลักษณ์ที่จะเข้าเรียนการเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำ แล้วจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ทั้งสามและนายณัฐพงษ์ชัยใช้กุญแจเปิดห้องเรียนเข้าไปฝึกเรียนเชื่อมตัดโลหะใต้น้ำตามลำพังโดยไม่มีผู้ใดควบคุมดูแลและอุปกรณ์การเรียนเกิดชำรุด เป็นเหตุให้บุคคลทั้งสามสูดดมก๊าซที่รั่วไหลจากการฝึกจนจมน้ำในถังฝึกถึงแก่ความตาย ลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่โจทก์ทั้งสามอ้างเป็นการกล่าวถึงขั้นตอนที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวตลอดจนการควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนนั้นเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้สอนเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุผลเท่านั้น หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายประเสริฐ ฉัตรตระกูล ที่ ๑ นางนงนุช ฉัตรตระกูล ที่ ๒ นางดอกไม้ ทองสุทธิ์หรืองามสวย ที่ ๓ โจทก์ พันตรี ทินกร นพคุณ ที่ ๑ พลเรือตรี พจนา เผือกผ่อง ที่ ๒ กองบัญชาการทหารสูงสุด ที่ ๓ กระทรวงกลาโหม ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

,(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุดกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ ฉัตรตระกูล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — พันตรี ทินกร นพคุณ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2552
#415762
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๒

วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลจังหวัดสุรินทร์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๐ นายลม วิเศษวงษา โจทก์ ยื่นฟ้องนายศราวุธ ศุภลักษณศึกษากร ที่ ๑ นายปราโมทย์ สุจินพรัหม ที่ ๒ นายจรัส หนูพันธ์ ที่ ๓ นางอัจฉรา ภาณุรัตน์ ที่ ๔ พลตำรวจตรี สมเกียรติ บุญยเกียรติ ที่ ๕ พลตรี ธวัชชัย สมุทรสาคร ที่ ๖ นายประเทือง เติมสุข ที่ ๗ นายพุทธกาล แสนกล้า ที่ ๘ นายโสม พางาม ที่ ๙ นายทองพูน สุทธิธรรม ที่ ๑๐ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๓/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายอำเภอรัตนบุรี ได้มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ โดยกล่าวหาว่าโจทก์มีส่วนได้เสียทางอ้อมกรณีนางนงลักษณ์ ชาวสวนหรือวิเศษวงษา บุตรสาวโจทก์ ทำสัญญากับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ ทั้งที่โจทก์ไม่เคยรู้เห็นหรือมีส่วนได้เสียทางตรงหรือทางอ้อมกับการทำสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ เพราะโจทก์พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๙ การที่จำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งโดยมีผลย้อนหลัง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตและผิดกฎหมาย และเมื่อวันที่ ๒๗ ถึงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมกันนำคำสั่งที่ผิดกฎหมายของจำเลยที่ ๑ เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์และร่วมลงมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติของโจทก์ตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๑ และตามคำร้องของจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่เช่นเดียวกับโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ ซึ่งเป็นคำร้องที่มิชอบด้วยกฎหมายและปราศจากเหตุผล เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อันเป็นการสนับสนุนให้มีการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และเป็นการร่วมกันกระทำโดยทุจริต จ้างวาน ใช้ให้เจ้าพนักงานกระทำความผิดต่อกฎหมาย จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๖ และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ และมาตรา ๑๓๒

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ทั้งโจทก์ในคดีนี้ยังได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๙๓/๒๕๔๙

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากเป็นคดีความผิดทางอาญามีโทษจำคุกและปรับตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลจังหวัดสุรินทร์ ส่วนคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากคดีนี้

ศาลจังหวัดสุรินทร์เห็นว่า คดีนี้ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายอำเภอรัตนบุรีว่าใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งข้างต้น เป็นเหตุให้โจทก์ตกเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๕ จำเลยที่ ๑ กระทำไปโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๒ (๖) ประกอบมาตรา ๔๗ ตรี (๖) ซึ่งเป็นการกระทำที่นอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวถือเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) ส่วนการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ล้วนเป็นการกระทำที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่งของจำเลยที่ ๑ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงมีมูลความแห่งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีเดียวกัน อาจเป็นทั้งการกระทำทางปกครองและการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ดังนั้น การกระทำใดประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายที่มีโทษทางอาญากำหนดไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่การกระทำใดเป็นการกระทำที่เข้าหลักเกณฑ์เป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจควบคุมตรวจสอบได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลตรวจสอบการกระทำของจำเลยทั้งสิบว่าเป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ มาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ และมาตรา ๑๓๒ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และขอให้ศาลพิจารณาลงโทษทางอาญาแก่จำเลยทั้งสิบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง คดีจึงอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายอำเภอรัตนบุรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่และประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ย้อนหลัง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์ กระทำการโดยมิชอบด้วยหน้าที่ นำคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ เข้าสู่การพิจารณาและวินิจฉัยให้โจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่ตามคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๖ และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ และมาตรา ๑๓๒ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายลม วิเศษวงษา โจทก์ นายศราวุธ ศุภลักษณศึกษากร ที่ ๑ นายปราโมทย์ สุจินพรัหม ที่ ๒ นายจรัส หนูพันธ์ ที่ ๓ นางอัจฉรา ภาณุรัตน์ ที่ ๔ พลตำรวจตรี สมเกียรติ บุญยเกียรติ ที่ ๕ พลตรี ธวัชชัย สมุทรสาคร ที่ ๖ นายประเทือง เติมสุข ที่ ๗ นายพุทธกาล แสนกล้า ที่ ๘ นายโสม พางาม ที่ ๙ นายทองพูน สุทธิธรรม ที่ ๑๐ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลม วิเศษวงษา
จำเลย — นายศราวุธ ศุภลักษณศึกษากร ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2552
#416817
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๒

วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นางสุเรวดี คำนวณศิลป์ ที่ ๑ นางสาวสุภาวดี คำนวณศิลป์ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางอำภา ธรรมโรจน์พินิจ ที่ ๑ นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ ที่ ๒ นายคงศักดิ์ มณีวัฒนกุลผล ที่ ๓ นางไพรวัล สำลี ที่ ๔ นายอนวัช จันทร์ประสิทธิ์ ที่ ๕ นายนิมิตร ปัทมาคม ที่๖กรมที่ดิน ที่ ๗ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๑๓/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายพีระ คำนวณศิลป์ มีบุตรด้วยกัน ๔ คน รวมทั้งโจทก์ที่ ๒ ด้วย จำเลยที่ ๑ เป็นภริยาจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ รับราชการที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดกระบัง สังกัดจำเลยที่ ๗ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๗ โจทก์ที่ ๑ และนายพีระร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๑๔ ตำบลคลองสองต้นนุ่น (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ)กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒๐ ไร่ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของนายพีระ โจทก์ที่ ๑ และนายพีระร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๙ โจทก์ที่ ๑ และนายพีระกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๑๔ เป็นประกันกับจำเลยที่ ๑ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ และนายพีระขอชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแต่ไม่อาจไถ่ถอนได้ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ไถ่ถอนจำนองในจำนวนเงินที่สูงมาก หลังจากนายพีระถึงแก่ความตายโจทก์ที่ ๑ ขอคัดสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๑๔ เจ้าหน้าที่ที่ดินแจ้งว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์ที่ ๑ ตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของนายพีระในหนังสือมอบอำนาจแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ ปลอดจำนอง หนังสือมอบอำนาจไถ่ถอนจำนอง และกรรมสิทธิ์รวม และหนังสือมอบอำนาจขายที่ดินเฉพาะส่วน และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ นำหนังสือมอบอำนาจปลอมทั้งสามฉบับดังกล่าวไปแสดงต่อจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจว่านายพีระมอบอำนาจหรือไม่ และไม่เคยสอบถามนายพีระ แต่กลับบันทึกยืนยันในหนังสือมอบอำนาจว่า ตรวจแล้วใช้ได้เห็นควรดำเนินการให้เสนอต่อจำเลยที่ ๖ และจำเลยที่ ๖ ก็ไม่ตรวจสอบหรือสอบถามนายพีระเช่นกัน กลับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ โอนกรรมสิทธิ์รวม และขายที่ดินเฉพาะส่วนเป็นของจำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและทายาทของนายพีระ จำเลยที่ ๗ ต้นสังกัดของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมเรื่องแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ นิติกรรมเรื่องกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทน และนิติกรรมเรื่องขายที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่๒๙๑๔ โดยให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพีระ และหากจำเลยทั้งเจ็ดไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายพีระหรือโจทก์ทั้งสองและทายาทได้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ราคา ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและทายาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะจดทะเบียนโอนที่ดินหรือใช้ราคาเสร็จสิ้น และเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า นายพีระลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ไปดำเนินการจริง โจทก์ที่ ๑ ทราบและให้ความยินยอมในการกู้ยืมเงิน การจำนอง การแบ่งหักที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์และการขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย คดีขาดอายุความ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่แท้จริง คดีขาดอายุความ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า นายพีระลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจจริง ค่าเสียหายสูงเกินความจริง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคำสั่งโดยครบถ้วนถูกต้องด้วยความสุจริต รอบคอบ ระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกล่าวหาจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่ากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการมอบอำนาจให้ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหรือกิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับนิติกรรมการจดทะเบียนแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไถ่ถอนจำนอง โอนกรรมสิทธิ์รวม และซื้อขายที่ดินพิพาทว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๒๙๙ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์จะก่อตั้งขึ้นได้เฉพาะแต่ด้วยผลทางกฎหมาย และต้องจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งการจดทะเบียนหรือการกระทำต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ก็จำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งของผู้มาขอจดทะเบียนเป็นสำคัญ สำหรับเรื่องนี้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่๓ ได้รับมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากได้ความว่าการมอบอำนาจนั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ย่อมชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ และบางส่วนให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่หากการมอบอำนาจไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือนายพีระมิได้แสดงเจตนามอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ กระทำการดังกล่าว การจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นของนายพีระ ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่ง ทั้งผลของคำพิพากษาย่อมมีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิในที่ดินของนายพีระ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลปกครองกลางเห็นพ้องด้วยกับศาลแพ่ง ในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันทำนิติกรรมแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๒๙๑๔ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ปลอมลายมือชื่อนายพีระเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหนังสือมอบอำนาจ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกัน ใช้จ้าง วานให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียน จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม และหากเพิกถอนไม่ได้ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียหาย ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว มาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายเดียวกันบัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสอบสวนคู่กรณี และเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามควรแก่กรณี ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ ๗(พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๒ (๑) กำหนดไว้ว่า ก่อนทำการจดทะเบียนให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนในเรื่องสิทธิและความสามารถของบุคคลตลอดถึงความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสอบสวนและจดทะเบียนจึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้ขอย่อมก่อให้เกิดทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ขึ้นแก่บุคคลตามรายการที่เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียน โดยอ้างว่า จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้ตรวจสอบว่าเจ้าของที่ดินพิพาทได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า หากไม่สามารถเพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทกลับคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพีระ ขอให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ นั้น เห็นว่า ความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งการจะกระทำละเมิดหรือไม่ ศาลจำเป็นต้องตรวจสอบว่าในการจดทะเบียนมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนและระเบียบวิธีการในการตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจอย่างไร เจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดได้ละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบตามขั้นตอนและระเบียบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หรือปฏิบัติหน้าที่ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร และจำเลยที่ ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองผู้เสียหายในผลแห่งการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่เพียงไรคำฟ้องในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีในส่วนนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่๓ ซึ่งเป็นเอกชน จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่ากระทำละเมิด ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมเรื่องแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์นิติกรรมเรื่องกรรมสิทธิ์รวม และนิติกรรมเรื่องขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วน และให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพีระเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม หากไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้บังคับจำเลย ทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ราคาที่ดินและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งทั้งสองศาลมีความเห็นพ้องกันว่า ประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่งและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงมีปัญหาว่า ประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองอ้างว่า การจดทะเบียนนิติกรรมเรื่องแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์ นิติกรรมเรื่องกรรมสิทธิ์รวม และนิติกรรมเรื่องขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของนายพีระในหนังสือมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมดังกล่าวทั้งสามฉบับ และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ นำหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวไปแสดงต่อจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ และ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ไม่ตรวจสอบหรือสอบถามนายพีระ กลับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไป โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและทายาทของนายพีระ และจำเลยที่ ๗ ต้นสังกัดของจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ ให้การว่าจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบคำสั่งโดยครบถ้วนถูกต้องด้วยความสุจริต รอบคอบระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง คดีจึงต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยที่การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๒๙๙ บัญญัติไว้ว่า ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์จะก่อตั้งขึ้นได้เฉพาะแต่ด้วยผลทางกฎหมายและต้องทำการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ โดยกฎหมายกำหนดวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวง เพื่อรับรองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลและขจัดข้อพิพาทให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งการจดทะเบียนหรือการกระทำต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่จึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับคดีนี้ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น มีประเด็นโต้แย้งกันว่า จำเลยที่ ๓ ได้รับมอบอำนาจให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากได้ความว่าการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้ที่ดินพิพาทบางส่วนไม่ตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ และไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ทั้งอาจเป็นละเมิดต่อนายพีระหรือทายาทด้วย ทั้งการที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ รับผิดในมูลละเมิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ อย่างลูกหนี้ร่วมด้วยนั้น ก็เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกันและมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้ ดังนั้น ประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุเรวดี คำนวณศิลป์ ที่ ๑ นางสาวสุภาวดี คำนวณศิลป์ ที่ ๒ โจทก์ นางอำภา ธรรมโรจน์พินิจ ที่ ๑ นายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ ที่ ๒ นายคงศักดิ์ มณีวัฒนกุลผล ที่ ๓ นางไพรวัล สำลี ที่ ๔ นายอนวัช จันทร์ประสิทธิ์ ที่ ๕ นายนิมิตร ปัทมาคม ที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุเรวดี คำนวณศิลป์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางอำภา ธรรมโรจน์พินิจ ที่1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2552
#415756
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๒

วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุรินทร์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐ บริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองสุรินทร์ ที่ ๑ นายสมชาย เกียรติคุณรัตน์ ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๒๘/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๕๙๑ เลขที่ดิน ๑๑๒ หน้าสำรวจ ๓๘๖๔ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ต่อมาวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินปรากฏว่าที่ดินทางด้านทิศเหนือจนถึงทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ ๕๐ ตารางวา ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกเข้ามาก่อสร้างถนนชื่อ "ถนนพรหมเทพ" โดยมิชอบ ผู้ฟ้องคดีจึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รื้อถอนถนนพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพที่เรียบร้อย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ทำการรื้อถอนถนนพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพที่เรียบร้อยภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคงเพิกเฉย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพที่เรียบร้อย หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่สามารถรื้อถอนถนนพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนให้ผู้ฟ้องคดีได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ผู้ฟ้องคดีต้องขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเป็นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะชำระเงินค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเสร็จ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างถนนชื่อ "ถนนพรหมเทพ" และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในถนนร่วมกันมานานเกิน ๑๐ ปี แล้ว ถนนจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่สามารถรื้อถอนถนนพรหมเทพตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอได้ เนื่องจากถนนพรหมเทพเป็นถนนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างเมื่อประมาณปี ๒๕๓๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นเวลานานมาแล้ว และก่อนหน้านี้ประชาชนพลเมืองได้ใช้ประโยชน์ในถนนเส้นทางดังกล่าวมาตลอดเป็นเวลาช้านาน โดยสงบ เปิดเผย เป็นการได้สิทธิครอบครองโดยปรปักษ์ เป็นภาระจำยอมที่เจ้าของที่ดินจำต้องยอมรับภาระ เพราะเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี และไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดิน จนกระทั่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่อาจรื้อถอนถนนพรหมเทพได้ และไม่สามารถที่จะนำเงินงบประมาณของทางราชการไปชดใช้ให้แก่ผู้ใดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง โดยการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ตามมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๕๓ (๑) ประกอบกับมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนพรหมเทพจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีพิพาทเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๗๑/๒๕๔๕ ประกอบกับคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๖, ๑๔/๒๕๔๗ และ ๒๙/๒๕๔๗ แม้คดีนี้จะมีประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองก็ตาม แต่เนื่องจากกรณีที่จะต้องวินิจฉัยสืบเนื่องจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประเด็นที่คู่กรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงเป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัย เพื่อให้ศาลปกครองสามารถวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ต่อไปได้ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อประเด็นพิพาทแห่งคดีนี้เป็นคดีปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักของคดีนี้เป็นเรื่องที่คู่กรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แม้โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๕๙๑ ของผู้ฟ้องคดีเป็นเอกสารมหาชนก็ตาม แต่ตามมาตรา ๑๒๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพียงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร อันเป็นข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงยุติได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามข้ออ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีและข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่อ้างว่าไม่ได้กระทำตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาในคดีต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่กรณีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน และแม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นละเมิดหรือไม่ และจำต้องชดใช้ค่าเสียหายกันเพียงใด ดังนั้น เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิของผู้ฟ้องคดีในที่ดินพิพาทที่เกิดเหตุแล้ว จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๔๕, ๓๐/๒๕๔๕, ๑๑/๒๕๔๖ และ ๓๓/๒๕๔๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง โดยการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ตามมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๕๓ (๑) ประกอบกับมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๕๙๑ ของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี และบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่สามารถรื้อถอนถนนพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินแล้วส่งมอบที่ดินคืนให้ผู้ฟ้องคดีได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การโต้แย้งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างถนนและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในถนนร่วมกันมานานเกิน ๑๐ ปี แล้ว ถนนจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ผู้ฟ้องคดี เทศบาลเมืองสุรินทร์ ที่ ๑ นายสมชาย เกียรติคุณรัตน์ ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทสี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองสุรินทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2552
#415761
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๒

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ สำนักงานศาลยุติธรรม โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท สหธนาสิน จำกัด ที่ ๑ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๗๗/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบเป็นเงิน ๑๕๔,๔๖๙,๑๓๗ บาท ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๕ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง และได้ออกหนังสือ ค้ำประกันในวงเงิน ๗,๗๒๓,๔๕๗ บาท โดยข้อ ๕ ของสัญญาจ้างดังกล่าวโจทก์ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ ๑ ร้อยละ ๑๕ ของค่าจ้างตามสัญญา จำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๐.๕๕ บาท ภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ วางหลักประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าเต็มจำนวนแล้ว ต่อมาวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาว่าจ้างโดยเปลี่ยนแปลงเรื่องงวดการจ่ายเงินค่าจ้าง และการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าเป็นว่า โจทก์ตกลงจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้จำเลยที่ ๑ ร้อยละ ๑๕ ของราคาค่าจ้างเป็นเงิน ๒๓,๑๗๐,๓๗๐.๕๕ บาท และจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงกระทำตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้จ่ายและการใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนตามสัญญาข้อ ๕ ทุกประการ และมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวในวงเงิน ๒๓,๑๗๐,๓๗๑ บาท โดยออกหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ มีสาระสำคัญว่า หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาเป็นเหตุให้ต้องจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่รับไปคืนแก่โจทก์ หรือจำเลยที่ ๑ มีความผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ ๒ ตกลงจะจ่ายคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าเต็มจำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๑ บาท หรือตามจำนวนที่ค้างอยู่แก่โจทก์ภายใน ๗ วัน นับถัดจากวันได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ จำเลยที่ ๑ ทำการก่อสร้างงานไปได้เพียงร้อยละ ๒.๒๕ ในขณะที่ใช้ระยะเวลาก่อสร้างไปแล้วถึงร้อยละ ๔๔.๔ คงเหลืองานที่ไม่ได้ก่อสร้างถึงร้อยละ ๙๗.๗๕ ในขณะที่ระยะเวลาก่อสร้างเหลือเพียงร้อยละ ๕๕.๖ เท่านั้น โจทก์มีหนังสือเร่งรัดการก่อสร้าง แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ แจ้งขอริบหลักประกัน และขอให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๐.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๑ บาท ภายใน ๗ วัน จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ให้บริษัทควบคุมงานของโจทก์ทำการสำรวจและสรุปมูลค่างานในส่วนที่จำเลยที่ ๑ ลงมือดำเนินการไปแล้ว ซึ่งคำนวณได้เป็นเงินจำนวน ๔,๑๑๘,๔๔๖.๙๑ บาท เมื่อหักกับเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ ๑ รับไปแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดคืนโจทก์จำนวน ๑๙,๐๕๑,๙๒๓.๖๔ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๗ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลปกครองกลาง แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ และการฟ้องคดีดังกล่าวมิได้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาตามมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่จำเลยที่ ๑ รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๐.๕๕ บาท ไปจากโจทก์และไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดจนกระทั่งโจทก์บอกเลิกสัญญาเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งเงินดังกล่าวได้ตลอดเวลาที่จำเลยที่ ๑ ยังคงยึดถือเงินนั้นอยู่ โจทก์เพิ่งทราบถึงสิทธิเรียกเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองกลางอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนโจทก์จำนวน ๒๐,๓๘๒,๙๔๘.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๑๙,๐๕๑,๙๒๓.๖๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะโจทก์ส่งมอบพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดจึงทำให้การก่อสร้างล่าช้า การก่อสร้างฐานรากต้องทำการระเบิดหิน แต่การขออนุญาตซึ่งโจทก์ตกลงจะเป็นผู้ดำเนินการเป็นไปด้วยความล่าช้า จำเลยที่ ๑ แก้ปัญหาด้วยการใช้รถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ติดหัวสำหรับเจาะหินแต่ได้ปริมาณงานต่อวันเป็นจำนวนน้อย ซึ่งจำเลยที่ ๑ รายงานให้คณะกรรมการตรวจการจ้างของโจทก์ทราบแล้ว การก่อสร้างล่าช้า มิใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืน เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้เกินกว่าหนึ่งปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้ออ้างซึ่งโจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิยึดถือเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยที่ ๑ ไป หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์มิได้ฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ คืนโดยอาศัยสิทธิจากข้อสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ ๑ หรือมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาหรือฟ้องบังคับจำเลยที่ ๑ ให้ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง เพราะสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันไปแล้ว ทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้มีคำขอบังคับ หรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะ หรือมีคำขออันมีผลทำให้สาระสำคัญของการจัดทำบริการสาธารณะเปลี่ยนแปลงไปจากสัญญา แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ คือเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์จ่ายไปคืนจากจำเลยที่ ๑ หลังจากที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันไปแล้ว การใช้สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้เป็นเรื่องการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ที่ไม่สิทธิยึดถือไว้ อันเป็นการใช้สิทธิในทางแพ่งโดยแท้ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันมีความผูกพันตามสัญญาที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์หากจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมรับผิดชดใช้เงินคืนโจทก์ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำกับโจทก์เพื่อค้ำประกันจำเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งโดยแท้เช่นเดียวกัน ความรับผิดของจำเลยทั้งสองจะมีต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดเป็นลักษณะของนิติกรรมสัญญาหรือนิติเหตุในทางแพ่ง มิใช่ลักษณะของสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบ ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๔ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ต่อมาปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถทำการก่อสร้างตามสัญญาได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ ๑ และใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าว รวมทั้งเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ ๑ ได้รับตามข้อ ๕ ของสัญญาดังกล่าว เมื่อสัญญาดังกล่าวมีคู่สัญญา ฝ่ายหนึ่งคือโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และสัญญาค้ำประกันเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครองดังกล่าว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้วใช้สิทธิเรียกเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนตามมูลคดีนี้ จึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาทางปกครองดังกล่าว ดังนั้น ข้อพิพาทตามมูลคดีนี้ จึงเป็นข้อพิพาทอันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบเป็นเงิน ๑๕๔,๔๖๙,๑๓๗ บาท ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๔๕ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างโดยทำหนังสือค้ำประกันในวงเงิน ๗,๗๒๓,๔๕๗ บาท ซึ่งข้อ ๕ ของสัญญาจ้างดังกล่าวโจทก์ตกลงจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ ๑ ร้อยละ ๑๕ ของค่าจ้างตามสัญญา จำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๐.๕๕ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวในวงเงิน ๒๓,๑๗๐,๓๗๑ บาท โดยทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ทำการก่อสร้างงานไปได้เพียงร้อยละ ๒.๒๕ แต่ใช้ระยะเวลาก่อสร้างถึงร้อยละ ๔๔.๔ คงเหลืองานที่ไม่ได้ก่อสร้างถึงร้อยละ ๙๗.๗๕ ในขณะที่ระยะเวลาก่อสร้างคงเหลือเพียงร้อยละ ๕๕.๖ โจทก์มีหนังสือเร่งรัดการก่อสร้างแต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ แจ้งขอริบหลักประกัน และขอให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๐.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน ๒๓,๑๗๐,๓๗๑ บาท ภายใน ๗ วัน จำเลยทั้งสองเพิกเฉย มูลค่างานที่จำเลยที่ ๑ ทำการก่อสร้างไปแล้วคำนวณได้เป็นเงินจำนวน ๔,๑๑๘,๔๔๖.๙๑ บาท เมื่อหักกับเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ ๑ รับไปแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดคืน โจทก์จำนวน ๑๙,๐๕๑,๙๒๓.๖๔ บาท ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีและมิได้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณา การที่จำเลยที่ ๑ รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากโจทก์และไม่ดำเนินการก่อสร้างงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดจนกระทั่งโจทก์บอกเลิกสัญญา เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นลาภมิควรได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งเงินดังกล่าวได้ตลอดเวลา ที่จำเลยที่ ๑ ยังคงยึดถือเงินนั้นอยู่ โจทก์เพิ่งทราบถึงสิทธิเรียกเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืนเมื่อวันที่ศาลปกครองกลางอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะโจทก์ส่งมอบพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด จึงทำให้การก่อสร้างล่าช้า การก่อสร้างฐานรากต้องทำการระเบิดหิน แต่การขออนุญาตซึ่งโจทก์ตกลงจะเป็นผู้ดำเนินการเป็นไปด้วยความล่าช้า การก่อสร้างล่าช้ามิใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเอาเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืน เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน คดีโจทก์ขาดอายุความ

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้สำนักงานศาลยุติธรรม โจทก์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ตามมาตรา ๕ โจทก์จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริมงานตุลาการและงานวิชาการ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม รวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตามมาตรา ๖ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบ จึงเป็นการจัดให้มีอาคารเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้บรรลุผล สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลปกครองกลางจนศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนไม่รับฟ้อง โจทก์จึงเพิ่งทราบในวันที่ศาลปกครองกลางอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ จึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องจากสัญญาทางปกครองดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เป็นสัญญาค้ำประกันเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดสมุย พร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบซึ่งเป็นสัญญาหลัก เมื่อสัญญาหลักเป็นสัญญาทางปกครองและข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม โจทก์ บริษัทสหธนาสิน จำกัด ที่ ๑ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ติดราชการ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานศาลยุติธรรม
จำเลย — บริษัทสหธนาสิน จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2552
#415764
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๒

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดี เห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมสินธนวัฒน์ ที่ ๑ นายทวิชชัย ฐิตวิริยะ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่ ๑ นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ที่ ๒ นางสุดารัตน์ คล่องขยัน ที่ ๓ นางบัวชร ลัทธินานนท์ ที่ ๔ นายวิชิต ชุมชัยเวทย์ ที่ ๕ นายไพโรจน์ เรืองปราชญ์ ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๕๘/๒๕๕๐ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๘ โจทก์ที่ ๑ จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ตำบลคลองสี่ อำเภอแสนแสบ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๒ งาน เป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ ๑ ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และได้จดทะเบียนขึ้นวงเงินจำนองรวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาธนาคารดังกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องในภาระหนี้พร้อมหลักประกันและโอนสิทธิการรับจำนองบางส่วนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นผู้รับจำนอง และเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ จำเลยที่ ๑ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและสิทธิเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสองติดต่อกับจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เพื่อเสนอแนวทางและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยโจทก์ทั้งสองว่าจ้างบริษัทไนท์แฟรงค์ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ปรากฏว่า ที่ดินมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองได้เสนอเอกสารการประเมินราคาต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กลับร่วมกับจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ กระทำการโดยทุจริตเบียดบังโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ไปเป็นของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ ในราคาเพียง ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา ๔๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาซื้อขายตามท้องตลาดไม่น้อยกว่า ๑๒๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้ดำเนินการโดยสุจริต ฉ้อฉลปกปิดการดำเนินการ ไม่บอกกล่าวการล้มเลิกการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การบอกกล่าวชำระหนี้และการบังคับจำนอง การเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ มาเป็นของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งการขายทรัพย์มิได้เป็นไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗๔ ถึงมาตรา ๗๗ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ตำบลคลองสี่ อำเภอแสนแสบ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๑ และการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก โดยให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ที่ ๑ และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าธรรมเนียมการโอนและค่าใช้จ่ายทั้งปวง หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑๒๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทั้งไม่สามารถชำระหนี้และดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ ๑ ดำเนินการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์ที่ ๑ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งหกไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองอ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้แทนจำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กระทำการโอนที่ดินอันเป็นหลักประกันหนี้ของโจทก์ที่ ๑ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ในราคาต่ำ ทั้งที่อยู่ระหว่างโจทก์ทั้งสองยื่นหนังสือและเอกสารการประเมินราคาที่ดินดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จากนั้นจำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองให้โจทก์ทั้งสองทราบ ทั้งมิได้ประกาศหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลาย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งหกให้การว่า จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์ที่ ๑ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนี้ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๕ วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานของราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ โดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการอื่นใด เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ด้วยการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินของรัฐและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนด สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น มาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ บัญญัติว่า ไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกำหนดนี้ และการออกระเบียบหรือข้อบังคับ คำสั่ง คำวินิจฉัย การอนุญาตและการกระทำอื่นใดของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหาร อันเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดนี้ ซึ่งบทบัญญัติ หมวด ๔ ส่วนที่ ๓ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ได้กำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยถือเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วย ดังนั้นข้อพิพาทอันสืบเนื่องจากการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าว ย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ในระหว่างการประสานงานเพื่อเสนอแนวทางและแผนปรับปรุงโครงหนี้ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานให้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ได้ร่วมกันทุจริตเบียดบังโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ของโจทก์ที่ ๑ ไปเป็นของจำเลยที่ ๑ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก โดยไม่บอกกล่าวบังคับจำนองให้โจทก์ทั้งสองทราบและเห็นว่าจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์หลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น เป็นการดำเนินการอันสืบเนื่องจากการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ดังนั้นข้อพิพาทคดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๕๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้แทน จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๘ โจทก์ที่ ๑ จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ตำบลคลองสี่ อำเภอแสนแสบ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๒ งาน เป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ ๑ ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้จดทะเบียนขึ้นวงเงินจำนองในเวลาต่อมารวมเป็นวงเงินจำนอง ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาธนาคารดังกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องในภาระหนี้พร้อมหลักประกันและโอนสิทธิการรับจำนองบางส่วนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นผู้รับจำนอง และเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ จำเลยที่ ๑ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและสิทธิเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ โจทก์ทั้งสองติดต่อกับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ กระทำการโดยทุจริตเบียดบังโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ไปเป็นของจำเลยที่ ๑ ในราคา ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ขายให้แก่บุคคลภายนอกในราคา ๔๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ราคาซื้อขายตามท้องตลาดไม่น้อยกว่า ๑๒๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้ดำเนินการโดยสุจริต ฉ้อฉลปกปิดการดำเนินการ ไม่บอกกล่าวการล้มเลิกการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การบอกกล่าวชำระหนี้และการบังคับจำนอง การเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ มาเป็นของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งการขายทรัพย์มิได้เป็นไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗๔ ถึงมาตรา ๗๗ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ มาเป็นของจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายแก่บุคคลภายนอก โดยให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ที่ ๑ และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าธรรมเนียมการโอนและค่าใช้จ่ายทั้งปวง หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑๒๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทั้งไม่สามารถชำระหนี้และดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ ๑ ดำเนินการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์ที่ ๑ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายการกระทำของจำเลยทั้งหกไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า จำเลยที่ ๑ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการ อื่นใด เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ อันเป็นการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้น เพื่อให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดไว้ และในการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๑๑ บัญญัติว่าไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพ ทั้งพระราชกำหนดฉบับนี้ก็กำหนดให้การดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ถือเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔ ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๓ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้มาจากสถาบันการเงิน แล้วดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวโดยการนำออกขายทอดตลาดแต่ไม่มีผู้ใดประมูลเข้าสู้ราคา จำเลยที่ ๑ จึงพิจารณารับโอนกรรมสิทธิ์หลักประกันดังกล่าวไว้เอง อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ หมวด ๔ ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๓ เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ในระหว่างปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ กระทำการโดยทุจริตเบียดบังโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๖๗ ไปเป็นของจำเลยที่ ๑ ในราคา ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ขายให้แก่บุคคลภายนอกในราคา ๔๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ราคาซื้อขายตามท้องตลาดไม่น้อยกว่า ๑๒๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ มิได้ดำเนินการโดยสุจริต ฉ้อฉลปกปิดการดำเนินการ ไม่บอกกล่าวการล้มเลิกการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การบอกกล่าวชำระหนี้และการบังคับจำนอง การเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ที่ ๑ มาเป็นของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งการขายทรัพย์มิได้เป็นไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗๔ ถึงมาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นขั้นตอนและกระบวนการในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยที่ ๑ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมสินธนวัฒน์ ที่ ๑ นายทวิชชัย ฐิตวิริยะ ที่ ๒ โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่ ๑ นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ที่ ๒ นางสุดารัตน์ คล่องขยัน ที่ ๓ นางบัวชร ลัทธินานนท์ ที่ ๔ นายวิชิต ชุมชัยเวทย์ ที่ ๕ นายไพโรจน์ เรืองปราชญ์ ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมสินธนวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — บรรษัทสินทรัพย์ไทย ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ