คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 10/2552
#415763
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๒

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ นายบารมี อัมพรตระกูล โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๑ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๒ สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด ที่ ๓ กระทรวงการคลัง ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๙๙๘/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๑๙๖๐/๒๕๔๘ ให้ตรวจสอบทรัพย์สิน มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่และแต่งตั้งผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน และคำสั่งที่ ๑๙๖๑/๒๕๔๘ ให้ยึดทรัพย์สินชั่วคราว โดยให้ยึดทรัพย์สินของนายอุสมาน สะแลแมง ผู้ต้องหาในคดียาเสพติด คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อนิสสัน รุ่นแฟร์เลดี้ แซด หมายเลขเครื่องยนต์ วีคิว ๓๕-๐๐๖๘๔๖ บี หมายเลขตัวถัง เอช ๒๓๓-๐๐๕๕๗๓ ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเข้ายึดรถยนต์คันดังกล่าวที่ร้านโปรเสปค พระราม ๙ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทพระราม ๙ ออโต จำกัด ที่โจทก์เป็นเจ้าของกิจการและเป็นกรรมการผู้จัดการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของนายอุสมาน โจทก์ได้โต้แย้งและแจ้งให้ทราบแล้วว่ารถยนต์ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของนายอุสมาน แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และโจทก์ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกับนายอุสมาน แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ยังคงยึดรถยนต์ไปเก็บรักษาไว้ที่จำเลยที่ ๓ โจทก์ยื่นคำร้องขอรับทรัพย์สินคืน แต่จำเลยที่ ๓ แจ้งว่า คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายอุสมาน และต่อมาจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ ๔ ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ และมีผู้เข้าประมูลซื้อรถยนต์คันดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่มีคำสั่งให้ยึดรถยนต์ที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยไม่ทำการตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงให้รอบคอบชัดเจน และการที่จำเลยที่ ๔ ให้ความเห็นชอบการขายทอดตลาดโดยไม่คัดค้านคำสั่งขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หรือร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ราคา ๔,๖๒๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันยึดรถยนต์ไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือชดใช้ราคาเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตั้งแต่สอบสวน ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ละเอียดรอบคอบ และได้ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงตามสมควรแล้ว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่ นายอุสมานซื้อและรับมอบรถยนต์ไปจากโจทก์แล้ว รถยนต์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอุสมาน โจทก์ นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ในฐานะหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) จึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายอุสมาน ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ไว้ ๑ รายการ คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อนิสสัน และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ มีบทบัญญัติมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจในการออกคำสั่งหรือมีมติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพิจารณาแล้วเห็นว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายอุสมาน จึงมีมติให้ยึดทรัพย์ดังกล่าวไว้ชั่วคราวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ และภายหลังยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้แล้ว จำเลยที่ ๒ เห็นว่ารถยนต์เป็นของเสีย ไม่เหมาะที่จะเก็บรักษาไว้หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น จึงมีคำสั่งให้นำออกขายทอดตลาดโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นได้ว่า การออกคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและจำเลยที่ ๒ เป็นการใช้มาตรการเพื่อริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ อันเป็นมาตรการที่ต่อเนื่องจากกระบวนยุติธรรมทางอาญา ซึ่งมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากโจทก์เห็นว่าการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและจำเลยทั้งสี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยประการใดๆ โจทก์ก็ชอบที่จะยกขึ้นต่อสู้เพื่อให้ศาลยุติธรรมมีคำสั่งในคดีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องได้ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มีเจตนารมณ์ที่จะให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบอำนาจรัฐในการใช้มาตรการริบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินและจำเลยทั้งสี่ จึงไม่ใช่อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองอันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตรวจสอบทรัพย์สินและมีคำสั่งยึดรถยนต์ของโจทก์ โดยเห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายอุสมานผู้ต้องหาในคดียาเสพติด และการขายทอดตลาดรถยนต์ที่ยึดไว้โดยมีจำเลยที่ ๔ ให้ความเห็นชอบกับการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ มิใช่อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่กำหนดการกระทำที่มีลักษณะความผิดและโทษทางอาญาไว้ก็ตาม การที่จำเลยทั้งสี่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายเฉพาะให้อำนาจไว้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของนายอุสมาน สะแลแมง ผู้ต้องหาในคดียาเสพติด คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อนิสสัน รุ่นแฟร์เลดี้ แซด ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งว่ารถยนต์ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของนายอุสมาน แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และโจทก์ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกับนายอุสมาน แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ยังคงยึดรถยนต์คันดังกล่าวไป โจทก์ยื่นคำร้องขอรับทรัพย์สินคืน แต่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดรถยนต์คันดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายอุสมาน และต่อมาจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ ๔ ได้ขายทอดตลาดรถยนต์ไป การกระทำของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่มีคำสั่งให้ยึดรถยนต์ที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงให้รอบคอบชัดเจน และการที่จำเลยที่ ๔ ให้ความเห็นชอบการขายทอดตลาด เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หรือชดใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ละเอียดรอบคอบ และได้ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงตามสมควรแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นายอุสมานซื้อและรับมอบรถยนต์ไปจากโจทก์แล้ว รถยนต์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอุสมาน โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ตราขึ้นเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการต่างๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ได้แก่ มาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน และการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่การยื่นคำร้องของพนักงานอัยการต่อศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗ เพื่อให้ศาลไต่สวนและสั่งริบทรัพย์สินนั้นตามมาตรา ๒๙ โดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใดก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือถ้ามีเหตุอันควรจะยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ในกรณีไม่อาจดำเนินคดีได้ภายในสองปีนับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ก็ให้ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องกับการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดรถยนต์ และให้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาด จึงเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายบารมี อัมพรตระกูล โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๑ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ ๒ สำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด ที่ ๓ กระทรวงการคลัง ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบารมี อัมพรตระกูล
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2552
#415755
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๒

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นายเสรี ขวัญเมือง ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๐๕ คน โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การฟอกหนัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๖๗ - ๙๑๗๑/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์ทั้งสองร้อยห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ ๒ ออกประกาศเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยห้า โดยโจทก์ทั้งสองร้อยห้าไม่ได้กระทำความผิดและไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยห้าได้ การเลิกจ้างไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองค้างจ่ายค่าจ้าง สวัสดิการ โบนัสและสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองร้อยห้าพึงได้รับตามสัญญาจ้างตามข้อตกลงสภาพการจ้างและตามกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองร้อยห้าได้รับความเสียหายเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองร้อยห้าตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองร้อยห้านับแต่ปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๕๐ รวม ๕ ปี และให้จ่ายเงินพิจารณาผลการปฏิบัติงานการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี ๒๕๕๐ จำนวน ๑ ขั้น และค่าเสียหาย จากการไม่ได้รับการปรับเงินขึ้นร้อยละ ๔ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในงวดเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองร้อยห้าเสร็จสิ้น และให้รับโจทก์ทั้งสองร้อยห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้าง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยห้าเกิดจากการยุบเลิกจำเลยที่ ๑ ตามพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ จึงบอกเลิกจ้างพนักงานทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งสองร้อยห้าด้วย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การฟอกหนังและพนักงานจำเลยที่ ๑ ร่วมกันฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๒๕/๒๕๕๐ ขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๕๕๐ คดีอยู่ระหว่างพิจารณามูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองร้อยห้าเกิดจากพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่โจทก์ทั้งสองร้อยห้า และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจโต้แย้งคัดค้านว่ามิชอบด้วยกฎหมายทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า พระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การฟอกหนังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองร้อยห้าเป็นการคัดค้านโต้แย้งการใช้อำนาจรัฐว่าเป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองร้อยห้า ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๔๙๘ เพื่อประกอบกิจการประเภทหนังสัตว์อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการทหารและประชาชนในการเศรษฐกิจและการครองชีพตลอดจนอำนวยการในด้านอุตสาหกรรมประเภทนี้ให้ทางราชการและประชาชนได้มีพอใช้ทั้งในยามปกติและยามสงคราม โดยใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ อันมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคงทางด้านราชการทหารและอำนวยการเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนเป็นสำคัญ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นองค์การของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง โจทก์ทั้งสองร้อยห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทั้งสองร้อยห้าตกลงเข้าทำงานกับจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการประเภทหนังสัตว์อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการทหารและประชาชนและเพื่อประโยชน์ในการเศรษฐกิจและในการครองชีพ โดยใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดิน จึงเป็นการให้บริการสาธารณะประเภทหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ นายจ้างที่มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐกับโจทก์ทั้งสองร้อยห้า ซึ่งเป็นลูกจ้างมีขึ้นเพื่อให้ลูกจ้างเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานบริการสาธารณะอันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานในกฎหมายแพ่งทั่วไป ข้อตกลงจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงาน อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับลูกจ้างในสังกัดที่มีขึ้นเพื่อร่วมกันในการจัดทำบริการสาธารณะ ข้อตกลงจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทสืบเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้ความตามคำร้องขอโอนคดีของจำเลยทั้งสองว่า มูลเหตุคดีนี้เกิดจากการที่มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกองค์การฟอกหนังตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งโจทก์ทั้งสองร้อยห้าและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การฟอกหนังยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ยกเลิกเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เนื่องจากการออกพระราชกฤษฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ ๑ กลับมาเป็นเช่นเดิมก่อนถูกยุบเลิก รวมทั้งให้จำเลยที่ ๑ รับโจทก์ทั้งสองร้อยห้าและพนักงานจำเลยที่ ๑ ทั้งหมดเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมก่อนถูกเลิกจ้าง ดังนั้นคดีนี้จึงมีความเกี่ยวพันและเกี่ยวเนื่องกับคดีหมายเลขดำที่ ฟ. ๒๕/๒๕๕๐ ของศาลปกครองสูงสุดด้วย และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากคดีนี้เป็นผลกระทบที่เกิดจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยอาศัยอำนาจตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๙๕ และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการประเภทหนังสัตว์ อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการทหารและประชาชนและเพื่อประโยชน์ในการเศรษฐกิจและการครองชีพ ตลอดจนอำนวยการในด้านอุตสาหกรรมประเภทหนังสัตว์ให้ทางราชการและประชาชนได้มีพอใช้ทั้งในยามปกติและยามสงคราม โดยใช้เงินทุนจากงบประมาณของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และเป็นรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ อันทำให้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีจำเลยที่ ๒ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมโดยทั่วไปซึ่งกิจการของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๔๙๘ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อตกลงจ้างทำงานระหว่างโจทก์ทั้งสองร้อยห้ากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการประเภทหนังสัตว์อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการทหารและประชาชนและเพื่อประโยชน์ในการเศรษฐกิจและการครองชีพตลอดจนอำนวยการในด้านอุตสาหกรรมประเภทหนังสัตว์ให้ทางราชการและประชาชนได้มีพอใช้ทั้งในยามปกติและยามสงครามนั้น แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ นายจ้างซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ทั้งสองร้อยห้ารวมถึงลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่มิได้ยื่นฟ้องคดี มิใช่ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจเหนือลูกจ้างที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐอันเป็นความสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชนแต่อย่างใด โดยโจทก์มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง อันเห็นได้จากการจัดตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การฟอกหนังตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๓ อันเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานในกฎหมายแพ่งทั่วไป ซึ่งคู่สัญญามีฐานะเท่าเทียมกัน ข้อตกลงจ้างดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๕๗๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีข้อพิพาทกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยห้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ค้างจ่ายค่าจ้างนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๕๐ ค้างจ่ายเงินพิจารณาผลการปฏิบัติงานการเลื่อนขั้นประจำปี ๒๕๕๐ จำนวน ๑ ขั้น รวมถึงค่าเสียหายกรณีไม่ได้ปรับเงินขึ้นร้อยละ ๔ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นซึ่งจำเลยทั้งสองต้องจ่ายให้แก่โจทก์ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ นั้น ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสองร้อยห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ ๒ ออกประกาศเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยห้า ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดและไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเลิกจ้าง ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองค้างจ่ายค่าจ้าง สวัสดิการ โบนัสและสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองร้อยห้าพึงได้รับตามสัญญาจ้าง ตามข้อตกลงสภาพการจ้างและตามกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองร้อยห้าได้รับความเสียหายเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองร้อยห้าตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองร้อยห้านับแต่ปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๕๐ รวม ๕ ปี และให้จ่ายเงินพิจารณาผลการปฏิบัติงานการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี ๒๕๕๐ จำนวน ๑ ขั้น และค่าเสียหายจากการไม่ได้รับการปรับเงินขึ้นร้อยละ ๔ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในงวดเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ พร้อมดอกเบี้ย และให้รับโจทก์ทั้งสองร้อยห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้าง คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองร้อยห้ากับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือเป็นสัญญาทางปกครอง เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๔๙๘ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีจำเลยที่ ๒ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมโดยทั่วไปซึ่งกิจการของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๔๙๘ แม้โจทก์ทั้งสองร้อยห้าจะเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ. ๒๔๙๘ คือเพื่อประกอบอุตสาหกรรมประเภทหนังสัตว์ อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการทหารและประชาชนและเพื่อประโยชน์ในการเศรษฐกิจและการครองชีพ ตลอดจนอำนวยการในด้านอุตสาหกรรมประเภทหนังสัตว์ให้ทางราชการและประชาชนได้มีพอใช้ทั้งในยามปกติและยามสงคราม อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะก็ตาม แต่โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดบทนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง และคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองร้อยห้ามีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้างและมีการจัดตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การฟอกหนังขึ้นด้วย ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองร้อยห้ากับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองร้อยห้ากับจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจเหนือลูกจ้างที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐอันเป็นความสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชน แต่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานในกฎหมายแพ่งทั่วไป เมื่อโจทก์ทั้งสองร้อยห้าอ้างว่า จำเลยที่ ๑ โดยความเห็นชอบของจำเลยที่ ๒ ออกประกาศจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยห้าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองค้างจ่ายค่าจ้าง ค้างจ่ายเงินพิจารณาผลการปฏิบัติงานการเลื่อนขั้นประจำปี รวมถึงค่าเสียหายกรณีไม่ได้ปรับเงินขึ้นร้อยละ ๔ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเสรี ขวัญเมือง ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๐๕ คน โจทก์ องค์การฟอกหนัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การฟอกหนัง พ.ศ.2498
แก้ไขเพิ่มเติม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี ขวัญเมือง ที่ 1 กับพวกรวม 205 คน
จำเลย — องค์การฟอกหนัง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2552
#415760
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๒

วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ บริษัทโธมัส เอ.เอาท์โซซิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๓/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๘ จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ต้อนรับจำนวน ๑๐๓ คน ไปประจำยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อทำหน้าที่ให้บริการแนะนำประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการที่สำนักงานเขตต่างๆ โดยปฏิบัติงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ระหว่างเวลา ๐๗.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๓๐ นาฬิกา มีกำหนดระยะเวลา ๑๓ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ รวมค่าจ้างทั้งสิ้น ๑๓,๓๒๔,๐๐๐ บาท โดยเบิกจ่ายเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๘ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ เป็นเงินเดือนละ ๑,๐๒๔,๙๒๓ บาท ส่วนเดือนกันยายน ๒๕๔๙ เป็นเงิน ๑,๐๒๔,๙๒๔ บาท ซึ่งการจ่ายค่าจ้างดังกล่าวจำเลยจะจ่ายให้เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนในแต่ละเดือนหลังจากจำเลยหรือผู้แทนของจำเลยตรวจสอบการให้บริการเรียบร้อยแล้ว โจทก์จัดส่งเจ้าหน้าที่ต้อนรับไปปฏิบัติงานตามสัญญา แต่เมื่อครบกำหนดชำระค่าจ้างในแต่ละเดือน จำเลยได้ปรับโจทก์เป็นรายวัน วันละ ๑๙,๙๘๖ บาท โดยอ้างว่าโจทก์ดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗,๘๙๔,๔๗๐ บาท พร้อมหักภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ๘๗๑,๖๖๓.๕๘ บาท โดยหักจากค่าจ้างเต็มจำนวน ๑๓,๓๒๔,๐๐๐ บาท ทั้งที่โจทก์ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่กำหนดในสัญญา ต่อมาก่อนครบกำหนดสัญญา ตัวแทนของจำเลยให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่าเจ้าหน้าที่ต้อนรับของโจทก์มีปัญหาในการปฏิบัติงานและสัญญาจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ ทั้งที่ความจริงสัญญาดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งมีผลให้เจ้าหน้าที่ต้อนรับของโจทก์ไม่มาปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ถูกหักค่าจ้างในกรณีส่งเจ้าหน้าที่ต้อนรับมาปฏิบัติงานไม่ครบถ้วนตามสัญญา จำนวน ๓๑๗,๔๓๐.๕๒ บาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายเป็นเงิน ๑๖๔,๖๘๕.๗๔ บาท โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย การที่จำเลยปรับโจทก์ดังกล่าวถือว่าจำเลยใช้สิทธิไม่สุจริตและเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์ต้องรับภาระเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนข้อสัญญาในส่วนที่ไม่เป็นธรรม ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘,๐๕๙,๑๕๕.๗๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาหลายประการ จำเลยคิดค่าปรับโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มชอบแล้ว จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ สัญญาได้กระทำด้วยความสมัครใจของคู่สัญญา โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างถึงความไม่เป็นธรรมของสัญญาได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครองกลางในข้อเท็จจริงเดียวกันศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คดีหมายเลขดำที่ ๑๖๘๕/๒๕๕๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๖๖๒/๒๕๕๐) โจทก์อุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๗๒/๒๕๕๑ ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

ศาลแพ่งเห็นว่า เมื่อสัญญาว่าจ้างพิพาทมีจำเลยเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกอบมาตรา ๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ อันมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะต่างๆ หลายประการ เช่น งานทะเบียน งานควบคุมการก่อสร้าง งานสาธารณสุข งานโยธา เป็นต้น ซึ่งการให้บริการสาธารณะต่างๆ ดังกล่าวอาจมีหลายขั้นตอน จำเลยจึงมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ประชาชนผู้มาติดต่อขอรับบริการที่มีปัญหาหรือไม่เข้าใจขั้นตอนการดำเนินงานด้านธุรกรรมและเอกสารสำคัญ เมื่อจำเลยมอบหน้าที่ให้โจทก์กระทำการแทนโดยทำสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยอันมีวัตถุประสงค์กำหนดหน้าที่ให้โจทก์จัดหาเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ให้บริการแนะนำแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการและมาขอรับบริการสาธารณะที่สำนักงานเขตต่าง ๆ ของจำเลย ก็เพื่ออำนวยประโยชน์ในการติดต่อราชการแก่ประชาชนที่มาขอรับบริการสาธารณะจากจำเลย ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยตรงด้านหนึ่งของจำเลยที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้การบริการสาธารณะแก่ประชาชนบรรลุผล อันจะทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับการปฏิบัติหรือได้รับผลประโยชน์จากบริการสาธารณะอย่างเสมอภาคกัน นอกจากนี้สัญญาว่าจ้างพิพาทดังกล่าวยังมีข้อตกลงว่าจำเลยสามารถควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตลอดเวลา และให้คำแนะนำหรือสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดตามสัญญาว่าจ้างพิพาทเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งโจทก์ต้องให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำแนะนำและคำสั่งของจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีหน่วยงานทางปกครองมอบหมายหน้าที่ของตนเองให้เอกชนเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยมีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อสนองความต้องการของประชาชนหรือให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะ ดังนั้น ข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาว่าจ้างดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า สัญญาพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักเพียงกำหนดหน้าที่ให้ผู้ฟ้องคดีจัดหาเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ให้บริการแนะนำประชาชนที่มาติดต่อราชการที่สำนักงานเขตต่างๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ในการติดต่อราชการแก่ประชาชนเท่านั้น หาได้กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ อันจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรงแต่อย่างใดไม่ ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า กรุงเทพมหานคร จำเลย ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ต้อนรับไปประจำยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่ให้บริการแนะนำประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการที่สำนักงานเขตต่างๆ มีกำหนดระยะเวลา ๑๓ เดือน รวมค่าจ้างทั้งสิ้น ๑๓,๓๒๔,๐๐๐ บาท การจ่ายค่าจ้างจำเลยจะจ่ายให้เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนในแต่ละเดือนหลังจากจำเลยหรือผู้แทนของจำเลยตรวจสอบการให้บริการเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดชำระค่าจ้างในแต่ละเดือน จำเลยได้ปรับโจทก์เป็นรายวัน โดยอ้างว่าโจทก์ดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗,๘๙๔,๔๗๐ บาท พร้อมหักภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ๘๗๑,๖๖๓.๕๘ บาท โดยหักจากค่าจ้างเต็มจำนวน ๑๓,๓๒๔,๐๐๐ บาท ทั้งที่โจทก์ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่กำหนดในสัญญา ต่อมาก่อนครบกำหนดสัญญา ตัวแทนของจำเลยให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่าเจ้าหน้าที่ต้อนรับของโจทก์มีปัญหาในการปฏิบัติงานและสัญญาจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ ทั้งที่ความจริงสัญญาดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งมีผลให้เจ้าหน้าที่ต้อนรับของโจทก์ไม่มาปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ถูกหักค่าจ้าง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนข้อสัญญาในส่วนที่ไม่เป็นธรรม และให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘,๐๕๙,๑๕๕.๗๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้น ส่วนจำเลยให้การโดยสรุปว่า โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาหลายประการ จำเลยคิดค่าปรับโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มชอบแล้ว จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ สัญญาได้กระทำขึ้นด้วยความ สมัครใจของคู่สัญญา โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างถึงความไม่เป็นธรรมของสัญญาได้ ขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างเหมาเจ้าหน้าที่ต้อนรับระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การทะเบียน การผังเมือง การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การสาธารณูปโภคฯลฯ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย ซึ่งในการเข้าถึงบริการสาธารณะดังกล่าวของประชาชนอาจมีขั้นตอนดำเนินการด้านธุรกรรมและเอกสารสำคัญหลายประการ การที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ต้อนรับไปประจำที่สำนักงานเขต เพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการให้บริการแนะนำประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยบรรลุผล ทั้งสัญญาพิพาทดังกล่าวยังมีข้อตกลงให้จำเลยสามารถควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ และให้คำแนะนำหรือสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่กำหนดตามสัญญาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งโจทก์ต้องให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำแนะนำและคำสั่งของจำเลย ดังนั้น สัญญาจ้างเหมาเจ้าหน้าที่ต้อนรับให้บริการแนะนำประชาชนที่สำนักงานเขตทั่วกรุงเทพมหานครระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยมอบให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อพิพาทคดีนี้สืบเนื่องมาจากสัญญาว่าจ้างดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทโธมัส เอ.เอาท์โซซิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโธมัส เอ.เอาท์โซซิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2552
#415753
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๒

วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำพูน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นายวิจิตรหรือวิจิตร์ แซ่เฮ้ง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๒๖/๒๕๕๐ ซึ่งศาลปกครองกลางกำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๙๗๔ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา โดยซื้อมาจากนายสุภาพ กวีกรณ์ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ ต่อมาวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือที่ มท ๐๕๑๖.๒/๑๑๗๐๙ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ แจ้งคำสั่งที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อน บางส่วนของที่ดินทับป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่จนเหลือเนื้อที่ดินสุทธิ ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับหรือควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เพราะเนื้อที่ดินและรูปแผนที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้สำรวจ ตรวจสอบ และออกโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะมีคำสั่งแก้ไขและโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๙๗๔ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เพิกถอนคำสั่งของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เห็นว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ เป็นการชอบแล้ว และเพิกถอนคำสั่งยกอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๒๐๗๖ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า จังหวัดลำพูนมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ลพ ๐๐๑๙.๕/๑๑๘๖๖ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๖ ส่งเรื่องกรณีกลุ่มปัญหาที่ดินบ้านพระบาท หมู่ที่ ๖ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๙๗๒ เลขที่ ๓๙๗๓ เลขที่ ๓๙๗๔ (ที่ดินแปลงพิพาท) เลขที่ ๓๙๗๕ เลขที่ ๓๙๗๖ เลขที่ ๔๑๖๘ และเลขที่ ๔๑๖๙ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีเนื้อที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าไม้ (ป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวร) ให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มอบหมายมีคำสั่งที่ ๔๐๔/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่าตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาทไม่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติประกอบกับพื้นที่ดินจริงในกลุ่มบริเวณใกล้เคียง น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้เป็นพื้นที่ซึ่งส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเข้าดำเนินการ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาท กรมที่ดินมีหนังสือ ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๓๙๗๐๒ ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ ให้จังหวัดลำพูนส่งสำเนาระวาง UTM ที่แสดงการขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" พร้อมหมายสีแสดงตำแหน่ง น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาท ปรากฏว่า ตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาทบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" กรมที่ดินสั่งให้จังหวัดลำพูนตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติทับกับ น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาทโดยเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่า เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๕๐ ตารางวา คงเหลือที่ดินที่อยู่นอกเขตป่า เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา รองอธิบดีกรมที่ดินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มอบหมายจึงมีคำสั่งที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาท ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องจากเห็นว่า น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาทออกไปโดยคลาดเคลื่อนบางส่วนออกทับป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ (ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น) อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น คำสั่งให้แก้รูปแผนที่และเนื้อที่ในที่ดินแปลงพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาท เนื่องจากการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบล ตามนัยมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดห้ามเจ้าหน้าที่เดินสำรวจเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งประเด็นแห่งการเพิกถอนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด ศาลเพียงเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์รุกล้ำเขตป่าไม้จริงหรือไม่เท่านั้น โดยไม่จำต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน แม้ว่าเจ้าของที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าไม้จะมีสิทธิดีกว่า เช่นเป็นผู้ครอบครองมาก่อนที่จะกำหนดเป็นเขตป่าไม้ถาวรหรือป่าสงวนแห่งชาติโดยมีหลักฐานแสดงการครอบครอง ได้แก่ ส.ค. ๑ หรือใบจอง แต่เอกสารสิทธิที่ได้ออกมาจากการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ย่อมต้องถูกเพิกถอนอยู่ดี ตามนัยมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่เดินสำรวจเข้าไปในเขตป่าไม้ แต่เจ้าของที่ดินก็สามารถนำหลักฐานเอกสารที่ดินชั้นต้นไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ ตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ อาศัยเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดแจ้งว่ามิใช่เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินว่าที่ดินเป็นของรัฐหรือของผู้ฟ้องคดี แต่เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นคดีปกครองที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำหรือละเว้นการกระทำในการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาประเด็นข้อพิพาททั้งปวงได้ ดังนั้น คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งศาลจังหวัดลำพูนพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. แปลงพิพาท จากเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา เป็น ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หรือให้ผู้ฟ้องคดีได้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามเนื้อที่ดินเดิมต่อไปหรือเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่มีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" หรือเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลงตามที่กล่าวอ้างเป็นสำคัญ อันจะมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจะต้องพิจารณาสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี และของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมที่ดิน ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๙๗๔ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่จากเดิมเป็น ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา อ้างว่า น.ส. ๓ ก. ออกโดยคลาดเคลื่อน เนื่องจากบางส่วนของที่ดินทับป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เพราะ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้สำรวจ ตรวจสอบ และออกโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่เห็นว่าคำสั่งที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๐ ถูกต้อง และเพิกถอนคำสั่งยกอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีเนื้อที่บางส่วนจำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๕๐ ตารางวา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่อาว" เป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ คำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในที่ดินแปลงพิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หรือเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวิจิตรหรือวิจิตร์ แซ่เฮ้ง ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวิจิตรหรือวิจิตร์ แซ่เฮ้ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2552
#415752
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๒

วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงราย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสหกรณ์สวนส้มดอยวาวี จำกัด ที่ ๑ นายศุภชัย ตีบู ที่ ๒ นายสนอง มานะ ที่ ๓ นายศุภชัย โพธิ์สุวรรณ ที่ ๔ นายสอนชาย เอี่ยวส่วย ที่ ๕ นายสมชาย จาวเจริญพาณิชย์ ที่ ๖ นายพินิจ พิทักษ์วาวี ที่ ๗ นายทวีศักดิ์ วสันหิรัญกิจ ที่ ๘ นายเกษม พูนเพิ่มสินทอง ที่ ๙ นายอนันต์ พงษ์อนันต์กุล ที่ ๑๐ นายธำรง ภัทรวานิชย์กุล ที่ ๑๑ นายบุญตัน ทาแฮ ที่ ๑๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๔/๒๕๕๐ ความว่า ผู้ฟ้องคดีตกลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อใช้ดำเนินการตามโครงการกระจายลิ้นจี่ออกจากแหล่งผลิตโดยใช้ระบบเครือข่ายสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑ ต่อปี กำหนดเวลาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๒๓/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๒,๒๑๕,๐๕๕.๒๕ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแล้ว คงค้างยอดเงินกู้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๗๙๑,๕๒๐.๐๙ บาท จากนั้นผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของต้นเงินกู้จำนวนดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อปี เป็นระยะเวลา ๕ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ กำหนดชำระต้นเงินปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๔ ปีละ ๑๕๘,๐๐๐ บาท ปีที่ ๕ ชำระ ๑๕๙,๕๒๐.๐๙ บาท ส่วนดอกเบี้ยและค่าปรับค้างชำระจำนวน ๑๘,๕๒๐ บาท กำหนดชำระปีละ ๓,๗๐๔ บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๐/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ และสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญาในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระหนี้เงินกู้ยืม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ จำนวนสองฉบับบอกเลิกสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำเงินจำนวน ๗๙๑,๕๒๐.๐๙ บาท และดอกเบี้ยพร้อมค่าปรับจำนวน ๑๘,๕๒๐ บาท มาชำระให้ผู้ฟ้องคดีภายในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และมีหนังสือลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองเพิกเฉย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๐/๒๕๔๙ เป็นต้นเงินจำนวน ๗๙๑,๕๒๐.๐๙ บาท ดอกเบี้ยค้างชำระในอัตราร้อยละ ๒ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐ จำนวน ๒๘,๗๙๘.๓๑ บาท ค่าปรับค้างชำระตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐ จำนวน ๙,๓๕๐.๑๓ บาท รวมเป็นเงิน ๘๒๙,๖๖๘.๕๓ บาท และรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๑/๒๕๔๙ เป็นต้นเงินจำนวน ๑๘,๕๒๐ บาท ค่าปรับในอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๗๐๔ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐ เป็นเงิน ๒๑๙.๑๙ บาท รวมเป็นเงิน ๑๘,๗๓๙.๑๙ บาท รวมเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิ้นจำนวน ๘๔๘,๔๐๗.๗๒ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในเงินดังกล่าวร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ด้วย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๘๔๘,๔๐๗.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเสร็จสิ้น

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสอง เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนหลักการบริหารราชการตามนโยบายรัฐบาลและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ นอกจากนี้หนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการในฐานะตัวแทนตามกิจการที่ได้รับมอบหมายจากผู้ฟ้องคดีในฐานะตัวการให้รับผิดชอบกระจายลิ้นจี่ออกนอกแหล่งผลิตภายใต้ระบบเครือข่ายสหกรณ์โดยการรับซื้อลิ้นจี่ในจังหวัดเชียงรายเพื่อกระจายไปยังสหกรณ์จังหวัดอื่นๆ โดยมีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สนับสนุนทุนในการรับซื้อลิ้นจี่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในลักษณะของเงินกู้ แต่ผลการดำเนินงานปรากฏว่ายอดสั่งซื้อจากสหกรณ์จังหวัดต่ำกว่าปริมาณที่ได้รับมอบหมายจากผู้ฟ้องคดีโดยมิใช่ความผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีการขอลดยอดหนี้จากสหกรณ์จังหวัดที่สั่งซื้อเนื่องจากลิ้นจี่เน่าเสีย ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ค้างชำระเงินกู้ยืมจึงขอชำระด้วยกล่องกระดาษสำหรับบรรจุลิ้นจี่ที่เหลือแทน แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม ผู้ฟ้องคดีในฐานะตัวการต้องรับผิดหรือรับผลความเสียหายในการกระทำของตัวแทนที่ได้กระทำไปในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากตัวการโดยไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ศาลปกครองเชียงใหม่จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

ผู้ฟ้องคดีชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลว่า สัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานทางปกครองได้มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองนอกเหนือจากสัญญาลักษณะต่างๆ ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามไว้ในมาตรา ๓ แล้ว ยังหมายความรวมถึงสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองมอบหมายให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองนั้นด้วย คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ตกลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อใช้ในการดำเนินการรวบรวมและกระจายผลผลิตลิ้นจี่ออกจากแหล่งผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาลิ้นจี่มิให้ตกต่ำอันเป็นการดำเนินการงานเพื่อจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีโดยใช้งบประมาณของทางราชการ กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้มอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ฟ้องคดี สัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง มิได้เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่อยู่บนหลักเสรีภาพแห่งการทำสัญญาตามหลักกฎหมายแพ่ง ส่วนสัญญาค้ำประกันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ทำไว้กับผู้ฟ้องคดีเพื่อค้ำประกันสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นสัญญาหลัก สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นสัญญาทางปกครองด้วย เมื่อมีกรณีพิพาทเกิดจากสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า แม้สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองจะมีลักษณะที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นบุคคลธรรมดาตามกฎหมายเอกชนซึ่งผู้ฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะมีอำนาจเหนือคู่สัญญา แต่ในกรณีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ลดฐานะสละสิทธิ์การเป็นองค์กรผู้มีอำนาจเหนือคู่สัญญามาตกลงยินยอมทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันกับผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน ทั้งเมื่อพิจารณาวัตถุแห่งสัญญาแล้ว สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ของคู่สัญญาตามกฎหมายเอกชนที่หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ชอบจะร้องขอต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ ทั้งอำนาจแห่งมูลหนี้เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ เป็นต้น ซึ่งการบังคับนิติกรรมและสัญญาดังกล่าวจะต้องบังคับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหลักหนี้ นิติกรรมและสัญญา แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีหน้าที่ส่งเสริมกิจการของสหกรณ์และตกลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อใช้รวบรวมและกระจายผลผลิตลิ้นจี่ออกจากแหล่งผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาลิ้นจี่มิให้ตกต่ำอันเป็นการดำเนินงานจัดทำบริการสาธารณะและมีการใช้งบประมาณของทางราชการ ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองย่อมพิจารณาจากหลักการจัดทำบริการสาธารณะอันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ แต่การพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดทำบริการสาธารณะอย่างกว้างจนเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อระบบกระบวนการยุติธรรมได้ โดยข้อพิพาทใดที่มีวัตถุประสงค์คาบเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะแต่ยังต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อพิพาทดังกล่าวยังเป็นข้อพิพาททางแพ่ง อาทิเช่น สัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกันระหว่างกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษากับนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครองของนักเรียนและนักศึกษา เป็นต้น ทั้งเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันในคดีนี้มิได้ระบุไว้ชัดแจ้งเพื่อวัตถุประสงค์ใด แม้เชื่อได้ว่าการกู้ยืมเงินของผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีเกิดขึ้นเพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาเสถียรภาพของราคาลิ้นจี่มิให้ตกต่ำก็เป็นเพียงวิธีการหนึ่งเท่านั้น ส่วนการรักษาเสถียรภาพของราคาลิ้นจี่ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการรวบรวมและกระจายผลผลิตลิ้นจี่ต่อไป แม้เงินในการให้กู้ยืมจะเป็นเงินงบประมาณของทางราชการก็มิใช่การชี้ชัดประการใดว่าสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาทางปกครองและไม่ปรากฏว่าการจัดทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองมีการใช้อำนาจของผู้ฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจเหนือกว่าคู่สัญญาแต่ประการใด แต่เป็นการตกลงด้วยความสมัครใจและมีการกำหนดเงื่อนไขของสัญญาไว้ แม้จะทำให้คู่สัญญาบางฝ่ายได้เปรียบคู่สัญญาบางฝ่าย แต่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งยินยอมย่อมเป็นไปตามอำนาจในการเจรจาของคู่สัญญาที่อาจมีอำนาจในการเจรจาแตกต่างกัน แต่ยังอยู่บนหลักพื้นฐานของการแสดงเจตนาในการทำสัญญา ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครองที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่ใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับ ดังนั้น ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน จึงได้แก่ศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีตกลงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อใช้ดำเนินการตามโครงการกระจายลิ้นจี่ออกจากแหล่งผลิตโดยใช้ระบบเครือข่ายสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑ ต่อปี กำหนดเวลาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินบางส่วนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี คงค้างยอดเงินกู้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๗๙๑,๕๒๐.๐๙ บาท ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของต้นเงินกู้จำนวนดังกล่าวตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๐/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ และเลขที่ ๑๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ โดยผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อปี เป็นระยะเวลา ๕ ปี โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมา

เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระหนี้เงินกู้ยืมแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำเงินจำนวน ๗๙๑,๕๒๐.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับจำนวน ๑๘,๕๒๐ บาท มาชำระให้ผู้ฟ้องคดีภายในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองเพิกเฉย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๘๔๘,๔๐๗.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเสร็จสิ้น ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนหลักการบริหารราชการตามนโยบายรัฐบาลและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ นอกจากนี้หนี้กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการในฐานะตัวแทน ผู้ฟ้องคดีในฐานะตัวการต้องรับผิดหรือรับผลความเสียหาย ในการกระทำของตัวแทนที่ได้กระทำไปในกิจการที่ได้รับมอบหมายจากตัวการโดยไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๐/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ และเลขที่ ๑๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ (๑๑) มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารการจัดการ การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๑๐/๒๕๔๙ และเลขที่ ๑๑/๒๕๔๙ อันเป็นสัญญาเงินกู้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ฟ้องคดี สหกรณ์สวนส้มดอยวาวี จำกัด ที่ ๑ นายศุภชัย ตีบู ที่ ๒ นายสนอง มานะ ที่ ๓ นายศุภชัย โพธิ์สุวรรณ ที่ ๔ นายสอนชาย เอี่ยวส่วย ที่ ๕ นายสมชาย จาวเจริญพาณิชย์ ที่ ๖ นายพินิจ พิทักษ์วาวี ที่ ๗ นายทวีศักดิ์ วสันหิรัญกิจ ที่ ๘ นายเกษม พูนเพิ่มสินทอง ที่ ๙ นายอนันต์ พงษ์อนันต์กุล ที่ ๑๐ นายธำรง ภัทรวานิชย์กุล ที่ ๑๑ นายบุญตัน ทาแฮ ที่ ๑๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — สหกรณ์สวนส้มดอยวาวี จำกัด ที่1 กับพวกรวม 12 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2552
#415758
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๒

วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นางสาวรสนา โตสิตระกูล โจทก์ ยื่นฟ้อง พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ ที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๙๔๗/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครในคราวเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ โจทก์ได้รับคะแนนเสียงชนะการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ ๔ จากจำนวนวุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ๑๘ คน ด้วยคะแนนเสียง ๑๑๘,๓๓๒ คะแนน จำเลยที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่ในการประกาศผลการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่จำเลยที่ ๑ และกรรมการการเลือกตั้งมิได้ประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าวแก่โจทก์

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีหนังสือเชิญโจทก์ไปให้ถ้อยคำและแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ว่า โจทก์ได้แนะนำตัวและหาเสียงเลือกตั้งด้วยการระบุข้อความในเว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ตอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำผิดตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวหา เพราะจำเลยทั้งสองได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวแล้ว และคณะอนุกรรมการได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๙ ว่าการกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิด ตามสำเนาคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (คณะที่ ๕) ที่ ๑๕๒/๒๕๔๙ การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวข้างต้นเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ เพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าเสียหายเนื่องจากไม่ได้รับค่าตอบแทนการเป็นสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นเงิน ๕๒๑,๖๕๐ บาท และค่าเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๐๒๑,๖๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกประการ แม้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยยกคำร้องเรียนแล้วก็ตาม แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ยังต้องเสนอสำนวนดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยอีกครั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๙ ซึ่งเหตุที่ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของโจทก์ เนื่องจากยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนประกอบถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์ก่อน แต่จำเลยที่ ๑ มีเหตุต้องลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๙ เสียก่อน จึงไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้กระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ และได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งประสงค์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ และคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือตามรูปแบบขั้นตอน หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐ และตามวันเวลาที่โจทก์ระบุในคำฟ้องกำหนดให้จำเลยที่ ๑ เป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐดังกล่าว จำเลยที่ ๒ และที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ (๘) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ ซึ่งในการเลือกตั้งนั้นให้หมายความรวมถึงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วยตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับคะแนนเสียงประชามติชนะการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ ๔ จากจำนวนวุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น ๑๘ คน แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของโจทก์ ทั้งที่จำเลยทั้งสองได้รับคำวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการที่จำเลยทั้งสองตั้งขึ้นว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๙ ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะต้องทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ ฉะนั้นเมื่อจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีหนังสือเชิญโจทก์ไปให้ถ้อยคำและแจ้งข้อกล่าวหาอีก เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ จึงเป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ในเชิงโครงสร้าง คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐบาล แต่การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและกฎหมายอื่นออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคลย่อมเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ทำนองเดียวกันกับการที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลใช้อำนาจออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด ในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อคำนึงถึงลักษณะของอำนาจที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้กระทำการในกรณีเช่นนี้แล้ว ต้องถือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและกฎหมายอื่นออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล หรือคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและกฎหมายอื่นออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ หรือใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและกฎหมายอื่นกระทำการดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วแต่กรณี แต่ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยตรง ออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมกระทำการในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยตรง ออกกฎ คำสั่งหรือมีมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล หรือคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ หรือใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กระทำการดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เนื่องจากอำนาจในการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๑๔๕ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดังนั้น การประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยตรง ออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติ ซึ่งมีผลกระทบต่อบุคคล คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมกระทำในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยตรงออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล หรือคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกกฎ คำสั่ง หรือมีมติใด ๆ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครในคราวเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ และได้รับคะแนนเสียงชนะการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ ๔ จากจำนวนวุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ๑๘ คน แต่จำเลยที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการประกาศผลการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มิได้ประกาศผลการเลือกตั้งแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ว่า โจทก์ได้แนะนำตัวและหาเสียงเลือกตั้งฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำผิด เพราะคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่จำเลยทั้งสองตั้งขึ้นได้มีคำวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ เพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกประการ แม้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยยกคำร้องเรียนแล้วก็ตาม แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ยังต้องเสนอสำนวนดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนประกอบถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์ก่อน แต่จำเลยที่ ๑ มีเหตุต้องลาออกเสียก่อน จึงไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้กระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบและได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เห็นว่า มาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือ จากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด และคดีพิพาทที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญกับเอกชนหรือระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญด้วยกันหากเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญกระทำการต่าง ๆ หรือเนื่องมาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญละเลยต่อหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครได้คะแนนเสียงอยู่ในเกณฑ์ได้รับการเลือกตั้ง แต่จำเลยทั้งสองไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง และได้มีหนังสือเชิญโจทก์ไปให้ถ้อยคำและแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำผิด เพราะคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่จำเลยทั้งสองตั้งขึ้นได้มีคำวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ เพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับเลือกตั้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองให้การว่า แม้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้วินิจฉัยยกคำร้องเรียนแล้วก็ตาม แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ยังต้องเสนอสำนวนให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวน ซึ่งต้องวินิจฉัยประกอบถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์หลังจากได้รับแจ้งข้อกล่าวหาเสียก่อน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการในขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยชี้ขาดที่จะเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการรับรองหรือไม่รับรองผลการเลือกตั้ง ดังนั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวรสนา โตสิตระกูล โจทก์ พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ ที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรสนา โตสิตระกูล
จำเลย — พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ ที่ 1 และพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2552
#415759
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๒

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพิษณุโลกส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร โจทก์ ยื่นฟ้องนายวิเชียร โตตระกูลพิทักษ์ ที่ ๑ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๓๐/๒๕๕๐ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖ คณะกรรมการนโยบายข้าวมีมติให้โจทก์ดำเนินการตามมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๖/๔๗ โดยให้โจทก์รับจำนำข้าวเปลือกนาปีจากเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางเป็นของตนเอง ต่อมาวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โจทก์ทำสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าวกับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาเลขที่ พล.๑๒/๒๕๔๗ (นาปี) จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ทำหนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่โจทก์ รวม ๔ ฉบับ เป็นเงิน ๗๒๐,๐๐๐ บาท ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ โจทก์รับฝากข้าวเปลือกชนิด ๕ % จากเกษตรกร และออกใบประทวนสินค้าให้แก่เกษตรกรนำไปจำนำไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน ๒,๑๙๙,๕๗๒ กิโลกรัม คิดเป็นเงินรับจำนำ ๑๐,๗๓๓,๘๐๘ บาท โดยโจทก์นำข้าวเปลือกตามจำนวนและราคาดังกล่าวฝากเก็บไว้กับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ แปรสภาพข้าวเปลือก ๕ % จำนวน ๒๔๘,๑๐๗ กิโลกรัม เป็นข้าวสาร ๕ % จำนวน ๑๔๖,๘๗๙.๓๔ กิโลกรัม กำหนดส่งมอบภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๗ ตามที่โจทก์ได้ขยายเวลาให้ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบข้าวสารจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบข้าวสาร จำนวน ๑๔๖,๘๗๙.๓๔ กิโลกรัม หรือชดใช้ราคา ๑,๖๗๔,๔๒๔.๔๘ บาท จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน จำนวน ๗๒๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชำระค่าข้าวสารและค่าปรับเป็นเงิน ๓,๐๗๒,๙๐๖.๘๔ บาท จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกันและค่าปรับเป็นเงิน ๙๙๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๖๗๔,๔๒๔.๔๘ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยในส่วนของต้นเงินจำนวน ๗๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ นำข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในคลังสินค้าออกมาแปรสภาพเป็นข้าวสารตามคำสั่งของโจทก์ และนำไปส่งมอบให้โจทก์ตามคำสั่งที่จังหวัดนครสวรรค์แล้ว แต่โจทก์ปฏิเสธ อ้างว่าข้าวสารดังกล่าวเหลืองไม่ตรงตามคำสั่ง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้นำข้าวจากที่อื่นมาแปรสภาพ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่รับมอบข้าวสารจึงไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ ค่าปรับสูงเกินส่วน และโจทก์ฟ้องคดีเกิน ๖ เดือน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ผิดนัดไม่ต้องรับผิดชำระค่าปรับและดอกเบี้ย ค่าปรับสูงเกินส่วนและซ้ำซ้อนกับดอกเบี้ย โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าวกับโจทก์ โดยได้ตกลงรับฝากเก็บข้าวเปลือกตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งในสัญญากำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องแปรสภาพข้าวเปลือกที่รับฝากตามโครงการเป็นข้าวสารชนิด คุณภาพ และจำนวนตามคำสั่งของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ แปรสภาพข้าวเปลือกที่จำเลยที่ ๑ รับฝากเก็บไว้ในคลังสินค้าแล้วส่งมอบให้กับโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ มิได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยมิได้ส่งมอบข้าวสารที่แปรสภาพแล้วภายในกำหนด ขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ราคาข้าวสารตามราคาท้องตลาดให้แก่โจทก์พร้อมค่าปรับ และให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดด้วย เห็นว่า แม้โจทก์ผู้ฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่สัญญาที่โจทก์กระทำต่อจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวนั้น อยู่ในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชนต่อเอกชน มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง ทั้งสัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่รัฐอนุญาตให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดทำประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติภายในระยะเวลาที่รัฐกำหนด จึงมิใช่สัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญากระทำต่อกันเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครองตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อสัญญาหลักระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๖/๔๗ เป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในการเก็บรักษาคุณภาพข้าว แปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร และจัดจำหน่ายข้าวในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยให้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้รับฝากข้าวเปลือกนาปีจากเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางเป็นของตนเอง เข้าเก็บไว้ในคลังสินค้าของผู้ประกอบกิจการโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ โดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์จะเป็นผู้ออกใบประทวนสินค้าแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรนำใบประทวนสินค้าไปจำนำกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แล้วให้ผู้ประกอบกิจการโรงสีที่เข้าร่วมโครงการแปรสภาพข้าวเปลือกที่รับฝากเป็นข้าวสารเพื่อจัดจำหน่ายหรือรอการจัดจำหน่ายเมื่อข้าวสารมีราคาที่เหมาะสม ซึ่งเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกดังกล่าว มิได้มุ่งหมายที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ แต่เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าว เกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวมีสิทธิได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาค แต่ถ้าหากรัฐไม่ดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวย่อมได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากเกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กรณีจึงถือว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๖/๔๗ มีลักษณะเป็นการดำเนินการบริการสาธารณะทางด้านเกษตรกรรมและพาณิชยกรรมของรัฐ เมื่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงสีเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกดังกล่าว และเข้าทำสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าว (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๖/๔๗) กับโจทก์ โดยมีข้อตกลงของสัญญาว่า จำเลยที่ ๑ จะรับฝากข้าวเปลือกตามโครงการไว้ในคลังสินค้า หากได้รับแจ้งให้แปรสภาพข้าวเปลือก จำเลยที่ ๑ จะแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร โดยจำเลยที่ ๑ รับเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการ สีข้าวและช่วยจัดจำหน่ายข้าวสาร ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมในการดำเนินการบริการสาธารณะ และเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ส่งมอบข้าวสารขาดหายไป ๑๔๖,๘๗๙.๓๔ กิโลกรัม และไม่ชดใช้ราคาข้าวสารที่ขาดหายไปพร้อมทั้งค่าปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญา โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ชำระราคาข้าวสารและค่าปรับให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดด้วยนั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อข้อพิพาทตามสัญญาหลักระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า คณะกรรมการนโยบายข้าวได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖ ให้โจทก์ดำเนินการตามมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๖/๔๗ จากเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางเป็นของตนเอง ต่อมาวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โจทก์ทำสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าวกับจำเลยที่ ๑ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ แปรสภาพข้าวเปลือกที่ฝากเก็บเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบข้าวสารภายในกำหนด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าข้าวสารและค่าปรับแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ค่าปรับสูงเกินส่วน และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ มีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าวเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อรัฐมีมาตรการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๔๖/๔๗ เพื่อให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรตามฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ในราคาที่เหมาะสมโดยมีมติให้โจทก์เข้าดำเนินการอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงสีข้าวเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และได้ทำสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าวกับจำเลยที่ ๑ โดยตกลงให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ในการรับฝากเก็บข้าวเปลือกที่รัฐรับจำนำจากเกษตรกร แปรสภาพข้าวเปลือกที่รับฝากเป็นข้าวสารตามคำสั่งของโจทก์ รวมทั้งช่วยในการจัดจำหน่ายข้าวสารและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสีข้าวดังกล่าว ตามสัญญาข้อ ๑ ซึ่งในการนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการฝากเก็บ การแปรสภาพ และการจัดจำหน่ายข้าวเอกสารแนบท้ายสัญญาหมายเลข ๑ ข้อ ๓ วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องเก็บและรักษาคุณภาพข้าวให้ดีได้มาตรฐานตลอดระยะเวลาที่รับฝากเก็บโดยต้องใช้ความระมัดระวังและต้องใช้ฝีมือเป็นพิเศษตามที่ผู้มีอาชีพนี้พึงปฏิบัติ ข้อ ๔ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรตามทางค้าปกติของตนและดำรงปริมาณข้าวดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ของปริมาณรับจำนำที่ยังไม่ได้แปรสภาพและส่งมอบ ข้อ ๖ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรในการหักสิ่งเจือปน และการหักลดน้ำหนักความชื้นตามประกาศกรมการค้าภายใน และตามสัญญาข้อ ๑๑ ยังกำหนดว่า ในกรณีมีปัญหาข้อขัดแย้งในการปฏิบัติตามสัญญานี้ ให้คณะกรรมการของทางราชการเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด และคู่สัญญาต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการดำเนินโครงการ โจทก์ประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นผู้มีวิชาชีพเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในฐานะที่เป็นผู้มีอาชีพประกอบกิจการโรงสีข้าว และต้องเป็นผู้มีความเข้าใจและมีความสามารถที่จะดำเนินการร่วมกับรัฐในการเพิ่มอุปสงค์ในตลาดซื้อขายข้าวเปลือก ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการเลือกคู่สัญญาเพื่อมาร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะกับรัฐ นอกจากนี้การที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องปฏิบัติต่อเกษตรกรเช่นเดียวกับที่โจทก์พึงปฏิบัติและการกำหนดให้คณะกรรมการของทางราชการเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดกรณีมีปัญหาข้อขัดแย้งในการปฏิบัติตามสัญญา ก็แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ ตามสัญญานี้ มีลักษณะของการมีส่วนร่วมโดยตรงและอยู่ในอำนาจกำกับดูแลและควบคุมของโจทก์เพื่อให้การดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ในการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรตามฤดูเก็บเกี่ยวให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ สัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าวระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ และเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ และแม้โดยลำพังแล้วย่อมเป็นสัญญาทางแพ่ง แต่เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร โจทก์ นายวิเชียร โตตระกูลพิทักษ์ ที่ ๑ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

??

??

??

??

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — นายวิเชียร โตตระกูลพิทักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2552
#415751
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๒

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลปกครองนครราชสีมาและศาลจังหวัดนครราชสีมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ กระทรวงการคลัง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ้าพระยาเซอร์วิส ที่ ๑ นายจอย พักโคกกรวด ที่ ๒ นางสาวชรินทร์ธร โลเจริญกุล ผู้จัดการมรดกของนายยุคลธร โลเจริญกุล ที่ ๓ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๒/๒๕๕๑ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ฟ้องคดีตกลงทำสัญญาที่ ๖/๒๕๒๖ ซึ่งมีสาระสำคัญให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๑๘ คูหา และอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๓๑ คูหา ลานคอนกรีตเสริมเหล็กและถนนลาดยางบนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นม.๑๓๔ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๔๔ ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๗๗ ตารางวาในราคาค่าก่อสร้างไม่ต่ำกว่า ๑๔,๑๒๕,๗๐๐ บาท ตามแบบแปลนแผนผังรายการและเงื่อนไขในการก่อสร้างต่อท้ายสัญญาโดยใช้ทุนทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ฝ่ายเดียว เมื่อการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จให้กรรมสิทธิ์อาคารตกเป็นของผู้ฟ้องคดีทันที ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารรวมเป็นระยะเวลา ๒๐ ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องลงมือก่อสร้างภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันลงนามในสัญญา และต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๒๔ เดือน นับแต่วันลงนามในสัญญา หากก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดและทางราชการมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องชำระค่าปรับเป็นรายวันนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่งานก่อสร้างเสร็จบริบูรณ์ และจะต้องชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินในระหว่างก่อสร้างอาคารกับค่าเช่าอาคารในอัตราตามที่กำหนดไว้ในสัญญา นอกจากนั้นจะต้องชำระเงินที่เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน ของเงินที่ค้างชำระเศษของเดือนให้นับเป็น ๑ เดือน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อ ๔๕ ทั้งนี้ โดยมีหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยินยอมรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาในวงเงินไม่เกิน ๑,๔๗๙,๙๗๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่งมอบอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๑๘ คูหา ให้กรมธนารักษ์ในฐานะผู้ทำการปกครอง ดูแล บำรุงรักษาที่ราชพัสดุ การใช้ที่ราชพัสดุ การจัดหาประโยชน์แทนผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๓๑ คูหา ลานคอนกรีตเสริมเหล็กและถนนลาดยางให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา ผู้ฟ้องคดีติดต่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาหลายครั้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือที่ นม ๐๐๐๔/๓๐๒๒ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๓

บอกเลิกสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๓ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินเป็นค่าตอบแทนการใช้ที่ดินเท่ากับค่าเช่าอาคารตามสัญญาก่อสร้างอาคารตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ (ก่อนวันบอกเลิกสัญญา) เป็นเงินจำนวน ๒,๒๙๙,๑๐๖ บาท เงินเพิ่มค่าตอบแทนการใช้ที่ดินตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๘ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ เป็นเงินจำนวน ๒,๖๐๔,๑๑๐.๗๐ บาท ค่าปรับฐานผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๘ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ เป็นเงินจำนวน ๑๕,๙๒๗,๑๐๐ บาท รวมค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๐,๘๓๐,๓๑๖.๗๐ บาท ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือที่ กค ๐๓๐๙.๑๘/๒๑๑๔๗ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๗ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญา ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๓๐ วัน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๓,๓๒๘,๕๐๖.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๐,๘๓๐,๓๑๖.๗๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยุคลธร โลเจริญกุล หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งได้รับทรัพย์สินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขณะเลิกห้างจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินจำนวน ๒,๓๖๗,๙๕๑.๗๖ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ก่อนฟ้องคดีต่อศาลปกครองนครราชสีมา ผู้ฟ้องคดีเคยยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกับคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๑๐/๒๕๕๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๗๒๒/๒๕๕๐ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเพราะเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเอกชนตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารจอดรถโดยสารปรับอากาศอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมและให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โจทก์อุทธรณ์ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะมีฐานะเป็นกระทรวงตามมาตรา ๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน การประเมินราคาทรัพย์สิน การบริหารพัสดุภาครัฐ กิจการเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ทรัพย์สินของแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร กิจการหารายได้ที่รัฐมีอำนาจดำเนินการได้แต่ผู้เดียวตามกฎหมายและไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่น การบริหารหนี้สาธารณะ การบริหารและการพัฒนารัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีหรือส่วนราชการที่สังกัดผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาพิพาทเป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างคู่สัญญา กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีได้รับผลประโยชน์เป็นเงินค่าตอบแทนในการใช้ที่ดินราชพัสดุแปลงดังกล่าวและได้กรรมสิทธิ์ในอาคารจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับผลประโยชน์เป็นสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารเป็นเวลา ๒๐ ปี วัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบกับบันทึกคำยินยอมรับเงื่อนไขในการปลูกสร้างอาคารในที่ดินราชพัสดุแปลงที่ นม.๑๓๔ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๔๔ ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ตามหนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค ๐๔๐๖/๑๗๖๓ ลงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๖ ข้อ ๕ ที่ระบุว่า ผู้ได้รับสิทธิการก่อสร้างต้องจัดส่งแบบแปลนอาคารสถานีจอดรถยนต์โดยสารปรับอากาศชั้นเดียว จำนวน ๑ หลัง ที่จะก่อสร้างตามเงื่อนไขการประมูลข้อ ๗ ให้กรมธนารักษ์ตรวจภายในกำหนด ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากจังหวัด ก็มิได้ทำให้วัตถุประสงค์ของสัญญาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งผู้ฟ้องคดีก็มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะเกี่ยวกับการสร้างสถานีจอดรถยนต์โดยสารปรับอากาศแต่ประการใด นอกจากนี้คู่สัญญาได้ทำสัญญาพิพาทขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อนึ่ง ศาลปกครองนครราชสีมาไต่สวนผู้ฟ้องคดีและพยานของผู้ฟ้องคดีแล้วได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์ที่จะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้รับผิดตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา ซึ่งสัญญาดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถโดยสารปรับอากาศในข้อ ๕ ของบันทึกคำยินยอมรับเงื่อนไขในการปลูกสร้างอาคารในที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นม.๑๓๔ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๔๔ ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ตามหนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค.๐๔๐๖/๑๗๖๓ ลงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๖ แต่อย่างใด ขณะนี้ที่ดินราชพัสดุในส่วนที่จะใช้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๓๑ คูหา ลานคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล) และถนนลาดยางดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ถูกผู้ประมูลรายใหม่นำไปใช้ก่อสร้างโรงแรมซิตี้ปาร์คแล้ว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงทำสัญญาซึ่งมีสาระสำคัญให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๒ หลัง ได้แก่ อาคารพาณิชย์ ๓ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๑๘ คูหา และอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๓๑ คูหา ลานคอนกรีตเสริมเหล็กและถนนลาดยาง บนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นม.๑๓๔ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๔๔ ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน ๗๗ ตารางวา ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยมีเงื่อนไขให้ก่อสร้างโดยใช้ทุนทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จให้กรรมสิทธิ์อาคารตกเป็นของผู้ฟ้องคดีทันที ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๒๔ เดือน นับแต่วันลงนามในสัญญา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารรวมเป็นระยะเวลา ๒๐ ปี นับแต่วันลงนามในสัญญา โดยมีหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น มีชั้นลอย จำนวน ๓๑ คูหา ลานคอนกรีตเสริมเหล็กและถนนลาดยางให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ร่วมกันรับผิดชำระเงินเป็นค่าตอบแทนการใช้ที่ดินเท่ากับค่าเช่าอาคารตามสัญญาก่อสร้างอาคาร เงินเพิ่มค่าตอบแทนการใช้ที่ดินและค่าปรับฐานผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดสัญญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๐,๘๓๐,๓๑๖.๗๐ บาท ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่ชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๓,๓๒๘,๕๐๖.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๐,๘๓๐,๓๑๖.๗๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยุคลธร โลเจริญกุล หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งได้รับทรัพย์สินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขณะเลิกห้างจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินจำนวน ๒,๓๖๗,๙๕๑.๗๖ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้ผู้ฟ้องคดีเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำต้องพิจารณาวินิจฉัยถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามสัญญาพิพาท โดยไม่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถโดยสารปรับอากาศในข้อ ๕ ของบันทึกคำยินยอมรับเงื่อนไขในการปลูกสร้างอาคารในที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นม.๑๓๔ กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้ผู้ฟ้องคดีเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ราชพัสดุระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกระทรวงตามมาตรา ๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการเกี่ยวกับที่ราชพัสดุตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีสาระสำคัญเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีได้รับผลประโยชน์เป็นเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินราชพัสดุและได้กรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้าง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับผลประโยชน์เป็นสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารเป็นเวลา ๒๐ ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในกรณีนี้จึงเป็นการดำเนินกิจการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไปและมีลักษณะมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยุคลธร โลเจริญกุล หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่งโดยสภาพ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กระทรวงการคลัง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ฟ้องคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ้าพระยาเซอร์วิส ที่ ๑ นายจอย พักโคกกรวด ที่ ๒ นางสาวชรินทร์ธร โลเจริญกุล ผู้จัดการมรดกของนายยุคลธร โลเจริญกุล ที่ ๓ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

??

??

??

??

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — กระทรวงการคลังโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ถูกฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจ้าพระยาเซอร์วิสที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2552
#416660
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๒

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลแพ่งและศาลปกครองสงขลาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๗ ร้อยตำรวจเอก ประสิทธิ์หรือภาคภูมิ สุวรรณโณ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานอัยการสูงสุด จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๔๐/๒๕๔๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๒ สำนักงานอัยการเขต ๘ โดยนายสมยศ ตาณเสวี รักษาการแทนอธิบดีอัยการเขต ๘ สำนักงานอัยการจังหวัดพังงา โดยนายประชัน ทองภักดี อัยการจังหวัดพังงา และนายชัยนันทร์ งามขจรกุลกิจ รองอัยการจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์กรณีสั่งฟ้องและยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาของศาลจังหวัดพังงา หมายเลขดำที่ ๓๔๒/๒๕๔๒ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพังงา โจทก์ ร้อยตำรวจเอก ประสิทธ์หรือภาคภูมิ สุวรรณโณ ที่ ๑ สิบตำรวจตรี โกวิทย์ มัธยัสถ์ ที่ ๒ จำเลย ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม (เดิม) และมาตรา ๑๔๓ วรรคท้าย โจทก์เคยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด แต่จำเลยกลับมีความเห็นว่าคำสั่งฟ้องของอธิบดีอัยการเขต ๘ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจกระทำผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียอิสรภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ขาดความเจริญก้าวหน้าทางราชการ และขาดรายได้จากการรับราชการตำรวจ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๕๓,๕๙๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำร้องว่า ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเป็นกรณีพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทำคำชี้แจงว่า คำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการมิใช่คำสั่งทางปกครอง แต่เป็นขั้นตอนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (คดีหมายเลขแดงที่ ๔๘๒๒/๒๕๔๗) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดพังงา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๓ ระหว่างร้อยตำรวจเอก ประสิทธิ์ สุวรรณโณ โจทก์ นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ ในฐานะอัยการสูงสุด ที่ ๑ นายนิติ เมฆสวรรค์ ในฐานะอธิบดีอัยการเขต ๘ ที่ ๒ นายประชัน ทองภักดี ที่ ๓ นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ ที่ ๔ จำเลย ข้อหาร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกันเป็นพนักงานอัยการไม่กระทำการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ และคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๙/๒๕๔๔ ระหว่างร้อยตำรวจเอก ประสิทธิ์ สุวรรณโณ โจทก์ นายสมยศ ตาณเสวี ในฐานะรองอธิบดีอัยการ เขต ๘ ที่ ๑ นายประภาส สนั่นศิลป์ ในฐานะรองอัยการจังหวัดพังงา ที่ ๒ จำเลย ข้อหาร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันเป็นพนักงานอัยการไม่กระทำการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ คดีหมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๓ ศาลจังหวัดพังงามีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คดีในส่วนของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ประทับฟ้อง คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๙/๒๕๔๔ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลจังหวัดพังงามีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

ศาลแพ่งเห็นว่า มูลละเมิดคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยร่วมกันออกคำสั่งฟ้องและฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดพังงาในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น การที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งฟ้องและการฟ้องดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพังงาให้ทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพก่อน เท่ากับโจทก์อ้างว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองสงขลาเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดหน่วยงานของจำเลย ร่วมกันฟ้องโจทก์และสิบตำรวจตรี โกวิทย์เป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดพังงาในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จากกรณีที่โจทก์และสิบตำรวจตรี โกวิทย์ใช้อาวุธปืนยิงจ่าสิบตำรวจ ปรีชา ฉิมบ้านไร่ จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย โดยโจทก์กับพวกอ้างว่ากระทำไปโดยการป้องกันตัวไม่มีเจตนาฆ่าและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และเห็นว่าในกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ของจำเลยจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพังงาเพื่อทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพก่อน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เดิม แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่กลับฟ้องโจทก์และพวกเป็นคดีอาญาจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เช่นนี้เห็นว่า การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพก่อนฟ้องคดีหรือการฟ้องคดีอาญาต่อศาลของพนักงานอัยการเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในคดีอาญา อันเป็นขั้นตอนดำเนินการ เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่า พนักงานอัยการเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์กรณีสั่งฟ้องและยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม (เดิม) และมาตรา ๑๔๓ วรรคท้าย โจทก์เคยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด แต่จำเลยกลับมีความเห็นว่าคำสั่งฟ้องของอธิบดีอัยการเขต ๘ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจกระทำผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียอิสรภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ขาดความเจริญก้าวหน้าทางราชการ และขาดรายได้จากการรับราชการตำรวจ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การกระทำตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้และศาลยุติธรรมมีอำนาจที่จะเยียวยาได้ด้วย การกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม เมื่อคดีนี้เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการใช้อำนาจดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล จึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ร้อยตำรวจเอก ประสิทธิ์หรือภาคภูมิ สุวรรณโณ โจทก์ สำนักงานอัยการสูงสุด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอก ประสิทธิ์หรือภาคภูมิ สุวรรณโณ
จำเลย — สำนักงานอัยการสูงสุด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2552
#416655
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๒

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดระยอง

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดระยองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันระหว่างศาลจังหวัดระยองและศาลปกครองระยองให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙ นางสอาด เกิดแสง ที่ ๑ นายเพลย เหลือถนอม ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านค่าย ที่ ๑ เทศบาลตำบลบ้านค่าย ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดระยอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๓๘/๒๕๔๙ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นางเปาว์ เหลือถนอม มารดาของโจทก์ที่ ๑ และเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเสียชีวิต อันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสองละเลยไม่ดูแลตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จำเลยทั้งสองนำมาติดตั้งไว้ ทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากโคมไฟฟ้าให้แสงสว่างส่องทางที่ติดตั้งอยู่บนยอดเสาไฟฟ้าของจำเลยที่ ๑ และรั่วไหลลงมาตามลวดสลิงดึงรั้งเสาไฟฟ้าที่จำเลยที่ ๑ ติดตั้งไว้ โคมไฟฟ้าให้แสงสว่างดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๒ ที่ติดตั้งโดยความยินยอมและเห็นชอบของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จักต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้แสงสว่างและอุปกรณ์ทางไฟฟ้าทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบและความควบคุมกำกับดูแลของจำเลยทั้งสองให้อยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วไปอย่างเข้มงวด แต่จำเลยทั้งสองหาได้ทำเช่นนั้นไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นค่าปลงศพเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าขาดไร้อุปการะและค่าขาดแรงงานของบุคคลในครัวเรือนในส่วนของโจทก์ที่ ๒ เป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ปีละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองติดต่อผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายและความตายที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าวตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว แต่ไม่ได้รับการชดใช้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๑,๔๘๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากโคมไฟฟ้าที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าต้นที่เกิดเหตุไม่ได้เป็นของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นของจำเลยที่ ๒ การติดตั้ง ตรวจสอบและการบำรุงรักษาโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงและปลอดภัยนั้น จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบทั้งหมด อีกทั้งสายไฟฟ้าแรงต่ำที่จ่ายไฟให้กับชุดโคมไฟฟ้าก็เป็นของจำเลยที่ ๒ เช่นกัน ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงเจ้าของเสาไฟฟ้าที่ให้จำเลยที่ ๒ อาศัยติดตั้งโคมไฟฟ้าเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ได้คิดค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแต่อย่างใด ความตายของนางเปาว์จึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การรั่วของกระแสไฟฟ้าไม่ได้เกิดจากโคมไฟฟ้าของจำเลยที่ ๒ เนื่องจากโคมไฟฟ้าดังกล่าวมีคุณภาพได้มาตรฐานและมีใช้กันทั่วไป จำเลยที่ ๒ จัดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานมีเครื่องหมาย มอก. รับรองคุณภาพ ตามที่กำหนดในระเบียบพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัสดุไฟฟ้าของจำเลยที่ ๒ ที่นำไปติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งเขตเทศบาลตำบลบ้านค่ายมีคุณภาพได้มาตรฐาน และจำเลยที่ ๒ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินและลัดวงจรไว้ตามมาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้าสาธารณะ นอกจากนี้จำเลยที่ ๒ ได้บำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยอยู่ในสภาพดีอยู่ประจำ โดยมอบหมายให้พนักงานเทศบาล ลูกจ้างประจำและพนักงานจ้าง ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในเรื่องไฟฟ้าสาธารณะออกตรวจสอบ แก้ไข ซ่อมบำรุงไฟฟ้าสาธารณะอยู่เป็นประจำ ทั้งได้มอบหมายให้พนักงานเทศบาล ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างที่อยู่เวรในช่วงกลางคืนจัดทีมออกไปตรวจสอบพื้นที่และความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเขตเทศบาล รวมทั้งตรวจตราว่ามีไฟฟ้าสาธารณะชำรุดหรือดับบริเวณใดบ้าง โดยมีการทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับเพื่อพิจารณาสั่งการให้แก้ไขความชำรุดของไฟฟ้าสาธารณะทุกวัน เมื่อพบว่าไฟฟ้าสาธารณะจุดใดชำรุดหรือดับก็จะดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขโดยเร็ว จำเลยที่ ๒ ใช้ความระมัดระวังโดยตรวจสอบระบบไฟฟ้าสาธารณะตามระเบียบของทางราชการทุกประการ ไม่ได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด นอกจากนั้น ความรับผิดจากการกระทำละเมิดดังกล่าวอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาศาลจังหวัดระยองเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล การรับฟ้องไว้พิจารณาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดระยองเห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แต่การกระทำละเมิดตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร การกระทำละเมิดตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ จำเลยที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่โดยตรงในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายไฟฟ้าซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและ บำรุงทางบกและทางน้ำซึ่งรวมถึงการบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างบนทางบกหรือทางน้ำดังกล่าวด้วย อันเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคและระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ดังนั้น การจัดให้มีและบำรุงรักษาสิ่งสาธารณูปโภคดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดระบบและให้บริการสาธารณะ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ตรวจสอบดูแลและบำรุงรักษาสิ่งสาธารณูปโภคซึ่งใช้ในการบริการสาธารณะให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้บริโภค จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๔๗ ที่ ๑๕/๒๕๔๗ และที่ ๑๐/๒๕๔๘

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เนื่องจากศาลจังหวัดระยองมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ ๑ คดีจึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า คดีระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ ๒ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำซึ่งรวมถึงการบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างบนทางบกหรือทางน้ำดังกล่าวด้วย ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐ (๒) ประกอบกับมาตรา ๕๑ (๗) ดังนั้น การจัดให้มีและบำรุงรักษาสิ่งสาธารณูปโภคดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดระบบและบริการสาธารณะ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายและดำเนินกิจการทางปกครองในการที่จักต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้แสงสว่างและอุปกรณ์ทางไฟฟ้าทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบและความควบคุมกำกับดูแลของจำเลยที่ ๒ ให้อยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วไปอย่างเข้มงวด ละเลยไม่ดูแลตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดที่จำเลยที่ ๒ นำมาติดตั้งไว้ ทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากโคมไฟฟ้าให้แสงสว่างส่องทางของจำเลยที่ ๒ ที่ติดตั้งอยู่บนยอดเสาไฟฟ้าของจำเลยที่ ๑ และรั่วไหลลงมาตามลวดสลิงดึงรั้งเสาไฟฟ้าที่จำเลยที่ ๑ ติดตั้งไว้ เป็นเหตุให้นางเปาว์ เหลือถนอม มารดาของโจทก์ที่ ๑ และเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเสียชีวิต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ มิได้ตรวจสอบดูแลและบำรุงรักษาสิ่งสาธารณูปโภคซึ่งใช้ในการบริการสาธารณะให้มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้บริโภค คดีระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสอาด เกิดแสง ที่ ๑ นายเพลย เหลือถนอม ที่ ๒ โจทก์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านค่าย ที่ ๑ เทศบาลตำบลบ้านค่าย ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วิรัช ลิ้มวิชัย (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายวิรัช ลิ้มวิชัย) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(ศานิต สร้างสมวงษ์) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสอาด เกิดแสง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอบ้านค่าย ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15221/2551
#419890
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่มีการแก้ไขสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 ให้มีความชัดเจนในเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 5 ว่าจะต้องรับผิดในจำนวนเท่าใดทั้ง ๆ ที่มีช่องว่างให้เติมตัวเลขหรือข้อความแล้ว ย่อมเป็นกรณีที่มีข้อสงสัย จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งฝ่ายโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 6 ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 4 รับผิดในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท แล้วก็จะต้องฟังว่า โจทก์มีเจตนายอมให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ด้วย จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่จำกัดวงเงินตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,137,416.86 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 ให้ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 7,137,416.86 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ใช้เงินคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (ที่ถูกของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวด้วย) นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าทนายความให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่จำกัดวงเงินหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้มิได้ระบุจำนวนวงเงินความรับผิด แต่มีการขีดเครื่องหมายในช่องที่เว้นว่างให้ระบุจำนวนเงิน จำเลยที่ 5 มีตำแหน่งหน้าที่ต่างกับจำเลยที่ 6 แสดงว่าจำเลยที่ 5 มิได้หลงลืม เมื่อจำเลยที่ 5 มิได้ขีดฆ่าข้อความอื่นใดในสัญญาฉบับดังกล่าวจึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 4 โดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งในข้อนี้ตัวจำเลยที่ 5 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 6 นำแบบฟอร์มสัญญาค้ำประกันมาขอให้จำเลยที่ 5 ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองตรังในขณะนั้นช่วยค้ำประกันจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชายจำเลยที่ 6 ที่ได้รับบรรจุแต่งตั้งเป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งยามโรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง โดยจำเลยที่ 6 บอกว่าประกันความเสียหายในวงเงิน 20,000 บาท และจำเลยที่ 6 ได้เอาสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 มาให้จำเลยที่ 5 ดูด้วย จำเลยที่ 5 เห็นว่าจำเลยที่ 5 รู้จักจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นคนขับรถของรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และตำแหน่งยามมีขอบเขตรับผิดชอบไม่เกิน 20,000 บาท จึงยอมค้ำประกันจำเลยที่ 4 ให้ตามที่จำเลยที่ 6 ขอ จำเลยที่ 5 เพียงแต่ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเท่านั้น ส่วนข้อความอื่นจำเลยที่ 5 ไม่ได้เขียนและจำเลยที่ 5 ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงไม่ได้ระบุจำนวนเงินความรับผิดชอบไว้ด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยที่ 5 มิได้มีจำเลยที่ 6 มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 5 แต่เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 แล้วเห็นว่าเป็นแบบฟอร์มหนังสือสัญญาค้ำประกันที่มีการระบุว่า ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดภายในวงเงินไม่เกินจำนวนเท่าใด โดยมีช่องว่างให้กรอกตัวเลขแสดงจำนวนเงินและตัวหนังสือแสดงจำนวนเงิน เมื่อสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ปรากฏว่า โจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 6 ผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งยอมรับผิดในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท จึงน่าเชื่อว่า โจทก์ก็ยอมรับโดยปริยายให้จำเลยที่ 5 เข้าค้ำประกันจำเลยที่ 4 ในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ด้วยเช่นกันเพราะว่านายวิรัชพยานโจทก์ผู้เป็นพยานในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งช่วยทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดตรังในปี 2532 ไม่ได้ยืนยันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 5 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมาดำเนินการแก้ไขเรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ยังไม่มีความชัดเจนอยู่แต่อย่างใด เมื่อไม่มีการแก้ไขสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 ให้มีความชัดเจนในเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 5 ว่าจะต้องรับผิดในจำนวนเท่าใดทั้งๆ ที่มีช่องว่างให้เติมตัวเลขหรือข้อความแล้ว ย่อมเป็นกรณีที่มีข้อสงสัย จึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งฝ่ายโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 6 ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 4 รับผิดในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท แล้วก็จะต้องฟังว่า โจทก์มีเจตนายอมให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ด้วย จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 โดยไม่จำกัดวงเงินตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสามัญศึกษา
จำเลย — นายคนอง ศรีสุด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุเมธ รักษภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอรรณนพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ดิเรก อิงคนินันท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15219/2551
#419902
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้โจทก์และบริวารอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทจนตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยให้การว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายและจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเพราะถูกโจทก์บังคับให้กระทำจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา จะเห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ให้การยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมตามที่โจทก์ฟ้อง คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยว่า จำเลยต้องทำหนังสือและจดทะเบียนให้โจทก์และบริวารอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตลอดชีวิตตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำรับของฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย ที่ศาลจะวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และบริวารมีสิทธิอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 572 ถนนสาธรใต้ ซอยสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาธร กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 30252 ตำบลทุ่งมหาเมฆ (สาธร) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร จนตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยไม่ทำหรือไม่ยอมไปทำการจดทะเบียนก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนี้แสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้โจทก์และบริวารอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทจนตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชำระค่าขนย้ายให้โจทก์ตามที่ตกลงในบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมดังกล่าว จำเลยให้การว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขัดต่อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายและจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเพราะถูกโจทก์ขู่บังคับให้กระทำจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมจะเห็นได้ว่า ตามคำให้การจำเลยไม่ได้ให้การยอมรับว่า เป็นฝ่ายผิดสัญญาบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมตามที่โจทก์ฟ้อง คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยว่า จำเลยต้องทำหนังสือและจดทะเบียนให้โจทก์และบริวารอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตลอดชีวิตตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำรับของฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย ที่ศาลจะวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามที่โจทก์อ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย ชัยพานิช
จำเลย — นายวินันท์ ชัยพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปณิธิ อัครนิธิ
ศาลอุทธรณ์ — นายน้ำเพชร ปานะถึก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธนัท วิรบุตร์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15216/2551
#501348
เปิดฉบับเต็ม

ส. สามีจำเลยที่ 1 และ ป. บิดาจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินข้างเคียงรวมถึงที่ดินพิพาททำเป็นลานตากกากมันสำปะหลังจากผู้ครอบครองเดิมนานมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่างก็ถึงแก่ความตายไปหมด แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทจะไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมือเปล่ามีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานเท่านั้น เจ้าของที่ดินเดิมจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ส. สามีจำเลยที่ 1 และ ป. บิดาจำเลยที่ 2 ถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้สละการครอบครองให้แก่ ส. สามีจำเลยที่ 1 และ ป. บิดาจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1378 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทต่อมา จำเลยที่ 2 ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 11105 ตำบลเหมือง (บ้านเหมือง) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ที่จำเลยที่ 1 ออกทับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 44 ตำบลเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ของโจทก์นั้นเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 2 พร้อมบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 44 ตำบลเหมือง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ของโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ขนย้าย โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทคือ ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 44 หมู่ที่ 3 ตำบลเหมือง (บ้านเหมือง) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีชื่อนายหนอม และนางแม็ด บิดามารดาโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ที่ดินพิพาทอยู่ติดกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2 หมู่ที่ 12 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีชื่อนายไสว สามีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทางด้านทิศใต้ ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2512 ได้มีการออกโฉนดเลขที่ 11105 แทนที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 44 มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ครั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2512 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายประชา ภายหลังนายประชาถึงแก่ความตายนางประสาน ภริยานายประชาซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชาได้โอนที่ดินข้างต้นให้แก่จำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2517

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางปราณี น้องสาวต่างบิดามารดากับโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทของนายหนอมและนางแม็ดบิดามารดาโจทก์ ต่อมานายหนอมถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงตกได้แก่นางแม็ด และได้ครอบครองที่ดินพิพาทจนนางแม็ดถึงแก่ความตายเมื่อปี 2523 หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา โดยเมื่อปี 2532 โจทก์ได้รื้อบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทไปปลูกในที่ดินซึ่งโจทก์อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 1 กิโลเมตร แต่โจทก์ยังครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ฝ่ายจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่า นายไสวสามีจำเลยที่ 1 และนายประชาบิดาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายจำเลยที่ 1 ต่างทำกิจการโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง นายไสวและนายประชาร่วมกันซื้อที่ดินข้างเคียงรวมถึงที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นลานตากกากมันสำปะหลัง กับมีนายวอน ซึ่งเป็นช่างประจำโรงงานเบิกความเป็นพยานว่า นายประชาบิดาจำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินด้านหน้าติดถนน นอกจากนี้ฝ่ายจำเลยทั้งสองยังมีนายสวัสดิ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลแสนสุข ซึ่งอยู่ติดต่อกับตำบลเหมืองที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ นายสุทนต์ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ที่ดินพิพาท นายชุ่ม อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดท้ายดอน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 150 เมตร ต่างเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ช่วงที่นายประชามีชีวิตอยู่ได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นลานตากกากมันสำปะหลังตลอดมาไม่เคยเห็นโจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า ที่ดินพิพาทโอนมาเป็นของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2517 หลังจากนายประชาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ให้คนจีนชื่อเจ๊กหยู เช่าทำกิจการโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังนานราว 5 ถึง 6 ปี เจ๊กหยูถึงแก่ความตาย บุตรชายเจ๊กหยูได้เช่าต่อมาอีก 7 ถึง 8 ปี จึงเลิกกิจการ ภายหลังจำเลยที่ 2 ได้รื้อโรงงานและปรับพื้นที่ให้คนเช่าทำร้านเคาะพ่นสีรถยนต์ เห็นว่า พยานโจทก์คงเบิกความลอย ๆ ว่า โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ไม่ได้ความว่าโจทก์ทำประโยชน์อะไรในที่ดินพิพาท กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางปราณีน้องสาวโจทก์ว่า ก่อนที่จะมีการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า ส่วนจะมีผู้ใดครอบครองหรือไม่ ไม่ทราบ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายไสวสามีจำเลยที่ 1 และนายประชาบิดาจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินข้างเคียงรวมถึงที่ดินพิพาททำเป็นลานตากกากมันสำปะหลังจากผู้ครอบครองเดิมนานมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่างก็ถึงแก่ความตายไปหมด แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทจะไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมือเปล่ามีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานเท่านั้น เจ้าของที่ดินเดิมจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายไสวสามีจำเลยที่ 1 และนายประชาบิดาจำเลยที่ 2 ถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายไสวสามีจำเลยที่ 1 และนายประชาบิดาจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และ 1378 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทต่อมา จำเลยที่ 2 ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงมิใช่เป็นของโจทก์ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแต่อย่างใด จึงไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 1377 ม. 1378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉลอม อยู่คง
จำเลย — นางบุญศรี พุทธเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15198/2551
#419892
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องคัดค้านได้ร่วมก่อตั้งบริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท ม. โดยผู้ร้องคัดค้านเป็นผู้ถือหุ้น การที่ผู้ร้องคัดค้านซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดไม่ดำเนินการใดๆ กับบริษัท ม.ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นจำนวนมากนั้น เนื่องจากคำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อเครือญาติและตนเองในบริษัทดังกล่าว อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของนิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์ คอนโดเทล ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่กรณีดังกล่าวได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีเช่นนี้ จึงต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดย่อมร้องขอให้ศาลแต่งตั้ง ธ. เป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการในเรื่องการทวงถามค่าใช้จ่ายส่วนกลางตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์ คอนโดเทลได้ ตามป.พ.พ. มาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายธรรมนูญเป็นผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์ คอนโดเทล โดยให้มีอำนาจทวงถาม งดให้บริการสาธารณูปโภคและฟ้องร้องบังคับคดีแก่เจ้าของห้องชุดผู้ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามข้อบังคับและตามกฎหมาย

ผู้ร้องคัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง (ที่ถูก พิพากษา) ให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แต่ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการและเจ้าของร่วมในอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์ คอนโดเทล ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด นายวิจิตรผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดดังกล่าวด้วยรายหนึ่ง เมื่อปี 2541 ที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมมีมติเลือกนายผดุงศักดิ์ผู้ร้องคัดค้านเป็นผู้จัดการตามข้อบังคับของนิติบุคคลดังกล่าวเจ้าของร่วมแต่ละรายต้องออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบริหารและดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง ปรากฏว่าบริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด และเจ้าของร่วมรายอื่นติดค้างค่าใช้จ่ายส่วนกลางเกิน 25,000 บาท แต่ผู้ร้องคัดค้านไม่ดำเนินการทวงถามและงดให้บริการสาธารณูปโภคกับฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามมติของคณะกรรมการ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องคัดค้านไม่ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการเป็นกรณีที่ประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลกับผู้แทนของนิติบุคคลขัดกัน เป็นเหตุให้ไม่มีผู้แทนนิติบุคคลเหลืออยู่ จึงชอบที่ผู้ร้องจะให้ศาลแต่งตั้งผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 หรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องคัดค้านกับบริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด ตามที่ได้ความจากผู้ร้องและนางเยาวดี พยานผู้ร้อง โดยผู้ร้องคัดค้านไม่โต้แย้งว่า นายวิชิต และนางอรวรรณ พี่เขยและพี่สาวของผู้ร้องคัดค้านเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวตามสำเนาหนังสือบริคณฑ์สนธิ และนายวิชิตยังร่วมกับผู้ร้องคัดค้านก่อตั้งบริษัทเอสเตท โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด โดยนายวิชิตเป็นกรรมการ และผู้ร้องคัดค้านเป็นผู้ถือหุ้น จะเห็นได้ว่าเหตุที่ผู้ร้องคัดค้านไม่ดำเนินการใด ๆ กับบริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด ซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นจำนวนมากนั้น เนื่องจากคำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อเครือญาติและตนเองในบริษัทดังกล่าว อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของนิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ดพาราไดซ์ คอนโดเทล ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว และเนื่องจากคะแนนเสียงของบริษัท มิลฟอร์ดพาราไดซ์ จำกัด ในนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวมีเกินกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงทั้งหมดของเจ้าของร่วม ดังที่ได้ความจากนายธรรมนูญพยานผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของร่วมรายหนึ่งโดยผู้ร้องคัดค้านไม่โต้แย้งว่า คะแนนเสียงในการลงมติของบริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการจะมีประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของเจ้าของร่วมทั้งหมด ในกรณีจะเปลี่ยนแปลงผู้จัดการ หากบริษัทดังกล่าวไม่ออกเสียงหรือไม่สนับสนุนก็ไม่อาจดำเนินการได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์คอนโดเทล ในข้อ 40 และ 40.2 หากจะปล่อยให้สภาพการณ์เป็นเช่นนั้นต่อไป ย่อมไม่เป็นธรรมแก่บรรดาเจ้าของร่วมอื่นที่ต้องแบกรับภาระในค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่กรณีดังกล่าวได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีเช่นนี้ จึงต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 ถึง 75 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงแก่กรณีในคดีนี้ โดยมาตรา 74 บัญญัติว่า "ถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้" มาตรา 75 บัญญัติว่า "ถ้ากรณีตามมาตรา 74 เป็นเหตุให้ไม่มีผู้แทนของนิติบุคคลเหลืออยู่....ให้นำความในมาตรา 73 มาใช้บังคับเพื่อตั้งผู้แทนเฉพาะการโดยอนุโลม" กล่าวคือ ให้ถือว่าผู้แทนของนิติบุคคลนั้นว่างลงตามมาตรา 73 ซึ่งให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลเพื่อแต่งตั้งผู้แทนดังกล่าวได้ ดังนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดย่อมร้องขอให้ศาลแต่งตั้งนายธรรมนูญเป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการในเรื่องการทวงถามค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์ คอนโดเทล ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 เมื่อไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นบุคคลล้มละลายหรือมีความประพฤติไม่เหมาะสมประการใด จึงมีเหตุสมควรตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้แทนเฉพาะการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ตั้งนายธรรมนูญเป็นผู้แทนเฉพาะการให้ดำเนินการทวงถาม งดให้บริการสาธารณูปโภคและฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่บริษัท มิลฟอร์ด พาราไดซ์ จำกัด และเจ้าของร่วมอื่นที่ติดค้างชำระอยู่แก่นิติบุคคลอาคารชุดมิลฟอร์ด พาราไดซ์ คอนโดเทล โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในส่วนนี้เช่นเดียวกับผู้จัดการตามข้อบังคับของนิติบุคคลดังกล่าวค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 73 ม. 74 ม. 75
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิจิตร ศรีสังข์
ผู้คัดค้าน — นายผดุงศักดิ์ พันธุ์สาธิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15187/2551
#451858
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้าไว้โดยมิได้มีการกรอกข้อความรายละเอียดลงไป แสดงว่าโจทก์รู้ดีและยอมรับอยู่แล้วว่าผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทจะสามารถนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปกระทำการโอนขายต่อหรือจำนองหรือกระทำการใด ๆ ก็ได้ภายหลังที่พ้นกำหนดข้อห้ามโอน 5 ปีนับแต่ออกเอกสาร น.ส.3 ก. แล้ว เมื่อจำเลยรับจำนองที่ดินโดยสุจริตจากผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทไปตามวิธีปฏิบัติดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองเพื่อให้โจทก์มิต้องชำระหนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๕ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันและบันทึกต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 674 เลขที่ดิน 89 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างโจทก์ (โดยนางสุนทรา) ผู้จำนอง กับจำเลย (โดยนายสุรีย์) ผู้รับจำนองเป็นโมฆะ และขอให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมสัญญาดังกล่าว โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์และจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายชาญชัย และได้โอนการครอบครองที่ดินให้แก่นายชาญชัยเรียบร้อยแล้ว ต่อมานายชาญชัยได้ขอให้โจทก์มอบสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายชาญชัยเพื่อไปโอนทางทะเบียนหลักฐาน น.ส.3 ก. ที่จะออกในภายหลัง ในชั้นแรกโจทก์ปฏิเสธ แต่ต่อมาโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจซึ่งเป็นแบบฟอร์มโดยไม่มีการกรอกข้อความแล้วมอบให้แก่นายชาญชัยไป 1 ฉบับ โดยนายชาญชัยอ้างว่าจะนำไปโอนที่ดิน น.ส.3 ก. แปลงพิพาทที่จะออกมาในชื่อของโจทก์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ที่ดินสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้ แต่จากคำเบิกความของนายชาญชัยว่า ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ และต่อมาภายหลังได้ขายให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนา โดยขณะนั้นนายชาญชัยเป็นผู้ถือ น.ส.3 ก. ขณะที่ขายให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนาที่ดินพิพาทยังอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอน 5 ปีอยู่ แต่นายชาญชัยได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนาแล้ว และได้ส่งมอบ น.ส.3 ก. พร้อมกับหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่นางยุภาพรและนางวาสนาไปไว้สำหรับการโอนที่ดินเป็นชื่อของผู้ซื้อเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการโอน และได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ให้ไปด้วย วิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการปฏิบัติที่ผู้มีชื่อในที่ดินนิคมสร้างตนเองลำตะคองจะโอนให้แก่ผู้อื่น จากคำเบิกความของโจทก์และนายชาญชัยดังกล่าว การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้โดยมิได้มีการกรอกข้อความรายละเอียดลงไปก็เพื่อให้นายชาญชัยหรือผู้ใดก็ได้ที่ซื้อที่ดินพิพาทมีเอกสารไว้เพื่อไปโอนที่ดินหรือทำนิติกรรมใด ๆ ก็ได้ เหตุที่ต้องทำวิธีการดังกล่าวเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอน 5 ปี นับแต่ออกเอกสาร น.ส.3 ก.หากไม่กระทำดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้ก็จะไม่สามารถโอนขายโดยหลีกเลี่ยงกฎหมายให้แก่ผู้ใดได้ จึงต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ล่วงหน้าไว้ การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้าไว้ดังกล่าว แสดงว่าโจทก์รู้ดีและยอมรับอยู่แล้วว่าผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทจะสามารถนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปกระทำการโอนขายต่อหรือจำนองหรือกระทำการใด ๆ ก็ได้ภายหลังที่พ้นกำหนดข้อห้ามโอนแล้ว เมื่อจำเลยรับจำนองที่ดินโดยสุจริตจากผู้ที่ซื้อที่ดินพิพาทไปตามวิธีปฏิบัติดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองเพื่อให้โจทก์มิต้องชำระหนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม ตวงวุฒิกุล
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายพูนพล ชมศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15180/2551
#494025
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันรับไว้ซึ่งรถยนต์ของกลางโดยรู้อยู่ว่าเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร วันรุ่งขึ้นหลังจากจำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานจับกุม จำเลยทั้งสองทำหนังสือขอทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร โดยยินยอมยกของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น หลังจากนั้นอธิบดีกรมศุลกากรมีคำสั่งอนุมัติให้ระงับคดี ดังนี้การใช้อำนาจของอธิบดีตามบทมาตราดังกล่าวจะต้องกระทำก่อนที่ผู้กระทำความผิดจะถูกฟ้องร้องต่อศาล เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นก่อนที่อธิบดีจะมีคำสั่งอนุมัติให้ระงับคดี คำสั่งดังกล่าวจึงล่วงเลยระยะเวลาที่อธิบดีกรมศุลกากรจะมีอำนาจสั่งให้งดการฟ้องร้องได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง และจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ปรับรวมเป็นเงิน 3,416,170.04 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี ปรับรวมเป็นเงิน 1,708,085.02 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมจำเลยทั้งสองร้อยละยี่สิบของค่าปรับที่จำเลยทั้งสองต้องชำระข้างต้นตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และเมื่อศาลพิพากษาให้ปรับจำเลยทั้งสองเป็นเงินคนละตั้งแต่สี่หมื่นบาทขึ้นไป ฉะนั้น หากจำเลยทั้งสองจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยทั้งสองไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากหนังสือที่โจทก์ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ในสำนวนบัญชีสารบาญอันดับที่ 38 ว่ารถยนต์ของกลางในคดี กรมศุลกากรได้ทำการตกลงกับจำเลยทั้งสองรับไว้เป็นของแผ่นดินแล้วตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2545 กรณีจึงไม่อาจมีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สินซึ่งเป็นของแผ่นดินให้ตกเป็นของแผ่นดินได้อีก คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งอนุมัติให้ระงับคดีของอธิบดีกรมศุลกากรมีผลให้โจทก์ต้องงดการฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 วรรคแรก บัญญัติว่า "...ถ้าบุคคลใดจะต้องถูกฟ้องตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมและใช้ค่าปรับ หรือได้ทำความตกลงหรือทำทัณฑ์บน หรือให้ประกันตามที่อธิบดีจะเห็นสมควรแล้ว อธิบดีจะงดการฟ้องร้องเสียก็ได้ และการที่อธิบดีงดการฟ้องร้องเช่นนี้ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้กระทำผิดนั้นในการที่จะถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดอันนั้น" บทกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรที่จะงดการฟ้องร้องคดีแก่ผู้กระทำผิดอันเกี่ยวด้วยการศุลกากรในกรณีที่ผู้กระทำผิดยินยอมและใช้ค่าปรับหรือได้ทำความตกลงหรือทำทัณฑ์บนหรือให้ประกันตามที่อธิบดีจะเห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อให้คดีระงับไปโดยมิต้องฟ้องร้องคดีต่อศาลอีก การใช้อำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรตามบทมาตราดังกล่าว จึงต้องกระทำก่อนที่ผู้กระทำผิดจะถูกฟ้องร้องต่อศาล เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นก่อนที่อธิบดีกรมศุลกากรจะมีคำสั่งอนุมัติให้ระงับคดี คำสั่งดังกล่าวจึงล่วงเลยระยะเวลาที่อธิบดีกรมศุลกากรจะมีอำนาจสั่งให้งดการฟ้องร้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ได้อีก ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสถิตย์ น้อยสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายฉัตรชัย รุจิตานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15179/2551
#497463
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่กำหนดให้คัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีซึ่งกำหนดขึ้นตามบทแห่งกฎหมายดังกล่าวประกาศไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นแต่เพียงการกำหนดวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่กระทำในการประกาศให้ทราบถึงประกาศรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่บทบังคับอันเป็นองค์ประกอบความผิดการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 โดยประกาศดังกล่าวได้มีการคัดสำเนาประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทราบโดยทั่วกัน และจำเลยกับพวกได้ทราบแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นว่า ได้มีการคัดสำเนาประกาศกระทรวงเกษตร เรื่องกำหนดเขตควบคุมการประรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับนายสุใจจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4124/2544 ของศาลชั้นต้นร่วมกันมีไม้สักแปรรูปจำนวน 126 แผ่นเหลี่ยม ปริมาตร 1.19 ลูกบาศก์เมตรอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 92 นับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4629/2544 ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (1)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 คงจำคุก 4 ปี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4629/2544 นั้น คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ด้วย คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายสุใจจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4124/2544 ของศาลชั้นต้นร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูป อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 126 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.19 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดกับนายสุใจด้วยหรือไม่ จำเลยฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าได้มีการคัดสำเนาประกาศเขตควบคุมการแปรรูปไม้ปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เท่ากับว่าโจทก์มิได้นำสืบว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวแล้วในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาที่มีแต่เฉพาะข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยร่วมกับนายสุใจมีไม้สักแปรรูปของกลางไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ได้มีการคัดสำเนาประกาศกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปเสียเลย โดยคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 เรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 47, 75 โดยประกาศดังกล่าวได้มีการคัดสำเนาประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอที่ว่าการกำนัน ที่สาธารณสถานในท้องที่ที่เกี่ยวข้องและในท้องที่เกิดเหตุให้ทราบโดยทั่วกันและจำเลยกับพวกได้ทราบแล้ว ซึ่งโจทก์จะได้นำส่งศาลในชั้นพิจารณาต่อไป แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบพยานหรืออ้างส่งพยานหลักฐานว่าได้มีการปิดสำเนาประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้แต่อย่างใด เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงเป็นดังนี้แล้ว จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยต่อไป เห็นว่า มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่กำหนดให้คัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีซึ่งกำหนดขึ้นตามบทแห่งกฎหมายดังกล่าวประกาศไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นแต่เพียงการกำหนดวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำในการประกาศให้ทราบถึงประกาศรัฐมนตรีเท่านั้นไม่ใช่บทบังคับอันเป็นองค์ประกอบความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 โดยประกาศดังกล่าวได้มีการคัดสำเนาประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทราบโดยทั่วกัน และจำเลยกับพวกได้ทราบแล้ว ซึ่งจำเลยไม่เคยโต้เถียง ทั้งไม่ฎีกาว่าท้องที่เกิดเหตุมิใช่เขตควบคุมการแปรรูปไม้ แสดงว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว หากจำเลยเห็นว่ายังไม่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ซึ่งจะใช้บังคับแก่จำเลยไม่ได้ ก็เป็นข้อที่จำเลยจะต่อสู้ขึ้นมาให้เห็นเป็นประเด็นในศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นว่า ได้มีการคัดสำเนาประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้แม้จำเลยฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายบุญศรีหรือศุภนัฐหรือศุภณัฐ แสนจา
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15179/2551
#501347
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ ที่กำหนดให้คัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีซึ่งกำหนดขึ้นตามบทแห่งกฎหมายดังกล่าวประกาศไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นแต่เพียงการกำหนดวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำในการประกาศให้ทราบถึงประกาศรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่บทบังคับอันเป็นองค์ประกอบความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 โดยประกาศดังกล่าวได้มีการคัดสำเนาประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทราบโดยทั่วกัน และจำเลยกับพวกได้ทราบแล้ว ซึ่งจำเลยไม่เคยโต้เถียงทั้งไม่ฎีกาว่าท้องที่เกิดเหตุมิใช่เขตควบคุมการแปรรูปไม้ แสดงว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว หากจำเลยเห็นว่ายังไม่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ซึ่งจะใช้บังคับแก่จำเลยไม่ได้ ก็เป็นข้อที่จำเลยจะต่อสู้ขึ้นมาให้เห็นเป็นประเด็นในศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นว่า ได้มีการคัดสำเนาประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฯ ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับผู้อื่นร่วมกันมีไม้สักแปรรูป อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 92 นับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4629/2544 ของศาลชั้นต้นและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (1)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 คงจำคุก 4 ปี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4629/2544 นั้น คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ด้วย คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายสุใจ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4124/2544 ของศาลชั้นต้นร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูป อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 126 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.19 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยร่วมกระทำผิดกับนายสุใจด้วยหรือไม่ จำเลยฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าได้มีการคัดสำเนาประกาศเขตควบคุมการแปรรูปไม้ปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เท่ากับว่าโจทก์มิได้นำสืบว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวแล้วในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาที่มีแต่เฉพาะข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยร่วมกับนายสุใจมีไม้สักแปรรูปของกลางไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ได้มีการคัดสำเนาประกาศกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปเสียเลย โดยคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 เรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 47, 75 โดยประกาศดังกล่าวได้มีการคัดสำเนาประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการกำนัน ที่สาธารณสถานในท้องที่ที่เกี่ยวข้องและในท้องที่เกิดเหตุให้ทราบโดยทั่วกันและจำเลยกับพวกได้ทราบแล้ว ซึ่งโจทก์จะได้นำส่งศาลในชั้นพิจารณาต่อไป แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบพยานหรืออ้างส่งพยานหลักฐานว่าได้มีการปิดสำเนาประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรว่า ท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้แต่อย่างใด เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงเป็นดังนี้แล้ว จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยต่อไป เห็นว่า มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่กำหนดให้คัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีซึ่งกำหนดขึ้นตามบทแห่งกฎหมายดังกล่าวประกาศไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นแต่เพียงการกำหนดวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำในการประกาศให้ทราบถึงประกาศรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่บทบังคับอันเป็นองค์ประกอบความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 โดยประกาศดังกล่าวได้มีการคัดสำเนาประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทราบโดยทั่วกัน และจำเลยกับพวกได้ทราบแล้ว ซึ่งจำเลยไม่เคยโต้เถียง ทั้งไม่ฎีกาว่าท้องที่เกิดเหตุมิใช่เขตควบคุมการแปรรูปไม้ แสดงว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว หากจำเลยเห็นว่ายังไม่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ซึ่งจะใช้บังคับแก่จำเลยไม่ได้ ก็เป็นข้อที่จำเลยจะต่อสู้ขึ้นมาให้เห็นเป็นประเด็นในศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้มีการคัดสำเนาประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้แม้จำเลยฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายบุญศรีหรือศุภนัฐหรือศุภณัฐ แสนจา
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15147/2551
#419911
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยานนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, 172 ทวิ คดีนี้ ในวันนัดฟังประเด็นกลับ จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลย แต่ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 (เดิม) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยได้ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและให้ทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงและโจทก์แถลงไม่สืบพยานปาก อ. นั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, 172 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลยเฉพาะวันนัดฟังประเด็นกลับ และให้ทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า นายอภิชาต เป็นผู้ตรวจวิเคราะห์วัตถุของกลาง ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ป.จ.3 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานปากดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้มาศาลด้วยนั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดฟังประเด็นกลับว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลยเฉพาะวันนัดฟังประเด็นกลับ และทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า นายอภิชาตเป็นผู้ตรวจวิเคราะห์วัตถุของกลาง ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย ป.จ.3 ซึ่งผลการตรวจปรากฏว่าพบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในวัตถุของกลาง และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยานนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, 172 ทวิ ซึ่งมาตรา 172 ทวิ ได้บัญญัติว่า "...เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การดำเนินการพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ในคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน สิบปี จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยาน..." คดีนี้ ในวันนัดฟังประเด็นกลับ จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลย แต่ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 (เดิม) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาลับหลังจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยได้ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และให้ทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงและโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนายอภิชาตนั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, 172 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจึงไม่ชอบ และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยฎีกามา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตั้งแต่วันนัดฟังประเด็นกลับเป็นต้นไป แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 172 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายสราวียา ดอเลาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15144/2551
#501343
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฯ มาตรา 4 การที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเพียงฉบับเดียว และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งที่โจทก์ร่วมไม่ได้อ้างพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานในชั้นสอบสวน จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าจำเลยออกเช็คพิพาทแก่โจทก์ร่วมโดยไม่มีหลักฐานกู้ยืมเป็นหนังสือ จึงมิใช่เป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายและจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

คดีนี้ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อปรากฏว่าหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมยังไม่ได้ชำระหนี้ให้ครบถ้วน จึงถือไม่ได้ว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดอันเป็นเหตุให้ถือว่าคดีเลิกกัน คดีจึงยังไม่เลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯ มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2505/2545 และ 3442/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายนิรันดร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 10 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2505/2545 หมายเลขแดงที่ 5644/2545 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยพิจารณาจากหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเพียงฉบับเดียว และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งที่โจทก์ร่วมไม่ได้อ้างพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานในชั้นสอบสวนจึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยออกเช็คพิพาทแก่โจทก์ร่วมโดยไม่มีหลักฐานกู้ยืมเป็นหนังสือ จึงมิใช่เป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายและจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายบุญธรรมสามีจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมแล้ว 504,107 บาท ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า หลังเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยและนายบุญธรรม เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 376/2541 หมายเลขแดงที่ 390/2542 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าจำเลยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ร่วมจริงกับให้จำเลยและนายบุญธรรมร่วมกันชำระเงิน 593,666.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยและนายบุญธรรมไม่ชำระ โจทก์ร่วมจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายบุญธรรม 3 แปลง ออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม 504,107 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2544 ตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินครั้งที่ 1 ดังนั้น หนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมจึงยังไม่ได้ชำระให้ครบถ้วน กรณีถือไม่ได้ว่าหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดอันเป็นเหตุให้ถือว่าคดีเลิกกันตามข้ออ้างของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคดียังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายนิรันดร์ อารีย์จิตเกษม
จำเลย — นางประยงค์ นาคเกิด
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ