คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8977/2551
#418391
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 11,114,794.06 บาท จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,046,124.08 บาท และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,627,116.51 บาท โดยให้รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 7,708,016.80 บาท 1,182,243.89 บาท และ 2,673,533 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ มิฉะนั้นให้บังคับคดีและบังคับจำนองตามฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยอ้างว่าภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้โอนสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2543 การโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) จำเลยที่ 3 จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายไสว ณ พัทลุง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรุณ ขาวแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8966/2551
#500715
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2513 ในขณะที่ที่ดินของจำเลยทั้งสองยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. เป็นต้นมา เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วก่อนที่ที่ดินของ ป. จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. บิดาของจำเลยทั้งสองในปี 2537 และยกให้เป็นของจำเลยทั้งสองในปี 2545 โดย ป. ไม่ได้โต้แย้งหรือหวงห้ามแต่อย่างใด และปรากฏว่าที่ดินที่ ป. แบ่งขายให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ป. จึงได้บอกให้โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินของ ป. เป็นทางเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า ป. มีเจตนาให้โจทก์ใช้ทางพิพาทอย่างเป็นทางภาระจำยอม เพราะมิฉะนั้นโจทก์อาจจะไม่ตกลงซื้อที่ดินจาก ป. ดังนี้ การใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาใช่ใช้โดยถือวิสาสะดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางเดินโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แม้ต่อมาภายหลัง ป. จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ ว. บิดาจำเลยทั้งสองและ ว. จะยกให้จำเลยทั้งสองก็ตาม ก็หาทำให้สิทธิภาระจำยอมให้ทางพิพาทของโจทก์สิ้นไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางภาระจำยอมกว้างประมาณ 3 เมตรยาวประมาณ 8 เมตร ในที่ดินของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนให้ทางภาระจำยอมแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนให้ทางภาระจำยอมตามรูปแผนที่ตรงเส้นสีเหลืองกว้าง 3 เมตร ยาย 8 เมตร ให้โจทก์กับพวกใช้เป็นทางเดินต่อไป หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12296 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20272 ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองเดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันของนายปลีก โจทก์ซื้อมาจากนายปลีกเมื่อปี 2513 และโจทก์ใช้ทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะตามแนวเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ทางพิพาทตามแนวเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางบรรจบ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เบิกความว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาจากนายปลีก เมื่อปี 2513 ที่ดินดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นายปลีกจึงให้โจทก์เดินผ่านที่ดินของนายปลีกซึ่งอยู่ติดกันกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 8 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่แนวเขตที่ดินที่ติดต่อกันเป็นคูน้ำตลอดแนว ทางที่ยกให้โจทก์เดินนั้นโจทก์จึงต้องถมเอาเอง โจทก์ได้ถมทางพิพาทแล้วใช้เดินตลอดมาจนถึงปี 2520 โจทก์ซื้อรถไถนาจึงนำการถมทางใหม่และใช้รถไถนาเข้าออกทางพิพาทตลอดมาจนกระทั่งปี 2545 จำเลยทั้งสองจึงปิดทาง โดยโจทก์มีนางไสว บุตรสาวโจทก์ซึ่งขณะเบิกความมีอายุ 40 ปี มาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ใช้ทางเดินเข้าออกผ่านทางพิพาทตั้งแต่พยานจำความได้ โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางออกเนื่องจากที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกเพราะต้องผ่านที่ดินของนายเสงี่ยมและนายเสงี่ยมปลูกกอไผ่ขวางไว้ ในส่วนพยานหลักฐานของการใช้ทางพิพาทมาเกินกว่า 10 ปี แล้วนั้น โจทก์มีนางดาราวรรณ และนางสุรีย์ เบิกความสนับสนุนว่า เห็นโจทก์ใช้ทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งเป็นปีที่นางดาราวรรณเข้าไปปลูกบ้านอยู่ใกล้บ้านโจทก์ โดยเฉพาะนางสุรีย์ก็เบิกความว่า รู้จักโจทก์มา 12 ถึง 13 ปี แล้ว โจทก์มีอาชีพเลี้ยงหมู พยานเคยไปรับซื้อหมูที่บ้านโจทก์ปีละประมาณ 5 ถึง 6 ครั้งโดยใช้รถยนต์ปิคอัพเข้าไปตรงทางพิพาทเพื่อบรรทุกหมูด้วย ส่วนในเรื่องที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะนั้น โจทก์มีนายธนู ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันในท้องที่เกิดเหตุทั้งยังเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่อยู่ด้านหน้าที่ดินโจทก์ เบิกความว่า นายวีระบิดาจำเลยทั้งสองและโจทก์มีทางเข้าออกบ้านคู่กัน แต่ใช้ปากทางออกร่วมกัน และเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยืนยันว่า ที่ดินของโจทก์ไม่ติดทางสาธารณะเพราะมีที่ดินของพยานกั้นอยู่ ปากทางเข้าบ้านโจทก์ด้านที่ติดกับประตูรั้วบ้านของพยานเดิมเป็นป่า โจทก์ไม่ได้ใช้ออกทางนี้ พยานเพิ่งถางกอไผ่ออกเมื่อปี 2544 และโจทก์เพิ่งมาใช้เป็นทางออกเมื่อจำเลยทั้งสองปิดทาง โดยพยานได้เปิดให้เดินเข้าออกเป็นการชั่วคราว ส่วนพยานจำเลยคงมีนายวีระ บิดาจำเลยทั้งสองและตัวจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เบิกความว่า โจทก์มีทางเข้าบ้านกว้างประมาณ 3 เมตร ใช้ออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศใต้เดิมพยานใช้ทางออกทางด้านทิศตะวันออก ต่อมาปี 2538 พยานมาใช้ทางออกทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินโจทก์โดยถมคูน้ำเป็นถนน หลังจากนั้นโจทก์จึงได้มาใช้ปากทางออกร่วมกับพยาน ส่วนนายกรณ์ และนางกำไร ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยอ้างว่า เคยเดินผ่านที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะ แต่ก่อนปี 2538 พยานและโจทก์ไม่เคยใช้ทางพิพาทผ่านปากทางเข้าบ้านของจำเลยนั้น ก็ปรากฏว่าครอบครัวของพยานทั้งสองเคยมีเรื่องบาดหมางกับโจทก์มาก่อนคำเบิกความของพยานทั้งสองนี้จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอีกว่านายวีระบิดาของจำเลยทั้งสองเพิ่งจะซื้อที่ดินเมื่อปี 2537 นั้นเอง จึงย่อมจะไม่ทราบความเป็นมาของการใช้ทางพิพาท ก่อนปี 2537 อีกทั้งนายวีระและจำเลยที่ 1 เองก็ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ที่ดินทางด้านทิศใต้ของโจทก์ที่ติดกับที่ดินของนายเสงี่ยมเดิมมีกอไผ่และเป็นป่ารก นายธนูเพิ่งมาถางออกเมื่อตอนที่นายธนูเข้ามาปลูกบ้าน ประมาณปลายปี 2543 อันเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ที่ว่าที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะนายเสงี่ยมปลูกกอไผ่ขวางอยู่อีกด้วย ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2513 ในขณะที่ที่ดินของจำเลยทั้งสองยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายปลีกเป็นต้นมา เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วก่อนที่ที่ดินของนายปลีกจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายวีระบิดาของจำเลยทั้งสองในปี 2537 และยกให้เป็นของจำเลยทั้งสองในปี 2545 โดยนายปลีกไม่ได้โต้แย้งหรือหวงห้ามแต่อย่างใด แม้นางบรรจบผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเบิกความว่านายปลีกได้ให้โจทก์เดินผ่านที่ดินของตน และนางไสว บุตรสาวโจทก์จะเบิกความว่านายปลีกเจ้าของเดิม อนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทก็ตาม ก็คงเป็นการเบิกความไปตามความเข้าใจของพยานเอง แต่จากข้อเท็จจริงที่นายปลีกแบ่งขายที่ดินให้โจทก์และปรากฏว่าที่ดินที่แบ่งขายให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นายปลีกจึงได้บอกให้โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินของนายปลีกเป็นทางเดินเข้าออกสู่ทางธารณะเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า นายปลีกมีเจตนาให้โจทก์ใช้ทางพิพาทอย่างเป็นทางภาระจำยอม เพราะมิฉะนั้นโจทก์อาจจะไม่ตกลงซื้อที่ดินจากนายปลีก ดังนี้ การใช้ทางพิพาทของโจทก์จึงหาใช่ใช้โดยถือวิสาสะดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางเดินโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลากว่าสิบปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แล้ว แม้ต่อมาภายหลังนายปลีกจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่นายวีระบิดาจำเลยทั้งสองและนายวีระจะยกให้จำเลยทั้งสองก็ตาม ก็หาทำให้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทของโจทก์สิ้นไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจอง แก้วสุวรรณ์
จำเลย — นางสาวมยุรี พานไหม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8960/2551
#499850
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์กระทำการโดยสุจริต ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีรู้เห็นเป็นใจกับโจทก์ขายทอดตลาดในราคาต่ำเป็นเรื่องนอกคำให้การ มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่รับวินิจฉัย ซึ่งเป็นเหตุผลคนละเหตุกับศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโจทก์ย่อมได้สิทธิในที่ดินและตึกแถวที่ซื้อตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 การที่จำเลยและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดก็เป็นเรื่องของการเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 อีกส่วนหนึ่ง ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ย่อมมีสิทธิในที่ดินและตึกแถวที่ซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสมบูรณ์ และมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้อาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวโดยไม่มีสิทธิให้ออกไปได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และแม้ว่าโจทก์จะได้โอนขายที่ดินและตึกแถวให้แก่บุคคลอื่นขณะคดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ไม่มีผลทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่แล้วในขณะยื่นคำฟ้องหมดสิ้นไปแต่อย่างใด

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวยังเป็นของจำเลย เพราะการขายทอดตลาดไม่ชอบ และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไว้แล้ว ก็เพื่อประกอบข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันจะทำให้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่ชอบที่จะมีคำสั่งให้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากจำเลยอย่างคดีมีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 241 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 31879 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31876 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นตึกแถวเลขที่ 241 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทอีก และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ถึงแก่กรรม น. ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31876 ตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร พร้อมตึกแถวเลขที่ 241 หมู่ที่ 9 ตำบลเขื่องคำ เภอเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 513/2541 ของศาลชั้นต้น ในราคา 499,500 บาท โจทก์ชำระราคาครบถ้วนและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์แล้ว แต่จำเลยยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่โดยจำเลยฎีกาประการแรกว่า โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์กระทำการโดยสุจริต ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีรู้เห็นเป็นใจกับโจทก์ขายทอดตลาดในราคาต่ำเป็นเรื่องนอกคำให้การ มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่รับวินิจฉัย ซึ่งเป็นเหตุผลคนละเหตุกับศาลชั้นต้น แต่จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร และด้วยเหตุผลใดจึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาอีกต่อไปว่า จำเลยและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 513/2541 ของศาลชั้นต้น ต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีตามคำร้องดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยังฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้ อีกทั้งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ได้โอนขายที่ดินและตึกแถวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ย่อมได้สิทธิในที่ดินและตึกแถวที่ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 การที่จำเลยและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการขายทอดตลาดยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ก็เป็นเรื่องของการเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 อีกส่วนหนึ่ง ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ย่อมมีสิทธิในที่ดินและตึกแถวที่ซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสมบูรณ์ และมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้อาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวโดยไม่มีสิทธิให้ออกไปได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และแม้ว่าโจทก์จะได้โอนขายที่ดินและตึกแถวให้แก่บุคคลอื่นขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังที่จำเลยฎีกา ก็ไม่มีผลทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่แล้วในขณะยื่นคำฟ้องหมดสิ้นไปแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและตึกแถวที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวยังเป็นของจำเลย เพราะการขายทอดตลาดไม่ชอบ และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไว้แล้ว ก็เพื่อประกอบข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันจะทำให้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากจำเลยอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และปรากฏว่าในชั้นฎีกาจำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เช่นเดียวกันจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในแต่ละชั้นศาลแก่จำเลย"

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ในแต่ละชั้นศาลแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเที่ยง สีหารี โดย นางนารถฤดี ปากวิเศษ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายนริทร์ ศรีวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923 -ที่ 8927/2551
#413178
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ก. ลูกหนี้ผู้เป็นนิติบุคคล การที่จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวโดยจ่ายค่าจ้างจากกองทรัพย์สินของบริษัท ก. ลูกหนี้ โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. ลูกหนี้โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทน จำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งห้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่ลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้อง

โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันลาป่วย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม หรือเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นว่าไม่จำเป็นให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาโดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของทางราชการไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จนได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชานั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหาว่าจำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ ไม่ใช่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อให้มีคำสั่งกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยของจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งห้าตามฟ้องหรือไม่ นั้นจำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบข้อเท็จจริง แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่าทำงานในวันหยุดตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางลางน้อยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงนามในหนังสือสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานชั่วคราวโดยขออนุมัติจัดจ้างจากรองอธิบดีผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดีแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าในนามกรมบังคับคดี โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกรมบังคับคดีซึ่งเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 4(1) โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งห้าและจำเลยไม่โต้แย้งกันได้ความว่า ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาด จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยจ่ายค่าจ้างจากกองทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ตามรายงานของจำเลย มีปัญหาวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ผู้เป็นนิติบุคคล อีกทั้งค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าก็จ่ายจากกองทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทน จำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างทั้งห้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น

อนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การของจำเลยยังมีอีกประการหนึ่งว่าเมื่อจำเลยยกคำร้องของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้จ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนแล้ว โจทก์ทั้งห้าต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นหนังสือที่โจทก์ทั้งห้าขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันลาป่วย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม หรือเสนอเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าขอพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นว่าไม่จำเป็นให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาโดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของทางราชการไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จนได้รับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 1 ให้งดเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้นั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหาว่าจำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ ไม่ใช่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยเพื่อให้ศาลล้มละลายกลางกลับหรือสั่งแก้ไขคำวินิจฉัยของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้

เนื่องจากคดียังมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ เพียงใด ซึ่งจำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบข้อเท็จจริง แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาคดีใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิติศักดิ์ เลขาขำ กับพวก
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพฯ
จำเลย — พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923 -ที่ 8927/2551
#500393
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัท ก. ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ก. และค่าจ้างของโจทก์ก็จ่ายจากกองทรัพย์สินของบริษัท ก. โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ

และเมื่อโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย และค่าตอบแทนอื่น ๆ หรือเสนอเรื่องที่โจทก์ขอเข้าพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาว่า ไม่จำเป็นต้องให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณา โดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อประโยชน์ราชการไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ นั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหาว่าจำเป็นต้องเสนอเรื่องเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ แม้ต่อมาผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 1 ให้งดเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้ ก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 146 และโจทก์สามารถฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างระหว่างดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะเลิกจ้าง ต่อมา จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยโจทก์ทั้งห้าไม่ได้กระทำผิด และไม่ได้จ่ายค่าชดเชย รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับตามกฎหมาย โจทก์ทั้งห้าได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,310 บาท หรือวันละ 610.33 บาท 36,590 บาท หรือวันละ 1,219.67 บาท 15,315 บาท หรือวันละ 510.50 บาท 15,135 บาท หรือวันละ 504.50 บาท และ 18,250 บาท หรือวันละ 608.33 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่าทำงานในวันหยุดตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานในการรวบรวมทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือร้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทน จำเลยสั่งยกคำร้อง โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้โดยไม่ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของจำเลยต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานชั่วคราวทำงานในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 856/2545 ของศาลล้มละลายกลาง อันเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยและอยู่ภายในบังคับบัญชาของจำเลยโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างของหน่วยงานราชการ สังกัดกองบังคับคดีล้มละลาย 1 กรมบังคับคดี สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 4 (1) และเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 เป็นการทำงานที่ไม่ได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าทำงานในวันหยุดตามกฎหมายกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 3 งานที่โจทก์ทั้งห้าทำมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้ากำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน คำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าไม่แยกเป็นค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ และค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีเป็นเงินจำนวนเท่าใด และคำฟ้องของโจทก์ที่ 5 ไม่ระบุว่าลาป่วยกี่วันจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ทั้งห้าเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นการใช้สิทธิเกินกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ข้อเรียกร้องระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าจำเลยต้องจ่ายเงินตามคำฟ้องให้โจทก์ทั้งห้าหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้โจทก์ทั้งห้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางลางน้อยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงนามในหนังสือสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานชั่วคราวโดยขออนุมัติจัดจ้างจากรองอธิบดีผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดีแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าในนามกรมบังคับคดี โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกรมบังคับคดีซึ่งเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา 4 (1) โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...เมื่อศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเป็นอำนาจของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 จำเลยจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ผู้เป็นนิติบุคคล อีกทั้งค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าก็จ่ายจากกองทรัพย์สินของบริษัทกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้โจทก์ทั้งห้าจึงเป็นลูกจ้างของบริษัทกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้โดยมีจำเลยเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งห้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 โจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นลูกจ้างของกรมบังคับคดีอันเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น

อนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การของจำเลยยังมีอีกประการหนึ่งว่า เมื่อจำเลยยกคำร้องของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้จ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนแล้วโจทก์ทั้งห้าต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นหนังสือที่โจทก์ทั้งห้าขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างในวันลาป่วย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มหรือเสนอเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าขอเข้าพิจารณาในที่ประชุมเจ้าหนี้ การที่จำเลยทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นว่าไม่จำเป็นให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาโดยอ้างเหตุว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของทางราชการไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จนได้รับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 1 ให้งดเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้นั้น เป็นเพียงความเห็นของจำเลยในปัญหาว่าจำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้หรือไม่ ไม่ใช่จำเลยกระทำหรือวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งห้าจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางภายใน 14 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยเพื่อให้ศาลล้มละลายกลางกลับหรือสั่งแก้ไขคำวินิจฉัยของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้

เนื่องจากคดียังมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างในวันลาป่วย และค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามฟ้องของโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ เพียงใด ซึ่งจำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าทำงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ประกอบข้อเท็จจริง แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาคดีใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิติศักดิ์ เลขาขำ กับพวก
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ
จำเลย — บริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8914/2551
#497178
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบโดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134,160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 24 คัน ซึ่งรวมรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กทธ อ่างทอง 974 ของกลางด้วย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กทธ อ่างทอง 974 ของกลาง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 นายสมศักดิ์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากผู้ร้อง ต่อมานายสมศักดิ์ให้บุคคลภายนอกยืมรถจักรยานยนต์ของกลางไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้า ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้า ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นจึงงดไต่สวนคำร้อง แล้วมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนให้รับฟังได้ตามคำร้อง ขอเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้า ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง โดยอ้างว่าวันนัดไต่สวนคำร้องทนายผู้ร้องประสบอุบัติเหตุและเจ็บป่วยทำให้ไม่สามารถเดินทางไปศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กทธ อ่างทอง 974 ของกลาง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้า แต่โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้า คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้าหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้าเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อนปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 224"

พิพากษายกคำสั่งให้ยกคำร้องขอคืนของกลาง คำสั่งยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นมีคำร้องขอคืนของกลางใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยกานจังหวัดอ่างทอง
ผู้ร้อง — บริษัทไมด้าแอสเซ็ท จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวัชระ สอนไว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8912/2551
#412625
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) ประกอบ มาตรา 30 การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดๆ ตามมาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 ประการ คือ ออกข้อกำหนดใดๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในศาลเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วประการหนึ่ง และออกข้อกำหนดใดๆ โดยสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรประการที่สอง ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลหรือมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรทั้งสองประการตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) ตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ผ.1 นั้นก็ไม่ใช่การออกข้อกำหนดตามมาตรา 30 ดังนี้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะนำเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงที่คัดลอกสำเนาจากเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงหมาย ร.35 และ ร.36 ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เปิดเผยหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อนึ่ง ปัญหาที่ว่าการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) จะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้กล่าวหากล่าวหาว่า ระหว่างการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 11 087/2542 ระหว่างนางอัมพาพันธ์ ที่ 1 และพลโทสมโภชน์ ที่ 2 ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก (มีพินัยกรรม) ของพลเอกสุนทร ผู้ตาย กับพันโทอภิรัชต์ ที่ 1 พันเอกหญิงคุณหญิงอรชร ที่ 2 และพันตรีณัฐพร ที่ 3 ผู้คัดค้าน ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาในนัดไต่สวนพยานปากที่สองของผู้ร้องในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ผู้ร้องทั้งสอง ทนายผู้ร้องทั้งสอง ผู้คัดค้านที่ 3 ทนายผู้คัดค้านที่ 1 ทนายผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 มาศาล ทนายผู้ร้องทั้งสองนำตัวผู้ร้องที่ 2 เข้าเบิกความเป็นพยานแต่ยังไม่จบคำถามของทนายผู้ร้องทั้งสอง ทนายผู้ร้องทั้งสองแถลงขอเปิดเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงซึ่งมีอย่างละ 1 ม้วน พยานอันดับ 6 และ 7 ตามบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ร้องทั้งสองฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวเป็นเทปที่ทำการถ่ายทำขณะที่พลเอกสุนทร และพยานในพินัยกรรมร่วมกันทำพินัยกรรมของพลเอกสุนทร และเทปบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเทปบันทึกเสียงของพลเอกสุนทร ที่เจตนากล่าวถึงความรู้สึกและความเห็นเกี่ยวกับพันเอกหญิงคุณหญิงอรชร และอื่น ๆ ตามลำดับ โดยเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวศาลได้มีคำสั่งให้จ่าศาลโดยรองจ่าศาลพร้อมคู่ความไปนำเอามาจากตู้นิรภัยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาเอกมัย ซึ่งมีอยู่อย่างละ 1 ม้วน และรองจ่าศาลคือนางวัลยา ไปดำเนินการนำมาแยกเก็บไว้เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาคดีแล้ว ทนายผู้คัดค้านทั้งสามได้แถลงด้วยวาจาคัดค้านการเปิดดูและฟังเทปทั้งสองม้วนดังกล่าว ศาลคือนายกมล ได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2544 ในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเพียงวัตถุพยาน หากพยานรู้เห็นย่อมสามารถที่จะเบิกความยืนยันได้ว่าเป็นจริงและพยานเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพื่อให้พยานเบิกความเสร็จสิ้นไปเสียในคราวเดียว จึงให้ดำเนินการตามที่ผู้ร้องประสงค์ แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับผู้ตายซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่สนใจของประชาชน ผู้เข้าฟังการพิจารณาบางคนเป็นสื่อมวลชน ซึ่งอาจนำเสนอข้อเท็จจริงในคดีต่อสาธารณชน หากข้อความในเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงบางส่วนที่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยเฉพาะถูกเผยแพร่ต่อไป อาจจะกระทบถึงชื่อเสียงของผู้ตายและคู่ความในคดี ประการสำคัญอาจทำให้พยานผู้ร้องซึ่งต้องเบิกความภายหลังมีโอกาสได้รู้เห็นรายละเอียดในเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียง ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่ความได้ ดังนั้น อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 36 (2) จึงสมควรให้พยานผู้ร้องทั้งสองดูและฟังเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงเป็นการลับ เพื่อมิให้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่โฆษณาในระหว่างการพิจารณา" โดยศาลให้นัดพร้อมคู่ความเพื่อเปิดเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวในวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เวลา 10 นาฬิกา โดยให้ผู้ร้องจัดหาเครื่องอุปกรณ์ในการเปิดเทปทั้งสองม้วน พร้อมทั้งให้ผู้ร้องทั้งสองจัดทำรายละเอียดเนื้อหาใจความจากเทปบันทึกลงในเอกสารต่อหน้าจ่าศาลหรือรองจ่าศาลที่ได้รับมอบหมายและผู้คัดค้านทั้งสาม และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาล ทนายผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 แถลงขออนุญาตศาลว่าจะนำเครื่องมือมาบันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวด้วยซึ่งศาลอนุญาต ต่อมาในวันนัดพร้อมวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 ได้มีการเปิดเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวตามที่ศาลได้นัดไว้ ทนายผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 คือนายอำนาจสมบูรณ์ทรัพย์ดี ก็ได้บันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวเพื่อนำไปตรวจสอบอย่างละ 1 ม้วน ตามที่ศาลอนุญาต และในวันนัดพร้อมดังกล่าวเนื่องจากทนายความเดิมของผู้ร้องที่ 1 ได้ขอถอนตัวออกไป ผู้ร้องที่ 1 จึงได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาใหม่ รวม 3 คน คือผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายนิเวส และนายวรภพ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงขอบันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองม้วนดังกล่าว ซึ่งนายสมเจริญ ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้แทนนายกมลได้มีคำสั่งอนุญาตตามที่แถลงแต่มิได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่ให้เปิดเทปทั้งสองดังกล่าวเป็นการลับ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็ได้บันทึกคัดลอกสัญญาณจากเทปทั้งสองดังกล่าวไปอย่างละ 1 ม้วน โดยเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนัดพร้อมนี้ได้เกิดขึ้นต่อหน้านางวัลยารองจ่าศาล ซึ่งในวันนัดพร้อมนั้นนางวัลยายังขอให้บุคคลที่มิใช่คู่ความหรือพยานที่เกี่ยวข้องออกไปจากห้องพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งยังให้หันหน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้เปิดเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวหลบจากทิศทางของประตูทางเข้าห้องพิจารณาของศาล เพื่อมิให้สื่อมวลชนหรือบุคคลอื่นผู้ไม่เกี่ยวข้องดูหรือใช้กล้องถ่ายรูปหรือกล้องบันทึกภาพวีดีทัศน์บันทึกภาพได้ ประกอบกับในวันนัดพร้อมนั้นผู้ร้องที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นโดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้เรียงและพิมพ์ ดังนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 ที่มีหน้าที่จะต้องใส่ใจในคำสั่งทั้งปวงของศาลในคดีที่ตนรับว่าความได้ตรวจสอบสรรพเอกสารในสำนวนคดีนี้มาแล้วโดยละเอียด จะอ้างว่าตนไม่ทราบคำสั่งศาลที่ให้ดูและฟังเทปดังกล่าวเป็นการลับไม่ได้ แต่ต่อมากลับปรากฏว่าในวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 เวลา 7.05 นาฬิกา ได้มีการเผยแพร่โฆษณาภาพและเสียงของเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวในรายการ (สด) "ห้องข่าวรับอรุณ" ทางสถานีโทรทัศน์ยูบีซี 8 เนชั่นแช็นเนล ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ห้ามอันเป็นการละเมิดอำนาจศาล และเมื่อเสร็จสิ้นการเผยแพร่ภาพของเทปวีดีทัศน์ดังกล่าว ก็มีการสัมภาษณ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะทนายความของผู้ร้องที่ 1 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ดำเนินรายการต่อเนื่องกันทันที ซึ่งการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อเท็จจริงในเทปวีดีทัศน์และข้อเท็จจริงในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกดังกล่าวข้างต้น และข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ 1 1978/2543 ระหว่างพันเอกหญิงคุณหญิงอรชร ที่ 1 พันโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่ 2 และพันตรีณัฐพร ที่ 3 โจทก์ กับนางอรุณวรรณหรืออัมพาพันธ์หรือถนัดสร้างหรือคงสมพงษ์หรือคงสมบัติหรือธเนศเดชสุนทร ที่ 1 กับพวกรวม 12 คน จำเลยของศาลชั้นต้น ข้อหาหรือฐานความผิดเพิกถอนนิติกรรม เรียกคืนทรัพย์สิน สินสมรสและมรดก หรือชดใช้ราคากับดอกผล ซึ่งคดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรมนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ยังไม่มีการสืบพยานแต่อย่างใด โดยผู้กล่าวหา เห็นว่าการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีถ้อยคำข้อความที่ก้าวล่วงเข้ามาในการพิจารณาคดี มีลักษณะเป็นการชี้นำและแทรกแซงการพิจารณาคดีของศาล ทำให้คู่ความอีกฝ่ายได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงซึ่งเทปบันทึกภาพและบทสัมภาษณ์ในรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" ดังกล่าวได้ออกอากาศเผยแพร่ในวันเดียวกันหลายรอบรายละเอียดปรากฏตามบทสัมภาษณ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และตารางเวลาออกอากาศในหนังสือ (ยูบีซีแม็กกาซีน) ที่ได้แนบมาพร้อมคำร้องเรียนของผู้กล่าวหา ต่อมาผู้กล่าวหาได้ติดต่อสั่งซื้อเทปบันทึกภาพและบทสัมภาษณ์ในรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" จากทางบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรายการ รายละเอียดปรากฏตามใบเสร็จรับเงินของบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด และม้วนเทปบันทึกภาพ 1 ม้วน ที่ได้แนบมาพร้อมคำร้องเรียนของผู้กล่าวหา นอกจากนี้ผู้กล่าวหาทราบจากคำให้การของผู้ร้องที่ 1 ในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกว่า เทปวีดีทัศน์ที่ศาลสั่งห้ามเผยแพร่ดังกล่าวมีต้นฉบับอยู่ที่ศาลชั้นต้นจำนวน 1 ม้วน เท่านั้น โดยผู้กล่าวหาเชื่อว่าก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้คัดลอกสำเนาเทปวีดีทัศน์ดังกล่าว ไม่น่ามีสำเนาเทปวีดีทัศน์อยู่ ณ ที่ใด ดังนั้น ภายหลังที่ศาลอนุญาตให้คัดลอกสำเนาเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวแล้ว จึงควรมีสำเนาเทปวีดีทัศน์อยู่ที่ทนายความผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คนละ 1 ม้วนเท่านั้น ประกอบกับการพิจารณาถ้อยคำในบทสัมภาษณ์ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ผู้ดำเนินรายการกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เห็นได้ชัดว่าการสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ตระเตรียมบทสัมภาษณ์กันไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ผู้กล่าวหายังได้รับการยืนยันว่าเทปวีดีทัศน์และบทสัมภาษณ์ในรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" ดังกล่าวเป็นการนำมาออกอากาศเป็นรายแรก ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะผู้ดำเนินรายการ "ห้องข่าวรับอรุณ" จึงน่าจะได้รับสำเนาเทปวีดีทัศน์ดังกล่าวซึ่งศาลสั่งห้ามเผยแพร่มาจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อันเป็นการกระทำที่ละเมิดอำนาจศาลโดยตรงและทำให้ผู้กล่าวหาและครอบครัววงศ์ตระกูลได้รับความเสียหาย ดังนั้น ผู้กล่าวหาจึงขอศาลได้โปรดดำเนินการไต่ส่วนคำร้องเรียนขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ต่อไป

ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีกล่าวหาว่ามีการละเมิดอำนาจศาล จึงให้นัดไต่สวน

ระหว่างไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ตามข้อกล่าวหาจริง และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ได้มีการเผยแพร่ภาพตามที่มีการกล่าวหากันจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 จำคุก 6 เดือน และปรับ 500 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีอาชีพเป็นหลักและสุจริตประกอบกับไม่เคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากนี้ให้ยก

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาตามฎีกาผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 ตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อำนาจเช่นนี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ให้ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ( 1) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลตามมาตราก่อนอันว่าด้วยการรักษาความเรียบร้อย... (2) ฯลฯ (4) ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวการที่ศาลจะออกข้อกำหนดใด ๆ ตามมาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 ประการ คือ ออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในศาลเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วประการหนึ่ง และออกข้อกำหนดใด ๆ โดยสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรประการที่สอง แต่ตามทางนำสืบและตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ผ.1 ไม่ปรากฏว่ามีกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลหรือมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) ตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ผ.1 ก็ไม่ใช่การออกข้อกำหนดตามมาตรา 30 แต่อย่างใด เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงที่คัดลอกสำเนาจากเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงหมาย ร.35 และ ร.36 ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เปิดเผยหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อนึ่งปัญหาที่ว่า การฝ่าฝืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) จะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30 ม. 31 ม. 36 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — พันตรีณัฐพร คงสมพงษ์
ผู้ถูกกล่าวหา — นายสัมพันธ์ เสริมชีพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประกาศ บูรพางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8908/2551
#494293
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับการสั่งอาหารจากลูกค้าแล้วเข้าไปประกอบอาหารตามคำสั่ง จากนั้นจึงนำอาหารไปส่งให้แก่ลูกค้า ลักษณะการทำงานแสดงให้เห็นว่า จำเลยต้องปรุงอาหารตามที่ลูกค้าสั่งเสียก่อนจึงจะนำอาหารไปส่งให้แก่ลูกค้า มิได้มีลักษณะเป็นการขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้าหรือแผงลอยให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก จึงมิใช่เป็นการขายของหน้าร้านที่ห้ามคนต่างด้าวทำตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6 ประกอบ พ.ร.ฎ.กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 4, 5, 6, 33 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพหรือวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด เพียงกระทงเดียว ลดโทษหนึ่งในสี่ จำคุก 22 วัน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพหรือวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขายของหน้าร้าน ซึ่งเป็นงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำเพื่อเป็นการค้าหรือหารายได้โดยเด็ดขาดในทุกท้องที่ในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (6) หรือไม่ เห็นว่า งานขายของหน้าร้านตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีลักษณะเป็นงานที่ผู้ทำงานขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้าซึ่งอาจเป็นร้านค้าหรือแผงลอยให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับการสั่งอาหารจากพันตำรวจตรียิ่งรัตน์แล้วเข้าไปประกอบอาหารตามคำสั่งดังกล่าว จากนั้นจำเลยจึงนำอาหารไปให้พันตำรวจตรียิ่งรัตน์ ลักษณะการทำงานดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยต้องปรุงอาหารตามที่ลูกค้าสั่งเสียก่อนจึงจะนำอาหารไปส่งให้แก่ลูกค้า มิได้มีลักษณะเป็นการขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้า การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการขายของหน้าร้าน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายเฮนริก โรเบริต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8908/2551
#500713
เปิดฉบับเต็ม

งานขายของหน้าร้านตาม พ.ร.ฎ.กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำพ.ศ.2522 มีลักษณะเป็นงานที่ผู้ทำงานขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้าซึ่งอาจเป็นร้านค้าหรือแผงลอยให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก การที่จำเลยรับการสั่งอาหารจาก ย. แล้วเข้าไปประกอบอาหารตามคำสั่งดังกล่าวจากนั้นจำเลยจึงนำอาหารไปให้ ย. ลักษณะการทำงานดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยต้องปรุงอาหารตามที่ลูกค้าสั่งเสียก่อนจึงจะนำอาหารไปส่งให้แก่ลูกค้า มิได้มีลักษณะเป็นการขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้า การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการขายของหน้าร้าน ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และบัญชีท้ายพ.ร.ฎ. กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพ ที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำงานขายของหน้าร้าน ซึ่งเป็นงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 4, 5, 6, 33 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพหรือวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด เพียงกระทงเดียว ลดโทษหนึ่งในสี่ จำคุก 22 วัน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพหรือวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 6, 33 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานในอาชีพหรือวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจตรียิ่งรัตน์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองพัทยากับพวก เข้าไปที่ร้านอาหารภายในโรงแรมเลิฟลี่ที่เกิดเหตุ พบจำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวยืนคอยบริการลูกค้าและรับคำสั่ง พันตำรวจตรียิ่งรัตน์สั่งอาหารกับจำเลย แล้วจำเลยเดินไปหลังร้านเพื่อประกอบอาหาร สักครู่หนึ่งจำเลยนำอาหารไปส่งที่โต๊ะ พันตำรวจตรียิ่งรัตน์กับพวกจึงจับกุมจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขายของหน้าร้าน ซึ่งเป็นงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำเพื่อเป็นการค้าหรือหารายได้โดยเด็ดขาดในทุกท้องที่ในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้วว พ.ศ.2521 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (6) หรือไม่ เห็นว่างานขายของหน้าร้านตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีลักษณะเป็นงานที่ผู้ทำงานขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้าซึ่งอาจเป็นร้านค้าหรือแผงลอยให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับการสั่งอาหารจากพันตำรวจตรียิ่งรัตน์แล้วเข้าไปประกอบอาหารตามคำสั่งดังกล่าว จากนั้นจำเลยจึงนำอาหารไปให้พันตำรวจตรียิ่งรัตน์ ลักษณะการทำงานดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยต้องปรุงอาหารตามที่ลูกค้าสั่งเสียก่อนจึงจะนำอาหารไปส่งให้แก่ลูกค้า มิได้มีลักษณะเป็นการขายสินค้าที่มีอยู่แล้วในสถานประกอบการค้า การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการขายของหน้าร้าน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 6 ม. 33
พ.ร.ฎ.กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522
บัญชีท้าย พ.ร.ฎ.กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายเฮนริก โรเบริต
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8905/2551
#496018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่สามารถสืบให้สมตามประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงหรือไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองอีกด้วย เพราะตาม ป.พ.พ.มาตรา 702 บัญญัติว่า "อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง" เมื่อการจำนองมิได้เป็นการประกันการชำระหนี้กู้ยืม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง เนื่องจากจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธานอันเป็นหนี้กู้ยืม เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดตามหนี้ประธาน จำเลยก็หาจำต้องรับผิดในหนี้อุปกรณ์ต่อโจทก์ด้วยไม่

หนี้ประธานในกรณีที่จำเลยจดทะเบียนจำนองนั้นเป็นหนี้การประกันดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เมื่อหนี้ประธานยังมิได้มีกำหนดจำนวนที่แน่นอน ศาลย่อมมิอาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในหนี้จำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์ได้เนื่องจากยังไม่ปรากฏหนี้อันเป็นที่แน่ชัดว่ามีจำนวนค้างชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,064,791.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40634 ตำบลตลาดขวัญ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40634 ตำบลตลาดขวัญ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า บันทึกข้อตกลงที่จำเลยมอบที่ดินแปลงพิพาทไว้แก่โจทก์พร้อมหลักฐานการโอนลอยที่ดินเพื่อประกันความเสียหายในส่วนดอกเบี้ยที่นายมีชัยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้วยังค้างชำระประมาณ 3,000,000 บาท ก่อนจำเลยทำหนังสือสัญญาจำนอง จำเลยมอบโฉนดที่ดินจำนองพร้อมใบโอนลอยไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกันหนี้เงินกู้ยืมของนายมีชัยที่ค้างชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กู้ยืมเงินและไม่ได้รับเงินกู้ยืมตามฟ้อง สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 3,500,000 บาท โดยทำสัญญาจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยให้การว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญาจำนองทำไว้แก่โจทก์เป็นการประกันหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างนายมีชัยกับโจทก์เท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยกู้ยืมเงิน 3,500,000 บาท หรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาจำนองแก่โจทก์หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยที่เป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น โจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ แต่ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงิน ทางพิจารณาได้ความจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ โจทก์จึงไม่สามารถสืบให้สมตามประเด็นข้อพิพาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน เพราะข้อเท็จจริงมิได้ความตามประเด็นที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 บัญญัติว่า อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง เมื่อการจำนองมิได้เป็นการประกันการชำระหนี้กู้ยืม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง เนื่องจากจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธานอันเป็นหนี้กู้ยืม เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดตามหนี้ประธาน จำเลยก็หาจำต้องรับผิดในหนี้อุปกรณ์ต่อโจทก์ด้วยไม่

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเพื่อประกันหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของนายมีชัยต่อโจทก์ กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกัน สัญญาจำนองจึงมีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานได้มีการชำระกันแล้วหรือไม่ และข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้จำนองภายในเวลาอันสมควรแล้วโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองเอาแก่จำเลยตามสัญญาจำนองได้นั้น เห็นว่า หนี้ประธานในกรณีที่จำเลยจดทะเบียนจำนองนั้นเป็นหนี้การประกันดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของนายมีชัยที่มีต่อโจทก์ ภาระการนำสืบหนี้ประธานนั้นตกโจทก์ โจทก์จำต้องสืบให้ได้ว่านายมีชัยเป็นหนี้ในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งทางพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบว่านายมีชัยเป็นหนี้เฉพาะดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินต่อโจทก์เพียงใด จึงยังไม่ปรากฏหนี้ประธานอันเป็นจำนวนที่แน่นอน เมื่อหนี้ประธานยังมิได้มีกำหนดจำนวนที่แน่นอน ศาลย่อมมิอาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในหนี้จำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์ได้ เนื่องจากยังไม่ปรากฏหนี้อันเป็นที่แน่ชัดว่ามีจำนวนค้างชำระเพียงใด ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมและบังคับจำนองนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 708
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรวย อินทราชัย
จำเลย — นายพรินหรือสุริยะ พดด้วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชาติชาย สุขไสย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2551
#497867
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียนตั้งแต่วันดังกล่าว ไม่ต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไป แต่กรมสามัญศึกษาโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปจนถึงวันที่จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมีจำนวนเท่าใด ย่อมไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวนเงินทั้งหมดได้

กรมสามัญศึกษาโจทก์เป็นกรมในรัฐบาลมีอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นผู้บริหารราชการ อธิบดีกรมสามัญศึกษาจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีด้วย ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้แก่นิติบุคคลทั่วไปที่ต้องประทับตราของโจทก์ในการลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมาใช้แก่โจทก์

ในวันที่กรมสามัญศึกษาโจทก์ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดแล้ว ก็ยังไม่อาจถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวด้วย เมื่อคณะกรรมการสอบสวนสอบสวนเสร็จและรายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมสามัญศึกษาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยจึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่ารองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสามัญศึกษาได้รับรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 จึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 โดยจำเลยที่ 3 ไม่แต่งตั้งผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันเพื่อตรวจสอบการรับจ่ายเงินในแต่ละวัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้ภายหลังเหตุคดีนี้ จะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้

จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 3 ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการับจ่ายเงินและเป็นประธานกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในผลแห่งการประมาทเลินเล่อดังกล่าวของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โจทก์มอบอำนาจให้นายกรกิจ ฟ้องคดีแทน ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามรับราชการประจำอยู่ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบงานด้านธุรการ การเงิน และพัสดุของโรงเรียน จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ มีหน้าที่บังคับบัญชาปกครอง กำกับ ดูแล และบริหารกิจการงานทั้งปวงของโรงเรียน เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2533 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมัครสอบ และค่าสอบแก้ตัวจากนักเรียน ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้น้ำและไฟฟ้าของโรงเรียน ค่าเช่าสถานที่จากผู้เช่า เงินบริจาคและเงินบำรุงจากสหกรณ์โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" รวมเป็นเงิน 2,325,166 บาท อันเป็นรายได้ของโรงเรียนแล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผนข้อบังคับและกฎเกณฑ์ของทางราชการ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 ไม่ทำการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบรายการรับเงินและจ่ายเงินว่าตรงกับยอดเงินในบัญชีธนาคารและบัญชีเงินสดหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำเงินของโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,063,846.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,325,166 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและกฎเกณฑ์ของทางราชการโดยตลอด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมสามัญศึกษาที่ 2820/2532 เรื่อง มอบอำนาจการบังคับบัญชาข้าราชการ ในฐานะผู้อำนวยการกอง มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานฝ่ายการเงิน และแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ตามคำสั่งโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ที่ 23/2535 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับของกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาและนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 ทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงินบำรุงการศึกษา โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ ตามคำสั่งโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ที่ 28/2534 อีกด้วย คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าเงินที่ถูกยักยอกไปเป็นของผู้ใดบ้างและจำนวนเท่าใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 ตามรายงานการสอบสวน เรื่อง การสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชดใช้ทางแพ่ง โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,063,846.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,325,166 บาท นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ต่อโจทก์เป็นเงิน 1,454,618.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 569,785.90 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 และของต้นเงิน 884,833 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 ต้องไม่เกิน 227,914.35 บาท และ 287,570.72 บาท ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 รับราชการในสังกัดของโจทก์ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงินได้ยักยอกเงินค่าบำรุงการศึกษา ค่าสมัครสอบ ค่าสอบแก้ตัว ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าสถานที่ ค่าบำรุงจากสหกรณ์โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" และเงินบริจาค ของโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหลายครั้งเป็นเงินรวม 2,325,166 บาท โดยจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุรับราชการในสังกัดของโจทก์ที่โรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ มีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบงานด้านธุรการ การเงินและพัสดุของโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" รวมทั้งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 รับราชการในสังกัดของโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2530 และพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อแรกเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดตามฟ้องข้อ 2 ค. และข้อ 2 ง. หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ค. ว่า ในปีการศึกษา พ.ศ.2535 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าบำรุงการศึกษารวมเป็นเงิน 833,470 บาท และฟ้องข้อ 2 ง. โจทก์บรรยายว่า ระหว่างปีการศึกษา พ.ศ.2533 ถึงปีการศึกษา พ.ศ.2535 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสอบแก้ตัวจำนวนเงิน 11,549.50 บาท ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้ารวมเป็นเงิน 25,507.60 บาท จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ชลบุรี "สุขบท" เพียงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุตามฟ้องถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งในทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดตามฟ้องข้อ 2 ค. และข้อ 2 ง. คิดถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 เป็นจำนวนเงินเท่าใด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่กำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าว โจทก์ฎีกาว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินจากโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" หลายครั้งเป็นเงิน 2,325,166 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวและเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียน แต่จำเลยที่ 3 ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยเคร่งครัดจนเป็นช่องทางให้จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินดังกล่าว ถือเป็นการประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย เห็นว่า จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบบังคับบัญชาการดำเนินกิจการต่างๆ ของโรงเรียนตั้งแต่วันดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไป หาใช่ต้องรับผิดต่อไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2536 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปจนถึงวันที่จำเลยที่ 3 พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" มีจำนวนเท่าใดย่อมไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวนเงินทั้งหมดได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินแต่ละครั้งจำนวนเท่าใด และไม่ได้ระบุวันเวลาที่กระทำความผิดแต่ละครั้งให้แน่นอน เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลาที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดยักยอกเงินของโจทก์ไปโดยมีรายละเอียดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึงหมายเลข 8 จำเลยที่ 3 สามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ดี ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า หนังสือมอบอำนายให้ฟ้องคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แม้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ประทับตราของโจทก์ในการทำนิติกรรมแทนโจทก์ ก็มิได้หมายความว่าการไม่ประทับตราเป็นการลงลายมือชื่อแทนนิติบุคคลได้โดยชอบ เมื่อไม่มีกฎหมายบังคับไว้โดยเฉพาะก็ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลจะต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของนิติบุคคลด้วย จึงจะเป็นการลงลายมือชื่อแทนนิติบุคคลและมีอำนาจกระทำแทนนิติบุคคลได้ เห็นว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลมีอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นผู้บริหารราชการ อธิบดีกรมสามัญศึกษาจึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีด้วยตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้แก่นิติบุคคลทั่วไปมาใช้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 3 อ้าง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 มีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ได้ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แม้โจทก์ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ก็ต้องถือว่าโจทก์รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ร้องทุกข์ซึ่งคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กรณีจึงต้องนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดประการหนึ่งและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกประการหนึ่งประกอบกันเป็นวันใดและพ้นปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าว คดีจึงขาดอายุความตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว แต่ในวันที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแม้จะถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดแล้วก็ยังไม่อาจถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวด้วย เมื่อคณะกรรมการสอบสวนสอบสวนเสร็จและรายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมสามัญศึกษาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยจึงถือว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่ารองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมสามัญศึกษาได้รับรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 13 กรกฎาคม 2538 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ข้อ 20 และข้อ 37 กล่าวคือ จำเลยที่ 3 ไม่แต่งตั้งผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันเพื่อตรวจสอบการรับจ่ายเงินในแต่ละวันเป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 การไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวจึงเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้ภายหลังเหตุคดีนี้ จะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้ตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกาหาได้ไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" เป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการรับจ่ายเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวันรักษาลูกกุญแจนิรภัย ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ และนายจารึกเป็นกรรมการ ซึ่งมีแบบแผนการปฏิบัติการรายงานเงินคงเหลือประจำวันตามแบบ 407 เสนอให้ผู้อำนวยการตรวจทุกวันที่มีการรับจ่ายพร้อมกับสมุดเงินสดและบัญชีแยกประเภทเพื่อตรวจสอบยอดเงินว่าตรงกันหรือไม่ นั้น เห็นว่า การแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการรับจ่ายเงิน และเป็นประธานกรรมการเก็บรักษาตรวจนับเงินประจำวันด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินประจำวันตามระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในผลแห่งการประมาทเลินเล่อดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดเพียงใด นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 มิได้กระทำผิดโดยจงใจดังเช่นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงควรร่วมรับผิดตามระดับความร้ายแรงของความผิดที่จำเลยที่ 3 กระทำ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 แล้วเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งของความเสียหายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ต่อโจทก์เป็นเงิน 727,309.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 284,892.95 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 และของต้นเงิน 442,416.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 47
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสามัญศึกษา
จำเลย — นางสาวรัชนีย์ สุขนิยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8878/2551
#499791
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี โจทก์จึงปรับอัตราดอกเบี้ยแก่จำเลยจากอัตราคงที่ร้อยละ 5.75 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี การปรับอัตราดอกเบี้ยภายหลังที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้และยังไม่พ้นกำหนดเวลา 3 ปี ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่กับจำเลยดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยอาศัยเหตุที่จำเลยผิดนัดตามข้อตกลงในสัญญา หาใช่เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามปกติโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินไม่ ดังนั้น เมื่อบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้ มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้

สัญญากู้เงินกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้ กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระเงินแทนไปแล้ว แต่ที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยหลังจากวันฟ้อง กรณีเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่าจำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ศาลชอบที่จะยกคำขอส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 894,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินและอาคาร จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 116086 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 894,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วน นอกจากนี้จำเลยยังสัญญาจะทำประกันอัคคีภัยทรัพย์ที่จำนองโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ครบถ้วนหากจำเลยไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้ชำระแทน จำเลยยอมชำระเงินคืนให้โจทก์หรือยอมให้โจทก์ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับต้นเงินกู้และยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับสัญญากู้ตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้น ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,010,956.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 858,735.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,324.26 บาท ทุกวันที่ 2 เมษายน ของทุกสามปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 858,735.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2548 อัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 อัตราร้อยละ 5.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2549 และอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยหักเงินที่จำเลยชำระหนี้ในวันที่ 6 ธันวาคม 2548 จำนวน 10,000 บาท ออกให้ตามวันที่ชำระด้วยการหักชำระดอกเบี้ยแล้วจึงหักเงินต้น แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 150,896.43 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116086 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วนให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี หลังจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับคือสัญญาที่ลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อพิจารณาตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน ข้อ 1 ระบุว่า จำเลยได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินโดยตกลงยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญากู้เงินในอัตราคงที่ร้อยละ 3.75, 4.75 และ 5.75 ต่อปี ตามลำดับ ส่วนระยะเวลากู้ที่เหลือจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ MRR + 0.75 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้โดยโจทก์จะแจ้งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นให้จำเลยทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราดอกเบี้ย MRR ที่โจทก์ไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อเท็จจริงได้ความตามรายการปรับอัตราดอกเบี้ยและบัญชีเงินกู้ว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดในเดือนกันยายน 2548 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี และโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยแก่จำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2548 จากอัตราคงที่ร้อยละ 5.75 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี การที่โจทก์ทำการปรับดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 5.75 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้และยังไม่พ้นกำหนดเวลา 3 ปี ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่กับจำเลยดังกล่าวแสดงว่า โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยอาศัยเหตุที่จำเลยผิดนัดตามความในสัญญากู้ข้อ 3 ที่ระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ หาใช่เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นตามปกติโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญากู้เงินไม่ ดังนั้น เมื่อบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้ มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้ ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี ที่โจทก์คิดจากจำเลยเป็นการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและปรับลดลงเหลืออัตราร้อยละ 8 ต่อปี จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินข้อ 5 กำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัย แต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทนผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ก่อนการชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น กรณีดังกล่าวจะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่กรณีที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยหลังจากวันฟ้องกรณีเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่าจำเลยละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอในส่วนนี้ของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายชัชพรรษหรือบุญญเขตต์ ผุยพรหม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8877/2551
#451807
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แต่จำเลยที่ 1 คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้วหรือไม่ ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยที่ 1 สามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวต้องเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือในชั้นอุทธรณ์ หาใช่ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปแล้วไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 79,827.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 79,827.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3401 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 บังคับชำระหนี้จนครบ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 3 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่ยกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ครบถ้วนแล้ว โจทก์เป็นผู้อุทธรณ์ แม้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แต่จำเลยที่ 1 คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้แล้วหรือไม่ หาได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นแก้อุทธรณ์ด้วยไม่ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 สามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ตามที่อ้างในฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือในชั้นอุทธรณ์ หาใช่ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องยุติไปแล้วไม่

พิพากษายกฎีกา จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลที่ต้องสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นายปรัชญา หรืออภิวุฒิ วิศรุตนาถ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8876/2551
#500710
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หลังจากครบกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีโอกาสยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง ประกอบกับผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งแรก จึงมีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้อง

คำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดที่ผู้ร้องยื่นระหว่างฎีกาขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เป็นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ไม่ใช่คำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 การพิจารณาว่าศาลใดมีอำนาจสั่งคำร้องจะต้องพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใดเมื่อประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีคือทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 หรือผู้ร้อง แต่ประเด็นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาคือมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องหรือไม่ ซึ่งเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ คดีก็เสร็จไปจากการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องได้ประกอบกับการยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ คู่ความจะต้องยื่นต่อศาลในขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาหรือมิฉะนั้นต้องยื่นในชั้นบังคับคดีเมื่อมีเหตุที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แต่ยังมิได้สั่งรับอุทธรณ์ กรณีจึงมิใช่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาและมิใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาเพราะผู้ร้องยังไม่ถูกบังคับคดี การยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 7,679,526.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 5,493,896.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากผิดนัดให้บังคับทรัพย์จำนองตามฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องซื้อแต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ในโฉนดที่ดินแทน ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน (ที่ถูกเป็นคำให้การ) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดระหว่งฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของผู้ร้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2548 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเกี่ยวกับคำร้องขัดทรัพย์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2548 โดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องเพิ่งแจ้งความประสงค์ว่าประสงค์จะอุทธรณ์ในวันดังกล่าว จึงต้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและเอกสารในสำนวนทำให้ไม่สามารถจัดทำอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันหลังจากครบกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่มีโอกาสยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 18 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้อง ผู้ร้องก็ยังเหลือเวลาอีก 3 วัน ที่จะจัดทำอุทธรณ์ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้ ประกอบกับผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งแรกโดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องเพิ่งแจ้งความประสงค์ว่า จะอุทธรณ์ในวันที่ยื่นคำร้อง จึงต้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและเอกสารในสำนวน ซึ่งนับว่ามีเหตุผลอันสมควร พฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าวมิได้เป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องออกไป 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

อนึ่ง คำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดระหว่างฎีกาของผู้ร้องนั้น เป็นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ไม่ใช่เป็นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 การพิจารณาว่าศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องดังกล่าวจะต้องพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้คือทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 หรือเป็นของผู้ร้อง แต่ประเด็นที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในชั้นนี้คือมีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลฎีกาจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องหรือไม่ ซึ่งถือเป็นคดีสาขา ไม่ใช่คดีหลัก อีกทั้งเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้อง คดีก็เสร็จไปจากการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกายังไม่อาจพิพากษาให้เป็นไปตามคำร้องขอของผู้ร้องได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ให้ผู้ร้องได้ อีกทั้งการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น คู่ความจะต้องยื่นต่อศาลในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือมิฉะนั้นก็ยื่นในชั้นบังคับคดีเมื่อมีเหตุที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่กรณีของผู้ร้องนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงมิใช่คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และมิใช่เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาด้วยเพราะผู้ร้องมิได้ถูกบังคับคดี การยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ต้องยกคำร้อง"

พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องออกไป 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ยกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดระหว่างฎีกาของผู้ร้อง ค่าคำร้องและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 231 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาวสมพร คุณากรวัตร
จำเลย — บริษัทอลูมินั่มเวิลด์ แอนด์ กลาส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8856/2551
#420014
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมจำเลยที่ 1 เคยฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้โดยยังไม่กรอกข้อความ ต่อมาจำเลยทั้งกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ตนเอง โดยผู้ร้องไม่ยินยอมศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มิได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจและฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์เป็นของผู้ร้องอีกและจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีเดิม ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมย่อมผูกพันผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความกันมาแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องอีกหาได้ไม่ ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,317,074.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่เป็นประกันรวมทั้งที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

จำเลยที่ 1 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

จำเลยที่ 2 คัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ จำเลยที่ 1 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ในประเด็นที่ว่าคดีนี้เป็นเพียงซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2547 หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูกยกคำร้องขอของผู้ร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจร้องขัดทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมจำเลยที่ 1 เคยฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้โดยยังไม่กรอกข้อความ ต่อมาจำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ตนเองโดยผู้ร้องไม่ยินยอม ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มิได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ผู้ร้องลงลายมือชื่อและฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ร้องโอนที่ดินชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2547 เมื่อผู้ร้องในคดีนี้อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องอีกและจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีเดิม ดังนั้น คำพิพาทษาศาลฎีกาในคดีเดิมย่อมผูกพันผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความกันมาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่าแม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่คดีดังกล่าวก็นานมาแล้ว และหลังจากจำเลยที่ 1 ชนะคดี จำเลยที่ 1 ก็ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ผู้ร้องเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอดนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวล้วนไม่อาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียซึ่งความมีผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ ผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องอีกหาได้ไม่ ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางขวัญตา จันทฤดี
นายกำพล ไชยสงคราม
จำเลย — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายประยงค์ ศรีมันตะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8853/2551
#418061
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี มีเจตนารมณ์ที่จะให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีให้ได้รับสิทธิและสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอันตกอยู่ในการบังคับคดีโดยไม่ถูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารขัดขวางหรือโต้แย้งการใช้สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์โดยมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 โดยมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ดังนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทันที แม้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทจะได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาท เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 365,506.20 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 308,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 7,200 บาท หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 174/130 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ ซี อาคารชุดบ้านสวนอยู่นิรันดร์ อาคารซี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 208585 และ 208588 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้จนกว่าจะครบถ้วน ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุด เลขที่ 174/130 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ ซี อาคารชุดบ้านสวนอยู่นิรันดร์ อาคารซี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 208585 และ 208588 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง นนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้จะซื้อก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 309 ตรี ใช้บังคับ ผู้ร้องก็มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรา 309 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่แต่อย่างใด จึงอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้อง และให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องชุดพิพาทภายใน 30 วัน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้บังคับตามมาตรา 296 ทวิ มาตรา 296 ตรี มาตรา 296 จัตวา มาตรา 296 ฉ มาตรา 296 สัตต มาตรา 299 มาตรา 300 มาตรา 301 และมาตรา 302 โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับโดยผู้ซื้อมีหน้าที่จัดการนำส่ง และให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีให้ได้รับสิทธิและสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอันตกอยู่ในการบังคับคดีโดยไม่ถูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารขัดขวางหรือโต้แย้งการใช้สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์โดยมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 โดยมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่า บทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ดังนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทันที ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท แม้จะเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทมาก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี มาใช้บังคับแก่กรณีตามคำขอของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 ม. 2 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายอรรถจิต พึ่งวิชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกำพล รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8852/2551
#418373
เปิดฉบับเต็ม

รายงานการเดินหมายมิได้ระบุเวลาที่ส่งหมายไว้ แต่ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า การส่งหมายนั้นจะต้องส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 74 (1) ส่วนการที่เจ้าพนักงานเดินหมายใช้สกอตเทปปิดหมายไว้ที่ประตูรั้วโดยไม่ใช้วิธีสอดหมายไว้ระหว่างประตูกระจกและประตูเหล็กนั้น ถือว่าการใช้สกอตเทปปิดหมายเป็นวิธีการที่จะทำให้หมายยึดติดแน่นเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 5 สามารถทราบประกาศในหมายแล้ว และการที่เจ้าพนักงานเดินหมายปิดหมายในวันอาทิตย์ซึ่งมิใช่ในวันทำการทำให้ไม่มีผู้อยู่ในอาคารนั้น ก็ไม่อาจอ้างได้ว่าการส่งหมายไม่ชอบเพราะไม่มีกฎหมายระบุว่าจะต้องส่งในวันทำการเท่านั้น อีกทั้ง ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง ก็ระบุให้การปิดหมายมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่ได้ปิดหมายไว้ ดังนั้นการส่งหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งห้าชำระเงิน 11,226,071.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 8,480,595.90 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับจำนองจากที่ดินโฉนดเลขที่ 37598 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 หากไม่พอชำระให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าแต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 5 ไม่ทราบเรื่องการขายทอดตลาด เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ปิดหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ทราบก่อนวันขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินไป อันเป็นการกระทำโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยที่ 5 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การส่งหมายแจ้งประกาศวันนัดขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 5 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า รายงานการเดินหมายมิได้ลงเวลาส่งหมายไว้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 80 (2) ที่ระบุให้เจ้าพนักงานเดินหมายต้องลงข้อความให้ปรากฏในรายงานการส่งหมายถึงวิธีการส่ง วัน เดือน ปี และเวลาที่ส่ง การปิดหมายของเจ้าพนักงานเดินหมายโดยใช้สกอตเทปอันเป็นวัสดุที่ฉีกและหลุดง่ายนั้นย่อมเป็นการปิดหมายที่ไม่ชอบ หากสอดประกาศและวางหมายไว้ระหว่างประตูกระจกกับประตูเหล็กของที่ทำการจำเลยที่ 5 ก็จะไม่ทำให้ประกาศสูญหาย และการที่เจ้าพนักงานเดินหมายปิดประกาศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ หากเป็นการส่งประกาศในวันทำการย่อมจะมีผู้มารับประกาศได้ พฤติการณ์การส่งหมายดังกล่าวของเจ้าพนักงานเดินหมายจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้รายงานการเดินหมายจะมิได้ระบุเวลาที่ส่งหมายไว้ แต่ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า การส่งหมายนั้นจะต้องส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (1) ส่วนการที่เจ้าพนักงานเดินหมายใช้สกอตเทปปิดหมายไว้ที่ประตูรั้วโดยไม่ใช้วิธีสอดหมายไว้ระหว่างประตูกระจกและประตูเหล็กนั้น ถือว่า การใช้สกอตเทปปิดหมายเป็นวิธีการที่จะทำให้หมายยึดติดแน่นเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 5 สามารถทราบประกาศในหมายแล้ว และการที่เจ้าพนักงานเดินหมายปิดหมายในวันอาทิตย์ซึ่งมิใช่ในวันทำการทำให้ไม่มีผู้อยู่ในอาคารนั้นก็ไม่อาจอ้างได้ว่าการส่งหมายไม่ชอบเพราะไม่มีกฎหมายระบุว่าจะต้องส่งในวันทำการเท่านั้น อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง ก็ระบุให้การปิดหมายมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่ได้ปิดหมายไว้ ดังนั้นการส่งหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74 (1) ม. 79 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์
จำเลย — บริษัทวิรุณชัยธุรกิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวธิดารัตน์ วัชโรทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8851/2551
#497177
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 733 ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น จึงใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลหนึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระด้วย

ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่จำเลยทั้งสองทำไว้กับโจทก์ไม่มีข้อตกลงยกเว้นไว้ว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวนอยู่ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาเพียงว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โดยมิได้ระบุให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นอีก ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้นำยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดเสร็จสิ้นไปแล้ว แม้จะได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะขอให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ต่อไปอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้เงิน และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำนอง ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,317,744 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,171,328 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 80489 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 80489 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดเสร็จสิ้นแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้อ้างว่าคำพิพากษาไม่ได้ระบุว่าหากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้โดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในเรื่องสัญญากู้ยืมด้วย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ในเวลาที่กำหนด คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งว่า คำร้องเดิมของโจทก์ที่ขอให้สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เป็นคำร้องที่ยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง คัดค้านการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว คำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกัน จึงขอให้มีคำสั่งชี้ขาดว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไปได้หรือไม่ หากเห็นว่าโจทก์มีสิทธิดังกล่าว ก็ขอให้สั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นำออกขายทอดตลาดต่อไป แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้อ้างว่าคำพิพากษาไม่ได้ระบุว่าหากไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยื่นคำร้องฉบับแรกขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือขอให้พิจารณาคดีใหม่และคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ตรงกับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไปได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติว่า "...ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น" บทกฎหมายดังกล่าวไม่มีข้อจำกัดว่าต้องใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น จึงย่อมใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลหนึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระด้วย คดีนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่จำเลยทั้งสองทำไว้กับโจทก์ไม่มีข้อตกลงยกเว้นไว้ว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวนอยู่ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาเพียงว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โดยมิได้ระบุให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นอีก ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นำยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดเสร็จสิ้นไปแล้ว แม้จะได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะขอให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ต่อไปอีกหาได้ไม่ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องมาในอัตราใดดังที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 733
ชื่อคู่ความ
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทฟินิคซ พัลพ
โจทก์ — แอนด์ เพเพอร์ จำกัด
จำเลย — นายเสนอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8844/2551
#418108
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการที่จำเลยนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือ พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ความผิดดังกล่าวจะมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องต่างกรรมกันและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 16/2, 28/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ริบอาวุธปืนและซองพกของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 26,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 13,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งภายในเวลาที่คุมความประพฤติ กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่งโมง (ที่ถูกต้องระบุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ด้วย) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน และจำเลยมีเจตนากระทำความผิดโดยประสงค์ต่อผลให้เป็นความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับการที่จำเลยนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ความผิดดังกล่าวจะมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องต่างกรรมกัน และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ ม. 72 ทวิ
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 3 ม. 16/2 ม. 28/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายถาวร หอมเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายชนะกิจ ศิริสาธิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8837/2551
#497121
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

ศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คำพิพากษาจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2539 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง โจทก์ขอให้ศาลแพ่งธนบุรีออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 และต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2549 ผู้แทนโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามมาตรา 271 แล้ว ดังนั้น แม้ทรัพย์สินของจำเลยที่จะยึดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับจังหวัดขอนแก่น ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินแทน และผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ไปยึดทรัพย์สินของจำเลย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ซึ่งเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ก็เป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 53,697 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี ศาลแพ่งธนบุรีออกหมายบังคับคดีแล้ว แต่ทรัพย์สินของจำเลยที่โจทก์จะนำยึดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี จึงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินแทน ต่อมาผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ยึดทรัพย์สินของจำเลยรวม 8 รายการ เพื่อนำออกขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ยึดทรัพย์สินของจำเลยเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว แม้การยึดทรัพย์จะกระทำภายหลังก็เป็นการยึดที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามคำร้องของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน กล่าวคือ ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีจากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา คดีนี้ ศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2539 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง โจทก์ขอให้ศาลแพ่งธนบุรีออกหมายบังคับคดีแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 และต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2549 ผู้แทนโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว ดังนั้นแม้จะปรากฏว่าทรัพย์สินของจำเลยที่จะยึดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินแทน และผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ไปยึดทรัพย์สินของจำเลยรวม 8 รายการ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ซึ่งเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม ก็เป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามคำร้องของจำเลย กรณีหาใช่เป็นการขยายกำหนดระยะเวลาบังคับคดีดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัชวาล วังศิริไพศาล
จำเลย — นางสาววิสสุตา สุวรรณคุณากร
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา