คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8331/2551
#499867
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ไม่ได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย การที่ผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ทั้งขณะที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนั้น ผู้รับมอบอำนาจช่วงได้มอบหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฝ่ายจำเลยแล้วด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยควรเชื่อว่า ผู้รับมอบอำนาจช่วงกระทำการแทนโจทก์ภายในขอบเขตอำนาจของตัวแทนอันมีผลทำให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยเสมือนผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นตัวแทนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบ มาตรา 821

สัญญาเช่าซื้อมีข้อกำหนดว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา ต้องถือว่าขณะที่โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืน สัญญายังไม่เลิกกัน แต่เมื่อโจทก์ยึดรถคืนโดยจำเลยไม่โต้แย้งพฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าโจทก์กับจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายตั้งแต่วันยึดรถจำเลยจึงต้องรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์อันเกิดจากการใช้ทรัพย์เท่านั้น ส่วนค่าเสียหายอื่นโจทก์ไม่อาจเรียกร้องได้ เพราะกรณีนี้มิใช่การเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยผิดสัญญา ส่วนที่โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ต้องนำสืบว่าโจทก์มีสิทธิเรียกได้โดยอาศัยสิทธิใด มิฉะนั้นศาลกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดคันที่พิพาทไปจากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตามงวดที่กำหนดไว้ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถขุดให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถขุดคืนได้ในสภาพชำรุด โดยโจทก์ได้ประเมินราคาไว้เป็นเงิน 900,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 450,000 บาท ค่าขาดราคาจำนวน 597,030 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถขุดคืนจำนวน 75,500 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์จ่ายแทนไปจำนวน 97,936.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานของโจทก์ยึดรถขุดที่ให้เช่าซื้อคืนไปในสภาพดี มีราคาไม่ต่ำกว่า 1,500,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 อีก พนักงานของโจทก์ได้ทำหนังสือสละสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายมอบให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน 75,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถขุดคืนก็ไม่เกิน 10,000 บาท โจทก์ไม่ได้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 และดอกเบี้ยที่เรียกร้องมีอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดยี่ห้อฮิตาชิ รุ่น อีเอกซ์ 200 - 3 ไปจากโจทก์ในราคา 3,410,000 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 400,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ 24 งวด งวดแรก 125,800 บาท งวดต่อไปงวดละ 125,400 บาท ชำระงวดแรกภายในวันที่ 27 มิถุนายน 2538 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 27 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ และมีข้อตกลงว่าหากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันที มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลา ไม่ชำระบางงวด และชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 11, 18, และ 19 ไม่ครบถ้วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย นายสมชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายวัชราออกติดตามยึดรถขุดคืนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ต่อมานายวัชราได้มอบอำนาจช่วงให้นายชุบเป็นผู้ติดตามยึดรถดังกล่าวแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.2 นายชุบยึดรถขุดคืนมาได้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โดยนายชุบกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ป.ล.7 ว่าโจทก์จะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 อีก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกมีว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ป.ล.7 ที่นายชุบทำกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ระบุให้นายวัชรามีอำนาจใช้สิทธิในการติดตามและเอาคืน ตลอดจนเข้าครอบครองทรัพย์สิน โดยไม่มีข้อความใดที่ระบุให้อำนาจนายวัชราไปทำการตกลงใด ๆ อันเป็นการสละสิทธิของโจทก์ ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็ไม่ได้ให้อำนาจนายวัชราที่จะมอบอำนาจช่วง การที่นายวัชรามอบอำนาจช่วงให้นายชุบไปดำเนินการแทนเป็นการกระทำเกินขอบอำนาจ ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.2 ที่นายวัชรามอบอำนาจให้นายชุบไปยึดรถที่เช่าซื้อก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าให้นายชุบมีอำนาจตกลงใด ๆ อันเป็นการสละสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.1 (ตรงกับ จ.1) ที่นายชุบมอบให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในวันที่นายชุบกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ป.ล.7 ได้ระบุข้อความอันเป็นขอบแห่งอำนาจของนายวัชราไว้โดยชัดแจ้งว่า ให้นายวัชราผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจเฉพาะในการทวงถาม เจรจา บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ใช้สิทธิติดตามและเอาคืน เข้าครอบครองทรัพย์สินของผู้มอบอำนาจด้วยวิธีการอันชอบด้วยกฎหมาย รับมอบ ทำบันทึกการส่งมอบ ฯลฯ โดยไม่มีข้อความใดที่ระบุให้นายวัชรามีอำนาจมอบอำนาจช่วง การที่นายวัชรามอบอำนาจช่วงให้นายชุบไปดำเนินการแทนจึงเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบมา ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องรับผิดในการกระทำของนายชุบผู้รับมอบอำนาจจากนายวัชรา ประกอบกับตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ความว่า ก่อนทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ป.ล.7 นายชุบได้มอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.1 และ ป.ล.2 ให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงย่อมทราบถึงขอบอำนาจของนายวัชราที่มีอยู่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ป.ล.1 และย่อมจะทราบว่านายชุบไม่มีอำนาจในการเจรจาตกลงเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการที่นายชุบทำข้อตกลงกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำภายในขอบอำนาจของนายชุบ อันจะทำให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 เสมือนว่านายชุบเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจทำข้อตกลงดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 การที่นายชุบไปทำข้อตกลงกับตัวแทนของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์จะไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 อีกนั้นจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 เมื่อฟังได้ว่าการกระทำของนายชุบไม่ผูกพันโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมิได้วินิจฉัยไว้ แต่คู่ความได้สืบพยานในปัญหานี้เสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาก่อน สำหรับปัญหานี้ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.12 ข้อ 12 กำหนดว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้าก็ตาม แต่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่โจทก์จะยึดรถขุดคืนสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่เลิกกัน แต่เมื่อต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้ยึดรถขุดคืน โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้ง พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ของโจทก์เท่านั้นส่วนค่าเสียหายอื่นนั้นโจทก์ไม่อาจเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ได้ เพราะกรณีนี้มิใช่เป็นการเลิกสัญญาต่อกันโดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 และจำเลยที่ 1 ใช้ประโยชน์ในรถขุดคันพิพาทโดยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2540 ถึงวันที่โจทก์ยึดรถขุดคืนมาได้ดังกล่าว ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้รถขุดคันดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และที่โจทก์ขอให้ชดใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 15 เดือน รวมเป็นเงิน 450,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าขาดประโยชน์ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้โดยอาศัยสิทธิใด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้ความว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นหนี้เงินและจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้ว จึงเห็นสมควรให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตามที่โจทก์ขอ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 386 ม. 391 ม. 572 ม. 680 ม. 821 ม. 822 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
บริษัทสยาม-ฮิตาชิ คอนสตรัคชัน
โจทก์ — แมชีเนอรี จำกัด
จำเลย — นายนิเวศน์ เกตุชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8330/2551
#499863
เปิดฉบับเต็ม

วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือ วันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งจำเลยได้ประกาศ เรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้า ขนาด 230 กิโลโวลต์ จากโรงไฟฟ้าราชบุรีไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสมุทรสาคร 2 ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าสายนี้คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนจำนวน 11,252,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่จำเลยจ่ายหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า เงินค่าทดแทนดังกล่าวจึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29693 ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 30 ไร่ ซึ่งเป็นสวนมะพร้าวน้ำหอม จำเลยเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 6 ไร่ 45.70 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สิน สายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ โรงไฟฟ้าราชบุรี - สมุทรสาคร 4 ได้กำหนดให้ใช้ราคาประเมินตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2539 ถึง 2542 อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ เป็นเกณฑ์ และกำหนดประเภทที่ดินเป็น 4 ประเภท คือ

1. ที่ตั้งเสาไฟฟ้า จ่ายเงินให้ร้อยละ 100 ของราคาประเมินที่ดินหรือราคาที่คณะกรรมการฯ กำหนด

2. ที่บ้าน จ่ายให้ร้อยละ 90

3. ที่สวน จ่ายให้ร้อยละ 70

4. ที่นา จ่ายให้ร้อยละ 50

คณะกรรมการฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยแบ่งเป็นที่บ้าน 3 งาน 50.70 ตารางวา ที่สวน 5 ไร่ 95 ตารางวา ที่ตั้งเสาไฟฟ้า 13.50 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีราคาประเมินตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเพื่อเรียกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2539 ถึง พ.ศ.2542 อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ไร่ละ 150,000 บาท เมื่อเพิ่มอีกร้อยละ 50 เป็นไร่ละ 225,000 บาท จึงจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินประเภทที่บ้านร้อยละ 90 ที่สวนร้อยละ 70 และที่ตั้งเสาไฟฟ้าร้อยละ 100 รวมเป็นเงิน 1,002,448.13 บาท กับเงินค่าทดแทนต้นไม้ 284,100 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 1,286,548.13 บาท โจทก์ทั้งสองไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าว จึงได้ร้องเรียนต่อจำเลยขอเงินค่าทดแทนเพิ่มเป็น 20,000,000 บาท คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ มีมติยืนตามเงินค่าทดแทนทรัพย์สินตามที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินอำเภอบ้านแพ้วเสนอ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเพิ่มเงินทดแทนค่าขาดประโยชน์จากต้นมะพร้าวที่ถูกตัด 125 ต้น เป็นเงิน 600,000 บาท และค่าเสื่อมราคาของที่ดินตารางวาละ 50 บาท เนื้อที่ 30 ไร่ เป็นเงิน 600,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองอีก 1,200,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านเพิ่ม 697,552 บาท และขอค่าเสื่อมราคาของที่ดิน 30 ไร่ ราคาไร่ละ 240,000 บาท เป็นเงิน 7,200,000 บาท กับเงินค่าทดแทนต้นมะพร้าวน้ำหอม ต้นขนุนและต้นมะม่วงรวม 147 ต้น เป็นเงิน 2,067,900 บาท จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านควรเป็นเท่าใด เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2535 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนด้วยความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้ วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือ วันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้า ขนาด 230 กิโลโวลต์ จากโรงไฟฟ้าราชบุรีไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสมุทรสาคร 2 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าสายนี้คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบถึงราคาซื้อขายที่ดินแปลงใดเลย คงมีแต่ตัวโจทก์ทั้งสองกับนายประเวทย์และนายพรชัยน้องชายของโจทก์ทั้งสองเบิกความลอยๆ ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีราคาซื้อขายและราคาประเมินไร่ละ 600,000 บาท โดยไม่มีเอกสารใดมาสนับสนุน โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่า ราคาที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ฝ่ายจำเลยกำหนดขึ้นไร่ละ 225,000 บาท เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองนั้นต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดและต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ให้เห็นได้ดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ทั้งสภาพและที่ตั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงที่ดินที่เหมาะสมในการทำเกษตรกรรมประเภทสวนผลไม้ แม้จะอยู่ติดทางดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างก็ตามแต่เป็นเพียงทางลูกรัง พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมานั้นไม่อาจทำให้เห็นได้ว่าในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันที่จำเลยประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ จากโรงไฟฟ้าราชบุรี ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสมุทรสาคร 2 ในราชกิจจานุเบกษานั้น ที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไร่ละ 600,000 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างอันเกินกว่าไร่ละ 225,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ฝ่ายจำเลยกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นฐานในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยอาศัยราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2539 ถึง พ.ศ.2542 อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ตามเอกสารหมาย ล.23 ซึ่งที่ดินของโจทก์มีราคาประเมินไร่ละ 150,000 บาท และปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 เป็นไร่ละ 225,000 บาท และเนื่องจากการเดินสายส่งไฟฟ้าของจำเลยพาดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการขอใช้ที่ดินโดยมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่อยู่ในแนวเขตสายส่งไฟฟ้าให้แก่จำเลย ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสองอยู่ ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับที่จำเลยกำหนดอัตราถือจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามประเภทที่ดินว่า ที่ดินที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้าจ่ายให้ร้อยละ 100 ที่บ้านจ่ายให้ร้อยละ 90 ที่สวนจ่ายให้ร้อยละ 70 ที่นาจ่ายให้ร้อยละ 50 ดังนั้น ที่จำเลยกำหนดให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีราคาไร่ละ 225,000 บาท เป็นฐานในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้าร้อยละ 100 ในส่วนที่เป็นที่บ้านร้อยละ 90 และในส่วนที่เป็นสวนร้อยละ 70 ของไร่ละ 225,000 บาท ตามลำดับนั้น เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองและสังคมแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยตามวันและอัตราที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนด กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง (1) (2) (3) (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวซุ่ยงิ้ม ศิลปคนธรรพ์ กับพวก
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ชาลี ทัพภวิมล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2551
#497117
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลาของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกเหนือจากคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227, 228 ผู้ร้องจะต้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไป เว้นแต่ผู้ร้องจะไม่มีโอกาสที่จะโต้แย้งได้ การที่ทนายผู้ร้องได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 กรณีย่อมต้องถือว่า ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 4 วัน ผู้ร้องย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนี้ได้ แต่ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11145, 11146 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจากผู้ขายและมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนผู้ร้อง จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทนายผู้ร้องแถลงไม่ติดใจให้ศาลไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและขออนุญาตขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลตามคำร้องขัดทรัพย์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันแถลงต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินไปถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลออกไป 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า ศาลได้ให้โอกาสผู้ร้องหาเงินมาชำระต่อศาลเป็นเวลา 30 วัน ก่อนหน้านี้แล้ว ตามคำร้องอ้างลอยๆ ว่าอยู่ระหว่างขอทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินแต่ไม่มีหลักฐานมาแสดงไม่น่าเชื่อถือ และไม่ถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาล ให้ยกคำร้อง หลังจากพ้นกำหนดที่ผู้ร้องจะต้องชำระเงินแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ว่าทนายผู้ร้องไม่มาดำเนินการตามคำสั่งศาล ถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจให้ไต่สวนคำร้อง ให้ยกคำร้อง และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ 9 ธันวาคม 2548 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ทั้งที่มีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผล มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้หมายเรียก นายโยธิน นางนราวัลย์ นายอมร และนายไพบูลย์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้ร้องมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่ง ผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกเหนือจากคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 แล้ว ผู้ร้องจะต้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไป เว้นแต่ผู้ร้องจะไม่มีโอกาสที่จะโต้แย้งได้ การที่ทนายผู้ร้องได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 กรณีย่อมต้องถือว่า ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 4 วัน ผู้ร้องย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนี้ได้ แต่ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 226 (1) ม. 226 (2) ม. 227 ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางวรรณา วรทวีธำรง
นายอวยชัย วรทวีธำรง โดยทายาทรวม 4 คน
จำเลย — เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8317/2551
#500406
เปิดฉบับเต็ม

ในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือออกไปอีกมีกำหนด 3 เดือน โดยอ้างว่าร่วมทุนกับบุคคลอื่นซื้อทรัพย์รายนี้ ปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ลงทุนเป็นเงินสดในอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่ซื้อเท่านั้น ส่วนผู้ร่วมลงทุนอื่นซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายที่ดินร่วมกันลงทุนถึงร้อยละ 97 ทั้งในคำร้องก็ไม่ได้ระบุหรือแสดงเหตุผลอื่นอันสมควรให้เห็นว่าผู้ซื้อทรัพย์และผู้ร่วมลงทุนอื่น ได้ดำเนินการระดมทุนด้วยวิธีใดข้ออ้างของผู้ซื้อทรัพย์ในเรื่องนี้จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าเงินที่ต้องชำระส่วนที่เหลือเป็นเงินจำนวนมากไม่อาจรวบรวมมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทันภายในกำหนดนั้น ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้เรียกเก็บราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 7,460,000 บาท แต่เนื่องจากเห็นว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น จึงให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพียงร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อได้เป็นเงิน 413,050 บาท เพื่อหักเงินมัดจำที่วางไว้แล้วคงให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเพิ่ม 363,050 บาทเท่านั้น กรณีจึงไม่มีความจำเป็นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต่อไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 96, 390 และ 1237 ถึง 1242 ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ดำเนินการขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น นายสมเกียรติ ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้ในราคา 7,510,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยในข้อ 2.3 ของสัญญาซื้อขายระบุว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้วางเงินมัดจำไว้ 50,000 บาท และสัญญาว่าจะนำเงินซึ่งยังค้างชำระอยู่เป็นเงิน 7,460,000 บาท มาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อเป็นต้นไปหากไม่สามารถชำระเงินตามกำหนด และผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินซึ่งต้องระบุเหตุผลและความจำเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายให้อีกตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ไม่เกิน 3 เดือน และไม่ว่ากรณีใด ๆ จะไม่มีการขยายเวลาวางเงินให้อีก ถ้าไม่นำเงินที่เหลือมาชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดดังกล่าวผู้ซื้อทรัพย์ยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำที่วางไว้ และหากมีการขายทอดตลาดต่อไปได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด ผู้ซื้อทรัพย์ยอมรับผิดชดใช้ให้เต็มจำนวนที่ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลไว้ในครั้งก่อน และค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับการขายทอดตลาดครั้งหลังต่อมาผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ออกไปอีก 3 เดือนเจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุอันควรให้ขยายระยะเวลาวางเงินออกไปเนื่องจากสัญญาร่วมทุนระหว่างผู้ซื้อทรัพย์กับบุคคลภายนอกสามารถรวบรวมเงินกันได้ทันที การที่ผู้ซื้อทรัพย์กับบุคคลภายนอกตกลงกันจะชำระเงินภายใน 90 วัน ไม่ผูกพันเจ้าพนักงานบังคับคดีและเนื่องจากจำเลยที่ 2 ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์ร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อได้เป็นเงิน 413,050 บาท เมื่อหักเงินที่วางมัดจำไว้ จึงให้วางเพิ่ม 363,050 บาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ซื้อทรัพย์ทราบในวันเดียวกัน

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ผู้ซื้อทรัพย์ทำสัญญาร่วมทุนกับบุคคลภายนอก กำหนดชำระเงินภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประมูลได้ ผู้ซื้อทรัพย์สามารถระดมทุนได้แน่นอน แต่ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวนมากต้องใช้เวลารวบรวมเงินเกินกว่า 15 วัน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินแก่รายอื่น โดยไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 3 เดือนจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาชำระเงินออกไป 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ส่อไปในทางประวิงการวางเงินค่าซื้อทรัพย์อาจทำให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินนั้นเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาชำระเงินเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือจำนวน 7,460,000 บาท ออกไปอีกมีกำหนด 3 เดือน โดยอ้างว่าได้ร่วมทุนกับบุคคลอื่นซื้อทรัพย์รายนี้ตามสำเนาสัญญาร่วมทุนที่เสนอพร้อมคำร้อง เมื่อพิจารณาสัญญาร่วมทุนเอกสารหมาย ร.2 ปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ลงทุนเป็นเงินสดในอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่ซื้อเท่านั้น ส่วนผู้ร่วมลงทุนอื่นซึ่งไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายที่ดินร่วมกันลงทุนถึงร้อยละ 97 ทั้งในคำร้องก็ไม่ได้ระบุหรือแสดงเหตุผลอื่นอันสมควรให้เห็นว่าผู้ซื้อทรัพย์และผู้ร่วมลงทุนอื่นได้ดำเนินการระดมทุนด้วยวิธีใดข้ออ้างของผู้ซื้อทรัพย์ในเรื่องนี้จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าเงินที่ต้องชำระส่วนที่เหลือเป็นเงินจำนวนมากไม่อาจรวบรวมมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทันภายในกำหนดนั้น ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้เรียกเก็บราคาที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 7,460,000 บาท ตามคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้น จึงให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินค่าซื้อทรัพย์เพียงร้อยละ 5.5 ของราคาที่ซื้อได้เป็นเงิน 413,050 บาท เมื่อหักเงินมัดจำที่วางไว้แล้วคงให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินเพิ่มจำนวน 363,050 บาท เท่านั้น กรณีจึงไม่มีความจำเป็นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต่อไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสมเกียรติ กิตตินิธินนท์
จำเลย — นายวีระพล ศรีสมโภชน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8316/2551
#499794
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงกรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง โดยอนุโลม มาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้... ฯลฯ... ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 4,000,000 บาท มาวางเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ภายในวันที่ 11 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 ดังนี้ คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปอีก

การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่า จะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 21 (4) การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 9,605,757.75 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของเงินต้น 7,144,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะร่วมกันชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 96, 390, 1237 ถึง 1242 ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 8 แปลงดังกล่าวทำการขายทอดตลาดได้เงินจำนวน 7,510,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงทั้งที่จำเลยที่ 2 ได้คัดค้านการขายแล้ว ราคาที่แท้จริงของทรัพย์จำนองไม่ต่ำกว่า 20,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยฉ้อฉลเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่อาจจะได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 4,000,000 บาท หรือหลักประกันเทียบเท่าจำนวนเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2549 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคห้า ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวต่อไปอีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้ขยายระยะเวลาวางเงินถึงวันที่ 11 กันยายน 2549 เป็นครั้งสุดท้าย ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 30 วัน และแถลงขอให้ศาลส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า ศาลอนุญาตให้วางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนในวันนี้เป็นวันสุดท้าย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม) จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลดังกล่าวเป็นที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไป จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) ที่ไม่รับอุทธรณ์

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกคือคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) ของจำเลยที่ 2 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎาของจำเลยที่ 2 ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกคือคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) ที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง โดยอนุโลม มาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้...ฯลฯ... ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 4,000,000 บาท มาวางเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ภายในวันที่ 11 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 ดังนี้ คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปอีก ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ไต่สวนคำร้อง คงพิจารณาไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทั้งที่ยังไม่พ้นระยะเวลาวางเงินหรือหาประกันมาวางศาล เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่า จะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (4) การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ 2 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นนั้น เห็นได้ว่าสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั่นเอง หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกคือคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) ของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (4) ม. 27 ม. 296 วรรคห้า ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสมเกียรติ กิตตินิธินนท์
จำเลย — นายวีระพล ศรีสมโภชน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314 -ที่ 8315/2551
#494218
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยพิมพ์ตัวเลขโฉนดที่ดินผิดพลาด ศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นเพียงการแก้ไขในรายละเอียดให้ตรงตามความเป็นจริง มิใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

โฉนดที่ดินที่จำนองมีการแบ่งแยกออกเป็นหลายแปลงก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดี เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 717 โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินที่จำนองอย่างทรัพย์ที่จำนองได้ มิใช่เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยอันจะทำให้การบังคับคดีไม่เป็นไปตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,882,022.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,780,398.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาอ้างว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากเลขโฉนดที่ดินไม่ตรงกับฟ้อง ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาดเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา โดยคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด การที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี รวมเข้าไปด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์บังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับคำพิพากษา

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด จำเลยได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกเป็นอีก 8 แปลง จึงมิใช่การบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา ให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งเป็นไม่รับคำร้อง (ที่ถูกควรเป็นยกคำร้อง) ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำพิพากษาชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสำเนาสัญญากู้เงิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสำเนาหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินท้ายฟ้อง ในชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.4 เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้แก่โจทก์จริง แต่พิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาดหากจำเลยไม่ชำระหนี้ ดังนั้น ย่อมเห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะการขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขในรายละเอียดให้ตรงตามความเป็นจริง หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตามสัญญาจำนองได้มีการแบ่งแยกออกเป็นอีก 8 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ จึงถือว่าเป็นคนละแปลงกัน และในคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอบังคับถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ทั้งไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ขายทอดทอดตลาดไปพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าว การที่โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้จะมีการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 685 ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครองไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันอยู่นั่นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกไปจากที่ดินที่จำนองอย่างทรัพย์ที่จำนองได้ ดังนั้น การที่โจทก์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วยจึงมิใช่เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยอันจะทำให้การบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 717
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — หม่อมราชวงศ์ วรฉัตร ฉัตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314 -ที่ 8315/2551
#499792
เปิดฉบับเต็ม

การแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 685 ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 717

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,882,022.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,780,398.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาอ้างว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากเลขโฉนดที่ดินไม่ตรงกับฟ้อง ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี ออกขายทอดตลาด เป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา โดยคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาด การที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี รวมเข้าไปด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์บังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา

ในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด จำเลยได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกเป็นอีก 8 แปลง จึงมิใช่การบังคับคดี ไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษา ให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งเป็นไม่รับคำร้อง (ที่ถูกควรเป็นยกคำร้อง) ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับอุทธรณ์ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำพิพากษาชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ตามสำเนาสัญญากู้เงิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสำเนาหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินท้ายฟ้องในชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดิน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 685 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้แก่โจทก์จริงแต่พิพากษาให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 658 ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ออกขายทอดตลาด หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ดังนั้น ย่อมเห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะการขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดให้ตรงตามความเป็นจริง หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปนี้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ตามสัญญาจำนองได้มีการแบ่งแยกออกเป็นอีก 8 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ จึงถือว่าเป็นคนละแปลงกันและในคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอบังคับถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ทั้งไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ขายทอดตลาดไปพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 685 ดังกล่าว การที่โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วย จึงเป็นการบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้จะมีการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 685 ออกเป็นหลายแปลงตามโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองได้ตกลงยินยอมให้จำเลยทำการแบ่งแยกที่ดินที่จำนองออกไปโดยปลอดจากการจำนอง ต้องถือว่าการจำนองยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วนที่แบ่งแยกออกไปด้วยกันอยู่นั่นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 717 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกไปจากที่ดินที่จำนองอย่างทรัพย์ที่จำนองได้ ดังนั้น การที่โจทก์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 55728 ถึง 55735 ด้วยจึงมิใช่เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยอันจะทำให้การบังคับคดีไม่เป็นไปตามลำดับตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 717 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — หม่อมราชวงศ์วรฉัตร ฉัตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8311 -ที่ 8312/2551
#499860
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองไม่มีหลักฐานเอกสารแสดงการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย ถึงแม้ผู้ร้องที่ 1 จะได้โอนที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา ให้ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้วก็เป็นเพียงการโอนไปซึ่งทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ในทรัพย์มรดกอื่นกลับไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 ได้จัดการประการใดหรือโอนให้จำเลยไป ดังนี้ เมื่อเงินฝากในบัญชีเงินฝากกึ่งหนึ่งยังเป็นของผู้ตาย ย่อมตกทอดไปยังจำเลยและผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย จำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในเงินฝากดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวของพนักงานบังคับคดี

ตามคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดของผู้ร้องทั้งสองซึ่งอ้างว่าเงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการอายัดเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากดังกล่าวนั้น เป็นกรณีมีปัญหาว่า จะอายัดเงินฝากดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมีคำขอให้คืนเงินฝากดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสองด้วยแต่หากศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการอายัด ย่อมทำให้เงินฝากดังกล่าวกลับคืนไปตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ผู้ร้องทั้งสองจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลสำนวนละ 200 บาท ในแต่ละชั้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. แต่ผู้ร้องทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในแต่ละชั้นศาลจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลแต่ละสำนวนในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกผู้ร้องในสำนวนแรกและผู้ร้องที่ 1 ในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้ร้องที่ 2 สำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 2 เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,531,799.31 บาท แก่โจทก์ โดยต้องผ่อนชำระทุกเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และต้องชำระให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้อง คือ เงินในบัญชีเงินฝากของนางสัมฤทธิ์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นมารดาของจำเลย อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเงินมาชำระหนี้

ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2544 ธนาคารดังกล่าวส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจำนวน 126,019 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องในสำนวนแรกว่า สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกแก่ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นสามี และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายไม่ได้ตกแก่จำเลยขอให้ถอนการอายัดทรัพย์ และคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องที่ 1

โจทก์ยื่นคำคัดค้านในสำนวนแรกว่า สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวมิได้ตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ผู้ร้องที่ 1 แต่ตกเป็นทรัพย์มรดกแก่จำเลยและผู้ร้องที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ธนาคารดังกล่าวส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจำนวน 109,800.50 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องในสำนวนที่สองว่า สิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกแก่ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ตกแก่จำเลย ขอให้ถอนการอายัดทรัพย์ และคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านในสำนวนที่สองว่า สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวมิได้เป็นทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ร้องทั้งสอง แต่เป็นทรัพย์มรดกตกแก่จำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยและผู้ร้องที่ 2 มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน คือ เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1098 พร้อมอาคารพาณิชย์ เลขที่ 118/9 จำนวน 6 คูหา และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา เลขที่ 113/7 หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และผู้ร้องที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวจำนวน 400,000 บาท ธนาคารดังกล่าวได้ส่งเงินฝากจากบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวรวม 2 ครั้ง จำนวน 126,019 บาท และ 109,800.50 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองเบิกความว่า ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้แบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยไปแล้ว คือ ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 118/9 จำนวน 6 คูหา และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายคือ ที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา เลขที่ 113/7 และเงินสดจำนวน 120,000 บาท สำหรับสิทธิเรียกร้องในเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวตกลงกันให้ตกเป็นของผู้ร้องทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขออายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเพราะไม่ใช่เป็นของจำเลย ส่วนโจทก์มีนายทัพทองทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดทั้งสองรายการเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับในฐานะเป็นทายาทของผู้ตายและผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยังไม่ได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตาย เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่มีหลักฐานเอกสารแสดงการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย ถึงแม้ผู้ร้องที่ 1 จะได้โอนที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา เลขที่ 113/7 ให้ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้วก็เป็นเพียงการโอนไปซึ่งทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ในทรัพย์มรดกอื่นกลับไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 ได้จัดการประการใดหรือโอนให้จำเลยไป คำเบิกความของผู้ร้องทั้งสองที่อ้างว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายได้มีการแบ่งปันในระหว่างผู้ร้องทั้งสองและจำเลยได้ตกเป็นของผู้ร้องทั้งสองแล้ว โดยผู้ร้องทั้งสองไม่นำจำเลยมาสืบให้ปรากฏความจริง จึงรับฟังไม่ได้ ดังนี้เมื่อเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวกึ่งหนึ่งยังเป็นของผู้ตาย ย่อมตกทอดไปยังจำเลยและผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย จำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในเงินฝากดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวนของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า การร้องขอให้เพิกถอนการอายัดผู้ร้องทั้งสองต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดของผู้ร้องทั้งสองซึ่งอ้างว่าเงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการอายัดเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากดังกล่าวนั้นเป็นกรณีมีปัญหาว่า จะอายัดเงินฝากดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมีคำขอให้คืนเงินฝากดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสองด้วย แต่หากศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการอายัด ย่อมทำให้เงินฝากดังกล่าวกลับคืนไปตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีของผู้ร้องทั้งสองเป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ผู้ร้องทั้งสองจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลสำนวนละ 200 บาท ในแต่ละชั้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ผู้ร้องทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในแต่ละชั้นศาลจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลแต่ละสำนวนในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแต่ละสำนวนในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599
ป.วิ.พ. ม. 296 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย หมั่นเฮง
นายหว่อง ฟอง ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนางสัมฤทธิ์ เฮงสวัสดิ์
ผู้ร้อง — กับพวก
จำเลย — นางสุภาพร สิทธิ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2551
#500404
เปิดฉบับเต็ม

ในครั้งแรกที่มีการรังวัดการเวนคืนที่ดินและคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางละ 35,000 บาท โจทก์พอใจและไม่ได้อุทธรณ์ภายในกำหนด ทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาล ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้างทำให้ต้องเวนคืนเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้น เมื่อโจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินในเนื้อที่ที่ต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นใหม่นี้ไม่เป็นธรรม โจทก์ก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนนี้เพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แต่โจทก์จะอ้างความเสียหายจากเนื้อที่ที่ต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นใหม่มาเป็นเหตุอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินจากการเวนคืนโดยการดำเนินการของจำเลยในครั้งแรกที่โจทก์พอใจไปแล้วด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 193,283,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 140,570,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีกโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 ให้รับเงินค่าทดแทน จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 14,700,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,534,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 82357 เนื้อที่ 14 ไร่ ถูกเวนคืนอันเนื่องมาจากการดำเนินการของจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจอมทอง เขตภาษีเจริญ เขตบางขุนเทียน และเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 ครั้งแรกเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 83 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 35,000 บาท เป็นเงิน 37,905,000 บาท และเงินค่าทดแทนไม้ยืนต้น 54 รายการ เป็นเงิน 306,910 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 38,211,910 บาท โจทก์ตกลงทำหนังสือสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 สัญญาดังกล่าวระบุจะแบ่งจ่ายเงินเป็น 2 งวดแรกจ่ายร้อยละ 75 เป็นเงิน 28,428,750 บาท งวดที่สองร้อยละ 25 เป็นเงิน 9,476,250 บาท ตามสัญญาซื้อขาย โจทก์รับเงินทั้งสองงวดไปแล้ว โดยไม่ติดใจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ต่อมาภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ มีการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้างจึงทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นอีกเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 แจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 35,000 บาท เป็นเงิน 34,265,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน รวมเนื้อที่ 5 ไร่ 62 ตารางวา เป็นตารางวาละ 50,000 บาท และขอเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ซึ่งอ้างว่ามีราคาลดลงตารางวาละ 30,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ได้วินิจฉัยภายใน 60 วัน โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนในอัตราตารางวาละ 50,000 บาท ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนโดยอ้างว่าราคาลดลงตารางวาละ 30,000 บาท และเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เช่าที่ดินตอบแทนการยกเลิกสัญญาเช่าเป็นเงิน 3,500,000 บาท ศาลชั้นต้นเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์สำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืน เนื้อที่ 5 ไร่ 62 ตารางวา เป็นตารางวาละ 37,000 บาท และที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ซึ่งราคาลดลงตารางวาละ 2,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนที่โจทก์ชำระแก่ผู้เช่าที่ดินเพื่อยกเลิกสัญญาเช่า 3,500,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนในอัตราตารางวาละ 50,000 บาท และขอเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งราคาลดลงตารางวาละ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน อีกทั้งเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดให้ตารางวาละ 35,000 บาท ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ส่วนเงินจำนวน 3,500,000 บาท ที่จ่ายให้แก่ผู้เช่าที่ดินโจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีฯ จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินที่โจทก์ถูกเวนคืนโดยการดำเนินการของจำเลยครั้งแรกเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 83 ตารางวา โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ภายใน 60 วัน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนนี้เพิ่มส่วนที่โจทก์ถูกเวนคืนโดยการดำเนินการของฝ่ายจำเลยในครั้งหลังเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ภายใน 60 วัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นที่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยการดำเนินการของจำเลยในครั้งหลังเพิ่มอีกตารางวาละ 2,000 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งราคาลดลงตารางวาละ 2,000 บาท กับกำหนดเงินค่าตอบแทนที่โจทก์ชดใช้ให้แก่ผู้เช่าที่ดินเพื่อยกเลิกสัญญาเช่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยการดำเนินการของจำเลยในครั้งแรกเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 83 ตารางวาเพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นว่าในครั้งแรกที่มีการรังวัดการเวนคืนที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 83 ตารางวา และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางวาละ 35,000 บาท โจทก์พอใจและไม่ได้อุทธรณ์ภายในกำหนด ทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาล ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะการที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้างทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นอีกเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา ซึ่งการเวนคืนโดยการดำเนินการของจำเลยในครั้งหลังนี้มีผลเปลี่ยนแปลงขนาด ที่ตั้งและรูปแปลงที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายมากนั้น เห็นว่า ต่อมาแม้มีการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้างทำให้ต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นใหม่นี้ไม่เป็นธรรม โจทก์ก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนนี้เพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แต่โจทก์จะอ้างความเสียหายจากเนื้อที่ที่ต้องเวนคืนเพิ่มขึ้นใหม่มาเป็นเหตุอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินจากการเวนคืนโดยการดำเนินการของจำเลยในครั้งแรกที่โจทก์พอใจไปแล้วด้วยไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์เพิ่มอีก 4,895,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2534 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา เกตุคง
จำเลย — กรมโยธาธิการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
ชาลี ทัพภวิมล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2551
#415338
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ผ่องจิต
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาง สันเดิง ทิพารัตน์
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ -
ชื่อองค์คณะ
นายศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2551
#493626
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาในขณะที่ปลูกโรงเรือน หากขณะปลูกสร้างโรงเรือนไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แม้ภายหลังจึงทราบว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่นก็หาทำให้การกระทำที่สุจริตแต่แรกกลับกลายเป็นไม่สุจริตไปแต่อย่างใด เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 แล้ว จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์มีค่าเพิ่มขึ้นเพียงใด โจทก์ประมาทเลินเล่อ หรือไม่ ซึ่งมิได้มีประเด็นในคดีนี้คู่ความจึงมิได้สืบพยานไว้จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยให้โจทก์กับจำเลยไปว่ากล่าวกันใหม่จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและรื้อถอนเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษากับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับรื้อถอนเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมนายแจ่ม และนางไกลเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10142 เนื้อที่ 2 งาน 51.2 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2517 บุคคลทั้งสองจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ทั้งสอง นายสมบูรณ์บุตรของนายแจ่มและนางไกลร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นภริยาเข้าครอบครองและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 14 บนที่ดินดังกล่าวคิดเป็นเนื้อที่ 1 งาน 66 ตารางวา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงเป็นของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างเข้าใจว่าที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างบ้านเป็นที่ดินของจำเลยที่ได้รับการยกให้มาจากนายแจ่มและนางไกลซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินโจทก์ทั้งสอง เท่ากับว่าจำเลยสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาดังกล่าว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา จำเลยจะยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหาได้ไม่ หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว จำเลยจะต้องฎีกาคัดค้านขึ้นมา หาใช่ทำเป็นคำแก้ฎีกาศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ว่าการสร้างโรงเรือนของจำเลยและนายสมบูรณ์เป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องและชอบแล้ว แต่การที่หลังจากตรวจสอบแนวเขตที่ดินรู้ว่าจำเลยและนายสมบูรณ์สร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองหาทางออกโดยให้จำเลยและนายสมบูรณ์ทำสัญญาเช่า หรือซื้อที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือขายโรงเรือนให้โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยและนายสมบูรณ์ไม่ตกลง ต้องถือว่าจำเลยและนายสมบูรณ์อยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ และไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาในขณะที่ปลูกสร้างโรงเรือน หากขณะปลูกสร้างโรงเรือนไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แม้ภายหลังจึงทราบว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่น ก็หาทำให้การกระทำที่สุจริตแต่แรกกลับกลายเป็นไม่สุจริตไปแต่อย่างใด แม้จะได้ความตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาก็ตาม เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นเพียงใด โจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่อหรือไม่ซึ่งมิได้มีประเด็นในคดีนี้คู่ความจึงมิได้สืบพยานไว้ จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โดยให้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยไปว่ากล่าวกันใหม่นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1310
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผ่องจิต เปรมภิรักษ์ กับพวก
จำเลย — นางสันเดิง ทิพารัตน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2551
#494165
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินทั้งแปลงเป็นของโจทก์ แต่โจทก์และจำเลยต่างเข้าใจว่าที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างบ้านเป็นของจำเลยที่ได้รับการยกให้มาซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินโจทก์ เท่ากับว่าจำเลยสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 จึงให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา จำเลยไม่ฎีกา จึงต้องฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาจำเลยจะยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหาได้ไม่ หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยจะต้องฎีกาคัดค้านขึ้นมา

การพิจารณาว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่ จะต้องพิจารณาในขณะที่ปลูกสร้างโรงเรือน หากขณะปลูกสร้างโรงเรือนไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แม้ภายหลังจึงทราบว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่น ก็ไม่ทำให้การกระทำที่สุจริตแต่แรกกลับกลายเป็นไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10142 โดยซื้อมาจากนายแจ่มและนางไกล จำเลยเป็นภริยาของนายสมบูรณ์บุตรของนายแจ่มและนางไกล หลังจากซื้อที่ดินดังกล่าวโจทก์ทั้งสองอนุญาตให้นายแจ่มและนางไกลครอบครองที่ดินและทำนาบนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ต่อมานายแจ่มและนางไกลถึงแก่ความตาย นายสมบูรณ์สามีจำเลยครอบครองดูแลและทำนาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง นายสมบูรณ์และจำเลยปลูกเรือนโดยโจทก์ทั้งสองและนายสมบูรณ์ต่างเข้าใจว่านายสมบูรณ์ปลูกเรือนบนที่ดินของนายสมบูรณ์ แต่ภายหลังเมื่อมีการตรวจสอบแนวเขตที่ดินจึงทราบว่านายสมบูรณ์ปลูกเรือนลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเสนอให้จำเลยกับนายสมบูรณ์เช่าที่ดินให้ถูกต้อง หรือซื้อที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หรือขายเรือนให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่นายสมบูรณ์กับจำเลยไม่ตกลง ต่อมานายสมบูรณ์ได้ถึงแก่ความตาย การที่จำเลยยังอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเดือนละ 1,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและรื้อถอนเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า นายสมบูรณ์และจำเลยร่วมกันปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินซึ่งได้รับการยกให้จากบิดาของนายสมบูรณ์ และอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยความสงบและเปิดเผยเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 30 ปี จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ที่ดินที่ปลูกบ้านข้างต้นจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสมบูรณ์และจำเลย นายสมบูรณ์และจำเลยกั้นอาณาเขตเป็นสัดส่วนแยกต่างหากจากที่ดินส่วนอื่นมาเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยโจทก์ทั้งสองไม่เคยคัดค้าน บิดาของนายสมบูรณ์ยกที่ดินดังกล่าวให้นายสมบูรณ์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย มิได้ขายหรือมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ทั้งสอง แม้หากจะฟังว่าที่ดินเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากการครอบครองที่ดินของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับรื้อถอนเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลา 2544) ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมนายแจ่มและนางไกลเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10142 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ 2 งาน 51.2 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2517 บุคคลทั้งสองจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ทั้งสอง นายสมบูรณ์บุตรของนายแจ่มและนางไกลร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นภริยาเข้าครอบครองและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 14 บนที่ดินดังกล่าวคิดเป็นเนื้อที่ 1 งาน 66 ตารางวา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงเป็นของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างเข้าใจว่าที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างบ้านเป็นที่ดินของจำเลยที่ได้รับการยกให้มาจากนายแจ่มและนางไกล ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินโจทก์ทั้งสอง เท่ากับว่าจำเลยสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาดังกล่าว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา จำเลยจะยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหาได้ไม่ หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยจะต้องฎีกาคัดค้านขึ้นมา หาใช่ทำเป็นคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ว่าการสร้างโรงเรือนของจำเลยและนายสมบูรณ์เป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องและชอบแล้ว แต่การที่หลังจากตรวจสอบแนวเขตที่ดินรู้ว่าจำเลยและนายสมบูรณ์สร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองหาทางออกโดยให้จำเลยและนายสมบูรณ์ทำสัญญาเช่า หรือซื้อที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือขายโรงเรือนให้โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยและนายสมบูรณ์ไม่ตกลงต้องถือว่าจำเลยและนายสมบูรณ์อยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบและไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาในขณะที่ปลูกสร้างโรงเรือน หากขณะปลูกสร้างโรงเรือนไม่ทราบว่าที่ดินเป็นของบุคคลอื่นก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แม้ภายหลังจึงทราบว่าเป็นที่ดินของบุคคลอื่น ก็หากระทำที่สุจริตแต่แรกกลับกลายเป็นไม่สุจริตไปแต่อย่างใด แม้จะได้ความตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาก็ตาม เมื่อกรณีเข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นเพียงใด โจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่อหรือไม่ ซึ่งมิได้มีประเด็นในคดีนี้ คู่ความจึงมิได้สืบพยานไว้ จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โดยให้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยไปว่ากล่าวกันใหม่นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1310
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผ่องจิต เปรมภิรักษ์ กับพวก
จำเลย — นางสันเดิง ทิพารัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8304/2551
#496007
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อขายเหล็กจากบริษัท ร. โจทก์จึงเป็นเจ้าของเหล็กเมื่อ ส. ได้แสดงตนว่าเป็นพนักงานของจำเลยและไปรับเหล็กดังกล่าวซึ่งโจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งแล้วแต่ไม่นำเหล็กไปส่งให้โจทก์ตามที่ได้ว่าจ้างกันไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

ส. เป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกเหล็กซึ่งเป็นรถที่แล่นร่วมกับบริษัทจำเลยกระทำการยักยอกเหล็กของโจทก์ไป จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยขนส่งเหล็กน้ำหนัก 29,611 กิโลกรัม จากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ไปที่ภูมิลำเนาของโจทก์ที่จังหวัดลำปาง ในอัตราค่าจ้างกิโลกรัมละ 35 สตางค์ จำเลยได้มอบหมายให้นายสุชาติขับรถยนต์บรรทุกมารับเหล็กจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด แล้ว แต่นายสุชาติมิได้นำเหล็กไปส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ราคาเหล็กจำนวน 455,618 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,349 บาท และค่าขาดประโยชน์จากกำไรที่โจทก์จะได้จากการขายเหล็กจำนวน 22,780 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวน 455,618 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเหล็ก จำเลยไม่ได้รับจ้างขนเหล็กให้โจทก์และจำเลยมิได้มอบหมายให้นายสุชาติไปบรรทุกเหล็ก หากจำเลยต้องรับผิดก็มีจำนวนไม่เกินปริมาณน้ำหนักเหล็กตามที่กฎหมายอนุญาตให้บรรทุกคือ 13,000 กิโลกรัม และราคาก็ไม่เกิน 150,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 470,618 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวน 455,618 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 12 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 18,349 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 455,618 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 12 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 18,349 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยขนส่งเหล็กจำนวน 29,611 กิโลกรัม เป็นราคาเหล็กทั้งหมด 455,618 บาท โดยคิดค่าจ้างในอัตรากิโลกรัมละ 35 สตางค์ จำเลยตกลงรับจ้างขนส่งเหล็กให้โจทก์โดยมอบให้นายสุชาติขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3277 เพชรบุรี ไปรับเหล็กและได้มีการขนเหล็กจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ไปแล้ว แต่นายสุชาติไม่นำเหล็กจำนวนดังกล่าวไปส่งให้โจทก์ที่จังหวัดลำปาง โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยรับผิดแต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของเหล็กและเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จำเลยอ้างว่า เหล็กจำนวนดังกล่าวที่ขนส่งไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ตามหลักฐานใบรับฝากสินค้าเอกสารหมาย จ.4 ข้อเท็จจริงได้ความจากคำพยานนายสุชาติหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ว่า โจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าเหล็กจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด มาเป็นเวลาประมาณ 10 ปี แล้ว สำหรับบริษัทจำเลยนั้นได้ติดต่อให้จำเลยเป็นผู้ขนส่งเหล็กจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดลำปางมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ปรากฏหลักฐานตามใบเสร็จรับเงิน ใบเก็บเงินและใบเซ็นรับรองของปลายทางของบริษัทจำเลยรวม 35 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.3 ส่วนในคดีนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งเหล็กจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 ซึ่งจำเลยตกลงรับขนโดยมอบให้นายสุชาติขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3277 เพชรบุรี ไปรับเหล็กนายสุชาติได้ไปรับเหล็กจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ครบจำนวนแล้วแต่ไม่นำเหล็กไปส่งมอบให้โจทก์ นอกจากคำพยานนายสุชาติแล้ว พยานโจทก์มีนางสาวขนิษฐาซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด เป็นพนักงานฝ่ายรับรถเข้ามาขึ้นเหล็กและปล่อยรถออกรวมทั้งตรวจสินค้าเบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-3277 เพชรบุรี แล่นมาที่บริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด สอบถามแล้วคนขับรถชื่อนายสุชาติแจ้งว่ามาจากบริษัทอภิสิทธิ์ขนส่ง จำกัด จะมาขึ้นเหล็กของห้างหุ้นส่วนจำกัดก้าวรวมช่างซึ่งซื้อจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด นายสุชาติแจ้งว่ารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกได้ 30 ตัน เมื่อสอบถามถึงใบอนุญาตขับขี่ และบัตรประจำตัวประชาชนจากคนขับรถแล้วได้รับแจ้งว่าไม่มี มีแต่ใบสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจ ได้มอบใบสั่งให้ตรวจดูปรากฏว่าชื่อนายสุชาติเป็นคนขับรถ ได้นำใบสั่งไปให้ฝ่ายขายตรวจสอบว่าเป็นคนขับรถจากบริษัทอภิสิทธิ์ขนส่ง จำกัด หรือไม่ ฝ่ายขายแจ้งว่าใช่และให้ขึ้นของได้ จึงมีการนำเหล็กขึ้นรถยนต์บรรทุกไปจำนวน 29 ตันเศษ พยานเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองทั้งได้ทำหลักฐานไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 รวม 6 แผ่น นายสุชาติได้ลงชื่อในช่องผู้รับฝากและในช่องพนักงานขับรถ กับเขียนหมายเลขทะเบียนรถในช่องทะเบียนรถในเอกสารหมาย จ.4 ด้วย ก่อนรถจะออกจากประตูของบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ไป ยามได้เข้าทำการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถก่อน เมื่อเห็นว่าถูกต้องจึงได้ปล่อยรถออกไป ทั้งได้ยืนยันว่า ตามปกติแล้วการซื้อขายสินค้าจะออกเป็นใบรับฝากสินค้าตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อพิจารณาคำพยานนายสุชาติหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์คำพยานนางสาวขนิษฐาประกอบใบรับฝากสินค้าตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ว เห็นว่า ในเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความระบุเลขที่ใบสั่งของลูกค้า เลขที่ใบสั่งขายของบริษัท และมีรายละเอียดจำนวนสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งกำหนดเวลาชำระเงิน อันเป็นปกติวิสัยในการซื้อขายสินค้าของผู้ดำเนินธุรกิจในทางการค้าจะดำเนินการ หาจำต้องทำเป็นสัญญาซื้อขายตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ดังนั้น เอกสารหมาย จ.4 ย่อมเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้ทำการซื้อขายเหล็กจำนวนดังกล่าวจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด แล้ว โจทก์จึงเป็นเจ้าของเหล็ก เมื่อนายสุชาติได้แสดงตนว่าเป็นพนักงานของจำเลยและได้ไปรับเหล็กดังกล่าวแล้วแต่ไม่นำเหล็กไปส่งให้โจทก์ตามที่ได้ว่าจ้างกันไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

ปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น จำเลยอ้างว่าปกติการบรรทุกสินค้าบริษัทที่รถยนต์บรรทุกจะไปบรรทุกสินค้านั้นจะต้องตรวจสอบผู้ที่มาบรรทุกเพื่อป้องกันการทุจริตและพวกมิจฉาชีพ ต้องขอดูบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบอนุญาตขับขี่และทะเบียนรถที่มารับขนสินค้า แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ได้มีการตรวจสอบเอกสารแต่ประการใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบ แต่พยานโจทก์ปากนางสาวขนิษฐายืนยันว่าได้ตรวจสอบคนขับรถแล้วชื่อนายสุชาติโดยนำหลักฐานใบสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจแสดงให้ดู เมื่อฝ่ายขายโทรศัพท์ไปสอบถามว่าเป็นคนขับรถจากบริษัทอภิสิทธิ์ขนส่ง จำกัด จำเลยหรือไม่ ฝ่ายขายได้รับแจ้งว่าใช่ เมื่อตรวจดูทะเบียนพบว่าถูกต้องจึงให้ขนเหล็กทั้งหมดขึ้นรถบรรทุก ทั้งให้นายสุชาติลงลายมือชื่อในช่องผู้รับฝากและในช่องพนักงานขับรถในเอกสารหมาย จ.4 ส่วนนายสุชาติหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ยืนยันว่าเมื่อนายสุชาติรับเหล็กจากบริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ไปแล้วไม่ได้นำเหล็กจำนวนดังกล่าวไปส่งให้โจทก์ที่จังหวัดลำปาง จึงได้ติดต่อไปยังบริษัทจำเลย บริษัทจำเลยแจ้งว่านายสุชาติได้ยักยอกเหล็กที่รับขนไปทั้งนี้บริษัทจำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางโพงพางตามรายละเอียดในเอกสารหมาย จ.5 พันตำรวจโทพเยาว์ผู้รับแจ้งความเบิกความในวันที่ 2 กรกฎาคม ท 2543 นายอภิสิทธิ์กรรมการบริษัทอภิสิทธิ์ขนส่ง จำกัด มาแจ้งว่านายสุชาติได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3277 เพชรบุรี ซึ่งเป็นรถที่แล่นร่วมกับบริษัทไปบรรทุกเหล็กของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวรวมช่างที่บริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด เพื่อนำไปให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้าวรวมช่างที่จังหวัดลำปาง แต่หลังจากที่นายสุชาติได้ขับรถไปบรรทุกเหล็กเรียบร้อยแล้วได้นำเหล็กไปขายเป็นการส่วนตัว ไม่ได้นำไปมอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้าวรวมช่างจึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้ตามเอกสารหมาย จ.5 จากบันทึกประจำวันเอกสารหมาย จ.5 ประกอบคำพยานพันตำรวจโทพเยาว์ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์เป็นกรรมการของบริษัทอภิสิทธิ์ขนส่ง จำกัด แจ้งว่านายสุชาติเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-3277 เพชรบุรี ซึ่งเป็นรถที่แล่นร่วมกับบริษัท ทั้งได้ไปบรรทุกเหล็กของห้างหุ้นส่วนจำกัดก้าวรวมช่างที่บริษัทรัชดาวัสดุก่อสร้าง จำกัด ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่า นายสุชาติเป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกหมายเลข 70-3277 เพชรบุรี ซึ่งเป็นรถที่แล่นร่วมกับบริษัทจำเลยกระทำการยักยอกเหล็กของโจทก์ไป จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ สำหรับประเด็นที่จำเลยฎีกาว่ากรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถยนต์บรรทุกคันหนึ่งบรรทุกได้ไม่เกิน 13 ตัน เมื่อรวมกับน้ำหนักรถแล้วไม่เกิน 21 ตัน แต่รถยนต์บรรทุกเหล็กคันเกิดเหตุกลับบรรทุกสินค้าถึง 29 ตัน เกินกำหนดที่กฎหมายอนุญาตจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า การที่รถยนต์บรรทุกทำการบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับผู้ขับรถยนต์บรรทุกหรือผู้ประกอบการ หาใช่ข้อที่จะอ้างเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินต่อโจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นนี้ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก้าวรวมช่าง
จำเลย — บริษัทอภิสิทธิ์ขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8301/2551
#499854
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยตกอยู่ในภาระจำยอมทางเดิน ทางรถยนต์ สาธารณูปโภคแก่ที่ดินโจทก์และที่ดินโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่น จำเลยได้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างลงบนที่ดินภาระจำยอมเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้เต็มที่ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่ามิได้ทำให้โจทก์เสื่อมความสะดวกหรือทำให้การใช้ประโยชน์ของโจทก์ในที่ดินของจำเลยลดลงไปแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถให้การต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง ส่วนข้อที่ว่าโจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้เต็มที่และขาดความสะดวกในการใช้ที่ดินภาระจำยอมได้เต็มที่อย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินตลอดทั้งแปลงซึ่งมีความกว้างประมาณ 10 เมตร ยาวตลอดแนวของจำเลย เป็นถนนทางเดินและทางรถยนต์ตลอดจนสาธารณูปโภคแก่ที่ดินของโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่นเพื่อใช้เป็นถนนสำหรับเข้าออกที่ดินของโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่น สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่จำเลยสร้างในที่ดินของจำเลยซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้น สร้างขึ้นภายหลังจากมีการจดทะเบียนภาระจำยอมแล้ว และปรากฏว่าสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ของจำเลยดังกล่าวล้วนแต่ล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินภาระจำยอมที่เป็นถนนทั้งสิ้น จนทำให้เส้นทางถนนดังกล่าวเหลือความกว้างเพียงประมาณ 2.78 เมตรเท่านั้น ซึ่งรถยนต์ย่อมแล่นสวนทางกันไม่ได้ โจทก์ต้องใช้รถตู้คอนเทรนเนอร์และรถกระบะขนส่งสินค้าเข้าออกที่ดินของโจทก์ สิ่งก่อสร้างของจำเลยจึงเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 52664 เลขที่ดิน 791 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ตลอดจนสาธารณูปโภคต่าง ๆ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 63111 เลขที่ดิน 1001 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นของโจทก์-และที่ดินโฉนดเลขที่ 52665 เลขที่ดิน 792 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 52666 เลขที่ดิน 793 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่น โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อประมาณปี 2541 จำเลยก่อสร้างแท่งคอนกรีตป้อมยามและโกดังเก็บของบนที่ดินภาระจำยอมดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้เต็มที่ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมดและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินภาระจำยอม และทำที่ดินภาระจำยอมให้มีสภาพดังเดิม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินของจำเลยตามฟ้องไม่ได้ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวม โจทก์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 63111 เลขที่ดิน 1001 โฉนดเลขที่ 52665 เลขที่ดิน 792 และโฉนดเลขที่ 52666 เลขที่ดิน 793 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โกดังของจำเลยมิได้ทำให้โจทก์เสื่อมความสะดวกหรือทำให้การใช้ประโยชน์ของโจทก์ในที่ดินของจำเลยลดลงไปแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนแท่งคอนกรีต ป้อมยามและโกดังเก็บของ พร้อมทั้งขนย้ายออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 52664 เลขที่ดิน 791 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ และทำที่ดินดังกล่าวให้มีสภาพดังเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 63111 และเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 52665 และเลขที่ 52666 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 52664 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2533 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 52664 ตกอยู่ในภาระจำยอมตลอดทั้งแปลงเรื่องทางเดินและทางรถยนต์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 52666 และโฉนดเลขที่ 52665 ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2535 มีการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 52664 ตกอยู่ในภาระจำยอมตลอดทั้งแปลงเรื่องสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทางเดินและทางรถยนต์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 63111 ตามบันทึกถ้อยคำ (ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม) เอกสารหมาย จ.5 (3 ฉบับ)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้เข้าใจได้ว่าการที่จำเลยก่อสร้างโกดังเก็บของบนที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้เต็มที่อย่างไรฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 52664 ตกอยู่ในภาระจำยอมทางเดิน ทางรถยนต์และสาธารณูปโภคแก่ที่ดินโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่นตามโฉนดเลขที่ 63111 เลขที่ 52665 และเลขที่ 52666 จำเลยได้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างลงบนที่ดินภาระจำยอมเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้เต็มที่ ซึ่งจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่าโกดังของจำเลยมิได้ทำให้โจทก์เสื่อมความสะดวกหรือทำให้การใช้ประโยชน์ของโจทก์ในที่ดินของจำเลยลดลงไปแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และสามารถให้การต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง ส่วนข้อที่ว่าโจทก์ไม่สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้เต็มที่อย่างไรและขาดความสะดวกในการใช้ที่ดินภาระจำยอมอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปว่า สิ่งก่อสร้างของจำเลยตามฟ้องทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อประมาณปี 2541 จำเลยได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างคือ แท่งคอนกรีต ป้อมยาม โกดังเก็บของในที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 52664 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในภาระจำยอมเรื่องทางเดินและทางรถยนต์ตลอดจนสาธารณูปโภคแก่ที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 63111 และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมตามโฉนดเลขที่ 52665 และเลขที่ 52666 ที่ดินภาระจำยอมดังกล่าวโจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกระหว่างที่ดินโจทก์กับถนนลาดกระบัง - วัดกิ่งแก้วเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางดังกล่าวได้เต็มพื้นที่ โดยได้มีการตกลงความกว้างของทางเข้าออกประมาณ 10 เมตร อีกทั้งโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมโรงงานตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เพื่อประกอบอุตสาหกรรมหลอมโลหะนำขายในประเทศและส่งออกต่างประเทศโดยการขนส่งจะใช้รถตู้คอนเทรนเนอร์ ส่วนจำเลยมีนายดำรงค์สิทธิ์กรรมการของจำเลยเบิกความว่า โกดังตามภาพถ่ายที่ 1 และที่ 2 เอกสารหมาย ล.1 บริษัทจำเลยได้ก่อสร้างขึ้นมาเมื่อปี 2538 ป้อมยามหน้าประตูหมายเลข 1 และโรงจอดรถหมายเลข 4 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 สร้างเมื่อปี 2538 หรือปี 2539 และป้อมยาม โกดังเก็บของ โรงจอดรถ ตามหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 6 ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 ได้สร้างแนวเดียวกับเสาไฟฟ้า ส่วนแท่งคอนกรีตตามหมายเลข 7 และ 9 แต่เดิมเป็นทางเข้าออกโรงงานซึ่งสร้างมาพร้อมกับบริษัทจำเลย ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นแท่งคอนกรีตเมื่อปี 2540 หรือปี 2541 ในการขนของของโจทก์นั้นโจทก์จะใช้รถตู้คอนเทรนเนอร์และรถกระบะซึ่งสามารถเข้าออกได้ตลอดเวลาบริษัทจำเลยไม่เคยห้ามแต่อย่างใด เห็นว่า จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 52664 เป็นทางเดินและทางรถยนต์ตลอดจนสาธารณูปโภคแก่ที่ดินของโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่นตามโฉนดเลขที่ 63111 เลขที่ 52665 และเลขที่ 52666 เมื่อปี 2533 และปี 2535 ส่วนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่จำเลยสร้างในที่ดินของจำเลยซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้นสร้างเมื่อปี 2538 ถึงปี 2541 อันเป็นการสร้างขึ้นภายหลังจากมีการจดทะเบียนภาระจำยอมแล้ว นอกจากนี้ตามบันทึกถ้อยคำ (ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม) ระหว่างโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 (ฉบับที่ 1 และที่ 2) ข้อ 1 ก็ระบุว่าที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 52664 ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดินและทางรถยนต์ตลอดทั้งแปลง ประกอบกับแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 ปรากฏว่าที่ดินของจำเลยที่ตกอยู่ในภาระจำยอมดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ประมาณ 2 งาน 47 ตารางวา มีความกว้าง ประมาณ 10 เมตร ยาวตลอดแนว เมื่อพิจารณาจากสารบัญจดทะเบียนโฉนดเลขที่ 52664 เอกสารหมาย จ.1 บันทึกถ้อยคำ (ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม) เอกสารหมาย จ.5 และแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 ประกอบกันแล้วฟังได้ว่าที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 52664 ตลอดทั้งแปลงตกอยู่ในภาระจำยอมเป็นถนนสำหรับทางเดินและทางรถยนต์ตลอดจนสาธารณูปโภคแก่ที่ดินของโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่นเพื่อใช้เป็นถนนสำหรับเข้าออกที่ดินของโจทก์และที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่นสู่ถนนลาดกระบัง - วัดกิ่งแก้ว ซึ่งตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.6 ปรากฏว่าสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ของจำเลยล้วนแต่ก่อสร้างล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินภาระจำยอมที่เป็นถนนทั้งสิ้น โดยเฉพาะโรงจอดรถหมายเลข 4 และแท่งคอนกรีตหมายเลข 7 ล้ำเข้ามาจนทำให้เส้นทางถนนดังกล่าวเหลือความกว้างเพียงประมาณ 2.78 เมตรเท่านั้น ซึ่งรถยนต์ย่อมแล่นสวนทางกันไม่ได้ โจทก์ต้องใช้รถตู้คอนเทรนเนอร์และรถกระบะขนส่งสินค้าเข้าออกที่ดินของโจทก์ นายวิชัยพยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สิ่งปลูกสร้าง เช่น แท่งคอนกรีต โกดัง ขวางทางทำให้รถของบริษัทของโจทก์ไม่สามารถเข้าออกได้สะดวก จึงเป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สิ่งก่อสร้างของจำเลยเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ที่จำเลยฎีกาว่า สิ่งที่ทำให้รถตู้คอนเทรนเนอร์แล่นเข้ามาไม่สะดวกมิได้เกิดจากสิ่งปลูกสร้างของจำเลยแต่เกิดจากรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้นั้น เห็นว่า ที่ดินของจำเลยดังกล่าวตลอดทั้งแปลงตกอยู่ในภาระจำยอมเป็นทางเดินและทางรถยนต์แก่ที่ดินของโจทก์โดยที่ดินของจำเลยมีความกว้างประมาณ 10 เมตร ตลอดแนว หากจำเลยไม่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินภาระจำยอมจนเป็นเหตุให้ทางแคบลง รถยนต์ย่อมแล่นผ่านเข้าออกได้แม้จะมีรถยนต์จอดทิ้งไว้ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งของทางก็ตาม ข้ออ้างตามฎีกาจำเลยไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1390
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพูลลาภ อัฉริยะศิลป์
จำเลย — บริษัทโพคคา อินดัสตรี้ส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8296/2551
#499103
เปิดฉบับเต็ม

เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้แก่กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 918, 989 โจทก์ผู้รับโอนเช็คจึงเป็นผู้ถือและเป็นผู้ทรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามเช็คได้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในมูลหนี้ตามตั๋วเงินคือเช็คไม่อาจต่อสู้ผู้ทรงคือโจทก์ด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับ จ. ผู้ทรงคนก่อน เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้ จ. โดยไม่มีมูลหนี้ แต่เป็นการค้ำประกันในการเล่นแชร์ระหว่างกัน คำให้การดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คกับ จ. ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน ฉะนั้นจำเลยจะยกความสัมพันธ์ดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรงเช็คว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้ ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่ามีการโอนเช็คและคบคิดฉ้อฉลกันอย่างไร และในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คมาโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 การที่ จ. ให้โจทก์เป็นผู้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก็ไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นใช้ยันกับโจทก์ได้ตาม มาตรา 904 และมาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 ที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็มิได้บรรยายให้ชัดว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร คำให้การจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามมาตรา 900 เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ตามมาตรา 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าแชร์จาก จ. ครบหรือไม่เพียงใดก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ จ. โดยตรงต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลัง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ลงนามสั่งจ่ายเช็คต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ลงชื่อสลักหลังเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือก็จะปัดตนให้พ้นความรับผิดไปหาได้ไม่ เพราะฐานะของจำเลยที่ 2 เท่ากับเป็นประกันหรืออาวัลสำหรับผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 921,940 ประกอบมาตรา 989

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,795,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์กำหนดค่าทนายให้ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายวงแชร์ได้ออกเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมธานี ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2541 สั่งจ่ายเงิน 2,600,000 บาท ให้แก่นางจินตนา ลูกวงแชร์ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ มีจำเลยที่ 2 ลงนามสลักหลัง วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย ตามเช็คพิพาทและใบคืนเช็ค

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918, 989 โจทก์ผู้รับโอนเช็คพิพาทจึงเป็นผู้ถือและเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามเช็คได้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในมูลหนี้ตามตั๋วเงินคือเช็คพิพาทไม่อาจต่อสู้ผู้ทรงคือโจทก์ด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับนางจินตนาผู้ทรงคนก่อน เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้นางจินตนาโดยไม่มีมูลหนี้ แต่เป็นการค้ำประกันในการเล่นแชร์ระหว่างกัน คำให้การดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทกับนางจินตนา ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน ฉะนั้นจำเลยจะยกความสัมพันธ์ดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ทรงเช็คพิพาทว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกันไม่ได้ ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาและให้การว่า แม้หากคำนวณเงินที่นางจินตนาชำระค่าแชร์โดยไม่ได้เปียแชร์ไปเลยก็มีเพียง 1 ล้านบาทเศษเท่านั้น มิได้มีจำนวนสูงตามเช็คพิพาท แต่ด้วยโจทก์และนางจินตนาได้สมคบกันโดยโจทก์เป็นบุตรของนางจินตนาและร่วมเล่นแชร์ด้วยโดยนางจินตนาได้ให้โจทก์เป็นผู้ฟ้อง โจทก์จึงใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่ามีการโอนเช็คพิพาทและคบคิดฉ้อฉลกันอย่างไร และเห็นว่าในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 การที่นางจินตนาให้โจทก์เป็นผู้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก็ไม่เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นใช้ยันกับโจทก์ได้ตามมาตรา 904 และมาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 ที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็มิได้บรรยายให้ชัดว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร คำให้การจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามมาตรา 900 เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ตามมาตรา 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าแชร์จากนางจินตนาครบหรือไม่เพียงใด ก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่นางจินตนาโดยตรงต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ลงนามสั่งจ่ายเช็คพิพาทต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ลงชื่อสลักหลังเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือก็จะปัดตนให้พ้นความรับผิดไปหาได้ไม่ เพราะฐานะของจำเลยที่ 2 เท่ากับเป็นประกันหรืออาวัลสำหรับผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 921, 940 ประกอบมาตรา 989 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทเพียงเพื่อเป็นการรับทราบว่า นางจินตนามารดาโจทก์ได้รับเช็คพิพาทไปจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ฝากเช็คพิพาทไว้กับจำเลยที่ 2 เพื่อมอบให้แก่นางจินตนา หากจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จะชำระหนี้ตามเช็คพิพาทก็ไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาทให้ผูกพันตน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 900 ม. 904 ม. 914 ม. 916 ม. 918 ม. 921 ม. 940 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิตติมา วีสกุล
จำเลย — นางณธรี ทองจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2551
#412389
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 แต่มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายดีวีดีที่บันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ซึ่งตรงกับบทนิยามศัพท์คำว่า ภาพยนตร์ ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแล้ว จึงไม่อาจถือว่ากฎหมายที่บัญญัติในภายหลังยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย

ในส่วนโทษที่จะลงแก่จำเลยนั้น ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดมาบังคับแก่คดีตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำความผิด ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ในขณะที่มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องใช้กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่ไม่มีระวางโทษจำคุกซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาใช้บังคับ เมื่อมีแต่ระวางโทษปรับสถานเดียว จึงไม่อาจรอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานนี้ได้ สำหรับอัตราระวางโทษปรับนั้น ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า จึงต้องใช้อัตราระวางโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และให้แผ่นภาพยนตร์ดิจิตอลวิดีโอดีส (ดีวีดี) ของกลาง จำนวน 12 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และริบปกกระดาษภาพยนตร์ของกลางด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 34 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นดีวีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 12 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบปกกระดาษภาพยนตร์ 762 แผ่น คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง พนักงานอัยการผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ...ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทป หรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 (4) ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 และมาตรา 4 บัญญัติให้นิยามคำว่า ภาพยนตร์ หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์ และมาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น เมื่อการกระทำผิดของจำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คือการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายแผ่นภาพยนตร์ดิจิตอลวิดีโอดีส (ดีวีดี) ซึ่งบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะเป็นการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังด้วย กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่ากฎหมายที่บัญญัติในภายหลังยกเลิกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลย

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง มาตรา 79 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ โดยไม่มีโทษจำคุก ซึ่งต่างจากความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 34 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น โทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย จึงต้องใช้กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในส่วนที่ไม่มีโทษจำคุกซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ามาใช้บังคับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และเมื่อกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจรอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ คดีนี้ในส่วนความผิดของจำเลยที่ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงลงโทษได้เพียงโทษปรับ แต่เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดกำหนดให้ลงโทษปรับได้ไม่เกินสองหมื่นบาท แต่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้ศาลลงโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งยังให้ปรับต่อไปเป็นรายวันอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจึงเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่า จึงต้องใช้โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดอันเป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ด้วย ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ลงโทษปรับ 50,000 บาท ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 10,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 30,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 6 ม. 34
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 4 ม. 38 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวภักดิ์วิภา เรืองเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8283/2551
#500392
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ชำระค่างวดตามกำหนด จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่างวดที่ 17 และที่ 18 ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2541 แล้ว นับว่าเป็นการให้โอกาสโจทก์ทั้งสองในการปฏิบัติตามสัญญา ถือเป็นการกำหนดเวลาให้คู่สัญญาชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ชำระเงินค่างวดตามกำหนดรวม 2 งวดติดต่อกันและจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาจองเพื่อจะซื้อขายที่ดินและโรงเรือนจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองเนื่องจากโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินค่าบ้านและที่ดินบางส่วนและเงินค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อตกแต่งบ้านให้แก่จำเลยก่อนที่สัญญาจะเลิกกัน การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันตามสัญญาว่าหากผู้จองผิดนัดไม่ชำระราคา ฯลฯ รวม 2 งวด ฯลฯ เมื่อผู้รับจองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว ให้ผู้รับจองมีสิทธิริบเงินมัดจำและเงินที่ผ่อนชำระแล้วได้ทั้งหมดทันที ฯลฯ นั้น ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

สำหรับเงินค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อตกแต่งบ้านนั้น มิใช่เงินมัดจำหรือเงินที่ผ่อนชำระตามสัญญา เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เบี้ยปรับที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ แต่เป็นเงินค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้ก่อนเลิกสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นเพื่อให้จำเลยได้กลับสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนเงินค่างวดเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระให้แก่จำเลย จึงเป็นเบี้ยปรับตามสัญญา เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้บางส่วน และที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงริบเงินค่างวดที่โจทกทั้งสองชำระไปแล้วตามสัญญาได้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาลดเบี้ยปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนั้นไม่เพราะการที่จำเลยรับเงินค่างวดดังกล่าวไว้เป็นการใช้สิทธิโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 802,930 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน จำนวน 715,783 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2539 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจองเพื่อจะซื้อจะขายที่ดินและโรงเรือนแปลงเลขที่ เอ.339 และ เอ.340 เนื้อที่รวม 122 ตารางวา พร้อมบ้านเดี่ยว 2 ชั้น แบบคุ้มแก้ว ในราคารวม 5,296,000 บาท กับจำเลย โจทก์ทั้งสองชำระเงินจองให้จำเลย 120,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 19 งวด งวดละเดือน เดือนละ 36,400 บาท งวดสุดท้าย จำนวน 4,484,400 บาท โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่างวดให้จำเลยแล้ว 16 งวด โจทก์ทั้งสองสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรายการก่อสร้างโดยมีการชำระเงินค่าต่อเติมจำนวน 13,383 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองขอผ่อนผันการชำระค่างวด จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่างวดประจำงวดที่ 17 และที่ 18 โจทก์ทั้งสองไม่ชำระเงินค่างวดดังกล่าว โจทก์ทั้งสองได้ขอผ่อนผันการชำระค่างวดและงดเว้นเงินค่าปรับอีก ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2542 โจทก์ทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระไปแล้วทั้งหมดจำนวน 715,783 บาท โดยอ้างว่าจำเลยก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาที่ได้ให้ไว้ในคำโฆษณา แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า โจทก์ทั้งสองค้างชำระค่างวดที่ 17, ที่ 18 โจทก์ที่ 1 จึงมีหนังสือผ่อนผันการชำระค่างวดโดยอ้างปัญหาทางการเงิน แต่จำเลยไม่ยินยอมพร้อมกับมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่างวดที่ 17 ที่ 18 พร้อมเงินค่าปรับ แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย เมื่อพิจารณาตามสัญญาจองเพื่อจะซื้อจะขายที่ดินและโรงเรือน ข้อ 4 ที่ระบุว่า "หากผู้จองผิดนัดไม่ชำระราคา ฯลฯ ตามที่ได้กำหนดในข้อ 1 รวมสองงวดหรืองวดสุดท้ายหรือผิดสัญญานี้ข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าผู้จองตกเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา ผู้รับจองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน ฯลฯ" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ชำระค่างวดตามกำหนด จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่างวดที่ 17, ที่ 18 ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2541 แล้ว นับว่าเป็นการให้โอกาสโจทก์ทั้งสองในการปฏิบัติตามสัญญา ถือเป็นการกำหนดเวลาให้คู่สัญญาชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แล้ว การที่โจทก์ทั้งสองเชื่อว่าจำเลยสร้างบ้านไม่เสร็จตามกำหนดทั้งที่เหลือเวลาอีกประมาณ 2 เดือน เป็นเพียงความคาดคะเนของโจทก์ทั้งสองเพราะขณะนั้นจำเลยยังมิได้กระทำการอันใดอันเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสอง และจำเลยอาจเร่งสร้างบ้านให้เสร็จทันตามที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อนโดยไม่ชำระเงินค่างวดตามกำหนดรวม 2 งวด ติดต่อกันและจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองเพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในข้อต่อมาว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะผิดสัญญาจำเลยก็ริบได้เฉพาะเงินมัดจำจำนวน 120,000 บาทเท่านั้น ส่วนเงินค่างวดและเงินค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมนั้นริบไม่ได้ โดยถือเป็นเพียงเบี้ยปรับที่ศาลอาจลดลงได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว สัญญาจองเพื่อจะซื้อขายที่ดินและโรงเรือนจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 120,000 บาทได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ส่วนตามสัญญา ข้อ 4 ที่ระบุว่า "หากผู้จองผิดนัดไม่ชำระราคา ฯลฯ รวมสองงวด ฯลฯ เมื่อผู้รับจองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว ให้ผู้รับจองมีสิทธิริบเงินมัดจำและเงินที่ผ่อนชำระแล้วได้ทั้งหมดทันที ฯลฯ นั้น" เห็นว่า เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองเนื่องจากโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินค่าบ้านและที่ดินบางส่วนรวม 16 งวด จำนวน 582,400 บาท และเงินค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อตกแต่งบ้านจำนวน 13,383 บาท ให้แก่จำเลยก่อนที่สัญญาจะเลิกกัน การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันตามข้อ 4 ของสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 สำหรับเงินจำนวน 13,383 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อตกแต่งบ้านนั้น เห็นว่า เงินดังกล่าวมิใช่เงินมัดจำหรือเงินที่ผ่อนชำระตามข้อ 4 ของสัญญา เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เบี้ยปรับที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ แต่เป็นเงินค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้ก่อนเลิกสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นเพื่อให้จำเลยได้กลับสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เมื่อพิเคราะห์ใบสั่งงานและใบเสร็จรับเงินค่าต่อเติมบ้านจำนวน 13,383 บาท แล้ว คู่ความมิได้นำสืบว่าเงินจำนวนนี้ไม่ถูกต้อง จึงฟังได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้ก่อนเลิกสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนเงินค่างวด จำนวน 582,400 บาท เป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองผ่อนชำระให้แก่จำเลย จึงเป็นเบี้ยปรับตามข้อ 4 ของสัญญา จำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจากจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด บ้านและที่ดินตามสัญญายังเป็นของจำเลยอย่างสมบูรณ์ ทั้งได้ความจากพยานจำเลยตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยได้ขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ซื้อรายใหม่แล้วในราคาที่ไม่น่าจะต่ำกว่าราคาที่ขายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ จำนวน 182,400 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนและที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงริบเงินค่างวดที่โจทก์ทั้งสองชำระไปแล้วตามข้อ 4 ของสัญญา เมื่อศาลฎีกาพิพากษาลดเบี้ยปรับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองหามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนั้นไม่เพราะการที่จำเลยริบเงินค่างวดดังกล่าวไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 378 (2) ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพงษ์ แย้มนาม กับพวก
จำเลย — บริษัทมั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8277/2551
#497116
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า ยื่นอุทธรณ์เกิน 7 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่ง ขัด ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย (เดิม) จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง มีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. 236 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงฎีกาไม่ได้

การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคท้าย (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 450,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 40,000 บาท และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 24 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ทั้งหมดให้เป็นพับ และให้ผู้ร้องนำค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 15 พฤศจิกายน 2549 ไม่เช่นนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้อง) ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยื่นอุทธรณ์เกิน 7 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่ง ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้อง) เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เกินกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่ง กรณีจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในส่วนที่เกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 มิได้แต่งตั้งให้นายปรีชาเป็นทนายความหรือมอบอำนาจให้นายปรีชาฟ้องคดีแทน นายปรีชาจึงไม่มีอำนาจยื่นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 ฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำคู่ความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ขึ้นมา ศาลฎีกาก็วินิจฉัยให้ไม่ได้ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 คดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 จึงอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้อง) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยื่นอุทธรณ์เกิน 7 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 (ที่ถูก มาตรา 156 วรรคท้าย (เดิม)) จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น (ที่ถูกต้องทำเป็นคำร้อง) เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เกินกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มิได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งกรณีจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย (เดิม) ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย (เดิม) เมื่อจำเลยทั้งสองเสียค่าอ้างเอกสาร ค่าคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 รวมทั้งค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยถึงอันเป็นการมิชอบจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องและต้องคืนให้แก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าอ้างเอกสาร ค่าคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคท้าย (เดิม) ม. 156 วรรคท้าย (เดิม) ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรสิทธิ์ จังสถิตย์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8276/2551
#497876
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เป็นที่สุด ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ย่อมเป็นที่สุดตามวรรคสี่ จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 โดยมิได้สั่งเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างเหตุว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 176345 ตำบลสวนหลวง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายในการบังคับคดีเนื่องจากแจ้งการยึดทรัพย์ ประกาศการยึดทรัพย์ ประกาศกำหนดการขายทอดตลาดและการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวน ต่อมาในวันนัดไต่สวนการขายทอดตลาดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในราคาต่ำเกินสมควรและเป็นการขายทอดตลาดอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวนจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และมีคำสั่งใหม่ว่าคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวของศาลเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ย่อมเป็นที่สุดตามวรรคสี่ จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เป็นที่สุด ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ย่อมเป็นที่สุดตามวรรคสี่จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 โดยมิได้สั่งเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฮิโรมิ คาวาชิมา
จำเลย — บริษัทเอส.พี.ออโต้สแควร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8275/2551
#497760
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์และ ว. ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดเรียกค่าเสียหายที่โจทก์และ ว. ต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขาดความเชื่อถือในการประกอบอาชีพจากการที่ถูกจำเลยฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณียังไม่ถือว่าโจทก์และ ว. ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลยในอันที่จะทำให้โจทก์และ ว. ใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์และว. จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เป็นกรณีศาลยกฟ้องเพราะเหตุที่ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นแห่งคดีฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 148 และมาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนางสาววิไลเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเรียกเงินปันผล เงินส่วนแบ่งผลกำไรตามสัญญาหุ้นส่วน ต่อมานางสาววิไลและจำเลยตกลงกันได้ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระเงิน 316,814.75 บาท ให้แก่นางสาววิไลภายในวันที่ 11 ธันวาคม 2546 หากผิดนัดยอมให้นางสาววิไลบังคับคดีได้ทันที ตามคดีหมายเลขแดงที่ 9597/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นางสาววิไลได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและได้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้แทนนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย จำเลยยอมจ่ายเช็คชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่นางสาววิไล โจทก์ในฐานะผู้แทนของนางสาววิไลจึงได้ทำการถอนการบังคับคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์และนางสาววิไลเป็นจำเลยเรียกค่าเสียหายอ้างว่าโจทก์ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความของนางสาววิไลกระทำละเมิดด้วยการขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและสมคบร่วมกับนางสาววิไลขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยจนจำเลยไม่อาจเดินสะพัดทางบัญชีได้ และยังร่วมกันนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่อยู่ในสำนักงานจำเลย จำเลยจึงจำต้องสั่งจ่ายเช็คตามที่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้จำเลยชำระตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในส่วนของโจทก์ จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ผลคดีในส่วนของโจทก์จึงถึงที่สุด การที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าวทั้งที่จำเลยทราบดีว่าโจทก์มีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของนางสาววิไลในการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีเท่านั้น และโจทก์ในฐานะตัวแทนได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนางสาววิไล การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าว่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 50,000 บาท และทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงขาดความเชื่อถือในการประกอบวิชาชีพทนายความ ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดเป็นเงิน 150,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์และนางสาววิไลเคยยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิดเรียกค่าเสียหายซึ่งมีประเด็นเดียวกันกับในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์คดีนี้มิได้อุทธรณ์ คดีส่วนของโจทก์คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4889/2549 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์และนางสาววิไลเคยยื่นฟ้องจำเลยในมูลละเมิดเรียกค่าเสียหายที่โจทก์และนางสาววิไลต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขาดความเชื่อถือในการประกอบอาชีพจากการที่ถูกจำเลยฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณียังไม่ถือว่าโจทก์และนางสาววิไลถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลยในอันที่จะทำให้โจทก์และนางสาววิไลใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์และนางสาววิไลจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4889/2549 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของโจทก์ถึงที่สุด ต่อมาโจทก์จึงมายื่นฟ้องใหม่เป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4889/2549 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงว่า ตามคำฟ้องยังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลยในอันที่จะทำให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาลได้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โดยที่ศาลยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้อง แต่เป็นกรณีศาลได้ยกฟ้องในคดีดังกล่าว เพราะเหตุที่ยังมิได้มีข้อโต้แย้งไม่มีเหตุที่จะให้ศาลวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นแห่งคดีฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และมาตรา 144 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิสิทธิ์หรือพุฒิพัฒน์ ชูประพันธุ์
จำเลย — บริษัทอาร์ แอนด์ ดี คลีนิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา