คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2551
#500391
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทนบริษัท ร. หากจำเลยแพ้คดีแล้วจำเลยอาจฟ้องบังคับเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าทดแทนจากบริษัท ก. ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตัวการได้นั้น เมื่อบริษัท ร. เพิ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยหลังจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาท คู่สัญญาคงมีแต่โจทก์และจำเลยบริษัท ร. จึงมิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย และบริษัท ก. ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งจำเลยเป็นตัวแทนหลังจากเกิดเหตุพิพาทตามสัญญาซื้อขายคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยหรือเรียกค่าทดแทนจากบริษัท ร. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,822,844.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,360,177.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,390,186.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 28 มกราคม 2542) ต้องไม่เกิน 462,667.04 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,625,593.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,261,017.42 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 มกราคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 19,483.50 บาท และค่าธรรมเนียมใช้แทน 11,408.50 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยคือลิ้นกันไฟ ตัวปรับลม ตัวปรับลมพร้อมมอเตอร์ และตัวระบายลมรวมเป็นเงิน 2,407,500 บาท ซึ่งรวมค่าสินค้าค่าขนส่งทางเรือ ค่าภาษีศุลกากรขาเข้าและกำไรของจำเลยแล้ว จำเลยสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากบริษัทผู้ผลิตคือบริษัทรัสกิน แมนิวแฟกจูริง จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อนำไปส่งให้โจทก์ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร ตามใบสั่งซื้อ และเงื่อนไขการสั่งซื้อ ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2540 จำเลยมีหนังสือขอให้โจทก์เปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับบริษัทผู้ผลิตโดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถขอวงเงินในการออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารได้ โดยจำเลยจะชำระคืนเงินค่าใช้จ่ายในการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต และค่าบริการของผู้รับออกสินค้าให้โจทก์ วันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์ขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ จำนวนเงิน 68,292.20 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ บริษัทผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว โจทก์ได้รับมอบสินค้าในวันที่ 8 และวันที่ 15 สิงหาคม 2540 โจทก์มีค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับสินค้ารวมเป็นเงิน 4,767,677.27 บาท เมื่อหักเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อจำนวน 2,407,500 บาท แล้วคงเหลือเงินที่โจทก์จ่ายไปและเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 2,360,177.27 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกบริษัทรัสกิน (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทนบริษัทดังกล่าวหากจำเลยแพ้คดีแล้วจำเลยอาจฟ้องบังคับคดีเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าทดแทนจากบริษัทรัสกิน แมนิวแฟกจูริง จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวการได้ เห็นว่า บริษัทรัสกิน (ประเทศไทย) จำกัด เพิ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยเมื่อปี 2542 อันเป็นเวลาภายหลังจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาท คู่สัญญาคงมีแต่โจทก์และจำเลย ดังนั้น บริษัทรัสกิน (ประเทศไทย) จำกัด จึงมิได้เกี่ยวข้องกับจำเลย บริษัทรัสกิน แมนิวแฟกจูริง จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตั้งจำเลยเป็นตัวแทนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุพิพาทตามสัญญาซื้อขายคดีนี้ ฉะนั้น จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเรียกค่าทดแทนจากบริษัทรัสกิน (ประเทศไทย) จำกัดได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอ็มซี จำกัด (มหาชน)
บริษัทไทย แอร์ มูฟเมนต์ แอนด์
จำเลย — คอนโทรล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2551
#412623
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์และรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เมื่อรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ในความเสียหายที่โจทก์ได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 และในฐานะที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกคือโจทก์ในความเสียหายที่เกิดจากรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เช่นนี้ จำเลยที่ 4 จึงมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองกรณีเพียงฝ่ายเดียว โจทก์ไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 4 การที่จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 และรับช่วงสิทธิจากโจทก์ไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่ทำให้รถยนต์โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 4 ก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น หาได้ก่อให้เกิดภาระหนี้แก่โจทก์ไม่ เมื่อการใช้ค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 4 แก่โจทก์ยังไม่เพียงพอแก่ความเสียหายที่แท้จริง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ทำละเมิด และยังเรียกให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 ภายในวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้อีกด้วย จำเลยที่ 4 จึงตกเป็นหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายส่วนที่ขาดแก่โจทก์อีก เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่กรณีที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระที่ลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจนำเอาหนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วมาหักกลบลบกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องส่วนที่ขาดอีกได้ ทั้งไม่ใช่เป็นกรณีที่สิทธิและความรับผิดในหนี้รายใดตกอยู่แก่บุคคลเดียวกันอันจะทำให้หนี้รายนั้นระงับสิ้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 353

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 239,603.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 227,985.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 151,257 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ในความเสียหายที่โจทก์ได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 และในฐานะที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกคือโจทก์ในความเสียหายที่เกิดจากรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เช่นนี้ จำเลยที่ 4 จึงมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองกรณีเพียงฝ่ายเดียว แต่โจทก์หามีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 4 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยไปจำนวน 400,000 บาท และรับช่วงสิทธิจากโจทก์และมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 4 ก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น หาได้ก่อให้เกิดภาระหนี้ขึ้นแก่โจทก์ไม่ และเมื่อการใช้ค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 4 แก่โจทก์ยังไม่เพียงพอกับความเสียหายที่แท้จริง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้กระทำละเมิดและยังเรียกให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 ภายในวงเงินตามสัญญาประกันภัยได้อีกด้วย จำเลยที่ 4 จึงตกเป็นหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายส่วนที่ขาดแก่โจทก์อีก แม้ค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้จะมีจำนวนน้อยกว่าค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 4 ได้รับช่วงสิทธิมาจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระที่ลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำมาหักกลบลบกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจนำเอาหนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วมาหักกลบลบกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องส่วนที่ขาดอีกได้ ทั้งไม่ใช่เป็นกรณีที่สิทธิและความรับผิดในหนี้รายใดตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกันอันจะทำให้หนี้รายนั้นระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 353 ดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในเรื่องหักกลบลบหนี้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยที่ 4 ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 4 รับช่วงสิทธิจากโจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และรับผิดตามสัญญาประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 เมื่อหักหนี้กันแล้ว จำเลยที่ 3 ยังเป็นหนี้จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ไม่ตัองรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และ มาตรา 353 เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 353 ม. 887 ม. 888
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเยาวภา ทิมประทุม
จำเลย — นายวิชิน สันทวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศุภชัย ธนาโอฬาร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8818/2551
#500708
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่สำนักงานโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครก่อนแล้วจึงส่งสัญญาเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อที่จังหวัดสงขลา ก็ย่อมถือได้ว่าสำนักงานโจทก์เป็นสถานที่ที่ทำสัญญาเช่าซื้ออันเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสำนักงานโจทก์ตั้งอยู่เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) และมาตรา 5

ปัญหาว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อที่มีใจความเพื่อยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายอันเป็นการให้ประโยชน์แก่โจทก์ฝ่ายเดียว ย่อมตกเป็นโมฆะตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ถือเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จำเลยที่ 1 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดว่าศาลจะต้องอนุญาตตามคำร้องขอของคู่ความในทุกกรณี ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือไม่เรียกเข้ามาในคดีหากจะไม่เป็นการสะดวกแก่การพิจารณา ทั้งนี้หากศาลไม่อนุญาตคู่ความที่ยื่นคำร้องก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องบุคคลภายนอกดังกล่าวต่างหากจากคดีนี้ได้ เมื่อปรากฏว่าประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีเฉพาะในเรื่องเช่าซื้อและค้ำประกัน การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้หมายเรียกบริษัท ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อให้ใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัย จึงเป็นดุลพินิจในการสั่งคดีของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ในราคา 536,972.16 บาท ผ่อนชำระ 48 งวด งวดละ 11,186.92 บาท ทุกเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 4 โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำรถออกให้เช่า ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 32,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 503,411.40 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 32,000 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 6,264.64 บาท กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า มูลคดีเกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลาและจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสตูล คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น รถที่เช่าซื้อได้ทำสัญญาประกันภัยไว้โดยมีโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์รถที่เช่าซื้อได้สูญหายไปในระหว่างสัญญาประกันภัย บริษัทผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ที่เรียกร้องเป็นคนละมูลหนี้จำเลยที่ 1 ชอบที่จะดำเนินการต่างหากจากคดีนี้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 380,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อไว้ก่อนต่อมาจึงให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในภายหลังที่บริษัทอนันต์มอเตอร์เซลส์ จำกัด ที่จังหวัดสงขลา สัญญาเช่าซื้อจึงบริบูรณ์ที่จังหวัดสงขลา มูลคดีเกิดที่จังหวัดสงขลาแห่งเดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อจะต้องทำเป็นหนังสือและต้องลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความจากนายสันต์ทัศน์ ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทอนันต์มอเตอร์เซลส์ จำกัดที่เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่า ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่สำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครมาก่อนแล้วจึงส่งสัญญาเช่าซื้อมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อที่บริษัทอนันต์มอเตอร์เซลส์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา ย่อมถือได้ว่าสำนักงานของโจทก์เป็นสถานที่ที่ทำสัญญาเช่าซื้อฉบับนี้อันเป็นสถานที่ที่เกิดมูลคดีอีกแห่งหนึ่งด้วยเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนักงานของโจทก์ตั้งอยู่ในท้องที่เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 และข้อ 6 ที่มีใจความเพื่อยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายอันเป็นการให้ประโยชน์แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียว จึงตกเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าวได้ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพหรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นโมฆะ เพียงแต่ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร แม้หากจะฟังว่าข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 และข้อ 6 เป็นการให้ประโยชน์แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ก็ไม่ทำให้ข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ ที่ศาลล่างทั้งสองพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ประกอบกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้ว กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 380,000 บาท ลดลงจากที่กำหนดในสัญญาจึงเป็นการบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมของจำเลยที่ 1 มีเหตุผลอันสมควร หากบริษัทดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นย่อมจะพิพากษาคดีให้เสร็จไปในคราวเดียวโดยคู่ความไม่ต้องไปฟ้องร้องกันอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) จะเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความในคดีที่จะขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดว่าศาลจะต้องอนุญาตตามคำร้องขอในทุกกรณีศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่าสมควรให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีหรือไม่เรียกเข้ามาในคดีหากจะไม่เป็นการสะดวกแก่การพิจารณา ทั้งนี้หากศาลไม่อนุญาตให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี คู่ความที่ยื่นคำร้องขอก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องบุคคลภายนอกดังกล่าวต่างหากจากคดีนี้ได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมีเฉพาะในเรื่องเช่าซื้อและค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพื่อให้ใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับบริษัทดังกล่าว หากศาลชั้นต้นอนุญาตให้หมายเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยในเประเด็นเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยด้วย ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคำร้อง ซึ่งเป็นดลุพินิจในการพิจารณาสั่งคดีของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะให้ย้อนสำนวนเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขี้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 5 ม. 57 (3) (ก) ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพรมัส ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — สิบตำรวจเอกภูมินทร์ สุมาลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8816/2551
#419844
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กู้เงินจำเลย โดยตกลงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่ลูกหนี้ผู้เช่าซื้อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปให้จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระเงิน และเมื่อภาระผูกพันที่โอนสิทธิเรียกร้องไปเป็นประกันได้รับชดใช้คืนครบถ้วนแล้ว จำเลยต้องโอนสิทธิเรียกร้องคืนให้แก่โจทก์ การที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องมีข้อความว่า ให้สัญญานี้ใช้บังคับจนกว่าภาระผูกพันที่มีหลักประกันที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งหมดจะได้รับการชดใช้คืนจนครบถ้วนนั้น จากถ้อยคำในสัญญาที่ว่า "สัญญาอื่นใดระหว่างผู้โอน และผู้รับโอนที่ทำขึ้นไม่ว่าเวลาใด" คำว่า "สัญญาอื่นใดที่ทำขึ้นระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน" ซึ่งมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย ระหว่างผู้โอนคือโจทก์ กับผู้รับโอน คือจำเลย จึงน่าจะหมายถึงสัญญากู้เงินที่ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำขึ้น ไม่ใช่หมายถึงสัญญาบริหารซึ่งเป็นสัญญาหลายฝ่าย ถ้าหากต้องการให้การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาบริหารด้วย ผู้โอนและผู้รับโอนก็น่าจะกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่า นอกจากสัญญากู้เงินแล้ว ให้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหลักประกันสัญญาบริหารด้วย เพราะหากสัญญาบริหารเป็นสัญญาหลักที่สำคัญที่ต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อรถยนต์เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาด้วย ก็ควรต้องกำหนดในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไว้ให้ชัดเจน การแปลสัญญาว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหลักประกันสัญญาบริหารด้วย ย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น" ฉะนั้นเมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้ครบถ้วนแล้ว จำเลยต้องโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่โอนไปตามสัญญากลับคืนให้แก่โจทก์

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร จำเลยจึงเป็นคู่สัญญาฝากเงินกับธนาคาร และย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากตามป.พ.พ. มาตรา 665 แม้จำเลยจะโอนสิทธิและผลประโยชน์ในบัญชีเงินฝาก และสิทธิที่จะได้รับหรือถอนเงินจากบัญชีให้แก่ผู้อื่นแล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 1,539,900,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยอนุญาตหรือยินยอมให้ถอนหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากชื่อ "บริษัทซิทก้า เอสพีวี จำกัด (หลักประกัน)" บัญชีเลขที่ 1530660529 จำนวน 61,006,029.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 4,590,111.32 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.32 ต่อปี ของต้นเงิน 61,006,029.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่อยู่ในบัญชีเงินฝากชื่อ "บริษัทซิทก้า เอสพีวี จำกัด (หลักประกัน)" บัญชีเลขที่ 1530660529 และบัญชีเงินฝากชื่อ "บริษัทซิทก้า เอสพีวี จำกัด (ดำเนินการ)" บัญชีเลขที่ 1530660537 แก่โจทก์ รวมทั้งคืนเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ผู้เช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ หากไม่ได้นำเข้าบัญชีทั้งสองดังกล่าว ห้ามจำเลยถอนหรืออนุญาตให้มีการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าว เว้นแต่การถอนเงินคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดคืนแก่โจทก์ ถ้าไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยนำส่งสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามบัญชีรายชื่อลูกหนี้ผู้เช่าซื้อ รวมทั้งเอกสารหลักฐานและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง อาทิ บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ สัญญายินยอมให้เปลี่ยนตัวผู้ให้เช่าซื้อ หนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกัน สมุดทะเบียนรถ รถยนต์ที่ให้เช่าซื้อ กุญแจรถ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อ สำเนาใบเสร็จรับเงิน ต้นฉบับและสำเนาใบกำกับภาษี บัตรประชาชนของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน ทะเบียนบ้านของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน ใบขอซื้อ/เช่าซื้อ รวมทั้งเอกสารการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เงินและเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระค่าเช่าซื้อ รายงานรับชำระหนี้รายตัวของลูกหนี้เช่าซื้อแต่ละรายทั้งหมดจนถึงวันส่งมอบข้อมูลดังกล่าวในรูปรายงาน (Hard Copy) ซึ่งประกอบด้วยรายงานรายวัน และรายงานรายเดือน แผ่นแม่เหล็กบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Computer Diskette) โดยใช้ Convert ข้อมูลจากระบบ AS 400 มาอยู่ในรูปแบบโปรแกรม Excel เอกสารหลักฐานและสิ่งของอื่นใดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเช่าซื้อของลูกหนี้คืนให้แก่โจทก์ทั้งหมด หากไม่คืนหรือคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 138,056,136.07 บาท ให้แก่โจทก์แทนเอกสารหลักฐานและสิ่งของดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยคืนตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 จำนวนเงิน 1,539,900,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ 61,006,029.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังต่อไปนี้ ต้นเงิน 1,367,980.47 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ต้นเงิน 412,159.02 บาท นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2542 ต้นเงิน 27,838,650.58 บาท นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ต้นเงิน 240,593.86 บาท นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2542 ต้นเงิน 25,249,714.90 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 ต้นเงิน 2 56,106.36 บาท นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 และต้นเงิน 5,640,824.43 บาท นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันเบิกถอนเงินแต่ละจำนวนออกจากบัญชีเงินฝากจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่จัดเก็บจากลูกหนี้ผู้เช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ที่อยู่ในบัญชีเงินฝากชื่อ "บริษัทซิทก้า เอสพีวี จำกัด (หลักประกัน)" บัญชีเลขที่ 1530660529 และบัญชีเงินฝากชื่อ "บริษัทซิทก้า เอสพีวี จำกัด (ดำเนินการ)" บัญชีเลขที่ 1530660537 รวมทั้งเงินดังกล่าวที่มิได้นำเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสอง (หากมี) ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดคืนแก่โจทก์ หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามบัญชีรายชื่อลูกหนี้ผู้เช่าซื้อ รวมทั้งเอกสารหลักฐานทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวดังตัวอย่างที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องข้อ 6 คืนให้แก่โจทก์ทั้งหมด หากไม่คืนให้จำเลยชดใช้เงินแทนเท่ากับยอดหนี้ค่าเช่าซื้อคงเหลือที่ต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 138,056,136.07 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อรถยนต์สิ้นสุดแล้วหรือไม่ และจำเลยต้องโอนสิทธิเรียกร้องที่โอนไปตามสัญญานี้คืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติม โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่โจทก์มีต่อลูกหนี้ผู้เช่าซื้อรถยนต์ไปให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจเพื่อเป็นประกันการชำระเงิน การปฏิบัติการชำระหนี้และปลดเปลื้องภาระผูกพันที่มีหลักประกันที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลย ทั้งนี้ตามสัญญาข้อ 2.1 ต่อท้าย โดยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้ใช้บังคับจนกว่าภาระผูกพันที่มีหลักประกันทั้งหมดได้รับการชดใช้คืนจนครบถ้วน ซึ่งในเวลานั้นจำเลยผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องโอนสิทธิทั้งหมดที่โอนไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนี้คืนให้แก่โจทก์ผู้โอนในทันที ทั้งนี้ตามสัญญาข้อ 9.1 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ภาระผูกพันที่มีหลักประกันที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยได้แก่หนี้อะไรบ้าง ในข้อ 1.2 ของสัญญาดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับ ให้คำนิยามไว้ว่า "ภาระผูกพันที่มีหลักประกัน หมายความว่า ภาระผูกพันและหนี้ทั้งหลาย (ในแต่ละกรณี ไม่ว่าเกิดขึ้นแล้วหรืออาจเกิดขึ้น) ของผู้โอน (คือโจทก์) ตามสัญญากู้เงินบาทและตั๋วสัญญาเงินบาทที่ออกตามสัญญากู้เงินบาท และการชำระเงินตามกำหนดและการปฏิบัติการชำระหนี้ของผู้โอน (ในแต่ละกรณี ไม่ว่าที่เกิดขึ้นแล้วหรืออาจเกิดขึ้น) แก่ผู้รับโอน (คือจำเลย) ตามสัญญากู้เงินบาท" โดยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับแรกลงวันที่ 23 ธันวาคม 2539 มีข้อความว่า "และ/หรือตามสัญญาอื่นใดระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนที่ทำขึ้น ไม่ว่าเวลาใด" ต่อในตอนท้ายของคำนิยามคำนี้ด้วย แต่ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ไม่มีข้อความนี้อยู่ นางสาวสุวรรณา พยานโจทก์เบิกความตอบถามค้านว่า เข้าใจว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับแรกถูกยกเลิกไปเมื่อโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เสร็จสิ้น ตามสัญญาเพื่อยกเลิกธุรกรรมการกู้ยืมเงินชั่วคราว ส่วนจำเลยนำสืบว่ายังไม่ยกเลิก ซึ่งเมื่อตรวจดูข้อความในสัญญาเพื่อยกเลิกธุรกรรมการกู้ยืมเงินชั่วคราวก็ไม่มีข้อความให้ยกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 นี้อยู่ในข้อ 8 ของสัญญาเพื่อยกเลิกและในรายการเอกสารธุรกรรมการกู้ยืมเงินชั่วคราวในตาราง 1 แนบท้ายสัญญาเพื่อยกเลิกแต่อย่างใด ทั้งสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมก็ใช้คำว่าเป็นสัญญาเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ในสัญญาบริหารให้ความหมายของเอกสารทางธุรกรรมว่ารวมถึงสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องทั้งฉบับที่ 1 และฉบับเพิ่มเติม จึงรับฟังได้ว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 ยังคงใช้บังคับอยู่ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ข้อความที่ว่า "สัญญาอื่นใดระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนที่ทำขึ้นไม่ว่าเวลาใด" ในตอนท้ายของสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 จะหมายถึงสัญญาบริหารลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ตามที่จำเลยต่อสู้ด้วยหรือไม่ เห็นว่า จากถ้อยคำในสัญญาซึ่งใช้คำว่า "สัญญาอื่นใดที่ทำขึ้นระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน" ซึ่งมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย ระหว่างผู้โอน (คือโจทก์) กับผู้รับโอน (คือจำเลย) สัญญาที่มีลักษณะเป็นคู่สัญญา 2 ฝ่าย ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนจึงน่าจะเป็นสัญญาให้ความสนับสนุนโดยเงินกู้สกุลบาท ที่ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำขึ้นเมื่อดำเนินการโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์สำเร็จ ซึ่งก็คือสัญญาสินเชื่อเงินกู้สกุลบาทแบบมีกำหนดเวลาเพื่อให้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 ที่ทำขึ้นภายใต้ธุรกรรมกู้ยืมเงินชั่วคราวมีผลใช้บังคับต่อเนื่องไปเชื่อมกับสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมที่ทำภายใต้โครงการที่ดำเนินการสำเร็จ ไม่ใช่หมายถึงสัญญาบริหารซึ่งเป็นสัญญาหลายฝ่าย นอกจากนี้ หากต้องการให้การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาบริหารด้วย ผู้โอนและผู้รับโอนก็น่าจะกำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่านอกจากสัญญาสินเชื่อเงินกู้สกุลบาทแบบมีกำหนดเวลา และตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ให้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหลักประกันสัญญาบริหารฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมซึ่งทำภายหลังในวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 เพราะหากเห็นว่าสัญญาบริหารเป็นสัญญาหลักที่สำคัญสำหรับโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่ต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อรถยนต์เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาด้วย ก็ควรต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจน เมื่อข้อตกลงในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไม่ชัดเจน หากจะแปลสัญญาว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 และฉบับเพิ่มเติมเป็นหลักประกันสัญญาบริหารด้วย ย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น" ซึ่งก็คือโจทก์ลูกหนี้ ผู้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลย ฉะนั้นข้อความที่ว่า "ภาระผูกพันที่มีหลักประกัน" ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 ที่ว่าหมายความถึงภาระผูกพันและหนี้ทั้งหลายตามสัญญาอื่นใดระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนที่ทำขึ้นไม่ว่าเวลาใด จึงไม่รวมถึงภาระผูกพันและหนี้ที่เกิดตามสัญญาบริหารด้วย เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเงินกู้สกุลบาทแบบมีระยะเวลาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับที่ 1 และฉบับเพิ่มเติมย่อมใช้บังคับต่อไปไม่ได้ จำเลยผู้รับโอนต้องโอนสิทธิทั้งหมดที่โอนไปตามสัญญากลับคืนให้แก่โจทก์ผู้โอนในทันที ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 9.1 จำเลยไม่อาจอ้างเหตุว่าโจทก์ยังมีภาระผูกพันที่มีหลักประกันตามสัญญาบริหารที่จะต้องรับผิดตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องฉบับแรกชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย เพื่อความเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาให้ความสนับสนุนโดยเงินกู้สกุลเยนชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทซิทคาร์ส ฟันดิ้ง จำกัด ซึ่งต้องรับผิดตามสัญญารับประกันและรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเอ็มบีไอเอ อินชัวรันส์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้รับความเสียหายจากการแปลงเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท 2 จำนวน เพื่อนำไปชดใช้ให้แก่ธนาคารไอเอ็นจี เอ็นวี ในฐานะคู่สัญญาแลกเปลี่ยนเงินตรา คดีไม่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนี้ที่เกิดแก่บริษัทเอ็มบีไอเอ อินชัวรันส์ คอร์ปอเรชั่น จากการแปลงเงิน 2 จำนวน เพื่อแก้ไขเหตุผิดสัญญาภายใต้เอกสารทางธุรกรรมของบริษัทซิทก้า ลิสซิ่ง เอสพีวี จำกัด ซึ่งเป็นคนละบริษัทกับโจทก์นั้น โจทก์ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามสัญญาบริหารข้อ 5.2 จำเลยเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝาก บัญชีหลักประกัน และบัญชีดำเนินการ แต่อำนาจในการถอนเงินเป็นของบริษัทบีที ทรัสตีส์ (ฮ่องกง) จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารธุรกรรมเพื่อประโยชน์ของผู้ถือตราสารหนี้ และบัญชีเงินฝากทั้งสองไม่ใช่ของจำเลยเพราะจำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องไปให้แก่บริษัทซิทคาร์ส ฟันดิ้ง จำกัด ไปแล้ว ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในบัญชีหลักประกันและบัญชีดำเนินการลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 เพื่อเป็นหลักประกันสัญญาให้ความสนับสนุนโดยเงินกู้สกุลเยน ซึ่งโจทก์ก็รับทราบ นั้น เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากเงินกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 แม้จำเลยจะโอนสิทธิและผลประโยชน์ในบัญชีเงินฝากแต่ละบัญชี และสิทธิที่จะได้รับหรือถอนเงินจากบัญชีให้แก่บริษัทซิทคาร์ส ฟันดิ้ง จำกัด ไปแล้ว แต่จำเลยก็ยังเป็นคู่สัญญาฝากเงินกับธนาคารที่มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญานั้น และจำเลยก็มีหน้าที่ต้องโอนสิทธิเรียกร้องกลับคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เดิม อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 50,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 665
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทซิทก้า เอสพีวี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8795/2551
#500389
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยทั้งห้านอกจากจะให้การปฏิเสธว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งห้ายังได้อธิบายถึงเหตุที่ฟ้องโจทก์ขาดอายุความไว้ด้วยว่า ตามภาระหนี้ต้นเงินโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเกินกว่า 3 ปี และในส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งห้าก็เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งแล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้ารับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินเพียงอย่างเดียว จำเลยทั้งห้าก็ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเรื่องอะไร

ตั๋วสัญญาใช้เงินกำหนดวันชำระต้นเงินเมื่อทวงถามตาม ป.พ.พ. มาตรา 913 (3) ประกอบกับมาตรา 985 อายุความจึงเริ่มนับเมื่อเจ้าหนี้เดิม หรือโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากหนังสือฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2539 ว่าเจ้าหนี้เดิมส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่ได้มีการทวงถามให้ชำระหนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 29 มีนาคม 2544 ซึ่งพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1001 และแม้คดีนี้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา แต่เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,333,621.92 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,800,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นลายมือชื่อปลอม รวมทั้งตราสำคัญที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ไช่ตราสำคัญที่ได้จดทะเบียนไว้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินที่กู้ยืมตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ต้นเงินจำนวน 4,800,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและรับเงินไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทเลขที่ 001/2537 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2537 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 5,000,000 บาท เมื่อทวงถามและชำระดอกเบี้ยในอัตราของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) บวกด้วย 3.5 ต่อปี ทุกวันสิ้นเดือนหากผิดนัดให้ผิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งขณะทำสัญญาดอกเบี้ยอัตราผิดนัดเท่ากับร้อยละ 21 ต่อปี มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 ต่อมากระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) และต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) โดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้โอนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นประการแรกว่า คำให้การของจำเลยที่ 3 ในประเด็นเรื่องอายุความเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ให้การในประเด็นเรื่องอายุความโดยแสดงเหตุให้เห็นโดยชัดแจ้งแล้วว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 3 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท และในส่วนของดอกเบี้ยโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทจึงเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าคดีขาดอายุความเรื่องอะไร เพราะเหตุใด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบนั้น เป็นการไม่ถูกต้องเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งห้านอกจากจะให้การปฏิเสธว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งห้ายังได้อธิบายถึงเหตุที่ฟ้องโจทก์ขาดอายุความไว้ด้วยว่าตามภาระหนี้ต้นเงินโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าเกินกว่า 3 ปี และในส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งห้าก็เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งห้าได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งแล้ว และเมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้ารับผิดตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินเพียงอย่างเดียว จำเลยทั้งห้าก็ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเรื่องอะไร ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยทั้งห้าในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1801/2539 (ประชุมใหญ่) ที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างนั้น ข้อเท็จจริงแตกต่างกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปมีว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ปัญหานี้แม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ซึ่งเห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทเอกสารหมาย จ.10 กำหนดวันชำระต้นเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913 (3) ประกอบกับมาตรา 985 อายุความจึงเริ่มนับเมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม หรือโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากหนังสือฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2539 เอกสารหมาย ล.2 ว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ส่งหนังสือฉบับดังกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่ได้มีการทวงถามให้ชำระหนี้ เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 29 มีนาคม 2544 ซึ่งพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยในประเด็นอื่น ๆ อีกต่อไป และแม้คดีนี้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา แต่เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 913 (3) ม. 985 ม. 1001
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด
โจทก์ — (มหาชน)
บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ ซี. เอ็น จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8793/2551
#419857
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาการอนุมัติเบิกจ่ายเงินและในชั้นตรวจจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ก่อนที่จะเก็บฎีกาไว้เป็นหลักฐานเพื่อการตรวจสอบ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงนามโดยมิได้มีการตรวจสอบตามระเบียบดังกล่าว อันทำให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปใช้ส่วนตัวโดยทุจริต จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์คาบเกี่ยวก่อนและหลังวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ คือวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ดังนั้น จึงต้องนำมาตรา 8 วรรคสี่ ที่บัญญัติเป็นคุณแก่เจ้าหน้าที่มาใช้บังคับต่อการทำละเมิดหลังวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่มีผลใช้บังคับ ส่วนการทำละเมิดก่อนวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ มีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 432

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 474,121.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 474,121.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวนเงินดังกล่าวในวงเงิน 458,684.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,272.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ค่าขึ้นศาลสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ใช้ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในวงเงิน 458,684.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,272.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นสุมห์บัญชีของโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าหน่วยงานคลังของโจทก์ และจำเลยที่ 4 เป็นปลัดสุขาภิบาลของโจทก์ การเบิกจ่ายเงินของโจทก์จำเลยทั้งสี่อยู่ในบังคับต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 แต่จากการตรวจสอบของโจทก์พบว่าในช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม 2539 ถึงเดือนมีนาคม 2540 มีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวรวม 17 รายการ โดยฎีกาเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานของโจทก์ เป็นเงิน 6,765 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ลงชื่อเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาจนกระทั่งประธานกรรมการของโจทก์อนุมัติเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ภายหลังการอนุมัติการจ่ายเงิน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่ามีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกาหรือไม่ และมีเจ้าหนี้ลงชื่อเป็นผู้รับเงินหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกา กลับมีเอกสารที่มีข้อความว่าได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ไปแล้วโดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้จ่ายเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ตรวจ ฎีกาเงินรายจ่ายตามงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อวัสดุทำป้ายชื่อกรรมการและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยในการเลือกตั้งกรรมการ จำเลยที่ 1 จัดทำฎีกาเช่นเดียวกับฎีกาเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานของโจทก์ข้างต้น และการเบิกจ่ายเงินไม่มีใบเสร็จรับเงิน ไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเงินนอกงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 20.18 บาท จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 จากการตรวจสอบไม่มีใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากร ไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงินเช่นเดียวกัน ฎีกาเบิกเงินตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุแบบพิมพ์สำหรับใช้ในงานของโจทก์ จำนวนเงิน 25,250 บาท มีการดำเนินการเช่นเดียวกัน จากการตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน เป็นฎีกาเบิกเงินตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานสำหรับใช้ในงานบริหารทั่วไปของโจทก์ จำนวนเงิน 9,958 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเบิกเงินตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานสำหรับบริหารทั่วไป จำนวนเงิน 1,621 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานของโจทก์สำหรับใช้ในงานพัฒนาและจัดเก็บรายได้จำนวนเงิน 13,864.95 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน สอบถามเจ้าหนี้แล้วแจ้งว่ายังไม่ได้รับเงินตามฎีกา ฎีกาเบิกจ่ายเงินเพื่อนำไปจัดซื้อวัสดุสำนักงานจำนวนเงิน 9,839 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับ ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าสมทบงบประมาณในการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการดับเพลิงรถยนต์บรรทุกน้ำจำนวน 313,165 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงินและลายมือชื่อผู้รับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานสำหรับใช้ในงานบริหารทั่วไปของโจทก์ จำนวน 4,840 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายค่าจัดซื้อตู้เก็บเอกสารจำนวน 2,300 บาท ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกา ฎีกาเบิกจ่ายค่าวัสดุสำนักงานจำนวน 8,779 บาท ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อวัสดุสำนักงานจำนวน 4,150 บาท ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 6,327.10 บาท ไม่มีหลักฐานการรับเงินของกรมสรรพากร ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 5,065.42 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน ฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 2,317.76 บาท ตรวจสอบแล้วไม่มีใบเสร็จรับเงิน ส่วนใบเสร็จรับเงินค่าประกันสัญญาก่อสร้างต่อเติมศาลาประจำหมู่บ้านจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสันทรายสหไม้ไทย จำนวน 3,175 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำไปลงบัญชีเงินสดแล้วนำฝากธนาคาร และมีฎีกาเบิกจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 24.53 บาท ต่อกรมสรรพากร รวมยอดเงินตามฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการ เป็นเงิน 417,982.46 บาท และคำนวณดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันที่เบิกจ่ายเงินตามฎีกาแต่ละฉบับดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 56,138.86 บาท และข้อเท็จจริงยังได้ความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นด้วยว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินตามฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการข้างต้นตามลำดับขั้นตอนและระเบียบวิธีปฏิบัติดังกล่าวจนกระทั่งมีการอนุมัติให้เบิกจ่ายแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินไปจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ กลับนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานคลังกับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดด้วย

คดีมีปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ ได้ความตามพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้เถียงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำสั่งจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 390/2538 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติหน้าที่สมุห์บัญชีของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2538 และตามหนังสือที่ ชม.61901/2 ลงวันที่ 30 มกราคม 2541 โจทก์ได้ส่งรายละเอียดและหลักฐานเพิ่มเติมชี้แจงต่ออธิบดีกรมบัญชีกลางว่า ขณะเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะสมุห์บัญชีสุขาภิบาล มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยเหลือหน่วยงานคลังปฏิบัติงานฝ่ายการคลังในหน้าที่ของหน่วยงานตามมติ ก.สภ. ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2532 และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 ด้วย อีกทั้งนายยงยุทธปลัดสุขาภิบาลโจทก์ก็ได้เบิกความถึงขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่เบิกจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของโจทก์ว่า ขั้นตอนในการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินนั้น เริ่มต้นโดยต้องมีการทำบันทึกขออนุมัติจัดซื้อวัสดุผ่านไปทางฝ่ายบริหารของโจทก์ เมื่อได้รับการอนุมัติให้จัดซื้อแล้วก็จะต้องดำเนินการจัดทำฎีกาเพื่อเบิกจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามที่อนุมัติ แต่ในการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินต้องมีเอกสารประกอบเสนอผ่านไปตามลำดับ โดยผ่านทางหัวหน้าหน่วยการคลังตรวจสอบ แล้วผ่านไปยังสมุห์บัญชีตรวจสอบ และส่งต่อไปยังปลัดสุขาภิบาลเพื่อตรวจสอบเป็นคนสุดทัาย อีกทั้งเมื่อเจ้าหนี้ของโจทก์มารับเงินตามฎีกาเบิกจ่ายแล้ว เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีต้องลงนามรับรองในใบสำคัญคู่จ่ายซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงิน และขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะมีการเก็บฎีกาจะต้องมีการเก็บใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกาไว้ กับจะต้องมีการตรวจหน้าฎีการวมทั้งตรวจใบเสร็จรับเงินว่าเจ้าหนี้ของโจทก์รับเงินไปแล้วหรือไม่ด้วย ซึ่งขั้นตอนวิธีการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินของโจทก์ตามคำเบิกความของนายยงยุทธดังกล่าวก็สอดคล้องตรงกับรายละเอียดการลงนามปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งในฎีกาการเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการข้างต้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในฎีกาเบิกจ่ายเงินทุกฉบับดังกล่าวในฐานะสมุห์บัญชี แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบต่อศาลและจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้เถียง กลับฟังได้เป็นยุติว่า ฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการนั้น จำเลยที่ 2 ได้ร่วมลงชื่อรับรองการตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาและเสนอเรื่องไปตามลำดับชั้นจนกระทั่งประธานกรรมการของโจทก์อนุมัติให้เบิกจ่ายแล้ว แต่ภายหลังการอนุมัติ จำเลยที่ 2 ซึ่งยังมีหน้าที่ต้องตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่ามีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกาหรือไม่นั้น ปรากฏว่าไม่มีใบเสร็จรับเงินประกอบฎีกา แต่กลับปรากฏมีข้อความว่าได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้จ่ายเงินและจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับรองว่า "ตรวจแล้ว" ดังนี้ เห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ.2531 รวมทั้งขั้นตอนและวิธีปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการจัดทำฎีกาเบิกจ่ายเงินที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต้องพิจารณาและตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกาทั้งในชั้นตั้งฎีกาขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน และในชั้นตรวจจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ก่อนที่จะเก็บฎีกาไว้เป็นหลักฐานเพื่อการตรวจสอบนั้น เป็นระเบียบปฏิบัติที่กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโจทก์ต้องร่วมกันปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของสายงานการควบคุมบังคับบัญชา ทั้งนี้เพื่อวางระบบการพิจารณาและตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของโจทก์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบราชการ และป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่คนใดโดยลำพังสามารถฉ้อฉลเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโจทก์ไปใช้โดยไม่ชอบได้ จึงเป็นระเบียบราชการที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีของโจทก์อยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การที่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมลงนามในฎีกาเบิกจ่ายเงินทั้ง 17 รายการ รับรองว่าได้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินของเจ้าหนี้เป็นหลักฐานประกอบฎีกา อันเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 สามารถนำเงินที่อนุมัติให้เบิกจ่ายไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวได้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปรากฏว่าการกระทำโดยทุจริตของจำเลยที่ 1 ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม 2539 ถึงเดือนสิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาคาบเกี่ยวก่อนและหลังวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ ซึ่งหลักเกณฑ์ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนนั้น กฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน กล่าวคือ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิดซึ่งมีมาตรา 432 บัญญัติไว้ดังนี้

"มาตรา 432 ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยร่วมกันทำละเมิด ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น คนไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย

อนึ่ง บุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย

ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น"

แต่เมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 แล้ว ความในมาตรา 8 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติเป็นคุณแก่เจ้าหน้าที่ว่า "ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น" ยิ่งไปกว่านั้น ความในวรรคสองยังบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้" เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตต่อโจทก์ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นเวลาก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 51,133.44 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยทำละเมิดด้วย จึงต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้กับจำเลยที่ 1 ด้วย

สำหรับการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2539 ภายหลังจากวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยที่ 1 กระทำการทุจริตเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 404,072.02 บาท ซึ่งการกระทำทุจริตของจำเลยที่ 1 ในช่วงนี้ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ 2 ได้ลงนามในใบตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงิน และร่วมกับจำเลยที่ 4 ลงนามรับรองว่าได้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินของเจ้าหนี้เป็นหลักฐานประกอบฎีกา ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าหน่วยงานคลังมีหน้าที่ดูแลการตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินโดยตรง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างมีส่วนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กระทำการโดยทุจริตต่อโจทก์ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ตรวจสอบใบตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงิน และมีหน้าที่ต้องตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินด้วย จึงให้รับผิดเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของยอดเงินส่วนนี้เป็นเงิน 202,036.01 บาท จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ตรวจสอบใบตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงิน ส่วนจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ตรวจสอบการจ่ายเงินจึงให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดคนละหนึ่งในสี่ของยอดเงินดังกล่าวเป็นเงินคนละ 101,018 บาท

ส่วนการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับแล้วเช่นกัน ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 18,915.86 บาท นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 มิได้ร่วมลงนามว่าได้ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้ ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ลงนามในใบตั้งเบิกฎีกาทั้งมีหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นกลับปล่อยปละละเลยไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดหนึ่งในสี่เป็นเงิน 4,728.96 บาท เมื่อหลักเกณฑ์ความรับผิดของจำเลยทั้งสี่เป็นดังที่ได้วินิจฉัยมา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 51,133.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 422,987.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยยอดเงินส่วนหลังนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 202,036.01 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 105,746.96 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 101,018 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชดใช้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวคิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นไปจนว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10
ป.พ.พ. ม. 432
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สุขาภิบาลสันทรายหลวง
จำเลย — นางสาวอรอนงค์ วรรณฤทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2551
#497120
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิมาหลอกขายให้โจทก์ ทำให้โจทก์เข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองสามารถโอนสิทธิและนำไปออกเอกสารสิทธิได้ เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญา การซื้อขายที่ดินจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 และต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ จำเลยจึงต้องคืนเงินให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 จำเลยขายที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 401 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ในราคา 330,000 บาท แก่โจทก์ โดยสัญญาว่าหากโจทก์จะขอเอกสารสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยจะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการออกเอกสารสิทธิจนเสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์ไปติดต่อขอออกโฉนดที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวมีบุคคลอื่นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก่อนแล้ว โจทก์ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ จึงแจ้งให้จำเลยทราบและขอให้คืนเงินแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยคืนเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับโจทก์จริง จำเลยส่งมอบการครอบครองให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้ครอบครองที่ดินเป็นเวลาปีเศษ ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ จึงได้สิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของที่ดินแล้ว โจทก์ไม่เคยติดต่อจำเลยเพื่อให้ความสะดวกในการขอออกโฉนดที่ดินตามสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่พิพาทจากจำเลยในราคา 330,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ได้ เพราะที่ดินพิพาทดังกล่าวได้มีบุคคลอื่นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 238 ไปแล้ว ตามบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศเอกสารหมาย จ.6 และบันทึกถ้อยคำรับรองเอกสารหมาย จ.10

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินที่ซื้อขายที่ดินที่พิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่พิพาทกันวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 3 ระบุว่า เมื่อใดผู้จะซื้อคือโจทก์ไปดำเนินการออกเอกสารสิทธิใด ๆ ผู้จะขายคือจำเลย ตกลงยินยอมให้ความสะดวกแก่ผู้จะซื้อ และให้ความร่วมมือในการดังกล่าวจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทได้มีการนำไปออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 238 และได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งนายบุญชูเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินซึ่งที่จดทะเบียนเอกสารเกี่ยวกับที่ดินเบิกความยืนยันว่า จำเลยเคยยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2535 และต่อมาได้ยื่นคำขอยกเลิกการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อปี 2540 ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า มีบุคคลอื่นครอบครองที่ดินพิพาทและได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตั้งแต่ปี 2523 จำเลยจึงได้ขอยกเลิกการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อปี 2540 แต่จำเลยกลับนำที่ดินดังกล่าวมาขายให้โจทก์อีกในปี 2543 ทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่พิพาทแล้ว ทั้งยังระบุในสัญญาจะซื้อจะขายอีกว่าหากโจทก์ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท จำเลยตกลงยินยอมให้ความสะดวก ให้ความร่วมมือในการออกเอกสารสิทธิจนเสร็จสิ้นเท่ากับจำเลยหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิแล้วมาหลอกขายให้โจทก์ ทำให้โจทก์เข้าใจว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีสิทธิครอบครองสามารถโอนสิทธิและนำไปออกเอกสารสิทธิได้ เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญา การซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นโมฆะเสียเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 และต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ จำเลยจึงต้องคืนเงินให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 224 ม. 406 ม. 412
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไสว สาริยา
จำเลย — นายธงไชย ว่องอาวัชนาการ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2551
#494276
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับที่จำเลยที่ 1 ร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งว่า เนื่องจากศาลพิพากษาให้แบ่งบ้านสวนลลนา จำนวน 2 หลัง และรถยนต์วอลโว่หมายเลขทะเบียน 9ว-9811 กรุงเทพมหานคร คนละกึ่งหนึ่ง ดังนั้นทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งกันและกันและชอบที่จะขอออกคำบังคับได้ตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย เมื่อโจทก์ไม่แบ่งทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขอออกคำบังคับได้ตามกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งให้ออกคำบังคับให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "เดิมศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำขอจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมคือบ้านสวนลลนาเลขที่ 444/833 และเลขที่ 444/549 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวม 2 หลัง และรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่หมายเลขทะเบียน 9ว-9811 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการขอออกคำบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและโจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำบังคับที่ออกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์โดยสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "...ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งกันและกันและชอบที่จะออกคำบังคับได้ตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย เมื่อโจทก์ไม่แบ่งทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิออกคำบังคับได้ตามกฎหมาย..." โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นโดยให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ดำเนินการจัดการแยกทรัพย์สินออกเป็นกึ่งหนึ่ง แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และมีคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจออกคำบังคับโจทก์ได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และมาตรา 302 ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีของการแบ่งสินสมรสนี้เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในครอบครัว โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการขอออกคำบังคับ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับได้ แต่เมื่อปรากฏต่อมาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีเดิมเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในบ้านสวนลลนาเลขที่ 444/833 และเลขที่ 444/569 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวม 2 หลังและรถยนต์วอลโว่หมายเลขทะเบียน 9ว-9811 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งเพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปได้ รวมถึงกรณีที่หากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีเดิมและผลแห่งคำพิพากษาจำต้องมีการบังคับคดีให้แบ่งสินสมรสระหว่างกันอีก จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับใหม่เพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับสิ้นผลแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัตนชัย เนาวรัตน์ธนากร
นางนวลนภา เมธพนธ์หรือวัฒนาสันติพงศ์
จำเลย — หรือเนาวรัตน์ธนากรหรือดิษฐลำภู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2551
#499667
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมบ้าน 2 หลัง และรถยนต์ 1 คัน ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง เป็นเรื่องการแบ่งสินสมรสเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในครอบครัว โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการขอออกคำบังคับ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมมีสิทธิร้องขอให้ออกคำบังคับได้

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปได้ รวมถึงกรณีที่หากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีเดิมและผลแห่งคำพิพากษาจำต้องมีการบังคับคดีให้แบ่งสินสมรสระหว่างกันอีก จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ย่อมสิทธิขอออกคำบังคับใหม่เพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับที่จำเลยที่ 1 ร้องขอต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งว่า เนื่องจากศาลพิพากษาให้แบ่งบ้านสวนลลนา จำนวน 2 หลัง และรถยนต์วอลโว่หมายเลขทะเบียน 9ว - 9811 กรุงเทพมหานคร คนละกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งกันและกันและชอบที่จะขอออกคำบังคับได้ตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย เมื่อโจทก์ไม่แบ่งทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขอออกคำบังคับได้ตามกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งให้ออกคำบังคับ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "เดิมศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำขอจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมคือบ้านสวนลลนาเลขที่ 444/833 และเลขที่ 444/569 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวม 2 หลัง และรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่หมายเลขทะเบียน 9ว - 9811 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการขอออกคำบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและโจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำบังคับที่ออกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์โดยสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า "...ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งกันและกันและชอบที่จะออกคำบังคับได้ตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย เมื่อโจทก์ไม่แบ่งทรัพย์สินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิออกคำบังคับได้ตามกฎหมาย..." โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นโดยให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ดำเนินการจัดการแยกทรัพย์สินออกเป็นกึ่งหนึ่งแม้จะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และมีคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจออกคำบังคับโจทก์ได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และมาตรา 302 ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีของการแบ่งสินสมรสนี้เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในครอบครัวโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการขอออกคำบังคับ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับได้แต่เมื่อปรากฏต่อมาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีเดิมเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในบ้านสวนลลนาเลขที่ 444/833 และเลขที่ 444/569 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวม 2 หลัง และรถยนต์วอลโว่หมายเลขทะเบียน 9ว - 9811 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้วนำเงินมาแบ่งกันแต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปได้รวมถึงกรณีที่หากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีเดิมและผลแห่งคำพิพากษาจำต้องมีการบังคับคดีให้แบ่งสินสมรสระหว่างกันอีก จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับใหม่เพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำบังคับสิ้นผลแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 272 ม. 273 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัตนชัย เนาวรัตน์ธนากร
นางนวลนภา เมธพนธ์
หรือวัฒนาสันติพงศ์
หรือเนาวรัตน์ธนากร
จำเลย — หรือดิษฐลำภู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เกษม วีรวงศ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2551
#498030
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันระหว่างที่เป็นสามีภรรยากันจะมีข้อตกลงห้ามไม่ให้บอกล้างหรือยกเลิกสัญญามีกำหนดเวลา 20 ปี ก็ตามแต่ก็เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมและเป็นการป้องกันมิให้ครอบครัวต้องร้าวฉานแตกแยกกัน ข้อตกลงจะไม่บอกล้างหรือบอกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างสมรส จึงมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าวได้

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า ในคดีหย่าถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ การกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ต้องพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ได้ทำงานเพราะหลังสมรสโจทก์ลาออกจากงานมาช่วยดูแลคลินิกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำคลินิกดังกล่าวประกอบกับรายได้ของจำเลยที่ 1 ตลาดจนค่าครองชีพในปัจจุบันประกอบกัน

การกำหนดค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 นั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งห้าแปลงให้แก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 35,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ จำนวน 5,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรส คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ค - 6952 กรุงเทพมหานคร บ้านพร้อมที่ดินที่หมู่บ้านลลิลกรีนวิลล์ ตั้งอยู่ถนนอ่อนนุช เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และคลินิกกรุงเทพราม 2 แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ที่ดินพิพาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาระหว่างสมรสกับโจทก์ ฉบับลงวันที่ 21 มีนาคม 2546 ตามฟ้องจริง แต่จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแก่โจทก์แล้ว สัญญาระหว่างสมรสจึงสิ้นผลผูกพันและโจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์สินตามสัญญาระหว่างสมรสได้ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ค - 6952 กรุงเทพมหานคร และบ้านพร้อมที่ดินที่หมู่บ้านลลิลกรีนวิลล์นั้น ไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นของบุคคลอื่น ส่วนคลินิกกรุงเทพราม 2 เป็นกิจการที่ตั้งขึ้นระหว่างสมรสจริงโดยเช่าอาคารจากบุคคลอื่นเป็นสถานที่ประกอบกิจการ แต่โจทก์ตกลงรับเงินจากจำเลยที่ 1 และตกลงให้กิจการคลินิกกรุงเทพราม 2 ทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 ก่อนฟ้องคดีแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีก ค่าเลี้ยงชีพสูงเกินความจริงสมควรกำหนดให้เพียงไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ค่าทดแทนจำนวน 3,000,000 บาท เป็นจำนวนสูงเกินไป หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิด ก็ไม่ควรเกิน 10,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 374,439 บาท เพื่อนำมาใช้จ่ายร่วมกันในระหว่างสมรสดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันชำระหนี้ด้วย

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีคู่สมรสแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ หากต้องชดใช้ค่าทดแทนแล้วก็ไม่ควรเกิน 20,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันฟ้องตรงกับวันที่ 16 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์สมรสใหม่ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ จำนวน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ จำนวน 200,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน จำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน คู่ความไม่อุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญายอมให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตกได้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาระหว่างสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแล้ว และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยาในขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีปัญหาเห็นสมควรวินิจฉัยเป็นข้อแรกกตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาระหว่างสมรสมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และเงื่อนไขในสัญญาไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ตามหนังสือสัญญาระหว่างสมรส มีใจความว่า ข้อ 1. ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวม 5 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินส่วนตัว โดยผู้ให้สัญญาจะไม่ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้ เช่าซื้อ จำนอง หรือโอนสิทธิในที่ดินหรือให้เช่าที่ดินเกินกว่า 3 ปี หรือนำที่ดินดังกล่าวไปเป็นประกันใด ๆ กับบุคคลภายนอกเว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้รับสัญญา (โจทก์) ก่อน... ข้อ 3 ผู้ให้สัญญาจะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการประพฤติผิดศีลธรรมอันดีระหว่างสามีภริยาอันเป็นเหตุให้สิ้นสุดแห่งการสมรสได้ กรณีที่ผู้ให้สัญญาผิดสัญญาข้างต้นยอมให้ทรัพย์สินตาม ข้อ 1. ตกเป็นสิทธิแก่ผู้รับสัญญาทันที ให้ผู้รับสัญญาดำเนินการทางศาลฟ้องบังคับโอนสิทธิได้ตามสัญญานี้ เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวในระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน แม้ในสัญญาดังกล่าวจะมีข้อตกลงที่จะไม่ให้บอกล้างหรือยกเลิกสัญญามีกำหนดเวลา 20 ปีก็ตาม แต่ก็เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม และเป็นการป้องกันมิให้ครอบครัวต้องร้าวฉานแตกแยกกันได้ ข้อตกลงจะไม่บอกล้างหรือยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าวได้ หนังสือสัญญาระหว่างสมรส จึงไม่มีผลผูกพันอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า สินสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินในคลินิกกรุงเทพราม 2 ได้มีการแบ่งปันกันแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนฟ้องโจทก์ขอส่วนแบ่งทรัพย์สินในคลินิกกรุงเทพราม 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้จ่ายแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 340,000 บาท ให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีปัญหาครอบครัวจนต้องมีการทำหนังสือสัญญาระหว่างสมรสเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2546 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 340,000 บาท จึงน่าเชื่อว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินในคลินิกกรุงเทพราม 2 ต่อกันตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบจริง ที่โจทก์อ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นการชำระหนี้เงินยืม จึงเลื่อนลอยไม่สมเหตุผล พยานจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินส่วนตัวจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ขอแบ่งสินสมรสเกี่ยวกับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส แต่ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ตนได้ขายรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิอันเป็นสินส่วนตัวเป็นเงิน 200,000 บาท และได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อรถคันใหม่ แล้วมีการเปลี่ยนรถเรื่อยมาซึ่งปัจจุบันรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส จะมีราคาเท่าใดไม่ทราบ และจำเลยที่ 1 ได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้ว เห็นว่า การนำสืบถึงสินส่วนตัวของโจทก์เป็นการนำสืบนอกเหนือจากคำฟ้อง จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินสินส่วนตัวของโจทก์ จำนวน 200,000 บาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

มีปัญหาต่อไปว่า ค่าทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระให้แก่โจทก์นั้นเหมาะสมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 บัญญัติให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 สามี และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ โดยมาตรา 1525 บัญญัติว่า ค่าทดแทนดังกล่าวแล้วให้ศาลวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์ และให้ศาลคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่านั้นด้วย เห็นว่า ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันนั้น จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยา และจำเลยที่ 2 มี นายธีรวัฒน์เป็นคู่หมั้นซึ่งบุคคลทั้งสี่ได้พบกันเพื่อตกลงปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพครอบครัวและความเสียหายต่อกาย ประกอบกับชื่อเสียงเกียรติยศของโจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท นับว่าเหมาะสมชอบธรรมดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต่อไปตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องสูงเกินส่วนและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติว่าในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ...เห็นว่า กรณีภายหลังสมรสโจทก์ได้ลาออกจากงานและมาช่วยดูแลคลินิกกรุงเทพราม 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำคลินิกดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ได้ทำงาน จำนวนรายได้ของจำเลยที่ 1 ตลอดจนค่าครองชีพในปัจจุบันประกอบกันแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 20,000 บาท นับว่าสมควรไม่สูงเกินส่วนแต่อย่างใด แต่การกำหนดให้ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 นั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องนับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจึงไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาข้อสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดชำระเงินกู้ที่มีต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินดังกล่าวโดยโจทก์เป็นผู้ให้ความยินยอมตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2544 และนำเงินมาใช้จ่ายเกี่ยวกับคลินิกกรุงเทพราม 2 แต่ปัจจุบันยังชำระหนี้คืนไม่ครบถ้วน เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินในคลินิกกรุงเทพราม 2 ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้นโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดชำระเงินกู้รายนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นดุจกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้คืนเงินสินส่วนตัว 200,000 บาทแก่โจทก์แต่ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1469 ม. 1526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุษบา บุญล้อม
จำเลย — นายแพทย์พฤทธิพันธุ์ บุญล้อม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2551
#499664
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เป็นคู่หมั้น โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสามฐานผิดสัญญาหมั้น ซึ่งเป็นคดีมิใช่เกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน

แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้อนจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความสามารถยกขึ้นว่ากล่าวภายหลังได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ก็ตาม แต่จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้จากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับคู่ความที่จะต้องนำสืบหรือมีข้อกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเพื่อใช้ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายไม่ได้

จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของจำเลยที่ 1 มาร่วมเจรจาและรับรู้วันประกอบพิธีหมั้น อันเป็นธรรมเนียมประเพณีไทยที่ต้องมีผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมารับรู้การหมั้น ถือว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาหมั้นรายนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อเป็นเกียรติแก่การหมั้นเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงมิใช่คู่สัญญาในการหมั้นครั้งนี้แต่อย่างใด

เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ถอนหมั้นกันเมื่อใดแต่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งเรื่องถอนหมั้นให้ประธานในพิธีหมั้นทราบแล้ว ก็ถือว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้มีการถอนหมั้นกันอย่างเป็นทางการในวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่อยู่ในเขตอำนาจโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจ ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ทั้งสองจึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ คดีโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 ที่ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้หมั้นโจทก์ที่ 1 ด้วยแหวนเพชร 1 วง ราคา 240,000 บาท โดยตกลงจะแต่งงานกันภายหลังจากโจทก์ที่ 1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ถอนหมั้นโจทก์ที่ 1 โดยคดีนี้โจทก์ที่ 1 อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงและจากการจัดการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงินรวม 2,802,800 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงเป็นเงิน 197,200 บาท แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ 2 ฎีกา ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และให้ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ 2 และทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่ 2 ไม่เกินสองแสนบาททั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ที่ 2 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่เห็นควรวินิจฉัยเป็นข้อแรกว่า การดำเนินคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 411/2546 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามมิได้ยกปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การและไม่นำสืบถึงคดีดังกล่าวเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความสามารถยกขึ้นว่ากล่าวภายหลังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจากพยานนอกเรื่องนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับคู่ความที่จะนำสืบหรือมีข้อกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามบทมาตราดังกล่าวมิได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคู่สัญญาหมั้นด้วยหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 รับจำเลยที่ 2 ไปที่บ้านโจทก์ที่ 2 เพื่อไปรับฟังเรื่องที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 จะหมั้นกันและโจทก์ที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 2 ว่า ให้จำเลยที่ 2 พาผู้ใหญ่ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาในงานโดยคาดคั้นว่าถึงอย่างไรก็ต้องไปหาผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติในงานหมั้นต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2542 โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ประกอบพิธีหมั้น โดยจำเลยที่ 2 ไปงานหมั้น และมีจำเลยที่ 3 อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 ไปร่วมงานโดยเดินทางด้วยเครื่องบินจากจังหวัดเชียงใหม่ และกลับจังหวัดเชียงใหม่ในตอนเย็นวันเดียวกัน เห็นว่า การหมั้นเป็นสัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อชายกับหญิงจะทำการสมรสกัน การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 1 ไปร่วมเจรจาที่บ้านโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 1 และรับรู้วันประกอบพิธีหมั้น ทั้งไปร่วมงานหมั้นในฐานะมารดาจำเลยที่ 1 อันเป็นธรรมเนียมประเพณีไทยที่ต้องมีผู้ใหญ่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรับรู้การหมั้น ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาหมั้นรายนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 คงเป็นญาติผู้ใหญ่มาร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อเป็นเกียรติแก่พิธีหมั้นเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงมิใช่คู่สัญญาหมั้นแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 จึงฟังขึ้นแต่บางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า เหตุแห่งการผิดสัญญาหมั้นเกิดจากโจทก์ที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า เหตุที่บอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดจากโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 เคยชวนให้จำเลยที่ 1 มีกิจกรรมทางเพศและชอบจับอวัยวะเพศของจำเลยที่ 1 ปลุกอารมณ์จนสำเร็จความใคร่ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 แคลงใจว่า โจทก์ที่ 1 จะใช่สาวบริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งโจทก์ที่ 1 ยังสบประมาทจำเลยที่ 1 ว่า บ่มิไก๊ และว่าจำเลยที่ 1 เป็นพวกรักร่วมเพศ นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ไม่ให้ความเคารพจำเลยที่ 2 และว่าเป็นผู้ใหญ่ไม่มีความยุติธรรม ทั้งเรียกขานจำเลยที่ 2 ว่าแม่ศรี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้จำเลยที่ 2 เมื่อต้องเลือกระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเลือกจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นคู่หมั้นกัน ย่อมมีความผูกพันสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งกว่าธรรมดา อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไปค้างที่บ้านโจทก์ทั้งสองหลายครั้ง และโจทก์ที่ 1 ก็ไปค้างที่คอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ด้วยเช่นกัน ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้วจึงเลื่อนลอยไม่สมเหตุสมผลและไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ดังนั้น การบอกเลิกสัญญาหมั้นของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ที่ 1 หญิงคู่หมั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ที่ 1 สมควรได้ค่าทดแทนหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 บัญญัติว่า ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้ (1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น (2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร (3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส ฯลฯ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างหมั้นโจทก์ที่ 1 กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นกำลังใจสำคัญในการสนับสนุนการศึกษา การถอนหมั้นย่อมเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้โจทก์ที่ 1 ต้องอับอายเสื่อมเสียต่อเกียรติยศชื่อเสียงทั้งยังเป็นสาเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สำเร็จการศึกษาอันมีผลต่ออนาคตของโจทก์ที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 มีเรื่องทะเลาะกันอยู่เสมอ ซึ่งจำเลยที่ 1 มักจะพูดเรื่องถอนหมั้น แต่หลังจากนั้นก็กลับมาคืนดีกันดังเดิม เมื่อเดือนธันวาคม 2542 โจทก์ที่ 1 ก็ไปช่วยงานศพของบิดาจำเลยที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ยังเป็นช่างภาพในงานแต่งงานน้องชายโจทก์ที่ 1 และเดือนพฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังพาโจทก์ที่ 1 ไปเยี่ยมจำเลยที่ 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่แน่ชัดว่ามีการถอนหมั้นกันจริงจังหรือไม่ จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้แจ้งเรื่องถอนหมั้นให้นาวาอากาศโททินกร ซึ่งเป็นประธานในพิธีหมั้นทราบแล้ว ดังนี้ กรณีต้องถือว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้มีการถอนหมั้นกันอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2545 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษายกฟ้องว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะยื่นคำฟ้องใหม่ยังศาลที่มีเขตอำนาจ ต่อมาโจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลหรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ดังนั้น การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฎีกาของโจทก์ที่ 2 และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสำหรับโจทก์ที่ 2 ทั้งหมด และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 ม. 1447/1
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 87 ม. 248 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นาวาอากาศตรี ท. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2551
#419702
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาประกันชีวิตที่ฟ้องในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นสัญญาคนละฉบับซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขแยกจากกันได้เช่นนี้ กรณีจึงถือได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 504,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ที่เหลือให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่รวมทั้งสั่งค่าฤชาธรรมเนียมตามรูปคดี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางประมวญ มารดาโจทก์ ได้ทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จำนวน 200,000 บาท โดยในวันทำสัญญาดังกล่าวนางประมวญได้ทำสัญญาพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะกาล จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท และสัญญาพิเศษเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และโรคร้ายแรง จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท กับจำเลยด้วย ต่อมาในระหว่างอายุสัญญานางประมวญถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ได้ฟ้องจำเลยขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 990/2543 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นโจทก์มาฟ้องจำเลยขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะกาล และสัญญาพิเศษเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และโรคร้ายแรงเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นแรกมีว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 990/2543 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาประกันชีวิตที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อนและสัญญาประกันชีวิตในคดีนี้ทำขึ้นในวันเดียวกัน และรวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกันคือกรมธรรม์เลขที่ 31035235 ก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากกันได้ เนื่องจากสัญญาพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะกาลและสัญญาพิเศษเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิต ทุพพลภาพและโรคร้ายแรงที่ฟ้องในคดีนี้กับสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ฟ้องในคดีก่อนมีการกำหนดจำนวนเงินที่เอาประกันภัยแยกต่างหากจากกัน เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละสัญญาก็สามารถแยกได้เป็นคนละจำนวนเพียงแต่ถึงกำหนดชำระพร้อมกันเท่านั้น เงื่อนไขในการคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในแต่ละสัญญาก็ยังแตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้นสัญญาที่ฟ้องในคดีนี้กับคดีก่อนจึงไม่ใช่สัญญาฉบับเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาประกันชีวิตในคดีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิตในคดีก่อน โดยอ้างว่าหากผู้เอาประกันชีวิตไม่ซื้อสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็ไม่สามารถซื้อสัญญาพิเศษเพิ่มเติมต่างๆ ได้นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขในการขายประกันเพิ่มเติมแบบต่างๆ ของจำเลยเท่านั้น มิใช่เหตุผลที่ชี้ว่าเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน และที่จำเลยอ้างมาในฎีกาอีกว่าหากสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ สัญญาพิเศษเพิ่มเติมก็จะตกเป็นโมฆะหรือเป็นโมฆียะตามไปด้วยนั้น เห็นว่า กรณีนี้มิได้มีกฎหมายใดกำหนดให้สัญญาประกันชีวิตแบบพิเศษในคดีนี้เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ฟ้องในคดีก่อน ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตแต่ละฉบับจึงมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเองหาได้ขึ้นต่อกันไม่ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยนำมาอ้างประกอบในฎีกาของจำเลยก็มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อสัญญาประกันชีวิตที่ฟ้องในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นสัญญาคนละฉบับซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขแยกจากกันได้ เช่นนี้ กรณีจึงถือได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิงจิตตวดี ภู่ดี โดยนางสาวชีวรัตน์ นุชท่าโก
โจทก์ — ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายศรชัย วรานิชสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2551
#497865
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคาร ธนาคารหรือโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้นำไปหักชำระหนี้ต่างๆ ตามจำนวนหนี้ที่ธนาคารหรือโจทก์คิดคำนวณขึ้นมาเอง ประกอบกับธนาคารเป็นสถาบันการเงินอันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจและเชื่อว่าธนาคารหรือโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องไปนั้นเป็นการกระทำการที่ตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 407

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยได้รับอนุมัติจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพของสถาบันการเงิน รวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้ทำสัญญารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เป็นผลให้สิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิทธิเรียกร้องต่างๆ ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันของสินทรัพย์ดังกล่าวที่มีต่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตกแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินไปจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสงขลา เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงได้ ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4,700 บาท หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ทั้งหมดคืนในทันที โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 9352 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันวงเงิน 200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้รวมทั้งหนี้อื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาจำเลยผ่อนชำระเงินต้นให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เพียง 40,238.97 บาท ค้างชำระต้นเงิน 159,761.03 บาท ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 159,761.03 บาท จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หยุดทำธุรกรรมตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง โจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยกับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จากต้นเงิน 159,761.03 บาท ในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 165,385.82 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 325,146.85 บาท โจทก์แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องบอกกล่าวทวงถามและให้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโดยทางไปรษณีย์ตอบรับจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 325,146.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 159,761.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 9352 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ (ที่ถูกขาดนัดพิจารณาด้วย)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2538 จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2539 รวมเป็นเงิน 96,100 บาท ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 200,000 บาท มีเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 4,700 บาท วันที่ 30 เมษายน 2540 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จำนวน 10,100 บาท วันที่ 1 กันยายน 2540 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำนวน 4,700 บาท วันที่ 29 ธันวาคม 2540 จำนวน 4,700 บาท วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 5,200 บาท และวันที่ 30 เมษายน 2541 จำนวน 4,700 บาท มาหักชำระในวันที่จำเลยที่ 1 นำมาชำระแต่ละครั้งโดยนำไปหักดอกเบี้ยค้างชำระก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำไปหักต้นเงิน หากจำเลยทั้งสองไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 9352 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ไม่เกินทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ว่า "สำเนาให้อีกฝ่ายพร้อมสำเนาอุทธรณ์จะคัดค้านประการใดให้แถลงเข้ามาภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ มิฉะนั้น ไม่ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน" และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์... ส่วนจะส่งไปศาลฎีกาหรือไม่ให้รอคำคัดค้านหรือคำแก้อุทธรณ์ก่อน" ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์แล้วไม่คัดค้านและไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาตแต่สั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่ารวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว คดีมีปัญหาวินัจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่ธนาคารในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 รวมเป็นเงิน 64,100 บาท มาหักชำระในวันที่จำเลยที่ 1 นำมาชำระแต่ละครั้งโดยให้นำไปหักดอกเบี้ยค้างชำระก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำไปหักต้นเงินเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินที่จำเลยที่ 1 ชำระมาเป็นการชำระด้วยความสมัครใจเท่ากับเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีผลผูกพันต้องชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดังกล่าว มาหักจากต้นเงินและดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า ผู้ที่โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ สิทธิจำนองหรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันให้แก่โจทก์เป็นผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกอบกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของธนาคารผู้โอนสิทธิเรียกร้องจึงย่อมต้องทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การเรียกดอกเบี้ยเป็นอย่างดีส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคาร โดยสภาพและตามสำนวนไม่ปรากฏเหตุผลที่แสดงว่า จำเลยที่ 1 จะทราบถึงหลักเกณฑ์ตามประกาศดังกล่าวแต่ประการใด ดังนั้น ลำพังการที่จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคาร แล้วธนาคารหรือโจทก์นำไปจัดการหักชำระหนี้ต่างๆ ตามจำนวนหนี้ที่ธนาคารหรือโจทก์คิดคำนวณขึ้นมาเองประกอบกับธนาคารเป็นสถาบันการเงินอันเป็นกิจการซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชาชน ย่อมมีเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจและเชื่อว่าธนาคารหรือโจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องแล้ว กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่คิดคำนวณไม่ถูกต้องไปนั้นเป็นการกระทำการอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวชำระมาหักจากต้นเงินและดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายแดง รุ่งสิริเมธากุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8713/2551
#414559
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บาง ทุยเวียง
โจทก์ร่วม
จำเลย — นาย ตาว ทุยเวียง
จำเลยร่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8713/2551
#499849
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วยนั้น เป็นการออกตามข้อเท็จจริงที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ไปแจ้งต่อทางราชการเพื่อดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) กรณีจึงมิใช่เป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ดินพิพาทนั้นจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้แก้ไข เมื่อตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของโจทก์คืน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิทางทะเบียนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นที่ดินพิพาท เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ด้านทิศตะวันตกภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์จำเลยว่าจำเลยเป็นบุตรของโจทก์กับนายเทา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 34 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 110 ไร่ ซึ่งโจทก์และนายเทาร่วมกันจับจองและเข้าครอบครองทำประโยชน์คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่... เห็นว่า ตัวโจทก์ซึ่งเป็นมารดาจำเลยเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นของโจทก์ โดยได้มาจากการตกลงแบ่งที่ดินระหว่างโจทก์กับนายเทาสามี คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่นๆ โดยเฉพาะปากนายสมจิตรและนายจันทราซึ่งเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทกับที่ดินส่วนของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 110 ไร่ ที่โจทก์และนายเทาร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ ซึ่งต่อมาได้แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตรทุกคน สำหรับที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินที่จำเลยได้รับการยกให้จากโจทก์และนายเทานั้น นายเทาตกลงแบ่งให้แก่โจทก์ การที่พยานโจทก์ทั้งสองปากซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้น่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่พยานทั้งสองเบิกความเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ดินที่บุตรคนอื่นๆ ของโจทก์ได้รับก็ได้ความว่า แต่ละคนได้รับคนละประมาณ 14 ไร่ จำเลยซึ่งเป็นบุตรของโจทก์กับนายเทาคนหนึ่งก็ไม่น่าจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าบุตรคนอื่นๆ มากนัก ที่จำเลยอ้างว่าได้รับส่วนแบ่งที่ดินเนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ ซึ่งมากกว่าบุตรคนอื่นๆ ถึง 2 เท่าเศษ จึงมีพิรุธน่าสงสัย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยร่วมก่นสร้างที่ดินแปลงที่โจทก์และนายเทานำมาแบ่งให้แก่จำเลยและบุตรคนอื่นๆ จำเลยจึงได้รับส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่นๆ นั้น ได้ความจากแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศว่า ที่ดินที่จำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วยนั้น ที่ดินดังกล่าว ได้ก่นสร้างมาก่อนวันแจ้งประมาณ 25 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับอายุของจำเลยซึ่งขณะแจ้งมีอายุ 26 ปี แล้ว ขณะที่โจทก์และนายเทาเริ่มก่นสร้างที่ดินจำเลยมีอายุเพียง 1 ขวบ เท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะร่วมก่นสร้างที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย ส่วนการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในภายหลังนั้น ก็ถือเป็นเพียงการช่วยเหลือบิดามารดาทำงานตามหน้าที่ที่บุตรจะพึงกระทำ หาใช่เป็นเรื่องของการร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ไม่ เมื่อพิจารณาตามแผนที่วิวาทที่นายชัยณรงค์ ทรัพย์ภัย เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอคอนสารซึ่งเป็นพยานคนกลางทำขึ้นก็พบว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยใช้ปลูกข้าวและปลูกกระท่อมจำนวน 2 หลัง ก็ล้วนแต่อยู่ในแนวเขตที่ดินที่โจทก์อ้างว่าโจทก์และนายเทายกให้แก่จำเลย ส่วนบ่อน้ำแม้จะมีส่วนหนึ่งอยู่ในที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของนาข้าว บ่อน้ำ และกระท่อมตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าว ส่อให้เห็นว่าจำเลยก็ตระหนักถึงสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท สำหรับที่พยานจำเลยปากนายพรมมามาเบิกความว่า โจทก์และนายเทายกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ทั้งแปลงให้แก่จำเลยและจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา คำเบิกความของนายพรมมาดังกล่าวนี้ก็ไม่มีรายละเอียดว่าพยานทราบเรื่องดังกล่าวมาจากผู้ใด จึงเป็นการเบิกความลอยๆ ทั้งคำเบิกความในส่วนที่เกี่ยวกับการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวก็ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ส่วนที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้ห้ามปรามเรื่องที่จำเลยขุดบ่อน้ำล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทและปลูกต้นไม้บนคันดินรอบบ่อนั้นก็น่าจะเนื่องมาจากโจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นบุตรและได้ให้ดูแลที่ดินพิพาทแทนจึงไม่ได้ห้ามปรามหรือเคร่งครัดกับจำเลยในส่วนการชำระภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ทั้งแปลง ซึ่งจำเลยอ้างว่าชำระตลอดมา การชำระภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าวก็มิใช่เป็นข้อที่แสดงว่าผู้ชำระภาษีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินที่ตนชำระภาษีบำรุงท้องที่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา ส่วนที่อยู่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การที่ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองและได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง แม้โจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินพิพาทที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในที่ดินพิพาทที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า การที่ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วยนั้นเป็นการออกตามข้อเท็จจริงที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ไปแจ้งต่อทางราชการเพื่อดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนซึ่งจำเลยออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในส่วนที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้แก้ไข เมื่อตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของโจทก์คืน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2966 ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 242 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบาง ทุยเวียง
จำเลย — นายตาว ทุยเวียง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8692/2551
#412553
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยโดยอ้างถึงการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพียงประการเดียว ดังจะเห็นได้จากข้อหาหรือฐานความผิดหน้าฟ้อง โจทก์ระบุว่าผิดสัญญาจ้างแรงงาน ละเมิด เรียกค่าเสียหาย และบรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่ และความรับผิดชอบดำเนินงานตามที่โจทก์มอบหมาย อนุมัติ และให้ความเห็นชอบ และระบุถึงการปฏิบัติงานของจำเลยว่าเป็นการผิดข้อบังคับองค์การสะพานปลา เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น แม้ว่าผู้อำนวยการโจทก์จะทราบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ก็ตาม แต่ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เหตุคดีนี้เกิดเมื่อเดือนเมษายน 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้อง ฟ้องโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,989,938.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,865,368.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,865,368.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2544) ต้องไม่เกิน 124,570.82 บาท โดยเงื่อนไขว่า หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัดภูเก็ตกาญจนมณี หรือนายประสิทธิ์ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 566/2546 ของศาลจังหวัดภูเก็ตแล้วเพียงใด ก็ให้จำเลยรับผิดในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น แต่ทั้งนี้จำเลยไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดภูเก็ตกาญจนมณีและนายประสิทธิ์ต้องรับผิดต่อโจทก์ในคดีดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีของจำเลยมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสอง ประกอบมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จะใช้อายุความ 10 ปี เพราะผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่ได้เป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้อำนวยการของโจทก์ทราบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยโดยอ้างถึงการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพียงประการเดียว ดังจะเห็นได้จากข้อหาหรือฐานความผิดหน้าฟ้อง โจทก์ระบุว่าผิดสัญญาจ้างแรงงาน ละเมิด เรียกค่าเสียหาย ในคำฟ้องข้อ 1 โจทก์ได้บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่และความรับผิดชอบดำเนินงานตามที่โจทก์มอบหมาย อนุมัติ และให้ความเห็นชอบ ส่วนคำฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 4 ระบุถึงการปฏิบัติงานของจำเลยว่าเป็นการผิดข้อบังคับองค์การสะพานปลา (ฉบับที่ 4) ว่าด้วยระเบียบวินัยและการลงโทษพนักงานองค์การสะพานปลา ลงวันที่ 18 มีนาคม 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2534 เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 1,865,368.12 บาท คำฟ้องของโจทก์ดังที่กล่าวข้างต้นจึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น แม้ว่าผู้อำนวยการโจทก์จะทราบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 เกินกว่าสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงขาดอายุความเรียกร้องสิทธิตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ก็ตาม แต่ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้อง ฟ้องโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงหาขาดอายุความตามที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การสะพานปลา
จำเลย — นายรักษา ไม้งาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมมาตร ฑีฆาอุตมากร
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8688/2551
#420013
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้

การที่ผู้กู้มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ให้กู้ โดยมีข้อตกลงให้ผู้ให้กู้จัดการทำประกันภัยแทนผู้กู้ได้ และผู้กู้ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมและค่าเบี้ยประกันภัยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ก่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินนั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่ที่โจทก์ขอมาเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง จึงเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระ อันเป็นหนี้ในอนาคตจะถือว่าจำเลยที่ 1 และนาย ช. ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และนาย ช. ตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นการบังคับจำนองว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ หากไม่พอย่อมยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และนาย ช. ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่ในตอนพิพากษากลับมิได้พิพากษาเกี่ยวกับการบังคับจำนอง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,261,923.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,413,519.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 2,158.19 บาท ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกจำนวน 1,249,665.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,199,987.49 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 2,158.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สองจำนวน 337,414.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 213,531.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระเงินแก่โจทก์เกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากกองมรดกของนายชุมพล ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอนชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้ มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่า สูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยคำฟ้องในส่วนของการจำนองได้บรรยายไว้ว่า เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 และนายชุมพลมีต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และนายชุมพลได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 32421, 61893 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และนายชุมพลยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วนและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นการบังคับจำนองว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ หากไม่พอย่อมยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และนายชุมพลขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่ในตอนพิพากษากลับมิได้พิพากษาเกี่ยวกับการบังคับจำนอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 การที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ขอนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32421, 61893 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และนายชุมพลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายอนันต์ชัย ขำไพโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2551
#418052
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองคน คือโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของห้างจนถึงขั้นฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ไม่ปรองดองกัน หากจะเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการก็ไม่มีทางทำได้ เพราะมีจำเลยคนเดียวที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จึงมีเหตุทำให้ห้างเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3) ประกอบมาตรา 1080 ศาลย่อมพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันได้

เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายขอให้เลิกห้าง อันเป็นการเลิกสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยได้โดยตรง โดยไม่จำต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา และตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี กับบังคับให้จำเลยส่งมอบสมุดบัญชีและทรัพย์สินทั้งหมดของห้างที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชี

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่า เงินค่าเวนคืนที่ดินครั้งที่สามจำนวน 46,711,573.33 บาท ได้มีการนำไปเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วนสองคน คือ โจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด กับจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกห้างไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยคัดค้าน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า มีเหตุเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาหรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียงสองคน คือ โจทก์และจำเลย และเกิดมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้าง โดยโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่ได้นำเงินค่าเวนคืนที่ดินที่ห้างได้รับจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในงวดที่สามจำนวน 46,711,573.33 บาท ลงบัญชีเป็นรายรับของห้าง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 และยักยอกทรัพย์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แม้คดีที่โจทก์ฟ้องนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องและห้างยังมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ไว้วางใจกัน มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้างจนถึงขั้นฟ้องร้องกล่าวหากันเป็นคดีอาญา ไม่ปรองดองกัน หากจะเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการก็ไม่มีทางทำได้เพราะมีจำเลยคนเดียวที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จึงมีเหตุทำให้ห้างเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ประกอบมาตรา 1080 ศาลย่อมพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้เลิกกันเสียได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุเลิกห้างกรณีผู้เป็นหุ้นส่วนบอกเลิกเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีของห้าง...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาเป็นจำเลยด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายขอให้เลิกห้างอันเป็นการเลิกสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยได้โดยตรง โดยไม่จำต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาเป็นจำเลยด้วย...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 ม. 1080
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คุณหญิงกานดา เตชะไพบูลย์
จำเลย — นายพิสิฐ พฤกษ์ไพบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2551
#500388
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือ โจทก์และจำเลย และเกิดมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้าง โดยโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่ได้นำเงินค่าเวนคืนที่ดินที่ห้างได้รับจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในงวดที่ 3 ลงบัญชีเป็นรายรับของห้าง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดฯและยักยอกทรัพย์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แม้คดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง และห้างยังมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ไว้วางใจกัน มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้างจนถึงขั้นฟ้องร้องกล่าวหากันเป็นคดีอาญาไม่ปรองดองกัน หากจะเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการก็ไม่มีทางทำได้ เพราะมีจำเลยคนเดียวที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จึงมีเหตุทำให้ห้างเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3) ประกอบมาตรา 1080 ศาลย่อมพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันเสียได้

เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายขอให้เลิกห้าง อันเป็นการเลิกสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยได้โดยตรง โดยไม่จำต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นจำเลยด้วย

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 คน โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดกับจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่เนื่องจากโจทก์กับจำเลยไม่ไว้วางใจกัน และมีกรณีพิพาทขัดแย้งกันอยู่ หากตั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือให้ร่วมกันเป็นผู้ชำระบัญชีคงไม่ร่วมมือกัน และเป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีแน่นอน จึงสมควรตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นคนกลางทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา และตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชี กับบังคับให้จำเลยส่งมอบสมุดบัญชีและทรัพย์สินทั้งหมดของห้างที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชี

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตามถ้าศาลมีคำสั่งให้ชำระบัญชีห้าง จำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 ส่วนโจทก์มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเนื่องจากมีอายุมากถึง 73 ปี และเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่หากศาลจะตั้งผู้ชำระบัญชีจากบุคคลภายนอก ก็ขอให้ตั้งอธิบดีกรมบังคับคดีหรือผู้แทนเป็นผู้ชำระบัญชี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่า เงินค่าเวนคืนที่ดินครั้งที่สาม จำนวน 46,711,573.33 บาท ได้มีการนำไปเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักงานที่ดินธานีพัฒนา ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนา เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วนสองคน คือ โจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดกับจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกห้างไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยคัดค้าน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า มีเหตุเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ปรากฏว่าศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง และขณะนี้ห้างมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากมีมูลค่าประมาณ 1,000,000,000 บาท ห้างจึงดำรงคงอยู่ต่อไปได้นั้น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักงานที่ดินธานีพัฒนา มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียงสองคน คือ โจทก์และจำเลย และเกิดมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้าง โดยโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่ได้นำเงินค่าเวนคืนที่ดินที่ห้างได้รับจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในงวดที่สาม จำนวน 46,711,573.33 บาท ลงบัญชีเป็นรายรับของห้าง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดฯ และยักยอกทรัพย์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แม้คดีที่โจทก์ฟ้องนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องและห้างยังมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ไว้วางใจกัน มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้างจนถึงขั้นฟ้องร้องกล่าวหากันเป็นคดีอาญา ไม่ปรองดองกัน หากจะเปลี่ยนตัวหุ้นส่วนผู้จัดการก็ไม่มีทางทำได้เพราะมีจำเลยคนเดียวที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จึงมีเหตุทำให้ห้างเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ประกอบมาตรา 1080 ศาลย่อมพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้เลิกกันเสียได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุเลิกห้างกรณีผู้เป็นหุ้นส่วนบอกเลิกเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีของห้าง รวมทั้งปัญหาว่าโจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะบอกเลิกห้างเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีของห้างตามฎีกาของจำเลยได้หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่มีเจตนาเลิกห้างนั้น เห็นว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิกห้างไปยังจำเลย แสดงว่าโจทก์มีเจตนาเลิกห้างกับจำเลยแล้ว แม้โจทก์จะรับโอนหุ้นในส่วนของนายจตุรพรหุ้นส่วนคนก่อนที่ลาออกไปจำนวน 500,000 บาท เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2542 ก็เป็นการรับโอนหุ้นก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกห้าง จะถือว่าโจทก์ไม่มีเจตนาเลิกห้างหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เคยมีหนังสือถึงจำเลยลงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ตามเอกสารแนบท้ายคำแถลงคัดค้านของจำเลยลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ยินยอมให้จำเลยนำบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนโจทก์ จำเลยจึงนำนายมีชัยเข้ามาเป็นหุ้นส่วนคนใหม่แทนโจทก์ได้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่านายมีชัยได้ตกลงเจรจากับโจทก์ ทั้งตามหนังสือที่โจทก์มีไปถึงจำเลยดังกล่าวโจทก์ระบุชัดว่ายังมีความประสงค์จะเลิกห้างอยู่และการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า โจทก์มีเจตนาเลิกห้างกับจำเลยหาใช่ไม่มีเจตนาเลิกห้างดังที่จำเลยฎีกาไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาเป็นจำเลยด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายขอให้เลิกห้างอันเป็นการเลิกสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยได้โดยตรง โดยไม่จำต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนาเป็นจำเลยด้วย

ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า สมควรตั้งผู้ใดเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างนั้น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนามีผู้เป็นหุ้นส่วนสองคน คือ โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด กับจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่เนื่องจากโจทก์กับจำเลยไม่ไว้วางใจกัน และมีกรณีพิพาทขัดแย้งกันอยู่ หากตั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือให้ร่วมกันเป็นผู้ชำระบัญชี คงไม่ร่วมมือกันและเป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีแน่นอน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นคนกลางทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักงานที่ดินธานีพัฒนานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย สรุปแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (3) ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คุณหญิงกานดา เตชะไพบูลย์
จำเลย — นายพิสิฐ พฤกษ์ไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8679/2551
#418057
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยตกลงค้ำประกันหนี้ของกิจการร่วมค้าชนิดไม่มีเงื่อนไข และชนิดไม่เพิกถอน จำเลยต้องชำระหนี้ค้ำประกันแก่โจทก์ทันทีที่โจทก์เรียกให้ชำระ โดยไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน และไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ไปเรียกร้องจากกิจการร่วมค้าก่อนก็ตาม แต่ตามที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกัน จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โจทก์ก็มิได้ถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญแต่ได้ผ่อนเวลาเรื่อยมา การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาให้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 นอกจากนี้โจทก์ก็รับเงินที่ชำระโดยไม่อิดเอื้อน หรือขอสงวนสิทธิในการเรียกดอกเบี้ย เนื่องจากการชำระหนี้ที่ล่าช้า แต่โจทก์กลับออกใบเสร็จรับเงินให้จำเลยว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการค้ำประกันแล้ว และโจทก์ยังได้คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้ง 8 ฉบับ ให้จำเลยด้วย โจทก์จึงไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายที่จำเลยชำระเงินล่าช้า แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าว ก็เป็นการเรียกร้องภายหลังจากการชำระหนี้การค้ำประกันของจำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่ทำให้โจทก์กลับมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ล่าช้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 30,671,480.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,095,434.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้การค้ำประกันตามหลักประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าของสัญญา จำเลยตกลงค้ำประกันหนี้ของกิจการร่วมค้าชนิดไม่มีเงื่อนไขและชนิดไม่เพิกถอน จำเลยต้องชำระหนี้ค้ำประกันให้แก่โจทก์ทันทีที่โจทก์เรียกให้ชำระ โดยไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน และไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ไปเรียกร้องจากกิจการร่วมค้าก่อนก็ตาม แต่ตามที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกัน จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในเวลาที่โจทก์กำหนดตามหนังสือบอกกล่าวฉบับแรก ซึ่งจำเลยต้องชำระภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยไม่ได้ชำระ โจทก์ก็มิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ แต่ได้ผ่อนเวลาการชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าวเรื่อยมา โดยการมีหนังสือบอกการประชุมร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลย ผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปทุกครั้ง แม้ในหนังสือบอกกล่าวการชำระหนี้ฉบับสุดท้าย ซึ่งกำหนดให้จำเลยนำเงินมาชำระภายในวันที่ 27 มีนาคม 2541 จำเลยก็ไม่ยอมชำระ จำเลยนำเงินมาชำระภายหลังจากนั้นอีกเกือบ 2 เดือน (ชำระวันที่ 26 พฤษภาคม 2541) นับระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาการชำระเงินให้จำเลยตั้งแต่มีหนังสือบอกกล่าวเตือนให้จำเลยชำระเงินฉบับแรกจนถึงเวลาที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์ถึง 1 ปีเศษ ที่โจทก์ฎีกาว่าพฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ถือว่าโจทก์ได้ยินยอมผ่อนเวลาเลื่อนการชำระหนี้ของจำเลยออกไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฉะนั้น การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาให้ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 นอกจากนี้โจทก์ก็รับเงินที่ชำระโดยไม่อิดเอื้อนหรือขอสงวนสิทธิในการเรียกดอกเบี้ยเนื่องจากการชำระหนี้ที่ล่าช้าเลย ไม่ว่าระยะเวลาใด ๆ ก่อนที่จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ แต่โจทก์กลับออกใบเสร็จรับเงินให้จำเลยว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาแล้ว เป็นเงิน 65,840,499.52 บาท และ 4,098,294.52 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน และโจทก์ยังได้คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้ง 8 ฉบับ ให้จำเลยด้วย โจทก์จึงไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายที่จำเลยชำระเงินล่าช้า แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ เป็นเงิน 24,095,434.61 บาท ก็เป็นการเรียกร้องภายหลังจากการชำระหนี้การค้ำประกันของจำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่ทำให้โจทก์กลับมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ล่าช้าตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวผจงธรณ์ วริทรเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา