คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2552
#501333
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นฎีกาโจทก์และจำเลยโต้เถียงกันว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ขณะยื่นคำฟ้องเดือนละไม่เกิน 10,000 บาท การที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิใช่ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งโจทก์ได้รับมาจากมารดา ต่อมาโจทก์สมรสกับนายสมใจ จึงได้ร่วมกันสร้างบ้านเลขที่ 41 โรงเลี้ยงสุกร โรงเก็บยางพาราและรั้วอิฐบล็อกเพื่อล้อมบ้านในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2541 โจทก์และนายสมใจได้หย่าขาดจากกันและขณะโจทก์และนายสมใจอยู่กินฉันสามีภริยากันนั้น โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 250/2541 ของศาลชั้นต้น ได้ยื่นฟ้องนายสมใจเป็นจำเลยและโจทก์ในคดีดังกล่าวนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 41 โรงเลี้ยงสุกร โรงเก็บยาพารา และรั้วอิฐบล็อก ครั้นวันที่ 1 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว โดยมีจำเลยเป็นผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาด หลังจากนั้นจำเลยและบริวารได้เข้าครอบครองบ้านและที่ดินพิพาท อันเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ครอบครองอยู่ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป หากจำเลยและบริวารไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโจทก์ขอเป็นผู้รื้อถอนเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่ารื้อถอน

จำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่า ระหว่างที่โจทก์กับนายสมใจ อยู่กินด้วยกันได้ก่อหนี้ขึ้นเป็นเงินหลายแสนบาท ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์จึงมอบสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้นายสมใจเพื่อนำไปชำระหนี้ เมื่อตกลงกันแล้วจึงได้เลิกร้างกัน โจทก์ไปอาศัยมารดาอยู่ตั้งแต่ปี 2538 นายสมใจจึงได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา จำเลยซื้อทรัพย์สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดในการบังคับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 250/2541 ของศาลชั้นต้น หลังจากซื้อทรัพย์แล้ว นายสมใจได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทได้จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองตลอดมาขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์มานานกว่า 40 ปีแล้ว ผู้ร้องสอดได้สร้างบ้านเลขที่ 41 โรงเรือนสำหรับเลี้ยงสุกร โรงเก็บยางพาราและรั้วอิฐบล็อกคอนกรีตในที่ดินพิพาทผู้ร้องสอดได้อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นบุตรกับนายสมใจ เข้าไปอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด เจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านเลขที่ 41 พร้อมโรงเลี้ยงสุกร โรงเก็บยางพาราและรั้วอิฐบล็อก ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทนำออกขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยประกาศเงื่อนไขว่า ทรัพย์ที่ยึดตั้งอยู่บนที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ผู้ซื้อโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างจะต้องรื้อถอนออกไปจากที่ดินจำเลยได้ซื้อทรัพย์ทั้งหมดจากการขายทอดตลาดได้ในราคา 200,000 บาท แล้วจำเลยและนายสมบูรณ์ สามีจำเลยพร้อมบริวารย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเลขที่ 41 และครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดผู้มีสิทธิครอบครอง ให้โจทก์จำเลย และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 41 พร้อมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่จำเลยซื้อได้จากการขายทอดตลอดออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามมิให้โจทก์จำเลย และบริวารเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า เมื่อปี 2531 ผู้ร้องสอดได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิฎีกาหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า โจทกเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี หลังจากนั้นจำเลยกับบริวารเข้ามาครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทอันเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ ขอบังคับให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่า หลังจากจำเลยซื้อสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาด นายสมใจ อดีตสามีโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ในชั้นฎีกาคงมีแต่โจทก์และจำเลยที่ยังโต้เถียงกันว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละเท่าใด ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกคู่ความมาสอบถามและตีราคาค่าเช่าที่ดินพิพาทว่ามีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ขณะที่ยื่นคำฟ้องเดือนละเท่าใดศาลชั้นต้นนัดโจทก์และจำเลยมาสอบถาม ปรากฏว่าโจทก์แถลงว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละประมาณ 5,000 บาท ส่วนจำเลยแถลงว่าอาจให้เช่าเดือนละ 11,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงสอบถามเรื่องดังกล่าวจากผู้ใหญ่บ้าน กำนันและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ปรากฎว่าบุคคลทั้งสองต่างแถลงต้องกันว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเดือนละไม่เกิน 5,000 บาท จึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ขณะยื่นคำฟ้องเดือนละไม่เกิน 5,000 บาท จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิใช่เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ระบุโดยชัดแจ้งว่ากระบวนพิจารณาของศาลใดไม่ถูกต้องหรือผิดระเบียบอย่างไรบ้าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ยกคำร้อง

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์และผู้ร้องสอดเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องและอุทธรณ์ เป็นการเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เกินกว่าที่โจทก์และผู้ร้องสอดควรจะเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์และผู้ร้องสอด"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์และผู้ร้องสอด และคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภาภรณ์ พูลเพิ่ม
ผู้ร้องสอด — นางพิมพา พูลเพิ่ม
จำเลย — นางฉลวย ทิพขุนราช
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 198/2552
#501320
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทของ ข. ให้ ท. เพื่อนำเงินที่ขายได้ไปชำระหนี้กองมรดกของ ข. อันเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดก ที่กระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 ทายาทรวมทั้งจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันต่อ ท. ในการที่จำเลยที่ 1 กระทำไปดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 กลับไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้ ท. ไปก่อนและได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว ทั้งยังได้ไปดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ท. และอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดิน ท. จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา 1300 จึงเป็นทางเสียเปรียบแก่ ท. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ ท. จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 1300 ประกอบ มาตรา 1599 และมาตรา 1600

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองชุม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็ม ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ให้แก่นางทองชุมในราคา 150,000 บาท และมีข้อตกลงว่าหากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่นางทองชุม 300,000 บาท โดยนางทองชุมชำระราคาตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนโอนที่ดินอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางเข็มและยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 553/2542 ขอแบ่งทรัพย์มรดกวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้โจทก์ในฐานะทายาทของนางทองชุมได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าที่ดินจำนวน 150,000 บาท พร้อมค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายเขียว เป็นบุตรของนางเข็ม เจ้ามรดก ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 โดยนายเขียวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายเขียวจึงเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางเข็มแทนที่นายเขียว ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่ตั้งจำเลยที่ 1 บุตรอีกคนหนึ่งของนางเข็มเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 สมคบกับนางทองชุมมารดาโจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นางทองชุมในราคาต่ำ โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมสัญญาจะขายที่ดินพิพาทเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลไม่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 บอกล้างแล้วสัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 553/2542 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ (ที่ถูก พิพากษาแก้) ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 หมู่ที่ 7 (4) ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองชุม หากจำเลยทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินได้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 150,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองชุม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 8,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 และนายเขียว ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางเข็ม นางเข็มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 โดยนางเขียวถึงแก่ความตายก่อนนางเข็มในวันที่ 28 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์เป็นบุตรของนางทองชุม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 และเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองชุมตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ก่อนนางทองชุมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนางเข็มเจ้ามรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 หมู่ที่ 7 (4) ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวาให้แก่นางทองชุมในราคา 150,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระค่าเสียหายให้นางทองชุม 300,000 บาท นางทองชุมชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 และนางทองชุมร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ 7 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 553/2542 ขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางเข็มแทนที่นายเขียว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและจำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 แล้วตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย ล.5 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง เพราะการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางทองชุมมารดาโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและจำเลยที่ 2 อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ก่อนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 หรือไม่ เห็นว่า ในทางพิจารณาโจทก์มีนางจงดี เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีช่วยราชการงานออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโรงเรือนสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ราคาซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทจำนวน 150,000 บาท เป็นราคาตามปกติไม่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริงที่จำเลยที่ 2 อ้างตัวเองเป็นพยานเบิกความว่า ราคาที่ดินแปลงพิพาทราคาไร่ละ 100,000 บาท ก็ดี นางศศิธร พยานจำเลยเบิกความว่า ที่ดินแปลงพิพาทหากขายให้บุคคลอื่นได้ราคาประมาณ 250,000 บาท ก็ดี แต่จำเลยที่ 2 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนให้ฟังได้ว่าราคาซื้อที่ดินแปลงใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายกันตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง อันจะทำให้เห็นว่านางทองชุมกับจำเลยที่ 1 สมคบกันซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า นางทองชุมเคยซื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไปจากจำเลยที่ 1 จำนวน 2 แปลง ด้วย แต่ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 ได้ฟ้องขอเพิกถอนแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางทองชุมกับจำเลยที่ 1 เป็นการซื้อขายโดยสุจริตเช่นเดียวกับที่นางทองชุมเคยซื้อที่ดินมรดกแปลงอื่นจากจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทระหว่างนางทองชุมกับจำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริตและมีการชำระราคาครบถ้วนแล้ว และในวันที่ไปยื่นคำขอจดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์มีนางจงดีเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับคำขอจดทะเบียนเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านยืนยันว่า ในวันยื่นคำขอจดทะเบียนมีจำเลยที่ 1 มากับนางทองชุมและพยานได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นจำเลยที่ 1 ผู้ขายแล้ว จำเลยที่ 1 อ้างว่าเพื่อนำเงินที่ขายไปชำระหนี้กองมรดกของนางเข็ม ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจให้นางทองชุมเป็นผู้ยื่นและข้ออ้างว่าเพื่อนำเงินไปชำระหนี้มรดกเป็นข้ออ้างลอยๆ จึงเป็นเพียงความเห็นของจำเลยที่ 2 เองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้นเมื่อได้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แม้นางทองชุมจะยังไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทนางทองชุมก็เป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำสั่งศาล ซึ่งนางศศิธรพยานจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มพยานและจำเลยที่ 2 ทราบและได้ให้ความยินยอม จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็ม ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้นางทองชุมโดยอ้างว่าเพื่อนำเงินที่ขายได้ไปชำระหนี้กองมรดกของนางเข็ม ซึ่งได้ระบุไว้ชัดแจ้งในคำขอจดทะเบียนสิทธิเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกที่กระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1724 ทายาททุกคนของนางเข็มรวมทั้งจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันต่อนางทองชุมในการที่จำเลยที่ 1 กระทำไปดังกล่าวการที่จำเลยที่ 1 กลับไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้งานทองชุมไปก่อนแล้ว และได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้วทั้งยังได้ไปดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่นางทองชุมและอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินเช่นนี้ นางทองชุมจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 หาใช่จำเลยที่ 2 ไม่ การที่จำเลยที่ 2 อาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นทางเสียเปรียบแก่นางทองชุมผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อนโจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนางทองชุมจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ประกอบ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1599 ม. 1724
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฐี้ยร คงแก้ว
จำเลย — นายขัน จิตรัว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 198/2552
#502452
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้ ท. โดยอ้างว่าเพื่อนำเงินที่ขายได้ไปชำระหนี้กองมรดกของ ข. ซึ่งได้ระบุไว้ชัดแจ้งในคำขอจดทะเบียนสิทธิด้วย ซึ่งเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกที่กระทำได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทจึงต้องผูกพันต่อ ท. ในการที่จำเลยที่ 1 กระทำไปดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 กลับไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้ ท. ไปก่อนแล้วและได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว ทั้งยังได้ไปดำเนินการยื่นคำขอจะทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ท. และอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินเช่นนี้ ท. จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 หาใช่จำเลยที่ 2 ไม่ การที่จำเลยที่ 2 อาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นทางเสียเปรียบแก่ ท. ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ ท. จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ประกอบมาตรา 1599 และมาตรา 1600

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหากไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าที่ดินจำนวน 150,000 บาท พร้อมค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ (ที่ถูก พิพากษาแก้) ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 หมู่ที่ 7 (4) ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองชุมหากจำเลยทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินได้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 150,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองชุมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 8,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และนายเขียว ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางเข็ม นางเข็มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 โดยนายเขียวถึงแก่ความตายก่อนนางเข็มในวันที่ 28 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์เป็นบุตรของนางทองชุมซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 และเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองชุมตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ก่อนนางทองชุมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนางเข็มเจ้ามรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 หมู่ที่ 7 (4) ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ให้แก่นางทองชุมในราคา 150,000 บาท มีข้อตกลงว่า หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่นางทองชุม 300,000 บาท นางทองชุมชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 และนางทองชุมร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ 7 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 553/2542 ขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางเข็มแทนที่นายเขียว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและจำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเพราะการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางทองชุมมารดาโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและจำเลยที่ 2 อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ก่อนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 หรือไม่ เห็นว่า ในทางพิจารณาโจทก์มีนางจงดี เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีช่วยราชการงานออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโรงเรือนสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ราคาซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทจำนวน 150,000 บาท เป็นราคาตามปกติไม่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริงที่จำเลยที่ 2 อ้างตัวเองเป็นพยานเบิกความว่า ราคาที่ดินแปลงพิพาทราคาไร่ละ 100,000 บาท ก็ดี นางศศิธรพยานจำเลยเบิกความว่า ที่ดินแปลงพิพาทหากขายให้บุคคลอื่นได้ราคาประมาณ 250,000 บาท ก็ดี แต่จำเลยที่ 2 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนให้ฟังได้ว่าราคาซื้อที่ดินแปลงใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายกันตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง อันจะทำให้เห็นว่านางทองชุมกับจำเลยที่ 1 สมคบกันซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า นางทองชุมเคยซื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไปจากจำเลยที่ 1 จำนวน 2 แปลง ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ฟ้องขอเพิกถอนแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางทองชุมกับจำเลยที่ 1 เป็นการซื้อขายโดยสุจริตเช่นเดียวกับที่นางทองชุมเคยซื้อที่ดินมรดกแปลงอื่นจากจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทระหว่างนางทองชุมกับจำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริตและมีการชำระราคาครบถ้วนแล้ว และในวันที่ไปยื่นคำขอจดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์มีนางจงดีเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับคำขอจดทะเบียนเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านยืนยันว่า ในวันยื่นคำขอจดทะเบียนมีจำเลยที่ 1 มากับนางทองชุม และพยานได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นจำเลยที่ 1 ผู้ขายแล้ว จำเลยที่ 1 อ้างว่าเพื่อนำเงินที่ขายไปชำระหนี้กองมรดกของนางเข็ม ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนด้วยตนเองแต่มอบอำนาจให้นางทองชุมเป็นผู้ยื่นและข้ออ้างว่าเพื่อนำเงินไปชำระหนี้มรดกเป็นข้ออ้างลอยๆ จึงเป็นเพียงความเห็นของจำเลยที่ 2 เองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น เมื่อได้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แม้นางทองชุมจะยังไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทนางทองชุมก็เป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำสั่งศาล ซึ่งนางศศิธรพยานจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มพยานและจำเลยที่ 2 ทราบและได้ให้ความยินยอม จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็ม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้นางทองชุมโดยอ้างว่าเพื่อนำเงินที่ขายได้ไปชำระหนี้กองมรดกของนางเข็ม ซึ่งได้ระบุไว้ชัดแจ้งในคำขอจดทะเบียนสิทธิด้วยซึ่งเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกที่กระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 ทายาททุกคนของนางเข็มรวมทั้งจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันต่อนางทองชุมในการที่จำเลยที่ 1 กระทำไปดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 กลับไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้นางทองชุมไปก่อนแล้วและได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว ทั้งยังได้ไปดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่นางทองชุมและอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินเช่นนี้ นางทองชุมจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 หาใช่จำเลยที่ 2 ไม่ การที่จำเลยที่ 2 อาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นทางเสียเปรียบแก่นางทองชุมผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนโจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนางทองชุมจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ประกอบมาตรา 1599 และมาตรา 1600 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1599 ม. 1600 ม. 1724
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฐี้ยร คงแก้ว
จำเลย — นายขัน จิตรัว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 192/2552
#503081
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์และแขวงสีลม เขตบางรัก และแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์... ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้าย พ.ร.บ. นี้ ซึ่งปรากฏรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ ให้แก่กระทรวงมหาดไทย" ถ้อยคำตามตัวบทในมาตรานี้ ทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งประสงค์ให้ยึดถือแผนที่ท้าย พ.ร.บ. เวนคืนเป็นสำคัญในการกำหนดแนวทางเขตที่จะเวนคืนซึ่งในพื้นที่เวนคืนจะต้องมีการปักหลักเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนไว้เป็นระยะก่อนที่จะออก พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 8 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการเวนคืนในคดีนี้ หาใช่ว่าให้ยึดถือตามจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ต้องเวนคืนในบัญชีท้าย พ.ร.บ. เป็นสำคัญมากกว่าแนวเขตตามแผนที่ท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าว

แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะตั้งรูปคดีเป็นเรื่องละเมิดแต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าที่ดินพิพาทอันสืบเนื่องมาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันมีลักษณะเป็นคดีปกครองที่ผู้ถูกเวนคืนฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนรวมอยู่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทถูกเวนคืนโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนในเนื้อที่ซึ่งเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคสาม มาตรา 28 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกินจากคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยโดยให้จำเลยรื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำ และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ออกไปให้พ้นจากแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ที่เหลือจากการเวนคืนเป็นจำนวนเนื้อที่ดิน 39 ตารางวา และ 9 ตารางวา รวม 48 ตารางวา แล้วส่งมอบให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย หากจำเลยไม่รื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำ และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ออกไปให้พ้นที่ดินทั้งสองแปลงไม่ว่าจะโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่ก็ตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยให้โจทก์ทำการรื้อถอนได้เองโดยทันทีและให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมด หากจำเลยไม่สามารถรื้อถอนได้ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินจำนวน 48 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่วิวาทซึ่งคู่ความรับรองความถูกต้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำ และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ในส่วนพิพาทที่เหลือจากการเวนคืนเป็นจำนวนเนื้อที่ 39 ตารางวา และ 9 ตารางวา ตามลำดับ ตามแนวเขตเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทแล้วส่งมอบให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ในส่วนพิพาทที่เหลือจากการเวนคืนเป็นจำนวน 39 ตารางวา และ 9 ตารางวา ตามลำดับ ตามแนวเขตเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาทยังคงเป็นของโจทก์มิได้ถูกเวนคืนแต่หากจำเลยเห็นว่าเป็นการสุดวิสัยที่จะรื้อทางระบายน้ำ ทางเท้า และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ออกไปจากที่ดินส่วนพิพาทของโจทก์ ก็ให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์แทนเป็นเงิน 8,640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยจำนวน 199,900 บาท ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,500 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเรือง ผู้เป็นบิดาตามคำสั่งถึงที่สุดของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 10301/2534 และโจทก์มอบอำนาจให้นายรังสรรค์ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน นายเรืองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา และเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 54 ตารางวา ตามลำดับ ตั้งแต่ปี 2499 ในปี 2506 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ ตำบลสีลม อำเภอบางรัก และตำบลยานนาวา ตำบลทุ่งมหาเมฆ ตำบลทุ่งวัดดอน ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร พ.ศ.2506 มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาอีกฉบับกำหนดแนวที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนดังกล่าวอีกจนถึงปี 2511 โดยกรมโยธาธิการได้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับเรื่อยมาจนกระทั่งได้มีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลม เขตบางรัก และแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 12 ตุลาคม 2516 เพื่อก่อสร้างทางและปรับปรุงระบบระบายน้ำในท้องที่ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งต่อมาได้ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2539 แล้วตั้งชื่อว่า ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ โดยบางส่วนของที่ดินของนายเรืองทั้งสองแปลงอยู่ในแนวเขตเวนคืนตามสำเนาพระราชบัญญัติฯ แผนที่และรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติฯ ซึ่งตามบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวได้กำหนดให้ที่ดินของนายเรืองโฉนดที่ดินเลขที่ 5408 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 3 งาน และโฉนดที่ดินเลขที่ 5409 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 3 งาน 59 ตารางวา ก่อนที่จะมีการจ่ายเงินค่าทดแทนการเวนคืน นายเรืองได้ดำเนินการยื่นคำขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ในส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนเพื่อจะขายที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่นายไพโรจน์ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 ถูกแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 189839 เนื้อที่ 1 งาน 68 ตารางวา ทำให้มีเนื้อที่คงเหลือจำนวน 3 งาน 39 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 5409 ถูกแบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 189840 เนื้อที่ 1 งาน 86 ตารางวา ทำให้มีเนื้อที่คงเหลือจำนวน 3 งาน 68 ตารางวา และในวันที่ 11 สิงหาคม 2529 นายเรืองได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่แบ่งแยกออกมาใหม่ทั้งสองแปลงแก่นายไพโรจน์ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายแล้วโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2530 ต่อมากรมโยธาธิการได้โอนหน้าที่การเวนคืนและการก่อสร้างตามโครงการดังกล่าวให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์เพื่อกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทนในปี 2531 โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโดยถือเอาเนื้อที่ที่ดินที่จะเวนคืนตามบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน แต่คณะกรรมการฯ มีมติไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงให้แก่นายเรือง นายเรืองจึงฟ้องเรียกเก็บเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5409 เนื้อที่ 3 งาน 59 ตารางวา จนคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 ให้จำเลยชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายเรืองตามจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนในอัตราตารางวาละ 8,500 บาท และนายเรืองชัย ผู้จัดการมรดกของนายเรืองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 เนื้อที่ 3 งาน จนคดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2538 ให้จำเลยชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายเรืองชัยตามจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนในอัตราตารางวาละ 10,000 บาท แต่จากการรังวัดออกโฉนดที่ดินใหม่สำหรับที่ดินที่ไม่ถูกเวนคืนให้แก่นายเรืองโดยเจ้าพนักงานที่ดิน ปรากฏว่าเนื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเดิมเลขที่ 548 และเลขที่ 5409 คงเหลือเนื้อที่จำนวน 3 งาน 39 ตารางวา มิใช่ 3 งาน และ 3 งาน 68 ตารางวา มิใช่ 3 งาน 59 ตารางวา ซึ่งมากกว่าเนื้อที่ที่ระบุไว้ในบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 39 ตารางวา และ 9 ตารางวา ตามลำดับ ซึ่งเนื้อที่ดินทั้งสองแปลงรวมกัน 48 ตารางวา จะเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธงอยู่บนทางเท้า และบางส่วนของพื้นที่อันเป็นถนนนราธิวาสราชนครินทร์ซึ่งจำเลยได้ก่อสร้างขึ้นปรากฏตามแผนที่วิวาท สำหรับที่ดินซึ่งเพิ่มขึ้นจากการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินจำนวน 48 ตารางวานี้ จำเลยเห็นว่าเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวเขตเวนคืน แต่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นที่ดินของนายเรือง จำเลยจึงนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 โดยคิดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 ในอัตราตารางวาละ 10,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 5409 ในอัตราตารางวาละ 8,500 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดิน 466,500 บาท โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานวางทรัพย์กลางได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์คัดค้านการวางทรัพย์และฟ้องขับไล่จำเลยให้จำเลยรื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำ และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่รื้อถอนให้ใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเรืองและพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำและถนนนราธิวาสราชนครินทร์ออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยแต่ยกคำขอในเรื่องค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่พิพากษาแก้เป็นว่า หากเป็นการสุดวิสัยที่จำเลยจะรื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำและถนนนราธิวาสราชนครินทร์ออกไปจากที่ดินพิพาทก็ให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,640,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 48 ตารางวา ตามรูปที่ดินในแผนที่วิวาทถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 โดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เนื้อที่ดินที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 เป็นเพียงเนื้อที่ประมาณการ เนื่องจากเป็นการคำนวณค่าจากการวัดระยะในแผนที่แนบท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 ขนาดมาตราส่วน 1 : 4,000 ซึ่งมีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนได้สูงจะต้องอาศัยการวัดระยะและคำนวณเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืน และส่วนที่เหลือจากการเวนคืนของเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครโดยยึดแผนที่หรือแผนผังท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ง... พ.ศ.2516 และหลักหมายเขตที่ดินที่ปักไว้ก่อนออกพระราชบัญญัติมาประกอบจึงจะทราบเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินสองแปลงของโจทก์ใหม่ได้เนื้อที่ที่ดินเพิ่มขึ้นอีกรวม 48 ตารางวา ที่อยู่ในแนวเขตเวนคืนตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 อันเป็นที่ดินพิพาท ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงถูกเวนคืนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์... ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งปรากฏรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ให้แก่กระทรวงมหาดไทย" ถ้อยคำตามตัวบทในมาตรานี้ ทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งประสงค์ให้ยึดถือแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนเป็นสำคัญในการกำหนดแนวเขตทางที่จะเวนคืนซึ่งในพื้นที่เวนคืนจะต้องมีการปักหลักเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนไว้เป็นระยะก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 8 วรรคสาม ของพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะมีการเวนคืนในคดีนี้ หาใช่ว่าให้ยึดถือตามจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ต้องเวนคืนในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติเป็นสำคัญมากกว่าแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งในข้อนี้จำเลยมีว่าที่ร้อยตรีสุทัศน์ เจ้าหน้าที่เวนคืนโครงการช่องนนทรีเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวว่า ก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น จะต้องมีการสำรวจที่ดินก่อนว่ามีที่ดินกี่แปลงที่ถูกเวนคืน จากนั้นจะมีการคำนวณเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยพิจารณาจากแผนที่ระวางปูโฉนด ในแผนที่ระวางนั้นจะขีดแนวเขตเวนคืนให้ตรงกัน ซึ่งผลของการปฏิบัติดังกล่าวอาจจะทำให้เนื้อที่ตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนคลาดเคลื่อนได้ เพราะมาตราส่วนมีขนาดละเอียดมาก นอกจากนี้จำเลยยังมีนายบัญญัติ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 4 สำนักงานการโยธากรุงเทพมหานคร เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยืนยันว่า การทำถนนยึดถือแนวเขตเวนคืนในรูปแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติเป็นหลัก โดยดูจากหลักแนวเขตเวนคืนซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำไว้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ตามที่โจทก์นำสืบ ได้ความจากนายไพโรจน์ พยานจำเลยว่าต้นปี 2529 นายเรืองเสนอขายที่ดินโฉนดเลขที่ 189839 และเลขที่ 189840 ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่พยานโดยนายเรืองบอกพยานว่าที่ดินดังกล่าวจะติดถนนตัดใหม่ ทั้งพยานและนายเรืองทราบว่าในการเวนคืนที่ดินจำต้องมีที่ดินเวนคืนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยกำหนดข้อตกลงดังกล่าวไว้ด้วย ศาลฎีกาตรวจดูสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว เห็นว่า ในข้อ 8 ของหนังสือสัญญาดังกล่าว นายเรืองและนายไพโรจน์ตกลงกันว่า นายเรืองจะแบ่งขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนทั้งหมดในราคาตารางวาละ 8,500 บาท เป็นจำนวนเงินเท่าใดนั้น คิดกันเมื่อทราบเนื้อที่หลังจากทางราชการได้กำหนดเนื้อที่เวนคืนเรียบร้อยแล้ว จากถ้อยคำของนายไพโรจน์และหนังสือสัญญาดังกล่าว เชื่อได้ว่านายเรืองและนายไพโรจน์ทราบแล้วว่าจำนวนเนื้อที่ที่ดินทั้งสองแปลงของนายเรืองที่ถูกเวนคืนตามที่ระบุไว้ในบัญชีรายชื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องเวนคืนท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 เป็นเพียงเนื้อที่ประมาณการแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืนจะอยู่ติดกับถนนที่จะก่อสร้างขึ้นใหม่ ยิ่งกว่านั้นในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ของนายเรืองส่วนที่ไม่ถูกเวนคืนเพื่อขายให้แก่นายไพโรจน์นั้น นายเรืองก็ได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้กรมโยธาธิการสั่งเจ้าหน้าที่มาร่วมระวังแนวเขตที่ดินที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 ด้วยตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ และได้ความจากนายโกวิท พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน หัวหน้าฝ่ายรังวัด สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นเบิกความว่า เจ้าหน้าที่เวนคืนของกรมโยธาธิการจะไปชี้ระวังแนวเขตเวนคืนตามหลักเขตเวนคืนที่ปักไว้ โดยเจ้าหน้าที่เวนคืนของกรมโยธาธิการจะชี้แนวเขตเวนคืนตามหลักเขตเวนคืนที่ปักไว้ตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 เป็นเหตุให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ภายหลังการรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งไม่อยู่ในแนวเขตเวนคืนออกไปมีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนมากกว่าเนื้อที่ที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้นโดยไม่ปรากฏว่านายเรืองได้คัดค้านการรังวัดว่าไม่ถูกต้อง แต่กลับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 189839 และเลขที่ 189840 ที่ได้จากรังวัดแบ่งแยกดังกล่าวให้แก่นายไพโรจน์อันเป็นข้อบ่งชี้ที่นายเรืองยอมรับว่า ที่ดินเนื้อที่ 48 ตารางวา อันเป็นที่พิพาทอยู่ภายในแนวเขตเวนคืนตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 ด้วยเหตุนี้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 48 ตารางวาตามรูปที่ดินในแผนที่วิวาท ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พ.ศ.2516 โดยชอบแล้ว ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2516 อันเป็นวันใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 มาตรา 10 จำเลยซึ่งรับโอนหน้าที่การเวนคืนและการก่อสร้างทางและปรับปรุงระบบระบายน้ำจากกรมโยธาธิการกระทรางมหาดไทยจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและให้จำเลยรื้อถอนทางเท้า ทางระบายน้ำ กับถนนนราธิวาสราชนครินทร์ออกไปจากที่ดินพิพาท ทั้งไม่มีสิทธิขอให้จำเลยชดใช้ค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยในกรณีที่การรื้อถอนเป็นอันพ้นวิสัยตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา โจทก์คงมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายเท่านั้น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 48 ตารางวา เป็นจำนวนเท่าใด จึงจะเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมนั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้ เห็นว่า ที่ดินของนายเรืองที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงอยู่ติดคลองช่องนนทรีตามที่ปรากฏในสำเนารูปแผนที่ หลังจากมีการเวนคืนที่ดินดังกล่าวและคณะกรรมการมีมติไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงโดยเห็นว่าที่ดินที่เหลือมีราคาสูงขึ้นและนายเรืองได้ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5409 ในเนื้อที่ 3 งาน 59 ตารางวา และนายเรืองชัยผู้จัดการมรดกของนายเรืองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5409 เนื้อที่ 3 งาน ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 ให้แก่นายเรืองในราคาตารางวาละ 8,500 บาท และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยชดใช้เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 ในราคาตารางวาละ 10,000 บาท แสดงว่าศาลในคดีดังกล่าวเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนในอัตราดังกล่าวเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว ซึ่งจำเลยก็ยอมรับและนำเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับจำนวนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นไปวางให้แก่โจทก์ที่สำนักงานวางทรัพย์กลางแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมในอัตราเท่ากันกับที่นายเรืองและนายเรืองชัยผู้จัดการมรดกของนายเรืองเคยได้รับในคดีก่อน โดยกำหนดให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 10,000 บาท ที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นมีเนื้อที่ 39 ตารางวา คิดเป็นเงิน 390,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 5409 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 8,500 บาท ที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นมีเนื้อที่ 9 ตารางวา คิดเป็นเงิน 76,500 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงจำนวน 466,500 บาท ถึงแม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะตั้งรูปคดีเป็นเรื่องละเมิดแต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าที่ดินพิพาทอันสืบเนื่องมาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันมีลักษณะเป็นคดีปกครองที่ผู้ถูกเวนคืนฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิ่นที่ถูกเวนคืนรวมอยู่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทถูกเวนคืนโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนในเนื้อที่ซึ่งเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม มาตรา 28 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ได้ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกินจากคำขอของโจทก์ ปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5408 และเลขที่ 5409 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ในส่วนพิพาทเนื้อที่ 39 ตารางวา และ 9 ตารางวา ตามลำดับ ตามแนวเขตเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท เอกสารหมาย จ.15 ถูกเวนคืนโดยชอบด้วยกฎหมาย ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ขับไล่จำเลย แต่ให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนที่ดินจำนวน 466,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 4 มีนาคม 2542 ตามที่โจทก์ขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ไปขอรับชำระจากเงินที่จำเลยวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดีก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26 วรรคสาม ม. 28 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 ม. 8 วรรคสาม
พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ แขวงสีลม เขตบางรัก และแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงวัดดอน แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ม. 4
ชื่อคู่ความ
นางยินดี ต่อสุวรรณ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายเรือง วัชรพงษ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2552
#501355
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้าของที่ดินพิพาทและได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทแก่ทายาทไปจนหมดสิ้นก่อน พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3245..ฯ ประกาศมีผลใช้บังคับ ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นมรดกที่โจทก์จะใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิมฟ้องคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8126 เนื้อที่ 3 งาน 3 ตารางวา เป็นเงิน 757,500 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 474 เนื้อที่ 2 ไร่ 47 ตารางวา เป็นเงิน 2,117,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2536 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายคำฟ้องว่า รับมอบอำนาจจากผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยไม่บรรยายให้เห็นว่า ผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวคือใครและใครมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีกับรับเงินค่าทดแทนที่ดินจากจำเลย ทั้งโจทก์มิได้แสดงหลักฐานการมอบอำนาจ และโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหลีก แต่ปรากฏว่าในสารบัญจดทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนของนางหลีก และโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเฉพาะส่วนของนางหลีกให้แก่บุคคลอื่นไปก่อนแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการจัดการมรดก ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกมาในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น โจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้ด้วยเหตุใด จังหวัดฉะเชิงเทรามอบถนนสายท่าลาด - สนามชัยเขต ให้อยู่ในความดูแลของจำเลย ถนนสายดังกล่าวระหว่างกิโลเมตรที่ 8 ถึงกิโลเมตรที่ 23.800 มีเขตทางอยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนข้างละ 15 เมตร ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางสายท่าลาด - ปลวกแดง มีการดำเนินการสร้างทางตามแนวเขตทางเดิม มีเขตทางอยู่ห่างจากศูนย์กลางทางข้างละ 15 เมตร ดังเดิม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถอนฟ้องเฉพาะในส่วนคำขอบังคับจำเลยให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 8126 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่าที่โจทก์ขอ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 474 เดิมมีชื่อนางหรีดหรือหลีก และนางมงคล และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกัน มีเนื้อที่ตามที่ระบุไว้จำนวน 9 ไร่ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2521 นางหรีดหรือหลีกถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางหรีดหรือนางหลีกตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2532 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3245 สายท่าลาด - ปลวกแดง ตอนบ้านท่าลาด - อำเภอพนมสารคาม - บ้านเกาะขนุน - บ้านหนองน้ำใส พ.ศ. 2532 ซึ่งเป็นทางหลวงที่ผ่านที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 474 ซึ่งต่อมาปี 2537 ได้มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 474 ระหว่างทายาทของนางหรีดหรือหลีกกับเจ้าของรวมตามที่เจ้าของรวมแต่ละคนครอบครองอยู่ ตามสัญญา ประนีประนอมยอมความปรากฏว่ามีเนื้อที่ดินเหลือเพียง 6 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวาโดยแบ่งออกเป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 2586 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวา มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง น.ส. 3 ก. เลขที่ 2587 เนื้อที่ 2 ไร่ 66 ตารางวา มีชื่อนายสิทธิพงศ์ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง น.ส. 3 ก. เลขที่ 2588 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน ตารางวา มีชื่อโจทก์ นางวาสนา และนายสิทธิพงศ์ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกัน ส่วน น.ส. 3 ก. เลขที่ 474 คงเหลือเนื้อที่ 3 งาน ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 474 เนื้อที่ดินส่วนที่ขาดหายไปประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา ถูกเวนคืนเพื่อสร้างถนนอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3245.. พ.ศ. 2532 หรือไม่ เบื้องต้นจะได้วินิจฉัยอำนาจฟ้องของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหรีดหรือนางหลีกเสียก่อน ในข้อนี้ได้ความว่า นางหรีดหรือหลีกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2521 โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางหรีดหรือหลีกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2531 และได้มีการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 474 เฉพาะส่วนของนางหรีดหรือหลีกให้แก่ทายาทไปแล้วเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 แต่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3245.. พ.ศ. 2532 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2532 ซึ่งมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2532 เป็นต้นไป อันเป็นเวลาภายหลังจากได้มีการโอนทรัพย์มรดกของนางหรีดหรือหลีกไปเป็นของทายาทแล้ว จึงไม่เป็นมรดกที่โจทก์จะใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหรีดหรือหลีกฟ้องคดีได้ ส่วนที่โจทก์ใช้สิทธิส่วนตัวฟ้องคดีนี้นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า บริเวณที่ดินพิพาทเดิมมีถนนสายท่าลาด - สนามชัยเขต ผ่านที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเดิมเป็นถนนลูกรังกว้างประมาณ 8 เมตร แต่เมื่อมีการขยายถนนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3245.. พ.ศ. 2532 นั้นได้สร้างเป็นถนนลาดยาง ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายทองหล่อ พยานจำเลยซึ่งเคยรับราชการอยู่ที่แขวงการทางฉะเชิงเทราตั้งแต่ปี 2512 ถึงปี 2544 ว่า ทางหลวงบริเวณที่พิพาทเดิมอยู่ในความดูแลของจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2515 จังหวัดฉะเชิงเทรามอบให้แขวงการทางฉะเชิงเทราเป็นผู้ดูแลรักษาตามบัญชีมอบหมายทาง ซึ่งระบุว่าถนนบริเวณดังกล่าวมีเขตทางซึ่งวัดห่างจากจุดกึ่งกลางถนนข้างละ 15 เมตร และเมื่อโจทก์กับทายาทของนางหรีดหรือหลีกกับเจ้าของรวมคนอื่นได้รังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลชั้นต้น นายทองหล่อซึ่งเป็นผู้ไประวังแนวเขตในฐานะผู้แทนของแขวงการทางฉะเชิงเทรา ก็ได้นำชี้แนวเขตทางไว้ โดยที่โจทก์และทายาทของนางหรีดหรือหลีกกับเจ้าของรวมคนอื่นมิได้คัดค้านแต่อย่างไรดังที่ได้มีการลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินกันไว้ ตามหนังสือรับรองเขตที่ดินกรมทางหลวง และบันทึกสรุปข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างส่งก็ยืนยันว่าได้มีการกันเขตทางไว้ข้างละ 15 เมตร มาตั้งแต่ปี 2516 โดยไม่ปรกฏว่านางหรีดหรือหลีกเจ้าของเดิมหรือโจทก์หรือเจ้าของรวมคนอื่นคัดค้านแม้จะไม่ปรากฏว่ามีการยกที่ดินพิพาทให้เป็นเขตทางหลวงแต่เมื่อโดยสภาพเป็นเขตทางเช่นนี้ย่อมถือว่าตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ดินที่ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินจากจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายสำอางค์ วัฒนา
ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้จัดการมรดกและนางหรีดหรือ
โจทก์ — หลีก วัฒนา
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2552
#501312
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ในคำพิพากษาว่า การขาดนัดพิจารณาของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ ปัญหาเรื่องจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่จึงถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ จำเลยจะฎีกาอีกว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอศาลมีคำสั่งว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ของนางระเบียบ เป็นโมฆะ ให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางระเบียบ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 5908 ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา และไม่นำพยานเข้าสืบ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่าไม่จงใจ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ของนางระเบียบ เป็นพินัยกรรมปลอม ไม่มีผลใช้บังคับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 5908 ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ให้แก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องพิจารณาประการแรกว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาโดยจงใจหรือไม่ ได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ในคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 ว่า การขาดนัดพิจารณาของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ ปัญหาเรื่องจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่จึงถือถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ จำเลยจะฎีกาอีกว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาจำเลยประการต่อมามีว่า พินัยกรรมเป็นพินัยกรรมปลอมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยจริงหรือไม่ โจทก์นำสืบว่านางระเบียบถูกจับกดพิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม แต่โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาพิสูจน์ยืนยันให้เห็นโดยตรง คงมีปัญหาว่าพยานแวดล้อมกรณีจะรับฟังได้หรือไม่เพียงใด โดยโจทก์มีนายอดิศักดิ์ และนายนิรันดร์ เบิกความประกอบสัญญาซื้อขายที่พิพาทว่านางระเบียบขายที่พิพาทบางส่วนให้โจทก์ และนางทองใบตั้งแต่ปี 2536 แต่ที่พิพาทติดจำนองสหกรณ์การเกษตรแหลมสิงห์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2519 การซื้อที่พิพาทขณะติดจำนองอยู่จึงเป็นเรื่องผิดปกติไม่น่าเชื่อ เพราะผู้ซื้ออาจไม่ได้ที่ดินไปจริงหากผู้จำนองไม่ชำระหนี้ และต้องนำที่ดินออกขายทอดตลาด อีกทั้งการที่นางระเบียบขายที่พิพาทไปแล้ว ต่อมาทำพินัยกรรมโอนให้บุคคลอื่น ก็เป็นเหตุผลในการวินิจฉัยเรื่องการเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1696 มากกว่าวินิจฉัยว่าพินัยกรรมปลอม อีกทั้งตามฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยจับมือนางระเบียบให้กดลายพิมพ์นิ้วมือลงในพินัยกรรมที่ได้เตรียมไว้ และพยานในพินัยกรรมมิได้ลงชื่อต่อหน้านางระเบียบ ซึ่งเท่ากับตามฟ้องโจทก์รับว่าข้อความในพินัยกรรมที่ระบุว่าทำขึ้นที่บ้านเลขที่ 52 เกิดจากความไม่สมัครใจโดยไม่ได้ยกประเด็นเรื่องสถานที่ทำพินัยกรรมไม่ตรงตามที่อยู่จริงขึ้นมาดังนั้นโจทก์มีหน้าที่นำพยานเข้าสืบแสดงให้เห็นว่า นางระเบียบไม่ได้สมัครใจและถูกจับมือให้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือ และพยานไม่ได้ลงชื่อต่อหน้านางระเบียบจริงหรือไม่แต่โจทก์กลับนำนางทองย้อย พระเบี้ย นายกิตติ และนางเจิม มาเบิกความว่า วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันทำพินัยกรรม นางระเบียบปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดคลองชีพ กับพระเบี้ยบุตรชายคนโต ไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขที่ 52 หมู่ 8 ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ลงไว้ในพินัยกรรม ศาลฎีกาเห็นว่า หากนางระเบียบอยู่ที่วัดคลองชีพกับพระเบี้ยจริง พินัยกรรมพิพาทก็เป็นพินัยกรรมปลอม แต่เป็นปลอมคนละเหตุกับเหตุในฟ้อง และรับฟังไม่ได้เพราะเป็นการนำสืบนอกประเด็นตามคำฟ้องเนื่องจากเท่ากับนำสืบว่ากรณีมีการกดพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคลอื่น ไม่ใช่ของนางระเบียบเองเพราะเป็นคนละสถานที่กันพยานบุคคลโจทก์ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อความเรื่องสถานที่ทำพินัยกรรมในพยานเอกสารให้รับฟังได้ คดีโจทก์แม้นำสืบฝ่ายเดียวก็ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จึงต้องฟังว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าพินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอมด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบและไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์ มาตรา 1709, 1710 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยเสียแล้วว่าพินัยกรรมพิพาทไม่เป็นพินัยกรรมปลอม คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องอายุความอีก เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีอีกต่อไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนทั้งสามศาล รวมชั้นขออนาถาทั้งหมดเห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 199 เบญจ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทรัพย์ เฉลิมไชย
จำเลย — นายสิทธุ์ วัฒโท
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 174/2552
#501350
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยมิได้ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี และ 5 ปี นับแต่วันชำระเงินครบถ้วน โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าเพราะเหตุใดคดีโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเป็นคำให้การที่ไม่แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จองเพื่อเช่าพื้นที่ในโครงการลพบุรีอินน์ พลาซ่า ของจำเลยที่ 1 โดยวางมัดจำไว้เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาจองเพื่อเช่าพื้นที่ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการประเภทคอฟฟี่คอนเนอร์ มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี ตกลงจ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 648,000 บาท โดยชำระเป็นเงินดาวน์จำนวน 194,400 บาท (รวมเงินจองจำนวน 10,000 บาท ด้วยแล้ว) แบ่งชำระเป็นรายงวด ส่วนเงินช่วยค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือจำนวน 453,600 บาท จะชำระให้ในวันโอนสิทธิการเช่าหรือในวันทำสัญญาเช่า โจทก์ได้ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว และทวงถามให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบพื้นที่เช่า แต่จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนกำหนดการส่งมอบพื้นที่เช่าออกไปต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 หยุดก่อสร้างอาคารส่วนที่โจทก์จองเช่าพื้นที่โดยไม่ได้แจ้งสาเหตุให้โจทก์ทราบ ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 194,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่โจทก์ชำระในแต่ละงวดคำนวณถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 122,482.49 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 316,882.49 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 หรือจำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและจ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ แต่โจทก์เพิกเฉย อ้างว่าหากดำเนินกิจการไปก็ขาดทุน จำเลยที่ 1 ไม้ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์ต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินช่วยค่าก่อสร้างคืนพร้อมดอกเบี้ยประกอบกับฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี และ 5 ปี นับแต่วันชำระเงินครบถ้วน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 316,882.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 194,400 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบมัดจำที่โจทก์วางไว้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยมิได้ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ทำสํญญากับโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสภาพเป็นบริษัทจำกัด นิติกรรมที่ทำกับโจทก์จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์มาทำสัญญาเช่าและจ่ายเงินช่วยค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์จำเลยที่ 1 ยังไม่มีสภาพเป็นบริษัทจำกัด จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการต่อไปว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องราวอายุความเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 2 ปี และ 5 ปี นับแต่วันชำระครบถ้วน โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่า เพราะเหตุใดคดีโจทก์จึงขาดอายุความ จึงเป็นคำให้การที่ไม่แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกพิทยา กระจ่างวงษ์
จำเลย — บริษัทลพบุรีอินน์พลาซ่า จำกัดกับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 172/2552
#502402
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่อ้างว่าได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่ระงับการยึดหุ้นของจำเลยที่โจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทรัพย์ยึดไว้ มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2532 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2535 ต่อมาจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 มีผลให้จำเลยพ้นจากเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จำเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77

วันที่ 5 ตุลาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ระงับการยึดหุ้นของจำเลยในบริษัทแป้งตะวันออกเฉียงเหนือ (1987) จำกัด ที่โจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดไว้จำนวน 90,000 หุ้น มูลค่า 9,000,000 บาท อ้างว่าจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักทรัพย์

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คำสั่งของศาลจังหวัดนครราชสีมาที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่ระงับการยึดหุ้นของจำเลย มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นนี้ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 81/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบุญวรรณ จำกัด
จำเลย — นายบุญสร้าง นันทิยะกุล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2552
#497322
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 แต่การที่ฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยได้บังอาจช่วยเหลือซ่อนเร้นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 อันเป็นการช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุมก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และเป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม (น่าจะปี 2550) เวลากลางวันจำเลยได้บังอาจช่วยเหลือ ซ่อนเร้นนายชัช ไม่มีชื่อสกุล กับพวกรวม 15 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติพม่า สัญชาติพม่า ที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยซ่อนเร้นและรับคนต่างด้าวดังกล่าวขึ้นรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ออ 8692 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยเป็นผู้ขับ จากตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ไปตามถนนเดิมบาง-บ้านขอม มุ่งหน้าไปตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 (ที่ถูก มาตรา 64 วรรคหนึ่ง) จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจช่วยเหลือ ซ่อนเร้น นายชัช ไม่มีชื่อสกุล กับพวกรวม 15 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเชื้อชาติพม่า สัญชาติพม่า ที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ได้บังอาจซ่อนเร้นและรับคนต่างด้าวขึ้นรถยนต์ที่จำเลยเป็นผู้ขับ ไปตามถนนเดิมบาง-บ้านขอม อันเป็นการช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม เห็นว่า แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่การที่ฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยได้บังอาจช่วยเหลือซ่อนเร้นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 อันเป็นการช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุมก็ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ ทั้งเป็นคดีที่หากศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยแล้ว อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความได้ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายสมศักดิ์ บุญทับ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 143/2552
#501318
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์ ซึ่งสินค้าดังกล่าวห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. เป็นผู้ซื้อจากโจทก์ กับบรรยายว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำเข้าเรียกเก็บ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นฟ้องที่กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิด แม้จะฟังว่าต้องมีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดด้วย ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ใด ก็เป็นเพียงความผิดหลงเล็กน้อยไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ส่วนที่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าเหตุใดจำเลยจึงออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ และเหตุใดจำเลยจึงต้องออกเช็คดังกล่าวชำระหนี้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณาได้ ไม่จำต้องบรรยายมาในคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มิได้เกี่ยวข้องกับการชำระเงินตามเช็คซึ่งเป็นคนละกรณีกัน การที่มีการชำระหนี้บางส่วนตามเช็คพิพาทก่อนหรือหลังเช็คถึงกำหนด ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นแล้วไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเยาวราช รวาม 2 ฉบับ ลงวันที่ 31 มกราคม 2541 จำนวน 571,246 บาท และ ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 531,190 บาท ตามลำดับเพื่อชำระหนี้ค่าเคมีภัณฑ์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ที.ซี. เพ้นท์ ซื้อไปจากโจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครั้นเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 2 ฉบับ อันเป็นการออกเช็คโดยเจตนามิให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น เหตุเกิดที่แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน รวาม 2 กระทง จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวโดยสรุปได้ความว่า จำเลยลงมือชื่อออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์ซึ่งสินค้าดังกล่าวห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ที.ซี. เพ้นท์ เป็นผู้ซื้อจากโจทก์กับบรรยายว่า หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเข้าเรียกเก็บ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายทำให้เกิดเป็นความผิดขึ้นจึงเป็นฟ้องที่กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย อันมีความหมายว่าจำเลยต้องร่วมกับบุคคลอื่นกระทำความผิดด้วยจึงจะเป็นความผิดและทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า ที่ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิด แม้จะฟังว่าต้องมีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดด้วย ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ใด ก็เป็นเพียงความผิดหลงเล็กน้อย ไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าเหตุใดจำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์และเหตุใดจำเลยจึงต้องออกเช็คดังกล่าวชำระหนี้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ที.ซี. เพ้นท์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณาได้ไม่จำต้องบรรยายมาในคำฟ้องแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดและต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.14 มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เช็คทั้งสองฉบับระบุจำนวนเงินตรงตามสำเนาใบส่งสินค้าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.13 และระบุวันสั่งจ่ายล่วงหน้าเป็นเวลาภายหลังครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงกันในสำเนาใบส่งสินค้าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.13 อันเป็นการผ่อนผันให้เวลาแก่ลูกค้าของโจทก์ที่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน 90 วัน เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินทันทีตามวันที่ลงในเช็ค แสดงให้เห็นถึงคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอันได้แก่โจทก์และจำเลยว่าประสงค์ที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ที่มีต่อกันให้สำเร็จลุล่วงไปซึ่งเป็นการปฏิบัติตามประเพณีการค้าขายตามปกติทั่วไปอีกทั้งจำเลยก็หาได้เป็นบุคคลภายนอกในกิจการซื้อขายสินค้าในครั้งนี้แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ที.ซี. เพ้นท์ ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายสินค้าครั้งนี้กับโจทก์แต่ก็เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 จึงถือได้ว่ามีความเกี่ยวข้องในกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว และน่าจะรู้เห็นความเป็นไปในกิจการตลอดจนการซื้อขายครั้งนี้ ดังนั้นการที่จำเลยจะเป็นผู้ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ตนเป็นหุ้นห่วนคนหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยนัก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าตามสำเนาใบส่งสินค้าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.13 จริง จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย หาใช่เป็นเช็คค้ำประกันไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีนายเผด็จ หุ้นส่วนผู้จัดการมาเบิกความเป็นพยานจำเลยยืนยันว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คค้ำประกัน เพราะพยานเป็นผู้ไปขอยืมเช็คจากจำเลยมาค้ำประกันหนี้ให้โจทก์ก็ดี เป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายและจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสองฉบับด้วยตนเองก็ดีหรือเป็นผู้โอนเงินชำระหนี้ให้โจทก์ก่อนเช็คถึงกำหนดก็ดี นั้น ปรากฎว่าในช่วงต้นปี 2541 ขณะมีการสั่งซื้อสินค้าครั้งนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ที.ซี. เพ้นท์ ยังมีนายวิฑูรย์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 ที่ออกให้โดยสำนักงานทะเบียนหุ้นบริษัทกรุงเทพมหานคร ระบุว่าออกให้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ฉะนั้นที่นายเผด็จเบิกความว่า ตนเข้ามาบริหารงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งนี้ตั้งแต่ต้นปี 2540 จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น คำเบิกความของนายเผด็จจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง คำเบิกความของจำเลยปากเดียวที่กล่าวอ้างลอยๆ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โจทก์ได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้วรวมเป็นเงิน 600,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 ทำให้มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมีไม่ครบตามจำนวนเงินที่ลงในเช็คทำให้ขาดองค์ประกอบความผิดนั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นหาได้เกี่ยวข้องกับการชำระเงินตามเช็คซึ่งเป็นคนละกรณีกันแต่อย่างใดการที่จำเลยกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้บางส่วนตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับก่อนหรือหลังเช็คถึงกำหนด ไม่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นแล้วไม่เป็นความผิด"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทส่งเสริมเคมีอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นายสุชาติ สุกิตติพิพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2552
#497321
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1350 ไม่ได้กำหนดถึงการสิ้นสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไว้ แม้โจทก์ใช้ที่ดินของบุคคลอื่นเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามมาตรา 1350 หมดไปโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นจากที่ดินของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7276 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7427 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว (บางคล้า) จังหวัดฉะเชิงเทรา เดิมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายยก กับนางตุ๊ดหรือน้อย ต่อมาบุคคลทั้งสองแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงแล้วต่างยกให้บุตรคือนางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากที่ดินของจำเลยขวางกั้นทางด้านทิศตะวันตก จำเลยและนายมงคลจึงตกลงให้โจทก์ทำถนนผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 3 เมตร ยาว 24 เมตร เพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยปิดกั้นทางดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามที่ขึงขวางทางพิพาทและต้นไม้ที่ปลูกบนทางพิพาทออก กับปรับปรุงทางพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เอง ห้ามจำเลยกับบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาท และให้จำเลยจดทะเบียนทางจำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นของบิดามารดานางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ตามลำดับ ไม่ได้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ มารดาโจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ใช้ที่ดินของนางบุญชูหรือชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตลอดมา ต่อมาโจทก์และบริวารขออนุญาตจำเลยและสามีจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย ซึ่งโจทก์และบริวารสามารถออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนางบุญชูได้อยู่แล้ว โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริตขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามและต้นไม้ออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมีทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดทางพิพาท โจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า โจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีการแบ่งแยกที่ดินกันแล้ว โดยโจทก์และบริวารใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 จึงหมดไปแล้ว โจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของนางบุญชู เท่านั้น โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของจำเลยได้ไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้นจะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินแปลงอื่นหาได้ไม่ ทั้งกฎหมายก็หาได้กำหนดถึงการสิ้นสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะดังจำเลยอ้าง ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจากที่ดินของจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่นออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทวน คงเจริญ
จำเลย — นางลูกจันทร์ สวนรัตน์หรือสวมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2552
#501306
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้น จะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินแปลงอื่นหาได้ไม่ทั้งกฎหมายก็หาได้กำหนดถึงการสิ้นสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของ บ. เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งเป็นที่ดินที่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจากที่ดินของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7276 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7427 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว (บางคล้า) จังหวัดฉะเชิงเทรา เดิมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายยก กับนางตุ๊ดหรือน้อย ต่อมาบุคคลทั้งสองแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงแล้วต่างยกให้บุตรคือนางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากที่ดินของจำเลยขวางกั้นทางด้านทิศตะวันออก จำเลยและนายมงคลจึงตกลงให้โจทก์ทำถนนผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 3 เมตร ยาว 24 เมตร เพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 จำเลยปิดกั้นทางดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามที่ขึงขวางทางพิพาทและต้นไม้ที่ปลูกบนทางพิพาทออก กับปรับปรุงทางพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เอง ห้ามจำเลยกับบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาท และให้จำเลยจดทะเบียนทางจำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นของบิดามารดานางสังวี มารดาโจทก์ และนายมงคล สามีจำเลย ตามลำดับ ไม่ได้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ มารดาโจทก์ และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ใช้ที่ดินของนางบุญชูหรือชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตลอดมาต่อมาโจทก์และบริวารขออนุญาตจำเลยและสามีจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย ซึ่งโจทก์และบริวารสามารถออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนางบุญชูได้อยู่แล้ว โจทก์ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่น ลวดหนามและต้นไม้ออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมีทางออกสู่ทางสาธาณะ ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลงทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์และบริวารใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดทางพิพาท โจทก์และบริวารจึงไม่สามารถใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าโจทก์และบริวารไม่ได้ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีการแบ่งแยกที่ดินกันแล้ว โดยโจทก์และบริวารใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ สิทธเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 จึงหมดไปแล้ว โจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของนางบุญชูเท่านั้น โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านจากที่ดินของจำเลยได้ไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้นจะเรียกร้องเอาทางเดินผ่านตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ไว้แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์และบริวารจะได้ใช้ที่ดินของนางบุญชูเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะดังจำเลยอ้าง ก็หาทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเอาทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยตามมาตรา 1350 ดังกล่าวหมดไปไม่ โจทก์จึงมีสินธิเรียกร้องเอาทางพิพาทเป็นทางจำเป็นที่ดินของจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้แก่นออกจากทางพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางพิพาทของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทวน คงเจริญ
จำเลย — นางลูกจันทร์ สวนรัตน์ หรือสวมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2552
#494303
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยซื้อที่ดินจาก ก. จำเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ทั้งได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยตั้งแต่จำเลยได้ซื้อมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ โจทก์ทราบมานานหลายปีแล้วว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ แต่มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องร้องตามป.พ.พ. มาตรา 1374 มาตรา 1375 และมาตราอื่นๆ ในลักษณะ 3 ครอบครอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ที่ดินหรือเป็นเจ้าของที่ดิน มีอาณาเขตทั้งสี่ทิศจดที่ดินอะไรหรือของใคร และไม่ได้บรรยายฟ้องว่าที่ดินโจทก์ทั้งสี่ทิศมีความกว้างยาวเท่าไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 172 นั้น เป็นเรื่องนอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหลักไม้พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แล้วห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหลักไม้ รั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์เนื้อที่ 3 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองโจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ เพราะว่าคำให้การของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้อง เป็นคำให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์เป็นสองประเด็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท กับโจทก์ไม่ฟ้องเอาคืนการแย่งการครอบครองของจำเลยภายในกำหนด 1 ปี จำเลยมิได้ให้การให้แจ้งชัดว่าจะต่อสู้โจทก์ด้วยประเด็นใด เป็นคำให้การที่ขัดกันเองจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับไม่ได้ต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 64 ตารางวา ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากนางสาวกอร์ปกุล และได้จดทะเบียนซื้อขายกันที่ที่ว่าอำเภอคลองท่อม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยการถมที่ดินทั้งแปลง ไม่มีผู้ใดหรือจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน วันที่ 4 ตุลาคม 2536 จำเลยยื่นคำคัดค้าน โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดทับที่ดินของจำเลย เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยซื้อที่ดินจากนางสาวกอร์ปกุล จำเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ทั้งได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยตั้งแต่จำเลยได้ซื้อมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ โจทก์ทราบมานานหลายปีแล้วว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ แต่มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาตรา 1375 และมาตราอื่นๆ ในลักษณะ 3 ครอบครอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น...

ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ที่ดินหรือเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 85 มีอาณาเขตทั้งสี่ทิศจดที่ดินอะไรหรือของใคร และไม่ได้บรรยายฟ้องว่าที่ดินโจทก์ทั้งสี่ทิศมีความกว้างยาวเท่าไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 นั้น เป็นเรื่องนอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1374 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 172 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชื่นจิตร เชตวรรณ์
จำเลย — นางฉลวย ชูทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 84 -ที่ 85/2552
#500437
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกระทำกับจำเลยที่ 2 ในการพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปยังสถานที่อื่น แม้จำเลยที่ 1 จะพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้าน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 พรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนมีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2546 เวลากลางวันติดต่อกันตลอดมา จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากเด็กหญิง.....ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 14 ปี และเด็กหญิง....ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ ไปเสียจากนาง.... ผู้เสียหายที่ 3 และ.... ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งต่างก็เป็นมารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนตามลำดับ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยที่ 1 ได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 โดยการกอดจูบลูบคลำบริเวณใบหน้าและร่างกายรวมทั้งถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ออกจนหมดโดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 โดยใช้อวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 จ่อเพื่อที่จะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืนไม่ยินยอมและผลักจำเลยที่ 1 ออก จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 14 ปี โดยการกอดจูบลูบคลำบริเวณใบหน้าและร่างกายรวมทั้งถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 ออกจนหมดโดยผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยที่ 2 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 277, 279, 317

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม (ที่ถูกประกอบมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราและฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 7 ปี 8 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 บางส่วน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 10 เดือน

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี และปรับ 8,000 บาท ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี และปรับ 18,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ให้ลงโทษปรับ 8,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และปรับ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งมีกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 3 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปีเศษ เป็นหลานอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 4 ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ 2 ให้ชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวด้วยกัน ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นพากันไปที่บ้านจำเลยที่ 1 และร่วมกันนั่งดูโทรทัศน์จนถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนอีกห้องหนึ่ง และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ ส่วนจำเลยที่ 1 พยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีนั้น หลังจากลดโทษแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีคนละ 1 ปี 4 เดือน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ลดโทษแล้วให้จำคุก 2 ปี และให้ลงโทษปรับคนละ 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้อันเป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ยังลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ โดยโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้อันเป็นการพิพากษากลับในส่วนของจำเลยที่ 1 และแก้ไขมากในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารหรือไม่ เมื่อได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนชวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปเที่ยวและพาไปส่งที่บ้านจำเลยที่ 1 แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 คงพบบิดาและน้องชายจำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะทราบว่าจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาที่บ้านของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกระทำกับจำเลยที่ 2 ในการพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปยังสถานทื่อื่น แม้จำเลยที่ 1 จะพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้าน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 พรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสุชาติ คล่ำรัตน์หรือกล่ำรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2552
#500387
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประสงค์แต่เพียงให้คำฟ้องมีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีก็พอ เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอดจำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยิงผู้ตายอย่างไร ใครเป็นผู้ยิงและผู้ตายถูกยิงที่ส่วนใดของร่างกายด้วยอาวุธชนิดใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของดาบตำรวจอนุสรณ์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าดาบตำรวจอนุสรณ์ ผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประสงค์ของจำเลยทั้งสอง เหตุเกิดที่ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4) ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า

"ข้อ 1. โจทก์เป็นภริยาของดาบตำรวจอนุสรณ์ ซึ่งขณะมีชีวิตอยู่รับราชการตำรวจประจำสถานีตำรวจตำบลเขื่อน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ข้อ 2. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 เวลาใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา กล่าวคือ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 เวลาประมาณ 22.40 จำเลยทั้งสองหลอกลวงด้วยการวางแผนให้ดาบตำรวจอนุสรณ์ตายใจว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น โดยการชวนไปรับประทานอาหารว่างร่วมกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในอำเภอเชียงยืน สั่งอาหารเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ มานั่งดื่มกินกันจนได้เวลาประมาณ 01.00 น. เศษ ของวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยทั้งสองได้ชวนดาบตำรวจอนุสรณ์ออกไปจากร้านเพื่อไปเที่ยวกันต่อที่อื่น เมื่อขึ้นรถยนต์ออกจากร้านอาหารไปโดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ว่า ผู้ตายได้นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 และมีรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับขี่ตามไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น จนเมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกา มีผู้ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 5 นัด จากรถคันที่จำเลยที่ 1 กับดาบตำรวจผู้ตายนั่งไปด้วยดังกล่าวนั้นเกิดที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก มีผู้เห็นรถยนต์คันที่ผู้ตายนั่งมาขับออกไป และในเวลาเดียวกันมีผู้พบศพของดาบตำรวจอนุสรณ์นอนตายอยู่ที่ริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอกนั่นเอง

ข้อ 3. การที่ดาบตำรวจอนุสรณ์ถูกยิงตาย เป็นการวางแผนเตรียมการล่วงหน้า เพราะก่อนหน้าเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองมีความไม่พอใจที่ผู้ตายเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเองมาชักชวนไปรับประทานอาหารด้วยกันเป็นการทำให้ผู้ตายหลงเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาไม่ได้เอาเรื่องกับตนแล้ว จึงยอมไปไหนด้วยความไว้วางใจ ฉะนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าดาบตำรวจอนุสรณ์จึงเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและทำให้ผู้ตาย ตายสมตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสอง รายละเอียดแห่งข้อเท็จจจริงโจทก์จะกราบเรียนเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณา

เหตุแห่งคดีตามฟ้อง ข้อ 2. และข้อ 3. เกิดที่ริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม..."

เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี (1)...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" บทบัญญัติดังกล่าวกล่าวแต่เพียงว่าฟ้องของโจทก์ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากันในชั้นสืบพยาน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุไว้ในฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 และบรรยายถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่า มีสาเหตุมาจากผู้ตายทะเลาะวิวาทกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงได้ร่วมกันวางแผนชักชวนผู้ตายรับประทานอาหาร จากนั้นได้ชวนผู้ตายออกจากร้านอาหารเพื่อไปเที่ยวที่อื่น โดยในคำฟ้องได้ระบุด้วยว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์ว่าผู้ตายนั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ตามไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น และในขณะเกิดเหตุมีผู้ได้ยินเสียงปืนประมาณ 5 นัด มาจากรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งผู้ตายนั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวและเห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับออกไปจากบริเวณที่มีเสียงปืนและพบศพของผู้ตาย ณ บริเวณนั้นคือบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม คำฟ้องดังกล่าวได้บรรยายพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่า ขณะที่เกิดเหตุการณ์ฆ่ามีจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ คนร้ายไม่มีทางที่จะเป็นผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดโดยชัดแจ้งเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองว่าร่วมยิงอย่างไร ใครเป็นผู้ยิงและผู้ตายถูกยิงที่ส่วนใดของร่างกาย ด้วยอาวุธปืนชนิดใด ทั้งไม่มีข้อยืนยันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันยิงผู้ตายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มิฉะนั้นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานคงมีแต่พยานแวดล้อมที่บ่งชี้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย ก็ไม่อาจนำคดีดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้ เพราะไม่มีพยานรู้เห็นลักษณะหรือท่าทีการยิงหรือวิธีการฆ่าของคนร้ายได้ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประสงค์แต่เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีก็พอแล้ว เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจวรรณ เตชะเสน
จำเลย — พันตำรวจตรีสมเกียรติ คำนอก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2552
#501122
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยทั้งสองกระทำความผิด โดยได้ระบุด้วยว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าขณะที่เกิดเหตุการฆ่ามีจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ คนร้ายไม่มีทางที่จะเป็นผู้อื่น แม้ไม่มีรายละเอียดโดยชัดแจ้งเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองว่าร่วมยิงอย่างไร ใครเป็นผู้ยิง และผู้ตายถูกยิงที่ส่วนใดของร่างกาย ด้วยอาวุธปืนชนิดใดทั้งไม่มีข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยิงผู้ตายก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ที่ประสงค์แต่เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันในชั้นสืบพยาน เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของดาบตำรวจอนุสรณ์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าดาบตำรวจอนุสรณ์ ผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4) ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า

"ข้อ 1 โจทก์เป็นภริยาของดาบตำรวจอนุสรณ์ ซึ่งขณะมีชีวิตอยู่รับราชการตำรวจประจำสถานีตำรวจตำบลเขื่อน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ข้อ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 เวลาใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา กล่าวคือเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 เวลาประมาณ 22.40 น. จำเลยทั้งสองหลอกลวงด้วยการวางแผนให้ดาบตำรวจอนุสรณ์ ตายใจว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นโดยการชวนไปรับประทานอาหารว่างร่วมกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในอำเภอเชียงยืนสั่งอาหารเครื่องดื่มประเภทแอลกฮอล์มานั่งดื่มกินกันจนได้เวลาประมาณ 01.00 น. เศษของวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยทั้งสองได้ชวนดาบตำรวจอนุสรณ์ ออกไปจากร้านเพื่อไปเที่ยวกันต่อที่อื่น เมื่อขึ้นรถยนต์ออกจากร้านอาหารไปโดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ว่า ผู้ตายได้นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 และมีรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับขี่ตามไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น จนเมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกามีผู้ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 5 นัด จากรถคันที่จำเลยที่ 1 กับดาบตำรวจผู้ตายนั่งไปด้วยดังกล่าวนั้น เกิดที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก มีผู้เห็นรถยนต์คันที่ผู้ตายนั่งมาขับออกไป และในเวลาเดียวกันมีผู้พบศพของดาบตำรวจอนุสรณ์ นอนตายอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอกนั่นเอง

ข้อ 3. การที่ดาบตำรวจอนุสรณ์ ถูกยิงตาย เป็นการวางแผนเตรียมการล่วงหน้า เพราะก่อนหน้าเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองมีความไม่พอใจที่ผู้ตายเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเองมาชักชวนไปรับประทานอาหารด้วยกันเป็นการทำให้ผู้ตายหลงเชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาไม่ได้เอาเรื่องกับตนแล้ว จึงยอมไปไหนด้วยความไว้วางใจฉะนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าดาบตำรวจอนุสรณ์ จึงเป็นการฆ่าโดยไต่ตรองไว้ก่อน และทำให้ผู้ตาย ตายสมตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสองรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงโจทก์จะกราบเรียนเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณา

เหตุแห่งคดีตามฟ้อง ข้อ 2 และข้อ 3 เกิดที่ริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม..."

เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี (1)....(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" บทบัญญัติดังกล่าวกล่าวแต่เพียงว่าฟ้องของโจทก์ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีเท่านั้นส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากันในชั้นสืบพยาน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุไว้ในฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 และบรรยายถึงมูลเหตุจูงใจที่ทำให้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่า มีสาเหตุมาจากผู้ตายทะเลาะวิวาทกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงได้ร่วมกันวางแผนชักชวนผู้ตายรับประทานอาหาร จากนั้นได้ชวนผู้ตายออกจากร้านอาหารเพื่อไปเที่ยวที่อื่น โดยในคำฟ้องได้ระบุด้วยว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์ว่าผู้ตายนั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ตามไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น และในขณะเกิดเหตุมีผู้ได้ยินเสียงปืนประมาณ 5 นัด มาจากรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งผู้ตายนั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวและเห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ขับออกไปจากบริเวณที่มีเสียงปืนและพบศพของผู้ตาย ณ บริเวณนั้นคือบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำชีบ้านกอก ตำบลหนองบัง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม คำฟ้องดังกล่าวได้บรรยายพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าขณะที่เกิดเหตุการณ์ฆ่ามีจำเลยทั้งสองเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ คนร้ายไม่มีทางที่จะเป็นผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดโดยชัดแจ้งเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองว่าร่วมยิงอย่างไร ใครเป็นผู้ยิง และผู้ตายถูกยิงที่ส่วนใดของร่างกาย ด้วยอาวุธปืนชนิดใด ทั้งไม่มีข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยิงผู้ตายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มิฉะนั้นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานคงมีแต่พยานแวดล้อมที่บ่งชี้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย ก็ไม่อาจนำคดีดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้ เพราะไม่มีพยานรู้เห็นลักษณะหรือท่าทีการยิงหรือวิธีการฆ่าของคนร้ายได้ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประสงค์แต่เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาดีก็พอแล้ว เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจวรรณ เตชะเสน
จำเลย — พันตำรวจตรีสมเกียรติ คำนอก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2552
#499868
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพของข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา โจทก์ยังส่งสำเนาใบทำงาน/ใบแจ้งหนี้ซึ่งคำนวณถึงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างแนบมาท้ายฟ้องด้วย จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา

โจทก์ยื่นคำฟ้องพร้อมแนบสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาด้วย จำเลยได้รับสำเนาสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้ให้การโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องรับฟังว่าสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกต้อง ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าต้นฉบับสัญญาจ้างทำของได้มีการติดอากรแสตมป์หรือไม่

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่าฝ่ายบัญชีของโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารที่ยื่นเป็นพยานต่อศาลและเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องในคดี เป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับประเด็นของคดีซึ่งทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจึงชอบที่จะอนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้

ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์นำพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลาตามที่ตกลงไว้ในสัญญา หากนอกเหนือจากสัญญาจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างเพิ่มให้แก่โจทก์ การทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาจึงถือว่าเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานที่ทำการของจำเลยคิดเป็นค่าบริการเดือนละ 82,000 บาท หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยค้างชำระค่าบริการมีนาคมและเมษายน 2545 เป็นเงิน 144,221.04 บาท และ 115,973 บาท ตามลำดับ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,680.93 บาท รวมเป็นเงิน 276,874.97 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 260,194.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากระบุว่าค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 25 วัน เท่านั้น คิดเป็นเงินเพียง 150,333.25 บาท มิใช่ตามฟ้อง โจทก์เรียกมาเกินความเป็นจริงทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้อง ตามสัญญามีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องรับผิดชอบในทรัพย์ของจำเลยที่สูญหาย สินค้าพวกทองคำของจำเลยสูญหายระหว่างการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 80,000 บาท ครั้งที่สองเป็นเงิน 48,000 บาท แต่โจทก์ชำระค่าเสียหายให้เพียง 80,000 บาท เมื่อหักกลบกันแล้วจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์เพียง 102,333.25 บาท สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 260,194.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2546) ไม่ให้เกิน 16,680.93 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 จำเลยว่าจ้างโจทก์จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลโรงงานของจำเลยคิดเป็นค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท ระหว่างสัญญาจำเลยได้ให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ระหว่างสัญญาตะกอนทองคำของจำเลยหายไป 200 กรัม คิดเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยอ้างว่าก่อนหน้านี้ตะกอนทองคำของจำเลยหายไปคิดเป็นเงิน 48,000 บาท แต่โจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2545 ก่อนหน้าทำสัญญาฉบับนี้จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์มาก่อนแล้วเป็นเวลา 7 ปี

ประเด็นแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 15 วัน คิดเป็นเงิน 150,333.25 บาท มิได้สูงมากดังที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นการเรียกร้องมากกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยไม่เข้าใจ ฟ้องจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม คำฟ้องดังกล่าวข้างต้นเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพของข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังส่งสำเนาใบทำงาน/ใบแจ้งหนี้ ซึ่งคำนวณถึงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างแนบท้ายมาด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา

ประเด็นต่อไปต้องวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่มิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องพร้อมแนบสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาด้วย จำเลยได้รับสำเนาสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้ให้การโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องจึงต้องรับฟังว่าสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกต้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าต้นฉบับสัญญาดังกล่าวได้มีการติดอากรแสตมป์หรือไม่ ส่วนจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องเกินกว่าจำนวนเงินในสัญญาจ้างทำของหรือไม่ ก็สามารถพิจารณาได้จากสัญญาดังกล่าว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ศาลรับฟังสำเนาใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.13 ได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวภายหลังสิ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 26 มิถุนายน 2546 โดยอ้างว่าฝ่ายบัญชีของโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารที่ยื่นเป็นพยานต่อศาลและเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องในคดี คำร้องดังกล่าวจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับประเด็นของคดีซึ่งทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเอกสารดังกล่าวได้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องก็สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ทั้งจำเลยเองก็ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังที่โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว กล่าวคือจำเลยยื่นคำร้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ขอระบุผู้จัดการจำเลยเป็นพยานซึ่งศาลชั้นต้นก็อนุญาต แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์เพียงใด ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใดๆ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานสืบให้เห็นจริงว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และค่าล่วงเวลาที่โจทก์เรียกร้องสามารถเรียกร้องได้เฉพาะในกรณีตามกฎหมายแรงงาน แต่ตามฟ้องเป็นเรื่องจ้างทำของ จึงเป็นจ้างเหมารวม ค่าล่วงเวลาจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์นำพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลาตามที่ตกลงไว้ในสัญญา หากนอกเหนือจากสัญญาจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างเพิ่มให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตลอดมาดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.13 ที่จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ซึ่งการทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาถือเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินค่าจ้างและมีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาจ้างระบุว่าโจทก์จะต้องรับผิดต่อการสูญหาย เมื่อทรัพย์ของจำเลยสูญหายโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นหนี้กันจึงหักกลบลบหนี้ได้ นั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2.3 ระบุว่า ผู้ว่าจ้าง (จำเลย) รับเงินค่าว่าจ้างตามข้อ 2 ผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิยึดหน่วงหรือถ่วงเวลาไว้เกินกำหนดหรือจะนำไปหักกลบลบหนี้อย่างอื่นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้รับจ้าง (โจทก์) เป็นลายลักษณ์อักษร จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาว่าจำเลยจะไม่ยึดหน่วงค่าจ้างและนำค่าจ้างไปหักกลบลบหนี้ มีข้อยกเว้นอยู่กรณีเดียวคือได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยหักกลบลบหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงหรือหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 2,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 172
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจี.เอ.ซี จำกัด
จำเลย — บริษัทเกรทเทสท์ โกลด์ โกลด์ แอนด์ รีไฟเนอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2552
#501109
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานที่ทำการของจำเลยคิดเป็นค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยให้การยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 15 วัน คิดเป็นเงิน 150,333.25 บาท มิได้สูงมากดังที่โจทก์ฟ้อง โจทก์เรียกร้องมากกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้อง เห็นว่า คำฟ้องดังกล่าวข้างต้นเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพของข้อหาของโจทก์ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังส่งสำเนาใบทำงาน/ใบแจ้งหนี้ซึ่งคำนวณถึงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างแนบท้ายมาด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ตามฟ้อง หรือไม่ เป็นเรื่องคู่ความจะต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา

โจทก์ยื่นคำฟ้องพร้อมแนบสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาด้วยจำเลยได้รับสำเนาสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้ให้การโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องรับฟังว่าสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกต้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าต้นฉบับสัญญาดังกล่าวได้มีการติดอากรแสตมป์หรือไม่ ส่วนจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องเกินกว่าจำนวนเงินในสัญญาจ้างทำของหรือไม่ก็สามารถพิจารณาได้จากสัญญาดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 26 มิถุนายน 2546 โดยอ้างว่าฝ่ายบัญชีของโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารที่ยื่นเป็นพยานต่อศาลและเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องในคดี คำร้องดังกล่าวจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับประเด็นของคดีซึ่งทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเอกสารดังกล่าวได้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องก็สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ทั้งจำเลยเองก็ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว กล่าวคือจำเลยยื่นคำร้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ขอระบุผู้จัดการจำเลยเป็นพยานซึ่งศาลชั้นต้นก็อนุญาต แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว

ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์นำพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลาตามที่ตกลงไว้ในสัญญา หากนอกเหนือจากสัญญาจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างเพิ่มให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตลอดมาดังปรากฏตามเอกสารสำเนาใบแจ้งหนี้ที่จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ซึ่งการทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาถือเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน

ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยระบุว่า ผู้ว่าจ้าง (จำเลย) รับเงินค่าว่าจ้างตามข้อ 2 ผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิยึดหน่วงหรือถ่วงเวลาไว้เกินกำหนดหรือจะนำไปหักกลบลบหนี้อย่างอื่นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้รับจ้าง (โจทก์) เป็นลายลักษณ์อักษร จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาว่าจำเลยจะไม่ยึดหน่วงค่าจ้างและนำค่าจ้างไปหักกลบลบหนี้ มีข้อยกเว้นอยู่กรณีเดียวคือได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยหักกลบลบหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงหรือหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานที่ทำการของจำเลยคิดเป็นค่าบริการเดือนละ 82,000 บาท หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยค้างชำระค่าบริการมีนาคมและเมษายน 2545 เป็นเงิน 144,221.04 บาท และ 115,973 บาท ตามลำดับ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,680.93 บาท รวมเป็นเงิน 276,874.97 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 260,194.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากระบุว่าค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 25 วัน เท่านั้น คิดเป็นเงินเพียง 150,333.25 บาท มิใช่ตามฟ้อง โจทก์เรียกมาเกินความเป็นจริงทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้อง ตามสัญญามีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องรับผิดชอบในทรัพย์ของจำเลยที่สูญหายสินค้าพวกทองคำของจำเลยสูญหายระหว่างการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 80,000 บาท ครั้งที่สองเป็นเงิน 48,000 บาท แต่โจทก์ชำระค่าเสียหายให้เพียง 80,000 บาท เมื่อหักกลบกันแล้วจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์เพียง 102,333.25 บาท สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 260,194.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2546) ไม่ให้เกิน 16,680.93 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 จำเลยว่าจ้างโจทก์จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลโรงงานของจำเลยคิดเป็นค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท ระหว่างสัญญาจำเลยได้ให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ระหว่างสัญญาตะกอนทองคำของจำเลยหายไป 200 กรัม คิดเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยแล้วจำเลยอ้างว่าก่อนหนี้ตะกอนทองคำของจำเลยหายไปคิดเป็นเงิน 48,000 บาท แต่โจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2545 ก่อนหน้าทำสัญญาฉบับนี้จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์มาก่อนแล้วเป็นเวลา 7 ปี

ประเด็นแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 15 วัน คิดเป็นเงิน 150,333.25 บาท มิได้สูงมากดังที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นการเรียกร้องมากกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้องจึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม คำฟ้องดังกล่าวข้างต้นเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพของข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังส่งสำเนาใบทำงาน/ใบแจ้งหนี้ซึ่งคำนวณถึงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างแนบท้ายมาด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา

ประเด็นต่อไปต้องวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่มิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องพร้อมแนบสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาด้วย จำเลยได้รับสำเนาสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้ให้การโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องรับฟังว่าสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกต้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าต้นฉบับสัญญาดังกล่าวได้มีการติดอากรแสตมป์หรือไม่ ส่วนจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องเกินกว่าจำนวนเงินในสัญญาจ้างทำของหรือไม่ ก็สามารถพิจารณาได้จากสัญญาดังกล่าว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ศาลรับฟังสำเนาใบแจ้งหนี้ได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวภายหลังสิ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แล้ว เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 26 มิถุนายน 2546 โดยอ้างว่าฝ่ายบัญชีของโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารที่ยื่นเป็นพยานต่อศาลและเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องในคดี คำร้องดังกล่าวจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับประเด็นของคดีซึ่งทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเอกสารดังกล่าวได้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องก็สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ทั้งจำเลยเองก็ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังที่โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วกล่าวคือจำเลยยื่นคำร้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ขอระบุผู้จัดการจำเลยเป็นพยานซึ่งศาลชั้นต้นก็อนุญาต แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์เพียงใด ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใดๆ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานสืบให้เห็นจริงว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และค่าล่วงเวลาที่โจทก์เรียกร้องสามารถเรียกร้องเฉพาะในกรณีตามกฎหมายแรงงานแต่ตามฟ้องเป็นเรื่องจ้างทำของ จึงเป็นจ้างเหมารวม ค่าล่วงเวลาจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์นำพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลาตามที่ตกลงไว้ในสัญญา หากนอกเหนือจากสัญญาจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างเพิ่มให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตลอดมาดังปรากฏตามเอกสารสำเนาใบแจ้งหนี้ที่จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ซึ่งการทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาถือเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินค่าจ้างและมีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาจ้างระบุว่าโจทก์จะต้องรับผิดต่อการสูญหาย เมื่อทรัพย์ของจำเลยสูญหายโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นหนี้กันจึงหักกลบลบหนี้ได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยข้อ 2.3 ระบุว่า ผู้ว่าจ้าง (จำเลย) รับเงินค่าว่าจ้างตามข้อ 2 ผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิยึดหน่วงหรือถ่วงเวลาไว้เกินกำหนดหรือจะนำไปหักกลบลบหนี้อย่างอื่นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้รับจ้าง (โจทก์) เป็นลายลักษณ์อักษร จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาว่าจำเลยจะไม่ยึดหน่วงค่าจ้างและนำค่าจ้างไปหักกลบลบหนี้ มีข้อยกเว้นอยู่กรณีเดียวคือ ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยหักกลบลบหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงหรือหักกลบลบหนี้แต่อย่างใดฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 2,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 341 ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 172 วรรคสอง
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจี เอ. ซี. จำกัด
จำเลย — บริษัทเกรทเทสท์ โกลด์ แอนด์ รีไฟเนอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2552
#497320
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมรู้ว่าจำเลยเจตนาฉ้อโกงตนในวันใดอายุความร้องทุกข์ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น การที่โจทก์ร่วมพยายามโทรศัพท์ถึงจำเลยอีกหลายครั้งหลายหนในเวลาต่อมาทั้งๆ ที่จำเลยรับบ้างไม่รับบ้าง หรือบางครั้งรับปากว่าจะนำเงินไปชำระแต่แล้วก็ผิดนัดเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมผ่อนผันหรือให้โอกาสแก่จำเลย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเพิ่งทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันใดไม่ปรากฏชัด กลางเดือนสิงหาคม 2543 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 26 มกราคม 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยโดยทุจริต หลอกลวงนายสุวรรณ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่ามีบุคคลอื่นมาติดต่อขอซื้อรังนกนางแอ่น ในราคากิโลกรัมละ 75,000 บาท และไม้จันทร์หอม ในราคากิโลกรัมละ 55,000 บาท ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีบุคคลอื่นมาขอซื้อรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมแต่อย่างใดและในการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบรังนกนางแอ่นจำนวน 9 กิโลกรัม ราคา 675,000 บาท และไม้จันทร์หอมจำนวน 1.5 กิโลกรัม ราคา 82,500 บาท รวมราคา 757,500 บาท ให้แก่จำเลย แล้วจำเลยนำรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์สำหรับตนเอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนรังนกนางแอ่นจำนวน 9 กิโลกรัม และไม้จันทร์หอมจำนวน 1.5 กิโลกรัม หรือใช้ราคา 757,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนรังนกนางแอ่นจำนวน 9 กิโลกรัม และไม้จันทร์หอมจำนวน 1.5 กิโลกรัม หรือใช้ราคา 757,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่า เหตุที่โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2543 เป็นเพราะจำเลยเคยยืมเงินหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปแล้วมักจะผิดนัด ต้องให้โจทก์ร่วมติดตามทวงถามหลายครั้ง ทำให้โจทก์ร่วมยังไม่แน่ใจว่าจำเลยมีเจตนาฉ้อโกงหรือไม่จนกระทั่งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยอ้างต่อพันตำรวจโทบุญเลิศ ว่าได้ให้เงินโจทก์ร่วมแล้ว 300,000 บาท โจทก์ร่วมจึงแน่ใจว่า จำเลยมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ร่วมมาแต่ต้น ต้องถือว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 นั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความโจทก์ร่วมและนางนันทิยา ภริยาของโจทก์ร่วมได้ความว่า หลังจากมอบรังนกนางแอ่นและไม่จันทร์หอมให้จำเลยแล้ว จำเลยบอกให้โจทก์ร่วมรอรับเงินอยู่ที่ลานจอดรถซึ่งเป็นสถานที่ส่งมอบสินค้านั่นเอง โจทก์ร่วมและนางนันทิยาจึงรอจำเลยอยู่บริเวณดังกล่าว ตั้งแต่เวลาประมาณ 16 ถึง 17 นาฬิกา จนกระทั่งเที่ยงคืนจำเลยก็ไม่ไปตามนัด เมื่อโจทก์ร่วมโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จำเลยก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยเสีย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวโจทก์ร่วมควรจะรู้เสียตั้งแต่ในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยเจตนาฉ้อโกงตน การที่โจทก์ร่วมพยายามโทรศัพท์ถึงจำเลยอีกหลายครั้งหลายหนในเวลาต่อมาทั้งๆ ที่จำเลยรับบ้างไม่รับบ้าง หรือบางครั้งรับปากว่าจะนำเงินไปชำระแต่แล้วก็ผิดนัด เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมผ่อนผันหรือให้โอกาสแก่จำเลย ซึ่งถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเพิ่งทราบหรือแน่ใจถึงการกระทำของจำเลยในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างต่อพันตำรวจโทบุญเลิศว่าได้ให้เงินโจทก์ร่วมแล้วแต่อย่างใด การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมในวันที่ 23 มีนาคม 2544 จึงเป็นการร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นายสุวรรณ หงษ์สะทาน
จำเลย — นางจริยาหรือเล็ก ฐอสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2552
#500977
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 ปรากฏตามคำเบิกความโจทก์ร่วมและ น. ภริยาของโจทก์ร่วมได้ความว่า หลังจากมอบรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมให้จำเลยแล้ว จำเลยบอกให้โจทก์ร่วมรอรับเงินอยู่ที่ลานจอดรถซึ่งเป็นสถานที่ส่งมอบสินค้านั้นเอง โจทก์ร่วมและ น. จึงรอจำเลยอยู่บริเวณดังกล่าว ตั้งแต่เวลาประมาณ 16 ถึง 17 นาฬิกา จนกระทั่งเที่ยงคืนจำเลยก็ไม่ไปตามนัด เมื่อโจทก์ร่วมโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยจำเลยก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยเสีย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวโจทก์ร่วมควรจะรู้เสียตั้งแต่ในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยเจตนาฉ้อโกงตน การที่โจทก์ร่วมพยายามโทรศัพท์ถึงจำเลยอีกหลายครั้งในเวลาต่อมาทั้งๆ ที่จำเลยรับบ้างไม่รับบ้าง หรือบางครั้งรับปากว่าจะนำเงินไปชำระแต่แล้วก็ผิดนัด เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมผ่อนผันหรือให้โอกาสแก่จำเลย ซึ่งถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเพิ่งทราบหรือแน่ใจถึงการกระทำของจำเลยในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างต่อ บ. ว่าได้ให้เงินโจทก์ร่วมแล้วแต่เพียงใด การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมในวันที่ 23 มีนาคม 2544 จึงเป็นการร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันใดไม่ปรากฏชัด กลางเดือนสิงหาคม 2543 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 26 มกราคม 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมาจำเลยโดยทุจริต หลอกลวงนายสุวรรณ ผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่ามีบุคคลอื่นมาติดต่อขอซื้อรังนกนางแอ่น และไม้จันทร์หอมซึ่งความจริง ไม่มีบุคคลอื่นมาขอซื้อรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมแต่อย่างใดและในการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมที่พิพาทให้แก่จำเลย แล้วจำเลยนำรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์สำหรับตนเอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมที่พิพาทหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสุวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนรังนกนางแอ่นจำนวน 9 กิโลกรัม และไม้จันทร์หอมจำนวน 1.5 กิโลกรัม หรือใช้ราคา 757,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดมิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่า เหตุที่โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2543 เป็นเพราะจำเลยเคยยืมเงินหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปแล้วมักจะผิดนัดต้องให้โจทก์ร่วมติดตามทวงถามหลายครั้ง ทำให้โจทก์ร่วมยังไม่แน่ใจว่าจำเลยมีเจตนาฉ้อโกงหรือไม่จนกระทั่งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยอ้างต่อพันตำรวจโทบุญเลิศ ว่าได้ให้เงินโจทก์ร่วมแล้ว 300,000 บาท โจทก์ร่วมจึงแน่ใจว่าจำเลยมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ร่วมมาแต่ต้น ต้องถือว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 นั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความโจทก์ร่วมและนางนันทิยา ภริยาของโจทก์ร่วมได้ความว่า หลังจากมอบรังนกนางแอ่นและไม้จันทร์หอมให้จำเลยแล้ว จำเลยบอกให้โจทก์ร่วมรอรับเงินอยู่ที่ลานจอดรถซึ่งเป็นสถานที่ส่งมอบสินค้านั้นเอง โจทก์ร่วมและนางนันทิยาจึงรอจำเลยอยู่บริเวณดังกล่าว ตั้งแต่เวลาประมาณ 16 ถึง 17 นาฬิกา จนกระทั่งเที่ยงคืนจำเลยก็ไม่ไปตามนัดเมื่อโจทก์ร่วมโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย จำเลยก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยเสีย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวโจทก์ร่วมควรจะรู้เสียตั้งแต่ในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยเจตนาฉ้อโกงตน การที่โจทก์พยายามโทรศัพท์ถึงจำเลยอีกหลายครั้งหลายหนในเวลาต่อมาทั้งๆ ที่จำเลยรับบ้างไม่รับบ้าง หรือบางครั้งรับปากว่าจะนำเงินไปชำระแต่แล้วก็ผิดนัด เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมผ่อนผันหรือให้โอกาสแก่จำเลย ซึ่งถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเพิ่งทราบหรือแน่ใจถึงการกระทำของจำเลยในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 อันเป็นวันที่จำเลยอ้างต่อพันตำรวจโทบุญเลิศว่าได้ให้เงินโจทก์ร่วมแล้วแต่อย่างใด การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมในวันที่ 23 มีนาคม 2544 จึงเป็นการร้องทุกข์เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายสุวรรณ หงษ์สะทาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ