คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15139/2551
#476566
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยตั้งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ บ. ขับและถูกจำเลยกระทำละเมิด โดยโจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปเป็นเงิน 41,526.97 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยผู้ทำละเมิด เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม กำหนดหลักเกณฑ์ให้ศาลปฏิบัติในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ดังนี้ (1) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน และ (2) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 41,526.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เป็นการอ้างเหตุว่าโจทก์รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยซึ่งถูกจำเลยกระทำละเมิด อันเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องละเมิดและเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ไม่อาจกำหนดจำนวนเงินได้โดยแน่นอน ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ซึ่งบัญญัติให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ที่ให้อำนาจศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2548 ว่าเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน อนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ก็ตาม ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 243 (2), 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 43,645.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,526.97 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในการนำสืบของโจทก์ โจทก์ส่งสำเนาใบกำกับภาษีในการจ่ายค่าซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ให้แก่บริษัทธนบุรี ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด โดยไม่นำส่งต้นฉบับหรือขออนุญาตส่งสำเนาต่อศาล สำเนาใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ เมื่อพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า สำเนาให้จำเลยเพื่อคัดค้านภายใน 15 วัน หากไม่คัดค้านภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน และสั่งในอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย รับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องและหมายเรียกจำเลยมาแก้คดีอย่างคดีมโนสาเร่ ปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลแล้วไม่มาในวันนัดพิจารณา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ที่กฎหมายบัญญัติให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดพิจารณา ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย เมื่อโจทก์ได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ศาลก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยขาดนัดไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 198 ทวิ 204 และ 206 ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนแล้ว ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2548 ว่า ศาลชั้นต้นได้สั่งคำร้องของโจทก์ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัดว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นจำนวนแน่นอน จึงอนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ซึ่งหมายความว่า ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์คดีนี้ศาลได้มีคำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1)

คดีจึงมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีโดยขาดนัดของศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลชั้นต้นปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม บัญญัติไว้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องโดยตั้งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน วณ-1134 กรุงเทพมหานคร ที่นายบรรดิษฐ์ขับและเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ซึ่งถูกจำเลยกระทำละเมิดโดยโจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปเป็นเงิน 41,526.97 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยผู้ทำละเมิด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม กำหนดหลักเกณฑ์ให้ศาลปฏิบัติการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ดังนี้ (1) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน และ (2) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 41,526.97 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้นเป็นการอ้างเหตุว่าโจทก์รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยซึ่งถูกจำเลยกระทำละเมิด อันเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องละเมิดและเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ไม่อาจกำหนดจำนวนเงินได้โดยแน่นอน ตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) ซึ่งบัญญัติให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ที่ให้อำนาจศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2548 ว่าเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน อนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้นได้แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ก็ตาม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบมาตรา 243 (2), 247 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์มิได้ส่งต้นฉบับใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมรถยนต์และใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.11 ศาลจะรับฟังเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งเป็นเพียงสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2548 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 195 ม. 198 ทวิ วรรคสาม (2) ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอวีว่าประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — นายธันวา บุญพา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15130/2551
#500915
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาเพื่อขายเอากำไรแบ่งกัน โดยนำเงินที่ลงหุ้นกันจำนวน 2,110,000 บาท และเงินส่วนตัวโจทก์อีก 600,000 บาท มาชำระค่าที่ดินเพิ่มเติม เช่นนี้ เงินจำนวน 600,000 บาท จึงเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญไปก่อน หาใช่เป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมอันจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือไม่

การเข้าหุ้นซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์และจำเลยมาเพื่อขายนั้น เป็นการเข้าหุ้นกันเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว เมื่อขายที่ดินทั้งสองแปลงได้แล้ว การเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และหลังจากขายที่ดินแล้วจำเลยได้แบ่งกำไรจากการขายที่ดินให้แก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท และมีการทำบัญชีไว้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้มีการคิดบัญชีกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทรัพย์สินในระหว่างหุ้นส่วนหรือหนี้สินใดที่จะต้องจัดการกันอีก ถือได้ว่ามีการตกลงกันให้การจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 หาใช่ต้องจัดให้มีการชำระบัญชีเสมอไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินกำไรและเงินทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยตกลงเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 และโฉนดเลขที่ 15867 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจะขายแบ่งปันกำไรกัน ต่อมาโจทก์และจำเลยขายที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยเป็นผู้เก็บรักษาเงินไว้ เมื่อหักเงินกองกลางและเงินยืมแล้ว ต้องแบ่งกำไรให้โจทก์แต่จำเลยคงค้างชำระจำนวน 1,282,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,763,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,282,500 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยเข้าหุ้นลงทุนซื้อที่ดินทั้งสองแปลง และจำเลยไม่เคยยืมเงินโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่าโจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 และโฉนดเลขที่ 15867 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทราหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าโจทก์กับจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนประกอบการค้าที่ดินมาเป็นเวลา 20 ปี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2532 โจทก์กับจำเลยเข้าหุ้นซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15867 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมบ้าน 1 หลัง ในราคา 1,260,000 บาท และวันที่ 11 มกราคม 2533 เข้าหุ้นกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3368 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ในราคา 1,450,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยนำเงินที่โจทก์และจำเลยได้มาจากการเข้าหุ้นซื้อที่ดินและทำหมู่บ้านจัดสรรกับเงินส่วนตัวของโจทก์มาเพิ่มอีก 600,000 บาท และโจทก์มีนายแดงซึ่งเป็นญาติกับโจทก์และจำเลยมาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อปี 2532 นายธวัชได้นำที่ดินมาขายให้แก่พยานแต่พยานเห็นว่าเป็นที่ดินแปลงเล็กจึงให้โจทก์กับจำเลยซื้อ ในวันทำสัญญาซื้อขายจำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 1,260,000 บาท มอบให้พยานไปเบิกเงินจากธนาคารมาจ่ายค่าที่ดิน โดยเงินที่พยานไปเบิกจากบัญชีเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยเข้าหุ้นกัน และในปี 2533 นายกิตติได้เสนอขายที่ดินให้พยานแต่พยานให้โจทก์และจำเลยซื้อไว้ในราคา 1,450,000 บาทโดยโจทก์และจำเลยนำเงินกองกลางที่เข้าหุ้นกันมาซื้อแต่เงินไม่พอจ่ายจึงนำเงินของโจทก์จำนวน 600,000 บาท มาซื้อที่ดินดังกล่าวด้วย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานว่าได้นำเงินมาลงทุนเข้าหุ้นกับจำเลยเพื่อซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้มาขายเอากำไร แต่ได้ความว่าโจทก์กับจำเลยเป็นพี่น้องกันเคยเข้าหุ้นกันซื้อขายที่ดินมาก่อน และโจทก์ยังมีนายแดงซึ่งเป็นญาติของโจทก์และจำเลยมายืนยันว่าโจทก์และจำเลยเข้าหุ้นกันซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้เพื่อหากำไร โดยเฉพาะนายแดงนอกจากไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดแล้ว นายแดงยังรู้เห็นการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้ของจำเลยด้วย ย่อมเบิกความตามความจริง ทั้งจำเลยได้ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลย นายแดงและโจทก์เคยเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินเพื่อขายมาก่อนที่จะมีการซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้และได้ให้นายแดงเป็นผู้นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารมาจ่ายค่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15867 แสดงว่านายแดงรู้เห็นการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ และจำเลยได้เบิกความว่า หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงได้กำไรแล้ว จำเลยได้แบ่งเงินกำไรให้แก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท ย่อมสนับสนุนให้พยานโจทก์มีน้ำหนักมากขึ้น ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่านำเงินมาจากการกู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีกระแสรายวันมาจ่ายค่าที่ดินเท่านั้น แต่ยอมรับว่าบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวมีนายแดงทำสัญญาค้ำประกันไว้ ซึ่งนายแดงก็เบิกความว่า บัญชีเงินฝากที่จ่ายค่าที่ดินเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกัน ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้มาเพื่อขายเอากำไรแบ่งกัน โดยนำเงินที่ลงหุ้นกันจำนวน 2,110,000 บาท และเงินส่วนตัวโจทก์อีก 600,000 บาท มาชำระค่าที่ดินเพิ่มตามที่โจทก์อ้าง เช่นนี้ เงินจำนวน 600,000 บาท จึงเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญไปก่อน หาใช่เป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมอันจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกคืนเงินกำไรและเงินทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญจากจำเลยหรือไม่ ในข้อนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่า การเข้าหุ้นซื้อที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์และจำเลยมาเพื่อขายนั้น เป็นการเข้าหุ้นกันเฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว เมื่อขายที่ดินทั้งสองแปลงได้แล้ว การเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) และได้ความจากจำเลยว่า หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงแล้วได้แบ่งกำไรจากการขายที่ดินให้แก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท และมีการทำบัญชีไว้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้มีการคิดบัญชีกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทรัพย์สินในระหว่างหุ้นส่วนหรือหนี้สินใดที่จะต้องจัดการกันอีก ถือว่าได้มีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 หาใช่ต้องจัดให้มีการชำระบัญชีเสมอไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินกำไรและเงินทดรองจ่ายแทนห้างหุ้นส่วนสามัญจากจำเลยได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเงินกำไรและเงินทดรองจ่ายเพียงใด ในประเด็นนี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากคดีได้มีการสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนแล้วจึงเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่า โจทก์และจำเลยลงหุ้นกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงิน 2,110,000 บาท และโจทก์ใช้เงินส่วนตัวทดรองจ่ายเพิ่มอีก 600,000 บาท และโจทก์อ้างว่าจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงในราคาตารางวาละ 28,000 บาท เมื่อหักค่านายหน้าและค่าใช้จ่ายแล้วได้เงินจำนวน 7,075,000 บาท มีกำไรจำนวน 4,365,000 บาท แบ่งแล้วโจทก์จะได้รับส่วนแบ่งกำไรจำนวน 2,182,500 บาท แต่จำเลยชำระให้เพียง 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า ได้ขายที่ดินทั้งสองแปลงไปในราคา 7,924,000 บาท เสียภาษี 530,000 บาท ให้ค่านายหน้าเป็นส่วนเกินตารางวาละ 3,000 บาท รวมเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 849,000 บาท เห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยเมื่อนำเงินค่าใช้จ่ายมาหักจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินทั้งสองแปลงจะเหลือเงินสุทธิ 7,075,000 บาท และเมื่อหักตันทุนที่โจทก์และจำเลยเข้าหุ้นส่วนกันจะเหลือกำไรจำนวน 4,365,000 บาท แบ่งแล้วจะได้กำไรคนละ 2,182,500 บาท เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับกันว่าจำเลยจ่ายกำไรให้โจทก์แล้วจำนวน 1,500,000 บาท จึงเหลือกำไรที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์อีก 682,500 บาท และจำเลยจะต้องคืนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายเป็นค่าที่ดินเพิ่มอีก 600,000 บาท รวมแล้วจำเลยจะต้องคืนเงินให้โจทก์ 1,282,500 บาท แต่โจทก์นำสืบว่า เงินจำนวน 600,000 บาท โจทก์ให้จำเลยนำไปลงทุนในโครงการอื่นก่อนและโจทก์เพิ่งมีหนังสือทวงถามขอคืนเงินกำไรส่วนที่เหลือและเงินจำนวน 600,000 บาท ที่โจทก์ออกค่าซื้อที่ดินเพิ่มเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ให้ชำระภายใน 3 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 25 กรกฎาคม 2541 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันผิดนัด วันที่ 29 กรกฎาคม 2541 หาใช่วันที่จำเลยได้รับค่าที่ดินมาดังที่โจทก์อ้าง"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,282,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 1055 (3) ม. 1061
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางซิ้วจู พจนโสภณากุล
จำเลย — นางสาวสุนิตย์ เลี่ยมสุขศรี
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15116/2551
#419889
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งได้วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ด้วยเหตุผลอื่นที่แตกต่างจากเหตุผลของศาลชั้นต้นว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 333,238.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 211,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลย โดยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งได้วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ด้วยเหตุผลอื่นที่แตกต่างจากศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพันธ์ วงศ์สถิตย์พร
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางศรินดา เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ชวลิต ตุลยสิงห์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15114/2551
#419898
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ถ้าต่อไปโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดต่ำลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่ประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 ยอมรับที่จะปฏิบัติตามที่โจทก์ได้กำหนดขึ้นใหม่ ดังนั้น เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 คงเป็นหนี้โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสิทธิตามสัญญาที่โจทก์พึงได้โดยชอบมาแต่เดิม ซึ่งขณะสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเลิกกัน โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว และข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่เบี้ยปรับ แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดังกล่าวลักษณะคงที่ตลอดไปนั้นไม่ชอบ เพราะตามสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในลักษณะดอกเบี้ยอัตราลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามประกาศโจทก์ จึงให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นอัตราลอยตัวในอัตราเอ็มโออาร์ (อัตราตามประกาศโจทก์เมื่อเทียบกับใบคำนวณยอดหนี้) ตามประกาศโจทก์ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาในปัญหานี้โดยตรง แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 3,379,107.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 2,122,445.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,799,532.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 ในอัตราร้อยละ 11.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2537 ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2538 ในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 ในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 ในอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2538 ในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2538 ในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2538 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2538 ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2538 ในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 และในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 100,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,799,532.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยได้นำเงิน (ที่ถูก ให้นำเงิน) 100,000 บาท ไปหักชำระหนี้ในวันที่ 21 กันยายน 2538 ออกด้วย ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์จนกระทั่งวันที่ 30 กันยายน 2537 สัญญาบัญชีเดินสะพัดได้สิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 1,799,532.11 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วหรือไม่ และดอกเบี้ยตามสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อ 3 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ผู้เบิกเงินเกินบัญชีตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่จะประกาศกำหนด ถ้าต่อไปโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลงเป็นประการใด จำเลยที่ 1 ยอมรับที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามที่โจทก์ได้กำหนดขึ้นใหม่ ดังนั้น เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่จำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี อันเป็นสิทธิตามสัญญาที่โจทก์พึงได้โดยชอบมาแต่เดิม ซึ่งในขณะสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเลิกกันนั้น โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจึงชอบแล้ว และข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่เบี้ยปรับแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดังกล่าวลักษณะคงที่ตลอดไปนั้นไม่ชอบ เพราะตามสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในลักษณะดอกเบี้ยอัตราลอยตัว สามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงได้ตามประกาศโจทก์ จึงให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอัตราเอ็มโออาร์ ตามประกาศโจทก์ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาในปัญหานี้โดยตรง แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองชำระในอัตราเอ็มโออาร์ ตามประกาศโจทก์เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไป โดยให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศฉบับต่าง ๆ ของโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินร้อยละ 11.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเอกชัย อธิคมนันทะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15072/2551
#500736
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกสำหรับการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีของปีภาษี 2539 เกินกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 การประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ปลดภาษีดังกล่าว มีผลทำให้เงินจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนภาษีที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระให้ถูกต้องและเป็นจำนวนเงินของภาษีปี 2539 เต็มปี ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจออกหมายเรียกและทำการประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 23 และ 24 ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก เมื่อสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 และเจ้าพนักงานประเมินได้กระทำภายในกำหนดเวลาดังกล่าว การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปีภาษีสำหรับปีภาษี 2539 จึงรวมถึงจำนวนเงินได้พึงประเมินเต็มปีภาษีที่โจทก์ยังมิได้นำมารวมคำนวณและชำระภาษีสำหรับปีภาษี 2539 ด้วย การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คิดภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยมิได้เอาเงินได้อื่นมารวมคำนวณเพื่อเรียกเก็บภาษีและมิใช่เป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว

ป.รัษฎากร มาตรา 91/21(5) ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนอำนาจเจ้าพนักงานประเมินเฉพาะมาตรา 88/3, 88/4 และ 88/5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมิได้บัญญัติให้นำมาตรา 88/6 ในเรื่องกำหนดเวลาการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับด้วย จึงไม่อาจนำกำหนดเวลาการประเมินของภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แก่กรณีของโจทก์ และตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนได้โดยไม่มีกำหนดเวลาบังคับ อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.รัษฎากร มาตรา 19 ซึ่งเป็นบททั่วไป

เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 193/31 กำหนดให้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี ดังนั้น นับตั้งแต่วันครบกำหนดที่โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2539 ซึ่งเป็นเดือนแรกที่มีปัญหาพิพาทจนถึงวันที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์ยังอยู่ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่จะเรียกเอาภาษีธุรกิจเฉพาะยังไม่ขาดอายุความ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2539 โดยประเมินให้โจทก์เสียภาษีที่ขาดไปจำนวน 57,755.19 บาท เบี้ยปรับ 122,074.38 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จำนวน 49,380.69 บาท รวมเป็นเงิน 229,210 บาท โดยอ้างว่าโจทก์มีรายได้จากการประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวน 2,791,250 บาท และแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงกรกฎาคม กันยายนและตุลาคม 2539 รวม 9 เดือนภาษี เป็นเงิน 346,997 บาท โดยอ้างว่าโจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหนังสือแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีธุรกิจเฉพาะและประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ใหม่โดยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงกรกฎาคม กันยายนและตุลาคม 2539 เป็นเงิน 350,915 บาท โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ โดยให้ชำระภาษีเพิ่มขึ้น 27,634.43 บาท เบี้ยปรับ 48,704.86 บาท และเงินเพิ่ม 23,627.44 บาท รวมต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 85,389.62 บาท เบี้ยปรับ 170,779.24 บาท และเงินเพิ่ม 73,008.13 บาท รวมต้องชำระทั้งสิ้น 329,176.73 บาท และมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะโดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และเป็นผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะในปีภาษี 2539 โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 4 แปลง โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะไว้เพียง 210,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับที่แท้จริงในแต่ละเดือนภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2539 เฉพาะครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) โดยแสดงเงินได้เพียง 100,000 บาท และมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2539 เต็มปี (ภ.ง.ด.90) เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปีตามจำนวนเงินได้ที่โจทก์ได้รับจริง ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีของปีภาษี 2539 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ปลดแล้ว การที่จำเลยยกเลิกการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ประเมินครั้งแรกเนื่องจากมีการระบุเลขมาตราตามกฎหมายไม่ถูกต้อง จึงขออนุมัติยกเลิกการประเมินและได้รับอนุมัติแล้ว การยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าวและประเมินใหม่ไม่ทำให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นหรือเสียสิทธิใดๆ ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ปลดภาษีเพราะเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกเมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการ ทำให้ไม่มียอดภาษีที่ถือว่าได้ชำระแล้วตามการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีไปหักจากยอดภาษีที่ต้องชำระในการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปี ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงมากขึ้นด้วย โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปี (ภ.ง.ด.90) เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจออกหมายเรียกและทำการประเมินภายใน 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกแต่อย่างใด ส่วนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไม่มีกำหนดระยะเวลาการประเมินไว้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากร แม้จะนำมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยก็มีอำนาจประเมินภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามมาตรา 88/6 (1) (ค) เพราะโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีในแต่ละเดือนภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษีแต่ละเดือน การที่โจทก์ระบุในสัญญาซื้อขายว่าขายเฉพาะที่ดิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ซื้อ โดยอ้างหนังสือขออนุญาตก่อสร้างที่ได้มีการโอนเป็นของผู้ซื้อนั้นเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีให้ครบถ้วน จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับ โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดเวลาตามกฎหมายและศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจขยายได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า ในปีภาษี 2539 โจทก์มีเงินได้พึงประเมินและมีรายรับจากการขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินหรือไม่ สำหรับกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคม กุมภาพันธ์ พฤษภาคม มิถุนายนและกันยายน 2539 มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะเดือนภาษีมีนาคม เมษายน กรกฎาคมและตุลาคม 2539 เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินจะระบุว่า โจทก์ขายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 3452, 8949, 8951 และ 8950 ให้แก่นายทวีสิทธิ์ นายประดิษฐ์และนางพรรณรานี นางสาวสุภาภรณ์และนายทรงยศ ตามลำดับ แต่นางวิไลลักษณ์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยได้เบิกความยืนยันว่า ผู้ซื้อได้ให้การว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ในวันทำสัญญาอาคารพาณิชย์ก่อสร้างเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะเข้าอยู่อาศัยลักษณะเหมือนกันทุกคูหา แต่ละคูหาสร้างเสร็จพร้อมกัน ทั้งตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสัญญาวางมัดจำมีข้อความระบุว่า ผู้จะขายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตกลงจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นเงินจำนวนหนึ่ง มีการวางมัดจำบางส่วนและตกลงผ่อนชำระส่วนที่เหลือส่วนเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งผู้จะซื้อจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยมีกำหนดเวลาเมื่อผู้จะขายปลูกสร้างอาคารเสร็จแล้วประกอบกับสภาพอาคารที่ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์รวม 5 หลัง เป็นตึกแถวสร้างติดกัน ใช้ผนังของอาคารหรือกำแพงร่วมกัน โดยโจทก์เป็นผู้แจ้งการปลูกบ้านใหม่และขอกำหนดเลขหมายประจำบ้านทั้ง 5 หลัง ได้เลขหมายประจำบ้านเรียงกันนอกจากนั้นยังปรากฏตามคำให้การของนายก่อเกียรติพยานโจทก์ว่านายอำมาตย์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารทั้ง 5 ห้อง โดยทำการก่อสร้างพร้อมกันแต่ละห้องใช้กำแพงร่วมกันและทาสีเดียวกัน จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้ซื้อแต่ละรายต่างว่าจ้างให้นายอำมาตย์ปลูกสร้างอาคารคนละคราวกัน ทั้งการที่โจทก์ดำเนินการขอเลขหมายประจำบ้านและจัดทำทะเบียนบ้านย่อมเป็นพยานหลักฐานประกอบที่รับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ปลูกสร้างอาคารเพื่อขายพร้อมที่ดินของโจทก์ด้วย พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า ในปีภาษี 2539 โจทก์มีเงินได้พึงประเมินจากการขายอาคารสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับที่ดินด้วย และมีรายรับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินสำหรับเดือนภาษีดังกล่าวข้างต้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บภาษีไปแล้วเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีของปีภาษี 2539 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเกินกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีซึ่งขัดต่อมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ปลดภาษีดังกล่าวซึ่งมีจำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีของปีภาษี 2539 ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้เป็นเงิน 27,634.43 บาท โดยที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2539 ครึ่งปีกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2539 เต็มปี เป็นปีภาษีเดียวกัน เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2539 ครึ่งปี มีผลทำให้เงินจำนวนดังกล่าว เป็นจำนวนภาษีที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระให้ถูกต้องครบถ้วนและเป็นจำนวนเงินของภาษีปี 2539 เต็มปี ซึ่งโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจออกหมายเรียกและทำการประเมินตามมาตรา 23 และ 24 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก เมื่อสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี และเจ้าพนักงานประเมินได้กระทำภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปีภาษีสำหรับปี 2539 ย่อมรวมถึงจำนวนเงินได้พึงประเมินเต็มปีภาษีที่โจทก์ยังมิได้นำมารวมคำนวณและชำระภาษีสำหรับปีภาษี 2539 การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คิดภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยมิได้เอาเงินได้อื่นมารวมคำนวณเพื่อเรียกเก็บภาษีและมิใช่เป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีพิพาทได้กระทำภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนอำนาจเจ้าพนักงานประเมินเฉพาะมาตรา 88/3, 88/4 และ 88/5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมิได้บัญญัติให้นำมาตรา 88/6 ในเรื่องกำหนดเวลาการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับด้วย จึงไม่อาจนำกำหนดเวลาการประเมินของภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แก่กรณีของโจทก์ และตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนได้โดยไม่มีกำหนดเวลาบังคับ อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่อยู่ภายในบังคับของมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นบททั่วไป ทั้งเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/31 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อันเป็นวันครบกำหนดที่โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2539 ซึ่งเป็นเดือนแรกที่มีปัญหาพิพาทในคดีนี้จนถึงวันที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 ก็ยังอยู่ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่จะเรียกเอาค่าภาษีธุรกิจเฉพาะยังไม่ขาดอายุความ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

การที่โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะ ตลอดจนต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นเพราะโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้พึงประเมินปีภาษี 2539 เต็มปี และรายรับจากการขายอาคารบนที่ดินของโจทก์นั้น โจทก์ให้บุตรชายและบุตรสาวของโจทก์เป็นผู้ขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ต่อมาได้มีการโอนใบรับแจ้งก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ซื้อแต่ละรายก่อนที่จะมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินกัน เป็นการวางแผนหลีกเลี่ยงภาษีอากรจากเงินได้พึงประเมินและรายรับจากการขายอาคารหลายหลังที่สร้างบนที่ดินดังกล่าว และในชั้นตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีเท่าที่ควร กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 23 ม. 24 ม. 91/21 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกียว แซ่เฮ้ง
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15064/2551
#500914
เปิดฉบับเต็ม

โทษฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 กำหนดโทษไว้เป็น 3 ประการ คือ โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี โดยให้ศาลเลือกพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ในคดีนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้นซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาเลือกกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 คือ โทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ฉะนั้น โทษสูงสุดของอัตราโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ 20 ปี ดังกล่าวที่สามารถจะลงโทษในข้อหาฐานพยายามได้ในกรณีนี้คือ 13 ปี 4 เดือน การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ข้อหาฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น 15 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงเป็นการลงโทษเกินสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 288 ริบมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูกมาตรา 80, 83) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้ลงมือ เห็นสมควรลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือนริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งให้เป็นเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้เสียหายไปร่วมวงดื่มสุราทึ่ซุ้มหน้าร้านสหกรณ์หมู่บ้านอู่โลก มีนายลุย นายเจียะ นายวิรัตน์ และนายสุพลหรือโต้ง ร่วมวงอยู่ด้วยส่วนจำเลยทั้งสองกับพวกนั่งดื่มสุราอยู่ในซุ้มข้างๆ ขณะนั้นจำเลยทั้งสองมีอาการมึนเมาสุรา ระหว่างร่วมวงผู้เสียหายพูดกับนายสุพลว่า "มึงเคยสลบหรือไม่" นายสุพลจึงเดินไปที่ซุ้มที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ร้องตะโกนว่า "ใครทำน้องกูวะ" แล้วเดินมาที่ซุ้มที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ ผู้เสียหายลุกขึ้นแต่เจ้าของร้านสหกรณ์หมู่บ้านอู่โลกเข้ามาพาผู้เสียหายออกไปทางถนนห่างจากซุ้มประมาณ 4 เมตร จำเลยที่ 1 ตามเข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายบริเวณเอวซ้ายและไหล่ซ้าย เมื่อผู้เสียหายล้มลงจำเลยที่ 1 กระโดดขึ้นคร่อมผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธมีดแทงที่อกซ้ายผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไป คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะที่เจ้าของร้านสหกรณ์หมู่บ้านอู่โลกพาผู้เสียหายออกไปจากซุ้มนั้น จำเลยที่ 2 เดินเข้ามาต่อยหน้าผู้เสียหายส่วนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายล้มลงจำเลยที่ 1 กระโดดขึ้นคร่อมและแทงผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ข้างๆ คอยระวังไม่ให้ผู้อื่นเข้าช่วยพร้อมกับพูดว่า "ใครอย่าเข้ามานะมึง" และได้เตะผู้เสียหายที่ไหล่ นอกจากนี้ โจทก์มีนายลุย นายเจียะ นายวิชิต เป็นพยานเบิกความสนับสนุน แม้พยานโจทก์ปากนายสุพลจะเบิกความไม่ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ตามแต่ตามคำให้การของนายสุพลในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นเยาวชนให้การต่อพนักงานสอบสวน ต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และบุคคลที่พยานร้องขอและหลังเกิดเหตุไม่นานมีรายละเอียดสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากอื่นข้างต้น น่าเชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุพลเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของนายสุพลในชั้นพิจารณาและโจทก์ยังมีคำให้การชั้นสอบสวนของนายวิรัตน์ที่ร่วมวงสุรากับผู้เสียหายเป็นพยานสนับสนุนอีก นายลุย นายเจียะ และนายวิชิตไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ดังกล่าวจะเบิกความเข้าข้างผู้เสียหายแล้วแต่งเติมข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 เข้าชกหน้าผู้เสียหายจากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายล้มลงจำเลยที่ 1 กระโดดคร่อมและใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ยืนคุมเชิงและไม่ให้ผู้ใดเข้าช่วยผู้เสียหาย ทั้งยังเตะผู้เสียหายที่ไหล่ จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็หลบหนีไปกับจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่จำเลยที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 1 โดยตลอด อีกทั้งเข้าทำร้ายผู้เสียหายและหลบหนีไปด้วยกันย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พยานโจทก์ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กระทำไปเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่ผู้เสียหายพูดขู่ว่าจะทำร้ายนายสุพลเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าอันตรายที่ใกล้จะถึง จึงใช้กำลังกายของจำเลยที่ 2 กระทำไปเพื่อป้องกันบุคคลอื่นพอสมควรแก่เหตุ หากฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นเพื่อป้องกันนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี เป็นการลงโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 เบากว่านี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง โทษฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดโทษไว้เป็น 3 ประการ คือ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี โดยให้ศาลเลือกพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ในคดีนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้นซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาเลือกกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 คือ โทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ฉะนั้น โทษสูงสุดของอัตราโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ 20 ปี ดังกล่าวที่สามารถจะลงโทษในข้อหาฐานพยายามได้ในกรณีนี้คือ 13 ปี 4 เดือน การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ข้อหาฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น 15 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการลงโทษเกินสองในสามส่วนของโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายวินัยหรือมืด แสงคราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15057/2551
#419913
เปิดฉบับเต็ม

สมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเท่าแม่ ประชุมร่วมกันและลงลายมือชื่อร่วมกัน มอบอำนาจให้ ส. ร. และ ม. ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย มิใช่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเท่าแม่ เป็นผู้มอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แต่อย่างใด การร้องทุกข์จึงเป็นไปโดยชอบ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120,121 ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนเงิน 371,512 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 371,512 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเท่าแม่ ไม่เป็นนิติบุคคลจึงไม่เป็นผู้เสียหายในคดีนี้ไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลใดแจ้งความร้องทุกข์ได้ตามกฎหมาย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า สมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเท่าแม่ประชุมและร่วมกันมอบอำนาจให้นายสมนึก นายรวยและนายสมเกียรติไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 มิใช่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านบางเท่าแม่ เป็นผู้มอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ แต่อย่างใด การร้องทุกข์จึงเป็นไปโดยชอบ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นางลาภ พลายชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายสุชาติ สุวินิจฉัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15045/2551
#419891
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทิศทางการขับรถของจำเลยที่ 1 กับ ป. ที่ปรากฏในทางนำสืบ แม้จะเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับที่บรรยายฟ้อง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การหรือนำสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นเพียงพลความในการวินิจฉัยคดีเท่านั้น ในคดีแพ่งเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี โดยโจทก์หาจำต้องนำสืบให้สมฟ้องดั่งคดีอาญาไม่ และมิต้องด้วยข้อห้ามมิให้พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 279,843 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2543) เป็นเงินไม่เกิน 9,843 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ขับรถไปตามถนนสายตาคลี - ตากฟ้า จากอำเภอตาคลีไปทางอำเภอตากฟ้า จำเลยที่ 1 ขับแซงรถยนต์บรรทุกล้ำเข้าไปในช่องเดินรถอีกฟากหนึ่งโดยประมาท และชนกับรถยนต์ที่นายประดิษฐ์ขับสวนทางมาจากอำเภอตากฟ้าไปทางอำเภอตาคลี แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถเส้นทางจากอำเภอตากฟ้าไปทางอำเภอตาคลี ส่วนนายประดิษฐ์ขับรถเส้นทางจากอำเภอตาคลีไปทางอำเภอตากฟ้า จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นและรับฟังมิได้ว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เหตุรถชนกันในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหายเพียงฝ่ายเดียว คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ในคดีส่วนแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องเกี่ยวกับทิศทางการขับรถของจำเลยที่ 1 กับนายประดิษฐ์ตรงกันข้ามกับที่โจทก์นำสืบ แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว คงต่อสู้เพียงว่า นายประดิษฐ์เป็นฝ่ายขับรถแซงรถยนต์บรรทุกและชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับสวนทาง เหตุรถชนกันเกิดขึ้นเพราะความประมาทของนายประดิษฐ์ นอกจากนี้ ในชั้นพิจารณาสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1 ก็เบิกความต่อสู้เกี่ยวกับเหตุรถชนกันเพียงว่า นายประดิษฐ์มีส่วนประมาทด้วยเท่านั้น ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 1 รับว่า ตนเป็นฝ่ายประมาทนั่นเอง สำหรับจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบต่อสู้ในเรื่องเหตุที่รถชนกันว่า มิใช่เป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 คงนำสืบต่อสู้เพียงว่าจำเลยที่ 2 มิใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 ดังนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทิศทางการขับรถของจำเลยที่ 1 กับนายประดิษฐ์ที่ปรากฏในทางนำสืบแม้จะเป็นทิศทางการตรงกันข้ามกับที่บรรยายฟ้อง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การหรือนำสืบปฏิเสธดังที่ศาลฎีกาได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นเพียงพลความในการวินิจฉัยคดีเท่านั้น ซึ่งพยานโจทก์คือนายประดิษฐ์เบิกความว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ขับรถแซงรถยนต์บรรทุกล้ำเข้าไปในทางเดินรถของนายประดิษฐ์ กับพยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือพันตำรวจตรีไพฑูรย์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พันตำรวจตรีไพฑูรย์ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏน่าเชื่อว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว พันตำรวจตรีไพฑูรย์ได้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ดังนี้ ในคดีแพ่งเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายแพ้คดีต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัทซิโน - ไทยเอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับความเสียหายได้ โดยโจทก์หาจำต้องนำสืบให้สมฟ้องดั่งคดีอาญาไม่ และมิต้องด้วยข้อห้ามมิให้พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสถาพร คำสอาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15019/2551
#451865
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบพร้อมทั้งยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ส่วนคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสาม ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 129,355 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 128,555 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานเป็นผู้ทำละเมิดแก่รถคันที่โจทก์รับประกันภัยโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการ

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบพร้อมทั้งยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่คืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและยกคำร้องขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นใบแต่งทนายจึงเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) นั้น เห็นว่า แม้ในคำให้การที่ยื่นเข้ามาภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายจะระบุว่าเป็นคำให้การของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นใบแต่งทนายต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับเป็นคำให้การของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยมิได้มีคำสั่งให้คืนคำคู่ความให้จำเลยที่ 1 ไปทำมาใหม่ เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นยกคำร้องทั้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและคำสั่งให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตัดสินชี้ขาดคดี ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเข้ามาเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องหากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้ทันที ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 226 ม. 228 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเดชา ศรีประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นางจิราภรณ์ แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15018/2551
#451821
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. 193 วรรคสี่ (เดิม) และมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง ได้กำหนดหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การสำหรับคดีมโนสาเร่ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลยในคดีมโนสาเร่ขาดนัดยื่นคำให้การก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จะนำหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่และจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงมิต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง แต่อย่างใด

การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาจึงเป็นการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาซึ่งบทบัญญัติในคดีมโนสาเร่ได้กำหนดเป็นการเฉพาะให้กรณีที่จำเลยขาดนัดพิจารณาให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ และเมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานและพิพากษาคดีจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่จำต้องให้โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 86,735.93 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 80,491.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 86,735.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 80,491.98 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล จึงเป็นกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ซึ่งบทบัญญัติในเรื่องการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาในคดีมโนสาเร่นั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 193 วรรคสี่ (เดิม) และมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) กล่าวคือ การขาดนัดยื่นคำให้การกรณีที่จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณา แต่ไม่ยอมให้การตามมาตรา 193 วรรคสี่ (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่ง ไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ และดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และกรณีที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาตามมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้ว ไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา 202 และถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย จะเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีมโนสาเร่แตกต่างจากการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีแพ่งสามัญตามมาตรา 197 ที่กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำให้การตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ซึ่งหากจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือตามคำสั่งศาล ก็ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ในคดีมโนสาเร่กฎหมายหาได้กำหนดระยะเวลาการยื่นคำให้การไว้ดังเช่นคดีแพ่งสามัญไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำให้การจนถึงวันนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 และมาตรา 193 ทวิ (เดิม) ดังนั้น เมื่อมีบทบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การสำหรับคดีมโนสาเร่ไว้เป็นการเฉพาะเช่นนี้แล้ว การที่จะถือว่าจำเลยในคดีมโนสาเร่ขาดนัดยื่นคำให้การก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นและจะนำหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงมิต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง แต่อย่างใด

สำหรับการที่จำเลยขาดนัดพิจารณานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้ว ไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา 202 และถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเมื่อในวันนัดพิจารณาจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ก็ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา 202 (มาตรา 204) กล่าวคือ ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยจำเลยขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญมาปรับแก่คดีและกระบวนพิจารณา ต่อจากนั้นศาลก็อาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 ประกอบมาตรา 206 วรรคสอง ซึ่งให้นำมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาจึงเป็นการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาซึ่งบทบัญญัติในคดีมโนสาเร่ได้กำหนดเป็นการเฉพาะให้กรณีที่จำเลยขาดนัดพิจารณาให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้แล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานและพิพากษาคดีจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่จำต้องให้โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธี-พิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง อีก การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวโดยได้ใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานนั้นเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 วรรคสี่ (เดิม) ม. 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ม. 197 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชาย เครืององอาจนุกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายธวัชชัย สุรักขกะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15017/2551
#451833
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานเป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2544 เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิและทำให้กองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานได้รับความเสียหาย คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กู้เงินและทำสัญญากู้เงินไว้ให้กองทุนหมู่บ้านพรุกำหวาน โดยจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป 20,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งตามระเบียบกองทุนผู้กู้จะต้องชำระคืนภายใน 1 ปี พร้อมดอกเบี้ยและได้ทำหลักฐานสัญญากู้เงินไว้ หลังจากกู้เงินจำเลยชำระดอกเบี้ยครั้งเดียว 200 บาท หลังจากนั้นไม่เคยชำระเงิน จำเลยต้องชำระเงินต้น 20,000 บาท ดอกเบี้ย 1,825 บาท และค่าปรับ 550 บาท เป็นคำบรรยายฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า การกู้เงินยังไม่เกิดขึ้นจะนำมาฟ้องร้องไม่ได้ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ เพราะในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 22,375 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 22,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 1,800 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ได้ความว่า มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2544 ข้อ 6 ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ" ข้อ 10 กำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว และคณะกรรมการดังกล่าวได้ออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2544 ซึ่งข้อ 16 กำหนดให้มีการจัดให้มีคณะกรรมการกองทุนจำนวน 15 คน ขึ้นมาบริหารจัดการกองทุน ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานจึงเป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวาน เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิและทำให้กองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานได้รับความเสียหาย คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานย่อมมีอำนาจฟ้อง โดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานทุกคนหรือกรรมการบางคนเป็นผู้ดำเนินการได้ เมื่อปรากฏตามรายงานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานครั้งที่ 1/2447 วันที่ 15 มีนาคม 2547 ว่า ระเบียบวาระที่ 3.3 มีมติให้ดำเนินคดีกับสมาชิกผู้ค้างชำระเงินกู้ซึ่งมีชื่อจำเลยอยู่ด้วย และระเบียบวาระที่ 3.4 มีมติให้นางชอ้อน กรรมการคนหนึ่งเป็นตัวแทนในการดำเนินคดี การที่นางชอ้อนฟ้องคดีจึงถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีในนามของกรรมการกองทุนหมู่บ้านพรุกำหวานเป็นการชอบด้วยกฎหมายและมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กู้เงินและทำสัญญากู้เงินไว้ให้กองทุนหมู่บ้านพรุกำหวาน โดยจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป 20,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งตามระเบียบกองทุนผู้กู้จะต้องชำระคืนภายใน 1 ปี พร้อมดอกเบี้ยและได้ทำหลักฐานสัญญากู้เงินไว้ หลังจากกู้เงินจำเลยชำระดอกเบี้ยครั้งเดียว 200 บาท หลังจากนั้นไม่เคยชำระเงิน จำเลยต้องชำระเงินต้น 20,000 บาท ดอกเบี้ย 1,825 บาท และค่าปรับ 550 บาท เป็นคำบรรยายฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า การกู้เงินยังไม่เกิดขึ้นจะนำมาฟ้องร้องไม่ได้นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ เพราะในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะข้อกฎหมาย ดังนั้นฎีกาข้อนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็วินิจฉัยให้ไม่ได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง ม. 249
ชื่อคู่ความ
นางชอ้อน พรมมี ในฐานะคณะกรรมการ
โจทก์ — กองทุนหมู่บ้านพรุกำหวาน
จำเลย — นายประสงค์ ลายทองสุก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา วีระประจักษ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15016/2551
#419886
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 694 แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงอาจทำข้อตกลงแตกต่างกับที่กฎหมายมาตรานี้บัญญัติไว้ได้ สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความเป็นข้อต่อสู้อย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตกลงกับโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่าจะไม่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ตามข้อ 4 ของสัญญาค้ำประกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่สัญญาและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และคงมีผลเพียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เท่านั้น ส่วนอายุความตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ เพราะเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เองโดยตรง กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความของสัญญาค้ำประกันไว้ จึงมีอายุความสิบปีอันเป็นอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 546,166.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี ของต้นเงิน 195,893.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 6535 ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่ระหว่างพิจารณาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้พิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 4 ที่ระบุว่าผู้ค้ำประกันจะไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ธนาคารเพราะหนี้นั้นขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้ เป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงอาจทำข้อตกลงแตกต่างกับที่กฎหมายมาตรานี้บัญญัติไว้ได้ สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความเป็นข้อต่อสู้อย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตกลงกับโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่าจะไม่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ตามข้อ 4 ของสัญญาค้ำประกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่สัญญาและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว และยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ด้วย สัญญาค้ำประกัน ข้อ 4 คงมีผลเพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เท่านั้น ส่วนอายุความตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้เพราะเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เองโดยตรง กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความของสัญญาค้ำประกันไว้ จึงมีอายุความสิบปีอันเป็นอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2531 ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดและโจทก์ชอบที่จะเรียกจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน จนถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 พ้นเวลาสิบปีแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 694
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นางผ่องศรี จันทร์คำแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวยุภา พรหมดวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปรัชญา โกศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15016/2551
#500734
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 694 แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงอาจทำข้อตกลงแตกต่างกับที่กฎหมายมาตรานี้บัญญัติไว้ได้ สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความเป็นข้อต่อสู้อย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตกลงกับโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่าจะไม่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ตามข้อ 4 ของสัญญาค้ำประกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่สัญญาและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว และยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ด้วยสัญญาค้ำประกันข้อ 4 คงมีผลเพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เท่านั้น ส่วนอายุความตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ เพราะเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เองโดยตรงกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความของสัญญาค้ำประกันไว้ จึงมีอายุความสิบปีอันเป็นอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2531 ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดและโจทก์ชอบที่จะเรียกจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน จนถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 พ้นเวลาสิบปีแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 546,166.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี ของต้นเงิน 195,893.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 6535 ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่ระหว่างพิจารณาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้พิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันข้อ 4 ที่ระบุว่าผู้ค้ำประกันจะไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ธนาคารเพราะหนี้นั้นขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้ เป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงอาจทำข้อตกลงแตกต่างกับที่กฎหมายมาตรานี้บัญญัติไว้ได้ สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความเป็นข้อต่อสู้อย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตกลงกับโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่าจะไม่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ตามข้อ 4 ของสัญญาค้ำประกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่สัญญาและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว และยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ด้วย สัญญาค้ำประกัน ข้อ 4 คงมีผลเพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความของจำเลยที่ 1 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เท่านั้น ส่วนอายุความตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้เพราะเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เองโดยตรง กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความของสัญญาค้ำประกันไว้ จึงมีอายุความสิบปีอันเป็นอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2531 ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดและโจทก์ชอบที่จะเรียกจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน จนถึงวันที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 พ้นเวลาสิบปีแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 694
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
นางผ่องศรี จันทร์คำแสง
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15002/2551
#501342
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้อง จึงต้องลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง

โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยเนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 และจำเลยได้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปี จำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าวไปแล้ว ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกนั้น เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ฯ ใช้บังคับ และบทบัญญัติมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้บังคับ (วันที่ 5 ธันวาคม 2550) โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้นเมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปก่อนวันที่ พ.ร.บ. ข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92 และขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง, 100/1 วรรคสอง เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายมาตรา 92 และเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 8 ปี ปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 5 ปี 4 เดือน ปรับ 266,667 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี (ที่ถูก 3 ปี) 5 เดือน 10 วัน รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี 9 เดือน 10 วัน ปรับ 266,667 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ห้ามมิให้กักขังเกินกว่า 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์นำสืบแต่เพียงว่าสายลับเข้าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางตุ๊กตาไม่ได้ล่อซื้อจากจำเลย ทางนำสืบของเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ความว่าที่บ้านพักของนางตุ๊กตามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนางตุ๊กตาเพียงใด หรือเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ลำพังแต่เพียงจำเลยยืนอยู่ภายในบ้านใกล้กับนางตุ๊กตาและค้นพบเมทแอมเฟตามีนในตัวจำเลยอีก 20 เม็ด ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนางตุ๊กตากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่จำเลยเขียนคำรับต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าร่วมกับนางตุ๊กตาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเพียงคำรับในชั้นจับกุมของจำเลยเท่านั้นใช้ฟังลงโทษโดยลำพังไม่ได้ ส่วนที่นางตุ๊กตาได้นำกระเป๋าเงินออกมาโดยแจ้งว่าเป็นกระเป๋าเงินของจำเลย และจำเลยยอมรับต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเมทแอมเฟตามีนที่ค้นพบเป็นของนางตุ๊กตากับจำเลยร่วมกันจำหน่ายนั้น ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าของเจ้าพนักงานตำรวจที่รับฟังมาจากจำเลยและนางตุ๊กตาเท่านั้นไม่อาจนำคำบอกเล่าดังกล่าวมาฟังลงโทษจำเลยได้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกฟ้องข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสอง ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้องจึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามมาตรา 66 วรรคสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องและแก้ไขโทษเสียด้วย นอกจากนี้ที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยเนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1094/2545 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 และจำเลยได้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปี จำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าวไปแล้วภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกนั้น เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ และบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ (วันที่ 5 ธันวาคม 2550) โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับจำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี สถานเดียว ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน คำขอเพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสุรชัยหรือปลา ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14944/2551
#451861
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายที่เป็นผู้เยาว์ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนแล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาคร กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป จึงเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ เมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด และพาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจดังกล่าวไปจับจำเลยทั้งสองที่ท้องที่อำเภอเมืองสมุทรสาครในทันทีทันใด แล้วนำจำเลยทั้งสองไปส่งมอบแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนดำเนินคดี เห็นได้ว่า ขณะที่ผู้เสียหายแจ้งความยังจับกุมตัวจำเลยทั้งสองไม่ได้ ท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนคือ สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ดังนั้นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนจึงมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 140 และ 141 ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดนั้นโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 318 วรรคสาม, 276 วรรคสอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพนิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากจำเลยทั้งสองได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าจะให้ได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 1 ปี ขั้นสูงคนละ 2 ปี นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 16 มีนาคม 2547)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกาความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้หรือไม่ คดีนี้การพรากผู้เยาว์เหตุเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนและต่อเนื่องไปถึงท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาคร แล้วจำเลยทั้งสองได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาคร กรณีเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อเนื่อง และกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป จึงเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) และ (4) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด แล้วพาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดังกล่าวไปจับจำเลยทั้งสองที่ท้องที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครทันทีทันใด แล้วนำตัวจำเลยทั้งสองไปส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนดำเนินคดี ดังนี้เห็นได้ว่าขณะผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนนั้น ยังจับผู้ต้องหา (จำเลย) ไม่ได้ ท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนคือสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ข) กล่าวคือ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดังนั้นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนจึงมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และ 141 กรณีถือได้ว่าได้มีการสอบสวนความผิดนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 2 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุไม่เกินสิบห้าปี ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ที่แก้ไขใหม่ แต่เห็นสมควรให้ดำเนินการตามมาตรา 74 (2) และ (3) กล่าวคือ ให้มอบตัวจำเลยที่ 2 แก่บิดามารดาโดยให้บิดามารดาต้องระวังไม่ให้จำเลยที่ 2 ก่อเหตุร้ายหรือกระทำความผิดทางอาญาเป็นเวลา 3 ปี หากฝ่าฝืนให้ปรับบิดามารดาครั้งละ 5,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลจังหวัดสมุทรสาครทุก 3 เดือน รวม 8 ครั้ง ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับสุรายาเสพติดทุกประเภท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (3) ม. 19 (4) ม. 19 วรรคสอง (ข) ม. 120 ม. 140 ม. 141
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 2
จำเลย — นายสาธิตหรือกอล์ฟ บัวสุภาพหรือบรรทึก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายนาวี สกุลวงศ์ธนา
ศาลอุทธรณ์ — นายสมยศ เข็มทอง
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14892/2551
#501336
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้กู้ยืมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา การที่โจทก์แถลงขอส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจแทนการสืบพยานและศาลอนุญาตถือได้ว่าเป็นการให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน เอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่จำต้องมีพยานบุคคลมาสืบประกอบ

จำเลยที่ 2 ปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 จำเลยที่ 2 ต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 1 ปี นับแต่วันใดและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้วอย่างไร การที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เนื่องจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาค้ำประกันตกเป็นมรดกของ ศ. ตั้งแต่ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องตามสัญญาค้ำประกันภายใน 1 ปี นับถึงวันฟ้องสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ระบุวันที่โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ศ. ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นนับอายุความว่าเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่ชัดแจ้งว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 จะอนุมานเอาจากข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าโจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของ ศ. ว่าเป็นวันใดก็ไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,234,252.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 14,774,352.93 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางศรีโสภา ร่วมกันชำระเงิน 33,234,252.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 14,774,352.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า หนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้สมฟ้อง แต่โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจโดยไม่มีพยานบุคคลมาสืบประกอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว เอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้กู้ยืมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอนเมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสองให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลมการที่โจทก์แถลงขอส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจแทนการสืบพยานและศาลชั้นต้นอนุญาต ถือได้ว่าเป็นการให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน เอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่จำต้องมีพยานบุคคลมาสืบประกอบ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน และต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 จำเลยที่ 2 ต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 1 ปี นับแต่วันใด และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เนื่องจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาค้ำประกันตกเป็นมรดกของนางศรีโสภาแล้วตั้งแต่ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องตามสัญญาค้ำประกันภายใน 1 ปี นับถึงวันฟ้องสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ระบุวันที่โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนางศรีโสภาซึ่งเป็นวันเริ่มต้นนับอายุความว่าเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่แจ้งชัดว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 จะอนุมานเอาจากข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของนางศรีโสภาว่าเป็นวันใดก็ไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ไม่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 206
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
จำเลย — นายพิริยะหรืออินทรีย์ จิระวิชิตชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2551
#501330
เปิดฉบับเต็ม

กรณีผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 191/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองนั้น คำว่า "กิจการของฝ่ายลูกหนี้" หาได้มีความหมายจำกัดเพียงว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายอีกต่อหนึ่งหรือต้องเป็นการซื้อวัตถุดิบมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าเท่านั้นไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นกรณีไป

จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่า เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แห่ง ป.พ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 501,007.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 398,052.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ในวงเงิน 20,000 บาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาทำนองเดียวกันว่า สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าตามฟ้องมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะใช้อายุความ 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า กรณีผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) บัญญัติให้มีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองนั้น คำว่า "กิจการของฝ่ายลูกหนี้" หาได้มีความหมายจำกัดเพียงว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายอีกต่อหนึ่งหรือต้องเป็นการซื้อวัตถุดิบมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเท่านั้นไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นกรณีไป คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการอุตสาหกรรมโรงสีข้าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิเสธ และให้การยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการโรงสีข้าวของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำฟ้องและคำให้การแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซื้อกระแสไฟฟ้าจากโจทก์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมโรงสีข้าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อการดังกล่าวอีกไม่ได้ ส่วนที่ 3 ก็รับมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานในการทำงานของเครื่องจักรกล การที่โจทก์ขายกระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าของโจทก์จึงเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า การคำนวณเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มของโจทก์ไม่ถูกต้อง พนักงานของโจทก์มิได้อ่านหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าผิดพลาด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า พนักงานของโจทก์จดเลขหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ตกไป 1 หลัก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 มีค่าไฟฟ้าที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 398,052.29 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งเป็นประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรับฟังมานั้นไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกาอีกหาได้ไม่ เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริอโยธยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14835/2551
#419888
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 26 ถ้าศาลได้ตั้งข้อถามหรือออกคำสั่งหรือชี้ขาดเกี่ยวด้วยการดำเนินคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีเรื่องนั้นคัดค้านข้อถามหรือคำสั่ง หรือคำชี้ขาดนั้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไปให้ศาลจดข้อถามหรือคำสั่งหรือคำชี้ขาดที่ถูกคัดค้านและสภาพแห่งการคัดค้านลงไว้ในรายงาน แต่ส่วนเหตุผลที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างอิงนั้นให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงาน หรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่คัดค้านยื่นคำแถลงเป็นหนังสือเพื่อรวมไว้ในสำนวน แต่ตามสำนวนไม่ปรากฏว่าศาลได้จดไว้ว่าโจทก์คัดค้านคำสั่งที่อ้างว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ธ. ถามค้านพยานโจทก์ไว้เป็นการไม่ชอบ เมื่อไม่มีคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นหลักฐานก็ไม่อาจถือได้ว่ามีคำสั่งของศาลชั้นต้นในอันที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 26 ถ้าศาลได้ตั้งข้อถาม หรือออกคำสั่งหรือชี้ขาดเกี่ยวด้วยการดำเนินคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีเรื่องนั้น คัดค้านข้อถามหรือคำสั่งหรือคำชี้ขาดนั้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไปให้ศาลจดข้อถามหรือคำสั่งหรือคำชี้ขาดที่ถูกคัดค้านและสภาพแห่งการคัดค้านลงไว้ในรายงาน แต่ส่วนเหตุผลที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างอิงนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงาน หรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่คัดค้านยื่นคำแถลงเป็นหนังสือเพื่อรวมไว้ในสำนวน แต่ตามสำนวนไม่ปรากฏว่าศาลได้จดไว้ว่าโจทก์คัดค้านคำสั่งที่อ้างว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายธนกุลถามค้านพยานโจทก์ไว้ เป็นการไม่ชอบ มีแต่ข้อกล่าวอ้างในคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 จึงไม่มีข้อความคำสั่งศาลชั้นต้นที่ศาลฎีกาจะพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ เมื่อไม่มีคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นหลักฐานก็ไม่อาจถือได้ว่ามีคำสั่งของศาลชั้นต้นในอันที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ ดังนั้นแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหมดให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 26 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกฎหมายธำรงคุณธรรม จำกัด
จำเลย — นางอุไรวรรณ ดีเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14822/2551
#418387
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งหมดที่ปรากฏต่อศาลแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิดอำนาจศาลเกิดขึ้นอย่างใด จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ดังนั้น ผู้ร้องย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยในบริษัทจำเลย โจทก์กับจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย และฐานะกรรมการของกรรมการผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในนามของบริษัทจำเลย ซึ่งมีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารงานของบริษัทจำเลย อันถือว่ามีผลประโยชน์ขัดกับบริษัทจำเลย อันเป็นการหลอกลวงศาลให้หลงเชื่อถึงอำนาจในการทำการแทนบริษัทจำเลย เป็นการละเมิดอำนาจศาล ขอให้ศาลกำหนดโทษแก่ผู้ที่กระทำความผิด และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดจากการหลอกลวงศาล

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ในกรณีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลอ้างว่าโจทก์กับจำเลยร้องขอให้ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์กับจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย และฐานะกรรมการของกรรมการผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในนามของบริษัทจำเลย อันเป็นการหลอกลวงศาลให้หลงเชื่อถึงอำนาจในการทำการแทนบริษัทจำเลย เป็นการละเมิดอำนาจศาล เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทั้งหมดที่ปรากฏต่อศาลแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของผู้ร้องฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิดอำนาจศาลเกิดขึ้น จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ดังนี้ ผู้ร้องย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง

อนึ่ง กระบวนพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลภายหลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลโดยเฉพาะ แม้คดีละเมิดอำนาจศาลจะมีบทบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เป็นคดีที่มีโทษทางอาญา เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใดแล้ว ผู้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลอีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของผู้ร้องมาจึงไม่ชอบ ต้องคืนแก่ผู้ร้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นนี้แก่ผู้ร้อง ค่าทนายความให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบรูแน ดองแตลล์ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทโกการ์ จำกัด
บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พลรัตน์ ประทุมทาน
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14818/2551
#500729
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อายุความ 1 ปี ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือวันที่โจทก์ทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลย โจทก์เพิ่งทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 อายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีไม่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 มาใช้บังคับ เพราะขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุดแต่อย่างใด

ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมรวมถึงงานเรียบเรียงเสียงประสานด้วย เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน และปกในของเทปเพลงที่วางจำหน่ายทั่วไปโดยมีงานดังกล่าวอยู่ด้วยระบุรายละเอียดของเพลงนี้ว่า ส. เป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองส่วนจำเลยเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 62 วรรคสอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โต้แย้งว่า จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ในงานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า"

กรณีมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจว่า จำเลยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยเคยแจ้งให้มีการระงับการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยแล้ว จำเลยจึงชอบที่จะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมายได้ ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายพีรพลกรรมการผู้จัดการโจทก์ ได้รับโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" จากนายสมหวังต่อมาโจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย แต่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะจำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายที่จะกระทำการดังกล่าว เนื่องจากจำเลยไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ การแจ้งความร้องทุกข์เป็นการปกป้องผลประโยชน์อันพึงได้ของจำเลยโดยสุจริต เพราะจำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" โดยถูกต้องตามกฎหมายเพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2546 ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยลงวันที่ 30 เมษายน 2547 ว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งศาลแพ่งได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2547 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2547 ประมาณปี 2532 นายพีรพลซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ ตกลงทำสัญญารับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมกับนายสมหวังผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ต่อมาปี 2545 โจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2545 จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 11 กันยายน 2546 ให้โจทก์ไปพบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ และไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ในปัญหานี้โจทก์มีนายสุทธิศักดิ์มาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.5 ว่า โจทก์ได้รับหมายเรียกของพนักงานสอบสวนลงวันที่ 11 กันยายน 2546 และโจทก์ไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 และอายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์ย่อมไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ในทำนองว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์หยุดการกระทำละเมิดต่อจำเลย ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์รับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาได้ทำวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่าย แต่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย ทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อายุความ 1 ปี ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือวันที่โจทก์ทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลย เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 นั่นเอง อายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีไม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 มาใช้บังคับ เพราะขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาอื่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก โดยปัญหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยเป็นประการแรก คือ จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" หรือไม่ เห็นว่า ตามบทนิยามศัพท์ ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมรวมถึงงานเรียบเรียงเสียงประสารด้วย เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน และเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งเป็นปกในของเทปเพลงที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยมีงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" อยู่ด้วย ได้ระบุรายละเอียดของเพลงนี้ว่า นายสมหวังเป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนอง ส่วนจำเลยเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 วรรคสอง ที่ว่า "งานใดมีชื่อหรือสิ่งที่ใช้แทนชื่อของบุคคลใดที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงแสดงไว้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของชื่อหรือสิ่งที่ใช้แทนชื่อนั้นเป็นผู้สร้างสรรค์หรือนักแสดง" โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โต้แย้งว่า จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ในงานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" แต่โจทก์มีเพียงนายสุทธิศักดิ์และนายพิมพ์ปฏิภาณมาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.3 ในทำนองว่า โจทก์ได้รับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" มาจากนายสมหวังโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ใด ๆ เกี่ยวกับงานดนตรีกรรมเพลงดังกล่าว ในขณะที่ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.8 ถึง ล.11 และ ล.13 ยืนยันว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" เห็นว่า เอกสารหมาย จ.3 ระบุเพียงว่า นายสมหวังเป็นผู้ทรงสิทธิและเป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยโดยเฉพาะเอกสารหมาย ล.11 ที่เป็นหนังสือวางจำหน่ายทั่วไปก็ระบุว่า นายสมหวังเป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" เมื่อโจทก์ไม่ได้นำนายสมหวังมาเบิกความต่อศาลด้วยจึงยังฟังไม่ได้ว่าการที่โจทก์ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.3 กับนายสมหวังนั้นจะมีผลทำให้โจทก์มีลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" แต่เพียงผู้เดียวตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนคำเบิกความของนายพิมพ์ปฏิภาณในทำนองว่า พนักงานของบริษัทผู้ผลิตเพลง "น้ำตาฟ้า" เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน ก็เป็นเพียงความเห็นของนายพิมพ์ปฏิภาณเท่านั้น ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานและพยานหลักฐานของจำเลย คดีเป็นอันรับฟังว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงประสาน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีรับฟังว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน ต่อมาโจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย ตามเอกสารหมาย จ.4 และวัตถุพยานหมาย วจ.1 และฝ่ายจำเลยนำสืบต่อไปโดยมีจำเลยและนายเสนีย์มาเบิกความว่า งานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของโจทก์ เอกสารหมาย ล.14 เหมือนหรือคล้ายกับของจำเลย เอกสารหมาย ล.13 กรณีจึงมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจว่า จำเลยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยเคยแจ้งให้มีการระงับการกระทำละเมิดต่อลิขสิทธิ์ของจำเลยแล้ว ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยจึงชอบที่จะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมายได้ ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 420 ม. 421 ม. 448 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 62 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรส วีดีโอ จำกัด
จำเลย — นายกฤษฎา ปาลีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ