คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2551
#412563
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ ต้องเป็นการเบิกความเท็จในกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยศาลในคดีที่ต้องฟังคำพยานเพื่อวินิจฉัยประเด็นตามอำนาจหน้าที่ และการเบิกความหมายความถึงการกระทำของพยานบุคคล มิได้หมายความถึงคำแถลงหรือคำให้การในฐานะคู่ความหรือของผู้อื่น ที่ไม่ได้กระทำในฐานะพยาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 59 การนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้คู่กรณีตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ตุลาการเจ้าของสำนวนได้สรุปและส่งสรุปข้อเท็จจริงนั้นให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าก่อนการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก การกระทำของจำเลยที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้เบิกความแถลงในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ก็เป็นการยืนยันหรือหักล้างเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ตุลาการเจ้าของสำนวนได้สรุปและส่งให้คู่กรณีทราบล่วงหน้า เป็นการกระทำในฐานะที่เป็นโจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง มิได้กระทำในฐานะพยานบุคคล การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..."องค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำตามบทบัญญัติดังกล่าวข้อสำคัญอยู่ที่การเบิกความอันเป็นเท็จในกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยศาลในคดีที่ต้องฟังคำพยานเพื่อวินิจฉัยประเด็นตามอำนาจหน้าที่ การเบิกความหมายความถึงการกระทำของพยานบุคคล มิได้หมายความถึงคำแถลงหรือคำให้การในฐานะคู่ความหรือของผู้อื่นที่ไม่ได้กระทำในฐานะพยาน กระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางตามฟ้องเป็นการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 59 ซึ่งได้กล่าวถึง การนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้คู่กรณีตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ตุลาการเจ้าของสำนวนได้สรุปและส่งสรุปข้อเท็จจริงนั้นให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าก่อนการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายว่า จำเลยได้เบิกความแถลงในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกถ้าเกิดขึ้นจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ก็เป็นการยืนยันหรือหักล้างเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ตุลาการเจ้าของสำนวนได้สรุปและส่งให้คู่กรณีทราบล่วงหน้า เป็นการกระทำในฐานะที่เป็นโจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่งมิได้กระทำในฐานะพยานบุคคล การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่มีมูลความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ อัศวนพคุณ
จำเลย — นางยินดี ต่อสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8650/2551
#500634
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะกำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐในการจ่ายค่าทดแทนเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ว่า "...ต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ" และความในวรรคสองยังกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าทดแทนด้วยว่า "การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ การได้มา สภาพ และที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์และความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน" แต่การได้มาโดยการซื้ออสังหาริมทรัพย์รวมทั้งความเสียหายของผู้ถูกเวนคืนนั้น จะต้องเป็นการได้มาโดยการซื้อขายกันจริงๆ ด้วยความสุจริต และผู้ถูกเวนคืนได้รับความเสียหายอย่างแท้จริงด้วย จึงจะนำมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,685,992.18 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน จากต้นเงินจำนวน 2,310,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 350,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ตามโจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 444 และ 445 ตำบลแก่งผักกูด อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 200 ตารางวา และ 360 ตารางวา ตามลำดับ ซึ่งที่ดินทั้งหมดอยู่ในเขตที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบัวชุม ตำบลลำนารายณ์ ตำบลท่ามะนาว ตำบลท่าดินดำ ตำบลชัยบาดาล ตำบลม่วงค่อม ตำบลมะกอกหวาน อำเภอชัยบาดาล ตำบลท่าหลวง ตำบลแก่งผักกูด อำเภอท่าหลวง ตำบลโคกสลุง ตำบลมะนาวหวาน ตำบลน้ำสุด ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และตำบลวังม่วง ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี พ.ศ.2540 เพื่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำและอาคารประกอบตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 375 บาท รวมเป็นเงิน 210,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินต่อจำเลยที่ 1 เป็นตารางวาละ 4,500 บาท จำเลยที่ 1 มิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 4,500 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ขึ้นอีกตารางวาละ 625 บาท รวมกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้เดิมตารางวาละ 375 บาท เป็นตารางวาละ 1,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินอัตราตารางวาละ 1,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แก่โจทก์นั้น ถูกต้องเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้วจำเลยทั้งสามฎีกาว่าเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 375 บาท ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า เงินค่าทดแทนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้องรวมเนื้อที่ 560 ตารางวา ที่เป็นธรรมควรเป็นตารางวาละเท่าใด เห็นว่า แม้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะกำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐในการจ่ายค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ว่า "...ต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" และความในวรรคสองยังกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าทดแทนด้วยว่า "การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ การได้มา สภาพ และที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์และความเสียหายของผู้ถูกการเวนคืน" ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ศาลล่างทั้งสองใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยศาลล่างทั้งสองคำนึงถึงราคาที่ดินที่โจทก์ซื้อมาประกอบการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินด้วยก็ตาม แต่การได้มาโดยการซื้ออสังหาริมทรัพย์รวมทั้งความเสียหายของผู้ถูกเวนคืนนั้น จะต้องเป็นการได้มาโดยการซื้อขายกันจริงๆ ด้วยความสุจริตและผู้ถูกเวนคืนได้รับความเสียหายอย่างแท้จริงด้วยจึงจะนำมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนได้ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการได้มาซึ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ที่โจทก์อ้างว่าซื้อจากบริษัทสวนป่าสัก จำกัด ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นดินและปลูกต้นไม้ เฉลี่ยราคาตารางวาละ 1,900 บาท นั้น เป็นการตกลงซื้อขายกันจริงหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีข้อพิรุธหลายประการ ทำให้มีข้อน่าสงสัยว่าจะมีการตกลงซื้อขายกันตามเอกสารสัญญาดังกล่าวจริงตามที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ...พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุน่าเชื่อว่าแท้จริงแล้ว โจทก์หาใช่ลูกค้าผู้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากบริษัทสวนป่าสัก จำกัด ตามที่ปรากฏในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นดินและปลูกต้นไม้ไม่ หากแต่สัญญาทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวมีการสมคบกันจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่า โจทก์ได้มาซึ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จะถูกเวนคืนโดยการซื้อมาด้วยราคาที่สูงเกินกว่าความจริงมาก ดังนั้น ราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งตามสัญญาระบุว่า โจทก์ซื้อมารวมแล้วตารางวาละ 1,900 บาท จึงรับฟังไม่ได้ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังมีสภาพเป็นที่ดินเกษตรกรรมซึ่งยังไม่ได้พัฒนาให้เหมาะสมสำหรับใช้เป็นที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ทั้งตั้งอยู่ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ... ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จึงกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมและสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 49 แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 49 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญรอค วงษ์ลาภเลิศ
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8639/2551
#500630
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าแชร์ 2 วง การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกานั้น ต้องแยกคำนวณตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามข้อหาของการผิดสัญญา เมื่อแชร์แต่ละวงมีรายละเอียดข้อสัญญาต่างกัน การผิดสัญญาวงหนึ่งวงใดไม่เป็นเหตุให้ผิดสัญญาอีกวงหนึ่งด้วย โจทก์จึงสามารถแยกฟ้องจำเลยได้ตามข้อหาของการผิดสัญญาเป็นสองคดี เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำหรับการเล่นแชร์แต่ละวงมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ตั้งวงแชร์ขึ้น 2 วง โดยมีโจทก์เป็นนายวงแชร์ จำเลยเป็นสมาชิกผู้ร่วมเล่นแชร์ทั้งสองวง วงละ 1 มือ จำเลยประมูลแชร์วงที่ 2 ได้ในงวดที่ 2 จำเลยได้รับเงินค่างวดแชร์ไปครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินค่างวดแชร์เป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะนายวงแชร์ต้องชำระเงินค่างวดแชร์ให้แก่ลูกวงแชร์ทั้งสองวงแทนจำเลย โดยชำระเงินค่างวดแชร์วงที่ 1 ตั้งแต่งวดที่ 4 ถึงงวดที่ 12 รวม 9 งวดเป็นเงิน 90,000 บาท และชำระค่างวดแชร์วงที่ 2 ตั้งแต่งวดที่ 3 ถึงงวดที่ 11 รวม 9 งวด เป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 180,000 บาท ต่อมาจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระให้วงละ 5,000 บาท และจำเลยตกลงว่าจะชำระเงินค่างวดแชร์ให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะครบถ้วน แต่จำเลยมิได้ชำระเงินค่างวดแชร์ให้แก่โจทก์ตามกำหนด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเป็นสมาชิกผู้ร่วมเล่นแชร์ทั้งสองวง ไม่เคยเข้าประมูลแชร์ตามฟ้องและไม่เคยนำเงินไปชำระค่างวดแก่โจทก์ ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 170,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าแชร์ 2 วง การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกานั้น ต้องแยกคำนวณตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามข้อหาของการผิดสัญญา เมื่อแชร์แต่ละวงมีรายละเอียดข้อสัญญาต่างกัน การผิดสัญญาวงหนึ่งวงใดไม่เป็นเหตุให้ผิดสัญญาอีกวงหนึ่งด้วยโจทก์จึงสามารถแยกฟ้องจำเลยได้ตามข้อหาของการผิดสัญญาเป็นสองคดี เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำหรับการเล่นแชร์แต่ละวงมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ร่วมเล่นแชร์กับโจทก์ทั้งสองวงตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชริณรัตน์ อาจหาญ
จำเลย — นางพยุงศรี พันธุแพทย์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8590 -ที่ 8591/2551
#497862
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แม้ว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยจะนำต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวางต่อศาลแรงงานกลาง แต่จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ทั้งจำเลยยังได้ระบุในคำขอวางเงินว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ยหากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 136 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,000 บาท ค่าชดเชย 30,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,000 บาท ค่าชดเชย 24,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 16,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้อง กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าชดเชย นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำขอวางเงินชำระหนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ว่าขอนำแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางนา เลขที่ 0176093 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำนวนเงิน 114,075 บาท มาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ทั้งสอง ถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับไว้ฝากธนาคาร ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า เนื่องจากคดีมีการอุทธรณ์และคดีอยู่ในชั้นฎีกาจึงยังไม่อนุญาตในชั้นนี้ ให้รอไว้เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวน

หลังจากศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและออกคำบังคับแล้ว วันที่ 28 ธันวาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลไว้จำนวน 114,075 บาท ศาลแรงงานกลางอนุญาต ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2549 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ทั้งสองยังมีสิทธิได้รับเงินดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำนวณถึงวันที่ 27 มกราคม 2549 จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,125.11 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,715.98 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทราบคำบังคับแล้วแต่ชำระไม่ครบขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแรงงานกลางออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2549 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ปฎิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เมื่อไม่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลฎีกามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมูลหนี้เดิม จำเลยจึงไม่มีหนี้เป็นดอกเบี้ยจะต้องชำระเพิ่มอีกเพราะเงินจำนวน 114,075 บาท ที่จำเลยนำไปวางชำระหนี้นั้นเป็นการวางชำระหนี้มิใช่วางเป็นหลักประกัน การที่โจทก์ทั้งสองไม่ขอรับไปหรือศาลไม่จ่ายให้โจทก์ทั้งสองไป ไม่เป็นเหตุให้จำเลยจะต้องมารับผิดชำระดอกเบี้ยอีก ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า การวางเงินของจำเลยดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นการวางเงินโดยยอมรับผิดตามคำพิพากษา เพราะจำเลยมีการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางและยังระบุไว้ในคำขอวางเงินว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ดังนั้น เมื่อศาลฎีกายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยไม่ถือว่าการวางเงินของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา (ที่ถูก ต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อจำเลยวางต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่วางเงินแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่วางเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา แม้ว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยจะนำต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันดังกล่าวจำนวน 114,075 บาท วางต่อศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์แต่อย่างไร ทั้งจำเลยยังได้ระบุในคำขอวางเงินชำระหนี้ว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ทั้งสองถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ย หากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 136 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จึงต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยจำเลยจะต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับเงินจำนวน 114,075 บาท ไปในวันที่จำเลยนำมาวางต่อศาล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันวางเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จตามคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิบูลยฺ์ ฉัตรชฎานุกูล กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยคอมเมอร์เชียลไลน์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8589/2551
#499661
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านทำความสะอาดภายในโรงงานจำเลย ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 ล. กรรมการบริษัทจำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานหลังสิ้นสุดเวลาทำงานตามปกติ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเก็บบัตรบันทึกเวลาทำงานของโจทก์ไว้และสั่งให้บอกโจทก์รออยู่ที่ป้อมบริเวณหน้าโรงงานในวันที่โจทก์มาทำงาน ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์จะเข้าทำงานในช่วงเช้า แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่ให้เข้าโรงงานแต่ให้รออยู่จนเวลา 8.40 นาฬิกา โจทก์จึงออกจากโรงงานไปปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน แล้วกลับเข้าไปที่โรงงานอีกครั้งในเวลาประมาณ 16 นาฬิกา พบ ส. หัวหน้าฝ่ายบุคคล ส. ขอให้โจทก์ทำงานต่อไป แต่โจทก์ไม่ตกลง ส. จึงนำใบลาออกมาให้โจทก์แต่โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อในใบลาออกให้นั้น การที่ ล. จะแสดงความไม่พอใจต่อโจทก์และมีคำสั่งดังกล่าวซึ่งทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำงานในโรงงานตามปกติได้ ก็เพื่อให้โจทก์รออยู่และได้พบกับ ล. ก่อน อันเป็นการใช้อำนาจทางการบริหารที่นายจ้างสามารถกระทำได้ แต่ในระหว่างที่โจทก์รออยู่นั้นโจทก์ได้ออกจากโรงงานไปเองโดยยังไม่ได้พบกับ ล. กรณีดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่า ล. ได้บอกเลิกจ้างโจทก์หรือมีการกระทำใดที่จะไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โดยเด็ดขาด จึงไม่ใช่การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 16 วัน เป็นเงิน 2,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ค่าจ้าง 700 บาท ค่าชดเชย 15,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์และในวันเดียวกันจำเลยได้ให้โจทก์เข้าทำงานแล้ว แต่โจทก์ไม่เข้าทำงานเอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,625 บาท ค่าชดเชย 15,750 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,625 บาท ร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 15,750 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าการที่นายลู่สั่งให้นางสายแดนพนักงานรักษาความปลอดภัยเก็บบัตรบันทึกเวลาทำงานของโจทก์ไว้และให้โจทก์รออยู่ที่ป้อมยังไม่ใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงไม่ใช่การเลิกจ้างโจทก์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใดนั้น จะต้องเป็นการไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้โดยเด็ดขาดด้วย ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านทำความสะอาดภายในโรงงานจำเลย ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 นายลู่ กรรมการบริษัทจำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานหลังสิ้นสุดเวลาทำงานตามปกติ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเก็บบัตรบันทึกเวลาทำงานของโจทก์ไว้และสั่งให้บอกโจทก์รออยู่ที่ป้อมบริเวณหน้าโรงงานในวันที่โจทก์มาทำงาน ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์จะเข้าทำงานในช่วงเช้า แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่ให้เข้าโรงงาน แต่ให้รออยู่จนเวลา 8.40 นาฬิกา โจทก์จึงออกจากโรงงานไปปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน แล้วกลับเข้าไปที่โรงงานอีกครั้งในเวลาประมาณ 16 นาฬิกา พบนางสุพรรณี หัวหน้าฝ่ายบุคคล นางสุพรรณีขอให้โจทก์ทำงานต่อไป แต่โจทก์ไม่ตกลง นางสุพรรณีจึงนำใบลาออกมาให้โจทก์แต่โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อในใบลาออกให้นั้น การที่นายลู่ จะแสดงความไม่พอใจต่อโจทก์และมีคำสั่งดังกล่าวซึ่งทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำงานในโรงงานตามปกติได้ ก็เพื่อให้โจทก์รออยู่และได้พบกับนายลู่ก่อน อันเป็นการใช้อำนาจทางบริหารที่นายจ้างสามารถกระทำได้ แต่ในระหว่างที่โจทก์รออยู่นั้นโจทก์ได้ออกจากโรงงานไปเองโดยยังไม่ได้พบกับนายลู่ กรณีดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่านายลู่ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์หรือมีการกระทำใดที่จะไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โดยเด็ดขาด จึงไม่ใช่การเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง และเมื่อจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรวดี โพทะนัน
จำเลย — บริษัทตี้หวา เทคโนโลยี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8588/2551
#498028
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงานฯ และคำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งต้องควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา แต่โจทก์กลับไม่ควบคุมดูแลตรวจหลักฐานตามรายงานซีเอ็มเอฟ 15 จนเป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินไปไม่นำเข้าเป็นรายได้ของจำเลยและปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติตามระเบียบในการขอติดตั้งโทรศัพท์ จนมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย

การลงโทษพนักงานที่กระทำผิดวินิจฉัยไม่ร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงานฯ ข้อ 58 นั้น ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ตามที่พิจารณาเห็นเหมาะสม และเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะนำเหตุลดหย่อนโทษมาประกอบการพิจารณาหรือไม่ก็ได้ แม้จะเคยมีการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยที่คล้ายคลึงกับการกระทำผิดของโจทก์ด้วยการภาคทัณฑ์ ก็มิได้หมายความว่าผู้บังคับบัญชาจะลงโทษสถานอื่นนอกจากภาคทัณฑ์ไม่ได้ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าการลงโทษครั้งก่อนๆ ไม่เหมาะสมก็มีอำนาจกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ การที่ผู้บังคับบัญชาลงโทษโจทก์ด้วยการลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการลงโทษโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งโจทก์ หรือการลงโทษที่ไม่เหมาะสม จึงเป็นการลงโทษที่เหมาะสมชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งโทรศัพท์จังหวัดสมุทรสาคร (นักบริหาร 8) สังกัดโทรศัพท์จังหวัดสมุทรสาคร เขตโทรศัพท์ภาคกลางที่ 2 ฝ่ายโทรศัพท์ภาคกลาง ขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐมระหว่างปี 2539 ถึงปี 2543 โจทก์แบ่งหน้าที่ให้นายศิริชัย นายรุ่งโรจน์ และนางรัชภร (ที่ถูกนายรัชกร) เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานติดตั้ง โอน ย้าย โดยให้นางรัชกรตรวจสอบรายงานค้างชำระค่าโทรศัพท์ทางไกลจากเลขหมายหนึ่งไปยังอีกเลขหมายหนึ่ง (ซีเอ็มเอฟ 15) แล้วรายงานเรื่องผิดปกติให้โจทก์ทราบ แต่นางรัชกรไม่เคยรายงานเรื่องผิดปกติในซีเอ็มเอฟ 15 ให้โจทก์ทราบ โจทก์สุ่มตรวจเลขหมายที่มีการติดตั้งในซีเอ็มเอฟ 15 พบว่ามีการกำหนดเลขหมายซ้ำกับเลขหมายที่ปรากฏในทะเบียนที่มีการติดตั้งไปแล้ว รวมทั้งมีการติดตั้งใช้งานจริงแต่ไม่มีรายการชำระเงินค้าติดตั้งและเงินประกันเข้าระบบ และพบว่านายสุรพันธ์เป็นผู้ติดตั้ง โจทก์จึงให้ดำเนินการปรับปรุงเข้าระบบก่อนที่แผนกพาณิชย์โทรศัพท์จังหวัดนครปฐมตรวจพบการติดตั้งโทรศัพท์ที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากแผนกอุปกรณ์ตอนนอก ซึ่งดำเนินการจัดวัสดุอุปกรณ์ออกทำการติดตั้งให้ลูกค้าผู้เช่ากับแผนกอุปกรณ์ชุมสายที่เปิดเลขหมายให้ลูกค้าผู้เช่าไม่ให้ความร่วมมือ แผนกอุปกรณ์ตอนนอกและแผนกอุปกรณ์ชุมสายขึ้นต่อการบังคับบัญชาของนายชัยยุทธ โทรศัพท์จังหวัดนครปฐม ไม่ได้ขึ้นตรงต่อการบังคับบัญชาของโจทก์ จึงอยู่นอกวิสัยที่โจทก์จะตรวจสอบควบคุมได้ จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแล้ว คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นควรลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ แต่คณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยให้ความเห็นว่ามีรายงานเลขหมายที่มีการติดตั้งโดยไม่ถูกต้องเป็นจำนวนกว่า 100 เลขหมายซึ่งจะต้องมีรายงานซีเอ็มเอฟ 15 ให้สำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐมทราบทุกเดือน หากโจทก์ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก็จะพบการทุจริต โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ทราบว่ามีเลขหมายที่ติดตั้งไม่ถูกต้อง ปล่อยให้มีการกระทำผิดต่อเนื่องเป็นเวลานานจนกระทั่งแผนกพาณิชย์โทรศัพท์จังหวัดนครปฐมผู้ตรวจพบ จึงมีความเห็นลงโทษโจทก์จากโทษภาคทัณฑ์เป็นลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ซึ่งต่อมาจำเลยได้ออกคำสั่งที่ 292/2545 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 (ที่ถูก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2545) ให้ลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น คำสั่งของจำเลยไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและไม่เป็นธรรมเนื่องจากการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นไม่ได้เกิดจากผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์โดยตรง แต่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นภายในโทรศัพท์จังหวัดนครปฐม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงอยู่นอกวิสัยที่โจทก์ตรวจสอบควบคุมได้ โจทก์ไม่ควรรับผิดหรือรับผิดไม่เกินกว่าโทษภาคทัณฑ์ตามที่จำเลยเคยมีคำสั่งลงโทษพนักงานที่มีลักษณะการกระทำเช่นเดียวกับโจทก์ประกอบกับคณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยมิใช่คณะกรรมการสอบสวนหรือคณะกรรมการที่มีอยู่ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย จึงไม่มีอำนาจเสนอความเห็นให้ลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์ไม่ถูกลงโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น โจทก์จะต้องได้รับขึ้นขั้นเงินเดือนปีละ 2 ขั้นหรือขั้นครึ่ง เนื่องจากโจทก์ไม่เคยกระทำผิดวินัย มีผลงานดีมาตลอด โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียงปีละ 1 ขั้น ซึ่งเป็นไปตามการเลื่อนไหลของการทำงานปกติ โดยโจทก์ควรจะได้รับเงินเดือน 58,980 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2545 ถึงเดือนกันยายน 2547 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,669,530 บาท แต่โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยทำให้โจทก์ได้รับเงินเดือนจากเดิมเดือนละ 58,980 บาท เหลือ 49,150 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2545 ถึงเดือนกันยายน 2547 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,573,900 บาท โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 125,630 บาท และโจทก์ควรจะได้รับเงินต่างตอบแทน (โบนัสและเงินเพิ่มพิเศษ) ตามการเลื่อนไหลของขั้นเงินเดือนจำนวน 366,786.73 บาท แต่โจทก์ได้รับ จำนวน 299,156.49 บาท โจทก์จึงได้รับความเสียหายเป็นเงิน 67,630.24 บาท รวมความเสียหายทั้งสิ้น 193,260.24 บาท ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ 292/2545 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 (ที่ถูก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2545) เรื่องลงโทษพนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ ให้จำเลยพิจารณาโทษทางวินัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ว่าไม่เป็นความผิด หรือหากพิจารณาว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่โดยไม่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาให้พิจารณาลงโทษโจทก์ให้ถูกต้องและเป็นธรรมโดยให้เป็นไปตามบรรทัดฐานตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอความเห็นควรให้ลงโทษภาคทัณฑ์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 193,260.24 บาท และให้จำเลยมีคำสั่งปรับขึ้นขั้นเงินเดือนของโจทก์ตามการเลื่อนไหลของเงินเดือนและตามโครงสร้างระบบงานของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ ขณะโจทก์เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงปลายปี 2543 โจทก์มีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างเคร่งครัด ซึ่งต้องทำการตรวจสอบเอกสารซีเอ็มเอฟ 15 ที่เป็นรายงานค้างชำระค่าโทรศัพท์ทางไกลแต่โจทก์กลับไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยปล่อยให้นายศิริชัยเจ้าหน้าที่รับเรื่องและประมาณการติดตั้งโทรศัพท์และจ่ายงานการติดตั้งโทรศัพท์ปลอมเอกสารใบประมาณการติดตั้งโทรศัพท์ ใบสั่งบริการโดยใช้ใบเสร็จรับเงินอื่นมาปิดงาน ปล่อยให้นายรุ่งโรจน์รับฝากเงินค่าติดตั้งและค่าประกันโทรศัพท์จากลูกค้าผู้เช่าแล้วนำเงินส่งเข้าเป็นรายได้ของจำเลยล่าช้า และปล่อยให้นางรัชกรซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลใบสั่งบริการไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ปล่อยให้แฟ้มประวัติเลขหมายลูกค้าผู้เช่าสูญหายซึ่งเกิดขึ้นนานหลายเดือนแล้ว แต่โจทก์กลับไม่ตรวจสอบหาข้อบกพร่องและหาทางแก้ไขจนกระทั่งแผนกพาณิชย์โทรศัพท์จังหวัดนครปฐมตรวจพบว่ามีรายการใช้โทรศัพท์ทางไกลผิดปกติจำนวนมากปรากฏในซีเอ็มเอฟ 15 จึงแจ้งให้สำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐมนำเอกสารต่าง ๆ มาตรวจสอบพบว่ามีเลขหมายโทรศัพท์จำนวนมากที่ไม่มีการชำระเงินค่าติดตั้งและมีค่าใช้บริการโทรศัพท์โดยไม่มีใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าผู้เช่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเลขหมายที่ติดตั้งตามโครงการขยายโทรศัพท์ 800,000 เลขหมาย และมีเลขหมายโทรศัพท์ที่ยังไม่มีการชำระเงินค่าติดตั้งและค่าประกันอีก 30 รายการ เป็นเงิน 238,600.22 บาท กับเลขหมายที่มีการชำระเงินค่าติดตั้งและค่าประกันแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระค่าทางสายเกิน 5 รายการเป็นเงิน 28,462 บาท และแฟ้มของผู้เช่าหลายเลขหมายสูญหายไป จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงซึ่งได้สอบสวนแล้วได้ความตามข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อมาจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ซึ่งสอบสวนนายรุ่งโรจน์ นายสุรพันธ์ นางรัชกร นายศิริชัย นายยนต์และโจทก์โดยเสนอให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์เนื่องจากความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำโดยพลการของผู้ใต้บังคับบัญชา โจทก์และความสมยอมของผู้เช่าที่ฝากเงินมาชำระแทน โจทก์จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นเพิ่มเติมว่าโจทก์บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการกระทำผิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 ข้อ 30 จนกระทั่งแผนกพาณิชย์โทรศัพท์จังหวัดนครปฐมเป็นผู้ตรวจพบจึงเห็นควรลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น มีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเห็นว่าโทษที่โจทก์ได้รับเหมาะสมแล้วเนื่องจากเมื่อเกิดการทุจริตขึ้นในฐานะผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดชอบด้วยฐานบกพร่องต่อหน้าที่ประกอบกับจำเลยมีนโยบายลงโทษผู้บังคับบัญชาให้ได้รับโทษมากขึ้นในกรณีปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นด้วย สมควรยกอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งของจำเลยถูกต้องและเป็นธรรมโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดค่าเสียหายในส่วนที่เป็นเงินเดือนและเงินต่างตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ 292/2545 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2545 (ที่ถูก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2545) เรื่องลงโทษพนักงานในส่วนที่ให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 1 ขั้น โดยให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์แทน กับให้จำเลยชดใช้เงินเดือนที่โจทก์ควรได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 จำนวน 125,630 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2548 จำนวน 54,900 บาท และให้จำเลยชดใช้เงินโบนัสที่โจทก์ควรได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 (ที่ถูก วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546) จำนวน 67,630.24 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐม ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 และคำสั่งของจำเลยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาตามใบสมัคร ข้อบังคับและคำสั่ง ปรากฏว่ามีการใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลสูงผิดปกติ มีเลขหมายที่ทำการติดตั้งใหม่ไม่ชำระค่าติดตั้งจำนวน 30 รายการ เป็นเงิน 238,600.22 บาท เลขหมายที่มีการชำระค่าติดตั้งและค่าประกันแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระค่าทางสายเกิน 5 รายการ เป็นเงิน 28,462 บาท และแฟ้มเอกสารของผู้เช่าหลายเลขหมายสูญหายไป จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยโจทก์ นายศิริชัย นางรัชกร นายรุ่งโรจน์ นายยนต์ นายสุรพันธ์ ตามรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่เสนอความเห็นลงโทษโจทก์โดยภาคทัณฑ์ คณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยเห็นควรลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ต่อมาจำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยกอุทธรณ์ซึ่งโจทก์ทราบคำสั่งแล้ว ปัญหาว่า โจทก์บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่รับผิดชอบ ควบคุม ดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่จำเลยนำสืบว่าขณะโจทก์เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐมมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย แต่โจทก์กลับไม่ตรวจสอบรายงานซีเอ็มเอฟ 15 ปล่อยให้มีการติดตั้งเลขหมายโทรศัพท์ที่ยังไม่ชำระเงินค่าติดตั้งและค่าประกัน 30 รายการ เป็นเงิน 238,600.22 บาท และเลขหมายที่มีการชำระเงินค่าติดตั้งและค่าประกันแล้วแต่ยังไม่ชำระค่าทางสายเกิน 5 รายการ เป็นเงิน 28,462 บาท ซึ่งแผนกพาณิชย์โทรศัพท์จังหวัดนครปฐมตรวจพบและขอให้จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงซึ่งผลการสอบสวนพบว่านายศิริชัย นายรุ่งโรจน์ ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บริการติดตั้งโอนย้ายโทรศัพท์ รับเงินค่าติดตั้งและเงินค่าบริการจากผู้เช่าแล้วไม่นำส่งเข้าเป็นรายได้ของจำเลย นางรัชกร ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดทำรายการบริการและดูแลแฟ้มเลขหมาย ละเลยให้มีการทำใบสั่งบริการในนามของตนเองโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ควบคุมดูแลแฟ้มเลขหมายเป็นเหตุให้แฟ้มเลขหมายสูญหายจำนวนหลายเลขหมาย นายสุรพันธ์ นายช่างแผนกอุปกรณ์ตอนนอกมีส่วนร่วมกับนายศิริชัยและนายรุ่งโรจน์รับชำระค่าติดตั้งและเงินประกันจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งเข้าเป็นรายได้ของจำเลย ตามรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริง ต่อมาจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอความเห็นให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ คณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยเห็นควรให้ลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ซึ่งจำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้แบ่งงานในหน้าที่ให้นายศิริชัย นายรุ่งโรจน์ กับนางรัชกรและพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบตามรายงานการประชุม นายศิริชัยกับนายอนวัชเป็นเจ้าหน้าที่รับใบสั่งบริการคำร้องขอติดตั้งโทรศัพท์ โดยนายศิริชัยเป็นผู้รับผิดชอบรับคำร้องขอติดตั้งและทำใบประมาณการค่าใช้จ่ายแล้วส่งเรื่องให้โจทก์อนุมัติ เมื่อโจทก์อนุมัติแล้วนายศิริชัยจะเรียกให้ลูกค้าไปชำระเงินที่ห้องการเงินและนายศิริชัยจะส่งเรื่องให้นายรุ่งโรจน์ออกใบงานจำนวน 3 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งให้แผนกอุปกรณ์ตอนในหรือแผนกอุปกรณ์ชุมสายเป็นผู้เปิดเลขหมายให้ลูกค้า แผนกอุปกรณ์ตอนนอกเบิกอุปกรณ์แล้วไปติดตั้งโทรศัพท์ให้ลูกค้าซึ่งทั้งสองหน่วยงานนี้ขึ้นตรงต่อโทรศัพท์จังหวัดนครปฐม เมื่อติดตั้งโทรศัพท์ให้ลูกค้าก็ต้องให้ลูกค้าลงนามในใบงานแล้วแผนกอุปกรณ์ตอนนอกและแผนกอุปกรณ์ตอนในต้องตรวจสอบว่าการติดตั้งโทรศัพท์ใช้งานได้เรียบร้อยแล้วรวบรวมใบงานใส่แฟ้มส่งมอบให้นางรัชกรถ่ายข้อมูลในแฟ้มแล้วส่งเรื่องให้สำนักงานใหญ่ โดยนางรัชกรเก็บข้อมูลในแฟ้มไว้ที่หน่ายงาน นายศิริชัยกับนางรัชกรเป็นผู้รับรายงานซีเอ็มเอฟ 15 ซึ่งมีอยู่ที่สำนักงานใหญ่จากแผนกพาณิชย์โทรศัพท์จังหวัดนครปฐม หากมีข้อผิดพลาดต้องแก้ไขแล้วเสนอโจทก์ลงนามอนุมัติส่งไปสำนักงานใหญ่ แต่นายศิริชัยกับนางรัชกรไม่เคยมีรายงานการแก้ไขซีเอ็มเอฟ 15 ให้โจทก์ลงนามเลย เหตุเกิดเนื่องจากแผนกอุปกรณ์ตอนนอกกับแผนกอุปกรณ์ตอนในติดตั้งโทรศัพท์กันเองโดยไม่ผ่านสำนักงานที่โจทก์รับผิดชอบทั้งลำพังพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ทุจริตก็ไม่สามารถทำได้ หากไม่มีแผนกอุปกรณ์ตอนนอกและแผนกอุปกรณ์ตอนในร่วมมือซีเอ็มเอฟ 15 เป็นเอกสารข้อมูลการใช้โทรศัพท์ทางไกลจากเลขหมายหนึ่งไปยังอีกเลขหมายหนึ่ง เห็นว่า จำเลยมีระเบียบข้อบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติ ตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 และคำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ที่โจทก์นำสืบอ้างว่านางรัชกรกับนายศิริชัยไม่เคยเสนอรายงานซีเอ็มเอฟ 15 ให้โจทก์ตรวจสอบโดยโจทก์ได้แบ่งหน้าที่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ว่ามีหน้าที่อย่างไรชัดเจนนั้น แม้โจทก์จะได้แบ่งงานในหน้าที่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องควบคุมดูแล ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งข้อนี้โจทก์ยอมรับต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยว่าค่าใช้จ่ายบริการโทรศัพท์ทางไกลปรากฏในซีเอ็มเอฟ 15 ซึ่งเลขหมายโทรศัพท์ที่มีการทุจริตจะปรากฏค่าใช้บริการท้องถิ่นและค่าทางไกลในซีเอ็มเอฟ 15 โดยโจทก์มอบหมายให้นางรัชกรตรวจสอบรายงานซีเอ็มเอฟ 15 ถึงความผิดปกติและรายงานให้โจทก์ทราบเพื่อจะได้ทำการแก้ไข แต่โจทก์ไม่ได้รับรายงานจากนางรัชกรเรื่องดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบซีเอ็มเอฟ 15 แต่โจทก์กลับอ้างว่าโจทก์ไม่เคยได้รับรายงานซีเอ็มเอฟ 15 จากนางรัชกรกับนายศิริชัย หากโจทก์เคร่งครัดในการปฏิบัติหน้าที่โดยดำเนินการตรวจสอบซีเอ็มเอฟ 15 สม่ำเสมอก็ต้องพบความผิดปกติในซีเอ็มเอฟ 15 เพื่อที่จำเลยตรวจหาการทุจริตได้โดยเร็ว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน และที่โจทก์นำสืบอ้างว่าความเสียหายของจำเลยเกิดจากการกระทำโดยพลการของผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์กับพนักงานแผนกอุปกรณ์ตอนนอกและแผนกอุปกรณ์ตอนในที่ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของโจทก์และเป็นความสมยอมของผู้เช่าใช้บริการโทรศัพท์นอกเหนือจากการควบคุมของโจทก์ซึ่งข้อนี้โจทก์มีหลักฐานที่แสดงว่าแผนกอุปกรณ์ตอนนอกกับแผนกอุปกรณ์ตอนในไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของโจทก์และหากพิจารณาตามคำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก็ระบุว่านายสุรพันธ์ ตำแหน่งนายช่าง 4 สังกัดแผนกอุปกรณ์ตอนนอก โทรศัพท์จังหวัดนครปฐม จึงเชื่อในทางที่โจทก์นำสืบว่าแผนกอุปกรณ์ตอนนอกไม่อยู่ในบังคับบัญชาของโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างว่าไม่ต้องรับผิดชอบด้วยเหตุผลดังกล่าว แต่ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดนครปฐมที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 และคำสั่งขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา โจทก์ละเลยไม่ตรวจสอบซีเอ็มเอฟ 15 เพื่อที่จะได้พบการทุจริตการติดตั้งเลขหมายโทรศัพท์ที่ยังไม่มีการชำระเงินค่าติดตั้งและค่าประกันกับเลขหมายที่มีการชำระเงินค่าติดตั้งและค่าประกันแล้วแต่ยังไม่ชำระค่าทางสายเกิน นอกจากนี้จำเลยนำสืบว่านางรัชกรเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดทำใบสั่งบริการและดูแลแฟ้มเลขหมาย ละเลยให้มีการทำใบสั่งบริการในนามของตนเองไม่ถูกต้องหรือไม่ควบคุมแฟ้มเลขหมายจนเป็นเหตุให้แฟ้มเลขหมายหลายเลขสูญหายตามรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานการสอบสวนทางวินัย โดยข้อนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นพยานหลักฐานของจำเลยดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 และคำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา แต่กลับไม่ควบคุมดูแลตรวจหลักฐานรายงานซีเอ็มเอฟ 15 จนเป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินไปไม่นำส่งเข้าเป็นรายได้ของจำเลยกับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติตามระเบียบในการขอติดตั้งโทรศัพท์จนเกิดมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและมิได้ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย ส่วนปัญหาว่า คำสั่งของจำเลยที่ลงโทษโจทก์เป็นธรรมหรือไม่ ข้อนี้โจทก์นำสืบว่าจำเลยเลือกปฏิบัติในการลงโทษทั้งที่เคยมีพนักงานระดับผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาจำเลยลงโทษภาคทัณฑ์ตามคำสั่งแนบท้าย การลงโทษพนักงานตามเอกสารหมาย ล.23 ถึง ล.26 เป็นพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ไม่มีระเบียบให้มีการตั้งคณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยการตั้งคณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยจึงไม่ชอบ จำเลยนำสืบว่าจำเลยลงโทษถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับ ทั้งจำเลยมีประกาศเรื่องมาตรการลงโทษทางวินัยกรณีผู้บังคับบัญชาละเว้นการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบให้ลงโทษสถานหนัก การที่มีคณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยก็ชอบด้วยกฎหมายซึ่งคณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยก็เคยเสนอความเห็นลงโทษพนักงานที่กระทำผิดเอกสารหมาย ล.23 ถึง ล.26 เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชาบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจนมีผู้ทุจริตติดตั้งเลขหมายโทรศัพท์ที่ยังไม่มีการชำระค่าติดตั้งและเงินประกันและมีเลขหมายที่มีการชำระค่าติดตั้งและค่าประกันแล้วแต่ไม่ชำระค่าทางสายเกินเพื่อนำเข้าเป็นรายได้ของจำเลย แต่ความเสียหายก็เกิดจากการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์โดยพลการกับพนักงานแผนกอุปกรณ์ตอนนอกและเกิดจากความสมยอมของผู้เช่าใช้บริการโทรศัพท์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถตรวจสอบได้ แสดงว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยมีบุคคลอื่นร่วมก่อและถือได้ว่าเกิดจากความบกพร่องของระบบการดำเนินงานของโจทก์ด้วย แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับที่โจทก์นำสืบว่าเคยมีพนักงานตำแหน่งระดับเดียวกับโจทก์เคยทำผิดคล้ายคลึงกับโจทก์ จำเลยลงโทษภาคภัณฑ์ ทั้งโจทก์เคยทำคุณความดีหาที่ดินตั้งสถานที่ทำการของจำเลยให้จำเลยให้จำเลยตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินแนบท้าย เมื่อพิจารณาคำสั่งลงโทษที่โจทก์อ้างตามคำสั่งแนบท้าย พนักงานหลายคนเป็นพนักงานระดับเดียวกันกับโจทก์และทำผิดลักษณะคล้ายคลึงกับโจทก์ ไม่ควบคุมดูแลการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา จำเลยล้วนแต่มีคำสั่งลงโทษเพียงภาคทัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เคยทำคุณความดีให้จำเลยโดยหาที่ดินตั้งสถานที่ทำการของจำเลยได้หลายแปลง ทั้งระเบียบข้อบังคับของจำเลย ข้อ 58 ระบุว่าพนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนตามควรแต่กรณีให้เหมาะกับความผิดถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อย หรือมีเหตุอันควรลดหย่อนซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือน การที่จำเลยลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 1 ขั้น โดยไม่นำเหตุที่โจทก์เคยทำคุณความดีให้จำเลยมาพิจารณาทั้งจำเลยเคยลงโทษพนักงานระดับเดียวกันกับโจทก์และกระทำผิดคล้ายคลึงกับโจทก์เพียงภาคทัณฑ์ แต่กลับมีคำสั่งลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน เห็นได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน คำสั่งลงโทษโจทก์จึงไม่เป็นธรรม กรณีมีเหตุสมควรลดหย่อนโทษให้โจทก์ ที่จำเลยลงโทษโจทก์ถึงขั้นลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น เป็นการลงโทษที่หนักเกินไป ไม่เหมาะสมตามความร้ายแรงแห่งกรณีกระทำความผิด เห็นควรให้ลดหย่อนโทษแก่โจทก์จากลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้นเป็นภาคทัณฑ์ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 292/2545 เรื่องลงโทษพนักงานในส่วนที่ลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 1 ขั้น โดยให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์แทน ส่วนปัญหาว่าสมควรที่โจทก์ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน เงินโบนัส และเงินเพิ่มพิเศษหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบประกอบพยานเอกสารว่าหากจำเลยลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ โจทก์ต้องได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 ทำให้โจทก์ขาดเงินเดือนที่ควรได้จำนวน 125,630 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2548 ทำให้โจทก์ขาดเงินเดือนที่ควรได้จำนวน 54,900 บาท กับโจทก์ได้รับเงินโบนัสนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 (ที่ถูกวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546) ซึ่งโจทก์ขาดเงินโบนัสที่ควรได้จำนวน 67,630.24 บาท กับขาดเงินโบนัสประจำปี 2547 ที่ควรได้จำนวน 19,353.60 บาท และโจทก์ขอเกษียณก่อนกำหนดโดยจำเลยอนุมัติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 ซึ่งโจทก์ได้รับเงินเกษียณอายุก่อนกำหนด 36 เดือนของเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 82,350 บาท รวมเป็นเงิน 2,964,600 บาท หากโจทก์ไม่ถูกลงโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น โจทก์จะได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 91,760 บาท คูณ 36 เดือน เป็นเงินจำนวน 3,303,360 บาท ทำให้โจทก์ขาดเงินที่ควรได้จำนวน 338,760 บาท ส่วนจำเลยนำสืบว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินเดือนหรือเงินโบนัสเนื่องจากจำเลยลงโทษโจทก์โดยเป็นธรรม เมื่อคำสั่งลงโทษโจทก์ของจำเลยไม่เป็นธรรมซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้จำเลยลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ด้วยเหตุผลข้างต้น และจำเลยรับข้อเท็จจริงว่าในกรณีที่จำเลยลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ โจทก์จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน เงินโบนัส และเงินเพิ่มพิเศษ โดยโจทก์นำสืบรายละเอียดการได้ปรับอัตราเงินเดือน การได้รับเงินโบนัสโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อในทางที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ขาดเงินเดือนที่ควรได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 จำนวน 125,630 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2548 จำนวน 54,900 บาท กับขาดเงินโบนัสที่ควรได้นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 (ที่ถูกวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546) จำนวน 67,630.24 บาท แต่สำหรับเงินโบนัสประจำปี 2547 ที่โจทก์นำสืบนั้น เห็นว่า เงินโบนัสมีลักษณะเป็นการจ่ายเงินรางวัลประจำปีโดยมีความมุ่งหมายเป็นรางวัลความดีความชอบให้พนักงานทำงานมาด้วยดีเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้พนักงานร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ในคำขอท้ายฟ้อง จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสนั้นให้แก่โจทก์ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ส่วนที่โจทก์ขอเงินที่ขาดในการเกษียณก่อนกำหนดเป็นเรื่องค่าเสียหายในอนาคตซึ่งยังไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิโจทก์ จึงไม่อาจให้ตามที่โจทก์ขอ

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การที่ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งลงโทษโจทก์ในส่วนที่ให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น โดยให้ลงโทษภาคทัณฑ์แทนชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ขณะทำหน้าที่ผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายซึ่งเป็นความผิดทางวินัย ก่อนลงโทษโจทก์ คณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่อย่างมาก ปล่อยให้มีการกระทำความผิดต่อเนื่องเป็นเวลานานมีมติให้ลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น เป็นการให้ความเห็นต่อผู้มีอำนาจลงนาม และเป็นโทษที่ไม่ร้ายแรงอยู่ในกลุ่มเดียวกับโทษภาคทัณฑ์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็พิจารณาเห็นว่าโทษทางวินัยนั้นเหมาะสมแล้วจึงเห็นควรยกอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 ข้อ 72 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบและมีผลผูกพันไปถึงโจทก์ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารของจำเลยที่จะกำหนดโทษ ลงโทษ หรือเพิ่มโทษพนักงานผู้ใต้สังกัดตามความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของแต่ละเรื่องซึ่งเป็นเรื่องการจัดการของฝ่ายบริหารที่จะกำหนดโทษดังกล่าวตามระเบียบและกรอบของกฎหมายที่วางไว้ ศาลจึงไม่มีอำนาจให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 292/2545 กับให้จำเลยชดใช้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นและเงินโบนัสแก่โจทก์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย เมื่อโจทก์กระทำผิดวินัย อำนาจในการพิจารณาโทษทางวินัยย่อมเป็นของจำเลย ศาลแรงงานจะเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจในการลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นต้นว่าขัดต่อระเบียบข้อบังคับอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ไม่สุจริต กลั่นแกล้งหรือไม่สมเหตุสมผลอย่างชัดแจ้ง สำหรับกรณีของโจทก์ก็ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 กับต้องปฏิบัติตามคำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา แต่กลับไม่ควบคุมดูแลตรวจหลักฐานรายงานซีเอ็มเอฟ 15 จนเป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินไปไม่นำส่งเข้าเป็นรายได้ของจำเลย กับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติเป็นตามระเบียบในการขอติดตั้งโทรศัพท์จนเกิดมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและมิได้ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายซึ่งเป็นความผิดวินัยดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา ส่วนโทษสำหรับผู้กระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น ข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536 ข้อ 58 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "พนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือน" ซึ่งแสดงว่าโทษผู้กระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้นผู้บังคับบัญชาย่อมมีอำนาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือนสถานใดสถานหนึ่งก็ได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม และแม้จะมีเหตุอันควรลดหย่อนผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษจะนำมาประกอบพิจารณาลงโทษด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมอีกเช่นกัน ข้อบังคับดังกล่าวมิได้ระบุว่าเหตุอย่างไรเป็นเหตุอันควรลดหย่อนและมิได้บังคับให้ผู้บังคับบัญชาจะต้องนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษเสมอไป การที่จำเลยโดยผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น โดยมิได้ระบุถึงมีเหตุอันควรลดหย่อนหรือไม่ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับดังกล่าว และแม้ว่าก่อนจะมีการสั่งลงโทษโจทก์ จำเลยจะได้แต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองการลงโทษทางวินัยเพื่อกลั่นกรองว่าโทษที่คณะกรรมการสอบสอบสวนทางวินัยเสนอมาเหมาะสมหรือไม่ คณะทำงานดังกล่าวก็มีอำนาจพิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นเกี่ยวกับโทษทางวินัยที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอมาดังที่ปรากฏในคำสั่งของจำเลย เท่านั้น ผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษไม่จำต้องถือตาม การที่คณะทำงานดังกล่าวช่วยเสนอความเห็นเพื่อกลั่นกรองโทษที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอมาอีกชั้นหนึ่งจึงเป็นการเพิ่มความรอบคอบในการปฏิบัติงานของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งลงโทษและมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของจำเลยแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าวได้ด้วยแม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษโจทก์จะยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ก็เห็นได้ว่าในการพิจารณาลงโทษทางวินัยโจทก์ได้มีการปฏิบัติตามข้อบังคับของจำเลยโดยถูกต้อง แม้จะปรากฏว่าการกระทำผิดคล้ายคลึงกับโจทก์เท่าที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำความผิดจะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์ แต่ก็มิได้หมายความว่าหากมีการกระทำความผิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกจะลงโทษสถานอื่นนอกจากโทษภาคทัณฑ์ไม่ได้แล้ว เพราะหากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าการลงโทษครั้งก่อน ๆ ยังไม่เหมาะสมและเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมก็ย่อมมีอำนาจที่จะกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ในการกลั่นแกล้งโจทก์จึงยังถือไม่ได้ว่าการลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น เป็นการเลือกปฏิบัติ เมื่อการลงโทษโจทก์มิได้ขัดต่อข้อบังคับของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีการลงโทษโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งโจทก์หรือการลงโทษไม่เหมาะสมที่เห็นได้ชัดแจ้งเช่นนี้จึงไม่มีเหตุที่ศาลแรงงานจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษของจำเลย และเมื่อวินิจฉัยดังนี้จึงไม่มีเหตุให้จำเลยชดใช้ส่วนต่างของเงินเดือนและเงินโบนัสให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2536
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายการุณ นิยมทรัพย์
จำเลย — บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8584/2551
#412401
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยต้องเข้าปฏิบัติงานภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 แต่จำเลยไม่เข้าปฏิบัติงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยให้การต่อสู้ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้จำเลยเข้าปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงมีเพียงว่าข้อตกลงที่มีต่อกันกำหนดให้จำเลยต้องเริ่มปฏิบัติงานภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 หรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ดำเนินการเกี่ยวกับงานฐานรากให้แล้วเสร็จเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้าปฏิบัติงานภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 ได้ จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การของจำเลยและมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 138,324 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 135,321.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 104,976.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระแก่จำเลยครบถ้วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 138,324 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 135,321.60 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้โจทก์ชำระเงิน 104,976.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 11 ตุลาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ได้รับงานติดตั้งสถานีฐานขยายสัญญาณโครงการดีแทคจากบริษัทโทเทิล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์จึงว่าจ้างจำเลยให้ดำเนินการติดตั้งเสาอากาศหรือทาวเวอร์สถานีฐานขยายสัญญาณโครงการดีแทค 750 ที่สถานีท่าชนะ 2 อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในราคา 244,000 บาท และงานติดตั้งระบบในตู้คอนเทนเนอร์ในราคา 90,800 บาท โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 จำเลยรับเงินบางส่วนสำหรับงานติดตั้งเสาอากาศหรือทาวเวอร์จำนวน 76,128 บาท และสำหรับงานติดตั้งระบบในตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 28,329.60 บาท กับรับเงินค่าดำเนินการขอใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าภูมิภาคสำหรับสถานีฐานขยายสัญญาณท่าชนะ 2 ท่าล้อนและสะพัง อำเภอและจังหวัดเดียวกันแห่งละ 12,000 บาท รวม 3 แห่ง จำนวนเงิน 36,000 บาท ครั้นวันที่ 24 เดือนเดียวกัน โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการดำเนินงานสำหรับสถานีฐานขยายสัญญาณท่าชนะ 2 ไปยังจำเลย โดยระบุให้จำเลยนำเงินที่ได้รับไปจากโจทก์ไปแล้วนั้นไว้เพื่อใช้ในงานสำหรับสถานีต่อไปและวันที่ 7 มิถุนายน 2544 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยเข้าดำเนินการที่สถานีบ้านทำเนียบภายในวันที่ 14 มิถุนายน 2544 แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการจ้างและให้คืนเงินที่ได้รับไปฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2544 กับหนังสือแจ้งให้คืนเงินค่าดำเนินการขอใช้ไฟฟ้าฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2544 แต่จำเลยไม่คืนเงินจำนวนทั้งหมดให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ดำเนินการเกี่ยวกับงานฐานราก ฐานเสา และฐานที่ตั้งตู้คอนเทนเนอร์ให้แล้วเสร็จ เป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้าปฏิบัติงานภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 ได้ จำเลยจึงมิใช่เป็นฝ่ายที่ผิดสัญญา เป็นข้อเท็จจริงนอกคำให้การของจำเลยซึ่งมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงนอกประเด็นและมิชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยต้องเข้าปฏิบัติงานภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 แต่จำเลยไม่เข้าปฏิบัติงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยให้การต่อสู้ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้จำเลยเข้าปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงมีเพียงว่า ข้อตกลงที่มีต่อกันกำหนดให้จำเลยต้องเริ่มปฏิบัติงานภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 หรือไม่ ฉะนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงานฐานรากดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกมาเป็นเหตุวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การของจำเลยและมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอมเรดเอ็นจิเนียริ่ง
แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคอมมูนิเคชั่น เน็ทเวิร์ค เมนเนจเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายจุมพล รัตธนภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8581/2551
#418377
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์และ ก. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินผืนใหญ่ติดต่อกันซึ่งแบ่งแยกทางทะเบียนออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) 64 ฉบับ ตามฟ้อง การที่โจทก์ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ให้แก่ ก. และ ก. ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดิน จำนวน 7 แปลง ให้แก่โจทก์ โดยที่ดินที่ต่างฝ่ายต่างจดทะเบียนโอนให้ซึ่งกันและกันนั้นเดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แต่ได้เปลี่ยนสภาพการถือกรรมสิทธิ์รวมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายตามส่วนของตน อันเข้าลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินโดยวิธีตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวมตามวิธีแรกของมาตรา 1364 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้เนื้อที่ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนได้รับแตกต่างกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้นจากส่วนที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมากกว่า ก. กรณีมิใช่การโอนที่เป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร แม้การจดทะเบียนโอนดังกล่าวจะจำเป็นต้องทำเป็นสัญญาซื้อขายตามระบบจดทะเบียนก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นการซื้อขาย เพราะตามเจตนาและข้อเท็จจริงไม่ใช่การตกลงซื้อขาย แต่เป็นเพียงการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมเท่านั้น เมื่อการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ของโจทก์ให้แก่ ก. ไม่ถือเป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะกรณีของโจทก์เช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์และจำเลยมีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์โอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเบี้ยปรับที่โจทก์จะต้องเสียสำหรับการประเมินดังกล่าว ปัญหาการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะนี้จึงตกไป ส่วนการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์ร่วมกับ ก. ขายที่ดินให้แก่ ด. นั้น ปรากฏว่า สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 8 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มาพบและส่งเอกสารหลักฐานมาให้ตรวจสอบรวม 4 ครั้ง โดยก่อนออกหนังสือครั้งที่ 4 โจทก์มาพบ แต่ไม่ให้ถ้อยคำ กรณีจึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่เมื่อบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะใช้บังคับก่อนมีการขายที่ดินดังกล่าวไม่ถึง 2 เดือน โจทก์อาจไม่รู้หรือ ไม่เข้าใจระบบการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งในระหว่างนั้นมิได้มีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ สำนักงานที่ดินในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กำหนดให้เสีย ณ ที่ว่าการอำเภอภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จึงไม่อาจถือว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ดังนั้น กรณีมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนการที่ ก. ได้รับการงดเบี้ยปรับ แต่โจทก์ได้รับการลดเบี้ยปรับเท่านั้น จะถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ไม่ได้ เพราะเมื่อ ก. รู้ว่าต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะก็อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะปัญหาเบี้ยปรับเท่านั้น แต่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งปัญหาการเสียภาษีและเบี้ยปรับด้วย ก. จึงควรได้รับความปรานีมากกว่าโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ทั้งของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้งดเบี้ยปรับตามการประเมินดังกล่าวและตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 เสียทั้งสิ้น และขอให้คำนวณภาษีส่วนท้องถิ่นเสียใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 และเลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 โดยให้ลดเบี้ยปรับลง คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ และให้แก้ไขจำนวนภาษีส่วนท้องถิ่นเสียใหม่ให้ถูกต้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 1,500 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์เป็นการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมโดยต่างฝ่ายต่างไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์แต่อย่างใด มิใช่การขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เห็นว่า ตามมาตรา 1364 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้นพึงกระทำโดยการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวม หรือตกลงขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ดังนั้น เจ้าของรวมจึงมีสิทธิที่จะตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธี ดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์และนางกรทิพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินผืนใหญ่ติดต่อกันซึ่งแบ่งแยกทางทะเบียนออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) 64 ฉบับตามฟ้อง การที่โจทก์ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. จำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์ และนางกรทิพย์ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. จำนวน 7 แปลง ให้แก่โจทก์ โดยที่ดินที่ต่างฝ่ายต่างจดทะเบียนโอนให้ซึ่งกันและกันนั้นเดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แต่ได้เปลี่ยนสภาพการถือกรรมสิทธิ์รวมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายตามส่วนของตน อันเข้าลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินโดยวิธีตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวมตามวิธีแรกของมาตรา 1364 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว แม้เนื้อที่ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนได้รับแตกต่างกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้น จากส่วนที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมากกว่านางกรทิพย์ กรณีมิใช่การโอนที่เป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร แม้การจดทะเบียนโอนดังกล่าวจะจำเป็นต้องทำเป็นสัญญาซื้อขายตามระบบจดทะเบียนก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นการซื้อขาย เพราะตามเจตนาและข้อเท็จจริงไม่ใช่การตกลงซื้อขาย แต่เป็นเพียงการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมเท่านั้น เมื่อการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ของโจทก์ให้แก่นางกรทิพย์ไม่ถือเป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะกรณีของโจทก์เช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์และจำเลยมีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ โจทก์ควรได้รับการงดเบี้ยปรับ เพราะโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบตามสมควร ทั้งนางกรทิพย์ก็ได้รับการงดเบี้ยปรับ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและมิได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เห็นว่า เมื่อการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์โอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเบี้ยปรับที่โจทก์จะต้องเสียสำหรับการประเมินดังกล่าว ปัญหาการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวจึงตกไป ส่วนการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์ร่วมกับนางกรทิพย์ขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่งตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 นั้น นางสาวรวิวรรณ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยเบิกความว่า ก่อนตรวจสอบและประเมินภาษีกรณีโจทก์ร่วมกับนางกรทิพย์ขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่งนั้น สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 8 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มาพบและส่งเอกสารหลักฐานมาให้ตรวจสอบรวม 4 ครั้ง ปรากฏว่าก่อนออกหนังสือครั้งที่ 4 โจทก์มาพบ แต่ไม่ให้ถ้อยคำ เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนางสาวรวิวรรณเช่นนี้ กรณีจึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่เมื่อบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะใช้บังคับก่อนมีการขายที่ดินดังกล่าวไม่ถึง 2 เดือน โจทก์อาจไม่รู้หรือไม่เข้าใจระบบการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งในระหว่างนั้นมิได้มีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ สำนักงานที่ดินในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กำหนดให้เสีย ณ ที่ว่าการอำเภอภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จึงไม่อาจถือว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ดังนั้น กรณีมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นจึงเหมาะสมแล้ว ส่วนการที่นางกรทิพย์ได้รับการงดเบี้ยปรับ แต่โจทก์ได้รับการลดเบี้ยปรับเท่านั้น จะถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ไม่ได้ เพราะกรณีนางกรทิพย์นั้น เมื่อนางกรทิพย์รู้ว่าต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะก็อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะปัญหาเบี้ยปรับเท่านั้น แต่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งปัญหาการเสียภาษีและเบี้ยปรับด้วย นางกรทิพย์จึงควรได้รับความปรานีมากกว่าโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ทั้งของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 จำนวนภาษี 602,580 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ. 6/8/5/46 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสารจันทร์ วิภาตพงษ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8581/2551
#499658
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 การแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธ์รวมพึงกระทำโดยการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวม หรือตกลงขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน เจ้าของรวมจึงมีสิทธิที่จะตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธีดังกล่าว เมื่อที่ดินที่โจทก์และ ก. ต่างฝ่ายต่างจดทะเบียนโอนให้ซึ่งกันและกันนั้นเดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แต่ได้เปลี่ยนสภาพการถือกรรมสิทธิ์รวมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายตามส่วนของตน อันเข้าลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 แม้เนื้อที่ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนได้รับแตกต่างกัน แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้น จากส่วนที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมากกว่า ก. กรณีมิใช่การโอนที่เป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แม้การจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวจะจำเป็นต้องทำเป็นสัญญาซื้อขายตามระบบจดทะเบียนก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นการซื้อขาย เพราะตามเจตนาและข้อเท็จจริงไม่ใช่การตกลงซื้อขายโจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้งดเบี้ยปรับตามการประเมินดังกล่าวและตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 เสียทั้งสิ้น และขอให้คำนวณภาษีส่วนท้องถิ่นเสียใหม่

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวม 33 แปลง ซึ่งโจทก์ได้มาเมื่อปี 2533 ให้แก่นางกรทิพย์ นอกจากนี้โจทก์ในฐานะคณะบุคคลโดยร่วมกับนางกรทิพย์ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 22 แปลงให้แก่นางดาวรุ่ง กับยังร่วมกันจดทะเบียนยินยอมให้นางดาวรุ่งเข้าร่วมถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตาม น.ส.3 ก. อีก 1 แปลง โดยมีค่าตอบแทนด้วย ซึ่งการขายที่ดินและยินยอมให้บุคคลอื่นเป็นเจ้าของรวมกันดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากรและตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) จึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบแล้ว การที่โจทก์อ้างว่าต้องทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินและไม่มีเวลาตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ นั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเช่นนั้นได้ เพราะโจทก์ซื้อที่ดินมาในลักษณะเป็นแปลงย่อย ๆ จำนวนมากโดยไม่ปรากฏว่าได้ใช้หรือได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้น และขายไปภายในระยะเวลา 5 ปี โดยขายคราวละจำนวนมากอันเป็นการผิดปกติวิสัยที่บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีอาชีพในทางค้าที่ดินจะพึงกระทำย่อมต้องถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 และเลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 โดยให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ และให้แก้ไขจำนวนภาษีส่วนท้องถิ่นเสียใหม่ให้ถูกต้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 1,500 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 โจทก์และนางกรทิพย์ ร่วมกันซื้อที่ดินจากนายวิชัย จำนวน 64 แปลง ซึ่งมีเนื้อที่ติดต่อเป็นผืนใหญ่ผืนเดียวกัน โดยตามทะเบียนระบุชื่อโจทก์และนางกรทิพย์เป็นเจ้าของรวมกันทุกแปลง ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 มีการทำนิติกรรมเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนของที่ดินทั้ง 64 แปลง ที่มีชื่อโจทก์และนางกรทิพย์ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน โดยโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินส่วนของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1418 ถึง 1445 และเลขที่ 1453 ถึง 1457 จำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์ และนางกรทิพย์ทำนิติกรรมขายที่ดินส่วนของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1119 และเลขที่ 1397 ถึง 1402 จำนวน 7 แปลง ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้โจทก์และนางกรทิพย์ร่วมกันทำนิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1403 ถึง 1417 และเลขที่ 1446 ถึง 1452 จำนวน 22 แปลง ให้แก่นางดาวรุ่ง โดยโจทก์กับนางกรทิพย์ร่วมกันจดทะเบียนยินยอมให้นางดาวรุ่งมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกับโจทก์และนางกรทิพย์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 597 ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่เป็นถนน และโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการทำนิติกรรมดังกล่าวทั้งหมด จำเลยจึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ยอมรับที่จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่โจทก์และนางกรทิพย์ร่วมกันขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่ง แต่โจทก์โต้แย้งเฉพาะเรื่องเบี้ยปรับว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง และขอให้ประเมินภาษีส่วนท้องถิ่นให้แก่โจทก์ใหม่ ส่วนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่อ้างว่าโจทก์ขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้นางกรทิพย์นั้น โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเพราะไม่เป็นการขาย แต่เป็นการแบ่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรวม โจทก์จึงไม่ต้องชำระ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์เป็นการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมโดยต่างฝ่ายต่างไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์แต่อย่างใด มิใช่การขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เห็นว่า ตามมาตรา 1364 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้นพึงกระทำโดยการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวม หรือตกลงขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ดังนั้น เจ้าของรวมจึงมีสิทธิที่จะตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธี ดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์และนางกรทิพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินผืนใหญ่ติดต่อกันซึ่งแบ่งแยกทางทะเบียนออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) 64 ฉบับ การที่โจทก์ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. จำนวน 33 แปลง ให้แก่นางกรทิพย์ และนางกรทิพย์ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. จำนวน 7 แปลง ให้แก่โจทก์ โดยที่ดินที่ต่างฝ่ายต่างจดทะเบียนโอนให้ซึ่งกันและกันนั้นเดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แต่ได้เปลี่ยนสภาพการถือกรรมสิทธิ์รวมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายตามส่วนของตน อันเข้าลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินโดยวิธีตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเองระหว่างเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 แม้เนื้อที่ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนได้รับแตกต่างกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินเพิ่มขึ้น จากส่วนที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมากกว่านางกรทิพย์กรณีมิใช่การโอนที่เป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร แม้การจดทะเบียนโอนดังกล่าวจะจำเป็นต้องทำเป็นสัญญาซื้อขายตามระบบจดทะเบียนก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นการซื้อขาย เพราะตามเจตนาและข้อเท็จจริงไม่ใช่การตกลงซื้อขาย แต่เป็นเพียงการตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมเท่านั้น เมื่อการโอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ของโจทก์ให้แก่นางกรทิพย์ไม่ถือเป็นการขายตามความหมายในมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะกรณีของโจทก์เช่นนี้ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์และจำเลยมีว่า กรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ โจทก์ควรได้รับการงดเบี้ยปรับ เพราะโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบตามสมควร ทั้งนางกรทิพย์ก็ได้รับการงดเบี้ยปรับ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและมิได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เห็นว่า เมื่อการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์โอนที่ดินจำนวน 33 แปลง ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเบี้ยปรับที่โจทก์จะต้องเสียสำหรับการประเมินดังกล่าว ปัญหาการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวจึงตกไป ส่วนการงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโจทก์ร่วมกับนางกรทิพย์ขายที่ดินให้แก่นางดาวรุ่ง ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100283 ลงวันที่ 31 มกราคม 2545 นั้น เห็นว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะใช้บังคับก่อนมีการขายที่ดินดังกล่าวไม่ถึง 2 เดือน โจทก์อาจไม่รู้หรือไม่เข้าใจระบบการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งในระหว่างนั้นมิได้มีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ สำนักงานที่ดินในขณะจะทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กำหนดให้เสีย ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป จึงไม่อาจถือว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ดังนั้น กรณีมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นจึงเหมาะสมแล้ว ส่วนการที่นางกรทิพย์ได้รับการงดเบี้ยปรับแต่โจทก์ได้รับการลดเบี้ยปรับเท่านั้น จะถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ไม่ได้ เพราะกรณีนางกรทิพย์นั้น เมื่อนางกรทิพย์รู้ว่าต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะก็อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะปัญหาเบี้ยปรับเท่านั้น แต่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งปัญหาการเสียภาษีและเบี้ยปรับด้วย นางกรทิพย์จึงควรได้รับความปรานีมากกว่าโจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ทั้งของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 02008390/6/100276 ลงวันที่ 9 มกราคม 2545 จำนวนภาษี 602,580 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 2/อธ. 6/8/5/46 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทร์ วิภาตพงษ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8577/2551
#499847
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของโจทก์ร่วม ระบุว่า โจทก์ร่วมได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท โจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายในคดีนี้จึงไม่ติดใจเอาความใดๆ กับจำเลยอีก และประสงค์จะขอถอนคำร้องทุกข์หรือขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลย และท้ายคำร้องดังกล่าวจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่อด้วย พอแปลความได้ว่าโจทก์ร่วมมีความประสงค์จะขอถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือหากศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ ก็ขอให้ศาลลงโทษจำเลยในสถานเบาเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 อันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องถือว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งได้ แต่เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งได้เช่นกัน เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำแถลงว่ายังไม่ได้รับชดใช้เงินอีก 15,000 บาท ก็เป็นการขัดแย้งกับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จึงไม่อาจทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ที่มีผลแล้วสิ้นผลไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายโสภณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมส่งศาลฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อตามคำร้องของโจทก์ร่วมระบุว่า โจทก์ร่วมได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท โจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายในคดีนี้จึงไม่ติดใจเอาความใดๆ กับจำเลยอีก และประสงค์จะขอถอนคำร้องทุกข์หรือขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลย และท้ายคำร้องดังกล่าวจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่อด้วย พอแปลความได้ว่าโจทก์ร่วมมีความประสงค์จะขอถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือหากศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ก็ขอให้ศาลลงโทษจำเลยในสถานเบาเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 อันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องถือว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัวเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งได้แต่เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งได้เช่นกัน เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โดยไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นอันสิ้นผลไปในตัวแม้ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำแถลงว่ายังไม่ได้รับชดใช้เงินอีก 15,000 บาท ก็เป็นการขัดแย้งกับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ อีกทั้งตามคำแถลงของโจทก์ร่วมระบุเพียงว่า แถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น คำแถลงของโจทก์ร่วมจึงไม่อาจทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ที่มีผลแล้ว สิ้นผลไปได้"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นายโสภณ อุ่ยวัฒนพงศ์
จำเลย — นางสุธิสาหรือสุธิดาหรือนุช ไชยสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8575/2551
#497878
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ประกอบอาชีพรับจ้างขนส่งสินค้า ได้รับมอบสินค้าจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮ. เพื่อนำไปส่งให้แก่ร้าน ห. ลูกค้า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. จึงเป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮ. และได้ความจาก ม. พนักงานของห้างหุ้นส่วน ฮ. พยานโจทก์ว่า ร้าน ห. ได้สั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ และเมื่อลูกค้าได้รับสินค้าแล้วจึงจะชำระเงิน แสดงว่าการส่งมอบสินค้าดังกล่าวจะเป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ยังไม่แน่นอน เพราะต้องให้ลูกค้าตรวจสอบก่อน หากใช่ตามที่ต้องการตกลงซื้อขายกันแล้วจึงจะชำระเงิน เมื่อสินค้าดังกล่าวยังไม่มีการชำระราคา และยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่ร้าน ห. กรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวจึงยังเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮ. การที่มีผู้โทรศัพท์มาหลอกลวง ส. ซึ่งเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และมารับสินค้าไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮ. ซึ่งเป็นตัวการและเป็นเจ้าของสินค้าย่อมได้รับความเสียหาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮ. จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่ผู้หลอกลวงในความผิดฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 12383/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 12383/2545 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ยก เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังมิได้พิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนางกัญญาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2545 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์นำสินค้าคือกล้องถ่ายรูป 10 กล้อง กล่องใส่สไลด์ 100 กล่อง และเมาส์สไลด์ 4,000 อัน รวมราคา 12,000 บาท บรรจุใส่กล่อง 2 กล่อง และว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดประจวบทองชัยขนส่ง ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวไปยังร้านหัวหิน โฟโต้เอ็กซ์เพรส ตั้งอยู่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นลูกค้าผู้สั่งซื้อ โดยนางสุนีย์พนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดประจวบทองชัยขนส่งเป็นผู้รับไว้ กล่องสินค้าดังกล่าวจ่าหน้าถึงผู้รับว่า ส่งหัวหินโฟโต้ จากอนุชิต เหตุที่ใช้ชื่ออนุชิตเป็นผู้ส่งเพราะหากใช้ชื่อของห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์สินค้ามักหายบ่อย ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ของวันนั้นนางสุนีย์ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งว่า บริษัทผู้ส่งมอบสินค้าในชื่ออนุชิตจ่าหน้าส่งของผิดที่ เนื่องจากจะส่งไปจังหวัดพิษณุโลก ไม่ใช่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอให้นำของส่งคืนและจะมารับในวันรุ่งขึ้น และในวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยมาติดต่อขอรับสินค้าคืน นางสุนีย์จึงมอบสินค้าทั้งสองกล่องให้ไปโดยจำเลยนำสินค้าบรรทุกรถจักรยานยนต์แล้วขับออกไป ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์ได้รับแจ้งการลูกค้าว่า ยังไม่ได้รับสินค้าจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดประจวบทองชัยขนส่งประกอบอาชีพรับจ้างขนส่งสินค้า ได้รับมอบสินค้าจากห้างหุ้นส่วนฮะเฮงประดับภัณฑ์เพื่อนำไปส่งแก่ร้านหัวหินโฟโต้เอ็กซ์เพรสลูกค้า ห้างหุ้นส่วนจำกัดประจวบทองชัยขนส่งจึงเป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์ และได้ความจากนางสาวมาลีพนักงานของห้างหุ้นส่วนฮะเฮงประดับภัณฑ์ พยานโจทก์ว่าร้านหัวหินโฟโต้เอ็กซ์เพรสได้สั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ และเมื่อลูกค้าได้รับสินค้าแล้วจึงจะชำระเงิน แสดงว่าการส่งมอบสินค้าดังกล่าวจะเป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ยังไม่แน่นอน เพราะต้องให้ลูกค้าตรวจสอบก่อน หากใช่ตามที่ต้องการตกลงซื้อขายกันแล้วจึงจะชำระเงิน เมื่อสินค้าดังกล่าวยังไม่มีการชำระราคา และยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่ร้านหัวหินโฟโต้เอ็กซ์เพรส กรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวจึงยังเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์ การที่มีผู้โทรศัพท์มาหลอกลวงนางสุนีย์ซึ่งเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดประจวบทองชัยขนส่งและมารับสินค้าไป ห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์ซึ่งเป็นตัวการและเป็นเจ้าของสินค้าย่อมได้รับความเสียหายห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่ผู้หลอกลวงในความผิดฐานฉ้อโกงได้ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานนี้ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดฮะเฮงประดับภัณฑ์ไม่ใช่ผู้เสียหาย และพิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าว"

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมบูรณ์ จารุชัยมนตรี
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำสั่งศาลฎีกาที่ 8572/2551
#412378
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ตามมูลสัญญายังไม่ขาดอายุความ เนื่องจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต้องเริ่มนับตั้งแต่ล่วงพ้นกำหนดทวงถามจึงไม่เกินกำหนด 10 ปี และกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามฟ้องเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 8,774,402.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,711,090.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 4,711,090.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 499,349.01 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 499,349.01 บาท ในต้นเงิน 498,493.30 บาท และในต้นเงิน 414,705.80 บาท นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 498,775.42 บาท นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 498,493.30 บาท นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 474,020.01 บาท นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 414,705.80 บาท และนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2539 ในต้นเงิน 498,493.30 บาท กับต้นเงิน 414,705.80 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2550) คำนวณแล้วต้องไม่เกิน 4,063,312.02 บาท ตามที่ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ตามมูลสัญญายังไม่ขาดอายุความเนื่องจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต้องเริ่มนับตั้งแต่ล่วงพ้นกำหนดทวงถามจึงไม่เกินกำหนด 10 ปี และกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามฟ้องเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความนั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้วและยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ส่วนค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 219
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทเฟิสท์ อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8536/2551
#499797
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยได้ความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2548 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ ย. ผู้เสียหาย และลักสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำธนาคาร ก. ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังได้เพียงว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกาก็ตามแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีจึงฟังได้เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2548 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวยุพา ผู้เสียหายและลักสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประชาอุทิศ ราฎร์บูรณะ ชื่อบัญชีนางสาวยุพา เลขที่บัญชี 235 - 2 - 07XXXX ราคา 20 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน นางสาวอุมาวรรณ พนักงานของธนาคารดังกล่าวเห็นจำเลยนำสมุดคู่ฝากของผู้เสียหายที่คนร้ายลักไปใช้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งในการขอเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย 18,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2548 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ทั้งนี้ จำเลยเป็นคนร้ายลักสมุดคู่ฝากของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้น ตามวันเวลาที่เกิดเหตุลักทรัพย์ถึงวันเวลาที่จำเลยถูกจับ จำเลยรับของโจร โดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งสมุดคู่ฝากของผู้เสียหายไว้จากคนร้าย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายในใบถอนเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประชาอุทิศ ราษฎร์บูรณะ ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2548 ในช่องเจ้าของบัญชีและในช่องผู้รับเงินรวม 2 แห่ง แล้วใช้ใบถอนเงินดังกล่าวพร้อมสมุดคู่ฝากของผู้เสียหายแสดงต่อนางสาวอุมาวรรณ เพื่อขอเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย 18,000 บาท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวอุมาวรรณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้อื่น และประชาชนวันที่ 9 ตุลาคม 2548 เจ้าพนักงานยึดได้ใบถอนเงินปลอมดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 334, 335 (1) (8), 357 ริบใบถอนเงินปลอมของกลาง และให้จำเลยคืนสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำของผู้เสียหาย หรือใช้ราคาเป็นเงิน 20 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ และข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง, 265, 268 ประกอบ 265 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ริบใบถอนเงินปลอมของกลาง และให้จำเลยคืนสมุดคู่ฝากของผู้เสียหายหรือใช้ราคาเป็นเงิน 20 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานลักทรัพย์แล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยได้ความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2548 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดมีคนร้ายเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางยุพา ผู้เสียหาย และลักสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังได้เพียงว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีจึงฟังได้เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยลักสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถาน และจำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายในใบถอนเงินเพื่อใช้ใบถอนเงินดังกล่าวขอเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย 18,000 บาท ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็มิใช่เหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยได้คืนเงินจำนวน 18,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษในความผิดฐานลักทรัพย์จำคุกจำเลยถึง 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 3 เดือนในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวกมลเนตรหรือเจี๊ยบ เต่าทอง
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8516/2551
#499255
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้คำขอท้ายฟ้องจะอ้างมาตรา 376 แห่ง ป.อ. ไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย โดยมิได้กล่าวมาในฟ้องว่าการยิงปืนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าวมาด้วย ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรานี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 288, 289, 339, 340, 340 ตรี, 357, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจักรชัย บิดานายจักรพันธุ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฐานร่วมกันชิงทรัพย์ ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ และฐานร่วมกันรับของโจร

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 340 วรรคแรก, 340 ตรี, 371, 376 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 340 วรรคแรก, 340 ตรี, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400 บาท ฐานรับของโจร จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 ปี รวมแล้วคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและข้อนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 340 วรรคท้าย, 371 (ที่ถูกประกอบมาตรา 83), 376 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 340 วรรคท้าย, 371 (ที่ถูกประกอบมาตรา 83) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท (ที่ถูกเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท) ซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (2)) แล้ว ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูกฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฮ - 6130 กรุงเทพมหานคร ของนางศรีสมบัติ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายจักรพันธุ์ ผู้ตายไป ส่วนจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรรถยนต์ดังกล่าวไว้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ในส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่อย่างใด ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันปล้นทรัพย์รถยนต์ของผู้ตายไปเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายโอภาส เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2541 เวลา 17.30 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายพักอาศัยอยู่ที่บ้านพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีก 2 คนไปทวงเงินจากผู้ตายซึ่งเป็นหนี้เพื่อนจำเลยที่ 2 ที่บ้านพยาน แล้วจำเลยที่ 1 ชวนพยานไปงานสมรสญาติจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสระบุรี จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับออกไป ต่อมาเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมาชวนผู้ตายไปงานสมรสดังกล่าว ผู้ตายจึงไปชวนจำเลยที่ 3 ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 3 นั่งรับประทานอาหารอยู่กับลุงพยานที่ร้านอีสานคลาสสิคฝั่งตรงข้ามกับบ้านพยานให้เดินทางไปด้วย จนกระทั่งเวลา 21.30 นาฬิกา ผู้ตายขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 7 ฮ - 6130 กรุงเทพมหานคร ไปจังหวัดสระบุรี มีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับพยานนั่งโดยสารไปด้วยโดยไปพักที่บ้านนายคารวิน ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นอาจำเลยที่ 1 วันรุ่งขึ้นบิดาจำเลยที่ 1 มาหาจำเลยที่ 1 และพูดต่อว่าจำเลยที่ 1 ที่ไม่ไปพักบ้านบิดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กับพวกจึงไปพักที่บ้านบิดาจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ชวนพยานกับพวกไปเที่ยวหาเงินที่วัดพระพุทธบาท เมื่อไปถึงจำเลยที่ 1 ลงจากรถไปพูดคุยกับเพื่อนจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจึงพากันขับรถไปขอเงินแม่ชีที่เชิงเขาที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าไม่พบแม่ชี จำเลยที่ 1 กับพวกจึงพากันมาบ้านบิดาจำเลยที่ 1 ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ชวนผู้ตายขับรถออกไปดักยิงรถจักรยานยนต์เพื่อนำเงินมาเป็นค่าน้ำมันรถ พยานคัดค้านจึงถูกจำเลยที่ 2 ด่าว่า "มึงอยู่เงียบ ๆ อย่าพูดมากถ้าไม่กล้า" ขณะออกจากบ้านบิดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนยาว 1 กระบอก หลังจากนั้นผู้ตาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับพยานเดินทางออกจากบ้านบิดาจำเลยที่ 1 ด้วยรถยนต์ของผู้ตายเป็นยานพาหนะ โดยผู้ตายเป็นผู้ขับตามเส้นทางที่จำเลยที่ 1 บอกเพื่อขึ้นไปที่เชิงเขาที่เกิดเหตุ พบบ้านร้าง 1 หลัง ผู้ตายบอกให้พยานเฝ้ารถยนต์ของผู้ตายไว้ ส่วนผู้ตายและจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เดินออกไป หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที พยานได้ยินเสียงดังปังแต่ไม่ทราบว่าเป็นเสียงอะไร ต่อมาประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 1 เดินมาส่งกุญแจรถยนต์ของผู้ตายให้พยานขับรถยนต์ของผู้ตายเพื่อพาจำเลยที่ 1 ไปบ้านนายคารวิน ระหว่างทางพยานสอบถามว่าเสียงดังเป็นเสียงอะไร จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่ทราบ เมื่อถึงบ้านนายคารวิน จำเลยที่ 1 ไปพูดคุยกับนายคารวิน ส่วนพยานรออยู่ที่รถยนต์ของผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 และนายคารวินเดินอกมาบอกพยานว่าจะไปซื้อน้ำมันเพื่อมาใส่รถยนต์ของผู้ตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 และนายคารวินขับรถจักรยานยนต์ออกไป ระหว่างนั้นพยานนอนหลับจนกระทั่งตื่นจึงเห็นจำเลยที่ 1 และนายคารวินกลับมา จำเลยที่ 1 ให้พยานขับรถยนต์ของผู้ตายไปที่บ้านร้าง เมื่อถึงบ้านร้าง จำเลยที่ 1 ให้พยานลงจากรถพร้อมบอกว่าจำเลยที่ 1 จะขับรถยนต์ของผู้ตายไปรับผู้ตายกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 ก็ขับรถยนต์ของผู้ตายขึ้นไปที่เชิงเขาที่เกิดเหตุ ขณะที่พยานรออยู่ที่บ้านร้าง จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ของผู้ตายผ่านมารับ พยานเห็นจำเลยที่ 3 นั่งหน้าคู่กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ใช้มือเช็ดตาทำท่าจะร้องไห้ พยานถามจำเลยที่ 2 ว่าผู้ตายไปไหน จำเลยที่ 2 บอกว่าผู้ตายเดินทางล่วงหน้าไปกับนายคารวินแล้ว เมื่อถึงบ้านนายคารวินจำเลยที่ 3 ร้องไห้และบอกพยานว่าผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ฆ่าตายแล้ว ระหว่างนั้นพยานได้ยินเสียงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายคารวินปรึกษากันโดยนายคารวินพูดว่าถ้าจะฝังต้องขุดลึก แล้วแนะนำให้ไปทิ้งน้ำที่เขื่อน หลังจากนั้นขณะที่พยานนั่งคุยกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 พยานถามจำเลยที่ 1 ว่า ฆ่าผู้ตายเพราะเหตุใด จำเลยที่ 1 บอกว่าปืนลั่น ถ้าหากพาไปโรงพยาบาลจะต้องติดคุกกันหมด แล้วจำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปที่เขื่อน ส่วนพยานรออยู่ที่บ้านนายคารวิน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกไปได้ 1 ชั่วโมงเศษ ก็พากันกลับมาที่บ้านนายคารวิน วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ของผู้ตายออกไปเพื่อขายตามเส้นทางที่จำเลยที่ 1 บอก โดยมีจำเลยที่ 3 และพยานนั่งไปด้วย จนกระทั่งไปพบจำเลยที่ 4 ซึ่งรับซื้อรถยนต์ของผู้ตายไว้ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงคงได้ความจากคำเบิกความของนายโอภาสรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีก 2 คน มาทวงเงินจากผู้ตาย เมื่อผู้ตายไม่มีเงินให้ จำเลยที่ 1 จึงออกอุบายชวนผู้ตายไปจังหวัดสระบุรีอ้างว่าไปงานสมรสญาติจำเลยที่ 1 แล้วหลอกว่าจะพาผู้ตายไปปล้นเอาเงินจากผู้ขับรถจักรยานยนต์เพราะปรากฏว่าไม่ได้ไปงานสมรสและไม่มีการปล้นเอาเงินจากผู้ขับรถจักรยานยนต์แต่อย่างใด เหตุที่จำเลยที่ 3 ไปจังหวัดสระบุรีด้วยก็เพราะผู้ตายชวนไป หาใช่จำเลยที่ 3 ร่วมเป็นพวกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มาทวงเงินจากผู้ตายไม่ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฆ่าผู้ตายเพื่อนำรถยนต์ของผู้ตายไปขาย ทั้งในวันเกิดเหตุนายโอภาสเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชวนผู้ตายให้ขับรถยนต์ของผู้ตายออกไปดักยิงผู้ขับรถจักรยานยนต์เพื่อเอาเงินจากผู้ขับเพราะขณะนั้นไม่มีเงินค่าน้ำมันรถ โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกผู้ตายว่าจะพาผู้ตายไปปล้นรถจักรยานยนต์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุนอกจากจำเลยที่ 3 จะไม่หลบหนีแล้ว เมื่อนายโอภาสพบจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็บอกนายโอภาสทันทีว่าผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ฆ่า และจำเลยที่ 3 ร้องไห้ แล้วจำเลยที่ 3 ยังไปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นางบุปผา และโจทก์ร่วมทราบตามลำดับทันทีเช่นกันจากนั้นจำเลยที่ 3 ก็พาโจทก์ร่วมและเจ้าพนักงานตำรวจไปติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเฉพาะนางบุปผาพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านยืนยันว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว นางศรีสมบัติ มารดาผู้ตายไม่พอใจจำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าทำไมจำเลยที่ 3 ไม่ช่วยเหลือผู้ตาย จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ด้วย อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 ว่าเดิมเจ้าพนักงานต้องการกันจำเลยที่ 3 ไว้เป็นพยาน ต่อมานางศรีสมบัติเห็นว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 สามารถช่วยเหลือผู้ตายได้ แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยอมช่วยเหลือโจทก์ร่วมจึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ดังนี้ คำเบิกความของนางบุปผาดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ (ศาลจังหวัดนครปฐม) ซึ่งให้การซัดทอดว่าจำเลยที่ 2 ชวนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ร่วมกันฆ่าผู้ตายเพื่อนำรถยนต์ของผู้ตายไปขายจำเลยที่ 3 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมคงมีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ตามบันทึกคำให้การ (ศาลจังหวัดนครปฐม) ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 3 ช่วยจับแขนผู้ตายนั้น จำเลยที่ 3 เบิกความปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวโดยไม่ทราบข้อความจึงไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เช่นกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มาด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 มาด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้แม้คำขอท้ายฟ้องจะอ้างมาตรา 376 ไว้ด้วยก็ตามแต่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย โดยมิได้กล่าวมาในฟ้องว่าการยิงปืนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าวมาด้วย ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรานี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดเกี่ยวกับทรัพย์จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เมื่อรวมโทษจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ข้อหาใช้อาวุธปืนฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันปล้นทรัพย์รถยนต์ของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ — นายจักรชัย ไวยพันธุ์
จำเลย — นายไพศาลหรือเปิ้ล พระนารี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8509/2551
#497118
เปิดฉบับเต็ม

ในการขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการ จำเลยได้ปลูกสร้างบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าดู บ้านตัวอย่างจึงมีส่วนประกอบในการตัดสินใจซื้อ เชื่อว่าที่โจทก์ทั้งสองซื้อเพราะพอใจในคุณภาพการก่อสร้าง แม้วิธีการก่อสร้างบ้านที่จะส่งมอบแก่ลูกค้าอาจไม่เหมือนกับการสร้างบ้านตัวอย่างไปบ้างดังเช่นการเปลี่ยนวิธีสร้างจากก่ออิฐฉาบปูนตามบ้านตัวอย่างมาเป็นการใช้วัสดุสำเร็จรูป แต่คุณภาพการก่อสร้างในส่วนอื่นก็ควรจะใกล้เคียงกับบ้านตัวอย่าง และเมื่อโจทก์ทั้งสองพบเห็นการก่อสร้างบกพร่องก็เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะขอให้จำเลยแก้ไข อันเป็นเรื่องปกติที่ผู้ต้องการจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยย่อมต้องการบ้านที่มีคุณภาพพร้อมจะเข้าอยู่อาศัยโดยมิพักต้องมาแก้ไขอีกหลังจากที่ตนเข้าอยู่อาศัยแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดำเนินการให้ก่อนจะโอนกรรมสิทธิ์ แม้การแก้ไขจะทำให้จำเลยมีภาระต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอันเป็นไปตามข้อสัญญาที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงกันให้โจทก์ทั้งสองมีโอกาสตรวจสอบบ้านที่จะส่งมอบก่อนที่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์กัน ดังนี้ เมื่อจำเลยรับว่าจำเลยยังไม่แก้ไขข้อบกพร่องให้โจทก์ทั้งสองเท่ากับยังมิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ของตนให้ครบ จำเลยทั้งสองจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกให้โจทก์ทั้งสองรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามสัญญา โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 725,078.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 622,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 725,078.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 622,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2539 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการเพลส แอนด์ พาร์ค จากจำเลยราคา 3,876,993 บาท ชำระค่าจอง 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2539 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย โจทก์ทั้งสองชำระเงินวันทำสัญญา 150,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระรายเดือน 22 งวด งวดแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 งวดละ 20,000 บาท งวดที่ 11 จำนวน 102,700 บาท งวดที่ 12 ถึงงวดที่ 21 งวดละ 20,000 บาท และงวดที่ 22 จำนวน 102,700 บาท ชำระวันโอนกรรมสิทธิ์ 3,101,593 บาท โดยก่อนรับโอนจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปตรวจรับมอบใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยแจ้ง ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2541 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทำบันทึกเปลี่ยนแปลงการชำระเงินค่างวดโดยงวดที่ 17 ถึง 21 ชำระงวดละ 10,000 บาท งวดที่ 22 ชำระ 152,700 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ชำระให้จำเลยไปแล้ว 662,700 บาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่โจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 2 เบิกความได้ความว่า ก่อนตัดสินใจซื้อ โจทก์ที่ 2 ได้ไปดูบ้านตัวอย่างที่จำเลยปลูกไว้ในบริเวณพื้นที่ขาย โจทก์ที่ 2 พอใจในคุณภาพการก่อสร้างจึงทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จและจำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับโอน โจทก์ที่ 2 ไปตรวจดูสภาพบ้านพบว่าการก่อสร้างมีข้อบกพร่อง มีส่วนที่จะต้องแก้ไขรวม 21 รายการ จึงแจ้งให้จำเลยทราบ ปรากฏว่าจำเลยแก้ไขให้เพียง 4 รายการ โจทก์ทั้งสองจึงแจ้งให้จำเลยแก้ไขให้เสร็จก่อนโจทก์ทั้งสองจะยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยไม่แก้ไขแต่กลับบอกเลิกสัญญาอ้างว่าโจทก์ทั้งสองไม่นำเงินค่าที่ดินและบ้านไปชำระตามกำหนดวันที่จำเลยแจ้งมาให้ทราบ เห็นว่า จำเลยนำสืบรับว่า ในการขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการ จำเลยได้ปลูกสร้างบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าดู บ้านตัวอย่างจึงมีส่วนประกอบในการตัดสินใจซื้อ เชื่อว่าที่โจทก์ทั้งสองซื้อเพราะพอใจในคุณภาพการก่อสร้าง แม้วิธีการก่อสร้างบ้านที่จะส่งมอบแก่ลูกค้าอาจไม่เหมือนกับการสร้างบ้านตัวอย่างไปบ้างดังเช่นการเปลี่ยนวิธีสร้างจากก่ออิฐฉาบปูนตามบ้านตัวอย่างมาเป็นการใช้วัสดุสำเร็จรูปแต่คุณภาพการก่อสร้างในส่วนอื่นก็ควรจะใกล้เคียงกับบ้านตัวอย่าง และเมื่อโจทก์ทั้งสองพบเห็นการก่อสร้างบกพร่องก็เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะขอให้จำเลยแก้ไข อันเป็นเรื่องปกติที่ผู้ต้องการจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยย่อมต้องการบ้านที่มีคุณภาพพร้อมจะเข้าอยู่อาศัยโดยมิพักต้องมาแก้ไขอีกหลังจากที่ตนเข้าอยู่อาศัยแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดำเนินการให้ก่อนจะโอนกรรมสิทธิ์ แม้การแก้ไขจะทำให้จำเลยมีภาระต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อันเป็นไปตามข้อสัญญาที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงกันให้โจทก์ทั้งสองได้มีโอกาสตรวจสอบบ้านที่จะส่งมอบก่อนที่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์กัน ดังนี้ เมื่อจำเลยรับว่าจำเลยยังไม่แก้ไขข้อบกพร่องให้โจทก์ทั้งสองเท่ากับยังมิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ของตนให้ครบ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกให้โจทก์ทั้งสองรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินตามสัญญา โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ต้องการซื้อที่ดินและบ้านจึงหาเหตุว่าการก่อสร้างบกพร่องมากล่าวอ้างนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้ผ่อนชำระเงินแก่จำเลยแล้วจำนวนมาก ระหว่างการก่อสร้างบ้านพิพาทได้มาตรวจดู ทั้งได้ตระเตรียมขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจนกระทั่งได้รับอนุมัติย่อมเห็นความตั้งใจจริงของโจทก์ทั้งสองที่ประสงค์จะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทไว้ จึงเชื่อได้ว่าเหตุที่โจทก์ทั้งสองไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์มาจากบ้านพิพาทยังมีข้อบกพร่องและจำเลยมิได้ดำเนินการแก้ไขให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรยง เอี่ยมไพบูลย์พันธ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8506/2551
#495727
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็ค จึงต้องพิจารณาว่ามูลคดีตามฟ้องเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นศาลใด โจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องที่ศาลนั้นได้ เมื่อธนาคารตามเช็คซึ่งปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ส่วนเช็คจะมีมูลหนี้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาล เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของคู่ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 45,501,260 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 43,724,935 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 43,724,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กันยายน 2540) ไม่เกินจำนวน 1,776,325 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าประมาณปี 2535 จำเลยเสนอโครงการปลูกอ้อยเพื่อขอกู้เงินจากโจทก์นำไปลงทุนในการผลิตอ้อย โจทก์อนุมัติให้จำเลยกู้เงินจำนวน 37,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์แล้ว โดยจำเลยทำสัญญาโอนสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน จำเลยต้องชำระเงินคืนโจทก์ปีละ 9,800,000 บาท ซึ่งนำราคาอ้อยที่จำเลยขายแก่โจทก์หักชำระ แต่ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาจำเลยไม่สามารถส่งอ้อยได้ครบจำนวนและไม่ชำระเงินส่วนที่ขาดแก่โจทก์ จำเลยจึงทำสัญญาเงินกู้โดยรับว่าได้กู้เงินจากโจทก์ 5,550,000 บาท และ 37,000,000 บาท แทนโดยมีนางสาวอารีย์รัตน์และนางสาวสุรีพรได้ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ด้วย แต่จำเลยยังคงส่งอ้อยให้โจทก์ไม่ครบและไม่ชำระเงินกู้ในวันที่ 19 เมษายน 2539 จำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ รับว่าเป็นหนี้เงินกู้ต่อโจทก์ 47,004,305 บาท และจำเลยออกเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) 2 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ฉบับแรกลงวันที่ 15 มิถุนายน 2539 สั่งจ่ายเงิน 43,724,935 บาท เช็คฉบับที่ 2 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2539 สั่งจ่ายเงิน 3,279,370 บาท โจทก์ได้รับชำระเงินตามเช็คฉบับที่ 2 แล้ว ส่วนเช็คฉบับแรก ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยขอเลื่อนการชำระเงินและออกเช็คฉบับใหม่ให้โจทก์อีก 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงิน 1,031,870 บาท และ 43,724,935 บาทตามลำดับ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยได้นำเงินมาชำระให้โจทก์เฉพาะเช็คฉบับแรก

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็ค เมื่อธนาคารตามเช็คซึ่งตั้งอยู่ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครปฏิเสธการจ่ายเงิน มูลคดีจึงเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง เพราะเช็คตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ จำเลยออกให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกันนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็ค จึงต้องพิจารณาว่ามูลคดีตามฟ้องเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นศาลใด โจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องที่ศาลนั้นได้ เมื่อธนาคารตามเช็คซึ่งปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ส่วนเช็คจะมีมูลหนี้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาลเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของคู่ความ และจะมีการทำสัญญากู้สัญญารับสภาพหนี้และส่งมอบเช็คกันที่ใด ไม่ทำให้มูลคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงให้ฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดชลบุรีนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทำสัญญากู้ 2 ฉบับ และหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ กรณีจึงเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามสัญญาเดิมอย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยต้องผูกพันตามสัญญากู้และหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยจะอ้างว่าไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ หนังสือรับสภาพหนี้ และเช็ค และโจทก์ผิดสัญญาการส่งเสริมการปลูกอ้อยมาปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ อีกทั้งการอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้ หนังสือรับสภาพนี้ และออกเช็คให้โจทก์เพื่อให้โจทก์นำไปแสดงในบัญชีงบดุลของโจทก์ โดยที่จำเลยมิได้มีส่วนได้เสียในบริษัทโจทก์ด้วย จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ดังนั้น เช็คตามฟ้องจึงมีมูลหนี้ จำเลยอุทธรณ์ว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คประกันเงินกู้เมื่อสัญญากู้ไม่มีการจ่ายเงินและรับเงินกัน สัญญากู้และหนังสือรับสภาพหนี้จึงไม่มีผลตามกฎหมาย เช็คจึงปราศจากมูลหนี้ด้วย เหตุที่จำเลยทำสัญญากู้ หนังสือรับสภาพหนี้ และออกเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ขอร้องอ้างว่าจะนำไปเป็นหลักฐานทางบัญชีของโจทก์ เช็คตามฟ้องจึงปราศจากมูลหนี้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงมิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งอีก จึงให้ยกฎีกาของจำเลยในส่วนนี้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมหนองใหญ่ จำกัด
จำเลย — นายสมพงษ์ เกษตรภิบาล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8501/2551
#493984
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้โอนหนี้รายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ไปแล้ว สิทธิเรียกร้องที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสี่จึงโอนไปเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้อีกต่อไป และปรากฏว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. มิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น มาตรา 30 วรรคหก ศาลฎีกาให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,412,881,904.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 957,756,735.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,412,881,904.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และประกาศธนาคารโจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 957,756,735.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ประการแรกว่า หนี้คดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่หลังจากยื่นฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์ได้โอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้โอนหนี้รายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แล้ว ตามหนังสือเรื่องแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารท้ายอุทธรณ์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนหนี้รายนี้ไปก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหก แต่จำเลยทั้งสี่เพิ่งทราบถึงการโอนหนี้ดังกล่าวหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสี่ไม่สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพราะบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้จดรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ จำเลยทั้งสี่และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมาพร้อมกันเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่า " (1) หนี้ตามคำฟ้องคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ได้โอนให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 แล้วอย่างใดหรือไม่ และ (2) หากปรากฏว่ามีการโอนสินทรัพย์ตามข้อ (1) แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว มีการโอนตั้งแต่เมื่อใด และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยประสงค์จะให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความหรือจะร้องขอเป็นอย่างอื่น ตามพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวมาตรา 30 วรรคหก หรือไม่ และจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือไม่" ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นัดพร้อมเพื่อสอบข้อเท็จจริง โดยออกหมายนัดและแนบสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศส่งให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จำเลยทั้งสี่ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยระบุในหมายนัดด้วยว่าหากไม่มาศาลตามนัดถือว่าไม่ติดใจแถลงข้อเท็จจริงใด ๆ ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และยอมให้ศาลฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยไปฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสี่ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยทราบนัดโดยชอบแล้ว เมื่อถึงวันนัดพร้อมเพื่อสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไม่มาศาล ดังนั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า หนี้คดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่โจทก์ได้โอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้โอนสินทรัพย์รายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปแล้ว สิทธิเรียกร้องที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์มีต่อจำเลยทั้งสี่จึงโอนไปเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้อีกต่อไป และตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และวรรคหก นั้น เมื่อได้มีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปแล้วก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษา และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวคู่ความจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสี่ยกปัญหาขึ้นกล่าวในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 30 วรรคหก
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทส่งเสริมเคมีอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8501/2551
#500625
เปิดฉบับเต็ม

หนี้คดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่โจทก์ได้โอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้โอนสินทรัพย์รายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปแล้ว สิทธิเรียกร้องที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์มีต่อจำเลยทั้งสี่จึงโอนไปเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้อีกต่อไป

ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และวรรคหกนั้น เมื่อได้มีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปแล้วก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษา และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้ร้องขอเป็นอย่างอื่น แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวคู่ความจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสี่ยกปัญหาขึ้นกล่าวในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,412,881,904.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 957,756,735.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,412,881,904.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และประกาศธนาคารโจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 957,756,735.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกัน จนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ประการแรกว่า หนี้คดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่หลังจากยื่นฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์ได้โอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้โอนหนี้รายนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แล้ว ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหก แต่จำเลยทั้งสี่เพิ่งทราบถึงการโอนหนี้ดังกล่าวหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสี่ไม่สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นได้ชอบที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพราะบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้จดรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ จำเลยทั้งสี่และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมาพร้อมกันเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่า "(1) หนี้ตามคำฟ้องคดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ได้โอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 แล้วอย่างใดหรือไม่ และ (2) หากปรากฏว่ามีการโอนสินทรัพย์ตามข้อ (1) แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว มีการโอนตั้งแต่เมื่อใดและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยประสงค์จะให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความหรือจะร้องขอเป็นอย่างอื่นตามพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวมาตรา 30 วรรคหก หรือไม่ และจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือไม่" ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นัดพร้อมเพื่อสอบข้อเท็จจริงโดยออกหมายนัดและแนบสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศส่งให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด จำเลยทั้งสี่ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยระบุในหมายนัดด้วยว่าหากไม่มาศาลตามนัดถือว่าไม่ติดใจแถลงข้อเท็จจริงใดๆ และยอมให้ศาลฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยไปฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสี่ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยทราบนัดโดยชอบแล้ว เมื่อถึงวันนัดพร้อมเพื่อสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไม่มาศาล ดังนั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริง หนี้คดีนี้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่โจทก์ได้โอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้โอนสินทรัพย์รายนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปแล้ว สิทธิเรียกร้องที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัดในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์มีต่อจำเลยทั้งสี่จึงโอนไปเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้อีกต่อไป และตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และวรรคหก นั้น เมื่อได้มีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้ให้แก่ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปแล้วก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะได้มีคำพิพากษาและบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้ยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวคู่ความจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสี่ยกปัญหาขึ้นกล่าวในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 30 วรรคหก
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทส่งเสริมเคมีอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8493/2551
#500386
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ กำหนดนัดพิจารณาให้โจทก์จำเลยมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยาน ก่อนถึงกำหนดนัด ศาลสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดโจทก์อ้างส่งเอกสารต่อศาล 14 ฉบับ แล้ววันเดียวกันนั้น ศาลได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยพิเคราะห์จากเอกสารที่โจทก์อ้างส่งดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นมิได้จดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาว่ามีคู่ความฝ่ายใดมาศาลบ้าง รวมทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่จำเป็นตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 48 ทั้งไม่ปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาดังกล่าว จำเลยที่ 2 มาศาลหรือไม่ เพราะหากจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลโดยไม่ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ตามมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย อันเป็นเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะทำการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ตามมาตรา 204 กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นศาลจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้ตามมาตรา 206 วรรคสอง ประกอบมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ที่นำมาบังคับใช้โดยอนุโลม การพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินมาจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะสามารถอ้างส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายที่ยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 243 (1) (2), 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 134,707.30 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 100,157.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 645.21 บาท ทุกวันที่ 2 เมษายน ของทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์และหากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 134,707.30 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงิน 100,157.48 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กรกฎาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ว่า "รับอุทธรณ์โจทก์ รับคำร้อง สำเนาให้จำเลยที่ 2 ถ้าจะคัดค้านให้คัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง..." และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า "...สั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา" ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์แล้วไม่คัดค้านและไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาตแต่สั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่า รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีมีปัญหาสมควรที่จะวินิจฉัยก่อนว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้โดยชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาแบบคดีมโนสาเร่ โดยกำหนดวันนัดพิจารณาให้โจทก์จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การและสืบพยานในวันที่ 17 ตุลาคม 2549 เวลา 9 นาฬิกา ก่อนถึงวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จากสารบบความ เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าโจทก์อ้างส่งเอกสารต่าง ๆ ต่อศาลรวม 14 ฉบับ และในวันเดียวกันนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยพิเคราะห์ตามเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างส่งศาล เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมาไม่ปรากฏเลยว่า เมื่อถึงวันนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นได้จดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาว่ามีคู่ความฝ่ายใดมาศาลบ้างรวมทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่จำเป็นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่าในวันนัดพิจารณาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้มาศาลหรือไม่เพราะหากจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ตามมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง จึงให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วยอันเป็นเหตุตามกฎหมายที่ศาลจะทำการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ตามมาตรา 204 กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นศาลจึงจะใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้ตามมาตรา 206 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม การพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินมาจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์สามารถอ้างส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 243 (1) (2), 246 และ 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันนัดพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 48 ม. 193 ทวิ วรรคสอง ม. 198 ทวิ วรรคสาม (1) ม. 204 ม. 206 วรรคสอง ม. 243 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสุชาติ เทียนทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8489/2551
#497860
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของพยานในคดีอื่นเป็นพยานเอกสาร หากคู่ความประสงค์จะอ้างเป็นพยานหลักฐานแห่งตนจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางแก่น ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินตาม โฉนดเลขที่ 3326 เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื้อที่ 3 ไร่ 43 ตารางวา ให้แก่นายพริ้มมาประมาณ 40 ปี โดยมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายพริ้มเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมาและเมื่อประมาณ 10 ปีมานี้ ก่อนนายพริ้มถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมให้ที่ดินนั้นแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อมาโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3326 ตำบลบ้านไร่ (ชาวเหนือ) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 43 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ภายหลังนายพริ้มถึงแก่ความตาย นางพิณ ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทั้งหมด แต่ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินให้นางพิณเพียง 3 ไร่ 43 ตารางวา และนางพิณแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 3326 แล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือจึงเป็นทรัพย์มรดกของนางแก่น และตกทอดแก่นางพร (ที่ถูก พอน) มารดาผู้คัดค้านทั้งหมด พินัยกรรมที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นพินัยกรรมปลอมทำขึ้นภายหลังนายพริ้มถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3326 ตำบลบ้านไร่ (ชาวเหนือ) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 43 ตารางวา ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.8 (ที่ถูก ภายในกรอบสีเขียวตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร.8) เป็นกรรมสิทธิ์ของนายมณู ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3326 ตำบลบ้านไร่ (ชาวเหนือ) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เดิมมีเนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของนางแก่น นางแก่นถึงแก่ความตายไปกว่า 40 ปี ก่อนตายได้ยกที่ดินเฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื้อที่ 6 ไร่ 86 ตารางวา ให้นายพริ้มและนางพิณ โดยมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายพริ้มและนางพิณเข้าครอบครองที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยเข้าทำนา และภายหลังให้นายเต๋า บิดาของผู้ร้องเช่าทำนาต่อ ก่อนนายพริ้มถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ภายหลังนายพริ้มตาย นางพิณยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินเป็นของนางพิณเนื้อที่ 3 ไร่ 43 ตารางวา

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ผู้คัดค้านอ้างส่งคำเบิกความของพยานในคดีอื่นเป็นพยานหลักฐานของตนในชั้นอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของพยานในคดีอื่นเป็นพยานเอกสาร หากผู้คัดค้านประสงค์จะอ้างเป็นพยานหลักฐานแห่งตนจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน หากประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานพิ่มเติม ให้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมต่อศาลชั้นต้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันสืบพยาน เมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หากมีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่า ตนไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใด แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้วและผู้คัดค้านแนบเอกสารมาท้ายอุทธรณ์โดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงหมดเวลาที่จะเพิ่มเติมพยานหลักฐานได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับฟังเอกสารที่ผู้คัดค้านยื่นในชั้นอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องยังครอบครองที่ดินไม่ถึง 10 ปี นั้นเป็นความคิดเห็นของผู้คัดค้าน ส่วนผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของนายพริ้มหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี ข้อความในฎีกาข้ออื่นไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็ยพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายมณู เนียมหอม
ผู้คัดค้าน — นางสาวทองใบ เกตุกร
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา